The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

งานวิจัย เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ด้วยสื่อออนไลน์(เต็มเล่ม) 1-2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by oic.200630, 2024-03-20 23:24:37

งานวิจัย เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ด้วยสื่อออนไลน์(เต็มเล่ม) 1-2565

งานวิจัย เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ด้วยสื่อออนไลน์(เต็มเล่ม) 1-2565

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมการเชิง เส้นตัวแปรเดียวของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) วิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษ ด้วยกระบวนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน นางสาววลัยพร วงทองนิล ครู คศ.1 วิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ภาคเรียนที่ 1/2565


บทคัดย่อ หัวข้อวิจัย รายงานการวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัว แปรเดียวของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.1)วิทยาลัยการอาชีพ ศรีสะเกษ ด้วยกระบวนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ผู้วิจัย นางสาววลัยพร วงทองนิล การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.1)ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 และเพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.1) ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยกระบวนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.1) สาขางานยานยนต์สังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 1 ห้อง โดยการเลือก แบบเจาะจงได้นักเรียน ระดับชั้น ปวช.1 สาขางานยานยนต์จำนวนนักเรียน 27 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบ เจาะจง รูปแบบการทดลองคือ One Group Pretest Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วยด้วยกระบวนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว และแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการ ทดสอบค่า t ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ(ปวช.1) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 71.67/95 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 ที่ตั้งไว้ 2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.1) ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดฝึกหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ ระดับ .01


กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) วิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษ ด้วยกระบวนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 สำเร็จลงได้เพราะได้รับความกรุณาอย่างมากจากคุณครูยุวดี กาญจนพฤฒิ พงศ์ที่กรุณาเสียสละเวลาอันมีค่ายิ่งให้เกียรติเป็นที่ปรึกษาและแนะนำแนวทางต่าง ๆ ในการทำวิจัย ตลอดจน ตรวจสอบและแก้ไขเนื้อหาให้มีความถูกต้อง ขอขอบคุณวิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษที่ให้การสนับสนุนในการทำวิจัยปีการศึกษา 1/2565 ทำให้ผู้วิจัยสามารถดำเนินการวิจัยจนสำเร็จสมบูรณ์ได้โดยสะดวก ขอขอบคุณนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษ สาขางานยานยนต์ทุกคนที่ให้ข้อมูลอันเป็น ประโยชน์ต่อการวิจัยจนทำให้งานวิจัยนี้สำเร็จได้ด้วยดี คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีจากงานวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบแด่ผู้มีพระคุณทุก ๆ ท่าน ผู้เขียนมีความซาบซึ้งในความกรุณาอันดียิ่งจากทุกท่านที่ได้กล่าวนามมา และขอกราบ ขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ นางสาววลัยพร วงทองนิล พ.ศ. 2565


สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ……………………………………………………………………………………………………………………………..…………….ก กิตติกรรมประกาศ………………………………………………………………………………………………………………..…………….ข สารบัญ…………………………………………………………………………………………………………………………….….…..……….ค สารบัญตาราง…………………………………………………………………………………………………………………..………………..จ สารบัญรูปภาพ…………………………………………………………………………………………………………………………………..ฉ บทที่ 1 บทนำ………………………………………………………………………………………………………………………………..1 ความเป็นมาและความสำคัญ………………………………………………………………………………………2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย………………………………………………………………………………..………….2 ความสำคัญของการวิจัย…………………………………………………………………………………..………...2 ขอบเขตของการวิจัย……………………………………………………………………………….…………………2 กรอบแนวคิดในการวิจัย…………………………………………………………………………………………..…3 นิยามศัพท์เฉพาะ…………………………………………………………………………………………….…………3 2 แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………………………………….…………………….5 แนวคิดและหลักการที่เกี่ยวข้องกับชุดฝึกทักษะ………………………………………………….…………5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………….……………………………….…13 สมมติฐานในการวิจัย………………………………………………………………………………………..………15 3 วิธีดำเนินการวิจัย………………………………………………………………………………………………………….…..16 ประชากร…………………………………………………………………………………………..……………………16 กลุ่มตัวอย่าง……………………………………………………………………………………………………………16 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล……………………………………………..………………………..17 การเก็บรวบรวมข้อมูล…………………………………………………………………………………..…………17 การวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………………………..……..18 สถิติที่ใช้ในการวิจัย…………………………………………………………………………………………………18 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………………………………………………20 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ………………………………………………………………………..………………22 สรุปผลการวิจัย………………………………………………………………………………………………………22


สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า อภิปรายผลการวิจัย……………………………………………………………………………………..23 ข้อเสนอแนะ………………………………………………………………………….………………..….23 บรรณานุกรม………………………………………………………………………………….………..…25 ภาคผนวก……………………………………………………………………………………………………27 ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย..………………………………………..…………………27 ภาคผนวก ข ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย....…………………………..…………………32 ภาคผนวก ข ประวัติผู้วิจัย...................................…………………………..…………………56


สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 4.1 ประสิทธิภาพของกระบวนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน การคิดคำนวณเรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว…………………………….…………………………………………..……………20 4.2 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย ชุดฝึกทักษะการคิดคำนวณเรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ระดับชั้นประกาศนียบัตร วิชาชีพ (ปวช.1) ………………………………….………………………………………………….………………21


สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย…………………………………………………………………………………………………3


บทที่1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ การศึกษาเป็นปัจจัยที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์หากประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือทั้งหมดขาดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็เท่ากับว่าชีวิตขาดสิ่งจำเป็นที่ชีวิตขาดไม่ได้ ชีวิตก็จะด้อยคุณค่าขาดความ สมบูรณ์ขาดคุณภาพและขาดความปกติสุขที่สามัญชนพึงได้รับ(กรมวิชาการ 2541:15) การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นการจัดประสบการณ์ด้านความรู้ ความสามารถ ทักษะและคุณค่าที่ จำเป็นต่อชีวิต ซึ่งได้แก่ ความรู้ ความสามารถ และทักษะในการสื่อสาร ด้านการพูดและการเขียน ด้านการคิด คำนวณ ด้านการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ด้วยเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ ตลอดจนความรู้ในศาสตร์สาขาต่างๆ ที่จะ ใช้ในการดำรงชีวิต ส่วนด้านคุณค่านั้นหมายถึง ความมีจิตใจอันงดงาม ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความมีคุณธรรม จริยธรรมตามหลักศาสนา การอนุรักษ์สืบสานเอกลักษณ์ของท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ ในนโยบาย และแผนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ของการทรวงศึกษาธิการได้กำหนดวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้สำเร็จ การศึกษาขั้นพื้นฐานมีการพัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์และสังคมเหมาะสมกับวัย มีความรู้คู่ คุณธรรมที่ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขบนพื้นฐานของความเป็นไทยอย่างมีศักดิ์ศรีและภูมิใจ สามารถพึ่งตนเอง มีทักษะที่จะแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง มีทักษะที่จะแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องมีทักษะ เบื้องต้นในการประกอบอาชีพ มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลพอที่จะรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในสังคมโลก มีจิตสำนึกที่ถูกต้องทางการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและมี ความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์สืบสารวัฒนธรรมไทยและภูมิปัญญาของไทย (กรมวิชาการ 2541:15-16) เนื่องจากในการจัดการเรียนการสอนนักศึกษาระดับ ปวช.1 นั้นพบปัญหาในเรื่องของสมการเชิงเส้นตัว แปรเดียว ซึ่งเรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับงานในวิชาชีพและนำไปประยุกต์ใช้ใน การดำรงชีวิตประจำวัน เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการเปรียบเทียบปริมาณ โดยใช้ความรู้เรื่องสมการเชิงเส้นตัว แปรเดียวมาใช้ในการคำนวณหาค่าต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง เช่น การเขียนแบบแปลนต่างๆ การผสมปุ๋ยสารเคมี หรือปริมาณวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ส่วนผสมของอาหาร เป็นต้น ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องศึกษาเรื่อง ดังกล่าวอย่างละเอียดต่อไป


วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนระดับชั้น ปวช. 1 สาขางานยานยนต์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์75/75 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนระดับชั้น ปวช.1 หลังเรียนกับก่อนเรียน โดยใช้ กิจกรรมการสอนด้วยกระบวนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ความสำคัญของการวิจัย 1. ได้ชุดฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียน ระดับชั้นปวช.1 เพื่อนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2. ได้แนวทางสำหรับครูผู้เกี่ยวข้องนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนและพัฒนาชุดฝึกทักษะ ในเนื้อหาอื่นในหมวดวิชาคณิตศาสตร์หรือหมวดวิชาพื้นฐานอื่นๆ ขอบเขตของการวิจัย ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักศึกษาระดับชั้น ปวช.1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 วิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 27 คน ตัวแปรที่ศึกษา 1. ตัวแปรต้น คือ การพัฒนาการความสามารถในการคิดคำนวณโดยการใช้กระบวนการสอนแบบเพื่อน ช่วยเพื่อน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว 2. ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว


กรอบแนวคิดในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีกรอบแนวคิดในการวิจัยดังนี้ ภาพที่ 1 .1 กรอบแนวคิดในการวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ 1. การเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน หมายถึง “เพื่อนช่วยเพื่อน” หรือ “Peer Assist” เป็นการจัดการ ความรู้ก่อนลงมือทำกิจกรรม (Learning Before Doing) เพื่อแสวงหาผู้ช่วยที่มีความแตกต่าง มาแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ความรู้ เพื่อขยายกรอบความคิดให้กว้างและมีประสิทธิภาพมายิ่งขึ้น โดยอาศัย “คน” เป็นธงนำ (People Driven) เปิดมุมมองความคิดที่หลากหลายจากการแลกเปลี่ยนระหว่างทีมที่มีทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่มองอะไรเพียงด้านเดียว 2. ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 จำแนกเป็นประสิทธิภาพของ กระบวนการและประสิทธิภาพของผลลัพธ์ 75 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบฝึกหัดทุกชุด ซึ่งเรียกว่าประสิทธิภาพ ของกระบวนการ 75 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดผลวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังการทำแบบฝึกหัด ซึ่งเรียกว่า ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 4. นักเรียน หมายถึง นักเรียน ระดับชั้น ปวช.1 สาขางานยานยนต์ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1ปี การศึกษา 2565 วิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ ตัวแปรต้น การจัดการเรียนการ สอน โดยใช้กระบวนการสอน แบบเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ตัวแปรตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัว แปรเดียว


บทที่2 แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุดฝึกทักษะ สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว วิชาคณิตศาสตร์ ผู้วิจัยขอเสนอหัวข้อดังต่อไปนี้ แนวคิดและหลักการที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน การเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ความเป็นมา แนวคิดทฤษฎี วิธีการแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” 1. การสอนแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” 2. การให้คำปรึกษาแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” 3. กลวิธีการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน 4. การหาประสิทธิภาพของแบบ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สมมติฐานในการวิจัย แนวคิดและหลักการที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดและหลักการที่เกี่ยวข้องกับชุดฝึกทักษะดังนี้ การเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน (Peer-Assisted Learning) คำว่า “เพื่อนช่วยเพื่อน” บางคนอาจจะเคยได้ยินคำๆนี้มาแล้ว ซึ่งเราจะพบกันมากในเรื่องของ การศึกษา การสอน การแก้ปัญหาต่างๆ เป็นต้น แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ความหมายที่แท้จริงของคำๆนี้ เราจะมาดู กันว่าแท้จริงแล้วคำว่า “เพื่อนช่วยเพื่อน” คืออะไร และการใช้วิธีการนี้มันดีอย่างไร “เพื่อนช่วยเพื่อน” หรือ “Peer Assist” เป็นการจัดการความรู้ก่อนลงมือทำกิจกรรม (Learning Before Doing) เพื่อแสวงหาผู้ช่วยที่มีความแตกต่าง มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ เพื่อขยายกรอบ ความคิดให้กว้างและมีประสิทธิภาพมายิ่งขึ้น โดยอาศัย “คน” เป็นธงนำ (People Driven) เปิดมุมมองความคิด ที่หลากหลายจากการแลกเปลี่ยนระหว่างทีมที่มีทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่ มองอะไรเพียงด้านเดียว


ความเป็นมา “เพื่อนช่วยเพื่อน” (Peer Assist) เป็นเครื่องมือที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใช้ครั้งแรกที่บริษัท BPAmoco ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของประเทศอังกฤษ โดยการสร้างให้เกิดกลไกการเรียนรู้ประสบการณ์ผู้อื่น ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์หรือร่วมวิชาชีพ (peers) ก่อนที่จะเริ่มดำเนินกิจกรรมหรือโครงการใดๆ ทั้งนี้ ความหมายของ “เพื่อนช่วยเพื่อน” จะเกี่ยวข้องกับ - การประชุมหรือการปฏิบัติการร่วมกันโดยมีผู้ที่ได้รับเชิญจากทีมภายนอก หรือทีมอื่น (ทีมเยือน) เพื่อ มาแบ่งปันประสบการณ์ ความรู้ กับทีมเจ้าบ้าน (ทีมเหย้า) ที่เป็นผู้ร้องขอความช่วยเหลือ- เครื่องมือสำหรับ แบ่งปันประสบการณ์ ความเข้าใจ ความรู้ ในเรื่องต่างๆ - กลไกสำหรับแลกเปลี่ยนความรู้ผ่านการเชื่อมโยงติดต่อระหว่างบุคคลสำหรับข้อดีของการทำ Peer Assist นั้น ได้แก่ - เป็นกลไกการเรียนรู้ก่อนลงมือทำกิจกรรม (Learning Before Doing) ผ่านประสบการณ์ผู้อื่น เพื่อให้รู้ว่าใครรู้อะไร และไม่ทำผิดพลาดซ้ำในสิ่งที่เคยมีผู้ทำผิดพลาด ตลอดจนเรียนลัดวิธีการทำงานต่าง ๆ ที่เรา อาจไม่เคยรู้มาก่อนจากประสบการณ์ของทีมผู้ช่วยภายนอก - ช่วยให้ทีมเจ้าบ้านได้ความช่วยเหลือ ความคิดเห็น และมุมมองจากทีมผู้ช่วยภายนอก ซึ่งอาจนำไปสู่ แนวทางในการแก้ปัญหาหรือการทำงานใหม่ๆ แนวคิดทฤษฎี เมื่อจะเริ่ม "ลงมือทำ" เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เราไม่เคยทำ หรือไม่สันทัด หรือยังได้ผลไม่เป็นที่พอใจ ขั้นตอนแรกของการจัดการความรู้คือหาข้อมูล (ความรู้) ว่าเรื่องนั้นๆ มีบุคคลหรือกลุ่มคน ที่ไหน หน่วยงานใด ที่ ทำได้ผลดีมาก (best practice) และถือเป็นกัลยาณมิตร (peers) ที่อาจช่วยแนะนำหรือให้ความรู้เราได้ กัลยาณมิตรนี้อาจเป็นเพื่อนร่วมงานในหน่วยงานเดียวกัน อาจเป็นหน่วยงานอื่นในองค์กรเดียวกัน หรือเป็นคนที่ อยู่ในองค์กรอื่นก็ได้ แล้วติดต่อขอเรียนรู้วิธีทำงานจากเขา ไปเรียนรู้จากหน่วยงาน จะโดยวิธีไปดูงาน โทรศัพท์ หรือ e-mail ไปถาม เชิญมาบรรยาย หรือวิธีอื่นๆ ก็ได้ หลักคิดในเรื่องนี้ก็คือ มีคนอื่นที่เขาทำได้ดีอยู่แล้ว ในเรื่อง ที่เราอยากพัฒนาหรือปรับปรุง ไม่ควรเสียเวลาคิดขึ้นใหม่ด้วยตนเอง ควร "เรียนลัด" โดยเอาอย่างจากผู้ที่ทำได้ดี อยู่แล้ว เอามาปรับใช้กับงานของเรา แล้วพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ย้ำว่าการเรียนรู้จากกัลยาณมิตรนี้จะต้องไม่ใช่ไปลอก วิธีการของเขามาทั้งหมด แต่ไปเรียนรู้แนวคิดและแนวปฏิบัติของเขาแล้วเอามาปรับปรุงใช้งานให้เหมาะสมต่อ สภาพการทำงานของเรา วิธีการแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” วิธีการแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” สามารถทำได้ ดังนี้ 1. กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่าทำ “เพื่อนช่วยเพื่อน” ทำไปเพื่ออะไร อะไรคือต้นตอของปัญหาที่ ต้องการขอความช่วยเหลือ 2. ตรวจสอบว่าใครที่เคยแก้ปัญหาที่เราพบมาก่อนบ้างหรือไม่ โดยทำแจ้งแผนการทำ “เพื่อนช่วย เพื่อน” ของทีมให้หน่วยงานอื่นๆ ได้รับรู้ เพื่อหาผู้ที่รู้ในปัญหาดังกล่าว 3. กำหนด Facilitator (คุณอำนวย) หรือผู้สนับสนุน และอำนวยความสะดวกในกระบวนการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างทีม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ


4. คำนึงถึงการวางตารางเวลาให้เหมาะสมและทันต่อการนำไปใช้งาน หรือการปฏิบัติจริง โดยอาจเผื่อ เวลาสำหรับปัญหาที่ไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้น 5. ควรเลือกผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้มีความหลากหลาย (Diverse) ทั้งด้านทักษะ (Skill) ความสามารถ/ความเชี่ยวชาญ (Competencies) และประสบการณ์ (Experience) สำหรับจำนวน ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 6-8 คนก็เพียงพอ 6. มุ่งหาผลลัพธ์หรือสิ่งที่ต้องการได้รับจริงๆ กล่าวคือ การทำ “เพื่อนช่วยเพื่อน” นั้นจะต้องมองให้ ทะลุถึงปัญหา สร้างทางเลือกหลายๆ ทาง มากกว่าที่จะใช้คำตอบสำเร็จรูปทางใดทางหนึ่ง 7. วางแผนเวลาสำหรับการพบปะสังสรรค์ทางสังคม หรือการพูดคุยแบบไม่เป็นทางการ (นอกรอบ) 8. กำหนดบทบาทของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน ตลอดจนสร้างบรรยากาศ เพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน 9. แบ่งเวลาที่มีอยู่ออกเป็น 4 ส่วน คือ - ส่วนแรกใช้สำหรับทีมเจ้าบ้านแบ่งปันข้อมูล (Information) บริบท (Context) รวมทั้งแผนงานใน อนาคต - ส่วนที่สองใช้สนับสนุน หรือกระตุ้นให้ทีมผู้ช่วยซึ่งเป็นทีมเยือนได้ซักถามในสิ่งที่เขาจำเป็นต้องรู้ - ส่วนที่สาม ใช้เพื่อให้ทีมผู้ช่วยซึ่งเป็นทีมเยือนได้นำเสนอมุมมองความคิด เพื่อให้ทีมเจ้าบ้านนำสิ่งที่ได้ ฟังไปวิเคราะห์ - ส่วนที่สี่ ใช้สำหรับการพูดคุยโต้ตอบ พิจารณาไตร่ตรองสิ่งที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน จากความเป็นมา แนวคิดทฤษฎี และวิธีการแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” เราสามารถแบ่งประเภท ของ “เพื่อนช่วยเพื่อน” ได้3 ประเภท ดังนี้ 1. การสอนแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” กิจกรรมอย่างหนึ่งที่จัดให้ผู้เรียนได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่เสมอ คือ เพื่อนช่วยเพื่อนในลักษณะ เก่งช่วย อ่อน ซึ่งเป็นวิธีการที่ผู้เรียนให้ความสนใจมาก คนเก่งจะจัดกระบวนการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมความสามารถ ของผู้เรียน โดยเฉพาะวิชาการด้านคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการคิด วางแผน ปฏิบัติ และ ประเมินผล ให้ผู้เรียนมีโอกาสได้เรียนรู้ได้พิจารณา และค้นพบความรู้ความสามารถของตนเองให้ผู้เรียนมองเห็น ภาพลักษณ์แห่งตน ตัวตนในอุดมคติ และการเห็นคุณค่าตนเอง ต่อความสำเร็จในการเรียนการสร้างเว็บไซต์ ภาษา HTML สิ่งเหล่านี้จะช่วยหล่อหลอมให้ผู้เรียน รักและมีความพร้อมที่จะเรียน มีความสุขในการเรียนรู้ และ ร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง การสอนด้วยวีการ “เพื่อนช่วยเพื่อน” การสอนด้วยวิธีการให้เพื่อนช่วยเพื่อนเป็นวิธีการที่มุ่งให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจต่อการเรียนมากขึ้น เนื่องจากนักเรียนทุกคนเป็นผู้ที่มีบทบาทในกิจกรรมการเรียนการสอน การนำวิธีการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนมา ช่วยแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอน ควรจะต้องสร้างแรงจูงใจแก่เพื่อนนักเรียนที่ช่วยสอน ให้ได้รับ ผลประโยชน์ตอบแทนทั้งรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งเป็นบันไดขั้นแรกแห่งความสำเร็จ ด้วยการหากิจกรรมที่ กระตุ้นให้นักเรียนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือครูและเพื่อนนักเรียนอย่างเต็มใจและพึงพอใจ ผู้สอนจะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาทักษะความสามารถของผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ ด้วยการ ออกแบบกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ มีความสุข การจัดการเรียนการสอน


