The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งประเทศ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สนผ., 2023-09-06 03:57:22

สรุปเล่มกิจกรรม PR PLAN FOR ALL

สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งประเทศ

Keywords: สนผ.

รายงานสรุปกิจกรรม ส านักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์


ส ื ่ อสารแผนปฏ ิ บ ั ต ิ การด ้ านการประชาส ั มพ ั นธ ์ แห ่ งชาต ิ(พ.ศ. 2566-2570) วันที่ 4 สิงหาคม 2566 ณ โรงแรม ทีเค. พาเลซ แอนด ์ คอนเวนช ั ่ น การประชุมเชิงปฏิบัติการ


ค าน า ส านักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.) จัดตั้งขึ้นตามระเบียบส านักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย การประชาสัมพันธ์แห่งชาติ พ.ศ. 2553 มีอ านาจหน้าที่เสนอ “นโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์ แห่งชาติ” เพื่อยึดเป็นกรอบแนวทางการพัฒนาด้านการประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชนของประเทศ โดยเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ แผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2566 - 2570) ซึ่งเป็นแผนระดับที่ 3 ของประเทศ สู่การปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ และแผนระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง กรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ เป็นหน่วยงาน ที่รับผิดชอบในการสร้างการตระหนักรู้และความเข้าใจในแผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติฯ ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ด าเนินการจัดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการสื่อสารแผนปฏิบัติการ ด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติฯ และจัดท า (ร่าง) แผนปฏิบัติการตามแนวทางการพัฒนา การประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชนของประเทศ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ภายใต้ชื่องาน ว่า “PR PLAN FOR ALL : สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ รวมพลังขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งประเทศ” ซึ่งจัดขึ้น เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2566 โดยมีเป้าหมายให้หน่วยงานภาครัฐให้ความส าคัญกับการใช้สื่อและ สื่อสารมวลชนในการปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมกับประชาชนในสังคม ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ที่ถูกต้อง ผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายและสอดคล้องกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป ควบคู่กับ การพัฒนาบุคลากรภาครัฐที่มีศักยภาพสูงในยุคดิจิทัล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมให้ประชาชน สามารถเข้าถึงข้อมูลส าคัญเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น ตลอดจนการสร้าง ภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก ดังนั้น กรมประชาสัมพันธ์ โดยส านักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์ จึงได้ถือโอกาสนี้ ในการสรุปสาระส าคัญการประชุมเชิงปฏิบัติการสื่อสารแผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติฯ และจัดท า (ร่าง) แผนปฏิบัติการตามแนวทางการพัฒนาการประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชนของประเทศ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยจะน าข้อมูลที่ได้รับไปปรับใช้ในการด าเนินงานของคณะกรรมการ ประชาสัมพันธ์แห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนการประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชนของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้งานประชาสัมพันธ์ของส่วนราชการมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ สูงสุดต่อประเทศชาติต่อไป สิงหาคม 2566


Executive Talk นางสาวอรนุช ศรีนนท์ รองปลัดส านักนายกรัฐมนตรี สารบัญ สรุปประเด็นการบรรยาย สรุปประเด็นการเสวนา สรุปกิจกรรม Workshop นางสุดฤทัย เลิศเกษม รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ หัวข้อ “เปล ี ่ ยนแปลงบนความท ้ าทาย โจทย ์ใหญ ่ ของการประชาส ั มพ ั นธ ์ ภาคร ั ฐ” หัวข้อ “สร้างคอนเทนต์ ตรงใจประชาชน ตอบโจทย์ภาครัฐ” หัวข้อ “แนวทางการข ั บเคล ื ่ อนแผนระด ั บประเทศส ู ่ การปฏ ิ บ ั ต ิ อย ่ างเป็ นร ู ปธรรม” เพ ื ่ อจ ั ดท า (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กล ุ ่ มท ี ่ 1 หัวข้อ “ส ื ่ อสารเร ื ่ องส าค ั ญ ข ั บเคล ื ่ อนพร ้ อมก ั นท ั ้ งประเทศ” กล ุ ่ มท ี ่ 2 หัวข้อ “บร ิ หารข ้ อม ู ล บร ิ หารคนส ื ่ อ แบบม ื ออาช ี พ” และหัวข้อ “Sawasdee Thailand และ PRD OTT PLATFORM” สรุปผลประเมินการด าเนินกิจกรรม 40 05 07 09 14 18 24 32 36


ผลประเมิน การจัดกิจกรรม รองปลัดส านักนายกรัฐมนตรี นางสาวอรนุช ศรีนนท์ รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ นางสุดฤทัย เลิศเกษม


PR PLAN FOR ALL 5 นางสาวอรนุช ศรีนนท์ รองปลัดส านักนายกรัฐมนตรี Executive Talk ปัจจุบันการสื่อสารของโลกเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็ว ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหล อย่างมากมาย ซึ่งมีทั้งสาระประโยชน์บ้าง และไม่มี สาระประโยชน์บ้าง ทั้งข่าวปลอม ข่าวดราม่า หรือ ข้อมูลที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะข้อมูลที่หลอกลวง ท าให้ประชาชนสูญเสียทรัพย์สินและเป็นภัยต่อชีวิต การอยู่ในยุคของข้อมูลข่าวสารที่เป็นเช่นนี้ ท าให้ทุกคนต้องปรับตัวให้รู้เท่าทัน ใช้สติปัญญา แยกแยะสิ่งที่ควรเชื่อ ไม่ควรเชื่อ และเป็นหน้าที่ ของภาครัฐที่จะให้ข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานและ นโยบายของรัฐบาล เพื่อสนองความต้องการของภาค ประชาชน หน่วยงานของรัฐต้องปรับกลวิธีการ สื่อสารให้ทันสมัยเท่าทันกับเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล รวมไปถึงนวัตกรรมด้านการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม ความเป็นจุดแข็งของข้อมูลข่าวสาร ที่น่าเชื่อถือของภาครัฐ คือการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ตามภารกิจของแต่ละหน่วยงานบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง อันเป็นประโยชน์ในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การพัฒนา สังคม ศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงการแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อน และการให้ความช่วยเหลือจากภัย พิบัติอย่างทันท่วงทีและเท่าเทียม ส่งผลให้ประชาชน ได้รับการพัฒนาความเป็นอยู่อย่างทั่วถึง มีส่วนร่วม และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ภายใต้ข้อมูลข่าวสาร ที่เป็นประโยชน์ ทั้งนี้ ความส าคัญของแผนปฏิบัติการด้านการ ประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (พ.ศ.2566-2570) ฉบับนี้ จึงเปรียบเสมือนแผนที่น าทางให้ผู้ปฏิบัติงานด้าน แผนและงานประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ น าไปใช้ ในงานด้านการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ให้มี ความหลากหลาย น่าเชื่อถือ และน่าสนใจเท่าทัน ช่องทางในการสื่อสารที่ทันสมัยและเป็นที่นิยม ของประชาชนผู้รับสาร รวมทั้งการสร้างเครือข่าย การประชาสัมพันธ์ภาครัฐ อันจะน าไปสู่ผลสัมฤทธิ์ ของวัตถุประสงค์และเป้าหมายของแผนปฏิบัติการ ด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติฯ ที่ก าหนดไว้


การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ จึงถือเป็น จุดเริ่มต้นส าคัญของการสื่อสารแผนปฏิบัติการด้าน การประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (พ.ศ.2566-2570) ที่ทุกหน่วยงานจะได้ร่วมแสดงเจตนารมณ์เดียวกัน ในการน าแนวทางการพัฒนาด้านการประชาสัมพันธ์ และสื่อสารมวลชนของประเทศ ภายใต้แผนปฏิบัติ การด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติฉบับนี้ ไปใช้ ให้สัมฤทธิ์ผลตามวิสัยทัศน์ที่ว่า “การประชาสัมพันธ์ ที่ประชาชนเชื่อมั่น ด้วยการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ เพื่อปลูกฝังค่านิยมที่พึงประสงค์ เกิดภาพลักษณ์ ที่ดีของประเทศต่อประชาคมโลก” ในโอกาสนี้ ยังมีการเปิดตัวเว็บไซต์ประเทศไทย www.thailand.go.th อย่างเป็นทางการ เพื่อพัฒนา ช่องทางประชาสัมพันธ์ให้เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร ทั้งด้านการท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม การคมนาคม ฯลฯ อันถือว่าเป็นประโยชน์ต่อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สามารถใช้เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่เชื่อถือได้ และเป็น ประโยชน์ต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย โดยขอให้ ทุกภาคส่วนสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกของหน่วยงาน ที่จะน ามาเผยแพร่ในเว็บไซต์ดังกล่าวด้วย ส าหรับการจัดงานในครั้งนี้ เป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้กับผู้ปฏิบัติงานภาครัฐ ตลอดจนเป็น การแสดงพลังในความร่วมมือขับเคลื่อนแผนปฏิบัติ การด้านประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (พ.ศ.2566-2570) ให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ รวมถึงการระดม ความคิดเห็นในการร่วมจัดท า (ร่าง) แผนปฏิบัติการ ตามแนวทางการพัฒนาการประชาสัมพันธ์และ สื่อสารมวลชนของประเทศ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ซึ่งทุกความคิดเห็นที่ได้รับ จะเป็นประโยชน์ ในการผลักดันงานด้านการพัฒนางานประชาสัมพันธ์ ให้ก้าวหน้าต่อไป 6 “หน่วยงานรัฐต้องปรับกลวิธีการสื่อสาร ให้ทันสมัยเท่าทันกับเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล” PR PLAN FOR ALL


นางสุดฤทัย เลิศเกษม รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ PR PLAN FOR ALL 7 ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ Executive Talk ในช่วงที่ผ่านมา คณะกรรมการประชาสัมพันธ์ แห่งชาติ ได้ขับเคลื่อนนโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์ แห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2563-2565) โดยเป็นฉบับ ปรับปรุงให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งตามแนวทางการพัฒนาด้านการประชาสัมพันธ์ และสื่อสารมวลชนของประเทศ กรมประชาสัมพันธ์ ตระหนักดีว่า การสื่อสารคือหัวใจของทุกกิจกรรม ดังนั้นคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ จึงได้ ร่วมกันจัดท าแผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์ แห่งชาติ ฉบับปัจจุบันนี้ขึ้น โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2566-2570 รวมระยะเวลา 5 ปี เพราะแผนฯ เปรียบเสมือนแผนที่น าทางไปน าสู่ การปฏิบัติ ดังนั้นแผนฯ ฉบับนี้ ซึ่งเป็นแผนระดับที่ 3 จึงได้รับการพัฒนาสาระส าคัญจากผลการประเมิน โดยด าเนินการปรับตัวชี้วัดให้มีความสอดคล้องกัน กับแผนแม่บทประเด็นที่ 10 การปรับเปลี่ยนค่านิยม และวัฒนธรรม แผนย่อยที่ 3 การใช้สื่อและสื่อสารมวลชน ในการปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมของคนในสังคม มีเป้าหมายให้สังคมไทย มีความเข้มแข็ง สร้างภูมิคุ้มกัน ให้แก่ประชาชนในสังคม ท าให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ ปลอดภัยและสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น ในแผนฯ ฉบับนี้ ยังได้ระบุวิธีการขับเคลื่อน การน าไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งการติดตามและ ประเมินผล ด้วยการน าเสนอเนื้อหา ภาษาและ รูปเล่มที่อ่านเข้าใจง่าย น่าสนใจ เน้นการน าไปใช้จริง โดยได้ผ่ านค ว ามเห็นชอบจ ากคณะ รั ฐมนต รี เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 ซึ่งมีมติให้ใช้แผนฯ เป็น หลักในการด าเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์และ สื่อสารมวลชนของประเทศให้เป็นระบบและมี ประสิทธิภาพ โดยให้ทุกหน่วยงานก าหนดแผนงาน โครงการ ตัวชี้วัดประจ าปี ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย แผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติฯ แล้วน าเข้าสู่แผนปฏิบัติราชการประจ าปีของ หน่วยงาน พร้อมทั้งยังต้องรายงานผลการด าเนินงาน ต่อคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติด้วย เพื่อรายงานคณะรัฐมนตรีต่อไป กรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะหน่วยงานหลักด้าน การสื่อสารให้กับหน่วยงานทุกกระทรวง ตระหนักถึง ความส าคัญของการมีส่วนร่วม เพื่อช่วยกันขับเคลื่อน แผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ให้ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ จึงได้จัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น เพื่อเปิดตัวแผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์ แห่งชาติ ภายใต้แนวคิดPR PLAN FOR ALL :สื่อสาร อย่างสร้างสรรค์ รวมพลังขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งประเทศ ร่วมกับเครื่องมือส าคัญที่ร่วมเปิดตัวในงานด้วย คือ www.thailand.go.th ต้นทางข้อมูลข่าวสารส าคัญ ของประเทศไทยที่รองรับถึง 5 ภาษา ซึ่งทุกหน่วยงาน สามารถใช้บริการเพื่อท าการสื่อสารสู่เวทีโลกได้ กรมประชาสัมพันธ์ มุ่งหวังถึงการมีส่วนร่วมจาก ทุกภาคส่วนในการผลักดันการประชาสัมพันธ์ของ ภาครัฐให้เข้าถึงประชาชนอย่างเท่าเทียม ผ่านกลไก การท างานอย่างมีระบบ เพื่อน าเสนอข้อมูลข่าวสาร ต่างๆ ไปยังประชาชน แม้กระทั่งคนสุดท้ายของ ประเทศได้อย่างชัดเจนที่สุด


ผลประเมิน การจัดกิจกรรม ประธานเจ ้ าหน ้ าท ี ่ บร ิ หาร บร ิ ษ ั ท ม ี ม ิ ต ิ จ าก ั ด นายรุ่งธรรม พุ่มสีนิล การบรรยาย สรุป หัวข้อ “เปล ี ่ ยนแปลงบนความท ้ าทาย โจทย ์ใหญ ่ ของการประชาส ั มพ ั นธ ์ ภาคร ั ฐ” หัวข้อ “สร้างคอนเทนต์ ตรงใจประชาชน ตอบโจทย์ภาครัฐ” นายสุภน ั นท ์ ฤทธ ิ ์ มนตร ี นางสาวประวีณา ธาดาพรหม ผู้แทนกรมประชาสัมพันธ์


การน าเสนอในรูปแบบการบรรยาย หัวข้อ “เปลี่ยนแปลงบนความท้าทาย โจทย์ใหญ่ของ การประชาสัมพันธ์ภาครัฐ” โดย นางสาวประวีณา ธาดาพรหม ผู้อ านวยการส่วนแผนงานโครงการและ งบประมาณ และนายสุภนันท์ฤทธิ์มนตรี บรรณาธิการข่าว ศูนย์ข้อมูลข่าวสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ (IOC) 2 วิทยากรจากกรมประชาสัมพันธ์ได้น าเสนอแนวทางการพัฒนาการประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชนของ ประเทศ โดยกรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ มีภารกิจ ในการวิเคราะห์นโยบายภาครัฐและส ารวจความคิดเห็นของประชาชน เพื่อน าข้อมูลมาใช้ก าหนดเป็นนโยบายและ แผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (พ.ศ.2566-2570) ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์ได้น าเสนอเสียงสะท้อน จากความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ ประกอบด้วย (1) การสื่อสารของภาครัฐ สร้างความสับสน ไม่ทั่วถึง (2) กระบวนการท างานที่ล้าช้า (3) การน าเสนอข่าวที่ไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย เสียงสะท้อนความคิดเห็นดังกล่าว คือ “โจทย์ใหญ่” ของการพัฒนาการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ เนื่องจาก ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไป สื่อภาครัฐไม่ใช่สื่ออันดับแรกที่ประชาชนนึกถึง รวมทั้งการมีสื่อออนไลน์ท าให้ประชาชน มีตัวเลือกในการเปิดรับสื่อที่เพิ่มมากขึ้น บุคลากรที่ท างานด้านการประชาสัมพันธ์และสื่อของภาครัฐจ าเป็นต้องมี การปรับตัว เริ่มต้นจากการที่คนท างานภาครัฐต้อง “รู้ลึก” และ “รู้รอบ” ศึกษาศาสตร์การสื่อสารด้านอื่น อาทิ การตลาด การโฆษณา การสื่อสารแบบดิจิทัล รวมถึงการศึกษาวิเคราะห์เรื่องราวที่ประชาชนสนใจอยากรู้ เพื่อน ามาพัฒนาการประชาสัมพันธ์เชิงรุก สามารถเล่าเรื่องได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และทันการณ์ นางสาวประวีณา ธาดาพรหม ผู้บรรยายได้ชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมาภาครัฐมีความต้องการที่จะพัฒนางาน ประชาสัมพันธ์และสื่อภาครัฐให้ทันยุคดิจิทัลและตอบโจทย์ประชาชน แต่มักต้องประสบกับปัญหาคลาสสิก ของภาครัฐ คือ “คน งาน เงิน” เนื่องจากทุกหน่วยงาน มักมีภารกิจจ านวนมากสวนทางกับจ านวนบุคลากร “เปลี่ยนแปลงบนความท้าทาย โจทย์ใหญ่ของการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ” ประวีณา ธาดาพรหม ผู้อ านวยการส่วนแผนงานโครงการและงบประมาณ สุภน ั นท ์ ฤทธ ิ ์ มนตร ี บรรณาธิการข ่ าว ศ ู นย ์ ข ้ อม ู ลข ่ าวสารเพ ื ่ อการประชาส ั มพ ั นธ ์(IOC) Change & Challenge PR PLAN FOR ALL 9


