รายงาน
เรื่อง วัฒนธรรมภาคเหนือของไทย
จัดทำโดย
สามเณร สุระชาติ มุลิลา
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เลที่ 3
เสนอ
อาจารย์ พระใบฎีกาสมจิตร จิตฺตปุญฺโญ
รายงานเล่นนี้เป็ นส่วนหนึ่ งของวิชาสังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 5 ประจำปีการศึกษา 2564 ภาคเรียนที่ 2
โรงเรียนวัดพระบาดอุดม ตำบลเวียง อำเภอฝาง
จังหวัดเชียงใหม่
ก
คำนำ
รายงานเล่นนี้เป็ นส่วนหนึ่งของรายวิชาสังคมศึกษศาสนาและวัฒนธรรม
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 ได้ทำการการค้นคว้าและหาความรู้โดยมีจุ
ประสงค์เพื่อให้ทราบถึงความเป็ นมาวัฒนธรรมของภาคเหนือและวิถีชีวิตคน
ล้านนารวมไปถึงเกร็ดความรู้เล็กๆน้ อยๆเกี่ยวกับคนเหนืออีกด้วย
การจัดทำรายงานครั้งนี้ได้ทำการค้นคว้าหาข้อมูลทั้งทางอินเตอร์เน็ต
และสอบถามผู้คนในท้องถิ่นของภาคเหนือ ผู้เขียนรายงานหวังว่าจะเป็ นประ
โยชน์ต่อผู้ที่สนใจบ้างพอสมควร
สามเณร สุระชาติ มุลิลา
สารบัญ ข
เรื่อง หน้ า
คำนำ ก
สารบัญ ข
วิถีชีวิตความเป็ นอยู่ของชาวบ้านภาค 1
เหนือ 2
การแต่งกายของคนภาคเหนือ 3
อาหารของคนภาคเหนือ 4
การแสดงภาคเหนือ 5
ชนเผ่าพื้นเมืองภาคเหนือ 7
วัฒนธรรม ประเพณี ภาคเหนือ ค
สรุป ง
อ้างอิง
วัฒนธรรมภาคเหนือ
วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาว
บ้านภาคเหนือ
คนไทยในอาณาจักรล้านนามีชีวิตและ
ความเป็ นอยู่โดยการประกอบอาชีพเกษตร
กรรมเป็ นหลัก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็ นภูเขา หุบเขา
มีพื้นที่ราบจำนวนน้ อยคือ ประมาณ ๑ ของพื้นที่
ทั้งหมด ชาวบ้านทำนาแบบนาทดน้ำ พื้นที่สูง
ปลูกข้าวไร่ พื้นที่ที่ราบในแอ่งเขาอุดมสมบูรณ์
ปลูกข้าว และพืชอื่น ๆ ได้ดี คือ พื้นที่ราบแอ่งเชียงใหม่ ลำพูน และแอ่งเชียงราย
ส่วนลำปาง แพร่ น่าน ผลิตข้าวได้น้ อย ระบบเศรษฐกิจเป็ นแบบผลิตเพื่อให้พอ
อยู่พอกิน การติดต่อค้าขาย ระหว่างกันก็จะเป็ นประเภทวัวต่าง สินค้ามีของป่ า
เกลือ ผ้า อัญมณี เป็ นต้น ส่วนการค้าขายในหมู่บ้านก็จะมี “กาดมั่ว” ใครมีของ
อะไรก็นำมาวางขายได้ คนไทยภาคเหนือนิยมปลูกบ้านอยู่รวมกันเป็ นกลุ่ม เป็ น
หมู่บ้าน หากพื้นที่ใดอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำนา มีแม่น้ำไหลผ่าน ก็จะมี
หมู่บ้านตั้งเป็ นระยะ ๆ เรื่อยไปตามแม่น้ำ ลักษณะบ้านจะเป็ นบ้านไม้ยกสูง มี
ใต้ถุนโล่ง เป็ นที่เก็บของเครื่องมือทำเกษตร และเป็ นที่ทำงานหรือพักผ่อนยาม
ว่างได้ด้วย บ้านของชาวเหนือนิยมมุงกระเบื้องหรือชาวบ้านเรียกว่าดินขอ หรือ
บางครั้งก็มุงด้วยแผ่นไม้สักซึ่งทำเป็ นแผ่นเล็ก ๆ แต่โตกว่าแผ่นกระเบื้อง แผ่น
ไม้สักนี้จะทนแดดทนฝน ถ้าคัดเลือกไม้อย่างดีจะอยู่ได้เกิน ๕๐ ปี ขึ้นไปเลยที
เดียว ถัดจากบ้านก็จะเป็ นยุ้งข้าวขนาดใหญ่เล็กตามฐานะ นอกจากนั้นก็จะมีสัตว์
เลี้ยง เช่น ไก่ เป็ ด วัว ควาย ม้า ถัดบ้านก็เป็ นสวนผลไม้ซึ่งรวมถึงพืชผักที่ใช้
