The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานโครงงานเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 1 วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cityyou.dol, 2021-10-01 07:11:55

โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ เรื่อง การประพันธ์ทำนองเพลงและทำนองร้องในบทเพลง พญาเหยียบเมือง เถา

รายงานโครงงานเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 1 วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม

รายงานโครงงานพฒั นาสมรรถนะวิชาชพี

เรือ่ ง การประพนั ธท ํานองเพลงและทาํ นองรอ งในบทเพลง
“พญาเหยยี บเมือง เถา”

นายอมรเทพ จัดทําโดย เลขที่ ๑๙
นายพัชรพล เลขท่ี ๑๕
นางสาวณฐั ชยา กาบทอง ปวช.๓/๒ เลขท่ี ๑๗
นายธนั วพัฒน ดวงบาล ปวช.๓/๓ เลขที่ ๑๘
โยทะยาน ปวช.๓/๓
จูดจนั ทร ปวช.๓/๓

ครทู ปี่ รึกษาโครงงาน

อาจารยธ ีรวัฒน หมนื่ ทา
คุณครนู ทั ธมน เขือ่ นเพชร
คณุ ครูกฤษฎา นุม เจรญิ

รายงานนเี้ ปน สว นหนึ่งของวิชาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชพี
ภาคเรียนท่ี ๑ ปการศกึ ษา ๒๕๖๔

วิทยาลัยนาฏศลิ ปเชียงใหม สถาบันบณั ฑติ พฒั นศลิ ป กระทรวงวัฒนธรรม



รายงานโครงงานพัฒนาสมรรถนะวชิ าชพี

เรอื่ ง การประพนั ธทาํ นองเพลงและทาํ นองรองในบทเพลง
“พญาเหยียบเมอื ง เถา”

นายอมรเทพ จดั ทําโดย เลขที่ ๑๙
นายพัชรพล เลขท่ี ๑๕
นางสาวณฐั ชยา กาบทอง ปวช.๓/๒ เลขที่ ๑๗
นายธนั วพฒั น ดวงบาล ปวช.๓/๓ เลขท่ี ๑๘
โยทะยาน ปวช.๓/๓
จูดจนั ทร ปวช.๓/๓

ครทู ่ีปรกึ ษาโครงงาน

อาจารยธรี วัฒน หม่นื ทา
คณุ ครูนทั ธมน เขื่อนเพชร
คุณครูกฤษฎา นุมเจรญิ

รายงานนเ้ี ปน สวนหน่งึ ของวชิ าโครงงานพัฒนาสมรรถนะวชิ าชีพ
ภาคเรยี นที่ ๑ ปการศึกษา ๒๕๖๔

วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปเชยี งใหม สถาบันบณั ฑติ พฒั นศลิ ป กระทรวงวฒั นธรรม

ชอื่ โครงงาน การประพันธท ํานองเพลงและทาํ นองรอ งในบทเพลง “พญาเหยียบเมอื ง เถา”
คณะผูจดั ทาํ นายอมรเทพ กาบทอง ปวช.๓/๒ เลขที่ ๑๙

ครทู ่ปี รกึ ษาโครงงาน นายพัชรพล ดวงบาล ปวช.๓/๓ เลขที่ ๑๕
นางสาวณัฐชยา โยทะยาน ปวช.๓/๓ เลขที่ ๑๗
รายวิชา นายธันวพัฒน จดู จันทร ปวช.๓/๓ เลขที่ ๑๘
ระยะเวลาทาํ โครงงาน อาจารยธ รี วฒั น หมื่นทา
สถานศึกษา คุณครนู ัทธมน เขือ่ นเพชร
คณุ ครกู ฤษฎา นุม เจรญิ
โครงงานพฒั นาสมรรถนะวิชาชพี ๑
ภาคเรียนที่ ๑ ปการศกึ ษา ๒๕๖๔

