The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phongphiphat Riw, 2020-10-26 06:43:18

อโยธยาศรีรามเทพนคร

พระนครศรีอยุธยา

จดั ทำโดย

นำย. พงษ์ภิพฒั น์ พำนิช์วฒั นำ
ชนั้ ม.4/7 เลขที่5

เสนอ

คณุ ครู สวุ ำรีย์ ยี่ภู่

เนือ้ หำ

อำณำจกั รอยธุ ยำ เป็นอำณำจกั รของชนชำติไทยในลมุ่ แมน่ ำ้
เจ้ำพระยำในชว่ ง พ.ศ. 1893 ถงึ พ.ศ. 2310 มีกรุงศรีอยธุ ยำเป็น
ศนู ย์กลำงอำนำจหรือรำชธำนี ทงั้ ยงั มคี วำมสมั พนั ธ์ทำงกำรค้ำกบั
หลำยชำติ จนถือได้วำ่ เป็นศนู ย์กลำงกำรค้ำในระดบั นำนำชำต[ิ 2]
เชน่ จีน เวียดนำม อินเดยี ญี่ป่ นุ เปอร์เซยี รวมทงั้ ชำตติ ะวนั ตก
เช่น โปรตเุ กส สเปน เนเธอร์แลนด์ (ฮอลนั ดำ) องั กฤษ และ
ฝรั่งเศส ซง่ึ ในช่วงเวลำหนึ่งเคยสำมำรถขยำยอำณำเขตประเทศ
รำชถงึ รัฐชำนของพมำ่ อำณำจกั รล้ำนนำ มณฑลยนู นำน
อำณำจกั รล้ำนช้ำง อำณำจกั รขอม และคำบสมทุ รมลำยใู น
ปัจจบุ นั [3]

ประวตั คิ วามเป็ นมา

การกาเนิด

กำรกำเนิดอำณำจกั รอยธุ ยำท่ีได้รับกำรยอมรับกว้ำงขวำงที่สดุ นนั้
อธิบำยวำ่ รัฐไทยซง่ึ มศี นู ย์กลำงอยทู่ ่ีกรุงศรีอยธุ ยำในลมุ่ แมน่ ำ้
เจ้ำพระยำ เจริญขนึ ้ มำจำกรำชอำณำจกั รละโว้ (ซงึ่ ขณะนนั้ อยใู่ ต้
กำรควบคมุ ของขะแมร์) และอำณำจกั รสพุ รรณภมู ิ แหลง่ ข้อมลู
หนงึ่ ระบวุ ำ่ กลำงคริสต์ศตวรรษท่ี 14 เพรำะภยั โรคระบำด
คกุ คำม สมเด็จพระเจ้ำอ่ทู องจงึ ทรงย้ำยรำชสำนกั ลงไปทำงใต้ ยงั
ทร่ี ำบลมุ่ นำ้ ทว่ มถงึ อนั อดุ มสมบรู ณ์ของแมน่ ำ้ เจ้ำพระยำ บนเกำะ
ทล่ี ้อมรอบด้วยแมน่ ำ้ ซงึ่ ในอดตี เคยเป็นนครท่ำเรือเดนิ ทะเล
ช่ือ อโยธยา (Ayothaya) หรือ อโยธยำศรีรำมเทพนคร นคร
ใหม่นีถ้ กู ขนำนนำมวำ่ กรุงเทพทวารวดีศรีอยธุ ยา ซง่ึ ภำยหลงั มกั
เรียกวำ่ กรุงศรีอยธุ ยำ แปลวำ่ นครท่ีไมอ่ ำจทำลำยได้[8]

พระบริหำรเทพธำนี อธิบำยวำ่ ชำวไทยเร่ิมตงั้ ถ่ินฐำนบริเวณ
ตอนกลำง และตอนลำ่ งของลมุ่ แมน่ ำ้ เจ้ำพระยำมำตงั้ แตพ่ ทุ ธ

ศตวรรษที่ 18 แล้ว ทงั้ ยงั เคยเป็นท่ตี งั้ ของเมอื งสงั ขบรุ ี อโยธยำ
เสนำรำชนคร และกมั โพชนคร[9] ต่อมำ รำวปลำยพทุ ธศตวรรษท่ี
19 อำณำจกั รขอมและสโุ ขทยั เริ่มเสื่อมอำนำจลง พระเจ้ำอทู่ อง
ทรงดำริจะย้ำยเมืองและกอ่ สร้ำงเมอื งขนึ ้ มำใหม่โดยสง่ คณะชำ่ ง
ก่อสร้ำงไปยงั อินเดียและได้ลอกเลยี นแบบผงั เมอื งอโยธยำมำ
สร้ำงและสถำปนำให้มีชื่อวำ่ กรุงศรีอยธุ ยำ

การขยายอาณาเขต

เม่ือถึงปลำยคริสต์ศตวรรษท่ี 14 อยธุ ยำก็ถกู พิจำรณำว่ำเป็น ชำติ
มหำอำนำจแขง็ แกร่งทีส่ ดุ ในอษุ ำคเนย์แผน่ ดินใหญ่ และได้เร่ิม
ครองควำมเป็นใหญ่โดยเร่ิมจำกกำรพิชิตรำชอำณำจกั รและนคร
รัฐทำงเหนือ อย่ำงสโุ ขทยั กำแพงเพชรและพิษณโุ ลก ก่อนสิน้ สดุ
คริสต์ศตวรรษท่ี 15 อยธุ ยำโจมตีเมอื งพระนคร (องั กอร์) ซง่ึ เป็น
มหำอำนำจของภมู ภิ ำคในอดตี อิทธิพลขององั กอร์คอ่ ย ๆ จำง
หำยไปจำกลมุ่ แมน่ ำ้ เจ้ำพระยำ และอยธุ ยำกลำยมำเป็น
มหำอำนำจใหมแ่ ทน

อย่ำงไรก็ดี รำชอำณำจกั รอยธุ ยำมไิ ด้เป็นรัฐทร่ี วมเป็นหน่วย
เดียวกนั หำกเป็นกำรปะตดิ ปะตอ่ กนั ของอำณำเขต
(principality) ที่ปกครองตนเอง และประเทศรำชท่ี
สวำมภิ กั ดต์ิ อ่ พระมหำกษัตริย์กรุงศรีอยธุ ยำภำยใต้ปริมณฑลแหง่
อำนำจ (Circle of Power) หรือระบบมณฑล
(mandala) ดงั ท่ีนกั วชิ ำกำรบำงฝ่ ำยเสนอ[10] อำณำเขต
เหลำ่ นีอ้ ำจปกครองโดยพระบรมวงศำนวุ งศ์กรุงศรีอยธุ ยำ หรือ
ผ้ปู กครองท้องถ่ินท่มี ีกองทพั อสิ ระของตนเอง ท่ีมีหน้ำทีใ่ ห้กำร
สนบั สนนุ แก่เมอื งหลวงยำมสงครำม ก็ได้ อยำ่ งไรก็ดี มีหลกั ฐำน
วำ่ บำงครัง้ ที่เกิดกำรกบฏท้องถ่ินที่นำโดยเจ้ำหรือ
พระมหำกษัตริย์ท้องถ่ินขนึ ้ เพอ่ื ตงั้ ตนเป็นเอกรำช อยธุ ยำก็จำต้อง
ปรำบปรำม

ด้วยไร้ซง่ึ กฎกำรสืบรำชสนั ตวิ งศ์และมโนทศั น์คณุ ธรรมนิยม(ใน
บำงสมยั ) (meritocracy) อนั รุนแรง ทำให้เมอื่ ใดก็ตำมท่ี
กำรสืบรำชสนั ติวงศ์เป็นที่พพิ ำท เจ้ำปกครองหวั เมอื งหรือผ้สู งู
ศกั ด์ิ (dignitary) ทท่ี รงอำนำจจะอ้ำงคณุ ควำมดขี องตน

รวบรวมไพร่พลและยกทพั มำยงั เมอื งหลวงเพอื่ กดดนั ตำมข้อ
เรียกร้อง จนลงเอยด้วยรัฐประหำรอนั นองเลือดหลำยครัง้ [11]

