1
คำนำ
ราชวงศ์ซง่ ถอื เป็นยคุ ท่มี ีความรุง่ เรืองทางด้านจิตรกรรม โดยเฉพาะ
จิตรกรรมภาพม้วน ที่เหล่าปัญญาชน และเหล่าผู้มีบรรดาศักดิ์ให้ความสนใจ
อยา่ งยิง่ คณะผจู้ ัดทาจึงอยากให้ทุกท่านไดอ้ ่านหนังสอื เล่มนี้ และไดม้ าทาความ
รู้จักกับจิตรกรรมภาพม้วนสมัยราชวงศ์ซ่ง ตั้งแต่ความเป็นมาและพัฒนาการ
ด้านจิตรกรรมท่ีเกิดข้ึนในสมัยน้ัน รวมไปถึงอิทธิพลของพระพุทธศาสนานิกาย
เซนท่มี ตี อ่ การสร้างสรรคผ์ ลงาน
หนังสือเล่มนี้ คณะผู้จัดทาได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เรียบเรียง
ออกมาด้วยความต้ังใจ หากมีข้อผิดพลาดประการใด คณะผู้จัดทาขอน้อมรับ
และขออภยั ไว้ ณ ท่ีนด้ี ว้ ย
คณะผ้จู ัดทา
สำรบัญ หนา้
1
เรือ่ ง 2
บทนา 6
ขอ้ มูลเบอื้ งตน้ สาธารณรฐั ประชาชนจนี 10
ประวตั ศิ าสตร์ราชวงศซ์ ่ง
จติ รกรรมภาพม้วนในราชวงศ์ซง่ 26
- ภาพทวิ ทัศน์ 55
- ภาพบุคคล
Gallery of Song Dynasty’s painters
บรรณานุกรม
1
บทนา
แนวคิด ทม่ี า และความสาคัญ
ประวัตศิ าสตร์ความสมั พันธ์ ความเปน็ อยู่ ที่มา ท่ตี ั้ง รากฐานที่สาคัญ
ของอารยธรรมจีนคือการสร้างระบบ ภาษาเขียนและการพัฒนาแนวคิดลัทธิมี
วิวัฒนาการมาจากการเขียนตัวอักษรจีน ตัวอักษรจีนมีลักษณะเหมือนรูปภาพ
สง่ ผลต่อความรุ่งเรืองทางด้านจิตรกรรมของจีน โดยเฉพาะจิตรกรรมภาพม้วน
ผลงานจติ รกรรมเหลา่ น้ีแสดงใหเ้ หน็ ถงึ การแสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึกบอก
เล่าถงึ เรอ่ื งราวในช่วงเวลาท่ีศลิ ปนิ สรา้ งผลงาน บอกเลา่ สิง่ ต่างๆผ่านผลงานของ
ตน นั่นคือ ความเป็นผู้สรรค์สร้างของเหล่าปัญญาชน เมื่อกล่าวถึงงาน
จิตรกรรมในยุคสมัยของราชวงศ์ซ่งก็ถือเป็นอีกยุคหนึ่งที่งานจิตรกรรมมีความ
รุ่งเรือง โดยเฉพาะจิตรกรรมภาพม้วน ซึ่งภาพวาดมักเล่าเร่ืองราวที่เกี่ยวกับ
มนุษย์และธรรมชาติ ทั้งยังแฝงไปด้วยหลักปรัชญาและความเช่ือ จิตรกรรมนี้
เป็นเอกลักษณห์ นง่ึ ของจีน ท่ีมมี าอยา่ งยาวนานและมีเสนห่ ์ดงึ ดูดผู้คนทพ่ี บเหน็
ในเร่ืองของเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับจิตรกรรมภาพม้วน สมัยราชวงศ์ซ่ง
น้ันเป็นความสนใจของคณะผู้จัดทาท่ีจะศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ จิตรกรรมภาพ
ม้วน สมัยราชวงศ์ซ่ง ซ่ึงมีเน้ือหา ความรุ่งเรืองทางด้านจิตรกรรม โดยเฉพาะ
จิตรกรรมภาพม้วนที่เหล่าปัญญาชนและเหล่าผู้มีบรรดาศักดิ์ ความเป็นมาและ
พัฒนาการด้านจิตรกรรมที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น รวมไปถึงอิทธิพลของ
พระพุทธศาสนานกิ ายเซนที่มีต่อการสร้างสรรคผ์ ลงาน
2
ข้อมูลเบื้องตน้ สำธำรณรัฐประชำชนจนี
3
สำธำรณรฐั ประชำชนจนี
สาธารณรฐั ประชาชนจีน ตง้ั อย่ดู ้านตะวันออกของทวีปเอเชีย มีพ้ืนท่ี
9.6 ล้านตารางกโิ ลเมตร ประเทศจนี มชี ่ือเรียกอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐ
ประชาชนจีน ( People’s Republic of China ) นับว่าเป็นประเทศที่ใหญ่
