The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อัศจรรย์แห่งสถาปัตยกรรมโรมัน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by posterhugoyada123, 2023-09-14 22:16:11

อัศจรรย์แห่งสถาปัตยกรรมโรมัน

อัศจรรย์แห่งสถาปัตยกรรมโรมัน

Magical of Roman Architecture อัศจรรย์ แห่งสถาปัตยกรรม “ โรมัน ” อัศจรรย์ แห่งสถาปัตยกรรม “ โรมัน ”


โคลอสเซียม — Colosseum — เริ่มสร้างขึ้นในสมัย จักรพรรดิเวสเปเซียน แห่ง จักรวรรดิโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของ จักรพรรดิกับไททัส ใน คริสต์ศตวรรษที่ 1 ที่ตั้ง : IV Templum Pacis "เทวสถานแห่งสันติ" เป็น สนามกีฬา กลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลาง กรุงโรม อัฒจันทร์ เป็นรูป วงกลมก่อด้วยอิฐและหินทรายวัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำ ท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่าง ๆ ในปัจจุบัน ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 10 ปี


ความเป็นมา 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 โคลอสเซียมได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่ง มหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ แต่เดิม สัญลักษณ์ของกรุงโรมแห่งนี้ ไดัรับการขนานนามว่า "ฟลาเวียน แอมพิเธียเตอร์" ตามนามสกุลของ จักรพรรดิผู้ให้การสนับสนุนการก่อสร้าง โดยนับเป็นสิ่งก่อสร้าง ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างขึ้นมาในสมัยอาณาจักรโรมัน ครั้นเมื่อเสร็จสมบูรณ์ โคลอสเซี่ยมได้ถูกใช้จัดการแข่งขันกลาดิเอเตอร์ การประหารและการแสดงละครเกี่ยวกับทวเทพเพื่อมอบความบันเทิงให้แก่ผู้ชมปัจจุบัน — Story —


ปัจจุบันสนามกีฬโคลอสเชียมได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านโทษประหารชีวิต โดยโคลอสเซียมจะส่องสว่างด้วยสีเหลืองทุกครั้งที่มีการกลับคำ ตัดสิน หรือยกเลิกโทษประหารชีวิตไม่ว่าจะที่ใดในโลกในบางครั้งจะมีการเรียกชื่อ โคลิเซียม(Coliseum) โคลอสเซียม (Colosseum)เกิดขึ้นมา เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งอำ นาจของเวสปาเรียนจักรพรรดิโรม พระองค์เริ่มครองราชย์ในปี ค.ศ. 69 และด้วยความต้องการที่จะหล่อหลอมราชวงศ์ ขึ้นใหม่สำ หรับตระกูลของพระองค์จึงริเริ่มโครงการก่อสร้างขนาดมหืมาขึ้น โดยโคลอสเซียมเป็นส่วนหนึ่งในนั้นและนี่ทำ ให้โคลอสเชียมเป็นสนามกีฬาของโรม ที่ใหญ่ที่สุดและแพงที่สุดเท่าที่มีการสร้างขึ้นด้วยทรัพย์สินตั้งแต่โต๊ะ ไปจนถึงเชิงเทียนทองคำ แท้ที่โรมปลันมาจากการยึดพระวิหารที่เยรูซาเลม มันจุผู้คนได้ราว55,000 คน และสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 80 เพื่อใช้แทนสนามกีฬาไม้ ซึ่งถูกเผาไปในรัชสมัยของ จักรพรรดิเนโรด้วย


— inventor — ผู้สร้าง จักรพรรดิแว็สปาซิอานุส เป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมัน ของราชวงศ์เฟลเวียนระหว่าง วันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 69 จนกระทั่ง เสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 79 แว็สปาซิอานุสทรงเป็นผู้ก่อตั้ง ราชวงศ์ฟลาวิอุสแต่ก็เป็นราชวงศ์ ที่มีอายุอันสั้น บัลลังก์ของจักรวรรดิโรมัน ครอบครองต่อมาโดยพระราชโอรสของ แว็สปาซิอานุส


