The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยโฟนิกส์2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sarinnanzii, 2022-06-06 18:01:16

วิจัยโฟนิกส์

วิจัยโฟนิกส์2565

การพฒั นาความสามารถในการอา่ นออกเสยี ง
โดยใชใ้ ชช้ ดุ การสอนจอลลี โฟนกิ ส
ของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5/1

โรงเรยี นไทยรฐั วทิ ยา๑๐๒(บา้ นเกาะเต่า)

นางสาวสารนิ ทร มงคลฤดี

ตาแหนง่ ครูผู้ช่วย

โรงเรยี นไทยรัฐวทิ ยา๑๐๒(บา้ นเกาะเตา่ )
สานกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาตรัง เขต 2

สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

ชื่อเรอื่ ง การพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงโดยใช้ใช้ชุดการสอนจอลลี โฟนิกส์
ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5/1 โรงเรียนไทยรฐั วทิ ยา๑๐๒(บา้ นเกาะเตา่ )
ผวู้ ิจยั นางสาวสารนิ ทร์ มงคลฤดี
ตำแหน่ง ครูผชู้ ว่ ย
สงั กดั โรงเรยี นไทยรฐั วทิ ยา๑๐๒(บ้านเกาะเต่า) อำเภอหว้ ยยอด จังหวัดตรงั
สำนกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษารตรงั เขต 2
ปที ีพ่ มิ พ์ 2565

บทคดั ยอ่

การอ่านออกเสียงมีอิทธิพลอย่างยงิ่ ต่อประสิทธิภาพในการใช้ภาษาในการส่ือสารของมนุษย์
จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาท่ีสองหรือภาษาต่างประเทศจะต้องมีความเข้าใจใน
ระบบเสียง (phonological system) ของภาษาผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาท่ีสองส่วนใหญ่
ตระหนักว่าปัญหาท่ีสำคัญในการพูดภาษาอังกฤษสืบเนื่องมาจากการออกเสียง (pronunciation) ซ่ึง
เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาในการส่ือสารที่เกิดข้ึน (Derwing&Rossiter, 2002) การออกเสียงท่ี
ถูกต้องจึงทำให้มั่นใจได้ว่าสารท่ีส่งออกไปมีประสิทธิภาพ การศึกษาคร้ังน้ีผู้วิจัยได้ศึกษาการพัฒนา
ความสามารถในการอ่านออกเสียงโดยใช้ใช้ชุดการสอนจอลลี โฟนิกส์ มีความมุ่งหมายเพื่อ
เปรยี บเทยี บความสามารถในการอ่านออกเสียงก่อนเรยี นและหลังเรียน โดยชุดการสอนจอลลี โฟนกิ ส์
นกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5/1

กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา๑๐๒
(บ้านเกาะเต่า) สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา
2565 จำนวน 20 คน ได้มาโดยวิธกี ารเลือกสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครอื่ งมือท่ี
ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องความสามารถในการอ่านออกเสียงโดยใช้ใช้ชุดการสอน
จอลลี โฟนิกส์ จำนวน 3 เล่ม แบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียง จำนวน 30 ข้อ
สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉล่ยี ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบคะแนน
ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ สถติ ิที (t-test Dependent)

การวิจัยพบว่าผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงและผสมเสียง สำหรับ
นักเรียนช้ันประถมมศึกษาปีท่ี 5/1 หลังการเรียนโดยใช้ชุดการสอนจอลลี โฟนิกส์ สูงกว่าก่อนการ
เรียนโดยใชช้ ดุ การสอนจอลลี โฟนิกส์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ิที่ระดับ 0.5

1

บทท่ี 1
บทนำ

1. ทีม่ าและความสำคญั ของการปญั หา

การอ่านออกเสียงมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพในการใช้ภาษาในการสื่อสารของมนุษย์ จึงเป็น
สิ่งสำคัญที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศจะต้องมีความเข้าใจในระบบเสียง
(phonological system) ของภาษาผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองส่วนใหญต่ ระหนกั ว่าปัญหาทีส่ ำคญั
ในการพูดภาษาอังกฤษสืบเนื่องมาจากการออกเสียง (pronunciation) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาใน
การสื่อสารที่เกิดขึ้น (Derwing&Rossiter, 2002) การออกเสียงที่ถูกต้องจึงทำให้มั่นใจได้ว่าสารที่ส่งออกไป
มีประสิทธภิ าพ

Hewings (2004) ได้ใหค้ วามเหน็ วา่ การออกเสยี งเป็นสิ่งที่สำคัญตอ่ การพูดและการฟงั ในการสื่อสาร
สำหรับความสำคัญต่อการพูดนั้นผู้พูดจำเป็นต้องออกเสียงให้ชัดเจนและถูกต้อง สำหรับการฟังผู้ฟังจะต้อง
สามารถวิเคราะห์คำพูดที่ได้ยินตามหน่วยเสียงในระบบเสียงเพื่อตีความหมายได้อย่างถูกต้อง ดั งนั้น
การออกเสียงพยญั ชนะและสระในภาษาอังกฤษจงึ เป็นองคป์ ระกอบสำคัญในการเรียนภาษา

จากการสอนทำใหพ้ บปญั หาการออกเสียงเป็นจำนวนมาก ปัญหาส่วนหนงึ่ เนอ่ื งมาจากโรงเรยี นไทยรัฐ
วิทยา๑๐๒(บ้านเกาะเต่า) ในระดับชั้นประถมศึกษา มีห้องเรียนทั้งหมด 8 ชั้นเรียน และมีครูประจำการ
ดา้ นภาษาองั กฤษสองคน ทำให้ดูแลไดไ้ ม่ทว่ั ถงึ ในทกุ ระดับชั้น และอกี ส่วนหนึง่ มาจากคณุ ครูปล่อยปะ ละเลย
การตรวจสอบการออกเสียงประสมทำให้มีปัญหาต่อเนื่องในระดับสูงขึ้น เราจึงต้องใช้ ชุดการสอนจอลลี่
โฟนกิ ส์ เป็นตัวแก้ปญั หาในการออกเสียง

สิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรให้ความสนใจในการแก้ปัญหาอย่างจริงจังคือ ปัญหาด้านการออกเสียง
จากการสมั ภาษณค์ รูผสู้ อนผู้วจิ ยั พบว่านกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 2 ยงั ขาดความมัน่ ใจในการออกเสียง โดยมี
ความคิดว่าการอ่านเป็นทักษะที่ยากที่จะเรียนรู้ และผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่สา มารถช่วยเหลือเกี่ยวกับ
การออกเสียงได้ ครูผู้สอนควรศึกษาวิธีการจัดการเรียนรู้ปรับปรุงเทคนิควิธีการสอนและสนใจพัฒนา
ความสามารถทางด้านการออกเสียงของผู้เรียนอยู่เสมอ จากการประเมินผลการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผลปรากฏว่าด้านความสามารถในการออกเสียงของนักเรียนยังไม่เป็น
ที่น่าพอใจ ทง้ั นอี้ าจเปน็ เพราะนักเรียนขาดพืน้ ฐานและความเข้าใจในดา้ นการออกเสยี ง

จอลล่ี โฟนิกส์ เป็นระบบการสอนออกเสียงซึ่งคิดค้นขึ้นโดย ชู ลอยด์ (Sue Lloyd) เพื่อแก้ปัญหา
ความล้มเหลวในการอ่านออกเสียงโดยการอ่านเป็นคำ โดยแบ่งเนื้อหาเนื้อหาการสอนออกเป็น 5 ทักษะ
คือ 1. การเรียนรู้เสียงของตัวอักษรทั้ง 42 เสียง (Learning the letter sound) 2. การเรียนรู้การเขียน
(Letter formation) 3. การเรียงการผสมเสียงตัวอักษรเป็นคำ (Blending) 4. การแยกแยะและแบ่งเสียง
ในคำ (Identifying sounds in words) และ 5. การเรียนเสียงทีม่ ีลักษณะพิเศษที่ไม่ตรงกับรูปภาพตัวอกั ษร

2

(Tricky words) นักเรยี นจะได้เรียน 5 ทักษะไปพร้อม ๆ กนั เพื่อทีจ่ ะสามารถประยุกตใ์ ชค้ วามรู้และพฒั นาการ
อ่านและการเขียนขั้นพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภา จุดเด่นของชุดการสอนจอลลี่ โฟนิกส์ คือ การออกแบบ
รูปแบบการสอนที่มีการประยุกต์แนวคิดการรับรู้หลายทาง (Multisensory approach) เข้ามาเป็นส่วนหน่ึง
ของการสอน ดว้ ยเหตผุ ลที่ว่าเด็กแต่ละคนมีความสามารถในการเรียนรูแ้ ตกตา่ งกันและสามารถเรียนรูได้ดีจาก
รูปแบบการสอนที่มีความหลากหลายในการใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ร่วมกัน จอลล่ี โฟนิกส์เป็นชุดการสอน
ที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนสามารถอ่านและเขียนในเบื้องต้นได้ด้วยตนเองโดยอาศัยความรู้พื้นฐานของการออกเสียง
จามสัทศาสตร์ที่มีการวางระบบการเรียนรู้อย่างเป็นลำดับขั้นตอนพร้อมทั้งกิจกรรมประกอบที่มี
ความหลากหลายเพอื่ เพม่ิ โอกาสในการฝึกฝนการอา่ นและการเขียนของผเู้ รียน

ดังนั้นผู้วิจัยจึงจึงได้นำชุดการสอนจอลลี่ โฟนิกส์ เข้ามาใช้ในการสอนให้กับนักเรียนจากปัญหา
ดงั กลา่ วผู้วิจยั ไดศ้ ึกษากลวธิ ีการสอนต่าง ๆ เพ่อื เป็นการสรา้ งและพัฒนาทักษะการอา่ น วา่ การสอนอา่ นโดยชุด
การสอนจอลลี่ โฟนิกส์ นา่ จะเปน็ วธิ ีทีเ่ หมาะสมกับนักเรียนทีม่ ีปญั หาดังกล่าวขา้ งต้นและยังเป็นการนำทักษะ
การฟังพูดอ่านและเขียนมาบรู ณาการ เพื่อช่วยพัฒนาการอ่านขอนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียน
ไทยรฐั วิทยา๑๐๒(บา้ นเกาะเต่า) จังหวดั ตรงั ซึ่งเปน็ โรงเรียนทีผ่ วู้ ิจัยทำการสอนในรายวชิ าภาษาองั กฤษ

2. วัตถุประสงคข์ องการวิจยั

1. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1
โรงเรยี นไทยรัฐวทิ ยา๑๐๒(บ้านเกาะเตา่ ) จงั หวดั ตรงั จำนวน 1 ห้องเรยี น จำนวน 20 คน คนในภาคเรยี นที่ 1
ปกี ารศกึ ษา 2565 กอ่ นและหลงั การเรยี นโดยใช้ชดุ การสอนจอลล่ี โฟนกิ ส์

3. สมมติฐานของการวิจยั

1. นักเรียนที่ได้รับการสอนอ่านออกเสียงโดยชุดการสอนจอลลี่ โฟนิกส์ จะมีความสามารถใน
การออกเสียงหลงั การเรียนสูงกว่ากอ่ นการเรยี น

4. ความสำคัญของการวจิ ัย

1. ผู้เรยี นมคี วามสามารถในการอ่านออกเสียงภาษาองั กฤษท่ีดขี ้นึ
2. ครูผู้สอนและบุคคลที่เกี่ยวข้องทางด้านการศึกษาได้นำผลการศึกษาไปพัฒนากระบวนการเรียน
การสอนอา่ นภาษาองั กฤษใหม้ ีประสิทธิภาพ

3

5. ขอบเขตการวิจัย

ประชากร
ประชากรเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา๑๐๒(บ้านเกาะเต่า)

จังหวัดตรัง จำนวน 1 หอ้ งเรียน จำนวน 20 คน คนในภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
กลุม่ ท่ใี ช้ในการวิจัย
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียน

ไทยรัฐวิทยา๑๐๒(บ้านเกาะเต่า) จังหวัดตรัง จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 20 คน คนในภาคเรียนที่ 1
ปกี ารศึกษา 2565 ที่เรียนวิชาภาษาองั กฤษ ซงึ่ ได้โดยการสุม่ อยา่ งง่าย ( Simple Random Sampling)

ขอบเขตดา้ นเวลา
การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการทดลองใช้เครื่องมือและเก็บรวบรวมข้อมูล 12 สัปดาห์

สปั ดาห์ละ 1 คาบ ในภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
ตัวแปรท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย
1. ตวั แปรต้น คือ การจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้ชดุ การสอนจอลล่ี โฟนกิ ส์
2. ตวั แปรตาม คอื ความสามารถในการออกเสียง

6. กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรตาม
ความสามารถใน
ตวั แปรตน้ การอา่ นออกเสยี ง

การจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้
ชุดการสอนจอลลี่ โฟนิกส์

7. นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ

1. ชุดการสอนจอลล่ี โฟนิกส์ หมายถึง ชุดการสอนอ่านที่คิดค้นโดยชู ลอยด์ เพื่อพัฒนาระดับ
ความสามารถในการอ่านของนักเรียน โดยมีการพัฒนารูปแบบแกระบวนกาเรียนรู้ ด้านกลวิธีการออกเสียง
รวมทง้ั กลวิธกี ารอ่าน เพื่อพฒั นาความสามารถด้านการออกเสยี ง และการอ่านของนกั เรียนท่ีความสามารถใน
การอ่านไม่ผา่ นเกณฑ์การอ่านภาษาองั กฤษ

2. การอ่านออกเสียง หมายถึง ความสามารถในการออกเสียง การประสมแต่ละเสียงให้กลายเป็นคำ
รวมท้งั ความเขา้ ใจในการอา่ น โดยการรวมของเสยี งในคำนั้นๆ และความรู้คำศัพท์

4

3. เกณฑ์การอ่านภาษาอังกฤษ หมายถึง ระดับความสามารถในการอ่านออกเสียงของนักเรียน
ซ่ึงประเมนิ จากแบบทดสอบความสามารถในการอา่ น กำหนดผา่ นเกณฑท์ ี่รอ้ ยละ 60

4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียน
ไทยรัฐวิทยา๑๐๒(บ้านเกาะเต่า) จังหวัดตรัง จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 20 คน คนในภาคเรียนที่ 1
ปีการศกึ ษา 2565

5

บทที่ 2
เอกสารทเ่ี กย่ี วข้อง

1. เอกสารท่ีเกยี่ วขอ้ งกับการออกเสยี งภาษาองั กฤษ

1.1 ความหมายของการออกเสียงภาษาองั กฤษ

การออกเสียงหรือ pronunciation ซึ่งเป็นค้านามตามพจนานุกรม New Oxford Advanced
Leaner 's Dictionary (Hornby, 2000: 1015) ได้นิยามการออกเสียงดังนี้ ความหมายที่ 1 หมายถึงวิธี
ทีภ่ าษาใดภาษาหนงึ่ หรือคำใดคำหนึง่ หรอื เสียงใดเสียงหนึ่งถกู เปลง่ ออกมา ความหมายที่ 2 หมายถึงวิธีทีบ่ คุ คล
ใดบุคคลหนึ่งเปล่งเสียงคำของภาษาใดภาษาหนึ่งออกมาน่ันก็หมายความว่าการออกเสียงภาษาอังกฤษคือวิธี
ที่บุคคลเปล่งเสียงภาษาอังกฤษคำภาษาอังกฤษ หรือเสียงที่เป็นภาษาอังกฤษออกมา การออกเสียง
ภาษาอังกฤษท่ีถูกตอ้ งตามหลักสทั ศาสตรน์ ้นั แบง่ ออกเป็น 2 เสยี งหลักคือ เสยี งสระและเสียงพยญั ชนะซ่งึ เสียง
สระในภาษาองั กฤษมที ้งั หมด 21 เสยี งแบ่งออกเป็นเสยี งเดย่ี ว (Monophthongs) 12 เสียง

