The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศศิ_ใบความรู้_ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้_หน่วยการเรียนรู้_ระบบร่างกายมนุษย์_เทอม 1_2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ศศิ ประทีป ณ ถลาง, 2021-05-26 12:15:39

ศศิ_ใบความรู้_ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้_หน่วยการเรียนรู้_ระบบร่างกายมนุษย์_เทอม 1_2564

ศศิ_ใบความรู้_ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้_หน่วยการเรียนรู้_ระบบร่างกายมนุษย์_เทอม 1_2564

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้

รายวชิ า วทิ ยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน 3 รหสั วชิ า ว22101

โดยใชก้ ระบวนการเรยี นรแู้ บบวฏั จกั รการเรยี นรู้ 7 ขนั้ (7E)
ประกอบชดุ สอ่ื ประสม

หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอื่ ง ระบบรา่ งกายมนษุ ย์
สาหรับนกั เรยี นระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2

จดั ทาโดย
นางสาวศศิ ประทีป ณ ถลาง
ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครชู านาญการ
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

โรงเรยี นเฉลมิ พระเกยี รตสิ มเดจ็ พระศรนี ครนิ ทร์ ภเู กต็
ในพระราชปู ถมั ภส์ มเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี
สานกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษามธั ยมศกึ ษาพงั งา ภเู กต็ ระนอง

ครูผ้สู อน คณุ ครูศศิ ประทีป ณ ถลาง โรงเรียนเฉลมิ พระเกียรตสิ มเดจ็ พระศรีนครินทร์ ภเู กต็
กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี



คานา

ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรยี นรแู้ บบวัฏจกั รการเรียนรู้ 7 ขัน้ (7E)
ประกอบชุดสื่อประสม รายวิชา วิทยาศาสตร์พื้นฐาน 3 รหัสวิชา ว22101 หน่วยการเรียนรู้
เรื่อง ระบบร่างกายของมนุษย์ จัดทาขึ้นเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและยกระดับผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนของผู้เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เป็นนวัตกรรมทางการศึกษา
ท่ีจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจ มีอิสระ
ในการคิด ทุกคนมีโอกาสใช้ความคิดได้อย่างเต็มท่ี โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยใหใ้ ชเ้ วลาน้อยลงในการนาเสนอข้อมูลตา่ งๆ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถ
เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีกิจกรรมให้กับผู้เรียนเป็นรายบุคคลและเป็นรายกลุ่ม ซึ่งผู้เรียนจะ
ดาเนินการเรียนรู้จากคาแนะนาท่ีปรากฏอยู่ในชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นไปตามลาดับขั้น
ด้วยตนเองสอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียนในระดับชนั้ มธั ยมศึกษา ตอบสนองพระราชบญั ญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ท่ีมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาท้ังด้านความรู้ กระบวนการ
คิด กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา ความสามารถในการสื่อสาร การตัดสินใจ
การนาความรู้ไปใช้ในชวี ิตประจาวนั ตลอดจนมีจิตวิทยาศาสตร์ คุณธรรม และค่านิยมที่ถกู ต้อง
เหมาะสม

ชดุ กจิ กรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้กระบวนการเรยี นรแู้ บบวัฏจกั รการเรยี นรู้ 7 ขนั้ (7E)
ประกอบชุดส่ือประสม รายวิชา วิทยาศาสตร์พ้ืนฐาน 3 รหัสวิชา ว22101 สาหรับนักเรียน
ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 หน่วยการเรียนรู้ เร่ือง ระบบร่างกายของมนุษย์ ประกอบด้วย
ใบความรู้และชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีทั้งหมด 6 เรื่อง คือ ระบบหายใจ ระบบขับถ่าย ระบบ
หมนุ เวียนเลอื ด ระบบประสาท และระบบสบื พันธุ์ ใช้เวลา 25 ชั่วโมง

ผู้จัดทาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เล่มน้ี จะเป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอน
ผู้เรียน และผู้ที่สนใจ ทาให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในวิชาเคมีสูงขึ้น บรรลุตามผลการเรียนรู้
ที่ตั้งไว้ เป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้รายวิชาเคมีให้มีประสิทธิภาพย่ิงขึ้น สามารถนาไป
ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไปขอขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วน
สนับสนุน ช่วยเหลือและแนะนา ให้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชา วิทยาศาสตร์พื้นฐาน 3
รหัสวิชา ว22101 สาหรับนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง ระบบ
ร่างกายของมนษุ ย์สาเร็จลุล่วงด้วยดี

ศศิ ประทปี ณ ถลาง
ผู้จดั ทา

ครูผสู้ อน คุณครศู ศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรียนเฉลิมพระเกยี รติสมเด็จพระศรีนครนิ ทร์ ภเู ก็ต
กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถมั ภส์ มเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี

สารบญั ข

เรอ่ื ง หนา้

คานา ข
สารบัญ 1
6
➢ ระบบหายใจของมนษุ ย์ 11
ใบความรูท้ ่ี 1 เรอื่ ง ระบบหายใจของมนุษย์ 17
21
➢ ระบบขับถา่ ยของมนษุ ย์
ใบความรู้ท่ี 2 เรื่อง ระบบขบั ถ่ายของมนษุ ย์

➢ ระบบหมนุ เวยี นเลอื ดของมนษุ ย์
ใบความรู้ที่ 3 เรือ่ ง ระบบหมุนเวียนเลอื ดของมนษุ ย์

➢ ระบบประสาทของมนษุ ย์
ใบความรทู้ ี่ 4 เรอ่ื ง ระบบประสาทของมนุษย์

➢ ระบบสืบพนั ธขุ์ องมนษุ ย์
ใบความรู้ที่ 5 เร่ือง ระบบสบื พันธข์ุ องมนษุ ย์

ครผู ูส้ อน คณุ ครศู ศิ ประทีป ณ ถลาง โรงเรียนเฉลมิ พระเกียรตสิ มเดจ็ พระศรนี ครินทร์ ภูเกต็
กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถมั ภส์ มเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 1
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ระบบร่างกายมนษุ ย์

ใบความรทู้ ี่ 1 เรอ่ื ง ระบบหายใจของมนษุ ย์

การหายใจ การหายใจ เปน็ การนาอากาศเขา้ และออกจากรา่ งกาย
ส่งผลให้แก๊สออกซเิ จนทาปฏกิ ิรยิ ากบั สารอาหาร ได้พลังงาน นา้
และแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ กระบวนการหายใจเกิดข้นึ กบั ทุกเซลล์
ตลอดเวลา

การหายใจจาเป็นตอ้ งอาศยั โครงสร้าง 2 ชนิด คือ
กล้ามเนื้อกะบงั ลม และกระดกู ซโ่ี ครง

การหมนุ เวยี นของแกส๊ เปน็ การแลกเปลย่ี นแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์

และแก๊สออกซิเจน เกดิ ขน้ึ ท่ีบรเิ วณถงุ ลมปอด ด้วยการแพรข่ อง

แก๊สออกซิเจนไปสู่เซลลต์ ่างๆ ทว่ั ร่างกายและแก๊สออกซเิ จน การหมนุ เวยี น
ของแกส๊
ทาปฏกิ ริ ยิ ากับสารอาหารในเซลล์ของรา่ งกาย ทาให้ได้ พลงั งาน นา้

และแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ ดงั สมการ

C6H12O6 + O2 เอนไซม์
CO2 + นา้ + พลงั งาน

ครผู ูส้ อน คุณครูศศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรียนเฉลิมพระเกียรตสิ มเดจ็ พระศรนี ครินทร์ ภูเกต็
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถมั ภส์ มเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 2
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ระบบรา่ งกายมนษุ ย์

กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซดท์ ีเ่ กดิ จากปฏกิ ริ ิยาเคมรี ะหวา่ งแก๊สออกซิเจนกับอาหาร
จะแพรอ่ อกจากเซลล์เขา้ สหู่ ลอดเลือดฝอยและลาเลยี งไปยงั ปอด แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์
จะแพรเ่ ข้าสหู่ ลอดลมเล็กๆของปอด ขับออกจากรา่ งกาย พรอ้ มกับลมหายใจออก

บริเวณทเ่ี กดิ การแลกเปลยี่ นแกส๊ ออกซเิ จนและ
แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ คอื เสน้ เลอื ดฝอยทถี่ งุ ลมปอด

ครผู ูส้ อน คณุ ครศู ศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรยี นเฉลมิ พระเกียรตสิ มเด็จพระศรนี ครินทร์ ภเู ก็ต
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภ์สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 3
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอื่ ง ระบบร่างกายมนษุ ย์

