The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การสู้รบที่ไม่ใช่ระหว่างประเทศ (Non-International Armed Conflict : NIAC)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Alman Khahong, 2023-01-09 23:22:50

การสู้รบที่ไม่ใช่ระหว่างประเทศ (Non-International Armed Conflict : NIAC)

การสู้รบที่ไม่ใช่ระหว่างประเทศ (Non-International Armed Conflict : NIAC)

การสรู้ บท่ีไมใ่ ช่ระหว่างประเทศ (Non-International Armed Conflict : NIAC)

ดร.อภริ ชั ศักด์ิ รัชนีวงศ์

Non-international armed conflicts (การขัดกันทางอาวุธทีไ่ มใ่ ช่ระหว่างประเทศ)

ที่มา https://blogs.icrc.org/law-and-policy/2021/04/22/common-enemy/

รากฐานความคิดซ่ึงเปน็ ท่ีมาของการตอ่ สทู้ มี่ อี ารยะ๑
อนาคตของความขัดแย้งและรุนแรง : ความขัดแย้งด้วยกาลังอาวุธ (Armed Conflict) ได้แก่ การ
ทาความขัดแย้งให้มีอารยะ (Civilising of Conflict) และการเปล่ียนความขัดแย้งสู่หนทางการเมือง
(Politicising the Conflict)
การทาให้ความขัดแย้งมีอารยะ (Civilizing of Conflict) กับการทาความขัดแย้งให้เป็นการเมือง
มากขน้ึ (Politicizing the Conflict) มีความใกลเ้ คียงกันภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่มีใช้กาลังอาวุธต่อสู้
กันน้ัน (Armed Conflict) เราอาจจะเห็นร่องรอยบางอย่างได้ความขัดแย้งมีความเป็นอารยะมากข้ึน คือ
บางห้วงเวลามีการลดการใช้ความรุนแรงและเพิ่มพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้น เช่น การเกิดขึ้นของปีกการเมือง
ของขบวนการตอ่ ตา้ นรัฐทจ่ี ากเดมิ ตอ่ สู้ดว้ ยกาลังอาวุธมาตลอด หรือการถกเถียงภายในกลุ่มขบวนการเกี่ยวกับ
การนาหลักกฎหมายมนษุ ยธรรมระหวา่ งประเทศ (IHL – International Humanitarian Law) มาใชเ้ ป็นต้น
การทาความขดั แยง้ ให้มอี ารยะกับการทาความขัดแยง้ ให้มีความเปน็ การเมืองมากขึ้นจะใกล้เคยี งกัน
“ความมอี ารยะในความขัดแยง้ ของสังคมโลก” มี 4 องค์ประกอบสาคัญ คือ
๑. การทาให้เสรีภาพ ความเสมอภาคของทุกคนทุกกลมุ่ คน และทกุ วัฒนธรรมมีมากขึ้น
๒. ความอดทนอดกลั้นและความเป็นพ่ีเป็นน้อง ถ้ามีความอดทนอดกลั้นระหว่างกันได้จะช่วย
ส่งเสริมเสรีภาพโดยรวมได้
๓. การมรี ฐั บาลภายใต้รฐั ธรรมนญู ท่ีชอบธรรม



๔. การลดความเจบ็ ปวดทุกข์ยากของมนุษย์ลง โดยไม่ใช้ความรนุ แรงในการแก้ไขปญั หา
ปัจจยั สาคัญทนี่ าไปสู่ความเป็นอารยะมีสองประการ คือ
1. มีสังคมท่ีใช้เหตุผล เป็นที่มาของการใช้อานาจท่ีชอบธรรม ไม่ใช่ใช้อานาจอธรรมในการกด
ผู้คน
2. มีขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนผลักดันเร่ืองนี้มากข้ึน ซ่ึงจะยกระดับสังคมใหม่
มีอารยะมากขนึ้
ในทางกลับกันย่อมมีปัจจัยต้านที่ให้สังคมไม่เป็นอารยะ เช่น (๑) อคติท่ีมีต่อชน/กลุ่มต่อสู้
ความคิดการแบ่งเขาแบ่งเรา (๒) การไม่ยอมรับคนอื่น การยึดพวกพ้อง (๓) การรักษาผลประโยชน์ของกลุ่ม/
ตนเอง ยึดม่ันถือม่ัน (๔) การศึกษาท่ีต่างกัน ไม่มีพ้ืนท่ีเรียนรู้ระหว่างกัน (๕) การรักษาอานาจของตนเอง/
เผด็จการ (๖) การถูกกดข่ี ไม่ได้รับความเป็นธรรม (๗) ความกลัว การไม่มีปัญญาและการไม่ทาอะไรเลย
(๘) การไมย่ อมรบั ความจรงิ
ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ได้เรียนรู้ในการจาแนกสังคมท่ีเป็นอารยะและไม่เป็นอารยะ มีอย่าง
น้อย 3 ด้าน ไดแ้ ก่
1. กีฬา ในอดีตเต็มไปด้วยความรุนแรง เช่น การต่อสู้แบบนักรบ (Gladiator) ในสมัยโรมันเป็น
ความบันเทิงท่ีตัดสินด้วยความตาย ขณะที่กีฬาสมัยใหม่หลายประเภท อาทิ มวย บอล รักบี้ ฟันดาบ มีการ
ออกแบบกฎเกณฑ์เพอื่ ควบคุมป้องกันอนั ตรายของผูเ้ ลน่
2. การจัดการกับความขัดแย้ง มี 3 องค์ประกอบ (๑) ความรู้สึกมีเกียรติ: คู่ขัดแย้งต้องการ
ความรู้สึกมเี กียรติและเทา่ เทยี ม ไม่ว่าในความขัดแยง้ ใด (๒) การเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน: การใช้กาลังนา
ไปสู่ความสูญเสียปลายทาง คู่ขัดยังจึงหันมาใช้ปัญญาในการหาทางออกร่วมกัน (๓) กฎหมายกาชาดสากล:
สงครามมีอารยะ เพราะมีกฎเกณฑ์มากขึ้น นายอังรี ดูนังต์ (Henry Dunant) ชาวสวิสเซอร์แลนด์ ลงมือ
ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บด้วยตนเอง และขอร้องชาวบ้านในท้องถ่ินให้มาช่วยด้วย และน่ีเองเป็นจุดกาเนิดความคิด
ของการก่อต้ังองค์กรอาสาสมัคร “คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ” ขึ้นมา และเป็นที่มาของการออก
กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) ซ่ึงถือเป็นกฎหมายนานาชาติ องค์กรดังกล่าวมีภารกิจท่ัวโลกใน
การใหค้ วามชว่ ยเหลอื ผู้ทไ่ี ดร้ บั ผลกระทบจากการสู้รบและจากสถานการณค์ วามรนุ แรงอนื่ ๆ ซึ่งรวมถึงผู้ท่ีได้รับ
บาดเจ็บจากสงคราม ผู้ล้ีภยั เชลยสงครามและพลเรอื นที่ไดร้ บั ผลกระทบ
3. ขบวนการต่อตา้ นและปลดปลอ่ ยที่ไม่ใช้ความรุนแรง (Nonviolence) เช่น มหาตมะคานธี หรือ
ลีโอ ตอล สตอย (Leo Tolstoy) นกั คดิ นกั เขียนชาวรัสเซีย
คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC)๒ เป็นองค์กรอิสระ วางตัวเป็นกลาง และไม่ก้าวก่าย
ทางการเมือง ปฏิบัติภารกิจอย่างครอบคลุมในเกือบทุกภูมิภาคของโลก โดยมีหลักธรรมเนียมปฏิบัติในการ
ตอบสนองต่อความจาเป็นของผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อันสุ่มเส่ียงต่อปัญหาด้านมนุษยธรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะสู้รบและความรุนแรง สาหรับพื้นท่ีจังหวัดชายแดนภาคใต้ประเทศไทย ICRC
มาทางาน โดยไม่ได้อ้างกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) เพราะสถานการณ์ยังไม่ได้เข้ากรอบ
สงคราม/การสู้รบ แต่เข้ามาโดยภาระกิจการเผยแพร่ส่งเสริมกฎหมายและสิทธิชนพื้นฐานทางมนุษยธรรม