เพื่อให้ผู้เรียนมีความสุข ทั้งกายและใจนั้น จะเริ่มจากการสร้างความศรัทธาทั้งต่อตัวผู้สอน และต่อวิชาที่เรียน ให้ เกิดในตัวผู้เรียน ให้ผู้เรียนมองเห็นถึงความจริงใจของผู้สอน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ยอมรับว่าผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่มีศักยภาพ ปฏิบัติต่อผู้เรียนใน ลักษณะกัลยาณมิตร และเข้าใจในความเป็นตัวเขา นอกจากนั้น การสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนหรือการให้ผู้เรียน ช่วยสอนกันเองนี้ เป็นวิธีการที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์ทางด้านวิชาการด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย การเรียนการ สอนแบบนี้ได้มีการพัฒนาและนำมาใช้ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปตามจุดมุ่งหมายและวิธีการได้รับการ ตอบสนองความต้องการในระดับแรกๆ ก่อนเท่านั้น เมื่อก้าวผ่านขั้นหนึ่งไป มนุษย์เราจะมีความต้องการสูงขึ้นไป ทีละขั้นเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ผู้ศึกษาได้คิดค้นนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน การสร้างเว็บไซต์ ภาษา HTML ด้วยการดัดแปลงกระบวนการสอนซ่อมเสริมแบบเพื่อนช่วยเพื่อน มาบูรณาการเข้ากับวิธีการ ดำเนินธุรกิจเครือข่าย Direct Sales (ขายตรง)ด้วยการสร้างกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักเรียนโดยส่วนรวมสูงขึ้น และเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ รวมถึงนักเรียนที่ไม่บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้สามารถเรียนรู้ผ่านตามเกณฑ์การประเมินจุดประสงค์ 2. การให้คำปรึกษาแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” การให้คำปรึกษาแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” หมายถึง การให้ความช่วยเหลือทางด้านจิตใจ และเป็น ราก ฐาน สำคัญ ใน ก ารสนั บ สนุ น ผู้รับ คำป รึก ษ าให้ ด ำเนิ น ชี วิต อ ย่างอิ สระ โด ย ป ฏิ สั ม พั น ธ์ที่ จะ “ให้” และ “รับ” ความช่วยเหลือเท่าเทียมกันอย่างเพื่อน ได้มาฟังความรู้สึกและเล่าเรื่องราวของตนเอง เพื่อ สนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง มีความเข้มแข็ง สามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ การให้คำปรึกษาแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” แตกต่างจากการให้คำปรึกษาอย่างอื่นอย่างไร? ในกระบวนการให้คำปรึกษาฉันเพื่อน มีผู้รับฟังเรียกว่า “ผู้ให้คำปรึกษาแบบเพื่อน” (Peer Counselor) กับผู้เล่าเรื่อง เรียกว่า “ผู้รับคำปรึกษาแบบเพื่อน” (Client) โดยแบ่งเวลาฝ่ายละเท่าๆกัน และสลับบทบาท ระหว่างผู้เล่าเรื่องกับผู้รับฟังตามเวลาที่กำหนด เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสนับสนุนซึ่งกันและกัน จะ ส่งผลที่พึงพอใจแก่ผู้รับคำปรึกษาฉันเพื่อน ได้รับรู้และเข้าใจเรื่องราวของตนอย่างแท้จริง ทำให้ยอมรับและรัก ตนเอง นำมาซึ่งความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าที่จะเผชิญความเปลี่ยนแปลงต่างๆและสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ได้อย่างมีความสุข แต่การปรึกษาของผู้เชียวชาญ หรือหมอผู้รับคำปรึกษาจะเป็นฝ่ายที่จะนั่งรับฟังเรื่องราวต่างๆ เพียงฝ่ายเดียว และผู้เชียวชาญหรือหมอจะเป็นคนให้คำแนะนำเพื่อให้ปฏิบัติตามเท่านั้น ดังนั้นการให้คำปรึกษา แบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” จะสร้างความเข้าใจ ทัศนคติต่างๆและก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างผู้รับ และผู้ให้มากกว่าการให้คำปรึกษาแบบเป็นผู้รับคำปรึกษาเพียงอย่างเดียว ข้อตกลง หรือข้อสัญญาในการให้คำปรึกษาแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” ข้อตกลงหรือข้อสัญญาในการให้คำปรึกษามีข้อที่ควรปฏิบัติทั้งหมด 4 ข้อ ดังนี้ 1. แบ่งเวลาโดยเท่าเทียมกัน การให้คำปรึกษาแบบเพื่อนช่วยเพื่อนให้ความสำคัญกับการแบ่งเวลา อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อจะได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้อย่างเต็มที่ สิ่งหนึ่งที่ต้องเสมอภาคกันไม่ว่าจะ เป็นใครก็ตาม ทั้งสองฝ่ายมีเวลาเท่าเทียมกัน โดยการที่ให้ผู้ขอรับคำปรึกษาเป็นผู้กำหนดว่าต้องการเวลาเท่าไหร่


แต่ต้องไม่นานเกินไป ทั้งสองฝ่ายจะต้องเป็นผู้ตกลงกันอย่างเท่าเทียมเสมอ ที่ต้องมีกฎข้อนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คน ที่พูดเก่งแย่งเวลาไปหมด จนคนที่พูดไม่เก่งไม่ได้พูดอะไรเลย 2. รักษาความลับเป็นส่วนตัว การให้คำปรึกษาต้องรับประกันได้ว่าผู้ให้คำปรึกษาจะไม่เปิดเผยหรือพูด เรื่องของผู้มารับคำปรึกษา ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องเก็บเป็นความลับและต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้ที่รับ คำปรึกษาเสมอ เพราะเป็นการทำให้เกิดการไว้วางใจและรู้สึกปลอดภัยทางด้านจิตใจแก่ผู้มารับคำปรึกษา ที่ต้อง มีกฎข้อนี้เพราะว่า จะทำให้ผู้รับคำปรึกษากล้าที่จะพูดเรื่องส่วนตัว และสามารถปลดปล่อยได้อย่างเต็มที่ ไม่เกิด ความกังวล 3. ไม่ปฏิเสธ ไม่ตำหนิ เมื่อมีผู้มาขอรับคำปรึกษา ผู้ให้คำปรึกษาต้องแสดงให้ผู้มารับคำปรึกษารับรู้ว่า เรายินดีที่จะรับฟังปัญหาของเขาและเชื่อในสิ่งที่เขาพูดอย่างตั้งใจ เมื่อฟังแล้วต้องไม่ตำหนิหรือวิจารณ์ และไม่ ปฏิเสธในสิ่งที่เขาเล่ามา ที่ต้องมีกฎข้อนี้เพราะว่า หากผู้รับคำปรึกษาถูกปฏิเสธ หรือถูกตำหนิเขาจะรู้สึกว่าตัวเอง ไม่มีความสำคัญ ทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเอง 4. ไม่ให้คำแนะนำ ไม่ชี้ทางแก้ไข ผู้ให้คำปรึกษาเมื่อได้รับฟังปัญหาจากผู้มาขอคำปรึกษาแล้ว จะต้อง ไม่แสดงความคิดเห็นหรือแนะนำวิธีการแก้ปัญหา เพราะการแนะนำอาจจะไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้องสำหรับคน ที่มาขอคำปรึกษาเสมอไป เพราะผู้ที่จะเข้าใจปัญหานั้นได้ดีและจะแก้ปัญหานั้นได้ก็ต้องเป็นตัวของผู้รับ คำปรึกษาเอง โดยเราจะต้องเชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนมีพลัง มีความสามรถที่จะแก้ปัญหาของตนเอง อย่างน้อยการ ที่เขาได้มีโอกาสระบายความรู้สึกที่เก็บกดออกมา ก็จะสามารถทำให้เขาได้เรียบเรียงปัญหาและเห็นปัญหาของ เขาเอง และในเมื่อเขาเห็นชัดว่า ปัญหาของเขาคืออะไร ในที่สุดเขาก็จะสามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ และจะเป็น การเรียกความเชื่อมั่นของตัวเองกลับคืนมาด้วย 3. กลวิธีการเรียนรู้แบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” กลวิธีการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นคู่หรือกลุ่มย่อย ให้ผู้เรียนมี ส่วนร่วมในการทำกิจกรรม คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีการผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้สอนและผู้เรียน เพื่อให้ได้มา ซึ่งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทเรียน ครูผู้สอนมีบทบาทหน้าที่เป็นพียงผู้ให้คำแนะนำและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้เหมาะสมกับผู้เรียน รูปแบบกลวิธีการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน นักการศึกษาหลายท่านได้ประมวลการสอนที่มีแนวคิดจากกลวิธีการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนไว้ มากมาย มีรายละเอียดดังนี้ 1. การสอนโดยเพื่อนร่วมชั้น (Classwide-Peer Tutoring) เป็นการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนทั้งสอง คนที่จับคู่กันมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน โดยให้ผู้เรียนทั้งสองสลับบทบาทเป็นทั้งนักเรียนผู้สอนที่คอย ถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียนผู้เรียน และนักเรียนผู้เรียนซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการสอน 2. การสอนโดยเพื่อนต่างระดับชั้น (Cross-Age Peer Tutoring) เป็นการสอนที่มีการจับคู่ระหว่าง ผู้เรียนที่มีระดับอายุแตกต่างกัน โดยให้ผู้เรียนที่มีระดับอายุสูงกว่าทำหน้าที่เป็นผู้สอนและให้ความรู้ ซึ่งผู้เรียนทั้ง สองคนไม่จำเป็นต้องมีความสามารถทางการเรียนที่แตกต่างกันมาก 3. การสอนโดยการจับคู่ (One-to-One Tutoring) เป็นการสอนที่ให้ผู้เรียนที่มีความสามารถทางการ เรียนสูงกว่าเลือกจับคู่กับผู้เรียนที่มีความสามารถทางการเรียนต่ำกว่าด้วยความสมัครใจของตนเอง แล้วทำหน้าที่ สอนในเรื่องที่ตนมีความสนใจ มีความถนัดและมีทักษะที่ดี


