วรรณคดีสมัยอยุธยา
เรื่อง สมุทรโฆษคำฉันท์
สารบัญ ๑
๔
ประวัติผู้แต่ง ๕
ลักษณะคำประพันธ์ ๙
เรื่องย่อ ๑๒
ตัวบทที่ชื่นชอบ
คุณค่าที่ได้รับ
๑
ประวัติผู้แต่ง
พระมหาราชครู เป็นนักปราชญ์และกวีใหญ่ผู้หนึ่งใน
สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยพระนารายณ์
มหาราชทรงโปรดให้ท่านแต่งหนังสือสมุทรโฆษคำ
ฉันท์ขึ้นสำหรับเล่นหนัง ประวัติของท่านมีไม่แน่ชัดนัก
บางคนกล่าวว่าท่านเป็นคนเดียวกับพระโหรา บ้างบอกว่า
ท่านเป็นครูบาอาจารย์ของสมเด็จพระนารายณ์ ท่านได้
ถึงแก่กรรมก่อนสิ้นรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์
นอกจากพระมหาราชครูจะเเต่งสมุทรโฆษคำฉันท์แล้ว
ท่านยังได้เเต่งหนังสืออีก ๑ เรื่อง คือ เสือโคคำฉันท์
๒
ประวัติผู้แต่ง
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นพระราชโอรสในสมเด็จ
พระเจ้าปราสาททอง พระมหากษัตริย์ผู้ครองกรุงศรีอยุธยา
ระหว่าง พ.ศ.2123 - 2198 ส่วนพระราชมารดานั้น เป็น
พระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ทรงพระราชสมภพ
วันจันทร์ เดือนยี่ ปีวอก พ.ศ.2175 สมเด็จพระนารายณ์ทรง
เป็นขัตติยกวี ซึ่งทรงพระปรีชาญาณในศิลปะเเละวรรณคดี
ได้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมไว้หลายเรื่อง อาทิ เช่น
สมุทรโฆษคำฉันท์ คำฉันท์กล่อมช้าง เพลงยาวพยากรณ์
กรุงศรีอยุธยา เพลงยาวสังวาสบางบท เป็นต้น สมเด็จพระ
นารายณ์มหาราชเสด็จดำรงราชสมบัติอยู่ ๓๒ ปี สวรรคต
เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๒๓๑ สิริรวมพระชนมายุได้
๕๖ พระพรรษา
๓
ประวัติผู้แต่ง
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็น
พระโอรสองค์ที่ ๒๘ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลกมหาราชเเละเจ้าจอมมารดาจุ้ย พระองค์ทรงเป็นกวี
สำคัญยิ่งพระองค์หนึ่งในยุครัตนโกสินทร์ ทรงชำนาญลิลิต
และฉันท์ เช่น ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กฤษณาสอน
น้องคำฉันท์ ลิลิตตะเลงพ่าย รวมถึงสมุทรโฆษคำฉันท์ตอน
ปลายตั้งแต่พิทธยธรรณาภิมุขรบแพ้พิทยาธรรณบุตรตกลง
มานอนในสวนของพระสมุทรโฆษจนจบเรื่อง
๔
ลักษณะคำประพันธ์
คำประพันธ์ : ฉันท์
ฉันทลักษณ์ : กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ , กาพย์ฉบัง ๑๖
๕
เนื้อเรื่องย่อ
เนื้อเรื่องย่อที่แต่งสมัยกรุงศรีอยุธยา
เนื้อเรื่องสมุทรโฆษคำฉันท์มีว่า พระสมุทรโฆษเป็นโอรส
ของพระเจ้าพินทุทัตและนางเทพยธิดาผู้ครองกรุงพรหมบุรี
มีชายาชื่อนางสุรสุดา วันหนึ่งทรงได้ข่าวจากนายพรานว่าพบ
โขลงช้างป่า จึงไปคล้องช้างในป่า เวลาเย็นเสด็จไปพักใต้
ร่มโพธิ์ริมสระ พระโพธิ์เทพารักษ์อุ้มพระสมุทรโฆษไป
สมนางพินทุมดีราชธิดาท้าวสีหนรคุปต์และนางกนกพดีที่
เมืองรมยนครชั่วคืนหนึ่ง ครั้นเช้าก็อุ้มกลับมาส่งในป่า
พระสมุทรโฆษตื่นบรรทมมีความอาลัยนาง เสด็จออกตาม
หาแต่ไม่พบจึงตัดใจเสด็จกลับเมือง ก่อนเข้าเมืองจึงได้พบ
พราหมณ์สี่นายจากเมืองรมยนครมาประกาศข่าวสยุมพรนาง
พินทุมดี
๖
เนื้อเรื่องย่อ