ประกอบอาหารด้วยชาวล้านนามีลักษณะเหมือนคนไทยทั่วไป แต่เป็ นเชื้อสาย
ไทยยวน หรือโยนก คนล้านนาเองเรียกคนกลุ่มเดียวกันว่า “คนเมือง” ลักษณะ
เด่นกว่าคนไทยกลุ่มอื่นคือ ผิวค่อนข้างขาว รูปร่างสันทัดไม่สูง ไม่เตี้ยเกินไป
ส่วนใหญ่รูปร่างผอมบาง มีภาษาที่เป็ นภาษาถิ่นของตัวเอง หรือที่เข้าใจกันว่า
“คำเมือง” ภาษาไทยเหนือมีระบบตัวอักษรบันทึกที่เรียกว่า “อักษรล้านนา”
บันทึกเรื่องราวทางพุทธศาสนา คัมภีร์ต่าง ๆ ตลอดจนกฎหมายและความรู้
ภูมิปั ญญาชาวบ้าน อักษรล้านนานี้ดัดแปลงมาจากอักษรมอญเดิม มีอายุรุ่นเดียว
กับอักษรพ่อขุนรามคำแหง หรืออาจเก่ากว่านั้นอีก
การแต่งกายของคนภาคเหนือ
การแต่งกาย เป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่ง ที่บ่งบอก
เอกลักษณ์ของ คนแต่ละพื้นถิ่น สำหรับในเขตภาคเหนือ
หรือดินแดนล้านนาในอดีต ปัจจุบันการแต่งกายแบบพื้น
เมืองได้รับความสนใจมากขึ้น แต่เนื่องจากในท้องถิ่นนี้มี
ื ผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ท อาศัยอยู่ เช่น ไทยวน ไทลื้อ
ไทเขิน ไทใหญ่ และอิทธิพลจากละครโทรทัศน์ ทำให้การ
แต่งกายแบบพื้นเมืองมีความสับสนเกิดขึ้น ดังนั้นคณะ
ทำงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม กลุ่มสถาบันอุดมศึกษา
ภาคเหนือ จึงได้ระบุข้อไม่ควรกระทำในการแต่งกายชุดพื้นเมือง ของ “แม่
ญิงล้านนา” เอาไว้ว่า
ไม่ควรใช้ผ้าโพกศีรษะ ในกรณีที่ไม่ใช่ชุดแบบไทลื้อ
ไม่ควรเสียบดอกไม้ไหวจนเต็มศีรษะ
ไม่ควรใช้ผ้าพาดบ่าลากหางยาว หรือคาดเข็มขัดทับและ
ผ้าพาดที่ประยุกต์มาจาก ผ้าตีนซิ่นและผ้า “ตุง” ไม่ควร
นำมาพาด
ตัวซิ่นลายทางตั้งเป็นซิ่นแบบลาว ไม่ควรนำมาต่อกับ
ตีนจกไทยวน
- การแต่งกายของคนภาคเหนือที่เป็นชาวบ้านทั่วไป ชายจะนุ่งกางเกงขายาว
ลักษณะแบบกางเกงขายาวแบบ 3 ส่วน เรียกติดปากว่ า “เตี่ยว” หรือ เตี่ยวสะ
ดอ ทำจากผ้าฝ้ าย ย้อมสีน้ำเงินหรือสีดำ ส่วนเสื้อก็นิยมสวมเสื้อผ้าฝ้ ายคอกลม
แขนสั้น แบบผ่าอก กระดุม 5 เม็ด สีน้ำเงินหรือสีดำ เช่นเดียวกัน เรียกว่า เสื้อ
ม่อฮ่อม ชุดนี้ใส่เวลาทำงาน
สำหรับหญิงชาวเหนือจะนุ่งผ้าซิ่น(ผ้าถุง)ยาวเกือบถึงตาตุ่ม นิยมนุ่งทั้งสาวและ
คนแก่ ผ้าถุงจะมีความประณีต งดงาม ตีนซิ่นจะมีลวดลายงดงาม ส่วนเสื้อจะ
เป็นเสื้อคอกลม มีสีสัน ลวดลายสวยงามเช่นเดียวกัน เรื่องการแต่งกายนี้ หญิง
ชาวเหนือจะแต่งตัวให้สวยงามอยู่เสมอ ชาวเหนือถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ
อาหารของคนภาคเหนือ
คนไทยทางภาคเหนือนิยมรับประทาน
ข้าวเหนียวเป็นหลักทั้ง 3 มื้อ ส่วนกับข้าว
ก็จะเป็นพวกเนื้อสัตว์ (เนื้อวัว เนื้อควาย
หมู ไก่ ปลา) อาหารทะเลมีน้ อยมาก และ
ยังมีความเชื่อว่าถ้ากินอาหารทะเลจะผิด
ผญาด คือ เป็นโรคผิดสำแดง หรือ แสลง
ผักต่าง ๆ ถั่วต่าง ๆ ลักษณะการประกอบ
อาหารก็จะมีทั้งชนิดแห้งและน้ำ เช่น ลาบ ลู่ ไส้อั่ว ชิ้นหมู เอาะ แกงฮังเล แกง
