The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ

การย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

การย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา

กลุ่มส่งเสริมศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม
โทร. ๐๓๘ ๕๓๕๘๙๒ แฟกซ์. ๐๓๘ ๕๓๕๘๙๑

ข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวดั ฉะเชิงเทรา

๑. ชือ่ รายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

ชื่อรายการ....การย้อมผา้ ดว้ ยสีธรรมชาติ…………………………………………………………………………………………..
ช่ือเรียกในท้องถนิ่ ....การยอ้ มผา้ ด้วยสีธรรมชาติ………………………………………………………………………………..
ชื่อภาษาอืน่ (ถา้ มี)....-…………………………………………………………………………………………………………………….

๒. ประเภทมรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรม

 รายการตวั แทนมรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรม (มีการปฏิบตั อิ ย่างแพร่หลาย)
 รายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท่ีต้องไดร้ บั การส่งเสริมและรกั ษาอย่างเร่งด่วน

(เสี่ยงต่อการสญู หาย)

๓. ลักษณะมรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรม (ตอบไดม้ ากกว่า ๑ หัวขอ้ )

 วรรณกรรมพ้ืนบ้านและภาษา
 ศลิ ปะการแสดง
 แนวปฏิบัตทิ างสงั คม พธิ ีกรรม ประเพณี และเทศกาล
 ความรู้และการปฏบิ ัตเิ ก่ียวกับธรรมชาตแิ ละจกั รวาล
 งานชา่ งฝีมอื ดั้งเดมิ
 การเล่นพื้นบ้าน กฬี าพื้นบ้านและศิลปะการต่อสปู้ ้องกันตวั

๔. ประวตั คิ วามเปน็ มาและรายละเอียดมรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรม

มนุษย์รู้จักการใช้สีธรรมชาติมาตั้งแต่ครั้งอดีต สีจากธรรมชาติที่ได้จากส่วนต่าง ๆ ของพืชหรือจากแร่ธาตุ
มีความสัมพันธ์กับมนุษย์มาช้านาน และถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดาเนินชีวิตของมนุษย์ ในแต่ละยุคสมัย
ในอดีตมนุษย์ใช้สีจากพืชในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ต่อมามีการใช้สีจากพืชแพร่หลายมากขึ้น มีการนาไปใช้
ในการย้อมสีบนวัตถุหลากหลายชนิด เช่น การย้อมผ้า การทากระดาษ ตกแต่งเคร่ืองมือ เครื่องใช้ เครื่องจักสาน
การแต่งสใี นอาหาร การยอ้ มเส้นใยพชื และการย้อมสีขนสัตว์ เปน็ ต้น เมอ่ื โลกมวี วิ ัฒนาการและเทคโนโลยีทีเ่ จริญข้ึน
สีธรรมชาติจากพืชได้ลดความนิยมลงไป คงเหลือใช้ประโยชน์ของสีจากธรรมชาติเพียงไม่มากในผู้คนบางกลุ่ม
เท่านั้น ในขณะเดียวกันได้มีการนาสีสังเคราะห์มาใช้แทนสีธรรมชาติจากพืช สีสังเคราะห์หรือสีเคมีสามารถ
สังเคราะห์ได้ในปริมาณมาก มีสีสันที่หลากหลายและราคาถูก ทาให้ความนิยมในการใช้สีสังเคราะห์มีมากขึ้น
ซ่ึงการใช้สีเคมีหรือสีสังเคราะห์หากว่าขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้ จะส่งผลตามมามากมาย
เช่น มีสารสีตกค้างในน้าย้อมมาก ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสารสีในแหล่งน้าธรรมชาติและแหล่งน้าผิวดิน
เป็นผลก่อให้เกิดมลภาวะต่อส่ิงแวดล้อมและต่อสุขอนามัยของผู้ย้อมและชุมชน จากกระแสต่ืนตัวทางด้าน
สิ่งแวดลอ้ มและความต้องการผลติ ภัณฑ์ท่เี ป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อมของผู้บริโภคในโลกยุคปัจจุบัน จงึ ได้มีการสง่ เสริม
และสนับสนุนให้มีการใช้สีธรรมชาติมากข้ึน นอกจากน้ียังมีการตระหนักถึงผลเสียของการใช้สีสังเคราะห์ใน
อุตสาหกรรมสิ่งทอ รวมไปถึงผลกระทบต่อผู้ผลิต ผู้บริโภคและส่ิงแวดล้อม ต้ังแต่ในระหว่างขั้นตอนการผลิตสี

-๒-

การย้อมสีตลอดจนการนาไปใช้สวมใส่ ดังจะเห็นได้จากมีการยกเลิกการผลิต หรือการนาเข้าวัตถุดิบที่เป็นสาร
ก่อมะเร็ง เช่น เบนซิดีน (benzidine) ท่ีใช้ในการผลิตสีสังเคราะห์ในหลายประเทศ หรือมีการออกกฎหมาย
ห้ามนาเข้าผลิตภัณฑ์สิ่งทอท่ีย้อมด้วยสีเอโซ (azo dyes) ท่ีสามารถแตกตัวให้สารอะโรมาติกเอมีน (aromatic
amines) ที่มแี นวโน้มเป็นสารกอ่ มะเรง็ ได้ ผลจากการใช้สีสังเคราะห์ยงั สามารถก่อใหเ้ กิดมลภาวะต่อสง่ิ แวดล้อมได้
ไม่ว่าจะเป็นน้าเสียท่ียากต่อการบาบัด มีโลหะหนักบางชนิดปนเป้ือนอยู่ เช่น ปรอทและตะกั่ว รวมไปถึงไอระเหย
ที่มาจากการต้มย้อมสีสังเคราะห์ ก็อาจส่งผลเป็นอันตรายต่อผู้ผลิตและผู้ใช้โดยตรง แม้กระท่ังผลิตภัณฑ์ท่ีได้
ก็ยังมีสารพิษจาก สีสังเคราะห์เจือปนอยู่ วิธีหนึ่งท่ีจะลดการใชส้ ีสังเคราะห์ได้คือการหันกลับมาใชส้ จี ากธรรมชาติ
ซึ่งหาไดง้ า่ ยในทอ้ งถิ่นในช่วงเวลาทผี่ ่านมาประเทศไทย มีการใชส้ ีสังเคราะหใ์ นประเทศมากข้ึน สง่ ผลใหอ้ งค์ความรู้
เกี่ยวกับเทคนิคการย้อมสีธรรมชาติส่วนมากได้สูญหายไปตามกาลเวลา การฟื้นฟูข้ึนมาใหม่จึงนับว่ามีปัญหา
ท้ังในด้านเทคนิคการย้อมสี รวมถึงปัญหาด้านวิธีการทาผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการย้อม ปัญหาสาคัญประการหนึ่ง
เกิดจากความรู้สึกเปรียบเทียบระหว่างสินค้าเดิมกับสินค้าใหม่ ท่ีผู้บริโภคคาดหวังในด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่
ใช้สีธรรมชาติให้ทัดเทียมกับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการใช้สีสังเคราะห์ จากปัญหาข้างต้นดังกล่าวทาให้กลุ่มผู้ผลิต
ผ้าฝ้ายทอมือหรืองานหัตถกรรมเก่ียวกับการย้อมจานวนไม่น้อยท่ียังนิยมการย้อมด้วยสีสังเคราะห์มากกว่าการใช้
สธี รรมชาติ

ในประเทศไทย มีการศึกษาการสกัดสีจากพืชในท้องถิ่นและการใช้สีจากธรรมชาติรวมถึงมีเทคนิค
วิธีการย้อมเส้นด้ายและผ้าที่แตกต่างกันไป เช่น การสกัดสีน้าเงินจากใบคราม สีฟ้าจากอัญชัน สีแดงจากครั่ง
รากยอ และแก่นฝาง สีส้มอมเหลือง จากดอกคาฝอย สีเขียวจากใบหูกวาง และสีดาจากผลมะเกลือ เป็นต้น
โดยส่วนใหญ่ภูมิปัญญาการย้อมสี ทากันเฉพาะชาวบ้านที่สามารถหาส่วนของต้นไม้ที่ให้สีในท้องถิ่น
ตามฤดูกาล การสกัดใช้การต้มในน้า หรือใช้สารอินทรีย์เป็นตัวช่วยสกัด และนาสารละลายสีน้ันไปทาการย้อม
เส้นด้ายฝ้ายและไหม ก่อนนามาทอเป็นผ้าผืนเพ่ือไว้ใช้เองหรือไว้จาหน่าย ถึงแม้ว่าสีธรรมชาติจะมีคุณสมบัติ
ที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้แต่ปัญหาของสีธรรมชาติก็มี เช่น การเตรียมสีทาได้ยาก สีท่ีได้จากการสกัดแต่ละครั้ง
ไม่เหมือนเดิม กรรมวิธีการย้อมสีบนเส้นใยแต่ละประเภท ยุ่งยากซับซ้อน สีไม่คงทน คุณภาพการติดสีต่า
(low color yield) เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้สีสังเคราะห์และยังมีปัญหาสีซีด สีตก ในระหว่างการนาไปใช้งาน
หรอื มีความคงทน ของสตี ่อการซักและมีความคงทนตอ่ แสงต่า ทาใหไ้ มส่ นองความตอ้ งการของผใู้ ช้

ปัจจัยท่ีมีผลต่อการย้อม เช่น อุณหภูมิ เวลาในการย้อม และศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพการย้อมสี
กับการใช้สารดูดซับสี หรือการใช้สารแทนนิน (tannin) จากส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่นจากใบเหมือด หรือการใช้สาร
ช่วยติดสี (mordanting) หรือมอร์แดนท์ (mordants) จาพวกเกลือของโลหะ ได้แก่ สารส้ม (alum, aluminum
potassium sulfate) จุนสี (copper sulfate) และเหล็ก (ferrous sulfate) เป็นต้น ซ่ึงมอร์แดนท์เหล่านี้ นอกจากจะให้
เฉดสีท่ีหลากหลายแล้ว ยังทาให้สีสามารถผนึกติดบนเส้นใยได้ดีข้ึน โดยการเกิดสารประกอบเชิงซ้อนระหว่างโมเลกุล
ของสีกับมอร์แดนท์โลหะ (metal dye complexes) ทาให้โมเลกุลของสีมีขนาดท่ีใหญ่ขึ้น ได้สีที่เข้มและส่งผลถึง
ความคงทนของสีต่อการซักและต่อการไวแสง การพัฒนาสีธรรมชาติสาหรับการย้อมใยฝ้ายและไหม จึงเป็นอีก
ทางเลือกหนึ่งของการนาองค์ความรู้และทรัพยากรท่ีมีอยู่ในประเทศมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
และเป็นการต่อยอดจากภูมิปญั ญาท้องถ่นิ ใหส้ ามารถนาไปใช้ทดลองผลติ ในระดับอตุ สาหกรรมเพื่อการแข่งขันทาง
เศรษฐกจิ ตอ่ ไปได้ โดยมเี ป้าหมาย “เพ่อื พฒั นาผลิตภณั ฑ์สิง่ ทอที่ยอ้ มดว้ ยสธี รรมชาตใิ หม้ ีคุณภาพเปน็ ที่ยอมรับของ
ผู้บริโภคและรักษาส่ิงแวดลอ้ ม” นอกจากนี้ยังเป็นการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและประยุกต์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยในการใชส้ ี
จากพืช เพื่อการย้อมฝ้ายและไหมอีกทางหนึ่งด้วย ในจังหวัดฉะเชิงเทรามีพ้ืนท่ีที่มีการย้อมผ้าจากสีธรรมชาติ

