The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สิทธัตถะโคตม หรือ พระโคตมพุทธเจ้า หรือที่นิยมเรียกว่า พระพุทธเจ้า เป็นพระบรมศาสดาของพระพุทธศาสนา เป็นผู้สั่งสอนพระธรรมวินัยซึ่งต่อมาเรียกว่าพระพุทธศาสนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kamonchanok Wiangsamoot, 2023-04-05 08:04:30

พุทธประวัติ

สิทธัตถะโคตม หรือ พระโคตมพุทธเจ้า หรือที่นิยมเรียกว่า พระพุทธเจ้า เป็นพระบรมศาสดาของพระพุทธศาสนา เป็นผู้สั่งสอนพระธรรมวินัยซึ่งต่อมาเรียกว่าพระพุทธศาสนา

คณะครุศาสตร์ สาขาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี พุทธประวัติ


พระพุท พุ ธเจ้า พระนามเดิมว่า “ สิท สิ ธัตถะ “ เป็นพระราชโอรสของ พระเจ้าสุท สุ โธทนะและพระนางสิริ สิ ม ริ หามายา แห่งห่กรุงกบิล บิ พัส พั ดุ์ แคว้น สัก สั กะ พระองค์ทรงถือกำ เนิดในศากยวงค์ สกุล กุ โคตมะ พระองค์ ประสูติ สู ติในวันศุก ศุ ร์ ขึ้น ขึ้ ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ ) ปีจอ ก่อน พุท พุ ธศัก ศั ราช ๘๐ ปี ณ สวนลุม ลุ พินี พิ วั นีวั น ซึ่ง ซึ่ ตั้งอยู่รยู่ะหว่างกรุงกบิล บิ พัส พั ดุ์ แคว้นสัก สั กะ กับกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ ( ปัจจุบัน บั คือตำ บลรุมมิน มิ เด ประเทศเนปาล ) ประสูติ สู ติ


การขนานพระนาม และทรงเจริญ ริ พระชนม์ หลังจากประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุท สุ โธทนะโปรดให้ปห้ ระชุมพระ ประยูรญาติ และเชิญชิพราหมณ์ผู้ ณ์ เผู้รีย รี นจบไตรเพท จำ นวน ๑๐๘ คน เพื่อ พื่ มาทำ นายพระลักษณะของพระราชกุม กุ าร


การขนานพระนาม และทรงเจริญ ริ พระชนม์ พระราชกุม กุ ารได้รับ รั การทำ นายจากอสิตสิฤาษีหรือ รื กาฬเทวิลดาบส มหา ฤาษีผู้บำผู้ บำเพ็ญ พ็ ฌานอยู่ใยู่นป่าป่หิมหิพานต์ซึ่ง ซึ่ เป็น ป็ ที่ทรงเคารพนับ นั ถือของพระ เจ้าสุท สุ โธทนะว่า “ พระราชกุม กุ ารนี้เ นี้ป็น ป็ อัจฉริยริมนุษ นุ ย์ มีลั มีลั กษณะมหาบุรุษ ครบถ้วน บุคคลที่มีลั มีลั กษณะดังนี้ จักต้องเสด็จออกจากพระราชวังผนวช เป็น ป็ บรรพชิตชิแล้วตรัส รั รู้เ รู้ป็น ป็ พระอรหัน หั ตสัม สั มาสัม สั พุท พุ ธเจ้าผู้ไผู้ม่มีม่กิ มีกิเลสในโลก เป็น ป็ แน่ “


