ผ้าขาวม้า มรดกภูมิปั ญญาทางวัฒนธรรม
บ้านนางาม
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา
กลุ่มส่งเสริมศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม
โทร. ๐๓๘ ๕๓๕๘๙๒ แฟกซ์. ๐๓๘ ๕๓๕๘๙๑
ขอ้ มูลมรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมของจังหวดั ฉะเชิงเทรา
๑. ชอื่ รายการมรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรม
ช่อื รายการ…ผ้าขาวม้าบา้ นนางาม.................................................................................................................
ชื่อเรียกในท้องถิ่น...ผา้ ขาวมา้ บ้านนางาม......................................................................................................
ชื่อภาษาอ่นื (ถ้ามี).......-.................................................................................................................................
๒. ประเภทมรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
รายการตัวแทนมรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรม (มีการปฏบิ ัตอิ ยา่ งแพร่หลาย)
รายการมรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมที่ต้องไดร้ ับการสง่ เสริมและรักษาอย่างเร่งด่วน
(เสี่ยงตอ่ การสูญหาย)
๓. ลักษณะมรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม (ตอบไดม้ ากกว่า ๑ หวั ข้อ)
วรรณกรรมพ้นื บา้ นและภาษา
ศลิ ปะการแสดง
แนวปฏิบตั ิทางสงั คม พธิ ีกรรม ประเพณี และเทศกาล
ความรแู้ ละการปฏบิ ตั ิเก่ียวกบั ธรรมชาตแิ ละจกั รวาล
งานชา่ งฝมี อื ด้ังเดิม
การเลน่ พื้นบา้ น กฬี าพื้นบ้านและศลิ ปะการต่อสู้ป้องกันตวั
๔. ประวตั คิ วามเป็นมาและรายละเอียดมรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม
ผ้าขาวม้า ไม่ใช่คาไทยแท้ หากแต่เป็นภาษาเปอร์เซียท่ีมีคาต้นเค้ามาจากคาว่า “กา-มาร์บันด์”
(Kamar Band) “กามาร์” หมายถึง เอว หรือ ท่อนล่างของร่างกาย “บันด์” แปลว่า รัด หรือ พัน คาดทับ
เม่ือนาสองคามารวมกันจึงมีความหมายว่า “เข็มขัดผ้าพันหรือท่ีคาดเอว” ผ้าขาวม้าเป็นงานสิ่งทอโบราณ
ที่ใช้กันอยู่ในชุมชนและครัวเรือนมานานต้ังแต่พุทธศตวรรษท่ี ๑๖ ล่วงมาแล้ว ดังจะปรากฏหลักฐานต้ังแต่
สมัยเชยี งแสน มีการใช้ผ้าขาวมา้ สาหรับผชู้ ายนงุ่ เคียนเอวหรอื โพกศีรษะ ซ่งึ กค็ งจะได้รบั วฒั นธรรมมาจากไทลอื้
ผ้าขาวม้ามีรูปลักษณะเป็นผ้ารูปส่ีเหลี่ยมผืนผ้า มีความกว้างประมาณ ๒ ศอก ยาว ๓ - ๔ ศอก ส่วนใหญ่
จะทอเป็นผ้าลายตารางเล็ก ๆ จับคู่สีเป็นคู่ ๆ ทอสลับกันไปจนเต็มผืนผ้า บางท้องท่ีเรียกว่า “ผ้าตาหมากรุก”
ผา้ ขาวม้าในประเทศไทยมชี ื่อเรียก ลายทอ สีสัน เสน้ ใย ส่วนใหญจ่ ะทอจากฝา้ ย ไหม ดา้ ยดิบ หรอื ปา่ น แตกตา่ งกัน
