ที่ปรึกษานายนิวัติ สุธีมีชัยกุล อธิบดีกรมประมงจัดท�ำโดยดร.คมน์ ศิลปาจารย์ ผู้อ�ำนวยการส�ำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งดร.พุทธ ส่องแสงจินดา ผู้อ�ำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลนางสาวเจนจิตต์ คงก�ำเนิด ผู้อ�ำนวยการสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น�้ำชายฝั่งนายอดุลย์ แมเร๊าะ ผู้อ�ำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสตูลดร.ชัยวุฒิ สุดทองคง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาครนางธิดาพร ฉวีภักดิ์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจันทบุรีดร.ชุติมา ขมวิลัย สถาบันวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลดร.จุฑารัตน์ กิตติวานิช สถาบันวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลนางสาวโปรยรัตน์ เชาวเจริญพงศ์ สถาบันวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลนางสาวศศิวิภา ถิ่นวงศ์เกอ สถาบันวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลนางสาวศิริเพ็ญ สรรพสุข สถาบันวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลนายรังสิไชย ทับแก้ว สถาบันวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลนางสาวกมลทิพย์ ประดับธรรม สถาบันวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลนายเมธา สารพันธ์ สถาบันวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลนายปิยะณัฐ ด�ำเล็ก สถาบันวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล
อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลของประเทศไทยมีความก้าวหน้ามาอย ่างต ่อเนื่อง สามารถผลิตกุ้งที่มีคุณภาพและส ่งออกไปจ�ำหน ่ายยังต่างประเทศในปริมาณและมูลค่าที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปีแต่ด้วยเหตุของข้อจ�ำกัดในเรื่องที่ไม่สามารถขยายพื้นที่การเลี้ยงได้มากนัก ดังนั้นผลผลิตกุ้งที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลังมานี้จึงเกิดจากการปรับปรุงกระบวนการและเพิ่มประสิทธิภาพของการเลี้ยงในทุกๆ ด้าน รวมทั้งการเลี้ยงกุ้งในอัตราความหนาแน่นสูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการปฏิบัติดังกล่าว ในบางสภาวะแวดล้อมที่ไม่เป็นปกติอาจจะท�ำให้กุ้งในบ่อเกิดความเครียด ภูมิคุ้มกันลดลงและส่งผลเหนี่ยวน�ำให้ติดเชื้อหรือเป็นโรคได้ง่าย การที่จะใช้สารเคมีหรือยาต้านจุลชีพมาใช้ในการรักษาโรคกุ้งนั้น ทางกรมประมงไม่ขอแนะน�ำและพยายามให้หลีกเลี่ยงการใช้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเสี่ยงและสร้างผลกระทบในหลายด้าน เช ่น ในกรณีที่ใช้ยาไม ่ถูกวิธีก็จะท�ำให้เชื้อโรคเกิดการดื้อยา และที่ส�ำคัญคือการใช้ยาในปริมาณและระยะเวลาที่ไม่เหมาะสมอาจจะส่งผลท�ำให้มีการตกค้างของยาในเนื้อกุ้ง อันจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลกระทบท�ำให้ประเทศคู่ค้าปฏิเสธสินค้ากุ้งดังกล่าวได้ จากสาเหตุดังกล ่าว กรมประมง โดยส�ำนักวิจัยและพัฒนาการประมงชายฝั่ง จึงได้จัดท�ำหนังสือ “คู่มือการควบคุมและลดความเสี่ยงการเกิดโรค EMS ในกุ้งทะเล” โดยมีเนื้อหาประกอบด้วย ค�ำแนะน�ำส�ำหรับโรงเพาะฟักและฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล หลักคิดโมเดลการเลี้ยงกุ้งต ่างๆ ของเกษตรกรที่ประสบความส�ำเร็จ วิธีการใช้จุลินทรีย์ ปม.1การใช้สมุนไพรรักษาโรคกุ้งทะเล รวมถึงวิธีการสังเกตสุขภาพของกุ้งทะเลทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะได้น�ำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหา โรค EMS ต่อไป(นายคมน์ ศิลปาจารย์)ผู้อ�ำนวยการส�ำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งค�ำน�ำ
ตามที่กรมประมงได้ด�ำเนินการในด้านการคัดกรองเชื้อโรคในกลุ ่ม วิบริโอ พาราฮีโมไลติคัส (Vibrio parahaemolyticus) สายพันธุ์รุนแรงที่ท�ำให้กุ้งตายด ่วนเฉียบพลัน ที่เรียกกันว ่าโรค EMS พบว ่าลูกกุ้งที่อนุบาลในโรงเพาะฟักและโรงอนุบาลยังมีความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนเชื้อดังกล่าว เนื่องจากการจัดการสุขอนามัยยังไม่เหมาะสม ท�ำให้มีการน�ำเชื้อโรคดังกล่าวเข้าสู่ระบบการอนุบาลและระบบการเลี้ยงเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าวเกษตรกรต้องมีการวางแผนและแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการติดเชื้อในลูกกุ้งระยะโพสลาวาร์10 ส่งผลต่อการน�ำไปเลี้ยงในบ่อดิน โดยกรมประมงมีค�ำแนะน�ำ แนวคิด และวิธีการลดความเสี่ยงของการเกิด EMSในโรงและโรงอนุบาลลูกกุ้งดังนี้ค�ำแนะน�ำวิธีการจัดการลดความเสี่ยงของการติดโรค EMS(Vibrio parahaemolyticus) สายพันธุ์รุนแรงในโรงอนุบาลลูกกุ้งทะเล
แนวคิด1. เชื้อวิบริโอ พาราฮีโมไลติคัส (Vibrio parahaemolyticus) เป็นเชื้อโรคสามารถเจริญ เติบโตโดยใช้ตะกอนสารอินทรีย์ สามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นที่ที่มีออกซิเจนต�่ำสารอินทรีย์สูงและสามารถสร้างไบโอฟิล์ม โดยเฉพาะบ่อเลี้ยงกุ้งที่ไม่ได้ดูแลสุขอนามัย ความสะอาดของโรงเพาะฟัก และการจัดการให้อาหารและถ่ายน�้ำที่ดี2. การหมักหมมของอุปกรณ์ เกิดขึ้นในระหว่างการใช้งาน เช่น ในท่อลม ท่อน�้ำ หัวทราย ต้องมีดูแลท�ำความสะอาด ฆ่าเชื้อ และจัดการอย่างมีสุขอนามัยทุกครั้งในช่วงพักการผลิตเพื่อให้ไม่มีความเสี่ยงในการน�ำเชื้อโรคที่เติบโตในบริเวณที่หมักหมม ลงสู่บ่ออนุบาลลูกกุ้ง3. การอนุบาลลูกกุ้งวัยอ ่อนจ�ำเป็นต้องให้อาหารที่มีขนาดเล็ก และคุณค ่าทางอาหารสูง ซึ่งหากลูกกุ้งกินไม่หมดเหลือตกค้าง และเป็นสาเหตุให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดังนั้นเมื่อกุ้งมีขนาดใหญ่ขึ้น (เริ่มพัฒนาเป็นโพสลาวาแล้ว) และสามารถถ่ายน�้ำได้เกษตรกรควรถ่ายน�้ำทันทีเพื่อไม่ให้ตะกอนที่สะสมระหว่างเลี้ยงเป็นจุดหมักหมม เพิ่มปริมาณเชื้อวิบริโอก่อโรคกุ้งในบ่ออนุบาล4. กุ้งขาวสามารถกินตะกอนสารอินทรีย์เป็นอาหารได้ หากในบ ่ออนุบาลมีเศษตะกอน สารอินทรีย์เหลืออยู่นานจนเกินไป จะท�ำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นในตะกอน เมื่อลูกกุ้งกินเข้าไปเชื้อโรคจะเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารของลูกกุ้ง และสร้างปัญหากับลูกกุ้งได้
5. ในการจัดการคุณภาพน�้ำ เช่น แอมโมเนีย และออกซิเจน ในบ่ออนุบาลลูกกุ้ง เป็นปัจจัย ส�ำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงสุขอนามัยโดยเฉพาะในแง ่ของการเจริญเติบโตของแบคทีเรียกล ่าวคือ หากพบแอมโมเนียสูงแสดงว ่า สารอินทรีย์ที่มีโปรตีนสูงถูกย ่อยสลายอย ่างรวดเร็วเกิดเป็นแอมโมเนียสะสมและหมักหมมในบ่อ โดยที่ในบ่ออนุบาลจะแตกต่างจากบ่อดินคือ ไม่มีแพลงก์ตอนพืชในการดูดซับแอมโมเนียส่วนเกิน ท�ำให้การตกค้างของแอมโมเนียเป็นพิษต่อลูกกุ้งได้นอกจากนี้การให้ออกซิเจนซึ่งเป็นปัจจัยที่เกษตรกรคิดว่า สามารถจัดการได้เป็นอย่างดีแต่เนื่องจากก้อนสารอินทรีย์ตกค้างในบ่อที่มีขนาดใหญ่ สามารถท�ำให้เกิดสภาวะขาดออกซิเจนภายในเนื้อตะกอนที่อยู่ส่วนลึกเข้าไป เชื้อโรคสามารถเจริญเติบโตได้ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงถึงแม้เกษตรกรจะจัดการเรื่องระบบลมภายนอกได้เป็นอย่างดีก็ตาม6. อุณหภูมิของน�้ำมักเปลี่ยนแปลงได้ง ่าย จะท�ำให้เกิดการกระตุ้นการเจริญเติบโตของ แบคทีเรีย โดยเฉพาะอุณหภูมิที่สูงกว่า 31 องศาเซลเซียส ท�ำให้ในสภาวะที่มีสารอินทรีย์สะสมอยู่ยิ่งเน่าเสีย และเชื้อโรคมีโอกาสเจริญเติบโตและเพิ่มจ�ำนวนได้อย่างรวดเร็วกว่าปกติ7. การใช้โปรไบโอติกในบ่อเลี้ยง อาจมีผลดีและผลเสียโดยเฉพาะการให้โปรไบโอติกเพื่อ เบียดเชื้อโรคในสภาวะที่มีของเสียสะสมอยู่มากหากเกษตรกรเปลี่ยนถ่ายน�้ำในปริมาณที่น้อย คุณภาพน�้ำในบ่อเลี้ยงอาจเปลี่ยนแปลงไปท�ำให้คุณภาพน�้ำ เช่น แอมโมเนียเพิ่มมากขึ้นและออกซิเจนลดลง ดังนั้นการใช้โปรไบโอติกในบ่อจึงควรมีการจัดการอย่างเหมาะสม แนวทางหลักของการจัดการอนุบาลลูกกุ้งในโรงเพาะฟัก จึงควรเน้นการให้อาหารบ่อยครั้งการดูแลตะกอน การลดตะกอนและสารอินทรีย์จากบ ่ออนุบาลลูกกุ้งในระหว ่างเลี้ยง รวมถึงการควบคุมความเสี่ยง ดังค�ำแนะน�ำต่อไปนี้
ค�ำแนะน�ำส�ำหรับโรงอนุบาลลูกกุ้งทะเล1. การเพาะฟักและอนุบาลลูกกุ้งควรใช้น�้ำที่ผ ่านการ ฆ ่าเชื้อแล้ว ใสไม ่มีตะกอน ควรเน้นการกรองน�้ำหลายๆ ครั้ง และเก็บพักน�้ำในบ่อที่อยู่ภายในโรงอนุบาลเดียวกันเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมเดียวกัน เพื่อเวลาการเปลี่ยนถ่ายน�้ำไม่ได้สร้างความเครียดให้เกิดขึ้นกับลูกกุ้ง2. บ่ออนุบาลลูกกุ้งควรมีการท�ำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรค และฟักบ่อไว้ทุกครั้งในแต่ละรอบการผลิต ไม่ควรใช้บ่ออนุบาลอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการท�ำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคทั้งระบบรวมทั้งการพักบ่อเป็นประจ�ำตามที่ก�ำหนดไว้โดยการท�ำความสะอาด นั้นควรเน้นการใช้การแช่น�้ำจืดพร้อมกับการฆ่าเชื้อโรคให้เพียงพอ3. ใช้นอเพลียสจากแหล ่งที่เชื่อถือได้ว ่ามีการดูแล พ่อแม่พันธุ์ที่ดีมีผลการตรวจสอบเชื้อโรคในพ่อแม่พันธุ์ตามที่กรมประมงก�ำหนดไว้คือ ไวรัสตัวแดงดวงขาว (WSSV)ไวรัสหัวเหลือง (YHV) ไวรัสโรคแคระแกร็น (IHHNV)โรคทอร่าซินโดรมไวรัส (TSV) ไวรัสโรคกล้ามเนื้อตาย (IMNV)และ V. parahaemolyticus สายพันธุ์รุนแรงรวมถึงนอเพลียสต้องความสมบูรณ์แข็งแรง4. ความหนาแน่นของนอเพลียสที่เริ่มปล่อยลงเลี้ยงประมาณ 150 ตัว/ลิตร โดยในช่วงต้น ของการอนุบาล (ซูเอียถึงไมซิส) ควรเน้นอาหารธรรมชาติที่มีการเตรียมใหม่ๆ ไม่ควรน�ำอาหารธรรมชาติเช่น แพลงก์ตอน ที่มีการเตรียมไว้นานจนเริ่มตาย มีฟองสารอินทรีย์มาใช้ในการอนุบาลลูกกุ้งวันอ่อน ระบบการเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอนควรมีความสะอาด และมีปริมาณแพลงก์ตอนเพียงพอส�ำหรับใช้เลี้ยงลูกกุ้งได้ทุกวัน ตามระยะที่ลูกกุ้งต้องการการใช้อาหารส�ำเร็จควรใช้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จ�ำเป็น ส�ำหรับช่วงปลายระยะไมซิส ควรให้อาร์ทีเมียที่สะอาดและให้เพียงพอกับความต้องการ เพื่อให้ลูกกุ้งได้คุณค่าทางอาหารที่เหมาะสมกับการเติบโตและการพัฒนา5. เมื่อลูกกุ้งเข้าสู่ระยะการพัฒนาที่แข็งแรง มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่นช่วง PL1-PL2 ควรมี การถ่ายน�้ำโดยใช้น�้ำทะเลสะอาดที่เตรียมไว้ ถ่ายน�้ำประมาณ 50% พร้อมเอาตะกอนออกจากบ่ออนุบาล
