The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อลงกรณ์ น้อยบุตร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by พิสมัย สืบเลย, 2024-03-06 00:17:11

อลงกรณ์ น้อยบุตร

อลงกรณ์ น้อยบุตร

รายงาน เรื่อง นาฏศิลป์พื้นบ้านอีสาน จัดท าโดย นายอลงกรณ์ น้อยบุตร เลขที่ 35 ม.5/2 เสนอ คุณครู พิสมัย สืบเลย รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา ภาษาไทย ท32102 ประจ าภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสีชมพูศึกษา อ าเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น


ค าน า รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทยพื้นฐาน เพื่อการเรียนรู้ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่5โดยมี จุดประสงค์เพื่อการศึกษาความรู้เรื่อง นาฏศิลป์พื้นบ้านภาคอีสาน ทั้งนี้ในรายงานฉบับมีเนื้อหาซึ่งประกอบด้วย ความรู้ทั้งด้านทักษะ ความเป็นมา ประโยชน์ ฯลฯ เป็นต้น ผู้จัดทำได้เลือกหัวข้อหัวนี้ในการทำรายงาน เนื่องจากเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสอดคล้องกับประเพณีและ วัฒนธรรมไทย นอกจากนี้ยังนำเสนอความเปลี่ยนแปลงของนาฏศิลป์พื้นบ้านภาคอีสานตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ความ สวยงามแบบพื้นบ้านภาคอีสานที่เป็นมรดกล้ำค่าส่งต่อรุ่นสู่รุ่นควรรักษาและอนุรักษ์ ผู้จัดทำขอขอบคุณคุณครูประจำรายวิชาที่แนะนำการเรียบเรียงรายงานเล่มนี้และผู้จัดทำหวังว่ารายงาน ฉบับนี้จะทำให้เกิดความรู้และเกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านและศึกษาทุกท่าน หากมีข้อติชมใดๆ ผู้จัดทำขอรับไว้ด้วย ความอภัยอย่างยิ่ง นาย อลงกรณ์ น้อยบุตร 19 กุมพาพันธ์ 2567


สารบัญ เรื่อง หน้า ที่มาของนาฏศิลป์พื้นบ้านภาคอีสาน 1 ความหมายของคำว่า "เซิ้ง" และ "ฟ้อน" 1 ลักษณะการฟ้อนในวรรณกรรมพื้นบ้านอีสาน 1 คุณค่าของการฟ้อนพื้นเมือง 2 เอกลักษณ์การฟ้อนภาคอีสาน 2 การแสดงที่ปรากฏในภาคอีสาน 3 ลักษณะท่ามือและท่าเท้าการฟ้อนพื้นบ้านอีสาน 3 ลำตังหวาย 4 ต้นกำเนิดการลำตังหวาย 5 การแสดงลำตังหวายในปัจจุบัน 5 เนื้อร้อง “ฟ้อนตังหวาย” ของวิทยาลัยนาฏศิลปะกาฬสินธุ์ 5 เซิ้งบั้งไฟ 6 ลักษณะของการเซิ้งบั้งไฟ 6 พญาคันคาก 7 ภูไทกาฬสินธุ์ 7 ภูไทสกลนคร 8 ท่ารำภูไทสกลนคร 10 แหล่งอ้างอิง 11 ภาคผนวก ที่มาของนาฏศิลป์พื้นบ้านภาคอีสาน


ดินแดนภาคอีสานร่ำรวยไปด้วยแหล่งอารยธรรมโบราณคดีหลากหลาย วิถีการดำรงชีวิตของผู้คนใน แถบนี้ มีแบบอย่างผสมกลมกลืนกัน ทั้งความเชื่อที่มาจากศาสนาพุทธ ฮินดู ภูตผีวิญญาณ ความเชื่อดังกล่าวเป็น คติความเชื่อที่มีความหมายต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทั้งในระดับครอบครัว ระดับหมู่บ้านและระดับรัฐ จาก ข้อมูลท้องถิ่นด้านภาษา วรรณกรรม พิธีกรรม ตลอดจนแบบแผนในการดำรงชีวิตของชาวอีสาน โดยเฉพาะ หลักฐานทางพุทธศาสนานั้น ไม่สามารถสนองตอบความต้องการทางใจ หรือสามารถเป็นที่พึ่งทางใจได้ ในขณะที่ เกิดภัยพิบัติ ซึ่งเกิดจากธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ความแห้งแล้งอย่างสาหัส หรือเหน็บหนาวในหน้าเก็บเกี่ยว ชาว อีสานจึงหันไปพึ่งพาเทวดา ฟ้าดิน ภูติผี วิญญาณ อันได้แก่ ผีฟ้า ผีแถน ผีปู่ตา ผีตาแฮก ตลอดจนผีมเหสักข์หลัก เมืองแทน ความหมายของค าว่า "เซิ้ง" และ "ฟ้อน" ตามความเข้าใจของคนทั่วไปคิดว่า รำ หรือ ระบำ เป็นการร่ายรำหรือฟ้อนของคนภาคกลาง ฟ้อน เป็น การร่ายรำของคนภาคเหนือ เซิ้ง เป็นการร่ายรำของคนภาคอีสาน แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ การฟ้อนของภาค อีสานนั้นมีมานาน และเรียกว่าฟ้อนมาโดยตลอด เช่น ในวรรณคดีอีสานหลายเรื่องจะใช้คำว่า ฟ้อน ตลอด ไม่ ปรากฏคำว่า รำ ให้เห็นเลย อย่างคำว่า "ยามยามฟ้อน ระทวยฟ้อน ลิงโขนฟ้อน กินรีหย่องฟ้อน ทั้งลำและฟ้อน ฟ้อนหย่อนขา คนฟ้อนใส่กัน หมอแคนฟ้อนแอ่น ส่วนคำว่า "เซิ้ง" นิยมใช้ในงานบุญบั้งไฟ การเซิ้งบั้งไฟเป็นการฟ้อนประกอบการขับกาพย์เซิ้ง ลักษณะ ขึ้นลงตามจังหวะช้าๆ ของกลองตุ้ม พังฮาด หรือในบางครั้งก็มีโทนประกอบ นิยมเซิ้งกันเป็นกลุ่มๆ ตั้งแต่ 3-4 คน ขึ้นไป จะมีหัวหน้าเป็นคนขับกาพย์เซิ้งนำ แล้วคนอื่นๆ จะร้องรับไปเรื่อยๆ อย่างเซิ้งในบุญบั้งไฟที่ว่า ส่วนการที่มีความเข้าใจว่า เซิ้ง หมายถึงการฟ้อนของคนอีสานนั้น น่าจะมาจากการประดิษฐท่ารำ "เชิ้ง กระติบ" ขึ้น โดยนำเพลงมาจากหมอลำ และใช้ดนตรีประกอบด้วย กลอง แคน ซึง กรับ โปงลาง ซึ่งในครั้งนั้นผู้ แสดงทุกคนแต่งตัวนุ่งซิ่น ห่มผ้าสไบ เกล้าผมสูง ลักษณะการฟ้อนในวรรณกรรมพื้นบ้านอีสาน ลักษณะการฟ้อนพื้นบ้านอีสานที่ปรากฏในวรรณกรรมพื้นบ้านนั้น แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของชาว อีสาน คือ การฟ้อนแอ่นตัวมาข้างหลังนิยมโยกตัว และย้อนหรือย่อเข่าขึ้นลง ซึ่งมีลักษณะเนิบๆ นิยมฟ้อนใน ลักษณะเป็นขบวนโดยเยาะย่างเคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กัน ซึ่งลักษณะการฟ้อนเช่นนี้ปรากฏในวรรณกรรมพื้นบ้าน หลายเรื่อง เช่น สังข์ศิลป์ชัย ฟังยินซุงพาดพ้อม ปนมีแกมแก นางกะลิงประดับ แกว่งแพนเพื่อยฟ้อน เสียงสันแก้ว กินรีฮ้องฮ่ำ แกว่งแพนเพื่อยฟ้อน เป็นลักษณะการฟ้อนทิ้งแขนไปด้านหลังอย่างอ่อนช้อนสวยงาม 1