ทสี่ ุดของทวปี เอเชีย เป็นรัฐพรรคการเมืองเดียวปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์
จีน มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงปักก่ิงและเป็นประเทศท่ีมีประชากรมากท่ีสุดในโลก
กว่า 1.4 พนั ล้านคน
การแบ่งเขตการปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบนั มี
ดว้ ยกนั 4 รปู แบบ ประกอบไปดว้ ย
มณฑล (Provinces) มี 22 มณฑล ได้แก่
อานฮุย ฝเู จยี้ น กานซู่ กวางตุง้ กุ้ยโจว ไหหลา เหอเปย่ ์ เฮยห์ ลงเจยี ง เห
อหนาน หเู ป่ย์ หหู นาน เจียงซู เจยี งซี จ๋หี ลนิ เหลียวหนงิ ชงิ ไห่
ส่านซี ซานตง ซานซี เสฉวน ยนู นาน เจอ้ เจยี ง
**รัฐบาลจนี ยงั ถือไต้หวนั (ไถวาน) เปน็ มณฑลที่ 23 (รฐั บาลจนี แผน่ ดนิ ใหญ่ยังอา้ งสทิ ธิเหนอื เกาะ
ตา่ ง ๆ ในทะเลจนี ใต้ดว้ ย)
เขตปกครองตนเอง (Autonomous regions) มีทง้ั หมด 5 แห่งซึ่งมีชนกลุ่ม
น้อยอาศัยอยู่มากเป็นเขตการปกครองอิสระท่ีชนกลุ่มน้อยมีเสียงข้างมากใน
รัฐบาลและรัฐสภาท้องถิ่นโดยมีชาวจีนฮ่ัน (Chinese Han) เป็นกลุ่มน้อย (มี
จานวนนอ้ ยกวา่ ) ไดแ้ ก่ กวางสี มองโกเลียใน หนงิ เซ่ีย ซินเจียง ทเิ บต
เทศบำลนคร (Municipalities)
เป็นเขตปกครองตนเองภายใต้การกากับดูแลจากรฐั บาลกลางโดยตรง
4 แหง่ สาหรบั เมอื งทใ่ี หญ่ทสี่ ุดในจนี ได้แก่
ปักกงิ่ ฉงชิ่ง เซีย่ งไฮ้ เทียนจิน
4
เขตบริหำรพิเศษหรือเขตปกครองพิเศษ (Special Administrative
Regions: SARs)
เปน็ เขตการปกครองพิเศษภายใต้นโยบาย "หนง่ึ ประเทศสองระบบ"
(One Country Two Systems) ปจั จุบนั มี 2 แหง่ คอื
ฮอ่ งกง (Hong Kong) โดยได้คืนมาจากองั กฤษในปี ค.ศ.1997
มาเก๊า(Macau) โดยไดค้ นื มาจากโปรตุเกสในปี ค.ศ. 1999
แผนทส่ี าธารณรัฐประชาชนจีน
5
ประเทศจีนนับว่าเป็นประเทศที่มีอารยธรรมยาวนานที่สุดประเทศ
หน่ึงโดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ท่ีสามารถค้นคว้าได้บ่งชี้ว่าอารยธรรมจีนมี
อายุถึง 5,000 ปี รากฐานท่ีสาคัญของอารยธรรมจีนคือการสร้างระบบภาษา
เขียนและการพัฒนาแนวคิดลัทธิขงจ้ือมีวิวัฒนาการมาจากการเขียนตัวอักษร
จีนจารึกบนกระดูกเสี่ยงทายเพราะตัวอักษรจีนมีลักษณะเหมือนรูปภาพ งาน
จิตรกรรมจีนรุ่งเรืองมากในสมัยราชวงศ์ฮั่นมีการเขียนภาพและแกะสลักบน
แผ่นหิน ที่นิยมมากคือการเขียนภาพบนผ้าไหมภาพวาดเป็นเรื่องเล่าในตารา
ขงจ้ือพระพุทธศาสนาและภาพธรรมชาติสมัยราชวงศ์ถังมีการพัฒนาการใช้
พู่กันสีและกระดาษ ภาพสว่ นใหญไ่ ด้รบั อทิ ธิพลจากพุทธศาสนาและลทั ธิเตา๋
และเมื่อกล่าวถึงงานจิตรกรรม ในยุคสมัยของราชวงศ์ซ่งก็ถือเป็นอีก
ยุคหน่ึงท่ีงานจิตรกรรมมีความรุ่งเรือง โดยเฉพาะจิตรกรรมภาพม้วน ซ่ึง
ภาพวาดมักเล่าเร่ืองราวที่เกี่ยวกับมนุษย์และธรรมชาติ ท้ังยังแฝงไปด้วยหลัก
ปรัชญาความเชือ่ อกี ดว้ ย
6
ประวัติศำสตร์รำชวงศซ์ ง่
7
ประวตั ศิ ำสตรร์ ำชวงศซ์ ่ง
นักประวัติศาสตร์ได้แบ่งราชวงศ์ออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ราชวงศ์ซ่ง