กลไกการทางาน การหายใจออก กะบังลมจะเลื่อนสงู ขนึ้ กระดูกซ่ีโครง
ของระบบหายใจ จะเลื่อนต่าลง ทาให้ปรมิ าตรของชอ่ งอกน้อยลง ความดันอากาศใน
บรเิ วณรอบๆปอดสูงกว่าอากาศภายนอก อากาศภายในถงุ ลมปอด
จงึ เคลอื่ นทจ่ี ากถงุ ลมปอดไปสูห่ ลอดลมและออกทางจมูก

การหายใจเข้า กะบงั ลมจะเลอ่ื นตา่ ลง
กระดูกซ่ีโครงจะเล่ือนสูงขึ้น ทาใหป้ ริมาตรของ
ช่องอกเพมิ่ ขน้ึ ความดนั อากาศในบรเิ วณรอบๆปอด
ลดตา่ ลงกว่าอากาศภายนอก อากาศภายนอก
จงึ เคลอื่ นเข้าสจู่ มกู หลอดลม และไปยังถงุ ลมปอด

การหายใจเขา้ การหายใจออก

แกส๊ ชนดิ ตา่ งๆทเ่ี ปน็ สว่ นประกอบของอากาศทเ่ี ขา้ และออกจากปอด

แกส๊ ลมหายใจเขา้ (%) ลมหายใจออก (%)

1. ออกซเิ จน 21 17

2. คาร์บอนไดออกไซด์ 0.04 4

3. ไนโตรเจน 79 79

4. ไอนา้ ไม่คงที่ อ่ิมตวั

หายใจ
เขา้

หายใจ
ออก

แผนภูมแิ สดงสัดสว่ นของแก๊สชนิดต่างๆในลมหายใจเข้าและออก

ครูผูส้ อน คุณครูศศิ ประทีป ณ ถลาง โรงเรียนเฉลมิ พระเกียรติสมเด็จพระศรีนครนิ ทร์ ภเู กต็
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภส์ มเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 4
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอื่ ง ระบบรา่ งกายมนษุ ย์

ความจอุ ากาศของปอดในแตล่ ะคนจะแตกต่างกนั ข้ึนอยู่กับ ความจอุ ากาศ
1. เพศ เพศชายจะมคี วามจปุ อดมากกว่าเพศหญิง ของปอด
2. สภาพร่างกาย นกั กีฬามคี วามจขุ องปอดมากกวา่ คนปกติ
3. อายุ ผู้สูงอายุจะมีความจุปอดลดลง
4. โรคทีเ่ กิดกับปอด โรคบางชนดิ เชน่ ถงุ ลมโปง่ พอง โรคมะเรง็
ทาใหม้ ีความจุปอดลดลง

ตวั อยา่ งอา้ งองิ ปจั จบั ทม่ี ผี ลตอ่ ความจอุ ากาศของปอด

ปัจจัยท่ีมีผลต่อการกาหนดอตั ราการหายใจเขา้ และการหายใจออกท่ีสาคัญประการหนึ่ง
คอื ความเขม้ ข้นของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด เช่น ในขณะท่ีเรากล้นั หายใจ ความเข้มข้น
ของแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ ในเลอื ดจะสงู ขึ้น ซ่ึงความเขม้ ข้นท่เี พม่ิ ขึน้ นี้ จะไปกระตนุ้ การทางาน
ของรา่ งกายใหเ้ กดิ การหายใจข้นึ จนได้ ในขณะทนี่ อนหลบั รา่ งกายจะถกู กระต้นุ นอ้ ยลง จึงทาให้
การหายใจเปน็ ไปอย่างชา้ ความเขม้ ขน้ ของแก๊สคาร์บอนไดออกไซดใ์ นเลอื ดทม่ี ีมากเกนิ ไป
เป็นอกี สาเหตหุ น่งึ ทท่ี าให้เกดิ อาการหาว ซึง่ การหาวที่เกิดข้นึ นั้นก็เพ่ือเปน็ การขบั เอา
แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดท์ ่ีสะสมอยูม่ ากเกินไปออกจากรา่ งกาย

ครูผู้สอน คณุ ครศู ศิ ประทีป ณ ถลาง โรงเรียนเฉลมิ พระเกียรตสิ มเดจ็ พระศรนี ครนิ ทร์ ภูเก็ต
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถมั ภ์สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 5
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอื่ ง ระบบรา่ งกายมนษุ ย์

อาการทเี่ กยี่ วขอ้ ง การจาม
กับการหายใจ
เกิดจากการหายใจเอาอากาศทไ่ี ม่สะอาดเข้าไปในรา่ งกาย
รา่ งกายจงึ พยายามขับส่ิงแปลกปลอมเหล่านนั้ ออกมา
นอกร่างกาย โดยการหายใจเขา้ ลกึ แลว้ หายใจออกทันที

การหาว

เกิดจากการทีม่ ปี ริมาณแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดส์ ะสมอยู่
ในเลือดมากเกินไป จึงตอ้ งขับออกจากรา่ งกาย โดยการ
หายใจเขา้ ยาวและลกึ เพือ่ รบั แก๊สออกซเิ จนเข้าปอดและ
แลกเปล่ียนแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ออกจากเลอื ด

การสะอึก

เกดิ จากกะบงั ลมหดตัวเปน็ จังหวะๆ ขณะหดตัวอากาศ
จะถูกดันผ่านลงส่ปู อดทันที ทาให้สายเสยี งสน่ั
เกดิ เสียงข้นึ
การไอ

เป็นการหายใจอย่างรุนแรงเพ่อื ปอ้ งกนั ไม่ให้สง่ิ แปลกปลอม
หลดุ เขา้ ไปในกลอ่ งเสยี งและหลอดลม รา่ งกายจะมี
การหายใจเข้ายาวและหายใจออกอย่างแรง

ครูผสู้ อน คุณครูศศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรยี นเฉลิมพระเกยี รติสมเด็จพระศรีนครนิ ทร์ ภูเกต็
กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภส์ มเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 6
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอื่ ง ระบบรา่ งกายมนษุ ย์

ใบความรทู้ ี่ 2 เรอ่ื ง ระบบขบั ถา่ ยของมนษุ ย์

เป็นการกาจดั ของเสยี อันเกดิ จากกระบวนการเมตาโบลซิ ึม ทเ่ี กิดขนึ้ ภายใน
รา่ งกายของสงิ่ มชี ีวิต ของเสยี ในรปู แกส๊ คอื ลมหายใจ ของเหลวคอื เหงอ่ื และ
ปสั สาวะ ของเสยี ในรปู ของแขง็ คอื อจุ จาระ นอกจากนสี้ ารที่มีประโยชน์ แต่มี
ปริมาณมากเกินไปรา่ งกายก็กาจดั ออกมาเช่นกนั

ไต เปน็ อวัยวะที่ลักษณะคล้ายถ่ัว มขี นาดประมาณ 10 กวา้ ง 6 เซนติเมตร
และหนาประมาณ 3 เซนตเิ มตร มีสีแดงแกมน้าตาลมเี ย่อื หุม้ บางๆ

ไต มี 2 ข้าง อยูท่ างดา้ นซา้ ยและด้านขวา บรเิ วณด้านหลงั ของช่องทอ้ ง
ใกลก้ ระดูกสันหลังบริเวณเอว บริเวณส่วนท่ีเวา้ เป็นกรวยไต มหี ลอดไตตอ่ ไปยงั
กระเพาะปสั สาวะ

โครงสรา้ งของไต ประกอบดว้ ยเน้ือเย่ือ 2 ช้ันคอื
- ชน้ั นอก เรียกวา่ คอรเ์ ทกซ์ (Cortex)
- ชนั้ ใน เรียกวา่ เมดัลลา (Medulla)

ภายในไต ประกอบดว้ ย หนว่ ยไต มลี ักษณะเป็นทอ่ ขดอยู่
หลอดเลือดฝอยเป็นกระจกุ อยู่เตม็ ไปหมด

ไตเป็นอวัยวะที่ทางานหนัก โดยวันหนึ่งๆเลือดที่หมุนเวียนในร่างกายต้องผ่านมายังไต
ประมาณในแต่ละนาทีจะมีเลือดมายังไตท่ี 1200 มิลลิลิตร หรือวันละ 180 ลิตร ไตจะขับของเสีย
ออกมาในรูปของน้าปัสสาวะ แล้วส่งต่อไปยังกระเพาะปัสสาวะมีความจุประมาณ 500 ลูกบาศก์-
เซนติเมตร ร่างกายจะรู้สึกปวดปัสสาวะ เมื่อน้าปัสสาวะไหลสู่กระเพาะปัสสาวะ ประมาณ 250
ลกู บาศก์เซนตเิ มตร ใน 1 วัน คนเราจะขับปสั สาวะออกมาประมาณ 1–1.5 ลติ ร