ไปตามท้องที่ในภูมิภาคต่าง ๆ ตลอดจนกลุ่มชาติพันธ์ุซ่ึงใช้งานได้หลากหลายสารพัดนึกยิ่งใช้นานย่ิงนุ่มซับน้าได้ดี
แห้งเร็วทนทานนานนับปี ในภาคอีสานจะเรียกว่า “แพรอีโป้ หรือ แพรล้ินแลน หรือ แพรไส้ปลาไหล” มีการใช้
เส้นไหมเป็นวัตถุดิบส่วนใหญ่ บางท้องท่ีใช้ฝ้ายทอบ้างในภาคอีสานจะนิยมใช้ผ้าขาวม้าตาเล็ก ๆ ใช้เป็นสิ่งของท่ีใช้
ในงานพิธีบายศรีสู่ขวัญเป็นผ้าไหว้ญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายสามี (ของสมมา) ใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ภาคเหนือเรียกว่า
“ผ้าหัว” ในกลุ่มไทลื้อเรียกว่า “ผ้าต่อง” ส่วนไทยวนในจังหวัดราชบุรีเรียกว่า “ผ้าหัวจก หรือ ผ้าขาวม้าแดง”
มีลักษณะการทอเส้นพุ่งสลับสี โดยเน้นสีแดงเป็นหลัก ผ้าหัวจก มิใช่ทอขึ้นใช้สาหรับฝ่ายชายแต่อย่างเดียว
-๒-
ฝ่ายหญิงก็นิยมใช้ห่มแทนสไบไปทาบุญที่วัดด้วยเช่นกัน เรียกว่า “การห่มผ้าสะหว้าน” หรือ “การสะหว้านผ้า”
นอกจากนี้ ชาวไทครั่งในแถบจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดอุทัยธานีและจังหวัดชัยนาทจะนิยมทอผ้าขาวม้า ๕ สี
ข้ึนใช้ในครัวเรือน เรียกว่า “ผ้า ๕ สี” เพราะว่าใช้สีที่ทอถึง ๕ สีด้วยกัน เช่น สีเหลือง สีแดง สีส้ม สีเขียว
และสีน้าเงิน ทอพุ่งสลับสีให้เกิดลวดลายในผืนผา้ นิยมใช้ไหมบ้านและฝ้ายเป็นวัตถุดิบในการทอ ส่วนในทางภาคใต้
จะเรียกว่า “ผ้าจวนตานี หรือ ลิม่า (ลิมาร์)” แปลว่า “มัด” เป็นภาษามลายู ส่วนคาว่า “ลิม่า” แปลว่า ๕ สี
ใช้กรรมวิธีทอขัดประสานกันเป็นตา ตาราง และมีลวดลายมัดหมี่เล็กน้อย นิยมใช้กันในหมู่คนไทยเช้ือสายมุสลิม
นาไปนุ่งหรือโพกศีรษะ และใช้ในชีวิตประจาวันนั่นเอง ด้วยความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย สู่การทอ การย้อมสี
ประดิษฐ์ลวดลาย “ผ้าขาวม้า” อันมีเอกลักษณ์ประจาแต่ละท้องถิ่น เป็นของดีประจาจังหวัด สร้างอาชีพ
และรายไดใ้ ห้ชุมชนอย่างย่งั ยืน
จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะอาเภอสนามชัยเขตและอาเภอท่าตะเกียบ เป็นอาเภอที่มีประชาชน
จากหลากหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออพยพย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกราก และยังคงวิถีชีวิตความเป็นอยู่
ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะด้านศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี รวมถึงภูมิปัญญาด้านการทอผ้า ท้ังผ้าฝ้าย
และผ้าไหมลวดลายต่าง ๆ รวมถงึ ผา้ ขาวม้าดว้ ย
ผ้าขาวม้าท่ีมีช่ือเสียงของจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้แก่ ผ้าขาวม้าบ้านนายาว (บ้านนางาม) หมู่ท่ี ๑๙