พญาคันคาก นางกะลิงฟ้อน บูชายียาบ พุ้นเยอ ว่อนๆ ก้อง แคนได้พาทย์ซุง " การฟ้อนยียาบ เป็นลักษณะการฟ้อนด้วยการเคลื่อนไหวที่อ่อนช้อยสวยงาม เป็นต้น คุณค่าของการฟ้อนพื้นเมือง คุณค่าทางด้านร่างกาย (Physical Values) การฟ้อนรำเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง เพราะการฟ้อนรำเป็นกิจกรรมของการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ลำตัว แขน ขาและมือ ให้ประสานเข้ากับจังหวะดนตรี การฝึกหัดการฟ้อนรำจึงช่วยการปรับปรุง ทักษะของการเคลื่อนไหว การทรงตัว ทำให้ได้ออกกำลังกล้ามเนื้อ และถ้าฝึกหัดจนเกิดความชำนาญแล้ว ก็ สามารถควบคุมอวัยวะทุกส่วนให้ประสานงานกันอย่างกลมกลืน ซึ่งหมายถึงการฟ้อนได้อย่างสวยงาม คุณค่าทางสังคม (Social Values) การฟ้อนเป็นกิจกรรมร่วมกันของชุมชน การได้ร่วมกันฟ้อนเช่นในงานบุญต่างๆ จะก่อให้เกิดความ เป็น มิตร ซึ่งส่งผลให้เกิดความสงบสุขในชุมชน คุณค่าทางวัฒนธรรม (Cultural Values) การฟ้อนรำเป็นมรดกทางวัฒนธรรม เป็นเครื่องแสดงความเป็นอารยชาติ ชาติใดไม่มีศิลปวัฒนธรรมเป็น ของตนเอง ชาตินั้นก็จะได้ชื่อว่าไม่มีความเจริญเป็นของตนเอง นอกจากนั้นศิลปวัฒนธรรมยังเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิด ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเกิดความภาคภูมิใจของชนในชาติ คุณค่าทางนันทนาการ (Recreational Values) การฟ้อนรำจะทำให้ได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของอารมณ์ หลังจาก ที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน ดังนั้นชาวอีสานจึงนิยมจัดให้มีการฟ้อนรำ หรือการละเล่นเพื่อความสนุกสนาน หลังจากการทำงานหรือในหลังฤดูการเก็บเกี่ยว เอกลักษณ์การฟ้อนภาคอีสาน ดูอย่างไรว่าเป็นการฟ้อนพื้นบ้านอีสาน การฟ้อนของภาคอีสานนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ที่ผู้ชมสามารถแยกแยะได้ทันทีว่า "ต่างจากภาคอื่นๆ" แม้จะไม่มี การประกาศให้ทราบล่วงหน้าก่อนการแสดง ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้ ท่วงทำนองของดนตรี จังหวะ ลีลาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น มีความสนุกสนานเร้าใจแตกต่างจากภาคอื่นๆ ของไทย 2