-๓-

อยู่หลายแห่ง ยกตัวอย่างเช่น ชุมชนบ้านอ่างเตย หมู่ท่ี ๙ ตาบลท่าตะเกียบ อาเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา
เป็นชมุ ชนท่ีมีการทอผา้ ไหมมาแต่ด้ังเดิม โดยใชส้ จี ากวัสดธุ รรมชาตใิ นการย้อม ชุมชนบ้านอ่างเตยมีวิถีชีวติ ท่ีผูกพัน
กับธรรมชาติ จึงมีการนาวัสดุธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ในการย้อมผ้าทาให้เกิดเป็นเอกลักษณ์ การพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์นาไปสู่การสร้างมูลค่าเพ่ิมผลิตภัณฑ์ในชุมชนการย้อมผ้าสีธรรมชาติมีกระบวนการและ เทคนิค
โดยมีรายละเอียด ดังนี้

๑. การยอ้ มสไี หมดว้ ยวสั ดุธรรมชาติ
วัสดุธรรมชาติท่ีนามาย้อมส่วนใหญ่ใด้มาจากส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น เปลือกไม้ ใบ ผล และรากไม้
กรรมวิธีการย้อมจะแตกต่างกันตามชนิดพืชและส่วนต่าง ๆ ของพืชท่ีใช้ย้อม วัสดุจากธรรมชาติอ่ืน ๆ ที่นิยมใช้
ยอ้ มสีไหม เชน่ ครง่ั โคลน สนิมเหล็ก เป็นตน้

การกัดสี
๑. ตม้ กับน้า วัสดธุ รรมชาติส่วนใหญใ่ ชว้ ธิ ีน้ีเพอื่ สกัดสี เช่น ใบขี้เหล็กบ้าน เปลอื กต้นประดู่ แก่นแข
๒. ค้ัน บด หรือ นวด เชน่ ครัง่ เมล็ดคาแสด
๓. การหมัก เช่น คราม

วัสดุชว่ ยตดิ สี
วัสดุธรรมชาติที่ใช้ควบคู่กับการย้อมเพื่อให้สีติดคงทนขึ้น ได้แก่ น้าสกัดจากใบยูคาลิปตัส ใบมะขาม
ใบเหมอื ด นา้ สนิม โคลน นา้ ปูนใส เกลอื และสารส้ม เปน็ ตน้
สารช่วยติดสี (Mordant) เป็นตัวท่ีช่วยให้สีติดอยู่บนผ้าและเส้นใยได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ตกง่าย
และสารช่วยติดสีแต่ละชนิดยังมีผลให้เกิดสีท่ีแตกต่างกันอีกด้วย สารช่วยติดสี ได้แก่ สารส้ม จุนสี เกลือ ปูนขาว
สนิมเหล็ก สารช่วยติดสีธรรมชาติโดยท่ัวไปนิยมใช้โคลน หรือน้าบาดาล ใช้ใบไม้ ผลไม้ เปลือกไม้ เช่น ใบเหมือด
ใบสม้ เสยี้ ว ใบส้มป่อย ใบมะขาม น้ามะนาว น้ามะขาม และน้าขีเ้ ถ้า เปน็ ต้น
สีธรรมชาติสามารถย้อมติดเส้นใยไหมได้ดีที่สุด รองลงมาคือเส้นใยฝ้าย ในการย้อมจาเป็นต้องใช้สาร
ช่วยติดเพ่ือให้สีติดอยู่ในเส้นใย โมเลกุลของสารช่วยติดจะเข้าไปรวมตัวกับโมเลกุลของสี ทาให้โมเลกุลใหญ่ข้ึน
จึงไม่สามารถเคล่อื นย้ายออกจากเส้นใยได้เกดิ ความคงทนต่อการซักดีขนึ้

คุณภาพน้าทีใ่ ชใ้ นการฟอกย้อมสีเสน้ ไหม
น้า เป็นองค์ประกอบสาคัญที่จาเป็นต้องใชใ้ นการฟอกย้อมสเี สน้ ไหม น้าที่เหมาะแก่การนามาใชฟ้ อกและ
ย้อมสีไหมจะตอ้ งมคี ณุ สมบตั ิ ดงั น้ี
๑. เป็นนา้ ที่ใสสะอาด ปราศจาก สี กล่ิน รส ตะกอน และสารแขวนลอยต่าง ๆ
๒. ตอ้ งเปน็ นา้ อ่อนและมสี ภาพเปน็ กลาง
๓. ปราศจากคลอรีนและเกลือของโลหะ เช่น เหล็ก ทองแดง แมงกานีส และแมกนเี ซยี ม

น้าฝน ซึ่งจัดเป็นน้าที่สะอาดและบริสุทธ์ิเหมาะที่จะนาไปใช้ในการฟอกย้อม หากเก็บในภาชนะที่สะอาด
แล้วสามารถนาไปใช้ฟอกย้อมสไี หมไดท้ นั ที

น้าผิวดิน ได้แก่ แม่น้า ลาคลอง ห้วย หนอง บึง สระ เป็นต้น อาจมีสิ่งสกปรก เกลือ และแร่ธาตุต่าง ๆ
ละลายอยู่ ส่วนใหญ่จะมีความกระด้างและสภาวะเป็นกรดด่างไม่สูงมากนัก แต่จะมีตะกอนแขวนลอยค่อนข้างสูง
สามารถปรับปรงุ คณุ ภาพนา้ ได้โดยวธิ กี ารแกวง่ สารสม้ ให้ตกตะกอนก่อนนามาฟอกย้อม

-๔-

น้าจากใต้ผิวดิน เช่น น้าบ่อ น้าบาดาล มักเป็นน้ากระด้าง มีความเป็นกรดด่างค่อนข้างสูงไม่เหมาะ
สาหรบั นาไปใช้ฟอกย้อมสี

๒. ประเภทของไม้ท่นี า้ มายอ้ มสธี รรมชาติ

สามารถแบ่งได้ตามส่วนประกอบของต้นไม้ที่นามาย้อมสีธรรมชาติ รวมท้ัง คร่ัง ที่จัดอยู่ในประเภทสัตว์

ท่ีให้สีธรรมชาตโิ ดยใช้ รงั ในการนามายอ้ มสธี รรมชาติ ของวิสาหกจิ ชุมชนกลุม่ ปลกู หม่อนเลีย้ งไหม ทอ

ผ้าบ้านอา่ งเตย ได้ ๔ ประเภท ดงั น้ี

๑. ไม้ที่ใช้ เปลอื ก นามาย้อมสธี รรมชาติ ไดแ้ ก่ มะพูด มะพรา้ ว นนทรี และยคู าลิปตัส
๒. ไม้ทใี่ ช้ แกน่ นามาย้อมสธี รรมชาติ ได้แก่ เข (แกแล) และขนนุ
๓. ไม้ทใี่ ช้ ใบ นามาย้อมสีธรรมชาติ ได้แก่ ขี้เหล็ก สกั และสาบเสอื
๔. ใช้ รงั นามายอ้ มสธี รรมชาติ ได้แก่ ครัง่

๓. ไมท้ ี่นิยมน้ามายอ้ มผ้าสธี รรมชาติ
ไม้ท่ีนิยมนามาย้อมผ้าสีธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะใช้ไม้ท่ีหาได้ในท้องถิ่น โดยสามารถยกตัวอย่าง
ไมท้ นี่ ามาย้อมผ้าสีธรรมชาติ ๑๐ ชนดิ ตังนี้

มะพูด หรือ ประโหด : เป็นพรรณไม้ท่ีนาเปลือกต้นมาใช้ย้อมสีเส้นไหมมานานแล้วในจังหวัดสุรินทร์
และกัมพูชา เน่ืองจากมะพูดให้สีเหลืองคล้ายสีเหลืองดอกบวบ หรือสีเหลืองดอกคูณจึงมีการใช้ในการทาเป็นแม่สี
เช่น เม่ือต้องการเส้นไหมสีเขียว นาเส้นไหมมาย้อมด้วยเปลือกมะพูดก่อนจึงย้อมทับด้วยคราม ในการเตรียมน้าสี
สาหรบั การย้อมเสน้ ไหม ๑ กิโลกรมั ใชเ้ ปลอื กมะพูดแหง้ ๓ กโิ ลกรมั ตม้ กับน้าในอัตราสว่ น ๑ : ๑๐ นาน ๑ ชวั่ โมง
กรองใช้เฉพาะน้าแล้วนามาย้อมเส้นไหมด้วยกรรมวิธีย้อมร้อนนาน ๑ ชั่วโมง เสร็จแล้วนามาแช่ในสารละลาย
สารส้มนาน ๑0 - ๑๕ นาที ได้เส้นไหมสีเหลืองสด ในส่วนของใบที่นามาใช้ย้อมสีเส้นไหมโดยใช้อัตราส่วน
ใบสด ๑๕ กิโลกรัม ต่อเส้นไหม ๑ กิโลกรัม สกัดน้าสีด้วยวิธีการต้มกับน้า อัตราส่วน ๑ : ๒ นาน ๑ ช่ัวโมง
กรองใช้เฉพาะน้าใช้กรรมวิธีการย้อมร้อนและแช่ในสารละลายช่วยติดสีสารส้มหลังย้อมเช่นเดียวกับเปลือก
พบวา่ ให้เสน้ ไหมสีเหลือง แต่สที ีไ่ ดจ้ ะอ่อนกว่าสีท่ีผ่านการย้อมดว้ ยเปลือก แตถ่ ้าใชใ้ นสารละลายสารช่วยติดสีจุนสี
จะไดเ้ ส้นไหมสนี ้าตาล

