หนังสอื วรรคทองในวรรณคดี
จดั ทำโดย
นำงสำวอำรยี ำ โกฮะ
รหัสนักศึกษำ ๖๓๑๘๑๐๑๐๒๒๐
สำขำวชิ ำภำษำไทย
คณะครุศำสตร์
มหำวิทยำลยั รำชภัฏลำปำง
กลอนสี่
เหวยเหวยอีจันทรา ขนึ้ หนา้ เถียงผวั
อบุ าทวช์ าติชัว่ ไสหวั มึงไป
นางจนั ทาเถียงเลา่ พระองคเ์ จา้ หลงใหล
ไลต่ ีเมียไย พระไมป่ รานี
(บทละครคร้ังกรุงเก่า เร่ือง สังขท์ อง ; สุนทรภู่)
ลักษณะคำประพันธ์
กลอนส่ี เป็นคาประพนั ธป์ ระเภทกลอน ใน ๑ บท มี ๒ บาท ๑ บาท มี ๒ วรรค วรรค
ละ ๔ คา กลอน ๔ ตามหลกั ฐานทางวรรณคดีไทย กลอน ๔ ท่ีเก่าท่ีสดุ พบใน
มหาชาตคิ าหลวงกณั ฑม์ หาพน (สมยั อยธุ ยา) แต่ตอ่ มาไมป่ รากฏในวรรณคดีไทย
มากนกั มกั แทรกอย่ตู ามกลอนบทละครต่าง ๆ
สมั ผสั บงั คบั ของกลอนส่ี มี ๔ แห่ง ดงั นี้
๑. คาทา้ ยวรรคแรก สมั ผสั คลอ้ งจองกบั คาแรกของวรรคที่ ๒
๒. คาสดุ ทา้ ยของวรรคที่ ๒ สมั ผสั คลอ้ งจองกบั คาสดุ ทา้ ยของวรรคท่ี ๓
๓. คาสดุ ทา้ ยของวรรคที่ ๓ สมั ผสั คลอ้ งจองกบั คาแรกของวรรคที่ ๔
๔. คาสดุ ทา้ ยของวรรคที่ ๔ ของบทแรก สมั ผสั คลอ้ งจองกบั คาสดุ ทา้ ยวรรคที่
๒ ของบทถดั ไป
กลอนหก
เมืองใดไม่มที หารหาญ เมืองนนั้ ไม่นานเป็นขา้
เมอื งใดไร้จอมพารา เมืองนนั้ ไมช่ า้ อบั จน
เมอื งใดไมม่ พี ณิชเลิศ เมืองนนั้ ยอ่ มเกิดขดั สน
เมอื งใดไรศ้ ลิ ป์โสภณ เมืองนนั้ ไมพ่ น้ เสือ่ มทราม
(เมืองกงั วล: บทพระราชนพิ นธใ์ นรชั กาลที่ 6)
ลักษณะคำประพนั ธ์
กลอนหก บทหนง่ึ ประกอบด้วย ๒ บาท บาทละ ๒ วรรค วรรคละ ๖ คา ตามผงั
กฎสัมผสั บังคบั ของกลอนหก
พยางคส์ ดุ ทา้ ยของวรรคที่ ๑ บังคับใหส้ ัมผัสกบั พยางค์ที่ ๒ ของวรรคที่ ๒ (บางคร้งั
ใหส้ มั ผัสกบั พยางคท์ ี่ ๓ หรือ ๔ ของวรรคที่ ๒ ก็ได)้
พยางคส์ ดุ ทา้ ยของวรรคท่ี ๒ บงั คับให้สัมผัสกบั พยางค์สุดทา้ ยของวรรคท่ี ๓
พยางคส์ ุดท้ายของวรรคท่ี ๓ บงั ัคบใหส้ ัมผสั กับพยางค์ที่ ๒ ของวรรคท่ี ๔ (บางครั้ง
ใหส้ มั ผัสกบั พยางคท์ ่ี ๓ หรอื ๔ ก็ได)้
พยางคส์ ุดทา้ ยของวรรคท่ี ๔ บงั คับให้สัมผัสกบั พยางค์สดุ ท้ายของวรรคที่ ๒ ของ
บทตอ่ ไป ซ่ึงเรียกวา่ การสมั ผสั ระหว่างบทการอา่ นกลอนหก กลอนหก แบ่งวรรคการ
อ่านเป็น ๒/๒/๒
กลอนเจ็ด
เสตเตลงเกรงกรงิ่ น่งิ ราลึก คัดคกึ ขา่ วทพั ดคู บั ขัน
จักเตรยี มค่ายใหญก่ ไ็ ม่ทนั จากน้ั กดี ขวางหนทางยุทธ์