ครผู ้สู อน คณุ ครูศศิ ประทีป ณ ถลาง โรงเรียนเฉลิมพระเกยี รตสิ มเดจ็ พระศรนี ครินทร์ ภเู ก็ต
กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถมั ภส์ มเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 7
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอื่ ง ระบบร่างกายมนษุ ย์

กระบวนการขับถา่ ยของเสยี โดยไต
หลอดเลอื ดที่นาเลือดมายังไต เป็นหลอดเลอื ดทอ่ี อกจากหัวใจ ซ่งึ จะลาเลียงสารทง้ั ท่ี

มปี ระโยชนแ์ ละไม่มีประโยชนท์ ี่รา่ งกายตอ้ งการกาจดั ออกไป สารเหลา่ น้จี ะถูกลาเลยี งเข้าสู่
หนว่ ยไต โดยผา่ นทางหลอดเลือดฝอย เพอ่ื ใหห้ นว่ ยไตทาหนา้ ทกี่ รองสารทมี่ อี ยใู่ นเลอื ด
ของเหลวที่กรองได้ จะมีลักษณะคล้ายเลอื ด ยกเวน้ มสี ารโมเลกุลใหญ่ เชน่ เซลลเ์ ม็ดเลอื ดแดง
โปรตนี ไขมัน เป็นตน้ สารท่ีมปี ระโยชนเ์ ช่น กลโู คส กรดอะมโิ น นา้ จะถกู ดดู กลบั ที่ท่อหนว่ ยไต
ทกุ ส่วนของของเหลวเมือ่ ไหลมาถึงทอ่ รวม จะเรียกวา่ “นา้ ปสั สาวะ” นา้ ปัสสาวะจะไหลไปตาม
หลอดไตเก็บทกี่ ระเพาะปัสสาวะ จนกระท่ังมนี า้ ปัสสาวะประมาณ 250 cm3 กระเพาะปัสสาวะ
จะหดตวั ขับน้าปัสสาวะออกมาจากร่างกาย นา้ ปสั สาวะประกอบดว้ ย นา้ ยเู รยี เปน็ สว่ นใหญ่
และมเี กลอื แรเ่ ลก็ นอ้ ย ปรมิ าณการขับถา่ ยในแต่ละวันจะมากหรอื นอ้ ยข้ึนอยกู่ ับ ปริมาณนา้ ท่ี
ร่างกายไดร้ ับ ชนิดของอาหารและเคร่อื งดมื่ เช่น แตงโม เหล้า ทาให้การขบั ถ่ายปสั สาวะมากขึ้น

ความสาคญั ของไตและการดแู ลรกั ษา
ไต เป็นอวยั วะท่ีมคี วามสาคญั ตอ่ ร่างกาย
ถา้ ไตถูกทาลาย ของเสยี จะสะสมใน
ร่างกายทาให้เปน็ อนั ตรายถงึ ชีวติ ได้
ดังนนั้ จึงควรรักษาสขุ ภาพเพ่อื ปอ้ งกนั
ไมใ่ ห้เกดิ โรค ไดแ้ ก่ การเลอื กรับประทาน
อาหารทีส่ ะอาด ปราศจากสารอนั ตราย
เจอื ปน รวมท้ังด่มื นา้ สะอาดให้เพยี งพอกบั
ความต้องการของรา่ งกายและ
ออกกาลังกายอยา่ งสมา่ เสมอ

ครูผสู้ อน คณุ ครูศศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรยี นเฉลมิ พระเกียรตสิ มเดจ็ พระศรนี ครนิ ทร์ ภูเก็ต
กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถมั ภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 8
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ระบบร่างกายมนษุ ย์

ของเสยี ทมี่ ีสถานะของเหลวนอกจากจะถูกขบั ออกจากร่างกาย
ในรูปนา้ ปสั สาวะท่ีผ่านทางไตแล้วยังมขี องเสยี ในสถานะของเหลวอกี สว่ น
ถกู ขบั ออกจากร่างกายในรปู ของเหงอ่ื ซงึ่ ผา่ นทางผวิ หนงั นอกจากผิวหนัง
จะทาหนา้ ท่ีกาจัดของเสียออกจากร่างกายในรูปของเหงอื่ แลว้ ยังมีสว่ น
ระบายความร้อนใหแ้ ก่ร่างกายเพือ่ ขับเหงื่อออกส่ภู ายนอกโดยปกติความรอ้ น
ทีเ่ สยี ไปทางผิวหนังจะมปี ริมาณ 87.4 %

เหงอ่ื ทีร่ ่างกายขับออกมานน้ั ประกอบไปด้วยนา้ เป็นส่วนใหญ่
และมเี กลอื บางชนิดถูกขับปนออกมาดว้ ย จึงทาให้เหง่อื มรี สเค็ม สาหรบั เหงื่อ
ได้ถูกสรา้ งขึ้นที่บรเิ วณของตอ่ มเหง่อื ซง่ึ อยใู่ ต้ผิวหนงั ทัว่ ร่างกาย

โครงสร้างภายในของตอ่ มเหงอื่ จะมีลกั ษณะเป็นท่อขดอยเู่ ป็นกลุ่ม ซงึ่ มีหลอดเลอื ดฝอยมาหล่อเล้ยี ง
โดยรอบ โดยหลอดเลอื ดฝอยเหล่าน้ีจะลาเลียงเอาของเสยี ท่ีต้องการกาจัดออกจากร่างกายทางผวิ หนัง
มายงั บริเวณตอ่ มเหงอื่ ของเสียทถ่ี ูกลาเลียงมากบั เลือด เมือ่ มาถึงบริเวณต่อมเหงอ่ื แลว้ ของเสยี จะแพร่
ออกจากหลอดเลือดฝอยเข้าสู่ทอ่ ในตอ่ มเหงื่อ จากนั้นของเสียจะถูกลาเลยี งไปตามทอ่ โดยจะเปิดอย่บู ริเวณ
ผิวหนงั ด้านบน

ครผู ูส้ อน คุณครูศศิ ประทีป ณ ถลาง โรงเรยี นเฉลิมพระเกยี รตสิ มเด็จพระศรีนครนิ ทร์ ภเู ก็ต
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 9
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ระบบร่างกายมนษุ ย์

หลงั จากการย่อยอาหารเสรจ็ ส้นิ ลง อาหารสว่ นที่เหลือและส่วนท่ี
ร่างกายไม่สามารถยอ่ ยไดจ้ ะถูกกาจดั ออกจากรา่ งกายทางลาไสใ้ หญ่
(ทวารหนกั ) ในรปู ทีร่ วมเรียกว่า อุจจาระ

อาการท้องผูก เกดิ จากการท่ีมอี ุจจาระตกคา้ งอย่บู รเิ วณลาไสใ้ หญ่
นานเกินไป ผนงั ของลาไสใ้ หญ่ดูดซมึ เอาน้าท่ปี ะปนอยู่ในอจุ จาระออก
ทาให้เกิดความยากลาบากในการขับถ่าย ผู้ทมี่ ีอาการทอ้ งผกู จะรู้สึก
แนน่ ทอ้ ง อดึ อัด บางรายอาจมีอาการปวดทอ้ งหรือปวดหลงั ด้วยอาการต่างๆ
เหลา่ น้ีจะหายไป เมอ่ื ถ่ายอจุ จาระออกจากร่างกาย

ผู้ทม่ี อี าการทอ้ งผูกนานๆ อาจเป็นสาเหตขุ องโรครดิ สดี วงทวารได้ สาเหตุท่ีทาให้เกิดอาการ
ทอ้ งผูกมอี ยหู่ ลายประการ เชน่ รบั ประทานอาหารท่มี ีกากน้อยเกินไป และอาหารรสจัดเป็นประจา
ขบั ถา่ ยไมเ่ ป็นเวลา เกิดอาการเครยี ดอยบู่ ่อยๆ สบู บุหรจ่ี ดั หรอื ดื่มน้าชา กาแฟมากเกนิ ไป เปน็ ตน้