สะพานส่งน้ำ โรมันโบราณสร้างโดยจักรวรรดิโรมันสร้างพาดผ่านแม่น้ำ การ์ดง ใกล้กับเมืองเรอมูแล็งเมืองเล็กๆในจังหวัด การ์ แคว้นล็องก์ด็อก-รูซียง ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส สะพานนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบส่งน้ำ ของเมือง นีม มีความยาวกว่า 50 กิโลเมตร สร้างโดยชาวโรมันเพื่อส่งน้ำ จาก เมือง อูว์แซ็ส โดยระหว่างสองเมืองเป็นหุบเขา ระบบส่งน้ำ ที่ส่วนใหญ่อยู่ใต้ดิน ย้ายมาสร้างอยู่บนสะพานเพื่อข้ามแม่น้ำ การ์ดงนักประวัติศาสตร์คาดการณ์ว่า สะพานถูกสร้างราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 โดยสะพานแห่งนี้จัดเป็นสะพานส่งน้ำ ที่สร้างในสมัย จักรวรรดิโรมัน ที่ยังคงสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง รองจาก สะพานส่งน้ำ แห่งเซโกเบีย ปงดูว์การ์ — Pont du Gard — สะพานประกอบด้วยฐานโค้ง จำ นวนสามชั้น สูง 48.80 เมตร โดยระหว่างความยาวทั้งหมด ความสูงของที่ส่งน้ำ ต่างระดับกัน ประมาณเพียง 17 เมตรเท่านั้น ในขณะที่ตัวสะพานมีความสูง ทั้งสองฝั่งนั้นต่างกันเพียง2.5เซนติเมตร


ความสำ เร็จทางเทคโนโลยีการก่อสร้าง และความชาญฉลาด ทางวิศวกรรมของชาวโรมันในอดีต ในอดีตทางส่งน้ำ สามารถส่งน้ำ ได้ ประมาณ 200,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อส่งน้ำ เข้ากับระบบน้ำ ในเมืองนีม รวมทั้งน้ำ พุต่าง ๆ และโรงอาบน้ำ ปงดูว์การ์ยังถูกใช้งานจนกระทั่งประมาณ คริสต์ศตวรรษที่ 6 บางเขตยังใช้ได้นานกว่า แต่เนื่องจากการขาดการบำ รุงรักษา ที่เหมาะสม ราวศตวรรษที่ 14 ระบบส่งน้ำ ได้เริ่มอุดตันอันเนื่องจากการสะสม ของแร่ธาตุ ภายหลังการล่มสลายของ จักรวรรดิโรมัน ระบบส่งน้ำ ได้ถูกทิ้ง และหยุดการใช้งานลง ตัวสะพานได้ถูกรักษาไว้อย่างดีเนื่องจากการใช้งานอีก ด้านหนึ่งคือเป็นสะพานข้ามเขา โดยมีการเก็บค่าผ่านทางจากนักท่องเที่ยวเพื่อ ข้ามแม่น้ำ โดยเหล่า บิชอป และผู้มีอำ นาจในสมัยนั้น โดยนำ เงินมา บำ รุงซ่อมแซมอยู่เสมอ จนถึงราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 หินบางส่วนได้หลุด และทลายลง และตั้งแต่สะพานแห่งการ์ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลัก ได้มีการปรับปรุงครั้งใหญ่เรื่อยมาตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 18 จนถึง 21 โดยมีรัฐบาลและหน่วยงานท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบ ในปี ค.ศ. 2000 ได้มีการเปิด ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแห่งใหม่ และการย้ายสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ในบริเวณ รอบที่ตั้งสะพาน และในปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำ คัญที่สุด แห่งหนึ่งของ ประเทศฝรั่งเศส ความเป็นมา — Story —


— inventor — ผู้สร้าง มาร์กุส วิปซานิอุส อากริปปา เป็นรัฐบุรุษและแม่ทัพโรมัน เขาเป็นพระสหายสนิทของ พระชามาดา(ลูกเขย)ผู้แทนและ รัฐมนตรีกลาโหมของอ็อกตาวิอุส (จักรพรรดิเอากุสตุสในอนาคต) และเป็นพระสสุระ (พ่อตา) ในจักรพรรดิติแบริอุสเขาเป็นผู้รับผิดชอบต่อชัยชนะ ทางทหารส่วนใหญ่ของอ็อกตาวิอุส ที่โดดเด่นที่สุดคือ ชนะยุทธนาวีที่อักติอูงเหนือกองกำ ลังของมาร์ก แอนโทนี และพระนางคลีโอพัตราที่ 7 แห่งอียิปต์