เหนือ (ค.ศ. 960 - 1127) และราชวงศ์ซ่งใต้ (ค.ศ. 1127 – 1279) จุดเริ่มต้น
ของราชวงศ์ซ่งเหนือเกิดข้ึนเมื่อ “เจ้าควงอิ้น” ผู้บัญชาการทหารของราชวงศ์
โจว ได้ก่อการยึดอานาจและล้มล้างราชวงศ์โจว แล้วสถาปนาราชวงศ์ซ่งขึ้น
พรอ้ มท้งั สถาปนาตนเองขึน้ เป็น “พระเจ้าซง่ ไท่จ”ู่ โดยมเี มืองหลวงตงั้ อยทู่ ่ี
ไคเฟงิ มณฑลเหอหนาน
Northern Song Dynasty of China, 960-1125 CE. By Yu
Ninjiehttps://www.worldhistory.org/image/7327/northern-song-dynasty-map/
ราชสานักซ่งเหนือมศี ตั รูที่สาคญั คือ ราชวงศ์เหลยี ว ซงึ่ เป็นรฐั ของชน
กลุ่มน้อยเผ่าช่ีตานที่อยู่ทางตอนเหนือ มีอานาจปกครองบริเวณเมืองปักก่ิง
เหลียวหนิง และซานซีในปัจจุบัน ราชวงศ์เหลียวเป็นภัยคุกคามราชวงศ์ซ่ง
เหนือมาโดยตลอด จนถึงสมัยพระเจ้าเซ่ิงจงแห่งราชวงศ์เหลียว ราชวงศ์ซ่ง
เหนอื จาตอ้ งยอมออ่ นน้อมต่อราชวงศเ์ หลียว (อชิรชั ญ์ ไชยพจนพ์ านชิ , 2562)
8
ค.ศ. 1122 เมื่อกองทัพจินสามารถตีเมืองต้าติ้ง เมืองหลวงกลางของ
อาณาจักรเหลียวได้ ราชวงศ์ซ่งซึ่งตระหนักว่าอาณาจักรเหลียวกาลังจะล่ม
สลายอยา่ งแน่นอนจึงได้ตัดสินใจส่งทหารเข้าไปตีเยยี นจงิ แตไ่ ม่สาเร็จ ทาใหก้ าร
ยึดเยียนจิงในปลายปีนน้ั เปน็ ผลงานของทหารจิน ราชวงศ์ซ่งจึงมีอานาจในการ
ต่อรองค่อนข้างน้อยเมื่อต้องเจรจาทาข้อตกลงกับอาณาจักรจินใน ค.ศ. 1123
ในท่ีสุดอาณาจักรจินยนิ ยอมยกเยยี นจงิ ทต่ี นเองยึดได้ให้แกร่ าชวงศ์ซ่ง โดยแลก
กับการที่ราชวงศ์ซ่งต้องจ่าย “ค่าเช่าเยียนจิง” (สิทธิพล เครือรัฐติกาล, 2556)
และหลังจากการทาข้อตกลงไม่ก่ีเดือน ราชวงศ์จินก็หันกลับมาทาสงครามกับ
ราชวงศ์ซ่งอีกคร้ัง ส่งผลให้ราชวงศ์ซ่งต้องอพยพลงใต้มาอยู่ที่หลินอาน หรือ
ปจั จบุ ันคอื หางโจว แลว้ ก่อตง้ั ราชวงศใ์ ตข้ นึ้ ใน ค.ศ. 1127
Southern Song Dynasty, 1125-1279 CE By Yu Ninjie
https://www.worldhistory.org/image/7326/map-of-southern-song--jin-states/
9
ใน ค.ศ. 1206 เจงกิสข่าน ผู้นาเผ่ามองโกล ได้สถาปนารัฐมองโกลท่ี
ย่ิงใหญ่ และเร่ิมยกทัพจากเขตมองโกลเลียลงมาทางใต้ ทาการล้มล้างราชวงศ์
จนิ แล้วก่อต้ังราชวงศห์ ยวนขึ้นเมอ่ื ค.ศ. 1271 หลงั จากนัน้ อกี 8 ปี
จึงปราบปรามราชวงศซ์ ง่ ใต้ไดเ้ ปน็ ผลสาเร็จ (อชริ ชั ญ์ ไชยพจนพ์ านชิ , 2562)
รวมอายขุ องราชวงศซ์ ่งทัง้ เหนอื และใต้ 319 ปี
ตำรำงสรุปอำยสุ มัยรำชวงศซ์ ่ง
ช่วงเวลำ รำชวงศ์
ค.ศ. 960 - 1127
ซง่ เหนือ
ค.ศ. 1127 - 1279
(แม้ว่าราชวงศ์ซ่งในช่วงน้ีจะปกครองพ้ืนท่ีส่วน
ใหญ่ แตม่ พี น้ื ที่บางส่วนทางตอนเหนืออยู่ใต้การ
ปกครองของราชวงศ์เหลียว ซีเซ่ยี และจิน)
เหนอื ใต้
ซีเซ่ยี (ค.ศ. 1038 – 1227) ซ่งใต้ (ค.ศ. 1227 –
จนิ (ค.ศ. 1115 – 1234) 1279)
มองโกล/หยวน
(ค.ศ. 1206 – 1368)
ที่มา : ประวัตศิ าสตรศ์ ลิ ปะจนี โดยสงั เขป (หน้า 163)
10
จิตรกรรมภำพมว้ นในสมัยรำชวงศซ์ ่ง
11
จติ รกรรมภำพม้วนคืออะไร
