คุณจรูญ ทรัพยศิริรองประธานกลุมเกษตรกรทําการประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 ตําบลโรงเขจงหวัดสมัทรสาครุเปนเกษตรกรผเลูยงกี้งทุมี่ประสบการณ ี มากกวา 20 ปเดิมคุณจรูญประกอบอาชีพทําสวนและเริ่มเห็นวาอาชีพการเลี้ยงกุงเปนอาชีพที่ทํารายไดและเปนอาชพทีม่ีนคงั่เรมเลิ่ยงกี้งกุลาดุามาตํงแตั้ป พ.ศ. 2543 แตการเลี้ยงกุงกุลาดําชวงหลังประสบปญหาโรคระบาดอยางรุนแรง จึงเปลี่ยนมาเลี้ยงกุงขาวแวนนาไม ตั้งแตปพ.ศ. 2550 เรมแรกเด่ิมทิสีงแวดล่ิอมด ีนาดํ้ีแรธาต ในดุนสิงูเลี้ยงกุงในบอดิน น้ําไมไดถายเลนไมไดดูด เพราะเปนพื้นที่ใหมพอหลังจากนั้นอีก 2 ปการเลี้ยงกุงก็จะเริ่มถดถอย คุณจรูญไดทดลองนําระบบน้ําหมุนเวียนมาใชภายในฟารม เนื่องจากระบบน้ําหมุนเวียนเปนระบบที่มีความปลอดภยทางชัวภาพีและเรยนรีทูาจนเกํดความมิ นใจ่ัปรับระบบการเลี้ยงแบบพัฒนาเต็มรูปแบบ จนสามารถแกปญหาการระบาดของโรคจากภายนอกและสามารถเลยงกี้ งขาวแวนนาไมไดุ ประสบความส าเรํจอย็างตอเนองื่อีกทั้งฟารมเลี้ยงกุงของคุณจรูญเปนฟารมพัฒนาและทันสมัย นําพลังงานแสงอาทิตยมาชวยในดานการลดตนทุนการเลี้ยง โดยการนําแผงโซลาเซลลมาใชกับเครื่องตีน้ํา ทําใหตนทุนพลังงานลดลง1
ดังนั้น การนํารูปแบบการเลี้ยงกุงขาวแวนนาไมระบบน้ําหมุนเวียนที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพเนนการเตรียมน้ําใหมีคุณภาพเพื่อใชภายในฟารมมีระบบควบคุมการดูดของเสีย ทั้งตะกอนหนักและตะกอนเบาออกจากบอระบบนาหมํ้นเวุยนประกอบด ีวย(1) บอเลยงี้ (2) บอตกตะกอนหนกั (3) บอตกตะกอนเบา(4) บอฆาเชอน้ืาํ้และ (5) บอพรอมใชมีการนําหัวเชื้อจุลินทรีย ปม.1 (กรมประมง) ที่ประกอบดวย Bacillus subtilis, B. licheniformis และB. megaterium ซึ่งเปนจุลินทรียที่ใชบําบัดคุณภาพดิน น้ํา และการใชน้ําหมักสับปะรดเปนแหลงจุลินทรียทมี่ประโยชน ี นามาใช ํเพ อทดแทนการใช ื่ยาและสารเคม ีในการควบคมเชุอกื้อโรค ในชวงของการเตรยมบีอจนถงึวันจับพื้นที่ฟารมทั้งหมด 126 ไรแบงเปนบอเลี้ยงขนาดประมาณ 2–3 ไรจํานวน 18 บอ ผลผลิตอยูระหวาง3–5 ตันตอไรตนทุน 120 บาทตอกิโลกรัม ไดกุงขาวขนาด 25–35 ตัวตอกิโลกรัม อัตรารอดอยูระหวางรอยละ 90–100 และอัตราแลกเนื้อ (FCR) อยูระหวาง1.2–1.3 นบได ัวาคณจรุ ญเป ูนเกษตรกรสม ยใหม ั และเปนผประสบความส ูาเรํ จในการเล ็ยงกี้งขาวุแวนนาไมในพื้นที่อําเภอบานแพว จังหวัดสมุทรสาคร จนถึงปจจุบัน3