6. การใช้อาหารส�ำเร็จต้องให้ลูกกุ้งกินในปริมาณจ�ำนวนมื้อที่เหมาะสม มีการสังเกตพฤติกรรม การกินอาหารของกุ้งเพื่อใช้ในการปรับปริมาณการให้อาหารเป็นประจ�ำเพื่อให้ระบบการเลี้ยงกุ้งมีความสะอาดและไม ่มีการหมักหมมของอาหารอันเป็นสาเหตุของความเสี่ยงการปนเปื้อนเชื้อโรคไม่พึงประสงค์โดยไม่จ�ำเป็นควรมีการตรวจวัดคุณภาพน�้ำมีการเฝ้าระวังแบคทีเรียวิบริโอ สีเขียว / สีเหลือง ที่เจริญบนอาหาร TCBSเพื่อใช้เป็นดัชนีชี้วัดปริมาณสารอินทรีย์ในน�้ำ7. โรงเพาะฟักควรดูแลคุณภาพน�้ำ เช่น อุณหภูมิน�้ำ ออกซิเจน ความเป็นด่าง พีเอช และ ความเค็มที่เหมาะสม และต้องเตรียมน�้ำที่ได้บ�ำบัดจนสะอาดเหมาะสมส�ำหรับใช้ในการอนุบาลได้อย่างพอเพียง เพื่อให้สามารถเปลี่ยนถ่ายและรักษาสภาพแวดล้อมของบ่ออนุบาลให้มีความเหมาะสม ควรมีการสุ่มวิเคราะห์ปริมาณแร่ธาตุที่จ�ำเป็นส�ำหรับการเติบโตและการลอกคราบของกุ้งในบ่อเลี้ยง ถึงแม้ว่าจะมีการอนุบาลในน�้ำที่ความเค็มสูงก็ตาม เนื่องจากแม้ความเค็มจะสูงแต่สัดส่วนและปริมาณแร่ธาตุที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกกุ้งอาจจะไม่เหมาะสมก็ได้8. โรงอนุบาลลูกกุ้งควรตรวจเช็คคุณภาพลูกกุ้ง เช่น ไม่พบการกุดขาดของรยางค์ อาหาร เต็มล�ำไส้ ไม่ขาดช่วง ตรวจดูเม็ดไขมันในตับด้วยกล้องจุลทรรศน์, เพาะเชื้อดูปริมาณและชนิดวิบริโอที่มากับลูกกุ้ง และทดสอบความแข็งแรงของกุ้ง หรือมีการตรวจสอบคุณภาพอื่นๆที่เหมาะสม9. เกษตรกรควรอนุบาลลูกกุ้งจนกระทั่งมีการพัฒนารูปร่างและรยางค์สมบูรณ์มีความพร้อม ในการปรับตัวส�ำหรับการด�ำรงชีวิตในบ ่อดินเช ่น มีการพัฒนาของเหงือกและรยางค์ที่สมบูรณ์ ตัวโต ลูกกุ้งที่เหมาะสมกับการน�ำไปเลี้ยงในบ่อดินต้องมีการพัฒนาไม่น้อยกว่าระยะโพสลาวาร์10
ค�ำแนะน�ำส�ำหรับการใช้จุลินทรีย์ ปม.1. ในโรงเพาะฟัก 1) เสริมโปรไบโอติกในอาร์ทีเมียเพื่อควบคุมเชื้อ V. parahaemolyitus ในตัวลูกกุ้งขาววัยอ่อน การเตรียมน�้ำขยาย เพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ ปม. 1 • หัวเชื้อจุลินทรีย์(ปม.1) ชนิดผง 20 กรัมหรือชนิดน�้ำ 20 ซีซี • น�้ำตาลทราย 20 กรัม • อาหารกุ้งส�ำเร็จรูป 5 กรัม • น�้ำสะอาด 1 ลิตร • ให้อากาศแรงๆ ในระดับที่ท�ำให้เกิดฟองน้อย นาน 24-36 ชั่วโมง 2) ล้างท�ำความสะอาดไข ่อาร์ทีเมียเพื่อลดปริมาณเชื้อวิบริโอ หรืออาร์ทีเมียแรกฟัก(instar I) เแช่ในไฮโดรเจนเปอร์อ๊อกไซด์2,500 ppm นาน 15 วินาทีหรือโดยแช่ในฟอร์มาลีน3,500 ppm นาน 10 วินาทีแล้วล้างออกด้วยน�้ำสะอาด 3) กรองน�้ำขยาย ปม.1 น�ำใส่ลงในถังอาร์ทีเมียแรกฟัก อัตราส่วน 1 ลิตร ต่ออาร์ทีเมีย100 ลิตรนาน 2 - 24 ชั่วโมงแล้วจึงน�ำอาร์ทีเมียที่มีจุลินทรีย์ ปม.1 ในล�ำตัวไปใช้ในการอนุบาลลูกกุ้งโพสลาวาร์และระยะไมซีส ในกรณีที่ใช้จุลินทรีย์ ปม.1 เป็นโปรไบโอติกใส่ลงไปในบ่ออนุบาล ควรใช้ในกรณีที่จ�ำเป็นมีปริมาณออกซิเจนในน�้ำมากพอ ต้องมีการดูดตะกอน (ปิดระบบเติมอากาศเป็นช่วงๆ บริเวณที่ดูดตะกอน ไม่ควรปิดพร้อมกันทั้งหมด) ถ่ายน�้ำหรือย้ายบ่อเลี้ยงให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรักษาความสะอาดและสุขอนามัยที่ดีของโรงเพาะฟักและป้องกันไม่ให้เชื้อโรคไม่พึงประสงค์เติบโตในบ่ออนุบาลกุ้งและอาจถูกกินเข้าไปในร่างกายพร้อมอาหารและเติบโตในกระเพาะและตับ/ตับอ่อนของกุ้งการใช้จุลินทรีย์ ปม.1 ในบ่ออนุบาลลูกกุ้ง โดยน�ำน�้ำจุลินทรีย์ปม. 1 ที่ขยายแล้วจ�ำนวน65 ซีซี/ตัน มาสาดในบ่ออนุบาลลูกกุ้ง
ผลการเฝ้าระวังและเก็บข้อมูลในบ่อดินที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดEMS พบว่า ความหมักหมมที่บริเวณพื้นบ่อ การสะสมของสารอินทรีย์การปนเปื้อนของเชื้อ Vibrioparahaemolyticusรวมถึงการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน�้ำจากสภาพอากาศที่แปรปรวนในระหว่างเลี้ยง เป็นปัจจัยเสี่ยงในการกระตุ้นให้กุ้งเครียด ป่วยและติดเชื้อในที่สุด กรมประมงมีค�ำแนะน�ำในการควบคุมความเสี่ยงโดยการปรับปรุงการเตรียมบ่อและการจัดการบ่อเลี้ยง ดังนี้ค�ำแนะน�ำวิธีการจัดการลดความเสี่ยงของการติดโรค EMS(Vibrio parahaemolyticus) สายพันธุ์รุนแรงในฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล
แนวคิดในการปรับปรุงการเตรียมบ่อและการจัดการบ่อเลี้ยง1. เชื้อ Vibrio parahaemolyticus เป็นเชื้อที่ชอบความเค็มสูงสามารถเจริญเติบโตในที่ ที่มีออกซิเจนต�่ำ หรือไม ่มีออกซิเจน ชอบเจริญเติบโตบนตะกอนอินรีย์ และซากแพลงก์ตอนพืช ดังนั้นการให้ออกซิเจนสูง และการเลี้ยงโดยมีน�้ำจืด หรือน�้ำความเค็มต�่ำจะท�ำให้เชื้อ Vibrio parahaemolyticus เจริญเติบโตช้า การลดปริมาณตะกอนอินทรีย์ในบ่อเลี้ยงกุ้งการไม่ปล่อยให้แพลงก์ตอนพืชตายพร้อมกันในปริมาณมาก (แพลงก์ตอนดรอบ) จะท�ำให้เกษตรกรสามารถควบคุมปริมาณเชื้อ Vibrio parahaemolyticus ได้ง่ายขึ้น2. ความเสื่อมโทรมของแหล่งน�้ำธรรมชาติโดยเฉพาะการสะสมสารอินทรีย์และของเสีย ของแหล่งน�้ำที่ใช้ในการเลี้ยงกุ้งที่ผ่านมา เป็นปัจจัยร่วมท�ำให้เกิดปัญหา EMS ดังนั้นจึงควรมีการลดการปนเปื้อนเชื้อโรค และสารอินทรีย์ก่อนน�ำเข้ามาในบ่อเลี้ยง3. ความหมักหมมของพื้นบ่อเลี้ยงกุ้งเป็นปัจจัยส่วนที่ส�ำคัญของการเกิดปัญหาเชื้อ Vibrio parahaemolyticus เกษตรกรควรมีการจัดการบ�ำบัดพื้นบ่อ บ่อพักน�้ำ และบ่อเลี้ยงกุ้งก่อนการเลี้ยงในรอบต่อไป4. ลูกกุ้งที่ไม่แข็งแรง สามารถสังเกตได้จากลักษณะภายนอก การทดสอบความเครียด การตรวจเชื้อ Vibrio parahaemolyticus และไวรัสด้วย PCR และการเพาะเชื้อเกษตรกรต้องให้ความส�ำคัญในการคัดเลือกลูกกุ้งคุณภาพเพื่อลดความเสี่ยงในการน�ำเชื้อโรคเข้าสู่ระบบการเลี้ยงกุ้ง5. การเปลี่ยนแปลงคุณภาพน�้ำระหว่างวันในบ่อเลี้ยงกุ้งที่มีช่วงกว้างท�ำให้เกิดความเครียด กับกุ้ง หากกุ้งไม่แข็งแรงจะเป็นปัจจัยท�ำให้กุ้งป่วยเป็น EMS ได้ง่าย6. การอนุบาลลูกกุ้งโดยตรงในบ่อเลี้ยง อาจจะเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อในบ่อ โดยเฉพาะหากเกษตรกรน�ำเอากุ้งที่ติดเชื้อเข้ามาอนุบาลในฟาร์ม เนื่องจากกุ้งที่มีเชื้ออยู่ในร่างกาย เชื้อจะออกมาจากร่างกายกุ้งพร้อมกับการขับถ่าย และสิ่งขับถ่ายที่ปนเปื้อนเชื้อสามารถหลุดรอดกระชังหรือบ่ออนุบาลลงไปในบ่อเลี้ยงกุ้งได้
ค�ำแนะน�ำส�ำหรับวิธีการปรับปรุงและการจัดการบ่อเลี้ยง1. การเตรียมน�้ำเพื่อใช้ส�ำหรับการเลี้ยงกุ้งหากเกษตรกรมีน�้ำจืด หรือน�้ำความเค็มต�่ำ เกษตรกรควรน�้ำมาเก็บไว้และใช้ผสมน�้ำทะเลในบ่อเพื่อลดความเค็มเพื่อลดการเจริญเติบโตของ Vibrio parahaemolyticus พร้อมๆ กับการลดปริมาณสารอินทรีย์และตะกอนในน�้ำ2. เกษตรกรต้องมีการเตรียมบ่อที่ดีก�ำจัดสารอินทรีย์ก้นบ่อและตากบ่อให้แห้ง เพื่อให้ ออกซิเจนแทรกเข้าไปในเนื้อดินอย่างทั่วถึง หรือน�ำสารอินทรีย์ออกจากพื้นบ่อและ/หรือบ�ำบัดพื้นบ่อให้สะอาด นอกจากนี้ควรท�ำความสะอาดบริเวณคลองส่งน�้ำ บ่อพักน�้ำไม่ให้มีการหมักหมมของเลน สารอินทรีย์ และเชื้อโรคที่อยู่ในตะกอนก้นบ่อ และสร้างบ่อเก็บเลนให้เพียงพอส�ำหรับเก็บเลนหรือตะกอนกลางบ่อที่สูบออกมาระหว่างการเลี้ยงรวมทั้งดูแลอุปกรณ์การเลี้ยงให้อยู่ในสภาพสะอาดและพร้อมใช้งานการฆ่าเชื้อในดินก้นบ่อ (Bottom soil sterilization) วิธีการฆ่าเชื้อในดินก้นบ่อ• ปูนเผา Calcium oxide, CaO หรือ ปูนเหอยเผา• ปูนขาว Calcium Hydroxide, Ca(OH)2ขั้นตอนการเตรียมพื้นบ่อ (1) การลดน�้ำในบ่อให้เกือบแห้ง ฉีด/ตากเลนส่วนเกินที่คิดว่าไม่สามารถจัดการได้ออกนอกบ่อเลี้ยง ความชื้นที่เหมาะสมของดิน ให้อยู่ที่ 10-40 % (2) ท�ำการฆ่าเชื้อ และการปรับ pH พื้นบ่อ ขั้นตอนการก�ำจัดสารอินทรีย์ และ ลดจ�ำนวนแบคทีเรียที่ตกค้างอยู่ตามพื้นบ่อ โดยใช้วัสดุปูนประเภทปูนร้อน ได้แก่ ปูนเผา (CaO)เช่น ปูนเปลือกหอยเผา ใช้ปูนเผาในอัตรา 320 กก/ไร่ กรณีพื้นบ่อแห้ง ใช้ปูนเผาโรยทั่วบ ่อ ก ่อนเปิดน�้ำเข้าบ ่อ กรณีบ ่อเปียก อาจผสมปูนเผากับน�้ำแล้วใช้ปั๊มดูดฉีดไปทั่วบ่อ (3) หลังจากลงปูนเผา 7-10 วัน ใช้จุลินทรีย์ ปม.1 สาดพื้นบ ่อ เพื่อช ่วยย ่อยสลายอินทรียสารที่ตกค้างในบ่อ หลังจากนั้นท�ำการตากบ่อ ประมาณ 2 สัปดาห์จนเนื้อดินแห้ง ปรับพื้นบ่อ และ เติมน�้ำที่เตรียมไว้ในบ่อพักน�้ำลงไปในบ่อเลี้ยง ในขั้นตอนนี้หากมีน�้ำความเค็มต�่ำ ใช้ก่อนก็จะท�ำให้สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ จุลินทรีย์ ปม.1เจริญเติบโตได้เร็ว
3. ปรับปรุงระบบป้องกันโรค (ไบโอซีเคียว) ให้สามารถ ป้องกันโรคกุ้งทุกโรคได้อย ่างมีประสิทธิภาพจริงน�้ำที่จะใช้กุ้งควรผ ่านระบบพักน�้ำอย ่างเพียงพอ ในกรณีที่มีความเสี่ยงเนื่องจากอยู่ในเขตของโรคระบาด ควรเพิ่มการบ�ำบัดการตกตะกอนและใช้ระบบบ่อพักน�้ำเพิ่มขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงในการน�ำสารอินทรีย์ และเชื้อโรคเข้าสู ่ระบบการเลี้ยง และบ่อบ�ำบัดหากมีบ่อเลี้ยงจ�ำนวนมากควรลดการเลี้ยงกุ้งลงโดยปรับบ่อเลี้ยงบางส่วนให้เป็นบ่อเตรียมน�้ำ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมและปรับปรุงสภาพแวดล้อมของฟาร์มให้ฟื้นฟูกลับมาดีดังเดิม4. เน้นการกรองน�้ำอย ่างละเอียดในทุกขั้นตอนเพื่อเป็น การลดความเสี่ยงในการน�ำพาหะโรคกุ้งเข้าสู่บ่อเลี้ยงควรกรองน�้ำด้วยผ้ากรองตาละเอียด เพื่อก�ำจัดพาหะน�ำโรคและศัตรูกุ้งอย ่างมีประสิทธิภาพ และต้องรีบจัดการเรื่องการปล ่อยกุ้งเพื่อไม ่ต้องเตรียมน�้ำรอลูกกุ้งนานเกินไป จนท�ำให้พื้นบ ่อเน ่าเสียในกรณีที่มีการรอลูกกุ้งเกษตรกรควรมีการคราดโซ ่ เพื่อป้องกันหน้าดินไม ่ให้เกิดการหมักหมม ขาดออกซิเจน และแบคทีเรียเพิ่มปริมาณสร้างไบโอฟิล์มค�ำแนะน�ำส�ำหรับการคราดพื้นบ่อ ควรคราดพรวนตะกอนเลน ทั้งในบ่อเลี้ยงลูกกุ้งและบ่อส�ำรองน�้ำทุกวัน วันละครั้ง (เฉพาะช่วงก่อนให้อาหารประมาณ 1 ชั่วโมง) เพื่อป้องกัน ไม่ให้พื้นบ่อเน่า ป้องกันไม่ให้เกิดขี้แดด และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปรสิต พวกซูโอแทมเนียมในบ่อ จึงก�ำหนดให้เลิกใช้อุปกรณ์ และวิธีการดั้งเดิมต ่างๆ ที่ก ่อให้เกิดปัญหา อาทิเลิกทิ้งตะกอนเลน น�้ำ และเลิกใช้เครื่องดูด ฉีด ขนย้าย เปลี่ยนถ่าย ระบายทิ้งลงสู่แหล่งน�้ำธรรมชาติเลิกการใช้ยา สารเคมีและปัจจัยการเลี้ยงกุ้งอื่นๆ ที่ไม่จ�ำเป็น เนื่องจากไม่เอื้ออ�ำนวยทั้งต่อการป้องกันควบคุมมลภาวะและโรคติดต่อ อีกทั้งไม่เกื้อหนุนทั้งต่อการรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