วิทยาลัยนาฏศลิ ปเชยี งใหม สถาบนั บณั ฑิตพฒั นศิลป กระทรวงวฒั นธรรม

บทคัดยอ

โครงงานเลมนี้ เปนสวนหนึ่งของวิชาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ระดับชั้นประกาศนียบัตร
วิชาชีพปที่ ๓ วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม โดยมีจุดประสงคเพื่อประพันธเพลง “พญาเหยียบเมือง เถา” ซ่ึง
คณะผูจัดทํา ไดรบั แรงบันดาลใจมากจากเพลงพญาเหยียบเมือง ในทํานองสองชั้น ซ่ึงคณุ ครรู ักเกียรติ ปญญา
ยศ อดีตครชู ํานาญการพิเศษ วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปเชยี งใหม ไดเ ปนผปู ระพันธไว ซงึ่ มีทาํ นองที่ไพเราะ สละสลวย
สงางาม นาํ มาสรา งสรรคเ ปนเพลงเถา ทั้งทํานองดนตรี ทาํ นองรอง รวมไปถึงการสรา งหนา ทบั พืน้ เมืองลานนา

ใหครบทั้งอัตราจังหวะสามชั้น สองชั้น และชั้นเดียว โดยยึดตามหลักการประพนั ธเพลงไทยของคุณครูมนตรี
ตราโมท และรักษาอารมณและตวามหมายของเพลงใหไดมากที่สุด โดยบทรองมีเนื้อหาเกี่ยวกับ กษัตริยสาม
พระองค ผูสราง “นพบุรศี รีนครพิงคเชียงใหม” ซ่ึงมีอายุยาวนานจนถึงปจจุบันกวา ๗๒๕ ป รูปแบบเนือ้ รอง
คอื คา ว (ครา ว) ซง่ึ เปนกลอนแบบลานนา และรปู แบบทํานองรองจะมีการใชเ อ้ือนแบบไทยมาผสมกับการรอง
แบบลา นนา ซง่ึ ทัง้ หมดนเี้ ปนการพฒั นาตอ ยอดเพลงจังหวะหนาทบั แบบเพลงพนื้ เมืองลา นนา ใหเปนเพลงเถา
แบบไทย โดยใชวงเครื่องสายผสมปพาทย และวงสะลอ ซึง บรรเลงรับรองเพลงน้ี และเผยแพรผลงานผาน
Facebook และ Youtube ของคณะผูจ ดั ทํา

กิตตกิ รรมประกาศ

โครงงานเร่ือง การประพันธทํานองเพลงและทํานองรองในบทเพลง “พญาเหยียบเมือง เถา” ฉบบั น้ี
สําเร็จลุลวงไดดวยดีโดยไดรับการอนุเคราะหจาก อาจารยธีรวัฒน หมื่นทา, คุณครนู ัทธมน เขื่อนเพชร และ
คุณครกู ฤษฎา นุม เจริญ ที่กรุณาเปนครูที่ปรึกษา และแนะนําแนวทางการจัดทําโครงงานในสวนตาง ๆ แกไข
ขอบกพรองตาง ๆ และไดใหขอคิดเกีย่ วกับการประพันธเพลงรวมไปถึงศิลปะท่ีเกี่ยวกับดนตรี แกคณะผูจัดทํา
โครงงาน จนโครงงานนี้เสรจ็ สมบูรณ คณะผูจัดทาํ จึงขอขอบพระคุณเปนอยางสูง

คณะผูจัดทําขอขอบคุณเพื่อน ๆ ภาคดุริยางคไทย ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปที่ ๓ วิทยาลัย
นาฏศิลปเชียงใหม ทีใ่ หกําลังใจ รวมแรงรวมใจในการบันทึกเสียง และวีดิทัศนการบรรเลงเพลงนี้ ใหออกมา
อยางสมบูรณ ขอขอบคุณนางสาวเมธินี สิทธะ ผูเปน เบื้องหลังในการอํานวยความสะดวกในการบันทึกเสียง
เพลง ตลอดจนคุณครู พี่ ๆ เพื่อน ๆ นอง ๆ ชาววิทยาลัยนาฏศิลปทั้ง ๑๒ แหง และผูที่สนใจเพลงนี้ ที่ให
กาํ ลังใจ และติดตามรบั ชม รบั ฟง ผลงานของคณะผูจดั ทําตลอดมา

สดุ ทา ยน้ี คณะผจู ดั ทํามีความหวงั เปน อยางยงิ่ วา โครงงานเรอ่ื ง การประพันธท าํ นองเพลงและทํานอง
รองในบทเพลง “พญาเหยียบเมือง เถา” ฉบับนี้ จะเปนประโยชนตอการศกึ ษาคนควา และเปนประโยชนตอ
วงการดนตรีไทย และดนตรพี ืน้ เมืองลานนาสบื ไป