เบื้องต้นกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่าง
ประเทศและสิทธิขั้นพ้ืนฐานทางมนุษยธรรม เพราะมีจุดทับจุดซ้อนและจุดส่งเสริมกันอยู่ตลอดเวลา โดยมี
ใจความสาคัญ สรุปดังนี้ การเผยแพร่กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) เป็นหน้าที่ของรัฐตาม
อนุสัญญาเจนีวา ประเทศทุกประเทศท่ีลงนามจะต้องเผยแพร่กฎหมายนี้ในรัฐของตน ขณะเดียวกัน
คณะกรรมการกาชาดระหวา่ งประเทศ (ICRC) ก็มีพนั ธกจิ ทตี่ ้องสง่ เสรมิ กฎหมายน้ีดว้ ย

กฎหมายที่เกย่ี วกบั การสู้รบทง้ั หมดในโลกน้ี มี 2 แบบ คอื
1. กฎบัตรแห่งสหประชาชาติ (UN Charter) คือกติกาท่ีบอกว่า เม่ือใดรัฐจะเร่ิมเข้าสู่การสู้รบได้
เมอ่ื ใดทฝ่ี า่ ยต่างๆ จะเริ่มสู้รบได ้
2. กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) คือ กติกาในการบรรเทาผลจากการสู้รบและกากับ
ว่าแต่ละฝา่ ยจะสู้รบอยา่ งไรให้เกดิ ผลเสียหายน้อยทส่ี ดุ
กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL - International Humanitarian Law) หรือในอีกช่ือ
เรียกว่า กฎหมายว่าด้วยการพิพาททางอาวุธ หรือกฎหมายสงคราม เป็นส่วนสาคัญหนึ่งของกฎหมายระหว่าง
ประเทศทป่ี ระกอบไปดว้ ยกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มงุ่ คมุ้ ครองผู้ทไ่ี มส่ ามารถทาการสู้รบได้อีกต่อไป และมุ่งท่ีจะจากัด
วิธีการและวิถีทางในการสู้รบ ในช่วงเวลาท่ีมีการสู้รบเกิดขึ้น คือ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศท่ีใช้ใน
การสูร้บตามความหมายของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ คือ สนธิสัญญาระหว่างประเทศ หรือ
กฎเกณฑจ์ ารีตประเพณี ซ่ึงมุ่งหมายเป็นพิเศษท่ีจะใช้กับการแก้ปัญหาด้านมนุษยธรรม อันมีสาเหตุโดยตรงมา
จากการสู้รบ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์สู้รบระหว่างประเทศหรือการสู้รบที่ไม่ใช่ระหว่างประเทศก็ตาม เช่น
กฎเกณฑ์เก่ียวกับการจากัดสิทธิของฝ่ายต่าง ๆ ที่ทาการสูร้บในการเลือกใช้วิธีการหรือวิถีทางของการสู้รบ
รวมทั้ง การคุ้มครองบุคคลและทรัพย์สินท่ีได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ถือว่าเป็นเรื่องของกฎหมาย
มนุษยธรรมระหว่างประเทศทั้งสิ้น เป็นกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศท่ีร่างข้ึนมา เพ่ือบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น
จากสงคราม ไมไ่ ด้กาหนดวา่ เมื่อใดทร่ี ฐั สามารถใช้กาลังได้
กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) คือกฎหมายว่าด้วยการพิพาททางอาวุธ หรือกฎหมาย
สงคราม แบ่งเป็น 2 สาขา
๑. กฎหมายเจนีวา: ถูกทาขึ้น เพ่ือคุ้มครองทหารท่ีไม่สามารถเข้าทาการสู้รบได้อีกต่อไป รวมถึง
ผู้ทไี่ ม่มสี ่วนรว่ มในการสู้รบ เชน่ พลเรือน
๒. กฎหมายกรงุ เฮก: กฎกาหนดสิทธิหน้าทขี่ องผู้ที่เป็นฝ่ายในการสู้รบเก่ียวกับปฏิบัติการทางทหาร
และจากัดขอบเขตของวิถีทางในการสู้รบ
รฐั เท่านนั้ ทส่ี ามารถเป็นภาคีของอนุสัญญาเจนีวาสี่ฉบับและพิธีสารเพิ่มเติมสองฉบับนี้ได้ แม้กระน้ัน
ผู้มีส่วนเก่ียวข้องในสงคราม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐก็ยังอยู่ภายใต้ข้อบังคับของอนุสัญญา
เจนวี า รฐั ต่างๆ ทว่ั โลก รวมประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคอี นสุ ัญญาเจนีวาทั้งส่ีฉบบั แล้ว ซ่ึงแสดงให้เหน็ ถึงความ
เป็นสากลของอนุสัญญาดังกล่าว สาหรับพิธีสารเพิ่มเติมอีกสองฉบับก็มีรัฐถึง 167 รัฐ เข้าเป็นภาคีพิธีสาร
เพม่ิ เติม ฉบบั ท่ี 1 และอีก 163 รฐั เขา้ เป็นภาคพี ิธีสารเพ่ิมเติม ฉบบั ท่ี 2 ในวันเดยี วกนั



กฎหมายเจนวี า ค.ศ. 1949/2492 กฎหมายกรุงเฮก

“คมุ้ ครองบุคคล” “กาหนดวธิ ีการทางการสู้รบ”

๑. อนสุ ัญญาเจนีวา ฉบับที่ 1 (วา่ ด้วยการคมุ้ ครอง ๑. อนุสัญญากรงุ เฮกและกฎกตกิ ากรงุ เฮก

ทหารทบ่ี าดเจ็บ หรือเจบ็ ป่วยในการสงคราม (1899/1907) หรอื 2442/2450

ภาคพื้นดนิ ) ๒. อนุสัญญาเกย่ี วกบั ตา้ นอาวุธยทุ โธปกรณ์ (1980)

๒. อนสุ ัญญาเจนีวา ฉบับที่ 2 (วา่ ด้วยคมุ้ ครองทหาร (โดยรวมต้องใหก้ ารรักษาผู้บาดเจ็บ ไว้ชีวิตแก่

ทบ่ี าดเจ็บเจ็บปว่ ย หรอื เรืออัปปางในภาวะ นักโทษสงคราม คุ้มครองพลเรือน และห้ามใช้

สงครามทางนา้ ) อาวธุ ที่ทาให้บาดเจบ็ เกนิ จาเป็น)

๓. อนุสัญญาเจนวี า ฉบับที่ 3 (ว่าด้วยการคมุ้ ครอง

เชลยสงคราม)

๔. อนุสัญญาเจนีวา ฉบับท่ี 4 (วา่ ด้วยเรื่องการ

คมุ้ ครองพลเรือน ซ่งึ รวมถึง พลเรอื นในดินแดน

ทถี่ ูกยดึ ครอง)

