The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by qzxensll ploy, 2024-06-28 08:54:12

so-2015-07-22

so-2015-07-22

๑ ความรู้ท่ัวไปเก่ียวกับศาสนา ศาสนาคืออะไร ศาสนา ตรงกบคั ําภาษาองกฤษวัา่ “religion” มาจากภาษาลาติน “religio” ซงแปลว ึ่า่ “ผูกพัน” หรือ “สัมพนธั ์” หมายถงึ ความผกพูนระหวัางมน่ษยุ์กบพระเจั ้า ซงแสดงออกโดยการมอบ ึ่ ศรัทธาตอพระเจ่ ้าด้วยความเคารพยําเกรง เชน่ - เชื่อวาพระเจ่ ้าสร้างโลกและสรรพสิ่ง - เชื่อวาพระเจ่ ้ากําหนดคําสอนด้านศีลธรรมและกฎหมาย - เชื่อคําสอนของพระเจ้าโดยไมต่ ้องพิสจนู์ - อทุิศตนให้แก่พระเจ้า สําหรับคําวา่ “ศาสนา” ในภาษาไทย มาจากคําศพทั ์เดิมในภาษาสนสกฤตวัา่ “ศาสน” และ ตรงกบคั ําในภาษาบาลีวา่ “สาสน” แปลวา่ ”คาสํ่ังสอน” หรือ “การปกครอง” ซงหมายถึ่งึ - “คาสํ่ัง” อนเป ั ็นข้อห้ามมิให้ทําชวั่ ที่เรียกว่า “ศีล” หรือ “วินัย” และ “คาสอนํ ” อนั เป็นคําแนะนําให้ทําความดี ที่เรียกวา่ “ธรรม” เมื่อรวมเข้าด้วยกนกั ็หมายถงึ “ศีลธรรม” นนเองั่ - “การปกครอง” หมายถึง การปกครองจิตใจของตนเอง การควบคมดุแลกลูาว่ ตกเตั ือนตนเองให้ทําในสงทิ่ี่ถกตู้องดีงามอยเสมอนู่นเองั่ ตามพจนานกรมุ ฉบบราชบัณฑั ิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ได้ให้คํานิยามของคําวาศาสนาไว ่ ้ว่า “ลทธั ิความเชือถ่ือของมนษยุ์อนมั ีหลกั คือ การแสดงกําเนิดและความสิ้นสดของโลกุ เป็นตน้ อนเป ั ็นไป ในฝ่ายปรมตถั ์ประการหนึ่ง แสดงหลกธรรมเกั ียวก่บบั ญบาปอ ุนเป ั ็นไปฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง พร้อม ทงลั้ทธั ิพิธีทีกระท่ําตามความเห็นหรือตามคําสงสอนในความเช ั่ือถ่ือนนๆั้ ” ซงกึ่็หมายถงวึ ่า ศาสนาเป็น ลทธั ิความเชื่อของมนษยุ์ ที่แสดงกําเนิดและสินส้ดของโลกุ แสดงหลกธรรมเกั ี่ยวกบบั ญบาป ุ และมี พิธีกรรม นนเอง่ั ศาสนาเกิดขนได ึ้ ้อย่างไร ศาสนาเกิดขนจากมึ้ลเหตูสุําคญดังนั ี้ ๑) เกิดจากความไมร่ ู้ เชน่ ไมร่ ู้วาปรากฎการณ ่ ์ธรรมชาตติ่างๆเกิดขนได ึ้้อยางไร ่ ศาสนาสาคํ ัญของโลก


๒ ๒) เกิดจากความกลวั อนเป ั ็นผลสืบเนื่องมาจากความไมร่ ู้นนเองั่ ๓) เกิดจากความต้องการที่พงทางใจ ึ่ ในยามที่เศร้าโศกเสียใจ หรือหวาดกลวั มนษยุ์ยอม่ ต้องการที่พงทางใจ ึ่ ๔) เกิดจากอิทธิพลของบคคลสุําคญั เชน่ บคคลทุี่เคยทําคณประโยชนุ์ใหญ่หลวงให้กบทั ้องถิ่น ๕) เกิดจากปัญญาต้องการรู้แจ้งเห็นจริง ต้องการหาคําตอบให้แก่ชีวิต ต้องแสวงหาทางหลดพุ้น จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้วาศาสนาเก่ ิดขนเพึ้ื่อตอบสนองความต้องการของมนษยุ์นนเองั่ องค์ประกอบของศาสนา องค์ประกอบของศาสนามีดงนั ี ้ ๑) ศาสดา เป็นผ้กู่อตงหรั้ือผ้ประกาศศาสนาู ต้องมีตวตนอยัจรู่ิงตามประวตัิศาสตร์ ๒) หลกธรรมั อนเป ั ็นคําสอนในด้านศีลธรรม ซงตึ่่อมาได้มีการรวบจารึกเป็นลายลกษณั ์อกษรั เรียกวา่ “คมภั ีร์ทางศาสนา” ๓) นกบวชั เป็นสาวกผ้ปฏูิบตัิศาสนกิจและสืบตอหล่กคั ําสอน ๔) ปชนูียสถาน และ ปชนูียวตถั ุสถานที่หรือวตถัอุนเป ั ็นที่เคารพบชาู ๕) พิธีกรรม การประกอบพิธีตางๆ่ ตามแนวปฏิบตัิของศาสนา ศาสนากับลัทธิต่างกันอย่างไร คําวา่ “ลทธั ิ” หมายถงึ คติความเชื่อ ความคิดเห็น ซงมึ่ีข้อแตกตางระหว่าง่ “ศาสนา” และ “ลทธั ิ” ในประเด็นตางๆ่ตอไปน ่ ี้ ในแง่ของเขต ศาสนา เกิดขนเพึ้ื่อประโยชน์สขของคนทุวไป ั่ เกี่ยวข้องกบมนัษยุ์ทวโลก ั่ มีศาสดาผ้นูํา สจธรรมหรั ือนําคําสงสอนของพระเจั่้ามาบอกชาวโลก ลัทธิ เกิดขนเพึ้ื่อประโยชน์สขของบุคคลเฉพาะกลุมุ่ เจ้าลทธั ิประกาศเพียงหลกการของั ตนเองซงเปึ่็นทศนะสัวนต่วั ในแง่คาสอนํ ศาสนา มีคําสอนเกี่ยวกบศั ีลธรรมเป็นหลกั มีคําสอนเกี่ยวกบจัดหมายสุงสูดของชุีวตทิงั้ ในโลกนีและโลกหน้้า ทงทั้ี่เป็นรูปธรรมและนามธรรม คําสอนมีลกษณะศักดั ิ์ เป็นที่สกการะบัชาของศาสนูิกชน ลัทธิ ไมม่ ีหลกการทั ี่จะต้องมีคําสอนเกี่ยวกบศั ีลธรรมโดยตรง อาจมีแตค่ ําสงไม ั่ม่ ีคํา สอนทางศีลธรรมเลยก็ได้ เน้นจดมุ่งหมายสุงสูดของชุีวตในป ิ ัจจบุนและอนาคตั อนเป ั ็นรูปธรรม คําสอนไมม่ ีลกษณะศักดั ิ์ สิทธิ์ เป็นเพียงความเห็นที่สอดคล้อง กนระหวัางเจ่ ้าลทธั ิกบผั ้นูบถั ือ