ที่เลี้ยงแบงเปนบอตางๆใบตีแบบสั้น ตีกลางวันใบตีแบบยาว ตีรวมตะกอนกลางคืนบอพรอมใชบอเลี้ยงหลุมดูดตะกอนบอฆาเชื้อบอตกตะกอนหนักบอตกตะกอนเบา4
ปญหาวิกฤตที่พบเจอในการเลี้ยงกุงขาวแวนนาไมในพื้นที่อําเภอบานแพวจงหวัดสมัทรสาครุทสี่าคํญัคอื โรคขขาวี้โรคหวเหลัองืและโรคตายดวน (EMS)1 โรคขี้ขาวในกุงขาวแวนนาไมโรคขี้ขาวในกุงขาวแวนนาไม อาการขี้ขาวในกุงกลายเปนโรคประจําถิ่น ซึ่งจะเปนทั้งปในพื้นที่อําเภอบานแพว จังหวัดสมุทรสาครโดยโรคขขาวถี้าเปนแลวก งจะไมุ โต โตชาและทยอยตาย ถาพบในช วงกงุอายุ 60–70 วัน ก็ยังสามารถจับขายไดกําไร แตถามาพบในชวงกุงอายุ30–40 วัน โอกาสในการขาดทุนจะมีสูง วิธีแกไขตามแนวความคิดของคุณจรูญคือตองเตรียมน้ําใหสะอาด ซึ่งน้ําเลี้ยงสะอาดสําคัญมากในการเลี้ยงกุงขาวใหผานโรคขี้ขาวของโรคที่พบในพื้นที่5
2 โรคหัวเหลือง (Yellow head disease)โรคหัวเหลือง (Yellow head disease) หมายถึง โรคในกุงทะเลที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสหัวเหลือง (Yellow Head Virus; YHV) เกิดจากการใหอาหารมากเกินไปในชวงเดือนแรก ทําใหพื้นบอมีของเสียสะสมมาก จะมาเปนบางฤดูกาล อยางเชน ชวงอากาศรอนจัด ๆ แลวมีฝนตกลงมา แตกุงที่เลี้ยงในฟารมของคุณจรูญไมเปนโรคหัวเหลืองเพราะใชวิธีกางมุงคลุมทั้งบอไมใหพาหะนําเชื้อ YHV พวกนกหรือแมลงเขาไปในบอ ควบคุมปริมาณอาหารกุงใหเหมาะสม เลือกลูกกุงที่แข็งแรงและมระบบการเลียงที้สามารถลดปร ี่มาณสารอินทริยีสวนเก นในบ ิอเลยงี้ใหอย ในระดูบทัเหมาะสมี่มระบบควบคีมการดุดของเสูยีทงตะกอนหนั้กัและตะกอนเบาออกจากบอ ทําใหสารอินทรียถูกกําจัดออกจากบอกอนที่น้ําจะเนาเสีย3 โรคตายดวน (EMS) โรคตายดวน (EMS) หรือ Acute Hepatopancreatic Necrosis Disease; VpAHPNDหมายถึง โรคในกุงทะเลที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Vibrio parahaemolyticus สายพันธุกอโรค กุงทะเลที่ปวยมักพบตับและตับออนลีบฝอ ภายในมีปริมาณเม็ดไขมันนอยผิดปกติโดยฟารมเลยงรอบขี้างม กจะพบป ั ญหาการตายจากโรค EMS เพราะไมม ีการปองกนัและตรวจสอบคณภาพลุกกูงไมุดพอีเชอื้ VpAHPNDซงเปึ่นเชอื้ที่เจริญดีในน้ําทะเล ในเขตเลี้ยงกุงอําเภอบานแพวเลี้ยงที่ความเค็มต่ําจึงไมเจอโรค EMS แตพบบางในชวง 2 ปหลังที่ผานมา6