และงบประมาณยังไม่เพียงพอต่อการท างานและ การพัฒนางานด้านการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์ จึงขอเสนอวิธีพลิกวิกฤติให้เป็น โอกาส ด้วยการชี้ให้เห็นถึงการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติ การด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติฯ สู่การปฏิบัติ อย่างเป็นรูปธรรมด้วย 4 แนวทางการพัฒนา ดังนี้ แนวทางที่ 1 และแนวทางที่ 2 การก าหนดเรื่อง สื่อสารส าคัญในประเทศและต่างประเทศ เพื่อ สื่อสารให้ประชาชนไทยและชาวต่างชาติ ได้รับรู้และ เข้าใจนโยบายส าคัญของภาครัฐ ที่คณะกรรมการ ประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ก าหนดขึ้นในแต่ละปี โดยกรมประชาสัมพันธ์ได้น าเอา 2 แนวทางการพัฒนา มา “เปลี่ยนวิธีการท างาน” ภายในกรมด้วยการน า เครื่องมือเทคโนโลยี Social Listening เข้ามาช่วย ในการประมวลผลข้อมูลที่ประชาชนได้สื่อสาร ในสื่อออนไลน์ ท าให้พบว่าประชาชนอยากรู้เรื่องอะไร สอดคล้องกับเรื่องที่ภาครัฐต้องการสื่อสารหรือไม่ รวมทั้งการสื่อสารของภาครัฐในปัจจุบันมักจะสื่อสาร เฉพาะภารกิจของหน่วยงานตามหน้าที่รับผิดชอบ โดยไม่ได้ค านึงความต้องการของประชาชนที่แท้จริง ตัวอย่าง ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 การน า เครื่องมือ Social Listening มาช่วยประมวลผลข้อมูล รายปี ท าให้ทราบว่าประชาชนนั้น อยากรู้ประเด็น สุขภาพจิตเป็นจ านวนมาก ท าให้ภาครัฐสามารถ ก าหนดเรื่องสื่อสารส าคัญที่สอดคล้องกับเรื่อง สุขภาวะทางจิตใจนอกเหนือจากทางกายภาพ รวมทั้ง สามารถก าหนดรายชื่อหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้อง กับเรื่องดังกล่าว ท าให้การสื่อสารภาครัฐถูกจุด ครบถ้วน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แนวทางที่ 3 การบริการจัดการข้อมูลข่าวสาร ภาครัฐ แนวทางนี้ก าหนดให้ภาครัฐต้องคัดกรอง ประเด็นข้อมูลข่าวสารของนโยบายภาครัฐ ภายใต้ มติคณะรัฐมนตรี และเรื่องสื่อสารส าคัญของประเทศ เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่สื่อสารไปยังประชาชนถูกต้อง สามารถป้องกันข่าวปลอมได้ โดยกรมประชาสัมพันธ์ได้ “เปลี่ยนโครงสร้าง” ภายใน เตรียมจัดตั้ง “กองบริหารข้อมูลข่าวสาร” เพื่อแก้ไขปัญหากระบวนการสื่อสารที่ล้าช้าและ สอดรับกับโลกแห่งข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะ การสื่อสารในภาวะวิกฤติ เน้นสื่อสารเพิ่มความเชื่อมั่น ไปยังประชาชน มุ่งสู่การเป็นผู้น าด้านข้อมูลข่าวสาร แนวทางที่ 4การพัฒนาบุคลากรด้านประชาสัมพันธ์ และสื่อสารมวลชนของประเทศ “การเปลี่ยนคน” คือโจทย์ที่ท้าทายของกรมประชาสัมพันธ์ เนื่องจาก ช่วง 80 ปีที่ผ่านมา กรมประชาสัมพันธ์ในฐานะ หน่วยสื่อของภาครัฐท างานในระบบอนาล็อก โดยการปรับก าลังคนให้สอดรับกับระบบดิจิทัล เริ่มต้น จ ากก า รป รับเปลี่ ยนให้คนท าง านมี Mindset แบบดิจิทัล เพิ่มเติม เสริมทักษะ Upskill Reskill มาตลอดในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อดันให้กลุ่มคน ที่เคยท างานในระบบเดิม ได้มาเรียนรู้วิธีการผลิต คอนเทนต์และการบริหารประเด็นจัดการข้อมูล ข่าวสารให้สอดรับกับงานที่เปลี่ยนไป รวมทั้งกรมประชาสัมพันธ์ยังได้จัดตั้งโครงการที่ชื่อ “PR CHANGE AGENT PROJECT” ซึ่งเป็นหลักสูตร ฝึกอบรมบุคลากรของภาครัฐ 20 กระทรวง “การเปล ี ย ่ นคน” ค ื อโจทย ์ ท ี ท ่ ้ าทายของกรมประชาส ั มพ ั นธ ์ ... นางสาวประวีณา ธาดาพรหม ผู้อ านวยการส่วนแผนงานโครงการและงบประมาณ 10 PR PLAN FOR ALL


ซึ่งท างานในส่วนของงานประชาสัมพันธ์และสื่อสาร ให้มีทักษะ สมรรถนะด้านการประชาสัมพันธ์และ สื่อสารในยุคดิจิทัล พร้อมสร้างเครือข่ายในการเป็น นักประชาสัมพันธ์ภาครัฐยุคใหม่ด้วย ส่วนวิธีการเปลี่ยนแปลงข้อจ ากัดข้อสุดท้าย คือ เรื่อง “เงิน” โดยชี้ให้เห็นถึงการขอรับการจัดสรร งบประมาณของกรมประชาสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับ เป้าหมายของแผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์ แห่งชาติฯ ได้แก่ “สื่อของรัฐเป็นโรงเรียนของสังคม สร้างสังคมแห่งการรู้เท่าทันสื่อ และสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับประชาชนต่อข่าวปลอม” เมื่อการท างานของ ภาครัฐก าหนดโครงการ ตัวชี้วัด ที่ส่งผลต่อการพัฒนา งานประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชนที่ต้องการปิด ช่องว่างการพัฒนาประเทศได้ การขอรับงบประมาณ ก็จะสอดรับกับกระบวนการท างานและเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ นายสุภนันท์ฤทธิ์มนตรีผู้บรรยายจาก กรมประชาสัมพันธ์ ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง บนความท้าทายของการสื่อสาร และผู้บริโภคยุคดิจิทัล Generation Now โดยน าเสนอประเด็นความท้าทาย 3 ปัจจัย ได้แก่ 1. ความท้าทายต่อการปรับตัวของ “ผู้รับสาร” ผลส ารวจจ านวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตทั่วโลก พบว่า มีจ านวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นทุกปี และคนไทยใช้เวลากับ อินเทอร์เน็ตต่อวันมากเป็นอันดับ 9 ของโลก เฉลี่ย วันละ 8 ชั่วโมงต่อวัน และคนไทยใช้อินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ มากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก ผลส ารวจนี้สะท้อนให้ เห็นว่า พฤติกรรมของผู้รับสารเปลี่ยนได้ไปแล้ว ได้แก่ (1) พฤติกรรมการเสพสื่อ และการติดตามข้อมูล ข่าวสารของผู้รับสาร ไม่ได้ดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ หรือ อ่านหนังสือพิมพ์อีกแล้ว แต่ผู้รับสารเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารแบบ Real-time ด้วยอินเทอร์เน็ต (2) อินเทอร์เน็ตเชื่อมผู้รับสารไปยังสื่อออนไลน์ รวมทั้งสร้าง Community เปลี่ยนการสื่อสารทางเดียว ให้เป็นการสื่อสารแบบสองทาง เกิดการพูดคุย โต้ตอบ และสร้างคอนเทนต์ ด้วยตัวเอง เรียกผู้รับสาร ในลักษณะนี้ว่า “UGC : User Generate Content” จากความท้าทายที่กล่าวมา หากคนประชาสัมพันธ์ หรือคนสื่อ ชะล่าใจ ไม่เร่งปรับตัวใช้เครื่องมือบน สื่อออนไลน์มา “ให้ข่าว” และในกรณีมีเรื่องเข้าใจผิด ก็ต้องใช้เครื่องมือที่มีในการ “แก้ข่าว” เพราะหากคนท างานของภาครัฐยังสื่อสารข้อมูล ข่าวสารแบบเดิม คือเป็น Press Release ตัวหนังสือ ยาว ๆ ใช้ค ายาก ๆ มีโอกาสสูงมากที่ประชาชนจะไม่ เลือกอ่าน หรืออ่านแล้วตีความผิดขึ้นมา จากนั้นก็เกิด การวิพากษ์วิจารณ์ข้อมูลข่าวสารของท่าน สุดท้าย สื่ออื่นก็หยิบแค่เสีงวิพากษ์วิจารณ์ไปใช้เพราะข้อมูล ดราม่านั้น “แซ่บกว่า อร่อยกว่า” จนประชาชน ไม่ทราบถึงจุดเริ่มต้นของการสื่อสารเรื่องนี้ หรือแก่น ที่ภาครัฐอยากจะสื่อสารที่แท้จริง “ผู้รับสารเข้าถึงข้อมูลข่าวสารแบบ Real-time ด้วยอินเทอร์เน็ต” นายสุภน ั นท ์ ฤทธ ิ ์ มนตร ี บรรณาธิการข่าว ศูนย์ข้อมูลข่าวสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ (IOC) 11 PR PLAN FOR ALL


2. ความท้าทายต่อการปรับตัวของ “แพลตฟอร์ม” เนื่องจากแพลตฟอร์มออนไลน์ในยุคปัจจุบันนี้ มีการ “ปิดกั้นการมองเห็น” หมายถึง เมื่อคนท างาน ภาครัฐต้องการส่งข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชน แต่เมื่อตรวจสอบข้อมูลการใช้งานในแพลตฟอร์ม การใช้งานกลับพบว่า ประชาชนกลุ่มเป้าหมายเข้าถึง ข้อมูลน้อยมาก ขณะที่ประเด็นข่าวที่อยู่ในกระแส และมีดราม่า สื่ออื่น ๆ หรือ Influencer เอาไปน าเสนอ กลับมีคนเข้าถึง “หลักล้าน” นอกจากนี้มีแพลตฟอร์ม เกิดขึ้นมากมาย โดยแต่ละแพลตฟอร์มมีรูปแบบ คอนเทนต์และการน าเสนอที่แตกต่างกัน เช่น คลิปสั้น ยาวการท าคลิปเป็นแนวตั้ง หรือน าเสนอเป็น ข้อความสั้น เป็นต้น 3. ความท้าทายในฐานะ “ผู้ส่งสาร” (หน่วยงาน ของรัฐ) โดยกรมประชาสัมพันธ์ มีภารกิจ 2 ด้าน คือ ในฐานะคนที่ท างานด้านการประชาสัมพันธ์ และคน ที่ท างานด้านสื่อสารมวลชน โดยกรมประชาสัมพันธ์ มีช่องทางสื่อสาร ประกอบด้วย โทรทัศน์ NBT2HD NBT 4 ช่องภูมิภาค NBT World และวิทยุ FM/AM รวมกันถึง 104 คลื่นความถี่ เมื่อมีสื่อออนไลน์เกิดขึ้น ในช่วงต้นกรมประชาสัมพันธ์ไม่มีแนวทางการบริหาร จัดการสื่อออนไลน์ที่ชัดเจน จึงให้กรมฯ มีช่องทาง ในสื่อออนไลน์มากถึง 431 Account/User ท าให้เกิด ปัญหาการน าเสนอข้อมูลข่าวสารที่ต่างคนต่างท า กรมประชาสัมพันธ์ จึงมีการจัดระบบ PRD Social ใหม่ เพื่อให้การท างานของหน่วยงานมีความเป็นระเบียบ และเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ดังนี้ 3.1 Rebrand สื่อออนไลน์ได้แก่ Re-nameเพื่อให้ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน Re-positioning โดยการท า ให้ Position ของแต่ละเพจ ให้ชัดเจนขึ้น และท าการ Re-perception ของ PRD Social ด้วยการออกแบบ เทมเพลตส่วนกลาง เริ่มตั้งแต่การจัดวางในส่วนโลโก้ การก าหนดชื่อเพจ และการก าหนดโทนสี หรือ CI ในการออกแบบ เมื่อผู้รับสารเห็นจะรับรู้ได้ในทันทีว่า เป็นแบรนด์ของกรมประชาสัมพันธ์ 3.2 Restructuring คือ แนวทางการปรับรูปแบบ การท างานสื่อออนไลน์กรมประชาสัมพันธ์ให้ตั้ง คณะท างานที่มีกองบรรณาธิการกลาง บูรณาการ ร่วมกัน ระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อช่วย ลดความซ้ าซ้อนของการกระบวนท างานและท าให้ ผลผลิตของแต่ละชิ้นงานมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ผลส ารวจ Digital และ Social Media จาก We Are Social พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ดูโทรทัศน์ ผ่านแอปพลิเคชันหรือระบบ Steaming มากถึง 95% กรมประชาสัมพันธ์จึงปรับตัวให้สอดรับพฤติกรรม ผู้รับสาร โดยจัดท าแพลตฟอร์ม PRDEE Streaming Platform โดยในอนาคต เตรียมวางแผนยกระดับ ให้กลายเป็น Government OTT ที่ได้รวมทุกคอนเทนต์ อันเป็นประโยชน์กับประชาชนที่น่าสนใจไว้ในที่เดียว ทั้งนี้ การประชาสัมพันธ์และการสื่อสารภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์มีกระบวนการบริหารจัดการข้อมูล ข่าวสารที่เชื่อมโยงตั้งแต่นโยบายโดยตรงจาก คณะรัฐมนตรี หน่วยงาน 20 กระทรวง กรม 157 กรม รวมทั้งสนับสนุนหน่วยงานระดับภูมิภาค 76 จังหวัด ทั่วประเทศ ดังนั้น กรมประชาสัมพันธ์จ าเป็นต้องขอ ความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน ได้แก่ (1) ข้อมูล หากท่านส่งข้อมูลให้กรมเร็วเท่าไหร่ กรมก็พร้อมที่ขยายผลต่อไปยังประชาชนเร็วเท่านั้น (2) การวางแผนการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน หากพิจารณามาขอใช้บริการช่องทางสื่อสารต่าง ๆ กรมฯ พร้อมที่จะท างานร่วมกับทุกหน่วยงาน เพื่อให้ ภาพรวมงานด้านการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐนั้น มีประสิทธิภาพสูงสุด “Rebrand ส ื ่ อออนไลน ์ &Restructuring การท างาน” 12 PR PLAN FOR ALL


วิทยากรจากกรมประชาสัมพันธ์ ทั้ง 2 ท่าน กล่าวสรุปว่า เป้าหมายในการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ที่ต้องการให้สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ผลิตเนื้อหา ที่มีคุณภาพและสร้างสรรค์ สร้างการรับรู้ให้ประชาชน “เข้าใจ และเชื่อมั่น” ในภาครัฐ เพื่อลดความเสี่ยง ของการเป็น “เหยื่อ” ของข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด จนน าไปสู่ความขัดแย้งของสังคม โดยกรมประชาสัมพันธ์ ไม่สามารถท างานได้เพียง หน่วยงานเดียว จึงขอใช้โอกาสนี้ ขอความร่วมมือ “ร่วมคิด ร่วมท า” เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนา ประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ พร้อมทั้งสร้างเครือข่าย ในบูรณาการการท างานร่วมกัน เพื่อช่วยยกระดับ การประชาสัมพันธ์ภาครัฐให้ครอบคลุมความต้องการ ของประชาชน... “ขอความร่วมมือ “ร่วมคิด ร่วมท า” เสนอ แนวทางในการพัฒนาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ” PR PLAN FOR ALL 13