การแต่งกายของผู้แสดง ทั้งนักแสดงหญิงและชายจะมีความเด่นชัด ในฝ่ายหญิงจะนุ่งซิ่นมัดหมี่ สวมเสื้อแขน กระบอก ห่มผ้าสไบหรือแพรวา ผมเกล้ามวย ฝ่ายชายจะสวมเสื้อม่อฮ่อม นุ่งโสร่งผ้าลายเป็นตาๆ ก็พอจะบอกได้ว่า เป็นการแสดงของอีสาน เครื่องดนตรี นับเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของภาคอีสานอย่างชัดเจน พิณ แคน โปงลาง โหวด ไหซอง กลองตุ้ม ถึงแม้จะยังไม่มีการบรรเลงก็พอจะบอกได้ว่า การแสดงต่อไปนี้จะเป็นการแสงของภาคอีสาน ภาษาอีสาน แน่นอนว่าเป็นภาษาเฉพาะถิ่นที่มีสำเนียงที่แตกต่าง เป็นการชี้ชัดว่าเป็นการแสดงของภาคอีสาน การแสดงที่ปรากฏในภาคอีสาน 5 การละเล่นพื้นบ้าน หรือการมหรสพ นับเป็นมรดกที่แสดงภูมิปัญญาที่สะสมจากอดีต จวบปัจจุบัน ซึ่งสามารถแบ่ง ออกได้เป็น 3 ประเภท คือ 1.เพลงพื้นบ้าน 2.ละครพื้นบ้าน 3.การฟ้อนพื้นบ้าน ลักษณะท่ามือและท่าเท้าการฟ้อนพื้นบ้านอีสาน ถ้าพิจารณาการเคลื่อนไหวของมือ คงเหมือนกับคำกล่าวที่ว่าท่าฟ้อนของอีสานเหมือน "ม่อนท่าวใย" คง เห็นภาพพจน์ได้ดีจากการฟ้อนของหมอลำที่หมุนมือพันกัน คล้ายกับตั่วม่อนชักใยพันตัว ท่าฟ้อนของภาคอีสานนั้น ได้มาจากธรรมชาติคือ มีความเป็นอิสระ ขึ้นอยู่กับลีลาของผู้ฟ้อนที่จะขยับมือเคลื่อนกายไปอย่างไร การจีบมือ ของชาวอีสานนั้นนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ไม่จดกัน จะห่างกันเล็กน้อยซึ่งแตกต่างจากการจีบของภาคกลาง ไม่ สามารถเอาหลักนาฏศิลป์ของภาคกลางมาจับท่าฟ้อนของชาวอีสานได้ เพราะไม่สามารถบอกได้ว่าจะจีบหงาย จีบ คว่ำตอนไหน ท่าเท้า ท่าเท้าของการฟ้อนแบบอีสานมีลีลาแตกต่างจากภาคกลางเช่นเดียวกัน ซึ่งพอจำแนกท่าเท้าที่ใช้ในการ ฟ้อนได้ดังนี้ ท่าซอยเท้า เช่น การรำเซิ้ง การซอยเท้าให้เข้าจังหวะกลอง โดยเปิดส้นเท้าเล็กน้อย ย่อเข่ายกส้นเท้าขึ้นไปด้านหลัง ให้มากที่สุด ซอยเท้าอย่างสม่ำเสมอ การรำเซิ้งนั้นมิใช่ยกเท้าให้ส้นเท้าสูง หรือยืนโดยอาศัยปลายเท้าคล้ายการเต้น บัลเล่ย์ซึ่งดูแล้วตลกผิดธรรมชาติ แต่เป็นการเปิดส้นเท้าเพียงเล็กน้อยเพื่อสะดวกในการซอยเท้า ซึ่งท่านี้ก็ไม่ใช่การ ย่ำเท้าอยู่กับที่โดยเหยียบเต็มฝ่าเท้า ท่าเท้าของผู้ไทเรณูนคร การฟ้อนผู้ไทเรณูนครนอกจากจะมีการก้าวเดินตามธรรมดาแล้ว ยังมีอีกท่าหนึ่งซึ่งเป็น ลักษณะพิเศษเฉพาะของเรณูนครเท่านั้น คือมือบนจีบข้างหูโดยปลายนิ้วที่จีบจะหันเข้าข้างหู แล้วส่งจีบผ่านใต้ รักแร้ไปด้านหลัง แทงปลายมือไปด้านหน้าในลักษณะคว่ำมือม้วนมือมาจีบไว้ข้างหูดังเดิม สลับกันไปทั้งมือซ้ายและ มือขวา คือ ถ้ามือซ้ายจีบไว้ข้างหู มือขวาก็จะส่งไปข้างหลัง 3