จิตรกรรมภาพม้วน หรือ จิตรกรรมแขวน เป็นจิตรกรรมท่ีมีลักษณะ
เป็นการวาดภาพลงบนผ้าในแนวด่ิง สามารถคล่ีออกมาดูได้ โดยภาพวาดส่วน
ใหญ่เน้นวาดธรรมชาติ เรื่องเล่าประวัติศาสตร์ สานวนต่างๆ ใช้แขวนห้อยบน
ผนงั กาแพง ซง่ึ จติ รกรรมน้ีเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของจีน ทมี่ มี าอย่างยาวนาน
ศิลปกรรมจนี มเี สน่หใ์ นการเขยี นภาพบนผนื ผ้า หรอื เรียกวา่ “ภาพม้วน”
เพือ่ ชน่ื ชมความงาม ไมว่ ่าจะแขวนประดับหอ้ งไวช้ น่ื ชม เมอื่ ชื่นชมเสรจ็ ก็ม้วนเก็บ
และคล่ีเปิดชมในโอกาสถัดไป โดยสาเหตุที่ทาให้มีการเขียนภาพม้วนเพ่ือชื่นชม
ความงามนั้นอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของชาวจีน โดยเฉพาะกลุ่มคนชน
ชั้นสูงหรือกลุ่มคนปัญญาชน ที่จะนิยมความคิดหรือปรัชญาอันลึกซึ้ง รวมไปถึง
การแสดงความเป็นบุคคลแต่ละบคุ คล
12
บุคคลท่รี ังสรรคง์ านจนี ควรถูกเรียกวา่ ศิลปนิ หรือ จติ รกร มากกวา่ คา
วา่ “ช่าง” เพราะผลงานทไี่ ด้ถ่ายทอดออกมานนั้ มกั จะแสดงออกมาจากอารมณ์
แนวคดิ ความรู้ หรอื ความรสู้ กึ ของศิลปนิ เอง เช่น ภาพบคุ คล ทิวทศั น์ ธรรมชาติ
เป็นตน้ โดยในสมยั ราชวงศซ์ ่งมีแนวคิดที่ปรากฏเปน็ สาระสาคัญต่อภาพทวิ ทศั น์
และภาพธรรมชาติว่า “ศลิ ปภาพเขยี นทด่ี นี นั้ ตอ้ งแสดงออกมาจากจติ วิญญาณ
ภายในของจิตรกร”
เทคนคิ หลกั การวาดภาพจนี มสี องเทคนิค ได้แก่
1. 工笔 หมายถึง “การพถิ พี ิถัน” เนน้ ความประณตี เนน้ ความ
แมน่ ยาในการวาดซึ่งแปรงหรือพกู่ นั มีประเภทย่อยลงไปอีก เพ่อื
เกิดลวดลาย ลายเสน้ ทีแ่ ตกตา่ งกนั
2. 水墨 หมายถึง “การวาดภาพหมกึ ” คือการวาดภาพดว้ ยสีนา้
หรือพู่กนั และยงั เป็นทรี่ ู้จักกันในนาม “ภาพวาดเชงิ
วรรณกรรม” เนอ่ื งจากเปน็ หน่งึ ใน “ศลิ ปะสป่ี ระการ” (ศิลปะส่ี
ประการคือ เปน็ สี่ความสามารถทางวชิ าการและศลิ ปะหลักท่ี
จาเป็นของขุนนางจีนโบราณ โดยสป่ี ระการประกอบด้วย
เครือ่ งสาย,เกมกระดานกลยุทธ์ ,การประดิษฐต์ วั อกั ษร
จีน ,และภาพวาดจนี )
13
จติ รกรรมภาพม้วนในยุคแรก
การเขียนภาพมว้ นเพอื่ ชนื่ ชมความงาม เกิดขน้ึ ในสมยั ราชวงศ์จ้นิ
ตะวันออก กอ่ นจะมีการเขยี นภาพบนภาพมว้ นนนั้ มกี ารเขยี นบนผนื ผ้าหรอื
กระดาษ โดยจดุ ประสงคก์ ารเขียนภาพน้นั มีจุดประสงคท์ ่แี ตกต่างกัน ไม่ได้มีไว้
ช่ืนชมความงามเพยี งอยา่ งเดยี ว ไมว่ ่าจะเปน็ การเขยี นภาพใช้ในการเดนิ ทาง
หรอื การทาสงคราม หรือภาพการเขยี นเล่าเร่อื งบคุ คล เพื่อยกยอ่ งและเพอื่ เปน็
แบบอย่างใหแ้ กผ่ ู้ทีช่ มภาพ
ในราชวงศ์จนิ้ ศลิ ปินผูว้ าดภาพม้วนทีม่ ีชื่อเสยี งที่ต้องกลา่ วถึง คือ กู้
ไขจ่ ือ (ราว ค.ศ. 348-405) เปน็ จิตรกรเอกสมยั ราชวงศ์จน้ิ เปน็ จติ รกรคนแรกที่
เริม่ เขยี นตาราว่าด้วยการเขียนภาพที่ดี หรือการวจิ ารณภ์ าพต่างๆ โดยงาน
เขยี นของ กู้ไข่จอื มกั เน้นยา้ วา่ ด้วยการจิตรกรจะตอ้ งเข้าใจถึงจิตวญิ ญาณ
กู้ไขจ่ อื มผี ลงานภาพมว้ นอกี ส่วนหนึง่ ทส่ี บื ทอดแนวทางการเขียน