สารบญั ๑

บทที่ ๑ บทนาํ ๒
- ความสําคัญและความเปน มาของโครงงาน ๒
- วัตถปุ ระสงค ๓
- ขอบเขตของการทาํ งาน ๓
- ประโยชนทคี่ าดวา จะไดร ับ ๔
- นิยามศพั ทเ ฉพาะ ๔

บทที่ ๒ เอกสารท่เี กี่ยวขอ ง ๗
- แนวคดิ เก่ยี วกบั ดนตรี ๑๑
- เพลงพื้นบา นลานนา ๑๓
- เพลงเถา ๑๙
- หลกั การขับรอ งเพลงไทย ๑๙
- หลักการและโครงสรา งการประพันธเพลง ๑๙
๒๓
บทท่ี ๓ วิธีการดําเนินงาน ๒๕
- การวางแผนดําเนนิ งาน ๒๕
- วัสดุ อปุ กรณ และเครือ่ งดนตรที ี่ใชในการทาํ โครงงาน
- ขั้นตอนการในการทําโครงงาน ๒๖

บทที่ ๔ ผลการดาํ เนนิ งาน ๓๐
- วิเคราะหเพลงพญาเหยียบเมอื ง ในทาํ นองสองช้ัน ทีค่ ุณครรู ักเกียรติ ปญญายศ ๓๕
๓๕
ไดป ระพนั ธไว ๓๕
- ทํานองเพลง พญาเหยยี บเมอื ง เถา และการประพันธห นา ทับพ้ืนเมืองลานนา ๓๕
๓๖
ในอตั ราจังหวะสามชั้น และชัน้ เดียว
- บทรอ งและทาํ นองรองเพลง พญาเหยยี บเมอื ง เถา

บทท่ี ๕ สรปุ ผลการดําเนินงาน
- สรปุ ผลการดาํ เนินงาน
- ปญหา อปุ สรรคในการดําเนนิ งาน และวิธแี กไขปญหา
- ขอเสนอแนะ

บรรณานุกรม
ภาคผนวก

สารบญั รูปภาพ

ภาพท่ี ๓.๑ ซอดว ง ๑๙

ภาพท่ี ๓.๒ ซออู ๒๐
ภาพท่ี ๓.๓ ขิมสาย ๒๐
ภาพที่ ๓.๔ ขลยุ เพยี งออ ๒๐
ภาพท่ี ๓.๕ สะลอลกู ๓ ๒๐
ภาพที่ ๓.๖ ซึงลกู ๓ ๒๑

ภาพท่ี ๓.๗ ระนาดเอก ๒๑
ภาพที่ ๓.๘ ระนากทมุ ๒๑
ภาพที่ ๓.๙ ฆองวงใหญ ๒๑
ภาพท่ี ๓.๑๐ ฆอ งวงเล็ก ๒๒
ภาพที่ ๓.๑๑ กลองโปง โปง ๒๒
ภาพที่ ๓.๑๒ ฉ่ิง ๒๒

ภาพท่ี ๓.๑๓ ฆอ ง ๒๒
ภาพท่ี ๓.๑๔ กรบั ไมไ ผ ๒๒
ภาพที่ ๔.๑ QR Code วีดิทัศนก ารบรรเลงรับรองเพลง พญาเหยยี บเมือง เถา ๓๔



บทที่ ๑
บทนํา

ความสําคญั และความเปนมาของโครงงาน
ทุกประเทศในโลกลวนมีเอกลักษณและวัฒนธรรม เฉพาะของประเทศนั้น ๆ ประเทศไทยก็