พธิ สี ารเพม่ิ เติม ฉบบั ท่ี 1 และ 2 (1977) / ฉบับท่ี 3 (ว่าด้วยเร่ืองสัญลักษณ)์

สิทธิข้ันพื้นฐานทางมนุษยธรรมและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) สัมพันธ์กับ

สถานการณค์ วามขัดแยง้ ดงั นี้

๑. การสู้รบระหว่างประเทศ (IAC - International Armed Conflict) หมายถึง การสู้รบของ

กองกาลังทหารของรัฐ ต้ังแต่สองรัฐขนึ้ ไป (สงครามปลดแอกจดั อยใู่ นประเภทของการสู้รบระหว่างประเทศ)

๒. การสู้รบท่ีไม่ใช่ระหว่างประเทศ (NIAC - Non-International Armed Conflict) หมายถึง

การตอ่ สู้กันในดินแดนหน่ึงของรัฐหนึ่ง ระหว่างกองกาลังทหารกับกลุ่มติดอาวุธ หรือระหว่างกลุ่มติดอาวุธด้วย

กันเอง หลักในการพจิ ารณาว่าเป็นการสู้รบท่ีไม่ใช่ระหว่างประเทศหรือไม่ ต้องดูว่าการสู้รบนั้นอยู่ในขั้นรุนแรง

และกนิ เวลายืดเย้ือหรือไม่

๓. ความไม่สงบ หรือความตึงเครียดภายในประเทศ (Internal disturbances and tensions)

หมายถึง ลักษณะของเหตุการณ์ปั่นป่วนอย่างรุนแรงภายในประเทศอันเกิดจากการกระทาความรุนแรง

ซ่งึ ไมถ่ ึงขนาดการสู้รบ (เชน่ การจลาจล การต่อสู้ระหวา่ งกลุ่มตา่ งๆ หรือ การลกุ ฮือขนึ้ ตอ่ สู้กับรฐั บาล)

๔. ยามสันติ (Peace)

การบังคบั ใช้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

ก.ม.มนุษยธรรมระหวา่ ง ความตงึ เครยี ด กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL)
ประเทศ (IHL) หรอื ปญั หา ↓
ข้อ ๓ รว่ มอนุสัญญาเจนวี า อนสุ ญั ญาเจนวี า ๔ ฉบับ
พิธีสารเพิ่มเติม ฉบบั ที่ ๒ พิธีสารเพม่ิ เติม ฉบับท่ี ๑

กฎหมายภายในประเทศ การขดั กันด้วยอาวธุ
ยามสงบ

การส้รู บทีไ่ มใ่ ช่ระหวา่ ง การสูร้ บระหวา่ งประเทศ

ประเทศ (NIAC) (IAC)



กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศมีผลบังคับใช้ในสองสถานการณ์กล่าวคือ เป็นการเสนอระบบ
การใหค้ วามคุ้มครองในสถานการณส์ องประเภท ได้แก่

๑. การสู้รบระหว่างประเทศ (IAC) จะถูกนามาบังคับใช้กับผู้ท่ีเป็นฝ่ายในการสู้รบและมุ่งท่ีจะ
คมุ้ ครองปจั เจกชนทกุ คน หรอื กลุ่มบุคคลทไ่ี ม่มสี ่วนเกย่ี วขอ้ งในการสู้รบอีกตอ่ ไป

๒. การสู้รบที่ไม่ใช่ระหว่างประเทศ (NIAC) แม้จะมีพิธีสารเพิ่มเติมให้ ICRC มี ‘สิทธิในการ
แทรกแซง’ แต่กฎเกณฑ์ท่ีใช้ในการสู้รบภายในประเทศก็ยังมีความสมบูรณ์น้อยกว่ากฎเกณฑ์ท่ีใช้กับการสู้รบ
ระหว่างประเทศ แง่นกี้ ารส่งเสรมิ ระบบการให้ความคุ้มครองเปน็ ส่ิงทกี่ ระทาได้ยาก สาหรับการสู้รบในประเทศ
เน่ืองจากรัฐต่างๆ ยังคานึงถึงอธิปไตยของตนเป็นใหญ่ กล่าวเฉพาะประเทศไทยมีพระราชบัญญัติอาชญากร
สงคราม พ.ศ. 2488 ซึ่งเป็นกฎหมายท่ีเก่ามากและขาดการพฒั นาให้สมสมยั กับความขดั แยง้ ในประเทศ

หากการเคล่ือนไหวทางสังคมยกระดับให้สถานการณ์ไปเข้ากรอบนิยามการสู้รบภายในประเทศ
กต็ อ้ งยอมรบั การบงั คับใช้กฎหมายท่ีไม่สมบรู ณ์และการนากฎหมายล้าหลังมาบงั คับใช้ ซ่ึงอาจทา ให้พลรบของ
กลุ่มต่อต้านรัฐเสียสิทธิในหลายด้าน และอาจลิดรอนสิทธิของพลเรือนหลายประการ กฎหมายมนุษยธรรม
ระหว่างประเทศไม่สามารถใช้กับสถานการณ์ความรุนแรงท่ียังไม่ถึงขั้นสู้รบ ในกรณีเช่นนี้กฎหมายท่ีจะนามา
บังคับใช้ได้คือ กฎหมายสิทธิมนุษยชน รวมทั้งกฎหมายภายในอื่น ๆ ท่ีอาจนามาปรับใช้และเมื่อใด
ทส่ี ถานการณค์ วามขดั แย้งเขา้ สูส่ ถานการณ์ความขัดแย้งด้วยกาลังอาวุธ (Armed Conflict) ก็สามารถนาหลัก
กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศมาปรับใช้ได้โดยทันที ท้ังน้ีจะต้องมีการระบุหรือคลุม (Cover) พ้ืนที่
ความขัดแยง้ ให้ชดั เจน

ลาดับการบงั คับใช้กฎหมายสัมพันธก์ บั สถานการณ์ความขัดแยง้ หรือการละเมดิ กฎหมาย

การสูร้ บระหว่างประเทศ  กฎหมายมนษุ ยธรรม  สทิ ธิมนุษยชน
ระหว่างประเทศ
การสู้รบที่ไม่ใช่ระหวา่ งประเทศ
กฎหมายภายในประเทศ
ความไม่สงบหรอื ความตึงเครียด
ภายในประเทศ  (กฎหมายอาญา/กฎอยั การศกึ /พ.ร.บ.ความมนั่ คง/พ.ร.ก.ฉกุ เฉิน)
และกฎหมายสทิ ธมิ นุษยชนระหว่างประเทศ
 ยามสงบ

เส้นแบ่ง: เมอื่ ใดคอื สถานการณค์ วามขัดแยง้ ดว้ ยกาลังอาวุธ (Armed Conflict)
1. ไม่ตอ้ งมกี ารประกาศอยา่ งเป็นทางการ
2. นิยามหลากหลาย ตามกรอบอนสุ ัญญาระหวา่ งประเทศ เชน่
มาตรา 3 ร่วมอนุสัญญาเจนีวา (ICTY: intensity / organization) ระบุ “เป็นความขัดแย้งท่ีมีการ
ใช้อาวุธท่ีปรากฏเมื่อใดก็ตาม ท่ีมีกองกาลังระหว่างรัฐ หรือการใช้ความรุนแรงในระยะเวลาหน่ึงระหว่าง
เจ้าหน้าท่ีรัฐและกองกาลังท่ีมีการจัดต้ัง หรือระหว่างกลุ่มเหล่านั้นภายในรัฐ” คณะกรรมการกาชาดสากล
ได้ตีความไว้ว่า “ความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธที่ไม่ใช่ระดับนานาชาติคือ การเผชิญหน้าด้วยอาวุธท่ีเกิดขึ้นใน