ผ่านหัวข้อ “การสร้างสรรค์ Content เพื่อตอบโจทย์ภาครัฐ” โดยเผยมุมมองว่า การท างานประชาสัมพันธ์ หรือสื่อสารมวลชนนั้น ไม่ว่า จะเป็นคนภาครัฐหรือภาคเอกชน “เรา” ต่างก็เป็น “นักเล่าเรื่อง” เหมือนกัน มีหน้าที่ในการบอกเล่าเกี่ยวกับนโยบายส าคัญ หรือบอกเล่าเรื่องส าคัญที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชน ได้ตระหนัก รับรู้ และรับทราบ ในส่วนของผู้บรรยาย เคยสร้างสรรค์ผลงานรายการโทรทัศน์ที่มีเรตติงสูงสุดหลายรายการ ได้รับรางวัล จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น รายการ “แฟนพันธุ์แท้” รายการ “เกมทศกัณฐ์” ทางช่อง 9 อสมท. รายการ “ศึกวันดวลเพลง” และรายการ “ดวลเพลงชิงทุน” ที่ต่อยอดไปสู่การผลิตซีรีย์เกี่ยวกับเพลงลูกทุ่ง จนได้รับความนิยมจากผู้ชมเป็นอย่างมาก และวาไรตี้เกมโชว์สุดฮา “Hollywood Game Night Thailand” ทางช่อง 3 ที่เน้นความสนุกสนาน สร้างเสียงหัวเราะให้ผู้ชม จนท าให้ดารานักแสดงหลายท่านเอ่ยปาก ขอมาร่วมรายการอีกครั้ง รวมทั้งยังมีรายการที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหา ความเดือดร้อนหรือได้รับผลกระทบในชีวิต ผ่านรายการ “คู่ซ่า ปลาไพ” ทางช่องอัมรินทร์ทีวี แต่ด้วยสถานการณ์ที่ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนแปลงไป คนเริ่มไม่ดูรายการทางโทรทัศน์ แล้วเปลี่ยนไปดูทาง โทรศัพท์มือถือแทน นั่นหมายความว่า เราอยู่ในโลกของคอนเทนต์ที่จะท ารายการโทรทัศน์เป็นหลักไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็น “คนสร้างคอนเทนต์” คิดงานให้คนสนใจและไม่รู้สึกเบื่อหน่ายคอนเทนต์ที่เราสร้าง โดยเปรียบเทียบได้อย่างน่าสนใจว่า อาหาร คือสิ่งที่คนเราขาดไม่ได้ ต้องบริโภคทุกวัน ถ้าเราปรุงอาหารให้อร่อย ก็สามารถน าไปเลี้ยงสมอง เลี้ยงชีวิตให้ด าเนินต่อไป มันก็เหมือนกับการสร้างสรรค์คอนเทนต์ ถ้าคอนเทนต์ดี มีสาระสร้างสรรค์ ก็สามารถหล่อเลี้ยงสมอง สร้างความคิด สร้างความรู้สึกให้กับคนดูจนเกิดความชื่นชอบ สนใจคอนเทนต์เราในที่สุด ตรงใจประชาชน ตอบโจทย์ภาครัฐ” นายรุ่งธรรม พุ่มสีนิล ประธานเจ ้ าหนา ้ ท ี ่ บริหาร บริษ ั ท ม ี มิติจ าก ั ด นายรุ่งธรรม พุ่มสีนิล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีมิติ จ ากัด น าเสนอในหัวข้อ “การสร้างคอนเทนต์ ตรงใจประชาชน ตอบโจทย์ภาครัฐ” โดยบอกเล่าถึง ประสบการณ์การท างานต่างๆ ในแวดวงสื่อสารมวลชน จากภาคเอกชนและในฐานะที่เป็นคนท างานด้านการผลิต รายการโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดทางสื่อช่องหลัก “สร้างคอนเทนต์ Creativity 14 PR PLAN FOR ALL


คอนเทนต์ของกรมประชาสัมพันธ์ ตอบโจทย์ ดังกล่าว ในแง่ของสาระประโยชน์ เป็นเหมือนอาหาร สุขภาพ ที่ถือว่าเป็นของดี ปลอดภัย แต่รสชาติจืดชืด นั่นหมายถึง ยังดูไม่น่าสนใจ ไม่โดนใจผู้บริโภค ส่วนใหญ่มากนัก ดังนั้น ควรมีการปรับเปลี่ยนให้มี ความกลมกล่อม ครบรส และน่าสนใจมากขึ้น โดยให้ เทคนิคส าคัญว่า คอนเทนต์ที่ควรน าเสนอเปรียบได้ กับอาหารแนว Street Food ที่เป็นอาหารรสจัดจ้าน ทานง่าย รวดเร็ว และประหยัด ที่คนสมัยนี้ชื่นชอบ การน าเสนอคอนเทนต์ จึงควรให้ความส าคัญ กับเนื้อหาที่มีความชัดเจน สั้น กระชับ เข้าใจง่าย และสร้าง Character ผู้น าเสนอให้มีความโดดเด่น ผู้ชมสามารถจดจ าและเกิดความสนใจที่จะติดตาม การน าเสนอคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง อีกปัญหาหนึ่งที่ได้ยินบ่อย ๆ คือ ทรัพยากรน้อย คนน้อย งบประมาณน้อย และอุปกรณ์ไม่เพียงพอ ต่อการท างาน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว อยากให้ ลองยอมรับและหันมาปรับที่ตัวเอง โดยการปรับ Mindset ใหม่ เป็น “ทรัพยากรน้อย ต้องคิดให้ เยอะ” ใช้เครื่องมือ 12 อย่างต่อไปนี้ มาสนับสนุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการท างาน ประกอบด้วย (1) No Input No Output อยากบอกอะไรใคร ต้องฟังเรื่องราวนั้นจากคนอื่นมาก่อน แล้วมาปรับ ให้เข้ากับเรื่องราวที่จะน าเสนอ และควรอ่านหรือฟัง เรื่องราวต่าง ๆ เป็นประจ าทุกวัน หาเทคนิคจาก ที่อื่นมาปรับใช้กับงานของตัวเอง (2) Concept (3) Mindset (4) จับโจทย์ จับเป้าหมายให้ได้ (5) สร้างกรอบ (6) Mood and Tone ใส่อารมณ์และความรู้สึก ที่ชัดเจน จัดการกับคอนเทนต์ให้ตรงกับสิ่งที่น าเสนอ ว่าอยากให้คนฟังรู้สึกอย่างไร (7) สร้างเขี้ยว (8) นักบิด (9) Message (10) Target (11) Reference เป็นเรื่องเดียวกับ No Input No Output แต่เจาะจงไปในแต่ละเรื่องราว (12) ภาพรวม Big Pictureจับภาพรวมเรื่องราว ที่จะน าเสนอว่าคืออะไร ส่งผลอะไรต่อคนฟัง โดยได้ยกตัวอย่าง 4 เครื่องมือส าคัญที่จะมา ช่วยสร้างและพัฒนาคอนเทนต์ให้ประสบความส าเร็จ ตรงใจผู้บริโภค ได้แก่ 1. Mindsetสร้างชุดความคิดที่ดีให้กับงานทุกชิ้น ใส่ใจรายละเอียด พึงระลึกเสมอว่า ถ้าคอนเทนต์ หรืองานนั้นยังไม่ดีพอ ก็ไม่ควรถูกเผยแพร่ออกไป ต้องพยายามค้นหาความจัดจ้าน และความโดดเด่น ของชิ้นงานให้เจอเสียก่อน 2. จับโจทย์ตีโจทย์ให้แตกว่า สิ่งที่ต้องการจะ สื่อสารออกไปให้ผู้ฟังเข้าใจคืออะไร และการสื่อสาร ถูกต้องตามวัตถุประสงค์หรือไม่ 3. Message หา Keyword ของ Message นั้น ๆ ให้เจอ แล้วค่อยหาวิธีการหรือเทคนิคที่เหมาะสม ในการน าเสนอ Message ต่าง ๆ เหล่านั้น 4.Target กลุ่มเป้าหมายคือใคร ท าอะไร อยู่ที่ไหน และความต้องการของกลุ่มเป้าหมายคืออะไร เจาะจง และก าหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน ไม่ควรก าหนด กลุ่มเป้าหมายแบบกว้างเกินไป Street Food นายรุ่งธรรม พุ่มสีนิล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีมิติ จ ากัด PR PLAN FOR ALL 15


หลังจากนั้น ได้แสดงตัวอย่างผลงานการผลิต สื่อประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ได้รับเสียงตอบรับที่ดีซึ่งมีการใช้เทคนิคในการ ผลิตด้วยความคิดสร้างสรรค์และกระบวนการคิด แบบ Conceptual ซึ่งมีกรอบความคิดที่ชัดเจน เป็นระบบ สื่อถึงผู้ชมได้อย่างตรงใจ ดังนี้ - คลิปวิดีโอสั้น เรื่อง “โรคไข้เลือดออก” ของ กองโรคติดต่อของกรมควบคุมโรคที่ถือเป็นผลงาน การผลิตผ่านการคิดแบบ High Concept น าเสนอ องค์ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก ผ่านตัวละคร AI ที่มาจากผู้เสียชีวิตจริงจากโรคไข้เลือดออก ประมาณหนึ่งล้านสองแสนกว่าคนในประเทศไทย - เอ็มวีเพลง “น้ าตาคาเบ้า” ซึ่งเผยแพร่ทาง YouTube ในช่อง BUFFET Channel เป็นการท า เอ็มวีเพลง แบบฉีกกรอบเดิม ๆ โดยการถ่ายทอด บนความ Real และ Creative จนได้รับความนิยม ยอดจ านวนคนดูสูงหลักล้านวิว - รายการ “The Influencer รวมพลคนออนไลน์” ทาง NBT 2HD ซึ่งโน้มน้าวใจวัยรุ่นกลุ่มเป้าหมายหลัก ด้วย Influencer ที่เป็นต้นแบบ ผ่านการสร้าง Content แบบ Easy to Communicate เล่าเรื่องยาก ๆ ให้เข้าใจง่าย ๆ น า Influencer มาพูดให้กลุ่มเป้าหมาย ที่สนใจอยากจะฟัง และแน่นอนว่า ประสบความส าเร็จ มียอดวิวสูงหลักล้านวิว นอกจากนี้ ได้แสดงตัวอย่างเปรียบเทียบ ให้เห็นถึงความแตกต่างในเรื่องของเทคนิค และวิธีการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ ในรูปแบบ คลิปวิดีโอ 2 คลิปที่มีเนื้อหาเหมือนกัน เกี่ยวกับการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือโรงเรียน แห่งหนึ่งในพื้นที่ต่างจังหวัดของ สมาคมแม่บ้าน ส านักงานต ารวจแห่งชาติ โดยคลิปที่ 1 ผลิตโดย ส านักงานต ารวจแห่งชาติ และคลิปที่ 2 ผลิตโดย ทีมงานของนายรุ่งธรรมฯ ที่ท าให้เห็นว่า คลิปวิดีโอ ทั้ง 2 คลิป มีการน าเสนอที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยคลิปวิดีโอที่ผลิตโดยทีมงานฯ มีการใช้เทคนิค และวิธีการผลิตภายใต้แนวคิดของการท าโฆษณา เข้ามาช่วย ท าให้สามารถใช้เวลาและงบประมาณ ในการผลิตที่น้อยกว่า ใช้เทคนิคและความคิด สร้างสรรค์ที่มากกว่า แต่มีความน่าสนใจกว่า คลิปวิดีโอตัวที่ 1 ซึ่งเป็นการสร้างแรงบันดาลใจได้ดี ให้กับคนท างาน แสดงให้เห็นถึงเทคนิคและวิธีการ คิดอย่างสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์มาก โดยในช่วงท้ายของเวทีทอล์กนี้ ได้ฝากข้อคิด ให้กับคนท างานประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชน ที่มีหน้าที่ผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ หรือคนท าหน้าที่ เป็น “คนสร้างคอนเทนต์” ที่จะสื่อสารข้อมูลส าคัญ เผยแพร่ไปยังประชาชนว่า 1. ท าในสิ่งที่เรารู้จริง รู้ชัด แล้วสิ่งนั้นจะออกมาดี 2. หากมีทรัพยากรน้อย แต่เราต้องคิดให้เยอะ เพื่อให้ผลงานออกไปสู่สาธารณะอย่างดีที่สุด 3. เราต้องปรับตัวในโลกที่ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนแปลง การสร้างคอนเทนต์ให้คิดว่า คอนเทนต์คือ อาหาร ที่ต้องอร่อย น่าลิ้มลอง โดยการปรับคอนเทนต์ให้มี ความจัดจ้านไม่ใช่เรื่องผิด เราสามารถปรับเปลี่ยน ได้เต็มที่ แต่ต้องค านึงว่าแต่ละคอนเทนต์ควรใส่หรือ ปรุงรสชาติได้มากน้อยเพียงใดก่อนที่จะเผยแพร่ ออกไป และกล่าวทิ้งท้ายเพิ่มเติมว่า ข้อมูลที่เล่ามา ทั้งหมดเป็นสิ่งที่สามารถใช้ได้จริงกับการท างานของ ตนเอง จนมาพบกับเส้นทางแห่งความส าเร็จและ เอามาแบ่งปันให้กับทุกคนได้ใช้พัฒนางานของตนเอง ต่อไป “ต้องมีกรอบความคิดชัดเจน เป็นระบบ” 16 PR PLAN FOR ALL


ผลประเมิน การจัดกิจกรรม รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายวิโรจน์ นรารักษ์ การเสวนา สรุป ท ี ่ ปร ึ กษาศ ู นย ์ บร ิ การว ิ ชาการแห ่ งจ ุ ฬาลงกรณ ์ มหาว ิ ทยาล ั ย รศ.ดร.พนม คลี่ฉายา หัวข้อ “แนวทางการข ั บเคล ื ่ อนแผนระด ั บประเทศส ู ่ การปฏ ิ บ ั ต ิ อย ่ างเป็ นร ู ปธรรม”


ช่วงบ่าย กิจกรรมการเสวนาหัวข้อ “แนวทางการขับเคลื่อนแผนระดับประเทศสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม” โดยวิทยากร 2 ท่าน ได้แก่ นายวิโรจน์ นรารักษ์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และรองศาสตราจารย์ ดร. พนม คลี่ฉายา ที่ปรึกษา ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อาจารย์พิเศษ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาของกรมประชาสัมพันธ์ ในการด าเนินการประเมินผลการรับรู้และความเข้าใจของประชาชนต่อเรื่องสื่อสารที่ส าคัญ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เพื่อรายงานต่อคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.)และน าไปสู่การก าหนดเรื่องสื่อสารที่ส าคัญ ของประเทศ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยวิทยากรทั้ง 2 ท่าน ได้เน้นย้ าถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจและเสริมแรงผลักดันให้เกิดการบูรณาการ ความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (พ.ศ.2566-2570) ให้สามารถ เชื่อมโยงการด าเนินงานของหน่วยงานสู่การปฏิบัติได้จริง โดยมีสาระส าคัญ ดังนี้ นายวิโรจน์ นรารักษ์กล่าวในมุมมองของตนเองในฐานะที่เป็นผู้เขียนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) พบว่า การที่จะให้หน่วยงานเชื่อมโยงการด าเนินงานของหน่วยงานทั้งประเทศ ให้บรรลุเป้าหมายของแผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติฯ จะต้องเห็นภาพความเชื่องโยงกับแผน ณ ปัจจุบันของประเทศ ทั้ง 3 ระดับร่วมกันเสียก่อน ตั้งแต่ภาพใหญ่อย่างแผนระดับที่ 1 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติที่ 3 การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ แผนระดับที่ 2แผนแม่บทภายใต้ ยุทธศาสตร์ชาติ เชื่อมโยงกับประเด็นที่ 10 การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม โดยเน้นการใช้สื่อและสื่อสารมวลชน ในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ความรู้ในการปรับใช้สื่อ และการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ ตลอดจนแผนการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ซึ่งเชื่อมโยงหมุดหมายที่ 12 ไทยมีก าลังคนสมรรถนะสูง มุ่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคต “แนวทางการขับเคลื่อนแผนระดับประเทศ สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม” เสวนา ร.ศ. ดร. พนม คลี่ฉายา ท ี ่ ปร ึ กษา ศ ู นย ์ บริการวิชาการแห ่ งจ ุ ฬาลงกรณ ์ มหาวิทยาล ั ย นายวิโรจน์ นรารักษ์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ PR PLAN FOR ALL 18


ไปจนถึงนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคง แห่งชาติ (พ.ศ. 2566-2570) โดยจะเห็นว่าทุกแผน มีเจ้ าภ าพ แต่ “ไม่ใช่แผนขอ งหน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่ง” ไม่ใช่เพียงแผนของสภาพัฒน์ หรือกรมประชาสัมพันธ์เท่านั้น แต่เป็นแผนของทุกคน และในบริบทเดียวกันนี้ “แผนปฏิบัติการด้าน การประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (พ.ศ.2566-2570)” ซึ่งเป็นแผนระดับที่ 3 อันประกอบไปด้วยแผนงาน โครงการของหน่วยงานในทุกระดับ ทุกหน่วยงาน ต้องเป็นผู้ด าเนินการขับเคลื่อน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ร่วมกันจึงจะส าเร็จ ดังนั้น เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ “การประชาสัมพันธ์ ที่ประชาชนเชื่อมั่น ด้วยการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ เพื่อปลูกฝังค่านิยมที่พึงประสงค์ เกิดภาพลักษณ์ที่ดี ของประเทศต่อประชาคมโลก” ในขณะที่พฤติกรรม ผู้บริโภคข่าวสารปัจจุบันให้ความสนใจพาดหัวข่าว มากกว่ารายละเอียดในเนื้อหาของข่าวที่รัฐตั้งใจ จะสื่อสาร เช่น กรณีการเผยผลการจัดอันดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย พ.ศ. 2566 ที่ดีขึ้นในภาพรวม ซึ่งจัดอันดับโดย World Competitiveness Center ของ InternationalInstitute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยภาครัฐมีวัตถุประสงค์ เพื่อสื่อสารสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แต่ประชาชน กลับมองว่าผลการจัดอันดับนั้นเชื่อถือได้หรือไม่ เนื่องจากขัดแย้งกับความรู้สึกของตนเอง ดังนั้น เคล็ดลับในการสร้างความเชื่อมั่นในข้อมูล ข่าวสารภาครัฐและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีอันเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความรู้สึก จึงต้อง “สื่อสารข้อมูลให้ชัดเจน” ตั้งแต่ครั้งแรกที่สื่อสาร เพื่อให้ประชาชนเห็นว่า ที่มาของข้อมูลนั้น รัฐไม่ได้สร้างขึ้นเอง โดยมีข้อจ ากัด หรือระยะเวลาการประเมินเปรียบเทียบกับช่วงเวลาใด และควรบริหารข้อมูลของหน่วยงานที่มีจ านวนมาก ด้วยการสร้าง “Highlight” ของเรื่อง ให้ประชาชน รับรู้เข้าใจในสิ่งที่เราสื่อสารอย่างไม่ผิดความหมาย ด้วยการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมเพื่อผลิตสื่อ ในรูปแบบที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและ เผยแพร่ในช่องทางที่สามารถตอบสนองความต้องการ รับรู้ข่าวสารของแต่ละกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม ที่ส าคัญ แผนงานและโครงการทุกหน่วยงาน จะต้องตอบโจทย์ด้วยเช่นกัน ภายใต้เงื่อนไขส าคัญคือ “ต้องไม่คิดว่าเป็นงานของใคร หรือของคนใดคนหนึ่ง” นอกจากนี้ได้กล่าวถึงประเด็น “ปัญหาข่าวปลอม” ที่ควรปิดช่องว่างด้านการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ในปี พ.ศ. 2567 เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนา ของแผนระดับประเทศที่ก าหนดไว้ โดยใช้กลไก “ความร่วมมือกับเครือข่ายทุกภาคส่วนให้สื่อสาร เป็นไปในภาพเดียวกัน” เพื่อสร้างข้อมูลข่าวสาร ที่ตรงประเด็นและประชาชนให้ความเชื่อมั่น ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบการวางกลยุทธ์ การประชาสัมพันธ์เชิงรุกและมุ่งเน้นการเสริมสร้าง การรู้เท่าทันสื่อ เพื่อลดผลกระทบและสร้างภูมิคุ้มกัน ข่าวปลอมให้กับประชาชน ตลอดจนพัฒนาหลักสูตร การใช้สื่อให้เหมาะสมกับยุคดิจิทัล รวมทั้งผลักดันการมี จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพของสื่อมวลชนทั้งภาครัฐ และเอกชนร่วมด้วย และเมื่อการจัดท าแผนงาน โครงการของทุกหน่วยงานมุ่งเป้าหมายเดียวกัน อย่างชัดเจนแล้ว ข้อจ ากัดของหน่วยงานภาครัฐ ในด้านคน งาน และงบประมาณก็จะลดลง โดย พลังเครือข่ายจะเป็นแรงเสริมการบูรณาการความร่วมมือ ในระดับปฏิบัติประกอบกับเทคโนโลยีปัจจุบัน ยังสามารถลดต้นทุนด้านกระบวนการท างาน แม้ว่า หน่วยงานจะได้รับงบประมาณตามภารกิจปกติก็ตาม “ต้องเห็นภาพความเชื่อมโยงร่วมกัน” นายวิโรจน์ นรารักษ์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ PR PLAN FOR ALL 19


ทั้งนี้ ในมุมมองของสภาพัฒน์เห็นว่าการติดตาม และประเมินผล ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายหลัก ของหน่วยงาน จึงยินดีที่จะแนะน าและแบ่งปันข้อมูล กับทุกหน่วยงาน เพื่อให้การบูรณาการความร่วมมือ ด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ในภาพรวม ของประเทศเป็นเอกภาพยิ่งขึ้น ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร. พนม คลี่ฉายา ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองที่มีต่อการขับเคลื่อนแผน ลงสู่การปฏิบัติที่จะต้องเชื่อมโยงกับการด าเนินงาน ของหน่วยงานทั้งประเทศให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน โดยก่อนที่หน่วยงานจะด าเนินการตามแผนและ ยุทธศาสตร์ระดับใดของประเทศ อันดับแรกคือต้องรู้ว่า เราเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนในระดับใดและต้องใช้ “การคิดเชิงกลยุทธ์”ไปพร้อมกัน ด้วยการเริ่มต้นจาก (1) วิสัยทัศน์ (Vision) = การคิดว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร (2) เป้าหมาย (Goal) = การคิดว่าจะถึงจุดนั้นด้วยความส าเร็จอะไร (3) กลยุทธ์ (Strategies) = การคิดวิธีการสู่เป้าหมายความส าเร็จนั้นให้ได้ ดังเช่นตัวอย่างจุดมุ่งหมายส าคัญของแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ที่ประเทศก าลังมุ่งไปให้ถึงนั่นคือ พลิกโฉมประเทศไทย สู่ “สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน” ดังนั้น เราต้องมองเป็นภาพเดียวกัน โดยร่วม “Shared Vision, Goal and Strategies” เพื่อท าความเข้าใจอย่างชัดเจน แล้วจึงด าเนินการ ขับเคลื่อนผ่านกลไกส าคัญต่าง ๆ ให้บรรลุผลส าเร็จ ตามเป้าหมายเป็นล าดับถัดมา ได้แก่ 1. กลไกการขับเคลื่อนตามภารกิจ โดยก าหนด ยุทธศาสตร์และแผนของหน่วยงานให้สอดรับ กับ จุดมุ่งหม ายส าคัญของป ระเทศที่ก าหนด ตามภารกิจที่หน่วยงานเกี่ยวข้อง 2. กลไกการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ ใช้วิธีคิดแบบ บริบท Think Global, Act Local (TGAL) โดยน า ยุทธศาสตร์และแผนของหน่วยงานในภาพใหญ่ ที่ก าหนดตามข้อ 1 ลงสู่การปฏิบัติตามภารกิจ ในระดับพื้นที่ให้เป็นรูปธรรม ทั้งพื้นที่เชิงภูมิศาสตร์ และเชิงพื้นที่ด้านข้อมูลข่าวสาร 3. สร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (StrategyPartners) ร่วมขับเคลื่อนกับเครือข่ายภาครัฐและ เอกชน ทั้งในระดับส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น ที่มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน 4. สื่อสารแบบเครือข่าย (Nodeand Network) ลดความซ้ าซ้อนของข่าวสารด้วยการก าหนดหน่วย หรือศูนย์กลางของข้อมูลข่าวสาร (Node) โดยใช้แนวคิด Networking ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคนที่อยู่ใน แวดวงการภารกิจเดียวกัน ร.ศ. ดร. พนม คลี่ฉายา ที่ปรึกษา ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “Shared Vision, Goal and Strategies” 20 PR PLAN FOR ALL


ดังนั้น หากทุกคนมองเห็นภาพเดียวกันตั้งแต่ ระดับนโยบายไปจนถึงระดับปฏิบัติอย่างชัดเจนแล้ว ข้อจ ากัดทั้งในด้าน คน งาน และงบประมาณของ หน่วยงานภาครัฐ จะสามารถถูกทลายลงได้ด้วยการ “ปรับทัศนคติ” โดยปรับมุมมองว่าทุกข้อจ ากัดและ กฎระเบียบของราชการไม่ใช่อุปสรรค แต่ก าหนดขึ้น เพื่อให้การใช้ภาษีของประชาชนเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ และเราต้องไม่สร้างอุปสรรคขึ้นมาเป็น กับดักตัวเอง เช่น แก้ปัญหาเรื่องเงินโดยการสร้างพันธมิตร แก้ปัญหาเรื่องคนโดยใช้เทคโนโลยีและการสื่อสาร แบบเครือข่ายเพื่อรวมศูนย์ท างานร่วมกัน และสุดท้าย ปัญหาเรื่องภาระงานด้วยการจัดล าดับความส าคัญ ท าก่อนหลังโดยให้ความส าคัญกับแผนงานที่มี ความส าคัญระดับสูงต่อการบรรลุเป้าหมายเป็นล าดับแรก พร้อมทั้งปรับใช้แนวคิด “การประชาสัมพันธ์ เปลี่ยนคน เปลี่ยนสังคมได้”ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงพื้นฐาน อันเป็นใจความส าคัญหลักของการสื่อสารที่จะสนับสนุน ให้ประเทศหรือองค์กรขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน และปิดช่องว่าง (Gap) การสื่อสาร โดยอาศัยกลยุทธ์ และวิธีการว่าจะพูดอะไร ด้วยการสื่อสารอย่างไร ถึงจะเปลี่ยน (What to Say and How to Say) แต่ในส่ วน ก า รป ร ะช าสัมพัน ธ์ขอ งช าติ หลักส าคัญ คือ ต้องท าการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง (Public be informed) ด้วยข้อมูลที่มีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และแสดงถึงความมุ่งหวังที่จะสื่อสาร สาระประโยชน์ต่อผู้รับสารอย่างแท้จริง จนรับรู้และ เข้ าใจถึงคว ามจ ริงใจ เกิดคว ามไว้ว างใจเ ร า จนกระทั่งกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ดี (FactenhanceCredibility, Trust and Relationship)ด้วยการสื่อสาร อย่างมีชั้นเชิงกลยุทธ์ (Strategic Communication- :Situation, Objectiveand Strategies)และสอดคล้อง กับบริบทสังคมและเทคโนโลยี (Align with SocialContext and Technology) โดยในช่วงท้ายได้น าเสนอผลการประเมินการรับรู้ และความเข้าใจของประชาชนต่อเรื่องสื่อสารที่ส าคัญ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 พบว่า ด้านการรับรู้ ประสบผลส าเร็จในภาพรวม 78% และแต่ละเรื่อง รับรู้เกินกว่า 80% โดยในเรื่องการพัฒนาประเทศ ด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG รับรู้น้อยกว่าเรื่องการฟื้นฟู เศรษฐกิจหลังโควิด-19 และมิติด้านสังคมอื่น ๆ (อาทิ การบริหารจัดการระบบสาธารณสุขและ สถานการณ์โรคอุบัติใหม่ สังคมสูงวัยกับวิถีชีวิต ในอนาคต การรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล การส่งเสริมค่านิยมที่ดีของไทย และธรรมาภิบาล ในการบริหารงานภาครัฐ) จึงแสดงให้เห็นว่า “ประชาชนต้องการรับรู้เรื่องที่เป็นประโยชน์กับตนเอง” และยังต้องการข่าวสารภาครัฐอยู่ เนื่องจ าก ได้รับประโยชน์ด้านการทันต่อข่าวสาร เป็นข้อมูล ในการตัดสินใจ และเตรียมรับมือกับสถานการณ์ได้ โดยควรเน้นสื่อสารในรูปแบบข่าวและบทความ ที่ไม่เพียงบอกว่านโยบายคืออะไรบ้าง แต่ต้องบอกให้ได้ว่า ประชาชนได้อะไรจากนโยบายนั้นด้วย “การประชาส ั มพ ั นธ ์ เปล ี ย ่ นคน เปล ี ย ่ นส ั งคมได ้” 21 PR PLAN FOR ALL


ทั้งนี้ จึงสรุปเป็นประเด็นที่มีนัยยะส าคัญต่อ การปิดช่องว่างการพัฒนาประเทศและจะน าสู่ การก าหนดแนวทางการประชาสัมพันธ์อย่างมี ประสิทธิภาพได้ ดังนี้ 1. พฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารผ่าน MultiPlatform Journey (Broadcast Media, OnlineSocial Media, Personal Media) โดยรับรู้เรื่องหนึ่ง ในหลากหลายช่องทาง ด้วยระดับความต้องการรับรู้ ที่แตกต่างกัน เช่น รับรู้เบื้องต้นจากช่องทาง Line และเมื่ออยากรู้เพิ่มขึ้นจะค้นหาในช่องทาง Google เพื่อดูข้อมูลในเว็บไซต์ต่อ และเมื่ออยากรู้ว่าคนอื่น มีความคิดเห็นเป็นอย่างไร จะติดตามหรือเข้าสู่ ช่องทาง Facebook ซึ่งหากเข้าใจความแตกต่าง ระหว่างSegmentationTargetและ Positioningแล้ว เราจะวางแผนการสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น 2. เนื้อหาของข่าวสารอยู่ในระดับการให้ข้อมูล (Informative Content) ยั งไม่สาม า รถส ร้า ง แรงบันดาลใจ (Inspirational Content) จนเกิดเป็น ความรู้สึกรักประเทศไทยได้ 3. เนื้อหาต้องมีมูลค่าคู่คุณค่า (Value Content) มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับประโยชน์ของ ผู้รับสาร (Relevance) 4. ความร่วมสมัย (Be Contemporary) โดยมองว่าการส่งเสริมค่านิยมที่ดีของไทย นับเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องมีการปรับให้เหมาะสม เข้ากับยุคของสังคม ที่มีความหลากหลายในด้านอุดมการณ์ ต้องสื่อสาร ให้เห็นว่าค่านิยมของไทยนั้น สามารถแก้ไขหรือท าให้ สังคมดีขึ้นได้อย่างไร “ปิดช่องว่างการพัฒนาประเทศ น าไปสู่แนวทางการประชาสัมพันธ์อย่างมีประสิทธิภาพ” 22 PR PLAN FOR ALL


ผลประเมิน การจัดกิจกรรม ส านักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์ สรุป ส านักข่าว เพ ื ่ อจ ั ดท า (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กล ุ ่ มท ี ่ 1 หัวข้อ “ส ื ่ อสารเร ื ่ องส าค ั ญ ข ั บเคล ื ่ อนพร ้ อมก ั นท ั ้ งประเทศ” กล ุ ่ มท ี ่ 2 หัวข้อ “บร ิ หารข ้ อม ู ล บร ิ หารคนส ื ่ อ แบบม ื ออาช ี พ” ส านักประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศการประชาสัมพันธ์ สถาบันการประชาสัมพันธ์ และหัวข้อ “Sawasdee Thailand และ PRD OTT PLATFORM” กิจกรรม Workshop บริษัท คลิกเน็กซ์ จ ากัด