ส่วนท่าเท้าก็จะใช้ 4 จังหวะ คือ ขย่มตัว 2 จังหวะ ถ้ามือไหนส่งหลังกำลังจะแทงไปข้างหน้า ก็ใช้เท้าด้านนั้น แตะพื้น 4 ครั้ง อีก 2 จังหวะ โดยครั้งที่ 4 จะเหยียบขย่มตัว 2 จังหวะ ใช้เท้าอีกข้างหนึ่งแตะพื้น 4 ครั้ง แล้ว เหยียบกันไปมาซึ่งจะสอดคล้องกับท่ามือที่เคลื่อนไหวไปมา ท่าเท้าของผู้ไทกาฬสินธุ์ ท่าเท้าของการฟ้อนผู้ไทในจังหวัดกาฬสินธุ์และการฟ้อนโปงลาง จะใช้ท่าก้าวเท้า เช่นเดียวกันคือ การก้าวไขว้เท้าโดยเตะเท้าไปข้างหน้าก้าวไขว่ขย่มตัว ชักเท้าหลังเตะไปด้านหน้าไขว่เท้าขย่มตัว สลับกันไป ลักษณะคล้ายกับการเต้นควิกสเต็ป ที่แตกต่างกันก็คือการเตะเท้าไปข้างหน้า นอกนั้นใช้หลักการก้าว เท้าเช่นเดียวกับการเต้นควิกสเต็ป ล าตังหวาย เป็นศิลปะการแสดงที่ปรากฏในวัฒนธรรมร่วมสองฝั่งแม่น้ำโขง ไทย - ลาว โดยเริ่มต้นจากการขับลำ ประกอบดนตรี ภายหลังมีการฟ้อนรำประกอบ ทำนองการลำตังหวาย จนเป็นที่นิยมนำมาขับลำเพื่อความบันเทิง สองฝั่งแม่น้ำโขง และมีการนำมาสร้างสรรค์การขับลำและประกอบการแสดงอยู่เสมอ การลำตังหวายเริ่มต้นที่ บ้านตังหวายโคก เมืองซนนะบุรี แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และ เผยแพร่มายังประเทศไทยข้ามฝั่งแม่น้ำโขงสู่ บ้านม่วงเจียด ตำบลเจียด อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ภายหลัง วิทยาลัยครูอุบลราชธานี (มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ในปัจจุบัน) ได้นำการแสดงลำตังหวายมา สร้างสรรค์การแสดงใหม่ และเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักมาถึงปัจจุบัน การล าตังหวาย การลำตังหวาย เดิมเรียกว่า "ลำตำหลอย" (Tamwisit, n.d.) โดยกลอนลำตำหลอยหรือตังหวายนั้น คือได้ สืบทอดมาจากการเหยายา (การลำเพื่อการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ) ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของ ศุภชัย สิงห์ยะบุศย์และ คณะ ที่กล่าวว่า "ลำตังหวาย" สืบทอดมาจากการขับลำในพิธีกรรม “การเหยายา” หรือการรักษาคนป่วย เช่น ลำผี ฟ้า ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของชนเผ่ากะตางมาเนิ่นนาน (Singyaboot et al., 2002) การลำตังหวายนี้ ถ้าหากการลำ อยู่แถวที่ราบสูง เป็นภาษาชนเผ่า เรียกว่า “ลำกะล็องเยาะ” ถ้าหากลำอยู่แถวที่ราบทั่วไป เป็นภาษาเผ่าชน เหมือนกัน เรียกว่า “ลำตำหลอย” ถ้าหากลาวลุ่มใช้ขับลำตามจังหวะเดิมมาเป็นภาษาลาวลุ่มเรียกว่า “ลำตัง หวาย” เหตุที่เรียกว่า ตังหวาย เพราะเรียกการขับลำนี้ตามชื่อหมู่บ้าน “ตังหวายโคกในสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว เนื้อหาในการแสดงเน้นหนักในเรื่องของ การร้องในทำนองลำตังหวาย เป็นหลัก มีท่าฟ้อนรำ 4 ท่า เปลี่ยนสลับไปมาไม่ซับซ้อน มีการร้องรับในบทสร้อยว่า ยวกๆ ยวกๆ (Attapaiboon, 2006) ส่วนการฟ้อนรำตัง หวายที่ บ้านม่วงเจียด ตำบลเจียด อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี มีการร้องบทสร้อย ยวกๆ ยวกๆ โดยมีท่า ฟ้อนรำอยู่ 12 ท่า ส่วนท่าฟ้อนรำของ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี มีท่ารำเปลี่ยนไปตามบทร้องทุกท่อน และ มีท่าฟ้อนรำเฉพาะในบทสร้อย ยวกๆ ยวกๆ เช่นเดียวกัน 4


ต้นก าเนิดการล าตังหวาย การขับลำตังหวาย คือการขับลำพื้นเมืองประเภทหนึ่ง ของชนเผ่าลาวเทิง บรูกระตาก แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และในแขวงสะหวันนะเขตจะมี 8 ชนเผ่าด้วยกัน เช่น ในเขตดอย (ภูเขา สูง) ประกอบด้วย ตะโอ้ย จะลี และ กะเลิง ในเขตที่ราบสูงและที่ราบทั่วไปมี เผ่ากะตาง ละว้า ส้อย และเผ่ามะกอง ที่ราบลุ่ม คือ กลุ่มเผ่าลาว การแสดงล าตังหวายในปัจจุบัน ปัจจุบันการแสดงฟ้อนรำตังหวาย ได้รับการสืบทอดโดย อาจารย์อนิรุทธิ์ แก้วชิณ บุตรชายของ อาจารย์ ประดิษฐ์ แก้วชิณ และยังคงยึดการแสดงนี้เป็นศิลปะการแสดง และถือเป็นต้นตำรับการแสดงฟ้อนรำตังหวาย ที่ เป็นศิลปะการแสดงคู่บ้านม่วงเจียด ตำบลเจียด เป็นเอกลักษณ์ ที่ปรากฎในคำขวัญของอำเภอเขมราฐ ที่ว่า ส่วนในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว การลำตังหวาย ยังคงมีการแสดงโดยคนในชุมชน บ้านตัง หวายโคก เมืองซนนะบุรี แขวงสะหวันนะเขต และมีการสืบทอดศิลปะการแสดงนี้ และใช้การแสดงนี้เป็นหนึ่งใน ทุนทางวัฒนธรรมประจำแขวง ตามคำขวัญที่ว่า เนื้อร้อง “ฟ้อนตังหวาย” ของวิทยาลัยนาฏศิลปะกาฬสินธุ์ บัดนี้ ข้าขอยอนอละแม่นมือน้อม ชุลีกรนอแม่นก้มกราบ ชูสลอนนอนอบนิ้วถวายไท้ ดอกผู้อยู่เทิง คน งามของน้องนี่นา คนงามเอย (ยวกๆๆๆ) ชายเอย จุดประสงค์นอแม่นหมายแม้น เพื่อเผยศิลป์นอพื้นบ้านเก่า ของไทยเฮานอตั้งแต่ครั้ง โบราณพู้นให้เฟื่องให้ ฟู คนงามของน้องนี่นา คนงามเอย (ยวกๆๆๆ) ชายเอย หาเอาตังนอแม่นหวายเซิ้ง ลำแต่เทิงนอบ้านเจียดก่อ สืบแต่กอ นอซุมผู้เฒ่า โบราณพู้นดอกพื้นกะหาย ดอกพื้นกะหาย ดอกพื้นกะหาย คนงามของน้องนี่นา คนงามเอย(ยวกๆๆๆ) ชายเอย ปูเป็นทางนอเพื่อเลือกแต้ม คองอีสานนอบ่ให้หลุดหล่น นาฏศิลป์นอแม่นคิดค้น นำมาฮ้อง ออกโฆษณา อ้ายพี่คนงามน้องนา คนงามเอย(ยวกๆๆๆ) ชายเอย คิดหนคราวนอแม่นเฮาเว้า ในเถียงนานั้นบ่มีฟ้า แม่สิฟาดนอแม่นไม้ค้อน แม่สิย้อนนอแม่นไม้แส้ ตีน้อง นั่นแต่ผู้เดียว นั่นแต่ผู้เดียว นั่นแต่ผู้เดียว คนงามของน้องนี่นา คนงามเอย(ยวกๆๆๆ) ชายเอย คนจบๆนอแม่นจั่งอ้าย งามๆกะลิแม่นจั่งเจ้า ซางบ่ไปนอแม่นกินข้าว หัวมองหนอเจ้านำไก่ คนขี้ฮ้ายคือ ว่าจั่งน้อง กินข้าวแม่นบ่ายปลา อ้ายพี่คนงามน้องนา คนงามเอย(ยวกๆๆๆ) ชายเอย ไปบ่เมือนอแม่นนำน้อง เมือนำนอแม่นน้องบ่ ค่ารถน้องบ่ให้เสีย ค่าเฮือน้องบ่ให้จ้าง น้องสิตายนอแม่น เป็นซ้าง เอราวัณนอให้อ้ายขี่ ตายเป็นรถกะลิแม่นแท็กซี่ วันอ้ายดอกแม่นขี่เมือ อ้ายพี่คนงามน้องนา คนงามเอย (ยวกๆๆๆ) 5