การเตรียมน้ําเพื่อใชเลี้ยงกุงขาวในระบบน้ําหมุนเวียนที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพ จากคลองธรรมชาติขั้นตอนที่ 1สูบน้ําจากคลองธรรมชาติใกลกับบริเวณของฟารมเขาไปเก็บไวในบอตกตะกอนที่ปูดวย PE บริเวณขอบบอ น้ําในคลองธรรมชาติจะมีความเค็มประมาณ 0–3 ppt โดยเฉพาะชวงหนารอน ความเค็มจะเพิ่มสูงขึ้นแตไมเกิน 3 pptขั้นตอนที่ 2สูบน้ําจากบอตกตะกอนที่ใสแลวมายังฆาเชื้อ (บอทรีต) โดยจะฆาเชอน้ืาดํ้วยคลอร นในอ ีตราสัวน 25 กโลกร ิมตั อไร และจะเรมฆ่ิาเชอน้ืาํ้ชวงเวลากลางคืนในชวง pH ต่ํา และตีน้ําไว 2 วัน 2 คืน น้ําจะใสและคลอรีนหมดไป จากนั้นจะสูบน้ํามายังบอพรอมใช ตอไป ซึ่งบอพรอมใชยงไม ั ใชบอเลยงี้โดยจะเตมสินีาว้ํทยาศาสตริหรอสืนีาเท้ํ ยมลงไปเพ ี อปร ื่บัสนีาในกรณ้ํทีนี่าใสเก้ํ นไป ิซงถึ่าหากบอเลยงตากบี้อจนแหงแลวกสามารถ็นานําจากบ้ํอพร อมใช มาลงได เลยสาหรํบการตากบัอน นจะตากประมาณ ั้2 เดือน ชวงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม โดยจะฉีดลางบอดวยโซดาไฟ(Sodium Hydroxide) เนื่องจากเปนบอ PE แบบไมไดซีนทั้งบอ จึงตองตากบอเปนระยะเวลานาน ซึ่งบอ PE ที่ไมไดซีนนั้นอาจจะมีรอยรั่วเกิดขึ้นภายในบอได7
แนวคิดของการจัดการเลี้ยงกุงขาวในระบบน้ําหมุนเวียนที่ใชภายในฟารมบอฆาเชื้อ บอพรอมใชบอเลี้ยง บอเลี้ยง บอเลี้ยง บอเลี้ยงบอฆาเชื้อบอตกตะกอนเบาบอตกตะกอนหนักบอตกตะกอนเบา8
1. บอเลี้ยง มีขนาด 2–3 ไร เปนบอที่มีลักษณะลาดเอียงลงสูจุดศูนยกลาง มีการขุดหลุมลึกที่มีความลาดชันของหลุมประมาณ45 องศา พรอมวางทอขนาด 3 นิ้ว เพื่อดูดของเสียและสิ่งตกคางตาง ๆที่อยูในบอเลี้ยงออกไปสูบอตกตะกอน ทั้งบอตกตะกอนหนักและบอตกตะกอนเบา2. บอตกตะกอนหนัก มีขนาด 1 งาน เปนบอที่รองรับของเสียจากหลุมกลางบอของบอเลี้ยง ซึ่งในบอจะมีปลาดุกเพื่อชวยกําจัดซากของเปลือกกุง คอยคุยตะกอนกนบอและกินเศษอาหารที่เหลือ โดยน้ําจากบอเลี้ยงจะมีการดูดตะกอนจากหลุมผานทอ PVC ขนาด 3 นิ้ว3. บอตกตะกอนเบา มีขนาด 1 งาน เปนบอที่ดูดน้ําบริเวณกลางหลุมกลางบอของบอเลี้ยง ลึกจากผิวน้ําประมาณ 120 เซนติเมตรเพื่อเปนการถายน้ําในบอเลี้ยง โดยการนําน้ําในสวนนี้ไปตกตะกอนในบอตกตะกอนเบา ซึ่งในบอนี้จะมีปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สก และปลาดกุคยตะกอนกุนบอและกนเศษอาหารทิเหลี่อื เปนการบาบํดนัาด้ํวยวิธีธรรมชาติเพื่อใหสารแขวนลอย ของเสีย และตะกอนสิ่งตกคางถูกกําจัดออก