ตาบลท่ากระดาน อาเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา จัดตั้งครั้งแรกเม่ือประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยประชาชน
ท่ีอพยพถ่ินฐานมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อหาพื้นท่ีทากิน โดยอาศัยเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ
เน่ืองจากเป็นพ้ืนท่ีป่าที่อุดมสมบูรณ์และค่อนข้างห่างไกลความเจริญ เหมาะแก่การประกอบอาชีพเกษตรกรรม
จึงทาให้ผู้ท่ีมาอาศัยอยู่ก่อน ได้ชักชวนญาติพี่น้องและเพ่ือนบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดร้อยเอ็ด
จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดขอนแก่นให้ย้ายถ่ินฐานมาเพื่อหาพ้ืนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จึงทาให้เกิดชุมชน
บ้านนายาวข้ึนมา ได้มีการจัดต้ังหมู่บ้านและเลือกผู้นาหมู่บ้าน แต่เนื่องจากพ้ืนท่ีท่ีชุมชนตั้งอยู่เป็นพ้ืนที่
ป่าสงวนแห่งชาติ และเป็นพ้ืนท่ีท่ีครอบครองโดยนายทุนอยู่ก่อน จึงทาให้การต้ังชุมชนบ้านนายาวในระยะเร่ิมแรก
มีปัญหาและมีการประทุษร้าย และทาร้ายกันบ่อยคร้ัง ประกอบกับผู้ที่อพยพมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
บางส่วนคืออดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จึงทาให้ชุมชนบ้านนายาวระยะเร่ิมแรกมีความแตกต่าง
ทางด้านความคิด ตารวจตระเวนชายแดน (ตชด.) คือหน่วยงานราชการหน่วยแรกท่ีเข้ามาปฏิบัติงานในชุมชนด้วย
เหตุผลด้านความม่ันคง ได้จัดต้ังโรงเรียนตารวจตระเวนชายแดนขึ้นเพื่อให้การศึกษากับเด็กท่ีอยู่ในชุมชน
เน่ืองจากเด็กมีจานวนมากไม่มีสถานท่ีเรียน สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้พระราชทานทรัพย์ส่วน
พระองค์ก่อสร้างอาคารเรยี น ตอ่ มาเมอ่ื ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ สมเดจ็ พระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จทรงเย่ียมและติดตามผลการดาเนินงานโครงการตามพระราชดาริในโรงเรียนตารวจ
ตระเวนชายแดนบ้านนายาว ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างอาคารเรียน และรับเอาหมู่บ้านนายาว
เป็นหมู่บ้านโครงการตามพระราชดาริที่มุ่งส่งเสรมิ อาชีพแก่ประชาชนในถ่ินทุรกันดาร เพื่อเพ่ิมรายได้และเป็นอาชีพ
เสริม โดยคานึงถึงการมีส่วนร่วมของราษฎรจากปัญหาการว่างงานหลังฤดูเก็บเกี่ยวผลิตผลทางการเกษตร
ภายใต้ “โครงการสง่ เสรมิ อาชีพ
-๓-
ประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดาริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ซ่ึงจัดต้ังครั้งแรก
ณ หมู่บ้านนายาวแห่งน้ีเอง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เนื่องจากทรงประจักษ์ถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพ้ืนท่ี