๓ ในแง่การสืบต่อ ศาสนา มีสถาบนและคัมภั ีร์สืบตอค่ ําสอน โดยไมสามารถเปล ่ ี่ยนแปลงสิ่งใดในคมภั ีร์ได้ มีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกบศาสนาั ลัทธิ มีคมภั ีร์ไว้เป็นหลกการั และมีสถาบนไว ั ้ปฏิบตัิให้บรรลหลุกการั ซงอาจึ่ เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ และไมจ่ ําเป็นต้องมีพิธีการเสมอไป ประเภทของศาสนา สามารถจดประเภทของศาสนาได ั ้หลายรูปแบบ ดงนั ี้ ๑) จัดตามแหล่งผู้นับถือ ศาสนาประจําชาต ิเช่น ชินโต ฮินด ูซิกข์ ศาสนาสากล เชน่ พทธุ คริสต์ อิสลาม ๒) จัดตามการมีผู้นับถือในปัจจุบัน ศาสนาที่ตายไปแล้ว เช่น ศาสนาของชาวอียิปต์โบราณ ศาสนาของกรีกโบราณ ศาสนาที่ยงมั ีชีวิตอย ู่เชน่ พทธุ คริสต์ อิสลาม ฮินดู ๓) จัดตามความเช่ือเก่ียวกับพระเจ้า ศาสนาอเทวนิยม เชน่ ศาสนาพทธุ ศาสนาเทวนิยม แบงเป่ ็น เอกเทวนิยม เช่น คริสต์ อิสลาม พหเทวนุิยม เช่น ฮินด ู ความสาคํ ัญของศาสนา เช่น - สร้างระเบียบความประพฤติของสมาชิกในสงคมให ั ้เป็นไปในแนวเดียวกนั - เป็นที่พงทึ่ี่ยดเหนึ ี่ยวจิตใจ - ยกระดบจั ิตใจคนให้สงขูนึ้ - เป็นแหลงก่ ําเนิดจริยธรรม ทําให้คนในสงคมประพฤต ั ิในแนวทางที่ถกตู้อง - เป็นแหลงก่ ําเนิดศลปะและว ิฒนธรรมั ประโยชน์ของศาสนา เชน่ - สอนให้มนษยุ์เป็นอิสระจากการครอบงําของกิเลส - สอนให้มนษยุ์ปกครองตนเองได้ สามารถควบคมตนเองไมุให่ ้ทําชวทั่งในท ั้ี่ลบและทั ี่แจ้ง - ช่วยให้มนษยุ์อย่รู่วมกนในส ังคมอยัางสงบส่ขุ - สงเสร่ ิมและสร้างสรรค์ให้เกิดผลงานที่มีคณคุาทางศ่ ลปะและว ิฒนธรรมั


๔ ศาสนาพราหมณ์ – ฮนดิู ศาสนาพรามหณ์ – ฮินดเกูิดขนในอ ึ้นเดิ ีย มีอายเกุ่าแก่กวาพระพ่ ทธศาสนาประมาณุ ๙๐๐ ถงึ ๑,๐๐๐ ปี จงจึ ดเป ั ็นศาสนาที่เก่าแก่กวาบรรดาศาสนาท่งหลายทั้ี่มีผ้นูบถั ืออยในป ู่ัจจบุนั มีลกษณะเป ั ็น ศาสนาพหเทวนุิยม ศาสดา ตามหลกฐานทางประว ัตัิศาสตร์ไม่ปรากฎวาศาสนาพราหมณ่ ์มีศาสดาผ้กู่อตงหรั้ือเผยแผ่คําสอน ผ้นูบถั ือศาสนาพราหมณ์เชื่อวา่ ศาสนาของตนสืบเนื่องมาจากพระผ้เปู็นเจ้า คือ พระพรหม ถ้ามองในแง่ประวตัิศาสตร์ ศาสนาพราหมณ์ถือกําเนิดขนเมึ้ื่อพวกอารยนอพยพเขั ้ามาตงถั้ิ่นฐาน และมีอํานาจบริเวณลมแมุ่น่ ําส้นธิ ุและนําความเชื่อเรื่องการนบถั ือสรุิยเทพและเทพเจ้าประจําธรรมชาติ ของตนเข้ามาผสมผสานกบการนับถั ือและบชาวูิญญาณประจําโลกธาตทุงั้๔ (ดนิ นํา้ ลม ไฟ) ของชาว พืนเม้ือง (มิลกขะั ) ด้วยเหตนุีศาสนาพราหมณ้์จงกึ ําเนิดขนในล ึ้กษณะของศาสนาพหัเทวนุิยม เทพเจ้า ศาสนาพราหมณ์ – ฮินด ูนบถั ือเทพเจ้ามากมาย โดยมีความคิดวาเทพเจ่ ้ามีความรู้สกึ รัก โกรธ เกลียด ชงั เหมือนกบมนัษยุ์ และอาจบนดาลประโยชน ั ์หรือหายนะแก่มนษยุ์ได้ ทําให้มนษยุ์รู้สกกลึวั และหาทางเอาใจเทพเจ้า กอให ่ ้เกิดการสวดสรรเสริญเยนยอเทพเจิ ้า การบชายู ญเพั ื่อสงเวยเทพเจั ้า เทพเจ้าองค์สําคญมั ี ๓ องค์ ที่เรียกรวมกนวัา่ “ตรีมูรติ” คือ พระพรหม เทพเจ้าผ้สรู้างโลก พระวิษณ ุเทพเจ้าผ้พูทิกษั ์ค้มครองโลกุ พระศิวะ เทพเจ้าผ้ทูําลายโลก (ทําลายเพื่อกวาดล้างความชวั่ และให้อาตมนได ั ้ พกผั ่อนจากการเวียนวายตายเก่ ิด) ระบบวรรณะ ผ้นูบถั ือศาสนาพราหมณ์ – ฮินด ูเชื่อวาวรรณะต่ ่างๆเกิดจากพระผ้เปู็นกําหนด คนในสงคมจังึ ต้องปฏิบตัิตาม แตถ่ ้าพจารณาจากคิ ําศพทั ์และประวตัศาสตริ ์ จะพบวา่ คําวา่ “วรรณะ” แปลวา่ “สี” หมายถงึ สีผิวกายของบคคลทุี่ตงถั้ิ่นฐานอยในล ู่มแมุ่น่ ําตอนเหน้ือของอินเดีย ซงแบึ่งเป่ ็น ๒ กลมุ่ คือ พวกอารยนั และพวกมิลกขะั / ฑราวฑิ จงมึ ีการแบ่งวรรณะตามสีผวิ ในคมภั ีร์พระเวทแบงคนในส ่ งคมออกเป ั ็น ๔ วรรณะ ได้แก่ ๑) วรรณะพราหมณ์ เกิดจากปากของพระพรหม ทําหน้าที่ศกษาคึมภั ีร์พระเวทและประกอบพิธี ทางศาสนา