ส�ำหรับคราดพรวนโซ่มี 2 รูปแบบ ดังนี้ (วิธีการ ผช.อนันต์ ตันสุตะพานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล กรมประมง) (1) คราดพรวนโซ่แบบใช้คนหรือและกว้านลาก (2) คราดพรวนโซ่แบบใช้เรือลาก (2.1) ความยาวคานของคราดพรวนโซ่แบบใช้คนหรือและกว้านลากพรวนตะกอนเลนโดยทั่วไปประมาณ 6 เมตร (2.2) ขนาดโซ่ที่ใช้ประกอบการคราดพรวนนั้น ขึ้นกับวัตถุประสงค์ในการคราดพรวนตะกอนเลน โดยถ้าเป็นการคราดพรวนตะกอนเลน ในขั้นตอนการเตรียมบ่อและน�้ำ ก่อนที่จะปล่อยกุ้งลงเลี้ยงก็ให้ใช้โซ่ขนาดประมาณ 2.5-3 หุน แต่ถ้าเป็นการคราดพรวนตะกอนเลนในระหว ่างการเลี้ยงกุ้งก็ให้ใช้โซ ่ขนาดประมาณ 2 หุน ยึดโซ่ติดกับทั้งคานและโซ่ด้วยกันเป็นแผงในลักษณะของสามเหลี่ยมด้านเท่า ความกว้างขวางของแผงโซ่ประมาณ 1.3 - 1.5 เมตรเรือคราดตะกอนเลน (1) ส่วนคานของคราดพรวนโซ่แบบใช้เรือลากพรวนตะกอนเลนนั้นคานจะแบ่งออกเป็น3 ส่วนๆ ละประมาณ 2 เมตร แต่ละส่วนเชื่อมโยงติดกับห่วงและเชือกส�ำหรับแขวนคานเพื่อประโยชน์ในการที่จะปรับระดับการแขวนคานให้สอดคล้องกับความลึกของน�้ำและความลาดชันของคันบ่อ (2) น�ำทุ่นของเครื่องกังหันตีน�้ำจ�ำนวน 3 ทุ่น มาท�ำเป็นตัวเรือ โดยให้ทุ่นกลางยื่นไปข้างหน้าประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวทุ่น ยึดทุ่นติดกันเป็นแพด้วยวัสดุที่แข็งแรงอาทิไม้, สแตนเลส เพื่อความแข็งแรงและความสะดวกในการใช้งาน (3) ขนาดเครื่องยนต์ไม่ต�่ำกว่า 5.5 แรงม้า ติดตั้งอยู่บนแท่นที่แข็งแรงบริเวณท้ายทุ่นกลางยึดเพลาหางเครื่องติดกับตัวเรือ (4) บริเวณเพลาใต้ใบพัดของเครื่องยนต์ ท�ำโครงตะแกรงยึดติดกับปลายเพลาของหางป้องกันไม่ให้กุ้งได้รับอันตรายจากใบพัดเครื่องยนต์ (5) ติดตั้งหางเสือคู่หลังใบพัดเรือ พร้อมกับต่อคันบังคับหางเสือคู่ มาไว้บริเวณส่วนหน้าที่นั่งของคนขับเรือ เรือจะไปข้างหน้าเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หยุด ถอยหลัง ได้ด้วยการโยกคันบังคับหางเสือ
5. คัดเลือกลูกกุ้งที่มีคุณภาพดีมีสุขภาพแข็งแรงและปลอดโรคลงเลี้ยง โดยติดต่อซื้อจาก โรงเพาะฟักที่มีการจัดการที่ดีทั้งด้านสุขอนามัยฟาร์ม เกษตรกรต้องให้ความส�ำคัญกับผลการตรวจเช็คคุณภาพลูกกุ้งเช่น ไม่พบการกุดขาดของรยางค์ อาหารเต็มล�ำไส้ ไม่ขาดช่วงตรวจดูเม็ดไขมันในตับด้วยกล้องจุลทรรศน์, เพาะเชื้อดูปริมาณและชนิดวิบริโอที่มากับลูกกุ้ง และทดสอบความแข็งแรงของกุ้ง หรือมีการตรวจสอบคุณภาพอื่นๆ ที่เหมาะสม6. ปล่อยกุ้งหนาแน่นเหมาะสม (50,000-100,000 ตัว/ไร่สอดคล้องกับความสามารถ ในการจัดการเลี้ยงกุ้งระบบปิดของเกษตรกร) หากปล ่อยกุ้งแน ่น (200,000 -300,000 ตัว/ไร่) เกษตรกรต้องมั่นใจว่ามีอุปกรณ์ในฟาร์ม และน�้ำเพียงพอจะใช้เลี้ยงกุ้งจนกระทั่งจับขาย ความหนาแน่นที่ไม่เหมาะสมเป็นความเสี่ยงที่ท�ำให้ควบคุมและจัดการบ่อได้ยากจนเกิดการหมักหมมของสิ่งขับถ ่าย อาหารเหลือจากการเลี้ยงกุ้งเป็นสาเหตุท�ำให้กุ้งเครียด อ ่อนแอและเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย บ่อที่ปล่อยลูกกุ้งในปริมาณที่เหมาะสมจะมีสิ่งหมักหมมน้อยและสามารถจัดการเลี้ยงได้ดีในสภาวะอากาศที่แปรปรวน และควรปล่อยลูกกุ้งขนาด โพสลาวาร์10 ขึ้นไป7. เกษตรกรควรรักษาปริมาณออกซิเจนในน�้ำในช ่วงเวลาเช้าตรู ่ ประมาณ 4.0 - 5.0 มก./ล. และความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของน�้ำระหว่าง 7.8-8.2โดยมีช่วงการเปลี่ยนแปลงในรอบวันไม่เกิน 0.3 เพื่อให้สภาพแวดล้อมในบ่อเหมาะสมและกุ้งเติบโตได้อย่างปกติและแข็งแรงในกรณีที่พบกับสภาวะอากาศแปรปรวน ให้เน้นการใช้เครื่องเพิ่มออกซิเจนโดยเฉพาะบ่อที่กุ้งมีการเติบโตดีและเลี้ยงอย่างหนาแน่นเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบบ่อเลี้ยงกุ้งขาดออกซิเจนอย่างฉุกเฉิน8. การใช้จุลินทรีย์ ปม.1 เพื่อควบคุมสภาพน�้ำ และแย่งสารอาหารของจุลินทรีย์ก่อโรค ในบ่อเลี้ยง
วัตถุประสงค์เพื่อควบคุมเชื้อวิบริโอสีเขียวบางตัว เช่น V. parahaemolyitus และ V. harveyi ในลูกกุ้ง และกุ้งอายุ 60 วันการเตรียมน�้ำขยาย เพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ ปม. 1• หัวเชื้อจุลินทรีย์(ปม.1) ชนิดผง 20 กรัมหรือชนิดน�้ำ 20 ซีซี• น�้ำตาลทราย 20 กรัม• อาหารกุ้งส�ำเร็จรูป 5 กรัม• น�้ำสะอาด 1 ลิตร• ให้อากาศแรงๆ ในระดับที่ท�ำให้เกิดฟองน้อย นาน24-36 ชั่วโมงวิธีการ• เพื่อป้องกันโรค คลุกผสมอาหารเม็ด อาหารเสริม หรืออาหารสด ตั้งแต่เริ่มให้อาหารอัตราส่วนน�้ำขยาย 50 ซีซี/ อาหาร 1 กก.• ควบคุมและลดความรุนแรงของโรค คลุกผสมอาหารเม็ด อาหารเสริม หรืออาหารสดตั้งแต่เริ่มให้อาหาร อัตราส่วนน�้ำขยาย 100 - 200 ซีซี/ อาหาร 1 กก. กรณีพบกุ้งตายให้ลดอาหารลงครึ่งหนึ่งแล้วผสม ปม.1 ให้กินทุกมื้อ ถ้าอัตราการตายของกุ้งไม่ลดลงใน 2 วันให้งดอาหาร• การใช้ ปม.1 .ในน�้ำ ขยายตามสูตรปกติสภาวะปกติใช้50 ลิตร/ไร่ เพื่อควบคุมโรค100-200 ลิตร/ไร่ ใช้ร่วมกับโปรไบโอติก เน้นเรื่องการเติมอากาศ• การปรับลดหรือเพิ่ม ปม.1 ให้สังเกตจากระดับ pH เป็นเกณฑ์ คือ น�้ำจืดหรือความเค็มต�่ำ pH 7.6 – 8 และน�้ำทะเล หรือน�้ำความเค็มสูงกว่า 20 ppt pH 7.6 - 8.2ในรอบวันแกว่งไม่เกิน 0.3 กรณีที่ pH ในน�้ำสูงให้เพิ่มการใช้ปริมาณ ปม.1 ถ้า pHต�่ำกว่าช่วง ให้ลดปริมาณการใช้ปม.19. เฝ้าสังเกตอาการของกุ้งที่อ ่อนแอในบ ่อและพฤติกรรมของกุ้งในบ ่ออย ่างใกล้ชิดและ ต่อเนื่อง เช่น ดูการว่ายน�้ำ, การกินอาหาร, ความใสของกล้ามเนื้อสีฟ้าของล�ำตัวที่เกิดในกุ้งขนาดเล็ก และกุ้งที่มีอาการผิดสังเกตในยอ โดยหากสงสัยว ่ากุ้งในบ ่อจะป ่วยเป็นโรคควรส ่งกุ้งและน�้ำในบ ่อไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการเพื่อประกอบการวินิจฉัยโรคและแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด
สถานการณ์และผลกระทบของปัญหา EMSต่อการเลี้ยงกุ้งในประเทศไทย อุตสาหกรรมการผลิตกุ้งทะเลของไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดของกลุ ่มอาการตายด่วน (EMS) มาตั้งแต่ปลายปีพ.ศ. 2555 จนถึงปัจจุบัน ท�ำให้ผลผลิตกุ้งทะเลจากการเพาะเลี้ยงลดลงอย่างมาก จากประมาณ 480,000 ตันในปี2555 มาเป็น 256,000 ตันในปี2556และในรอบการผลิตกุ้งประมาณ 5 เดือนแรกของปีพ.ศ. 2557 ประเทศไทยมีผลผลิตกุ้งทะเลจากการเลี้ยงเพียง 70,000 ตัน ผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และภาคการส่งออกของประเทศเป็นอย่างมาก อาการการตายของกุ้งที่เกิดขึ้นจากโรคนี้ Dr. Donald Lightners มหาวิทยาลัย Arizonaได้เสนอรายงานวิชาการอธิบายสาเหตุที่ท�ำให้กุ้งตายด่วน โดยพบอาการตับวายเฉียบพลัน (AcuteHepatopancreatic Necrosis) ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Vibrio parahaemolyticus และต่อมาผลงานวิจัยจาก Dr. Timothy W. Flegel จาก มหาวิทยาลัยมหิดล และ Dr. Ikuo Hironoจาก Tokyo University of Marine Science and Technology ได้ออกรายงานทางวิชาการสนับสนุนเพิ่มเติมว่าเชื้อแบคทีเรีย Vibrio parahaemolyticus ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรค EMS มีสารพันธุกรรมที่อยู ่นอกโครโมโซมเรียกว ่า พลาสมิดส์ (plasmids: ส ่วนใหญ ่จะอยู ่ในรูปของวงกลมและสามารถจ�ำลองตัวเองได้โดยไม ่ต้องอาศัยโครโมโซม) อาศัยอยู ่ในกระเพาะอาหารกุ้งที่ติดเชื้อและแบคทีเรียที่มีพลาสมิดส์ดังกล่าวมีสารพันธุกรรมที่สร้างสารพิษและปล่อยออกมาท�ำลายเซลล์ของตับและตับอ่อนของกุ้ง เมื่อตับอ่อนถูกท�ำลายท�ำให้กุ้งอ่อนแอและเกิดการตายได้เมื่อปริมาณแบคทีเรียในตัวกุ้งเพิ่มสูงขึ้น หรือกุ้งที่ติดเชื้อได้รับสภาวะเครียดเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะเมื่อน�ำมาเลี้ยงในบ่อดินมักจะเกิดขึ้นในช่วง 30 วันหลังจากปล่อยกุ้งลงเลี้ยง และนักวิชาการจึงเรียกโรคที่ท�ำให้เกิดอาการตายด่วน (EMS) ว่าเป็นโรคตับวายเฉียบพลัน (Acute Hepatopancreatic Necrosis Disease: AHPND)หลักคิดและแนวทางประยุกต์โมเดลต่างๆเพื่อแก้ไขปัญหาอีเอ็มเอสของเกษตรกร
โรคกุ้งตายด่วนนี้ ท�ำให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อความมั่นคงของผลผลิตจากการเลี้ยงกุ้งของประเทศในเป็นอย่างน้อย 3 ข้อ คือ 1) เกษตรกรสูญเสียผลผลิตในระหว ่างการเลี้ยงไม ่ว ่าจะเป็นผลที่เกิดขึ้นทางตรงจากEMS และผลทางอ้อม ซึ่งจากข้อมูล FMD/MD ผลผลิตที่เกิดจากการปล่อยกุ้ง PL ลงเลี้ยงในบ่อ ที่เคยได้ผลผลิต 8 - 12 ตัน/ PL ล้านตัว กลับลดลงเหลือ 2.8 - 4.5 ตัน/ PL ล้านตัวซึ่งปัญหาเกิดขึ้นจากคุณภาพของลูกกุ้งและเทคนิคการจัดการเลี้ยงกุ้งที่ไม ่เหมาะสมกับการแก้ปัญหากุ้งตายด่วนท�ำให้กุ้งทยอยตายไปจนก�ำลังผลิตลดลง 2) ความสูญเสียของผลผลิตกุ้งที่เกิดขึ้นจากการโตช้า และกุ้งไม ่สามารถเลี้ยงจนครบเทอมต้องรีบจับกุ้งขาย เนื่องจากกุ้งเริ่มเสียหายจึงมีขนาดตัวและปริมาณน้อยโดยขนาดลดลงจาก 50 - 60 ตัว/ กก. เป็น 70 - 80 ตัว/ กก. และปริมาณ 2.0 - 2.5 ตัน/ ไร่มาเป็น 1 - 2 ตัน/ ไร่ 3) สภาวะการขาดทุนจากการเลี้ยง ปัญหาการตายของกุ้งในระหว ่างการเลี้ยง และความเข้าใจต่อปัญหาการเกิดโรคตายด่วนไปในทิศทางต่างๆ กัน ท�ำให้เกิดการชะลอการเลี้ยงโดยพบว่าเกษตรกรรายใหญ่และรายกลาง แต่ละรายมีการเลี้ยงกุ้งประมาณ 30 – 60 % ของพื้นที่ในขณะที่เกษตรกรรายย่อยส่วนหนึ่งหยุดพักการเลี้ยงกุ้งไปชั่วคราว ผลกระทบทั้ง 3 ข้อนี้ ท�ำให้การฟื้นตัวของการเลี้ยงกุ้งของประเทศไทยเป็นไปด้วยความล่าช้าและท�ำให้ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกที่ประเทศไทยเคยสามารถผลิตกุ้งและส่งออกได้เป็นอันดับ 1 ของโลก ตกลงมาอยู่ที่อันดับ 5 และเกิดความไม่มั่นใจของผู้น�ำเข้าจากต่างประเทศที่ส�ำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เป็นต้น ว่าจะสามารถซื้อกุ้งจากประเทศไทยได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ ผู้น�ำเข้าส ่วนหนึ่งจึงหันไปซื้อกุ้งจากประเทศอื่นแทน อุตสาหกรรมกุ้งของประเทศไทยจึงเสี่ยงต่อการสูญเสียตลาดส่งออกของประเทศ จึงต้องฟื้นฟูก�ำลังการผลิตกุ้งให้กลับคืนมาอย่างน้อยเท่ากับ 6 - 7 ตัน/ PL ล้านตัว ซึ่งจะท�ำให้เราสามารถมีผลผลิตในครึ่งปีหลังเดือนละไม่น้อยกว่า 20,000 ตัน