(Fraser, 2000) ได้เสนอความหมายของการออกเสียงว่าการออกเสียงเป็นคุณลักษณะที่ช่วยทำให้
การพดู คลอ่ งและลน่ื ไหลไดอ้ ย่างง่ายซงึ่ คุณลกั ษณะทงั้ หมดในการออกเสยี งนัน้ ประกอบด้วยการเปล่งเสียงพูด
การลงจังหวะการลงทำนองเสียงสูง-ต่ำและการเน้นเสียงถ้อยคำรวมทั้งลีลาท่าทางและการสื่อด้วยสายตา
นอกจากนีก้ ารออกเสียงเปน็ องค์ประกอบทีส่ ำคัญอยา่ งยิ่งในการพูดส่ือสารรวมถงึ องคป์ ระกอบอื่นๆ ด้วยเชน่
ไวยากรณ์การเลือกใช้คำศัพท์และการพิจารณาทางวัฒนธรรมและ (Yates, 2002: 1) ได้ให้ความหมายของ
การออกเสียงว่าเป็นเสียงที่เปล่งออกมาเพื่อใช้สือ่ ความหมายโดยให้ความสนใจต่อเสียงในภาษาใดภาษาหนึง่
รวมทั้งคุณลักษณะต่างๆ ของการพูดมากกว่าระดับของเสียงใดเสียงหนึ่งเช่นการลงทำนองเสียงสูง -ต่ำ
การเน้นเสยี ง ถอ้ ยคำ การเนน้ เสียงหนัก-เบา การจดั ชว่ งจังหวะทำนอง วธิ ีการเปล่งนำ้ เสียง รวมถงึ ลีลาท่าทาง
และการแสดงออกต่างๆ ที่สัมพันธต์ ่อวิธกี ารพูดภาษา

จากความหมายข้างต้น สรุปได้ว่าการออกเสียงภาษาอังกฤษ คือ วิธีที่บุคคลเปล่งเสียงออกมาตาม
ลกั ษณะการผสมเสยี งของภาษาใดภาษาหน่งึ เข้าเป็นคำและจากคำเปน็ ประโยค โดยมกี าร 8 เนน้ เสียงหนักเบา
การลงทำนองเสียงสูง-ต่ำ การเน้นเสียงถ้อย การจัดช่วงทำนองจังหวะ สีลาท่าทาง การสื่อด้วยสายตา และ
การแสดงออกต่างๆ ซึง่ วธิ กี ารออกเสยี งเหลา่ นี้ ได้รับการยอมรบั และสามารถเขา้ ใจได้ง่าย

1.2 ความสำคญั ของการออกเสียงภาษาอังกฤษ เปน็ ท่ีทราบกันดีวา่ การออกเสียงมคี วามสำคัญ และ
เป็นทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้ เพราะหากผู้เรียนไม่สามารถอ่านออกเสียงได้ ก็จะทำให้การเรยี นแต่ละครัง้
พบปัญหาและอุปสรรคมากมาย นักวิชาการไทยพบว่า มีเสียงพยัญชนะภาษาอังกฤษอยู่หลายเสียง ที่ไม่มี
ในภาษาไทยและมีเสียงจำนวนหนึ่งที่คล้ายกับเสียงภาษาไทย คนไทยจึงใช้เสียงของภาษาไทยแทนเสียง
ภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่ถูกต้องการใช้เสียงภาษาไทยแทนมักทำให้เกิดความไม่เข้าใจ หรือบางครั้งความหมาย

6

ของคำก็เปลี่ยนไปเลย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องออกเสียงภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง (พลเรือเอกชุมศักดิ์ มัธยมจนั ทร์,
2547)

พิณทพิ ย์ หวยเจริญ (2544) ไดก้ ลา่ วถึงการเรียนการสอนภาษาอังกฤษว่า ผูเ้ รียนจะรเู้ พยี งคำศัพท์และ
โครงสร้างประโยคเพียงอย่างเดียวไมเ่ พียงพอ ต้องสามารถเปล่งเสียงทีเ่ จ้าของภาษาฟังแล้วสามารถเขา้ ใจได้
นอกจากนี้การพูดภาษาอังกฤษดว้ ยสำเนียงภาษาไทย ทำให้การสื่อสารไม่มีประสิทธิภาพเทา่ ที่ควร เพราะวา่
ไม่สามารถออกเสียงที่ถกู ต้องท่ีทำใหเ้ จ้าของภาษาเข้าใจได้ นอกจากน้ีเนอื่ งจากคนไทยเรยี นภาษาอังกฤษเป็น
ภาษาต่างประเทศ จึงพูดได้ไม่คล่องแคล่วเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
ในสถานศึกษาส่วนใหญ่ ยังคงใช้ภาษาไทยเป็นสื่อในการเรียนการสอนการพูดภาษาอังกฤษจะคล่องแคล่ว
หรอื ไม่ ขน้ึ อยกู่ ับความรกู้ ารฝกึ ฝนและการมีโอกาสได้ใช้ภาษาองั กฤษโดยตรงกับเจ้าของภาษา และการฝึกฝน
การออกเสยี ง

ส่วน กนกวรรณ อินทรสูต (2557: 14-15) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการออกเสียงภาษาอังกฤษวา่
เป็นสิ่งที่จะช่วยใหผ้ ู้เรยี นได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะทางภาษาอังกฤษให้มากขึ้น จากการเรียนรู้คำศัพทใ์ หม่ๆ
นอกจากนี้การฝึกออกเสียงบ่อย ๆ ช่วยให้ผู้อ่านสามารถออกเสียงภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ชัดเจน
มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการสร้างนิสัยรักการอ่านของผู้อ่านได้อีกด้วย อีกทั้งส่งผลให้ผู้อ่านเกิด
ความเข้าใจในเรื่องของไวยากรณ์และโครงสร้างของประโยคได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นประโยชน์ในการศึกษา
เล่าเรียนในระดับสงู ขนึ้ ต่อไป

นอกจากนี้ นนั ทนา รณเกียรติ (2548, 7) ยังไดก้ ล่าวถึงการเรียนการออกเสยี งภาษาองั กฤษว่าผู้เรียน
จำเป็นตอ้ งไดร้ บั การฝกึ ฝนทง้ั ในเรอ่ื งของการเนน้ เสียง (stress) และทำนองเสยี ง (intonation)

ขณะท่ี บุษบา กนกศิลปธรรม (2535: 2) กล่าววา่ ในการพูดต้องใช้ทักษะการฟงั และการพูดควบคู่กัน
ไป หากผู้พูดออกเสียงไม่ชัดเจนทำให้ผู้ฟังไม่เข้าใจหรือเข้าใจไม่ถูกต้อง ก็จะไม่สามารถสื่อสารได้หรือ
อาจสอื่ สารไดแ้ ต่ไมม่ ีประสิทธิภาพ

(Kelly, 2003: 16) ได้กล่าวว่าการออกเสียงมีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ภาษาและการวางแผน
บทเรยี น การวเิ คราะห์ภาษาครง้ั ใดที่ไมใ่ หค้ วามสำคัญ หรอื กันเร่อื งการออกเสยี งตกไป ยอ่ มทำใหก้ ารวิเคราะห์
น้นั ๆ ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ในทำนองเดยี วกนั บทเรยี นทีเ่ นน้ ไวยากรณ์หรอื คำศัพทไ์ ดๆเป็นพิเศษ ก็ควรจะสอน
เรื่องการออกเสียงไปด้วย เพื่อให้ผู้เรียนเห็นภาพรวมซึ่งจะทำให้มีโอกาสสื่อสารได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น
สอดคล้องกับ (Hawings, 2004) ซึ่งได้ให้ความเห็นว่า การออกเสียงเป็นสิ่งสำคัญต่อการพูดและกรฟัง
ในการสื่อสารผู้พูดจำเป็นต้องออกเสียงให้ชัดเจน และถูกต้อง และผู้ฟังก็ต้องสามารถวิเคราะห์คำพูดท่ีได้ยิน
ตามหน่วยเสยี งในระบบเสียง เพื่อตีความไดอ้ ย่างถูกต้อง ดงั น้นั การออกเสยี งพยญั ชนะและสระในภาษาองั กฤษ
จงึ เป็นองคป์ ระกอบสำคัญในการเรียนภาษานอกจากน้ี

เจษฎา วารี (2557: 15) ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของการออกเสียงว่า การออกเสียงเป็นการสื่อ
ความหมายที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตของคน ไม่ว่าจะเป็นการประชุมอภิปราย การแสดง
ความคิดเหน็ ลว้ นแต่มกี ารออกเสยี ง

7

สรุปไดว้ ่า การออกเสียงภาษาองั กฤษเป็นสิง่ สำคญั และจำเป็น ท่ีจะชว่ ยให้ผเู้ รยี นได้เรยี นรแู้ ละพัฒนา
ทักษะทางภาษาอังกฤษ ในด้านการอ่านออกเสียงคำศัพท์ใหม่ๆ และช่วยให้ผู้อ่านเกิดความมั่นใจมากยิ่งข้ึน
นอกจากนี้การออกเสียงที่ดีและถูกต้อง สำคัญต่อการพูดและการฟงั ในการสื่อสารและยังช่วยสือ่ ความหมาย
เกิดประสิทธิภาพและเป็นผลดีต่อการดำเนินชีวิตในทุกสาขาอาชีพ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีการออกเสียงเป็นปัจจัย
หลักทส่ี ำคัญทั้งสิน้

1.3 องคป์ ระกอบสำคญั ของการออกเสยี งภาษาอังกฤษ

(Cooper, 2008, 14-16) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการออกเสียงว่า สามารถใน
การใช้ภาษาพูดทัศนคติ จุดมุ่งหมาย และสภาพทางกายและอารมณ์ล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลต่อการออกเสียง
กล่าวคือ ความสามารถในการใช้ภาษาพูด (oral language) มีความสำคัญต่อความสามารถในการออกเสียง
ผทู้ พ่ี ูดภาษาองั กฤษได้บ้างจะเข้าใจความคิดต่างๆ ในการออกเสยี งภาษาองั กฤษ การมีทัศนคติ (attitude) ท่ีดี
ต่อการออกเสียงจะทำให้สามารถเข้าใจเรื่องราวในการออกเสียงได้ดี การเข้าใจจุดมุ่งหมายในการออกเสียง
(purpose) จะเป็นเครื่องกำหนดทิศทางในการออกเสียงผูท้ ี่มีสภาพร่างกายที่พร้อมรวมถึงอารมณ์ตอบสนอง
ที่ ดีตอ่ การออกเสียง (physical and emotional Conditions) ก็จะทำให้ออกเสียงได้ดี

1.4 ปัญหาในการออกเสียงภาษาอังกฤษ สำหรับคนไทยปัญหาและอุปสรรค์ในการศึกษา
ภาษาอังกฤษ ในประเทศไทยมีหลายประการการออกเสียงที่ถูกต้องตามเจ้าของภาษา นับเป็นปัญหาสำคัญ
เสียงภาษาองั กฤษบางเสียง กย็ งั คงเปน็ ปัญหาในการออกเสียงสำหรบั คนไทย

ดังที่ ถิรวัฒน์ ตันทนิส (2555) พบว่านักศึกษาขาวไทยมีปัญหาในการออกเสียงเรียงลำดับจากมาก
ที่สุดไปน้อยดังนี้ตำแหน่งพยัญชนะต้นคือ /θ /, /ð/, /v/, /r/, /z/, /∫/, /ʒ/, /t∫/ตำแหน่งพยัญชนะท้ายคอื
/ʒ/, /d ʒ /, /∫/, /θ /, /ð/,/ z/, /t∫/,/g/,/l/ และเสยี งสระคือ /Ə /,/ɒ /,/a /,/aі /,/ʊƏ/

ซึ่งสาเหตุเกิดจากไม่มีเสียงเหล่านี้ในระบบเสียงภาษาไทย นักศึกษาจึงใช้เสียงภาษาไทยแทนถือ
เป็นอิทธิพลจากการแทรกแซงของภาษาแม่และเป็นกระบวนการทำให้การออกเสียงง่ายขึ้น เรื่องอิทธิพล
การแทรกแซงจากภาษาแม่นี้ยังมีการกล่าวถึงโดย ปรียา โนแก้ว และประนุท สุขศรี (2548) ที่ว่าแม้ผู้เรียน
จะมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการออกเสียงตามทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติผู้เรียนก็อาจจะยังไม่สามารถ
จำแนกหรือออกเสียงได้อย่างถกู ตอ้ ง ความผิดเพย้ี นหรือผิดพลาดท่ีเกดิ ขน้ึ ในการออกเสยี งนน้ั มีตง้ั แต่ในระดับ
ที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา ในการสื่อความไปจนถึงระดับที่ก่อให้เกดิ ความสับสนในการสือ่ สารได้ ในการออกเสียง
ผู้เรียนชาวไทย มักจะเลือกใชเ้ สียงท่ีตนคุน้ เคยและใกล้เคียงกับเสียงที่มอี ยู่ในภาษาแม่ของตนมาใช้แทนเสยี ง
ในภาษาอังกฤษ ตัวอย่างเชน่ การใช้“ ร” ในภาษาไทยแทนเสยี ง “r” ในภาษาองั กฤษในคำวา่ rain, rice, right
แต่ว่าผู้เรียนเลือกใช้เสียง “l” แทนก็จะทำให้ความหมายของคำเหล่านี้เปลี่ยนไป เช่น rain กลายเป็น lain,
rice กลายเป็น tice และ right กลายเป็น tight (พิณทพิ ย์ทวยเจริญ, 2547: 8

(Ur, 1999, 52-58) ยังกล่าวอกี วา่ ผู้เรียนออกเสยี งผิดเกิดจากการท่ไี มม่ ีเสียงนั้น ๆ ในภาษาแมผ่ เู้ รียน
จงึ ใชเ้ สียงทใี่ กลเ้ คยี งในภาษาแม่แทน เชน่ นำ้ เสยี ง /d/ หรือ /z/ แทนเสียง /ð/ ในคำวา่ that และแม้บางครั้ง
จะมีเสียงนั้น ๆ ในภาษาแม่ แต่ไม่สามารถแยกความต่างของหน่วยเสียงได้ซึ่งเมื่อออกเสียงผิดความหมาย
จะแตกต่างกันไปอีกด้วยเช่น /l/ และ /i/ ในคำว่า ship และ sheep การใช้จึงต้องดูจากบริบท (context)

8

ไดแ้ ก่ คำหรอื วลที ่มี ากับคำนั้น ๆ และถ้าไม่เคยไดย้ ินเสียงนน้ั เลยก็จะไม่สามารถออกเสียงได้ถึงแม้จะพยายาม
เทา่ ใดก็ตาม

เตือนจิตต์ จิตต์อารี (2548) ได้เสนออีกว่า การออกเสียงภาษาองั กฤษทีไ่ ม่ถูกต้อง สามารถก่อให้เกิด
การเข้าใจผิด เกิดอคติ หรือเกิดผลเสียรา้ ยแรงได้

การออกเสียงภาษาอังกฤษเปน็ ปัญหาท่สี ำคญั อยา่ งหนงึ่ ของนักเรียนไทย ท้งั น้เี นอ่ื งจากความแตกต่าง
ของระบบเสียงระหว่างภาษาไทยภาษาแม่กับระบบเสียงภาษาอังกฤษ ซึ่งในการเรียนการสอน
ภาษาตา่ งประเทศน้นั การรแู้ ตค่ ำศพั ทแ์ ละโครงสรา้ งเพียงอย่างเดยี วยังไม่เพียงพอ นักเรียนบางคนไม่สามารถ
เรียนรู้การออกเสียงได้ เนื่องจากขาดความเข้าใจในเรื่องการเชื่อมโยงตัวอักษรและเสียงที่ไม่คุ้นเคยหรือ
อ่านออกเสียงผิด และยังไม่เข้าใจความหมายของคำศัพท์ที่ออกเสียงนั้นอีกด้วย ดังนั้นนอกจากการสอน
ให้ผู้เรียนสามารถออกเสียงได้ถูกต้องแล้ว การเข้าใจความหมายของคำศัพท์ที่ออกเสียงก็เป็นสิ่งสำคัญและ
จำเปน็ ด้วยเช่นกัน (บำรงุ โตรตั น์, 2547: 53)