ตั้งขัดตาทับรับไว้กอ่ น เพ่อื ผอ่ นเวลาใหช้ า้ สดุ
จวนตัวกลวั วา่ ศตั ราวธุ หวดิ หวดุ หมดหวังในครั้งน้ี
(พระรำชนิพนธ์ : ในลลิ ติ สำมกรงุ )
ลกั ษณะคำประพนั ธ์
กลอน ๗ เปน็ บทประพนั ธท์ ี่กาหนดให้มวี รรคละ ๗ คา บางวรรคอาจมี ๘ คาได้ เพราะเป็นคา
ผสม การส่งสมั ผสั คาสุดท้ายของกลอนสดับสง่ ไปยังคาท่ี ๒ หรอื ท่ี ๓ ของกลอนรบั คาสดุ ท้าย
ของกลอนรับสง่ สมั ผสั ไปยงั คาสุดท้ายของกลอนรอง คาท้ายของกลอนรอง ส่งสัมผสั ไปยงั คาท่ี
๒ หรอื ที่ ๓ ของกลอนสง่ คาสดุ ทา้ ยของกลอนสง่ สง่ สมั ผสั ไปยังคาสดุ ท้ายของกลอนรบั ในบท
ตอ่ ไป
กลอนแปด
แม่รกั ลกู ลกู กร็ ูอ้ ย่วู า่ รกั คนอน่ื สกั หม่ืนแสนไมแ่ มน้ เหมือน
จะกินนอนวอนวา่ เมตตาเตือน จะจากเรือนรา้ งแม่ไปแต่ตวั
แมว่ นั ทองของลกู จงกลบั บา้ น เขาจะพาลวา้ วนุ่ แมท่ นู หวั
จะกม้ หนา้ ลาไปมไิ ดก้ ลวั แม่อยา่ มวั หมองนกั จงหกั ใจ
(ขุนช้ำงขุนแผน ตอน พลำยงำมพบพอ่ ของ สุนทรภ)ู่
ลักษณะคำประพันธ์
๑ บท มี ๔ วรรค วรรคท่ีหนง่ึ เรยี กวรรคสดบั วรรคท่ีสองเรยี กวรรครบั วรรคท่ีสามเรียกวรรค
รอง
วรรคที่ส่ีเรียกวรรคสง่ แต่ละวรรคมี ๗-๙ คา จงึ เรยี กวา่ กลอนแปด หรือเรียกอกี ชื่อวา่ (กลอน
สภุ าพ)
คาสดุ ทา้ ยของวรรคท่ี ๑ ใชเ้ สียง สามญั เอก โท ตรี จตั วา แต่ไมน่ ยิ มสามญั
คาสดุ ทา้ ยของวรรคที่ ๒ หา้ มใชเ้ สยี ง สามญั และตรี นิยมใช้ จตั วา เป็นส่วนมาก
คาสดุ ทา้ ยของวรรคท่ี ๓ ใชเ้ สียง สามญั หรือ ตรี หา้ มใช้ เอก โท จตั วา
คาสดุ ทา้ ยของวรรคท่ี ๔ ใชเ้ สยี งสามญั หรอื ตรี หา้ มเสยี ง เอก โท จตั วา ส่วนมากนยิ ม
เสยี งสามญั
กลอนเก้ำ
นายชายนายพรานหน่ึงชายไพรลา่ ใหญ่ขยบั ไดย้ นิ กลอนเดินยอ่ งกลบั ดูขบั ขนั
มือป้องหนา้ มุง่ ป่ าแน่วแนวแถววนั สุนัขยอ่ งสุดมองขยบั ติดตาม
มุง่ ปะทะมาปะที่คนตีกลอง เพอ่ื นทกั จ๋าพดู หน้าจอ้ งพรานรอ้ งถาม
เดิมแรกหไู ดร้ เู้ หตุสงั เกตความ วา่ ทรงนามวา่ ทรามนาฎนิราศจร
(กลบทระลอกแก้วกระทบฝ่งั , ศริ วิ บิ ุลกติ ต,ิ หลวงปรชี า (เซง่ )
ลกั ษณะคำประพนั ธ์
กลอน ๙ เป็นบทประพนั ธท์ ่ีกาหนดวรรคละ ๙ คา บางวรรคอาจมี ๑๐ คา เพราะเป็นคาผสม
การสมั ผสั ทงั้ ในวรรคและนอกวรรค ทงั้ นอกบท มีอย่างเดียวกบั กลอน ๘
ตามหลกั ฐานทางวรรณคดไี ทย กลอน 9 พบครงั้ แรกในกลบทศริ วิ บิ ลุ กิตติ สมยั อยธุ ยาตอน