กลุ่มที่ 1 หัวข้อ “สื่อสารเรื่องส าคัญ ขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งประเทศ” นายประเทศ ทาระ รักษาการ ในต าแหน่งนักสื่อสารมวลชนช านาญการพิเศษ หัวหน้าภาคภาษาเอเชีย ส่วนกระจายเสียงต่างประเทศ สถานี วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ เป็นผู้ด าเนินกิจกรรม โดยกล่าวถึงความเชื่อมโยงของ การจัดกิจกรรมสื่อสารแผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2566 - 2570) ที่จัดขึ้นในช่วงเช้า ภายใต้ธีมงาน “PR PLAN FOR ALL : สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ รวมพลังขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งประเทศ” พร้อมกับกิจกรรมระดมความคิดเห็นเพื่อจัดท า (ร่าง) แผนปฏิบัติการตามแนวทางการพัฒนาการประชาสัมพันธ์ และสื่อสารมวลชนของประเทศ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมาย ให้หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานสื่อสารมวลชนของประเทศด าเนินการก าหนดแผนงานและโครงการ ตัวชี้วัด ให้สอดคล้องกับเป้าหมายและตัวชี้วัดของแผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2566 - 2570) แล้วน าแผนงาน โครงการ ตัวชี้วัด บรรจุเข้าสู่แผนปฏิบัติราชการประจ าปีของหน่วยงาน พร้อมทั้งรายงานผล การด าเนินงานต่อคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.) ต่อไป ช่วงแรกของกิจกรรม มีการแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมฯ เป็น 6กลุ่ม เพื่อเล่นเกม “จิ๊กซอว์ สื่อสาร” โดยมีกติกา ดังนี้ (1) ทีมงานแจกจิ๊กซอว์ให้แต่ละกลุ่ม กลุ่มละ 1 ชุด จ านวน 20 ชิ้น (2) ผู้เข้าร่วมประชุมฯ ระดมความคิดเห็น ช่วยกันเลือกจิ๊กซอว์ค าที่คิดว่าตรงกับเรื่องสื่อสารที่ส าคัญประจ าปี งบประมาณ พ.ศ. 2567 ทั้งประเด็นในประเทศและต่างประเทศ (3) ก าหนดระยะเวลาในการต่อจิ๊กซอว์10 นาที (4) คณะท างานประจ ากลุ่มรวบรวมคะแนนส่งให้ทีมวิทยากร (5) สรุปความเห็นของแต่ละกลุ่ม โดยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมตอบค าถาม 2 ค าถาม สื่อสารเรื่องส าคัญ ดร.ธีรติร์ บรรเทิง อาจารย์ประจ าคณะนิเทศศาสตร์ และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นางอัชณัฐ ปรารถนารักษ์ ผู้อ านวยการส านักพัฒนานโยบาย และแผนการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ ขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งประเทศ” Workshop กลุ่มที่ 1 24 PR PLAN FOR ALL


ประกอบด้วย (1) ท่านคิดว่าเรื่องอะไรที่ประชาชนจ าเป็นต้อง รับรู้อย่างเร่งด่วน เพราะอะไร (2) แนวทางการสื่อสารเพื่อให้ประชาชนรับรู้ อย่างทั่วถึงและสามารถน าไปใช้ประโยชน์ได้ โดยผู้เข้าร่วมประชุมแต่ละกลุ่มได้สรุปความคิดเห็น และตอบค าถาม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ผู้แทนจากส านักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุข เป็นตัวแทนกลุ่มที่ 1 ตอบค าถามว่า เรื่องที่ประชาชนจ าเป็นต้องรับรู้อย่างเร่งด่วนในตอนนี้ คาดว่า น่าจะเป็นการสร้างความรับรู้ด้านสุขภาพ เกี่ยวกับโรคติดต่อและโรคอุบัติใหม่ เช่น โควิด-19 ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นปัญหาอยู่ แม้ว่าจะไม่ค่อยมีข่าว แพร่กระจายมากเท่าไหร่ แต่กระทรวงสาธารณสุข ยังต้องรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนและให้ค าแนะน า เกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง และ สื่อสารประชาสัมพันธ์สู่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย โดยมีการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายประชาชนทุกช่องทาง สื่อสารลงสู่ระดับพื้นที่ผ่านเครือข่าย อสม. ทั่วประเทศ และใช้ Mass Media (สื่อมวลชน) ในการสื่อสาร พร้อมทั้ง New Media สื่อออนไลน์ในทุกแพลทฟอร์ม ของกระทรวงสาธารณสุขด้วย กลุ่มที่ 2 ผู้แทนจากส านักงานปลัดกระทรวง แรงงาน กรมการจัดหางาน เป็นตัวแทนกลุ่มที่ 2 ตอบค าถามว่า เรื่องที่ประชาชนจ าเป็นต้องรู้อย่าง เร่งด่วนเป็นเรื่องรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศและดิจิทัล เพราะปัจจุบันมีข่าวปลอมแพร่หลาย ซึ่งประชาชน ทุกกลุ่มเข้าถึงสื่อออนไลน์ทุกช่องทาง จึงจ าเป็นต้อง รู้เท่าทันเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเอง และควรสื่อสาร ผ่านช่องทางสื่อที่มีการใช้ทั่วไปเป็นส่วนใหญ่เป็น ช่องทางแรก คือ ช่องทาง Line Chat ซึ่งเป็นช่องทาง ที่เข้าถึงประชาชนได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่ยัง มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการหลอกลวง ค่อนข้างน้อย และสื่อสารผ่านผู้น าทางความคิด ในกลุ่มผู้น าชุมชน ผู้น าหมู่บ้าน ซึ่งเป็นกระบอกเสียง ที่ดีที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้อง กลุ่มที่ 3 ผู้แทนกลุ่มคนแรก ตอบค าถามว่า เรื่องที่ประชาชนจ าเป็นต้องรู้อย่างเร่งด่วนเป็นเรื่อง รู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศและดิจิทัล เนื่องจากปัจจุบันสื่อ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ตามบริบทของสังคม ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ถ้านักประชาสัมพันธ์ นักสื่อสารมวลชน ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อสารองค์กร ตามไม่ทันสื่อ หรือมองไม่เห็นประโยชน์ของแพลทฟอร์มต่าง ๆ ก็จะท าให้เราใช้ประโยชน์ของเครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ เป็นช่องทางการสื่อสารที่ไม่เข้าใจและสื่อสารออกไป อย่างผิด ๆ ฉะนั้น สิ่งที่ประชาชนควรจะต้องรับรู้เข้าใจ นักประชาสัมพันธ์ ก็ต้องเข้าใจการใช้สื่อ เพื่อที่จะ สื่อสารได้อย่างถูกต้อง และที่ส าคัญ ต้องมีความรู้ใน เนื้อหา (Content) ด้วยเช่นกัน ถึงจะท าให้สื่อสารได้ อย่างถูกต้อง นายอรรถพล ปวัตน์รัตนภูมิ นักประชาสัมพันธ์ ช านาญการ ส านักงานคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ส านักงาน ป.ป.ท.) ผู้แทน กลุ่มคนที่ 2 ตอบค าถามเพิ่มเติมว่า จากโจทย์ข้อที่ 1 เรื่องที่ประชาชนต้องรับรู้อย่างเร่งด่วน คือ รู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศและดิจิทัล โจทย์ข้อที่ 2จะสื่อสารอย่างไร ซึ่งสื่อเหล่านี้ จะผ่านการสื่อสารหลายช่องทางซึ่งเป็น สื่อโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะช่องทาง Line Chatซึ่งเป็น ช่องทางแรก ๆ ที่จะได้รับข่าวปลอมและข่าวบิดเบือน จึงมีโอกาสสูงมากที่จะท าให้เราได้รับข้อมูลข่าวสาร ที่ไม่เป็นความจริง หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รู้ไม่เท่าทัน ข่าวสารที่เผยแพร่ ดังนั้น จึงจ าเป็นต้องใช้วิธีการ “เกลือจิ้มเกลือ” โดยยอมรับว่าการบอกปากต่อปาก เมื่อได้รับ การสื่อสารมาแล้ว จะเกิดการแปลงสาร ฉะนั้น จึงต้องสร้างเครือข่ายให้เข้มแข็ง เมื่อเครือข่ายเข้มแข็ง เราก็จะมีวิธีการสื่อสารที่เข้มแข็ง เมื่อมีวิธีการสื่อสาร ที่เข้มแข็งเราก็จะได้รับรู้ข้อมูลที่เป็นจริงจากเครือข่าย และสามารถส่งต่อเป็นทอด ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายทั้งสื่อบุคคล และสื่อโซเชียลมีเดียอย่างมีประสิทธิภาพด้วย PR PLAN FOR ALL 25


กลุ่มที่ 4ผู้แทนคนแรก จากส านักงานปลัดกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตอบค าถามว่า เรื่องที่ประชาชนจ าเป็นต้องรับรู้ อย่างเร่งด่วนเป็นเรื่องการพัฒนาสังคมและส่งเสริม วัฒนธรรมไทย ซึ่งการพัฒนาสังคม คือ สวัสดิการ ของคนในแต่ละช่วงวัย เป็นเรื่องที่ประชาชนจะต้อง รับรู้ว่าเรานั้นมีสวัสดิการอะไรบ้าง โดยจะสื่อสาร อย่างไรเพื่อให้ประชาชนรับรู้และน าไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งในปัจจุบันมีช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายและ น่าสนใจ เช่น สามารถท าเป็นคลิปวิดีโอสั้น เผยแพร่ บนแพลทฟอร์ม TikTok สื่อสารให้เข้าถึงประชาชน กลุ่มเป้าหมายได้ และ นายพฤษภ์ ไชยลังการณ์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ ส านักงาน ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยผู้แทนกลุ่มคนที่ 2 มีความเห็นว่า เรื่องที่ประชาชน จ าเป็นต้องรับรู้อย่างเร่งด่วน เป็นเรื่องรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศและดิจิทัล ซึ่งเป็นเรื่องที่ส าคัญมาก ๆ ส าคัญเพียงไหนก็อ้างอิงได้จากที่คิดว่าทุกคนในห้องนี้ ไม่มีท่านไหนไม่เคยได้รับสายจากกลุ่มมิจฉาชีพที่โทร เข้ามาว่ามียอดเงินที่จะต้องช าระ ทั้งที่แอบอ้างว่า โทรมาจากไปรษณีย์ไทยและอื่น ๆ ที่เป็นระบบตอบรับ อัตโนมัติ สิ่งเหล่านี้ คือ มิจฉาชีพมาหลอกลวง ฉะนั้น ถ้าเรารู้ไม่เท่าทัน ก็อันตรายมากที่เราจะ หลงเชื่อแล้วโอนเงินไปให้กับมิจฉาชีพเหล่านี้ และใน การสื่อสาร การที่เราจะสื่อสารเพียงกระทรวงแค่ กระทรวงเดียวหรือหน่วยงานภาครัฐเป็นได้แค่เพียง Stakeholder เดียว เป็นสิ่งที่อาจจะไม่ได้ประสิทธิภาพ เท่าที่ควร ควรมีการมองหา Stakeholder ที่มี บทบาทหน้าที่การสื่อสารกับประชาชนในเรื่องนั้น ๆ เช่น เรื่องการเงิน อาจจะมีธนาคาร หรือภาคส่วนอื่น ที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันสื่อสารในเรื่องที่คิดว่าน่าจะ เข้าถึงประชาชน เช่น ที่ผ่านมากระทรวงดิจิทัลฯ มีการสื่อสารเกี่ยวกับเรื่องของ Fake news เช่น การหลอกลวงให้โอนเงินผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เป็นต้น ควรมองหากลยุทธ์ในที่นี้ คือ การค้นหาว่ามี Stakeholder รายใด ที่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้องบ้าง พร้อมกับดูว่าผู้รับสารของเราเป็นใคร แล้วส่งข้อมูลผ่าน Stakeholder ไปยังกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น ๆ กลุ่มที่ 5 นายเทพรัตน์ วิริโยธิน ผู้อ านวยการ ส่วนประชาสัมพันธ์ กรมทรัพยากรน้ า กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตัวแทน กลุ่มที่ 5 ตอบค าถามว่า ประเด็นที่กลุ่มร่วมกันระดม ความคิดเห็นว่าควรต้องสื่อสารไปถึงประชาชนให้ รับรู้อย่างเร่งด่วน เป็นเรื่องการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน ที่ผ่านมาเราพัฒนาไปมาก และท าลาย สิ่งแวดล้อมไปมาก และประเทศไทยเรามีรายได้ ส่วนหนึ่งจากการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในประเทศ หากทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลง ก็จะส่งผลให้ เรามีรายได้เข้ามาในประเทศลดลง ซึ่งมีหลาย หน่วยงานของภาครัฐก็ท าเพื่อประชาชน แต่จะมี หน่วยงานเพียงหน่วยงานเดียว ชื่อว่า “กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ท างาน เพื่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นตัวแทน ของสัตว์ป่า ป่าไม้ เพราะสัตว์ป่า ป่าไม้ ไม่มีปากเสียง พูดไม่ได้ ซึ่งหากต้นไม้สื่อสารเองได้ คงชูป้ายบอกว่า ไม่เอาประชาชนเช่นเดียวกัน ฉะนั้น จึงน าเสนอว่า การส่งเสริมสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เป็นประเด็น ที่ควรสื่อสารออกไปให้ประชาชนรับรู้ เชื่อมโยงไปยัง หน่วยงานภายนอก การสื่อสารกับต่างประเทศด้วย คือ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ต้องท างานร่วมมือ กับต่างประเทศ สื่อสารในรูปแบบ New Media ผ่าน สื่อโซเชียลมีเดียตามเทรนด์ โดยวิธีการที่เรียกว่า Copy rule the right. ผู้แทนกลุ่ม 4 ตอบค าถามเก ี ่ ยวก ั บเร ื ่ องส ื ่ อสารท ี ่ ควรร ู ้ 26 PR PLAN FOR ALL


กลุ่มที่ 6 ผู้แทนกลุ่ม ตอบค าถ ามแ รกว่ า อะไรที่ประชาชนจ าเป็นต้องรู้อย่างเร่งด่วน เพราะอะไร ซึ่งกลุ่มที่ 6 ขอเสริมเพิ่มอีก 1 เสียง ว่าควรเป็นเรื่อง ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยในมิติแรก คือ ภูมิอากาศ เมื่อเกิดสภาพแวดล้อมแปรปรวน ก า ร เ กษ ต ร จ ะไ ม่ไ ด้ ผ ล ผ ลิ ต แ ล ะใน มิ ติ ข อง Sustainable (ความยั่งยืน) ผู้บริโภคจะมีการเลือก องค์กรที่ใส่ใจความยั่งยืนในประเด็นรักษ์โลกมากขึ้น เทรนด์แนวโน้มองค์กรที่ไม่มีนโยบายรักษ์โลกก็จะ ไม่ถูกเลือก จะส่งผลให้มี Profit (ก าไร) ลดลง คล้ายกับถูก Boycott ดังนั้น จึงคิดว่าการส่งเสริม สิ่งแวดล้อมเป็นเทรนด์ที่ต้องแนะน าให้ประชาชนรับรู้ ด้วยวิธีการสื่อสารทุกแพลทฟอร์มโซเชียลมีเดีย หาก Content ดี สามารถบอกกับประชาชนได้ว่าจะ ได้รับผลกระทบอะไรบ้างหากไม่ท าตาม สื่อสารให้ ประชาชนเกิดความเข้าใจ และปฏิบัติตาม นางอัชณัฐ ปรารถนารักษ์ ผู้อ านวยการส านัก พัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ และ ดร.ธีรติร์ บรรเทิง อาจารย์ ประจ าคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมเสวนา ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารเรื่องที่ส าคัญ ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ พร้อมทั้งการน าเรื่อง สื่อสารส าคัญลงสู่การปฏิบัติระดับพื้นที่ รวมถึงเฉลย ค าตอบเรื่องที่ถูกก าหนดเป็นสื่อสารที่ส าคัญประจ าปี งบประมาณ พ.ศ. 2567 ดังนี้ ผอ.อัชณัฐฯ กล่าวถึงเรื่องสื่อสารที่ส าคัญ ในประเทศ เริ่มจากเรื่องสื่อสารของภาครัฐ ซึ่งหาก พูดถึงนโยบายของรัฐ สิ่งที่เราคิดต่อคือ เมื่อภาครัฐ มีนโยบายออกมา หน่วยแรกที่จะต้องน าข้อมูลต่าง ๆ เผยแพร่สู่พี่น้องประชาชน คือ กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์จะมีช่องทางการสื่อสาร แต่เนื้อหา (Content)ต่าง ๆ จะอยู่ที่หน่วยงานภาครัฐ 20 กระทรวง 157 กรม ที่จะเอาข้อมูลเหล่านั้นมาให้ กรมประชาสัมพันธ์ เพื่อสื่อสารไปยังประชาชน โดยในอดีตกรมประชาสัมพันธ์ จะส่งต่อข้อมูลไปยัง พี่น้องประชาชนผ่านช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ ทั้งสื่อหลักและสื่อใหม่ และเมื่อส่งข้อมูลไปแล้ว จะยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการสื่อสาร โดยในทุก ๆ ปี กรมประชาสัมพันธ์มีการประเมินผลว่าข้อมูลข่าวสาร ที่ถูกส่งไปยังพี่น้องประชาชน ประชาชนรับรู้หรือยัง ตรงกับความต้องการของประชาชนหรือไม่ และ ประชาชนอยากทราบข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอีกบ้าง การประเมินนี้ประเมินโดยคณะที่ปรึกษาและ ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นน าของประเทศ ซึ่งเป็น หน่วยประเมินอิสระภายนอกกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อกรมประชาสัมพันธ์ได้ข้อมูลผลการประเมิน ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ พร้อมข้อเสนอแนะ จากประชาชนมาแล้ว กรมประชาสัมพันธ์ จะน ามา วิเคราะห์ ประมวลข้อมูล ก าหนดเป็นนโยบายเร่งด่วน และเรื่องที่ประชาชนควรรับรู้ เหล่านี้จึงเป็นที่มาของ เรื่องสื่อสารที่ส าคัญประจ าปี ของทุกปี นางอัชณัฐ ปรารถนารักษ์ ผู้อ านวยการส านักพัฒนานโยบาย และแผนการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ “กรมฯ มีช่องทางสื่อสาร แต่เนื้อหา (คอนเทนต์) อยู่ที่ 20 กระทรวง” PR PLAN FOR ALL 27


ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นมา นอกจาก การประเมินผลการรับรู้และความเข้ าใจของ ประชาชน โดยด าเนินการส ารวจตามระเบียบวิธีวิจัย เชิงปริมาณและเขิงคุณภาพแล้ว กรมประชาสัมพันธ์ ยังได้มีการส ารวจความคิดเห็น รับฟังเสียงของ ประชาชนทางสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อเรื่องสื่อสารที่ ส าคัญประจ าปี โดยใช้เครื่องมือ Social Listening ซึ่งถือเป็นแหล่งข้อมูลส าคัญในยุคปัจจุบันที่ สื่อโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการสื่อสารและการรับรู้ ของประชาชนทุกกลุ่ม น ามาใช้ประกอบการวิเคราะห์ ประมวลข้อมูล ก าหนดเรื่องสื่อสารที่ส าคัญประจ าปี เพื่ อ สื่ อ ส า รป ร ะ ช า สั มพัน ธ์ ข้ อ มู ลที่ ต รง ต า ม ความต้องการของประชาชน ไปยังประชาชน กลุ่มเป้าหมาย ให้รับรู้ และน าไปใช้ประโยชน์ใน ชีวิตประจ าวันได้ ในปีปัจจุบัน กรมประชาสัมพันธ์ ได้ท าการศึกษา วิเคราะห์ และประมวลข้อมูลที่ได้รับพร้อมทั้ง เสนอต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดท านโยบาย และแผนการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ก ากับ ติดตาม และประเมินผล เพื่อพิจารณา ซึ่งที่ประชุมฯ มีมติ เห็นชอบ การก าหนดเรื่องสื่อสารที่ส าคัญประจ าปี งบประมาณ พ.ศ. 2567 จ านวน 6 เรื่องหลัก และ ประเด็นย่อยของแต่ละเรื่อง ดังนี้ (1) การส่งเสริมเศรษฐกิจเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา ประเทศ • การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ของไทยให้ได้มาตรฐาน • การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ส่งเสริมวัฒนธรรม และอัตลักษณ์พื้นถิ่น • การส่งเสริมการค้า - การลงทุน • การส่งเสริมสินค้าเกษตรปลอดภัยและอาหารไทย • มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจ Startup/SMEs • การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ • การสร้างงาน สร้างอาชีพ และการพัฒนาทักษะ ฝีมือแรงงาน (Upskill/Reskill) ทั้งภาคบริการ และภาคอุตสาหกรรม (2) การบริหารจัดการระบบสาธารณสุขเพื่อพัฒนา คุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกช่วงวัย • การรับมือสถานการณ์โรคอุบัติใหม่ • ก า ร ด า เ นิ น ชี วิ ต วิ ถี ใ ห ม่ ( New normal) หลังสถานการณ์โควิด - 19 • การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (HealthLiteracy) • การดูแลสุขภาพจิตของประชาชนในทุกช่วงวัย • การสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับยา และพืชสมุนไพร • การพัฒนาความฉลาดทางสติปัญญา (IQ) และ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ของเด็กไทย (3) การสร้างการรับรู้ ความเข้าใจและปลูกฝัง พฤติกรรมที่พึงประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน • การพัฒนาพลังงานสะอาด • การบริหารจัดการน้ า • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ • การป้องกันและแก้ไขปัญหา ฝุ่น pm. 2.5 • การจัดการขยะ น้ าเสีย และการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ • การแจ้งเตือนภัยและการรับมือกับภัยพิบัติ ทางธรรมชาติ “รับม ื อและจ ั ดการ ขยายผลต ่ อเนอ ื ่ ง เร ื อ ่ งส ื ่ อสารท ี ส ่ าค ั ญของประเทศ” ส านักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ 28 PR PLAN FOR ALL


(4) การพัฒนาสังคมและส่งเสริมวัฒนธรรมที่ดีงาม ของไทยกับยุคปัจจุบัน • การธ ารงไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ (ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์) และการด าเนิน ชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง • การสร้างจิตส านึกสาธารณะและค่านิยมเชิงบวก • การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ในทุกมิติ • ก า ร ย อ ม รั บ แ ล ะ อ ยู่ ร่ ว ม กั นใ น สัง ค ม พหุวัฒนธรรมอย่างเท่าเทียม (5) การรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล • การส่งเสริมการสร้างสื่อปลอดภัยและ สร้างสรรค์ • การสร้างความตระหนักรู้ด้านจริยธรรมและ มาตรฐานวิชาชีพสื่อ • การส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล (6) ธรรมาภิบาลในการบริหารงานภาครัฐ • นโยบายการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตในหน่วยงานภาครัฐ • การเข้าถึงช่องทางการร้องเรียนเรื่องทุจริต เจ้าหน้าที่รัฐ • การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการปราบปราม การทุจริตที่ประสบความส าเร็จ • กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งจะเห็นว่าแต่ละเรื่องที่ก าหนดจะตรงตาม ความต้องการของประชาชนแล้ว ก็ยังสอดคล้องตาม นโยบายและบริบทของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่อง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมต่อการด าเนิน ชีวิตของประชาชน จึงจ าเป็นต้องสื่อสารให้ประชาชน รับรู้ ดังนั้น ทุกท่านสามารถน าประเด็นสื่อสารที่ ส าคัญประจ าปี พ.ศ. 2567 ไปจัดท าแผนปฏิบัติการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารให้ตรงตาม ความต้องการของประชาชน ทั้งนี้ กรมประชาสัมพันธ์ มีแนวทางการน าลงสู่ การปฏิบัติในระดับพื้นที่ โดยมีหน่วยงานในสังกัด ส่วนภูมิภาค คือ ส านักประชาสัมพันธ์เขตทั้ง 8 แห่ง ที่มีช่องทางการสื่อสารทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ สื่อ สังคมออนไลน์ และส านักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด ทั้ง 76 จังหวัด ที่มีความพร้อมในการบูรณาการ การท างานร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย ซึ่งหน่วยงาน ภาครัฐและภาคเอกชน ที่มีหน่วยงานระดับภูมิภาค ระดับจังหวัด สามารถประสานงานการด าเนินงาน ร่วมกันในระดับพื้นที่กับหน่วยงานในสังกัดของ กรมประชาสัมพันธ์ เพื่อร่วมกันประชาสัมพันธ์ให้ ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่จ าเป็น อย่างถูกต้อง ขณะที่ ดร.ธีรติร์ฯ เผยมุมมองด้านต่างประเทศ ว่า ตามทฤษฎีของ Simon Anholt ชาวอังกฤษ ผู้เป็น บิดาแห่งการสร้างภาพลักษณ์แห่งชาติ และเป็นที่ปรึกษา ในการพัฒนาภาพลักษณ์ประเทศให้หลายประเทศ ที่มี Nation Branding Council เช่น เก าหลีใต้ อังกฤษ และจีน เป็นต้น โดยสร้างแบบจ าลอง 6 มิติ ของการพัฒนาภาพลักษณ์ประเทศ ดังนี้ (1) Governance ธรรมาภิบาลการก ากับดูแลที่ดี ฉ ายภ าพลักษณ์ที่ดี ค ว ามมั่นคง สเถีย รภ าพ ด้านการเมืองและเศรษฐกิจไปสู่นานาชาติ (2) Exports สินค้าที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ เป็นสินค้าที่สร้างชื่อเสียง และภาพลักษณ์ทีดีให้กับ ประเทศ “พัฒนา 6 มิติ สร้างภาพลักษณ์ประเทศ” ดร.ธีรติร์บรรเทิง อาจารย์ประจ าคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ PR PLAN FOR ALL 29


(3) Tourism การท่องเที่ยว จะปรากฏอยู่ใน เรื่อง Cultural Promotion ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ ส าคัญในปี พ.ศ. 2567 ด้วย (4) Investment & Immigrationการค้า การลงทุน ซึ่งประเทศไทยมียุทธศาสตร์ชาติ มีการส่งเสริม ก า ร ลงทุนในเ ข ตเศ รษ ฐ กิ จพิเ ศษ มีป ร ะเ ด็น การส่งเสริมการลงทุน เช่น อาเซียน ในการประชุม เอเปคที่ผ่านมา ประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมการค้าเสรี (Free Trade Area) ให้กับบางประเทศ (5) Culture & Heritage เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเทศที่มีวัฒนธรรมที่โดดเด่น มักจะได้รับการ ดึงดูดจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งประเทศไทยเรา ก็มี Soft Power 5F ประกอบด้วย F : Food อาหาร F : Film ภาพยนตร์ F:Fashionแฟชั่นไทย F:Fightingศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย F : Festival เทศกาลประเพณีไทย ที่ช่วยผลักดันด้านเศรษฐกิจ เพิ่มมูลค่าภาคบริการ และการท่องเที่ยวที่รับนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากภูมิภาค เอเชีย เช่น จีน และจะมีกลุ่มประเทศตะวันตก เช่น รัสเซีย และประเทศกลุ่มเอเชียกลาง กลุ่มอาหรับ เป็นกลุ่มใหม่ที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้น (6) People กลุ่มคน ศักยภาพและภาพลักษณ์ ของคนในประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ขึ้น ชื่อว่า Land of Smile มีมิตรไมตรีต่อชาวต่างชาติ และเป็นหมุดหมายที่ส าคัญภายในภูมิภาคอาเซียน โดยเป็นหนึ่งประเทศที่มีไมตรีจิตที่ดีต่อนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติ ทั้ง 6 มิติ เป็นโมเดลแรก ๆ ที่หลายประเทศ น าไปเป็นแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาภาพลักษณ์ ของประเทศตนเองด้วย ส่ วนแน วคิดของ Guy Golan นัก วิช าก า ร ด้านการประชาสัมพันธ์ระดับนานาชาติ ผู้เขียนหนังสือ International Public Relations and Public Diplomacy มีแนวคิดว่าศาสตร์ด้านการประชาสัมพันธ์ และการทูตสาธารณะ เป็นศาสตร์ที่เกื้อหนุนระหว่างกัน การทูตสาธารณะคือช่องทางที่ส าคัญที่จะพาให้ ประเทศมีภาพลักษณ์ที่ดีในเวทีระดับนานาชาติ โดกรมประชาสัมพันธ์ในฐานะที่มีบทบาทในการสร้าง มุมมองที่ดีให้ชาวต่างประเทศ มีการท างานร่วมกับ กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และ อีกหลาย ๆ หน่วยงานใน 20 กระทรวง การสื่อสารมีการเปลี่ยนแปลงไปจากการสื่อสาร แบบเดิม ผู้ส่งสารส่งสารไปยังผู้รับสารและผู้รับสารมี ปฏิกิริยาตอบสนองกับสาร แต่ปัจจุบันการสื่อสาร ในยุคดิจิทัลสลับกับการสื่อสารแบบเดิม กลายเป็น ผู้รับสารใช้ช่องทางและเลือกรับสารจากผู้ส่งสารที่ ตนเองต้องการ จากเดิม S-M-C-R (Sender : S > Message : M > Channel : C > Receiver : R) ปัจจุบัน R-C-M-S (Receiver : R > Channel : C > Message : M > Sender : S) ทั้งนี้ ความเป็นมาของเรื่องสื่อสารที่ส าคัญ ด้านต่างประเทศ ตามหลักการสื่อสารระหว่าง ประเทศ : การทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารระหว่าง ประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงข้อมูลข่าวสาร สร้างอิทธิพลและโน้มน้าวใจผู้รับสารในต่างประเทศ ให้ปฏิบัติตาม มีการก าหนดกรอบการพัฒนา ภาพลักษณ์แห่งชาติ โดยมีการจัดท าประเด็นระดับ นานาชาติที่จัดท าขึ้นโดย The Good Country Index 10 ประเด็นนานาชาติ (1) SDGs 2030 (2) Equality and LGBTQIA+ 30 PR PLAN FOR ALL


(3) Economic Growth (4) International Collaboration (5) AI, Technology, and Cybersecurity (6) Global Warming (7) Human Rights (8) Health Care (9) Peaceful (Stop the war) (10) Culture, Education, Tourism เพื่อพัฒนาสู่ประเด็นสื่อสารส าคัญด้านต่างประเทศ ของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2567 ดังนี้ (1) Economic Growth : การเจริญเติบโต โอกาส และความก้าวหน้าด้านเศรษฐกิจ (2) Health Care : ความก้าวหน้าทางการแพทย์ ระดับโลก (3) Environmental Management : การบริหาร จัดการสิ่งแวดล้อม (4) Social Development and Cultural Promotion : การส่งเสริมการพัฒนาสังคมและ วัฒนธรรม โดยใช้ช่องทางการสื่อสารส าคัญตามที่หน่วยงานมี และงบประมาณที่ได้รับ จ าแนกได้ ดังนี้ Own Media: Website, E-mail, Social Media, Application, TV and Radio, Podcast, Event and Conference, Campaign Earned Media: SEO, Social (Retweet, Like, Shares, Comments, Subscribe) Paid Media: SEM (Ads, Paid tweets, Banner) ประกอบกับการใช้กลยุทธ์ในการสื่อสาร (สมัยใหม่) ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย อาทิTikTok, Instagram (IG), X (Tweeter), Trade, Line, Google, Facebook, Youtube พร้อมกลยุทธ์ในการสื่อสารที่หลากหลาย และง่ายต่อการสืบค้น ดังนี้ # Hashtag # UGC # Gamification and Rewards # Trending (Google Trends, Google Alert, Social Listening Tools) # Infographic # Influencer, Celebrity, KOL (Key Opinion Leader) # Agenda Setting and Seasoning นายประเทศ ทาระ ผู้ด าเนินกิจกรรม กล่าวสรุป การระดมความคิดเห็นในวันนี้ว่า กรมประชาสัมพันธ์ จะน าไปเป็นข้อมูลประกอบการจัดท า (ร่าง) แผนปฏิบัติก า รต ามแน วท างก า รพัฒน าก า ร ประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชนของประเทศ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เพื่อถ่ายทอดแผน ลงสู่การปฏิบัติของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และระดับพื้นที่ ให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย เข้าถึงบริการของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน อย่างทั่วถึง น าข้อมูลข่าวสารที่ได้รับไปปรับใช้ให้เป็น ประโยชน์ในการด าเนินชีวิตประจ าวันได้ ผอ.อัชณัฐฯ กล่าวปิดการประชุม : การสื่อสาร เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมต่อ การด าเนินชีวิตของประชาชน พวกเราที่มารวมตัวกัน วันนี้มีเป้าหมายเดียวกัน คือจะสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนมากที่สุด โดยกรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะคณะที่ผู้จัดงาน ในวันนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานน าแผนปฏิบัติการ ด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2566 - 2570) ไปใช้เป็นแนวทาง และเป็นคู่มือในการด าเนินการ จัดท าแผนการประชาสัมพันธ์ของแต่ละหน่วยงาน ทั้งนี้ ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน และ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุก หน่วยงานร่วมเป็นเครือข่ายประชาสัมพันธ์และ สื่อสารมวลชนทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและ น าไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป 31 PR PLAN FOR ALL