ตงั้ แตค่ ริสต์ศตวรรษท่ี 15 อยธุ ยำแสดงควำมสนใจในคำบสมทุ ร
มลำยู ทซ่ี งึ่ มะละกำเมอื งทำ่ สำคญั ประชนั ควำมเป็นใหญ่ อยธุ ยำ
พยำยำมยกทพั ไปตีมะละกำหลำยครัง้ แตไ่ ร้ผล มะละกำมคี วำม
เข้มแข็งทงั้ ทำงกำรทตู และทำงเศรษฐกิจ ด้วยได้รับกำรสนบั สนนุ
ทำงทหำรจำกรำชวงศ์หมิงของจีน ในต้นคริสต์ศตวรรษท่ี 15 แม่
ทพั เรือเจิง้ เหอแหง่ รำชวงศ์หมงิ ได้สถำปนำฐำนปฏบิ ตั ิกำรแหง่
หนง่ึ ของเขำขนึ ้ ทมี่ ะละกำ เป็นเหตใุ ห้จีนไมอ่ ำจยอมสญู เสีย
ตำแหนง่ ยทุ ธศำสตร์นีแ้ ก่รัฐอ่ืน ๆ ภำยใต้กำรค้มุ ครองนี ้มะละกำ
จงึ เจริญรุ่งเรืองขนึ ้ เป็นหนง่ึ ในคแู่ ขง่ ทำงกำรค้ำที่ย่ิงใหญ่ของ
อยธุ ยำ กระทง่ั ถกู โปรตเุ กสพิชิตเมอื่ พ.ศ. 2054

การเสียกรุงศรีอยุธยาครัง้ ท่หี น่ึง

เริ่มตงั้ แตก่ ลำงคริสต์ศตวรรษท่ี 16 รำชอำณำจกั รอยธุ ยำถกู
รำชวงศ์ตองอโู จมตหี ลำยครัง้ สงครำมครัง้ แรกคอื สงครำมพระ
เจ้ำตะเบง็ ชเวตี ้เมอื่ พ.ศ. 2091-92 แตล่ ้มเหลว กำรรุกรำน
ครัง้ ทีส่ องของรำชวงศ์ตองอู หรือเรียกวำ่ "สงครำมช้ำงเผือก"สมยั
พระมหำจกั รพรรดิ เม่ือ พ.ศ. 2106 พระเจ้ำบเุ รงนองทรงให้
สมเด็จพระมหำจกั รพรรดยิ อมจำนน พระบรมวงศำนวุ งศ์บำงสว่ น
ถกู พำไปยงั กรุงหงสำวดี และสมเดจ็ พระมหินทรำธิรำช พระรำช
โอรสองค์โต ทรงได้รับแตง่ ตงั้ เป็นเจ้ำประเทศรำช[13][14] เมอื่
พ.ศ. 2112 รำชวงศ์ตองอรู ุกรำนอีกเป็นครัง้ ท่สี ำม และสำมำรถ
ยดึ กรุงศรีอยธุ ยำได้ในปี ตอ่ มำ หนนพี ้ ระเจ้ำบเุ รงนองทรงแตง่ ตงั้
สมเดจ็ พระมหำธรรมรำชำธิรำชเป็นเจ้ำประเทศรำช

การเสียกรุงศรีอยุธยาครัง้ ท่สี อง

กำรเสียกรุงศรีอยธุ ยำครัง้ ทีส่ องหรือ สงครำมครำวเสียกรุงศรี
อยธุ ยำครัง้ ทีส่ อง เป็นควำมขดั แย้งทำงทหำรครัง้ ทสี่ องระหว่ำง
รำชวงศ์โกนบองแหง่ พม่ำ กบั รำชวงศ์บ้ำนพลหู ลวงแหง่
อยธุ ยำ ในกำรทพั ครัง้ นี ้กรุงศรีอยธุ ยำซง่ึ เป็นรำชธำนีคนไทย
เกือบสีศ่ ตวรรษได้เสยี แก่พมำ่ และถงึ กำลสิน้ สดุ ลงไปด้วย
เหตกุ ำรณ์ได้เกิดขนึ ้ เมอ่ื วนั องั คำร ขนึ ้ 9 ค่ำ เดือน 5 ปีกนุ ตรงกบั
วนั ท่ี 7 เมษำยน พ.ศ. 2310[I]

ยทุ ธนำกำรนีเ้ป็นผลพวงของสงครำมพระเจ้ำอลองพญำเมอ่ื พ.ศ.
2303 และอบุ ตั ิขนึ ้ ใน พ.ศ. 2308 เม่ือพมำ่ สง่ กองทพั เข้ำบกุ
ครองอยธุ ยำเป็นสองทำงแบบคมี ทพั พมำ่ พิชิตกำรป้ องกนั ของ
ฝ่ ำยอยธุ ยำที่ประกอบด้วยกำลงั อนั เหนือกวำ่ แตข่ ำดกำร
ประสำนงำนกนั ได้ และเร่ิมล้อมกรุงศรีอยธุ ยำนำน 14 เดือน
[7][8] กระทง่ั เดือนมนี ำคม พ.ศ. 2310 พระเจ้ำเอกทศั ทรงยอม
เป็นประเทศรำชของพมำ่ แตพ่ มำ่ ประสงค์ให้ยอมแพ้อยำ่ งไมม่ ี
เงื่อนไข[3] ในท่ีสดุ กองทพั พมำ่ หกั เข้ำพระนครได้เป็นครัง้ ทีส่ อง

ในประวตั ิศำสตร์ แล้วทำลำยล้ำงพระนคร ทำให้ควำมสมั พนั ธ์
ไทย-พมำ่ เส่อื มลงจนถึงปัจจบุ นั

กำรเสยี กรุงครัง้ นี ้นอกจำกจะสง่ ผลให้อำณำจกั รอยธุ ยำลม่ สลำย
ลงแล้ว ตะนำวศรีตอนใต้ยงั ได้ตกเป็นของพมำ่ เป็นกำรถำวร
[2] และเกิดควำมขดั แย้งระหวำ่ งกลมุ่ กำรเมอื งในระดบั ตำ่ ง ๆ จน
แทบนำไปสกู่ ำรลม่ สลำยของรัฐไทย[9] อยำ่ งไรก็ดี พมำ่ จำต้อง
ถอนกำลงั สว่ นใหญ่ในอำณำจกั รอยธุ ยำเดิมกลบั คืนประเทศไป
เมอ่ื ถกู จีนบกุ ครอง จงึ เป็นเหตใุ ห้สมเดจ็ พระเจ้ำกรุงธนบรุ ีทรง
เถลิงอำนำจและตงั้ อำณำจกั รของคนไทยใหม่

การฟื ้ นตวั

หลงั พระเจ้ำบเุ รงนองเสด็จสวรรคตเมอื่ พ.ศ. 2124 สมเดจ็ พระ
นเรศวรมหำรำชทรงประกำศเอกรำชแก่กรุงศรีอยธุ ยำอีกสำมปีให้
หลงั อยธุ ยำต่อส้ปู ้ องกนั กำรรุกรำนของรัฐหงสำวดีหลำยครัง้ จน
ในครัง้ สดุ ท้ำย สมเดจ็ พระนเรศวรมหำรำชทรงปลงพระชนม์เมงจี
สวำ (Mingyi Swa) อปุ รำชำของรำชวงศ์ตองอไู ด้ในสงครำม
ยทุ ธหตั ถีเมือ่ พ.ศ. 2135 จำกนนั้ อยธุ ยำกลบั เป็นฝ่ ำยบกุ บ้ำง
โดยยดึ ชำยฝั่งตะนำวศรีทงั้ หมดขนึ ้ ไปจนถึงเมำะตะมะใน พ.ศ.
2138 และล้ำนนำใน พ.ศ. 2145 สมเดจ็ พระนเรศวรมหำรำช
ทรงถงึ กบั รุกรำนเข้ำไปในพมำ่ ลกึ ถงึ ตองอใู น พ.ศ. 2143 แต่
ทรงถกู ขบั กลบั มำ หลงั สมเดจ็ พระนเรศวรมหำรำชเสดจ็ สวรรคต
เมือ่ พ.ศ. 2148 ตะนำวศรีตอนเหนือและล้ำนนำกต็ กเป็นของรัฐ
องั วะ อีกใน พ.ศ. 2157[15] อยธุ ยำพยำยำมยดึ รัฐล้ำนนำ
และตะนำวศรีตอนเหนือกลบั คืนระหว่ำง พ.ศ. 2205-07 แต่
ล้มเหลว[16]