ต่อมาได้ขยายการจัดตั้งกลุ่มอาชีพไปทั่วประเทศ ทาให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อประกอบอาชีพรองต่าง ๆ ข้ึนในหมู่บ้าน
นายาวโดยมีการจัดตั้งกลุ่มเกี่ยวกับผ้าขาวม้า ๒ กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทอผ้าบ้านนางาม และกลุ่มสตรี
ตัดเย็บเสื้อผ้าบ้านนายาว ซึ่งผ้าขาวม้าเป็นผ้าพ้ืนบ้านที่แม่บ้านในชนบทส่วนใหญ่มีทักษะในการทอ ท่ีได้รับการ
ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ โดยในสมัยก่อนมีการปลูกฝ้ายและป่ันฝ้ายไว้ทอผ้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการทอเพื่อใช้
ในครัวเรือนหรือเครือญาติ หากทอได้มากก็นามาขายในท้องถิ่น แต่ในปัจจุบันได้มีการนาฝ้ายธรรมชาติมาผสมกับ
ฝ้ายสาเร็จรูปไว้ทอผ้า เน่ืองจากฝ้ายธรรมชาตินั้นหายากและไม่นิยมปลูกเหมือนในสมัยก่อน แต่ขั้นตอนของการ
ทอผา้ ยังคงใชข้ นั้ ตอนเดมิ
กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทอผ้าบ้านนางาม เริ่มดาเนินการในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยขอรับการสนับสนุนจาก
สานักงานโครงการส่งเสริมอาชีพ ตามพระราชดาริฯ ซ่ึงได้เข้ามาให้คาแนะนาในการจัดตั้งเป็นกลุ่มอาชีพ
อย่างเป็นทางการเมื่อวันท่ี ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยมีนางสังกาศ รัตนวงศ์ เป็นประธานกลุ่มแม่บ้าน
เกษตรกรทอผ้าบ้านนางาม และทางสานักงานโครงการฯ ได้ช่วยเหลือรับซ้ือผ้าขาวม้ามาจาหน่ายในกรุงเทพฯ
พร้อมให้คาแนะนาในการพัฒนารูปแบบผ้าขาวม้า ให้มีขนาดได้มาตรฐาน แนะนาให้เลือกสีสันและลวดลาย
ที่เหมาะสม สวยงาม ตามความต้องการของผู้บริโภค และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “ผ้าขาวม้าลายช้าง” ซึ่งมีราคา
ผืนละ ๑๙๐ บาท โดยกลุ่มสามารถทอลวดลายชา้ งที่บริเวณเชิงผ้าได้อย่างสวยงาม โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก
“ช้าง” ซึ่งเป็นสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในเขตป่าแถบตาบลท่ากระดานแห่งน้ี นอกจากนี้ยังมีสมาชิกแม่บ้านเกษตรกรท่ีมี
ภูมิปัญญาในการทอผ้าสไบฝ้ายลายพื้นเมืองอีกด้วย ในปัจจุบันกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทอผ้าบ้านนายาว
สามารถจาหน่ายผลิตภัณฑ์โดยได้รับการสนบั สนุนด้านการตลาดจากสานักพระราชวังและร้านภฟู ้าเป็นตลาดหลัก
(จาหน่ายทั้งหน้าร้านและออนไลน์) รวมทั้งยังสามารถจาหน่ายในตลาดท้องถ่ินได้พอสมควร สร้างรายได้ให้แก่
สมาชิกกล่มุ อย่างตอ่ เน่ือง
กลุ่มสตรีตัดเย็บเสื้อผ้าบ้านนายาว เริ่มก่อต้ังเมื่อวันท่ี ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยการสนับสนุน
จากสานักงานพัฒนาชุมชนอาเภอสนามชัยเขต เป็นผู้ประสานในการจัดสร้างอาคารที่ทาการกลุ่ม และกรมพัฒนา