น้ำ พุเตรวี น้ำ พุที่ตั้งอยู่ที่ เขตเตรวี ใน กรุงโรม ใน ประเทศอิตาลี เป็นน้ำ พุที่มีความสูง 25.9 เมตร (85 ฟุต) และกว้าง 19.8 เมตร (65 ฟุต) และน้ำ พุแบบ บาโรก ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโรม ประเพณีโรมันคือการสร้างน้ำ พุอันสง่างามตรงปลายสุด ของสะพานส่งน้ำ มารื้อฟื้นกันอีกครั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ในปี ค.ศ. 1453 สมเด็จพระสันตะปาปานิโคลัสที่ 5 ก็ทรงซ่อม สะพานส่งน้ำ แวร์จิเนเสร็จ และทรงสร้างอ่างน้ำ พุง่ายๆ ที่ออกแบบโดยสถาปนิกมนุษย์นิยม ลีออน บาตติสตา อัลเบอร์ติ เพื่อเป็นการฉลองน้ำ — Trevi —


ความเป็นมา — Story — น้ำ พุเตรวีตั้งอยู่ตรงทางสามแพร่งที่เป็นจุดจบของสะพานส่งน้ำ แวร์จิเน สะพานส่งน้ำ เวอร์โก (Aqua Virgo) และสะพานส่งน้ำ ของโรมันโบราณ ในปี 19 ก่อนคริสต์ศักราชมีตำ นานที่ว่าเจ้าหน้าที่โรมันพบแหล่งน้ำ สะอาด ราว 13 กิโลเมตรจากตัวเมืองด้วยความช่วยเหลือของสาวพรหมจารี (ภาพนี้ปรากฏอยู่ด้านหน้าของน้ำ พุปัจจุบัน) แต่เมื่อสร้างสะพานส่งน้ำ ขึ้นสะพานก็ยาวถึง 22 กิโลเมตร สะพานส่งน้ำ “สะพานส่งน้ำ เวอร์โก” นี้ ส่งน้ำ มายังโรงอาบน้ำ ของ มาร์คัส วิพซานิอัส อกริพพา และใช้เป็น สะพานส่งน้ำ สำ หรับเมืองโรมเป็นเวลากว่าสี่ร้อยปี การเปลี่ยนวิถีชีวิต ของชาวเมืองโรมเกิดขึ้นเมื่อ ชนกอธที่ล้อมกรุงโรม ระหว่างปี ค.ศ. 537 ถึงปี ค.ศ. 538 ทำ ลายสะพานส่งน้ำ โรมันยุคกลางจึงต้องหันมาใช้น้ำ จากบ่อและจากแม่น้ำ ไทเบอร์ซึ่งใช้เป็นท่อระบายน้ำ โสโครก ประวัติก่อน ค.ศ. 1629 ของสะพานส่งน้ำ และที่ตั้งของน้ำ พุ


การว่าจ้าง, การก่อสร้าง และ การออกแบบ ในปี ค.ศ. 1629 สมเด็จพระสันตะปาปาเออร์บันที่ 8 ก็ทรงพบว่า น้ำ พุเดิมไม่ใหญ่โตพอ พระองค์จึงทรงให้ จานโลเรนโซ แบร์นินี ออกแบบน้ำ พุใหม่ แต่เมื่อเออร์บันสิ้นพระชนม์โครงการก็ระงับไป สิ่งที่แบร์นินีทำ คือย้ายที่ตั้งของน้ำ พุไปทางอีกด้านหนึ่งของจตุรัส ให้หันไปทาง วังคิรินาล(Quirinal Palace) แม้ว่าโครงการของแบร์นินี จะเป็นการรื้อทิ้งสำ หรับน้ำ พุซาลวิ แต่ก็ยังมีร่องรอยของแบร์นินีในน้ำ พุ ที่สร้างใหม่ ร่างที่ออกแบบโดย เปียโตร ดา คอร์โทนา ก็ยังคงรักษาไว้ที่ อัลแบร์ตินา ในเวียนนาและอีกหลายแบบที่เขียนกันในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 แต่ไม่ได้ลงชื่อ และโครงการที่เชื่อกันว่าเป็นของนิโคลา มิเคตติ อีกแบบหนึ่งเชื่อว่า ออกโดย เฟอร์ดินาน โด ฟูกา ระหว่างสมัยบาโรกก็มีการแข่งขันออกแบบสิ่ง ก่อสร้างต่างๆ กันขนานใหญ่ที่รวมทั้งน้ำ พุและ แม้แต่บันไดสเปน ในปี ค.ศ.1730 สมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 12 ก็ทรง จัดการแข่งขันออกแบบที่นิโคลา ซาลวิ เดิมแพ้เแก่อเลสซานโดร กาลิเลอิ แต่ประชาชนโรมก็ประท้วงเพราะกาลิเลอิ เป็นชาวฟลอเรนซ ซาลวิจึงกลับมาได้ รับสัญญาจ้างแทนที่การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1732 และเสร็จในปี ค.ศ. 1762 หลังจากพระสันตะปาปาคลีเมนต์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว เมื่อประติมากรรมโอเชียนัส (เทพเจ้าแห่งน้ำ ) โดย ปิเอโตร บรัคชิ (Pietro Bracci) ได้รับการติดตั้ง ในช่องกลางน้ำ พุ