เชนเดียวกัน มีเอกลักษณและวัฒนธรรมท่ีบงบอกไดวาน่ีคือประเทศไทย ไมวาจะเปนเรื่องของบานเรือนไทย
อาหารไทย รําไทย ดนตรีไทย และอีกหลายสิ่ง หลายอยา ง สิ่งตาง ๆ เหลานี้ก็ไดถายทอดมาจนถึงคนในปจจุ
บนั นี้ ดวยดนตรีไทยเปนวัฒนธรรมอยา งหนงึ่ ท่เี หน็ ไดชัด วาไดมีการสบื ทอดตอกันมาเปนระยะเวลาอนั ยาวนาน
และยังแสดงเอกลักษณเ ฉพาะตัวของดนตรีไทย ซึ่งถือวาเปนมรดกอันเกิดจากภูมิปญญาของบรรพบุรษุ ไทยที่
ถายทอดมาสูรุนลูกรุนหลาน ดนตรเี ปนงานศลิ ปอีกแขนงหนึ่งที่มนษุ ยไดรับอิทธิพลจากธรรมชาติ สิ่งแวดลอม
อันกวา งใหญเ ปนแรงบันดาลใจใหเกิดความคิด สรา งสรรค เรียนรู เลียนแบบจากธรรมชาติเปนการตอบสนอง
ความตอ งการโดยตรง โดยใชวสั ดุจากธรรมชาติมาประดิษฐ และสรรคส ราง เปนเครือ่ งดนตรีทีใ่ ชในการบรรเลง
ขบั กลอ มตามกิริยาทา ทางของมนษุ ย ที่พงึ กระทาํ อนั ไดแก ดดี สี ตี เปา

ดนตรี เปน งานศิลปะท่มี นษุ ยส รางข้ึน โดยใชเ สียงเปนส่ือในการถายทอดออกมาเปน เสยี ง เปนทํานอง
มีลีลา มีจังหวะ ซึ่งอารมณของเพลงจะดําเนินไปตามจนิ ตนาการของผูประพันธ ดนตรีจึงนับเปนสิ่งที่มีคณุ คา
ตอมนุษยที่ ชวยปรุงแตงใหชีวิตมีความสุข ผอนคลายจากความเครียด และความโศกเศรา อีกทั้งเปนการ
สงเสริมใหเกิดความสมบรู ณ ในกิจกรรมทางสังคม และพิธีกรรมทางประเพณีทีม่ นุษยประกอบขึ้นอีกดวย ใน
วัฒนธรรมและสังคมไทย ดนตรีไทยถือเปนศิลปะที่แสดงใหรูถึงความเปนชาติ คุณคาของดนตรีไทย นั้นเรา
สามารถพิจารณาไดจากบทเพลงที่ผูประพันธไดประพันธข้ึน มีทวงทํานองตามโครงสรางของระบบเสียง ของ
ดนตรีไทย มีจังหวะ มลี ลี า มีบทรองทใ่ี ชถอยคํา เสยี ง อกั ษร สระ และวรรณยุกตตามกฎแหงฉนั ทลักษณ มีนกั
ดนตรีที่ทําหนาทีถ่ ายทอดบทเพลงดวยเครื่องดนตรีที่หลากหลาย โดยใชระเบียบวิธีการบรรเลงตาม หลักการ
บรรเลงของดนตรีไทยไดอยางเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย มีวิธีการขับรองที่กลมกลืน และไพเราะท่ีแสดงได
ถึงภูมิปญญาของโบราณาจารยทางดนตรีไทยที่ไดสรางสรรคทั้งรูปแบบของบทเพลง เครื่องดนตรี เทคนิค
วธิ ีการบรรเลง และหลักการขับรอ ง รวมถึงการนาํ มาใชในโอกาสตา ง ๆ อยางเหมาะสม

เพลงไทย หมายถึง เพลงที่ประพันธขึ้นตามหลักดนตรีไทย เปนเอกลักษณเฉพาะประจําชาติ มีลีลา
การขับรอง และการบรรเลงเปนแบบไทย เพลงไทยเปนศิลปะวัฒนธรรมของชนชาติไทย ซึ่งมีมาตั้งแตสมัย
โบราณ ตอมาไดพัฒนารปู แบบเพลงไทยมาเร่ือย ๆ ไดมีการประพนั ธเ พลงไทยใหมลี ีลา และสาํ เนยี งภาษาของ
ชาติอน่ื มากมาย ซงึ่ เพลงไทยนี้ แบงออกเปน ๒ ประเภท คอื เพลงบรรเลงและเพลงขับรอ ง ซึ่งหน่ึงในลักษณะ
เพลงขับรองของเพลงไทย คือ เพลงเถา เพลงเถาเปน เพลงไทยประเภทหน่ึง โดยลักษณะการบรรเลงนั้นจะเร่ิม
จากอตั ราจงั หวะสามช้ัน สองช้ัน จนถึงชัน้ เดียวตามลําดับ เพลงเถาไดถ ือกาํ เนดิ ในยุครัตนโกสินทรตอนตน โดย
มีววิ ฒั นาการจากการเลนเสภาและการเลนสกั วา



