The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทสวดมนต์สอนเจ้ากรรมนายเวร กรณีสวดให้ตนเอง ก่อนสวดมนต์พลิกชีวิต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kan Modtanoi, 2023-03-09 01:49:52

สวดมนต์สอนเจ้ากรรมนายเวร

บทสวดมนต์สอนเจ้ากรรมนายเวร กรณีสวดให้ตนเอง ก่อนสวดมนต์พลิกชีวิต

Keywords: เจ้ากรรม,นายเวร

บทสวดมนต์สอนเจ้ากรรมนายเวร กรณีสวดให้ตนเอง ก่อนสวดมนต์พลิกชีวิตให้ ปฏิบัติดังต่อไปนี้ อาราธนาคุณพระรัตนตรัยและสิ่�งศักดิ�สิิทธด้วยการอนุโมทนามัยและบารมีปกป้อง เมตตาเปิด ทางการเจริญพุทธ มนต์บทสําคัญนี�ขอวาจาสิทธิ�บังเกิดผลเป็นอัศจรรย์ “โอม อุมะ นมัสสิตะวา นบพระศาสดา นบธรรมคัมภีร์นบสงฆ์สิกขา นบอาจารีนบโหราตรีเวทย์ วิทย์ศาสตร์ไสย พระพุทธัง ประสิทธิพระธัมมัง ประสิทธิพระสังฆัง ประสิทธิเทวดา ประสิทธิอาจารย์ประ สิทธิสิทธิกิจจัง สิทธิกมมัง ั สิทธิการิยะ สิทธิเตโช สิทธิลาโภ สัพพะสิทธิภะวันตุเม ประสิทธิเม อาจารย์” ข้าพระพุทธเจ้า ........ขออนุโมทนาความดีกบองค์สมเด ั ็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์นับตั� งแต่องค์ปฐม (พระพุทธเจ้าพระองค์แรก) จนถึงพระองค์ปัจจุบัน ขออนุโมทนาความดีกบพระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ ัขอ อนุโมทนาความดีกบพระธรรมทุกธรรมบทั ขออนุโมทนาความดีกบพระอริยสงฆ์สาวกเจ้าทุกพระองค์ ัขอ อนุโมทนาความดีกบพรหมัเทพ พระโพธิสัตว์ที�เป็ นสัมมาทิฏฐิทุกพระองค์ขออนุโมทนาความดีกบั เทวดาที�ทํา หน้าที�ดููแลการเจริญพุทธมนต์ของชาว พุทธทุกพระองค์ขออนุโมทนาความดีกบเทวดั าที�ทําหน้าที�ดูแลการเจริญ สมาธิวิปัสสนากรรมฐานของชาวพุทธทุกพระองค์ตลอดจนท่านเจ้าที�เจ้าทาง เจ้าบ้านเจ้าเรือนที�ปกปักรักษาที�แห่ง นี�รวมถึงเทพสถิตย์ในวัตถุมงคลเครื�องรางของขลังในที�นี�ครูบาอาจารย์และเทวดาประจําตัวของข้าพเจ้ากดี็ ขอ พระเมตตาจากทุกท่านทุกพระองค์ทั�งที�ทราบนามและไม่ทราบ ทั�งที�ระลึกได้และระลึกไม่ได้ได้โปรดเปิดทาง เปิดโอกาสให้ข้าพระพุทธเจ้า เจริญพุทธมนต์บทสอนเจ้ากรรมนายเวร (เรียบเรียงโดย พระอาจารย์ดร.สิงห์ทน นราสโภ) ได้เป็ นผลสัมฤทธิ�สําเร็จเกิดประโยชน์สุขทันทีทันใด ก่อเกิดปัญญารู้แจ้งในกฎแห่งกรรมเข้าถึงสัจจ ธรรมได้โดยง่ายและได้โปรดคุ้มครองป้องภัยแก่ข้าพระพุทธเจ้า ในระหวางที ่ �เจริญพุทธมนต์บทนี�ด้วยเถิด นะทรงฟ้า โมทรงดิน พุทธทรงสินธุ์ธาทรงสมุทร ยะทรงอากาศ พุทธังแคล้วคลาด ธัมมังแคล้วคลาด สังฆังแคล้ว คลาด ศัตรูภัยพาลวินัสสันตินะกาโรกะกุสันโธ สิโรมัชเฌ โมกาโร โกนาคะมะโน นานาจิตเต พุทธะกาโรกสสะโป ั พุทโธ จะ ทะเวเนเต ธากาโรศรีศากะยะมุนีโคตะโม ยะกนเนั ยะกาโรอะริยะเมตตรัยโย ชิวหาทีเต ปัญจะพุทธา นะมามิหัง พุทธ บูชา มหาเตชะวันโต ธัมมะบูชา มหาปัญโญ สังฆะบูชา มะหาโภคะวะโห อะระหังพุทโธอิติปิโสภะคะวา นะมามิหัง มหามุทิตาโมทนาสาธุทิพย์มหามุทิตาโมทนาสาธุทิพย์มหามุทิตาโมทนาสาธุทิพย์