4. การสอนโดยบุคคลทางบ้าน (Home-Based Tutoring) เป็นการสอนที่ให้บุคคลที่บ้านของผู้เรียนมี ส่วนร่วมในการสอน ให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาความรู้ความสามารถแก่บุตรหลานของตนระหว่างที่บุตร หลานอยู่ที่บ้าน หลักการใช้กลวิธีการเรียนรู้แบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” การให้เพื่อนช่วยเพื่อนจะมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ควรดำเนินไปตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1. เพื่อนผู้สอนจะต้องมีทักษะที่จำเป็น เช่น ความเข้าใจในจุดประสงค์ของการสอนจำแนกได้ว่า คำตอบที่ผิดและคำตอบที่ถูกต่างกันอย่างไร รู้จักการให้แรงเสริมแก่เพื่อนผู้เรียน รู้จักบันทึกความก้าวหน้าในการ เรียนของเพื่อนผู้เรียน และมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนผู้เรียน 2. กำหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมให้ชัดเจน ทั้งนี้เพื่อให้บุคคลทั้งสองช่วยกันบรรลุเป้าหมายในการ เรียน 3. ครูเป็นผู้กำหนดขั้นตอนในการสอนให้ชัดเจนและให้เพื่อนผู้เรียนดำเนินการตามขั้นตอนเหล่านั้น 4. สอนทีละขั้นหรือทีละแนวคิดจนกว่าเพื่อนผู้เรียนเข้าใจดีแล้ว จึงสอนขั้นต่อไป 5. ฝึกให้เพื่อนผู้สอนเข้าใจพฤติกรรมการแสดงออกของเพื่อนผู้เรียนด้วยว่า พฤติกรรมใดแสดงว่าเพื่อน ผู้เรียนไม่เข้าใจ ทั้งนี้จะได้แก้ไขให้ถูกต้อง 6. เพื่อนผู้สอนควรบันทึกความก้าวหน้าในการเรียนของเพื่อนผู้เรียนตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ กำหนดไว้ 7. ครูผู้ดูแลรับผิดชอบจะต้องติดตามผลการสอนของเพื่อนผู้สอนและการเรียนของเพื่อนผู้เรียนด้วยว่า ดำเนินการไปในลักษณะใด มีปัญหาหรือไม่ 8. ครูให้แรงเสริมแก่ทั้ง 2 คนอย่างสม่ำเสมอ 9. ช่วงเวลาในการให้เพื่อนช่วยเพื่อนไม่ควรใช้เวลานานเกินไป งานวิจัยระบุว่าระยะเวลาที่มี ประสิทธิภาพในการให้เพื่อนช่วยเพื่อนในระดับชั้นประถมศึกษาอยู่ระหว่าง 15-30 นาที 10. เพื่อนผู้สอนมีการยกตัวอย่างประกอบการสอน จึงจะช่วยให้เพื่อนผู้เรียนเรียนเข้าใจเนื้อหาได้ดี ยิ่งขึ้น ประโยชน์ของ “เพื่อนช่วยเพื่อน” 1. เป็นการเรียนลัดวิธีการเรียน การทำงานต่างๆที่เราอาจจะเคยทราบมาก่อน สิ่งเหล่านี้จะมาจาก ประสบการณ์ เทคนิควิธีต่างๆของคู่เพื่อนช่วยเพื่อนหรือทีมเพื่อนช่วยเพื่อน 2. เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ มุมมองความคิดต่างๆร่วมกันเพื่อช่วยกันพัฒนาความรู้ เดิมที่มีอยู่ให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 3. สร้างความสัมพันธ์และความสามัคคี เพราะกระบวนการเพื่อนช่วยเพื่อนต้องเกิดจากการทำงานเป็น คู่ ห รือ เป็ น ที ม ดั งนั้ น ก ารมี ป ฏิ สั ม พั น ธ์อั น ดี ต่ อ กั น ย่ อ ม ท ำให้ เกิ ด ผ ล ก าร เรีย น รู้ที่ ดีต าม ม า เป็นอย่างไรบ้างคะสำหรับบทความเพื่อนช่วยเพื่อน ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์แก่ผู้อ่าน ทุกคนนะคะ เพราะกระบวนการเพื่อนช่วยเพื่อนไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ในกระบวนการเรียนการสอนเท่านั้น แต่ยัง


สามารถนำไปใช้ในทุกๆองค์กรได้อีกด้วยค่ะ สุดท้ายต้องขอขอบคุณเว็บไซด์และหนังสือดีๆที่ทำให้ผู้อ่านได้มี โอกาสนำความรู้เรื่องเพื่อนช่วยเพื่อนมาเผยแพร่นะคะ เอกสารอ้างอิง ฉัตรชัย ไชยวุฒิ. (2552). การใช้กระบวนการนิเทศแบบเพื่อนช่วยเพื่อนในโรงเรียนอนุบาลสภาพร. การ ค้นคว้าแบบอิสระ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ชีวัน บุญตั๋น. (2546). การใช้กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจในการอ่าน ภาษาอังกฤษ และการมองเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสต มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ประนอม ดอนแก้ว. (2550). การใช้กลวิธีการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวทาง กาย ในการ เล่นวอลเล่ย์บอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนเวียงมอกวิทยา. การค้นคว้าแบบ อิสระ ศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. อรทัย จินดาไตรรัตน์. (2548). บทบาทของกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนในการช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี ให้มีวินัยใน การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี. การค้นคว้าแบบอิสระ สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. อัจฉรา บุญกลิ่น. (2551). การให้คำปรึกษาแบบเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อเพิ่มการควบคุมตนเองของผู้หญิงที่มี น้ำหนักเกิน. การค้นคว้าแบบอิสระ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. อรศิริ เลิศกิตติสุข และดวงกมล ลิมโกมุท. (2552). การสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน http://www.thaigoodview.com/node/42182. ออนไลน์ วันที่ 13 เมษายน 2554. Vicharn Panich. เทคนิค “เพื่อนช่วยเพื่อน”. http://gotoknow.org/blog/thaikm/2415. ออนไลน์ วันที่13 เมษายน 2554. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วีรพล อินต๊ะปะ (2549:บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกทักษะเรื่อง เศษส่วนและการ บวก การลบ การคูณ และการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการศึกษา พบว่า 1) ได้แผนการจัดการเรียนรู้ วิชา คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 17 แผน ใช้เวลา 17 ชั่วโมงผลการประเมินค่าความสอดคล้อง อยู่ที 0.80 – 1.00 2) ได้แบบฝึกทักษะเรื่องเศษส่วนและการบวก การลบ การคูณ การหารเศษส่วน จำนวน 17 ชุด ที่ มีประสิทธิภาพ (E1 / E2 ) ของแต่ละชุด สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานคือ (80 / 80) 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนหลังจากใช้แบบฝึกทักษะเรื่องเศษส่วนและการบวก การลบ การคูณ การหารเศษส่วน ด้วยข้อทดสอบ หลังเรียน 85 ข้อ ปรากฏค่า คะแนนสูงขึ้น แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4) การประเมิน ความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง เศษส่วนและการบวก การลบ การคูณ การหาร เศษส่วน การแปลผล ปรากฏว่า ผลการประเมินได้ค่ามากที่สุด 9 รายการ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 4.88 ระดับ