การปรับตัวด้านการเลี้ยงกุ้งเพื่อแก้ไขปัญหา EMS ในประเทศไทย ในระหว่างที่ประสบปัญหาการตายของกุ้ง การจัดการเลี้ยงกุ้งในรูปแบบต่างๆ ได้ถูกน�ำมาปรับใช้ในบ่อดินเพื่อใช้จัดการเลี้ยงกุ้งให้ผ่านสภาวะโรค EMS จนหลายๆ รูปแบบได้รับการยอมรับว่าเป็นรูปแบบที่สามารถน�ำไปประยุกต์ใช้ให้ประสบความส�ำเร็จในการเลี้ยงได้เช่นตราดโมเดล เป็นรูปแบบการจัดการเลี้ยงกุ้งที่เน้นการเติมไนโตรเจนลงไปในบ่อเลี้ยงกุ้งและใช้ประโยชน์จากวัฏจักรไนโตรเจนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์และแพลงก์ตอนพืช ใช้ผลผลิตของวัฎจักรไนโตรเจน (NO3-) เป็นแหล่งออกซิเจนทางเคมีของดินเลนเพื่อป้องกันไม่ไห้เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ในเลนซึ่งเป็นสาเหตุให้กุ้งตาย รวมทั้งการจัดการคุณภาพน�้ำให้อยู ่ในช ่วงที่เหมาะสมต่อการเติบโตและลดปริมาณแบคทีเรียกลุ ่มวิบริโอสีเขียวที่รวมถึง Vibrio parahaemolyticus สายพันธุ์รุนแรงซึ่งเป็นสาเหตุของโรคตายด่วน (EMS)ไบโอฟลอค เป็นรูปแบบการเลี้ยงที่เน้นการแก้ปัญหาคุณภาพลูกกุ้งที่ไม ่สม�่ำเสมอโดยใช้วิธีช�ำกุ้ง เพื่อคัดเลือกลูกกุ้งคุณภาพเข้าสู่ระบบการเลี้ยง โดยเน้นการฟื้นฟูลูกกุ้งที่อ่อนแอและติดเชื้อให้แข็งแรงขึ้น รวมถึงเป็นการลดจ�ำนวนเชื้อในตัวลูกกุ้งและควบคุมจุลินทรีย์ในบ่อ โดยการสร้าง floc จากจุลินทรีย์โปรไบโอติก ซึ่งกุ้งที่ช�ำ เมื่อกิน floc ที่เป็น Probiotic เข้าไปเเล้วจะช่วยให้ระบบการย่อยอาหารเเละภูมิต้านทานของกุ้งดีขึ้น ท�ำให้ลูกกุ้งมีความสมบูรณ์เเละทนทานต่อความเปลี่ยนเเปลงของสิ่งเเวดล้อมในบ่อเลี้ยงกุ้งการระเบิดเลน เป็นรูปแบบการเลี้ยงที่เน้นการจัดการเตรียมบ่อ โดยไม่ต้องน�ำเลนออกจากบ่อเลี้ยงกุ้ง แต่กระตุ้นให้เกิดการระเบิด (ย่อยสลายสารอินทรีย์ในเลนในสภาวะขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง เพื่อให้เลนปล่อยไฮโดรเจนซัลไฟด์ ปุ๋ย อัลคาไลนิตี้และแร่ธาตุออกมาในปริมาณมากเพียงพอส�ำหรับสร้างห่วงโซ่อาหารธรรมชาติและการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปล ่อยกุ้งลงเลี้ยงโดยให้กินอาหารธรรมชาติระยะหนึ่งก ่อนที่จะเริ่มให้อาหารและออกซิเจนอย ่างเพียงพอ เพื่อรักษาสมดุลของ Heterotrophs (จุลินทรีย์ย ่อยสลายสารอินทรีย์) และAutotrophs (แพลงก์ตอนพืชและจุลินทรีย์ในกลุ่มไนตริฟิเคชั่น) และเพื่อเป็นการรักษาคุณภาพน�้ำและควบคุมแบคทีเรียให้มีปริมาณเหมาะสมต่อการเติบโตของกุ้งการรักษาสมดุลแพลงก์ตอนกับแบคทีเรีย เป็นรูปแบบการเลี้ยงที่เน้นการรักษาสมดุลของแพลงก์ตอนกับแบคทีเรียและคุมวิบริโอสีเขียวให้มีน้อย (หรือไม่มีเลย) และใช้ความสมดุลของแบคทีเรียและแพลงก์ตอนพืชเป็นหลักในการจัดการสิ่งแวดล้อมบ่อเลี้ยง ไม่ให้แพลงก์ตอนพืชล้มและไม่ให้แบคทีเรียร้ายเจริญเติบโตมากจนก่อให้เกิดโรค (ไม่เน้นการก�ำจัด)และให้กุ้งในบ่อสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้หลักการพื้นฐานเดิมในการเลี้ยงกุ้ง (Back to the basic)
การลดสารอินทรีย์ในระหว่างเลี้ยง เป็นรูปแบบการเลี้ยงที่เน้นการก�ำจัดตะกอนสารอินทรีย์ ซากแพลงก์ตอน และกุ้งอ ่อนแอกลางบ ่อที่หลุดออกในระหว ่างการถ ่ายตะกอน เพื่อลดปริมาณการสะสมของสารอินทรีย์ สิ่งขับถ ่าย และลดการหมกหมมของพื้นบ ่อ ท�ำให้ไม ่มีแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดโรคกุ้งการใช้น�้ำที่ตกตะกอนใส เป็นรูปแบบการเลี้ยงที่เน้นการก�ำจัดตะกอนสารอินทรีย์ซากแพลงก์ตอน และสารอินทรีย์ในน�้ำก ่อนใช้เพื่อท�ำให้น�้ำมีความสะอาด โดยใช้หลักการการตกตะกอนด้วยปูนและน�ำเอาน�้ำส่วนที่ใสมาใช้เลี้ยงกุ้ง และในระหว่างเลี้ยง ดูดตะกอนของเสียที่เหลือจากการให้อาหาร การขับถ่ายและใช้ปูนตกตะกอนสารอินทรีย์ให้ตกลงไปที่พื้นบ่อและดูด/ถ ่ายออกจากบ ่อเลี้ยง พร้อมกับการให้ออกซิเจนอย ่างพอเพียง โดยน�้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งเมื่อมีสารอินทรีย์และตะกอนแขวนลอยต�่ำ ในสภาวะที่มีออกซิเจนเพียงพอ เกษตรกรจะสามารถลดปริมาณและควบคุมไม่ให้เชื้อแบคทีเรียก่อให้เกิดโรคกุ้งได้การเลี้ยงร่วมกับปลา เป็นรูปแบบการเลี้ยงในเขตน�้ำจืดที่ใช้การควบคุมสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการเกิดโรค EMS เช่น คุมพีเอช ความเค็ม และใช้การบ�ำบัดน�้ำในบ่อพักน�้ำที่เลี้ยงปลาในบ่อพักน�้ำเพื่อให้ปลากินตะกอนสารอินทรีย์ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของน�้ำ (จากการถ่ายเทน�้ำและว ่ายน�้ำของปลา) และช ่วยเติมอากาศลงไปในมวลน�้ำ โดยน�้ำที่ผ ่านการบ�ำบัดแล้วจะถูกหมุนเวียนน�ำกลับไปใช้ใหม่ได้การอนุบาลลูกกุ้งในกระชัง เป็นรูปแบบการเลี้ยงที่เน้นการอนุบาลลูกกุ้งในกระชังแยกเฉพาะในบ่อที่มีการเตรียมน�้ำที่สะอาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากตะกอนในบ่อ โดยในระหว่างการอนุบาลเตรียมบ ่อเลี้ยงให้มีสภาพเหมาะสมทั้งพื้นบ ่อและคุณภาพน�้ำ และเมื่อมีการย้ายกุ้งจะต้องมีการทดสอบน�้ำและสังเกตพฤติกรรมของกุ้งในตู้เลี้ยง สังเกตการณ์เพื่อประเมินการปรับตัวของกุ้งภายหลังในการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้อาหาร เป็นรูปแบบการเลี้ยงที่เน้นการให้กุ้งกินอาหารอย่างทั่วถึงและเพิ่มออกซิเจนให้เพียงพอและทั่วถึงทั้งหน้าดินและผิวน�้ำ เพื่อให้สามารถจัดการของเสียและรักษาสมดุลทั่วทั้งบ่อ โดยเลียนแบบระบบนิเวศของบ่อเลี้ยงสัตว์น�้ำที่ต้องมีทั้งผู้ผลิต(Autotrophs) และผู้บริโภค (Heterotrophs) ในสัดส่วนที่พอดีเหมาะสมกับความหนาแน่นของกุ้งที่เลี้ยงและน�้ำที่น�ำมาใช้จะไม ่มีการฆ ่าเชื้อหรือฆ ่าพาหะมากเกินความจ�ำเป็น และไม ่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ในระหว่างเลี้ยง
มุมมองต่อ EMS เพื่อก�ำหนดแนวคิดในการแก้ปัญหา จะเห็นได้ว่า ทุกตัวอย่างรูปแบบการเลี้ยงที่ประสบความส�ำเร็จ มีมุมมองต่อโรคระบาด EMSที่เหมือนกันอยู่คือ EMS เป็นการตายของกุ้งที่เกิดขึ้นในบ่อเลี้ยง มีความสัมพันธ์กับปัจจัยต่างๆเช่น สิ่งแวดล้อม คุณภาพลูกกุ้งและเชื้อโรค ทั้งทางตรงทางอ้อม โดยเกษตรกรที่ประสบความส�ำเร็จมอง EMS และให้ความส�ำคัญต่อปัจจัยต่างๆ ดังนี้1. สิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยที่เกษตรกรให้ความส�ำคัญมากที่สุด โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมในบ่อเลี้ยงกุ้งที่มีความเสื่อมโทรม มีการแพร่กระจายอยู่ของเชื้อโรคและสารอินทรีย์หมักหมมอยู ่ในน�้ำและดินของแหล ่งน�้ำ และพื้นที่ฟาร์มเลี้ยง โดยมีความสัมพันธ์กับรูปแบบการจัดการการเลี้ยง ระหว่างการจัดการบ่อที่ไม่สมดุลที่จะท�ำให้กุ้งเครียด และสิ่งแวดล้อมภายนอกบ่อเลี้ยงกุ้งที่มีความเสื่อมโทรม ซึ่งปัจจุบันมีความแปรปรวนได้บ่อยมาก • ความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นในแหล่งน�้ำชายฝั่ง ทั้งคลองน�้ำกร่อยและชายฝั่งทะเล มีการปนเปื้อนของสารอินทรีย์ที่เกิดจากการเลี้ยงกุ้ง • การเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมภายนอก ท�ำให้สิ่งแวดล้อมในบ่อเปลี่ยนแปลงไป • การสะสมของสารอินทรีย์และเชื้อโรคกุ้งในระหว่างการเลี้ยง การสะสม และการส่งผ่านข้ามไปสู่การเลี้ยงกุ้งในแต่ละรุ่น • การจัดการสมดุลของแบคทีเรียและแพลงก์ตอนพืชที่ขึ้นอยู่กับจ�ำนวนของแบคทีเรียแพลงก์ตอนพืช ปริมาณสารอินทรีย์และปุ๋ยที่มีในบ่อ • การจัดการสภาพแวดล้อมของพื้นบ่อและคุณภาพน�้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง2. เชื้อโรค เป็นปัจจัยส�ำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่เกษตรกรให้ความส�ำคัญ โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขอนามัยในการจัดการเลี้ยงกุ้งทั้งในโรงเพาะฟัก ในบ่อเลี้ยงและการป้องกันการระบาดของโรค • การปนเปื้อนของเชื้อ Vibrio parahaemolyticus สายพันธุ์รุนแรงซึ่งเป็นสาเหตุของโรคตายด่วน (EMS) ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการจัดการสุขอนามัยที่ไม่ดีปล่อยให้บ่ออนุบาล บ่อเลี้ยงมีการสะสมของเชื้อโรค • ปัจจัยการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในสิ่งแวดล้อมของบ่อเลี้ยงกุ้ง ที่ติดไปจากการขนส่งกุ้งและการปนเปื้อนไปกับน�้ำและตะกอนดินที่ไม่ได้จัดการ • ปัจจัยเชื้อโรคอื่นๆ ที่ยังคงมีอยู่ในประเทศ เช่น ไวรัสดวงขาว ไวรัสหัวเหลือง หรือเชื้ออื่นๆ ที่เข้ามา
3. ปัจจัยด้านพันธุกรรมและสายพันธุ์ของกุ้ง เป็นปัจจัยที่เกษตรกรให้ความส�ำคัญเพื่อประกอบการตัดสินใจในการวางแผนการผลิตที่เหมาะสมกับเทคโนโลยี • การรอดตาย ความแข็งแรง ของแต่ละสายพันธุ์ • สายพันธุ์ที่แตกต่างกัน ไม่มีความสัมพันธ์กับ EMS ในสภาพแวดล้อมที่สะอาดแต่อาจมีความสัมพันธ์กับ EMS หากมีการจัดการไม่เหมาะสม4. ปัจจัยอื่นๆ • คุณภาพของอาหาร แหล่งโปรตีนที่เหมาะสม และความสามารถในการย่อยอาหารหลักคิด เพื่อแก้ไขปัญหา EMS ของเกษตรกร 1. ความเสื่อมโทรมของแหล่งน�้ำ โดยเฉพาะการสะสมสารอินทรีย์และของเสียจากการเลี้ยงกุ้งที่ผ่านมา เป็นปัจจัยร่วมท�ำให้เกิดปัญหา EMS ดังนั้น เกษตรกรต้องมีการฟื้นฟู ปรับสภาพน�้ำก่อนน�ำมาใช้เลี้ยงกุ้งและช่วยกันรักษา ไม่ทิ้งตะกอนสารอินทรีย์ลงไปสู่แหล่งน�้ำธรรมชาติ 2. ความหมักหมมของพื้นบ่อเลี้ยงกุ้งเป็นปัจจัยส�ำคัญของการเกิดปัญหา EMS เกษตรกรต้องมีกระบวนการลดความหมักหมมและปริมาณเชื้อโรคบริเวณพื้นบ ่อ เพื่อท�ำให้บ ่อเลี้ยงมีความสะอาด เหมาะสมส�ำหรับการใช้เลี้ยงกุ้ง 3. คุณภาพลูกกุ้งที่ไม ่สม�่ำเสมอ บางครั้งอาจมีความไม ่แข็งแรง สามารถสังเกตได้จากลักษณะภายนอก การทดสอบความเครียด การตรวจเชื้อด้วย Technique Plate และ PCRเกษตรกรควรเลือกใช้ลูกกุ้งที่มีคุณภาพและผ ่านคัดกรองเชื้อ Vibrio parahaemolyticus สายพันธุ์รุนแรงจากโรงเพาะฟัก เพื่อให้ได้ลูกกุ้งที่ไม่ปนเปื้อนเชื้อและมีความแข็งแรง 4. คุณภาพน�้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งมีการเปลี่ยนแปลงและไม่คงที่ ท�ำให้เกิดความเครียดกับกุ้งที่ปล ่อยลงเลี้ยง หากกุ้งที่ปล ่อยไม ่แข็งแรงอยู ่แล้วจึงป ่วยเป็น EMS ได้ง ่าย เกษตรกรต้องเรียนรู้เทคนิคที่เหมาะสมในการจัดการให้คุณภาพน�้ำมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงแคบ เพื่อไม่ให้กุ้งเกิดความเครียดโดยเฉพาะช่วงลอกคราบ
5. สารอินทรีย์ที่สะสมในระหว ่างเลี้ยงเป็นตัวก ่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นของแบคทีเรีย หากไม่สามารถควบคุมปริมาณสารอินทรีย์จะท�ำให้สมดุลจุลินทรีย์และแพลงก์ตอนเปลี่ยนแปลงไปไม่สามารถจัดการคุณภาพน�้ำ สีน�้ำ และแพลงก์ตอนพืชในบ่อเลี้ยงกุ้งได้ ดังนั้นเกษตรกรต้องมีวิธีการที่เหมาะสมในการควบคุมสารอินทรีย์ในบ่อเลี้ยงกุ้ง 6. ความไม่ชัดเจนในแนวทางการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร หรือการลอกเลียนแบบคนอื่นมากเกินไป ท�ำให้ไม ่สามารถจับหลักและวิธีแก้ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงของตนได้ เกษตรกรควรเน้นปรับปรุงการเลี้ยงกุ้งในประเด็นที่เป็นจุดผิดพลาดที่เป็นหลัก โดยไม่ควรเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเลี้ยงทั้งหมดโดยไม่มีความพร้อมและความเข้าใจ 7. การให้อาหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ (คุณภาพ และปริมาณอาหารที่ให้ในบ่อ) เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารของกุ้งและท�ำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม เกษตรกรควรปรับปรุงวิธีการให้อาหารให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีค่าอัตราแลกเนื้อที่ดี 8. การเลี้ยงกุ้งในน�้ำซึ่งมีความเค็มต�่ำจะท�ำให้เชื้อวิบริโอที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคEMS เจริญเติบโตได้ช้ากว่าน�้ำที่มีความเค็มสูง เกษตรกรในพื้นที่ที่มีความพร้อมในการน�ำน�้ำที่มีความเค็มต�่ำมาใช้ เช่น ในบริเวณที่มีแม่น�้ำที่มีน�้ำจืดไหลผ่าน บ่อน�้ำซับที่มีความเค็มต�่ำหรือจืดสามารถน�ำน�้ำบางส่วนมาใช้ในการควบคุม ลดปริมาณเชื้อ และสร้างสภาพแวดล้อมของการเลี้ยงที่ไม่เอื้อกับการเจริญเติบโตของเชื้อ Vibrio parahaemolyticus สายพันธุ์รุนแรง ซึ่งจะท�ำให้กุ้งมีความเสี่ยงที่จะเป็น EMS ลดลงหลักปฏิบัติและการประยุกต์ใช้ในพื้นที่ต่างๆ1) หลักการส�ำรวจข้อผิดพลาดในการเลี้ยงกุ้งในรุ่นที่ผ่านมาของเกษตรกร เกษตรกรควรน�ำองค์ความรู้ที่มีอยู ่มาประยุกต์ใช้ให้เกิดความเหมาะสมและชัดเจนไม่ควรปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเลี้ยงของตนเองอย่างมากจนเกินความจ�ำเป็น จนท�ำให้ไม่ทราบว่าผลจากการเปลี่ยนแปลงโดยวิธีใดที่ท�ำให้เกิดความส�ำเร็จหรือล้มเหลวในการเลี้ยงกุ้ง crop นั้นๆเกษตรกรจึงควรตรวจสอบระบบการจัดการเลี้ยง สภาพของพื้นที่และท�ำการปรับแก้ดังนี้ 1. ความหมักหมมของแหล่งน�้ำ ให้ดูจ�ำนวนฟาร์ม/ บ่อที่อยู่บริเวณโดยรอบในเขตพื้นที่เดียวกัน ปริมาณผลผลิตที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นๆ เพื่อที่จะได้มองเห็นถึงภาพความหมักหมมที่เกิดขึ้นในแหล่งน�้ำ 2. ส�ำรวจสภาพของบ่อพักน�้ำ รวมถึงคลองส่งน�้ำที่เกิดความหมักหมมและท�ำการแก้ไข 3. ส�ำรวจล�ำคลอง คุณภาพของน�้ำ ตะกอนเลน เพื่อประเมินคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนการเลี้ยง เช่น กรณีแหล่งน�้ำที่ใช้มีการไหลถ่ายเทน้อย มีการบลูมของแพลงก์ตอนบ่อยครั้ง ดินมีความเน่าเสีย แสดงให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมของแหล่งน�้ำนั้น ๆ