บทสวดมนต์สอนเจ้ากรรมนายเวร นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (วา่๓ คร้ัง) อิติปิโส ภะคะวาอะระหัง สัมมาสัมพุทโธวิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทูอะนุตตะโร ปุริสะทัมมะ สาระถิสัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ ส๎วากขาโต ภะคะวะตาธัมโม สันทิฏฐิโกอะกาลิโกเอหิปัสสิโกโอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญ�ูหีติฯ (อ่าน วา่ วิญ�ูฮีติ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สา วะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริปุริสะยุคานิอัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโยอัญชะลีกะระณีโยอะนุตตะรัง ปุญญักเขตตังโลกสสาติฯ ั สัพเพ สัตตาอะเวราโหนตุอัพ๎ยาปัชฌาโหนตุอะนีฆาโหนตุสุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ (เมตตา) สัพเพ สัตตา สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ (กรุณา) สัพเพ สัตตาลัทธะสัมปัตติโต มาวิคัจฉันตุ (มุทิตา) สัพเพ สัตตากมมัสสะกา ักมมะทายาทาักมมะโยนิ ักมมะพันธุ ักมมะปะฏิสะระณา ั ยังกมมัง ั กะริสสันติกลยาณัง ัวา ปา ปะกงัวา ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ (อุเบกขา) ทุกขโต ทุกขะฐานันติวะทันติพุทธา นะ หิเวเรนะเวรานิสัมมันตีธะกุทาจะนังอะเวเรนะจะ สัมมันติเอสะธัมโม สะนันตะโนฯ พุทโธ พุทธังรักษาธัมโม ธัมมังรักษา สังโฆ สังฆังรักษาฯ พุทโธ พุทธังอะระหังธัมโม ธัมมังอะระหัง สังโฆ สังฆังอะระหังฯ พุทโธ พุทธังกณหะั ธัมโม ธัมมังกณหะั สังโฆ สังฆังกณหะัอายุวัณโณ สุขัง พะลัง ภะวันตุเม (สวดให้ ตนเอง) นะสาเปเส พุรุอะกงั ปะริปัตตัง ปะริขันตัง มัจจุราชา นะ ภาสะติมัจจุราชา นะ ปัสสะติฯ สุญญะโต โลกงัอะเวกขัสสุ ...(ชื่อตนเอง)... สะทา สะโต อัตตานุทิฏฐิงอูหัจจะเอวัง มัจจุตะโร สิยา เอวังโลกงัอะเวกขันตัง มัจจุราชา นะ ปัสสะติฯ อิมัง สัจจะวาจังอธิฏฐามิทุติยัมปิอิมัง สัจจะวาจังอะธิฏฐามิตะติยัมปิอิมัง สัจจะวาจังอะธิฏฐามิโย ทัณเฑนะอทัณเฑสุอัปปะทุฏเฐสุทุสสะติทะสันนะมัญญะตะรังฐานังขิปปะเมวะ นิคัจฉะติ เวทะนังผะรุสัง ชานิง สะรีรัสสะจะเภทะนังคะรุกงั วาปิอาพาธังจิตตักเขปังวะ ปาปุเณ ราชะโต วาอุปะสัคคังอัพภัก ขาณังวะ ทารุณัง ปะริกขะยังวะ ญาตีนังโภคานังวะ ปะภังคุณังอะถะวาสสะอะคะรานิอัคคิฑะหะติปาวะโกกายัสสะเภ ทา ทุปปัญโญ นิระสังโส อุปปัชชะติฯ หันทะทานิภิกขะเวอามันตะยามิโวขะยะวะยะธัมมา สังขาราอัปปะมาเทนะ สัมปาเทถาติฯ อะยัง ตะถาคะตัสสะ ปัจฉิมา วาจาฯ อุททิฏฐังโขเตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตาอะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะโอวาทะปาฏิโมกขัง ตีหิคาถาหิสัพ พะปาปัสสะอะกะระณังกุสะลัสสูปะสัมปะทา สะจิตตะปะริโยทะปะนัง เอตัง พุทธานะ สาสะนังฯ ขันตีปะระมัง ตะโป ตี ติกขา นิพพานัง ปะระมังวะทันติพุทธา นะ หิปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตีสะมะโณ โหติปะรังวิเหฐะยันโต อะนูปะวาโท อะนู ปะฆาโต ปาฎิโมกเขจะ สังวะโร มัตตัญญุตา จะ ภัตตัส๎มิง ปันตัญจะ สะยะนาสะนังอะธิจิตเต จะอาโยโคเอตัง พุทธา น ะ สาสะนันติฯ


เมตตานิสังสะสุตตะปาโฐ เอวัมเม สุตังฯ เอกงั สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยังวิหะระติเชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกสสะัอาราเมฯ ตัต์ระโข ภะคะ วา ภิกขูอามันเตสิภิกขะโวติฯ ภะทันเตติเต ภิกขูภะคะวะโต ปัจจัสโสสุง ภะคะวา เอตะทะโวจะ เมตตายะ ภิกขะเวเจโตวิมุตติยาอาเสวิตายะ ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะยานีกะตายะวัตถุกะตายะอะนุฏฐิตายะ ปะริจิ ตายะ สุสะมารัทธายะเอกาทะสานิสังสา ปาฏิกงขาฯักะตะเม เอกาทะสะฯ สุขัง สุปะติสุขัง ปะฏิพุชฌะติฯ นะ ปาปะกงั สุปิ นัง ปัสสะติฯ มะนุสสานัง ปิโยโหติฯ อะมะนุสสานัง ปิโยโหติฯ เทวะตารักขันติฯ นาสสะอัคคิวาวิสังวา สัตถังวากะ มะติฯ ตุวะฏังจิตตัง สะมาธิยะติฯ มุขะวัณโณ วิปปะสีทะติฯ อะสัมมุฬ์โห กาลังกะโรติฯ อุตตะริงอัปปะฏิวิชฌันโต พรัห มะโลกูปะโค โหติฯ เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยาอาเสวิตายะ ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะ ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะอะนุฏฐิตายะ ปะริจิ ตายะ สุสะมารัทธายะอิเม เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกงขาติฯ ั อิทะมะโวจะ ภะคะวาฯ อัตตะมะนา เต ภิกขูภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุนติฯ อายุวัฑฒะโกธะนะวัฑฒะโก สิริวัฑฒะโกยะสะวัฑฒะโก พะละวัฑฒะโกวัณณะวัฑฒะโก สุขะวัฑฒะโกโหตุ สัพพะทาฯ ทุกขะโรคะภะยา เวราโสกา สัตตุจุปัททะวาอะเนกาอันตะรายาปิวินัสสันตุจะเตชะสา ชะยะสิทธิธะนังลาภัง โสตถิภาค๎ยัง สุขัง พะลัง สิริอายุจะวัณโณ จะโภคังวุฑฒีจะยะสะวา สะตะวัสสาจะอายูจะ ชีวะสิทธีภะวันตุเมฯ ภะวะตุสัพพะมังคะลัง รักขันตุสัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะสะทา โสตถีภะวันตุเมฯ ภะวะตุสัพพะมังคะลังรักขันตุสัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทาโสตถีภะวันตุเมฯ ภะวะตุสัพพะมังคะลังรักขันตุสัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทาโสตถีภะวันตุเมฯ ค าแปล