กำรค้ำขำยกบั ตำ่ งชำติไม่เพยี งแต่ให้อยธุ ยำมสี นิ ค้ำฟ่ มุ เฟือย
เทำ่ นนั้ แต่ยงั ได้รับอำวธุ ยทุ โธปกรณ์ใหม่ ๆ ด้วย กลำง
คริสต์ศตวรรษท่ี 17 ระหว่ำงรัชสมยั สมเดจ็ พระนำรำยณ์มหำรำช
อยธุ ยำมีควำมเจริญรุ่งเรืองมำก[17] แตใ่ นคริสต์ศตวรรษที่ 18
อยธุ ยำค่อย ๆ สญู เสียกำรควบคมุ เหนือหวั เมอื งรอบนอก ผ้วู ำ่
รำชกำรท้องถิ่นใช้อำนำจของตนอยำ่ งอิสระ และเร่ิมเกิดกำรกบฏ
ต่อเมืองหลวงขนึ ้

การล่มสลาย

หลงั จำกยคุ สมยั อนั นองเลือดแหง่ กำรตอ่ ส้ขู องรำชวงศ์ กรุงศรี
อยธุ ยำเข้ำสู่ "ยคุ ทอง" สมยั ท่คี ่อนข้ำงสงบในคร่ึงหลงั ของ
คริสต์ศตวรรษท่ี 18 เมอื่ ศิลปะ วรรณกรรมและกำรเรียนรู้เฟ่ืองฟู
ยงั มีสงครำมกบั ตำ่ งชำติ กรุงศรีอยธุ ยำส้รู บกบั เจ้ำเหงียน
(Nguyễn Lords) ซงึ่ เป็นผ้ปู กครองเวยี ดนำมใต้ เพื่อกำร
ควบคมุ กมั พชู ำ เร่ิมตงั้ แต่ พ.ศ. 2258 แตภ่ ยั คกุ คำมท่ีใหญ่กวำ่
มำจำกรำชวงศ์อลองพญำซง่ึ ได้ผนวกรัฐชำนเข้ำมำอยใู่ นอำนำจ

ชว่ ง 50 ปี สดุ ท้ำยของรำชอำณำจกั รมีกำรส้รู บอนั นองเลอื ด
ระหวำ่ งเจ้ำนำย โดยมพี ระรำชบลั ลงั ก์เป็นเป้ ำหมำยหลกั เกิดกำร
กวำดล้ำงข้ำรำชสำนกั และแมท่ พั นำยกองทีม่ ีควำมสำมำรถ
ตำมมำ สมเดจ็ พระที่นงั่ สรุ ิยำศน์อมั รินทร์ (พระเจ้ำเอกทศั )
พระมหำกษัตริย์พระองค์สดุ ท้ำย บงั คบั ให้สมเดจ็ พระเจ้ำอทุ มุ พร
พระอนชุ ำ ซงึ่ เป็นพระมหำกษัตริย์อยขู่ ณะนนั้ สละรำชสมบตั แิ ละ
ขนึ ้ ครองรำชย์แทน

พ.ศ. 2303 พระเจ้ำอลองพญำทรงยกทพั รุกรำนอำณำจกั ร
อยธุ ยำ หลงั จำกอยธุ ยำว่ำงเว้นศกึ ภำยนอกมำนำนกวำ่ 150 ปี
จะมีก็เพียงกำรนำไพร่พลเข้ำตอ่ ตีกนั เองเพ่อื แยง่ ชิงอำนำจเทำ่ นนั้
[18] ซง่ึ ในขณะนนั้ อยธุ ยำเกิดกำรแย่งชิงบลั ลงั ก์ระหวำ่ งเจ้ำฟ้ ำ
เอกทศั กบั เจ้ำฟ้ ำอทุ มุ พร อย่ำงไรก็ดี พระเจ้ำอลองพญำไมอ่ ำจหกั
เอำกรุงศรีอยธุ ยำได้ในกำรทพั ครัง้ นนั้

แตใ่ น พ.ศ. 2308 พระเจ้ำมงั ระ พระรำชโอรสแหง่ พระเจ้ำอลอง
พญำ ทรงแบง่ กำลงั ออกเป็นสองสว่ น และเตรียมกำรกว่ำสำมปี

มงุ่ เข้ำตีอำณำจกั รอยธุ ยำพร้อมกนั ทงั้ สองด้ำน ฝ่ ำยอยธุ ยำ
ต้ำนทำนกำรล้อมของทพั พมำ่ ไว้ได้ 14 เดอื น แต่ก็ไมอ่ ำจหยดุ ยงั้
กำรกองทพั รัฐองั วะได้ เนื่องจำกมกี ำลงั มำก และต้องกำรทำลำย
ศนู ย์อำนำจอยำ่ งอยธุ ยำลงเพอ่ื ป้ องกนั กำรกลบั มำมอี ำนำจ อีก
ทงั้ กองทพั องั วะยงั ติดศกึ กบั จีนรำชวงศ์ชิงอย่เู นอื ง ๆ หำกปลอ่ ย
ให้เกิดกำรส้รู บยืดเยือ้ ตอ่ ไปอกี กจ็ ะเป็นภยั แก่องั วะ และมี
สงครำมไมจ่ บสิน้ ในท่สี ดุ กองทพั องั วะสำมำรถเข้ำพระนครได้ใน
วนั ท7ี่ เมษำยน พ.ศ. 2310

พระมหากษัตริย์

1.พระมหำกษัตริย์กรุงศรีอยธุ ยำ มี 5 รำชวงศ์ คือ

2.รำชวงศ์อทู่ อง มกี ษัตริย์ 3 พระองค์

3.รำชวงศ์สพุ รรณภมู ิ มีกษัตริย์ 13 พระองค์

4.รำชวงศ์สโุ ขทยั มีกษัตริย์ 7 พระองค์

5.รำชวงศ์ปรำสำททอง มกี ษัตริย์ 4 พระองค์

6.รำชวงศ์บ้ำนพลหู ลวง มีกษัตริย์ 6 พระองค์

7.รวมมพี ระมหำกษัตริย์ทงั้ สิน้ 33 พระองค์

การปกครอง

ช่วงแรกมีกำรปกครองคล้ำยคลงึ กบั ในสมยั สโุ ขทยั
พระมหำกษัตริย์มสี ิทธิ์ปกครองโดยตรงในรำชธำนี หำกทรงใช้
อำนำจผ่ำนข้ำรำชกำรและขนุ นำงเชน่ กนั นอกจำกนยี ้ งั มีระบบ
กำรปกครองภำยในรำชธำนีทเ่ี รียกวำ่ จตสุ ดมภ์ ตำมกำรเรียกของ
สมเด็จพระเจ้ำบรมวงศ์เธอกรมพระยำดำรงรำชำนภุ ำพ[19] อนั
ได้แก่ กรมเวยี ง กรมวงั กรมคลงั และกรมนำ

กำรปกครองนอกรำชธำนี ประกอบด้วย เมอื งหน้ำดำ่ น เมอื ง
ชนั้ ใน เมืองพระยำมหำนคร และเมอื งประเทศรำช โดยมรี ูปแบบ
กระจำยอำนำจออกจำกศนู ย์กลำงคอ่ นข้ำงมำก[20] เมอื งหน้ำ
ดำ่ น ได้แก่ ลพบรุ ี นครนำยก พระประแดง และสพุ รรณบรุ ี ตงั้ อยู่
รอบรำชธำนีทงั้ สท่ี ิศ ระยะเดนิ ทำงจำกรำชธำนีสองวนั
พระมหำกษัตริย์ทรงสง่ เชอื ้ พระวงศ์ทไี่ ว้วำงพระทยั ไปปกครอง แต่
รูปแบบนีน้ ำมำซงึ่ ปัญหำกำรแย่งชิงรำชสมบตั ิอยบู่ อ่ ยครัง้ เมือง
ชนั้ ในทรงปกครองโดยผ้รู ัง้ ถดั ออกไปเป็นเมืองพระยำมหำนคร
หรือหวั เมืองชนั้ นอก ปกครองโดยเจ้ำเมอื งทีส่ บื เชอื ้ สำยมำแตเ่ ดมิ