ระยะเวลาหน่ึง ระหว่างกองกาลังของรัฐบาลและกลุ่มติดอาวุธหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งกลุ่ม หรือระหว่างกลุ่มติด
อาวุธในอาณาบริเวณของรัฐ (ที่เป็นภาคีของอนุสัญญาเจนีวา) การเผชิญหน้าด้วยอาวุธน้ันต้องไปถึงข้ันต่าสุด
ของระดับความตึงเครยี ด และฝ่ายท่ีเกยี่ วขอ้ งในความขัดแยง้ น้ันตอ้ งแสดงให้เหน็ ถึงขนั้ ตา่ สุดของการจัดต้งั

มาตรา 1 พิธีสารเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 (Territorial Control) หรือพิธีสารเพ่ิมเติมแห่งอนุสัญญา
เจนีวา 1949/2492 ว่าด้วยการปกป้องเหย่ือในความขัดแย้งท่ีมีการใช้อาวุธท่ีมิใช่ระดบันานาชาติ
(Protocol Additional to the Geneva Conventions of 12 August 1949, and relating to the
Protection of Victims of Non-International Armed Conflicts (Protocol II) ระบุว่า ต้องมีการคุมพื้นที่
ของค่ขู ัดแยง้ ทช่ี ดั เจน มีการเข้าบกุ รกุ ยดึ ครองเขตแดนกนั หรอื ไม่

ธรรมนูญกรงุ โรม 1998/2541 (Rome Statue 1998) ศาลโลกวางบรรทัดฐานคล้าย ๆ มาตรา
3 ร่วมอนุสัญญาเจนวี า คือการเผชิญหนา้ ด้วยอาวธุ ทเ่ี กดิ ขึ้นในระยะเวลาหน่ึงระหว่างกองกาลังของรัฐบาลและ
กลุม่ ตดิ อาวธุ หนึ่ง หรอื มากกวา่ หน่ึงกลุ่ม รวมทง้ั ระบุพนื้ ทแี่ หง่ สิทธิแหง่ ความขดั แยง้ ชดั เจน

ความขดั แยง้ ทม่ี ีการใช้อาวุธท่ีไมใ่ ช่ระดบั นานาชาติ มีลักษณะสาคญั 3 ประการ คอื
1. เกิดข้ึนภายในอาณาบริเวณของรัฐใดรฐั หนึ่ง
2. มีการใช้กาลังอาวุธเป็นระยะเวลาหน่ึงระหว่างกองกาลังของรัฐและกลุ่มกองกาลังติดอาวุธ หรือ
ระหวา่ งกลมุ่ ตดิ อาวธุ เหล่านั้น
3. กลุ่มเหล่านั้น ต้องมลี ักษณะการจัดต้งั ภายในกลุ่ม

รูปแบบของกฎหมาย ซ่ึงจะใช้ต้ังแต่ยามสันติ (Peace) ถึงการขัดกันด้วยอาวุธ กฎหมายภายใน
รูปแบบต่างๆ จะถูกใช้ยู่ตลอดเวลา รวมท้ังกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (IHRL) ในยามสันติภาพ
ก็ถูกใช้เต็มรปู แบบเชน่ กนั เมอื่ มีสงคราม/การสู้รบ มีเหตคุ วามไม่สงบหรือความตึงเครียดภายในประเทศ รัฐก็มี
อานาจในการ ‘ยกสิทธิ์’ หลายตัวได้แง่หน่ึง การขดั กันด้วยอาวุธในยามสงคราม (Armed Conflict) การบังคับ
ใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนจะลดลงไป และใช้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) เพิ่มขึ้นมาใน
ลักษณะนี้

ความตึงเครียดภายในประเทศที่ยังไม่ถึงข้ันการขัดกันด้วยอาวุธ ตัวชี้บ่งหน่ึง คือ การใช้กาลังทหาร
เพ่ือรักษาความสงบสุข (law and order) ไม่ได้แปลว่า เข้าสู่สถานการณ์การขัดกันด้วยอาวุธเสียท้ังหมด
อาจจะหมายถึง ความตึงเครยี ดได้เป็นนยิ ามที่ไมไ่ ดเ้ ขียนไว้ชดั เจน ความคลมุ เครอื น้ีมีมาตง้ั แต่สมัยร่างกฎหมาย
มนษุ ยธรรมระหว่างประเทศเลย กล่าวคือ การมีทหารประจาการอยู่ที่ไหน ไม่ได้แปลว่า เข้าสู่สถานการณ์การ
ขัดด้วยอาวุธ (Armed Conflict) เสมอไป ทว่าอยู่ที่บทบาทของกองกาลังทหาร และน่ีคือส่ิงท่ีทาให้กฎหมาย
มนุษยธรรมระหว่างประเทศต่างจากกฎหมายสิทธิมนุษยชนมากที่สุด กฎหมายสิทธิมนุษยชนสามารถยกเลิก
สทิ ธบิ างอย่างได้ แตก่ ฎหมายมนษุ ยธรรมไม่สามารถระงับช่ัวคราวได้ ถูกนามาใช้ตอ้ งใช้ทงั้ หมด



กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ แบ่งการคมุ้ ครองเป็น 2 กลมุ่ หลัก คอื
๑. พลรบ เมื่อบาดเจบ็ เจ็บป่วย เรอื อัปปางและเมือพลรบกลายเป็นเชลยศึก
๒. พลเรือน พลเรือนต่างชาติบนดินแดนของอีกฝ่ายท่ีมีการสู้รบกัน รวมทั้งผู้ล้ีภัย พลเรือนใน
ดนิ แดนทถี่ กู ยึดครอง พลเรอื นทถ่ี ูกคุมขังและถูกกักกัน คนที่ไม่ได้ถืออาวุธต่อสู้ ไม่แต่งเครื่องแบบรับการบังคับ
บัญชาในกลุ่มกองกาลังติดอาวุธ รวมทั้งเจ้าหน้าท่ีทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด้านศาสนา เจ้าหน้าท่ีด้าน
มนุษยธรรม ส่ือสารมวลชน เจ้าหน้าทีร่ ักษาสันตภิ าพจะได้รบั การคุ้มครองเปน็ พิเศษ

การบงั คับใช้กฎหมายมนษุ ยธรรมระหว่างประเทศ มีหลักสาคัญ 3 ประการ คอื
๑. หลักการแบ่งแยก (Distinction) ที่ต้องแยกให้ชัดระหว่างพลรบ พลเรือน วัตถุทางทหาร และ
วตั ถขุ องพลเรือน รวมท้ังจะตอ้ งโจมตีได้ แตเ่ ฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น โดยหลักการน้ี