พระประยูรญาติได้พร้อมใจกันถวายพระนามว่า “สิทสิธัต ธั ถะ” มี ความหมายว่า “ ผู้มีผู้ ค มี วามสำ เร็จ ร็ สมประสงค์ทุก ทุ สิ่งสิ่ทุก ทุ อย่าย่งที่ตนตั้งใจ จะทำ ” ส่วส่นพราหมณ์เ ณ์ หล่านั้น นั้ คัดเลือกกันเองเฉพาะผู้ที่ผู้ที่รงวิทยาคุณ คุ ประเสริฐกว่าพราหมณ์ทั้ ณ์ ทั้ งหมดได้ ๘ คน เพื่อ พื่ ทำ นายพระราชกุม กุ าร พราหมณ์ ๗ คนแรก ต่างก็ทำ นายไว้ ๒ ประการ คือ “ ถ้าพระราชกุม กุ ารเสด็จอยู่คยู่รองเรือ รื นก็จักเป็น ป็ พระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ทผู้ รงธรรม หรือถ้าเสด็จออกผนวชเป็น ป็ บรรพชิตชิจักเป็น ป็ พระอรหัน หั ต สัมมาสัมพุท พุ ธเจ้าผู้ไผู้ม่มีม่กิ มีกิเลสในโลก” ส่วส่นโกณฑัญญะพราหมณ์ ผู้ มีอ มี ายุน้อ น้ ยกว่าทุก ทุ คน ได้ทำ นายเพีย พี งอย่าย่งเดียวว่า พระราชกุม กุ ารจัก เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็น ป็ บรรพชิตชิแล้วตรัส รั รู้เ รู้ป็น ป็ พระอรหัน หั ตสัมมาสัมพุท พุ ธเจ้าผู้ไผู้ม่มีม่กิ มีกิเลสในโลก “ การขนานพระนาม และทรงเจริญ ริ พระชนม์


เมื่อ มื่ เจ้าชายสิทธัต ธั ถะประสูติได้ ๗ วัน พระราชมารดาก็เสด็จ สวรรคต (การเสด็จสวรรคตดังกล่าวเป็น ป็ ประเพณีข ณี องผู้ที่ผู้ที่เป็น ป็ พระมารดา ของพระพุท พุ ธเจ้า) พรเจ้าสุท สุ โธทนะทรงมอบหมายให้พ ห้ ระนางมหาปชา บดีโคตมีซึ่ มีซึ่ง ซึ่ เป็น ป็ พระกนิษนิฐาของพระนางสิริสิมริหามายา เป็น ป็ ผู้ถผู้ วายอภิบาล เลี้ยงดู เมื่อ มื่ พระสิทธัต ธั ถะทรงพระเจริญริมีพ มี ระชนมายุได้ ๘ พรรษา ได้ทรง ศึก ศึ ษาในสำ นัก นั อาจารย์วิ ย์ วิศวามิตมิร ซึ่ง ซึ่ มีเ มี กียรติคุณ คุ แพร่ขร่จรไปไกลไปยัง ยั แคว้นต่างๆ เพราะเปิดปิสอนศิลศิปวิทยาถึง ๑๘ สาขา เจ้าชายสิทสิธัต ธั ถะทรง ศึก ศึ ษาศิลศิปวิทยาเหล่านี้ไนี้ ด้อย่าย่งว่องไว และเชี่ย ชี่ วชาญจนหมดความ สามารถของพระอาจารย์ การขนานพระนาม และทรงเจริญ ริ พระชนม์


ด้วยพระราชบิดบิามีพ มี ระราชประสงค์มั่นคงที่จะให้เ ห้ จ้าชายสิทสิธัตถะ ทรงครองเพศฆราวาสเป็น ป็ พระจักพรรดิผู้ทรงธรรม จึงพระราชทาน ความสุข สุ เกษมสำ ราญ แวดล้อมด้วยความบันเทิงนานาประการแก่พระ ราชโอรสเพื่อ พื่ ผูก ผู พระทัยให้มั่ ห้มั่น มั่ คงในทางโลก เมื่อ มื่ เจ้าชายสิทสิธัตถะเจริญ พระชนม์ไม์ ด้ ๑๖ พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะมีพระราชดำ ริว่ริว่าพระ ราชโอรสสมควรจะได้อภิเษกสมรส ทรงสู่ข สู่ อพระนางพิมพิพาหรือ รื ยโสธรา พระราชธิดธิาของพระเจ้าสุปป พุท พุ ธะและพระนางอมิตมิา แห่งห่เทวทหะนคร ในตระกูล กู โกลิยวงค์ ให้ อภิเษกด้วย เจ้าชายสิทสิธัต ธั ถะได้เสวยสุขสมบัติ บั ติจนพระชนมายุมายุได้ ๒๙ พรรษา พระนางพิมพิพายโสรธาจึงประสูติ สูติพระโอรส การอภิเษกสมรส