อ่อม แกง โฮะ แกงผักกาดจอ เป็นต้นมีอาหารชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านต้องมีไว้ประจำ
ครัวเรือน เรียกว่า “ถั่วเน่า” คือ ถั่วเหลืองที่นำไปหมักแล้วนำมาทำเป็นแผ่นบาง
ๆ แบน และทำเป็นแผ่นกลม ๆ พอนำไปตากแดดแห้งแล้วจะนำมาร้อยเป็นพวง
ด้วยตอกไม้ไผ่ นำไปเก็บไว้ในครัว ถั่วเน่าจะนำไปผสมลงในแกงหรืออาหารอย่าง
อื่ นได้หลายอย่างที่จริงการใช้ถั่วเหลืองมาประกอบอาหารกินเป็ นประจำนั้นถือว่า
ถูกต้องและเป็นความฉลาดของคนภาคเหนือ เพราะถั่วเหลืองนอกจากจะมีคุณค่า
ทางอาหารสูงแล้วยังให้พลังงานสูงด้วยยังมีอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ควรกล่าวไว้ คือ
ลู่ ซึ่งเป็นประเภทอาหารคาวและยังดิบ ๆ อยู่ ลู่ คือลาบทางภาคเหนือแต่มีเลือด
ผสมด้วย ลู่ทำจากเนื้อหมู วัว ควาย นำมาสับให้ละเอียด ผสมด้วยเครื่องเทศ มี
เครื่องในสัตว์หั่นเป็นชิ้น ๆ ผสมลงไปด้วยก็ได้ รสจะเปรี้ยว เค็ม เผ็ด รสร้อนแรง
นิยมกินกับเหล้า และมีผักต่าง ๆ มาแกล้ม ทางภาคอีสานลักษณะคล้ายกัน เรียก
ว่า ลาบเลือด แต่มีลักษณะเหลว ไม่ข้นเหมือนลู่ทางภาคเหนือ
การแสดงภาคเหนือ
ภาคนี้มีการแสดงหรือการร่ายรำที่มีจังหวะเร็วท่า
หยาบนุ่มนวล เพราะมีอากาศเย็นสบาย ทำให้จิตใจ
ของผู้คนมีความนุ่มนวล อ่อนโยน ภาษาพูดก็นุ่ม
นวลไปด้วย เพลงมีความไพเราะ อ่อนหวาน ผู้คน
ไม่ต้องรีบร้อนในการทำมาหากิน สิ่งต่างๆ เหล่านั้น
มีอิทธิพลต่อการแสดงนาฏศิลป์ ของภาคเหนือ
นาฏศิลป์ของภาคเหนือเช่น ฟ้ อนเทียน ฟ้ อนเล็บ
ฟ้ อนมาลัย ฟ้ อนชมเดือน ฟ้ อนดาบ ฟ้ อนเชิง(ฟ้ อน
เจิง)ตีกลองสะบัดไชย ซอ ค่าว นอกจากนี้นาฏศิลป์
ของภาคเหนือยังได้รับอิทธิพลจากประเทศใกล้เคียง ได้แก่ พม่า ลาว จีน และ
วัฒนธรรมของชนกลุ่มน้ อย เช่น ไทยใหญ่ เงี้ยว ชาวไทยภูเขา ยอง เป็นต้น ดัง
นั้น นาฏศิลป์พื้นเมืองของภาคเหนือนอกจากมีของที่เป็น "คนเมือง" แท้ๆ แล้ว
ยังมีนาฏศิลป์ที่ผสมกลมกลืนกับชนชาติต่างๆ และของชนเผ่าต่างๆ อีกหลาย
อย่าง เช่น อิทธิพลจากพม่า เช่น ฟ้ อนม่านมงคล ฟ้ อนม่านมุ้ยเชียงตา นาฏศิลป์
ของชนเผ่าต่างๆ เช่น ฟ้ อนนก(กิงกาหล่า - ไทยใหญ่) ฟ้ อนเงี้ยว (เงี้ยว) ระบำ
เก็บใบชา(ชาวไทยภูเขา)
กลองสะบัดชัย เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้าน
ล้านนาอย่างหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันมักจะพบเห็นใน
ขบวนแห่ หรืองานแสดงศิลปะพื้นบ้านโดยทั่ว
ไป ลีลาในการตีมีลักษณะโลดโผน เร้าใจ มี
การใช้อวัยวะหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเช่น
ศอก เข่า ศีรษะ ประกอบในการตีด้วยทำให้
การแสดงการตีกลองสะบัดชัยเป็ นที่ประทับใจ
ของผู้คนที่ได้ชม จนเป็นที่นิยมกันอย่างกว้าง
ขวางในปัจจุบันบทบาทของกลองสะบัดชัย อาจกล่าวได้ว่า การตีกลองสะบัด
ชัย เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ได้นาชื่อเสียงทางด้านวัฒนธรรมพื้นบ้านสู่ล้านนา