พลรบ มอี งคป์ ระกอบ 4 ประการ คอื
(1) มผี ู้บงั คับบัญชา สามารถเข้ารว่ มในการสู้รบไดอ้ ยา่ งถูกกฎหมาย
(2) ถืออาวุธโดยเปดิ เผย
(3) แตง่ กายด้วยเครื่องแบบ ซ่ึงแสดงให้เหน็ เด่นชัดว่า ตนเองไม่ใชพ่ ลเรือน เป็นเปา้ หมายได้
ตลอดเวลา
(4) ไมโ่ ดนดาเนินคดีตามกฎหมายอาญาภายในประเทศ เคารพกฎหมายสงคราม
หากมกี ารขา้ มเส้นแบ่ง เช่น ถ้าพลรบไม่แตง่ เคร่ืองแบบ ไม่ถืออาวธุ จะเปน็ อย่างไร ขอให้พงึ
ตระหนักวา่ ภายในกรอบคดิ ของกฎหมายมนษุ ยธรรมระหว่างประเทศ คนที่สามารถเข้าร่วมการสู้รบ คือพลรบ
อันเป็นเป้าหมายของการสู้รบ ดังนั้น เม่ือเป็นพลรบจะสามารถถูกยิงได้ตลอดเวลา (ต่างจากกฎหมาย
สิทธิมนุษยชนท่ีมีการใช้ปืนหรืออาวุธเป็นข้ันสุดท้าย) พลรบฝั่งคู่ตรงข้ามน้ันเป็นเป้าหมายท่ีถูกต้องตาม
กฎหมาย แต่เมอื่ ใดทย่ี งิ พลรบที่ไม่แต่งเครอ่ื งแบบ ไม่ถืออาวธุ พลรบ คนที่ยิงจะถกู ดาเนินคดีทางอาญา เพราะ
ถือว่าคนท่ี ถูกยิงไม่ใช่พลรบแล้ว และสามารถนาเข้ามาดาเนินคดีทางอาญาผิดกฎหมายท่ัวไปได้ อันเป็น
จดุ ออ่ นของพลรบ
พลเรือน ต้องได้รับการคุ้มครองจากการโจมตีโดยการพุ่ง เป้าไปที่พลเรือนเป็นความผิด และ
จะสูญเสียสถานะเป็นพลเรอื นเมื่อเขา้ มามสี ่วนร่วมในการสู้รบ โดยพิจารณา 3 ประการ
(1) การกระทา (actions) เมื่อใดท่ีพลเรือนเข้ามามีส่วนรบ ทาให้คู่ต่อสู้เกิดความเสยีหาย
โดยต้ังใจ
(2) มเี จตนาท่ีจะทา
(3) สิ่งท่ีทากับผลท่ีเกิดข้ึน สืบเนื่องเชื่อมต่อกัน (direct link) เช่น เป็นคนดูต้นทาง เป็นคน
ช้ีเปา้ หมาย ในลักษณะทาให้เกิดผลเสยีหายตอ่ ฝ่ายตรงข้าม เมอื่ นั้นเขาสูญเสียสถานะพลเรือนสามารถถูกโจมตี
ได้ ดา้ นกลับกัน หากเขาไปโจมตีใครกถ็ กู ดาเนินคดีเช่นกนั
วัตถุทางทหาร คอื วัตถุทใี่ ชใ้ นการรบ เพื่อการรบ
วัตถุพลเรือน คอื วัตถุทใ่ี ชใ้ นพลเรือน



ความคลุมเครือในการแยกแยะ ‘พลรบ’ และ ‘พลเรอื น’
เจ้าหน้าท่ีภาคสนาม ICRC อธิบายขยายความคลุมเครือในการแยกแยะ ‘พลรบ’ และ
‘พลเรือน’ ว่าช่วงการร่างกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) ตารวจไม่ได้เป็นพลรบ เพราะบทบาท
หน้าที่ตารวจใช้ในยามสงบ รักษาความสงบสุข (peace) ไม่มีหน้าที่ในการสู้รบ ดังน้ัน ในพื้นท่ีความขัดแย้ง
จึงเป็นเร่ืองที่ท้าทายตารวจว่า จะดารงการปฏิบัติการตามหน้าที่อย่างไร ‘พลรบ’ โดยองค์ประกอบน้ัน
ต้องแต่งเครื่องแบบและถืออาวุธ แต่กระน้ันมีช่วงที่เขาเป็นคนธรรมดาใส่เส้ือลาลอง พาลูกขับรถไปเที่ยว
ซ้ือของในตลาด เขาคือ ‘คนธรรมดา’ ณ ขณะที่ถอดเคร่ืองแบบ ซ่ึงต่างจากพื้นที่สู้รบ/สงคราม ‘พลรบ’ จะ
ปฏิบัติการอยูใ่ นฐานตลอด 24 ช่ัวโมง เพราะเปน็ พื้นทปี่ ระกาศสงครามแล้ว และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่าง
ประเทศ (IHL) บงั คับใช้อยา่ งเตม็ รปู แบบ กฎหมายสงครามขาดการพัฒนาให้ทันสมัยกับสถานการณ์
๒. หลักความได้สัดส่วน (proportionality) คือ การพยายามรักษาสมดุลระหว่าง 2 หลักการท่ี
แตกต่างกัน กล่าวคือ ‘ความจาเป็นทางทหาร’ และ ‘ความจาเป็นทางด้านมนุษยธรรม’ โดยเฉพาะอย่างย่ิง
เมอื่ ปรากฏวา่ บรรดาสิทธิและข้อหา้ มตา่ ง ๆ ขาดลักษณะทเี่ ด็ดขาดชัดเจนตายตัว
๓. หลักการใช้ความระมัดระวัง (Precaution) รัฐต้องใช้ความระมัดระวังบอกฝ่ายพลเรือนให้
ได้มากท่ีสุด เพื่อหลีกเล่ียงการโจมตีใด ๆ ท่ีจะกระทบถูกพลเมืองให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะต้องแบ่งแยกพื้นที่และ
ปฏิบัติการของพลรบและพลเรือนอย่างได้สัดส่วน บนฐานของหลักการมนุษยธรรม เช่น ถ้าจะระเบิดคลังแสง
อาวธุ สักแห่งหน่ึง อาจจะมีประชาชนอยู่ตรงนั้นและได้รับผลกระทบบ้าง เพ่ือการทาลายจุดนั้น โดยหลักความ
ระมัดระวัง รัฐต้องใช้ความระมัดระวัง บอกฝ่ายพลเรือนให้ได้มากท่ีสุด เพ่ือหลีกเล่ียงการโจมตีใด ๆ ที่จะ
กระทบถูกพลเมืองให้ได้มากที่สุด ถ้าความจาเป็นและผลลัพธ์ท่ีได้คุ้มค่ากว่า คือ การสูญเสียพลเรือนตรงน้ัน
อาจเปน็ เรื่องทยี่ อมรับได ้
บทลงโทษการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ มสี องระดับ คอื
(1) ระดับระหว่างประเทศ เป็นอานาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่การท่ีจะขึ้นศาลอาญา
ระหว่างประเทศได้ แปลวา่ ศาลในประเทศต้องไม่สามารถดาเนินคดีได้ ไม่มีความสามารถ พร้อมท่ีจะดาเนินคดี
ได้หรือว่ามีเหตุใดท่ีทาให้ไม่สามารถดาเนินคดีได้ จึงต้องไปท่ีศาลอาญาระหว่างประเทศ เช่น สถานการณ์
ถกู ยกระดับเป็นการสู้รบระหวา่ งประเทศ การโจมตเี ป้าหมายพลเรือนโดยตรงกเ็ ป็นความผิดชัดเจน
(2) ระดับในประเทศ มีพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ. 2488 จัดทาขึ้นหลัง
สงครามโลก ครงั้ ท่ี 2


ความขดั แย้งท่ีมกี ารใชอ้ าวุธทีไ่ มใ่ ช่ระดบั นานาชาติ กรณีจงั หวัดชายแดนภาคใต้
1. เกดิ ขึ้นภายในอาณาบรเิ วณของรฐั ใดรฐั หนง่ึ