ครผู สู้ อน คุณครูศศิ ประทีป ณ ถลาง โรงเรียนเฉลมิ พระเกียรตสิ มเดจ็ พระศรนี ครินทร์ ภเู ก็ต
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถมั ภส์ มเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 10
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ระบบร่างกายมนษุ ย์

มนุษย์สามารถมชี ีวติ อยู่ได้นานเป็นสัปดาห์ แม้จะไม่ได้รับอาหารเลย
และจะอยไู่ ดห้ ลายวันในสภาวะขาดนา้ แต่เมอ่ื ใดทข่ี าดอากาศจะตายในเวลา
ไม่กีน่ าที ออกซเิ จนเปน็ แก๊สท่ีพบท่ัวไปในบรรยากาศและจาเปน็ ต่อ
กระบวนการเมตาบอลซิ ึมของเซลล์ ซงึ่ เปน็ กระบวนการสาคญั ในการเปลีย่ น
อาหารให้เปน็ พลังงาน

การหายใจนาแกส๊ ออกซเิ จนเขา้ ส่รู า่ งกายและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ซ่ึงเปน็ ของเสยี จาก
กระบวนการเมตาบอลิซมึ ออกไปพรอ้ มกับไอน้า

การแลกเปลย่ี นแกส๊ นเ้ี กดิ ขนึ้ ทถ่ี งุ ลมขนาดเลก็ จานวนมากมายทอี่ ยเู่ กอื บเตม็ ปอด ออกซเิ จน
ทเี่ ขา้ มาในถุงลมจะเขา้ สหู่ ลอดเลอื ดฝอยทีอ่ ยรู่ อบๆ แลว้ ถกู นาไปในกระแสเลือด สง่ ไปให้เซลลต์ ่างๆ
ทว่ั รา่ งกาย ในทานองเดยี วกัน คาร์บอนไดออกไซดจ์ ากเซลลก์ ็จะถกู ส่งจากหลอดเลอื ดฝอยไปยัง
ถงุ ลมและปลอ่ ยออกไปจากปอด

ของเสยี ที่ถกู กาจดั ออกจากรา่ งกายทางปอด ไดแ้ ก่ นา้ และแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์
ซึ่งเป็นผลท่ีเกดิ ข้ึนจากกระบวนการหายใจของเซลลต์ ่างๆในร่างกาย

ครูผสู้ อน คณุ ครูศศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรยี นเฉลมิ พระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภส์ มเด็จพระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 11
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอื่ ง ระบบร่างกายมนษุ ย์

ใบความรทู้ ี่ 3 เรอ่ื ง ระบบหมนุ เวยี นเลอื ดของมนษุ ย์

1

หัวใจ (Heart) เป็นอวัยวะทท่ี าหนา้ ทเ่ี สมอื นเครื่องสูบฉีด
ทาให้เกดิ แรงดนั ในหลอดเลือด เพ่อื ให้ไหลไปยงั สว่ นต่างๆของร่างกาย
และในขณะเดยี วกันกจ็ ะสบู เลอื ดกลับเขา้ สู่หัวใจ หวั ใจของคนเรา
มที ัง้ หมด 4 ห้อง แบง่ เป็น หอ้ งบนสองหอ้ ง เรยี กวา่ เอเทรยี ม (Atrium)
ห้องล่างสองห้องเรียกว่า เวนทรเิ คิล (Ventricle)

หัวใจห้องเอเทรียมขวาจะรบั เลือดจากหลอดเลือดดา ชื่อ ซูพีเรียเวนาคาวา โดยจะนาเลอื ด
มาจากศรี ษะและแขน และรับเลือดจากหลอดเลือดดา ช่ือ อินฟีเรยี เวนาคาวา ซึ่งนาเลอื ดจากลาตัว
และขา กลับเข้าสหู่ ัวใจ

เมื่อหัวใจหอ้ งเอเทรียมขวาบบี ตัว เลอื ดจะเข้าสบู่ ริเวณเวนตริเคลิ ขวา โดยผ่านลนิ้ ไตรคัสพิด
เมื่อเวนตริเคลิ ขวาบีบตวั เลือดจะผา่ นลิ้นพลั โมนารีเซมิลูนาร์ หลอดเลอื ดนีจ้ ะนาเลอื ดไปฟอกยงั ปอด
เพื่อแลกเปลี่ยนกา๊ ซ โดยเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และรับกา๊ ซออกซเิ จน ไหลกลบั สหู่ วั ใจทาง
หลอดเลอื ดดา เข้าสู่หอ้ งเอเทรียมซ้าย

เมอ่ื เอเทรียมซ้ายบบี ตัว เลอื ดกจ็ ะผา่ นลน้ิ ไบคสั พดิ เขา้ สหู่ อ้ งบริเวณเวนตริเคลิ ซ้าย แล้วบบี ตวั
ดนั เลือดให้ไหลผา่ นลิ้นเอออร์ตกิ เซมลิ ูนาร์ เข้าสูเ่ อออร์ตา ซึ่งเปน็ หลอดเลอื ดใหญ่ จากเอออร์ตาจะมี
หลอดเลอื ดแตกแขนงแยกไปยงั สว่ นตา่ งๆ ในรา่ งกาย

ครผู สู้ อน คณุ ครูศศิ ประทีป ณ ถลาง โรงเรียนเฉลมิ พระเกียรตสิ มเด็จพระศรนี ครนิ ทร์ ภเู ก็ต
กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภส์ มเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 12
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ระบบร่างกายมนษุ ย์

ครผู ูส้ อน คุณครูศศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรยี นเฉลมิ พระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภเู ก็ต
กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถมั ภ์สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 13
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ระบบร่างกายมนษุ ย์

2

หลอดเลือด หลอดเลือดของคน
แบง่ ออกเป็น 3 ชนิดคอื

1. หลอดเลือดแดง (Arteries) 2. หลอดเลือดดา (Veins)
เปน็ หลอดเลอื ดท่ีนาเลือดทฟ่ี อกแล้ว ออกจาก เปน็ หลอดเลือดจากส่วนต่างๆของ
หวั ใจยังส่วนตา่ งๆของรา่ งกาย เลือดแดงเป็น ร่างกายเข้าส่หู วั ใจ โดยเลอื ดในส่วนนม้ี ี
เลอื ดท่ีออกซเิ จนมาก ยกเวน้ หลอดเลอื ดท่ี ปรมิ าณคาร์บอนไดออกไซด์มาก ยกเว้น
สง่ ไปยงั ปอด หลอดเลือดแดงมผี นังหนาและ หลอดเลือดดาทน่ี าเลือดมาจากปอดมายงั
แข็งแรงเพ่อื ใหม้ ีความทนทานตอ่ แรงดันสงู หัวใจจะเปน็ เลอื ดแดง
ท่ถี กู ฉีดออกจากหวั ใจ

3. หลอดเลอื ดฝอย (Capillaries)
เปน็ หลอดเลือดที่มีขนาดเล็กมีอยูจ่ านวนมาก
ในรา่ งกาย หลอดเลอื ดฝอยประกอบดว้ ย
เซลล์ช้นั เดียว มอี ยู่เกอื บทกุ ส่วนในรา่ งกาย
และมีจานวนมาก บรเิ วณผนงั ของเลือดฝอย
เป็นบรเิ วณทก่ี ารแลกเปลี่ยนสารอาหาร
กา๊ ซตา่ งๆ ระหวา่ งเลอื ดกบั เซลลข์ องร่างกาย

ครผู ู้สอน คุณครศู ศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรียนเฉลิมพระเกยี รตสิ มเด็จพระศรนี ครินทร์ ภเู กต็
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภส์ มเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 14
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ระบบรา่ งกายมนษุ ย์

ความดนั เลอื ด 3

ความดนั เลอื ด เกดิ จากการบีบตวั ของหวั ใจ
- ขณะทหี่ วั ใจบบี ตวั เลือดจะถกู ดนั ให้ไหลไปตามหลอดเลือดแดง
ด้วยความดนั สงู ทาให้เลือดแดงสามารถทจี่ ะเคลอ่ื นตวั ดว้ ยความเร็วสงู
ทาใหเ้ ลือดเคล่ือนไปยงั ส่วนต่างๆในร่างกายได้
- ขณะทห่ี วั ใจคลายตวั เลือดจะไหลกลบั เข้าสู่หวั ใจตามหลอดเลอื ด
ด้วยความดนั ต่า หลอดเลอื ดท่นี าเลือดเข้าสู่หวั ใจมีความดันตา่
สว่ นหลอดเลือดท่ีนาเลอื ดออกจากหวั ใจจะมคี วามดนั สูง