มากที่สุดตามลำดับ รองลงมา 2 รายการที่ได้ค่าเท่ากัน มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.75 เรียงลำดับจนถึงลำดับสุดท้าย ประเมินได้ค่ามาก 1 รายการมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.38 พิมพ์พรรณ เก็บเจริญ (2550:บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่อง รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการแก้ โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการศึกษาพบว่า มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หาร เศษส่วนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้นสูงกว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึก ทักษะอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.1 ศิราพร แฮ้พฤกษ์ (2551:บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่อง รายงานการพัฒนาการเรียนการสอน กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณ การหารเศษส่วนสำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการศึกษาพบว่า 1) แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การบวก การลบ การคูณ การหารเศษส่วน มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 89.65 / 81.41 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบวก การลบ การคูณ การหารเศษส่วน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ความคิดเห็นของนักเรียนที่เรียน เรื่อง การบวก การลบ การคูณ การหาร เศษส่วน โดยใช้แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์มีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นโดยรวม อยู่ในระดับเห็น ด้วย (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.43 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.55) อาจารีย์ สฤษดิ์ไพศาล(2547: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเปรียบเทียบและพัฒนาแบบฝึกทักษะ วิชา คณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่องการบวก การลบ ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่องการบวกการลบมี ประสิทธิภาพเท่ากับ 81.29/78.76 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่าการฝึกให้นักเรียนมีความสามารถในการ เรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ย่อมมีประโยชน์อย่างมากในกระบวนการเรียนการสอนโดยเฉพาะการฝึกได้ให้ นักเรียนพัฒนาความสามารถในการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจ สร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาความสามารถทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว เพื่อปูพื้นฐาน ใหม่สำหรับนักศึกษาระดับ ปวส. ที่มีปัญหาในเรื่อง การคำนวณสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ที่เป็นพื้นฐานในการ เรียนคณิตศาสตร์ และศาสตร์ต่างๆเพื่อให้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในบทเรียน


สมมติฐานการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ตั้งสมมติฐานในการวิจัย ดังนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักศึกษา ระดับชั้น ปวช.1 ที่ได้รับการสอนด้วยกระบวนการเพื่อนช่วยเพื่อน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ในการดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เสนอรายละเอียดขั้นตอนในการดำเนินการวิจัยตามลำดับหัวข้อ ดังนี้ 1. ประชากร 2. กลุ่มตัวอย่าง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียน ระดับชั้น ปวช.1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 ในวิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ สาขางานยานยนต์ 1/1-1/5 จำนวน 5 ห้อง รวมทั้งหมด 125 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้น ปวช. 1 สาขาวิชายานยนต์สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการ อาชีวศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ โดยการเลือกแบบเจาะจงได้นักศึกษา ระดับชั้น ปวช. 1 สาขางานยานยนต์จำนวน 1 ห้อง มีนักเรียน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการคำนวณ ได้แก่ 1. แบบฝึกหัด การคิดคำนวณ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ระดับชั้น ปวช.1 จำนวน 1 ชุด 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัว แปรเดียว ระดับชั้น ปวช. 1 จำนวน 20 ข้อโดยเรียงลำดับจากง่ายไปยาก ดังนี้


- แบบฝึกทักษะที่ 1 สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว 1 - แบบฝึกทักษะที่ 2 สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว 2 - แบบฝึกทักษะที่ 3 โจทย์ปัญหาสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว 1 - แบบฝึกทักษะที่ 4 โจทย์ปัญหาสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว 2 3. จัดพิมพ์เป็นฉบับที่สมบูรณ์ นำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียน ระดับชั้น ปวช.1 สาขางานยาน ยนต์ วิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษ จำนวน 27 คน 4. ศึกษาวิธีสร้างข้อสอบ สร้างตารางวิเคราะห์สาระการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังเพื่อออกข้อสอบ ให้ครอบคลุม 5. สร้างแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการทดลองสอนโดยใช้ชุดแบบฝึกหัดการคิดคำนวณ เรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปร เดียว ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการทดลองด้วยตนเองตามขั้นตอน ดังนี้ 1. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งผ่าน กระบวนการหาคุณภาพแล้ว ไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง ก่อนทำการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน 1 วัน ตรวจให้ คะแนนแล้วเก็บข้อมูล 2. ก่อนดำเนินการทดลองได้แนะนำนักเรียนให้ทราบจุดประสงค์ในการวิจัย วิธีการเรียนว่า ต้องเรียน เนื้อหาให้เข้าใจก่อน แล้วให้นักเรียนทำชุดแบบฝึกหัดเป็นรายบุคคล 3. หลังจากการทดสอบสิ้นสุดผู้วิจัยนำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ชุดเดิมไปทำการทดสอบอีกครั้งแล้วตรวจให้คะแนน 4. นำคะแนนจากการทำแบบฝึกหัดในชุดฝึกทักษะทุกชุดและคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจาก แบบทดสอบทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน มาวิเคราะห์เพื่อทดสอบสมมติฐาน


การวิเคราะห์ข้อมูล 1. หาประสิทธิภาพของแบบฝึกหัด โดยนำคะแนนที่นักเรียนทำได้จากการทำแบบฝึกหัดในชุด แบบฝึกหัดทุกชุดมารวมกันแล้วหาค่าเฉลี่ยร้อยละเทียบกับคะแนนจากการทำแบบทดสอบหนังสือเรียนของ นักเรียนทุกคนรวมกัน แล้วหาค่าเฉลี่ยร้อยละ ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ 75/75 2. เปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยวิธีการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนของนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างโดยใช้สถิติ t-test แบบ Dependent สถิติที่ใช้ในการวิจัย 1.สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1.1 การหาค่าร้อยละ (percentage) โดยใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด 2545:104) ดังนี้ P = ×100 เมื่อ P แทน ร้อยละ F แทน ความถี่ที่ต้องการแปลง N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 1.2 การหาค่าเฉลี่ย (Mean) โดยใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด 2545:105) ดังนี้ ̅= ∑ เมื่อ ̅ แทน ค่าเฉลี่ย ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม N แทน คะแนนทั้งหมดในกลุ่ม


1.3 การหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด 2545:106) ดังนี้ S =√ ∑(−) ̅̅̅2 −1 เมื่อ S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนแต่ละตัว ̅ แทน ค่าเฉลี่ย N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม ∑ แทน ผลรวมของคะแนน


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ลำดับการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตามลำดับดังนี้ สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการอ่านผลการวิเคราะห์ข้อมูลและแปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ใช้ สัญลักษณ์ในการวิเคราะห์ดังนี้ n หมายถึง จำนวนนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ̅ หมายถึง ค่าเฉลี่ย s หมายถึง ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t หมายถึง ค่าสถิติที่ใช้ใน t-distribution **หมายถึง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ลำดับขั้นในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลและการแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ เสนอ ดังนี้ ตอนที่ 1 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการทำแบบฝึกหัดโดยการใช้กระบวนการจัดกาเรียน การสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) ตามเกณฑ์ 75/75 ตอนที่ 2 วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา ก่อน เรียนและหลังเรียน ในการใช้ชุดแบบฝึกหัดการคิดคำนวณ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักศึกษา ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.1)


ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาประสิทธิภาพชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา และ ความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนใช้และหลังใช้ชุดฝึก ดังนี้ ตอนที่ 1 การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกหัดการคิดคำนวณ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.1) ตามเกณฑ์ 75/75 ปรากฏผลดังตารางที่ 4.1 ตารางที่ 4.1 ประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกหัดการคิดคำนวณ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว จำนวน นักเรียน (n) กระบวนการ ทดสอบหลังใช้ชุดแบบฝึกหัด(ผลลัพธ์) คะแนน เต็ม (a) คะแนน เต็ม (̅) ประสิทธิภาพ กระบวนการ (E1) คะแนน เต็ม (b) คะแนน เฉลี่ย (̅) ประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ (E2) 16 80 72 71.67 20 19 95 จากตารางที่ 4.1 พบว่า คะแนนประสิทธิภาพของกระบวนการที่จัดไว้ในแบบฝึกหัดได้ค่าเฉลี่ยร้อยละ 72 และคะแนนทดสอบหลังใช้ชุดแบบฝึกหัด (ผลลัพธ์) ภายหลังการเรียนด้วยกระบวนการเพื่อนช่วยเพื่อนได้ ค่าเฉลี่ยร้อยละ 95 ดังนั้นชุดฝึกทักษะที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ E1/E2 = 71.67/95 ตอนที่ 2 การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและ หลังการทดลองใช้แบบฝึกหัดการคิดคำนวณด้วยการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัว แปรเดียว ของนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.1) ปรากฏดังตารางที่ 4.2 ตารางที่ 4.2 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบ เพื่อนช่วยเพื่อน การคิดคำนวณ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) การใช้ชุดแบบฝึกหัด N ̅ S.D. t t-table df 11,α.01 p.value ก่อนใช้ชุดแบบฝึกหัด 27 13.92 3.17 5.783 2.718 .001** หลังใช้ชุดแบบฝึกหัด 27 18.50 1.24


จากตารางที่ 4.2 พบว่า ผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตร วิชาชีพ(ปวช.1) วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานอาชีพ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงให้เห็นว่ากระบวนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนมีผลต่อการพัฒนาการคิด คำนวณในเรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวของนักเรียน ได้จริง


บทที่ 5 สรุป อภิปรายและข้อเสนอแนะ ในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัว แปรเดียว ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.1) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และเพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.1) หลังเรียนกับก่อน เรียนโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนกานสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนระดับชั้น ปวช.1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ในวิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 27 คน จำนวน 125 คน จำนวน 1 สาขางานได้แก่สาขางานยานยนต์ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.1) จำนวน 1 สาขางาน คือ สาขาวิชายานยนต์วิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษ จำนวน 27 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ ชุดแบบฝึกหัดการคิดคำนวณ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียน ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.1) ซึ่งผู้วิจัยนำมาทดสอบ จำนวน 1 ชุด ซึ่งผู้วิจัยใช้กระบวนการจัดการ เรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ และการเก็บ รวบรวมข้อมูลโดยผู้วิจัยเอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสถิติ ทดสอบสมมุติฐานโดยสถิติ t-test แบบ Paired-Samples T Test สรุปผลการวิจัย 1.ชุดฝึกทักษะการคิดคำนวณ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตร วิชาชีพ(ปวช.1) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 71.67/95 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.1) ที่ได้รับการสอนโดย กระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01


อภิปรายผลการวิจัย 1. ผลการทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการคิดคำนวณ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.1) พบว่ากกระบวนการจัดการเรียนกานสอนแบบเพื่อนช่วย เพื่อนมีประสิทธิภาพเท่ากับ 71.67/95 หมายความว่ากระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการคิดคำนวณ เฉลี่ยร้อยละ 71.67 ซึ่งเป็นไปตาม วัตถุประสงค์ของการวิจัยและเมื่อเสร็จสิ้นการทดลองมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 95 แสดงว่าชุดแบบฝึกหัดการคิดคำนวณ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ที่ผู้วิจัยนำมาใช้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์75/75 การที่ผลการทดลองเป็นไป ตามสมมุติฐาน เนื่องจากว่า 1) ผู้วิจัยได้ศึกษาหลักการสร้างชุดฝึกทักษะได้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการ ดำเนินการเป็นลำดับขั้นตอนการสร้างและการเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นที่น่าสนใจและจูงใจด้วยการเริ่มจากข้อที่ง่าย ไปหายาก เพื่อให้ผู้เรียนเกิดกำลังใจในการทำแบบฝึกหัด การที่ผู้วิจัยสร้างชุดฝึกทักษะได้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ ต้องการฝึก มีเวลาเตรียมการไว้ล่วงหน้าตลอดจนชุดฝึกทักษะดังกล่าวได้ผ่านการทดสอบหาประสิทธิภาพ ซึ่งถือ ว่าเป็นกระบวนการที่สำคัญเมื่อผลิตสื่อการสอนแล้วต้องนำสื่อนั้นไปหาประสิทธิภาพ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์ และ คนอื่นๆ 2532:494) 2) ผู้วิจัยได้นำทฤษฎีการสอนคณิตศาสตร์มาใช้ในการดำเนินการสร้างชุดฝึกทักษะซึ่งเป็นสิ่ง สำคัญ เช่นการสอนด้วยการค้นพบ ทำให้นักเรียนเข้าใจและจำได้นาน การสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนในการคิด คำนวณ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ที่ผู้วิจัยนำมาใช้เพื่อให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้กับนักเรียนที่เด่นชัด ซึ่งสอดคล้องกับ วิชัย พาณิชย์สวย(2546:94-113) จากผลการวิจัยดังกล่าวทำให้พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีความก้าวหน้าขึ้น เป็นผลมา จากการจัดการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ที่มีประสิทธิภาพ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการทดลอง ผลปรากฏว่าหลังเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง กว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ย 18.50 จากผลการทดลองนี้เพราะว่า การสอนด้วยกระบวนการเพื่อนช่วยเพื่อน การคิดคำนวณ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.1) มี ประสิทธิภาพที่ดีผ่านขั้นตอนการพัฒนาประสิทธิภาพอย่างเป็นระบบจัดลำดับขั้นของเนื้อหาที่เรียนจากเนื้อหา ง่ายไปสู่เนื้อหายาก ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการฝึกทักษะ แสดงให้เห็นว่าเมื่อผู้เรียนได้ใช้กระบวนการเพื่อนช่วยเพื่อน มีประสิทธิภาพจึงทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ .01 สอดคล้องกับ วิไลวรรณ พุกทอง(2542: บทคัดย่อ) ที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการพัฒนาแบบฝึกวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการคูณ การหาร จำนวนที่มีตัวตั้งสองหลัก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับ วิหาร พละพร(2545: บทคัดย่อ)ที่ได้ศึกษาสื่อออไนลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง โจทย์ปัญหาการคูณ การหาร สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนโดยชุดฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์


ปัญหาการคูณการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนโดยใช้ กระบวนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน วิชาคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหารอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 จากผลการวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่อง สมการเชิง เส้นตัวแปรเดียว มีประสิทธิภาพทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นได้จริง ข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัยพบว่า กระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัว แปรเดียว สำหรับนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.1) ที่ผู้วิจัยนำมาใช้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 71.67/95 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์75/75 ที่ตั้งไว้ และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญที่ระดับ .01 ซึ่งผู้วิจัยได้เสนอไว้ดังนี้ ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ 1. ครูควรแจ้งวัตถุประสงค์ในการนำกระบวนการการจัดการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนมาใช้ เพื่อให้นักเรียนได้ปรึกษากัน ถกเถียงกัน ในขณะที่ทำแบบฝึกหัด เพราะในบางครั้งนักเรียนจะไม่กล้าถามครู โดยตรง ขั้นตอนแรกถ้านักเรียนสงสัยก็จะนึกถึงเพื่อนก่อนเพื่อหาคำตอบ 2. ครูควรพัฒนาชุดแบบฝึกหัด และแบบทดสอบก่อน-หลังเรียน ให้ครอบคลุมกับเนื้อหา ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป การศึกษาค้นคว้าในโอกาสต่อไปควรจะได้มีการศึกษาและวิจัยในเรื่องต่างๆดังนี้ 1. ควรใช้กระบวนการที่หลากหลายในเนื้อหาที่ยากขึ้น 2. ควรมีชุดแบบฝึกหัดให้น่าสนใจในรูปแบบออนไลน์เช่น เกมส์ซึ่งจะทำให้สามารถสร้างสรรค์ชุดฝึก ทักษะให้มีสีสันที่สวยงามน่าสนใจ มีเทคนิคการนำเสนอที่แปลกใหม่กระตุ้นให้นักเรียนฝึกทักษะได้โดยไม่เบื่อ