4. ให้เกษตรกรท�ำการส�ำรวจสภาพบ ่อเลี้ยงของตนเองโดยดูจากผลผลิตที่เกิดขึ้นในรอบที่ผ ่านมา ความเน ่าเสียของพื้นบ ่อ การเกิดโรค รวมถึงคุณภาพของดิน เพื่อประเมินความหมักหมมและโอกาสปนเปื้อนเชื้อในพื้นบ่อ 5. เกษตรกรควรตรวจสอบ FCR อัตราการเจริญเติบโตของกุ้ง และอัตรารอดของกุ้งใน crop ที่ผ่านมา เพื่อประเมินประสิทธิภาพและวิธีการจัดการให้อาหารในระหว่างการเลี้ยงกุ้ง 6. เกษตรกรควรประเมินความนิ่งของสิ่งแวดล้อม เช่น การดรอปของสีน�้ำ, ปริมาณออกซิเจน, ช่วงค่า pH, ค่าอัลคาไลน์และเกลือแร่ เพื่อประเมินความนิ่งของระบบ 7. เกษตรกรต้องประเมินปริมาณของตะกอนที่เกิดขึ้นในช ่วงของการเตรียมน�้ำการเลี้ยง เพื่อประเมินโอกาสเกิดการหมักหมมของสารอินทรีย์ที่เป็นแหล ่งอาหารและที่อยู ่ของแบคทีเรียที่อาจก่อเชื้อโรค 8. เกษตรกรควรตรวจสอบกระบวนการคัดเลือกลูกกุ้งเข้าสู ่ระบบการเลี้ยงว ่าได้มีการประเมินความแข็งแรง, การติดเชื้อ, สภาพตับ และลักษณะภายนอก อย่างเหมาะสมก่อนน�ำมาเลี้ยงหรือไม่ 9. เมื่อเกษตรกรท�ำการประเมินดังกล ่าว จะท�ำให้สามารถทราบจุดบกพร ่องหรือจุดด้อยในการจัดการระบบการเลี้ยงของตนเอง แล้วให้เน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะจุดนั้นๆเพื่อปรับปรุงกระบวนการเลี้ยงของตน โดยกระบวนการจัดการเลี้ยงต้องมีหลักปฏิบัติน�ำไปสู่การจัดการตามสุขอนามัย ปรับปรุงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้กุ้งมีสุขอนามัยที่ดีและมีสุขภาพที่แข็งแรง2) การสร้างสภาวะแวดล้อมที่เชื้อ Vibrio parahaemolyticus เจริญเติบโตได้ช้าลง การควบคุมเชื้อ Vibrio parahaemolyticus สายพันธุ์รุนแรงนั้น เกษตรกรควรเข้าใจถึงชีววิทยาของเชื้อชนิดนี้และพยายามสร้างสภาวะแวดล้อมภายในบ่ออนุบาลและบ่อเลี้ยงที่เชื้อนี้เจริญเติบโตได้ยาก 1. Vibrio parahaemolyticus เชื้อชนิดนี้ไม่ชอบน�้ำจืด ดังนั้นการใช้น�้ำจืด หรือน�้ำความเค็มต�่ำ สามารถน�ำมาใช้ฆ่าเชื้อในบ่อดินได้ในระหว่างการเตรียมบ่อ โดยการน�ำน�้ำจืดหรือน�้ำความเค็มต�่ำเติมให้ได้ระดับ 20 เซนติเมตร แช่ให้ท่วมหน้าดิน และคราดโซ่ หลังจากนั้นเติมจุลินทรีย์ปม. 1 เพื่อลดปริมาณสารอินทรีย์เจริญเติบโตครอบครองพื้นบ่อและน�้ำ หลังจากนั้นจึงเติมน�้ำเค็มที่เตรียมสะอาดแล้วเข้ามาเพื่อเตรียมปล่อยกุ้งต่อไป 2. Vibrio parahaemolyticus เจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่ขาดหรือมีออกซิเจนน้อยดังนั้นเกษตรกรจึงต้องพยายามลดจุดอับออกซิเจน ลดพื้นที่หมักหมมบริเวณพื้นบ ่อ และใช้การคราดโซ่ เพื่อไม่ให้พื้นบ่อขาดออกซิเจน ซึ่งสามารถช่วยได้ในจุดนี้
3. Vibrio parahaemolyticus ชอบสภาพ pH สูง ดังนั้นการจัดการให้น�้ำมีpH ต�่ำลงจะท�ำให้ปริมาณเชื้อ Vibrio parahaemolyticus ลดลงได้ง่ายกว่าในน�้ำที่มีพีเอชสูง 4. Vibrio parahaemolyticus ไม ่ชอบสภาพแวดล้อมที่มีน�้ำตาล การใช้น�้ำตาลในบางสภาวะที่ต้องการลดปริมาณเชื้อ เบียดเชื้อ Vibrio parahaemolyticus สามารถท�ำได้โดยเฉพาะช่วงแรกของการเตรียมบ่อที่ต้องการปริมาณเชื้อวิบริโอสีเหลืองมากกว่าสีเขียว 5. จุลินทรีย์ ปม. 1 สามารถเติบโตเบียดเชื้อ Vibrio parahaemolyticus และสร้างสภาพแวดล้อมที่ Vibrio parahaemolyticus ไม่ชอบ จะท�ำให้สามารถคุม/ ลดปริมาณเชื้อ Vibrio parahaemolyticus ได้ 6. การฆ ่าเชื้อโรคโดยใช้สารเคมีหรือยาปฏิชีวนะนั้นไม ่เหมาะสมเนื่องจากสารเคมีจะสามารถท�ำลายจุลินทรีย์ และแบคทีเรียทุกชนิด เมื่อหมดฤทธิ์ของสารเคมีแล้ว หากมีการปนเปื้อนซ�้ำ แบคทีเรียชนิดก ่อโรคจะสามารถเติบโตและครองพื้นที่ได้ดีกว ่า ในการก�ำจัดเชื้อออกจากน�้ำ วิธีการที่เหมาะสมในการก�ำจัดเชื้อออกจากน�้ำคือ วิธีใช้ปูนขาวตกตะกอนบทสรุป มาถึงปัจจุบันนี้เป็นช ่วงเวลาที่องค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของ EMSในบ ่อเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรมีความชัดเจนมากขึ้น ประเทศไทยมีองค์ความรู้ชัดเจนว ่าเชื้อVibrio. parahaemolyticus สายพันธุ์รุนแรง มีพลาสมิดส์ ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมสร้างสารพิษที่รุนแรงปนเปื้อนอยู่ในระบบการผลิตกุ้งและพร้อมที่จะถูกกระตุ้นด้วยสารอินทรีย์ในรูปตะกอนแขวนลอยในน�้ำ ละลายน�้ำ หรือตกทับถมในบริเวณเลนกลางบ่อร่วมกับปัจจัยที่กุ้งมีความอ่อนแอและพบกับสภาพความแปรปรวนของภูมิอากาศ สภาพระบบนิเวศบ ่อเลี้ยงกุ้งที่แพลงก์ตอนและแบคทีเรียไม่สมดุล คุณภาพน�้ำในรอบวันมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงกว้าง สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุที่ท�ำให้กุ้งเกิดความอ่อนแอมากยิ่งขึ้นจนตายไปในที่สุด อย่างไรก็ตามยังมีรูปแบบวิธีการจัดการดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น รวมทั้งข้อแนะน�ำที่เกษตรกรสามารถศึกษา ทบทวนเพื่อให้เกิดความเข้าใจและมั่นใจ สามารถน�ำไปประยุกต์ใช้ในฟาร์มให้มีความเหมาะสมต ่อพื้นที่และปัจจัยสภาพแวดล้อม เพื่อที่จะสามารถเลี้ยงกุ้งให้ผ่านปัญหา EMS พร้อมทั้งน�ำศักยภาพและโอกาสของผู้เลี้ยงกุ้งไทยกลับคืนมาเหมือนเดิมโดยเร็ว
ในปีพ.ศ. 2551 ส�ำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาคร ด�ำเนินการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) สูตรผง แจกจ่ายเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น�้ำทั่วประเทศไทย โดยนักวิชาการของกรมประมงร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยได้คัดเลือกจุลินทรีย์ในกลุ่ม Bacillus 2 ชนิด คือ B. subtilis และ B. megaterium ส่วนเชื้อ B. licheniformis ได้รับความอนุเคราะห์จาก รศ.ดร.นนทวิทย์ อารีย์ชน คณะประมงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท�ำให้เชื้อมีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่ตกค้างสะสมในบ่อเลี้ยงสัตว์น�้ำ นอกจากคุณสมบัตินี้แล้วแบคทีเรียทั้ง 3 ชนิดยังมีคุณสมบัติสามารถน�ำมาใช้เป็นโปรไบโอติกเพื่อควบคุมเชื้อและกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ในปีพ.ศ. 2557 กรมประมง โดยส�ำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งได้มอบหมายให้หน่วยงานภายใต้สังกัดผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์(ปม.1) สูตรน�้ำแจกจ่ายเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น�้ำ เพื่อให้ถึงมือเกษตรกรอย่างทั่วถึง สะดวกและรวดเร็ว โดยเกษตรกรสามารถรับบริการได้จากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งในพื้นที่การใช้ หัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) เพื่อควบคุมโรค EMSในกุ้งทะเล
ลักษณะและคุณสมบัติทั่วไปของ จุลินทรีย์ในกลุ่ม Bacillus• เป็นแบคทีเรียแกรมบวก รูปร่างเป็นท่อนกลมยาว (Rod-shaped) เคลื่อนที่ได้• ใช้คาร์บอนไดออกไซด์เป็นแหล่งคาร์บอน และได้พลังงานจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ และอนินทรีย์• สามารถสร้างสปอร์ที่ทนต่อยาฆ่าเชื้อทั่วไป และอยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิสูง (ต�่ำกว่า 100°C) ได้ดีคุณสมบัติส�ำคัญของจุลินทรีย์ในกลุ่ม Bacillusชนิด คุณสมบัติBacillus subtilis • ย่อยสลายอินทรีย์ได้ดีทั้งโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตโดยเฉพาะในสภาพที่มีออกซิเจน• เป็นโปรไบโอติกสามารถลดปริมาณเชื้อ Vibrio และเพิ่มปริมาณแบคทีเรียที่มีประโยชน์เพื่อรักษาสมดุลย์ของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารBacillus licheniformis • ย่อยสลายอินทรีย์ได้ดีทั้งในสภาพที่มีออกซิเจนและไม่มีออกซิเจน โดยเฉพาะสามารถย่อยโปรตีนที่มีโครงสร้างซับซ้อนที่ย่อยสลายได้ยาก เช่น เคราติน (Keratin) ได้ดี• เป็นโปรไบโอติกสามารถลดปริมาณเชื้อ Vibrio และเพิ่มปริมาณแบคทีเรียที่มีประโยชน์เพื่อรักษาสมดุลย์ของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร• ช่วยกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกัน (Ke Li et al., 2007)• บางสายพันธุ์เป็นพวก Denitrifiers สามารถเปลี่ยน ไนเตรท(NO3-) ไปเป็นไนไตรท์(NO2-) และไนโตรเจน N2Bacillus megaterium • ย่อยสลาย ฟอสเฟต และแร่ธาตุในดิน ท�ำให้ฟอสเฟตละลายน�้ำออกมาเป็นประโยชน์ต่อแพลงค์ตอนพืชและสร้างสารปฏิชีวนะ เพื่อยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย และยังสร้างวิตามินบี12 เมื่อสัตว์น�้ำ หรือสัตว์หน้าดิน กินเข้าไป ก็จะท�ำให้เจริญเติบโตสมบูรณ์รวมทั้งยับยั้งการเจริญเติบโตและการท�ำลายเม็ดเลือดของ V. harveyi (Nakayama et al., 2009)
คุณสมบัติของหัวเชื้อจุลินทรีย์ ปม.1 จึงเหมาะต่อการบ�ำบัดสารอินทรีย์ที่ตกค้างและสะสมอยู่ในดิน และในน�้ำ ปรับปรุงคุณภาพดินและน�้ำให้เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น�้ำ กระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันโรค และต้านการเกิดโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย เพื่อการป้องกันโรค ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและการใช้ยาปฏิชีวนะการเตรียมหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) เพื่อเป็นโปรไบโอติกวัสดุ ปริมาณ1. หัวเชื้อจุลินทรีย์(ปม.1) หรือ ปม.1 สูตรน�้ำ 10 - 20 กรัม หรือมิลลิลิตร2. น�้ำตาลทราย 20 กรัม หรือมิลลิลิตร3. อาหารกุ้งบดละเอียด 5 กรัม หรือมิลลิลิตร4. น�้ำสะอาด 1 ลิตร