บทสวดมนต์สอนเจ้ากรรมนายเวรและเพื่อให้เกิดพลังคุ้มครองตนเอง ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั�นซึ�งเป็ นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง (วา่๓ คร้ัง) เพราะเหตุอยาง่ นี�พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั�น ทรงเป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เป็นผู้ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้เสด็จไปแล้วด้วยดีเป็นผู้รู้โลกอยางแจ่ ่มแจ้ง เป็ นผู้สามารถฝึ กบุรุษที�สมควรฝึ กได้อยางไม ่ ่ มีใครยิง�กวา่ เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั�งหลายเป็นผู้รู้ผู้ตื�น ผู้เบิกบานด้วยธรรม เป็นผมีความ ู้ จําเริญ จ าแนกธรรม สัง� สอนสัตว์ดังนี� พระธรรมเป็นส�งที่พระ ิ ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วเป็นสิ�งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเองเป็นสิ�งที�ปฏิบัติ ได้และให้ผลได้ไม่จาก ัดกาลเป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด เป็ นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัวเป็ นสิ่งที่ผู้รู้พึงรู้ได้ เฉพาะตน ดังนี� สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติดีแล้ว สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมูใด่ ปฏิบัติตรงแล้ว สงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมูใด่ ปฏิบัติเพื�อรู้ธรรมเป็ นเครื�องออกจากทุกข์แล้ว สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมูใด่ ปฏิบัติสมควรแล้วได้แก่บุคคลเหล่านี�คู่แห่งบุรุษสี�คู่นับเรียงตัวได้แปดบุรุษ นัน�แหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็ น ผู้ควรแก่สักการะที�เขานํามาบูชา เป็ นผู้ควรแก่สักการะที�เขาจัดไว้ต้อนรับ เป็ นผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็ นผู้ที�บุคคลท�วัไป ควร ทําอัญชลีเป็ นเนื�อนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื�นยิงกว�าดังนี ่� ขอให้สรรพสัตว์ผู้เป็ นเพื�อน ร่วมทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกนั ทั�งหมดทั�งสิ�น อยามีเวรต ่ ่อกนเลยัอยาพยาบาทปองร้าย ่ กนเลยัอยามีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย ่


ขอให้มีความสุขกายสุขใจรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั�งสิ�นเถิด (แผเมตตา่ ) ขอให้สรรพสัตว์ผู้เป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกนทั ั�งหมดท้ังสิ้น จงพ้นจากความทุกข์โดยประการทั�งปวงเถิด (แผกรุ่ณา) ขอให้สรรพสัตว์ผู้เป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิด แก่เจ็บ ตาย ด้วยกนทังหมดท้ั้ังสิ้น อยาได้ปราศจากและอย ่ าได้พ ่ลัดพราก จากสมบัติและบุคคลที่เป็ นที่รักที่ตัวมีอยูเถิด ่ (แผมุทิตา ่ ) สรรพสัตว์ผู้เป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกนทั้ังหมดท้ังสิ้น เป็ นผู้มีกรรมเป็ นของตน เป็ นผู้มีกรรมเป็ น ทายาท เป็ นผู้มีกรรมเป็ นกาเนิด เป็ นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์เป็ นผู้มีกรรมเป็ นที่พึ่งอาศัยกระท ากรรมใดไว้ดีหรือชัว่ จักเป็ นผู้รับผลแห่งกรรมนั�น (แผ่อุเบกขา) พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต่างตรัสสอนไว้ว่าท าทุกข์แก่ท่าน ทุกข์น้ันจะมาถึงตนในกาลไหนๆ เวรย่อม ไม่ระงับด้วยการจองเวรเวรท้ังหลายย่อมระงับด้วยการไม่จองเวรเท่านั� น ขอคุณพระศรีรัตนตรัยคือ พระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์จงปกป้ องคุ้มครองรักษา ท้ังคุณญาณบารมีของ พระอริยะผู้ทรงอภิญญาท้ังหลายจงช่วยปกป้องคุ้มครอง ช่วยให้มีอายุยืนยาว มีผิวพรรณผ่องใส มีความสุขและมีพลัง คุ้มครอง เป็นเหตุให้เกิดพลังปาฏิหาริย์อันเป็นอัศจรรย์ท าให้พญามัจจุราช (เจ้ากรรมนายเวร)ไม่พูดถึงและมองไม่เห็น (ข้าพเจ้า) นี่แน่ ...... (ใส่ชื�อตัวเรา) เธอจงมองโลกหรือตัวเองให้ว่างเปล่า ไม่มีตัวตน เมื่อเข้าใจมองโลกหรือตัวเองว่าว่างเปล่า (ไม่มีตัวตน) มัจจุราช (เจ้ากรรมนายเวร) จะมองไม่เห็นเธอ ขอกล่าวย้ าอธิษฐานขอให้เป็ นจริงอย่างน้ันอย่างแท้จริงแม้คร้ังที่สองขอกล่าวยํ�าอธิฐานขอให้เป็ นจริงอยางนั ่�น อยางแท้ ่ จริง แม้คร้ังที่สาม ขอกล่าวย้ าอธิฐานขอให้เป็ นจริงอย่างน้ันอย่างแท้จริง ผู้ใดประทุษร้ายหรือคิดร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้ายหรือไม่เคยคิดร้ายต่อลงโทษผู้ที่ไม่เคยทาความผิด ย่อมได้รับภัยร้ายแรง ๑๐ ประการอย่างใดอย่างหนึ�งอย่างทันตาเห็น คือ ๑.ได้รับทุกขเวทนา หรือทุกข์ทรมานอยางแรงกล้า ่ ๒. สรีระร่างกายถูกท าลาย ๓. เจ็บป่วยอยางหนัก ่ ๔. มีจิตฟุ้งซ่านอยางหนักอาจถึงก ่ บเป็ ั นบ้า ๕. ถูกทางราชการท าโทษอยางรุนแรง่ ๖. ถูกกล่าวหาวามีความผิดอย ่ างร้ายแรง ่ ๗. สูญเสียญาติขาดมิตร ๘. ทรัพย์สมบัติมีอันพินาศฉิบหาย ๙. ไฟป่าหรือไฟไหม้บ้านชนิดไม่ทราบสาเหตุไม่น่าจะเกิดภัยเช่นน้ัน ๑๐ ตายไปแล้วยังตกนรกชดใช้กรรมต่อ มานี่สิภิกษุท้ังหลาย มา ณ บัดน้ีฉันขอเตือนพวกเธอท้ังหลายวา่ สังขารท้ังหลาย (คือส่ิงที่ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ ปรุงแต่งให้เป็ นตัวตน) มีความเสื่อมสิ้นสลายไปเป็ นธรรมดา พวกเธอพึงดารงชีวิตอยู่ด้วยควา ม ไม่ประมาทเถิด (คือให้มีสติควบคุมเสมออยู่กบปัจจุบันด้วยความมีสติเสมอ ั ) น้ีเป็ นพระวาจาสุดท้ายของพระตถาคตเจ้า


พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงรู้เห็น เป็ นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ได้ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์คือ หลักค าสอนส าหรับผู้จะปฏิบัติตนเพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสเป็ นหลักการโดยยอว่า่ การไม่ท าบาปทั้งปวงการท ากุศลให้ถึง พร้อม การช าระจิตของตนให้ขาวรอบ ธรรม ๓ อยางนี ่้เป็ นค าสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายขันติคือความอดกลั้น เป็ น ธรรมเครื่องเผากิเลสอยางยิ ่ง่ ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวพระนิพพานวา่ เป็ นธรรมอยางยิ ่ง่ ผู้กาจัดสัตว์อื่นอยู ่ไม่ชื่อวาเป็ นบรรพชิตเลย ่ ผู้ท าสัตว์อื่นให้ล าบากอยู่ไม่ชื่อวาเป็ นสมณะเลย ่ การไม่พูดร้ายการไม่ท าร้ายการส ารวมในปาติโมกข์ความเป็ นผู้รู้ประมาณ ในการบริโภคการนอน การนัง่ ในที่อันสงัด ความหมันประกอบในการท าจิตให้ยิ ่ง่ธรรม ๖ อยางนี ่้เป็ นค าสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมตตานิสังสะสุตตะปาโฐ บทสวดพระสูตรวาด้วยอานิสงส์ของการเจริญเมตตาธรรม ่ ข้าพเจ้า (คือพระอานนท์เถระ ) ได้สดับมาแล้วอยางน่้ี ฯ สมัยหน่ึงพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยูที่ ่ พระเชตวันมหาวิหารอารามของอนาถะบิณฑิกะคฤหบดีแห่งสาวัตถีในการน้ันแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกพระภิกษุ ท้ังหลายวา่ดูก่อนภิกษุท้ังหลาย ภิกษุเหล่าน้ันทูลรับวา่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสค าน้ีวา่ดูก่อนภิกษุ ท้ังหลายเมตตาอันเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นแห่งจิตน้ีอันบุคคลบ าเพ็ญจนคุ้นแล้ว ท าให้มากแล้ว ท าให้มากแล้วคือช านาญให้ ยิง่ เป็นที่พึ่งของใจ ท าให้เป็นที่อยูของใจต ่้ังไว้เป็นนิจอันบุคคลสั่งสมอบรมแล้ว บ าเพ็ญให้มากแล้ว ยอมมีอานิสงส์ ่๑๑ ประการอยางน่้ีอานิสงส์๑๑ ประการอะไรบ้างผู้เจริญเมตตาจิตน้ัน (๑) ยอมหลับเป็ ่นสุข(๒) เมื่อตื่นข้ึนก็ยอมอยู่ เป็ ่นสุข (๓) หลับอยูก่ ็ไม่ฝันร้าย(๔) เป็นที่รักของเหล่ามนุษย์ท้ังหลาย(๕) เป็นที่รักของเหล่าอมนุษย์ท้ังหลาย(๖) เทวดายอมคุ้มครอง ่ รักษา (๗) ไฟก็ดียาพิษก็ดีศาตราวุธก็ดียอมท าอันตรายไม ่ ่ได้เลย(๘) จิตยอมเป็ ่ นสมาธิได้รวดเร็วอยางยิ ่ง่ (๙) ผิวหน้ายอม่ ผองใส ่ (๑๐) เป็นผู้ไม่ลุ่มหลงเมื่อท ากาลกิริยาตาย(๑๑) เมื่อยังไม่บรรลุคุณวิเศษอันยิงๆ่ข้ึนไป ยอมเป็ ่ นผู้เข้าถึงพรหมโลกแล ดูก่อนภิกษุท้ังหลายเมตตาอันเป็ นไปเพื่อความหลุดพ้นแห่งจิตน้ีอันบุคคลบ าเพ็ญจนคุ้นแล้ว ท าให้มากแล้ว ท าให้ มากแล้วคือช านาญให้ยิง่ เป็ นที่พึ่งของใจ ท าให้เป็ นที่อยูของใจต ่้ังไว้เป็ นนิจอันบุคคลสั่งสมอบรมแล้ว บ าเพ็ญให้มากแล้ว ยอมมีอานิสงส์ ่๑๑ ประการอยางน่้ีแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสธรรมปริยายอันน้ีแล้ว พระภิกษุท้ังหลายเหล่าน้ันก็มีใจยินดี พอใจในภาษิตของ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์น้ัน ด้วยประการฉะน้ีแล ความเจริญอายุความเจริญทรัพย์ความเจริญศิริความเจริญยศความเจริญพละกาลัง ความเจริญวรรณะผิวพรรณ ความเจริญสุขจงมี (แก่ข้าพเจ้า) ในกาลท้ังปวง ทุกข์โรคภัยและเวรท้ังหลายความโศกศัตรูและอุปัทวะท้ังหลายอันตราย ท้ังหลายเป็ นอเนกจงพินาศไปด้วยเดช ความชนะความส าเร็จทรัพย์ลาภ ความสวัสดีความมีโชคความสุข พละกาลัง ศิริอายุ และวรรณะผิวพรรณ โภคะความเจริญและความเป็ นผู้มียศอายุยืนร้อยปีและความส าเร็จในชีวิตจงมีแก่ข้าพเจ้าฯ ขอสรรพมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้าขอเหล่าเทวดาท้ังปวงจงรักษาข้าพเจ้า ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าท้ังปวงขอความ สวัสดีท้ังหลายจงมีแก่ข้าพเจ้าทุกเมื่อ ขอสรรพมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้าขอเหล่าเทวดาท้ังปวงจงรักษาข้าพเจ้า ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมท้ังปวงขอความ สวัสดีท้ังหลายจงมีแก่ข้าพเจ้าทุกเมื่อ ขอสรรพมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้าขอเหล่าเทวดาท้ังปวงจงรักษาข้าพเจ้า ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ท้ังปวงขอความ สวัสดีท้ังหลายจงมีแก่ข้าพเจ้าทุกเมื่อ จบท้ายให้ท่านหลับตาอธิษฐานในใจวา่ "ขออโหสิๆๆ ได้โปรดให้อโหสิกรรมด้วยเถิด ขอเราและท่าน จงเป็ นอิสระจากวิบากเวรกรรมร่วมของกนและกันัณ บัดน้ีเทอญ"


วิธีการปฏิบัติสวดมนต์ให้ได้ผลพลิกชีวิต ๑. เคารพพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ด้วยศรัทธาแท้จากใจ ๒. เคารพและยอมรับกฎแห่งกรรมวาเป็ นจริงให้ผลตามจริงเป็ นจริงและเที่ยงธรรม ่ ๓. สมาทานศีลห้าก่อนสวดมนต์ทุกคร้ัง (พยายามรักษาให้บริสุทธ์ิมากเท่าที่ท าได้) เหตุเพราะวา่ ผู้มีศีลยอมมีความ ่ น่าเชื่อถือต่อจิตวิญญาณท้ังหลาย ๔. ระลึกถึงความตายเสมอเพราะชีวิตน้ีส่วนมากอายุก็ไม่เกินร้อยปีและทุกชีวิตต้องตายท้ังหมดท้ังสิ้น ๕. ระลึกถึงอนัตตาคือความวางเปล ่ ่าไม่มีตัวตน วางแล้ววางจากความยึดมั ่นท่ ้ังปวงด้วยปัญญา หากผู้ปฏิบัติท าได้ท้ังหมดน้ีสามารถเห็นผลได้ใน 30 วัน เนื่องจากการใช้บทน้ีต้องมีบุญกุศลมาใช้จ่ายหน้ีเจ้ากรรมนายเวรผู้ใช้บทน้ีจึงจ าเป็ นต้องท าบุญท าทานต่อเนื่อง สม่ าเสมอจะเล็กหรือใหญ่ได้ท้ังน้ัน แต่ถ้าไม่มันใจว่ าตนเองมีบุญพอจะชดใช้หน ่้ีกรรม ให้เตรียมตัวทานเจ3 วัน ใส่บาตรพระ 3 วัน ก่อนเริ่มต้นการสวดมนต์บทสอนเจ้ากรรมนายเวร


Click to View FlipBook Version