ท่ีมา https://www.islammore.com/images/demo/map3pv.jpg

๑๐

๑๑
2. มีการใช้กาลังอาวุธเป็นระยะเวลาหนึ่งระหว่างกองกาลังของรัฐและกลุ่มกองกาลังติดอาวุธ หรือ
ระหว่างกลุ่มตดิ อาวุธเหล่าน้นั

วนั ที่ 4 มกราคม 2547 เกดิ เหตุการณ์คนรา้ ยบุกปล้นปนื จากกองพันพฒั นาที่ 4 ค่ายกรมหลวง
นราธิวาสราชนครินทร์ (ค่ายปิเหล็ง)๕ ตาบลปิเหล็ง อาเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ทาให้มีทหารเสียชีวิต
4 นาย และมีอาวุธปืนหายไป 413 กระบอก โดยทวงคืนมาได้เพียง 94 กระบอก หรือไม่ถึงหนึ่งในส่ี
หลังเหตุการณ์ ‘ปล้นปืน’ รัฐบาลก็ประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางพื้นท่ีของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่
จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา และจังหวัดปัตตานี ทาให้หลายคนถือเหตุการณ์น้ันเป็นจุดเร่ิมต้นของ ‘ไฟใต้’
ท่ีมมี าตอ่ เน่อื งจนถงึ ปัจจบุ ัน เปน็ เวลา 18 ปีเต็ม (๒๕๔๗-๒๕๖๕) รัฐบาลยังได้ทุ่มกาลังเจ้าหน้าที่นับหมื่นนาย
ลงมาในพื้นที่ ออกกฎหมายพิเศษอีก 2 ฉบับ เพื่อมาใช้บังคับแทนกฎอัยการศึกในบางพ้ืนท่ีและบางช่วงเวลา
ได้แก่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (ออกมาในปี 2548) และ พ.ร.บ.ความม่ันคง (ออกมาในปี 2551) และตั้งงบประมาณ
เพ่ือแกไ้ ขปญั หานี้ไปแล้วเกินกว่า 3 แสนล้านบาท แต่สถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง แม้จะผ่านรัฐบาลมา
7 ชุด ทง้ั ทม่ี าจากการเลอื กตั้งและรัฐประหาร มีนายกรัฐมนตรีท้ังพลเรือนและทหาร ข้อมูลจาก Deep South
Watch ระบวุ า่ นบั แตเ่ หตุการณ์ปล้นปืนเดือนมากราคม ๒๕๔๗ – เดือนพศจิกายน 2564 มีเหตุการณ์ความ
ไม่สงบเกิดขึ้น 21,270 คร้ัง เสียชีวิต 7,305 คน และบาดเจ็บอีก 13,563 คน ไม่เพียงความสูญเสียด้าน
ชีวิตและทรัพย์สินเท่าน้ัน ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนในพื้นท่ีในมิติต่างๆ ท้ังเกิดความไม่ไว้วางใจข้ึนใน
ชุมชนที่คนซ่ึงแตกต่างหลากหลายเคยอยู่ร่วมกันได้ มีคนจานวนมากย้ายออกจากพื้นที่ เศรษฐกิจซบเซา
ความยากจน 3 จังหวัดอยู่ในลาดับต้นๆ ของจังหวัดท่ียากจนท่ีสุดในประเทศ คนรุ่นใหม่หนีไปหางานทานอก
พื้นท่ี ทั้งในไทยและมาเลเซยี

ทม่ี า https://thematter.co/brief/164187/164187#:~:text

๑๒

ทม่ี า https://www.isranews.org/article/south-news/south-slide/96201-roadmapbrn.html
ยุทธศาสตร์ของบีอาร์เอ็นที่กาหนดข้ึนใหม่๔ วางกรอบเวลาการต่อสู้และเดินสู่เป้าหมายสุดท้าย

คือ ปลดปล่อยปาตานี ระหว่างปี 2551-2580 มีเป้าหมายหลักคือการเจรจาสันติภาพ แต่หากไม่สาเร็จก็มี
เปา้ หมายรอง ได้แก่การเปน็ "คู่สงคราม" กรอบเวลา 20 ปี แบ่งหว้ งเวลาดาเนนิ การออกเป็น 2 ชว่ ง คอื

ช่วงแรก ระหว่างปี 2551-2570 บีอาร์เอ็นมสี ถานภาพเป็นองคก์ รลบั มีแผนงาน 2 ขน้ั ตอน คือ
ข้ันที่ 1 มีแกนหลัก ผู้นาหรือผู้สังการ เป็นผู้วางระบบ ใช้ประเทศมาเลเซียเป็นฐานการ

ตอ่ สู้ทางยุทธศาสตร์
ข้ันที่ 2 จัดต้ังทหารเด็กเป็นกองกาลังท่ีนาไปสู่สถานการณ์ขัดแย้งโดยใช้อาวุธ (armed

conflict) เพอ่ื ให้องค์กรตา่ งชาตเิ ข้าแทรกแซงได้
ช่วงท่ี 2 ระหวา่ งปี 2571 -2580 มแี ผนงานอกี 2 ขั้นตอน ต่อเนอ่ื งจากชว่ ง 10 ปีแรก
ขัน้ ท่ี 3 มียวุ มวลชนออกมาเคล่อื นไหว เพือ่ ให้ตา่ งประเทศเขา้ มาเกย่ี วข้องแสดงบทบาท

และบังคับใช้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ( IHL; International Humannitarian Law) เพื่อนา
คู่ขดั แยง้ ส่กู ระบวนการเจรจาสนั ตภิ าพ

ข้นั ที่ 4 ได้รบั การสนบั สนุนจากประเทศมหาอานาจ เพอื่ นาไปสู่การแบ่งแยกดนิ แดน
และประกาศเอกราชในการปกครองปาตานีของขบวนการบีอารเ์ อ็น

๑๓
3. กลุม่ เหล่านัน้ ตอ้ งมลี กั ษณะการจดั ต้ังภายในกลุ่ม

ทมี่ า https://www.isranews.org/article/south-news/south-slide/96201-roadmapbrn.html

ท่มี า https://www.isranews.org/article/south-news/south-slide/96201-roadmapbrn.html

๑๔

แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี หรือ BRN๔ อุดมการณ์ คือ "เอกราช" และการ "ปลดปล่อย
ปาตานี" องค์กรน้ีมีองค์ประกอบ 3 สว่ นสาคญั

ส่วนที่ ๑ คือ สภาซูรอ มีหน้าที่กาหนดยุทธศาสตร์ และบางส่วนเป็นผู้นาทางจิตวิญญาณ พานักอยู่
ในประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วยประธาน, หัวหน้าคณะที่ปรึกษา, ท่ีปรึกษาฝ่ายทหาร การเมือง เศรษฐกิจ
ศาสนา และเลขาธิการ

ส่วนที่ 2 คือ กองกาลัง มีลักษณะเป็น "องค์กรลับ" มีการตัวกาหนดหัวหน้ากองกาลัง หัวหน้าเขต
หัวหน้าโซน หัวหน้าพื้นท่ี หัวหน้า kompi (กองร้อย) หัวหน้า platong (หมวด) และอาร์เคเค (หน่วยรบแบบ
จรยุทธ์)