มีหน้ำทีจ่ ำ่ ยภำษีและเกณฑ์ผ้คู นในรำชกำรสงครำม[20] และ
สดุ ท้ำยคอื เมืองประเทศรำช พระมหำกษัตริย์ปลอ่ ยให้ปกครอง
กนั เอง เพยี งแตต่ ้องสง่ เคร่ืองบรรณำกำรมำให้รำชธำนีทกุ ปี

ต่อมำ สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนำถ (ครองรำชย์ พ.ศ. 1991-
2031) ทรงยกเลกิ ระบบเมอื งหน้ำดำ่ นเพ่อื ขจดั ปัญหำกำรแยง่
ชิงรำชสมบตั ิ และขยำยอำนำจของรำชธำนีโดยกำรกลืนเมืองรอบ
ข้ำงเข้ำเป็นสว่ นหนงึ่ ของรำชธำนี[21] สำหรับระบบจตสุ ดมภ์
ทรงแยกกิจกำรพลเรือนออกจำกกิจกำรทหำรอย่ำงชดั เจน ให้อยู่
ภำยใต้ควำมรับผิดชอบของสมหุ นำยกและสมหุ กลำโหม
ตำมลำดบั นอกจำกนีย้ งั มีกำรเปลยี่ นชื่อกรมและชื่อตำแหนง่
เสนำบดี แตย่ งั คงไว้ซง่ึ หน้ำที่ควำมรับผิดชอบเดมิ

สว่ นกำรปกครองสว่ นภมู ิภำคมลี กั ษณะเปลี่ยนไปในทำงกำรรวม
อำนำจเข้ำสศู่ นู ย์กลำงให้มำกที่สดุ โดยให้เมืองชนั้ นอกเข้ำมำอยู่
ภำยใต้อำนำจของรำชธำนี มรี ะบบกำรปกครองทล่ี อกมำจำกรำช
ธำนี[22] มกี ำรลำดบั ควำมสำคญั ของหวั เมืองออกเป็นชนั้ เอก

โท ตรี สำหรับหวั เมอื งประเทศรำชนนั้ สว่ นใหญ่ไมค่ อ่ ยมกี ำร
เปลยี่ นแปลงกำรปกครองมำกนกั หำกแตพ่ ระมหำกษัตริย์จะมี
วิธีกำรควบคมุ ควำมจงรักภกั ดีตอ่ รำชธำนีหลำยวิธี เช่น กำรเรียก
เจ้ำเมอื งประเทศรำชมำปรึกษำรำชกำร หรือมำร่วมพระรำชพธิ ี
บรมรำชำภเิ ษกหรือถวำยพระเพลิงพระบรมศพในรำชธำนี กำร
อภิเษกสมรสโดยกำรให้สง่ รำชธิดำมำเป็นสนม และกำรสง่
ข้ำรำชกำรไปปกครองเมอื งใกล้เคยี งกบั เมอื งประเทศรำชเพือ่ คอย
สง่ ข่ำว ซงึ่ เมอื งทม่ี ีหน้ำที่ดงั กลำ่ ว เช่น พษิ ณโุ ลกและ
นครศรีธรรมรำช[23]

ในรัชสมยั สมเดจ็ พระเพทรำชำ (ครองรำชย์ พ.ศ. 2231-
2246) ทรงกระจำยอำนำจทำงทหำรซงึ่ เดมิ ขนึ ้ อยกู่ บั สมหุ กลำ
โหมแตผ่ ้เู ดยี วออกเป็นสำมสว่ น โดยให้สมหุ กลำโหมเปลี่ยนไป
ควบคมุ กิจกำรทหำรในรำชธำนี กิจกำรทหำรและพลเรือนของหวั
เมอื งทำงใต้ ให้สมหุ นำยกควบคมุ กิจกำรพลเรือนในรำชธำนี
กิจกำรทหำรและพลเรือนของหวั เมอื งทำงเหนือ และพระโกษำธิ
บดี ให้ดแู ลกิจกำรทหำรและพลเรือนของหวั เมอื งตะวนั ออก ตอ่ มำ

สมยั สมเดจ็ พระเจ้ำอย่หู วั บรมโกศ (2275-2301) ทรงลด
อำนำจของสมหุ กลำโหมเหลอื เพียงทีป่ รึกษำรำชกำร และให้หวั
เมืองทำงใต้ไปขนึ ้ กบั พระโกษำธิบดีด้วย[24]

นอกจำกนี ้ในสมยั สมเด็จพระมหำธรรมรำชำธิรำช (ครองรำชย์
พ.ศ. 2112-2133) ยงั ได้จดั กำลงั ป้ องกนั รำชธำนีออกเป็น
สำมวงั ได้แก่ วงั หลวง มหี น้ำท่ีป้ องกนั พระนครทำงเหนือ วงั หน้ำ
มหี น้ำที่ป้ องกนั พระนครทำงตะวนั ออก และวงั หลงั มีหน้ำท่ี
ป้ องกนั พระนครทำงตะวนั ตก ระบบดงั กลำ่ วใช้มำจนถึงสมยั
พระบำทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้ำเจ้ำอย่หู วั

พัฒนาการทางสังคมและการเมือง

นบั แตก่ ำรปฏิรูปของสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนำถ พระมหำกษัตริย์
อยธุ ยำทรงอยู่ ณ ศนู ย์กลำงแหง่ ลำดบั ชนั้ ทำงสงั คมและกำรเมอื ง
ทีจ่ ดั ช่วงชนั้ อย่ำงสงู ซงึ่ แผ่ไปทว่ั รำชอำณำจกั ร ด้วยขำดหลกั ฐำน
จงึ เช่อื กนั วำ่ หนว่ ยพนื ้ ฐำนของกำรจดั ระเบยี บสงั คมใน
รำชอำณำจกั รอยธุ ยำ คอื ชมุ ชนหมบู่ ้ำน ที่ประกอบด้วยครัวเรือน
ครอบครัวขยำย กรรมสิทธ์ิในทด่ี นิ อยกู่ บั ผ้นู ำ ทถี่ ือไว้ในนำมของ
ชมุ ชน แม้ชำวนำเจ้ำของทรัพย์สนิ จะพอใจกำรใช้ที่ดนิ เฉพำะเทำ่ ที่
ใช้เพำะปลกู เทำ่ นนั้ [27] ขนุ นำงคอ่ ย ๆ กลำยไปเป็นข้ำรำช
สำนกั (หรืออำมำตย์) และผ้ปู กครองบรรณำกำร (tributary
ruler) ในนครทีส่ ำคญั รองลงมำ ท้ำยท่ีสดุ พระมหำกษัตริย์ทรง
ได้รับกำรยอมรับวำ่ เป็นพระศิวะ (หรือพระวิษณ)ุ ลงมำจตุ บิ นโลก
และทรงกลำยมำเป็นสิ่งมงคลแก่พธิ ีปฏิบตั ิในทำงกำรเมือง-
ศำสนำ ทม่ี ีพรำหมณ์เป็นผ้ปู ระกอบพธิ ี ซง่ึ เป็นข้ำรำชบริพำรใน
รำชสำนกั ในบริบทศำสนำพทุ ธ เทวรำชำเป็นพระโพธิสตั ว์ ควำม
เช่ือในเทวรำชย์ (divine kingship) คงอย่ถู งึ คริสต์ศตวรรษ