ชมุ ชนจงั หวัดฉะเชิงเทรา และกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้เข้ามาสอนการตัดเย็บผ้าขาวม้า ปจั จุบนั มนี างระยอง พวงไธสง
เป็นประธานกลุ่มสตรีตัดเย็บเสื้อผ้าบ้านนายาว มีสมาชิกเร่ิมแรก จานวน ๒๑ คน เกิดจากการรวมตัวของแม่บ้าน
เกษตรกรในหมู่บ้านนายาวท่ีมีความสนใจในการตัดเย็บและมีทักษะการตัดเย็บเส้ือผ้า ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์
ท่ีสามารถจัดจาหน่ายได้ ปัจจุบันกลุ่มสตรีเยบ็ ผา้ บ้านนายาว ได้พัฒนาต่อยอดผ้าขาวม้าให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์
เพื่อจัดจาหน่ายที่ค่อนข้างมีความหลากหลายภายใต้แบรนด์ “ช้างไพร” ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสานักงาน
มาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (สมอ.) และได้รับคัดเลือกเป็นสินค้า OTOP ของอาเภอสนามชัยเขตด้วย
เช่น เสื้อเชิ้ตทั้งของบุรุษและสตรี กระเป๋าสะพายสายตรง กระเป๋าเป้สะพายหลัง หมวกปีก เส้ือพยุงหลัง
กล่องใส่กระดาษทิชชูรูปช้าง กระเป๋าใส่ดินสอปากกา เป็นต้น โดยมีการจาหน่าย ท่ีกลุ่มสตรีตัดเย็บเสื้อผ้า
บา้ นนายาว ผ่านพอ่ ค้าคนกลาง รา้ นภฟู ้า หรอื ออกร้านตามงานต่าง ๆ
-๔-
การทอผ้าขาวม้า ในอดีตส่วนใหญ่จะใช้วัสดธุ รรมชาติ เช่น ใยฝ้าย ใยไหม และสีธรรมชาติ ปัจจุบันมีการ
ใชว้ ัสดุทีส่ งั เคราะหจ์ ากสารเคมีเพม่ิ มากขึน้ เชน่ ใยประดษิ ฐ์ และสสี งั เคราะห์
วตั ถดุ บิ และส่วนประกอบ
๑. ฝา้ ยหรือไหม
๒. ก่หี รอื หูก
๒.๑ ไม้เหยียบก/่ี หูก
๒.๒ ทน่ี ง่ั ทอ
๒.๓ ขอบฟืม
๒.๔ เขาหรอื ตะกอ
๒.๕ ไมแ้ ขนศอก
๒.๖ แกนพันดา้ ยยืน
๒.๗ โครงสรา้ งหลกั
๒.๘ เชือกฟืม
๒.๘ เชือกเขา
๒.๘ เสน้ ด้ายยนื
๓. ฟันหวี (ฟืม)
๔. ตะกอหรือเขา
๕. กระสวย
๖. เขาหูก
๗. ไม้ดาบ
๘. หลา
๙. กง
ข้ันตอนการทอผ้าขาวม้า
๑. การผลดั หลอดหรือการกรอดา้ ย
การผลัดหลอดหรือการกรอดา้ ย คอื การนาไหมประดิษฐ์หลากสีซ่ึงม้วนเป็นไจมาจากโรงงานถ่ายลงหลอด
ด้ายดว้ ยเครอ่ื งมือโบราณที่เรยี กว่า “ไน” กับ “ระวงิ ” วิธีการคลอ้ งไหมกบั “ระวงิ ” กระจายเสน้ ด้ายออกเพือ่ ไม่ให้
พนั กัน ดึงปลายด้ายมาผูกกบั หลอดที่จะกรอ เสียบหลอดเข้ากับแกนไนใชม้ ือขวาหมุนวงล้อของไน มือซ้ายประคอง
เส้นด้ายให้วิ่งขึ้นลงบนหลอดด้ายตามแนวนอน เมื่อกรอด้ายจนหมดไจเต็มหลอดแล้ว จึงเปลี่ยนหลอดใหม่
มาผลัดหลอดต่อไป ปัจจุบันการผลัดหลอดมีการประยุกต์ใช้มอเตอร์เพ่ือช่วยทุ่นแรง ซึ่งแรงงานที่ทาในขั้นตอนน้ี
ส่วนมากจะเปน็ ผูส้ งู อายทุ ีใ่ ชเ้ วลาวา่ งทาเป็นงานอดเิ รก
-๕-
๒. การตั้งลาย
การตงั้ ลาย คอื การกาหนดลายโดยวางดา้ ยตามตาแหน่งบนอุปกรณ์ คอื “มา้ ต้ังลาย” ซง่ึ ทาเป็นราวมหี ลกั
สาหรับเสียบหลอดดา้ ย (บางแหง่ เรยี ก ราวหลกั ด้าย ราวต้ังหลอด การทอผ้าแบบโบราณใช้อุปกรณ์ เรยี กวา่ ม้าสะกน)