และบทบาทของกลองสะบัดชัยจึงอยู่ในฐานะการแสดงในงานวัฒนธรรมต่าง
ๆ เช่น งานขันโตก งานพิธีต้อนรับแขกเมือง และขบวนแห่ ฯลฯแต่ในโอกาส
ในการใช้กลองสะบัดชัยแต่เดิมจนถึงปัจจุบันยังมีอีกหลายประการ ซึ่งมีหลัก
ฐานปรากฏในวรรณคดีต่าง ๆ มากมาย
ชนเผ่าพื้นเมืองภาคเหนือ
ชนเผ่าม้ง
ยังไม่มีผู้ใดสามารถสรุปได้ว่าชนชาติม้งมา
จากที่ไหน แต่สันนิษฐานกันว่าม้งคงจะอพยพมาจาก
ที่ราบสูงธิเบต ไซบีเรีย และมองโกเลีย เข้าสู่ประเทศ
จีน และตั้งหลักแหล่งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำเหลือง (แม่น้ำ
ฮวงโห) เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว ปัจจุบันชาวม้งส่วน
ใหญ่ในประเทศไทย ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามภูเขาสูง หรือ
ที่ราบเชิงเขาในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน
เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ ลำปาง กำแพงเพชร เลย
พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย และตาก มีจำนวน
ประชากรทั้งสิ้นประมาณ 151,080 คน
ชนเผ่ากะเหรี่ยงกะเหรี่ยงเป็ นชนเผ่าที่จัดได้ว่ามีหลายเผ่าพันธุ์
หลายภาษา มีการนับถือศาสนาที่ต่างกัน แต่
กะเหรี่ยงดั้งเดิมจะนับถือผีเชื่ อเรื่ องต้นไม้ป่ าใหญ่
ายหลังหันมานับถือพุทธ คริสต์ เป็นต้น กะเหรี่ยง
มีถิ่นฐานตั้งอยู่ที่ประเทศพม่าแต่หลังจากถูกรุกราน
จากสงครามจึงมีกะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่
ประเทศไทย กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย
แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย
กะเหรี่ยงสะกอหรือที่เรียกนามตัวเองว่า ปากะญอ
หมายถึงคน หรือมนุษย์นั้นเอง กะเหรี่ยงสะกอเป็น
กลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดมีภาษาเขียนเป็นของตนเอง โ
ดยมีมิชชันนารีเป็นผู้คิดค้นดัดแปลงมาจากตัวหนังสือพม่า ผสมภาษาโรมัน
กลุ่มนี้หันมานับถือศาสนาคริสต์เป็นส่วนใหญ่ กะเหรี่ยงโปร์นั้นเป็นกลุ่มที่ค่อน
ข้างเคร่งครัดในประเพณี พบมากที่ อำเภอ แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
อำเภอ อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และแถบตะวันตกของประเทศไทย คือ กะเห
รี่ยงบเว พบที่ อำเภอ ขุนยวม แม่ฮ่องสอน ส่วนปะโอ หรือตองสูก็มีอยู่บ้าง แต่
พบน้ อยมากในประเทศไทย ชนเผ่า "ปกากะญอ" เป็นชนเผ่าที่บอกกล่าวถึง
ประวัติศาสตร์ความเป็นมานับร้อยนับพันเรื่อง เรียงร้อยเก็บไว้ในเเนวของ
นิทาน อาจจะไม่ใช่หลักฐานที่เเน่ชัด เเต่ก็พยายามที่จะเล่าสืบทอดให้ลูกหลาน
ได้รู้ ถึงความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ และวัฒนธรรมของตัวเอง
ชนเผ่าพื้นเมืองภาคเหนือ
ชนเผ่า ลีซู(ลีซอ) ลีซู หรือ ลีซอ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่จัดอยู่