ท่ี 18 แม้ถึงขณะนนั้ นยั ทำงศำสนำของมนั จะมผี ลกระทบจำกดั
ก็ตำม

เมอ่ื มีท่ดี ินสำรองเพยี งพอสำหรับกำรกสิกรรม รำชอำณำจกั รจงึ
อำศยั กำรได้มำและกำรควบคมุ กำลงั คนอยำ่ งพอเพียงเพ่ือเป็น
ผ้ใู ช้แรงงำนในไร่นำและกำรป้ องกนั ประเทศ กำรเตบิ โตอย่ำง
รวดเร็วของอยธุ ยำนำมำซง่ึ กำรสงครำมอยำ่ งตอ่ เนื่อง และ
เน่ืองจำกไมม่ แี วน่ แคว้นใดในภมู ิภำคมีควำมได้เปรียบทำง
เทคโนโลยี ผลแหง่ ยทุ ธกำรจงึ มกั ตดั สนิ ด้วยขนำดของกองทพั
หลงั จำกกำรทพั ทไ่ี ด้รับชยั ชนะในแตล่ ะครัง้ อยธุ ยำได้กวำดต้อน
ผ้คู นท่ถี กู พชิ ิตกลบั มำยงั รำชอำณำจกั รจำนวนหนง่ึ ท่ีซงึ่ พวกเขำ
จะถกู กลืนและเพมิ่ เข้ำไปในกำลงั แรงงำน สมเดจ็ พระรำมำธิบดที ี่
2 ทรงสถำปนำระบบกอร์เว (Corvée) แบบไทยขนึ ้ ซงึ่ เสรีชน
ทกุ คนจำต้องขนึ ้ ทะเบยี นเป็ นข้ำ (หรือไพร่) กบั เจ้ำนำยท้องถ่ิน
เป็นกำรใช้แรงงำนโดยไมไ่ ด้รับคำ่ ตอบแทนใด ๆ ไพร่ชำยต้องถกู
เกณฑ์ในยำมเกิดศกึ สงครำม เหนือกวำ่ ไพร่คอื นำย ผ้รู ับผิดชอบ
ตอ่ รำชกำรทหำร แรงงำนกอร์เวในกำรโยธำสำธำรณะ และบน

ทด่ี นิ ของข้ำรำชกำรท่ีเขำสงั กดั ไพร่สว่ ยจ่ำยภำษีแทนกำรใช้
แรงงำน หำกเขำเกลยี ดกำรใช้แรงงำนแบบบงั คบั ภำยใต้นำย เขำ
สำมำรถขำยตวั เป็นทำสแก่นำยหรือเจ้ำทีน่ ่ำดงึ ดดู กว่ำ ผ้จู ะจ่ำย
ค่ำตอบแทนแก่กำรสญู เสียแรงงำนกอร์เว จนถึงคริสต์ศตวรรษที่
19 กำลงั คนกวำ่ หน่ึงในสำมเป็นไพร่[27]

ระบบไพร่เป็นกำรลดิ รอนสิทธิเสรีภำพของประชำชนอย่ำงมำก
เมอ่ื เทยี บกบั สมยั สโุ ขทยั [28] โดยกำหนดให้ชำยทกุ คนทีส่ งู
ตงั้ แต่ 1.25 เมตรขนึ ้ ไปต้องลงทะเบียนไพร่[28] ระบบไพร่มี
ควำมสำคญั ต่อกำรรักษำอำนำจทำงกำรเมอื งของ
พระมหำกษัตริย์ เพรำะหำกเจ้ำนำยหรือขนุ นำงเบยี ดบงั ไพร่ไว้
เป็นจำนวนมำกแล้ว ย่อมสง่ ผลตอ่ เสถียรภำพของรำชบลั ลงั ก์
ตลอดจนสง่ ผลให้กำลงั ในกำรป้ องกนั อำณำจกั รอ่อนแอ ไมเ่ ป็น
ปึกแผน่ นอกจำกนี ้ระบบไพร่ยงั เป็นกำรเกณฑ์แรงงำนเพ่ือใช้
ประโยชน์ในโครงกำรก่อสร้ำงตำ่ ง ๆ ซงึ่ ล้วนแตเ่ ก่ียวข้องกบั
มำตรฐำนชีวติ และควำมมน่ั คงของอำณำจกั ร[29]

ควำมมงั่ คง่ั สถำนภำพ และอิทธิพลทำงกำรเมอื งสมั พนั ธ์ร่วมกนั
พระมหำกษัตริย์ทรงแบง่ สรรนำข้ำวให้แกข่ ้ำรำชสำนกั ผ้วู ำ่
รำชกำรท้องถ่ิน ผ้บู ญั ชำกำรทหำร เป็นกำรตอบแทนควำมดี
ควำมชอบทม่ี ตี อ่ พระองค์ ตำมระบบศกั ดนิ ำ ขนำดของกำรแบง่
สรรแก่ข้ำรำชกำรแตล่ ะคนนนั้ ตดั สินจำกจำนวนไพร่หรือสำมญั ชน
ทเ่ี ขำสำมำรถบญั ชำให้ทำงำนได้ จำนวนกำลงั คนทผี่ ้นู ำหรือ
ข้ำรำชกำรสำมำรถบญั ชำได้นนั้ ขนึ ้ อยกู่ บั สถำนภำพของผ้นู นั้
เทียบกบั ผ้อู ื่นในลำดบั ขนั้ และควำมมง่ั คงั่ ของเขำ ทยี่ อดของ
ลำดบั ขนั้ พระมหำกษัตริย์เป็นเสมอื นผ้ถู ือครองที่ดนิ รำยใหญ่
ทสี่ ดุ ในรำชอำณำจกั ร ตำมทฤษฎแี ล้วทรงบญั ชำไพร่จำนวนมำก
ทส่ี ดุ เรียกวำ่ ไพร่หลวง ท่ีมหี น้ำที่จำ่ ยภำษี รับรำชกำรในกองทพั
และทำงำนบนทดี่ นิ ของพระมหำกษัตริย์[27]

อย่ำงไรก็ดี กำรเกณฑ์กองทพั ขนึ ้ อยกู่ บั มลู นำย ท่บี งั คบั บญั ชำไพร่
สมของตนเอง มลู นำยเหลำ่ นีจ้ ำต้องสง่ ไพร่สมให้อยภู่ ำยใต้บงั คบั
บญั ชำของพระมหำกษัตริย์ในยำมศกึ สงครำม ฉะนนั้ มลู นำยจงึ
เป็นบคุ คลสำคญั ในกำรเมืองของอยธุ ยำ มีมลู นำยอยำ่ งน้อยสอง

คนก่อรัฐประหำรยดึ รำชบลั ลงั ก์มำเป็นของตน ขณะทกี่ ำรส้รู บ
นองเลอื ดระหว่ำงพระมหำกษัตริย์กบั มลู นำยหลงั จำกกำรกวำด
ล้ำงข้ำรำชสำนกั พบเหน็ ได้บอ่ ยครัง้ [27]

สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนำถทรงกำหนดกำรแบง่ สรรทีด่ นิ และไพร่
ทแ่ี นน่ อนให้แก่ข้ำรำชกำรแต่ละขนั้ ในลำดบั ชนั้ บงั คบั บญั ชำ ซง่ึ
กำหนดโครงสร้ำงสงั คมของประเทศกระทง่ั มกี ำรนำระบบ
เงินเดอื นมำใช้แก่ข้ำรำชกำรในสมยั รัตนโกสินทร์[27]

พระสงฆ์อยนู่ อกระบบนี ้ซง่ึ ชำยไทยทกุ ชนชนั้ สำมำรถเข้ำสชู่ นชนั้
นีไ้ ด้ รวมถงึ ชำวจีนด้วย วดั กลำยมำเป็นศนู ย์กลำงกำรศกึ ษำและ
วฒั นธรรม ระหวำ่ งชว่ งนี ้ชำวจีนเร่ิมเข้ำมำตงั้ ถิ่นฐำนในอยธุ ยำ
และไมน่ ำนก็เร่ิมควบคมุ ชีวติ เศรษฐกิจของประเทศ อนั เป็นปัญหำ
สงั คมทเี่ กิดขนึ ้ ช้ำนำนอีกประกำรหน่ึง[27]