มีระบบเติมอากาศเพื่อชวยในการเพิ่มออกซิเจนและบําบัดน้ํา กอนจะถูกหมุนเวียนน้ําไปยังบอฆาเชื้อน้ําตอไป4. บอฆาเชื้อน้ํา (บอทรีตน้ํา) มีขนาด 2 ไร เปนบอที่รับน้ําเสียจากบอตกตะกอนเบาและฆาเชื้อน้ําดวยคลอรีน 65% ชนิดผง (Calcium Hypochloride) ในอัตราสวน 25 กิโลกรัมตอไร โดยจะเริ่มฆาเชื้อน้ําชวงเวลากลางคืนในชวง pH ต่ํา และตีน้ําไว 2 วัน 2 คืน น้ําจะใสและคลอรีนหมดไป จึงจะเริ่มสูบน้ํามายังบอพรอมใชตอไป9
5. บอพรอมใชมีขนาด 3 ไร เปนบอที่รับน้ํามาจากบอฆาเชื้อน้ําพรอมที่จะเติมใสบอเลี้ยง ซึ่งบอพรอมใชยังไมใชบอเลี้ยง มีการเติมสีน้ําเทียมลงไปเพื่อปรับสีน้ําในกรณีที่น้ําใสเกินไป และจะใสปูนมารลในอตราสัวน 7 ตนตัอบอ 3 ไรซงในหน ึ่งปึ่จะใส เพยงครีงเดั้ยวเพี อเป ื่นการสรางแรธาต ในบุอพร อมใช นาพร้ํ อมใช จะมความเคีมอย็ระหวูาง 0–5 ppt บอเลี้ยงที่ตากบอจนแหงแลวก็จะนําน้ําจากบอพรอมใชมาเติมไดเลยบอเลี้ยง10
บอตกตะกอนเบาบอตกตะกอนหนัก11
บอพรอมใชบอฆาเชื้อ12
1. การเตรียมบอเลี้ยงกุงขาว1.1 กรณีที่เตรียมบอใหมควรวางแผนผังบอใหเหมาะสม โดยตองคํานึงถึงขนาดบอเลี้ยงบอพักน้ําใหเหมาะสม ในอัตราสวน บอเลี้ยง : บออื่น ๆ คือ 30 : 70หลังจากจับกุงเสร็จแลวใชเครื่องขัดคราบของบอหรือในทอ ฉีดลางดวยโซดาไฟ อุปกรณทุกอยางในบอฆาเชื้อโรคดวยไอโอดีนกอนจะลงลูกกุงชุดใหมและตากบอทิ้งไวนาน 15–60 วันของการเลี้ยงกุงขาว13
1.2 กรณทีเลี่ยงกี้ งไมุผาน (มกีงตายระหวุางการเลยงี้ ) เสยหายีจากโรคระบาดในกรณีที่กุงในบอเปนโรคหัวเหลือง จะทําการลงยาฆาเชื้อหมดทั้งบอ รวมไปถึงกุงที่อยูในบอดวย เพื่อไมใหเชื้อกระจายไปสูบออื่นหรือในแหลงน้ํา ระยะเวลาในการฆาเชื้อและพักไวประมาณ 21–22 วันหลังจากนั้นจะใสคลอรีน หลังจากคลอรีนสลายแลว ใชจุลินทรีย ปม.1 (กรมประมง) นําน้ําในบอไปฆาเชื้อในบอฆาเชื้อน้ําอีกครั้งในสวนของอาการโรคขี้ขาวและโรค EMS นั้นสามารถเลี้ยงตอไดหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยจะตากบอใหนานขึ้น อาจใชเวลานานถึง3 เดอนืเพราะมโอกาสท ีเช่ี อโรคจะฝ้ืงอย ในด ูนิจงทึ าให ํตองมการตากบีอและทําความสะอาดฆาเชื้อนานกวาปกติ2. การเตรียมน้ําในตอนทสี่บนูาจะใช้ํการกรองท งหมดโดยใช ั้มงขาวและมุ งฟุา 2 ชนั้เติมน้ําจากบอพรอมใชลงในบอเลี้ยงใหไดระดับน้ํา 150 เซนติเมตรสําหรับระบบใหอากาศภายในบอเลี้ยงจะมีแบบใบพัดตีน้ํา และแบบเครื่องพนอากาศใตน้ําในสวนของใบพัดตีน้ําจะมีอยู 2 ชุด ชุดที่เปนใบพัดตีน้ําแบบแขนยาว จะเปดใช งานในช วงเวลากลางคนืเพอรวมตะกอน่ืขก้ีงุคราบกงุใหรวมอยูในหลุมบริเวณกลางบอ สวนที่เปนใบพัดตีน้ําแบบแขนสั้น และระบบใหอากาศแบบเครองพ่ื นอากาศใต นาํ้ จะไมเป ดใช ในช วง 1–30 วนแรกัจะเริ่มเปดใชงานในชวงที่กุงมีขนาดใหญจนถึงจับ14