น้ำ พุเตรวีได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ในปีค.ศ. 1998 โดยการทำ ความสะอาดงานหินและ สร้างระบบปั๊มน้ำ ใหม่ในแต่ละวัน มีผู้โยนเหรียญลงไปในน้ำ พุเตรวีราว 3,000 ยูโร โดยการยืนหันหลังแล้วโยนเหรียญข้ามศีรษะตนเองลงไปซึ่งเงินจำ นวนนี้นำ ไปใช้ในการ บำ รุงซูเปอร์มาร์เก็ตสำ หรับผู้ยากจนในกรุงโรม แต่ก็ยังมีผู้พยายามขโมยเงิน ในอ่างน้ำ พุอยู่เสมอ การโยนเหรียญลงในน้ำ พุนี้เป็นความเชื่อตั้งแต่ยุคโรมันโบราณ ที่ว่าหากใครทำ เช่นนี้แล้วจะได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกในกลางปีค.ศ. 2014 ได้มีการ บูรณะน้ำ พุเตรวีอีกครั้ง โดยเป็นการระดมเงินบริจาคเพื่อการนี้จากบริษัทเอกชนและ บุคคลทั่วไป เนื่องจากทางการไม่มีงบประมาณเพียงพอ กำ หนดเสร็จในฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 2015 ซาลวิเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1751 เมื่อน้ำ พุสร้างไปได้เพียงครึ่งหนึ่ง แต่ก่อนที่ น้ำ พุเตรวีสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1762 โดยโจวานนิ เปาโล ปานนินิ จะเสียชีวิตซาลวิก็จงใจที่จะซ่อนป้ายช่างตัดผมที่ไม่ต้องตาโดยการซ่อนอยู่ข้างหลัง แจกันใหญ่ที่เรียกว่า “asso di coppe” การบูรณปฏิสังขรณ์ ผู้สร้าง นิโคลา ซาลวิ (Nicola Salvi) ก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นน้ำ พุที่สมบูรณ์ แบบด้วยตาของตนเอง เพราะเสียชีวิตเมื่อการก่อสร้างยังดำ เนินไปได้ เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น (Giovanni Paolo Pannini) ผู้สร้าง “ทริเวีย” สาวพรหมจารีแทนที่อุปมา นิทัศน์ของอกริพพาที่วางไว้แต่เดิม


มหาวิหารนักบุญเปโตร — Basilica of Saint Peter — มหาวิหารนักบุญเปโตรเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ และสำ คัญที่สุดในนครรัฐวาติกันสร้างทับวิหาร เดิมที่ชื่อเดียวกัน โดมของมหาวิหารสูงโดดเด่น สามารถเห็นได้แต่ไกลในตัวเมืองโรม โบสถ์นี้ตั้งอยู่ในเนื้อที่ประมาณ 2.3 เฮกตาร์ สามารถจุคนได้กว่า 60,000 คน


