ความรู้เกี่ยวกับเมล่อน
คำนำ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่องความรู้เกี่ยว
กับเมล่อนเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่
จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอเกี่ยวกับเมล่อน
ประวัติเมล่อนการปลูกเมล่อนสายพันธุ์
เมล่อน เพื่อสร้างความรู้ให้แก่ผู้ที่กำลัง
ศึกษาหาความรู้
ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์
ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อย
เมล่อน (Cantaloupe
Melon,Muskmelon)
ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cucumis melo L.
var. cantalpensis ในวงศ์
Cucurbitaceous ตระกูลเดียวกันกับ
แตงไทย บางท้องที่เรียก แตงเทศ หรือ
แตงหอม มีลักษณะผลค่อนข้างใหญ่ น้ำ
หนักมาก เปลือกหนา ส่วนผิวเปลือกมีทั้ง
แบบเรียบ และแบบมีร่างแห หรือ มีร่อง
ยาวจากขั้วถึงท้ายผล เนื้อมีสีส้มหรือสี
เหลือง มีรสหวาน และมีกลิ่นหอม ในต่าง
ประเทศมีแหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่
สหรัฐอเมริกา อเมริกากลาง และเม็กซิโก
ส่วนประเทศไทยพบการปลูกมากในจังหวัด
นครสวรรค์ ปราจีนบุรี และสระแก้ว พันธุ์
ที่นิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์ฮันนี่ พันธุ์ซันเลดี้
และพันธุ์ฮันนี่ดิว
เมล่อน
เป็นพืชในตระกูลแตงที่นิยมปลูกเพื่อการค้าชนิดหนึ่งที่มีราคา
ต่อผลสูง เนื่องจากเป็นแตงที่มีรสหอมหวาน มีคุณค่าทาง
โภชนาการ ประกอบด้วยวิตามินเอ และวิตามินซีสูงจึงเป็นแตง
ที่ที่นิยมบริโภคกันมากไม่แพ้แตงโมเลยทีเดียว
ประวัตเมล่อน
ถิ่นกำเนิดของเมล่อน มีการกล่าวถึง
หลายพื้นที่ เช่น ทวีปแอฟริกา ประเทศ
อินเดีย แถบกึ่งอบอุ่น และเขตร้อนทาง
ทิศตะวันตกของทวีปแอฟริกา เริ่มพบ
หลักฐานบันทึกการปลูกเมล่อน ใน
ประเทศอียิปต์ เมื่อ 2400 ปี ก่อน
คริสตกาล และมีการบันทึกการนำเข้ามา
ปลูกในกรุงโรม เมื่อศตวรรษที่ 1 ค.ศ.
1494 และปี ค.ศ. 1582 พบการปลูกเม
ล่อน ในมลรัฐมิสซิสซิปปี้ อลาบามา และ
เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.