ผู้เรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 2 ยังมีปัญหาในทักษะการพูดภาษาอังกฤษซึ่งนักส่วนใหญ่
มีความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งพื้นฐานที่สำคัญของความสำเร็จของการฟัง
และการพดู นน้ั เกี่ยวข้องกับ “การออกเสยี ง” โดยตรง การท่ีผู้เรยี นไมส่ ามารถพฒั นาทกั ษะการฟังและการพูด
ได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพนน้ั โดยพ้ืนฐานแล้วเกิดจากอิทธพิ ลการแทรกแซงของภาษาแม่ (L1 interference) ซ่ึง
เกิดขึ้นในกรณีทีเ่ สียงบางเสียงในภาษาที่สอง (L2) เป็นเสียงที่ไม่มใี นภาษาแม่ (L1) ผู้พูดจึงมีแนวโน้มท่ีจะใช้
เสียงในภาษาแม่ที่คล้ายคลึงกันในการออกเสียงเหล่านั้น การแทรกแซงของภาษาแม่ส่งผลต่อการใช้ภาษา
ในระดับเสียง (phonological levet) มากกว่าระดับคำหรือระดบั ประโยค (morphological and syntactic
levels) ทำใหผ้ ูเ้ รียนไมส่ ามารถแยกแยะรบั รเู้ สียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง โดยผูเ้ รยี นมักใชล้ กั ษณะเสียงที่มี
ในภาษาไทยแทนการออกเสยี งในภาษาอังกฤษ (ธรี าภรณ์ พลายเล็ก, 2554)

ดาราวดี สุกมลสันต์ (2542: 122) เสนอแนะว่าครูผู้สอนจะต้องสอนให้ผู้เรียนได้ยินเสียง
ของภาษาองั กฤษ ในแบบที่ผใู้ ช้ภาษาน้ันใช้และฝึกออกเสยี งทไ่ี ม่มีในภาษาไทยใหไ้ ด้อย่างถูกต้อง ไมใ่ ช้เสียงท่ีมี
อยู่ในภาษาไทยเข้าไปแทนท่ีเสยี งในภาษาอังกฤษ ครูผู้สอนจะต้องฝกึ ฝนเสยี งทีเ่ ป็นปัญหาของคนไทย เมื่อใช้
ภาษาองั กฤษให้ผ้เู รยี นออกเสียงไดถ้ ูกต้องและได้ยนิ เสยี งของภาษานั้น ๆ ทงั้ เสียงโดด ๆ ในคำหลายพยางค์ วลี
และประโยค สามารถส่งสารและรับสารที่สื่อกันด้วยความเข้าใจความหมายที่ถูกต้องทั้งสองฝ่าย เนื่องจาก
(Wei You Fu & Zhou YaLun, 1999) พบว่าปัญหาในการออกเสียงภาษาองั กฤษเกดิ จากการกลมกลืนเสยี ง
ภาษาไทยเข้ากลับเสียงภาษาอังกฤษ แม้ว่าคนไทยเรียนภาษาอังกฤษคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกสอนให้เข้าใจ
ถึงระบบเสียงภาษาอังกฤษอย่างละเอียด ผู้เรียนภาษาส่วนใหญ่จะเลียนแบบการออกเสียงภาษาอังกฤษ
จากรูปแบบการออกเสยี งในแบบของครูชาวไทย

นันทนา รณเกียรติ (2548,7) ได้กล่าวว่าการเรียนการออกเสียงภาษาอังกฤษนั้นผู้เรียนจำเป็นต้อง
ไดร้ บั การฝึกฝนเรอ่ื งการเนน้ เสียง (stress) และเรื่องทำนองเสยี ง (intornation) (Kelly, 2003: 18) ยงั ได้เสนอ
ว่าการเปลี่ยนการเน้นเสียงพยางค์และการเปลี่ยนทำนองเสียงเพียงเล็กน้อย สามารถก่อให้เกิดผลกระทบ
อยา่ งมากต่อความหมายและความเหมาะสมในการสอ่ื สาร

9

เช่นเดียวกับ (Griffiths, n. d.: 1) ซึ่งกล่าวว่าการเน้นเสียงพยางค์ในคำ (word stress) และ
การเนน้ เสยี งคำในประโยค (sentence stress) ทีไ่ มถ่ ูกตอ้ งนำไปสู่การสื่อสารท่ีผิดพลาดได้และ (Pathare, n.
d.) ยังเสริมว่าความผิดพลาดในการเน้นเสียงพยางค์ในภาษาอังกฤษเป็นสาเหตุหนึ่งของความเข้าใจผิดใน
การส่อื สารภาษาองั กฤษ

(Avery & Ehrlich, 1994) กล่าวว่า เสียงพยัญชนะในตำแหน่งท้ายค้าประเภทเสียงกักที่เป็นเสียง
โฆษะ (voicing of final stop Consonants) ได้แก่ / b, d, y/ เป็นปัญหาในการออกเสียงสำหรับผู้ที่เรียน
ภาษาองั กฤษเป็นภาษาที่สองหรอื ภาษาต่างประเทศ เพราะผู้เรยี นจะแทนทเี่ สียงเหล่านี้ดว้ ยเสียงพยัญชนะกัก
ประเภทอโฆษะ (voiceless stop) / p, t, k /

(Ur, 2000) อธบิ ายถงึ สาเหตขุ อบขอ้ ผดิ พลาดในการออกเสยี งภาษาอังกฤษว่าแบง่ ออกเปน็ 3 ประเด็น
คือ

1. เสียงบางเสียงในภาษาอังกฤษไมม่ ีอยู่ในภาษาแม่ทำให้ผู้เรียนไม่คุ้นเคยกับการออกเสียงเหล่าน้ัน
จึงแทนที่เสียงเหลา่ นัน้ โดยเสยี งท่ีใกล้เคียง

2. เสียงบางเสียงเป็นเสียงที่มีอยู่ในภาษาแม่แต่ไม่ได้ถือเป็นหน่วยเสียงที่แยกออกมาอย่างชัดเจน
จึงทำให้ผ้เู รยี นไมส่ ามารถเรยี นรู้เสยี งดงั กลา่ วว่าสามารถทำให้เกดิ ความแตกต่างทางความหมายได้

3. บางคร้ังผเู้ รียนออกเสียงถูกตอ้ งแต่ผู้เรียนไมไ่ ดเ้ รยี นรู้ถึงการลงเสยี งหนัก (stress) ในระดับคำหรือ
บางครั้งผูเ้ รียนใช้ทำนองเสียง (intonation) ของภาษาแม่มาใชใ้ นภาษาอังกฤษจึงส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิด
ในการสอื่ ความหมายได้

มยุเรศ รตั นานคิ ม (2542: 172) กลา่ ววา่ ปัญหาในการออกเสยี งภาษาอังกฤษนั้น สาเหตปุ ระการหนึ่ง
มาจากการลงเสียงหนกั ซง่ึ คำในภาอังกฤษทกุ คำเมือ่ ปรากฏอยู่เดีย่ ว ๆ จะมีการเน้นเสียงหนักพยางคใ์ ดพยางค์
หนึ่งเสมอ และคำที่มีหลายพยางค์อาจมีการเน้นเสียงหนักมาก หนักรอง และไม่เน้นเสียงหนักเลยพยางค์ใด
ก็ได้ แต่คำในภาษาไทยส่วนมากจะเน้นเสียงหนกั พยางค์สุดท้าย และคนไทยนิยมนำเอาวิธีการเน้นเสียงหนัก
พยางค์สุดท้ายไปใช้ในการออกเสียงคำในภาษาอังกฤษโดยไม่ตรวจสอบความถูกต้องจากพจนานุกรม
ทำให้ออกเสยี งแปลกไปจากเสียงของเจ้าของภาษา เชน่

ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ

มยเุ รศ Margaret

โอฬาร Open

เช่ียวชาญ Susan

เตโช David

ปิยะนชุ Piano

10

กล่าวโดยสรุปคือปัญหาในการออกเสียงภาษาอังกฤษสำหรับคนไทย มีสาเหตุหลายประการ
ประการใหญ่ๆ ได้แก่ การที่เสียงพยัญชนะและเสียงสระหลายเสียงในภาษาอังกฤษไม่มีในภาษาไทย
การลงเสียงเน้นหนกั ในพยางค์และในคำแตกตา่ งกัน คำในภาษาองั กฤษอาจมกี ารเนน้ เสียงหนักมาก หนักรอง
หรอื ไม่เนน้ เสยี งหนกั เลย พยางคใ์ ดกไ็ ดแ้ ต่คำในภาษาไทยส่วนมากจะเน้นเสยี งหนักพยางค์สุดท้าย นอกจากน้ี
ผู้เรยี นชาวไทยมีปัญหาในการออกเสยี งพยญั ชนะทา้ ยอย่างมาก

1.5 ประโยชน์ในการออกเสียงภาษาองั กฤษที่ถูกต้อง

พิชญา นุเสน (2554, 15-16) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของการออกเสียงภาษาอังกฤษได้ถูกต้อง
ว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสื่อสารโดยใช้ภาษาอังกฤษทั้งยังช่วยส่งเสริมการอ่านออกเสียง การอ่านในใจ
การอ่านตีความ และการแปลทับศัพท์ โดยมีใจความและรายละเอียดที่เกี่ยวกับประโยชน์ในการออกเสียง
ภาษาองั กฤษ กล่าวคอื

1. เปน็ การส่งเสรมิ ใหก้ ารติดตอ่ ส่ือสารระหวา่ งผ้ใู ชภ้ าษาอังกฤษได้ถกู ต้องและเป็นไปตามวตั ถปุ ระสงค์
ให้มากทสี่ ดุ เพราะถา้ หากออกเสียงไม่ถูกต้องทำให้ส่ือความหมายผดิ ได้

2. เปน็ การส่งเสริมให้มกี ารอ่านท้ังการออกเสียงการอ่านในใจและการตีความหมายของภาษาอังกฤษ
ซึง่ เปน็ ภาษาตน้ ฉบบั ไดด้ ยี ง่ิ ขน้ึ

3. เป็นการช่วยให้การแปลโดยเฉพาะอย่างย่ิงในการแปลทับศัพท์ (transliteration) เช่นชื่อสถานที่
ชื่อตัวละครและสิ่งอ้างอิงต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์ทำได้ใกล้เคียงกับการออกเสียงทั้งภาษาไทยและ
ภาษาองั กฤษมากย่งิ ขน้ึ

4. เพื่อช่วยให้การปรับบทแปลมีความถกู ต้องชัดเจนยิ่งขึ้นเพราะนอกจากผู้แปลได้ใช้สายตาอ่านบท
แปลแลว้ ยังไดใ้ ช้หฟู ังเมอื่ อ่านออกเสียงบทแปลอกี ดว้ ย

สรุปได้ว่า ผู้ที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีนั้น คือ ผู้ที่สามารถออกเสียงในภาษาอังกฤษได้
อย่างถกู ตอ้ ง และสามารถออกเสียงไดใ้ กล้เคียงกบั เจา้ ของภาษา มคี วามถกู ต้องของการออกเสียงสูง ต่ำ ชดั เจน
เจ้าของภาษาจึงจะสามารถเข้าใจผู้พูดได้ ดังนั้นการออกเสียงที่ถูกต้องจึงมีประโยชนห์ ลายประการนอกจาก
เจ้าของภาษาจะสามารถเข้าใจผู้พูดได้แล้วช่วยให้สื่อสารกันได้เขา้ ใจถูกต้องยังช่วยส่งเสริมการอา่ นออกเสียง
การอา่ นในใจการอ่านตีความและการแปลทบั ศพั ท์ดงั ทีอ่ ธิบายไวแ้ ลว้ ข้างต้น

1.6 การวดั ผลประเมินผลการออกเสียงภาษาอังกฤษ

ดวงพร หนูพงษ์ (2545: 46) กลา่ ววา่ ในการประเมินผลการพูด (Oral evaluation) มเี กณฑ์มาตรฐาน
ทต่ี ้องคำนึงถงึ ได้แก่ ความสามารถในการพูดส่ือสารดว้ ยสำเนียงภาษาท่ีเข้าใจได้ชัดเจน ไมม่ สี ำเนียงภาษาแม่
ของตนเองมาเปน็ อปุ สรรค

สุมิตรา อังวัฒนกุล (2540; 207-208) ได้กล่าวถึง การทดสอบการออกเสียงภาษาอังกฤษไว้ว่า
การทดสอบการออกเสียงภาษาอังกฤษ เป็นการทดสอบความทางภาษาพูดย่อย (Discrete point test)
การทดสอบชนิดนี้จะวัดองค์ประกอบย่อยของภาษา เช่น เสียงคำศัพท์โครงสร้างหรือทักษะต่าง ๆ โดยแยก

11

ทดสอบเป็นส่วนๆ ตามองค์ประกอบของภาษา หรือตามทักษะที่ต้องการวัดการทดสอบการออกเสียงเป็น
สิ่งที่ยากวิธีทดสอบที่ตรงจุดคือ การสอบปากเปล่าแต่ก็มีปัญหาในการให้คะแนนวิธีการทดสอบที่นิยมใช้กัน
คือ การทดสอบความสามารถในการแยกเสียงว่าเสียงใดมีความเหมือนกัน หรือต่างกันอย่างไร เช่นการใช้คู่
เทียบเสียง (Minimal pairs) โดยให้ฟังคำเป็นคู่ๆ แล้วให้ผู้เรียนบอกว่าคำที่ได้ยนิ นั้นออกเสียงเหมือนกันหรอื
ต่างกนั เช่น sleep/stip, fist/fish, ship/sheep, heat/theat, rid/read, mill/meal หรอื ผ้สู อนอาจให้ฟังคำ
เปน็ ชดุ ๆ ละ 3 คำ แลว้ ใหผ้ เู้ รียนสงั เกตว่าเสยี งคำไหนที่เหมือนกันเชน่ cat:cat cot, beast, best: best

อัจฉรา วงศ์โสธร (2539, 241-256) กล่าวว่า การให้คะแนนดิบหรือเปอร์เซ็นต์ อาจไม่มีความหมาย
ชดั เจน ในการระบุระดับความสามารถทางภาษาในดา้ นการส่งสารและรบั สาร นักวัดผลทางภาษาจึงนิยมการ
ใหค้ ะแนนเปน็ ระดับของความสามารถตามมาตราส่วนประเมินค่า (Rating scale) โดยมาตราส่วนประเมินค่าที่
ใช้มักเป็นช่วงคะแนน (Band score) ซึ่งที่นิยมใช้กันมีดังนี้แบบของ (Wilkins) เป็นมาตราส่วนประเมินผล
ความสามารถของผูใ้ ชภ้ าษา 5 ดา้ นคอื การฟังการพูดการอ่านการเขยี นและการแปลโดยในแต่ละด้านแบง่ ระดับ
ความสามารถออกเปน็ 7 ระดับ โดยในทักษะด้านการพูดแบง่ ระดบั ดงั ตอ่ ไปนี้

ระดับ 7 พูดคล่องไดเ้ หมอื นเจ้าของภาษา

ระดับ 6 สามารถพูดส่ือสารความหมายในทุกสถานการณ์แต่อาจมีที่ผดิ ไวยากรณ์หรือใช้ศัพทผ์ ิดบา้ ง
เล็กนอ้ ย

ระดับ 5 สามารถพูดส่อื สารความหมายไดใ้ นสถานการณต์ า่ ง ๆ แต่ไม่คล่องเมื่อพดู เรื่องท่ซี บั ซอ้ นลกึ ซ้ึง
ผู้ทส่ี นทนาด้วยตอ้ งถามเพ่ือใหไ้ ด้ความกระจา่ งข้ึนเป็นครั้งคราว

ระดับ 4 สามารถเลา่ เหตุการณ์โดยท่ีผฟู้ ังไม่เกิดความสับสนแตย่ ังไม่สามารถพูดต่อเนื่องแสดงเหตุผล
โต้แย้งมกั น่งิ เฉยขณะเจา้ ของภาษาอภิปรายเว้นแต่มีผพู้ ูดด้วยแบบตวั ตอ่ ตวั

ระดับ 3 สามารถพูดเรื่องทั่วไปด้วยประโยคง่ายๆได้มีการใช้ไวยากรณ์ผิดเสียงที่ใช้ก็ยังแปร่งผู้ฟัง
มีความยากลาบากบ้างในการทำความเขา้ ใจ

ระดับ 2 สามารถอ่านออกเสียงได้พอที่จะพูดภาษาอังกฤษได้โดยอาศัยการท่องจำเพื่อบอก
ความต้องการของตนพูดตะกุกตะกับผิดไวยากรณ์ออกเสียงผิดบ่อยครั้งตอบคำถามได้ช้าผู้ทีพ่ ูดด้วยต้องคอย
พยายามชว่ ยให้พูดตอ่ ไปได้