ภาพในอดตี ไว้ วาดขนึ้ เพ่ือไวใ้ ช้สอยในด้านตา่ งๆเช่น ภาพคาสอนของหญงิ ชาว
วงั เปน็ ภาพวาดเรือ่ งราวของสตรชี าววงั ในอดตี ทีม่ คี ณุ งามความดที น่ี ่าสรรเสรญิ
เพ่ือใชเ้ ปน็ แบบอยา่ งสอนใจ
ผลงานชิ้นเดน่ ของ กู้ไข่จือท่สี รา้ งสรรคเ์ พอื่ ชืน่ ชมความงามและเปน็
ผลงานทแ่ี สดงแนวคดิ ความเป็นบคุ คลแตล่ ะบคุ คล คือ ผลงาน “ภาพธิดาแหง่
แม่น้าหลวั ” ซง่ึ ได้แรงบนั ดาลใจมาจากกลอนเทพธดิ า แม่นา้ หลัว ของโจสดิ
(เฉาจือ๋ ) (ลกู ของโจโฉ) ผู้ไมส่ มหวงั ในความรัก เมอ่ื เจินมหี่ ญิงงามท่ตี นหลงรกั
ต้องจากไป แตง่ งานกบั โจพี ซ่ึงเปน็ พี่ชาย และยงั เสยี ชวี ิตในเวลาตอ่ มา
14
จิตรกรรมภาพมว้ นท่เี กา่ แกท่ ่สี ดุ
จติ รกรรมภาพมว้ นท่เี กา่ แก่ท่สี ุดคอื “ทอ่ งไปในวสันตฤดู” ของ จ่าน จอ่ื เชียน
ในสมัยราชวงศ์สุย ขนาด43*80.5เซนติเมตร ในประวัติศาสตร์ถือว่า
เป็นศิลปะจนี ท่เี ก่าแกท่ ่ีสุด โดยเป็นภาพทวิ ทศั น์ภเู ขาแมน่ ้า เดิมจติ รกรรมมกั จะ
วาดบคุ คลเป็นหลกั สว่ นใหญจ่ ะนาธรรมชาตเิ ปน็ ฉากหลงั แต่จติ รกรรม“ท่องไป
ในวสันตฤดู” นั้นจะกลับกัน ซึ่งจะเน้นธรรมชาติเป็นสาคัญและบุคคลเป็น
ส่วนประกอบของภาพม้วน โดยในภาพเป็นทิวทัศน์ตอนใต้ของลุ่มแม่น้าแยงซี
เกียงในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ (วสันตฤดู แปลว่า ฤดูใบไม้ผลิ)ประกอบด้วย ภูเขา
แม่น้า ต้นไม้ป่าไม้ และคน ภาพม้วนน้ีให้ความรู้สึก “ใกล้แต่เหมือนไกล”ซึ่ง
กลายมาเปน็ ปรัชญาในการวาดภาพทวิ ทัศน์ของจนี ในยุคต่อมา
15
ตำรำงประวัตศิ สำตรภ์ ำพมว้ น
16
จิตรกรรมภำพม้วน
ภำพทวิ ทัศน์
สมัยราชวงศซ์ ง่ เหนอื
ภาพทวิ ทศั นใ์ นสมยั ราชวงศ์ซ่งเหนือได้สืบทอดรูปแบบและพัฒนามา
จากศลิ ปะภาพเขยี นในสมัยราชวงศ์ถัง ซ่ึงภาพทิวทัศน์ส่วนใหญ่ เป็นภาพภูเขา
สงู ตระหงา่ น มีเมฆหมอกท่เี ชงิ เขา และมีต้นไม้ทห่ี งิกงอ ถึงแม้ว่าภาพทิวทศั น์ใน
สมัยนี้จะยังสืบทอดรูปแบบมาจากยุคก่อนหน้า แต่เหล่าจิตรกรเร่ิมมีความ
เคล่ือนไหวใหม่ คือ ความเป็นอิสระจากการลอกเลียนแบบงานจิตรกรในสมัย
โบราณ และสร้างสรรค์ผลงานตามความประสงค์ของตนเอง อีกท้ังยังเร่ิมท่ีจะ
ลงชื่อตนเองในผลงาน แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่จะแสดงความคิดใน
ลักษณะปจั เจกภาพออกมา เช่น ความรู้ของศิลปิน และจิตวิญญาณภายในของ
ตัวจิตรกร ซ่ึงความคิดน้ีปรากฎเป็นสาระสาคัญท่ีสุดของการภาพทิวทัศน์ใน
สมัยราชวงศซ์ ง่
“ภาพยามเชา้ ในฤดูใบไมผ้ ล”ิ
ผลงานของ กวั สี (ค.ศ. 1020 – 1090)
แสดงภาพภมู ปิ ระเทศทางตอนเหนอื ของจนี
ซง่ึ ประกอบไปดว้ ยภเู ขาสงู ตน้ ไมท้ ่ีหงกิ งอ
และเมฆหมอก
17
สไตล์การวาดภาพทิวทัศน์ที่นับว่ามีความประณีตและสร้างช่ือให้
จิตรกรรมสมยั ราชวงศซ์ ง่ ทีส่ ุด คอื สไตล์โมนูเมนทอล (Monumental Style)
ซึ่งนิยมวาดในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ สไตล์นี้ยังคงความเป็นสัจนิยมอยู่มาก