1609
การปลูกเมล่อน
ในประเทศไทยเริ่มมีการนำเข้าพันธุ์จากต่าง
ประเทศมาปลูกครั้งแรกที่สถานี กสิกรรมแม่
โจ้ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้) เมื่อปี 2478 แต่ไม่
ประสบผลสำเร็จ ต่อมาเมื่อปี 2493 ได้นำ
พันธุ์มาทดลองปลูกที่เกษตรกลางบางเขน
แต่การปลูกก็ไม่สำเร็จเช่นกัน และเริ่ม
ทดลองปลูกอีกครั้งในปี 2497 ที่เกษตร
กลางบางเขนจนประสบผลสำเร็จ ต่อมีการ
ปลูกที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี อำเภอ
อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งได้ผลดี
และเริ่มขยายการปลูกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่
นั้นเป็นต้นมา
สายพันธุ์เมล่อน แบ่งตามผิวเปลือก
แบ่งตามสีเนื้อ
1. เนื้อมีสีเขียวหรือเขียวขาว เป็นเม
ล่อน ที่มีทั้งเปลือกผิวเรียบ และแบบขรุขระ
เป็นร่างแห ผลสุกมีสีเปลือกเป็นสีเขียวครีม
สีเหลือง หรือสีเหลืองทอง ส่วนเนื้อผลมีสี
เขียวหรือเขียวขาว กรอบนุ่ม มีรสหวาน
และกลิ่นหอม ได้แก่ พันธุ์เจตดิว (Jade
Dew) วีนัสไฮบริด (Venus hybride) ฮัน
นี่ดิว (Honey dew) และฮันนี่เวิลด์
(Honey world)
2. เนื้อมีสีส้ม เป็นเมล่อน
ที่มีทั้งเปลือกผิวเรียบ และแบบ
ขรุขระเป็นร่างแห ผลสุกจะมีสี
เปลือกเป็นสีครีม หรือสีเหลือง
ส่วนเนื้อมีสีส้ม กรอบนุ่ม มีรส
หวาน และกลิ่นหอม ได้แก่
พันธุ์ซันเลดี้ (Sun lady) ท๊อ
ปมาร์ค (Top mark) และนิว
เซนจูรี่ (New cenjury)
3. Inodorous ชื่อวิทยาศาสตร์
Cucumis melo L. var. inodorous L
เปลือกมีผิวเรียบ ไม่เป็นร่างแห พันธุ์ที่
นิยมได้แก่ พันธุ์ฮันนี่ดิว (honeydew)
4. Flexuosus ชื่อวิทยาศาสตร์
Cucumis melo L. var. Flexuosus
เรียกทั่วไปว่า สเน็คเมล่อน (snake
melon) ผลมีขนาดเล็ก เปลือกเรียบสี
ขาว ขนาดผลเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 นิ้ว
ผลอาจตรงหรือโค้ง นิยมนำมาทำเป็นผล
ไม้ดอง
5. Conomon ชื่อวิทยาศาสตร์
Cucumis melo L. var. Conomon
เรียกทั่วไปว่า ปิกลิงเมล่อน (pickling
melon) ผลมีขนาดเล็ก เรียวยาว เปลือก
ผิวเรียบ มีหลายสี เนื้อมีสีขาวหรือสีน้ำตาล
ปนขาว
6. Chito ชื่อวิทยาศาสตร์
Cucumis melo L. var. Chito
เรียกทั่วไปว่า แมงโกเมล่อน
(mengo melon) ผลมีขนาดเล็ก
เปลือกผิวเรียบ มีหลายสี เนื้อมีรส
เปรี้ยว นิยมนำทำเป็นผลไม้ดอง
7. Dudaim ชื่อวิทยาศาสตร์
Cucumis melo L. var. Dudaim
เรียกทั่วไปว่า โปมกราเน็ต เมลอน
(pomegranate melon) ผลมี
ขนาดเล็กเท่าผลส้ม รูปร่างกลมหรือ
รูปไข่ เปลือกผิวเรียบ มีกลิ่นคล้าย
โคลน
ย