ระดับ 1 ไม่มีความรู้กฎไวยากรณ์ภาษาอังกฤษสามารถพูดบางคำหรือบางข้อความได้ในวงจำกัด
เช่น Good morning ขณะพดู ต้องใชท้ า่ ทางหรอื มอื ไมป้ ระกอบเพอ่ื ใหผ้ ู้ฟงั เข้าใจ

แบบของ (J. S. D. Clark) เหมาะสำหรับครูเมื่อต้องการวัดระดับความสามารถของนักเรียน
โดยประมาณ ประกอบด้วย Pronunciation, Vocabulary. Structure และ Fluency โดยแต่ละด้าน
แบ่งเป็น 4 ระดับเช่น Pronunciation ระดับ 4 ออกเสยี งถูกตอ้ งพดู ได้ ระดบั 3 ออกเสยี งผดิ บ้างเป็นคร้งั คราว
แต่โดยทัว่ ไปแลว้ เข้าใจได้ ระดบั 2 ออกเสียงผดิ ๆพูดแลว้ เขา้ ใจยาก ระดบั 1 ยังพูดไม่ได้

12

(Harris, 1990) ไดก้ ล่าวถงึ เกณฑก์ ารประเมินความสามารถในการออกเสียงไว้ 5 ระดับคอื ระดับที่ 1
มปี ัญหาในการออกเสียงเปน็ อย่างมาก ทำให้ไมเ่ ขา้ ใจในสง่ิ ท่พี ูดได้เลย ระดับที่ 2 มีปญั หาในการออกเสียงมาก
ยากแก่การเขา้ ใจในคำพูดได้ ผูฟ้ งั จะต้องถามซำ้ ๆ ถึงส่งิ ทผ่ี ู้พดู ต้องการส่ือ ระดับ 3 มีปัญหาในการออกเสียง
น้อย ผู้ฟังจะต้องตั้งใจฟัง จึงจะสามารถเข้าใจได้ มีการออกเสียงผิดให้ผู้ฟังสับสนบางครั้ง ระดับ 4
ผู้พดู สามารถออกเสียงไดด้ ี แต่ยังมีปญั หาในการออกเสียงบ้างแต่ผูฟ้ งั สามารถเข้าใจในส่งิ ที่ผพู้ ดู ต้องการส่ือสาร
ระดับ 5 ผพู้ ูดสามารถออกเสียงไดด้ เี ทียบเทา่ กับเจา้ ของภาษา

สนิท สัตโยภาส (2532) ได้กล่าวถึง วิธีการวัดผลการออกเสียงไว้ว่า “วิธีวัดการออกเสียงที่ดีที่สุด
ก็คือให้นักเรียนได้พูดออกเสียงมาจริง ๆ” แต่ครูต้องตั้งเกณฑ์การให้คะแนนไว้สำหรับการเปล่งเสียงชัดเจน
การหยุดวรรคตอน การเนน้ คำ และความคล่องแคล่วในการพูด เปน็ ตน้ การทดสอบและประเมินความสามารถ
ในการออกเสียงภาษาอังกฤษ ในการวจิ ยั ครั้งน้ี คือ การออกเสียงสระและพยญั ชนะที่ปรากฏในคำแต่ละเสียง
ได้อย่างถูกต้อง การออกเสียงคำศัพท์ที่มีสองพยางค์ขึ้นไป โดยมีการเน้นเสียงหนักเบาในแต่ละคำ
ได้อยา่ งถูกต้อง การโยงเสียงระหว่างคำไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง ซ่งึ สามารถวดั ไดด้ ว้ ยการประเมินตามสภาพจริงท้ังก่อน
และหลังเรียน โดยให้ผู้เรียนแต่ละคนอ่านออกเสียงสระและพยัญชนะออกเสียงเน้นหนัก ในคำออกเสียง
เช่อื มโยงในวลแี ละประโยคที่ปรากฏในบทอ่าน

2. โฟนิกส์ (Phonics) คืออะไร

พงษ์ระพี เตชพาหพงษ์ (2554, น. 63) กล่าวถึง การเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบโฟนิกส์
(Phonics) ไว้ว่า แนวคดิ ของโฟนกิ ส์นนั้ เปน็ รูปแบบวิธีสอนการอ่านภาษาองั กฤษ โดยจะยดึ หลักตัวอักษรแทน
หนว่ ยเสยี งในคำหน่งึ คำ จะประกอบด้วยตวั อกั ษรในการสะกดกเ็ พียงแต่เอาหนว่ ยเสยี งนม้ี าผสมกันออกเป็นคำ
แต่ เนื่องจากตัวอักษรในภาษาอังกฤษมีเพียง 26 ตัวแต่เสียงมีถึง 44 เสียงดังน้ันเสยี งจำนวนหนึง่ จึงมีการเอา
มารวมกนั เช่น sh th เป็นต้น

พงษร์ ะพี เตชพาหพงศ์ (2554, น. 64) ยงั กล่าวอีกว่า หลักการผสมเสยี งของโฟนิกส์นัน้ ไม่แตกต่างกับ
การที่เราผสมเสียงในแบบเรียนภาษาไทย เพียงแต่ว่าเสียงในภาษาอังกฤษส่วนใหญ่จะไม่เหมือนเสียงใน
ภาษาไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจะต้องดูตรงน้ีให้ละเอียดจุดที่อันตราย คือ การที่เราพยายามเทียบเสียง
ภาษาอังกฤษกับเสียงภาษาไทย ซึ่งจะทำใหเ้ ราเข้าใจไปวา่ การออกเสียงนั้นถูกต้องแลว้ เช่น การพยายามเอา
เสยี ง th ไปเทยี บเสยี ง “ท” หรอื การเอาเสยี ง sh ไปเทียบเสียง “ซ” ซง่ึ ท่ีจริงแลว้ ไมเ่ หมือนกนั

ครูวี (2551, ออนไลน์) ได้ให้ความหมายของโฟนิกส์ไว้ว่า โฟนิกส์ เป็นเรื่องของเสียงเพราะคำว่า
Phonics มาจากคำว่า Phone ที่แปลว่าเสียง แต่ในที่นี้โฟนิกส์หมายถึงเสียงในภาษา ซึ่งเน้นที่เสียงของตัว
พยัญชนะและสระ โดยพยัญชนะและสระแต่ละตัวมเี สียงเฉพาะผู้เรียนจะต้องเปล่งเสียงพยัญชนะและสระให้
ถกู ตอ้ ง

ดวงใจ ตั้งสงา่ (2559, ออนไลน์) ไดใ้ หค้ วามหมายว่าโฟนิกส์ คอื วิธกี ารเรยี นอ่านเขียนและออกเสียง
ภาษาองั กฤษ โดยใชห้ ลักการถอดรหัสเสียงและการผสมเสียงตัวอักษร 2 ถึง 2 ทง้ั 26 ตัวผเู้ รียนจะต้องเข้าใจ

13

เสียงของตัวอักษรต่าง ๆ และออกเสียงเหล่านั้นให้ได้อย่างถูกต้อง จึงจะสามารถผสมเสียงออกมาเป็นคำได้
ยกตัวอยา่ งเช่นการสะกดคำว่า cat ในสมยั เรา ๆ จะทอ่ งกนั วา่ ซี-เอ-ทีแคท แมว ซึง่ ยากทจ่ี ะเขา้ ใจวา่ ทำไม ซี-
เอ-ที ถึงกลายเปน็ “ แคท” ไปได้ เพราะการทอ่ งแบบนไ้ี มไ่ ด้ใชห้ ลักการผสมเสียง แตเ่ ปน็ การทอ่ งจำการสะกด
คำเสียมากกว่า การอ่านตามหลักการเรียนภาษาอังกฤษแบบโฟนิกส์ (Phonics) จะอ่านว่า เคอะ-แอะ-เทอะ
แคท

จากการศึกษาค้นคว้าผู้ศึกษา สรุปความหมายของคำว่า โฟนิกส์ (Phonics) ได้ว่าเป็นการสอน
ภาษาอังกฤษ โดยการแทนหน่วยเสียงหนึง่ เสียงต่อตวั อักษรหนงึ่ ตวั และน้ำเสียงของตวั อักษรท่เี รียนรู้ไปนั้นมา
ผสมเป็นคำ ด้วยการอา่ นรวบเสียงซ่งึ หากผู้เรียนทราบเสียงแต่ละเสียงของตวั อกั ษรแต่ละตัว แล้วก็จะสามารถ
อา่ นคำศพั ทภ์ าษาอังกฤษ (ทไ่ี ม่ใชศ้ พั ท์ยกเวน้ หรอื ศัพท์ที่สะกดแบบพเิ ศษ) ได้ถงึ แมจ้ ะไม่ทราบความหมาย

2.1 หลกั การของโฟนิกส์ (Phonics)

พงษ์ระพี เดชพาหพงษ์ (2554, น. 65. 93) ยังกล่าวถึง หลักการของการเรียนภาษาอังกฤษแบบ
โฟนิกส์ (Phonics) ไวอ้ กี ว่าหลักของการสอนโฟนกิ สแ์ ละฝกึ ออกเสียงน้ันมี 5 ข้อดงั นี้

2.1.1 การสร้างความรู้สึกการพูดให้ค้ำการอ่าน มีความเชื่อดั้งเดิมว่าการสะกดคำกับ
การออกเสียงในภาษาอังกฤษ ควรจะเป็นสิ่งเดียวกันควรจะตรงไปตรงมา เหมือนความสัมพันธ์หนึ่งต่อหนึ่ง
ซึ่งไม่เปน็ ความจริง การที่เจ้าของภาษาออกเสียงได้ถูกต้องถึงแม้การเขียนจะไม่ตรงตามหลักการออกเสยี งนัน่
เพราะเขาพูดและฟังมาก่อน ดังนั้นความรู้สึกในการฟังและการพูดการอ่านเอาไว้ด้วยเหตุที่เราเรียน
ภาษาอังกฤษเปน็ ภาษาทสี่ องจึงต้องใหค้ วามสำคัญกบั การออกเสยี งให้มาท่ีสุดพยายามออกเสยี งให้ใกล้เคียงกับ
เจ้าของภาษา

2.1.2 แนะนำตวั อักษรกับหนว่ ยเสียงหนงึ่ ตอ่ หนง่ึ ตวั อักษร A B C... Z ท่ีเราออกเสยี งอย่าง
ที่คุ้นเคยนั้นนั่นคือการเรียกชื่อตัวอักษรแต่ไม่ใช่เสียงของมันในแนวทางของโฟนิกส์ (Phonics) ให้ผู้เรียน
จำเสียงของตัวอักษรเช่นอักษร A คือ “ แอะ” B คือ “ เบอะ” โดยการสอนครั้งแรกจะให้ผู้เรียนจำเสียง
ของตวั อักษรแบบหน่ึงตอ่ หน่งึ กอ่ นคืออักษรหน่งึ ตัวแทนเสยี งหนึง่ เสยี งถงึ แม้อักษรหนึ่งตัวจะมีเสียงหลายเสียง
กต็ าม

2.1.3 ให้ผู้เรียนจับหลักของการผสมเสียงและแยกเสียงให้ได้ เมื่อผู้เรียนจำเสียงของ
ตัวอักษรได้ครบ ต่อไปก็แนะนำสระทีละตัวและทดลองผสมเสียงให้ได้คำ เช่น เริ่มจากสระ A และลองผสม
เสยี งกับพยญั ชนะ T เพ่อื ให้ได้คำวา่ AT จากนน้ั ก็เพ่มิ พยัญชนะข้างหน้าอกี ตวั เปน็ คำวา่ CAT และลองเปล่ียน
พยัญชนะหลาย ๆ ตัว เพอ่ื ฝกึ ให้คนุ้ เคยกับการออกเสยี ง

2.1.4 พยายามดึงดูดความสนใจของผู้เรียนในรูปแบบต่างๆ สิ่งที่ดึงดูดความสนใจ
ของผู้เรียนได้ดีที่สุด คือ ทำให้สนุก อย่ากดดันมากไป เพราะความสนุกจะละลายหายไป พ่อแม่หลายคน
อยากให้ลูกอ่านได้เร็ว แต่การอ่านได้เร็วไม่สำคัญเท่าความรู้สกึ อยากอ่าน การทำให้สนุกน้ันไม่วา่ จะเป็นภาพ
เพลงนิทานหรอื กิจกรรมต่าง ๆ

14

2.1.5 เริ่มอ่านจากประโยคง่ายๆและแทรกคำยกเว้นเป็นระยะ เมื่อผู้เรยี นรู้จกั เสียงอักษร
รจู้ ักเสียงสระ และรจู้ ักการผสมเสียงเปน็ คำได้ดรี ะดับหน่งึ แล้ว แนะนำใหเ้ พม่ิ การอ่านนิทาน หรือเรอ่ื งราวสนุก
ง่ายๆ เพื่อสร้างความสนุกสนานและเพื่อให้ผู้เรียนรับรู้ถึงการสะกดแบบอื่นที่ไม่ตรงกับโฟนิกส์ (Phonics)
ให้หยิบเอาคำท่ยี กเว้นมากล่าวถงึ ใหเ้ น้นการออกเสียงทีถ่ กู ต้องและจำรูปแบบการสะกดโดยไมต่ ้องอธบิ ายอะไร

2.2 แนวคิดการพัฒนาทกั ษะภาษาอังกฤษด้านการพูดและการฟังด้วยหลักการเรยี นภาษาอังกฤษ
แบบโฟนิกส์ (Phonics)

ในปัจจุบันนี้กว่า 90% ของโรงเรียนในประเทศอังกฤษและประเทศต่าง ๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษทั่วโลก
ได้นำระบบโฟนิกส์ (Phonics) มาใช้เป็นแนวทางหลักในการสอนการอ่านเขียนและออกเสียงภาษาอังกฤษ
สำหรับเด็กวัยเรียน การสอนระบบโฟนิกส์ (Phonics) คือการสอนความสัมพันธ์ของเสียงกับตัวอักษรและ
นำหลักการถอดรหัสคำมาใช้ เพื่อการอ่านเขียนสะกดคำต่าง ๆ ในภาษาอังกฤษอย่างเป็นระบบ ตามลำดับ
ขั้นตอนเพื่อให้สามารถอ่านออกเสียงได้อย่างถูกต้องชัดเจน เนื่องจากมีผลการศึกษาวิจัยมากมายจากหลาย
ประเทศ

สรุปได้ว่า การเรียนการสอนในระบบระบบโฟนิกส์ (Phonics) นี้เป็นวิธีที่ช่วยปูพื้นฐานด้าน
การอ่านเขียนที่มีประสิทธิภาพสูงในระยะยาวสำหรับการพัฒนาด้านการอ่านเขียนขั้นสูงต่อไปในอนาคต
จึงได้นำระบบการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics) นี้มาใช้เพื่อพัฒนาทักษะสำคัญด้านการอ่านเขียนออกเสียง
ภาษาองั กฤษอย่างถกู วธิ ี

3. ชดุ การสอนอ่านจอลลี่ โฟนิคส์

จอลลี่ โฟนิคส์ เป็นชุดการสอนที่เน้นการสอนอ่านควบคู่ไปกับ การสอนเขียน และการสะกดคำ
โดยใช้ความรู้ทางด้านสัทศาสตร์ ในการออกเสียงคำมาเป็นพื้นฐานในการสอน ซึ่งวิธีการสอนนี้คิดค้นขึ้น
ในปี 2520 โดยชูลอยด์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ระดบั ประถมศึกษา ในประเทศองั กฤษ วธิ กี ารสอนแบบจอลลี่ โฟ
นิคส์ ได้นำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาการสอนแบบดั้งเดิม คือ การสอนแบบ มหภาษา (Whole language
approach) ซ่งึ เน้นการสอนโดยให้ผู้เรยี นใช้ความรแู้ ละทักษะด้านต่าง ๆ ควบคูก่ นั เพอ่ื ทจ่ี ะชว่ ยทำความเข้าใจ
ในการอ่าน เช่นความรูด้ ้านไวยกรณ์ บริบทของสถานการณ์ หรือประสบการณ์เดมิ ของผู้อา่ น เป็นต้น ซูลอยต์
ค้นพบว่า การสอนแบบมหภาษาไม่สามารถที่จะช่วยให้นักเรียนส่วนใหญม่ ีพัฒนาการการอา่ นและการเขยี น
ที่ดีได้ ดังนั้นซูลอยต์ จึงได้ทำการทดลองวิจัยการสอนโดยประยุกต์ใช้การสอนการออกเสียงทางสัทศาสตร์
เข้ามาช่วยในการสอนอ่านโดยที่นักเรียนจะได้เรียนรู้การออกเสียงและการผสมเสียงตัวอักษรในการอ่านคำ
รวมถึง การเรียนรู้การวิเคราะห์เสยี ง เพื่อเช่อื มโยงไปถึงตวั อกั ษรของเสยี งท่ีอยใู่ นคำได้หลังจากทำการวิจัย
ในชั้นเรียนมาเป็นเวลาหลายปี ซูลอยด์จึงได้รวบรวมวิธีการสอนดังกล่าวเพื่อตีพิมพ์เป็นคู่มือการสอนจอลล่ี
โฟนิกส์ (The Phonics Handbook) เป็นครั้งแรกในปี 2535 ซึ่งในปัจจุบันการสอนแบบจอลล่ี โฟนิกส์ น้ี
ไดร้ บั ความนิยมทงั้ ในประเทศองั กฤษและในประเทศอน่ื ๆ อกี มากมายเชน่ แคนนาดานวิ ซแี ลนด์ออสเตรเลีย
และเกาหลีใต้