ออกบรรพชา เจ้าชายสิทสิธัต ธั ถะทรงเป็น ป็ ผู้มีผู้ พ มี ระบารมีอั มี อั นบริบูริบู รณ์ ถึงแม้พ ม้ ระองค์จะทรง พรั่ง รั่ พร้อ ร้ มด้วยสุข สุ สมบัติ บั ติมหาศาลก็มิไมิด้พอพระทัยในชีวิ ชีวิตคฤหัส หั ถ์ พระองค์ ยัง ยั ทรงมีพ มี ระทัยฝัก ฝั ใฝ่ใฝ่คร่คร่รวญถึงสัจ สั ธรรมที่จะเป็น ป็ เครื่อ รื่ งนำ ทางซึ่ง ซึ่ ความ พ้น พ้ ทุก ทุ ข์อ ข์ ยู่เยู่สมอ พระองค์ได้เคยสด็จประพาสอุทยาน ได้ทอดพระเนตร เทวทูต ทู ทั้ง ๔ คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิตชิพระองค์จึงสัง สั เวช พระทัยในชีวิ ชีวิต และพอพระทัยในเพศบรรพิตพิมีพ มี ระทัยแน่วน่แน่ที่น่ที่จทรง ออกผนวช เพื่อ พื่ แสวงหาโมกขธรรมอันเป็น ป็ ทางดับทุก ทุ ข์ถ ข์ าวรพ้น พ้ จาก วัฏสงสารไม่กม่ลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก พระองค์จึงตัดสินสิพระทัยเสด็จ ออกทรงผนวช


หลังจากทรงผนวชแล้ว สมณสิทสิธัต ธั ถะได้ทรงศึก ศึ ษาในสำ นัก นั อาฬา รดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ณ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระองค์ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ใย์ นสำ นัก นั ของอาฬารดาบส กาลาม โคตร ทรงได้สมาบัติ บั ติเมื่อ มื่ สำ เร็จ ร็ การศึก ศึ ษาจากทั้งสองสำ นัก นั นี้แ นี้ ล้วพระองค์ ทรงทราบว่ามิใมิช่หช่นทางพ้น พ้ จากทุก ทุ ข์ บรรลุพ ลุ ระโพธิญธิาณ ตามที่ทรงมุ่ง มุ่ หวัง พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้ ย์ ทั้ งสอง เสด็จไปใกล้บริเริวณแม่น้ำม่น้ำเนรัญ รั ชรา ที่ ตำ บลอุรุเวลาเสนานิคนิม กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ เข้าศึก ศึ ษาในสำ นักดาบส