ในกลุ่มธิเบต–พม่า ของชนชาติโลโล ถิ่นกำเนิด
ดั้งเดิมของชนเผ่าลีซูอยู่บริเวณต้นน้ำโขงและ
แม่น้ำสาละวิน อยู่เหนือหุบเขาสาละวินในเขต
มณฑลยูนนานตะวันตกเฉียงเหนือและตอน
เหนือของรัฐคะฉิ่น ประเทศพม่า ลีซูเป็นกลุ่ม
ชาติพันธุ์ที่จัดอยู่ในกลุ่มธิเบต – พม่า ของ
ชนชาติโลโล ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของชนเผ่าลีซูอยู่
บริเวณต้นน้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน อยู่เหนือ
หุบเขาสาละวินในเขตมณฑลยูนนานตะวันตก
เฉียงเหนือและตอนเหนือของรัฐคะฉิ่น ประเทศ
พม่า
อ่าข่าจึงมักอยู่ดอยสูงๆ อาศัยอยู่เฉพาะในทวีป ชนเผ่าอาข่า
เอเชีย ประกอบด้วยประเทศต่างๆ ดังนี้ ประเทศไทย
พม่า ลาว เวียดนาม และประเทศจีน ตามตำนานเล่า
ขานกันมาเดิมอ่าข่าอาศัยอยู่จีนเป็นแผ่นดินใหญ่ หรือที่
อ่าข่าเรียกว่าดินแดน จ่าแตหมี่ฉ่า จากคำบอกเล่าพบว่า
ชนเผ่าอ่าข่าได้อพยพสู่ดินแดนต่างๆ เพราะปัญหาการ
เมืองในประเทศจีน สำหรับการเข้ามาสู่ประเทศไทย
เกิดขึ้นเมื่อปี พ . ศ .2435 โดยมีเส้นทาง 2 สาย คือ
สายแรกอพยพจากประเทศพม่าสู่ประเทศไทยเข้ามา
ครั้งแรกในเขตอำเภอแม่จัน หมู่บ้านพญาไพร (ปัจจุบัน
อยู่ในเขตอำเภอแม่ฟ้ าหลวง) โดยการนำของ หู่ลอง
จูเปาะ และหู่ซ้อง จูเปาะ ซึ่งเป็นพี่น้ องกัน ได้เข้าในเขตดอยตุง
เส้นทางที่สอง ได้อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ โดยผ่านรอยตะเข็บของประเทศ
พม่าและลาว เข้าสู่ประเทศไทยโดยตรงที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ปัจจุบัน
อ่าข่าได้กระจ่ายอยู่ในเขตจังหวัดภาคเหนือ 5 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงราย
เชียงใหม่ ลำปาง ตาก แพร่
วัฒนธรรม ประเพณี
ภาคเหนือ
ประเพณี สี่เป็งตานข้าวใหม่
ในวันเดือนสี่เป็ งนอกจากตานหลัว
หิงไฟพระเจ้าแล้ว ก็จะทำพิธีทำบุญทานข้าวใหม่ ข้าวล้นบาตร ไปพร้อมๆ กัน ใน
ช่วงของประเพณีเดือน 4 เมื่อชาวบ้านนำข้าวเปลือกเข้ายุ้งฉางแล้ว จะนำข้าวนั้น
ไปทำบุญข้าวใหม่ ก่อนที่จะนำไปข้าวนั้นไปสีเพื่อรับประทาน การทำบุญในวาระนี้
เรียกว่า ทานขันข้าวใหม่ เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลไปถึงเทวดาขุนน้ำ ปู่ย่าตา
ยาย พ่อแม่ที่เป็นเจ้าของไร่นามาแต่เดิม สำรับอาหารประกอบไปด้วยข้าวนึ่งสุก
พร้อมกับอาหารที่นิยมกันตามท้องถิ่น
นอกจากประเพณีทานข้าวใหม่แล้ว ในบางท้องที่มีการทำบุญทานข้าวจี่ข้าวหลาม
ชาวบ้านจะนำเข้าที่ได้จากท้องนามาประกอบอาหารประเภทต่างๆ เช่น ข้าวจี่
ข้าวหลาม ข้าวเม่า ข้าวต้ม ข้าวต้มกะทิ ข้าวหนมจ๊อก ข้าวต้มใบอ้อย โดยนำ
อาหารเหล่านี้ไปถวายพร้อมกับอาหารคาวประเภทอื่นๆ ในขณะเดียวกันก็ถือ
โอกาสทานขันข้าว คือถวายอาหารเพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติพี่น้ องที่ล่วงลับไป
แล้ว
ข้าวจี่ คือของกินเล่นชนิดหนึ่ง โดยการนำก้อนข้าวเหนียวเสียบปลายไม้แล้ว