ส่วนท่ี 3 คือ การจัดตั้งเด็กเยาวชนเป็นแนวร่วมปฏิวัติ โครงสร้างของบีอาร์เอ็น แบ่งเป็น กลุ่มผู้นา
สาคัญ มี 3 คน คอื (๑) ประธานใหญ่ (๒) เลขาธกิ าร และ (๓) หัวหน้าคณะที่ปรึกษา ลาดับถัดมาเป็นสภาซูรอ
มี 8 คน เป็นคณะท่ีปรึกษา 4 ฝ่าย คือ ฝ่ายทหาร ฝ่ายการเมือง ฝ่ายเศรษฐกิจ และฝ่ายศาสนา ถัดลงมาเป็น
"ศูนย์การนา" (DPPP) และ "สภาองค์กรนา" (DPP) แยกเป็นฝ่ายทหาร ฝ่ายเยาวชนชายและหญิง
ฝ่ายการเมือง ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายการเงินและฝ่ายประสาน โครงสร้างถัดมาเป็น
"ส่วนส่ังการ" (DPK) หรือ "คณะบริหารกลาง" ทาหน้าที่บัญชาการกองกาลัง มีทีมเยาวชนชายและหญิง ฝ่าย
สตรี ฝ่ายการเมือง ทีมโฆษก ฝ่ายการเงิน ฝ่ายการศึกษาและฝ่ายประสาน โครงสร้าง "ส่วนปฏิบัติ" มีระดับ
บัญชาการกองร้อย (DW) แยกเป็น "ระดับเขต" ทีมเยาวชนชายและหญิง ฝ่ายสตรี ฝ่ายการเมือง ทีมโฆษก
ฝ่ายการเงิน และฝ่ายสนับสนุน และระดับพ้ืนที่ (DD - กองรอ้ ยและหมวด) แยกฝ่ายเหมือนระดับเขต บุคคลใน
ผังโครงสร้างขบวนการท้ังหมดนี้ มีอยู่ 6 คนที่ปรากฏตัวในคณะพูดคุยเพ่ือสันติสุขฯ โดยร่วมโต๊ะพูดคุยกับ
รัฐบาลไทยในปัจจุบัน ประกอบด้วย เลขาธิการขบวนการบีอาร์เอ็น, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ในศูนย์การนา,
ฝ่ายเยาวชนในสภาองค์กรนา, ฝ่ายการเมืองในส่วนสั่งการ (อุสตาซ หีพนี มะเร๊ะ หัวหน้าคณะพูดคุยฯ),
ฝ่ายการเมอื งในระะดับเขต และฝา่ ยเยาวชนในระดับพ้ืนท่ี

โครงสร้างการจัดต้ังองค์กรมวลชนของขบวนการ BRN-Coordinate๓ ซึ่ง “ทับซ้อน” การจัดตั้งการ
ปกครองของรัฐไทย (๑) ระดับหมู่บ้านหมู่บ้าน/ชุมชน เรียก “อาเยาะห์” (๒) ระดับเขตหรือตาบล เรียก
“กูมิต” หรือ “ลีการัน” (๓) ระดับอาเภอ เรียก “สกอม” หรือ “แดอาเราะห์” (๔) ระดับจังหวัด เรียก
“สะกอมเวล” หรือ “วีลายะห์” (๕) ระดับภาค หรอื เขตมณฑล เรียก “กัส”

การจัดตั้งในระดับพ้ืนฐาน คือ “อาเยาะห์” เป็นหลัก นอกจากจะวางโครงสร้างการจัดตั้งองค์กร
มวลชนแล้วยังมีการจัดวาง “กองกาลังติดอาวุธ” เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์การปฏิวัติ การจัดกาลัง หรือกาลัง
ติดอาวธุ ในระดบั “หม่บู า้ นจัดตง้ั ” หรือ “อาเยาะห์” สว่ น “ตาบลจดั ตงั้ ” หรือ “ลีกาลัน” จะอยู่ใต้การปกป้อง
ดูแล และสนับสนุนจากกล่มุ ประชาชนจดั ตง้ั ถือเปน็ “ทหารประชาชน” หรอื “The people Army”

การสร้างและพัฒนาอานาจรัฐซ้อนในหมู่บ้านจัดต้ัง หรือ “อาเยาะห์” คือ การกดดัน คุกคาม ข่มขู่
และลอบสังหารกานัน-ผ้ใู หญบ่ ้าน ซง่ึ เปน็ ตัวแทนของอานาจรฐั ไทยให้ยอมจานนต่ออานาจทบั ซ้อน

ทบาทภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของ “กลุ่มนักรบประจาถิ่น” (RKK : Runda Kampulan
Kejel) ถือเป็น “หน่วยทหารระดับอาเยาะห์” ซึ่งผ่านการฝึกหลักสูตรอาร์เคเคในอาเยาะห์ บ้านพักหัวหน้า

๑๕

กลมุ่ หรือสมาชกิ คนใดคนหน่ึง คอื ศูนย์ควบคมุ สงั่ การและรวมพล กลุ่มอาร์เคเคจะปฏิบัติภารกิจจากง่ายไปหา
ยาก เพ่ือส่ังสมประสบการณ์ พร้อมๆ กับการพัฒนาท้ังทักษะและจิตใจไปเป็นกลุ่ม “นักรบหลัก” หรือ
คอมมานโด

บทบาทภาระหน้าทแ่ี ละความรับผิดชอบของกลุ่มนักรบหลกั คือ
1. ปฏบิ ตั กิ ารทางทหารในระดบั ลีการนั
2. ปฏบิ ตั กิ ารต่อ “เป้าหมายแขง็ แรง” ในเขตรบั ผดิ ชอบ
3. ปฏิบตั กิ ารร่วมกับกล่มุ นกั รบประจาถ่นิ (อารเ์ คเคในระดับอาเยาะห)์
4. ปอเนาะในอาเยาะห์ คือ พืน้ ท่ีพกั พงิ รวมพลของกล่มุ นกั รบหลัก
5. ปฏบิ ตั หิ นา้ ทเ่ี ป็น “ครูฝึก” ในขัน้ การฝกึ ให้แก่กาลงั ทจี่ ัดต้ังมาใหม่
6. ทาหน้าที่เป็นหน่วยควบคุมบังคับบัญชา และส่ังการปฏิบัติของหน่วยกาลังในระดับอาเยาะห์
(อาร์เคเค)
บทบาทภาระหน้าทีข่ องกลมุ่ สนบั สนนุ หรือทหารบา้ น (ตุรงแง) ในพ้นื ที่ คือ
1. สบื ข่าวความเคลื่อนไหวของเจา้ หนา้ ท่ีรฐั และสมาชิกในอาเยาะหท์ ุกคนท่ีมีพฤติกรรมเช่ือมโยงกับ
เจ้าหนา้ ที่รฐั รวมทงั้ พฤตกิ รรมของกานนั ผใู้ หญ่บ้าน และผนู้ าศาสนาภายในอาเยาะห์
2. ชว่ ยเหลอื สนบั สนุนปฏบิ ตั ิการทางทหารแก่กลุ่มนักรบด้วยการจัดหาอาวุธจากแหล่งซุกซ่อน และ
จดั เกบ็ อาวธุ ท่ีใชป้ ฏบิ ตั กิ ารและอาวุธทีย่ ดึ ได้จากเจา้ หน้าที่ รวมถงึ ขดั ขวางปฏบิ ัติการของเจ้าหน้าทท่ี กุ วิถีทาง
3. เป็นหน่วย “โฆษณาชวนเช่ือ” โดยเฉพาะใน “ร้านน้าชา” หรือออกใบปลิวเถ่ือนเพื่อบิดเบือน
ขอ้ เท็จจรงิ ทเ่ี กิดข้นึ โดยใส่ร้ายป้ายสเี จา้ หนา้ ท่รี ัฐใหป้ ระชาชนรู้สกึ เกลยี ดชงั เจา้ หน้าที่รฐั
4. เป็นหน่วย “ควบคุมมวลชน” ในอาเยาะห์ เช่น ขับเคลื่อนมวลชนเพ่ือต่อต้านและตอบโต้อานาจ
รฐั

กระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงเม่ือเดือนกันยายน 2554 โดยกล่าวในตอนหน่ึงว่า “ปัญหา
จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่เป็นความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ (Armed conflict)”๖ ด้วยเหตุผลที่ว่า
(๑) ไม่มีกลมุ่ ใดรับผดิ ชอบตอ่ เหตุการณค์ วามรุนแรงท่ีเกิดขึ้น (๒) ผู้ก่อเหตุปฏิบัติในทางลับไม่เปิดเผย (๓) ไม่มี
หลักฐานว่ามีการบังคับบัญชาทางทหาร (๔) ไม่มีพื้นที่ใดถูกควบคุมโดยกลุ่มหน่ึงกลุ่มใด (๕) เหตุการณ์ส่วน
ใหญ่เป็นอาชญากรรมท่ัวไป เพราะฉะนั้น หากจะมีการชี้นาของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพื่อทาการส่ือไปยังองค์กร
ระหวา่ งประเทศเพื่อต้องการให้เห็นว่า ปัญหา จชต. เป็นความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ (Armed conflict) ไม่เป็น
ความจริงแต่ประการใด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จชต. มิได้เป็นการขัดกันด้วยอาวุธภา ยในประเทศ
(Internal Armed conflict) หรือการขัดกันด้วยอาวุธท่ีมิใช่ระหว่างประเทศ (Non Internal Armed
conflict) แต่เป็นเพียงการรักษาความสงบเรียบร้อยและเป็นการบังคับใช้กฎหมายภายใต้กฎหมายอาญา
ภายในประเทศ (Domestic Criminal Law) เท่าน้นั

๑๖

ในขณะเดียวกัน องค์การระหว่างประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศที่ดาเนินการด้าน
มุษยธรรมระหว่างประเทศภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หรือกฎหมายสงคราม ได้หล่ังไหลเข้า
มาดาเนินงานในพื้นท่ีจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยเหตุการณ์ข้างต้น แม้ว่าองค์กรดังกล่าว จะบอกว่า “จังหวัด
ชายแดนภาคใต้มิใช่พ้ืนที่ขัดกันด้วยอาวุธก็ตาม” แต่การปฏิบัติงานเสทือนเป็นพื้นท่ีการขัดกันด้วยอาวุธท่ีมิใช่
ระหว่างประเทศ (Non Internal Armed conflict) ทั้งน้ี องคก์ รดงั กลา่ ว พจิ าณาองค์ประกอบที่เพิ่มเข้ามาคือ
ความรนุ แรงและความยดื เย้อื ของการใชก้ ฎหมายพิเศษ

๑. นับแต่เหตุการณ์ปล้นปืนเดือนมากราคม ๒๕๔๗ – เดือนพศจิกายน 2564 มีเหตุการณ์ความ
ไม่สงบเกดิ ขึ้น 21,270 ครงั้ เสียชีวิต 7,305 คน และบาดเจบ็ อกี 13,563 คน

๒. รัฐบาล ออกกฎหมายพิเศษอีก 2 ฉบับ เพื่อมาใช้บังคับแทนกฎอัยการศึกในบางพื้นที่และ
บางช่วงเวลา ได้แก่ พ.ร.ก.ฉุกเฉนิ (ออกมาในปี 2548) และ พ.ร.บ.ความมัน่ คง (ออกมาในปี 2551)

สองประเด็นน้ี เป็นประเด็นที่องค์การระหว่างประเทศให้ความสนใจในปัญหาจังหวัดชายแดน
ภาคใต้

๑๗

อ้างอิง

๑ Dr.Norbert Ropers. ๒๕๕๙. “ขัดแยง้ อยา่ งมีอารยะกับหลักมนษุ ยธรรมระหวา่ งประเทศ” ขัดแยง้ อยา่ งมี
อารยะกบั หลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) พืน้ ท่กี ลางสร้างสนั ติภาพจากคนใน. เขา้ ถึงขอ้ มลู ได้จาก
https://peaceresourcecollaborative.org/wp-content/uploads/2020/04/IPP-20.pdf
วนั ท่สี ืบคน้ ข้อมลู ๗ มนี าคม ๒๕๖๕.
๒ สัณหวรรณ ศรสี ด. ๒๕๕๙. “หลักคดิ แนวปฏิบัตแิ ละขอ้ ถกเถยี งเกี่ยวกบั กฎหมายมนุษยธรรมระหว่าง
ประเทศ กฎหมายสิทธิมนษุ ยชนระหว่างประเทศและสิทธิมนษุ ยชนในกฎหมายไทยในพ้ืนทข่ี ัดแย้งรุนแรง”
ขัดแยง้ อย่างมีอารยะกับหลกั มนุษยธรรมระหวา่ งประเทศ (IHL) พืน้ ท่ีกลางสรา้ งสนั ติภาพจากคนใน.
เข้าถงึ ข้อมลู ไดจ้ าก https://peaceresourcecollaborative.org/wp-content/uploads/2020/04/
IPP-20.pdf วันทส่ี บื ค้นข้อมลู ๗ มนี าคม ๒๕๖๕.
3 ไพศาล รัตนะ และ สุพชิ ฌาย์ จนั ตะ๊ ปา. ๒๕๕๐. ผา่ แผน BRN สมุ “ไฟใต”้ อานาจซอ้ น…สู่รัฐปตั ตานี.
http://www.komchadluek.net/2007/04/mili/u001_109234.php?news_id=109234
เขา้ ถงึ ข้อมลู ได้จาก https://thai2unity.wordpress.com/2007/04/24/hello-world/ วนั ที่สืบคน้ ขอ้ มูล
๙ มนี าคม ๒๕๖๕.
๔ สานกั ขา่ วอิศรา ศูนยข์ า่ วภาคใต.้ ๒๕๖๔. เจาะยทุ ธศาสตร์ BRN เตรยี มเปิดตวั ดึงโลกลอ้ มไทย.
เข้าถงึ ข้อมลู ไดจ้ าก https://www.isranews.org/article/south-news/south-slide/96201-
roadmapbrn.html วนั ทสี่ ืบค้นข้อมูล ๙ มนี าคม ๒๕๖๕.
๕ The MATTER. ๒๕๖๕. 18 ปี เหตกุ ารณ์ ‘ปล้นปืน’ ค่ายทหาร จดุ เรม่ิ ต้นไฟใต้ที่ไมร่ เู้ ม่ือไรจะสน้ิ สุด.
เข้าถึงขอ้ มลู ได้จาก https://thematter.co/brief/164187/164187#:~:text วันทส่ี บื คน้ ข้อมูล
๙ มีนาคม ๒๕๖๕.
6 อสนียาพร นนทพิ ากร. 2559. เกรด็ ความรใู้ นแงก่ ฎหมายท่ีเห็นตา่ งกัน ตอนที่ 3: ปัญหา จชต. เปน็ ความ
ขดั แยง้ กันดว้ ยอาวธุ (Armed conflict) หรอื ไม?่ เขา้ ถึงข้อมลู ได้จาก https://deepsouthwatch.org/th/
node/8007 วนั ทีส่ บื ค้นข้อมูล ๙ มนี าคม ๒๕๖๕.


Click to View FlipBook Version