เทคนคิ การใชห้ มกึ และพูก่ นั อย่างแพรวพราว ด้วยการซ้ารอยพู่กันตรงส่วนของ
พ้ืนดิน ตน้ ไม้ และซอกภเู ขา ประกอบกับความออ่ นไหวของลายพกู่ ัน ทาให้เกิด
ภาพและดูอ่อนไหว มีชีวิตชีวาราวกับกาลังเคลื่อนไหวอยู่ อันเป็นนัยสาคัญท่ี
จิตรกรต้องการสื่อให้เห็นถึงความคิดด้านจักรวาลวิทยา โดยเน้นให้เห็นถึงพลัง
แหง่ ความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของธรรมชาติ นอกจากสไตล์
การวาดน้ี ยังมีลักษณะเด่นอีกประการหนึ่ง คือ การแยกระดับพื้นท่ีแยก
ออกเปน็ พน้ื หนา้ พื้นกลางและพ้ืนหลงั ทาใหภ้ าพดเู หมือนฉากธรรมชาติจริง ๆ
(สุวรรณี ดาวสดใส, 2530)
“ภาพทอ้ งฟา้ ฤดูใบไมร้ ว่ งเหนือภเู ขาและหบุ เขา” โดย กัวสี
แสดงให้เหน็ ถึงความคดิ ทางจักรวาลวิทยาในประเด็นทว่ี ่า จักรวาลเป็นกระบวนการท่ีเปล่ียนแปลงในลักษณะ
พลวตั อยู่ตลอดเวลา โดยสอื่ ผ่านเสน้ พกู่ ัน
18
ช่วงปลายสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ นับได้ว่าเป็นจุดหักเหท่ีสาคัญ
เน่อื งจากเหล่าปญั ญาชนเรม่ิ หนั มาสนใจในการเขียนงานจิตรกรรมภาพมว้ นมาก
ข้ึน บางท่านเรียกจิตรกรกลุ่มน้ีว่า “จิตรกรปัญญาชน” ส่วนใหญ่ผู้สร้างสรรค์
งานจิตรกรรมในระยะน้มี ีเปา้ หมายของการสรา้ งผลงานทีต่ ่างไปจากเดมิ ซง่ึ เนน้
ถึงประสบการณ์ทางศิลปะ และได้มีการนารูปแบบการเขียนตัวอักษรจีนด้วย
หมกึ ดามาปรับใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยก่อนหน้านีก้ ารเขียนตัวอักษรจีน
ด้วยหมึกดาเป็นที่นิยมใช้สาหรับการสร้างงานศิลปะของจิตรกรปัญญาชนจีน
โบราณ และในช่วงปลายสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือนี้ จิตรกรคนสาคัญที่มีช่ือเสียง
ทส่ี ุดของสไตลก์ ารวาดภาพน้ี คอื หม่ีฝู หรอื เรยี กอีกช่อื ว่า หมเ่ี ฟ่ย
(ค.ศ. 1051 – 1107)
“ภาพตน้ สนและขนุ เขาในยามฤดู
ใบไมผ้ ลิ” ผลงานของ หมฝี่ ู เขยี น
ภาพด้วยหมึกดา แบบทีเ่ รยี กว่า
เล่นนา้ หมึก และมกี ารเขียนคา
กลอนประกอบภาพขนึ้ ในภายหลัง
19
สมยั ราชวงศ์ซ่งใต้
หล่ีถัง (ค.ศ. 1050 – 1130) จิตรกรคนสาคัญในช่วงต้นของราชวงศ์
ซ่งใต้ โดยหล่ีถังได้เริ่มการเขียนงานศิลปะมาต้ังแต่ราชวงศ์ซ่งเหนือ ซ่ึงผลงาน
ของหล่ีถังน้ันได้รับอิทธิพลมาจาก “ฟั่นควน” ศิลปินคนสาคัญสมัยราชวงศ์ซ่ง
เหนือ สังเกตได้จากผลงาน “ภาพลาธารลึก สายลม และต้นสน” อย่างไรก็ตาม
ผลงานของหล่ีถังก็มีลักษณะเฉพาะของสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ คือ การใช้ด้านข้าง
ของพู่กนั ปาดลงเปน็ ชั้น เพ่อื ใหภ้ เู ขาดูมีมิติ เทคนิคน้เี รยี กวา่ “ฝู่พีชุน” หรือการ
ปาดหมึกแบบขวานสับ และในผลงานของหลี่ถังมีการจัดวางองค์ประกอบภาพ
ให้มีมุมแคบลง เป็นมุมเล็ก มุมหนึ่งในธรรมชาติอย่างท่ีไม่เคยปรากฏมาก่อน
และสรา้ งอิทธิพลให้แก่จติ รกรทา่ นอน่ื ๆ อีกด้วย
เทคนิค “ฝพู่ ีชนุ ”
การใช้ด้านข้างของพู่กนั ปาดลง
เป็นชัน้ เพ่อื ใหภ้ ูเขาดูมมี ติ ิ
“ภาพลาธาร สายลม และต้นสน”
โดย หล่ถี ัง จัดแสดงท่ี National