ผสมทุกส่วนให้เข้ากันดีในภาชนะที่มีฝาหรือวัสดุปิด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากเชื้อฝุ่นปรับระดับการให้อากาศแรงที่สุดในระดับที่ท�ำให้เกิดฟองน้อยที่สุด ขยายหัวเชื้อเป็นเวลา 24 -36 ชั่วโมง หลังจากนั้นจึงน�ำไปใช้ประโยชน์ดังนี้การน�ำน�้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) มาใช้เป็นโปรไบโอติก ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น�้ำ1. ใช้เพิ่มคุณค่าของอาร์ทีเมีย (Artemia) • ท�ำการเตรียมอาร์ทีเมีย ล้าง และท�ำความสะอาดไข่ Artemia • น�ำน�้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) กรองผ่านผ้าขาวบางหรือสวิงกรองเพื่อก�ำจัดเศษวัสดุที่ปนเปื้อน • ลดการปนเปื้อนของเชื้อวิบริโอในอาร์ทีเมียแรกฟัก หรือระยะ instar I เช่น แช่ในไฮโดรเจนเปอร์อ๊อกไซด์ 2,500 ppm นาน 15 วินาที หรือแช ่ในฟอร์มาลีน(Formalin) 3,500 ppm 10 วินาทีหรือ 100 ppm 30 นาทีมีการเติมอากาศเต็มที่ตลอดระยะของการฆ่าเชื้อ • เติมน�้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) 1 ลิตร ลงในถังเลี้ยงอาร์ทีเมีย 100 ลิตรให้อากาศเต็มที่ นาน 2 - 24 ชั่วโมง จึงน�ำมาเป็นอาหารลูกกุ้งวัยอ่อน2. ใช้ผสมกับอาหารกุ้งส�ำเร็จรูป • น�ำน�้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) ประมาณ 20 - 50 มิลลิลิตรต ่ออาหาร1 กิโลกรัม เพื่อควบคุมเชื้อในสภาวะกุ้งปกติหรือ 100 - 200 มิลลิลิตรต่ออาหาร1 กิโลกรัม เพื่อควบคุมเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในสภาวะเสี่ยงหรือกุ้งแสดงอาการป่วยโดยคลุกกับอาหารให้ทั่วถึง น�ำไปให้กุ้งกินทุกมื้อจนถึงกุ้งมีอายุ 30 - 60 วัน หรือจนกว่าจะพ้นระยะเสี่ยงของการเกิดโรค • กรณีให้อาหารด้วยเครื่องให้อาหารอัตโนมัติ(Auto feeder) อาจเตรียมล่วงหน้าได้เพื่อเม็ดอาหารไม่ติดเครื่องให้อาหาร แต่ไม่ควรเกิน 12 ชม.การใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) เพื่อการเตรียมบ่อและการเพาะเลี้ยงสัตว์น�้ำ มีขั้นตอน และวิธีการ ดังนี้1. การเตรียมบ่อให้มีการบ�ำบัดตามธรรมชาติ 1.1 หลังจากจับกุ้ง กรณีมีการสะสมของเลนและของเสียในบ่อมาก ให้ก�ำจัดของเสียออกก่อน 1.2 ตากบ่อให้แห้งสนิท กรณีที่ดินเป็นกรดหรือไม่พร้อมที่จะตากบ่อให้ท�ำการบ�ำบัดเลนโดยไม่ต้องตากบ่อให้แห้ง
1.3 น�ำน�้ำเข้าบ ่อลึกประมาณ 30 - 50 เซนติเมตร หรือมีความลึกเพียงพอที่อุปกรณ์ที่ใช้ในการลากโซ ่ คราด ไถพรวน เป ่าเลน หรืออุปกรณ์อื่นที่ช ่วยในการผสมเลนสารอินทรีย์ น�้ำ และออกซิเจน ให้สารพิษที่สะสมในดิน จุลินทรีย์ แบคทีเรียที่อยู่ในดินรวมทั้งเชื้อก่อโรคออกมาสัมผัสกับน�้ำ และออกซิเจน ได้เจริญเติบโตและย่อยสลาย โดยสังเกต pH ของน�้ำจะลดลงเนื่องจากกิจกรรมของจุลินทรีย์ 1.4 ท�ำการบ�ำบัด 1 - 4 สัปดาห์ จน pH ของน�้ำกลับมาเท่ากันหรือใกล้เคียงกับก ่อนการบ�ำบัด และตรวจไม ่พบแอมโมเนียในน�้ำ แสดงว ่ากิจกรรมย ่อยสลายสารอินทรีย์ของจุลินทรีย์ลดลงตามปริมาณสารอินทรีย์ ตลอดทั้งจ�ำนวนจุลินทรีย์และแบคทีเรียก ่อโรคลดลงเพราะขาดอาหาร2. การขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1)วัสดุ ปริมาณ1. หัวเชื้อจุลินทรีย์(ปม.1) 100 กรัม หรือมิลลิลิตร2. กากน�้ำตาล 500 กรัม หรือมิลลิลิตร3. อาหารกุ้งบดละเอียด 500 กรัม หรือมิลลิลิตร4. น�้ำสะอาดที่มีคุณสมบัติหรือความเค็มใกล้เคียงน�้ำในบ่อหรือใช้ในน�้ำในบ่อเลี้ยง (อาจกรองและบ�ำบัดโดยใช้คลอรีนประมาณ 30 กรัมต่อน�้ำ 1000 ลิตรเติมอากาศนาน ประมาณ 12 - 24 ชม. หรือประมาณ3 - 4 ชม. แล้วท�ำลายฤทธิ์ของคลอรีนด้วย โซเดียมไธโอซัลเฟต 2 - 3 เท่าของปริมาณคลอรีนที่ใช้)250 ลิตร5. ปรับการให้อากาศแรงที่สุดในระดับที่ท�ำให้เกิดฟองน้อยที่สุด โดยอาจใช้หัวทราย นาน 36 ชั่วโมง3. การน�ำไปใช้เพื่อการเลี้ยงกุ้ง 3.1 หลังจากการเตรียมบ ่อในข้อที่ 1 น�ำน�้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) สาดให้ทั่วบ่อในอัตรา 100 - 200 ลิตรต่อไร่ แล้วลากโซ่หรือบ�ำบัดดินต่ออีก 2 – 3 วัน 3.2 กรณีเป็นบ่อที่กุ้งเคยป่วยด้วยโรค EMS ให้เพิ่มปริมาณการใช้น�้ำขยาย ปม.1เป็น 2 เท่า 3.3 เติมน�้ำที่ผ่านการพัก บ�ำบัด และกรองเข้าสู่บ่อจนถึงระดับที่ต้องการ 3.4 เตรียมอาหารธรรมชาติเช ่น น�้ำเขียวคลอเรลล ่า ไบโอฟล๊อก หนอนแดงอาร์ทีเมีย ไรน�้ำกร่อย เป็นต้น ให้เพียงพอต่อการใช้เป็นอาหารลูกกุ้งวัยอ่อนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ถ้าไม่สามารถสร้างอาหารธรรมชาติได้เพียงพอ อาจใช้ปลาสดสับหรือบดผสมร�ำต้ม น�ำมาผสมกับน�้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์(ปม.1) เพื่อเป็นอาหารเสริม และสร้างอาหารธรรมชาติ
3.5 กรณีลงกุ้งหนาแน่นและไม่สามารถเตรียมอาหารธรรมชาติได้ทันหรือเพียงพอให้ใช้อาหารเม็ดส�ำเร็จรูปประมาณ 1000 -1500 กรัมต่อกุ้งแสนตัวต่อวัน แล้วค่อยๆ ปรับขึ้นผสมกับน�้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์(ปม.1) 50 – 100 มิลลิลิตรต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ให้กินทุกมื้อ 3.6 น�้ำในบ ่อจะมีสีเขียวอ ่อนหรือน�้ำตาลอ ่อน pH ของน�้ำเลี้ยงที่มีความเค็มสูงควรอยู่ในช่วง 7.8 – 8.2 หรือ 7.6 – 8 ในน�้ำที่มีความเค็มต�่ำ โดย pH ในรอบวันไม่ควรแกว่งเกิน 0.3 3.7 ปล ่อยลูกกุ้งที่ผ ่านการทดสอบตามมาตรฐานของกรมประมงและปลอดเชื้อVibrio parahaemolyticus สายพันธุ์รุนแรงที่ท�ำให้เกิดโรค EMS 3.8 ขณะเลี้ยงกุ้ง ผสมอาหารเม็ดส�ำเร็จรูปกับน�้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1)คลุกให้เข้ากันและซึมเข้าเม็ดอาหารทั่วถึง อาหารไม่ติดกันเป็นก้อน พักไว้10 - 30 นาทีผสมให้กินทุกมื้อจนกุ้งอายุ30 - 60 วันหรือจนกว่าจะไม่มีความเสี่ยงของการเกิดโรค ในสภาพปกติใช้น�้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) ในอัตรา 50 ลิตรต ่อไร ่ อาทิตย์ละ1 - 2 ครั้ง ผสมน�้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) ให้กินทุกมื้อ มื้อละ 20 – 50 มิลลิลิตรต่ออาหาร 1 กิโลกรัม กรณีพบกุ้งป่วยหรือพบการติดเชื้อ V. parahaemolyticus สายพันธุ์รุนแรง (ผลการตรวจจากห้องปฏิบัติการ) ให้ผสมน�้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) ให้กินทุกมื้อ มื้อละ 100 –200 มิลลิลิตรต่ออาหาร 1 กิโลกรัม และใช้น�้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) สาดให้ทั่วบ่อในอัตรา 50 - 100 ลิตร ต่อไร่ ทุกๆ 1 - 2 วัน กรณีกุ้งตายด้วยด้วยสาเหตุจาก EMS ให้ลดอาหารลงครึ่งหนึ่งแล้วผสมน�้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) ให้กินทุกมื้อ มื้อละ 200 มิลลิลิตรต่ออาหาร 1 กิโลกรัม หรือแช่อาหารเม็ดลงในน�้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) ให้กินทุกมื้อ จนกว่าไม่พบกุ้งตาย และตรวจไม่พบเชื้อV. parahaemolyticus สายพันธุ์รุนแรง ดูดของเสียออกจากบ่อ เพิ่มปริมาณของออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน�้ำ ปรับปรุงคุณภาพน�้ำ โดยใช้แร่ธาตุให้เหมาะสม และใช้น�้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์(ปม.1) สาดให้ทั่วบ่อในอัตรา 100 - 200 ลิตร ต่อไร่ ทุกๆ 1 - 2 วัน การดูดของเสียออกจากบ ่อโดยตรง โดยวางเครื่องตีน�้ำให้สามารถรวมตะกอนเลน สารอินทรีย์ตรงกลางบ ่อแล้วดูดออกสู ่บ ่อบ�ำบัดหรือบ ่อพักน�้ำที่มีปลาและสาหร ่าย แล้วหมุนเวียนกลับเข้าสู ่บ ่อเลี้ยงอย ่างสม�่ำเสมอ น�้ำจากบ ่อพักหรือบ ่อบ�ำบัดที่มีการเลี้ยงปลา โดยขี้ปลามีจุลินทรีย์ช ่วยรักษาสมดุลจุลินทรีย์ในน�้ำ รวมทั้งเป็นอาหารของแพลงก์ตอนพืชการเลี้ยงสาหร่ายร่วมกับปลา ควรเลือกชนิดให้เหมาะสมกับความเค็มของน�้ำ เช่น สาหร่ายพวงองุ่น น�้ำควรมีความเค็มประมาณ 30 ส่วนในพันส ่วน การเลี้ยงสาหร ่ายควรมีปลากินเนื้อมากพอที่จะควบคุมปลากินพืช หรือแบ ่งโซนการเลี้ยงสาหร ่ายและปลากินเนื้อแยกออกจากปลากินพืช โดยให้น�้ำมีการหมุนเวียนผ ่านก ่อนน�ำเข้าสู่บ่อเลี้ยง
ได้เห็นชื่อเรื่องแล้วหลายท่านอาจจะรู้สึกฉงนในอัตราเล็กน้อยถึงปานกลาง เอ๊ะ ! มีด้วยเหรอ สมุนไพรส�ำหรับกุ้ง?ก็ขอเรียนด้วยความเคารพว่าท่านไม่ได้ตาฝาดหรือหูแว่วใดๆทั้งนั้น ด้วยว ่ากรมประมงโดยส�ำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั ่งจะมาแนะน�ำการน�ำพืชสมุนไพรมาใช้ในการป้องกันหรือรักษาโรคให้แก ่กุ้งทะเลที่เราเลี้ยงกันอยู ่ โดยเน้นไปที่กุ้งขาวแวนนาไม เมื่อพูดถึงสมุนไพรแล้วหลายท่านอาจจะนึกไปถึงภาพของร้านขายยาแผนโบราณซึ่งจ�ำหน่ายสมุนไพรตากแห้งหลากหลายชนิด ลูกค้าซื้อกลับบ้านแล้วน�ำไปใส่น�้ำต้มในหม้อดิน สุดท้ายก็จะได้ตัวยาสีคล�้ำๆ แล้วให้ผู้ป่วยซดกินของเหลวรสชาติขมปี๋อันนั้น แต่การใช้สมุนไพรในกุ้งนั้นมันคนละแบบกันซึ่งจะว่าไปแล้วก็คือการน�ำพืชสมุนไพรแบบที่เราสามารถพบเห็นได้ในครัวของคนไทยเกือบทุกครัวเรือนก็ว่าได้น�ำไปผ่านกรรมวิธีบางอย่างนิดหน่อยทั้งนี้ก็เพื่อสกัดเอาตัวยาที่มีอยู่ในพืชสมุนไพรนั้นๆ แล้วใช้ผสมในอาหารเอาไปให้กุ้งกิน เพื่อให้ไปก�ำจัดเชื้อโรคที่มีอยู่ในกุ้ง หรือเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ตัวกุ้งซึ่งจะส่งผลให้กุ้งนั้นมีความต้านทานต่อเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้น พืชสมุนไพรที่จะน�ำมาแนะน�ำในครั้งนี้เอ่ยชื่อมาแล้วคนไทยทุกคนเป็นต้องร้องอ๋อขึ้นมาทันทีโดยขอภูมิใจเสนอมา 3ชนิด นั่นก็คือ กระเทียมข่า และสับปะรด นอกจากนั้นยังจะขอแนะน�ำการใช้“โปรไบโอติก” หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ปม. 1ซึ่งเป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่กรมประมงได้ผลิตแจกจ ่ายให้แก ่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้น�ำไปใช้ผสมในอาหารเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพกุ้ง และยังสามารถใช้โดยการใส่ ปม.1 ลงไปในบ่อเพื่อประโยชน์ในการบ�ำบัดน�้ำและดินในบ่อเลี้ยงกุ้ง ถ้าเปรียบ ปม.1 เป็นยาของคนก็เรียกได้ว่าใช้ทั้งกินทั้งทาแก้ได้สารพัดอาการ ว่างั้นเหอะ และท้ายสุดก็จะขอแนะน�ำวิธีการบ�ำบัดหรือปรับปรุงคุณภาพน�้ำในการเลี้ยงกุ้งโดยการใช้สาหร่ายทะเล โดยที่ทั้งหมดทั้งปวงมีรายละเอียดหรือกรรมวิธีการใช้ดังที่จะได้อ่านกัน ณ บัดเดี๋ยวนี้จุลินทรีย์ ปม.1และสมุนไพรไทยทางเลือกใหม่ส�ำหรับการป้องกันและรักษาโรคกุ้งทะเล