เซิ้งบั้งไฟ ที่มา เซิ้งบั้งไฟ เป็นประเพณีและพิธีกรรมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล จากคตินิยมและความเชื่อเรื่อง ตำนานพญาคันคาก (คางคก) ซึ่งเป็นทั้งวรรณกรรมมุขปาฐะและวรรณกรรมจารึก อีกเรื่องหนึ่งคือ ตำนาน “ท้าว ผาแดง – นางไอ่คำ” ซึ่งปราชญ์ชาวอีสาน ได้แต่งวรรณกรรมจากสังคมและความเป็นอยู่ของชุมชนชาวขอม การเซิ้งบั้งไฟ ถือว่าเป็นประเพณีที่ชุมชน ชาวอีสานสืบทอดกันมาพร้อมกับประเพณีการจุดบั้งไฟ คือก่อนที่จะทำ บั้งไฟเพื่อจุดถวายพญาแถนบนสวรรค์ ชาวบ้านจะรวมตัวกันออกเซิ้ง(คือ การร้องหรือจ่ายกาพย์ประกอบการฟ้อน) ไปรอบๆหมู่บ้านหรือชุมชนใกล้เคียง เพื่อบอกบุญขอรับไทยทาน เพื่อซื้อ ขี้เกีย (ดินประสิว) มาทำเป็น หมื่อ (ดิน ปืน) เพื่อบรรจุทำเป็นบั้งไฟ และจุดในพิธีขอฝนต่อไป การเซิ้งบั้งไฟนั้นอาจจะเป็นผู้หญิงล้วน ชายล้วน หรือมีการสลับชายหญิงก็ได้ ประเพณีอีสานมีความสำคัญต่อชีวิตของชาวอีสาน ซึ่งมีฮีต 12 คลอง 14 เป็นหลักในการดำเนินชีวิต บุญบั้งไฟหรือ บุญเดือนหกเป็นประเณีที่มีส่วนในการสร้างเสริมกำลังใจแก่ชาว บ้าน และเป็นการเตรียมพร้อมในการประกอบ อาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวอีสาน จุดประสงค์ใหญ่ของการมีงานบุญบั้งไฟ ก็เพื่อขอฝนให้ตกต้อง ตามฤดูกาล จะได้ใช้น้ำในการทำนา เพื่อให้พืชพันธุ์ธัญญาหารมีความอุดมสมบูรณ์ การจุดบั้งไฟโดยมีความเชื่อว่า * การจุดบั้งไฟเพื่อบูชาพระยาแถน เพื่อบอกกล่าวให้ท่านดลบันดาลให้ฝนตกลงมาสู่โลกมนุษย์ตามนิทานพื้นบ้าน เรื่อง พญาคันคาก จุด บั้งไฟเพื่อบูชาอารักมเหสักข์ หลักเมือง เพื่อขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล การจุดบั้งไฟทุกครั้งโดยเฉพาะใน จังหวัดยโสธรจะต้องมีการบอกกล่าว หรือคารวะเจ้าพ่อมเหสักข์หลักเมืองเสียก่อน * เพื่อเสี่ยงทาย ดินฟ้าอากาศและพืชพันธุ์ธัญญาหารว่าในปีนั้นๆ จะเป็นอย่างไร เช่น ถ้าบั้งไฟขึ้นสูงก็ทำนายว่าปีนี้ ฝนฟ้าจะตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ลักษณะของการเซิ้งบั้งไฟ 10 การเซิ้งบั้งไฟเป็นการฟ้อนประกอบการขับกาพย์ กาพย์เซิ้งบั้งไฟมีทั้งกาพย์เซิ้งเล่านิทานหรือตำนาน เช่น ตำนาน ผาแดงนางไอ่ ตำนานพญาคันคาก หรือเล่านิทานท้องถิ่น เช่น นิทานเรื่องก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ และกาพย์เซิ้ง ประเภทคำสอน เช่น กาพย์เซิ้งพระมุณี นอกจากนี้ยังมีกาพย์เซิ้งขอบริจาคจตุปัจจัย กาพย์เซิ้งอวยพร กาพย์เซิ้ง ประเภทตลกหยาบโลน เป็นต้น ระยะเวลาในการเซิ้งบั้งไฟแบ่งออกเป็น 4 ช่วง คือ การเซิ้งบั้งไฟบอกบุญ ช่วงเตรียมงาน การเซิ้งบั้งไฟในวันงาน การเซิ้งบั้งไฟในวันจุดบั้งไฟ และการเซิ้งบั้งไฟหลังจุดบั้งไฟแล้ว การแสดงเซิ้งบั้งไฟนั้นมีหลายแห่งที่คิดประดิษฐ์ในรูปแบบต่างๆกัน แต่ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเพียง 1 สถาบันดังนี้ ในปี พ.ศ.2525 นายจีรพล เพชรสม ผู้ช่วยผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ดในขณะนั้น รวมทั้งเหล่า คณาจารย์ คือ อ.ฉวีวรรณ พันธุ (ดำเนิน), อ.ทองคำ ไทยกล้า และ อ.ทรงศักดิ์ ประทุมศิลป์ อาจารย์สอนศิลปะ 6