เข หรือ แกแล : การย้อมสีเหลอื งจากแก่นแกแล ใช้ส่วนของแก่นแกแลควรเลือกแก่นจากต้นท่ีมีอายุมาก
พอควร ย้อมผ้าจะได้สีเหลือง ซึ่งจะมีสารสีเหลืองชื่อ Morin อยู่ประมาณ ๑ % ให้นาเอาแก่นแกแลมาตากให้แห้ง
แล้วผ่าให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่หม้อต้มเดือดจนน้าต้มสเี ปน็ สีเหลอื งจึงยกลง และนาเอาไปกรองเก็บน้าสีไว้ เอาแกแลที่
กรองไว้ไปต้มน้าให้เดือดต่อไปจนได้น้าสีจากแกแลซ่ึงสีอ่อนกว่าหม้อแรก เก็บน้าสีไว้ทาแบบเดียวกัน จนได้น้าสี
ครบ ๓ หม้อ จะได้น้าสีอ่อนสุดถึงแก่สดุ นาเอาเสน้ ใยท่ีเตรยี มไว้ ลงย้อมในน้าสีหม้อที่ ๓ ซึ่งเป็นสีอ่อนสุดยกเสน้ ใย
กลับไปกลบั มาเพ่ือให้น้าสีเข้าไปในเน้ือฝ้ายได้ทั่วถงึ ไม่ดา่ ง ทงิ้ ไว้สกั พักจึงยกเส้นใยข้ึนบิดพอหมาด นาไปย้อมในหม้อ
ที่ ๒ และหมอ้ ท่ี ๑ ทาแบบเดียวกนั จนย้อมได้ครบ ๓ หมอ้ นาเส้นใยขึ้นซักน้าสะอาดจนสีไม่ตก เอาเขา้ รางผึ่งให้แห้ง
สารช่วยย้อม คอื สารส้มให้ทาการบดละเอียดก่อนใช้

ขนุน : ส่วนของต้นขนุนที่สามารถนามาใช้ในงานย้อมสี คือ แก่นต้น โดยนามาสับเป็นช้ินเล็กและตาก
ให้แห้ง เมื่อต้องการสกัดน้าสีให้นามาต้มกับน้าโดยใช้อัตราส่วน ๑ : ๑๐ เส้นไหม ๑ กิโลกรัม ต้องใช้แก่นขนุนแห้ง
๓ กิโลกรัม ต้มนาน ๑ ช่ัวโมง กรองใช้เฉพาะน้า นาเส้นไหมมาย้อมด้วยกรรมวิธีย้อมร้อนนาน ๑ ชั่วโมง

-๕-

หลังย้อมนาเส้นไหมที่ผ่านการย้อมมาแช่ในสารละลายสารช่วยติดสีสารส้มและจุนสี เส้นไหมท่ีผ่านการแช่สารส้ม
แลว้ จะมีสีเหลือง

ขีเหล็ก : ใบข้ีเหล็กถูกนามาย้อมสีเส้นไหมและฝ้ายมาแต่โบราณ โดยจะได้เส้นไหมสีเหลืองหรือเหลือง
อมเขียว การย้อมเส้นไหมด้วยใบข้ีเหล็กให้สีเส้นไหมคุณภาพดีนั้น ใช้วิธีการสกัดสีโดยใช้ใบข้ีเหล็กสดต้มกับน้า
หรือต้มกับน้าผสมกรดน้าส้ม ๑ % โดยใช้อัตราส่วน ๑ : ๒ การย้อมเส้นไหมควรนาเส้นไหมมาแช่ในสารละลาย
จะทาให้ตดิ สีก่อนย้อม ได้แก่ สารละลายสารสม้ นา้ ต้มใบต้นยคู าลปิ ตัส และนา้ มะขามเปียก แลว้ นาเสน้ ไหมไปยอ้ ม
ด้วยกรรมวิธีย้อมร้อน นาน ๓ ช่ัวโมง จะได้เส้นไหมสีเหลือง ถ้าแช่เส้นไหมในสารละลายจุนสีก่อนย้อม
จะไดเ้ ส้นไหมสีน้าตาลเขียว

ยูคาลิปตัส : สกัดน้าย้อมจากเปลือกสด ใช้ ๔ - ๖ กิโลกรัม สาหรับย้อมไหม ๑ กิโลกรัม
ต้มเค่ียวด้วยไฟอ่อน กรองกากท้ิง และตั้งน้าย้อมที่ได้ไว้ค้างคืน การย้อมให้นาเส้นไหมที่แช่ในสารละลายสารส้ม
อุ่น ๆ ๑๕ - ๓๐ นาที แล้วนามาย้อมในน้าย้อมแบบย้อมเย็นและย้อมร้อนต่อเน่ืองกัน ครบเวลา นาเส้นไหมขึ้นผ่ึง
ให้เย็น ล้างให้สะอาดและนาลงแช่ย้อมในน้าด่างจากเถ้า นาน ๕ นาที แล้วนาข้ึนล้างน้าให้สะอาด จนเส้นไหมไม่ล่ืน
เนื่องจากดา่ ง ได้เสน้ ไหมสนี า้ ตาลอมเหลือง

นนทรี : ประโยชน์นนทรี ตันนนทรีแตกก่ิงแขนงจานวนมากแลดูเป็นทรงพุ่มหนา ช่วยให้เป็นร่มเงา
บังแดดได้ดี จึงนิยมปลูกไว้ในสถานท่ีราชการต่าง ๆ เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย วัดวาอารามและที่ราชการ
นอกจากปลูกเพ่ือให้ร่มเงาแล้ว นนทรีถือเป็นไม้ประดับอีกชนิดหน่ึง เพราะออกดอกดกออกดอกเป็นช่อใหญ่
ดอกมีสีเหลืองสวยงาม ต้นนนทรีมีแก่นหรือเน้ือไม้เป็นไม้เนื้อแข็ง เนื้อไม้มีสีน้าตาล อมชมพูหรือน้าตาลอมแดง
จึงนิยมนามาแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ รวมถึงใช้งานก่อสร้าง อาทิ ไม้ปูพื้น ไม้ฝ้าเพดาน และไม้วงกบ
เปน็ ตน้ นอกจากนย้ี งั นาเปลือกของลาตน้ ไปตม้ เพ่ือใชใ้ นการย้อมผา้ ให้ผา้ มสี ีสม้ อมขมพูหรอื นา้ ตาลอมชมพูอีกด้วย

มะพร้าว : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ที่มีลาต้นกลม ต้ังตรง สูงชะลูด จะไม่แตกก่ิงก้านสาขา ขนาดของลาต้น
มีความสูงประมาณ ๒0 - ๓๐ เมตร เปลือกต้นแข็ง สีเทา ขรุขระ มีรอยแผล ผล ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกลม
หรือรูปรี มีขนาดยาวประมาณ ๘ - ๑๔ น้ิวเส้นผ่าศูนย์กลาง ยาวประมาณ ๘ - ๙.๕ นิ้ว มีเปลือก ๓ ชั้น
เปลือกชั้นนอกเรียบเกลี้ยงผลอ่อนมีสีเขียวเมื่อผลแก่ก็จะสีน้าตาล เปลือกช้ันกลางเป็นเส้นใยนุ่ม เปลือกช้ันในจะแข็ง
เป็นกะลาและชั้นต่อไปเป็นเน้ือผลมีสีขาวนุ่ม และภายในมีน้าใสมีรสจืด หรือบางทีก็จะมีรสหวาน
ซงึ่ สว่ นทีจ่ ะนามาทาเป็นสียอ้ มผา้ คอื สว่ นของเปลอื กลูกมะพรา้ วอ่อนและแก่ ซ่ึงจะให้สชี มพูและสนี า้ ตาลแดง

สัก : สักเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีการนาใบมาใช้ในการย้อมผ้า อันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ส่วนใหญ่จะใช้
ในการย้อมผ้าฝ้าย และเม่ือนาเอามาย้อมเส้นไหมก็ได้สีที่มีคุณภาพดีเช่นเดียวกัน วิธีการย้อมน้ัน ใช้ใบสักท่ีไม่อ่อน
หรอื แกจ่ นเกนิ ไป ใบสกั สด ๑๕ กิโลกรมั นามาห่ันเปน็ ชิน้ เลก็ ๆ และตม้ กบั นา้ เพอื่ สกัดนา้ สี โดยใชอ้ ัตราสว่ น ๑ : ๒
นาน ๑ ชั่วโมง กรองใช้เฉพาะน้า จะได้น้าสีท่ีสามารถย้อมเส้นไหมได้ ๑ กิโลกรัม ย้อมด้วยกรรมวิธีการย้อมร้อน
นาน ๑ ชั่วโมง เม่ือเสร็จแล้วนาเส้นไหมมาแช่ในสารละลายสารช่วยติดสีหลังย้อม ได้แก่ จุนสี ได้สีเขียวข้ีม้า
หรือเขียวอมน้าตาล ถ้าแช่ในน้ามะขามเปียก เกลือแกง และน้าสนิมเหล็ก จะได้สีน้าตาลอ่อน ถ้าสกัดสีใบสัก
ด้วยวธิ กี ารต้มกบั นา้ ผสมกรดน้าส้ม ๓ % แลว้ นาไปยอ้ มและแชจ่ ุนสี หลงั ย้อม จะได้สเี ขยี วอ่อน

-๖-

สาบเสือ : นาส่วนลาต้นและใบของต้นสาบเสือมาสับเป็นชิ้น ๆ หรือป่ันให้ละเอียด อัตราส่วน
ของวัตถุดิบ ๑ กิโลกรัม ต่อเส้นไหม ๑๐๐ กรัม แล้วนามาตวงน้าใส่หม้อต้ม อัตรา ๒ ลิตร นาไปตั้งไฟ ให้เดือด
เป็นเวลา ๑ ชั่วโมง จากนั้นเม่ือครบเวลานามากรองด้วยผ้าขาวบางเพื่อเก็บน้าสีสกัดไว้ย้อมสี สีที่ได้จะเป็น
สีเหลอื งอมน้าตาลและสีเขียว