๕ ๒) วรรณะกษัตริย์ เกิดจากแขนของพระพรหม ทําหน้าที่ปกครองและปกป้องบ้านเมือง ๓) วรรณะแพศย์ เกิดจากสวนขาของพระพรหม่ เป็นบคคลสุ วนใหญ ่ ่ของสงคมั มีอาชีพค้าขาย และอาชีพอื่นๆ เชน่ เกษตรกรรม สถาปัตยกรรม หตถกรรมั ฯลฯ ๔) วรรณะศทรู เกิดจากเท้าของพระพรหม มีหน้าที่ใช้แรงกายรับจ้างทํางานให้คนในวรรณะอื่น คัมภรี์ทางศาสนา หลงจากทั ี่ศาสนาพราหมณ์เกิดขนึ้ เมื่อเวลาผ่านไปเทพเจ้าตางๆ่ก็มีมากขนึ้ บทสวดสรรเสริญ บชาและบทสวดในพูิธีกรรมก็มากขนึ้ จงมึ ีการรวบรวมไว้ในที่เดียวกนั จงเกึ ิด “คมภั ีร์พระเวท” ขนึ้ คมภั ีร์พระเวทมีทงหมดั้ ๔ คมภั ีร์ ได้แก่ ๑) ฤคเวท เป็นบทร้อยกรองสําหรับใช้สวดสรรเสริญเทพเจ้าในพิธีกรรมบชายู ญั ๒) ยชรเวทุ มีทงบทรั้้อยกรองสําหรับสวดสรรเสริญเทพเจ้า และบทร้อยแก้ววาด่ ้วยระเบียบ พิธีในการประกอบพิธีกรรมบชายู ญั ๓) สามเวท เป็นบทร้อยกรองสําหรับสวดในพิธีถวายนําโสมแด้พระอ่ ินทร์ และขบกลัอมเทพ่ เจ้าอื่นๆ ๔) อถรรพเวท เป็นคมภั ีร์รวบรวมคาถาอาคมเวทมนตร์ตางๆ่ จุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนา จดมุหมายสุ่งสูดของศาสนาพราหมณุ์ – ฮินดอยูทู่ี่ “โมกษะ” อนเป ั ็นการหลดพุ้นจากความทกขุ์ ทงปวง ั้ มีภาวะเป็นอนหนังอึ่นเดั ียวกบปรมาตม ันั ไมต่ ้องเวียนวายตายเก่ ิดอีกตอไป ่ ศาสนาพราหมณ์ – ฮินด ูเชื่อวา่ สงทิ่ี่เป็นแกนกลางของชีวิตคือ “อาตมนั” หรือ “ชีวาตมนั” ซงึ่ เป็นตวตนแทั ้จริงไมแตกด่บั และมี “ปรมาตมนั” เป็นตวตนสากลั เปรียบดงดวงวั่ญญาณอินยั งใหญ ิ่่ เป็นพลงธรรมชาตั ิ และปรมาตมนเป ั ็นต้นกําเนิดของอาตมนทั งปวง ั้ เมื่ออาตมนแยกออกมาจากั ปรมาตมนแลั ้วจะเวียนวายตายเก่ ิด ซงการเวึ่ียนวายตายเก่ ิดถือวาเป่ ็นทกขุ์ การจะพ้นจากความทกขุ์ อาตมนตั ้องกลบไปรวมเป ั ็นอนหนั ึ่งอนเดั ียวกบปรมาตม ันั การไปสู่โมกษะทาได ํ ้ ๓ ทาง คือ ๑) กรรมโยคะ คือ การกระทํากิจตางๆ่ ด้วยความรู้สกปล ึอยวาง่ ทําด้วยความรู้สกวึ ่าเป็น หน้าที่ อทุิศตนเองเพื่อรับใช้พระเป็นเจ้า และไมม่งหวุ่งผลประโยชน ั ์สวนตนใดๆ ่จากการกระทํานนั้ ๒) ภกตั ิโยคะ คือ การมีจิตใจภกดั ีต่อพระเป็นเจ้าอยางไม ่คลอนแคลน่ สกการะบัชาพระองคู์ อย่างไมขาดตกบกพร่ ่อง มอบกายถวายชีวิตให้อยในพระกร ู่ ุณาของพระองค์ ๓) ชญานโยคะ คือ การปฏิบตัิเพื่อมงให ุ่้เกิดความรู้แจ้งเกี่ยวกบธรรมชาตั ิที่แท้จริงของชีวาตมนั และปรมาตมนั โดยขจดความหลงผั ิดและความเข้าใจผิดให้หมดไป


๖ ทงสามประการเป ั้็นหลกปฏ ั ิบตัิที่สอดคล้องกนั แต่จะเน้นหนกไปทางไหนแล ั ้วแตอ่ธยาศัยของแตั ่ ละบคคลุ เมื่อปฏิบตัิจนถงทึ ี่สดจนเปุ็นที่พอใจของพระเป็นเจ้า พระองค์ก็จะประทานความรู้แจ้งให้เกิดขึน้ เมื่อเกิดความรู้แจ้งก็หลดพุ้น เรียกวา่ “บรรลุโมกษะ” หลักอาศรม ๔ ศาสนาพราหมณ์ – ฮินด ูได้แบงข่นตอนของชั้ีวตออกเป ิ ็น ๔ ช่วง เรียกวา่ “อาศรม ๔” ได้แก่ ๑) พรหมจรรย์ เป็นวยศักษาเลึาเร่ ียน ผ้ชายทูี่อยในว ู่ยรัุ่นจะต้องออกจากบ้านไปอยศู่กษาึ วิชาการจากอาจารย์ คอยปฏิบตัิรับใช้อาจารย์พร้อมทงเรั้ียนวชาทิ ี่เหมาะกบวรรณะของตนั ๒) คฤหสถั ์ เป็นวยครองเรั ือนโดยการแต่งงานและตงครอบครั้ัว ในขนนั้ีบ้คคลตุ้องประกอบ อาชีพเลียงครอบคร้ัว และสะสมทรัพย์สมบตัิไว้ตามความสามารถ ๓) วานปรัสถ์ เป็นวยทั ี่ต้องแยกตวออกไปปฏ ั ิบตัิธรรมอยในป ู่่า เมื่อเริ่มแก่หรือเริ่มมีหลาน บคคลควรเรุิ่มต้นอาศรมที่สามของชีวติ โดยการออกจากครอบครัวไปปฏิบตัิธรรมในป่า เป็นการเตรียม ตนเพื่อขนตอนสั้ดทุ้ายของชีวติ ๔) สนยาสั ี เป็นขนตอนสั้ดทุ้ายของชีวติ บคคลจะครองเพศบรรชุิตสละชีวิตทางโลกโดยสนเชิ้ิง ใช้เวลาสวนใหญ ่ ่ไปในการพิจารณาแสวงหาความจริงเกี่ยวกบชั ีวติ พยายามควบคมกายุ วาจา ใจ ของ ตนเองให้อยในขอบเขตของช ู่ีวิตพรหมจรรย์ มงปฏ ุ่ิบตัิเพื่อบรรลโมกษะุ นิกายต่างๆ ของศาสนา มีนิกายที่สําคญั ดงนั ี้ ๑) นิกายไวษณพ นบถั ือพระวษณิ / ุพระนารายณ์ เป็นเทพเจ้าสงสูดุ ทรงเป็นผ้สรู้างโลกและ ทกสุงในโลก ิ่ ๒) นิกายไศวะ นบถั ือพระศิวะ เป็นเทพเจ้าสงสูดุ ทรงเป็นผ้สรู้างโลกและทกสุงในโลก ิ่ ๓) นิกายพรหม นบถั ือพระพรหม เป็นเทพเจ้าสงสูดุ ทรงเป็นผ้สรู้างโลกและทกสุิ่งในโลก ๔) นิกายศกตั ิ นบถั ือบชาพระเทวูีของพระเป็นเจ้า โดยเฉพาะอยางย่ ิ่งพระอมาเทวุีซงเปึ่็น พระมเหสีของพระศิวะ