เพื่อเป็นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ภูมิทัศน์สื่อ และข้อมูลข่าวสารใน ยุคดิจิทัล กรมประชาสัมพันธ์และหน่วยงานสื่อสารมวลชนต้องปรับตัว เพื่อบริหารข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่อย่างมากมาย ในปัจจุบันและสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายให้เกิดประสิทธิภาพ โดยการจัดการข้อมูลข่าวสารในภาวะปกติ และ เหตุการณ์ส าคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน รวมถึงมติ ครม. โดยด าเนินการบริหารประเด็นผ่านการประชุม คณะกรรมการบริหารศูนย์ข้อมูลข่าวสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ (Information Operation Center - IOC) หรือ คณะกรรมการ IOC มาก าหนดทิศทางการสื่อสารภาพรวมของกรมประชาสัมพันธ์ใหเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนการจัดการข้อมูลข่าวสารภาวะวิกฤติ จะด าเนินการผ่านการตั้งศูนย์บริหารข้อมูลข่าวสารร่วม (Joint Information Center) หรือ JIC ทั้งนี้ก่อนที่จะด าเนินการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร เริ่มต้นด้วยหลักการสื่อสาร 3 รู้ มีหลักการด าเนินการ 3 รู้ คือ “อยากรู้ ควรรู้ ต้องรู้” ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับความส าคัญของข้อมูลข่าวสาร โดยได้ยกตัวอย่างกรณีการเกิดเหตุโกดังเก็บดอกไม้เพลิงระเบิด ที่ตลาดมูโนะ ต าบลมูโนะ อ าเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2566 ประกอบการน าเสนอ ที่มีการก าหนดค าส าคัญในการสื่อสารของ เหตุการณ์ โดยใช้ค าว่า “โกดังเก็บดอกไม้เพลิงระเบิด” เพราะหากไม่ก าหนดค าส าคัญของเหตุการณ์ สื่อมวลชน และประชาชนอาจใช้ค าอื่น ๆ ในการเรียกขานเหตุการณ์ ตัวอย่างเช่น พลุระเบิด โกดังพลุระเบิด หรือวางระเบิด ซึ่งค าเหล่านี้เป็นค าที่เป็นประเด็นอ่อนไหวในพื้นที่ และท าให้บิดเบือนความเข้าใจของประชาชนที่ได้รับสาร ดังนั้นการใช้หลักการ 3 รู้ เพื่อบริหารประเด็นสถานการณ์ในภาวะวิกฤติ ควรพิจารณา ดังนี้ อยากรู้พิจารณาว่าประชาชนอยากรู้ข้อมูลอะไรบ้างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยจากกรณีศึกษา “โกดัง เก็บดอกไม้เพลิงระเบิด” สิ่งที่ประชาชนอยากรู้ คือ สรุปความเสียหาย และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างไร ซึ่งศูนย์บริหารข้อมูลข่าวสารร่วม (JIC) ในพื้นที่ส านักประชาสัมพันธ์เขต 6 ซึ่งมีหน้าที่ดูแลงานประชาสัมพันธ์ ในพื้นที่เกิดเหตุต้องจัดท าข้อมูล เช่น การสรุปภาพความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การลงพื้นที่สัมภาษณ์ “บริหารข้อมูล บริหารคนสื่อ นางสาวกัญญ์ณาณัฏฐ์ ภาธรสืบนุกูล นักประชาสัมพันธ์ช านาญการ กรมประชาสัมพันธ์ นางสาวเพ็ญนภา เข็มตรง ผู้อ านวยการส่วนผลิต และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ส านักข่าว แบบมืออาชีพ” การน าเสนอในหัวข้อ “การบริหารข้อมูลข่าวสาร” โดย นางสาวเพ็ญนภา เข็มตรง ผู้อ านวยการ ส่วนผลิตและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ส านักข่าว น าเสนอแนวทางการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร ของภาครัฐ ส าหรับทั้งในภาวะปกติ และภาวะวิกฤติ Workshop กลุ่มที่ 2 32 PR PLAN FOR ALL


ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ (ด้านสุขภาพ ด้านที่อยู่อาศัย) การให้ความช่วยเหลือและเยียวยา ของหน่วยงานภาครัฐที่อยู่ในพื้นที่ ทั้งนี้ ต้องจัดท า ข้อมูลและส่งต่อให้หน่วยงานประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ อื่นๆ เผยแพร่ไปในทิศทางเดียวกัน โดยถือเป็นข้อมูล ที่ถูกต้องน่าเชื่อถือ ประชาชนและสื่อต่างๆ น าไป เผยแพร่และอ้างอิงได้ ควรรู้ พิจารณาว่าประชาชนควรรู้เรื่องใดบ้าง จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น หลักเกณฑ์การช่วยเหลือ หรือเยียวยาผู้ได้รับความเดือดร้อน ขั้นตอนในการรับ การช่วยเหลือ รวมถึงหน่วยงานใดบ้างที่ออกมาให้ ความช่วยเหลือ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล ดังกล่าว รวมถึงการได้รับสิทธิต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทา ความเดือดร้อน ต้องรู้พิจารณาว่าข้อมูลใดเป็นข้อมูลที่ส าคัญ และจ าเป็นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และประชาชน ควรได้รับข้อมูลนั้น เช่น ข้อมูลในการร่วมบริจาค เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ข้อมูลการติดต่อ เกี่ยวกับศูนย์ให้ความช่วยเหลือหรือหน่วยงานต่าง ๆ แนวทางกวดขันในการเล่นดอกไม้เพลิง รวมไปถึง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่จ าเป็นต้องรู้ อาทิ การเป็นผู้ผลิตผู้จ าหน่ายดอกไม้เพลิง และการคุ้มครอง สิทธิ์ของผู้ต้องสงสัยที่เป็นข่าว เป็นต้น ทั้งนี้ การบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารจ าเป็นต้องรู้ กลุ่มเป้าหมาย เพื่อก าหนดรูปแบบและการเผยแพร่ ให้เหมาะสม โดยประกอบด้วย -ช่องทางเฟซบุ๊ก (Facebook) มีกลุ่มเป้าหมายอายุ 25-34 ปี น าเสนอในรูปแบบข้อความ รูปภาพ วิดีโอ หรือไลฟ์ (Live) ถ่ายทอดสด โดยเจาะกลุ่มคน ในแต่ละพื้นที่ หรือสร้างชุมชนออนไลน์ -ช่องทางไลน์ (Line) มีกลุ่มเป้าหมายอายุ 25-44 ปี น าเสนอเป็นข้อความ รูปภาพ อินโฟกราฟฟิก วิดีโอ เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร อัพเดทข้อมูล -ช่องทางเฟซบุ๊คเมสเซนเจอร์ (Facebook Messenger) โดยมีกลุ่มเป้าหมายอายุ 18-44 ปี เป็นการส่งข้อความ รูปภาพ และลิ้งค์เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร อัพเดทข้อมูล -ช่องทางติ๊กต๊อก (Tiktok) กลุ่มเป้าหมายอายุ 10-19 ปี น าเสนอเป็นคลิปวิดีโอ ฟิลเตอร์ เน้นความบันเทิง ใช้ค าง่ายๆ ในการบรรยาย และจับความสนใจ ได้ภายใน 5 วินาที -ช่องทางอินสตาแกรม (Instagram) มีกลุ่มเป้าหมาย อายุ 18-34 ปี เน้นน าเสนอผ่านรูปภาพและวิดีโอ เน้นสร้างแรงบันดาลใจ หรือเปิดประสบการณ์ ทั้งนี้ ในปี 2565 ส านักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ ได้จัดท ามาตรฐานดูแลสื่อออนไลน์ และปี 2566 จะมีการประกาศใช้มาตรฐานดูแลสื่อออนไลน์อย่าง เป็นทางการ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของประชาชนในสังคมท าให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ ปลอดภัยและสร้ างสรรค์ ผ่ านก ารใช้สื่อและ สื่อสารมวลชน ส่งเสริมให้สื่อและสื่อสารมวลชน ปฏิบัติตามจรรยาบรรณสื่ออย่างเคร่งครัด “เพ ่ ิ มระด ั บความส าค ั ญของข ้ อม ู ลข ่ าวสาร ด ้ วยหล ั กการ 3 รู้” นางสาวเพ็ญนภา เข็มตรง ผู้อ านวยการส่วนผลิตและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ส านักข่าว อยากรู้ ควรรู้ ต้องรู้ PR PLAN FOR ALL 33


รวมทั้งการส่งเสริมการใช้สื่อออนไลน์และเครือข่าย สังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้ ส านักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ให้แก่ประชาชนทั่วไป ตามช่องทางดังนี้ - Facebook : ส านักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ - Facebook: ข่าวจริงประเทศไทย @realnewsthailand ซึ่งสามารถเข้าไปท าการเช็คข่าวจริงหรือข่าวปลอมที่ Instagram : nnt_Thainews และ Twitter : nnt การน าเสนอในหัวข้อ “การบริหารพัฒนาคนสื่อ” โดย นา งสาวกัญญ์ณาณัฏฐ์ ภาธ รสืบนุกูล นักประชาสัมพันธ์ช านาญการ กรมประชาสัมพันธ์ น าเสนอแนวทางการพัฒนาบุคลากรประชาสัมพันธ์ และสื่อสารมวลชน โดยพัฒนาทักษะเดิมและเพิ่ม ทักษะใหม่ (Re-skills/Up-skills) ในการปฏิบัติงาน ซึ่งตามแผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์ แห่งชาติ (พ.ศ.2566-2570) นั้น ได้ให้ความส าคัญ กับการพัฒนาบุคลากรด้านนี้ เพื่อให้มีทักษะและ สมรรถนะที่เหมาะสมกับยุคดิจิทัล ซึ่งในปี พ.ศ. 2566 สถาบันการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ ได้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม 3 หลักสูตร ได้แก่ (1) หลักสูตรการรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งเน้นทักษะ ความรู้ในด้านการตรวจจับข่าวปลอม การควบคุมสื่อ สื่อเสรี กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการท างานด้านสื่อออนไลน์ รวมถึงเรื่องของจรรยาบรรณ หลักคุณธรรม และ จริยธรรม การพลิกข่าวลวงสร้างโลกเสมือน สื่อจะ รู้เท่าทันได้อย่างไร โดยได้มีการน าเอาประเด็นการเมือง ม า วิ เค ร าะห์ เป็ นก รณี ศึ กษ าก า ร รู้ เท่ าทั นสื่ อ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและการเมือง โดยมี กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ปฏิบัติงานด้านบรรณาธิการข่าว หรือการรายงานข่าว ผู้ปฏิบัติงานด้านการผลิตสื่อ รวมระยะเวลาอบรม 3 วัน เพื่อติดอาวุธให้คนท างาน (2) หลักสูตรการสื่อสารในภาวะวิกฤติ ซึ่งเน้นการฝึก ปฏิบัติจ าลองสถานการณ์การเกิดเหตุการณ์ภาวะวิกฤติ และน าขั้นตอนแนวทางการสื่อสารในภาวะวิกฤติมาใช้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริหารกรมประชาสัมพันธ์ (ผอ.สปข.1-8 ปชส./ 76 จังหวัด) ในฐานะผู้บัญชาการ เหตุการณ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องสื่อสารข้อมูลส าคัญในพื้นที่ โดยตรง ทั้งนี้ อธิบดีและรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้ร่วมให้มุมมองการสื่อสารและการจัดการในภาวะวิกฤติ ร่วมถอดบทเรียนสถานการณ์ต่าง ๆ รวมระยะเวลา อบรม 2 วัน (3) หลักสูตร PR Change Agent Project พัฒนา ทักษะด้านการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ในยุค ดิจิทัล และการปรับเปลี่ยนวิธีท างานประชาสัมพันธ์ ของภาครัฐในยุคที่ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไป ในยุคที่ Ai เข้ามามีบทบาทมากขึ้น รวมถึงการผลิตสื่อและ เผยแพร่ผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น Tiktok โดยมี กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านการสื่อสารและ การประชาสัมพันธ์ของภาครัฐทั้ง 20 กระทรวง ตั้งแต่ระดับหัวหน้าหน่วยงาน ผู้ก ากับดูแลนโยบาย และผู้ดูแลการขับเคลื่อนงานด้านการประชาสัมพันธ์ และผู้ปฏิบัติงานด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ของหน่วยงาน รวมระยะเวลาการอบรม 3 วัน ทั้งนี้ หลักสูต รก า ร รู้เท่ าทันสื่อ หลักสูต ร การสื่อสารในภาวะวิกฤติ น าร่องอบรมให้กับบุคลากร ภ ายในก รมป ระช าสัมพัน ธ์ ส าห รับหลักสูต ร นักประชาสัมพันธ์ PR Chang Agent Project จัดอบรม ให้กับหน่วยงานภาครัฐหน่วยอื่นๆ ที่ปฏิบัติงานด้าน การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ภาครัฐ 20 กระทรวง เพื่อให้มีทักษะและใช้เครื่องมือสื่อสารในยุคดิจิทัล ในหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นางสาวกัญญ์ณาณัฏฐ์ ภาธรสืบนุกูล นักประชาสัมพันธ์ช านาญการ กรมประชาสัมพันธ์ 34 PR PLAN FOR ALL


โดย สถาบันการประชาสัมพันธ์ จะเร่งด าเนินการขยายผลกับบุคลากรของภาครัฐ และภาคเอกชน ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชน ให้มีทักษะและความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ เครื่องมือในการสื่อสารในยุคดิจิทัล พร้อมทั้งสามารถน าไปท าการปรับใช้ในแต่ละหน่วยงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพต่อไป “หล ั กส ู ตรท ี ก ่ รมประชาส ั มพ ั นธ ์ จ ั ดท าข ึ น ้ 3 หลักสูตร เพ ื ่ อเป็ นการต ิ ดอาว ุ ธ น าไปใช ้ พ ั ฒนาตนเองและพ ั ฒนางานต ่ อไป” PR PLAN FOR ALL 35


“SAWASDEE THAILAND” ผู้น าเสนอ นายพงษ์สิทธิ์ ผ่องเวหา ต าแหน่ง Chief Technology Officer บริษัท คลิกเน็กซ์ จ ากัด และ “PRD OTT PLATFORM” ผู้น าเสนอ นายฑีภากรณ์ ส าเภา ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ การประชาสัมพันธ์ โดยการน าเสนอเริ่มต้นจากหัวข้อ SAWASDEE THAILAND ซึ่งได้อธิบายถึงแนวความคิด ของ SAWASDEE THAILAND ว่าเป็นการทักทาย ต้อนรับแขกบ้าน แขกเมือง ที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย โดยมีหลักการที่ว่า “ครบจริง อ้างอิง ครอบคลุมทุกด้าน ทุกบริการของประเทศไทย” SAWASDEE THAILAND มีชื่อเต็มในเว็บไซต์ว่า www.thailand.go.th ถือเป็นเว็บไซต์ศูนย์กลางของประเทศ และเป็นประตูสู่ศูนย์รวมข้อมูลของประเทศไทย โดยแพลตฟอร์มมาพร้อมฟังก์ชัน 2 ส่วนหลักด้วยกัน คือ ฟังก์ชัน ในระบบของส่วนผู้ใช้งาน และฟังก์ชันในระบบส่วนเจ้าหน้าที่ 1. ฟังก์ชันในระบบของส่วนผู้ใช้งาน มีองค์ประกอบ ดังนี้ 1.1 รองรับการแสดงผล 5 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ 1.2 รองรับการแสดงผล Responsive สามารถเข้าถึงได้ทุกอุปกรณ์ อาทิ คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น 1.3 ฟังก์ชันช่วยการเข้าถึงข้อมูล โดยใช้หลัก Accessibility ภายใต้แนวคิด Design for all ให้ทุกคนสามารถ เข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียม ทั้งขนาดตัวอักษร และสีส าหรับผู้พิการทางสายตา 1.4 ฟังก์ชันค้นหาข้อความด้วยเสียง 1.5 ฟังก์ชันการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานในรูปแบบ RSS Feed และ API หากหน่วยงานใด มีข้อมูลใหม่ ๆ สามารถส่งข้อมูลเชื่อมมาที่ SAWASDEE THAILAND ได้เลย 1.6 การแสดงผลเนื้อหา แบบภาพ Infographic และ Data Visualization “SAWASDEE THAILAND และ PRD OTT PLATFORM” นางสาวกัญญ์ณาณัฏฐ์ สืบภาธรนุกูล นักประชาสัมพันธ์ช านาญการ กรมประชาสัมพันธ์ นางสาวเพ็ญนภา เข็มตรง ผู้อ านวยการส่วนผลิต และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ส านักข่าว นายฑีภากรณ์ ส าเภา นักวิชาการคอมพิวเตอร์ช านาญการ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศการประชาสัมพันธ์ นายพงษ ์ ส ิ ทธ ิ ์ ผ ่ องเวหา Chief Technology Officer (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ) บริษัท คลิกเน็กซ์ จ ากัด Workshop กลุ่มที่ 2 36 PR PLAN FOR ALL