เมื่อคานวณความยาวลายและตาแหน่งในการวางสี จึงนาหลอดด้ายเสยี บบนหลักม้าตั้งตาโดยเรียงจากขวาไปซ้าย
ตามลาดบั สีของลายทก่ี าหนด
๓. การคน้ ด้าย
การค้นด้าย คือ การกาหนดความกว้างยาวของเส้นยืน ใช้อุปกรณ์ คือ “ม้าตั้งลาย” “ม้าค้น”
(บางแห่งเรียก หลกั คน้ หรอื ตะกรน) และ “กระบอกจูงด้าย” การคน้ ดา้ ย คือกรรมวธิ นี าเส้นดา้ ยจัดเรียงให้มีความ
กว้างเท่ากับหน้าผ้า ส่วนความยาวตามต้องการ เป็นข้ันตอนหน่ึงของการกาหนดลายผ้าทอท่ีต้องการ เมื่อจัดเรียง
เส้นด้ายตามลายแลว้ จากน้ันสาวเส้นด้ายจากแต่ละหลอดมารวมกันโดยใชก้ ระบอกจูงดา้ ยซ่ึงทาจากไม้ไผ่โยงไปที่
เสาของมา้ ค้น เม่อื เดนิ สุดแต่ละด้านกค็ ล้องดา้ ยเข้ากบั หลกั ของมา้ ค้นดา้ นนัน้
๔. การราวง
การราวง คือ การเก็บด้ายทีละเส้นจากหลอดบนม้าตั้งลายมาพันไว้ที่น้ิวมือเป็นข้ันตอนหนึ่งในการคน้ ด้าย
เม่ือค้นด้ายเที่ยวแรก (เที่ยวไป) ครบทุกหลักตามจานวนความยาวของผ้าท่ีจะทอแล้วต้อง “ราวง” ๑ คร้ัง วิธีการ
ราวง เร่ิมด้วยการใช้น้ิวเก่ียวด้ายทุกเส้นจากหลอดบนม้าตั้งลายมาไขว้ท่ีปลายนิ้วโป้ง ตามลาดับจากบนลงล่าง
ซ้ายไปขวา เม่ือเกี่ยวด้ายครบทุกหลอดนับเป็นการราวง ๑ ครั้ง ในการทอผ้า ๕๐ ผืน จะต้องราวง ๘ คร้ัง
หากทอผ้า ๘๐ ผืน ต้องราวง ๑๐ คร้ัง เดินค้นด้ายเที่ยวท่ี ๒ (เท่ียวกลับ) ให้ครบทุกหลักจนมาบรรจบกับหลัก
เร่ิมต้นบนม้าค้น เป็นการจบการเดินค้นด้าย ๑ เที่ยว ทาเช่นน้ีสลับกันไปจนครบตามจานวนความยาวท่ีต้องการ
เมื่อครบแล้วจึงปลดด้ายออกจากม้าค้นด้วยการถักเปียกลุ่มด้ายท่ีค้นแล้วให้เป็นห่วงโซ่ เพ่ือไม่ให้ด้ายพันกัน
และสะดวกต่อการนาด้ายไปทาในขั้นตอนต่อไป
๕. การรอ้ ยฟนั หวี หรอื สอดฟมื
การรอ้ ยฟันหวี หรอื สอดฟมื คือ การสอดเสน้ ด้ายทผ่ี ่านการเดินด้ายแล้วมาร้อยใส่ในช่องฟันหวี หรือฟืม ซง่ึ
มีลักษณะเป็นกรอบส่ีเหลี่ยมผืนผ้า ทาจากไม้หรือโลหะ มีฟันเป็นซ่ีถี่ ๆ คล้ายหวีเป็นช่องสาหรับสอดด้ายยืน
ฟันหวีหรือฟืมทาหน้าที่กระทบด้ายพุ่งท่ีสอดขัดกับด้ายยืนให้เรียงชิดกัน หวีมีขนาดความกว้างและความถ่ีต่างกัน
และเปน็ ตัวกาหนดจานวนเส้นด้ายยืน เชน่ หวีเบอร์ ๖๑ ในความกว้าง ๑ นวิ้ จะมชี อ่ งฟันหวี ๓๑ ช่อง เมือ่ ร้อยเส้นด้าย
เข้าไปในช่องฟันหวีช่องละ ๒ เส้น จะมีเส้นด้ายรวม ๖๒ เส้น ต่อ ๑ น้ิว แต่หากใช้หวีเบอร์ต่ากว่าเบอร์ ๖๑
เช่น เบอร์ ๓๒ จานวนซ่ีฟันต่อ ๑ น้ิว จะห่างกว่า ความถี่ - ห่างของหวีมีผลต่อเน้ือผ้า คือ ฟันห่าง ด้ายยืนจะบางทาให้
เนื้อผ้าไม่แน่น ฟันถี่ ด้ายยืนจะหนาเน้ือผ้าแน่นละเอียดกว่าการจะใช้หวีขนาดใดข้ึนกับความหนาบางของเนื้อผ้า
อุปกรณ์ที่ใช้ คือ หวีหรือฟืม ขอรับด้าย (บางแห่งเรียก ไม้กวัก) ซึ่งเดิมทาจากไม้ไผ่ ปัจจุบันประยุกต์ทาจากไม้บรรทัด