๗ ศาสนาพุทธ ศาสนาพทธเกุิดขนในประเทศอ ึ้ินเดีย เมื่อประมาณ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว มีลกษณะเป ั ็นศาสนาอเทวนิยม ศาสดา ศาสดาของศาสนาพทธุ คือ พระพทธเจุ้า พระองค์ประสตูิในวรรณะกษัตริย์ เป็นพระโอรสของ พระเจ้าสทโทธนะุ ผ้ครองกรู ุงกบิลพสดั ์ ุและพระนางสิริมหามายา เมื่อประสตูิได้ ๕ วนั ได้จดให ั ้มีพธิีขนานพระนาม และทํานายพระลกษณะั พราหมณ์ผู้ ประกอบพิธีสวนใหญ ่ ่ทํานายเป็นสองลกษณะั คือ ถ้าพระโอรสดํารงอยในฆราวาสจ ู่กได ั ้เป็นมหา จกรพรรดั ิถ้าออกผนวชจกได ั ้เป็นศาสดาเอกของโลก มีเพียงพราหมณ์หน่มโกณฑุ ญญะเทั ่านนทั้ี่ทํานาย เป็นคติเดียวคือ พระโอรสจะออกผนวชและได้เป็นศาสดาเอกของโลก เมื่อพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกบพระนางยโสธราหร ั ือพิมพา และเมื่อเจริญ พระชนมาย ุ๒๙ พรรษา ทรงมีพระโอรสพระนามวา่ “ราหลุ ” เจ้าชายสทธิตถะเสดั ็จออกผนวชในคืนที่พระราหลประสุตูิ ทรงแสวงหาทางดบทักขุ์โดยการ ทดลองถกทดลองผูิด โดยการศกษาเลึาเร่ ียนในสํานกอาจารยั ์ผ้มูีชื่อเสียง เมื่อไมได่ ้ผลจงทรงหึนมาั บําเพ็ญทกรกุิริยา ซงในระหว ึ่างน่ นปั้ัญจวคคั ีย์ทงั้ ๕ ได้มาตดตามพระองคิ ์ หลงจากทรงพบวัาการบ่ ําเพ็ญทกรกุิริยามิใช่หนทางสการพู่้นทกขุ์จงหึนมาเสวยภัตตาหารและั บําเพ็ญเพียรทางจิต เป็นเหตใหุ้เหลาป่ ัญจวคคั ีย์เสื่อมศรัทธาและพากนทั ิงพระองค้์ไป ในคืนที่จะตรัสรู้พระองค์ประทบนังอย่ั ใตู่้ต้นโพธิ์ ทรงตงจั้ิตอธิษฐานวา่ “แม้เลือดเนือในกายของ้ เราจะเหือดแห้งไป เหลือแตหน่งเอันและกระด็กกู็ตาม ถ้ายงไม ับรรล่สุมมาสั มโพธ ั ิญาณจะไมเล่กละิ ความเพียรลกไปจากทุี่นี” ้ เมื่อพระชนม์ได้ ๓๕ พรรษา พระองค์ได้ตรัสรู้พระอนตตรสุมมาสั มโพธ ั ิญาณ และได้เป็น พระสมมาสัมพัทธเจุ้า ในวนเพัญเด็ ือน ๖ หลงจากตรั ัสรู้แล้วพระองค์ได้เผยแพร่พระศาสนธรรมให้แพร่หลาย พระองค์ทรงประกาศ พระศาสนาอย ู่๔๕ พรรษา ครังถ้งวึนเพั ็ญเดือน ๖ เมื่อมีพระชนมาย ุ๘๐ พรรษา สมเด็จพระสมมาั สมพัทธเจุ้าได้เสด็จดบขันธั ์ปรินิพพาน คัมภรี์ทางศาสนา พระคมภั ีร์ในศาสนาพทธคุือ “พระไตรปิฎก” ซงแปลว ึ่า่ ตะกร้า ๓ ใบ พระไตรปิฎก ประกอบด้วย ๓ คมภั ีร์ คือ ๑) พระวินยปั ิฎก วาด่ ้วยเรื่องวินยหรั ือศีลของพระสงฆ์


๘ ๒) พระสตตุนตป ั ิฎก วาด่ ้วยพระธรรมเทศนาของพระพทธเจุ้าและพระสาวกสําคญทั ี่แสดงแก่ บคคลตุ่างๆในเวลาและสถานที่ตางๆ่ ๓) พระอภิธรรมปิฎก วาด่ ้วยหลกธรรมทั ี่อธิบายในด้านวชาการลิ ้วนๆ ไมม่ ีเหตการณุ์ บคคลุ สถานที่ เข้ามาเกี่ยวข้อง จุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนา จดมุงหมายสุ่งสูดของศาสนาพุทธุ คือ นิพพาน เป็นภาวะที่ดบสันจากกิ้ิเลสเครื่องเศร้าหมองทงั้ ปวง หลดพุ้นจากการเวียนวายตายเก่ ิดในสงสารวัฏั หลักธรรมสาคํ ัญ ๑) ไตรลักษณ์ “ไตรลักษณ์” แปลวา่ ลกษณะั ๓ อยาง่ หมายถงึ กฎธรรมชาติที่มีอยทู่วไปในสรรพส ั่งิ่ ทงปวง ั้ เป็นสิ่งธรรมดาที่เกิดขนเองึ้ เป็นไปเองตามธรรมชาต ิ ไมม่ ีผ้สรู้างผ้บูนดาลั เรียกอีกอยางว่ ่า “สามัญลักษณ์” มีอย ู่๓ ประการ คือ อนิจจตา ความไมเท่ ี่ยงแท้ ความไมคงท่ ี่ การเปลี่ยนแปลง ทกขตาุ ความทนอยไมู่ได่ ้ ภาวะที่มีความบกพร่องในตวพรั ้อมที่จะเปลี่ยนแปลง อนตตตาั ความไม่มีตวตนั ไม่มีตวตนทั ี่แท้จริง ทกสุิ่งเกิดขนึ้ ตงอยั้ ู่และดบไป ั หลกธรรมเรั ื่องไตรลกษณั ์สอนให้เรารู้เท่าทนธรรมชาตั ิของสรรพสงทิ่ี่ไมสามารถคงอย่ ู่ เช่นเดิมได้ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยเสมอู่ เพื่อจะได้ไมย่ดมึนถั่ือมนให ั่้เกิดทกขุ์ ๒) ขันธ์ ๕ “ขันธ์ ๕ “ หรือ “เบญจขันธ์” เป็นองค์ประกอบของชีวิต ๕ ประการ ประกอบด้วย รูป ส่วนที่เป็นร่างกาย รวมถงพฤตึ ิกรรมทงหมดของรั้่างกาย เวทนา ความรู้สกทึ ี่เกิดขนตึ้่อสงทิ่ี่รับรู้ มี ๓ อยาง่ คือ สขเวทนาุ ทกขเวทนาุ และอเบกขาเวทนาุ สญญาั การกําหนดหมายรู้สงใดส ิ่ิ่งหนงึ่ แยกแยะได้วาอะไรเป ่ ็นอะไร สงขารั สงทิ่ี่ปรุงแตงจ่ ิต แรงจงใจแรงผลูกดั นให ั ้เกิดการกระทําอยางใดอย ่ ่างหนงึ่ วิญญาณ การรับรู้ผ่านประสาทสมผัสั ตา ห ูจมกู ลนิ้ กาย ใจ ประกอบด้วย จกขัวุิญญาณ โสตวญญาณิ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวญญาณิ


๙ ๓) อริยสัจ ๔ “อริยสัจ ๔” แปลวา่ ความจริงอนประเสร ั ิฐ ๔ ประการ อนเป ั ็นขนตอนปฏ ั้ิบตัิเพื่อ ความดบทักขุ์หรือแก้ปัญหา ได้แก่ ทกขุ์ คือ ปัญหาหรือความทกขุ์ สมทุยั คือ สาเหตแหุงท่กขุ์ นิโรธ คือ ความดบทักขุ์ มรรค คือ ทางแห่งความดบทักขุ์ มี ๘ ประการ คือ สมมาทั ิฐิ สมมาสังกั ปปะ ั สมมาวาจาั สมมากัมมันตะั สมมาอาชั ีวะ สมมาวายามะั สมมาสตั ิ สมมาสมาธั ิ นิกายสาคํ ัญของศาสนา ก่อนที่สมเด็จพระสมมาสัมพัทธเจุ้าจะเสด็จดบขันธั ์ปรินิพพาน พระองค์ได้ประทานพระโอวาทแก่ พระสาวก ข้อหนงในโอวาทท ึ่งหลายนั้นมั้ีวา่ “อานนท์ ต่อไปภายหนาถ้ าสงฆ ้ ์ปรารถนาจะถอนสิกขาบท เล็กๆ นอยๆ้บางก้ ็ได”้ (สกขาบทิ หมายถงึ ข้อศีล ข้อวนิยั คือศีลแต่ละข้อ วินยแตั ่ละข้อ เช่นศีลของ สามเณรมี ๑๐ ข้อ เรียกวาม่ ี๑๐ สิกขาบท ศีลของพระภิกษุมี ๒๒๗ ข้อ เรียกว่ามี ๒๒๗ สิกขาบท) พทธดุํารัสที่ตรัสแก่พระอานนท์ครังน้ี ้ได้ถกยกมาเปู็นประเดนถกเถ็ ียงกนั แต่ไมสามารถว่ ินิจฉยั เดดขาดไปได ็ ้วาส่ ิกขาบทใดบ้างเป็นสิกขาบทเล็กน้อยซงอาจเพึ่ิกถอนได้ จงมึ ีความเห็นเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่เห็นวาควรร่ ักษาสิกขาบทตางๆ่ ไว้คงเดิมโดยไมเปล ่ ี่ยนแปลง อกฝี ่ายหนงเหึ่็นวาควรม่ ีการเพิกถอน หรือปรับเปลี่ยนให้เข้ากบสถานการณั ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จากเหตการณุ์นีจ้งมึ ีการแบงน่ ิกายขนเป ึ้็นครังแรก้ ในพระพทธศาสนาุ หลงจากนันกั้็แตกแยกยอยเป ่ ็นอีกหลายนิกาย ปัจจุบันมีนิกายใหญ่ๆ ท่สีาคํ ัญอยู่ ๒ นิกาย คือ ๑) นิกายเถรวาท เป็นนิกายดงเดั้ิมที่รักษาพระธรรมวนิยตั ่างๆไว้โดยไมเปล ่ ี่ยนแปลง ๒) นิกายอาจาริยวาท หรือ มหายาน เป็นนิกายที่เกิดขนใหม ึ้ ่ โดยผสมผสานกบหลักคั ําสอน ของนิกายอื่นๆ แล้วสร้างเอกลกษณั ์ที่เป็นของตนโดยเฉพาะ สําหรับนิกายมหายานนนั้ วนิยแกั ้ไขได้ ธรรมแก้ไขได้ ไมเน่ ้นชีวิตสงฆ์ แนวคิดเกี่ยวกบอัดมคตุิพระโพธิสตวั ์ (ภาวะโพธิสตวั ์เป็นสงทิ่ี่เกิดขนกึ้บั บคคลทุวไปได ั่้ โดยตงั้ปณิธานของพระโพธิสัตว์ ๔ ประการ คือ ช่วยเหลือสรรพสตวั ์ให้พ้นทกขุ์ ทําลายกิเสลตณหาทั งหลายให ั้้หมดสนิ้ เข้าถงสึจธรรมและสอนธรรมนั นให ั้้แก่ผ้อูื่น นําสตวั ์ทงหลายให ั้้ เข้าสพู่ทธภาวะหมายถุงึ ภาวะแห่งความรู้ ความตื่น ความเบิกบาน)


๑๐ ศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์ถือกําเนิดขนในด ึ้ินแดนปาเลสไตน์ ทวีปเอเชีย แตเผยแผ่ ่เข้าไปแพร่หลายในทวีป ยโรปุ แล้วแพร่หลายไปสทวู่ีปตางๆ่ทวโลก ั่ ศาสนาคริสต์มีพฒนาการมาจากศาสนายัดายหรูือศาสนายิว มีลกษณะเป ั ็นศาสนาเอกเทวนิยม โดยมีพระเจ้าสงสูดคุือ พระยะโฮวา ศาสดา ศาสดาของศาสนาคริสต์ คือ พระเยซู ท่านกําเนิดที่เมืองเบธเลเฮม (Bethlehem) แคว้นยดายู เมื่อ พ.ศ.๕๔๓ ในครรภ์ของหญิงพรหมจรรย์นามวา่ มาเรีย ซงตึ่งครรภั้์โดยพระอานภาพของพระเจุ้า พระเยซเรูิ่มประกาศศาสนาเมื่ออาย ุ๓๐ ปี เทศนาสงสอนประชาชน ั่ รักษาคนป่วย ชาวคริสต์ เชื่อวาพระเยซู่เป็น พระเมสซอาหิ ์ (Meshiah) หรือพระผ้ชู่วยให้รอด ซงพระเจึ่้าสงลงมาช่ ่วยเหลือชาวยิว ให้รอดพ้นจากการกดขี่และภยสงครามั เป็นผ้ทูี่จะนําสนตั ิสขทุี่แท้จริงมาสชาวยู่ิว การประกาศศาสนาของพระเยซทูําให้นกบวชชาวยั วไม ิ ่พอใจ เนื่องจาก คําสอนของพระเยซขูดั ตอค่ ําสอนของโมเสส ความขดแยั ้งเรื่องผลประโยชน์ พระเยซประกาศศาสนาในนามของพระองคู์เอง และพระเยซไมูหย่ดทุํางานวนสะบาโต ั จงหาทางกึ ําจดพระองคั ์ โดยวางแผนจบกัมแลุ้วสงให ่ ้ผ้สูําเร็จ ราชการชาวโรมนให ั ้สําเร็จโทษ ในข้อหาหมิ่นประมาทพระเจ้า อ้างตนเป็นพระเมสซิอาห์และเป็นบตรของุ พระเจ้า และเป็นกบฎตงตนเป ั้็นกษัตริย์ของชาวยิว ท้ายที่สดผุ้สูําเร็จราชการชาวโรมนได ั ้รับแรงกดดนจนั ต้องตดสั ินโทษประหารพระเยซโดยการตรูึงกางเขน เมื่อพระชนมาย ุ๓๓ ปี หลงจากพระเยซัสูนพระชนมิ้์แล้วสามวนั พระองค์ก็ได้ฟืนค้ืนชีพ และสงสอนประชาชนต ั่่อไปอีก สกระยะกั ่อนจะเสด็จสสวรรคู่์ บรรดาสาวกของพระองค์ก็ออกเผยแผ่ศาสนายงดันแดนติางๆ่ ในประเทศ อิสราเอง และคอยๆ่ ขยายไปในแถบเมดเตอริ ์เรเนียน คัมภรี์ทางศาสนา คมภั ีร์ของศาสนาคริสต์ คือ คัมภรี์ไบเบลิ เป็นประมวลคําสอนซงถึ่ือวาค่ ือพระวจนะของพระเจ้า แบงออกเป ่ ็น ๒ ภาค คือ - พระคัมภรี์เก่า หรือ พนธสั ัญญาเดมิ (The Old Testament) เป็นคมภั ีร์ของศาสนายิวซงึ่ เป็นรากฐานของพระคมภั ีร์ใหม ่ ประกอบด้วยเนือหาเก้ี่ยวกบเรั ื่อง พระเจ้าทรงสร้างโลก ประวตัิชนชาติยวิ บญญัตัิ ๑๐ ประการ และศาสดาพยากรณ์ตางๆ่ - พระคัมภรี์ใหม่ หรือ พนธสั ัญญาใหม่ (The New Testament) เป็นคมภั ีร์ของศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกบพระเยซัและพระอูครสาวกตัางๆ่ ซงเขึ่ียนโดยนกบัญท ุี่สําคญตัางๆ่ เชน่ มธธั ิว (Mathew) มาระโก (Mark) ลกาู (Luke) ยอห์น (John)