15

จอลลี่ โฟนิกส์ เป็นการสอนการออกเสียงภาษาอังกฤษทั้งหมด 42 เสียงโดยไม่ได้เรียงลำดับ
ตามตัวอักษร การแบ่งการออกเสียงจะแบ่งเป็น 7 กลุ่ม กลุ่มละ 6 เสียง ทั้งนี้การจัดกลุ่มการสอนของแต่ละ
เสยี ง จะเรมิ่ จากกลุ่มเสียงทส่ี ามารถนำมาสร้างเป็นคำไดง้ า่ ย เชน่ เสียง /s/, เสียง /a/ และเสยี ง /t/ นอกจากน้ี
เสียงท่มี กี ารออกเสยี งคลา้ ยกัน จะถกู จดั ให้อยคู่ นละกลุ่มกนั เช่นเสยี ง /b/ และเสียง /d/ เปน็ ต้น

ทัง้ น้กี ารสอนอา่ นออกเสียงไดถ้ ูกจัดเปน็ กลมุ่ การสอนตามลำดบั ดงั น้ี

1. s, a, t, i, d, n

2. ck, e, h,, m, d, b

3. g, o, u, l, f, b

4. ai, j, oa, ie, ee, or

5. z, w, ng, v, tittle oo, long oo

6. y, x, ch, sh, voiced th, unvoiced th

7. qu, ou, oi, ue, er, ar

นอกจากการสอนการออกเสียงที่เป็นระบบโดยการจัดกลุ่มการออกเสียงตามความยากง่าย
และความสัมพันธ์กันของเสียงแล้ว จอลลี่ โฟนิกส์ ยังเป็นรูปแบบการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
การเรยี นรู้ ผ้เู รียนจะเริ่มเรียนการออกเสยี ง โดยใชเ้ วลาทง้ั หมด 8 สัปดาห์ ในการสอนเสียงทงั้ หมด ซ่ึงระหว่าง
ทีเ่ รยี นเสยี งของตัวอักษร นักเรียนกจ็ ะได้เรียนรู้การผสมเสียงเป็นคำอย่างง่าย การวิเคราะห์เสียงของตัวอักษร
ท่ี อยู่ในคำ เพื่อใช้ในการสะกดคำ และการเขียน และการเรียนเสยี งที่มีลักษณะพิเศษทีไ่ มต่ รงกับรูปตวั อักษร
เช่น คำวา่ we และ the หลงั จากทน่ี ักเรยี นเรียนพนื้ ฐานการออกเสยี งเบือ้ งต้นนีแ้ ลว้ นกั เรียนจะได้เรียนเสียง
ของสระที่มีเสียงเดียวกนั แต่เขียนรูปสระต่างกัน เช่น เสียง long 0 /ʊƏ/ มีรูปสระที่สามารถออกเสียงนีไ้ ด้
3 รปู คอื oa, oe และ ow และนักเรยี นจะได้เรยี นรูเ้ สยี งท่ีมลี ักษณะพเิ ศษท่ไี มต่ รงกับรูปตัวอักษรท่ีมีความยาก
ขึน้ เชน่ คำว่า because และ other นอกจากนีน้ กั เรยี นยงั ไดพ้ ัฒนาทกั ษะการอ่านและการเขยี น โดยการเร่ิม
อ่านและเขยี นประโยคที่เป็นเรือ่ งราวเพิม่ มากขนึ้ ท้งั น้ใี นการสอนจะมกี ารใชท้ ่าทางประกอบการสอนการออก
เสียงและเรือ่ งราว รวมถึงมีการใช้รูปภาพประกอบเพื่อดึงดูดความสนใจของนักเรียน และให้นักเรียนไดใ้ ช้ท้ัง
ทักษะการเคลื่อนไหว (Anesthetic) การฟัง (Auditory) การมองเห็น Visual) และการพูด (Speech) ควบคู่
กันไปวิธีการสอนนี้ตัง้ อยู่บนพื้นฐานของการรับรู้แบบหลายทาง ซึ่งเชื่อว่าแต่ละบุคคลมวี ิธีการความถนัดและ
ความสามารถในการเรยี นรู้ที่แตกตา่ งกนั ไป

สรุปได้ว่า การเรียนการสอนที่ใช้ทั้งความสนุกสนานควบคู่ไปกับการให้ผู้เรียนใช้ประสาทสัมผัส
ที่หลากหลายและสอดคล้องกบั บุคลิกการเรียนรูข้ องแต่ละบุคคลจะทำให้ผูเ้ รียนสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ
ไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพมากยง่ิ ข้ึน

16

4. งานวิจยั ท่เี กยี่ วข้อง

จอลลี่ โฟนิกส์ เป็นโปรแกรมการสอนอ่านและเขียนที่ได้รับความนิยมในหลายประเทศ ทั้งประเทศ
ท่อี ยใู่ นแถบยโุ รป และเอเชยี ดงั น้ันจงึ มงี านวจิ ยั และกรณีศกึ ษาที่มีความหลากหลายซง่ึ สามารถสรุปออกมาได้
ดงั ตอ่ ไปนี้

(Macmillan. 2008; loc, cit) ได้ทำการวิจัยเรื่องการสอนการอ่านโดยใช้วิธีของจอลล่ี โฟนิคส์
ในปีพ. ศ. 2539 และปีพ. ศ. 2542 ทั้งในประเทศแคนนาดาและอังกฤษ พบว่าในประเทศแคนนาดาเด็ก
นักเรียนชั้นอนุบาลที่ได้รับการสอนโดยใช้จอลล่ี โฟนิกส์ และการสอนแบบมหภาษานั้น มีผลสรุปที่มีความ
แตกต่างกันโดยนักเรียนที่เรียนการอ่านโดยวิธีการของจอลลี่ โฟนิกส์ มีผลสัมฤทธิ์ที่ได้จากการทดสอบ
มาตรฐาน (Standardised test) ทางการอา่ นและการสะกดคำสูงกวา่ มาตรฐานตามอายุจริง 8 เดือน ในขณะ
ท่ีนกั เรียนท่ีได้รับการสอนอ่านแบบมหภาษามีผลสมั ฤทธิ์ทางการอ่านและการสะกดคำท่ีต่ำกว่ามาตรฐานตาม
อายุจริง 16 เดือน ในขณะที่การวจิ ัยในประเทศอังกฤษเกี่ยวกับนักเรียนท่ีเรยี นภาษาอังกฤษเป็นภาษาท่สี อง
พบว่าผลการวิจัยท่ีสรุปได้มีความใกล้เคียงกบั ผลการวจิ ัยที่ได้จากประเทศแคนนาดา คือ นักเรียนท่ีเรียนจาก
จอลลี่ โฟนิกส์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านที่สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนแบบมหภาษา นอกจากนี้ แม็คมิล
แลนด์ ยังได้ทำการทดลองวิจัยกับนักเรียนกลุ่มเดิมหลังจากการทดลองครั้งแรกผ่านไป 1 ปี พบว่านักเรียน
ที่เรยี นการอ่านจากจอลลี่ โฟนิคส์ ยงั คงรกั ษาระดบั ความสามารถในการอ่านท่ีมีระดบั สงู กว่าความสามารถใน
การอา่ นตามอายุเฉล่ียจรงิ 11 เดอื น ในขณะทน่ี กั เรียนทไ่ี ด้รับการสอนแบบมหภาษา มรี ะดับความสามารถใน
การอา่ นสงู กวา่ ความสามารถในการอา่ นตามอายเุ ฉล่ียจริง 2 เดอื น

(Staney 2008: online) ครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนนานาชาติประเทศเกาหลีใต้ ได้นำวิธีการ
สอนแบบจอลลี่ โฟนิกส์ เข้ามาประยุกตใ์ ชก้ บั การสอนนักเรียนชัน้ อนุบาลในปพี . ศ. 2546 จากการเฝ้าสงั เกต
สเทนี พบวา่ นอกจากนกั เรยี นจะไดร้ บั ความรู้ทางดา้ นการผสมเสียงเพอ่ื การอ่านแล้ว นกั เรียนยงั มพี ัฒนาการที่
ดที างดา้ นความมนั่ ใจในการพูดมากข้ึน เนื่องจากสเทนีมกั จะตง้ั คำถามจากเรอ่ื งราวท่ีใช้เปน็ บทเกรนิ่ นำ ในการ
สอนเสียงแต่ละเสียงซึ่งนกั เรียนจะมคี วามกระตือรือร้นในการตอบคำถามดงั กล่าวเป็นอย่างมาก นอกจากนีส้
เทนียงั พบวา่ จุดเด่นของการสอนแบบจอลล่ี โฟนิกส์ คอื การทคี่ รผู ู้สอนสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนให้
สอดคลอ้ งกบั ความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียนของตนได้ ซ่ึงการปรบั เปลีย่ นนีท้ ำใหน้ กั เรียนมีพัฒนาการ
ในการอ่าน รวมถึงการเขียนทร่ี วดเร็วข้ึน

(Clark, 2008: online) ครูสอนภาษาอังกฤษใน Let Virginia Lake School in Palatine, inois
ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เริม่ นำวิธีการสอนแบบจอลล่ี โฟนิกส์ เข้ามาสอนนักเรยี นช้ันอนุบาลทีจ่ ะกำลังจะขึ้น
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 เพอื่ แกป้ ัญหาการเรยี นการสอนอา่ นในหอ้ งทน่ี ักเรยี นไมส่ ามารถจดจำเสียงของตัวอักษร
ต่างๆ ได้ จึงก่อให้เกิดปัญหาในการอ่านและการสะกดคำ นอกจากน้ี คลาร์ก ยังพบว่าวิธีการสอนแบบจอลลี่
โฟนิกส์ สามารถแก้ปัญหาในการสอนการออกเสียงที่เหมือนกัน แต่สะกดต่างกันของตัวอักษร และสระเช่น
รูปสระ ee และ ea ซ่งึ ออกเสียง Long e /i/ เหมอื นกนั แตเ่ ขียนรปู สระตา่ งกันโดยจดั คำประเภท

ดงั กลา่ วใหแ้ ยกออกมาเป็นหมวดหมู่และจะสอนเมือ่ นกั เรียนได้เรยี นเสยี งพ้ืนฐานครบท้งั 42 เสียงแล้ว
เพ่ือไม่ใหน้ กั เรยี นเกดิ ความสับสน

17

นอกจากนี้ (Boahm. 2008: online) ครูสอนภาษาอังกฤษที่ Valley Elementary School, Elgin,
lowa ประเทศสหรัฐอเมรกิ าได้นำการเรียนการสอนแบบจอลลี่ โฟนกิ ส์เข้ามาสอนในชน้ั เรยี นเพื่อช่วยแก้ปญั หา
นักเรียนชั้นอนุบาล 3 ซึ่งส่วนใหญ่มีผลการสอบ Dynamic Indicators of Basic Early Literacy Skills
(DIBELS) ไม่ผ่านระดับมาตรฐานการวัดนี้เป็นการวัดทักษะการอ่านของนักเรียนใน 3 ด้านคือ Letter
Narming Test, Phonema Segmentation Test และ Nonsense Word Fluency Test ซึ่งผลปรากฏว่า
หลังจากนักเรียนได้เรียนการอ่านแบบจอลล่ี โฟนิกส์ จนครบหลักสูตรเบื้องต้นแล้ว นักเรียนได้เข้าทดสอบ
Dynamic Indicators of Basic Early Literacy Skills (DIBELS) อีกครั้ง และสามารถสอบได้คะแนนอยู่ใน
ระดับทเ่ี กินมาตรฐานในการทดสอบการอ่านดังกล่าว และจากการท่โี บแฮมไดส้ ัมภาษณ์ผู้ปกครองท่ีนักเรียนได้
เข้าโปรมแกรมการสอนจอลล่ี โฟนิกส์ พบว่าผู้ปกครองมคี วามคดิ เหน็ ว่าการสอนในรูปแบบนี้เป็นการสอนท่มี ี
ประสทิ ธภิ าพมาก เนื่องจากนักเรยี นมีความกระตอื รอื รน้ ในการสะกดและอา่ นออกเสยี งคำท่อี ยู่รอบ ๆ ตัวอย่าง
มีความสขุ

(Musgrave; Mauro. / 2008: online) ครูสอนชั้นอนุบาล Let Our Lady of Lebanon College,
Sydney ประเทศออสเตรเลียไดป้ ระยุกต์ใชก้ ารสอนแบบจอลลี่ โฟนกิ ส์ ในช้นั เรยี นท่มี นี ักเรียนต่างชาติท่ีไม่มี
พน้ื ฐานภาษาองั กฤษมาก่อน และผปู้ กครองกไ็ มส่ ามารถท่ีจะชว่ ยเหลือนักเรยี นในการอ่านภาษาอังกฤษท่ีบ้าน
ได้ แต่เนอ่ื งจากการสอนท่ีมีระบบและการสอนทเ่ี อื้อให้นกั เรยี นได้เรียนรู้ผ่านท่าทางและการออกเสยี ง รวมทั้ง
การเรียนผ่านสื่อที่มีความหลากหลาย ทำให้นักเรียนมีความสนใจและสนุกสนานในการเรียนรู้การออกเสียง
การผสมเสียง และการสะกดคำ จนสามารถทำให้นักเรียนมีผลการสอบที่สูงกว่าระดับมาตรฐานจากการ
ทดสอบการอ่านของโรงเรียนนอก

เหนือจากน้ี (Hassarati, 2008: online) ครูสอนซ่อมเสริมการอ่านในโรงเรียนเดียวกัน
ยงั ไดท้ ำการศึกษาถงึ พัฒนาการอ่านของนกั เรียนที่มีปญั หาในการอ่านในระดับชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้เข้า
ร่วมชั้นเรียนสอนเสริมโดยใช้โปรมแกรมการสอนอ่านแบบจอลล่ี โฟนิกส์ พบว่านักเรียนกลุ่มดังกล่าวสามารถ
อ่านคำใหม่ในบทเรยี นได้ด้วยตนเอง โดยมีครูคอยให้คำแนะนำในบางครั้ง และนักเรียนยังสามารถที่จะสะกด
คำได้ถูกต้องมากข้ึน ส่งผลใหน้ ักเรียนมพี ัฒนาการในทักษะการเขียนเพ่มิ มากขึน้

(Johnstone; Watson, 2008: loc. cit) นักวิจัยสาขาจิตวิทยามหาวิทยาลัยเซนต์แอนด์ดรู
(University of St Andrews) ประเทศองั กฤษ ไดท้ ำการวิจัยเปรยี บเทยี บการสอนอ่านโดยใช้วิธกี ารสอนแบบ
ดั้งเดิม คือ การสอนแบบการอ่านเป็นคำและให้นักเรียนแยกเสียงของคำ และการสอนโดยวิธีการใหม่ คือ
การสอนโดยใช้การออกเสียงตัวอักษรแล้วผสมเป็นคำ โดยใช้โปรแกรมการสอนของจอลลี่ โฟนิกส์ เข้ามาใช้
สอนนักเรียนเมื่อผ่านไป 2 ภาคการศึกษา ผลปรากฏว่านักเรียนในกลุ่มที่ได้รับการสอนแบบจอลลี่ โฟนิกส์
มีระดับคะแนนเฉลี่ยการอ่าน สูงกว่าการอา่ นตามอายุจรงิ ถงึ 11-14 เดอื น และจำนวนของนักเรียนท่ีมีปัญหา
ในการอา่ นยงั มีจำนวนน้อยกวา่ เมื่อเปรยี บเทียบกับนกั เรียนในชั้นเรยี นท่สี อนการอ่านแบบดงั้ เดิม