ฝ่ายนางพินทุมดีตื่นบรรทมไม่พบพระสมุทรโฆษ ก็ทรง
โศกาดูรขอร้องให้นางธารีพาพระสมุทรโฆษมาหานาง ครั้น
นางธารีไปทูลความ พระสมุทรโฆษก็ทรงสั่งให้จัดกองทัพยก
ตามไปรมยนครกองทัพนั้นไปถึงเมืองพร้อมกับทัพกษัตริย์
อื่นๆ ที่มาร่วมงานสยุมพรนางพินทุมดี เมื่อถึงวันสยุมพร
พระสมุทรโฆษทรงยกศรสำเร็จเพียงพระองค์เดียวได้นาง
เป็นคู่ แต่กษัตริย์อื่นแค้นใจจึงเกิดศึกชิงนางขึ้น ในที่สุด
พระสมุทรโฆษชนะศึก ท้าวสีหนรคุปต์จึงจัดการอภิเษกให้
ต่อมาหนึ่งปี พิทยาธรชื่อรณาภิมุข อุ้มเมียเหาะมาพบรณ
บุตรพิทยาธรอีกตนหนึ่ง รณบุตรเห็นเมียรณาภิมุขเข้าก็
ชอบใจ เข้าทำร้ายรณาภิมุขแล้วชิงนางไป รณาภิมุขหล่นลง
มาในราชอุทยานนอนคร่ำครวญอยู่
๗
เนื้อเรื่องย่อ
เนื้อเรื่องย่อที่เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระปรมานุ
ชิตชิโนรส เริ่มด้วยพระสมุทรโฆษเสด็จมาพบรณาภิมุขจึง
มอบพระขรรค์วิเศษที่ช่วยให้เหาะเหินได้แก่พระสมุทร
โฆษ ก่อนที่จะทูลลากลับป่าหิมพานต์ พระสมุทรโฆษจึง
ชวนนางพินทุมดีเสด็จประพาสป่าหิมพานต์ วันหนึ่งพิทยา
ธรตนหนึ่งลอบลักพระขรรค์และเหาะหนีไป เมื่อตื่น
บรรทมทั้งสองพระองค์ก็ทรงโทมนัส เกาะขอนไม้แต่ขอน
ไม้ขาด ทั้งสองพระองค์จึงพลัดพรากจากกันไป นางพินทุมดี
ขึ้นฝั่งได้ก่อน ไปอาศัยอยู่กับหญิงชราผู้หนึ่งในเมืองมัท
ราษฐ นางมอบแหวนเพชรให้หญิงนั้นไปขายได้ทองห้า
เล่มเกวียนมาสร้างศาลาแจกทานให้เป็นที่พึ่งของสมณ
พราหมณ์ที่เดินทางผ่าน จ้างช่างวาดเขียนภาพเป็นเรื่องของ
นางกับพระสมุทรโฆษตั้งแต่ต้นจนถึงตอนที่พลัดพรากจาก
กันประดับไว้ที่ศาลานั้นด้วย และจ้างคนให้คอยสังเกตอาการ
ของผู้ที่มาชมภาพเหล่านั้นแล้วมารายงานนางเป็นประจำ
๘
เนื้อเรื่องย่อ
ฝ่ายพระสมุทรโฆษ ทรงลอยคออยู่กลางน้ำถึง ๗ วัน นาง
มณีเมขลามาพบและช่วยเหลือให้ขึ้นฝั่งได้ แล้วนางจึงไป
รายงานแก่พระอินทร์ พระอินทร์ทรงทราบก็กริ้วบัญชาให้
พิทยาธรนำพระขรรค์ไปคืน พระสมุทรโฆษจึงได้อาศัย
ฤทธิ์พระขรรค์นั้นเหาะไปตามหานางพินทุมดี จนถึงเมือ
งมัทราชฐ ทรงแปลงกายเป็นพราหมณ์ไปพัก ณ ศาลาที่
นางสร้างไว้ และได้เห็นภาพ ทำให้สะเทือนพระทัยจนทรง
พระกรรแสงแล้วทรงพระสรวล ผู้เฝ้านำความไปรายงานนาง
พินทุมดี นางจึงรีบเสด็จมาหาพระสมุทรโฆษ ทั้งสองพระ
องค์ทรงยินดีที่ได้พบกัน ต่อมาก็ทรงชวนกันเหาะกลับไปถึง
เมืองรมยนครในเวลาเช้า ท้าวสีหนรคุปต์และนางกนกพดี
เสด็จออกมารับ จากนั้นทั้งท้าวพินทุทัตและท้าวสีหนรคุปต์
ทรงมอบราชสมบัติให้พระสมุทรโฆษครอบครอง แล้วทั้ง
สององค์ก็ออกบรรพชาเป็นฤาษีจนสิ้นชนมายุไปบังเกิดใน
พรหมโลก
๙
ตัวบทที่ชื่นชอบ
แต่งโดยพระมหาราชครู
พระสมุทรโฆษเมื่อได้รับสาส์นจากนายพรานจึงได้ไป
ทูลลาพระชนกชนนีเพื่อหวังที่จะเสด็จประพาสป่า เมื่อ
ตรัสทูลลาพระเจ้าเเผ่นดินผู้เป็นพระชนกเสด็จก็ได้ก้มลง
กราบพร้อมพวงมาลัย นบนอบกราบพระมารดา ก่อนจาก
เมืองบ้านเกิดให้เดินทางได้อย่างปลอดภัยดังที่คิดไว้
๑๐
ตัวบทที่ชื่นชอบ
แต่งโดยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