เห็นรูปลักษณ์กลมมีลายตาข่าย เห็น
ชัดเจนอยู่ทั่วผลนั้น ดูไกลๆ อาจคิดว่า
เป็นผลเคตาลูปที่ทุกท่านเคยทานกันแต่
พอมองใกล้ๆ แล้วจะเห็นชัดเลยว่ามันคือ
ผลเมล่อน ของดีจากญุี่ปุ่น ที่สามารถ
ปลูกได้ในประเทศไทย เมล่อนจัดเป็นพืช
อยู่ในตระกูลแตง คล้ายแคนตาลูป แต่มี
ความแตกต่างกันที่รสชาติ ความหอม
กขลึิ้่นนกัเบนื้สอาแยลพัะนลธุว์ชดนลิ
ดานต่ทาี่งสๆวยซึง่งาใมนขเมอืองงผ
ล
ไทยเรานิยมเมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่น ซึ่งมี
คุณสมบัติพิเศษคือ มีความหวาน หอม
อร่อย และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ
ตัว
ที่มาที่ไป
ในฤดูร้อนที่ประเทศญี่ปุ่น หรือ ช่วงเดือน
มิถุนายน ชาวญุี่ปุ่นจะนิยมทานผลไม้ที่มี
ความหวานฉ่ำน้ำเพื่อเป็นการคล้ายร้อน
และยังเป็นการเพิ่มความสดชื่นได้เป็น
อย่างดีอีกด้วย ดังนั้นไม่แปลกใจเลยที่ เม
ล่อนญี่ปุ่นจะเป็นที่นิยมอย่างมาก
เนื่องจากเป็นผลไม้ที่
หวานฉ่ำ อีกทั้งยังมี
ความหอมหวานจึงเป็นที่นิยม โดยเฉพาะ
เมล่อนคุณภาพสูงเพราะเกษตรกรชาว
ญี่ปุ่นปลูกเมล่อนในเรือนกระจกและมี
การควบคุมการเพาะปลูกเป็นอย่างดี
เพื่อให้ได้ผลเมล่อนญี่มีความสมบรูณ์มาก
ที่สุด
เมื่อเมล่อนญี่ปุ่นได้ข้ามน้ำจ้าม
ทะเลมาเมืองไทยของเรานั้น
เจ้าเมล่อนเหล่านี้ก็ต้องการการ
ดูแลเอาใจใส่ไม่ต่างกัน เจ้าเม
ล่อนจากแดนปลาดิบนั้นจะ
ชอบอากาศแห้ง ชอบดินที่มี
การระบายน้ำและอากาศได้ดี
เพื่อจะให้เจ้าเมล่อนมีคุณภาพดี
ที่อุดมไปด้วยวิตามินแร่ธาตุ
ต่าง จึงเป็นต้องพึ่งพาขั้นตอน
และวิธีการเพาะปลูกที่ถูกต้อง
และมีการเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด
ตลอดระยะการปลูกกว่า 90
วัน
เพิ่มหัวเรื่องย่อย
การดูแลเมล่อนญี่ปุ่น
เป็นที่รู้กันเป็นอย่างดีในหมู่ผู้ปลูกเม
ล่อนว่า เมล่อนเป็นผลไม้ที่มีความไวต่อ
ปริมาณน้ำและธาตุอาหารที่ให้ซึ่งส่งผล
ต้อความสมบูรณ์ของต้นเมล่อนและผล
เมล่อนเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะได้ผลเม
ล่อนญี่ปุ่นที่มีความสมบรูณ์ อร่อยเป็น
ที่ชื่นชอบของผู้ทานแล้วนั้น เกษตรกร
ต้องให้น้ำและธาคอาหารต้นเมล่อนถึง
5 ครั้งต่อวัน อีกทั้งยังต้องคอยสังเกต
การเติมโตในทุกขันตอนและค่อยป้อง
กับกำจัดเมล็ดศัตรูพืชที่เข้ามารอบกวน
ต้นเมล่อนเนื่องจากความหวานหอม
ของเมล่อนอีกด้วย
การดูแลเมล่อนญี่ปุ่น
เป็นที่รู้กันเป็นอย่างดีในหมู่ผู้ปลูกเม
ล่อนว่า เมล่อนเป็นผลไม้ที่มีความไวต่อ
ปริมาณน้ำและธาตุอาหารที่ให้ซึ่งส่งผล
ต้อความสมบูรณ์ของต้นเมล่อนและผล
เมล่อนเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะได้ผลเม