ครั่ง : ครั่งนิยมนามาใช้ในการย้อมสีเส้นไหมมานานแล้ว สีเส้นไหมที่ย้อมได้จะข้ึนอยู่กับอายุของคร่ัง
อายุของการเก็บรักษาครั่ง และชนิดของพืชอาศัยสีท่ีได้จะมีความแตกต่างกันไปต้ังแต่สีแดงอมม่วง จนถึงสีแดงสด
การเก็บครั่งนานกว่า ๒ ปี อาจทาให้สีและความคงทนของสีไม่ดีนัก ซ่ึงควรใช้ครั่งท่ีแก่เต็มที่และยังใหม่อยู่
ในการสกัดสีครั่ง ใช้ครั่งจานวน ๓ กิโลกรัม เม่ือสกัดน้าสีอัตราส่วน ๑ : ๑0 สามารถย้อมสีเส้นไหมได้ ๑ กิโลกรัม
วธิ ีการสกัดสี นาคร่ังมาลา้ ง ในน้าสะอาดเพ่อื กาจดั ฝนุ่ ละอองและเศษผงที่ติดมากับครง่ั แล้วนาไปแช่ในแอลกอฮอล์
นาน ๕ - ๑๐ นาที เพื่อละลายส่วนท่ีเปน็ สเี หลอื งออก จากนั้นลา้ งดว้ ยนา้ สะอาดกอ่ นนาไปตม้ สกดั สี นาน ๑ ชว่ั โมง
กรองใช้เฉพาะน้า การย้อมเส้นไหมด้วยกรรมวิธีการย้อมร้อน โดยใส่สารส้มและน้ามะขามเปียกเป็นสารช่วยติดสี
ขณะย้อม ในบางแหง่ ใช้ กรดทาร์ทาริค (Tartaric acid) แทนนา้ มะขามเปยี กเสน้ ไหมทผ่ี ่านการย้อมจะมีสีแดง

๔. ขันตอนการยอ้ มผ้าสธี รรมชาติ
การยอ้ มสธี รรมชาติ คอื การนาเอาวัตถุดิบในธรรมชาตทิ ่ีไดจ้ ากพชื สัตว์ และแรธ่ าตุต่าง ๆ มาทาการย้อม
กับเส้นด้ายเพื่อนามาใช้ในการทอผ้าและเพ่ิมสีสันให้กับเส้นด้ายให้มีความสวยงาม ซึ่งมีการสืบทอดเทคนิค
วิธีการยอ้ มมายงั คนรุ่นหลัง เปน็ วธิ ีการท่ีง่ายไมย่ ุ่งยากซบั ซ้อนด้วยภูมิปัญญาของคนรนุ่ ก่อนได้นาเอาองค์ความรู้ใน
การย้อมสีผ้าด้วยวัสดุจากธรรมชาติที่ไม่เป็นพิษต่อผู้คน สัตว์ และส่ิงแวดล้อม ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรม
มาส่ลู ูกหลาน และเป็นเคร่อื งมือเลยี้ งชพี ของชาวชนบท โดยข้ันตอนในการย้อมสีธรรมชาตแิ บ่งออกเปน็ ๔ ข้นั ตอน ดังน้ี

๕. การทา้ ความสะอาดเส้นไหม/เสน้ ฝ้าย กอ่ นการยอ้ ม
ก่อนที่จะนาเส้นไหม/เส้นฝ้าย/ผ้า ไปย้อมสนี ัน้ ตอ้ งกาจดั ไขมัน สิ่งสกปรก รวมทั้งสารท่เี คลอื บติดเส้นด้าย
ออกไป เพราะส่ิงเหล่านั้นทาให้สีย้อมติดเส้นด้ายไม่ดี ซ่ึงเป็นสาเหตุที่ทาให้ผ้าทอท่ีขอการรับรอง มผช.
ไมผ่ ่านมาตรฐานในรายการความคงทนของสตี อ่ การซัก

เส้นไหม
เส้นไหม คือ เส้นใยโปรตีนธรรมชาติ ประกอบด้วยโปรตีน ๒ ชนิด คือ ไฟโบรอิน ซ่ึงในการทอเป็นผืนผ้า
และกาวไหม เรียกว่า เซริซิน (Sericin) ทาหน้าที่เป็นกาวเคลือบเส้นไฟโบรอินเป็นเส้นใยต่อเนื่องจานวน ๒ เส้น
ให้ยึดติดกัน นอกจากนั้นยังมีส่วนประกอบอ่ืน ได้แก่ ไขมัน น้ามัน แร่ธาตุต่าง ๆ และสีท่ีปรากฏตามธรรมชาติ
การทาความสะอาดเพื่อลอกกาวไหมหรอื การฟอกไหม หมายถึง การทาความสะอาดเสน้ ใยไหมด้วยการกาจดั สว่ น
ของเซริซิน ที่มีลักษณะเป็นสารสีเหลืองทึบหรือขาว (ไหมดิบมีท้ังสีเหลือง และสีขาว ข้ึนอยู่กับสายพันธ์ุ)
ออกจากเส้นใยไหมเพ่ือการเตรียมเส้นใยไหมก่อนที่จะนามาย้อมสีต่าง ๆ ซึ่งถ้าไม่มีการกาจัดสารดังกล่าวออก
หากนามาย้อมจะทาให้ย้อมติดสีได้ยาก เส้นใยไหมที่ผ่านการลอกกาวจะมีลักษณะ สีขาว มันวาว อ่อนนุ่ม
และสามารถย้อมติดสตี า่ ง ๆ ได้ดีโดยการทาความสะอาดเส้นใยไหมมวี ธิ ีการ ดังน้ี

๑. เติมน้าลงหม้อประมาณ ๑๐ ลิตร ใส่สบู่เทียม ๑๕๐ กรัม (๕ กรัม/ลิตร) และด่างโซดาแอช
(Na๒Co๒) ๖๐ กรมั (๒ กรัม/ลติ ร)

๒. ต้มนา้ ในหมอ้ ย้อม ใหน้ ้ารอ้ นประมาณ ๗๐ องศาเซลเซียส (สังเกตผวิ น้าในหมอ้ เกดิ ไอน้าเลก็ นอ้ ย)
๓. นาเสน้ ไหม ๑ กโิ ลกรัม ใสล่ งในหม้อต้ม กดไหมให้จมน้า

-๗-

๔. ค่อย ๆ เพ่มิ ไฟ ให้อณุ หภมู ิเพ่มิ ขึ้นประมาณ ๙๕ องศาเซลเซยี ส จนถึงเดอื ดและต้มเส้นไหมนาน ๑ ชัว่ โมง
๕. นาเส้นไหมขึ้นมาวางทิ้งไว้เพื่อให้เย็นตัวลงก่อน นาไปล้างโดยให้ล้างจากน้าอุ่น ไปหาน้าเย็น
(ล้างด้วยน้าอุ่นที่ ๖๐ องศาเซลเซียส ประมาณ ๒ - ๓ ครั้ง ก่อนนาไปล้างด้วยน้าเย็นอุณหภูมิห้อง) บิดหมาด ๆ
และกระตุกไหม ๒ - ๓ ครัง้ เพ่อื ใหเ้ ส้นไหมเรยี งตวั นาไปตากให้แห้งเกบ็ ไว้อย่าใหโ้ ดนฝุน่

เส้นดา้ ยฝา้ ย

ฝ้ายเป็นเส้นใยที่รู้จักและใช้กันมาต้ังแต่สมัยโบราณจนกระทั่งถึงปัจจุบัน แม้จะมีเส้นใยสมัยใหม่ ๆ
เกิดข้ึนมาก แต่ฝ้ายก็ยังเป็นที่นิยมกันมากที่สุดและจัดเป็นเส้นใยธรรมชาติที่ได้จากพืช เป็นเส้นใยของเซลลูโลส
ซ่งึ เป็นพอริเมอร์ของกลโู คส ฝา้ ยมีความคงทนต่อสารฟอกขาวทุกชนิด ท้ังชนิดที่เปน็ สารฟอกขาวประเภทคลอรีน
เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรท์ และสารฟอกขาวประเภทออกซิเจน เช่น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ มีความทน
ต่อด่างได้ดี แต่ถ้าปล่อยให้ถูกแสงสว่างเป็นระยะเวลานานและตลอดเวลา จะทาให้เซลลูโลสถูกออกซิไดซ์
ส่งผลให้ผ้าลดความเหนียวได้และเปล่ียนเป็นสเี หลือง การซักตากผ้าฝ้ายควรใหแ้ ห้งสนทิ การรีดควรรดี ใช้อุณหภมู ิ
๒๐๐ องศาเซลเซียส การทาความสะอาดเส้นด้ายฝ้ายเพื่อกาจัดแว็กซ์ ไขมัน หรือส่ิงสกปรก ท่ีเคลือบอยู่บน
เส้นด้ายมี ๒ วธิ ี คือ

๑. วิธีปกติ

- นาเส้นฝ้าย/ผ้าฝ้าย มาซักกับน้าและผงซักฟอก โดยใช้ผงซักฟอก ๑๐๐ กรัม ต่อฝ้ายดิบ
๑ กิโลกรัม ต่อน้า ๓๐ ลิตร

- แช่ท้งิ ไว้ ๓๐ - ๖๐ นาที
- นามาซักน้าเพื่อล้างเอาผงซักฟอกออก

๒. วิธีเพิม่ ดา่ ง
- ละลายผงซักฟอก (หรอื ใช้สบู่ซักผ้า) ๕๐ กรมั เติมโซดาไฟ ๑ ชอ้ นโตะ๊ และโซดาแอช ๒๐ ชอ้ น
โตะ๊ ในนา้ ๒๐ ลติ ร ต่อฝา้ ย ๑ กิโลกรมั
- นาฝ้ายดิบลงซักในนา้ เย็น ให้เสน้ ฝ้ายเปยี กนา้ ให้ทว่ั
- คอ่ ย ๆ เพิ่มความรอ้ นจนเดอื ดเบา ๆ ต้มตอ่ ไปอกี ครง่ึ ชัว่ โมง
- นาเส้นฝ้ายขึ้นมาวางทิ้งไว้เพื่อให้เย็นตัวลงก่อนนาไปล้าง โดยล้างจากน้าอุ่นไปหาน้าเย็น
(ล้างด้วยน้าอุ่น ๖๐ องศาเซลเซียส ประมาณ ๒ - ๓ คร้ัง ก่อนนาไปล้างด้วยน้าเย็นอุณหภูมิห้อง) บิดหมาด ๆ
และกระตุกเสน้ ฝ้าย ๒ - ๓ ครัง้ เพื่อให้เสน้ ฝา้ ยเรียงตวั นาไปตากให้แหง้ หากยังไมย่ อ้ มใหเ้ ก็บไว้อยา่ ใหโ้ ดนฝ่นุ