๑๑ ความเช่ือและหลักธรรมสาคํ ัญ ความเช่ือในหลักตรีเอกานุภาพ โดยเชื่อวา่ พระบดาิ (พระเจ้า) พระบตรุ (พระเยซ) ูและพระจิต (พระวิญญาณบริสทธุิ์ ของพระเจ้าที่เสด็จมาประทบในใจผ ั ้เชูื่อถือ) คือพระเจ้าองค์เดียวกนแมั ้จะมีพระนามและพระฐานะต่างกนั หลักความรัก ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาแห่งความรัก โดยหลกความรั ักนีแบ้งออกเป ่ ็น ๒ ประการ คือ ๑) ความรักตอพระเจ่ ้า “จงรักพระองค์ผ้เปู็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสดจุิต สดใจของเจุ้า ด้วยสดกุําลงั” ๒) ความรักตอเพ่ ื่อนมนษยุ์ “ถ้าผ้ใดตบแกู้มขวาของท่าน ก็จงหนแกั ้มซ้ายให้เขาด้วย” บัญญัตสิิบประการ ๑) จงนมสการพระเจั ้าแตเพ่ ียงพระองค์เดียว ๒) จงอยาสร่ ้างรูปเคารพ ๓) อยาออกนามพระเจ่ ้าโดยไมสมเหตุ่ ๔) จงนบถั ือวนสะบาโตเป ั ็นวนศักดั ิ์ สทธิ ิ์ ๕) จงนบถั ือบิดามารดา ๖) อยาฆ่ ่าคน ๗) อยาผ่ ิดประเวณี ๘) อยาล่กทรั ัพย์ ๙) อยาเป่ ็นพยานเท็จ ๑๐) อย่ามีความโลภในสิ่งของผ้อูื่น ความเช่ือเร่ืองอาณาจกรพระเจั ้า อาณาจกรพระเจั ้า หมายถงึ อาณาจกรพระเจั ้าบนสรวงสวรรค์ หรืออาณาจกรพระเจั ้า บนโลกมนษยุ์ ซงกึ่็คือศาสนจกรั ซงทึ่กคนทุี่มีความเชื่อจะอยรู่่วมกนอยัางส่นตั ิสขุ จดมุงหมายสุ่งสูดุ ของศาสนาคริสต์ก็คือ การได้อยอยู่างเป ่ ็นสขในอาณาจุกรพระเจั ้านนเองั่ นิกายสาคํ ัญของศาสนา ๑. นิกายโรมันคาทอลิก (Roman Catholic) - ชื่อนิกายมาจากการถือเอากรุงโรมเป็นศนยู์กลางของศาสนา และเป็นที่พํานกของั พระสนตปาปา ั (ปัจจบุนอยัทู่ี่นครวาติกนั ซงเปึ่็นรัฐอสระทิ ี่ตงอยั้ในกร ู่ ุงโรม) - มีพระสนตะปาปาเป ั ็นประมขสุงสูดของครุิสต์ศาสนจกรั


๑๒ - ชาวคาทอลิกเชื่อวาตนเป ่ ็นผ้สูืบทอดคําสอนและประเพณีอื่นๆของศาสนามาแต่เริ่มแรก และพยายามปกป้องหลกธรรมคั ําสอนและประเพณีแตด่งเดั้มอยิางเคร่ ่งครัด - ชาวคาทอลิกเชื่อเรื่องการชําระบาป ถือวาพระเป ่ ็นผ้ประกอบพูิธีล้างบาปให้ได้ และ เชื่อเรื่องแดนชําระ - ชาวโรมนคาทอลักจะยกยิ ่องนกบัญท ุงหลายั้ รวมทงมาเรั้ีย และโยเซฟ - มีการประกอบพิธีศีลศกดัสิ์ิทธิ์ ๗ ประการ คือ ศีลล้างบาป ศีลกําลงั ศีลมหาสนิท ศีลแก้บาป ศีลเจิมคนไข้ ศีลบวช และศีลสมรส - มีนกบวชั ซงอึ่ทุิศตนเพื่อศาสนา และไมได่ ้รับอนญาตให ุ้สมรส ๒. นิกายออร์ธอดอกซ์ (Orthodox) - แยกตวจากนั ิกายโรมนคาทอลักดิ ้วยเหตผลทางการเมุือง (ความขดแยั ้งระหวาง่ สงฆราชแหั งโรม ่ กบสังฆราชแหั ่งคอนสแตนตโนเบ ิลิ) - ไมข่นตรงตึ้อพระส่ นตปาปา ั แต่ละประเทศมีประมขเรุียกวาเพทร่ ิอาค (Patriarch) - แทบจะไมม่ ีข้อแตกตางจากโรม ่นคาทอลั กในด ิ ้านหลกธรรมคั ําสอน แต่มีความแตกตาง่ ในเรื่องรูปแบบของพธิีกรรม ภาษา การจกระเบั ียบการปกครองสงฆ์ - ไมยกย่องน่กบัญุ รูปเคารพมกเป ั ็นภาพสองมิติ (ห้ามประดิษฐานรูปเคารพสามมิติ) - ประกอบพิธีศีลศกดั ิ์ สทธิ ิ์ ๗ ศีล - มีนกบวชั และนกบวชชันผั้้นู้อยสามารถสมรสได้ ๓. นิกายโปรแตสแตนท์ - เป็นชื่อเรียกรวมของนิกายต่างๆ ที่ไม่ใชโรม่นคาทอลั ิก และออร์ธอดอกซ์ - แยกจากโรมนคาทอลั ิกเนื่องจากความขดแยั ้งเกี่ยวกบหลักธรรมคั ําสอน และการ ปฏิบตัิศาสนาที่ผิดแบบแผน เช่น การซือใบไถ้่บาป - การบริหารจดการแตั ละประเทศเป ่ ็นอิสระไมข่นตึ้อการ่ และไมข่นตึ้อพระส่ นตปาปา ั - ไมเช่ ื่อวาพระม่ ีอํานาจใจการอภยบาป ั การอภยบาปสามารถท ั ําได้เองโดยสารภาพตอ่ พระเจ้าเป็นหมคณะู่ - ไมยกย่องน่กบัญุ และไมประด ่ ิษฐานรูปเคารพใดๆ เพราะถือเป็นเรื่องนอกคมภั ีร์ ไม้ กางเขนจะไมม่ ีรูปพระเยซถูกตรูึงอยบนกางเขนู่ - ประกอบพิธีศีลศกดั ิ์ สทธิ ิ์เพียง ๒ ศีล คือ ศีลล้างบาป และศีลมหาสนิท