หลังจากเติมน้ําจากบอพรอมใชลงในบอเลี้ยงใหไดระดับน้ํา 150 เซนตเมตริ ปรบนัาเค้ํ มให ็ ได 5 ppt ทาการฆําเชอดื้วยคลอรนี ในอตราสัวน25 กิโลกรัมตอไรจากนั้นใชดางทับทิมในอัตราสวน 10 กิโลกรัมตอไรเปดใบพัดตีน้ําจนน้ําใส ใชเวลาประมาณ 3–5 วัน เติมจุลินทรีย ปม.1 (กรมประมง) และนานํ าไปตรวจ ้ํ การปนเปอนของเช อโรคในน้ืาํ้ซงจะต่ึ องไม ม ีเช้อกื อโรค ตรวจวัดคุณภาพนําให้ไดตามเกณฑที่กําหนดจึงจะสามารถปลอยลูกกุงไดโดยในการเลี้ยงชวงเดือนแรกจะไมมีการถายน้ํา แตจะมีการเติมน้ําแทนน้ําที่ดูดออกไปไวในบอตกตะกอน3. การปลอยลูกกุงสําหรับวิธีการทดสอบลูกกุงกอนปลอยลงเลี้ยงในบอ จะใชวิธีการตกนัาจากบ้ํอทเตรี่ ยมไว ีมาทดสอบกบกังทุนี่ามาสํงทดสอบความแขงแรง็จากพฤติกรรมโดยการสังเกตหรือการเคลื่อนไหวดวยการกวนน้ําใหหมุนวนอยูในกะละมัง ใชเวลาประมาณ 5 นาทีลูกกุงที่ดีและแข็งแรงจะวายทวนนาและด้ํดตีววัายตามขอบขางๆ กะละมงัสวนลกกูงทุอี่อนแอจะไปรวมตัวกันเปนกองตรงกลาง ตองเช็กลูกกุงทุกถังดวยวิธีนี้ถาลูกกุงไมแข็งแรงจะตีกลับและจะไมยอมปลอยลงเลี้ยงลูกกุงตองเปนลูกกุงจากฟารมที่ไดรับมาตรฐาน GAP ของกรมประมง หรือมาตรฐานสินคาเกษตร มกษ. 7422 โดยลูกกุงตองผานการตรวจหาเชื้อกอโรคในกุงทะเล คือ WSSV, IHHHNV, YHV, TSV, IMNSV, DIV1 (SHIV), EHP และ Vibrio parahaemolyticus (VpAHPND) จากหนวยงานที่เชื่อถือไดเชน ศูนยฯ ภายใตสังกัดกรมประมง เปนตน15
4. การตรวจวัดคุณภาพน้ําทาการตรวจวํดคัณภาพนุาของนํ้าในบ ํ้อเลยงก้ี งเปุนประจ าอยํางนอยสัปดาหละครั้ง ในชวงทาย ๆ ของการเลี้ยงจะทําการวัดคุณภาพน้ําบอยครั้งขึ้น เนื่องจากการใหอาหารกุงมีปริมาณมากขึ้น จึงตองมีการตรวจสอบเพื่อทําการควบคุมคุณสมบัติน้ําใหเหมาะสมสาหรํบเกณฑัคณภาพนุาภายในบ ํ้อเล ยงของฟาร้ีมคา DO ไมตากวํ่า5 มิลลิกรัมตอลิตร ปกติคา DO จะวัดได 7 มิลลิกรัมตอลิตร คาความเปนกรดเปนดาง (pH) อยูระหวาง 7.5–8.2 โดยวัดทั้งตอนเชาและบายคาแอมโมเนีย 0 มิลลิกรัมตอลิตร และคาไนไตรท 0 มิลลิกรัมตอลิตรคาแคลเซียมไมต่ํากวา 