ปลาย 2 เช่นเดียวกนั แต่กวีไม่ค่อยนิยมแตง่ กนั มากนกั เนื่องจากเหน็ วา่ กลอนแปดลงตวั มาก
ท่ีสดุ
กำพยย์ ำนี ๑๑
ความรักเหมือนโรคา บนั ดาลตาใหม้ ืดมน
ไมย่ ินและไมย่ ล อุปสรรคใดใด
ความรกั เหมอื นโคถกึ กาลังคึกผขิ ังไว้
ก็โลดจากคอกไป บย่ อมอยู่ ณ ที่ขงั
(พระราชนิพนธใ์ นพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ )
( เจา้ อยหู่ วั รัชกาลท่ี ๖)
ลกั ษณะคำประพนั ธ์
กาพยย์ านี ไดช้ อ่ื ว่ายานี 11 เพราะ จานวนพยางคใ์ น 2 วรรค หรอื 1 บรรทดั รวมได้ 11
พยางค์
1 บท มี 4 วรรค วรรคหนา้ 5 พยางค์ วรรคหลงั 6 พยางค์ สมั ผสั ระหวา่ งวรรค ใน 1 บท มี
สมั ผสั 2 คู่ สงั เกตจากแผนผงั และตวั อย่าง สมั ผสั ระหวา่ งบท พยางคส์ ดุ ทา้ ยของบทตน้
สมั ผสั กบั พยางคส์ ดุ ทา้ ยของวรรคที่ 2 ของบทถดั ไป
พยำงค์
พยางคห์ รอื คา วรรคแรกมี 5 คา วรรคหลงั มี 6 คา รวมเป็น 11 คาจึงเรยี กวา่ “กาพยย์ านี
11” ทงั้ บาทเอกและบาทโทมีจานวนคาเหมือนกนั
สมั ผสั
คาสุดท้ายของวรรคท่ี 1 สมั ผสั กบั คาที่ 1 , 2 และคาท่ี 3 ของวรรคท่ี 2
คาสดุ ทา้ ยของวรรคที่ 2 สมั ผสั กบั คาสดุ ทา้ ยของวรรคท่ี 3
คาสดุ ทา้ ยของวรรคท่ี 4 สมั ผสั กบั คาสดุ ทา้ ยของวรรคท่ี 2 ของบทต่อไป (สมั ผสั ระหวา่ งบท)
กำพยฉ์ บัง๑๖
สตั ว์จาพวกหนึง่ สมญา พหบุ าทา
มีเทา้ อเนกนบั หลาย
เทา้ เกนิ กวา่ สโ่ี ดยหมาย สองพวกภปิ ราย
สตั วน์ า้ สตั วบ์ กบอกตรง
(สตั วำภิธำน (สนุ ทรภู่)
ลักษณะคำประพนั ธ์
๑.บท บทหนึ่งมี ๓ วรรค คือ -วรรคแรก (วรรคสดบั ) มี ๖ คา
-วรรคท่ีสอง (วรรครบั ) มี ๔ คา -วรรคที่ ๓ (วรรคสง่ ) มี ๖ คา
รวมทงั้ หมด ๑๖ คา จึงเรียกฉบงั ๑๖
๒.สมั ผสั
๒.๑. สมั ผสั นอก หรอื สมั ผสั ระหวา่ งวรรค เป็นสมั ผสั บงั คบั คือ คาสดุ ทา้ ยของ
วรรคแรก(วรรคสดบั ) สมั ผสั กบั คาสดุ ทา้ ยของวรรคสอง (วรรครบั )
๒.๒. สมั ผสั ระหวา่ งบท คือ คาสดุ ทา้ ยของวรรคสาม (วรรคสง่ ) สมั ผสั กบั คา
สดุ ทา้ ยของวรรคหน่งึ (วรรคสดบั ) ของบทตอ่ ไป
โคลงสี่สภุ ำพ
วรรคทองจำกสยำมำนุสสติ
๏ ใครรานใครรุกดา้ ว แดนไทย
ไทยรบจนสดุ ใจ ขาดดนิ้
เสยี เนือ้ เลอื ดหล่งั ไหล ยอมสละ สนิ้ แล
เสียชีพไป่เสยี สนิ้ ช่ือกอ้ งเกียรตงิ ามฯ
(พระรำชนิพนธ์ในพระบำทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้ำ