โดยปกติร่างกายของคนจะมคี วามดนั เลอื ดอย่ทู ี่ 120/80 มิลลเิ มตรปรอท
ซงึ่ ค่าความดันของเลอื ดมี 2 ค่าคือ

- ค่าแรก เปน็ ส่วนของเลอื ดทีไ่ หลออกจากหัวใจ
เรยี กวา่ ความดันซสี โทลิก (Systolic blood pressure)

- ค่าทีส่ อง เป็นค่าท่ีเลอื ดไหลกลบั เขา้ สูห่ ัวใจ
เรยี กวา่ ความดันไดแอสโทลิก (Diastolic blood pressure)

ครูผูส้ อน คุณครศู ศิ ประทีป ณ ถลาง โรงเรียนเฉลมิ พระเกยี รตสิ มเดจ็ พระศรีนครนิ ทร์ ภูเก็ต
กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภส์ มเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 15
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอื่ ง ระบบรา่ งกายมนษุ ย์

หลังจากทม่ี กี ารย่อยอาหารและถกู ดดู ซึมเข้าสู่ 4
เสน้ เลือด โดยลาไส้เลก็ ระบบการหมนุ เวยี นของเลอื ด
จะลาเลียงสารอาหารท่ีอย่ใู นกระแสเลือด จะถูกสง่ ไป สว่ นประกอบ
ยังสว่ นตา่ งๆของร่างกาย โดยอาศยั การหมุนเวยี นของ ของเลอื ด
เลอื ดในหลอดเลือด

2. ส่วนท่ีเปน็ ของแข็ง ได้แก่ 1. ส่วนประกอบท่ีเปน็ ของเหลว เรียกวา่
เซลลเ์ ม็ดเลอื ด (Corpuscle) และ เกลด็ เลือด นา้ เลอื ด หรอื พลาสมา (Plasma) มีอยู่ประมาณ
(Platelet) ซงึ่ มอี ย่ปู ระมาณ 45 เปอรเ์ ซ็นต์ 55 เปอร์เซ็นต์ โดยน้าเลือดจะประกอบดว้ ย
ของปริมาณทั้งหมด น้าประมาณ 91 เปอร์เซน็ ต์ และนอกจากนี้เป็น
เซลล์เมด็ เลอื ด มีอยู่ 2 ชนดิ คือ สารอืน่ ๆ ได้แก่ เอนไซม์ ฮอรโ์ มน และก๊าซ
รวมทง้ั ของเสยี ในรา่ งกายทไี่ มต่ อ้ งการ
เชน่ ยูเรยี กา๊ ซคาร์บอนไดออกไซค์ เปน็ ต้น

นา้ เลือดทาหน้าท่ีลาเลยี งสารอาหาร
เอนไซม์ ฮอรโ์ มน และกา๊ ซ ไปเลยี้ งเซลล์ต่างๆ
ของรา่ งกายและลาเลยี งของเสยี ต่างๆ มาทป่ี อด
เพือ่ ขับออกจากร่างกาย

ครผู ู้สอน คณุ ครศู ศิ ประทีป ณ ถลาง โรงเรยี นเฉลิมพระเกยี รติสมเด็จพระศรนี ครินทร์ ภเู ก็ต
กลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถมั ภส์ มเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 16
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ระบบร่างกายมนษุ ย์

เซลลเ์ มด็ เลอื ดแดง ลกั ษณะ : มรี ูปร่างค่อนขา้ งกลมแบน เมื่อโตเตม็ ที่จะไม่มีนิวเคลียส
ส่วนประกอบ : สารประเภทโปรตนี ท่เี รียกว่า ฮโี มโกลบิน
มธี าตเุ หล็กเปน็ ส่วนประกอบท่ีสาคญั

ฮีโมโกลบินทาหนา้ ทใี่ นการรวมตวั กับกา๊ ซออกซเิ จนเพอ่ื นาไป
เลี้ยงเซลล์ตา่ งๆทั่วรา่ งกายและลาเลยี งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จาก
เซลล์กลับไปสปู่ อด เพ่ือทาการแลกเปลี่ยนกา๊ ซ

เม็ดเลือดแดงมอี ายปุ ระมาณ 100–120 วัน หลังจากน้ัน
ถูกทาลายโดยตบั และมา้ ม แหล่งสรา้ งเซลลเ์ มด็ เลอื ดแดงคอื ไขกระดูก

ลักษณะ : ไมม่ สี ี มนี วิ เคลียส มีรูปรา่ งกลมใหญ่กวา่ เม็ดเลือดแดง เซลลเ์ ม็ดเลอื ดขาว
เซลลเ์ มด็ เลือดขาวในร่างกายมีอยหู่ ลายชนิด มหี นา้ ทต่ี อ่ ตา้ น

และทาลายเชอ้ื โรคหรอื สิง่ ท่ีแปลกปลอมทเี่ ขา้ สรู่ า่ งกาย
เซลล์เม็ดเลอื ดขาวมีอายปุ ระมาณ 7-14 วัน
แหลง่ ท่ีสร้างเซลล์เม็ดเลอื ดขาว ได้แก่ ม้าม ไขกระดกู

ต่อมนา้ เหลอื ง

เกลด็ เลอื ด ลกั ษณะ : มีรูปร่างเปน็ รปู ไข่และแบน มีขนาดเลก็ มาก ไมม่ ีสี
ไม่มีนิวเคลยี ส

เปน็ สว่ นประกอบของเลอื ดทไ่ี มใ่ ชเ่ ซลล์ แต่เป็นส่วนของเซลล์
ช่วยทาใหเ้ ลอื ดแขง็ ตัว เมอ่ื เลอื ดออกสภู่ ายนอกรา่ งกาย โดยจะจับตัว
เปน็ กระจุกรา่ งแหอดุ รูของหลอดเลอื ดฝอยจะช่วยให้เลอื ดหยดุ ไหล

เกล็ดเลอื ดจะมอี ายเุ พยี ง 4 วนั กจ็ ะถูกทาลาย
แหล่งทีส่ ร้างเกล็ดเลือด คือ ไขกระดูก

ครผู ูส้ อน คุณครูศศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรียนเฉลมิ พระเกยี รตสิ มเดจ็ พระศรีนครินทร์ ภูเก็ต
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถมั ภ์สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 17
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอื่ ง ระบบรา่ งกายมนษุ ย์

ใบความรทู้ ่ี 4 เรอ่ื ง ระบบประสาทของมนษุ ย์

ระบบประสาท - เป็นระบบกลไกการทางานทีเ่ ชอ่ื มโยงกนั โดยทาหน้าที่
ในการควบคุมและส่งความรู้สึกไปยงั อวัยวะทกุ ส่วนในรา่ งกายให้
ทางานตามทตี่ อ้ งการ

- ประกอบดว้ ย สมอง ไขมนั หลัง และเสน้ ประสาท

เซลล์ประสาท ประกอบดว้ ยส่วนสาคญั 2 สว่ นคือ
1. ตัวเซลล์ (Cell Body) ประกอบดว้ ย นิวเคลียสและไซโทพลาสซมึ
2. ใยประสาท (Nerve Fiber) เปน็ สว่ นทยี่ ่ืนออกจากตวั เซลล์
2.1 เดนไดรต์ (dendrite) คอื เสน้ ใยประสาทท่นี ากระแสประสาท

เข้าสเู่ ซลล์ อาจมีหน่งึ หรือหลายใย ทแี่ ยกออกจากตัวเซลลป์ ระสาทขึน้ อยกู่ ับชนิดของ
เซลลป์ ระสาท สว่ นปลายอาจแตกเปน็ แขนงเล็กๆได้อกี

2.2 แอกซอน (axon) คือ เสน้ ใยประสาทที่ทาหน้าทนี่ ากระแส-
ประสาทออกจากเซลล์ มเี พียงใยเดียวทแี่ ยกออกจากตวั เซลลป์ ระสาท แต่ส่วนปลาย
อาจแตกเปน็ แขนงเลก็ ๆได้อีก

ครูผูส้ อน คณุ ครูศศิ ประทีป ณ ถลาง โรงเรียนเฉลิมพระเกียรตสิ มเด็จพระศรนี ครนิ ทร์ ภเู กต็
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภ์สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 18
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอื่ ง ระบบรา่ งกายมนษุ ย์

การถา่ ยทอด เมอ่ื มีสง่ิ กระต้นุ มาจากภายนอก เชน่
กระแสประสาท การสัมผัส ความรอ้ น การชนกระแทก เซลล์ประสาทจะสร้าง
กระแสประสาทและส่งกระแสประสาทไปตามแอกซอนของ
เซลล์หนง่ึ ไปยังเดนไดรต์ของอีกเซลล์หน่ึง ในบริเวณจดุ เช่ือม
บริเวณน้เี รียกวา่ ไซแนปส์ (synapse)