๑๓ ศีลศักด์ สิิทธ์ ิของศาสนาคริสต์ ศีลศกดั ิ์ สิทธิ์ หรือพธิีกรรมศกดั ิ์ สทธิ ิ์ ในศาสนาคริสต์ มี ๗ ศีล ๑. ศีลล้างบาป ๒. ศีลกําลงั ๓. ศีลมหาสนิท ๔. ศีลแก้บาป ๕. ศีลเจิมคนไข้ ๖. ศีลบวช ๗. ศีลสมรส


๑๔ ศาสนาอิสลาม คําวา่ “อิสลาม” เป็นภาษาหรับ แปลวา่ “สันต” “ ิการยนยอมิ ” หมายถงึ การยินยอมตอ่ พระประสงค์ของพระเจ้าเพื่อสนตั ิ ผ้ทูี่นบถั ือศาสนาอิสลามเรียกว่า “ชาวมุสลิม” ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่มีววิฒนาการมาจากศาสนายั ิวและศาสนาคริสต์ เกิดขนในประเทศ ึ้ ซาอดุิอาระเบีย เมื่อประมาณ ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว มีลกษณะเป ั ็นศาสนาเอกเทวนิยม มีพระเจ้าสงสูดคุือ “พระอัลเลาะห์” ซงชาวมึ่สลุมเชิ ื่อวาเป่ ็นพระผ้สรู้าง ผ้คูําจ้นุ และผ้ฟูืนฟ้โลกมนูษยุ์ และมีพระศาสดา คือ นบีมฮูํามดั ศาสดา ศาสดานบีมฮูํามดั เกิดที่เมืองเมกกะ เมื่อ พ.ศ.๑๑๑๓ ท่านกําพร้าบิดามารดาตงแตั้อาย่ยุงั น้อย จงอยึ ในความด ู่แลของอบู ฏอล ูบผิ ้เปู็นลงุ จนกระทงเตั่ิบโตได้ติดตามลงเดุินทางไปค้าขายตางแดน่ เมื่ออายไดุ้ ๒๕ ปีได้สมรสกบนางคอดั ียะห์ เศรษฐีนีม่ายชาวเมืองเมกกะ มีบตรดุ้วยกนั ๖ คน เป็น ชาย ๒ หญิง ๔ แตบ่ตรชายเสุียชีวิตหมดตงแตั้่ยงเยาวั ์วยั ชีวตของทิ ่านเรียบง่ายแตเป่ ี่ยมด้วยคณธรรมุ ท่านพยายามหาทางแก้ปัญหาสงคมและสรั ้างความสงบขนในส ึ้งคมั ท่านมกจะแสวงหาสถานทั ี่สงบเพื่อ ใคร่ครวญหาทางสสู่นตั ิ ทานม่ กจะไปท ั ี่ถํา้ “ฮรออิ ์” ซงอยึ่นอกเมู่ือง และที่ถําแห้่งนีท้่านได้รับโองการ ของพระเจ้าผานเทวท่ตยูิบรออีลเป็นครังแรก้ ในขณะที่ท่านอายไดุ้ ๔๐ ปี ท่านได้เริ่มประกาศพระศาสนา โดยประกาศให้ผ้คนเลูกบิชาเทพเจู้าทงหลายอั้นเป ั ็นประเพณีของ ชาวอาหรับในขณะนนั้ ทําให้ท่านได้รับการตอต่ ้านและดหมูิ่นเหยียดหยามจากผ้คนในเมูืองเป็นอนมากั แต่ท่านก็มิได้ยอท่ ้อ ผ้ทูี่ต่อต้านท่านพยายามหาทางกําจดทั ่าน จนในที่สดทุ่านและเหลาสาวกต่ ้องหนีไป เมืองเมดนะฮิ ์ ตอมา่ ๘ ปีหลงจากนันทั้่านได้รวบรวมผ้คนกลูบไปย ั ดเมกกะได ึ ้ ทําลายรูปเคารพตางๆ่ และประกาศนิรโทษกรรมผ้หลงผูิดทงหลายั้ หลงจากนันศาสนาอั้สลามจิ งได ึ ้เริ่มเผยแผ่ออกสทู่ี่อื่นๆ ตงแตั้่ บดนันั้ คัมภรี์ทางศาสนา คมภั ีร์ของศาสนาอิสลาม คือ คัมภรี์อัลกุรอาน เป็นคมภั ีร์ที่พระอลเลาะหั ์ประทานให้กบทั ่าน นบีมฮูํามดั โดยผานทางเทวท่ตู คมภั ีร์อลกัรอานจุงเปึ ็นพระวจนะของพระอลเลาะหั ์ที่ตรัสแก่มนษยุ์ เป็น พระประสงค์ของพระองค์และเป็นธรรมนญของช ูีวติ ชาวมสลุิมถือวาท่กสุงทิ่ี่ปรากฏในคมภั ีร์เป็นความจริง ที่บริสทธุิ์ ไมม่ ีใครจะสงสยหรั ือดดแปลงแก ั ้ไขได้ อัล-ฮะดสิ เป็นบนทักซึงรวบรวมคึ่ําสงสอนและแบบอยั่างในการด ่ ําเนินชีวตของทิ ่านนบีมฮูํามดั ไว้ ซงได ึ่้รับการถายทอดส่ ืบตอก่นมากดั ้วยการเลาปากต ่ อปาก ่ แตภายหล่ งได ั ้มีการจดบนทั ึกเอาไว้เป็น ลายลกษณั ์อกษรั เป็นหนงสั ือที่มีความสําคญั แตก่ ็ไมอาจเปร ่ ียบเทียบได้กบคัมภั ีร์อลกัรอานุ