ความเป็นมา — Story — เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดที่หนึ่งในคริสตจักรโรมันคาทอลิก ที่ตั้งโบสถ์เชื่อกันว่า เป็นที่ฝังร่างของนักบุญซีโมนเปโตรซึ่งเป็นหนึ่งในอัครทูตของพระเยซู คริสจักรถือว่านักบุญเปโตรเป็นบิชอปองค์แรกของแอนติออก ต่อมาก็ได้สถาปนาขึ้นเป็นพระสันตะปาปาองค์แรกของโรม เพราะนิกายโรมันคาทอลิกเชื่อกันว่าร่างของนัก บุญเปโตรถูกฝังไว้ที่นี่ จึงเป็นประเพณี กันต่อมาว่าพระสันตะปาปาหลายองค์ก็ฝังไว้ที่นี้ แต่เดิมนั้นมหาวิหารนักบุญเปโตรมิได้เป็นสถานที่ พำ นักประจำ ตำ แหน่งของพระสันตะปาปา เช่นปัจจุบันนี้ (สถานที่ประจำ ตำ แหน่งของ สันตะปาปาเดิมอยู่ที่มหาวิหารนักบุญ ยอห์น ลาเตรัน) ถึงกระนั้นก็ยังถือกันว่าเป็นโบสถ์สำ คัญแห่งหนึ่ง เพราะโบสถ์ตั้งอยู่ในตัวนครรัฐวาติกันเอง และมีเนื้อที่มาก การทำ พิธีต่างจาก ๆ ที่เกี่ยวกับ พระสันตะปาปาก็จะมาทำ กันที่นี่ นอกจากนั้นก็ยังมีธรรมาสน์นักบุญเปโตร ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบัลลังก์ของนักบุญเปโตรเองเมื่อดำ รงตำ แหน่งเป็นสันตะปาปาที่นี่ แต่ปัจจุบันนี้เก้าอี้นี้ไม่ได้ใช้เป็นบัลลังก์บิชอปอีกแล้ว แต่ยังเก็บไว้ไต้ฐานแท่นบูชา ที่ออกแบบโดยจัน โลเรนโซ แบร์นีนี


มหาวิหารนักบุญเปโตรเดิม มหาวิหารนักบุญเปโตรเดิมเป็นโบสถ์ที่สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 4 ซึ่งมีรูปทรงแบบบาซิลิกา พอมาถึงสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาก็อยู่ในสภาพ ที่ทรุดโทรมมากเพราะพระสันตะปาปาย้ายที่พำ นักไปอยู่ที่เมืองอาวีญง ประเทศฝรั่งเศสระหว่างปี ค.ศ. 1309 - 1377 (เรียกว่าอาวีญงปาปาซี) การตัดสินใจสร้างมหาวิหารใหม่ก็เพื่อจะได้สร้างมหาวิหารที่ใหม่กว่าและ ใหญ่กว่าเดิมมากได้สะดวก การใช้ชื่อมหาวิหารนักบุญเปโตรเดิม ก็ใช้มาตั้งแต่เมื่อสร้างมหาวิหารปัจจุบัน เพี่อเป็นการแสดงถึง ความแตกต่างระหว่างสิ่งก่อสร้างปัจจุบันและสิ่งก่อสร้างเดิม จากภาพเขียนโดยวิวีอาโน โกซ(Viviano Codazzi) เอ ค.ศ. 1630 หอสองหอเนในภาพกอภายหง


— inventor — ผู้สร้าง Michelangelo Gian Lorenzo Bernini Donato Bramante Raffaello Sanzio Carlo Maderno Antonio da Sangallo the Younger Domenico Fontana Pirro Ligorio Bernardo Rossellino


จัตุรัสโรมัน — Roman Forum — เป็นศูนย์กลางทุกด้านของกรุงโรม โบราณเป็นที่รวมของเหล่า นักปราชญ์ผู้วางรากฐานประชาธิปไตย ให้โลกจนปัจจุบัน เป็นศูนย์กลาง การประชุมทางการเมือง การปกครอง มีโบสถ์วิหารสำ หรับ บูชาเทพเจ้าของโรมันมีตลาดร้านค้า อาคารที่สำ คัญต่างๆ มากมาย ปัจจุบันส่วนใหญ่เหลือแต่ซาก ปรักหักพัง แต่ก็ยังเห็นโครงสร้าง ของความยิ่งใหญ่ที่สำ คัญ ตัวหมู่อาคารฟอรัมทั้งหมด ใช้เวลาก่อสร้างเป็นเวลายาวนานถึง 900 ปี ทั้งยังใช้เป็นที่ประกอบศาสนกิจและที่ ชุมนุมทางการเมืองแต่เมื่อจักรวรรดิโรมันเสื่อมลงโรมันฟอรัม ก็ถูกทิ้งร้าง จนถึงยุคกลางก็กลายเป็นเพียงซากปรักหักพังชิ้นส่วนอิฐ และหินอ่อนถูกรื้อนำ ไปสร้างบ้านเรือน จนกระทั่งเข้ายุคเรอเนสซองส์ ซึ่งผู้คนหันมาให้ความสนใจกับศิลปินวิทยาการของโรมันอีกครั้งโรมันฟอรัมก็ได้ กลายเป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินหลายคน จึงเริ่มมีการขุดค้นทางโบราณคดี และการขุดค้นศึกษาด้านต่างๆ ก็ยังคงดำ เนินอยู่จนทุกวัน