ทงั้ นี้ สามารถทดสอบเสน้ ด้ายก่อนย้อมว่าล้างไขมันออกหมดหรือไม่ โดยเสน้ ด้ายทล่ี า้ งไขมนั ออกหมดแล้ว
จะจมน้าท้ังหมด และเส้นด้ายที่ผึ่งแห้งแล้วควรจมน้าภายใน ๑๐ นาที ปัจจัยท่ีมีผลต่อการล้างไขมันคือ
อุณหภูมิ เวลา ความเข้มข้น (ของสบู่ ผงซักฟอก ด่าง) การเพ่ิมปัจจัยใดปัจจัยหน่ึงสามารถลดปัจจัยอื่น ๆ
ได้ เช่น การใช้เวลาในการแช่เส้นด้ายฝ้ายนานข้ึน ทาให้สามารถใช้สบู่น้อยลง และใช้อุณหภูมิ ต่าลงได้
ซึง่ ตอ้ งทาความสะอาดเสน้ ดา้ ยฝ้ายทกุ ครั้งไมว่ า่ จะย้อมสีประเภทใดก็ตาม

อุปกรณ์ท่ใี ช้ในการยอ้ ม
๑. หม้อย้อมควรใช้หม้อสแตนเลส หม้อเคลือบ หรือกระทะใบบัว ไม่ควรใช้หม้ออะลูมิเนียม
และควรเลอื กขนาดหม้อใหเ้ หมาะสมกับการยอ้ มผ้า หรอื เสน้ ด้าย

-๘-

๒. ไมก้ วนผา้ โดยไมค้ วรมขี นาดใหญ่พอที่จะรับนา้ หนักเส้นด้ายทีเ่ ปยี กในหม้อย้อมได้
๓. หว่ งท่ที าจากสแตนเลส หรอื ท่อพลาสตกิ อ่อน ไวส้ าหรบั แขวน หรือ คลอ้ ง
๔. ถงุ มอื ยาง เทอร์โมมิเตอร์ เขยี ง มดี ครก (สาหรบั ตาครัง่ ) ราว (สาหรับตาก)
๕. กะละมัง หรอื ถงั พลาสตกิ สาหรับลา้ งผา้ หรือเสน้ ด้ายก่อนย้อมและหลังย้อม
๖. เตาไฟจะเป็นเตาฟืน หรอื เตาแก๊สกไ็ ด้

พืชที่ให้สีและสามารถนามาผลิตสีเพื่อการย้อมนี้ มีได้ตั้งแต่ต้นหญ้าไปจนถึงต้นไม้ขนาดใหญ่
และทกุ ส่วนของพืช ไดแ้ ก่ ใบ ดอก ผล ลาตน้ เปลอื ก แก่น ราก หัวหรอื เหง้าในดนิ ซึง่ แตล่ ะชนดิ แตล่ ะส่วนของพืช
จะให้สีสันท่ีแตกต่างกัน อีกท้ังยังข้ึนอยู่กับความอ่อน แก่ สด แห้ง ช่วงเวลา เดือนและฤดูกาลที่เก็บด้วย
พืชท่ีให้สีติดเส้นฝ้ายดีนั้นมักเป็นพืชที่ให้รสฝาดเพราะความฝาดจะมีฤทธ์ิเป็นด่างข้อสังเกตง่าย ๆ
ของพืช ท่ีให้รสฝาด คือ ใบหรือดอกที่ถูกขย้ีจะมียางติดมือ ถ้าเป็นผลหรือเปลือก หากใช้มีดขูดจะมียางออกมา
ซึ่งเมื่อถูกกับอากาศจะเปลี่ยนเป็นสีน้าตาล

ปรมิ าณของวตั ถุดบิ ทตี่ อ้ งการสกัดสี
- กรณที ่ใี ช้วัตถดุ ิบให้สเี ป็นใบไม้ จะใช้ใบไม้จานวน ๕ กโิ ลกรมั ต่อฝา้ ย/ไหม ๑ กโิ ลกรมั
- กรณีทใ่ี ชว้ ตั ถดุ บิ ใหส้ เี ปน็ เปลอื กไมจ้ ะใช้เปลอื กไม้จานวน ๓ กโิ ลกรัมต่อฝ้าย/ไหม

การเตรยี มน้ายอ้ ม
๑. หากวตั ถดุ บิ ท่ใี ห้สีเป็นสจี ากเปลือกไม้ แกน่ ไม้ กิ่งไม้ เช่น แก่นฝางแดง แก่นขนนุ เปลือก
ตน้ ประดู่ เปน็ ตน้ ใหท้ าการสับหรือผ่าใหเ้ ปน็ ชิ้นเล็ก ๆ
๒. ชั่งเปลือก/ชิ้นไม้ที่สับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ ๓ กิโลกรัม ใส่ลงในกะละมัง/หม้อสแตนเลส
เติมนา้ ปริมาณ ๒0 ลิตร แล้วแช่ค้างคืนไว้
๓. นากะละมัง/หม้อสแตนเลส ที่แช่เปลือกไม้ ไปต้มให้เดือด ประมาณ ๒ ชั่วโมงเพ่ือให้สีที่อยู่
ในเปลอื ก/ช้ินไม้ละลายออกมาให้มากท่ีสุด (ระหวา่ งตม้ หากนา้ ลดลงให้เติมนา้ ลงไปใหอ้ ยใู่ นปริมาณเท่าเดิม) เม่อื ครบเวลา
ใชก้ ระชอนตักเปลือก/ชน้ิ ไมอ้ อก แล้วกรองน้าสดี ้วยผ้าขาวบาง

๖. การเตรยี มสารช่วยย้อม หรอื สารชว่ ยติดสี
พืชแต่ละชนิดที่นามาใช้ย้อมเส้นด้ายมีความสามารถในการติดสี ความคงทนต่อการขัดถูหรือความคงทน
ต่อแสงได้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางชีวเคมีภายในของพืชและเส้นด้ายท่ีนามาใช้ย้อม จึงต้องใช้สาร
ช่วยย้อมมาเป็นตัวช่วยในการทาให้เส้นด้ายดูดซับสีได้ดี มีความคงทนต่อแสงและการขัดถูเพ่ิมขึ้น ซึ่งคุณสมบัติ
สารช่วยย้อมนอกจากจะเป็นสารที่ช่วยในการยึดและจับสีแล้ว บางคร้ังสารช่วยย้อมยังทาให้ได้เฉดสีใหม่
ทเี่ ปลยี่ นไปจากเดมิ การใชส้ ารชว่ ยย้อมในการย้อมสี มี ๓ วิธี คือ
วิธีที่ ๑ การใช้สารช่วยย้อมก่อนการย้อมสี เพื่อให้สีติดยึดแน่นกับเส้นด้ายและช่วย เพิ่ม
ความคงทนของสี ทาได้โดยการนาเส้นด้ายท่ีผ่านการทาความสะอาดแล้วไปชุบหรือต้มย้อมกับสารช่วยย้อม
ก่อนนาไปย้อมด้วยน้าย้อมสีธรรมชาติ สารช่วยย้อมก่อนการย้อมสี ที่นิยมใช้มักเป็นพืชที่ให้สารฝาดหรือ
สารแทนนินน้าถ่วั เหลือง เกลือแกง
- สารแทนนิน ได้จากพืชที่ให้รสฝาดและขม เช่น ใบฝรั่ง ใบยูคาลิปตัส เปลือกสีเสียด
เปลือกผลทับทิม เปลือกประดู่ ใบเหมือดแอ เป็นต้น ซ่ึงสารดังกล่าวมีคุณสมบัติช่วยให้สีติดกับเส้นด้ายได้ดีข้ึน
โดยการต้มสกัดน้าฝาด หรือแทนนินจากพืชดังกล่าว แล้วนาเส้นด้ายลงไปต้มย้อมกับน้าฝาดก่อน
จากน้ันจงึ นาเส้นดา้ ยไปยอ้ มกับนา้ สยี อ้ มอีกคร้งั

-๙-

- โปรตีนจากถั่วเหลือง ใช้ต้มกับเส้นด้ายก่อนการย้อมสี เพ่ือช่วยในการเพิ่มโปรตีนบนเส้นด้าย
ทาให้สามารถย้อมสีติดไดด้ ีมากข้ึน ทางญปี่ นุ่ จะชบุ ฝ้ายไหมดว้ ยนา้ ถัว่ เหลืองก่อนเสมอโดยแช่ไว้ ๑ คนื ย่งิ ทาให้สตี ิดมาก

- เกลอื แกง จะใช้ผสมกับน้าสีย้อมเพื่อชว่ ยให้สตี ดิ เสน้ ด้ายไดง้ ่ายข้ึน มักจะใช้ในกรณที ต่ี ้องการย้อมสีด้วยครั่ง
วธิ ีท่ี ๒ การใชส้ ารช่วยย้อมพรอ้ มกับการย้อมสี วธิ ีนี้เปน็ การใสส่ ารชว่ ยย้อมลงไปในนา้ สี ทาใหเ้ กดิ เม็ดสขี ึ้น
จากน้ันจงึ นาเสน้ ดา้ ยลงไปย้อม
วิธีท่ี ๓ การใช้สารช่วยย้อมหลังการย้อมสี เป็นการนาเส้นด้ายลงไปย้อมสีก่อนแล้วจึงนาไปชุบหรือย้อม
ดว้ ยสารชว่ ยย้อมในภายหลัง วธิ ีการน้จี ะชว่ ยทาให้เกิดเฉดสใี หมข่ น้ึ โดยมขี ั้นตอน คือ
- นาเส้นด้าย/ผ้า ท่ีผ่านการย้อมสีท่ีบิดให้หมาดแล้วกระตุก ๒ - ๓ ครั้ง จึงนามาขยาในน้า
สารชว่ ยยอ้ ม เวลาใช้ขนึ้ อยู่กับว่าต้องการสีเข้มหรือสีจาง โดยทั่วไปประมาณ ๑๕ - ๓๐ นาที แต่ในน้าสารชว่ ยย้อม
เวลาใช้ข้ึนอยู่กับว่าต้องการสีเข้มหรือสีจาง โดยทั่วไปประมาณ ๑๕ - ๓๐ นาที แต่ถ้าเป็นแทนนินจากพืช
จะใช้เวลาน้อย เช่น การย้อมฝางแล้วนามาย้อมต่อในน้าผลมะเกลือจะใช้เวลาประมาณ ๑ นาที จะเปลี่ยนจาก
สชี มพเู ป็นสบี านเยน็ นานกวา่ น้จี ะเป็นสมี ืด
- บดิ เสน้ ดา้ ย/ผา้ ใหห้ มาดกระตุก ๒ - ๓ คร้งั แล้วผงึ่ ให้แหง้
- นาเส้นด้าย/ผ้า ที่ผึ่งแห้งแล้วมาซักในน้าสะอาดจนน้าใส แล้วนาไปสะบัดโดยใช้แขน สองข้าง
ดงึ เส้นดา้ ยแลว้ กระตกุ ๒ - ๓ คร้ัง นาไปตากในที่รม่ (เสน้ ไหม) หรือกลางแดด (เส้นฝา้ ย)