บำ เพ็ญ พ็ ทุก ทุ รกิริย ริ า เมื่อ มื่ พระองค์ทรงหัน หั มาศึก ศึ ษาค้นคว้าด้วยพระปัญ ปั ญาอันยิ่งยิ่ด้วยพระองค์ เอง พระองค์ได้ทรงบำ เพ็ญ พ็ ทุก ทุ รกิริยริา คือการบำ เพ็ญ พ็ อย่าย่งยิ่งยิ่ยวดใน ลักษณะต่างๆเช่นช่การอดพระกระยาหาร การทรมานพระวรกายโดยการ กลั้นพระอัสสาสะ พระปัส ปั สาสะ ( ลมหายใจ ) การกดพระทนต์ การกด พระตาลุ ( เพดาน) ด้วยพระชิวชิหา (ลิ้น) เป็น ป็ ต้น พระมหาบุรุษได้ทรงทรง บำ เพ็ญ พ็ ทุก ทุ รกิริยริาเป็น ป็ เวลาถึง ๖ ปี ก็ยัง ยั มิไมิด้ค้นพบสัจ สั ธรรมอันเป็น ป็ ทางหลุด ลุ พ้น พ้ จากทุก ทุ ข์ พระองค์จึงทรงเลิกการบำ เพ็ญ พ็ ทุก ทุ รกิริยริา แล้วกลับมาเสวยพ ระกระยาหารเพื่อ พื่ บำ รุงพระวรกายให้แ ห้ ข็ง ข็ แรง ในการคิดค้นวิธีใหม่ พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติดำ เนินนิทางสายกลาง คือการปฏิบัติ บั ติในความพอ เหมาะพอควร นั่น นั่ เอง


ตรัส รั รู้ พระพุท พุ ธเจ้าทรงตรัสรู้ เวลารุ่งรุ่อรุณ ในวันเพ็ญ พ็ เดือน ๖ (เดือนวิสาขะ ) ปี ระกา ก่อนพุท พุ ธศัก ศั ราช ๔๕ ปี นางสุช สุ าดาได้นำ ข้า ข้ วมธุปายาสเพื่อ พื่ ไป บวงสรวงเทวดา ครั้นเห็น ห็ พระมหาบุรุษประทับที่โคนตันอชปาลนิโนิครธ (ต้นไทร) ด้วยอาการอันสงบ นางคิดว่าเป็น ป็ เทวดา จึงถวายข้า ข้ วมธุปายาส แล้วพระองค์เสด็จไปสู่ทำสู่ ทำสุปดิษฐริมริ ฝั่ง ฝั่ แม่น้ำม่น้ำเนรัญ รั ชรา ทรงวางถาด ทองคำ บรรจุข้า ข้ วมรุปายาสแล้วลงสรงสนานชำ ระล้างพระวรกาย แล้วทรง ผ้า ผ้ กาสาวพัส พั ตร์ อันเป็น ป็ ธงชัย ชั ของพระอรหัน หั ตสัม สั มาสัม สั พุท พุ ธเจ้าทุก ทุ พระองค์ หลังจากเสวยแล้วพระองค์ทรงจับถาดทองคำ ขึ้น ขึ้ มาอธิษธิฐานว่า


ตรัส รั รู้ "ถ้าเราจักสามารถตรัสรู้ใรู้ ด้ในวันนี้ ก็ขอให้ถ ห้ าดทองคำ ใบนี้จ นี้ งลอยทวน กระแสน้ำ ไป แต่ถ้ามิไมิด้เป็น ป็ ดังนั้น นั้ ก็ขอให้ถ ห้ าดทองคำ ใบนี้จ นี้ งลอยไปตาม กระแสน้ำ เถิด " แล้วทรงถาดทองคำ ลอยตัดกระแสน้ำ ไปจนถึงกลางแม่น้ำม่น้ำเนรัญ รั ชราแล้ว ลอยทวนกระแสน้ำ ขึ้น ขึ้ ไปไกลถึง ๘๐ ศอก พระองค์ประทับหัน หั พระพัก พั ตร์ไร์ปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิต อธิษธิฐานว่า " แม้เ ม้ ลือดในกายของเราจะเหือ หื ดแห้ง ห้ไปเหลือแต่หนัง นั เอ็น กระดูก ดู ก็ตาม ถ้ายัง ยัไม่บม่รรลุธรรมวิเศษแล้ว จะไม่ยม่อมหยุดความเพีย พี รเป็น ป็ อันขาด"