เหล็ก การร้อยหวีคือการนาด้ายมาร้อยใส่ในฟันหวีหรือฟืม ขั้นตอนนี้ต้องช่วยกัน ๒ คน คนท่ี ๑ ส่งด้ายโดยดีดเส้นด้าย
ท่ีผ่านการราวงมาแล้วออกจากกลุ่มด้าย ให้เส้นด้ายไปเกี่ยวกับขอรับด้ายท่ีคนท่ี ๒ ถือสอดรับอยู่ในฟันหวี
รอ้ ยเสน้ ดา้ ยทีละเส้นให้เข้าไปอยู่ในฟันหวีทลี ะช่องใหค้ รบทุกเส้น จนกวา่ ดา้ ยจะหมดครบทุกช่องตามจานวน
-๖-
๖. การหวีเก็บมว้ น
การหวีเก็บม้วน เป็นการนาด้ายยืนที่ร้อยฟันหวีหรือเข้าฟืมแล้ว มาแผ่เส้นจากท่ีถักเปียเป็นกาอยู่
ให้กระจายออกพร้อมกับหวีเก็บเข้าไม้ม้วนผ้า ขั้นตอนน้ีต้องช่วยกัน ๒ - ๓ คน อุปกรณ์ที่ใช้ คือ ม้าหวีสาหรับวาง
ขงึ ดา้ ยที่จะมว้ น ปลายดา้ นหนึง่ มคี านหัวมว้ นซงึ่ มีใบพดั สาหรบั ถบี ติดอยู่ (บางแห่งเรยี ก ระหดั ถกั ด้าย) อีกด้านหนึ่ง
มมี ้าทับ (บางแห่งเรยี ก ม้ากอ๊ ปปี)้ สาหรบั ทบั เสน้ ด้ายให้ตงึ สะดวกต่อการหวี ไมม้ ้วนผา้ สาหรบั ม้วนเสน้ ด้ายท่ีถูกแผ่
กระจายออกให้เรียงเส้นเป็นระเบียบ ฟันหวี กะนัด (ไม้แบบ ๒ อัน สาหรับขัดเส้นด้ายบน - ล่าง กันด้ายยุ่ง)
ไม้เรียว (บางแห่งเรียก ไม้ค้ิว) นาด้ายที่ร้อยฟันหวีมาวางขึงบนม้าหวี โดยสอดด้ายผ่านม้าทับหนีบให้แน่นเพื่อดึง
ดา้ ยใหต้ งึ นาปลายด้ายด้านท่ีมฟี นั หวไี ปวางบนคานหวั ม้วน ด้านตรงข้ามกบั มา้ ทับ ผูกด้ายเปน็ ระยะ ๆ เขา้ กับแกน
ของไม้ม้วนสอดกะนัดเข้าระหว่างด้ายบน – ล่าง กลับกะนัดและผูกกะนัด ๒ อัน ไม่ให้หลุดออกจากกัน
คนท่ี ๑ - ๒ จับฟืมด้านซ้าย - ขวา ค่อยๆ ขยับฟืมออกโดยให้หน้าฟืมขนานกับลูกม้วนซึ่งจะช่วยให้หวีง่ายขึ้น
ตรวจสอบฟันหวีให้มีด้ายอยู่ครบทุกซี่ และคัดด้ายโดยใช้น้ิวมือดึงเส้นด้ายให้แยกจากกัน และใช้หวีสางด้าย
ไปพร้อม ๆ กันเพ่ือจัดเส้นด้ายสลับบน - ล่าง ให้เรียงตัวสม่าเสมอเรียบร้อยไม่พันกัน คนท่ี ๒ ม้วนเส้นด้ายเข้าใน
แกนของไม้ม้วน โดยการถีบรหัสปั่นแกนไม้ด้านท่ีผูกไว้กับม้าหวี และม้วนด้ายเก็บจนหมดความยาวของเส้นด้าย
การเกบ็ ตะกอเขาหรือเขาหูก (บางแห่งเรยี ก เขา หรอื หูก) คอื การร้อยเชือกสีขาวคล้องเข้ากับด้ายยนื ทหี่ วีเกบ็ ม้วนแล้ว
เพื่อหิ้วเส้นด้ายยืนไว้ทุกเส้น การทอผ้าปกติใช้ ๒ ตะกอ แต่ละตะกอทาหน้าที่คุมด้ายยืนให้ยกขึ้น - ลงสลับกันทา
ให้ด้ายยืนบน - ล่างแยกจากกัน สามารถสอดกระสวยพาด้ายพุ่งผ่านไป - มาได้ อุปกรณ์ท่ีใช้ คือ ไม้ครู
หรือไม้ตะกอเขา
๗. การเก็บยก
การเกบ็ ยก คอื ข้นั ตอนสุดทา้ ยในการเตรียมดา้ ยยืนก่อนนาไปผูกข้นึ กี่กระตุกเพื่อทอ การทอผา้ ปกตทิ ว่ั ไป
จะทอสลับโดยยก ๑ ข่ม ๑ ด้วยกี่กระตุก การทอกี่กระตุก เป็นการประยุกต์เครื่องมือในการทอผ้าเลียนแบบระบบ
อุตสาหกรรม ตัวก่ีทาด้วยโครงไม้นั่งทอในท่าห้อยเท้าเช่นเดียวกับก่ีมือ หรือหูกทอ ต่างกันท่ีด้ายยืนก่ีมือ
จะเรียงตามแนวดิ่ง ก่ีกระตุกเป็นแนวนอน ก่ีมือใช้มือส่งกระสวยเสน้ พุ่ง กี่กระตุกใช้มือกระตุกเชือกกลไกทาให้เกดิ