ตัวอย่างสารชว่ ยย้อม หรอื สารช่วยตดิ สี ได้แก่
๑. สารส้ม มีคุณสมบัติช่วยจับยึดกับเส้นด้าย และช่วยให้สีสดสว่างข้ึน มักใช้กับการย้อมด้วยพืช
ท่ใี หเ้ ฉดสนี า้ ตาล - เหลือง - เขียว เชน่ แกน่ เข ใบหูกวาง เปลือกประดู่ เปลือกมะพรา้ ว เป็นตน้
๒. เกลอื เหล็ก ช่วยใหส้ ตี ิดเส้นด้ายและชว่ ยเปล่ียนเฉดสีธรรมชาตเิ ดมิ เป็นสโี ทนเทา - ดา แตม่ ีขอ้ ควรระวัง
คือ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกนิ ไป เพราะเหลก็ จะทาให้เส้นดา้ ยเป่ือยง่าย โดยสารสม้ และเกลือเหล็ก ต้องละลาย
ดว้ ยน้าอุ่นเท่านน้ั หา้ มละลายด้วยนา้ เยน็
๓. นา้ ปนู ใส ได้จากปนู ขาวทใี่ ช้กนิ กับหมาก หรือทาจากการเผาเปลือกหอย โดยการละลาย
ปูนข้าวหรือเปลือกหอยท่ีผ่านการเผาในน้าสะอาด ทิ้งไว้ให้ตกตะกอน จะได้น้าปูนใสมาใช้เป็นสารช่วยย้อมต่อไป
ห้ามใช้ปูนแดงมาทาน้าปูน ต้องเป็นปูนที่ผสมด้วยขม้ินเท่านั้น (สีปูนจะเป็นสีแดงอิฐ) ห้ามเป็นปูนแดงท่ีได้จากการ
นาปนู ขาวผสมด้วยสีแดงผสมอาหาร
๔. น้าด่าง หรือน้าขี้เถ้า ได้จากขี้เถ้าพืชเน้ืออ่อน เช่น ส่วนต่าง ๆ ของกล้วย เปลือกของผลนุ่น
กากมะพร้าว เป็นต้น ทาได้โดยเลือกพืชชนดิ ใดชนิดหนงึ่ ท่ียังสด ๆ นามาผึ่งแดดให้หมาดแลว้ เผาให้เป็นข้ีเถ้าสีขาว
นาข้ีเถ้าที่ได้ไปใส่ในอ่างที่มีน้าอยู่ กวนให้ท่ัวท้ิงไว้ ๔ - ๕ ชั่วโมง ขี้เถ้าจะตกตะกอน นาน้าท่ีได้ไปกรองให้สะอาด
แล้วจงึ นาไปใชง้ าน
๕. น้าบาดาล หรือน้าสนิมเหล็ก จะใช้น้าบ่อบาดาลที่เป็นสนิม หรือนาเหล็กไปเผาไฟให้แดงแล้วนาไป
แชใ่ นนา้ ท้งิ ไว้ ๓ วนั จงึ นานา้ สนมิ มาใชไ้ ด้ นา้ สนมิ จะช่วยใหส้ เี ขม้ ขึน้ ให้เฉดสีเทา - ดา เหมอื นเกลอื เหล็ก
๖. น้าโคลน ใช้ดินโคลนจากก้นสระที่มีน้าขังตลอดปีมาละลายในน้าเปล่า สัดส่วนน้า ๑ ส่วน
ตอ่ ดินโคลน ๑ ส่วน (กรองเอาส่งิ แปลกปลอมออกให้เหลือแต่ดินโคลนเหลว ๆ) จะช่วยให้สีเข้ม หรือโทนสเี ทา - ดา
เช่นเดยี วกบั น้าสนิม

วธิ ีการหมักโคลน มีข้ันตอน คอื
๑. นาเสน้ ไหม/เส้นฝา้ ย/ผ้า ทย่ี ้อมสีแลว้ มาแช่นา้ ให้ชุ่มแล้วบดิ นา้ ออกใหห้ มดกระตุกให้ไหม/ฝา้ ยเรียงเส้น
(ถา้ เปน็ ชิ้นผ้าก็ต้องสะบดั ใหเ้ รียบ)

- ๑๐ -

๒. กวนโคลน (ที่ได้กรองเอาส่ิงแปลกปลอมออกให้เหลือแต่ดินโคลนเหลว ๆ) ให้เข้ากันนาเส้นไหม/
เส้นฝ้าย/ผ้า ลงย้อมในน้าโคลน โดยขยาให้ท่ัวเพื่อให้เส้นไหม/เส้นฝ้าย/ผ้า สัมผัสน้าโคลนได้ทั่วถึง ประมาณ
๑ ช่ัวโมง โดยใหก้ ลับเสน้ ไหม/เสน้ ฝ้าย/ผา้ ทกุ ๑๐ นาที ครบเวลาจงึ นาเสน้ ไหม/เส้นฝา้ ย/ผา้ ขึน้ จากน้าโคลน

๓. ล้างเส้นไหม/เส้นฝ้าย/ผ้า ให้สะอาด บิดให้หมาด แล้วกระตุกให้ไหม/ฝ้ายเรียงเส้น ผ่ึงให้แห้ง
หากตอ้ งการให้ได้สีทเี่ ขม้ ข้ึนให้นาเสน้ ไหม/เส้นฝา้ ย/ผา้ ไปผง่ึ กลางแดดจนแหง้

๔. นาเส้นไหม/เส้นฝ้าย/ผา้ ไปลา้ งในน้าสะอาด แลว้ กระตุกเส้นไหม/เสน้ ฝา้ ยให้เรยี งเสน้ ผ่ึงใหแ้ ห้ง

๗. การย้อมสี
การย้อมสมี ีข้ันตอนดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. นาน้าย้อมทผี่ า่ นการกรองแล้ว มาตั้งไฟปานกลาง พอร้อนมีควนั ไม่ถึงกบั เดือด
ใส่สารช่วยยอ้ มสีอย่างใดอย่างหนึง่ ที่ตอ้ งการ โดยการทดลองสีกนั กอ่ น หากตอ้ งการสารชว่ ยยอ้ ม
อยา่ งใดอย่างหนึง่ จึงเลอื กใสล่ งไปพรอ้ มน้าย้อมที่ได้ โดยปรมิ าณการใช้สารชว่ ยยอ้ ม มีดังนี้

- ถ้าต้องการใชน้ า้ ปนู เปน็ สารช่วยยอ้ ม จะใชป้ ริมาณ ๑/๒ ขนั ต่อเสน้ ดา้ ยทีจ่ ะย้อม ๑ กโิ ลกรมั
- ถา้ ต้องการใช้น้าตา่ ง เปน็ สารชว่ ยย้อม จะใชป้ รมิ าณ ๒ ขนั ต่อเส้นด้ายทีจ่ ะย้อม ๑ กโิ ลกรมั
- ถา้ ต้องการใชส้ ารสม้ เป็นสารชว่ ยย้อมจะใชป้ รมิ าณ ๕o กรัม ต่อเสน้ ด้ายทจี่ ะย้อม ๑ กิโลกรมั
๒. นาเส้นด้ายทจี่ ะยอ้ ม ทเี่ ตรยี มไว้ (ทาความสะอาดแลว้ ) ลงย้อมในน้าสีนานประมาณ ๑ ช่วั โมง ตอ้ งหมัน่
พลกิ เสน้ ดา้ ยใหถ้ กู น้าย้อมเสมอกันทกุ ๆ ๑๐ นาที
๓. นาเส้นด้ายขนึ้ ผงึ่ ใหเ้ ยน็
- ถ้าเป็นเส้นฝ้าย/ผ้าฝ้าย ให้นาใส่ถุงพลาสติกปิดให้แน่นหมักไว้ ๑ คืนก่อนแล้วค่อยเอาออกมาซักด้วย
นา้ เปล่าจนน้าท่ีลา้ งนั้นใส
- ถา้ เปน็ เส้นไหม เม่ือผ่ึงใหแ้ ห้งแลว้ ซกั ด้วยน้าเปล่าจนน้าทล่ี า้ งน้นั ใส
๔. บิดเส้นด้ายที่ล้างสะอาดแล้วให้หมาด กระตุกให้ตึง ๒ - ๓ ครั้ง แล้วนาไปผึ่งในที่รม่ จนแห้ง
ถ้ายังไมท่ อควรนาไปเกบ็ ไวใ้ นถุงเพ่อื ไม่ให้ฝุ่นเกาะและป้องกันสซี ีด
การย้อมซ้า ถ้าสีที่ย้อมเสร็จแล้วยังได้สีที่จางหรือมีรอยด่างเนื่องจากสีติดไม่เสมอกัน สามารถแก้ไขได้โดย
นาไปย้อมซ้าสีเดิม ก็จะได้สีท่ีเข้มและมีความคงทนมากขึ้น หรือจะเปลี่ยนเป็นสีอื่นย้อมทับกันก็ได้จะให้สีใหม่
ท่ีแปลกตาซ่ึงการย้อมสีธรรมชาติให้สวยงามในแต่ละสีน้ัน บางคร้ังจะต้องผ่านการทดลองย้อมนับครั้งไม่ถ้วน
และผู้ย้อมต้องเป็นคนช่างสังเกต ควรจดบันทึกข้อมูล และเก็บตัวอย่างการย้อมไว้ทุกคร้ัง เพื่อนามาใช้ให้เป็น
ประโยชน์ในคร้ังต่อไป เม่ือได้ผ้าท่ีย้อมสีตามความต้องการแล้วสามารถนาไปทดสอบหาความทนต่อแสงอย่างง่าย
ๆ ด้วยการตัดตัวอย่างผ้าช้ินเล็ก ๆ นาวัสดุทึบแสงมาปิดผ้าตัวอย่างครึ่งหน่ึงแล้วนาไปวางแตกแดด ๗ วัน
นาผ้าท่ีโดนแสงมาเปรียบเทียบกับผ้าท่ีไม่โดนแสงถ้าผ้าที่โดนแดดสีซีดน้อยมาก หรือแทบสังเกตไม่ออก
แสดงว่าสีที่ได้จากต้นไม้ชนิดนี้และวิธีการย้อมใช้ได้ แต่ถ้าสีซีดมากแสดงว่า ต้นไม้หรือวิธีการย้อมไม่เหมาะสม
ตอ้ งทดลองและปรบั ปรุงใหม้ ีตามความตอ้ งการต่อไป