พื้นเมือง แห่งวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด ได้ออกพื้นที่ไปศึกษาค้นคว้า เรื่องราวในงานประเพณีแห่บั้งไฟ จากบ้าน สังข์สงยางและบ้านสีแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด และการเซิ้งบั้งไฟของชาวอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ มาสร้างสรรค์ผลงานทางนาฏศิลป์ เป็นชุดการแสดงที่มีชื่อว่า “เซิ้งบั้งไฟ” โดยการจำลองเหตุการณ์การแข่งขันบั้ง ไฟที่เมืองเอกธชีตา ในสมัยพระยาขอมเรืองอำนาจ โดยมีวัตถุประสงค์จะใช้กิจกรรมทางด้านนาฏศิลป์ สื่อให้ชุมชน มีส่วนร่วมรับรู้ถึงอดีตและความเป็นมา ของวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ และตลอดจนการมีส่วนร่วมในการสืบสาน และเผยแพร่สู่อนุชนรุ่นหลังต่อไป พญาคันคาก ที่มา เป็นพระโพธิสัตว์ เสวยชาติเป็นโอรสของกษัตริย์ เหตุที่ได้ชื่อว่า “พญาคันคาก” เป็นเพราะเมื่อครั้งประสูติ มีรูปร่างผิวพรรณเหมือนคางคก หรือที่ชาวอีสานเรียกกันว่า คันคาก และถึงแม้พระองค์จะมีรูปร่างอัปลักษณ์ แต่ พระอินทร์ก็คอยช่วยเหลือ จนพญาคันคากเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน จนลืมที่จะเซ่นบูชาพญาแถน พญาแถน จึงโกรธ ไม่ยอมปล่อยน้ำฝนให้ตกลงมายังโลกมนุษย์ จึงเกิดศึกการต่อสู้ระหว่างพญาคันคากและพญาแถนขึ้น โดยพญาคันคากได้นำทัพสัตว์ต่างๆ ขึ้นไปรบ จน ได้รับชัยชนะ พญาแถนจึงปล่อยให้ฝนตกลงมาเช่นเดิม แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องจุดบั้งไฟขึ้นไปบูชาเป็นประจำทุกปี จึง เป็นที่มาว่า ชาวอีสานจึงทำบั้งไฟจุดขึ้นบนฟ้าถวายพญาแถน เพื่อฝนจะได้ตกต้องตามฤดูกาลนั่นเองค่ะ และจากตำนานพญาคันคากนี่เอง ทำให้ชาวยโสธรได้สร้างแลนด์มาร์กขึ้นเพื่อแสดงถึงความเชื่อของชาวอีสาน คือ พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก นั่นเอง การจัดงานปนะเพณีบุญบั้งไฟนั้น ส่วนใหญ่จะจัดขึ้นในภาคอีสาน โดยมีหลายที่ทั้ง ยโสธร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ อุดรธานี หนองคาย มหาสารคาม ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู เลย อำนาจเจริญ นอกจากนี้แล้วในพื้นที่ภาคเหนือ มี การจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ของ ตำบลพุเตย อำเภอวิเชียรบุรี เพชรบูรณ์ อีกด้วค่ะ เนื่องจากประชากรในเขต พื้นที่ส่วนใหญ่ อพยพมาจากเขตภาคอีสาน พญาแถน หรือ ผีฟ้า เป็นเทวดาที่มีอิทธิพลในการควบคุมฝน และมีความเกี่ยวข้องกับการเพาะปลูกของชาวอีสาน พญาแถนมีความสำคัญอย่างมากในวัฒนธรรมและความเชื่อของชาวอีสาน ที่มีการบูชา ลำผีฟ้า และปล่อยบั้งไฟ เพื่อขอความเมตตาและความช่วยเหลือจากพญาแถน ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับพญาแถน และ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพญาแถน ทั้งความเชื่อ ตำนาน และเทศกาล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์ของชาว อีสาน ฟ้อนภูไทกาฬสินธุ์ ฟ้อนอนภูไท เป็นฟ้อนที่งดงามและเก่าแก่ ถือว่าเป็นนาฏศิลป์ที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของชาวภูไท เนื่องจากชาวภู ไทอาศัยกระจัดกระจายหลายพื้นที่ในอีสาน จึงจำแนกประเภทการฟ้อนภูไทตามพื้นที่ เช่น การฟ้อนภูไทของเขต 7