Palace Museum ไตห้ วัน
20
“ภาพนักปราชญช์ รายนื ใคร่ครวญเรอ่ื งราวเกี่ยวกบั ชีวติ ทา่ มกลางร่มเงาของธรรมชาตอิ ันกว้างใหญไ่ พศาล”
ผลงานของ หม่า หยวน ซงึ่ นิยมเขยี นภาพเพยี งมมุ เดียวของภาพ แล้วปล่อยพ้ืนทท่ี เี่ หลือว่างไว้
หม่า หยวน (ค.ศ. 1190 – 1224) เป็นอีกหน่ึงจิตรกรคนสาคัญของ
ราชวงศ์ซ่งใต้ โดยผลงานศิลปะของหม่า หยวน มีการสร้างสรรค์ออกมาใน
ลักษณะโรแมนติก เช่น “ภาพนกั ปราชญ์ชรายืนใครค่ รวญเร่ืองราวเกยี่ วกับชีวิต
ท่ามกลางร่มเงาของธรรมชาติอันกวา้ งใหญ่ไพศาล” ซ่ึงสไตล์การวาดภาพเช่นน้ี
เรียกว่า สไตล์ภาพบทกวีนิพนท์ (Lyric style) ซ่ึงมีแรงจูงใจไม่ต่างกับการ
ประพันธ์โคลงกลอน หากแต่แปรเปล่ียนจากการสื่อความงามทางด้าน
วรรณศิลป์ เป็นความงามทางรูปลักษณ์ของจิตรกรรม ลักษณะสาคัญของการ
วาดสไตล์นี้ คือ ลายเส้นพู่กันที่กลมมนข้ึน และนิยมให้เนื้อหาหลักอยู่เพียงมุม
เดยี วของภาพ โดยปล่อยให้พื้นท่ที ่ีเหลอื ว่างไว้
21
นอกจากน้ียังมีจิตรกรสาคัญอีกหลายท่านซึ่งมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป เช่น
เซ่ียกุ้ย (ค.ศ. 1180 – 1234) นิยมเขียนรายละเอียดของภาพท่ีคร่ึงล่างของ
พ้ืนที่ ส่วนด้านบนปล่อยพื้นท่ีว่างไว้ และหลิวซงเนียน (ค.ศ. 1190 – 1230)
นิยมการเขียนภาพสถาปัตยกรรมท่ามกลางธรรมชาติ โดยเน้นการใส่
รายละเอยี ดใหก้ ับตัวสถาปัตยกรรม
“ภาพเรือใบในพายุฝน” โดย เซีย่ กุ้ย
“ภาพสีฤ่ ดู (ฤดหู นาว)”
โดย หลวิ ซงเนียน
22
ภาพบุคคล
สมยั ราชวงศ์ซ่งเหนอื
แม้ว่าการวาดภาพบคุ คลในสมยั ราชวงศ์ซ่งเหนือจะไม่ใช่ยุคทอง แต่
ทวา่ เป็นยุคทีเ่ กิดผลงานน่าสนใจอย่างยง่ิ และเป็นการเขียนภาพที่ไม่เคยปรากฏ
มากอ่ น คือ การเขียนภาพวถิ ีชวี ิตของชนชั้นลา่ ง เช่น “ภาพลาน้าในวันชิงหมิง”
ของจางเต๋อจวน (ค.ศ. 1085 – 1145) ซ่ึงแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตอันสับสน
วุ่นวายของผู้คนในเมืองไคเฟิง และภาพลักษณะนี้ยังสะท้อนถึงแนวคิดเชิง
ประจักษ์ (สัจนิยม) หมายถึง การสะท้อนให้เห็นเร่ืองราวตามท่ีปรากฏใน
ชีวิตประจาวนั โดยปราศจากการสรา้ งเสริมหรือการตีความหมาย
“ภาพลาน้าในวันชิงหมิง” โดย จางเต๋อจวน
23
สมัยราชวงศ์ซ่งใต้
สมัยราชวงศ์ซ่งใต้ เป็นช่วงท่ีสถานการณ์บ้านเมืองไม่สงบสุข
เนื่องจากภัยคุกคามจากชนเผ่าเร่รอน และน่ันส่งผลให้จิตรกรบางท่านหันไป
เขยี นภาพบคุ คลในประวตั ิศาสตร์จีนท่ีเกี่ยวข้องกับความรักชาติ เพ่ือปลุกใจชาว
ฮ่นั ให้ไมย่ อมจานนตอ่ ชนเผ่าเร่รอน ยกตัวอยา่ งเช่น “ภาพเกบ็ สมุนไพร” ของ
หล่ีถัง ซ่ึงมีท่ีมาจากเร่ืองจริงของบุคคลในประวัติศาสตร์สมัยปลายราชวงศ์ซัง
โดยมเี น้อื หาเกยี่ วกับซูฉแี ละป๋วั อี๋ สองพน่ี อ้ งท่ไี ดร้ ่วมกันชว่ ยราชสานักซงั ตอ่ ต้าน
ราชวงศโ์ จว
“ภาพเกบ็ สมนุ ไพร” โดย หลถี่ ัง
จดั แสดงที่ National Palace Museum ไต้หวัน
และนอกจากนย้ี งั มภี าพบคุ คลทีไ่ ม่กลา่ วถงึ ไมไ่ ด้ นั่นคือ ภาพวาดแบบ