ปิ้งบนเตาถ่านให้ข้าวเหลืองกรอบและมีกลิ่นหอม ส่วนข้าวหลามนั้น คือข้าว
เหนียวถูกหลามให้สุกในกระบอกไม้ไผ่ชนิดหนึ่งที่มีเยื่อหนา โดยกรอกข้าว
เหนียวที่เป็นข้าวสารเติมน้ำไว้ตั้งแต่ตอนเย็น พอถึงตอนเช้าข้าวที่แช่น้ำไว้จะ
พองตัว นำกระบอกไม้นั้นไปผิงไฟกับถ่านแดงจนข้าวสุก การปอกข้าวหลามนั้น
นิยมถากผิวไม้ส่วนที่ไหม้ไฟออกให้เหลือเนื้ อไม้ไผ่สีขาวหุ้มข้าวหลามไว้
วัฒนธรรม ประเพณี
ภาคเหนือ
ประเพณี ปี๋ใหม่เมือง
เป็นประเพณีสำคัญของชาวเหนือ หรือชาวล้านนา อันสืบเนื่องมากจาก
อดีตกาลที่จะยึดถือเป็นช่วงเปลี่ยนศักราชใหม่ โดยกำหนดจุดที่พระอาทิตย์ย้าย
จากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ ซึ่งมักจะตรงกับวันที่ 13 เมษายน หรือ14 เมษายนของ
แต่ละปี อย่างไรก็ตามประเพณีปีใหม่เมืองจะกินเวลาประมาณ 4-7 วันยาวนาน
กว่าสงกรานต์ของภาคอื่น ๆ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันสังขารล่อง วันเนา วันพญาวัน
วันปากปี หรือบางท้องที่ก็ไปจบที่วันปากเดือน หรือวันปากวัน
วันเนา หรือวันเน่า เป็นวันที่พระอาทิตย์เนาอยู่
ระหว่างราศีมีนกับราศีเมษ ในทางโหราศาสตร์
คือไม่ดี ไม่ส่งเสริมสิริมงคล วันนี้จะคึกคักเป็น
พิเศษ ตั้งแต่เช้ามืดเป็นวันจับจ่ายซื้อของ
จำเป็นต้องใช้ในประเพณีปีใหม่ มีการเตรียม
อาหารคาวหวาน เช่น ขนมจ็อก ห่อนึ่ง แกง
ฮังเล หรืออื่น ๆ เพื่อจะเอาเป็นทำบุญที่วัดใน
วันพญาวัน และเอาไปดำหัวผู้ใหญ่ ช่วงสาย ๆ
จะไปชุมนุมกันเพื่อเล่นน้ำปีใหม่ ที่สำคัญมากของวันนี้ คือ เป็นวันขนทรายเข้าวัด
เพื่อเป็นการก่อพระเจดีย์ทราย ขนมที่นิยมทำกันในช่วงปีใหม่ได้แก่ ขนมจ็อก
ขนมชั้น ขนมเกลือ ขนมตายลืม ขนมลิ้นหมา ขนมวง และขนมกล้วย
วัฒนธรรม ประเพณี
ภาคเหนือ
ประเพณียี่เป็งลำลึก
ประเพณียี่เป็ง เป็นประเพณีของชาวล้านนา จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทุก ๆ
ปีที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มาของชื่อมาจากภาษาล้านนา โดยคำว่า “ยี่” หมายถึง
เดือนที่สองของคนล้านนา ส่วนคำว่า “เป็ง” หมายถึง พระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ
เนื่องจากประเพณีนี้จะจัดขึ้นในวันเพ็ญเดือนสองของชาวล้านนา ซึ่งตรงกับเดือน
สิบสองตามปฏิทินจันทรคติไทย กิจกรรมที่จะมีขึ้นในช่วงประเพณีตลอด 4 วัน มี
ด้วยกันหลากหลาย เช่น การแสดงประติมากรรมโคมไฟสีสันยี่เป็ง การประกวด
หนูน้ อยยี่เป็ง พิธีบวงสรวงขอขมาแม่น้ำปิง การเข้าวัดทำบุญ เป็นต้น
ไฮไลท์เด็ดของประเพณีนี้ คือ การปล่อยโคมลอยนับร้อยนับพันขึ้นไปส่อง
สว่างเคียงข้างกับแสงจันทร์ มีความเชื่อว่าการปล่อยโคมลอยในคืนพระจันทร์
เต็มดวงจะช่วยนำพาสิ่งอัปมงคลออกไปจากชีวิต เพื่อต้อนรับสิ่งมงคลที่จะเข้ามา
ในปีหน้ าฟ้ าใหม่ คิดว่าหลาย ๆ คนคงเคยไปสัมผัสประสบการณ์น่าประทับใจนี้กัน
มาแล้ว หรือ อาจจะเคยเห็นภาพโคมลอยสวยงามตามอินเทอร์เน็ตกันมาบ้าง แต่
