กลไกราคา
ในระบบเศรษฐกิจ
จัดทำโดย
น.ส.ทักษพร แสงอรุณ เลขที่ 19 ม. 3/5
ตลาดในระบบเศรษฐกิจ
ตลาด หมายถึง การที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีทางติดต่อกันได้สะดวกจน
สามารถทำการแลกเปลี่ยนซื้อการสินค้ากันได้
ลักษณะโดยทั่วไปของตลาด
ตลาดโดยทั่วไปอาจแบ่งได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ใน
การแบ่ง ว่าต้องพิจารณาจากอะไร และใช้เกณฑ์ใด ดังนี้
แบ่งตามลักษณะการซื้อสินค้า แบ่งตามลักษณะการแข่งขันที่มีอยู่
ตลาดขายส่ง ในตลาด
ตลาดขายปลีก
ตลาดแข่งขันสมบูรณ์
ตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์
การแบ่งตลาด
แบ่งตามชนิดสินค้า แบ่งตามวัตถุประสงค์ของ
ตลาดสินค้าเกษตร การใช้สินค้า
ตลาดสินค้าอุตสาหกรรม
ตลาดบริการ ตลาดสินค้าผู้บริโภค
ตลาดสินค้าผู้ผลิต
ตลาดเงินและตลาดทุน
ตลาดตามลักษณะการแข่งขัน
แบ่งตามลักษณะการแข่งขันได้ 2 ประเภท คือ ตลาดแข่งันสมบูรณ์และตลาด
แข่งขันไม่สมบูรณ์
ตลาดแข่งขันสมบูรณ์
เป็นตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเต็มที่ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย
การกำหนดราคาจึงเกิดขึ้นจา
กทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยไม่ปัจจัย
อื่ นเข้ามามีอิทธิพลในราคาสินค้า
ลักษณะสำคัญ
มีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก
สินค้าที่ซื้อภายในตลาดจะมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ
ผู้ซื้อและผู้ขายต่างรู้ถึงสภาพการณ์ในตลาดเป็นอย่างดี
การติดต่อซื้อขายจะต้องกระทำโดยสะดวก
หน่วยธุรกิจสามารถเข้าหรือออกจากะุรกิจการค้าได้โดยเสรี
ข้อดี ข้อเสีย
ด้านผู้บริโภค ราคาที่ถูกกำหนดขึ้น ในระยะยาวผู้ผลิตจะได้กำไรน้อยมาก
ในสภาพการแข่งขัน เป็นราคาที่ หรือได้เพียงเท่าทุน
ยุติธรรมต่อผู้บริโภค ไม่มีการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตอย่าง
ด้านผู้ผลิต ส่งผลให้ผู้ผลิตปรับปรุง แท้จริง
สินค้าและบริการของตน เพื่อการ ผู้ผลิตมักจะไม่ลงทุนจำนวนมาก หรือ
แข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่ นๆ ไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่ เนื่องจากมี
ด้านสังคม ทำให้สังคมมีการใช้ ผลกำไรน้อย
ทรัพยากรต่างๆอย่างคุ้มค่า
เพื่อประสิทธิภาพทางธุรกิจ
หมายเหตุ : ในทางเศรษฐศาสตร์ ถือว่าตลาดแข่งขันสมบูรณ์เป็น
ตลาดในอุดมคติ
ตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์
ตลาดที่ผู้ซื้อหรือผู้ขายมีอิทธิพลในการกำหนดราคา หรือปริมาณซื้อ
สินค้า ขึ้นอยู่กับความไม่สมบูรณ์ของตลาดว่าไม่สมบูรณ์มากเพียงใด
แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย
มีผู้ขายเป็นจำนวนมากและมีอิสระในการ มีผู้ขายไม่กี่รายแต่ขายรายการสินค้า
วางนโยบายการขาย โดยสินค้าที่ผลิตมี จำนวนมากเมื่อเทียบกับตลาดทั้งหมด
ลักษณะหรือมาตรฐานที่แตกต่างกัน คือ ถ้าผู้ขายมีการเปลี่ยนแปลงราคาจะส่ง
เป็นสินค้าอย่างเดียวกันแต่มีหลายยี่ห้อ ผลกระทบต่อผู้ผลิตรายอื่ น
ทำให้ผู้ขายสามารถกำหนดราคาเองได้
ทั้งๆ ที่ต้องแข่งขันกับผู้ขายรายอื่น
ตลาดผูกขาด
เป็นตลาดที่มีผู้ขายเพียงรายเดียว
ทำให้ผู้ขายมีอิทธิพลเหนือราคา
ขัอดี
สามารถควบคุมการบริโภคและการให้สวัสดิการ
สามารถควบคุมสภาพแวดล้อม
ส่งผลดีต่อการผลิตสินค้าพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชน
ข้อเสีย
การจัดการทรัพยากรไม่เป็นธรรม