กระเทียม (Garlic ; Allium sativum)เป็นพืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพหลากหลาย ได้แก ่ ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ปรสิต และเชื้อไวรัส จากการศึกษาพบว ่าการใช้กระเทียมสดผสมในอาหารส�ำเร็จรูปส�ำหรับเลี้ยงกุ้งกุลาด�ำ สามารถลดปริมาณพยาธิกรีการีนในทางเดินอาหารของกุ้งกุลาด�ำได้ และจากการศึกษาในหลอดทดลองพบว ่ากระเทียมสดมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียก ่อโรคในกุ้งกุลาด�ำได้หลายชนิด นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของกุ้งได้อีกด้วย ฤทธิ์ทางชีวภาพของกระเทียมเกิดจากสารต่างๆ หลายชนิด โดยสารที่ได้จากกระเทียมนั้นมีความแตกต่างกันขึ้นอยู ่กับกรรมวิธีหรือรูปแบบของการน�ำไปใช้ เช ่น การน�ำกระเทียมสดไปใช้โดยตรง มีสารออกฤทธิ์ที่ส�ำคัญคือสารอัลลิซิน (Allicin) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย แต ่สารดังกล ่าวไม่คงตัว สลายได้ง่าย นอกจากนั้นยังมีการใช้ในรูปของน�้ำมันกระเทียม โดยมีวิธีการท�ำเพื่อให้ได้น�้ำมันกระเทียม 2วิธีคือ การน�ำกระเทียมสดไปกลั่นด้วยไอน�้ำ (Steaming) และการสกัดด้วยน�้ำมันพืช ซึ่งแบบหลังนี้เป็นวิธีการที่ง่ายและสะดวกกว่าวิธีแรก โดยน�้ำมันกระเทียมที่ได้มีสารอะโจอีน (Ajoene) ซึ่งมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราและเชื้อไวรัส และมีความคงตัวมากกว่าสารอัลลิซินในกระเทียมสด จากการศึกษาพบว ่าสารอะโจอีนมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อดีกว่าสารตัวอื่นๆ ที่พบในกระเทียมกระเทียมกระเทียมและน�้ำมันกระเทียม
จากการศึกษาในหลอดทดลอง พบว่าน�้ำมันกระเทียมสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในกุ้งได้หลายชนิดได้แก่ Vibrio alginolyticus, V. harveyi, V. parahaemolyticus, V. vulnificus และ V. damsela และได้มีการทดลองน�ำน�้ำมันกระเทียมไปผสมอาหารเม็ดในอัตราส่วน 5% ต่อน�้ำหนักอาหารให้กุ้งกินโดยทดลองกับกุ้งขาวแวนนาไมขนาด 8 – 10 กรัม(100 – 125 ตัว/กิโลกรัม) พบว่าท�ำให้กุ้งมีภูมิคุ้มกันดีขึ้น และมีความสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นการใช้ประโยชน์ทางยาของกระเทียม ในรูปแบบของน�้ำมันกระเทียมที่สกัดโดยใช้น�้ำมันพืชจึงน่าสนใจในแง่คุณสมบัติการต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัสซึ่งเป็นปัญหาส�ำคัญในการเลี้ยงกุ้ง และมีวิธีการเตรียมหรือการท�ำน�้ำมันกระเทียมที่ไม่ยุ่งยาก ซึ่งเกษตรกรสามารถท�ำได้เองภายในฟาร์มโดยที่ไม่ต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์พิเศษใด ๆการเตรียมน�้ำมันกระเทียม ใช้กระเทียมชนิดกลีบใหญ่ที่มีขายโดยทั่วไป น�ำมาปอกเปลือกแล้วหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นด้วยเครื่องปั่นอาหารให้ละเอียด น�ำกระเทียมที่ปั่นจนละเอียดดีแล้วไปหมักในน�้ำมันพืชในสัดส่วน1:1 (กระเทียม 1 กิโลกรัม ใช้น�้ำมันพืช 1 ลิตร) วางทิ้งไว้ข้ามคืนที่อุณหภูมิห้อง หลังจากนั้นน�ำส่วนผสมดังกล่าวมากรองกับผ้าขาวบาง แล้วตั้งไว้ให้น�้ำมันเกิดการแยกชั้น และเก็บเฉพาะชั้นน�้ำมันแยกใส ่ไว้ในขวด ปิดฝาให้สนิท สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นช ่องธรรมดาเพื่อใช้ส�ำหรับเคลือบอาหารเม็ดต่อไปการเตรียมอาหาร ใช้น�้ำมันกระเทียมที่เตรียมไว้ น�ำมาเคลือบเม็ดอาหารให้ทั่วในปริมาณน�้ำมันกระเทียม50 มิลลิลิตร (ซีซี) ต่ออาหารเม็ด 1 กิโลกรัม เกลี่ยอาหารและผึ่งลมให้พอหมาด แล้วน�ำอาหารไปหว่านให้กุ้งกิน อาหารที่เตรียมเสร็จแล้วหากใช้ไม่หมด สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ1 - 2 สัปดาห์วิธีการน�ำไปใช้ น�ำอาหารเม็ดที่เคลือบน�้ำมันกระเทียม ไปให้กุ้งกินตามปกติทุกวันต่อเนื่องกันเป็นเวลา 14วันหลังจากนั้นควรหยุดพักโดยเปลี่ยนเป็นให้อาหารเม็ดที่ไม่เคลือบน�้ำมันกระเทียม หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องของน�้ำมันกระเทียม กรุณาติดต ่อที่สถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น�้ำชายฝั่ง 130/2 หมู่ 8 ถนนติณสูลานนท์ ต�ำบลพะวง อ�ำเภอเมืองจังหวัดสงขลา 90100 โทรศัพท์0 7433 5244-8
ค�ำถาม - ค�ำตอบถาม น�้ำมันพืชที่ใช้ในการท�ำน�้ำมันกระเทียม หมายถึงน�้ำมันพืชทุกชนิดรวมทั้งน�้ำมันปาล์มด้วยใช่ไหมตอบ ใช ่ครับ น�้ำมันพืชทุกชนิดใช้ได้ทั้งนั้น ไม ่ว ่าจะเป็นน�้ำมันถั่วเหลืองน�้ำมันร�ำข้าว น�้ำมันข้าวโพด รวมถึงน�้ำมันปาล์ม แต่คุณสมบัติของน�้ำมันกระเทียมที่ได้อาจจะมีข้อแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้นถาม การใช้น�้ำมันกระเทียมผสมอาหารให้กุ้งกิน จะป้องกันหรือรักษาโรคตัวแดงดวงขาวได้หรือไม่ตอบ ไม่ได้ถาม ต้องการให้อธิบายวิธีการใช้กระเทียมสดในกุ้งทะเล และผลของการใช้ตอบ มีงานวิจัยของกรมประมงสองเรื่องที่ใช้กระเทียมสดผสมอาหารแล้วน�ำไปให้ลูกกุ้งกลาด�ำน�้ำหนัก 8 – 10 กรัม (100 – 125 ตัว/กิโลกรัม)โดยใช้กระเทียมกลีบใหญ่ปั ่นละเอียด น�ำไปคลุกเคล้ากับอาหารกุ้งโดยใช้กระเทียมสด 10 กรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม แล้วจึงเคลือบด้วยน�้ำมันตับปลา 20 มิลลิลิตร (ซีซี) ผึ่งลมให้แห้งโดยใช้เวลาประมาณ 10 นาทีน�ำไปให้กุ้งกิน พบว่าสามารถยับยั้งพยาธิกรีการีน(Gregarine) นอกจากนั้นยังมีผลต ่อระบบการไหลเวียนของเลือดและภูมิคุ้มกันได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่มีผลในการเพิ่มความต้านทานต่อเชื้อแบคทีเรียเรืองแสง และไม่สามารถป้องกันหรือรักษาโรคไวรัสตัวแดงดวงขาวในกุ้งกุลาด�ำถาม อยากทราบต้นทุนของการผลิตน�้ำมันกระเทียมตอบ ค�ำนวณจากฐานของราคาวัตถุดิบเป็นดังนี้ คือ กระเทียม 60 บาท/กิโลกรัม น�้ำมันปาล์ม 37 บาท/ลิตร พบว่าต้นทุนในการผลิตน�้ำมันกระเทียมเท่ากับ 5 บาทต่อน�้ำมันกระเทียม 50 ซีซีซึ่งสามารถน�ำไปคลุกผสมกับอาหารกุ้ง 1 กิโลกรัม
ข่า (Alpinia galanga)เป็นพืชสมุนไพรไทยท้องถิ่นจัดอยู ่ในวงศ์ Zingiberaceaeหาซื้อได้ง ่าย ราคาถูก หรือหากท่านใดคิดจะปลูกไว้เองในพื้นที่ว่างของฟาร์มกุ้งก็พบว่าข่าสามารถขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกประเภท แต ่จะชอบดินร ่วนปนทราย หมั่นใส ่ปุ๋ยรดน�้ำให้ดินชื้น เราก็จะมีข ่าเอาไว้กินไว้ใช้ประโยชน์โดยไม ่ต้องไปหาซื้อข ่ามีสรรพคุณทางยาส�ำหรับคน คือ ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลมช ่วยลดการอักเสบ ฆ ่าเชื้อแบคทีเรีย และยังฆ ่าเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคกลากเกลื้อน การน�ำข ่ามาใช้เป็นสมุนไพรป้องกันรักษาโรคกุ้งทะเลเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยน�ำข ่ามาสกัดเอาสารที่เป็นตัวยาออกมาเรียกว่า “สารสกัดข่า” ซึ่งศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจันทบุรี(ศพช.จันทบุรี) ส�ำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมงได้มีการวิจัยพัฒนาอย ่างต ่อเนื่อง พบว ่าสารสกัดข ่ามีฤทธิ์ในการยับยั้งโปรโตซัวคล้ายกรีการีน เชื้อรา แบคทีเรียวิบริโอ และไวรัสตัวแดงดวงขาวและมีผลในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคในกุ้งทะเล การวิจัยครั้งแรกในระดับห้องปฏิบัติการพบว ่าสารสกัดข ่ามีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียวิบริโอที่แยกได้จากกุ้งทะเล จากการทดลองน�ำมาคลุกผสมกับอาหารส�ำเร็จรูปให้กุ้งกินเป็นระยะเวลา 2 เดือน พบว่าไม่ยับยั้งการเจริญเติบโตของกุ้ง เมื่อครั้งปีพ.ศ. 2553 – 2554 เกิดโรคขี้ขาวระบาดในกุ้งขาวแวนนาไม จึงได้ทดลองน�ำสารสกัดข ่าไปใช้รักษาพบว ่าสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของโปรโตซัว เชื้อรา แบคทีเรียวิบริโอ และกุ้งหายจากอาการขี้ขาว ในการทดสอบการยับยั้งโรคไวรัสในระดับห้องปฏิบัติการ เมื่อทดสอบทั้งแบบฉีดและแบบผสมสารสกัดข ่าให้กุ้งกิน พบว ่าสารสกัดข ่ามีฤทธิ์ในการยับยั้งโรคไวรัสตัวแดงดวงขาว กุ้งมีอัตรารอดตาย75–90 %ข่า
การทดลองให้กุ้งกินสารสกัดข่าความเข้มข้น 2.5 – 5 ซีซีต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ระยะเวลา 14 วัน พบว่าภายใน 3 วันแรก ระดับยีนภูมิคุ้มกันโรคในกุ้งขาวแวนนาไมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนและมีผลให้กุ้งมีความต้านทานต่อแบคทีเรียเรืองแสง (Vibrio harveyi) โดยกุ้งมีอัตรารอดสูงกว่ากลุ่มควบคุมเมื่อถูกฉีดด้วยแบคทีเรียเรืองแสง ศพช.จันทบุรีได้มีการขยายผลการทดลองจากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่ฟาร์มเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรใน จังหวัดจันทบุรีโดยได้น�ำสารสกัดข่าคลุกผสมกับอาหารเพื่อรักษากุ้งที่มีอาการขี้ขาวในบ่อดิน พบว่าหลังจากกุ้งได้กินสารสกัดข่า 5 ซีซีต่ออาหาร 1 กิโลกรัม เพียงแค่ 1 วันไม่พบขี้ขาวในบ่อและเมื่อให้กินครบ 5 วัน ตรวจพบว่าปริมาณแบคทีเรียวิบริโอในตับและล�ำไส้ลดลง รวมทั้งอาการล�ำไส้อักเสบทุเลาลงเช่นเดียวกัน ลูกกุ้งขาวแวนนาไมระยะโพสต์ลาวา (ลูกกุ้งพี) ที่ตรวจพบว่ามีปริมาณแบคทีเรียวิบริโอมากเกินเกณฑ์ปกติเมื่อน�ำลูกกุ้งไปเลี้ยงในบ่อดินได้อายุ 30 วัน แล้วสุ่มกุ้งตรวจสุขภาพ พบว่ามีปรสิตคล้ายกรีการีนและแบคทีเรียวิบริโอปริมาณมากจึงได้ทดลองใช้สารสกัดข ่า 3 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ให้กินติดต่อกัน 10 วันพบว่า สารสกัดข่าสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของโปรโตซัว และลดปริมาณแบคทีเรียวิบริโอในตับและล�ำไส้ได้ กุ้งมีสุขภาพแข็งแรงดีและในยอมีขี้กุ้งสีด�ำเป็นปกติ จากผลงานวิจัยของ ศพช.จันทบุรีสามารถขยายผลสู ่เกษตรกรแนะแนวทางในการน�ำสารสกัดข่าไปใช้ประโยชน์เพื่อการป้องกันและรักษาโรคในกุ้งทะเลได้ เกษตรกรที่สนใจสามารถผลิตสารสกัดข่าแบบง่ายๆ ได้ด้วยตนเอง โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. ใช้หัวข่าหรือแง่งข่าสดน�ำมาหั่นบางๆ แล้วตากแดดจนแห้ง หากแดดดีๆ ใช้เวลาตากราวครึ่งวันหรือหนึ่งวันก็ใช้ได้ โดยที่ข่าสด 1 กิโลกรัม เมื่อแห้งดีแล้วจะเหลือน�้ำหนักประมาณ200 กรัม น�ำข่าแห้งที่ได้ไปบดให้เป็นผงละเอียดโดยใช้เครื่องปั่น แต่หากท่านใดยังคงอนุรักษ์ครกหินไว้ที่บ้าน จะใช้วิธีต�ำด้วยครกก็ไม่ผิดกฎกติกามารยาทแต่ประการใด จะต�ำด้วยตัวเองหรือไหว้วานให้ภรรยาเป็นผู้ลงมือก็แล้วแต่ถนัดหั่นข่าสดน�ำไปตากแดด แล้วบดให้เป็นผงโดยใช้เครื่องปั่น