รู้หรือไม่ว่าความสวยงามตระการตาของเทศกาลนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวไปทั่วโลก
ถึงขั้นไปปรากฏอยู่ในฉากสุดโรแมนติกในเรื่อง Tangled ของทาง Disney ถือ
เป็นการโปรโมต และ ส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่ดีไปในตัว ยิ่งใน
ยุคสมัยที่สื่อโซเชียลได้รับความนิยม ยิ่งดึงดูดให้เหล่ายูทูปเบอร์ หรือ บล็อกเกอร์
รีวิวการท่องเที่ยว เข้าไปทำคอนเทนต์กันมากมาย ยิ่งสร้างการรับรู้เกี่ยวกับประ
เพณียี่เป็ งออกไปอย่างกว้างขวาง
วัฒนธรรม ประเพณี
ภาคเหนือ
ประเพณีตานสลากภัต
ประเพณีตานก๋วยสลากมักทำกันตั้งแต่เดือน 12 เหนือ ถึงเดือนยี่เหนือ
หรือตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านหยุดพัก
จากทำนา พระสงฆ์ก็จำพรรษาอยู่ในวัดเพราะอยู่ในช่วงเข้าพรรษา ผลไม้มากและ
กำลังสุก เช่นส้มโอ ส้มเกลี้ยง กล้วย อ้อย และยังเป็นช่วงที่ข้าวเปลือกหรือ
ข้าวสารของใกล้หมดยุ้งฉาง จึงเป็นโอกาสอันเหมาะสมโดยมีความเชื่อว่าการตา
นก๋วยสลากนอกจากจะเป็ นการทำบุญแก่ญาติผู้ล่วงลับแล้วยังเป็ นการทำทาน
สงเคราะห์แก่คนยากไร้ ซึ่งถือว่ามีกุศลแรง 1 วันก่อนวันตานก๋วยสลาก จะมีการ
จัดเตรียมข้าวของ เรียกว่า “วันดา” หรือ “วันสุกดิบ” ชาวบ้านจะจัดเตรียม
สิ่งของไม่ว่าจะเป็นอาหาร ขนม ดอกไม้ ของใช้ มาจัดเตรียมใส่ “ก๋วย” ซึ่งเป็น
ตระกร้าสานด้วยไม้ไผ่ ลักษณะคล้ายชะลอม จะรองก้นด้วยใบตองหรือกระดาษ
หรือในปัจจุบันก็เปลี่ยนเป็นถังน้ำพลากสติกหรืออลูมิเนียม เพราะสามารถนำไป
ใช้ประโยชน์ได้ต่อ โดยวันนี้จะมีญาติสนิทมิตรสหายจากต่างหมู่บ้านมาร่วมกันจัด
ก๋วย ก๋วยสลากมีอยู่หลากหลายแบบหลายขนาด ตามแต่ความคิดสร้างสรรค์และ
กำลังศรัทธาของแต่ละคน แบ่งออกเป็น 2 แบบกว้าง ๆ คือ ก๋วยน้ อย กับ ก๋วย
ใหญ่ มีก๋วยพิเศษ เช่น ก๋วยย้อมหรือสลากย้อม เป็นของหญิงสาวทำขึ้นเชื่อว่า
เมื่อถวายแล้วจะทำให้ครอบครัวมีความสุข ในบางท้องที่โดยเฉพาะในกลุ่มไทยอง
ก็จะมีข้าวของเครื่องใช้มากกว่าปกติ มีหวี กระจก แป้ ง ผ้าเช็ดหน้ า หรือของใช้ผู้
หญิงอื่น ๆ และจะกางร่มไว้บนยอดสุด ส่วนก๋วยโจ้ค (โจ้คหมายถึงโชค) เป็นก๋วย
สลากขนาดใหญ่ อาจเป็นกระบะมีขาสูงแค่เอว หรือเป็นต้นสลากขนาดใหญ่สูง
หลายเมตร มีต้นดอกหรือกิ่งไม้แขวนเครื่องใช้ต่าง ๆ หรืออาจเป็นกระบุงขนาด
ใหญ่มาก ปักด้วยต้นคาหรือหญ้าคาทำเป็นก้านยาวเพื่อแขวนสิ่งของต่าง ๆ หรือ
บางครั้งอาจทำเป็นบ้านขนาดย่อม ๆ หรือปราสาทแบบล้านนา นำข้าวของต่าง ๆ
ใส่ในบ้าน โดยก๋วยโจ้คจะใส่ปัจจัยมากกว่าก๋วยชนิดอื่น ๆ และเชื่อว่ามีกุศลมาก
สรุป ค
คนไทยในอาณาจักรล้านนามีชีวิตและความเป็ นอยู่โดยการประกอบอาชีพ
เกษตรกรรมเป็ นหลัก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็ นภูเขา หุบเขา มีพื้นที่ราบจำนวน
น้ อยคือ ประมาณ ๑ ของพื้นที่ทั้งหมด ชาวบ้านทำนาแบบนาทดน้ำ พื้นที่สูง