สมเด็จพระรำมำธิบดีที่ 1 ทรงเป็นผ้รู วบรวมธรรมศำสตร์
(Dharmashastra) ประมวลกฎหมำยท่อี ิงทม่ี ำในภำษำ
ฮินดแู ละธรรมเนียมไทยแตโ่ บรำณ ธรรมศำสตรำยงั เป็นเครื่องมือ
สำหรับกฎหมำยไทยกระทง่ั ปลำยคริสต์ศตวรรษท่ี 19 มีกำรนำ
ระบบข้ำรำชกำรประจำที่อิงลำดบั ชนั้ บงั คบั บญั ชำของข้ำรำชกำร
ท่ีมีชนั้ ยศและบรรดำศกั ดิ์มำใช้ และมกี ำรจดั ระเบียบสงั คมใน
แบบทสี่ อดคล้องกนั แตไ่ มม่ กี ำรนำระบบวรรณะในศำสนำฮินดมู ำ
ใช้[30]

หลงั สมเดจ็ พระนเรศวรมหำรำชทรงประกำศอิสรภำพจำกรำชวงศ์
ตองอู พระองค์ทรงจดั กำรรวมกำรปกครองประเทศอย่ใู ต้รำช
สำนกั ท่กี รุงศรีอยธุ ยำโดยตรง เพ่อื ป้ องกนั มิให้ซำ้ รอยพระรำชบดิ ำ
ท่ีแปรพกั ตร์เข้ำกบั ฝ่ ำยรำชวงศ์ตองอเู มอื่ ครัง้ กำรเสยี กรุงศรี
อยธุ ยำครัง้ ทห่ี นงึ่ พระองค์ทรงยตุ ิกำรเสนอชอ่ื เจ้ำนำยไปปกครอง
หวั เมอื งของรำชอำณำจกั ร แตแ่ ตง่ ตงั้ ข้ำรำชสำนกั ทคี่ ำดวำ่ จะ
ดำเนินนโยบำยทพ่ี ระมหำกษัตริย์สง่ ไป ฉะนนั้ เจ้ำนำยทงั้ หลำย

จงึ ถกู จำกดั อยใู่ นพระนคร กำรชว่ งชิงอำนำจยงั คงมตี ่อไป แตอ่ ยู่
ใต้สำยพระเนตรทีค่ อยระวงั ของพระมหำกษัตริย์[31]

เพือ่ ประกนั กำรควบคมุ ของพระองค์เหนือชนชนั้ ผ้วู ำ่ รำชกำรใหมน่ ี ้
สมเดจ็ พระนเรศวรมหำรำชมกี ฤษฎกี ำให้เสรีชนทกุ คนท่ีอยใู่ น
ระบบไพร่มำเป็นไพร่หลวง ขนึ ้ ตรงตอ่ พระมหำกษัตริย์โดยตรง ซง่ึ
จะเป็นผ้แู จกจ่ำยกำรใช้งำนแก่ข้ำรำชกำร วธิ ีกำรนีใ้ ห้
พระมหำกษัตริย์ผ้ขู ำดแรงงำนทงั้ หมดในทำงทฤษฎี และเน่ืองจำก
พระมหำกษัตริย์ทรงเป็นเจ้ำของกำลงั ของทกุ คน พระองค์ก็ทรง
ครอบครองท่ดี นิ ทงั้ หมดด้วย ตำแหนง่ รัฐมนตรีและผ้วู ำ่ รำชกำร
และศกั ดนิ ำท่ีอยกู่ บั พวกเขำ โดยปกติเป็นตำแหน่งทตี่ กทอดถึง
ทำยำทในไมก่ ่ีตระกลู ทม่ี กั มีควำมสมั พนั ธ์กบั พระมหำกษัตริย์โดย
กำรแตง่ งำน อนั ทจ่ี ริง พระมหำกษัตริย์ไทยใช้กำรแตง่ งำน
บอ่ ยครัง้ เพื่อเช่ือมพนั ธมติ รระหวำ่ งพระองค์กบั ตระกลู ทที่ รง
อำนำจ ซง่ึ เป็นธรรมเนียมทีป่ ฏบิ ตั ิสบื ต่อมำถึงสมยั รัตนโกสินทร์
ผลของนโยบำยนที ้ ำให้พระมเหสีในพระมหำกษัตริย์มกั มีหลำย
สิบพระองค์[31]

หำกแม้จะมกี ำรปฏิรูปโดยสมเดจ็ พระนเรศวรมหำรำชก็ตำม
ประสทิ ธิภำพของรัฐบำลอีก 150 ปีถดั มำก็ยงั ไม่มน่ั คง พระรำช
อำนำจนอกทีด่ นิ ของพระมหำกษัตริย์ แม้จะเดด็ ขำดในทำงทฤษฎี
แตใ่ นทำงปฏบิ ตั ถิ กู จำกดั โดยควำมหละหลวมของกำรปกครอง
พลเรือน อทิ ธิพลของรัฐบำลกลำงและพระมหำกษัตริย์อยไู่ มเ่ กิน
พระนคร เมือ่ เกิดสงครำมกบั พมำ่ หวั เมืองตำ่ ง ๆ ทงิ ้ พระนคร
อย่ำงงำ่ ยดำย เน่ืองจำกกำลงั ทบ่ี งั คบั ใช้ไม่สำมำรถเกณฑ์มำ
ป้ องกนั พระนครได้โดยงำ่ ย กรุงศรีอยธุ ยำจงึ ไมอ่ ำจต้ำนทำนผู้
รุกรำนได้

ความสัมพนั ธ์กับต่างประเทศ

อำณำจกั รอยธุ ยำมกั สง่ เครื่องรำชบรรณำกำรไปถวำยจกั รพรรดิ
จีนเป็นประจำทกุ สำมปี เครื่องบรรณำกำรนีเ้รียกวำ่ "จิม้ ก้อง" นกั
ประวตั ศิ ำสตร์เช่ือวำ่ กำรสง่ เครื่องรำชบรรณำกำรดงั กลำ่ วแฝง
จดุ ประสงค์ทำงธรุ กิจไว้ด้วย คือ เมอ่ื อำณำจกั รอยธุ ยำได้สง่ เคร่ือง
รำชบรรณำกำรไปถวำยแล้วก็จะได้เครื่องรำชบรรณำกำรกลบั มำ
เป็นมลู ค่ำสองเทำ่ [73] ทงั้ ยงั เป็นธรุ กิจทไ่ี ม่มคี วำมเส่ียง จงึ
มกั จะมีขนุ นำงและพอ่ ค้ำเดนิ ทำงไปพร้อมกบั กำรนำเครื่องรำช
บรรณำกำรไปถวำยด้วย

พ.ศ. 2054 ทนั ทหี ลงั จำกทยี่ ดึ ครองมะละกำ โปรตเุ กสได้สง่
ผ้แู ทนทำงกำรทตู นำโดย ดอู ำร์เต เฟอร์นนั เดส (Duarte
Fernandes) มำยงั รำชสำนกั สมเดจ็ พระรำมำธิบดีท่ี 2 หลงั
ได้มกี ำรสถำปนำควำมสมั พนั ธ์ฉนั ท์มติ รระหวำ่ งรำชอำณำจกั ร
โปรตเุ กสและรำชอำณำจกั รอยธุ ยำแล้ว ผ้แู ทนทำงกำรทตู
โปรตเุ กสก็ได้กลบั ประเทศแมไ่ ปพร้อมกบั ผ้แู ทนทำงทตู ของ
อยธุ ยำ ซงึ่ มขี องกำนลั และพระรำชสำส์นถึงพระเจ้ำโปรตเุ กสด้วย

[74] ผ้แู ทนทำงกำรทตู โปรตเุ กสชดุ นีอ้ ำจเป็นชำวยโุ รปกลมุ่ แรก
ท่ีเดนิ ทำงเข้ำมำในประเทศไทยก็เป็นได้ ห้ำปีให้หลงั กำรตดิ ตอ่ ครัง้
แรก ทงั้ สองได้บรรลสุ นธิสญั ญำซง่ึ อนญุ ำตให้โปรตเุ กสเข้ำมำ
ค้ำขำยในรำชอำณำจกั รอยธุ ยำ สนธิสญั ญำทค่ี ล้ำยกนั ใน พ.ศ.
2135 ได้ให้พวกดตั ช์มฐี ำนะเอกสทิ ธ์ิในกำรค้ำข้ำว