วิธกี ารย้อมผ้า การยอ้ มผ้าเป็นกรรมวธิ ีท่ีทาให้ผา้ ทอมสี สี ันสวยงาม มวี ธิ กี ารสาคัญ ๒ วิธี คอื
๑. วิธีการยอ้ มรอ้ น เป็นกระบวนการทใ่ี ช้ความรอ้ นในการสกัดน้าสี มขี ั้นตอนดงั นี้
- การเตรียมวัตถุดิบ วัสดุสีจากพืช เช่น เปลือก เนื้อ แก่น ราก กิ่ง หรือใบไม้ทุกชนิด ควรสับให้
ละเอียด สว่ นวสั ดสุ จี ากสัตว์ เช่น รังครงั่ กต็ อ้ งนามาตาให้ละเอยี ด จากน้นั นามาใส่ในหม้อรอ้ นเตมิ น้าให้ท่วมวัตถุดิบ
และคานวณปริมาณสัดส่วนน้าให้ท่วมผ้าหรือเส้นด้ายด้วยในตอนย้อม การแช่น้าท้ิงไว้ ๑ คืน จะช่วยให้การสกัดสี
ทาไดง้ ่าย สว่ นพชื สดใหใ้ ชน้ า้ หนกั ประมาณ ๔ เท่า ถา้ เปน็ พืชแห้งใชป้ ระมาณ ๒ เทา่ ของน้าหนกั ผ้าหรอื เสน้ ด้าย

- ๑๑ -

- การเตรียมน้าย้อม จากนั้นนาวัสดุย้อมสีมาต้มให้เดือดประมาณ ๑ ชั่วโมงหรือ ให้สังเกตดูว่า
น้าสใี นหม้อย้อมเข้มขน้ ได้ที่แลว้ ก็ให้กรองเอาแต่นา้ สเี พื่อไปใชย้ อ้ มผ้า ซงึ่ ขัน้ ตอนนถี้ ้าตอ้ งการใสส่ ารช่วยติดสใี นการ
ย้อม ก่อนการย้อมเลือกสารประกอบที่ต้องการใช้ เช่น เกลือแกง สารส้มป่น น้าด่าง กรดจากพืชที่มีรสเปรี้ยว
สารแทนนินในพืช (เป็นสารให้ความฝาดในพืช) ในปริมาณที่หนด (ประมาณ 0.๒๕ – ๓ เปอร์เซ็นต์
ต่อน้าหนักผ้าหรือเส้นด้าย) ผสมในน้าสะอาดอุ่นให้พอร้อนแล้วคนให้ละลายส่วนผ้าหรือเส้นด้ายที่จะย้อมต้อง
เตรยี มโดยตม้ ในนา้ เดอื ดประมาณ ๓๐ นาที นามาบดิ ใหห้ มาด กระตกุ ให้ตงึ ๒ - ๓ ครั้ง แล้วจงึ นาลงไปย้อมในหม้อ
สีต่อไป ข้อควรระวังต้องไม่ทิ้งให้ผ้าหรือเส้นใยแห้งเพราะความชื้นจากน้าจะช่วยประสานให้น้าสีซึมเข้าเส้นใย
ได้ดีขึ้น หากส่วนใดแห้งจะเกิดรอยด่างของสีย้อมข้ึนได้

- การยอ้ ม เป็นข้ันตอนที่ใชเ้ วลา ให้นาน้าย้อมสีทกี่ รองเรียบร้อยแลว้ ไปตม้ อกี คร้ังหนงึ่ ให้อุณหภูมนิ า้ สูงขึน้
เดือดอ่อน ๆ (สังเกตดูมีไอน้าข้ึน) ข้ันตอนน้ีถ้าต้องการใส่สารช่วยติดสีในการประกอบย้อมผ้าพร้อมกับการย้อมให้
เลือกใส่สารประกอบท่ีต้องการ (เช่น เกลือแกง สารส้มป่น น้าต่าง น้ากรดจากพืชท่ีมีรสเปร้ียว น้าพืชที่ใช้สาร
แทนนิน สาหรับวิธีทา ให้นาน้าพืชไปต้มในน้าเปล่า ๓๐ นาทีก่อน แล้วจึงกรองนาไปใช้) ในปริมาณที่กาหนดใส่ลง
ในหม้อสีย้อมผ้าคนให้ละลายให้เข้ากับน้าสีย้อมผ้า จากน้ันให้นาผ้าหรือเส้นด้ายท่ีทาความสะอาดเรียบร้อยแล้ว
(ควรแช่น้าให้เปียก แล้วบิดให้หมาดก่อนย้อมทุกคร้ัง เพราะจะทาให้เส้นด้ายสามารถดูดน้าสีย้อมได้ดีและเร็วขึ้น
และทาให้สีติดที่เส้นใยได้ง่าย) ใส่ลงไป สังเกตดูว่าสีที่ติดที่ผา้ หรือเส้นด้ายเข้มอย่างที่เราต้องการ แต่คอยหมั่นกลับ
เส้นใยหรือผ้าบ่อย ๆ เพื่อให้สีซึมเรียบสม่าเสมอและคอยยกหมุนสลับกลับด้านให้เส้นใยหรือผ้าโดนอากาศ
(ออกซิเจน) บ้างจะชว่ ยให้สีติดงา่ ยและติดทนข้นึ สว่ นระยะเวลานน้ั จะต้องต้มนานเทา่ ใดขึน้ อยกู่ ับวา่ ต้องการสเี ข้ม
หรอื สอี อ่ น อยา่ งนอ้ ยประมาณครง่ึ ชว่ั โมง วัสดบุ างอย่างอาจต้องใชเ้ วลานานเป็น ๑๐ ชว่ั โมง

๒. วิธีการย้อมเย็น จะมีกระบวนการย้อมที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม มีวิธีการย้อมท่ีแตกต่างจากการย้อมรอ้ น
ตรงทกี่ ระบวนการเตรยี มวัตถุดิบ การเตรียมนา้ ย้อมและกรรมวธิ กี ารย้อม ซึง่ มรี ายละเอยี ดดงั น้ี

- กระบวนการเตรียมวัตถุดิบ วิธีการย้อมเย็นจะมีทั้ง "วิธีการหมัก" วัตถุดิบกับน้าด่างหมักจนวัตถุดิบ
เกิดการเน่าเปื่อย เช่น ใบครามหรือใบห้อม เป็นต้น วิธีการย้อมเย็นอีกแบบเป็น “วิธีการใช้ของสด"
เช่น ผลมะเกลือ จะนามาทุบใหไ้ ดน้ า้ ยางสขี าวออกมาใชท้ าปฏกิ ิรยิ าแสงแดดในการย้อมสี

- การเตรียมน้าย้อม วิธีการย้อมเย็นจะใช้การเตรียมน้าย้อมโดยไม่พึ่งความร้อนจากการต้ม
แต่จะต้องใช้ระยะเวลารอให้เกิดปฏิกิริยาในกระบวนการเตรียมน้าย้อมสี เช่น สีครามซึ่งปัจจุบันมีการศึกษา
ท่ีช่วยลดระยะเวลาในการก่อหมอ้ ยอ้ มทเ่ี ร็วขนึ้ ดว้ ยสารเปรี้ยวจากผลไม้

- กรรมวิธีการย้อม วิธีการย้อมเย็นจะใช้วิธีการแช่เส้นใยแล้วขยาให้สีธรรมชาติเข้าไปติดกับ
เส้นใยในกรณี "คราม" จะยกเส้นใยข้ึนมาสมั ผัสออกซเิ จนในอากาศทาให้เกิดปฏกิ ิริยา เปลี่ยนจากสเี ขยี วเป็นสีคราม
ส่วนในกรณี "มะเกลือ" จะยกผ้าขึ้นมาสัมผัสแสงแดดจัดจะช่วยเปล่ียนสีเทาเป็นสีดาและเม่ือย้อมซ้าหลาย ๆ รอบ
ก็จะเปลยี่ นสีดาด้านเป็นสดี ามนั จนขนึ้ เงา

๘. เทคนคิ การย้อมผ้าสีธรรมชาติของบ้านอา่ งเตย
๑. ควรแช่เส้นไหมในน้าสะอาดก่อนนามายอ้ มสจี ะทาใหส้ ตี ิดเสน้ ไหมดียง่ิ ขึน้
๒. หลังจากย้อมสีเส้นไหมแล้วต้องผึ่งเส้นไหมในที่ร่มให้แห้งสนิทก่อน แล้วค่อยนามาล้าง
ดว้ ยน้าสะอาดจะทาให้สไี ม่ตกและสตี ิดเส้นไหมไดด้ ีข้ึน

- ๑๒ -

๙. ตัวอย่างขนั ตอนการย้อมผา้ สีธรรมชาตขิ องบา้ นอ่างเตย
ตวั อย่างท่ี ๑ ขันตอนการย้อมผา้ สีธรรมชาตจิ าก มะพูด หรือ ประโหด
๑. นาเปลอื กต้นมะพูดแห้ง ๓ กโิ ลกรัม มาลบั เป็นชนิ้ เล็ก ๆ หรือตาใหล้ ะเอียด
๒. นาเปลอื กมะพดู มาตม้ กบั นา้ ๒0 ลิตร นานประมาณ ๑ ชั่วโมง แล้วกรองใชเ้ ฉพาะนา้
๓. นานา้ ย้อมสีทก่ี รองแลว้ ขึน้ ต้งั ไฟปานกลาง ใส่สารส้มท่ีละลายในนา้ รอ้ นลงไปในนา้ ยอ้ มสี
๔. นาเส้นไหมลงไปย้อมนานประมาณ ๑ ชัว่ โมง หมนั่ พลิกกลบั เสน้ ไหมทกุ ๆ ๑๐ นาที
๕. นาเส้นไหมที่ย้อมเสร็จแล้วออกไปผ่ึงให้แห้งในที่ร่ม รอจนเส้นไหมแห้งสนิทแล้วค่อยนามาล้างน้า
สะอาดบิดเสน้ ไหมใหห้ มาดแล้วกระตกุ ๒ - ๓ คร้ัง ผ่ึงใหแ้ ห้งในทีร่ ม่ จะไดเ้ ส้นไหมสีเหลือง