ปลูกข้าวไร่ พื้นที่ที่ราบในแอ่งเขาอุดมสมบูรณ์ ปลูกข้าว และพืชอื่น ๆ ได้ดี
คือ พื้นที่ราบแอ่งเชียงใหม่ ลำพูน และแอ่งเชียงราย ส่วนลำปาง แพร่ น่าน
ผลิตข้าวได้น้ อย ระบบเศรษฐกิจเป็ นแบบผลิตเพื่อให้พออยู่พอกิน การติดต่อ
ค้าขาย ระหว่างกันก็จะเป็ นประเภทวัวต่าง สินค้ามีของป่ า เกลือ ผ้า อัญมณี
เป็ นต้น ส่วนการค้าขายในหมู่บ้านก็จะมี “กาดมั่ว” ใครมีของอะไรก็นำมาวาง
ขายได้ คนไทยภาคเหนือนิยมปลูกบ้านอยู่รวมกันเป็ นกลุ่ม เป็ นหมู่บ้าน หาก
พื้นที่ใดอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำนา มีแม่น้ำไหลผ่าน ก็จะมีหมู่บ้านตั้ง
เป็ นระยะ ๆ เรื่อยไปตามแม่น้ำ ลักษณะบ้านจะเป็ นบ้านไม้ยกสูง มีใต้ถุนโล่ง
เป็ นที่เก็บของเครื่องมือทำเกษตร ส่วนการแต่งกายก็เป็ นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่ง ที่
บ่งบอกเอกลักษณ์ของ คนแต่ละพื้นถิ่น สำหรับในเขตภาคเหนือหรือดินแดน
ล้านนาในอดีต ปั จจุบันการแต่งกายแบบพื้นเมืองได้รับความสนใจมากขึ้น แต่
เนื่ องจากในท้องถิ่นนี้มีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ท อาศัยอยู่ เช่น ไทยวน ไท
ลื้อ ไทเขิน ไทใหญ่ ทางภาคเหนือนิยมรับประทาน ข้าวเหนียวเป็ นหลักทั้ง 3
มื้อ ส่วนกับข้าวก็จะเป็ นพวกเนื้ อสัตว์ (เนื้ อวัว เนื้ อควาย หมู ไก่ ปลา) อาหาร
ทะเลมีน้ อยมาก และยังมีความเชื่อว่าถ้ากินอาหารทะเลจะผิดผญาด คือ เป็ น
โรคผิดสำแดง หรือ แสลงผักต่าง ๆ ถั่วต่าง ๆ ลักษณะการประกอบอาหารก็
จะมีทั้งชนิดแห้งและน้ำ เช่น ลาบ ลู่ ไส้อั่ว ชิ้นหมู เอาะ แกงฮังเล แกงอ่อม
แกง โฮะ แกงผักกาดจอ เป็ นต้นมีอาหารชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านต้องมีไว้ประจำ
ครัวเรือน เรียกว่า “ถั่วเน่า” ชาวล้านนาในปั จจุบันมีที่มาจากการผสมผสาน
และดำรงชีพอยู่ร่วมกันมาของชนชาติต่างๆ ในบริเวณแอ่งที่ราบ ที่ถือได้ว่า
เป็ นบรรพบุรุษของชาวล้านนา ได้แก่ ชาวไทลื้อ ชาวไทเขิน ชาวไทยวน ชาว
ไทใหญ่ ชาวเม็ง (มอญ) ชาวลัวะ จากแอ่งที่ราบขึ้นสู่บริเวณภูเขาสูงก็จะพบ
กลุ่มชนชาติต่างๆ ตั้งหมู่ บ้านกระจายอยู่ทั่วไปตามพื้นที่สูงในดินแดนล้านนา
ได้แก่ กะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) เมี่ยน (เย้า) ม้ง (แม้ว) อาข่า (อีก้อ) ลาหู่
(มเซอ) ลีซอ ประเพณีของภาคเหนือ เกิดจากการผสมผสานการดำเนินชีวิต
และศาสนาพุทธความเชื่อเรื่องการนับถือผี ส่งผลทำให้มีประเพณีที่เป็ น
เอกลักษณ์ของประเพณีที่จะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล ทั้งนี้ ภาคเหนือจะมี
งานประเพณีในรอบปี แทบทุกเดือน จึงขอยกตัวอย่างประเพณีภาคเหนือบาง
ส่วน คือ ประเพณีตานข้าวใหม่ ปี๋ ใหม่เมือง สลากภัต เป็ นต้น
ง
อ้างอิง
1. https://bit.ly/3ghkhyy
2. https://bit.ly/3GkJXVw
3. https://bit.ly/3uhPpX9
4. https://bit.ly/3L01shs
5. https://bit.ly/32NFM74
6. https://bit.ly/3rhVz7C