แรงกระแทกดันกระสวยพุ่งไปแทนการสอดด้วยมือช่วยให้ทอผ้าได้เร็วข้ึน ก่ีกระตุกมีขนาดใหญ่กว่ากี่มือ
มีส่วนประกอบ คือ ฟันหวี ตะกอเขา ไม้เหยียบหูก (บางแห่งเรียก คานเหยียบหรือตีนเหยียบ) คานแขวน
(บางแห่งเรยี ก คานหาบหูก) สายกระตกุ หรอื เชือกดงึ เวลาพุ่งกระสวย เป็นทมี่ าของการเรียก “กกี่ ระตกุ ” ไม้พาดนง่ั
ไม้ม้วนผ้า ไม้ไขว้ ด้ายยืน รางกระสวย กระสวย หลอดด้ายพุ่งการเก็บยก คือการยกลูกม้วนขึ้นก่ีขึงด้ายนาตะกอ
เขาอันท่ี ๑ แขวนห้อยกับคานหลังคาก่ีด้านบน อันที่ ๒ ผูกโยงกับไม้เหยียบหูกด้านล่าง เมื่อผู้ทอเหยียบไม้
เหยียบหูกสลบั ซา้ ย - ขวา จะทาให้ตะกอเขาถูกดึงยกข้ึน - ลง แยกด้ายยืนบน - ล่างออกจากกนั ผู้ทอกระตกุ เชือก
กระสวยด้ายจะพุ่งผ่านด้ายยืนที่แยกออกวิ่งไปตามราง ผู้ทอดึงฟันหวีหรือฟืมเข้าหาตัวเพ่ือกระทบด้ายพุ่ง
ทุกครั้ง ท่ีพุ่งจากริมผ้าด้านหนึ่งไปอีกด้านหน่ึง ทาให้ด้ายพุ่งเรียงชิดกันทาเช่นนี้สลับกันไปมา จนได้ความยาวของผ้า
ทีต่ อ้ งการ
-๗-
๕. พื้นท่ีปฏิบัติมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (พื้นที่ท่ีปรากฏหรือชุมชนท่ีมีการปฏิบัติมรดกภูมิปัญญาทาง
วฒั นธรรม)
- ชมุ ชนบ้านนางาม (นายาว) ต้ังอยู่หมู่ท่ี ๑๙ ตาบลทา่ กระดาน อาเภอสนามชัยเขต จังหวดั ฉะเชงิ เทรา
๖. รายชอ่ื ผู้สืบทอด / ผ้คู รอง / ผทู้ ่ีมีสว่ นเกย่ี วข้องหลักในปจั จุบนั
รายชือ่ บคุ คล/หัวหน้าคณะ/ อายุ/อาชีพ ทอ่ี ยู่ (สถานทตี่ ิดต่อ) / หมายเลขโทรศัพท์
กลมุ่ /สมาคม/ชมุ ชน
อายุ ๔๕ ปี เลขท่ี ๕๒ หมู่ ๑๙ ตาบลท่ากระดาน อาเภอ
นางสงั กาศ รตั นวงศ์ อาชพี ทอ สนามชัยเขต จังหวัดฉะเชงิ เทรา
(ประธานกล่มุ แม่บา้ นเกษตรกร ผ้าขาวมา้ เบอรโ์ ทรศัพท์ : ๐๘ ๑๑๗๗ ๗๑๓๘
ทอผา้ บา้ นนางาม) อายุ ๕๐ ปี
นางระยอง พวงไธสง อาชพี ตดั เยบ็ เลขที่ ๔๓๕ หมู่ ๑๙ ตาบลท่ากระดาน อาเภอ
(ประธานกลุ่มสตรีตัดเยบ็ เส้ือผ้า ผ้าขาวม้า สนามชัยเขต จงั หวัดฉะเชงิ เทรา
บา้ นนายาว) อายุ ๖๔ ปี เบอร์โทรศัพท์ : ๐๙ ๐๑๒๖ ๗๗๔๐
นางสนุ นั ต์ หวงั หล้า อาชีพตัดเย็บ
(สมาชิกกลุ่มสตรตี ัดเย็บเส้อื ผ้า ผา้ ขาวมา้ เลขที่ ๔๓๕ หมู่ ๑๙ ตาบลท่ากระดาน อาเภอ
บ้านนายาว) สนามชัยเขต จังหวดั ฉะเชงิ เทรา
๑๑. ภาพถา่ ยทีเ่ ก่ียวข้อง
การทอผ้าขาวมา้ และผลิตภัณฑ์จากผ้าขาวมา้ บ้านนายาว
สอดกระสวยด้ายพงุ่ ผา่ น สลบั ตะกอ สอดกระสวยดา้ ยพุง่ กลบั ทาสลับกนั ไปเรื่อย ๆ
-๘-
กระทบ ฟนั หวี เพื่อให้ด้ายพุ่งแนน่ หนาตดิ กนั สอดกระสวยด้ายพุ่งกลับ ทาสลับกันไปเร่ือย ๆ
การเตรียมผา้ เพ่ือเตรียมตัดเย็บ การทากระเป๋า
ผลิตภัณฑห์ มวก ผลิตภณั ฑก์ ระเป๋าสะพาย
-๙-
ผลิตภัณฑ์กระเปา๋ ถือ ผลิตภณั ฑเ์ สื้อ
ผลิตภัณฑก์ ล่องทชิ ชู สมาชกิ กลมุ่ สตรตี ดั เย็บบา้ นนายาว