2. ชั่งข่าผง 150 – 200กรัม แช่ในเอทิลแอลกอฮอล์95% ปริมาตร 500 ซีซีแช่เป็นเวลา 3วัน ครบก�ำหนดแล้วจึงกรองแยกกากผงข ่าออกด้วยผ้าขาวบาง จะได้สารละลายสีน�้ำตาลใสสามารถน�ำไปใช้ได้ทันที 3. น�ำสารสกัดข ่าที่ได้ไปผสมในอาหารกุ้ง อัตราใช้20 - 40 ซีซีผสมกับอาหาร 1 กิโลกรัม โดยใส่สารสกัดข่าลงในกระบอกสเปรย์ น�ำไปฉีดพ ่นลงบนอาหารและคลุกเคล้าให้เข้ากัน เกลี่ยอาหารผึ่งลมให้แห้งประมาณ 30 นาทีแล้วน�ำไปให้กุ้งกินทุกมื้อ หรืออย่างน้อยวันละ 2 มื้อ (เช้า - เย็น)ติดต่อกัน 5 – 10 วัน กล ่าวได้ว ่าสารสกัดข ่าเป็นสมุนไพรทางเลือกที่มีคุณค ่าใช้ป้องกันรักษาโรคในกุ้งทะเลได้ดีสามารถทดแทนการใช้ยาต้านจุลชีพ ซึ่งจะช ่วยลดปัญหาเรื่องสารตกค้างในผลผลิตกุ้งของไทย อันจะเป็นการพัฒนาระบบการเลี้ยงกุ้งให้ยั่งยืนและท�ำให้กุ้งทะเลเป็นสินค้าส ่งออกที่มีคุณภาพดีปลอดภัยต่อผู้บริโภคหากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องของสารสกัดข่า กรุณาติดต่อที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจันทบุรี 165 หมู่ 9 ต�ำบลบางกะจะ อ�ำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี 22000 โทรศัพท์ 0 3945 7987, 0 3945 7988แช่ข่าผงในเอทิลแอลกอฮอล์ เป็นเวลา 3 วัน และกรองเฉพาะส่วนที่เป็นของเหลวผสมสารสกัดข่าในอาหารกุ้งข่าผง 150 - 200 กรัม(1.5 - 2 ขีด)เอทิลแอลอฮอล์95%ปริมาตร 500 ซีซี(ครึ่งลิตร)แช่ 3 วัน กรองเอาเฉพาะส่วนที่เป็นของเหลวกากทิ้งไป
ค�ำถาม - ค�ำตอบถาม เอทิลแอลกอฮอล์ 95% หาซื้อได้ที่ไหน ราคาแพงมั้ย ?ตอบ เอทิลแอลกอฮอล์หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เอทานอล” หาซื้อได้ตามร้านจ�ำหน่ายสารเคมีในจังหวัดใหญ่ๆ ราคาแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละแห่งอ้อ ! ให้ซื้อเอทานอลประเภทที่เรียกว่า commercial grade คือ เป็นเกรดที่ใช้ในงานทั่วๆ ไป ปกติแล้วจะบรรจุในถัง ปริมาตร15–20ลิตรซึ่งจะมีราคาถูกกว่าเกรดที่ใช้ในห้องทดลองหรือห้องแล็บฯ(ส่วนรูปภาพที่แสดงในบทความเรื่องนี้เป็นเอทิลแอลกอฮอล์เกรดที่ใช้ในห้องแล็บฯอย่าได้ไปซื้อแบบนั้น มันแพง) เอทิลแอลกอฮอล์95% ปริมาตร 20ลิตร ราคา 1,500 บาท (ราคาอาจจะแตกต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับแหล่งที่ซื้อ)ถาม ในการสกัดข่า หากจะใช้เหล้าแทนการใช้เอทิลแอลกอฮอล์ 95% จะได้หรือไม่ตอบ ตามที่รู้กันทั่วไปว ่าเหล้าก็มีแอลกอฮอล์ผสมอยู ่ในเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นที่แตกต ่างกันไป ขึ้นอยู ่กับชนิดของสุรา แต ่ปกติแล้วสุราโดยทั่วไปจะมีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในระดับที่ไม่สูงมาก (แต่ถ้าดื่มบ่อย ดื่มหนัก เพื่อนผมที่เป็นหมอฝากกระซิบมาว่าท่านก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นโรคตับแข็งได้) จะว่าไปแล้วก็สามารถน�ำสุรามาใช้สกัดสารที่มีอยู่ในข่าได้แต่ผลที่ได้ก็จะไม่ดีเท่ากับการสกัดโดยใช้เอทิลแอลกอฮอล์95% ตามที่อธิบายไว้ ดังนั้นขอให้ท่านเจียดสตางค์ค่าสุราน�ำไปซื้อเอทิลแอลกอฮอล์95% มาใช้ในการสกัดข่า น่าจะได้ผลเต็มที่กว่าถาม อยากทราบถึงต้นทุนในการท�ำสารสกัดข่าตอบ ค�ำนวณจากฐานของราคาวัตถุดิบและสารเคมีเป็นดังนี้คือ ข่าสด 17 - 22 บาท/กิโลกรัม เอทิลแอลกอฮอล์95% 1,500 บาท/20 ลิตรค�ำนวณต้นทุนในการผลิตสารสกัดข่าได้เท่ากับ 2.50 บาทต่อ สารสกัดข่า 20 ซีซีซึ่งสามารถน�ำไปคลุกผสมกับ อาหารกุ้ง 1 กิโลกรัม
สับปะรด (Ananas comosus) เป็นพืชล้มลุกที่มีต้นก�ำเนิดมาจากทวีปอเมริกาใต้ มีชื่อเรียกต่างๆ ตามภูมิภาคเช่น ภาคกลาง เรียกว่า สับปะรด ภาคอีสาน เรียกว่า บักนัดภาคเหนือ เรียกว่า มะนัด มะขะนัด บ่อนัด ภาคใต้ เรียกว่า ย่านัด ย่านนัด ขนุนทอง มะลิ ส�ำหรับคนเราแล้ว ประโยชน์ของสับปะรดทางด้านสมุนไพรมีมากมายหลายประการ เช่น มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการแผลเป็นหนอง ช่วยขับปัสสาวะ แก้ร้อนกระสับกระส่ายแก้กระหายน�้ำ แก้อาการบวมน�้ำและปัสสาวะไม่ออก บรรเทาอาการโรคบิด ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องผูก และแก้โรคนิ่ว ในเนื้อสับปะรดประกอบไปด้วยสารอาหารที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน เช่น มีวิตามินซีและวิตามินบีในปริมาณมากและที่ส�ำคัญมีเอนไซม์ชนิดบรอมีเลน (Bromelain) ซึ่งช ่วยยับยั้งการอักเสบ มีฤทธิ์ช่วยย่อยอาหาร ช่วยย่อยโปรตีนจากถั่วเหลืองซึ่งเป็นส่วนผสมส�ำคัญของอาหารกุ้งได้ดีช่วยในการสมานแผลในกระเพาะอาหาร เนื้อและน�้ำสับปะรดมีรสเปรี้ยวซึ่งแสดงถึงความเป็นกรดอ ่อนๆ วัดค ่าพีเอชได้ประมาณ4 – 5 ซึ่งคุณสมบัติอันนี้จะไปช่วยลดหรือยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียได้ดีโดยเฉพาะแบคทีเรียกลุ่มวิบริโอ เช่น Vibrio parahaemolyticus, V. harveyi, V. cholerae เป็นต้นสับปะรด
ดังนั้น จากคุณสมบัติข้างต้น เราสามารถน�ำสับปะรดไปใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงกุ้งทะเลโดยการท�ำเป็นน�้ำหมักสับปะรดแล้วผสมอาหารให้กุ้งกิน มีผลท�ำให้ลดการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ ่มวิบริโอ และเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในระบบทางเดินอาหาร ลดการเกิดอาการตายด ่วนของกุ้งที่เกิดจากเชื้อวิบริโอ รวมทั้งอาการขี้ขาวที่เกิดจากการอักเสบของล�ำไส้และยังช ่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการน�ำพาสารอาหารเข้าสู ่เนื้อเยื่อในร่างกาย นอกจากนี้ ในเนื้อสับปะรดยังมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ เช ่น เบต้าแคโรทีน แมงกานีส ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวมของกุ้งวิธีการเตรียมน�้ำหมักสับปะรด ใช้ผลสับปะรดสุกหรือสุกปานกลาง 2 ส่วน สับหรือปั่นจนละเอียด (เนื้อและแกนสับปะรด) ผสมกับกากน�้ำตาลหรือน�้ำตาลทราย 1 ส่วน น�้ำสะอาด 3 ส่วน เช่น สับปะรด 2 กิโลกรัม + กากน�้ำตาลหรือน�้ำตาลทราย1 กิโลกรัม น�้ำสะอาด 3 ลิตร ส่วนผสมทั้งหมด ผสมให้เข้ากันหรือกรณีที่พบตับ/ตับอ่อนกุ้งซีดหรือผิดปกติมีเชื้อวิบริโอจ�ำนวนมาก ให้เพิ่มอัตราส่วนของสับปะรด เป็น 2-3 ส่วน ผสมกับกากน�้ำตาลหรือน�้ำตาลทราย 1 ส่วนน�้ำสะอาดลดลงเหลือ 1 ส่วน น�ำไปใส่ในภาชนะที่ทนกรดได้ถ้าเป็นพลาสติกคุณภาพบรรจุอาหารได้ทนกรด และควรเป็นสีขาวหรือไม่มีสีฉูดฉาด หรือซ้อนถุงพลาสติกไว้ข้างใน เพื่อป้องกันการละลายออกของสารเคมีจากสภาพที่เป็นกรด แล้ว ปิดฝาภาชนะให้สนิท ไม่ให้อากาศเข้า หมักทิ้งไว้ประมาณ 5 - 14 วัน หรือจนกว่าน�้ำหมักจะมีกลิ่นหอม หรือวัดค่าพีเอชได้ประมาณ4 - 5 ในระหว่างการหมักจะเกิดแก๊สในถังหมัก ให้เผยอหรือเปิดฝาเพื่อระบายแก๊สออกไป พร้อมทั้งใช้ไม้กวนส่วนผสมเบาๆ และรีบปิดฝาตามเดิมเพื่อป้องกันไม่ให้ออกซิเจนลงไปในถังหมัก เมื่อครบก�ำหนด ใช้ผ้าขาวบางกรองเอาเฉพาะส่วนที่เป็นน�้ำ น�ำไปผสมอาหารกุ้ง ในอัตราส่วนน�้ำหมักสับปะรด 10 – 20 ซีซีต่ออาหารกุ้ง 1 กิโลกรัม โดยใช้ตั้งแต่เริ่มลงลูกกุ้งในบ่อดินจนกระทั่งอายุ30 – 60 วัน หรือจนกว่าจะพ้นระยะเสี่ยงของการเกิดโรคหากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องของน�้ำหมักสับปะรด กรุณาติดต่อที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาคร 127 หมู่ 8 ต�ำบลโคกขาม อ�ำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร 74000 โทรศัพท์ 0 3485 7136, 0 3442 6220
กรมประมงได้ทดลองใช้สาหร ่ายพวงองุ ่นในการบ�ำบัดน�้ำจากบ ่อเลี้ยงกุ้งทะเล โดยการปลูกสาหร ่ายลงในบ ่อพักน�้ำ ผลปรากฏว ่าสามารถลดสารอินทรีย์และยังมีผลท�ำให้ปริมาณเชื้อวิบริโอในน�้ำลดลง การปลูกสาหร่ายพวงองุ่นในบ่อพักน�้ำ สามารถปลูกได้ทั้งแบบหว ่านและแบบปักช�ำ ในจุดที่มีแสงส่องถึง เมื่อสาหร่ายเจริญเต็มที่และแพร่กระจายในบ่อ น�้ำในบ่อพักหรือบ่อบ�ำบัดจะมีลักษณะใสสามารถน�ำน�้ำที่ผ่านการบ�ำบัดจากสาหร่ายพวงองุ่นไปเลี้ยงกุ้งทะเล โดยไม่จ�ำเป็นต้องฆ่าเชื้อในน�้ำการกรองอาจจ�ำเป็นในกรณีป้องกันปลาจากบ ่อพักหลุดลอดลงสู ่บ ่อเลี้ยงกุ้งทะเล น�้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงกุ้งสามารถน�ำกลับมาบ�ำบัดในบ่อพักที่มีสาหร่ายพวงองุ่น หมุนเวียนน�ำน�้ำกลับไปใช้ใหม่ช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อโรคที่มากับน�้ำจากภายนอก ข้อจ�ำกัดในการใช้สาหร่ายพวงองุ่นในการบ�ำบัดน�้ำจากบ่อเลี้ยงกุ้ง คือ เมื่อความเค็มของน�้ำต�่ำกว ่า 30 พีพีที การเจริญหรือแพร ่ขยายของสาหร ่ายจะลดลงอย ่างเห็นได้ชัด อีกทั้งประสิทธิภาพในการบ�ำบัดน�้ำและการลดปริมาณเชื้อวิบริโอจะด้อยลงไป ดังนั้น การเลี้ยงกุ้งในสภาพของน�้ำที่มีความเค็มต�่ำกว่า 30 พีพีทีจึงไม่สามารถใช้สาหร่ายพวงองุ่นในการบ�ำบัดน�้ำจากการเลี้ยงกุ้งได้สาหร่ายพวงองุ่นเพื่อการบ�ำบัดน�้ำและลดการเกิดโรคกุ้งสาหร่ายพวงองุ่น หรือสาหร่ายเม็ดพริกไทยเป็นสาหร่ายทะเลจัดอยู่ในสกุล Caulerpa มีชื่อสามัญว่า Sea Grapes (Grape แปลว่า ผลองุ่น) เนื่องจากมีลักษณะกลมและเป็นช่อคล้ายพวงองุ่น มีหลายชนิด เช่นCaulerpa racemosa, Caulerpa racemosa var. macrophysa, Caulerpa lentillifera เป็นต้น สามารถรับประทานได้อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ สาหร่ายกลุ่มนี้เจริญเติบโตได้ดีในน�้ำที่มีความเค็มอยู่ในช่วง 30 – 40 พีพีทีและจะตายลงถ้าความเค็มของน�้ำลดลงจนต�่ำกว่า 25 พีพีที
GURU กุ้งนานาสาระ
กุ้งขาวสุขภาพดี…มีวิธีสังเกตอย่างไรนะ?คอลัมน์สุขภาพ• ขนาดตับและตับอ่อนใหญ่• ตับกว้างเท่ากับความกว้างของเปลือก• ตับมีความยาว 2 ใน 3ของความยาวเปลือกหัว• เนื้อตับมีสีน�้ำตาลส้มแสดงการสะสมของไขมัน• มองเห็นส่วนท้ายตับและตับอ่อนชัดเจนกุ้งขาวตับปกติสีน�้ำตาลเข้มง่าย ๆ มาดูกันเลย
มีการสะสมเม็ดไขมันมากท่อตับปกติมีปลายโค้งมนเนื้อตับกุ้งมีสีน�้ำตาลส้มแสดงการสะสมของไขมันนะจ๊ะ...กุ้งขาวสุขภาพดีจะต้องมีการสะสมเม็ดไขมันนะจ๊ะ
กุ้งขาวป่วย...เพราะติดเชื้อแบคทีเรียVibrio parahaemolyticus จะสังเกตอย่างไรนะ?• ตับและตับอ่อนมีขนาดลีบเล็ก• เนื้อตับมีสีซีดขาวไม่มีการสะสมของไขมัน• มองไม่เห็นส่วนท้ายของตับและตับอ่อน เนื่องจากตับมีสีซีดขาว• ท่อตับปลายลีบคอดกิ่ว และเกิดจุดด�ำ (Melanization)ลูกกุ้งขาวตับและตับอ่อนมีขนาดลีบเล็กและสีซีดผิดปกติดูกุ้งป่วยไม่ยากเลย!!!กุ้งขาวตับขนาดและสีปกติกุ้งขาวป่วยตับมีขนาดลีบเล็กและสีซีดขาว
มาดูตับและ ตับอ่อนของ กุ้งขาวป่วย ที่ติดเชื้อกันเถอะ...ท่อตับคอดผิดปกติปลายตับลีบคอดกิ่ว ปลายตับเกิดจุดด�ำ
รู้กันไหมว่ากุ้งขาวสุขภาพดี กับกุ้งขาวป่วยต่างกันอย่างไรกุ้งขาวตับขนาดปกติ• ขนาดตับและตับอ่อนใหญ่• ตับกว้างเท่ากับความกว้างของเปลือก• ตับมีความยาว 2/3 ของความยาวเปลือกหัว• เนื้อตับมีสีน�้ำตาลส้มแสดงการสะสมของไขมัน• มองเห็นส่วนท้ายตับและตับอ่อนชัดเจนกุ้งขาวตับขนาดลีบเล็ก• ตับและตับอ่อนมีขนาดลีบเล็ก• เนื้อตับมีสีซีดขาว• ตับไม่มีการสะสมของไขมัน• มองไม่เห็นส่วนท้ายตับและตับอ่อนตับฝ่อติดเชื้อวิบริโอดูได้จากตับไงง่ายใช่ไหมครับกุ้งปกติ กุ้งปกติกุ้งปกติกุ้งป่วยกุ้งป่วย
มาส่องดูตับกุ้งชัดๆกันอีกครั้งกันเถอะนะตับปกติ ตับเริ่มเล็กลงสีเริ่มซีด ตับเล็กลง ตับฝ่อเล็กลงตับฝ่อลีบสีซีดใสไม่มีไขมันสะสม
ไม่ยากใช่ไหมครับตับฝ่อลีบสีซีดใสตับฝ่อลีบสีซีดใสไม่มีไขมันสะสมท่อตับลีบคอดกิ่ว ไม่มีการสะสมเม็ดไขมันตับมีความเหนียวคงรูป บี้ยากท่อตับปลายลีบคอดกิ่วและเกิดจุดด�ำ