พุทธศาสนานิกายเซน เช่น “ภาพฮุ่ยเหนิงฉีกพระสูตร” และ “ภาพพระปู้ไต้”
ของเหลยี ง ไค (ค.ศ. 1140 - 1210) โดยนพเกลา้ ศรีมาตย์กุลและคณะ ได้กล่าว
วา่ “ภาพจิตรกรรมของ เหลียง ไค ไดส้ ะท้อนภาพสภาวะความเป็นจริงทางความ
วา่ งด้วยการสร้างรปู ทรงทางความหมายของพื้นที่ว่างลงในงาน การใช้ปลายพู่กัน
ขนาดเล็กค่อยๆ บรรจงเรยี งเสน้ เก็บรายละเอยี ดใน
24
บางจุดของภาพด้วยความประณีต และในขณะเดียวกันในพื้นท่ีส่วนใหญ่ของ
ภาพกลับใช้เทคนคิ การตะหวดั พู่กนั อย่างฉับพลนั โดยไม่ใสใ่ จในรายละเอียดใดๆ
ภาพงานจึงสะท้อนให้เห็นได้ทั้งความประณีตบรรจงและความเด็ ดเด่ียว
ฉับพลนั ได้ในขณะเดยี วกัน
“ภาพฮุ่ยเหนิงฉกี พระสูตร”โดย เหลยี ง ไค “ภาพพระปู้ไต้” โดย เหลยี ง ไค
25
และในแง่ของการแสดงออกทางจิตรกรรมที่สัมพันธ์กับรากฐานทางปรัชญาซ่ึง
ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนานิกายเซน พิเชษฐ์ เปียร์กลิ่น ได้อธิบายไว้ดังน้ี
“วิธีการแสดงออกที่สัมพันธ์กับรากฐานทางปรัชญาในงานจิตรกรรมแบบเซน
ประกอบไปด้วยความเรียบง่าย (simplicity) การข่มใจ (Restraint) ความพึง
พอใจในความเปล่ียนแปลง (A liking for the Weathered) ความไม่สมบูรณ์
แบบ (Imperfect) และความสมถะ (Austere) ความสมมาตร (Asymmetry)
ความชื่นชมยินดีในร่องรอยแห่งการเวลา (Seeming celebration of the
ravages of time) ความสงบเงียบ (Tranquillity) ความเป็นธรรมชาติ
(Naturalness) ความสงบนิ่ง (Stillness) ความว่างเปล่า (Emptiness) วิธีการ
ดังกล่าวเป็นลกั ษณะของเซนโดยเฉพาะเรอ่ื งของ “ความวา่ ง”....”
26
Gallery of Song Dynasty’s Painters
27
ศลิ ปินสมัยรำชวงศ์ซง่ เหนอื
กัวสี (ค.ศ. 1020 – 1090)
Snow Mountains
28
Old trees level distance
Clearing Autumn Skies over Mountains and Valleys
29
Early Spring
30
Trees
31
หม่ฝี ู (ค.ศ.1051-1107)
“ภาพตน้ สนและขุนเขาในยามฤดใู บไมผ้ ลิ”
32
จกั รพรรดฮิ ุ่ยจง (ค.ศ.1100-1126)
“An Elegant Party” (detail)
33
An Elegant Party
34
Pigeon on a Peach Branch
35
Auspicious Cranes
Golden Pheasant and Cotton Rose Flowers
36
Listerning to the QinEmperor Huizong
37
จำงเตอ๋ จวน (ค.ศ. 1085 – 1145)
“ภาพลานา้ ในวันชิงหมงิ ”
38
หลี่ ถัง (ค.ศ. 1050 – 1130)
Wind in the Pines Among a Myriad Valleys
39
“ภาพเก็บสมุนไพร”
Sitting on Rocks Gazing at the Mist
40
หลเี่ ฉงิ (ค.ศ.619 – 645)
Wintry Forest, Level Distance
41
Reading Stele Nest Stone
42
Evening Songs of the Fishermen
43
Travelers in a Wintry Forest
44
Buddhist Temple in Moutain
45
Vieux pins dans une forêt en hiver A Solitary Temple Amid Clearing Peaks
46
หม่ำ หยวน (ค.ศ. 1190 – 1224)
“ภาพนักปราชญช์ รายืนใคร่ครวญเรอื่ งราวเกี่ยวกบั ชวี ติ ทา่ มกลางรม่ เงาของ
ธรรมชาติอนั กว้างใหญไ่ พศาล”
47
เตน้ ราและรอ้ งเพลง(ชาวนากลบั จากทางาน)