จังหวัดสกลนคร การฟ้อนภูไทเขตเรณูนคร (รำภูไทภูพาน รำภูไทสามเผ่า) การรำภูไทของเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่ง ในแต่ละพื้นที่จะมีลีลาการฟ้อนที่แตกต่างกัน การฟ้อนภูไทจะฟ้อนในงานมงคลและงานบุญ เช่น บุญมหาชาติ ใน การทำบุญ แต่ละครั้งหลังวันทำบุญจะมีการแห่ปัจจัยไปวัด การแห่ขณะไปทำบุญและการแห่หลังทำบุญนี้เองที่ทำให้เกิดฟ้อนภู ไทขึ้น ลักษณะเด่นเชิงรูปธรรม ผู้ฟ้อนแต่งกายชุดพื้นเมืองของชาวภูไท คือนิยมนุ่งห่มดำ สีเข้ม หรือสีคราม เป็นผ้าที่ทอ ด้วยฝ้ายพื้นเมือง แขนยาว เครื่องตกแต่งร่างกายอาจจะแตกต่างกันเล็กน้อยตามกลุ่มต่างๆ ของชาวภูไท ลักษณะเด่นเชิงนามธรรม เป็นการฟ้อนที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและการทำบุญ ชาวผู้ไท เป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย แต่เดิมนั้นชาวผู้ไทตั้ง บ้านเรือนอยู่แถบสิบสองจุไทย คือ บริเวณลาวตอนเหนือ บางส่วนของเวียตนามเหนือ และทางตอนใต้ของจีน มี ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองไล เมืองแถง เรียกว่า ผู้ไทดำ ชาวผุ้ไทสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ถึงแม้จะมีผู้แบ่งเป็น กลุ่มผู้ไทแดงและผู้ไทลาย แต่ก็ไม่มีประวัติชัดเจน (ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ. 2526 : 2) ชาวผู้ไทยที่อพยพเข้ามาอยู่ใน ประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่มาจากเมืองวัง และเมืองตะโปน ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองสวันเขต ประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปัจจุบัน และแยกย้ายกันตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณเทือกเขาภูพานในเขต 3 จังหวัด คือ ชาวผู้ไทจังหวัดกาฬสินธุ์ อาศัยอยู่ในเขตอำเภอเขาวง อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอสหัสขันธุ์ อำเภอคำม่วง ชาวผู้ไทจังหวัดสกลนคร อยู่ในอำเภอพรรณานิคม อำเภอวาริชภูมิ ชาวผู้ไทจังหวัดนครพนม อยู่ในอำเภอเรณูนคร อำเภอคำชะอี อำเภอหนองสูง การฟ้อนผู้ไทนั้น เริ่มมีมาในสมัยที่เริ่มสร้างพระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร ผู้ไทเป็นชนเผ่าที่รับอาสาที่จะเป็นผู้ ปฏิบัติรักษา หาเครื่องสักการะบูชาพระธาตุทุกๆ ปีเมื่อถึงฤดูข้าวออกรวงกำลังแก่ จะมีการเก็บเกี่ยวข้าวบางส่วน มาทำข้าวเม่า ชาวผู้ไทจะนำข้าวเม่ามาถวายสักการะบูชาพระธาตุเชิงชุม การนำข้าวเม่ามาถวายพระธาตุนั้น เรียกว่า "แห่ข้าวเม่า" จะมีขบวนฟ้อนรอบๆ พระธาตุ ผู้ฟ้อนเป็นหญิงล้วน ผู้หญิงแต่งตัวพื้นเมือง ใส่เล็บยาว ผู้ชาย เล่นดนตรี เช่น กลองเส็ง กลองยาว ตะโพน รำมะนา ฉิ่งฉาบ เป็นต้น การฟ้อนภูไทเรณูนคร เป็นการฟ้อนประเพณีที่มีมาแต่บรรพบุรุษ ที่สร้างบ้านแปลงเมือง การฟ้อนภูไทนี้ถือว่าเป็นศิลปะ เอกลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ประจำเผ่าของภูไทเรณูนคร ถือว่าฟ้อนภูไทเป็นการฟ้อนที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด นครพนม ในคราวที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมา นมัสการพระธาตุพนม ในปี พ.ศ. 2498 นั้น นายสง่า จันทรสาขา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมในสมัยนั้น ได้จัดให้ มีการฟ้อนผู้ไทถวาย นายคำนึง อินทร์ติยะ ศึกษาธิการอำเภอเรณูนคร ได้อำนวยการปรับปรุงท่าฟ้อนผู้ไทให้ 8


สวยงามกว่าเดิม โดยเชิญผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ในการฟ้อนผู้ไทมาให้คำแนะนำ จนกลายเป็นท่าฟ้อนแบบแผน ของชาวเรณูนคร และได้ถ่ายทอดให้แก่ลูกหลานสืบทอดต่อจนปัจจุบัน ลักษณะการฟ้อนภูไทเรณูนคร ชาย-หญิงจับคู่เป็นคู่ๆ แล้วฟ้อนท่าต่างๆ ให้เข้ากับจังหวะดนตรี โดยฟ้อนรำเป็น วงกลม แล้วแต่ละคู่จะเข้าไปฟ้อนกลางวงเป็นการโชว์ลีลาท่าฟ้อน หญิงสาวที่จะฟ้อนภูไทเรณูนครต้อนรับแขก จะได้ต้องเป็นสาวโสด ผู้ที่แต่งงานแล้วจะไม่มีสิทธิ์ฟ้อนภูไทเรณูนคร เวลาฟ้อนทั้งชายหญิงจะต้องไม่สวมถุงเท้าหรือรองเท้า และที่สำคัญคือในขณะฟ้อนภูไทนั้น ฝ่ายชายจะถูกเนื้อต้อง ตัวฝ่ายหญิงไม่ได้เด็ดขาด (มิฉะนั้นจะผิดผี เพราะชาวภูไทนับถือผีบ้านผีเมือง อาจจะถูกปรับไหมตามจารีต ประเพณีได้) เครื่องดนตรี แบบดั้งเดิม ประกอบด้วย แคน กลองสองหน้า กลองหาง ฆ้องโหม่ง พังฮาด และกั๊บแก๊บ ส่วนในวง โปงลาง ก็ใช้เครื่องดนตรีครบชุดของวงโปงลาง ลายเพลง ใช้ลายลมพัดพร้าว าฟ้อนภูไทเรณูนคร มี 16 ท่า ดังนี้คือ ท่าโยกหรือท่าเตรียม (ท่าเตรียมโยกตัวไปมาเป็นการอุ่นเครื่องเพื่อจะไปท่าบิน) ท่าบิน หรือท่านกกะทาบินเลียบ ท่าเพลิน หรือท่าลำเพลิน ท่าเชิด หรือ ท่ารำเชิด ท่าม้วน หรือท่ารำม้วน ท่าส่าย หรือท่ารำส่ายเปิด ท่าลมพัดพร้าว ท่ารำเดี่ยว หรือฟ้อนเลือกคู่ ท่าเสือออกเหล่า ท่ากาเต้นก้อนข้าวเย็น ท่าเสือลากหาง ท่าม้ากระทืบโฮง ท่าจระเข้ฟาดหาง ท่ามวยโบราณ ท่าถวายพระยาแถน หรือท่าหนุมานถวายแหวน ท่ารำเกี้ยว 9