ส่วนท่คี วบคมุ ส่วนที่ควบคมุ ประสาท หรือ ระบบประสาทสว่ นกลาง
ระบบประสาท ทาหนา้ ที่ ควบคุมการทางานของร่างกายทงั้ หมด
ประกอบดว้ ยอวยั วะต่างๆ ดังน้ี

สมอง เปน็ อวัยวะที่สาคัญท่ีบรรจุในกะโหลกศีรษะ มีน้าหนักประมาณ 1.4 กิโลกรัม
แบง่ ออกเป็น 2 ชน้ั คือ

- ชน้ั นอก เปน็ ทีร่ วมของเซลล์ประสาท
- ชน้ั ใน เป็นสว่ นทยี่ ื่นออกจากเซลล์ประสาท
สมองของมนุษย์ มีพฒั นาการสงู ทาหน้าที่ควบคมุ เกี่ยวกับความคดิ ความจา การพดู
แบ่งออกเป็น 3 สว่ น ดังน้ี
1. สมองสว่ นหน้า ประกอบด้วย เซรีบรมั ไฮโปทาลามัส ทาลามัส
2. สมองสว่ นกลาง เป็นสว่ นทต่ี อ่ จากสว่ นหนา้ ทาหน้าท่ีเกี่ยวกบั การเคลื่อนไหว
3. สมองสว่ นท้าย ประกอบด้วย พอนส์ เซรเี บลลัม เมดลั ลาออบลองกาตา

ครูผสู้ อน คณุ ครศู ศิ ประทีป ณ ถลาง โรงเรียนเฉลิมพระเกียรตสิ มเด็จพระศรีนครินทร์ ภเู กต็
กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภส์ มเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 19
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอื่ ง ระบบรา่ งกายมนษุ ย์

ไขสนั หลงั เปน็ สว่ นท่ตี ่อจากสมอง ลงไปตามแนวกระดูกสนั หลงั แนวช่องของ
ไขกระดกู สนั หลงั มีแขนงเสน้ ประสาท แตกออกไปทางไขสนั หลัง ประกอบดว้ ย

- เซลล์ประสาทรบั ความรูส้ กึ เป็นสว่ นท่ีใช้นาสัญญาณข้อมลู จากอวยั วะท่ีรบั
ความร้สู ึก เชน่ ตา หู จมกู ปาก และผิวสัมผัสไปยังสมอง

- เซลลป์ ระสาทส่งั การ เป็นสว่ นทีใ่ ชน้ าสญั ญาณคาส่งั ออกจากสมองไปยงั
ส่วนต่างๆของร่างกาย ดังนั้น ไขสันหลังจึงเป็นทางนากระแสประสาทไปสู่สมอง และจาก
สมองไปยังสว่ นต่างๆของรา่ งกาย

- เซลล์ประสาทประสานงาน เป็นส่วนเช่ือมต่อระหว่างเซลล์รับความรู้สึก
และเซลล์ส่งั การ

ครูผสู้ อน คุณครศู ศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรียนเฉลมิ พระเกียรตสิ มเดจ็ พระศรนี ครนิ ทร์ ภูเกต็
กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภ์สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 20
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ระบบรา่ งกายมนษุ ย์

ปฏิกริ ิยา เป็นการทางานของร่างกาย เมื่อร่างกายต้องการ
สะทอ้ นกลับ หลบหลกี เหตทุ ่ีอาจเกิดอนั ตรายขึ้นกบั รา่ งกาย โดยปฏกิ ริ ยิ า
ทไี่ มไ่ ดเ้ ตรียมไว้ก่อน ร่างกายจะกระทาไปโดยไม่ต้องรอสมอง
เชน่ การหลบั ตาเมื่อมผี งเข้าตา การสะด้งุ เม่อื โดนของร้อน
เป็นตน้

อวยั วะสัมผสั ประกอบด้วย ตา หู จมกู ล้ิน ผวิ สมั ผัส ซงึ่ เป็น
อวยั วะรบั ความรสู้ ึกจากภายนอกร่างกายและความรู้สึกเข้าสู่
ระบบประสาท

1. ตา ทาหนา้ ท่ีในการมองเห็น
2. หู ทาหน้าท่เี กี่ยวกับการรบั ฟงั การรบั รูท้ างการได้ยนิ
3. จมูก เป็นอวัยวะช่วยในการหายใจ และยังเป็นอวัยวะที่ใช้ในการดมกลิน่
เม่ือมกี ลิน่ ต่างๆเขา้ มาจะไปกระทบกับเซลล์รับกลิน่ เซลล์รบั กลิ่นจะสง่ ความรูส้ ึกไปยัง
สมอง ทาใหเ้ ราไดก้ ลิ่น
4. ลิ้น ทาหนา้ ทใ่ี นการรบั รส ประกอบดว้ ย

- บรเิ วณปลายลิ้น รบั รสหวาน
- บริเวณดา้ นข้างของลิน้ รบั รสเค็ม และเปรย้ี ว
- บรเิ วณโคนลนิ้ รบั รสขม
5. ผิวหนัง ประกอบดว้ ย ปลายประสาทรับความร้สู กึ ต่างชนดิ กนั เช่น
ปวด ร้อน เย็น แรงกดดนั เป็นต้น

ครผู สู้ อน คุณครศู ศิ ประทีป ณ ถลาง โรงเรียนเฉลิมพระเกยี รติสมเดจ็ พระศรีนครนิ ทร์ ภูเกต็
กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภส์ มเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 21
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ระบบร่างกายมนษุ ย์

ใบความรทู้ ่ี 5 เรอ่ื ง ระบบสบื พนั ธข์ุ องมนษุ ย์

ระบบสบื พนั ธ์ุ อวยั วะสบื พนั ธเ์ุ พศชาย ประกอบด้วย
เพศชาย 1. อณั ฑะ (Testis) มี 2 อนั รูปไข่ ทาหนา้ ทผี่ ลติ อสจุ ิ ซงึ่ เปน็
เซลลส์ บื พนั ธุ์เพศชาย และสรา้ งฮอรโ์ มนควบคมุ ลกั ษณะตา่ งๆในเพศชาย
เชน่ การสร้างหนวด เครา เสียงหา้ ว ภายในประกอบดว้ ย หลอดสรา้ งตวั อสจุ ิ
มีขนาดเปน็ หลอดเลก็ ประมาณข้างละ 800 หลอด
2. ถงุ อณั ฑะ (Scrotum) อยนู่ อกชอ่ งท้อง ทาหนา้ ทค่ี วบคมุ อณุ หภูมิ
ใหเ้ หมาะสมในการสรา้ งตวั อสจุ ิ โดยจะควบคมุ อุณหภูมิให้ตา่ กว่าอณุ หภูมปิ กติ
ของร่างกายประมาณ 2 – 3 องศาเซลเซียส

3. หลอดนาตวั อสจุ ิ (Vas Deferens) อย่ใู นตาแหนง่ ตอ่ จากท่อเก็บตัวอสจุ ิ ทาหนา้ ทลี่ าเลยี ง
ตวั อสจุ ไิ ปเก็บไวท้ ต่ี อ่ มสรา้ งนา้ อสจุ ิ

4. ตอ่ มสรา้ งนา้ เลย้ี งตวั อสจุ ิ (Seminal Vesicle) ทาหนา้ ทสี่ รา้ งสารของเหลวและสรา้ ง
อาหารเลยี้ งตวั อสจุ ิ ซึง่ อาหารประกอบดว้ ย นา้ ตาลฟรุกโทส วิตามนิ ซี โปรตีนบางชนดิ สารเมือก และ
สารอน่ื ๆ แล้วนามาผสมกนั เพื่อให้เกิดสภาพทเี่ หมาะสมในการดารงชีพของตัวอสจุ ิ

5. ตอ่ มลกู หมาก (Prostate Gland) อย่ตู อนต้นของท่อปสั สาวะ ทาหนา้ ทหี่ ลงั่ สารทเี่ ปน็
เบสออ่ นๆ เข้าไปในท่อปสั สาวะ เพอ่ื ลดความเปน็ กรดในท่อปัสสาวะและในระบบสบื พันธ์ุเพศชาย ทาให้
เกดิ สภาพท่เี หมาะสมกับตวั อสจุ ิ (ตัวอสุจิแขง็ แรงและมคี วามว่องไว)