เมื่อ มื่ ทรงตั้งจิตอธิษธิฐานเช่นช่นั้น นั้ แล้ว พระองค์ก็ทรงสำ รวมจิตให้ส ห้ งบแน่วน่แน่ มีพ มี ระสติตั้งมั่น มั่ มีพ มี ระวรกายอันสงบ มีพ มี ระหทัยแน่วน่แน่เน่ ป็น ป็ สมาธิบธิริสุริท สุ ธิ์ ผุด ผุ ผ่อผ่งปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้า ร้ หมอง อ่อนโยน เหมาะแก่การ งาน ตั้งมั่น มั่ ไม่หม่วั่นไหว ทรงน้อ น้ มพระทัยไปเพื่อ พื่ปุพเพนิวนิาสานุส นุ สติญาณ ( ญาณเป็น ป็ เหตุร ตุ ะลึกถึงขัน ขั ธ์ ) ที่อาศัย ศั ในชาติปางก่อนได้ ในปฐมยามแห่งห่ ราตรีต่อจากนั้น นั้ ทรงน้อ น้ มพระทัยไปเพื่อ พื่ จูตุป ตุ าตญาณ ( ญาณกำ หนดรู้ก รู้ าร ตาย การเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ) ในมัช มั ฌิมฌิยามแห่งห่ราตรี ตรัส รั รู้


ต่อจากนั้น นั้ ทรงน้อ น้ มพระทัยไปเพื่อ พื่ อาสวักขยญาณ คือทรงรู้ชั รู้ ด ชั ตาม ความเป็น ป็ จริงว่า นี้ทุ นี้ ก ทุ ข์ นี้ทุ นี้ ก ทุ ขสมุทั มุ ทั ย นี้ทุ นี้ ก ทุ ชนิโนิรธ นี้ทุ นี้ ก ทุ ชนิโนิรธคามินีมิ นี ปฏิปทา นี้อ นี้ าสวะ นี้อ นี้ าสวสมุทั มุ ทั ย นี้อ นี้ าสวนิโนิรธ นี้อ นี้ าสวนิโนิรธคามินีมิ นี ปฏิปทา เมื่อ มื่ ทรงรู้เ รู้ ห็น ห็ อย่าย่งนี้ จิตของพระองค์ก็ทรงหลุด ลุ พัน พั จากกามสวะ ภ วาสวะ และอวิชชาสวะ นั่น นั่ คือพระองค์ทรงบรรลุวิ ลุวิชชาที่ ๓ คือ อาสวัก ขยญาณ ในปัจ ปั ฉิมฉิยาม แห่งห่ราตรีนั้ รี นั้ น นั้ เอง ตรัส รั รู้


ตรัส รั รู้ ซึ่ง ซึ่ ก็คือการตรัส รั วัพระสัพ สั พัญ พั ญุตณาณ เป็น ป็ พระอหัน หั ตสัม สั มาสัม สั พุท พุ ธเจ้า จากการที่พระองค์ทรงบำ เพ็ญ พ็ พระบารมีม มี าอย่าย่งยิ่งยิ่ยวด พระองค์ทรงตรัส รั รู้ในวันเพ็ญ พ็ เดือน ๖ ปีร ปี ะกา ขณะพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา นับ นั แต่วันที่เสด็จออกผนวชจนถึงวันตรัส รั รู้ธ รู้ รรม รวมเป็น ป็ เวลา ๖ ปี พระธรรมอันประเสริฐที่พระพุท พุ ธเจ้าตรัส รั รู้นั้ รู้ นั้ น นั้ คือ อริยริสัจ สั ๔ ( ทุก ทุ ข์ สมุทั มุ ทั ย นิโนิรธ มรรค )