นางหมื่นสี่ผู้เป็นพระสนิทและเป็นเพื่อนของพระอภิรม
และร่วมสนหฤทัยกัน เดินเล่นชมป่ามีความสุขกับความ
งามต้นไม้ ชวนกันเก็บดอกไม้ดอกบัวทัดที่หูไว้ ทรงไว้
ดอกบัวหลวง กระจายไปเดินจบน่าเชื่อถือที่สระบัวกลิ่น
หอม ไหวดั่งสายน้ำทั้งหลายเดินพลางจ้องชมดูนกสีแดง
นกบินขึ้นบินลงที่แอ่งน้ำ
๑๑
ตัวบทที่ชื่นชอบ
แต่งโดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
การพลัดพรากจากที่อยู่เกิดจากความประมาทของพระสมุทรโฆษเอง เพราะทันทีที่
รณาภิมุขวิทยาธรถวายพระขรรค์และกล่าวถึงอานุภาพของพระขรรค์ว่าทำให้เหาะ
ได้ พระสมุทรโฆษก็ดีพระทัยและปรารถนาจะชมป่าหิมพานต์ จึงชวนนางพินทุ
มดีไปโดยไม่ได้บอกใครให้ทราบว่าเสด็จไปที่ใด เสด็จชมต้นไม้ชมภูเขาพื้นที่
ธรรมชาติใกล้ลำธาร สัตว์ป่าหมู่นกมากมายหลากหลายมารวมตัวกันเหมือนไม่ได้
ตั้งใจ มีถ้ำที่มีสายน้ำใสไหลตัดผ่าน สร้างสุขสำราญในป่าสนุกสนานด้วยความ
หลากหลาย
๑๒
คุณค่าที่ได้รับ
ด้านภาษาและสำนวนโวหาร
สมุทรโฆษคำฉันท์ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็นยอด
ของวรรณคดีประเภทฉันท์ การใช้ถ้อยคำมีคำไทยโบราณ เขมร
บาลีสันสกฤตมาก โดยเฉพาะสำนวนที่แต่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ส่วนสำนวนของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิต
ชิโนรสใช้คำบาลีมากกว่าคำสันสกฤต หนังสือเล่มนี้จึงให้ความรู้ใน
เรื่องภาษาเกี่ยวกับคำศัพท์ต่างๆ ตลอดจนการแผลงคำที่ใช้ใน
วรรณคดีเรื่องนี้ นอกจากนั้นยังมีการใช้ลีลาของฉันท์อย่างเหมาะสม
กับเหตุการณ์และการบรรยายเรื่อง การใช้ถ้อยคำสามารถแสดงให้
เห็นภาพและอารมณ์ได้อย่างละเอียด ใช้สำนวนโวหารได้ดีเยี่ยมมี
ความไพเราะด้วยรสแห่งวรรณคดีอย่างครบถ้วนทั้งบทรำพันความ
รัก บทโศก บทเกรี้ยวกราด บทรบ บทชมโฉม ชมทัพ ชม
ธรรมชาติ ชมเมือง เเม้จะมีผู้เเต่งถึงสามคนแต่กวีก็ยังรักษาระดับ
ฝีปากในการแต่งและดำเนินเรื่องอย่างเท่าเทียมกลมกลืนกันเสมือน
ว่าเป็นกวีคนเดียวกันแต่ง
๑๓
คุณค่าที่ได้รับ
ด้านความรู้
ให้ความรู้ในการเล่นหนังใหญ่
ให้ความรู้ในเรื่องการคล้องช้าง
ให้ความรู้ในเรื่องการจัดทัพในสมัยโบราณ
ให้ความรู้ในด้านธรรมชาติวิทยา
ให้ความรู้เกี่ยวกับป่าหิมพานต์
ด้านสังคมและวัฒนธรรม
สะท้อนสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสมัยกรุงศรีอยุธยา
เช่น ความเชื่อในเวรกรรมการบนบานศาลกล่าว การตั้งโรง
ทาน ตลอดจนการละเล่นของไทย เช่น การเล่นแข่งวัวเกวียน
จระเข้กัดกัน แรดชนกัน เป็นต้น
ให้ความรู้เกี่ยวกับประเพณีและพระราชพิธีต่างๆที่สืบเนื่องมา
จากศาสนาพราหมณ์ เช่น พระราชพิธีอาศวยุชเป็นพระราช
พิธีแข่งเรือเสี่ยงทายในเดือน๑๑ และการอภิเษกแบบสยุมพร
๑๔
คุณค่าที่ได้รับ
ด้านอิทธิพลต่อวรรณคดีอื่น
สมุทรโฆษคำฉันท์มีความประณีตไพเราะในบทพรรณาต่างๆ
จึงเป็นแบบฉบับในการแต่งฉันท์ของวรรณคดียุคหลัง ซึ่งกวี
ในชั้นหลังยังมีการกล่าวอ้างอิงถึงการพลัดพรากของพระสมุทร
โฆษกับนางพินทุมดีเป็นทำนองเปรียบเทียบการจากของตน
เช่น โคลงนิราศนรินทร์ เป็นต้น