ฟอรัมนี้เป็นที่ตั้งของอาคาร รูปปั้น และอนุสาวรีย์ที่สำ คัญหลายแห่ง วัดบางแห่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้คนและบางวัดก็อุทิศให้กับเทพเจ้า หรือเทพธิดา ฟอรัมนี้ถือเป็นหัวใจของกรุงโรม แม้ว่าจะมีฟอรัมอื่นมากมายใน กรุงโรมโบราณ แต่โรมฟอรัมมีความสำ คัญที่สุด เป็นสถานที่อเนกประสงค์ ที่มีคุณสมบัติหลากหลาย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฟอรั่มมีดังนี้ • การเลือกตั้ง • สุนทรพจน์ในที่สาธารณะ • คดีอาญาร • การแข่งขันกลาดิเอเตอร์ (ก่อนสร้างโคลอสเซียม) • การชุมนุมทางสังคม • ธุรกรรมทางธุรกิจ • การประชุมสาธารณะ • พิธีทางศาสนา • กิจกรรมการศึกษา • รับซื้อ-ขายของต่างๆ


วิหารแพนธีออน (Pantheon) คือเทวสถานศักดิ์สิทธิ์ ใน กรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วง 27-25 ปี ก่อนคริสต์ศักราชโดย มาร์คุส วิบซานิอุส อะกริบปา (Marcus Vipsanius Agrippa) แม่ทัพซึ่งเปรียบ เสมือนมือขวาของ จักรพรรติออกุสตุส (Augustus) จักรพรรดิองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน แม้จุดประสงค์ ในการสร้างในยุคนั้นจะไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่อเข้าสู่ยุคของ จักรพรรดิฮาเดรียน ในปี ค.ศ. 126 วิหารแพนธีออนแห่งนี้ ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อเป็นเทวสถานบูชาเทพเจ้า แห่งกรีก-โรมันทั้ง 7 แห่ง ดาวในระบบสุริยะ ได้แก่ พระอาทิตย์ (Apollo) พระจันทร์ (Diana) อังคาร (Mars) พุธ (Mercury) พฤหัส (Jupiter) ศุกร์ (Venus) และ เสาร์ (Saturn) วิหารแพนธีออน — Pantheon —


ความเป็นมา — Story — ในสมัยนั้น การสร้างเทวสถานเพื่อบูชา เทพเจ้าหลายองค์เป็นสิ่งที่ ไม่เคยมีมาก่อน เพราะวิหารกรีก-โรมัน ส่วนใหญ่ที่สร้างขึ้นมักจะมีจุดประสงค์ เพื่อบูชาเทพเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น แต่วิหารแพนธีออนแห่งนี้กลับ สร้างเพื่อบูชาเทพเจ้าทุกพระองค์ จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ แพนธีออน (Pantheon) ในภาษากรีก แปลว่า “เกียรติศักดิ์แห่งทวยเทพ” แต่เมื่อเข้าสู่ปี ค.ศ. 609 วิหารแพนธีออนแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นโบสถ์คริสต์ และยังคงความเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของกรุงโรมต่อไป ที่นี่เป็นที่ฝังศพ ของบุคคลสำ คัญในอิตาลี ไม่ว่าจะเป็น ราฟาเอล(Raphael) หนึ่งในจิตรกรอันเลื่องชื่อจาก ยุคเรเนสซองส์ (Renaissance) และ กษัตริย์เอมานูแอลที่สอง (Victor Emmanuel II) ผู้ทรงรวบรวมแผ่นดินอิตาลีให้เป็นหนึ่งเดียว


สมาชิชิ ชิชิ กกลุ่ลุ่ลุ่ลุ่ม น.ส. สุนีย์ กาฬสิทธิ์ น.ส. ผกามาศ บุญกัน นาย กฤติน ปะวารี นาย ชาคริต กล้าเกิด นาย วีรภัทร ตั้งจันทร์สุข ม.5/3 เลขที่ 1 ม.5/3 เลขที่ 4 ม.5/3 เลขที่ 7 ม.5/3 เลขที่ 11 ม.5/3 เลขที่ 22


Click to View FlipBook Version