ปรินิ ริ นิ พพาน พระพุท พุ ธเจ้าทรงบำ เพ็ญ พ็ พุท พุ ธกิจอยู่จยู่นพระชนมายุ ๘๐ พรรษา พระองค์ เสด็จจำ พรรษาสุด สุ ท้าย ณ เมือ มื งเวสาลี ในวาระนั้น นั้ พระพุท พุ ธองค์ทรงพระ ชราภาพมากแล้วทั้งยัง ยัประชวรหนัก นั ด้วย พระองค์ได้ทรงพระดำ เนินนิจากเวสาลีสู่เ สู่ มือ มื งกุสิ กุสินาราเพื่อ พื่ เสด็จดับขัน ขั ธปรินิริพนิพาน ณ เมือ มื งนั้น นั้


ก่อนเสด็จดับขัน ขั ธปรินิริพนิพานพระองค์ได้อุปสมบทแก่พระสุภั สุ ภั ททะปริ พาชก นับ นั เป็น ป็ สาวกองค์สุด สุ ท้ายที่พระพุท พุ ธองค์ทรงบวชให้ ในท่ามกลาง คณะสงฆ์ทั้ ฆ์ ทั้ งที่เป็น ป็ พระอรหัน หั ต์และปุถุช ถุ น และก่อนพระพุท พุ ธเจ้าจะปรินิริพนิพานพระพุท พุ ธองค์ได้แสดงปัจ ปั ฉิมฉิ โอวาท แก่พระภิกษุสงฆ์ว่ ฆ์ ว่า “ดูก่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เ นี้ป็น ป็ วาจาครั้งสุด สุ ท้าย ที่เราจะ กล่าวแก่ท่านทั้งหลาย สัง สั ขารทั้งหลายทั้งปวงมีค มี วามสิ้นสิ้ ไปและเสื่อ สื่ มไปเป็น ป็ ธรรมดา . ท่านทั้งหลายจงทำ ความรอดพ้น พ้ ให้บ ห้ ริบูรณ์ถึงที่สุด สุ ด้วยความไม่ ประมาทเถิด “ ปรินิ ริ นิ พพาน


ปรินิ ริ นิ พพาน แม้เ ม้ วลาล่วงมาถึงศตวรรษที่ ๒๕ แล้ว นับ นั ตั้งแต่พระองค์ตรัส รั รู้เ รู้ป็น ป็ พระอรหัน หั ตสัมมาสัมพุท พุ ธเจ้า และเสด็จดับขัน ขั ธปรินิริพนิพานที่นอกเมือ มื ง กุสิ กุ นาราในประเทสอินเดีย แต่คำ สั่ง สั่ สอนอันประเสริฐริของพระองค์หาได้ ล่วงลับไปด้วยไม่ คำ สั่งสอนเหล่านั้น นั้ ยัง ยั คงอยู่ เป็น ป็ เครื่อ รื่ งนำ บุคคลให้ ข้า ข้ มพ้น พ้ จากความมีชี มี วิ ชีวิต ขึ้น ขึ้ ไปสู่ซึ่ สู่ซึ่ง ซึ่ คุณ คุ ค่ายิ่งยิ่กว่าชีวิ ชีวิต คือการพ้น พ้ จาก วัฏสงสารนั่น นั่ เอง


หลังจากพระพุท พุ ธองค์เสด็จดับขัน ขั ธปรินิริพนิพานแล้ว สาวกของพระองค์ ทั้งที่เป็น ป็ พระอรหัน หั ต์และมิใมิช่พช่ระอรหัน หั ต์ได้ช่วช่ยบำ เพ็ญ พ็ กรณีย ณี กิจเผยแผ่ พระพุท พุ ธวัจนะอันประเสริฐไปทั่วประเทศอินเดีย และขยายออกไปทั่ว โลก เป็น ป็ ที่ยอมรับว่าพระพุท พุ ธศาสนาเป็น ป็ ศาสนาแห่งห่ความเป็น ป็ จริงริมี เหตุผ ตุ ลเชื่อ ชื่ ถือได้และ เป็น ป็ ศาสนาแห่งห่สัน สั ติภาพและเสรีภ รี าพอย่าย่งแท้จริงริ ปรินิ ริ นิ พพาน


Click to View FlipBook Version