6. ตอ่ มคาวเปอร์ (Cowper Giand) อยใู่ ต้ต่อมลกู หมาก เปน็ กระเปาะเลก็ ๆ ทาหนา้ ทห่ี ลงั่
สารเมอื กไปหลอ่ ลน่ื ทอ่ ปสั สาวะ เม่ือได้รับการกระตุ้นทางเพศ

7. หลอดเกบ็ ตวั อสจุ ิ (Epididymis) จะอยทู่ างดา้ นบนของอณั ฑะ เปน็ ท่อขดไปมาขนาดเล็ก
ทาหนา้ ทเ่ี ก็บตวั อสจุ แิ ละเปน็ ทพี่ กั ของตวั อสจุ ิ จนเตบิ โตและแข็งแรงพรอ้ มทจี่ ะปฏสิ นธิ

ครผู สู้ อน คณุ ครศู ศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรียนเฉลมิ พระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถมั ภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 22
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ระบบร่างกายมนษุ ย์

ครผู ูส้ อน คุณครูศศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรยี นเฉลมิ พระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภเู ก็ต
กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถมั ภ์สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 23
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอื่ ง ระบบร่างกายมนษุ ย์

ระบบสืบพนั ธ์ุ อวยั วะสบื พนั ธเ์ุ พศหญงิ ประกอบดว้ ย
เพศหญงิ 1. รงั ไข่ (Ovary) มีขนาดยาวประมาณ 2-3 เซนตเิ มตร
หนา 1 เซนติเมตร จะวางอยู่ปีกมดลกู แตล่ ะขา้ ง ทาหนา้ ท่ดี งั น้ี
1.1 ผลติ เซลลไ์ ข่ ซ่ึงเป็นเซลลส์ บื พนั ธเุ์ พศหญิง โดยจะผลิตออกมาเดือนละ 1 ใบ
1.2 สรา้ งฮอรโ์ มนควบคุมลกั ษณะเพศหญงิ เช่น เอสโทรเจน โพรเจสเทอโรน
2. ทอ่ นาไข่ (Oviduct) หรอื ปกี มดลกู (Fallopian Tube)
ทาหนา้ ทเี่ ปน็ ทางผา่ นของไขท่ อ่ี อกจากรงั ไขเ่ ขา้ สมู่ ดลูก เปน็ บรเิ วณที่ตวั อสจุ ิ
เขา้ ปฏสิ นธกิ บั ไข่ เปน็ ทางเชือ่ มตอ่ ระหวา่ งรงั ไขก่ ับมดลูก ภายในกลวง
มเี ส้นผา่ ศนู ยก์ ลางประมาณ 2 มลิ ลิเมตร ยาวประมาณ 6-7 เซนติเมตร
หนา 1 เซนติเมตร

3. มดลกู (Uterus) มรี ูปรา่ งคลา้ ยรปู สามเหลยี่ มมมุ กลบั กวา้ ง 4 เซนตเิ มตร ยาว 6-8
เซนตเิ มตร หนาประมาณ 2 เซนติเมตร ทาหนา้ ทเ่ี ปน็ ทฝ่ี งั ตวั ของตวั ออ่ น (ไขท่ ไ่ี ดร้ บั การผสมแลว้ กับอสจุ ิ)
และเปน็ ทอ่ี ยขู่ องตวั ออ่ นจนถงึ กาหนดคลอด และเปน็ แหลง่ ทท่ี าใหเ้ กดิ ประจาเดอื นถา้ ไมม่ กี ารตง้ั ครรภ์
มดลูกประกอบดว้ ยเน้อื เยื่อ 3 ช้นั
3.1 ชน้ั ในสุด เปน็ เน้ือเยอื่ คลา้ ยฟองนา้ สรา้ งรกเพอื่ เปน็ แหลง่ แลกเปลยี่ นแกส๊ สารอาหาร ของเสยี
ระหวา่ งแมก่ บั ลูกขณะตง้ั ครรภ์
3.2 ชน้ั กลาง เปน็ กล้ามเนือ้ ที่หนา ใหค้ วามแขง็ แรง มคี วามยดื หยนุ่ สงู ขยายตวั ได้หลายเทา่ ในระหวา่ ง
ตง้ั ครรภ์ และหลงั คลอดจะหดตัวไดเ้ ล็กเท่าเดิม
3.3 ชนั้ นอกสดุ เปน็ เนอื้ เย่อื บางๆ

4. ชอ่ งคลอด (Vagina) อยูต่ อ่ จากมดลูกลงมา ทาหนา้ ทเ่ี ปน็ ทางออกของทารกเมอื่ ครบกาหนด
คลอด และเปน็ ทางผา่ นของตวั อสจุ ใิ หเ้ ขา้ ไปในมดลกู

- การตกไข่ (Ovulation) เมอ่ื ไขส่ กุ จะเคลือ่ นทอ่ี อกจากรังไขเ่ ขา้ สทู่ ่อนาไข่ ในชว่ งกง่ึ กลางของ
รอบเดอื น นน่ั คือ เมื่อนบั วันท่ี 1ท่ีมีประจาเดือน หลงั จากนน้ั ประมาณวันที่ 13-15 การตกไข่จะเกิดขนึ้

- การมปี ระจาเดอื น (Menstruation) โดยปกตถิ า้ ไขท่ ่ีอยู่ในทอ่ นาไข่ แล้วยังไมม่ กี ารผสมหรอื
ปฏสิ นธิ ไขจ่ ะฟอ่ และสลายตวั ออกมาพรอ้ มกบั เลอื ดทเี่ กิดจากการเยอื่ บพุ นงั มดลกู ซ่งึ กค็ อื ประจาเดอื น และ
ยงั เป็นส่ิงทเี่ กิดขน้ึ ตามธรรมชาตทิ ่ีแสดงให้ทราบว่า เดก็ หญงิ นน้ั ไดเ้ จรญิ เต็มทีพ่ รอ้ มท่ีจะมลี กู

ครผู ้สู อน คุณครูศศิ ประทีป ณ ถลาง โรงเรียนเฉลมิ พระเกียรติสมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทร์ ภเู ก็ต
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 24
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอื่ ง ระบบร่างกายมนษุ ย์

ครผู ูส้ อน คุณครศู ศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรียนเฉลมิ พระเกยี รติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภเู ก็ต
กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภ์สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 25
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ระบบร่างกายมนษุ ย์

➢ การปฏสิ นธแิ ละการตง้ั ครรภ์
การปฏสิ นธเิ ปน็ ขนั้ ตอนของการเกดิ การผสมระหวา่ งไขแ่ ละตวั อสจุ ิ และเป็นข้นั ตอนทสี่ าคญั

ของการสืบพันธ์ุแบบอาศยั เพศ การปฏิสนธิจะไม่เกิดทุกครั้งในการมีเพศสมั พันธ์ แตก่ ารปฏิสนธิ
จะเกดิ ขึ้นกต็ อ่ เมื่อ พอดีกับการตกไขข่ องเพศหญิง ในขณะทม่ี ีการร่วมเพศ อสจุ ขิ องเพศชายจานวน

หลายลา้ นตวั จะแขง่ กันวา่ ยผ่านปากมดลูกเข้าโพรงมดลกู
ท่อมดลูกและจะมี อสจุ เิ พยี งตวั เดยี วเทา่ นน้ั ทแี่ ขง็ แรงทสี่ ดุ ท่ี
จะไดผ้ สมกบั ไขท่ บ่ี รเิ วณทอ่ นาไข่ เมื่อตวั อสจุ ิผสมกบั ไข่แลว้
เยื่อหุม้ เซลลข์ องไขจ่ ะหนาขน้ึ ทาให้ตัวอสจุ ิตัวอนื่ เข้าไปผสม
ไม่ได้ ภายในเวลา 10-12 ชัว่ โมง นวิ เคลยี สของตวั อสุจิ
จะรว่ มนวิ เคลยี สของไข่เกิดการปฏสิ นธขิ ึ้น เป็นจุดเริม่ ตน้ ใน
การผสมพนั ธ์ุ เมือ่ ตัวอ่อนมาฝงั ที่ผนังมดลกู ระยะนจ้ี ะมี
การพัฒนาอวัยวะพิเศษของตวั อ่อนคอื รก โดยมลี กั ษณะ
เปน็ แผน่ บางๆ คล้ายร่างแห และจะมีหลอดเลอื ด โดยรกจะทาหนา้ ทส่ี ง่ สารอาหารและแกส๊ ออกซเิ จน
มาหลอ่ เลย้ี งตวั ออ่ น และนอกจากนี้ ยงั เปน็ ชอ่ งทางขบั ถา่ ยของเสยี ของตวั ออ่ น ไข่ทีผ่ สมแลว้
(ตัวอ่อน- Embryo) จะยนื่ ส่วนออ่ นนมุ่ แทรกลกึ ลงไปในผนังมดลูก เพื่อสรา้ งทางตดิ ตอ่ กับเลอื ดของ
แม่ และจะเจริญเป็นรก สร้างสายสะดือและถงุ นา้ ครา่ หอ่ หุม้ ตอ่ ไป ซง่ึ ตวั ออ่ นจะมีเน้อื เยื่อพเิ ศษ 3 ชน้ั
ซ่งึ ตอ่ ไปแต่ละช้นั จะสรา้ งเป็นอวัยวะตา่ งๆของรา่ งกายทารก