นอกจากการศกึ ษาในประเทศไทยแล้ว ในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ได้ทำการวิจัยเกีย่ วกับผลของการ
เรียนจอลลี่ โฟนิกส์ ที่มีต่อการอ่านของนักเรียนโดยนักวิจัยของคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเยล (Yale)
ได้ใช้เครื่อง Magnetic Resonance Imaging (MRI) สแกนมันสมองของเด็กที่ได้เรียนชุดการสอนจอลลี่
โฟนิกส์ อย่างเข้มข้น พบว่าส่วนหนึ่งของสมองที่ควบคุมทักษะทางด้านการอ่านได้พัฒนาไปในทางที่ดีข้ึน

18

อย่างถาวร แม้ว่าการเรียนโฟนิกส์จะสิ้นสุดลงหนึ่งปีแล้วก็ตาม นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยเยลยังได้ทำชุด
การสอนจอลลี่ โฟนิกส์ ในการสอนเด็กทม่ี ีปญั หาในการอา่ นภาษาองั กฤษผลปรากฏว่านักเรียนกลุ่มดังกล่าวมี
พัฒนาการที่ดีขึ้นและสามารถเรียนตามทันกลุ่มนักเรียนที่มีความสามารถในการอ่านที่อยู่ในระดับสูงได้
โดยเฉพาะความสามารถทางด้านความคล่องแคล่วในการอ่าน (Reading fuerncy) และความเขา้ ใจในการอ่าน
(Text Comprehension) (รายงานการวิจัยที่เกี่ยวกับผลของการเรียนโฟนิกส์, 2551: ออนไลน์) ในงานวิจัย
ครงั้ นผ้ี ู้วจิ ยั ดำเนินการวิจยั โดยใช้ชุดการสอนจอลล่ี โฟนิกส์ ท่เี น้นการสอนอา่ นพื้นฐานตามหลักสัทศาสตร์และ
ใช้รูปแบบการสอนที่สอดคล้องกับแนวคิดการรับรู้แบบหลายทางตามแนวทางของ (Brish 2008 ep.
citionine) และ (Teachworth, 2008, Op. t onine) ซึ่งชุดการสอนนี้ได้รับการพัฒนารูปแบบและ
กระบวนการในการจัดการเรียนรู้ โดยผู้วิจัยโดยใช้แนวการสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ (Vaccar et al., 2003:
op. ct. 24-27) เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ที่มีผลการอ่าน
ไม่เป็นไปตามเกณฑ์การอ่านของโปรแกรมภาษาอังกฤษให้มีผลการอ่านเป็นไปตามเกณฑ์โดยอ้างอิงหลักการ
ของชดุ การสอนจอลลี่ โฟนิกส์ ทีค่ ดิ ค้นโดยซูลอยด์ และเพ่ือเป็นแนวทางของครูผสู้ อนในการใชช้ ุดการสอนจอล
ล่ี โฟนกิ ส์ ในการสอนการอา่ นภาษาองั กฤษและพัฒนาทักษะการอา่ นของนักเรียนต่อไป

19

บทท่ี 3

วิธีดำเนินการวิจยั

ในการวิจัยคร้งั นี้ผู้วิจัยได้ดำเนนิ การตามขน้ั ตอนดังนี้

1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ งทีใ่ ช้ในการวิจัย
2. เครอื่ งมือและวธิ สี รา้ งเครื่องมอื ที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
3. วิธดี ำเนนิ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
4. วิธีการวิเคราะห์ขอ้ มลู และสถติ ทิ ่ใี ช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ งทใี่ ช้ในการวจิ ัย

ประชากรท่ใี ชใ้ นการวิจยั ประชากร

เป็นนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา๑๐๒(บ้านเกาะเต่า) จงั หวัดตรงั จำนวน 1
หอ้ งเรียน จำนวน 20 คน คนในภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565

กลมุ่ ท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย

กลุ่มที่ใช้ในการวิจัยเป็นการสุ่มแบบอย่างง่ายได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียน
ไทยรัฐวิทยา๑๐๒(บ้านเกาะเต่า) จังหวัดตรัง จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 20 คน คนในภาคเรียนที่ 1
ปกี ารศกึ ษา 2565 แบบแผนการทดลอง

การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยแบบสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling) โดยมีแบบ
แผนการทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรียน (One-group pretest-posttest) (ระววี รรณ พนั ธ์พานิช. 2540: 16)

เม่ือ X แทนการจดั กระทำการทดลอง

T1 แทนการทดสอบก่อนการทดลง

T2 แทนการทดสอบหลงั การทดลอง

T1 x T2

การทดลองในครั้งนี้ผู้วจิ ยั ใช้แบบแผนการทดลองน้ซี ่ึงสามารถดำเนนิ การตามข้ันตอนดังตอ่ ไปนี้

20

2. เคร่อื งมือและวิธสี รา้ งเครอื่ งมือทีใ่ ช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล

เคร่ืองมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ัยแบ่งออกเปน็ 3 ขดุ ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. แผนการสอนชดุ การสอนจอลลี่ โฟนิกส์
2. แบบทดสอบความสามารถในการอา่ นออกเสียง
3. เกณฑ์ประเมนิ ความสามารถในการอ่านออกเสยี ง

1. แผนการสอนชดุ การสอนจอลล่ี โฟนกิ ส์ โดยมีรายละเอียดดงั นี้

ขั้นตอนในการสรา้ ง ดังน้ี

1.1. ศึกษาหลักสูตร มาตรฐานการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ และขอบข่ายของเนื้อหาและเวลา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 (ช่วงชั้นที่ 2) จากหลักสูตร
การศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551

1.2. วิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้รายวิชา ให้สอดคล้องกับความสามารถในการอ่าน และ
การคัดเลือกเนือ้ หาจากหนังสอื ประกอบการเรียนให้ตรงตามหลักสตู รการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551

1.3 เนื้อหาการสอน เป็นเนื้อหาท่ีอ้างอิงมาจากขุดการสอนจอลลี่ โฟนิกส์ ของซูลอยต์ที่มีเนื้อหา
การสอนอ่าน โดยอิงหลักการสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ คือ การเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และเชื่อมโยงทักษะ
พน้ื ฐานการอ่านทางสัทศาสตร์แบบร่วมสมัย ท่ีเน้นการวเิ คราะหแ์ ละสงั เคราะห์เสียงเพ่ืออ่านคำ รวมไปถึงการ
ฝกึ ฝนการอา่ นเน้ือหา หรือบทอา่ นที่มีความหลากหลาย เพือ่ นำไปสูก่ ารพัฒนาการอา่ นเพอื่ ความเข้าใจ โดยใช้
ความรู้และประสบการณ์ของตนเองควบคู่กันเน้อื หาการสอนน้ี แบง่ ออกเป็น 4 ระยะ คอื

ระยะที่ 1 (ชั่วโมงที่1-3) เป็นการสอนเสียงของตัวอักษรโดยเน้นทีเ่ สียงพยัญชนะควบเสียงพยัญชนะ
แบบทวอิ ักษรและเสยี งสระผสมโดยมวี ัตถุประสงคเ์ พอ่ื ให้นักเรียนไดท้ บทวนเสียงตา่ ง ๆ และสามารถจดจำและ
ออกเสียงได้อยา่ งถกู ตอ้ ง

ระยะที่ 2 (ชั่วโมงที่4-6) เป็นการสอนการผสมเสียงตัวอักษรการแยกแยะและการแบ่งเสียงในคำใน
ภาษาองั กฤษโดยมวี ตั ถุประสงค์เพ่อื ใหน้ กั เรยี นสามารถนำความรู้นี้มาใช้ในการอา่ นคำไดห้ ลากหลายมากข้นึ

ระยะที่ 3 (ชั่วโมงท่ี7-9) เป็นการสอนคำที่มีเสียงลักษณะพิเศษที่ไม่ตรงกับรูปตัวอักษรโดยมี
วตั ถุประสงค์เพอื่ ให้นักเรยี นสามารถจดจำการออกเสยี งคำในกล่มุ ดังกล่าวได้

ระยะที่ 4 (ช่ัวโมงที่10-12) เปน็ การสอนอา่ นเพอ่ื ความเขา้ ใจในสงิ่ ที่อา่ นและสามารถท่ีจะบอกใจความ
สำคัญและรายละเอียดรวมถึงการตีความจากข้อมูลที่แสดงโดยตรงได้โดยมีวตั ถปุ ระสงค์เพ่ือใหน้ ักเรียนมีความ
เขา้ ใจในเนอ้ื หาที่อา่ นได้ดยี ่งิ ข้นึ

21

2. แบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียงและผสมเสยี ง

เปน็ แบบทดสอบการอา่ นออกเสยี งและผสมเสยี ง ซงึ่ ทางผ้วู จิ ัยได้พัฒนาขึ้นโดยอิงกบั เนอ้ื หาการสอนที่
ใชช้ ุดการสอนจอลลี่ โฟนิกส์ และวตั ถุประสงค์การอา่ นของทางหลกั สตู รโปรแกรมภาษาองั กฤษทีไ่ ดต้ ง้ั ไว้ เพื่อ
ใช้วัดความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 หลังจากเรียนจบหลักสูตรการสอนอ่าน
ออกเสยี ง โดยใช้ชุดการสอนจอลลี่ โฟนกิ ส์

3. เกณฑก์ ารประเมินความสามารถในการอา่ นออกเสยี ง

เพื่อใช้เป็นเกณฑ์และมาตรฐานในการประเมินความพร้อมและความสามารถในด้านการอ่านของ
นักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 2 แบ่งเปน็ 2 สว่ น คอื

3.1 เกณฑ์การประเมินความสามารถในด้านความถูกตอ้ งในการอ่านออกเสียง ประเมินโดย
การนบั คำท่นี ักเรียนอ่านออกเสียงถูกต้องและชัดเจนเปน็ 1 คะแนน และอ่านออกเสยี งไมถ่ กู ต้องและไม่ชัดเจน
เป็น 0 คะแนน รวมทั้งสิ้น 20 คำ คือ คะแนนรวม 20 คะแนน หลังจากนั้นจะนำผลคะแนนที่นักเรียนอ่าน
ถูกตอ้ ง มาคำนวณผลเปน็ ค่ารอ้ ยละตามเกณฑแ์ สดงความพรอ้ มในการเข้าสู่การอ่าน ในระดบั ขัน้ ต่อไปดังนี้

รอ้ ยละ 90-100 แสดงวา่ มีความพร้อมอยู่ในระดับทีด่ มี าก

รอ้ ยละ 70-89 แสดงวา่ มคี วามพรอ้ มในระดับที่ดี

ร้อยละ 60-69 แสดงว่ามีความพรอ้ มในระดับปานกลาง

ต่ำกว่าร้อยละ 60 แสดงวา่ ยังไม่ถึงเกณฑค์ วามพร้อมทจ่ี ะเขา้ สกู่ ารอ่านในระดบั ชั้นต่อไป

3. วิธีดำเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มลู

1. ศึกษาหลักสูตรมาตรฐานการเรียนรู้จุดประสงค์การเรียนรู้และขอบข่ายของเนื้อหาและเวลากลมุ่
สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 (ช่วงชั้นที่ 2 จากหลักสูตร
การศึกษาขน้ั พ้นื ฐานพุทธศักราช 2551)

2. วิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้รายวิชาให้สอดคล้องกบั ความสามารถในการอ่านออกเสยี งเนื้อหา
จากหนงั สอื ประกอบการเรียนให้ตรงตามหลักสตู รการศึกษาขน้ั พืน้ ฐานพุทธศกั ราช 2551

3. ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยท่ีเกยี่ วข้องเกยี่ วกบั การเขยี นแผนการเรยี นร้แู ละชุดการสอนจอลลี่ โฟนกิ ส์

4. ศึกษาชุดการสอนจอลลี่ โฟนิกส์ ซึ่งเป็นชุดการสอนอ่านออกเสียง ที่โรงเรียน
ไทยรฐั วทิ ยา๑๐๒(บ้านเกาะเต่า) ไดน้ ำมาสอนนักเรยี นประถมศึกษาชั้นปีท่ี 5/1 ชดุ การสอนนี้ได้รับการพัฒนา
โดยซูลอยด์และมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการอ่านในระดับเบื้องต้นให้แก่นักเรียนประถมศึกษาชั้นปีที่ 5/1
รวมถึงมีการวางรปู แบบการสอนอย่างมีระบบและมีการประยุกต์ใช้แนวคิดการรับรู้แบบหลายทางเข้ามาเปน็
สว่ นหนง่ึ ในการนำเสนอเนอื้ หาในบทเรยี น

22

5. ศึกษาเนื้อหาในการสอนในชุดการสอนจอลล่ี โฟนิกส์ และสร้างแผนการสอนให้อยู่ในระยะ 8
ชว่ั โมงและใหส้ อดคลอ้ งกบั ระดบั ความสามารถของนักเรียนประถมศกึ ษาช้นั ปที ่ี 5/1

6. สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินและติดตามพัฒนาการการอ่านออกเสียงของนักเรียน
ประถมศึกษาปีที่ 5/1

7. ดำเนินการวิจยั ในชัน้ ที่ 1 (ชั่วโมงท่ี1-6) ผู้วิจัยเริ่มแบบทดสอบกอ่ นเรียนให้นักเรียนประถมศึกษา
ชน้ั ปที ี่ 5/1 เพือ่ ดคู วามสามารถในการอ่านออกเสยี งภาษาอังกฤษ

8. ดำเนินการวิจัยในชั้นที่ 2 (ชั่วโมงท่ี7-11) ผู้วิจัยทำการสอนตามแผนการสอนที่ได้วางไว้และ
ปรับกระบวนการสอนให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคนตามข้อมูลจากผลการทดสอบเพื่อช่วยเหลือและแก้ไข
ปญั หาในการอา่ นออกเสียง

9. ทำการทดสอบความสามารถในการอ่านของนักเรียนหลังการทดลองโดยใช้แบบทดสอบ
ความสามารถในการอา่ นของโปรแกรมภาษาองั กฤษซง่ึ เปน็ แบบทดสอบชุดเดยี วกับทีน่ กั เรียนได้ทำการทดสอบ
กอ่ นเข้าการทดลอง

10. รวบรวมข้อมูลจากพฤตกิ รรมการอ่านรายบคุ คลเพ่ือมาวเิ คราะหแ์ ละประมวลผลพัฒนาการในการผา่ น

11. รายงานสรปุ ผลการศกึ ษาก็ปรายผลและขอ้ เสนอแนะ

การเก็บรวบรวมข้อมูล

ในการวิจยั คร้ังน้ีผวู้ ิจัย ไดด้ ำเนินการเก็บขอ้ มลู ดังตอ่ ไปนี้

1. ทดสอบกอ่ นเรียน (Pre-Test) กับชุดการสอนจอลลี่ โฟนกิ ส์ พฒั นาความสามารถในการอ่าน
ออกเสียงของนักเรียนประถมศึกษาชั้นปีที่ 5/1 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา๑๐๒(บ้านเกาะเต่า) จังหวัดตรัง
เป็นแบบทดสอบการอ่าน จำนวน 30 ข้อที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาแล้วและเก็บข้อมูลที่ได้จากการทำ
แบบทดสอบไว้ เพอ่ื วเิ คราะหข์ ้อมูลในขนั้ ตอ่ ไป

2. ดำเนินการทดลองสอนตามขัน้ ตอน ดังน้ี
2.1 โดยใหน้ กั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 5/1 เขา้ ทดสอบการอา่ นรายบคุ คล ทั้งหมด 20 คน
2.2 ครูอธบิ ายและทำความเข้าใจในกระบวนการเรยี นการสอน
2.3 ดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องชุดการสอนจอลลี่ โฟนิกส์ พัฒนา

ความสามารถในการอา่ นออกเสียงของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 3 เล่ม
2.4 ทดลองสอนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม

2565
3. ทดสอบหลังเรียน (Post-Test) เมื่อสิ้นสุดการดำเนินการทดลองสอนทั้ง เล่มแล้วโดยชุดการ