การฟ้อนภูไท ในจังหวัดสกลนคร เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยที่เริ่มสร้างองค์พระธาตุเชิงชุมซึ่งเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนคร ทุกชนเผ่า (คือมีการดัดแปลงปราสาทหินแบบเขมรแล้วครอบทับสร้างเป็นพระธาตุในศิลปะแบบล้านช้างขึ้นแทน) ชาวภูไทเป็นชนเผ่าที่รับอาสาที่จะเป็นผู้ปฏิบัติรักษาหาเครื่องสักการบูชาพระธาตุ ทุกๆปีเมื่อถึงฤดูข้าวออกรวง จะ มีการเก็บเกี่ยวข้าวบางส่วนเพื่อนำไปทำเป็น “ข้าวเม่า” ซึ่งชาวภูไทจะนำเอาข้าวเม่ามาถวายการสักการะองค์พระ ธาตุเชิงชุม ซึ่งมักจะมีขบวนแห่ เรียกว่า “แห่ข้าวเม่า” และมีการฟ้อนรำรอบๆองค์พระธาตุ แต่เดิมเป็นการฟ้อนรำของผู้ชายเพื่อบูชาพระธาตุในเทศกาลสักการะองค์พระธาตุ แต่ภายหลังก็ได้เปลี่ยน ผู้ฟ้อนมาเป็นผู้หญิงทั้งหมด เพราะท่วงท่าและลีลาการฟ้อนซึ่งจะดูสวยงามและอ่อนหวานมากกว่า ผู้ฟ้อนหญิงชาว ภูไทจะแต่งกายตามแบบสตรีชาวภูไทสกลนคร และมีการสวมเล็บยาวในการฟ้อนรำอีกด้วย ต่อมาชาวภูไทใน ท้องถิ่นอื่นในจังหวัดสกลนครได้มาพบเห็นจึงได้นำไปประยุกต์ท่าฟ้อนขึ้นอีก และมีการแต่งเนื้อร้องประกอบการ แสดงเพิ่มเติมอีกด้วย ยกตัวอย่างเนื้อร้องฟ้อนภูไทที่กรมศิลปากรนำออกไปเผยแพร่จนรู้จักกันในทั่วไป ซึ่งแต่งโดย อ.บุญปัน วงศ์เทพ โรงเรียนบ้านหนองศาลา ตำบล พังขว้าง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร นื้อร้องฟ้อนภูไท(สกลนคร ไปเย้อไป ไปโห่เอาชัยเอาซอง(ซ้ำ) ไปโฮมพี่โฮมน้อง ไปร่วมแซ่ฮ้องอวยชัย เชิงเขาแสนจน หนทางก็ลำบาก(ซ้ำ) ตัวข้อยสู้ทนยาก มาฟ้อนรำให้ท่านชม ข้อยอยู่เทิงเขา ยังเอาใจมาช่วย(ซ้ำ) พวกข้อยขออำนวย อวยชัยให้ละเน้อ ขออำนาจไตรรัตน์ จงปกปักฮักษา(ซ้ำ) ชาวไทยทั่วหน้า ให้วัฒนาสืบไป เวลาก็จวน ข้อยสิด่วนไป(ซ้ำ) ขอความมีชัย แด่ทุกท่านเทอญ ข้อยลาละเน้อ ข้อยลาละเน้อ..... ในปัจจุบันการฟ้อนภูไท นอกจากเป็นการฟ้อนเพื่อบูชาพระธาตุเชิงชุม หรือบ้างก็นำมาฟ้อนบูชาสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ เช่น พิธีเลี้ยงเจ้าปู่มเหศักดิ์ของชาววาริชภูมิ ก็ได้นำมาใช้ในการฟ้อนต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองและใน งานเทศกาลต่าง ๆ ท่าฟ้อนภูไทมีผู้สืบต่อและปรับปรุงกันมากมายหลายท่า แต่ละท้องถิ่นมีท่าแตกต่างกันไป ท่าหลักที่พบนิยมฟ้อน ได้แก่ ท่าบัวตูม-บัวบาน ท่าแซงแซวลงหาด ท่าบังแสง ท่านาคีม้วนหาง ท่านางไอ่เลาะดอน หรือนางไอ่เลียบหาด เป็นต้น เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการฟ้อนภูไท ได้แก่ แคน กลองหาง พิณ กลองตุ้ม (ตะโพน) กลองเส็งหรือกลองกิ่ง โปงลาง ฉาบ หมากกั๊บแก๊บ (กรับ) ฆ้องโหม่งและพังฮาด (ฆ้องโบราณไม่มีปุ่ม) การแสดงจะบรรเลงดนตรีลายภูไท เลาะตูบ 10


แหล่งอ้างอิง https://r.search.yahoo.com/_ylt=Awr49_LWzedlFf8AjRdXNyoA;_ylu=Y29sbwNncTEEcG9zAzIEdnRp ZAMEc2VjA3Ny/RV=2/RE=1710899926/RO=10/RU=https%3a%2f%2fwww.isangate.com%2fnew% 2facting-dance.html/RK=2/RS=FdvLNE52sGZKAcCVgZvc3lVSnv4- https://r.search.yahoo.com/_ylt=Awr48zZt0OdlUwQA2LNXNyoA;_ylu=Y29sbwNncTEEcG9zAzQEd nRpZAMEc2VjA3Ny/RV=2/RE=1710900589/RO=10/RU=https%3a%2f%2fwww.isangate.com%2fne w%2fisan-tradition%2f20-art-culture%2facting%2f958-tang-wai-folk-dance-laothai.html/RK=2/RS=JbzWLNF11AsK7KeYdWrEkywrJZ8- https://r.search.yahoo.com/_ylt=Awr99JiK1.dlcAQAleZXNyoA;_ylu=Y29sbwNncTEEcG9zAzIEdnRp ZAMEc2VjA3Ny/RV=2/RE=1710902410/RO=10/RU=https%3a%2f%2fwww.baanmaha.com%2f%25 E0%25B9%2580%25E0%25B8%258B%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2587 %25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B1%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2587%25E0%25B9% 2584%25E0%25B8%259F-zeang-bung-fai%2f/RK=2/RS=WalSMduOujf67omau8_79NGd1uI-


ภาคผนวก


Click to View FlipBook Version