ส่งผลกระทบต่อการบริโภค ทำให้ผู้บริโภคขาดทางเลือกในการบริโภคสินค้า
มีการแข่งขันน้อย เนื่องจากการกีดกันจากผู้ผลิต ทำให้ผู้ผลิตรายอื่นไม่สามารถเข้า
มาแข่งขันได้ ผู้บริโภคจึ้งต้องบริโภคสินค้าราคาสูง เมื่อมีผู้ผลิตน้อย การจ้างงาน
จึงน้อย
กลไกราคา
หมายถึง ภาวการณ์เปลี่ยนแปลงในระดับราคาสินค้าและบริการอันเกิด
จากแรงผลักดันของอุปสงค์และอุปทาน เมื่อผู้ผลิตพยายามปรับปรุงการ
ผลิตและบริการให้สอดคล้องกับความต
้องการของผู้บริโภค ดังนั้น จะเห็น
ได้ว่าราคาสินค้าและบริการเป็นตัวแปรส าคัญในการกำหนดอุปสงค์และ
อุปทาน ตลอดจนเป็นกระบวนการปรับเปลี่ยนราคาให้เข้าสู่จุดดุลยภาพ
เช่น เมื่อราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปแล้วความต้องการซื้อหรือ
อุปสงค์ก็จะลดลง แต่อุปทานของสินค้าและบริการจะเพิ่มขึ้น เป็นต้น
กลไกราคาจะพบได้ในทุกตลาด ยกเว้นตลาดแบบผูกขาด
เพราะกลไกราคาจะเกิดได้เฉพาะตลาดที่มีการด าเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ในลักษณะของตลาดเสรีหรือประเทศที่ใช้ระบบ เศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือ
เสรีนิยม หรือระบบเศรษฐกิจแบบผสมเท่านั้น โดยระบบเศรษฐกิจเหล่านี้จะมี
กลไกราคาเป็นตัวก าหนดว่าจะผลิตสินค้าปริมาณเท่าใดและราคาเท่าใด
อุปสงค์
หมายถึง ปริมาณสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคต้องการและสามารถซื้อสินค้าใน
ระยะเวลาหนึ่ง ณ ระดับราคาต่างๆ ของสินค้าและบริการชนิดนั้น
ตารางอุปสงค์ในการซื้อปากกาของมานะ ณ ระดับต่างๆ
ราคาต่อด้าม ปริมาณซื้อ P (ราคา : บาท/ด้าม)
เส้นอุปสงค์
(บาท) (ด้าม)
20 1 20
15 2 1
5
10 3 10
5
54 1 23 4 Q
(ปริมาณ : ด้าม)
กฎของอุปสงค์ หมายถึง ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อสินค้าและบริการใน
ราคาต่ำ (ราคาถูก) ในปริมาณมากกว่าซื้อสินค้าในราคาสูง (ราคาแพง)
ราคาสินค้าชนิดอื่ น ราคาสินค้าชนิดนั้น
ที่เกี่ยวข้อง
รายได้เฉลี่ย
จำนวนประชากร ปัจจัยในการกำหนด ฤดูกาล
อุปสงค์
การศึกาาและการ ปัจจัยอื่ นๆ
โฆษณา
อุปทาน
หมายถึง ปริมาณสินค้าและบริการที่ผู้ผลิตหรือผู้ขายพร้อมที่จะผลิตออกขาย
ณ ระดับต่างๆ ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งนอกจากราคาสินค้าแล้วปัจจัยอื่นๆ
อีหลายอย่างก็ส่งผลต่ออุปทานด้วยเช่นกัน
ตารางอุปทานในการผลิตปากกาของมานี ณ ระดับราคาต่างๆ
ราคาปากกา ปริมาณผลิต P (ราคา : บาท/ด้าม)
(บาท) (ด้าม)
20 4 20 เส้นอุป
ทาน
1
5
15 3 10
10 2 5
51 1 23 4 Q
(ปริมาณ : ด้าม)
กฎของอุปทาน หมายถึง ผู้ผลิตมีความต้องการเสนอขายสินค้าและบริการใน
ราคาสินค้าและบริการที่สูง (ราคาแพง) ในปริมาณมากกว่าราคาสินค้าและ
บริการที่ต่ำ (ราคาถูก)
เป้าหมายของธุรกิจ การเปลี่ยนแปลง
ราคาสินค้าที่ผลิต เทคนิคการผลิต
ราคาปัจจัยการ ปัจจัยในการ จำนวนผู้ผลิตหรือ
ผลิต กำหนดอุปทาน ผู้ขาย
สภาพดินฟ้าอากาศ ปัจจัยอื่ นๆ
ราคาดุลยภาพ
หมายถึงระดับราคา ณ จุดที่ปริมาณอุปสงค์เท่ากับปริมาณอุปทาน
(ดุลยภาพ ของตลาด) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป็นราคาที่ความต้องการ
เสนอซื้อเท่ากันพอดีกับความต้องการ เสนอขาย ถ้าพิจารณาจากกราฟ
ราคาดุลยภาพจะเป็นระดับราคา ณ จุดที่เส้นอุปสงค์ตัดกับเส้นอุปทาน
จุดดุลยภาพ
อุปทานส่วนเกิน หมายถึง ปริมาณเสนอขายมากกว่าปริมาณเสนอซื้อ ทำให้สินค้าล้นตลาด
อุปสงค์ส่วนเกิน หมายถึง ปริมาณเสนอซื้อมากกว่าปริมาณเสนอขาย ทำให้สินค้าขาดตลาด