200 มิลลิกรัมตอลิตร คาแมกนีเซียมสูงกวา200 มิลลิกรัมตอลิตร คาโพแทสเซียมไมต่ํากวา 30 มิลลิกรัมตอลิตรและคาอัลคาไลน 150–170 มิลลิกรัมตอลิตรขึ้นไปเมอพบปร ื่มาณแอมโมเน ิยหรี อไนไตรท ื ในน าส้ํงเกูนคิาทเหมาะสมี่แสดงวามีการตกคางของสารอินทรียในบอเลี้ยง เชน อาหารเหลือจากการใหกงกุนิสงขิ่บถั ายในร ปทูละลายอยี่ในนูา้ํซากสงมิ่ชีวีตเลิก็ๆ ภายในบอเลี้ยง จะตองดําเนินการถายน้ําจากบอเลี้ยงและเติมจุลินทรีย ปม.1 (กรมประมง) เพื่อชวยยอยสารอินทรียในน้ํา5. การตรวจเช็กปริมาณอาหารใหเหมาะสมกับความตองการของกุงขาวการใหอาหารจะเป นระบบการให อาหารแบบอ ตโนม ัตัิหยดุ 5 นาทีหวานอาหาร 1 นาทีเฉพาะในชวงเวลา 06.00–18.00 น. ยอเช็กอาหารจะตั้งหางจากจุดหวานอาหาร 2 เมตร ถาอาหารในยอเหลือ ใหเพิ่มระยะหางในการหวานอาหารรอบใหมถาอาหารหมดสามารถกดหวาน16
เพิ่มขึ้นไดอีกครั้งหลังจากเช็กยอ โดยใหความสําคัญกับการเช็กยอเพราะการใหอาหารในปร มาณทิพอดี่และแมีนย าสามารถป ํองกนการเกัดิโรคขี้ขาวและโรคในกุงทะเลได6. การใชจุลินทรียปม.1 (กรมประมง)โดยกอนปลอยกุงลงในบอเลี้ยงจะใสจุลินทรียปม.1 (กรมประมง) ลงในบอกอน สําหรับความถี่ในการใสจุลินทรีย ปม.1 (กรมประมง) นั้นจะใชสัปดาหละ 3 ครั้ง ในชวงที่กุงมีขนาดเล็ก และใชทุกวันในกรณีที่กุงมีอายุ 60 วันขึ้นไป จนจับไดโดยขยายจุลินทรียปม.1 (กรมประมง) จํานวน 1 ซอง น้ําสะอาด 250 ลิตร ตอบอเลี้ยงขนาด 2–3 ไร ใชอาหารกุงเบอร 0 จํานวน 0.5 กิโลกรัม และกากน้ําตาล 0.5 ลิตร เปนระยะเวลา36 ชั่วโมง และใหอากาศผานหัวทราย7. การเตรียมน้ําหมักสับปะรด และการนําไปใชสับปะรดลางจนสะอาด ปนทั้งเปลือก 30 กิโลกรัม กากน้ําตาล10 กิโลกรัม นมเปรี้ยว 1 ลิตร ปดถังหมักดวยฝาถังเพื่อไมใหน้ําเขาและไมให อากาศลงไปส มผัสัหลงจากั 30 วนั จะไดหวเชัอนื้าหม้ํกสั บปะรด ันําหัวเชื้อน้ําหมักสับปะรดที่ไดมาขยายตอ โดยใชหัวเชื้อ 10 ลิตรกากน้ําตาล 10 ลิตร นมเปรี้ยว 830 มิลลิลิตร อาหารกุงเบอร 0 จํานวน100 กรัม เติมน้ําใหเต็ม 500 ลิตร ตั้งในที่รม ปดฝา ไมตองใหอากาศหลังจากนั้น 30 วัน สามารถนําน้ําหมักไปใชไดใสลงไปในน้ําสาดใหทั่ว ๆ บอ เชน อาหารกุงที่ให 1 กิโลกรมั ใชน้ําหมักสับปะรด 100 ลิตรในกรณีที่จุลินทรีย ปม.1 (กรมประมง) ไมพอ จะใชน้ําหมักสับปะรดสลับกับจุลินทรียปม.1 (กรมประมง)17
การเตรียมน้ําหมักสับปะรด18