ครผู ้สู อน คณุ ครูศศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรียนเฉลมิ พระเกียรติสมเด็จพระศรีนครนิ ทร์ ภเู ก็ต
กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถมั ภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 26
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอื่ ง ระบบร่างกายมนษุ ย์

ครผู ูส้ อน คุณครศู ศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรียนเฉลมิ พระเกยี รติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภเู ก็ต
กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภ์สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 27
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอื่ ง ระบบรา่ งกายมนษุ ย์

➢ ตารางแสดงการเจรญิ เตบิ โตของทารก

อาย-ุ สปั ดาห์ การเจรญิ เตบิ โต

3 สัปดาห์ มสี มอง หัวใจ ไขสนั หลัง

4 สัปดาห์ มตี า แขนขา หัวใจเจรญิ มากขน้ึ

5 สปั ดาห์ อวัยวะต่างๆ เจริญมากข้ึน

6 สัปดาห์ เรม่ิ มีหู

7 สัปดาห์ เริมมีเพดานในช่องปาก

8 สัปดาห์ เร่มิ ปรากฏอวัยวะเพศ เริม่ มลี ักษณะที่เหมอื นคนกระดกู ภายนอกในรา่ งกาย
เปลีย่ นจากอ่อนไปแข็ง

เร่มิ มกี ารเคล่อื นไหวสว่ น แขน ขาอวัยวะหายใจเรมิ่ ปรากฏแตย่ ังไมท่ างาน

12 สปั ดาห์ เรม่ิ เห็นรอยนวิ้ มอื นว้ิ เทา้ กลืนของเหลวในถงุ น้าครา่ ได้ ระบบขบั ถา่ ย

เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

16 สปั ดาห์ มีการเคล่ือนไหวสว่ นมากขน้ึ มีการเติบโตของกระดกู

20-36 มีการเจริญเตบิ โตมากข้นึ เพราะมกี ารสะสมไขมัน ระบบประสาทมีการ

สัปดาห์ เจริญเติบโต มีไขเคลือบทั้งตวั และอวัยวะตา่ งๆ เจรญิ เติบโตอยา่ งเตม็ ที่

36 สปั ดาห์ เจรญิ เตบิ โตอย่างเตม็ ท่ี

ครผู ้สู อน คณุ ครูศศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรียนเฉลมิ พระเกยี รตสิ มเด็จพระศรีนครินทร์ ภเู ก็ต
กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภส์ มเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 28
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ระบบรา่ งกายมนษุ ย์

➢ ความผิดปกตขิ องการตง้ั ครรภ์
ตามปกติรา่ งกายของคนเรามีการต้งั ครรภ์และคลอดทารกคราวละ 1 คน แตบ่ างกรณีร่างกาย

ของคนเรา อาจมีโอกาสตง้ั ครรภแ์ ละคลอดทารกครงั้ ละมากกวา่ 1 คน เรยี กว่า “ฝาแฝด” ซึ่งถือเปน็
ความผดิ ปกติของการตงั้ ครรภแ์ บบหนง่ึ ฝาแฝดมี 2 ประเภท คอื

1. แฝดรว่ มไข่ (แฝดแท)้ คือ ฝาแฝดทเี่ กิดจากเซลลไ์ ข่ 1 เซลลผ์ สมกบั ตวั อสจุ ิ 1 เซลล์
แตไ่ ข่ที่ไดร้ บั การผสมแลว้ ขณะที่กาลังเจริญเปน็ เอ็มบรโิ อในระยะแรกๆ
เกดิ แบง่ ออกเปน็ 2 สว่ น และแยกขาดออกจากกนั แล้วเจรญิ เติบโต
เปน็ ทารกและคลอดในเวลาใกล้เคียงกัน ฝาแฝดประเภทนี้จะมีรปู รา่ งลกั ษณะ
เหมอื นกนั มเี พศเดยี วกนั มอี ปุ นสิ ยั ใจคอ และความสามารถคลา้ ยกนั เมอื่ ไดร้ บั
การเลย้ี งดใู นสภาพแวดลอ้ มเดยี วกนั

ในบางครงั้ ฝาแฝดรว่ มไขซ่ ึ่งเกิดจากเอ็มบรโิ อทแี่ บ่งออกเป็น 2 ส่วน
แตไ่ ม่แยกออกจากกนั โดยเด็ดขาด ทาให้ทารกทคี่ ลอดออกมามอี วัยวะบางสว่ น
ติดกนั เชน่ แฝดสยาม (Siamese twin) คู่แรกชือ่ อิน-จัน มสี ว่ นอกติดกนั และมีตบั เป็นเนือ้ เดียวกัน
หรือแฝดลาร์ดาน–ลารเ์ ลห์มีส่วนหวั ติดกัน เป็นตน้

2. แฝดตา่ งไข่ (แฝดเทยี ม) คอื ฝาแฝดทเ่ี กดิ จากเซลล์ไขค่ นละเซลลผ์ สมกบั ตวั อสจุ ิ
คนละเซลล์ ไดเ้ อม็ บรโิ อมากกวา่ 1 เอม็ บรโิ อ สาเหตทุ ่ีเกิดเนื่องจาก มีไข่สุกพร้อมกนั มากกว่า 1 ฟอง
จากรังไข่ขา้ งหนง่ึ หรือท้งั สองข้าง ขณะทเี่ อม็ บริโอเจรญิ อยใู่ นมดลกู รกจะแยกจากกนั และทารก
จะคลอดออกมาในเวลาใกล้เคยี งกนั แฝดประเภทนี้ อาจมเี พศเดยี วกนั หรอื ตา่ งเพศกไ็ ด้และมลี ักษณะ
ทางพนั ธกุ รรมตา่ งกนั

ความผิดปกติในการตงั้ ครรภ์นอกจากทาใหเ้ กดิ ฝาแฝดแล้วยงั อาจทาใหเ้ กดิ ผลอนื่ ๆ เชน่
การแท้ง การคลอดกอ่ นกาหนด การทอ้ งนอกมดลูก เปน็ ตน้

- การแทง้ หมายถงึ การทท่ี ารกคลอดก่อนอายคุ รรภ์จะครบ 28 สัปดาห์ หรอื มีน้าหนกั
น้อยกว่า 1,000 กรัม

- การคลอดกอ่ นกาหนด หมายถึง การทีท่ ารกคลอดในช่วงอายุ 28-37 สัปดาห์
- การทอ้ งนอกมดลกู หมายถึง การท่ีไขไ่ ด้รับการปฏิสนธิ แลว้ ไปฝงั ตัวท่บี รเิ วณอื่นทไี่ มใ่ ช่
มดลกู เชน่ บรเิ วณชอ่ งท้องหรอื ปกี มดลกู ซ่งึ อาจเปน็ อนั ตรายถงึ แกช่ ีวิตได้

ครูผู้สอน คุณครศู ศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครนิ ทร์ ภเู กต็
กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ใบความรปู้ ระกอบชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 3 รหสั วชิ า ว22101 29
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอื่ ง ระบบร่างกายมนษุ ย์

ครผู ูส้ อน คุณครศู ศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรียนเฉลมิ พระเกยี รติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภเู ก็ต
กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถัมภ์สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี

ครูผูส้ อน คณุ ครศู ศิ ประทปี ณ ถลาง โรงเรยี นเฉลมิ พระเกยี รติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภเู กต็
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในพระราชูปถมั ภส์ มเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี


Click to View FlipBook Version
Previous Book
Orlando Health St. Cloud Hospital Newsletter (Spring 2021)
Next Book
[PDF]❤DOWNLOAD⚡ From Niggas to Gods, Part One