ในรัชกำลสมเดจ็ พระเอกำทศรถ บนั ทกึ ของฮอลนั ดำระบวุ ำ่ มีกำร
สง่ คณะทตู ำนทุ ตู ไปยงั ฮอลนั ดำจำนวน 20 คน ไปในเรือลำ
เดียวกนั กบั พอ่ ค้ำชำวฮอลนั ดำ ในแบบอย่ำงเตม็ ยศ คอื มีพระรำช
สำส์น ตลอดจนเครื่องรำชบรรณำกำรตำ่ ง ๆ ทีม่ คี ำ่ ตำมแบบแผน
ประเพณีของกำรเจริญพระรำชไมตรีสมยั กรุงศรีอยธุ ยำ โดยได้
เดินทำงไปถึงกรุงเฮก เม่ือวนั ท่ี 10 กนั ยำยน พ.ศ. 2151 ซงึ่
คณะทตู ำนทุ ตู คณะนีถ้ ือเป็นกำรสง่ คณะทตู ครัง้ แรกไปเจริญทำง
สมั พนั ธไมตรีกบั ประเทศในยโุ รป อยำ่ งไรก็ตำมในบนั ทกึ ไม่ได้ระบุ
ช่ือรำชทตู หรือบคุ คลใดๆ ในคณะทตู ทรำบเพียงแตจ่ ำนวนวำ่ มี
หวั หน้ำสองทำ่ น (รำชทตู และอปุ ทตู ) พนกั งำนรักษำเครื่องรำช
บรรณำกำร เจ้ำพนกั งำนพระรำชสำส์น และอน่ื ๆ ซง่ึ ได้เข้ำเฝ้ ำ

เจ้ำชำยมอร์ริส เจ้ำชำยแหง่ ออเรนจ์ในวนั ถดั จำกทเ่ี ดนิ ทำงมำถงึ
[75]

ชำวตำ่ งชำตไิ ด้รับกำรต้อนรับอยำ่ งอบอนุ่ ท่ีรำชสำนกั สมเดจ็ พระ
นำรำยณ์มหำรำช ผ้ทู รงมีทศั นะสำกลนิยม
(cosmopolitan) และทรงตระหนกั ถงึ อิทธิพลจำกภำยนอก
ได้มีกำรสถำปนำควำมสมั พนั ธ์เชิงพำณิชย์ทส่ี ำคญั กบั ญี่ป่ นุ
บริษัทกำรค้ำของเนเธอร์แลนด์และองั กฤษได้รับอนญุ ำตให้จดั ตงั้
โรงงำน และมีกำรสง่ คณะผ้แู ทนทำงกำรทตู ของอยธุ ยำไปยงั กรุง
ปำรีสและกรุงเฮก ด้วยกำรธำรงไว้ซงึ่ ควำมสมั พนั ธ์เหลำ่ นี ้รำช
สำนกั อยธุ ยำได้ใช้เนเธอร์แลนด์คำนอำนำจกบั องั กฤษและ
ฝรั่งเศสอย่ำงชำนำญ ทำให้สำมำรถเลีย่ งมิให้ชำตใิ ดชำติหนงึ่ เข้ำ
มำมอี ิทธิพลมำกเกินไป[76]

ในปี พ.ศ. 2207 เนเธอร์แลนด์ใช้กำลงั บงั คบั เพ่ือให้ได้
สนธิสญั ญำทใ่ี ห้สทิ ธิสภำพนอกอำณำเขต เชน่ เดยี วกบั กำรเข้ำถงึ
กำรค้ำอย่ำงเสรี คอนสแตนติน ฟอลคอน นกั ผจญภยั ชำวกรีกผู้

เข้ำมำเป็นเสนำบดีตำ่ งประเทศในรำชสำนกั สมเดจ็ พระนำรำยณ์
มหำรำช กรำบทลู ให้พระองค์หนั ไปพงึ่ ควำมช่วยเหลือจำกฝร่ังเศส
วิศวกรฝรั่งเศสก่อสร้ำงป้ อมคำ่ ยแก่คนไทย และสร้ำงพระรำชวงั
แหง่ ใหมท่ ี่ลพบรุ ี นอกเหนือจำกนี ้มชิ ชนั นำรีชำวฝร่ังเศสเข้ำมำมี
บทบำทในกำรศกึ ษำและกำรแพทย์ ตลอดจนนำแทน่ พิมพ์เคร่ือง
แรกเข้ำมำในรำชอำณำจกั รด้วย พระเจ้ำหลยุ ส์ท่ี 14 ทรงสนพระ
รำชหฤทยั ในรำยงำนจำกมชิ ชนั นำรีท่ีเสนอวำ่ สมเดจ็ พระ
นำรำยณ์อำจเปลยี่ นมำนบั ถือศำสนำคริสต์ได้[77]

อำณำจกั รอยธุ ยำมีควำมสมั พนั ธ์กบั ชำตติ ะวนั ตกในด้ำนกำร
ค้ำขำยและกำรเผยแผศ่ ำสนำ โดยชำวตะวนั ตกได้นำเอำ
วทิ ยำกำรใหม่ ๆ เข้ำมำด้วย ตอ่ มำ คอนสแตนตนิ ฟอลคอนได้เข้ำ
มำมีอิทธิพลและยงั บรรดำขนุ นำงจงึ ประหำรฟอลคอนเสยี และ
ลดระดบั ควำมสำคญั กบั ชำติตะวนั ตกตลอดชว่ งเวลำทเี่ หลอื ของ
อำณำจกั รอยธุ ยำ

อยำ่ งไรก็ดี กำรเข้ำมำของฝร่ังเศสกระต้นุ ให้เกิดควำมแค้นและ
ควำมหวำดระแวงแก่หมชู่ นชนั้ สงู ของไทยและนกั บวชในศำสนำ
พทุ ธ ทงั้ มหี ลกั ฐำนว่ำคบคดิ กบั ฝรั่งเศสจะยดึ กรุงศรีอยธุ ยำ[73]
เม่ือข่ำวสมเดจ็ พระนำรำยณ์กำลงั จะเสดจ็ สวรรคตแพร่ออกไป
พระเพทรำชำ ผ้สู ำเร็จรำชกำร ก็ได้สงั หำรรัชทำยำททที่ รงได้รับ
แตง่ ตงั้ คริสเตยี นคนหนงึ่ และสง่ั ประหำรชีวิตฟอลคอน และ
มิชชนั นำรีอีกจำนวนหนึง่ กำรมำถึงของเรือรบองั กฤษย่ิงยวั่ ยใุ ห้
เกิดกำรสงั หำรหมชู่ ำวยโุ รปมำกขนึ ้ ไปอีก พระเพทรำชำเมือ่
ปรำบดำภิเษกเป็นพระมหำกษัตริย์แล้ว ทรงขบั ชำวตำ่ งชำตอิ อก
จำกรำชอำณำจกั ร รำยงำนกำรศกึ ษำบำงสว่ นระบวุ ำ่ อยธุ ยำ
เริ่มต้นสมยั แหง่ กำรตตี วั ออกหำ่ งพอ่ ค้ำยโุ รป ขณะทตี่ ้อนรับวำณิช
จีนมำกขนึ ้ แตใ่ นกำรศกึ ษำปัจจบุ นั อนื่ ๆ เสนอวำ่ สงครำมและ
ควำมขดั แย้งในยโุ รปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นเหตใุ ห้พอ่ ค้ำ
ยโุ รปลดกิจกรรมในทำงตะวนั ออก อยำ่ งไรก็ดี เป็นทป่ี ระจกั ษ์วำ่
บริษัทอนิ เดียตะวนั ออกของเนเธอร์แลนด์ยงั ทำธรุ กิจกบั อยธุ ยำอยู่
แม้จะประสบกบั ควำมยำกลำบำกทำงกำรเมือง

สถานท่ที ่องเท่ยี วในอยุธยา

วัดพระศรีสรรเพชญ์ หรือ วดั พระศรีสรรเพชญ หนง่ึ ในมรดก

โลกอดีตวดั หลวงประจำพระรำชวงั โบรำณอยธุ ยำ ตงั้ อยทู่ ี่ตำบล
ประตชู ยั อำเภอพระนครศรีอยธุ ยำ เป็นอดตี วดั หลวงประจำ
พระรำชวงั โบรำณอยธุ ยำ สร้ำงขนึ ้ รำวปี พ.ศ. 2035 โดยสมเด็จ
พระบรมไตรโลกนำถ วดั พระศรีสรรเพชญ์ มีจดุ ที่นำ่ สนใจท่สี ำคญั
คอื เจดีย์ทรงลงั กำสำมองค์ทต่ี งั้ ตะหง่ำน เรียงรำยเป็นแนวอยำ่ ง
อย่ำงโดดเดน่ เป็นโบรำณสถำนทส่ี ำคญั ของไทยทมี่ ีมนต์เสนห่ ์
สวยงำม