เจ้ำอยู่หัว รัชกำลที่๖)
ลักษณะคำประพนั ธ์
โคลงสีส่ ุภาพ 1 บทมี 4 บาท โดย 1 บรรทดั คือ 1 บาท แตล่ ะบาทมี 2 วรรค
บาทที่ 1 บาทที่ 2 และบาทท่ี 3 มีจานวนคาเท่ากนั คือ วรรคหนา้ มี 5 คา สว่ นวรรค
หลงั มี 2 คา
บาทท่ี 4 วรรคหนา้ มี 5 คาเช่นกนั แต่วรรคหลงั จะมี 4 คา รวมทงั้ สนิ้ 1 บทจะมี 30
คา
คำโคลงพระรำชนพิ นธ์ หรือ โคลงสส่ี ุภาพ เป็นกลอนที่กษตั ริย์ เปน็ คนแต่ง
อินทรวเิ ชียรฉันท์
โขดเขนิ ศิรขรเขา ณ ลาเนาพนาลยั
สงู ล่วิ ละลานนั - ยนพน้ ประมาณหมาย
ยอดมัวสลัวเมฆ เรขเรียงราย
เลื่อมเล่ือมศลิ าลาย ก็สลบั ระยบั สี
(พระยาศรีสุนทรโวหาร ( ผนั )
ลักษณะคำประพนั ธ์
1. บทหนึง่ มี 2 บาท บาทหนึง่ มี 2 วรรค วรรคหนา้ มี 5 คา วรรคหลงั มี 6 คา รวมบาทหน่ึงมี
11 คา จึงเรยี กวา่ ฉนั ท์ ๑๑
2. ครุ-ลหุ : คาท่ี 3 ของวรรคหนา้ กบั คาท่ี 1 ที่ 2 และที่ 4 ของวรรคหลงั เป็นลหุ นอกนนั้
เป็นครุ
3. สง่ สมั ผสั แบบกาพย์ คาสดุ ทา้ ยของวรรคท่ี 1 สมั ผสั กบั คาท่ีสามของวรรคท่ี 2 (เป็นสมั ผสั
ไม่บงั คบั แตถ่ า้ มีจะทาใหฉ้ นั ทบ์ ทนนั้ ไพเราะยิ่งขนึ้ ) และ คาสดุ ทา้ ยของวรรคที่ 2 สมั ผสั กบั
คาสดุ ทา้ ยของวรรคที่ 3
สัมผัสระหว่างบท คือคาสุดทา้ ยของวรรคท่ี 4 ของบทแรก จะตอ้ งสมั ผสั กบั คาสดุ ทา้ ยของ
วรรคที่ 2 ในบทถดั ไป
4. ความนิยม อนิ ทรวเิ ชียรฉนั ท์ นิยมใชแ้ ต่งขอ้ ความที่เป็นบทชมหรือบทคร่าครวญ
นอกจากนีย้ งั แต่งเป็นบทสวด หรือพากยโ์ ขนดว้ ย
วสันตดิลกฉันท์ 14
แสงดาววะวาวระกะวะวนั . ดุจจะดบั บ เด่นดวง
แขลบั ก็กลบั พภิ พพะสรวง. มีสพรึบพะพราวเพรา
เคยเห็นพระเพญ็ ณ รศั มี. รชั นีถนัดเนา
เหนือนัน่ แน่ะพลนั จะสละเงา. กลเงินอร่ามงาม
(เหมอื นพระจันทรข์ ้ำงแรม, ชติ บรุ ทัต)
ลักษณะคำประพนั ธ์
วสนั ตดลิ กฉนั ท์ มีความหมายวา่ "ฉนั ทท์ ี่มีลีลาดงั จอมเมฆในฤดใู บไมผ้ ลิ (ฤดฝู น)" เป็น
หนงึ่ ในฉนั ทท์ ่ีนยิ มแตง่ กนั มากท่ีสดุ เนื่องจากอา่ นแลว้ ฟังไดร้ ่ืนหู รูส้ กึ ซาบซงึ้ จบั ใจ มกั ใช้
แตง่ ชมความงาม และสดดุ ีความรกั หรอื ของสงู
หนง่ึ บทมี 2 บาท บาทละ 14 พยางค์ แบง่ เป็น 2 วรรค วรรคแรก 8 พยางค์ วรรคหลงั 6
พยางค์ สง่ สมั ผสั แบบกาพย์
ลกั ษณะครุ-ลหุ เหมือนกนั ทกุ บาท คือ ครุ-ครุ-ลห-ุ ครุ-ลห-ุ ลห-ุ ลห-ุ ครุ ลห-ุ ลห-ุ ครุ-ลห-ุ ครุ-ครุ
ขอบคุณค่ะ