2. ฟังก์ชันในระบบของส่วนเจ้าหน้าที่ หรือ ฟังก์ชันการจัดการข้อมูล มีองค์ประกอบ ดังนี้ 2.1 ข้อมูลที่อยู่บนเว็บไซต์ทั้งหมด ได้แก่ ประเด็นต่างๆ ข้อมูลข่าวสาร อินโฟกราฟิก วิดีโอ ปฏิทินกิจกรรม เป็นต้น โดยผู้ใช้งานหรือเจ้าหน้าที่ สามารถท าการปรับเปลี่ยนข้อมูลได้ 2.2 รูปแบบ Template เว็บไซต์สามารถ เปลี่ยนธีมได้ 2.3 สถิติ Dashboard ในการวิเคราะห์ข้อมูล ที่มี ได้แก่ ภาพรวมของโพสต์ทั้งหมด โพสต์ยอดนิยม จ านวนการแชร์ และจ านวนผู้เข้าชม หลักการที่ว่า “ข้อมูลครอบคลุมทุกด้าน” ได้แก่ - ประเด็น เช่น ประเด็นด้านสุขภาพ ประเด็น ด้านสาธารณสุข ประเด็นด้านการคมนาคม ประเด็น ด้านเศรษฐกิจ รวมถึงประเด็นด้านเทคโนโลยี เป็นต้น - ข่าวประชาสัมพันธ์เช่น คู่มือ ค าแนะน าต่าง ๆ รวมถึงหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น - การเยี่ยมชมประเทศไทย ข้อมูลเกี่ยวกับ ประเทศ การท่องเที่ยว แผนที่ประเทศไทย เพลงชาติไทย ทั้งหมดนี้ สามารถเพิ่มเติมประเด็นที่อยากสื่อสาร ไปยังประชาคมโลกผ่าน SAWASDEE THAILAND ได้ อย่างครบครัน นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังเป็นการให้บริการ เชิงข้อมูล และอยู่ในรูปแบบ Weblog การดีไซน์ จึงมีลักษณะของ Feed ข่าว ให้อ่านง่าย สบายตา รวมถึงอัพเดตข่าวตามเทรนด์โลกในหมวดหมู่เนื้อหา ต่าง ๆ ได้แก่ BCG ทั้งในด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม และด้าน Soft powerของประเทศไทย เช่น ศิลปวัฒนธรรม อาหาร เป็นต้น ในส่วนการเข้าถึงข้อมูลแบ่งตามกลุ่มได้ดังนี้ - กลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน โดยมีข้อมูลกฎหมาย ในประเทศ นโยบายของประเทศ เศรษฐกิจและ ข้อมูลการลงทุนในประเทศ รวมถึงข้อมูลการท า VISA และข้อมูลภาษี - กลุ่มคนท างาน ข้อมูลตลาดแรงงาน - กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ข้อมูลในด้านการศึกษา ต่อในประเทศไทย - กลุ่มนักท่องเที่ยว คู่มือการปฏิบัติตามสถานที่ ท่องเที่ยว กฎหมาย ข้อก าหนดหรือระเบียบต่าง ๆ รวมถึงความปลอดภัยในประเทศ - กลุ่มผู้เกษียณอายุจากการวิเคราะห์ มีกลุ่ม ผู้เกษียณอายุที่เป็นชาวต่างประเทศจ านวนมาก เดินทางเข้ามาในประเทศไทยใสนช่วงบั้นปลาย ดังนั้น จึงมีการบริการข้อมูลเรื่องการท า VISA และ การเข้าพักในประเทศ เป็นต้น ทั้งนี้ ส าหรับเว็บไซต์ Sawasdee Thailand ถือเป็น ศูนย์รวมของข้อมูลประเทศไทยที่ครบถ้วน ถูกต้อง และอ้างอิงได้ โดยขอทั้งเชิญชวนให้ทุกคนมีส่วนร่วม ในการน าข้อมูลที่ถูกต้องเข้าสู่แพลตฟอร์ม เพื่อเป็น ศูนย์กลางในการให้บริการเชิงข้อมูลของประเทศไทย ต่อประชาคมโลกอย่างแท้จริง นายพงษ ์ ส ิ ทธ ิ ์ ผ ่ องเวหา Chief Technology Officer บริษัท คลิกเน็กซ์ จ ากัด “แพลตฟอร์มยังเป็นการให้บริการเชิงข้อมูล และอยู่ในรูปแบบ Weblog” PR PLAN FOR ALL 37


ขณะที่การน าเสนอล าดับต่อมา ภายใต้หัวข้อ “PRD OTT PLATFORM” โดยนายฑีภากรณ์ ส าเภา นักวิชาการคอมพิวเตอร์ช านาญการ ศูนย์เทคโนโลยี สารสนเทศการประชาสัมพันธ์ ได้น าเสนอที่มา ของ PRD OTT PLATFORM ดังนี้ กรมประชาสัมพันธ์ มีสื่อโทรทัศน์ในสังกัด คือ ช่อง NBT2HD และช่อง 11 ในส่วนภูมิภาค สื่อวิทยุ 104 คลื่น ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ แต่เนื่องด้วย ข้อจ ากัดต่าง ๆ ท าให้ไม่สามารถน าเสนอคอนเทนต์ และสื่อสารไปยังประชาชนได้ทั่วถึง เพราะขณะนั้น กรมประชาสัมพันธ์ยังไม่มีแพลตฟอร์มที่รวบรวม สื่อต่าง ๆ ของกรมประชาสัมพันธ์ มาบริการประชาชน จึงเป็นที่มาของ PRD OTT PLATFORM OTT คือ เทคโนโลยีการสื่อสาร สามารถสร้าง และน าเสนอเนื้อหามัลติมีเดียให้กับผู้ชมผ่าน อินเทอร์เน็ต ซึ่งแพลตฟอร์ม OTT ที่ทุกคนคุ้นชิน ในปัจจุบัน ได้แก่ Netflix AIS PLAY TrueID และ ช่อง 3 Plus เป็นต้น เริ่มต้น PRD OTT PLATFORM อยู่ในรูปแบบ ของ Web application คือ website ที่เข้าไปใช้งานได้ ผ่าน Web browser อย่างเช่น Google Chrome หรือ Safari ที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ของ ทุกคน ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาให้สามารถเข้าถึงได้ ทุกอุปกรณ์ โดยฟังก์ชันของ PRD OTT PLATFORM มีดังนี้ - Live Streaming โดยหน่วยงานใดที่ยังไม่มี OTT PLATFORM สามารถใช้งานผ่าน PLATFORM OTT สาธารณะ เช่น Facebook (ไลฟ์ผ่าน Facebook) YouTube (ไลฟ์ผ่าน YouTube) ซึ่งมีข้อจ ากัดต่าง ๆ และหากหน่วยงานใดมีกิจกรรมที่ต้องถ่ายทอดสด สามารถประสานมาได้ที่กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งยินดี เผยแพร่โดยการถ่ายทอดสดและเชื่อมสัญญาณจาก OTT PLATFORM ไปยัง Facebook หน่วยงานของท่าน เพื่อเผยแพร่ไปยังประชาชนอีกช่องทาง -Video On Demand หรือการรับชมดูวีดิโอย้อนหลัง ซึ่งมีความคล้ายกับ YouTube สามารถจัดเก็บข้อมูล ไว้ในแพลตฟอร์ม โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ชัดเจน - PRD TVสามารถรับช่องทาง NBT2HD และ NBT ภูมิภาค ได้อย่างครบครัน - PRD Radio สามารถรับชม วิทยุ ทั้ง 104 คลื่น - PRD Socialคือ การรวบรวมช่องทาง Social media ของหน่วยงานในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ รวมถึงมีการรวบรวมสถิติข้อมูล เพื่อน ามาพัฒนา คอนเทนต์ ให้ตอบโจทย์ และตรงใจประชาชนยิ่งขึ้น โดยในอนาคตกรมประชาสัมพันธ์จะพัฒนาแพลตฟอร์ม เพื่อก้าวสู่การเป็น Government OTTเพื่อบริการประชาชน ให้ครบ จบที่เดียว ที่ PRD OTT PLATFORM “กรมประชาสัมพันธ์ จะพ ั ฒนาแพลตฟอร ์ ม เพ ื ่ อก ้ าวส ่ ู Government OTT” 38 PR PLAN FOR ALL


ผลประเมิน การจัดกิจกรรม ส านักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์ ส่วนประเมินผล ผลประเมินการด าเนินกิจกรรม สรุป


สรุปผลการด าเนินงานกิจกรรม ประชุมเชิงปฏิบัติการสื่อสารแผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2566 – 2570) และจัดท า (ร่าง) แผนปฏิบัติการตามแนวทางการพัฒนาการประชาสัมพันธ์ และสื่อสารมวลชนของประเทศ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2566 เวลา 08:30 – 16:30 น. ณ โรงแรม ทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โครงการ : ขับเคลื่อนการสื่อสารภาครัฐเพื่อปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรม ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กิจกรรม : จัดประชุมเชิงปฏิบัติการสื่อสารแผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2566 - 2570) และจัดท า (ร่าง) แผนปฏิบัติการตามแนวทางการพัฒนาการประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชนของประเทศ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ธีมงาน : “PR Plan for All สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ รวมพลังขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งประเทศ” วัตถุประสงค์: เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2566 – 2570) ไปสู่การปฏิบัติให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลผลิต : จัดประชุมเชิงปฏิบัติการสื่อสารแผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2566 - 2570) และจัดท า (ร่าง) แผนปฏิบัติการตามแนวทางการพัฒนาการประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชนของประเทศ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ในวันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2566 เวลา 08.30 - 16.30 น. ณ ห้อง ทีเค. แกรนด์ คอนเวนชั่น ชั้น 6 โรงแรม ทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ผลลัพธ์: หน่วยงานภาครัฐ 20 กระทรวงและหน่วยงานภาคเอกชนที่ได้เข้าร่วมการประชุม น าความรู้ที่ได้ จากการประชุมฯ เป็นแนวทางในการจัดท าแผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์ประจ าปีของหน่วยงาน ให้สอดคล้องกับแนวทางของแผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2566 - 2570) และขยาย ผลลงสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ร่วมกันสร้างการรับรู้และความเข้าใจต่อประชาชนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายในการด าเนินงานของแผนระดับที่ 1 ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านที่ 3 การพัฒนา และเสริมสร้าง ศักยภาพทรัพยากรมนุษย์และแผนระดับที่ 2 แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นที่ 10 การปรับเปลี่ยน ค่านิยมและวัฒนธรรม ในแผนย่อยที่ 3 การใช้สื่อและสื่อสารมวลชนในการปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมของคน ในสังคมอย่างต่อเนื่อง กลุ่มเป้าหมาย : หน่วยงานภาครัฐ 20 กระทรวง หน่วยงานภาคเอกชน และภาคีสื่อมวลชน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่ เข้าร่วมกิจกรรมฯ ครั้งนี้จ านวน 300 คน ประกอบไปด้วยผู้บริหาร/ข้าราชการ/เจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ หน่วยงานภาครัฐจากทั้ง 20 กระทรวง และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องภายใต้แผนฯ โดยพบว่ากลุ่มเป้าหมาย ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานภาครัฐ 20 กระทรวง ร้อยละ 70 รองลงมาเป็นกลุ่ม ผู้บริหาร/ข้าราชการ/เจ้าหน้าที่ กรมประชาสัมพันธ์ร้อยละ 27.14 และหน่วยงานอื่น ๆ ร้อยละ 2.86 มีความเห็นต่อการด าเนินกิจกรรม ดังนี้ 40 PR PLAN FOR ALL


• พิธีเปิดกิจกรรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความเห็นต่อพิธีเปิดกิจกรรม จ าแนกตามประเด็น ดังนี้ -รูปแบบพิธีเปิด มีความเหมาะสม มีระดับความพึงพอใจ มากที่สุด ร้อยละ 87.40 -ระยะเวลาในพิธีเปิด มีความเหมาะสม มีระดับความพึงพอใจ มากที่สุด ร้อยละ 87.80 • เวทีทอล์ก หัวข้อ “เปลี่ยนแปลงความท้าทายโจทย์ใหญ่ของการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ” ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความเห็นจ าแนกตามประเด็น ดังนี้ -วิทยากรมีความรู้ความสามารถในหัวข้อที่บรรยาย มีระดับความพึงพอใจ มากที่สุด ร้อยละ 91.80 - เนื้อหา/หัวข้อ และรูปแบบมีความเหมาะสมและน่าสนใจ มีระดับความพึงพอใจ มากที่สุด ร้อยละ 91.40 -ระยะเวลาของกิจกรรมฯ มีความเหมาะสม มีระดับความพึงพอใจ มากที่สุด ร้อยละ 90.80 • เวทีทอล์ก หัวข้อ “สร้างคอนเทนต์ ตรงใจประชาชน ตอบโจทย์ภาครัฐ” ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความเห็นจ าแนกตามประเด็น ดังนี้ -วิทยากรมีความรู้ความสามารถในหัวข้อที่บรรยาย มีระดับความพึงพอใจ มากที่สุด ร้อยละ 92.20 - เนื้อหา/หัวข้อ และรูปแบบมีความเหมาะสมและน่าสนใจ มีระดับความพึงพอใจ มากที่สุด ร้อยละ 91.80 -ระยะเวลาของกิจกรรมฯ มีความเหมาะสม มีระดับความพึงพอใจ มากที่สุด ร้อยละ 91.20 • เวทีทอล์ก หัวข้อ “แนวทางการขับเคลื่อนแผนระดับประเทศสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม” ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความเห็นจ าแนกตามประเด็น ดังนี้ -วิทยากรมีความรู้ความสามารถในหัวข้อที่บรรยาย มีระดับความพึงพอใจ มากที่สุด ร้อยละ 90.00 - เนื้อหา/หัวข้อ และรูปแบบมีความเหมาะสมและน่าสนใจ มีระดับความพึงพอใจ มากที่สุด ร้อยละ 86.60 -ระยะเวลาของกิจกรรมฯ มีความเหมาะสม มีระดับความพึงพอใจ มากที่สุด ร้อยละ 87.80 • กิจกรรม “ระดมความคิดเห็นเพื่อจัดท า (ร่าง) แผนปฏิบัติการตามแนวทางการพัฒนา การประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชนของประเทศ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2567” ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความเห็นจ าแนกตามประเด็น ดังนี้ -วิทยากรมีความรู้ความสามารถในหัวข้อที่บรรยาย มีระดับความพึงพอใจ มากที่สุด ร้อยละ 88.40 - เนื้อหา/หัวข้อ และรูปแบบมีความเหมาะสมและน่าสนใจ มีระดับความพึงพอใจ มากที่สุด ร้อยละ 87.40 -ระยะเวลาของกิจกรรมฯ มีความเหมาะสม มีระดับความพึงพอใจ มากที่สุด ร้อยละ 85.80 • ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการในภาพรวมมี ระดับความพึงพอใจมากที่สุดทุกประเด็น ดังนี้ - เจ้าหน้าที่/Staff ร้อยละ 89.80 -สถานที่จัดกิจกรรมฯ ร้อยละ 88.60 -ระยะเวลาของกิจกรรมฯ ร้อยละ 88.00 -การน าไปใช้ประโยชน์ ร้อยละ 90.60 41 PR PLAN FOR ALL


ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้ ล าดับ ประเด็น จ านวน (ความคิดเห็น) 1 การจัดงานดีมาก 3 2 อยากให้ใช้เวลาช่วงเวทีเสวนา และ Workshop ให้มากขึ้น โดยขยับเวลาช่วงเช้าให้เร็วขึ้น 2 3 ควรจัดให้มีกิจกรรมทุกปีอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อติดตามและประเมินผล 2 4 แสงไฟในห้องไม่ค่อยสว่าง 2 5 วิทยากร (คุณรุ่งธรรม) ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ดี 1 6 ควรเลือกสถานที่ที่มีรถไฟฟ้าผ่าน หรือสถานที่ที่ไม่อยู่ใกล้ศูนย์ราชการเนื่องจากรถติด 1 7 ควรแนะน าว่าอาหารรับประทานที่ไหน และควรแจ้งผู้เข้าร่วมงานให้น ากระเป๋าเอกสาร ของตัวเองติดตัวไปด้วยตอนรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่โรงแรมจัดโต๊ะในช่วงบ่าย 1 8 ควรจัดที่นั่งแบบมีโต๊ะทั้งหมด 1 9 เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยยิ้มแย้ม 1 42 PR PLAN FOR ALL


ส านักพัฒนานโยบาย และแผนการประชาสัมพันธ์ ถนนพระราม 6 ซอยอารีย์สัมพันธ์ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพ 10400 โทรศัพท์ 02-618 2323 ต่อ 1506 1509 1522 1524 Email : [email protected] กรมประชาสัมพันธ์


Click to View FlipBook Version