สอนจอลล่ี โฟนิกส์ พัฒนาความสามารถในการอา่ นออกเสยี ง จำนวน 30 ข้อ จากน้ันเก็บข้อมูลทีไ่ ด้จากการทำ
แบบทดสอบไว้ เพอื่ วเิ คราะห์ขอ้ มูลและเขียนรายงาน

23

4. วิธีการวิเคราะห์ขอ้ มูลและสถติ ิท่ีใชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูล

การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เปรียบเทียบชุดการสอนจอลลี่ โฟนิกส์ พัฒนาความสามารถในการอ่านออก
เสยี งของนกั เรียนประถมศึกษาชั้นปที ี่ 5/1 ซง่ึ ใช้สถิติดังน้ี

1. ค่าเฉลยี่ เลขคณติ โดยใช้สตู ร ดังน้ี

̅ = ∑


เมอ่ื ̅ แทน คะแนนเฉลยี่

∑ แทน ผลบวกของข้อมูลทงั้ หมด
แทน จำนวนผู้เรียน

2. สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D) โดยใชส้ ูตร ดังน้ี

∑ 2 − (∑ )2
. = √ ( − 1)

เมอื่ . แทน คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน
∑ แทน ผลรวมของขอ้ มลู ท้ังหมด
แทน จำนวนผูเ้ รยี น

3. สถิตทิ ดสอบที (T-test) แบบ Dependent Samples โดยมสี ตู ร ดงั น้ี

= ∑ ; = −

√ ∑ 2 − (∑D)2
− 1

เม่อื แทน ค่าสถิตทิ ่ีใช้ในการพจิ ารณาใน t – distribution
แทน ความแตกตา่ งของคะแนนแตล่ ะคู่
แทน จำนวนคูข่ องคะแนนหรอื จำนวนนกั เรียน

 D แทน ผลรวมท้ังหมดของผลตา่ งของคะแนนก่อนและหลังการทดลอง

 D2 แทน ผลรวมของกำลังสองของผลตา่ งของคะแนนก่อนและหลังการทดลอง

24

บทท่ี 4
ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล

ชุดการสอนจอลลี่ โฟนิกส์ พัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงและผสมเสียงของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปที ่ี 1 ผวู้ จิ ยั ไดเ้ สนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลตามลำดบั ขน้ั ตอน ดังตอ่ ไปน้ี

1. สญั ลักษณ์ท่ีใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู
2. ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู

1. สัญลกั ษณท์ ี่ใชใ้ นการนำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู

ผู้วิจัยได้กำหนดความหมายของสัญลักษณ์ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เกิด
ความเขา้ ใจในการแปลความหมาย และนำเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลให้ถูกต้อง ตลอดจนการส่ือความหมาย
ขอ้ มูลท่ีตรงกนั ดงั น้ี

N แทน จำนวนคู่ของขอ้ มลู หรอื จำนวนตวั อย่าง
̅ แทน คา่ เฉล่ียเลขคณติ

S.D. แทน ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
T-Test แทน คา่ สถิตทิ ใ่ี ช้พจิ ารณาแจกแจงแบบที (t-test)

2. ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู

การวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงคเ์ พ่ือเปรยี บเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงและผสมเสยี งโดยใช้
ชุดการสอนจอลลี่ โฟนิกส์ เพื่อพัฒนาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา๑๐๒
(บา้ นเกาะเต่า) จังหวดั ตรงั ผูว้ ิจัยไดน้ ำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ดงั นี้

ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงและการผสมเสียงระหว่างก่อนและหลัง
การเรยี นโดยใช้ชุดการสอนจอลล่ี โฟนิกส์

ตารางที่ 4.1 คะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการวัดความสามารถในการอ่านออกเสียงและ

การผสมเสียง โดยชุดการสอนจอลลี่ โฟนิกส์ เพื่อพัฒนาของนักเรียนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1
โรงเรียนไทยรฐั วทิ ยา๑๐๒(บ้านเกาะเต่า) จังหวัดตรัง

เลขที่ ทกั ษะการอ่านออกเสยี งและการผสมเสียง

Pre-test Post-test D

1 1.5

20

3 1.3

4 1.5

5 1.3

6 2.8

70

25

เลขท่ี ทกั ษะการอา่ นออกเสียงและการผสมเสียง

8 Pre-test Post-test D
9
10 1.3
11
12 0.8
13
14 2
15
16 1.8
17
18 0
19
20 1.8
รวม
0
คา่ เฉลี่ย ( ̅ )
1

0

0.6

1.1

0

0

1.3

26

บรรณานกุ รม

กนกวรรณ อินทรสตู . (2552). การพัฒนาหลักสูตรฝกึ อบรมเชงิ ปฏิบัตกิ ารการสอนอ่านออกเสยี ง
ภาษาอังกฤษ สำหรับครูผู้สอนในระดับช่วงชั้นที่ 2. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย
ราชภัฎกำแพงเพชร

ดวงพร หนพู งษ.์ (2545). ปญั หาการสอนภาษาอังกฤษ และความต้องการพัฒนาวิชาชีพของครู ภาษาอังกฤษ
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสำนักงานการ ประถมศึกษาจังหวัด
นครราชสีมา

ดาราวดี สุกมลสนั ต์. (2542). สัทศาสตร์เพอื่ การใช.้ กรงุ เทพฯ : สถาบนั ราชภัฏธนบรุ ี
ถิรวัฒน์ ตันทนิส. (2555). ปัญหาการออกเสียงภาษาอังกฤษของนักศึกษาสหวิทยาการชั้นปี ที่ 3.
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
ธีรภรณ์ พลายเลก็ . (2554). ปัจจัยทีม่ ีผลต่อการพดู ภาษาองั กฤษของนักศึกษาชั้นปที ี่ 2 สาขาวชิ า

ภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎในเขตกรุงเทพมหานคร. วารสารวิจัยและพัฒนา
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎสวนสุนนั ทา ปที ี่ 3 พ.ศ. 2554:52-58
นันทนา รณเกียรติ. (2548). สัทศาสตรภ์ าคทฤษฎีภาคปฏบิ ตั ิ. กรุงเทพฯ: สำนักพมิ พม์ หาวทิ ยาธรรมศาสตร์
บษุ บา กนกศิลปธรรม. (2535) การวเิ คราะห์การออกเสยี งภาษาองั กฤษของนกั ศกึ ษาชน้ั ปที ี่ 3 วชิ าเอก
ภาษาองั กฤษ. คณะอกั ษรศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร: กรงุ เทพฯ.
บำรุง โตรัตน์. (2547). การพัฒนาความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษโดยโปรแกรม Extensive Reading.
นครปฐม: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศลิ ปกร.
พงษ์ระพี เตชพาหพงษ์. เดก็ สองภาษา พ่อแม่สร้างได้. กรงุ เทพฯ: มายด์คอนเนก็ ช่นั ส์ จำกดั , ม.ป.ป
พณิ ทิพย์ ทวยเจรญิ . (2547). ภาพรวมของการศึกษาสทั ศาสตรแ์ ละภาษาศาสตร.์ กรงุ เทพฯ:
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
สมุ ิตรา อังวัฒนกุล. (2540). วธิ ีสอนภาษาองั กฤษ. กรุงเทพมหานคร: สํานักพมิ พจฬุ าลงกรณ
มหาวิทยาลัย. พมิ พครั้งที่ 4
มยเุ รศ รัตนานคิ ม. (2542). สทั ศาสตร์กับการฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษ. สกลนคร: ภาควิชา
ภาษาต่างประเทศ คณะมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบนั ราชภฏั สกลนคร.
อัจฉรา วงศโ์ สธร. (2539). การทดสอบและประเมินผลการเรยี นการสอนภาษาอังกฤษ. กรุงเทพฯ :
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
เจษฎา วารี. (2557). ทักษะการออกเสียงภาษาองั กฤษของนกั เรยี นระดบั ช้นั ประถมศึกษา ปที ่ี 3 โรงเรียน
เปี่ยมสุวรรณวิทยา ที่เรียนรู้แบบร่วมมือและแบบเน้นปฏิบัติ. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท มหาวิทยาลัย
ราชภฏั ธนบุรี.
เตอื นจิตต์ จติ ตอ์ ารี. (2548). แปลใหเ้ ปน็ แล้วเกง่ . กรงุ เทพฯ: อมรินทร์พร้นิ ต้ิง.
(Avery & Ehrlich). (1994). Teaching American English Pronunciation. Oxford University Press,
1994.
Derwing, T. M., & Rossiter, M. J. (2002). ESL Learners’ Perceptions of Their Pronunciation
Needs and Strategies. System, 30, 155-166.
Fraser, H. (2000). Coordinating improvements in pronunciation teaching for adult learners of
English as a second language. Retrieved October 15, 2005, from: http://www-personal.
une.edu. au/~hfraser/docs /HF ANTA REPORT.pdf

27

Griffiths, B. (n.d.). Integrating pronunciation into classroom activities. British Council teaching
English. Retrieved November 18, 2006, from: http://www.teaching
English.org.uk/think/pron/intergrat-ting.html

Hewings, M. 2004. Pronunciation Practice Activities. Cambridge: Cambridge. University Press.

WiloGoidhaborsadore and Yates.(2002 :114). ลกั ษณะทางดา้ นประชากรศาสตร์, เพศ.
อา้ งถึงใน กิ่งแก้ว ทรัพยพ์ ระวงศ์.(2546)
Hornby, A.S. Oxford Advanced Learner’s Dictionary of Current English. 6th ed. Oxford: Oxford
University Press, 2000
Johnstone, Rhona; & Watson, Joyce. (2008). Putting phonics teaching to the test.Retriveved
May 16, 2008 from URL: http://www.jollylearning.co.uk
Kelly, G. (2003). How to teach pronunciation. Malaysia: Longman. Ladefoged, P. (2006).
A course in Phonetics (5th ed.). United States of America: Thomson Wadsworth.
Pathare, E. (n.d.). Word stress. British Council teaching English. Retrieved November, 2006
from: http//www.teachingenglish. org.uk/think/pron/word_stress.shtml

ประวัติผ้วู ิจัย

แบบทดสอบก่อนเรยี น แบบทดสอบหลังเรียน

วิจัยเรอื่ ง การพฒั นาความสามารถในการอา่ นออกเสียงโดยใชใ้ ช้ชุดการสอนจอลล่ี โฟนิกส์
ของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5/1 โรงเรียนไทยรฐั วทิ ยา๑๐๒(บ้านเกาะเต่า) จงั หวัดตรงั

ทกั ษะการอา่ นตามหลักการ Jolly Phonics

1. hat 11. eye 21. photo

2. yard 12. think 22. put

3. call 13. birth 23. run

4. shake 14. mind 24. fur

5. around 15. fog 25. July

6. fair 16. floor 26. unit

7. net 17. cook 27. baby

8. flee 18. zoo 28. by

9. search 19. one 29. toy

10. clear 20. wow 30. this

แบบทดสอบก่อนเรยี น แบบทดสอบหลงั เรยี น
วิจัยเรือ่ ง การพฒั นาความสามารถในการอ่านออกเสยี งโดยใชใ้ ช้ชุดการสอนจอลล่ี โฟนกิ ส์
ของนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 5/1 โรงเรียนไทยรฐั วทิ ยา๑๐๒(บ้านเกาะเต่า) จังหวดั ตรงั
ทกั ษะการอ่านตามหลักการ Jolly Phonics

1. g 11. r 21. f
2. y 12. sn 22. p
3. ng 13. c 23. ph
4. l 14. ch 24. v
5. fr 15. t 25. bl
6. b 16. th 26. k
7. s 17. m 27. st
8. sh 18. n 28. d
9. j 19. h 29. z
10. w 20. x 30. q

แบบทดสอบก่อนเรยี น แบบทดสอบหลังเรยี น

วิจยั เรอ่ื ง การพฒั นาความสามารถในการอ่านออกเสยี งโดยใชใ้ ช้ชุดการสอนจอลล่ี โฟนกิ ส์
ของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 5/1 โรงเรยี นไทยรฐั วทิ ยา๑๐๒(บา้ นเกาะเตา่ ) จังหวัดตรงั

ทกั ษะการอ่านตามหลกั การ Jolly Phonics

1. fan 11. eye 21. phone

2. bar 12. wing 22. full

3. hall 13. skirt 23. duck

4. cake 14. life 24. nurse

5. about 15. box 25. June

6. chair 16. door 26. use

7. shell 17. foot 27. lady

8. bee 18. room 28. cry

9. learn 19. son 29. boy

10. year 20. brown 30. thank

แบบทดสอบก่อนเรยี น แบบทดสอบหลังเรียน

วิจัยเรอื่ ง การพฒั นาความสามารถในการอา่ นออกเสียงโดยใชใ้ ช้ชุดการสอนจอลล่ี โฟนิกส์
ของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5/1 โรงเรียนไทยรฐั วทิ ยา๑๐๒(บ้านเกาะเต่า) จงั หวัดตรงั

ทกั ษะการอา่ นตามหลักการ Jolly Phonics

1. hat 11. eye 21. photo

2. yard 12. think 22. put

3. call 13. birth 23. run

4. shake 14. mind 24. fur

5. around 15. fog 25. July

6. fair 16. floor 26. unit

7. net 17. cook 27. baby

8. flee 18. zoo 28. by

9. search 19. one 29. toy

10. clear 20. wow 30. this

แบบบันทกึ คะแนนการทดสอบกอ่ นเรียน-หลงั เรียน

วจิ ยั เรอื่ ง การพัฒนาความสามารถใน การอา่ นออกเสียงโดยใช้ใช้ชดุ การสอนจอลล่ี โฟนิกส์ ของนกั เรียน
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรียนไทยรฐั วิทยา๑๐๒(บ้านเกาะเต่า) จงั หวัดตรงั

ท่ี ช่ือ-สกุล คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ ผลตา่ งของ ร้อยละ

1. เดก็ ชายพชร ทองบุญแก้ว ก่อนเรียน กอ่ นเรยี น ค่าคะแนน
2. เด็กชายนฤรงค์ สมาธิ
3. เด็กหญงิ กานติมา บุญฤทธิ์
4. เดก็ ชายธนชยั หนขู าว
5. เดก็ ชายพงศธร ฤทธเิ ดช
6. เด็กหญงิ กญั ญาภทั ร ไชยภกั ดี
7. เด็กชายณัฐกติ ต์ิ ดำเดิม
8. เด็กหญิงฐิดาภา ทิพยม์ งคล
9. เด็กหญิงกงิ่ กานต์ สีสขุ
10. เด็กหญงิ รงุ่ ลาวัลย์ โทธรรม
11. เด็กชายพสิษฐ์ พลศรี
12. เด็กชายจริ ะวัฒน์ จนั ทรม์ าศ
13. เดก็ ชายจิรเดช อนวุ ฒั น์
14. เดก็ ชายศกลวัฒน์ หว่านพืช
15. เดก็ หญงิ นภัสวรรณ ทนงาน
16. เด็กหญิงณชิ ารยี ์ ศรีคง
17. เด็กชายธนภูมิ ทองนาค
18. เด็กชายนนั ทิพัฒน์ พรหมแก้ว
19. เด็กหญิงปณฏิ ฐา พุ่มพวง
20. เดก็ หญงิ เขมิกา เรืองนุ้ย
21. เด็กหญงิ อาจารีย์ อนิ สวุ รรณ์
22. เด็กชายวจนะ อายุสขุ
23. เดก็ ชายวรกนั ต์ ชแู ก้ว

เฉล่ยี

แบบบันทึกคะแนนการทดสอบก่อนเรยี น-หลังเรียน

วิจัยเรอื่ ง การพฒั นาความสามารถใน การอา่ นออกเสียงโดยใช้ใชช้ ดุ การสอนจอลล่ี โฟนิกส์ ของนกั เรียน
ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 5/1 โรงเรยี นไทยรัฐวทิ ยา๑๐๒(บ้านเกาะเตา่ ) จังหวดั ตรัง