9. การกําจัดตะกอน คราบกุงระหวางการเลี้ยงของเสยจะโดนด ีดจากหลูมกลางบุอ โดยเรมดิ่ดเมูอกื่งอายุ 4–5 ุวนัวันละ 2 ครั้ง เชา–เย็น หลังจากใหอาหารดวยเครื่องใหอาหารอัตโนมัติ1 ชั่วโมง ดูดจนกวาน้ําที่ออกมาจากปลายทอลงบอตกตะกอนหนักจะใสในสวนของตะกอนเบาบรเวณกลางหลิมกลางนุาจะโดนด้ํ ดไปบูาบํดนั าใน้ํบอตกตะกอนเบาหลงจากนันนั้าจะเข้ํ าไปส ในกระบวนการหมูนเวุยนนีา้ํตลอดระยะเวลาการเลี้ยง และจะเปนแบบนี้ตลอดระยะเวลาการเลี้ยง8. การใชกระเทียมสดผสมในอาหารสําเร็จรูปกระเทยมสดปอกเปล ีอกืลางนาจนสะอาดํ้ 0.5 กโลกร ิมันาสํ้มสายชู350 มิลลิลิตร ผสมในอาหารสําเร็จรูป 25 กิโลกรัม คลุกเคลาใหทั่วและผึ่งใหแหงประมาณ 15 นาทีใหกุงกินวันละ 1 มื้อ โดยเริ่มใหตั้งแตกุงอายุ1 วัน ถึง 60 วัน19
ลดตนทุนพลังงานในการเลี้ยงกุงดวยโซลาเซลล20
จุดเริ่มตนมาจากโครงการระบบสงเสริมเกษตรแบบแปลงใหญตองการใหมีการลดตนทุน กรมประมง โดยศูนยวิจัยและพัฒนาการเพาะเลยงสี้ตวัน าชายฝ้ํงเขต 2 (สมทรสาครุ ) ไดดาเนํ นการในห ิวขั อของการลดการใช พลงงานัและมีการคัดเลือกเกษตรกรตนแบบการใชงานโซลาเซลล ของฟาร มคณจรุ ญนูน้ัจะใชตอกับเครื่องตีน้ํา สามารถรองรบแขนตันีาํ้ทม่ีใบพ ีดตันีาได ํ้ถงึ 10–12 ใบ สามารถลดการใชไฟฟาไดตั้งแต 09.00–16.00 น. เฉลี่ยวันละ7 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะเปนระบบไฟฟาปกติในการเลี้ยงกุง 3 เดือน หรือ 1 รอบการเลี้ยงสามารถประหยัดไฟไดถึง 630 ชั่วโมง หรือคิดเปน 26 วัน คิดเปนสัดสวนตนทุนพลังงานลดลง 30% (ในกรณีที่มีแสงแดดปกติ) โดยมีอุปกรณที่ใชดังนี้1. แผงโซลาเซลลขนาด 330 วัตตจํานวน 5 แผง2. มอเตอรเกียร DC ขนาด 1.5 แรงมา3. ชุดควบคุม ตอวงจรแบบอนุกรม4. เบรกเกอรเปด–ปดใบพัดตีน้ํา21
คุณจรูญ ทรัพยศิริ1. ไดรับมาตรฐาน Good Aquaculture Practice (GAP) จากกรมประมง2. ไดรับการคัดเลือกเปนเกษตรกรดีเดนของอําเภอบานแพว จังหวัดสมุทรสาคร ประจําป 25623. ไดรับการคัดเลือกจากสํานักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร ใหเปนเกษตรกรดีเดนแหงชาติสาขาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตวน้ํากรอยประจําป 25634. ไดรับการแตงตั้งเปนรองประธานกลุมเกษตรกรทําการประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 ตําบลโรงเขจังหวัดสมุทรสาคร5. ไดรับการแตงตั้งเปนคณะกรรมการประมงจังหวัด 2 