ตวั อย่างท่ี ๒ ขันตอนการยอ้ มผ้าสีธรรมชาตจิ ากเปลือกมะพรา้ วอ่อน
๑. นาผลมะพรา้ วออ่ น มาสบั เอาแตเ่ ปลือกให้เปน็ ชน้ิ เลก็ ๆ ประมาณ ๕ กโิ ลกรัม
๒. นามาตม้ กับนา้ ๒๐ ลติ ร นานประมาณ ๑ ช่วั โมง แล้วกรองใชเ้ ฉพาะน้า
๓. นานา้ ยอ้ มสที ่ีกรองแล้วขนึ้ ตง้ั ไฟปานกลาง ใสเ่ กลือแกงลงไปในน้าย้อมสี
๔. นาเสน้ ไหมลงไปย้อมนานประมาณ ๑ ช่วั โมง หมน่ั พลกิ กลับเสน้ ไหมทกุ ๆ ๑๐ นาที
๕. นาเส้นไหมท่ีย้อมเสร็จแล้วออกไปผึ่งให้แห้งในท่ีร่ม รอจนเส้นไหมแห้งสนิทแล้วค่อยนามาล้างน้า
สะอาด บิดเสน้ ไหมให้หมาดแลว้ กระตุก ๒ - ๓ ครั้ง ผงึ่ ใหแ้ ห้งในทร่ี ม่ จะไดเ้ ส้นไหมสีชมพู

ตวั อยา่ งท่ี ๓ ขันตอนการย้อมผ้าสธี รรมชาติจาก แกแล หรือ เขลิตร
๑. นาแก่นเข แห้ง ๓ กิโลกรัม มาสับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงในถังสแตนเลส เติมน้า ๒๐ ลิตร
แล้วแช่ค้างคืนไว้
๒. นาถังสแตนเลสทีแ่ ช่แกน่ เขค้างคนื ไวม้ าต้ม นานประมาณ ๑ ชั่วโมง แล้วกรองใช้เฉพาะนา้
๓. นานา้ ยอ้ มสีที่กรองแล้วขน้ึ ตั้งไฟปานกลาง ใส่สารส้มท่ลี ะลายในน้าร้อนลงไปในน้าย้อมสี
๔. นาเส้นไหมลงไปยอ้ มนานประมาณ ๑ ชั่วโมง หมน่ั พลิกกลบั เส้นไหมทกุ ๆ ๑๐ นาที
๕. นาเส้นไหมท่ีย้อมเสร็จแล้วออกไปผ่ึงให้แห้งในท่ีร่ม รอจนเส้นไหมแห้งสนิทแล้วค่อยนามาล้างน้า
สะอาด ปดิ เส้นไหมให้หมาดแลว้ กระตุก ๒ - ๓ คร้ัง ผึ่งใหแ้ ห้งในที่ร่ม จะได้เส้นไหมสีเหลอื ง

ตวั อยา่ งท่ี ๔ ขนั ตอนการยอ้ มผ้าสธี รรมชาติจาก ใบสกั
๑. นาใบสักสดท่ไี มอ่ อ่ นหรือแก่เกนิ ไป มาสบั หรอื หัน่ เป็นชนิ้ เล็ก ๆ ประมาณ ๕ กโิ ลกรัม
๒. นามาตม้ กบั นา้ ๒๐ ลิตร นานประมาณ ๑ ชว่ั โมง แล้วกรองใช้เฉพาะนา้
๓. นาน้ายอ้ มสที ก่ี รองแลว้ ข้นึ ตงั้ ไฟปานกลาง ใส่เกลอื แกงลงไปในนา้ ย้อมสี
๔. นาเสน้ ไหมลงไปยอ้ มนานประมาณ ๑ ชัว่ โมง หม่นั พลิกกลบั เส้นไหมทกุ ๆ ๑๐ นาที
๕. นาเส้นไหมท่ีย้อมเสร็จแล้วออกไปผ่ึงให้แห้งในที่ร่ม รอจนเส้นไหมแห้งสนิทแล้วค่อยนามาล้างน้า
สะอาด บิดเสน้ ไหมใหห้ มาดแลว้ กระตุก ๒ - ๓ ครงั้ ผึ่งใหแ้ ห้งในท่ีรม่ จะไดเ้ ส้นไหมสชี มพู

ตัวอย่างท่ี ๕ ขันตอนการย้อมผ้าสธี รรมชาติจาก ใบสาบเสอื
๑. นาใบสาบเสือสด มาสบั หรอื ห่นั เป็นชน้ิ เล็ก ๆ ประมาณ ๕ กิโลกรัม
๒. นามาต้มกบั น้า ๒๐ ลิตร นานประมาณ ๑ ชัว่ โมง แลว้ กรองใชเ้ ฉพาะน้า
๓. นาน้าย้อมสีทีก่ รองแล้วข้ึนตั้งไฟปานกลาง ใสส่ ารส้มที่ละลายในนา้ ร้อนลงไปในนา้ ย้อมสี
๔. นาเสน้ ไหมลงไปย้อมนานประมาณ ๑ ชวั่ โมง หมั่นพลิกกลบั เส้นไหมทุก ๆ ๑๐ นาที

- ๑๓ -

๕. นาเส้นไหมที่ย้อมเสร็จแล้วออกไปพ่ึงให้แห้งในที่ร่ม รอจนเส้นไหมแห้งสนิทแล้วค่อยนามาล้างน้า
สะอาด บิดเส้นไหมให้หมาดแลว้ กระตุก ๒ - ๓ ครัง้ ผง่ึ ใหแ้ หง้ ในทร่ี ม่ จะไดเ้ ส้นไหมสเี ขยี วอมเหลอื ง

๕. พืนท่ีปฏิบัติมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (พืนที่ท่ีปรากฏหรือชุมชนที่มีการปฏิบัติมรดกภูมิปัญญาทาง
วฒั นธรรม)

- วิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกหม่อนเล้ียงไหมทอผ้าบ้านอ่างเตย หมู่ ๙ ตาบลท่าตะเกียบ อาเภอท่าตะเกียบ
จงั หวดั ฉะเชิงเทรา

๖. รายชือ่ ผ้สู ืบทอด / ผู้ครอง / ผู้ที่มีสว่ นเกีย่ วข้องหลกั ในปจั จบุ ัน

รายช่อื บุคคล/หัวหนา้ คณะ/ อาย/ุ อาชีพ ทอ่ี ยู่ (สถานท่ตี ิดต่อ) / หมายเลขโทรศพั ท์
กลมุ่ /สมาคม/ชุมชน
หมู่ ๙ ตาบลท่าตะเกียบ อาเภอท่าตะเกียบ
วิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกหม่อน ปลูกหมอ่ น จังหวดั ฉะเชงิ เทรา
เลย้ี งไหมทอผา้ บา้ นอ่างเตย เล้ยี งไหมทอ
บ้านเลขที่ ๓๑๒ หมู่ท่ี ๙ ตาบลท่าตะเกียบ
ผ้า อ า เ ภ อ ท่ า ต ะ เ กี ย บ จั ง ห วั ด ฉ ะ เ ชิ ง เ ท ร า
โทรศพั ท์ ๐๖ ๓๙๔๐ ๕๙๕๐
นางสาวพกิ ุล สวัสดี อายุ ๔๗ ปี
หมู่ที่ ๙ บ้านอ่างเตย ตาบลอ่างเตย
(ประธานกลมุ่ ) อาชพี ปลกู อาเภอทา่ ตะเกยี บ จังหวดั ฉะเชงิ เทรา
หม่อนเลี่ยง โทรศพั ท์ ๐๘ ๙๘๓๑ ๔๗๓๓

ไหมทอผ้า บา้ นเลขที่ ๙๔/๒ หมู่ที่ ๙ บ้านอ่างเตย ตาบล
อ่างเตย อาเภอทา่ ตะเกยี บ จงั หวดั ฉะเชงิ เทรา
๒๕ ปี
บา้ นเลขที่ ๑๑๗/๒ หมทู่ ี่ ๙ บ้านอา่ งเตย ตาบล
นางสาวนงนชุ วงคง อายุ ๕๐ ปี อ่างเตย อาเภอทา่ ตะเกยี บ จงั หวัดฉะเชงิ เทรา

(เหรัญญิก) อาชพี ปลูก

หม่อนเลี่ยง

ไหมทอผ้า

๒๕ ปี

นางยุพิน ทองคา อายุ ๕๓ ปี
(กรรมการกลุ่ม) อาชพี ปลกู
หม่อนเลย่ี ง

ไหมทอผ้า

๒๕ ปี

นางวรรณี ลกั ษร อายุ ๔๐ ปี
(กรรมการกลมุ่ ) อาชพี ปลูก
หมอ่ นเลยี่ ง

ไหมทอผา้

๒๕ ปี

- ๑๔ -
๗. ภาพถา่ ยทีเ่ กย่ี วข้อง

การย้อมผา้ สธี รรมชาติจาก มะพูด หรือ ประโหด

การผา่ หรอื สับไม้มะพูดเป็นช้นิ เล็ก ๆ ตาไม้มะพูดใหล้ ะเอียด

นาเปลือกมะพดู มาตม้ กับนา้ กรองน้าสีท่ีต้มแล้ว

- ๑๕ -

นานา้ สที กี่ รองแล้วขน้ึ ตง้ั ไฟปานกลางใส่สารส้ม ไหมที่ย้อมเสร็จแล้ว

การย้อมผ้าสธี รรมชาติจาก มะพร้าวอ่อน

นามะพรา้ วอ่อนมาสับเอาแต่เปลือก นามาต้มกับนา้ ๒๐ ลติ ร

นามาตม้ กับนา้ ๒๐ ลิตร กรองน้าสีทต่ี ้มแลว้ ขึ้นตัง้ ไฟปานกลาง

- ๑๖ -
นาเสน้ ไหมลงไปย้อมนาน ๑ ช่วั โมง


Click to View FlipBook Version