ท่ี ชอ่ื -สกลุ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน รอ้ ยละ ผลต่างของ รอ้ ยละ
กอ่ นเรียน กอ่ นเรยี น คา่ คะแนน
1. เดก็ ชายอภวิ ชิ ญ์ ทองคำ
2. เดก็ ชายบารมี ทองบุญแก้ว 0
3. เดก็ หญิงพรธริ า คำมูล 0
4. เด็กชายวรภพ รตั นพันธ์ 2
5. เดก็ หญิงวรวรรณ เทพจันทร์ 0
6. เด็กหญงิ เพญ็ นภา ช่วยบำรุง 0
7. เดก็ ชายนัทธพงศ์ ดำเดมิ 5
8. เด็กชายพศวตั ดว้ งรอง 0
9. เดก็ ชายพฒุ พิ งศ์ ทองบญุ แก้ว 0
10. เดก็ หญงิ อาภัสรา ไชยยงค์ 0
11. เดก็ ชายชโู กร วงศ์มน่ั กจิ การ 2
12. เดก็ ชายอนพุ งษ์ พรหมวัณรัตน์ 1
13. เด็กหญงิ ธญั ชนก แพง่ โยธา 0
14. เด็กหญิงกานต์พชิ ชา ชว่ ยบำรงุ 3
15. เด็กชายธรรมรัตน์ ทองช่วย 0
16. เด็กชายพิศุทธิ์ แพ่งโยธา 0
17. เด็กหญิงนฤมล โชตริ ตั น์ 0
18. เด็กหญิงชยาภรณ์ บญุ ฤทธิ์ 2
19. เด็กชายวาสทิ ธ์ิ แก้วพิทกั ษ์ 3
20. เดก็ ชายศุภกฤต พวงแก้ว 0
1
เฉลย่ี

แบบบนั ทกึ คะแนนการทดสอบกอ่ นเรยี น-หลงั เรยี น

วจิ ัยเร่อื ง การพัฒนาความสามารถใน การอ่านออกเสียงโดยใช้ใช้ชดุ การสอนจอลลี่ โฟนิกส์ ของนกั เรยี น
ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรยี นไทยรฐั วทิ ยา๑๐๒(บา้ นเกาะเต่า) จังหวัดตรัง

ท่ี ชอ่ื -สกุล คะแนน ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ ผลตา่ งของ รอ้ ยละ

1. เดก็ ชายศภุ กร ชูฟอง ก่อนเรียน ก่อนเรยี น ค่าคะแนน
2. เด็กหญงิ สุนษิ า แก้วมบี ุญ
3. เด็กหญงิ กัญญ์วรา บุญศรี
4. เด็กชายวาทิวทุ ธ สสี ุข
5. เดก็ ชายพีรพฒั น์ รกั ษาสี
6. เดก็ หญิงชมพูนทุ ชมุ หล่อ
7. เดก็ ชายเอกวัส สขุ ดำ
8. เด็กชายชัญญ อธิธนันภพ
9. เดก็ หญิงกญั จนพฤกษ์ ขวัญดำ
10. เด็กชายพฤฒิพงศ์ หวา่ นพืช
11. เดก็ ชายปณชัย สขุ รอด
12. เดก็ หญิงสลลิ ทพิ ย์ ไชยภักดี
13. เด็กหญิงองั คณา ใจกระจา่ ง
14. เด็กชายณัฐวฒั น์ ศรแี ก้ว
15. เดก็ หญงิ อรสิ า คงเหมอื น
16. เดก็ ชายเจียระไน ขวัญครี ี
17. เดก็ หญิงธริ าพร สงั ขจ์ ันทร์
18. เดก็ ชายเธยี รวิชญ์ หนยู มิ้ ซ้าย
19. เด็กชายศุภกฤต ทองนาค
20. เดก็ ชายฑฆี ชนม์ ไกรเทพ

เฉลยี่

แบบบันทึกคะแนนการทดสอบกอ่ นเรียน-หลงั เรยี น

วจิ ัยเรื่อง การพฒั นาความสามารถใน การอา่ นออกเสียงโดยใช้ใชช้ ดุ การสอนจอลลี่ โฟนกิ ส์ ของนักเรยี น
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรยี นไทยรัฐวทิ ยา๑๐๒(บ้านเกาะเต่า) จังหวัดตรัง

ท่ี ชอ่ื -สกลุ คะแนน ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ ผลตา่ งของ ร้อยละ

1. เดก็ หญงิ สภุ าวดี จนี จูด กอ่ นเรียน กอ่ นเรยี น คา่ คะแนน
2. เดก็ ชายบณุ ยกร สมาธิ
3. เด็กชายอคั รินทร์ ขุนสวสั ด์ิ
4. เด็กชายก่อดรี ่อน วงศ์มน่ั กจิ การ
5. เดก็ หญงิ วชิราภรณ์ โสภา
6. เดก็ หญิงสลุ กั ขณา จ้งุ ลก
7. เด็กหญงิ ทิพวรรณ พลฤทธิ์
8. เด็กหญิงประกายดาว อ่อนแกว้
9. เด็กชายปภชั เดช อายสุ ุข
10. เดก็ ชายธรี ดนย์ หนูหวาน
11. เดก็ ชายภัทรชยั ทองนยุ้
12. เดก็ หญงิ ศิริลักษณ์ ไชยยงค์
13. เดก็ ชายวัชระ ไชยภกั ดี
14. เดก็ ชายวชริ วิทย์ อนุวฒั น์
15. เดก็ หญิงศภุ ิสรา หนทู อง
16. เด็กชายปยิ พทั ธ์ ภ่ปู าน
17. เด็กหญิงจนั ทรจ์ ิรา ชมทอง
18. เด็กชายอตวิ ิชญ์ ปิยะพนั ธ์
19. เด็กหญิงธัญวลยั ใฝดำ
20. เด็กหญิงจริ าพชั ร แสงเกลี้ยง
21. เดก็ หญิงประกายดาว เลี่ยงล่ำ
22. เดก็ ชายอตเิ ทพ รอดวงค์
23. เดก็ ชายรพพี ฒั น์ สนุ ทรเต็ม
24. เดก็ ชายนฤเบศร์ ตดุ สม
25. เดก็ ชายวชิรวิทย์ เทวกุล
26. เด็กหญิงชาลิสา มงั สงั ข์
27. เดก็ หญงิ ปานไพลิน แก่นจนั ทร์
28. เดก็ ชายทรงกรด สงแทน
29. เด็กหญิงภทั รสดุ า พลฤทธิ์
30. เด็กชายนนทพฒั น์ คงแก้ว
31. เด็กชายวรกนั ต์ ทองศรีนวล
32. เดก็ ชายณัฐวฒุ ิ ดวงจติ ร
33. เด็กหญิงกนกพร คงเพง็

เฉล่ีย

แบบบันทกึ คะแนนการทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน

วจิ ยั เร่ือง การพัฒนาความสามารถใน การอ่านออกเสียงโดยใช้ใชช้ ุดการสอนจอลลี่ โฟนกิ ส์ ของนกั เรียน
ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรียนไทยรฐั วิทยา๑๐๒(บา้ นเกาะเต่า) จงั หวดั ตรงั

ท่ี ชอ่ื -สกลุ คะแนน ร้อย คะแนน รอ้ ย คะแนน รอ้ ย เฉล่ยี รอ้ ย

1. เด็กชายพชร ทองบญุ แกว้ บทท1ี่ (5) ละ บทที่2(5) ละ บทท่ี3(5) ละ ละ
2. เด็กชายนฤรงค์ สมาธิ
3. เด็กหญงิ กานตมิ า บญุ ฤทธ์ิ
4. เดก็ ชายธนชัย หนูขาว
5. เดก็ ชายพงศธร ฤทธเิ ดช
6. เดก็ หญงิ กัญญาภทั ร ไชยภกั ดี
7. เดก็ ชายณฐั กิตติ์ ดำเดมิ
8. เดก็ หญงิ ฐดิ าภา ทพิ ย์มงคล
9. เดก็ หญิงกงิ่ กานต์ สสี ุข
10. เด็กหญงิ รุ่งลาวัลย์ โทธรรม
11. เด็กชายพสิษฐ์ พลศรี
12. เด็กชายจริ ะวัฒน์ จนั ทร์มาศ
13. เดก็ ชายจริ เดช อนุวัฒน์
14. เด็กชายศกลวัฒน์ หวา่ นพืช
15. เด็กหญิงนภสั วรรณ ทนงาน
16. เดก็ หญงิ ณชิ ารีย์ ศรคี ง
17. เด็กชายธนภูมิ ทองนาค
18. เด็กชายนนั ทิพฒั น์ พรหมแกว้
19. เดก็ หญงิ ปณฏิ ฐา พุ่มพวง
20. เด็กหญงิ เขมกิ า เรอื งน้ยุ
21. เด็กหญิงอาจารีย์ อินสุวรรณ์
22. เด็กชายวจนะ อายสุ ขุ
23. เด็กชายวรกันต์ ชูแก้ว

เฉล่ยี

แบบบันทึกคะแนนการทดสอบกอ่ นเรียน-หลงั เรียน

วิจยั เร่อื ง การพฒั นาความสามารถใน การอา่ นออกเสียงโดยใช้ใช้ชดุ การสอนจอลลี่ โฟนิกส์ ของนักเรยี น
ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5/1 โรงเรยี นไทยรฐั วทิ ยา๑๐๒(บา้ นเกาะเต่า) จังหวดั ตรัง

ท่ี ชอ่ื -สกลุ คะแนน รอ้ ย คะแนน ร้อย คะแนน รอ้ ย เฉลยี่ ร้อย
บทที่1(5) ละ
1. เดก็ ชายอภวิ ชิ ญ์ ทองคำ บทท่2ี (5) ละ บทที3่ (5) ละ ละ
2. เดก็ ชายบารมี ทองบญุ แก้ว 1.5
3. เดก็ หญงิ พรธิรา คำมลู 0
4. เด็กชายวรภพ รตั นพันธ์ 1.3
5. เด็กหญงิ วรวรรณ เทพจันทร์ 1.5
6. เดก็ หญิงเพ็ญนภา ช่วยบำรงุ 1.3
7. เดก็ ชายนทั ธพงศ์ ดำเดมิ 2.8
8. เดก็ ชายพศวัต ด้วงรอง 0
9. เดก็ ชายพุฒิพงศ์ ทองบญุ แก้ว 1.3
10. เดก็ หญงิ อาภสั รา ไชยยงค์ 0.8
11. เด็กชายชโู กร วงศม์ ่ันกิจการ 2
12. เด็กชายอนพุ งษ์ พรหมวัณรัตน์ 1.8
13. เดก็ หญงิ ธัญชนก แพง่ โยธา 0
14. เดก็ หญงิ กานต์พชิ ชา ชว่ ยบำรงุ 1.8
15. เดก็ ชายธรรมรัตน์ ทองชว่ ย 0
16. เดก็ ชายพิศทุ ธ์ิ แพ่งโยธา 1
17. เด็กหญิงนฤมล โชตริ ตั น์ 0
18. เด็กหญงิ ชยาภรณ์ บุญฤทธ์ิ 0.6
19. เดก็ ชายวาสทิ ธ์ิ แกว้ พิทกั ษ์ 1.1
20. เด็กชายศุภกฤต พวงแกว้ 0
0
เฉลยี่

แบบบันทึกคะแนนการทดสอบกอ่ นเรยี น-หลังเรียน

วิจยั เรื่อง การพัฒนาความสามารถใน การอ่านออกเสียงโดยใช้ใชช้ ดุ การสอนจอลล่ี โฟนกิ ส์ ของนกั เรียน
ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5/2 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา๑๐๒(บ้านเกาะเตา่ ) จงั หวดั ตรงั

ท่ี ชื่อ-สกุล คะแนน ร้อย คะแนน รอ้ ย คะแนน รอ้ ย เฉล่ยี ร้อย

1. เดก็ ชายศภุ กร ชฟู อง บทท่ี1(5) ละ บทท2ี่ (5) ละ บทที่3(5) ละ ละ
2. เดก็ หญงิ สนุ ิษา แกว้ มบี ุญ
3. เด็กหญิงกญั ญ์วรา บุญศรี
4. เดก็ ชายวาทิวุทธ สีสุข
5. เดก็ ชายพรี พฒั น์ รกั ษาสี
6. เด็กหญิงชมพนู ุท ชมุ หล่อ
7. เดก็ ชายเอกวสั สุขดำ
8. เด็กชายชญั ญ อธิธนันภพ
9. เดก็ หญิงกญั จนพฤกษ์ ขวัญดำ
10. เดก็ ชายพฤฒิพงศ์ หวา่ นพชื
11. เด็กชายปณชยั สขุ รอด
12. เดก็ หญงิ สลิลทพิ ย์ ไชยภกั ดี
13. เด็กหญงิ อังคณา ใจกระจา่ ง
14. เดก็ ชายณัฐวฒั น์ ศรแี กว้
15. เดก็ หญิงอรสิ า คงเหมือน
16. เดก็ ชายเจียระไน ขวญั คีรี
17. เดก็ หญงิ ธิราพร สงั ขจ์ ันทร์
18. เดก็ ชายเธียรวิชญ์ หนยู ้มิ ซ้าย
19. เด็กชายศภุ กฤต ทองนาค
20. เด็กชายฑฆี ชนม์ ไกรเทพ

เฉลยี่

แบบบนั ทึกคะแนนการทดสอบกอ่ นเรียน-หลังเรยี น

วจิ ัยเร่ือง การพฒั นาความสามารถใน การอ่านออกเสียงโดยใช้ใชช้ ุดการสอนจอลลี่ โฟนิกส์ ของนกั เรยี น
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 โรงเรยี นไทยรัฐวิทยา๑๐๒(บา้ นเกาะเต่า) จงั หวัดตรงั

ท่ี ชอ่ื -สกลุ คะแนน รอ้ ย คะแนน รอ้ ย คะแนน รอ้ ย เฉล่ยี รอ้ ย

1. เดก็ หญงิ สภุ าวดี จีนจดู บทที่1(5) ละ บทท2่ี (5) ละ บทที่3(5) ละ ละ
2. เด็กชายบุณยกร สมาธิ
3. เด็กชายอคั รนิ ทร์ ขนุ สวัสด์ิ
4. เด็กชายก่อดีรอ่ น วงศม์ ั่นกิจการ
5. เดก็ หญงิ วชิราภรณ์ โสภา
6. เดก็ หญิงสุลักขณา จุง้ ลก
7. เดก็ หญงิ ทพิ วรรณ พลฤทธ์ิ
8. เดก็ หญิงประกายดาว ออ่ นแก้ว
9. เดก็ ชายปภัชเดช อายสุ ขุ
10. เดก็ ชายธรี ดนย์ หนูหวาน
11. เด็กชายภัทรชยั ทองนยุ้
12. เด็กหญิงศริ ลิ กั ษณ์ ไชยยงค์
13. เด็กชายวชั ระ ไชยภกั ดี
14. เด็กชายวชิรวิทย์ อนวุ ฒั น์
15. เด็กหญิงศุภิสรา หนทู อง
16. เดก็ ชายปยิ พทั ธ์ ภู่ปาน
17. เดก็ หญิงจันทร์จริ า ชมทอง
18. เดก็ ชายอติวชิ ญ์ ปิยะพนั ธ์
19. เด็กหญงิ ธัญวลยั ใฝดำ
20. เด็กหญิงจิราพัชร แสงเกลี้ยง
21. เด็กหญงิ ประกายดาว เล่ียงลำ่
22. เด็กชายอติเทพ รอดวงค์
23. เด็กชายรพพี ฒั น์ สนุ ทรเต็ม
24. เดก็ ชายนฤเบศร์ ตดุ สม
25. เด็กชายวชิรวิทย์ เทวกุล
26. เด็กหญงิ ชาลสิ า มงั สังข์
27. เด็กหญิงปานไพลนิ แก่นจนั ทร์
28. เดก็ ชายทรงกรด สงแทน
29. เดก็ หญงิ ภทั รสดุ า พลฤทธ์ิ
30. เดก็ ชายนนทพัฒน์ คงแกว้
31. เดก็ ชายวรกันต์ ทองศรีนวล
32. เด็กชายณัฐวุฒิ ดวงจติ ร
33. เด็กหญงิ กนกพร คงเพ็ง

เฉล่ีย

แบบทดสอบทักษะการอา่ นตามหลกั การ Jolly Phonics

ตอนที่ 1 จงเตมิ ตัวอกั ษรตามเสยี งที่ได้ยิน
1. t
2. p
3. q
4. w
5l
6. n
ตอนที่ 2 จงเลือกคำตอบตามเสียงท่ไี ดย้ ิน
7. pat
8. mat
9. dip
10. pin
11. nap
12. pat
13. sun
14. fam
15. fit
16. tat
17. win
18. qit
19. lun
20. yin


Click to View FlipBook Version