บรรณานุกรม กติกา สุวรรณสมพงษ์. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความคงทนในการเรียนรู้และเจตคติที่ดีต่อ วิชาคณิตศาสตร์เรื่องเวลาและเงิน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยได้รับการสอน แบบวรรณีที่ใช้แบบฝึกหัดในบทเรียน. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนคริ นทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2541. ฉลองชัย สุรวัฒนาบูรณ์. การเลือกใช้สื่อการสอน. กรุงเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2528. ฉวีวรรณ กีรติกร. การพัฒนาการคิดคำนวณของนักเรียนระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2537. ชัยยงค์ พรหมวงศ์ และคนอื่นๆ. เทคโนโลยีการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ยูไนเต็ดโปรดักชั่น, 2526. ไชยยศ เรืองสุวรรณ. หลักการทฤษฎีเทคโนโลยีและนวตกรรมทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: เรือน แก้วการพิมพ์, 2522. ฐิติทร ทองสุข. การพัฒนาชุดการสอนกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2541. ดวงเดือน อ่อนน่วม. การสร้างสมรรถภาพการสอนคณิตศาสตร์ของครูประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : คณะครุ ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2536. บุญชม ศรีสะอาด. การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ:สุวีริยาสาส์น, 2545 มติชน. พจนนนุกรมฉบับมติชน. กรุงเทพฯ: มติชน, 2547. ยุพิน พิพิธกุล. การเรียนการสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ: บริพัธ, 2524. วิชัย พาณิชย์สวย. รายงานการวิจัยเรื่องการศึกษาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2ที่ใช้แบบฝึกเสริมการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ในชั้นเรียน. กรุงเทพฯ: ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2532. วิชัย เพชรเรือง. การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ ได้รับการสอนโดยแบบฝึกซ่อมเสริมทั่วไปของโรงเรียนสุนทรวัฒนา สำนักงานการประถมศึกษา


จังหวัดชัยภูมิ. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2531. วิชาการ. กรม, แผนการสอนโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6.พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: คุรุสภา ราดพร้าว, 2541. วิไลวรรณ พุกทอง. การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณ การหาร จำนวนที่มีตัวตั้งสองหลัก ชั้นประถมศึกษาปีที่2. การศึกษาค้นคว้าอิสระปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2542. วิหาญ พละพร. การพัฒนาชุดฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณ การหาร สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันราชภัฏุอุบลราชธานี, 2545. วีระ ไทยพานิช. 57 วิธีสอน. กรุงเทพฯ: ภาคเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2529. สุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัย. เอกสารการสอนชุดวิชาการสอนกลุ่มทักษะคณิตศาสตร์ 2 (คณิตศาสตร์) หน่วยที่ 1-7. พิมพ์ครั้งที่ 7. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช, 2537. อธิพร ศรียมก. เอกสารประกอบการสอนชุดวิชาสื่อการสอนระดับมัธยมศึกษา. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมธิราช, 2537. อาจารีย์ สฤษดิ์ไพศาล. การพัฒนาแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี, 2547.


ภาคผนวก ก การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย


ผลการทดลองประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ การคิดคำนวณเรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว แบบ 1:1 เรียนคนที่ คะแนนการทดสอบ ก่อนเรียน ระหว่างเรียน หลังเรียน (20 คะแนน) (80คะแนน) (20คะแนน) 1 19 77 20 2 15 69 18 3 9 70 19 รวม 43 216 57 เฉลี่ย 14.33 72 19 เฉลี่ยร้อยละ 71.67 90 95 ประสิทธิภาพ E1/E2 = 71.67/95


แบบบันทึกแสดงคะแนนทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ระดับชั้น ปวช. 1 สาขางานยานยนต์ นักเรียน คะแนนทดสอบ ก่อนเรียน (20) คะแนน ระหว่าง เรียน (80) คะแนน ทดสอบ หลังเรียน (20) คะแนน ความก้าวห น้า (D) คะแนน ความก้าว หน้ายก กำลัง 2 1 นายณัฐกรณ์ สิทธิศร 11 74 18 7 49 2 นายทรรศนกร บัวศร 11 70 17 6 36 3 นายธนดล ศิลาพุ่ง 19 72 20 1 1 4 นายธรรมธัช บ่อเงิน 13 78 20 7 49 5 นายนทีธาร แพวขุนทด 11 74 18 7 49 6 นายนนทวัตร พรมมา 5 70 11 6 36 7 นายพงษ์ศักดิ์ ชื่นใบ 10 72 19 9 81 8 นายรัฐพง สีสบับ 13 78 20 7 49 9 นายวีรภัทร พรหมทา 15 74 18 3 9 10 นายศิริวัฒน์ แก้วอาษา 11 70 17 6 36 11 นายอนุรักษ์ มะโนราช 10 72 19 9 81 12 นายจักรา อินทรวิเชียร 12 78 20 8 64 13 นายศุภกร สายยา 8 70 17 9 81 14 นายณัฐภูมิ บาททอง 10 72 19 9 81 15 นายณัฐิวุฒิ กองดี 10 70 17 7 49 16 นายธีรภัทร คำหอม 10 72 19 9 81 17 นายจรัญ หาคำ 11 74 18 7 49 18 นายพีรภัทร อ่อนน้อย 11 70 17 6 36 19 นายวันฉัตร ลายน้ำเงิน 19 72 20 1 1 20 นายอภิรักษ์ นามเกษ 13 78 20 7 49 21 นายฐิติศักดิ์ อินทนู 11 74 18 7 49 22 นายภัทรานิวัฒน์ เด่นพันธ์ 5 70 11 6 36 23 นายรัชชานนท์ บุญร่วม 10 72 19 9 81


24 นายฐิติโชติ ทองคำวัน 13 78 20 7 49 25 นายชนะพล มังษา 15 74 18 3 9 26 นายพิเชษฐ์ชัย วงษ์ภักดี 11 70 17 6 36 27 นายกฤษฎา ศรีบุญเรือง 10 72 19 9 81 รวม 179 1166 289 110 832 เฉลี่ย 11.19 72.88 18.06 6.88 เฉลี่ยร้อยละ 55.94 91.09 90.31


ภาคผนวก ข ประมวลภาพกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน


ประมวลภาพการจัดกิจกรรมการสอน PLC (Professional Learning Community) ชื่อกลุ่ม สามัญสัมพันธ์ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 PLCครั้งที่ 1 วันที่21 กรกฎาคม 2565 เวลา 10.30 -12.30 น. จำนวน 2 ชั่วโมง สถานที่ ห้อง 942 อาคาร 9 กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว


ประมวลภาพการจัดกิจกรรมการสอน PLC (Professional Learning Community) ชื่อกลุ่ม สามัญสัมพันธ์ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 PLC ครั้งที่ 1 วันที่25 สิงหาคม 2565 เวลา 10.30 -12.30 น. จำนวน 2 ชั่วโมง สถานที่ ห้อง 942 อาคาร 9 กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร


ประมวลภาพการจัดกิจกรรมการสอน PLC (Professional Learning Community) ชื่อกลุ่ม สามัญสัมพันธ์ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 PLC ครั้งที่ 1 วันที่8 กันยายน 2565 เวลา 10.30 -12.30 น. จำนวน 2 ชั่วโมง สถานที่ ห้อง 412 อาคาร 4 กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่อง สถิติเบื้องต้น


Click to View FlipBook Version