๑๕ หลักคาสอนและศาสนพํธิีสาคํ ัญ ๑. หลักศรัทธา ซงชาวมึ่สลุิมจะต้องเชื่อมนโดยปราศจากความระแวงสงส ั่ยหรั ือโต้แย้งใดๆ มี อย่ ู๖ ประการ คือ ๑) ศรัทธาในเอกภาพของพระผ้เปู็นเจ้า ชาวมสลุิมจะต้องศรัทธาในพระอลเลาะหั ์แต่ เพียงพระองค์เดียว ไมม่ ีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือไปจากพระองค์ ๒) ศรัทธาในเทวทตของพระเจู้า ชาวมสลุิมเชื่อวาเทวท่ตู (มาลาอีกะฮ์) เป็นคนกลาง ระหวางพระเจ่ ้ากบศาสดาั เป็นผ้รูับใช้ของพระเจ้า ๓) ศรัทธาในคมภั ีร์อลกัรอานุ เชื่อวาเป่ ็นพระวจนะของพระเจ้าที่ทรงมอบให้แก่มนษยุ์ โดยผ่านทางพระศาสดามฮูํามดั ๔) ศรัทธาตอศาสนท่ตหรูือบรรดาศาสดาตางๆ่ โดยชาวมสลุมเชิ ื่อวาก่ ่อนที่พระเจ้าจะ ประทานคมภั ีร์อลกั รอานใหุ้แก่ศาสดามฮูํามดั พระองค์ได้สถาปนาศาสดาต่างๆอีกหลายองค์ให้แก่ มนษยชาตุิตามเวลาตางๆ่ เช่น นหู์ (Noah) อิบรอฮีม (Abraham) มซาู (Moses) อีซา (Jesus) ๕) ศรัทธาตอว่นพัพากษาิ ชาวมสลุมเชิ ื่อวามน่ษยุ์มีดวงวญญาณเป ิ ็นอมตะ เมื่อ ร่างกายดบสัญว ูิญญาณจะยงอยัและรู่ับผลกรรมดีกรรมชวของตนทั่ี่ทําเมื่อมีชีวิตอย ู่ชาวมสลุมเชิ ื่อวาโลก ่ นีม้ีการดบสัญู และเมื่อถงวึนนันพระอั้ลเลาะหั ์จะทรงพิพากษามนษยุ์ตามกรรมดีและกรรมชวั่ ๖) ศรัทธาในกฎกําหนดสภาวการณ์ เชื่อวาพระเจ่ ้าเป็นผ้กูําหนดทกสุิ่งทกอยุางส่ ําหรับ โลกและมนษยุ์ ไมม่ ีใครสามารถฝ่าฝืนหรือเปลี่ยนแปลงได้ แตก่ ็ไม่ได้หมายความให้มนษยุ์งอมืองอเท้า ปลอยท่กอยุ่างให้เป็นไปตามแตพระเจ่ ้ากําหนด หากแตมน่ษยุ์ต้องพยายามทําทกอยุ่างให้ดีที่สดุ แต่ ขณะเดียวกนกั ็ต้องไว้วางใจพระองค์ให้เป็นผ้นูําทางชีวติ ๒. หลักปฏบิัต ิ เป็นศาสนกิจที่ชาวมสลุิมจะต้องปฏิบตัิทงทางกายั้ วาจา ใจ มี ๕ ประการ ๑) การปฏิญาณตน โดยเปลงวาจาร่ ับพระอลเลาะหั ์เป็นพระเจ้าแตเพ่ ียงพระองค์เดียว ๒) การละหมาด เป็นการนมสการพระเจั ้า เพื่อขอบคณุ ขอขมา และสรรเสริญ พระองค์ โดยชาวมสลุมจะติ ้องละหมาดวนละั ๕ เวลา คือ เช้าตรู่ บาย่ เยน็ คํ่า กลางคืน ๓) การถือศีลอด เพื่อให้เกิดความอดทนทางร่างกายและความเข้มแข็งทางจิตใจ ให้ ระลกถึ งคนยากจนอดอาหารและจะได ึ ้ช่วยเหลือผ้ทูี่ขดสนั ในระหวางถ่ ือศีลอดหนงเดึ่ือนจะต้องงดเว้นการ กินอาหาร ดื่มนํา้ กลนนื ําลาย้ ร่วมสงวาสั ตงแตั้่รุ่งอรุณจนกระทงพระอาทั่ิตย์ตกดิน ๔) การบริจาคซะกาต ชาวมสลุมมิ ีหน้าที่จะต้องบริจาคทรัพย์ของตนในอตรารั ้อยละ ๒.๕ แบงป่ ันให้กบผั ้อูนื่ เพอชื่่วยเหลือคนอนาถา เด็กกําพร้า คนที่ขดสนั ผ้มูีหนีส้นิ ผ้เผยแพรู่ศาสนา ผ้เดูินทางที่ขดสนั


๑๖ ๕) การประกอบพิธีฮจญั ์ เป็นการเดินทางไปประกอบศาสนกิจที่เมืองเมกกะ ศาสนา อิสลามบญญัตัิให้มสลุิมทงปวงท ั้ี่มีความสามารถ คือ เป็นผ้บรรลูนุิติภาวะ มีสตสิมปช ัญญะสมบัรณู์ มีสขภาพดุี มีการคมนาคมที่ปลอดภยั และมีทนทรุัพย์เพียงพอ ให้เดินทางไปประกอบพธิีฮจญั ์ สําหรับ ผ้ทูี่ไมได่ ้อยในว ู่ิสยทั ี่จะเดินทางได้นนกั้็ไมได่ ้บงคับั ข้อห้ามในศาสนาอิสลาม นอกจากหลกศรั ัทธาและหลกปฏ ั ิบตัิแล้ว ยงมั ีกฎเกณฑ์อื่นๆ ที่ชาวมสลุิมจะต้องปฏบิตัิอีก มากมาย ในที่นีจะขอยกมาเป้็นเพียงตวอยัางบางข่ ้อ เช่น - ห้ามยดถึ ือหรือนําสงอิ่ื่นมาเทียบเคียงอลเลาะหั ์ เชน่ เงินตรา ชื่อเสียง วงศ์ตระกลู ฯลฯ - ห้ามกราบไหว้บชารู ูปปัน้ วตถั ุดวงดาว ผีสาง เทวดา ฯลฯ ห้ามเซนไหว ่ ้สิ่งใดๆ ทงสั้ิน้ - ห้ามเชื่อในเรื่องดวง ห้ามดซะตาราศูี ห้ามถือโชคลาง ห้ามเลนเคร่ ื่องรางของขลงั - ห้ามเลนการพน่นทักชนุิด เช่น เสี่ยงทาย แทงม้า ลอตเตอรี - ห้ามกินสตวั ์ที่ตายเอง สตวั ์ที่มีโรค เลือดที่ได้จากการเชือดสตวั ์ ห้ามกินหม ูห้ามกินสตวั ์ที่ถกู นําไปเซนไหว ่ ้ สตวั ์ที่ถกรูัดคอให้ตายโดยไมได่ ้เชือด สตวั ์ที่เชือดโดยไมได่ ้กลาวนามพระเจ่ ้า สตวั ์ที่มีลกษณะนั ่ารังเกียจ สตวั ์ที่ตะปบสตวั ์อื่นเป็นอาหาร - ห้ามเสพสิ่งมนเมาทึกชนุิด เชน่ เหล้า เบียร์ ยาเสพติด - ห้ามผิดประเวณีกบหญั ิงใดๆ ไมว่าจะด่ ้วยความยนยอมสมิ ครใจของท ั งสองฝ ั้่ายก็ตาม - ห้ามกกตันสุินค้าจนราคาขนสึ้งแลู้วนําสินค้านนไปขาย ั้ - ห้ามกินดอกเบีย้ ฯลฯ นิกายสาคํ ัญของศาสนา นิกายซุนนี ชาวมสลุมนิ ิกายนีถ้ือวาตนเองเป ่ ็นผ้เครู่งครัดในแนวทางปฏิบตัิตามคมภั ีร์อลกัรอานุ และตามวจนะของท่านศาสดา รวมทงให ั้้ความเคารพเชื่อถือตอกาหล่บิ หรือผ้สูืบตําแหนงต่อจากท่ ่าน ศาสดา ชาวซนนุีให้ความเคารพนบถั ือผ้นูําทางศาสนา ๔ คนแรก คือ อาบบูกรั ์ โอมาร อสมานุ และอาลี ชาวมสลุิมในไทย และชาวมสลุมสิ วนใหญ ่ ่ทวโลกน ั่บถั ือนิกายนี้ นิกายซีอะฮ์ เป็นกลมทุ่ี่แยกตวออกมาเป ั ็นกลมแรกุ่ เพราะมีความเห็นวาผ่ ้นูําทางศาสนาควร เป็นทายาทของท่านนบีมฮูํามดั นิกายนีจ้งนึบถั ือกาหลิบองค์ที่ ๔ คือ อาลี วาเป่ ็นกาหลิบที่ถกตู้องแต่ เพียงผ้เดูียว ชาวซีอะฮ์สวนใหญ ่ ่อยในู่ อริัก อหริ ่าน เยเมน อนเดิ ีย และแอฟริกาตะวนออกั


Click to View FlipBook Version