วัดมหาธาตุ ตงั้ อย่เู ชิงสะพำนป่ ำถ่ำน ทำงทศิ ตะวนั ออกของวดั

พระศรีสรรเพชญ์ มสี ง่ิ ทโ่ี ดดเดน่ คือ เศยี รพระพทุ ธรูปกวำ่ ร้อยปีใน
รำกไม้ โดยเศียรพระพทุ ธรูปเป็นพระพทุ ธรูปหินทรำยเหลอื แค่
สว่ นเศียร สำหรับองค์พระนนั้ หำยไปและเป็นเศยี รพระพทุ ธรูป
ศลิ ปะอยธุ ยำวำงอยใู่ นรำกโพธิ์ข้ำงวิหำร คำดวำ่ เศียรพระพทุ ธรูป
นีจ้ ะหลน่ ลงมำอย่ทู ่ีโคนต้นไม้ ในสมยั เสียกรุงจนรำกไม้ขนึ ้ ปก
คลมุ ทำให้มีควำมงดงำมแปลกตำทำให้วดั แหง่ นี ้กลำยเป็นวดั ท่มี ี
ช่ือเสยี งและเป็นท่ีรู้จกั ทงั้ ชำวไทย และชำวตำ่ งชำติ

วัดพระราม เป็นวดั ทต่ี งั้ อย่นู อกเขตพระรำชวงั ทำงด้ำนทิศ

ตะวนั ออก ตำบลประตชู ยั อำเภอพระนครศรีอยธุ ยำ จงั หวดั
พระนครศรีอยธุ ยำ ตรงข้ำมกบั วิหำรพระมงคลบพิตร เป็นวดั ที่
ใหญ่โตกว้ำงขวำง มีพระปรำงค์ขนำดใหญ่เหน็ เดน่ ชดั แต่ไกล องค์
ปรำงค์ก่อด้วยอฐิ สอปนู เป็นสถำปัตยกรรมสมยั อยธุ ยำตอนต้นที่
นิยมทำเป็นพระปรำงค์ เพรำะได้รับอิทธิพลแบบเขมรโบรำณจำก
เมืองละโว้ (ลพบรุ ี)

วัดราชบรู ณะ ตงั้ อย่ทู ำงด้ำนทศิ เหนือของวดั มหำธำตุ มีฐำนะ

เป็นพระอำรำมหลวงในสมยั อยธุ ยำภำยในวดั ประกอบด้วยองค์
ปรำงค์ประธำน ซงึ่ ล้อมรอบด้วยระเบียงคต มีพระวิหำรตงั้ อย่ทู ำง
ทิศตะวนั ออก สว่ นพระอโุ บสถตงั้ อยทู่ ำงด้ำนหลงั ของวดั ทำงทศิ
ตะวนั ตกในแนวประธำนเดยี วกนั วดั รำชบรู ณะโดง่ ดงั มำกในเร่ือง
กำรขดุ พบเคร่ืองทองมำกมำยในกรุพระปรำงค์ใหญ่และประชำชน
ยงั สำมำรถลงไปชมภำพจิตรกรรมฝำฝนงั สมยั อยธุ ยำตอนต้น
ภำยในกรุได้ด้วยวดั รำชบรู ณะจงึ เป็นวดั ทน่ี กั ทอ่ งเทยี่ วนิยมเข้ำ
เย่ียมชมอย่เู ป็นประจำสม่ำเสมอ

วัดพระงาม ตงั้ อย่ตู ำบลคลองสระบวั อำเภอพระนครศรีอยธุ ยำ

เป็นวดั ร้ำงที่มีจดุ เดน่ คอื ซ้มุ ประตโู บรำณที่ถกู โอบล้อมด้วยต้น
โพธ์ิ จนได้รับขนำนนำนวำ่ ประตแู หง่ กำลเวลำ เนื่องจำกในยำม
เยน็ จะมแี สงสที องของพระอำทิตย์สำดสอ่ งลงมำยงั ซ้มุ ประตเู มือ่
เดินผำ่ นทำให้รู้สกึ วำ่ เหมือนเรำกำลงั ก้ำวเดินผ่ำนชว่ งเวลำใน
ปัจจบุ นั ไปยงั อดตี คล้ำยกบั เดินผำ่ นกระจกในละครเร่ือง ทวิภพ
ไปสอู่ กี ภพหนง่ึ ในยคุ ไทยโบรำณ

วัดภูเขาทอง วดั เก่ำแก่ทส่ี ำคญั ในอยธุ ยำ งดงำมด้วย

โบรำณสถำน คือ เจดยี ์ภเู ขำทองสขี ำว โดดเดน่ มองเหน็ ได้ใน
ระยะไกล มีบนั ไดสขี ำวทอดยำวไปถงึ ยอดพระเจดีย์มีระเบียงท่ี
สำมำรถชมววิ ท้องทงุ่ นำได้ นบั เป็นเป็นเจดีย์ทแ่ี ปลกตำเพรำะ
ปกติหำกนึกถงึ วดั ในอยธุ ยำ จะค้นุ เคยแตภ่ ำพวดั ทเ่ี ป็นโบรำณ
สถำนทีก่ ่อด้วยอิฐ นอกจำกนีภ้ ำยในวดั ยงั มีโบรำณสถำนเก่ำแก่ที่
ก่อด้วยอิฐท่งี ดงำมไมแ่ พ้กนั

บรรณำนกุ รม

Van Vliet, Jeremias, "Description of the
Kingdom of Siam" (L.F. Van Ravenswaay
trans.) (1692).

Liberman, Victor, "Strange Parallel
Southeast Asia in Global Context c. 800 -
1830, Vol. 1: Integration on the Mainland"
(Cambridge Univ. Press, 2003).
โกวทิ วงศ์สรุ วฒั น์. กำรเมอื งกำรปกครองไทย: หลำยมิติ.

นิโกลำส์ แชรแวส. ประวตั ศิ ำสตร์ธรรมชำตแิ ละกำรเมืองแหง่
รำชอำณำจกั รสยำม (ในแผ่นดนิ สมเด็จพระนำรำยณ์มหำรำช) ,
แปลโดย สนั ต์ ท. โกมลบตุ ร. พระนคร:ก้ำวหน้ำ, 2506

พระรำชพงศำวดำรกรุงศรีอยธุ ยำฉบบั พนั ทำนมุ ำศ (เจมิ ) กบั พระ
จกั รพรรดพิ งศ์ (จำด).พระนคร:คลงั วิทยำ, 2507

บำทหลวงตำชำรด์, แปล สนั ต์ ท. โกมลบตุ ร. จดหมำยเหตกุ ำร
เดินทำงสปู่ ระเทศสยำมของบำทหลวงตำชำร์ด. กรุงเทพฯ:กรม
ศิลปำกร, 2517

สจุ ิตต์ วงษ์เทศ. อกั ษรไทยมำจำกไหน?. กรุงเทพฯ:มตชิ น,
2548. ISBN 974-323-547-7
เซอร์จอห์น เบำริง, แปล นนั ทนำ ตนั ติเวสส์. ควำมสมั พนั ธ์
ระหวำ่ งประเทศสยำมกบั ตำ่ งประเทศสมยั กรุงศรีอยธุ ยำ.
กรุงเทพฯ:กรมศิลปำกร, 2527

บงั อร ปิ ยะพนั ธ์.ุ ลำวในกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ:
มหำวทิ ยำลยั ธรรมศำสตร์, 2541. ISBN 974-86304-
7-1
สจุ ิตต์ วงษ์เทศ. กรุงเทพฯ มำจำกไหน?. กรุงเทพฯ:มติชน,
2548. ISBN 974-323-436-5


Click to View FlipBook Version