สมัย6. ไดรับเชิญเปนวิทยากรบรรยาย เรื่อง การเลี้ยงกุง และเทคโนโลยีการเลยงก้ีงุใหกบมหาวัทยาลิยเกษตรศาสตรั เกษตรกรผเพาะเลูยงก้ีงุในเขตอําเภอบานแพวจังหวัดสมุทรสาครและพื้นที่ใกลเคียง รวมถึงตอนรับคณะผูมาเยี่ยมชมจากตางประเทศ7. ไดรบเชั ญเป ินวทยากรบรรยายิเรองื่การลดตนท นโดยการใชุพลงงานัทดแทน8. ใหสัมภาษณนิตยสาร Aqua biz (Issue 141) เรื่อง ลดตนทุนพลังงานในการเลี้ยงกุงดวยโซลาเซลลคุณไ ั22
การใชยาและสารเคมี1. ยาตานจุลชีพที่อนุญาตใหใชในสัตวน้ํา1.1 ยาตํารับเดี่ยว • อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) • เอนโรฟล็อกซาซิน (Enrofl oxacin) • ออกซิเตตราไซคลีน (Oxytetracycline) • ซาราฟล็อกซาซิน (Sarafl oxacin) • ออกโซลินิก แอซิด (Oxolinic acid) • โทลทราซูริล (Toltrazuril) • ซัลฟาโมโนเมททอกซีน โซเดียม (Sulfamonomethoxine sodium)1.2 ยาตํารับผสม • ซัลฟาไดอาซีน + ไตรเมโทพริม (Sulfadiazine + Trimethoprim) • ซัลฟาไดเมททอกซีน โซเดียม + ไตรเมทโธพริม (Sulfadimethoxine sodium + Trimethoprim) • ซัลฟาไดเมททอกซีน โซเดียม + ออรเมทโธพริม (Sulfadimethoxine sodium + Ormethoprim) • ซัลฟาโมโนเมททอกซีน + ไตรเมทโธพริม (Sulfamonomethoxine + Trimethoprim) • ซัลฟาไดมดิีน + ไตรเมทโธพริม (Sulfadimidine + Trimethoprim)23
ที่ปรึกษาดร. สุทธินีลิ้มธรรมมหิศร ผูอํานวยการกองวิจัยและพัฒนา การเพาะเลี้ยงสัตวน้ําชายฝงนางสาวมนทกานติทามติ้น ผูอํานวยการศูนยวิจัยและพัฒนา การเพาะเลี้ยงสัตวน้ําชายฝง เขต 2 (สมุทรสาคร)ผูจัดทํานางชมพูนุท สามหวย นักวิชาการประมงชํานาญการ ศูนยวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตวน้ําชายฝง เขต 2 (สมุทรสาคร)นายธนพล ปนดีนักวิชาการประมง ศูนยวิจัยและพัฒนา การเพาะเลี้ยงสัตวน้ําชายฝง เขต 2 (สมุทรสาคร)ขอขอบคุณคุณจรูญ ทรัพยศิริ รองประธานกลุมเกษตรกรทําการประมง พัฒนาเกษตรพอเพียง 49 ตําบลโรงเขจังหวัดสมุทรสาคร2. ยาตานจุลชีพและเคมีภัณฑที่หามใชในสัตวน้ํา2.1 ยาตองหาม • คลอแรมฟนิคอล (Chloramphenicol) • ไนโตรฟูราโซน (Nitrofurazone) • ไนโตรฟูรานโทอิน (Nitrofurantoin) • ฟูราโซลิโดน (Furazolidone) • ฟูรัลทาโดน (Furaltadone) • กลุมเซฟาโลสปอริน (Cephalosporins) • กลุมไนโตรอิมิดาโซล (Nitroimidazoles)2.2 เคมีภัณฑตองหาม • มาลาไคทกรีน (Malachite green)