ล่อนญี่ปุ่นที่มีความสมบรูณ์ อร่อยเป็น
ที่ชื่นชอบของผู้ทานแล้วนั้น เกษตรกร
ต้องให้น้ำและธาคอาหารต้นเมล่อนถึง
5 ครั้งต่อวัน อีกทั้งยังต้องคอยสังเกต
การเติมโตในทุกขันตอนและค่อยป้อง
กับกำจัดเมล็ดศัตรูพืชที่เข้ามารอบกวน
ต้นเมล่อนเนื่องจากความหวานหอม
ของเมล่อนอีกด้วย
พร้อมรับประทาน
การทานเมล่อนให้อร่อยนั้น ชาวญี่ปุ่นแนะว่า
ก่อนทานควรแช่เตู้เย็นประมาณ 4 ถึง 6
ชั่วโมงก่อนรัปทาน และเพื่อให้ความหวานของ
เมล่อนสม่ำเสมอทั่วทั้งผลให้คว่ำด้านขั้วเมล่อน
ลงก่อนรับประทาน 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง จา
กนัน้ผ่าครึ่งใช้ช้อนเขี่ยเฉพาะเมล็ดทิ้ง ที่สำคัญ
ไม่ควรใช้มีดปาดไส้กลางทิ้ง แบบการปลอก
มะละกอ เนื่องจากไส้กลางบริเวณที่ติดกับ
เมล็ดนั้นเป็นส่วนที่หวานที่สุดของเมล่อน หลัง
จากนั้นนำมาผ่าเป็นเสี้ยวแล้วตัดเป็นชิ้น
สี่เหลี่ยมพอดีคำ ก็จะได้เมล่อนที่หวาน หอม
อร่อย ที่สุด และควรหั่นให้พอดีทานหมด
เท่านั้น ไม่ควรแช่เมล่อนที่หั่นเป็นชิ้นๆแล้วทิ้งไว้
ในตู้เย็น จะทำให้เสียรสชาติ และกลิ่นหอมของ
เจ้าเมล่อนไป
นอกจากนั้นชาวญี่ปุ่น หรือภัตตาคาร
ญี่ปุ่นในประเทศไทย จะเลือกเสิร์ฟเมล่อน
สดที่สุกกำลังดี เนื้อนุ่ม เนียน หวานฉ่ำ
แต่หลายคนก็นำมาประยุกต์ทำเป็นเค้กใส่
เมล่อน ไอศกรีมเมล่อน เจลลี่เมล่อน
ขนมปังเมล่อน ก็อร่อยไปอีกแบบ
เพื่อให้ได้เนื้อเมล่อนญี่ปุ่นที่มีความนุ่มพอดี
กับที่เราชอบทาน เราสามารถเก็บเมล่อน
ไว้ตามระยะเวลาดังนี้
หลังตัด 1-3 วัน เนื้อกึ่งนุ่ม กึ่งกรอบ
หลังตัด 3-5 วัน เนื้อนุ่มฉ่ำ
หลังตัด 5-8 วัน เนื้อนุ่มฉ่ำตักทานได้
ประโยชน์มีมากมาย
ชาวญี่ปุ่นมักจะจะซื้อเมล่อน
เป็นของเยี่ยมผู้ป่วยด้วย
เพราะเจ้าเมล่อนนั้นมีสาร
ต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญใน
ปริมาณสูง มีทั้งวิตามินซี
วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน
แคลเซียม ฟอสฟอรัส และ
ธาตุเหล็ก ซึ่งล้วนให้
ประโยชน์แก่ร่างกายทั้งนั้น
แถมยังไม่มีไขมันและ
คอเลสเตอรอล อีกทั้ง
แคลอรีต่ำ จึงเหมาะกับผู้ที่
ต้องการลดน้ำหนัก
นอกจากนั้นยังเชื่อว่าเอนไซม์ในน้ำ
เมล่อนชื่อว่า superoxide
dismutase มีสรรพคุณช่วยต้าน
อนุมูลอิสระและลดกระบวนการทาง
เคมีภายในร่างกาย ส่งผลให้
สามารถลดระดับความเครียดของ
คนเราได้ ทำให้ความเจ็บปวด
ปัญหาการนอนหลับลดลงได้ รวม
ทั้งมีกระบวนการรับรู้ที่ดีขึ้น เช่น มี
สมาธิมากขึ้น สามารถปรับ
พฤติกรรม ลดอารมณ์ฉุนเฉียวโมโห
ง่าย ดูเป็นมิตรขึ้นได้อีกต่างหาก
Thank you