การประพันธเพลงไทย ถือเปนศาสตรทางเสียงที่เกิดจากการสรางสรรคผลงานขึ้นดวยหลักการ
โครงสราง และองคประกอบทางดนตรีไทยท่ผี ูป ระพนั ธเ ปนผูกําหนด นอกจากน้ยี งั เปนศาสตรห นึ่งทางดนตรีท่ี
ผูเรียนจาํ เปนตองไดรับการเรยี นรูท างทฤษฎีดนตรีหลายดา น ประกอบกับเทคนิคเฉพาะสาํ หรับการประพนั ธซ่งึ
ตองไดรับการฝกหัดอยางตอเนื่อง รวมกับทักษะพื้นฐานดานการปฏิบัติดนตรี เพื่อสามารถพัฒนาชิน้ งานได
อยางเต็มศักยภาพ ทั้งนี้ ยังถือไดวาทักษะดานการประพันธเพลงในดนตรีไทย และการสรา งสรรคทางดนตรี
ไทย เปนทักษะและเทคนิคการปฏิบัติขั้นสูงในดานการปฏิบัติดนตรีไทย อีกทั้งประโยชนที่ไดรับจากการ
สรางสรรค หรือการทดลองทางดนตรนี ้ี จะนาํ ไปสูการพัฒนาและตอยอดผลงานชนิ้ ใหม ๆ ไดอ ยางหลากหลาย
ถือเปนสวนประกอบหนึ่งที่สําคัญสําหรับกิจกรรมทางสังคม เกิดประโยชนตอการพัฒนาศักยภาพของมนุษย
การพฒั นากลุมคน และพัฒนาดนตรีไทยไปสูก ารพัฒนาชาติในแตละระดบั อยา งกวางขวางตอไป

เมือ่ คณะผจู ดั ทํา ไดเห็นถงึ ความสาํ คัญของเพลงเถา และการประพันธเพลงไทยแลว คณะผูจัดทํา จึงมี
ความสนใจที่จะจัดทําโครงงานการประพันธเพลงไทย โดยคณะผูจัดทําไดเลือกเพลง “พญาเหยียบเมือง” ซึง่
เปน ผลงานการประพันธของคุณครรู กั เกียรติ ปญ ญายศ อตั ราจังหวะเทยี บเทาเพลงสองชนั้ มีเนื้อเพลงท้ังหมด
๓ ทอน ไมมเี น้ือรอง โดยใชหนาทับพื้นเมอื งของดนตรลี านนาประกอบจังหวะ ทํานองเพลงมีความสละสลวย
งดงาม และองอาจตามชื่อของบทเพลงนี้ นาํ เอามาประพนั ธข้ึนใหมใหเปนเพลงเถา ตามหลกั ของการประพันธ
เพลงไทย ทั้งทางของการบรรเลงและทางของการขับรอง รวมไปถึงการสรางหนา ทับพื้นเมืองลานนาในการ
บรรเลงเพลงเถานี้ และบทรองเปนบทรองเกี่ยวกับกษัตริยสามพระองค ผูสราง “นพบุรีศรีนครพิงคเชียงใหม”
ซึ่งประพันธในรูปแบบฉนั ทลักษณข อง “คา ว (ครา ว)” อนั เปน ลกั ษณะคาํ ประพนั ธทเ่ี ปน เอกลกั ษณของลานนา
เพ่อื เปน การตอยอดเพลงจังหวะพ้นื เมืองลา นนา ใหม ีรปู แบบของการบรรเลงแบบเพลงเถา พฒั นาใหเ พลงเถามี
เนื้อรองแบบคาว (คราว) พื้นเมอื งลานนา พัฒนาทักษะการประพันธเพลงของผูจดั ทําใหมีความชาํ นาญมากขึ้น
และเพ่ือเปน การรกั ษาศิลปวฒั นธรรมดนตรไี ทยและดนตรีพ้ืนเมืองลานนาใหอยูค ูประเทศไทยสบื ไป

วัตถปุ ระสงค
๑. เพอื่ วเิ คราะหลักษณะโครงสรา งเพลง การดําเนนิ ทาํ นองและอารมณข องเพลง พญาเหยยี บเมอื ง
๒. เพื่อแตงขยายและตดั ทอนเพลง พญาเหยยี บเมือง สองชั้น ใหครบเปน เพลงเถา ในทาํ นองดนตรี
๓. เพื่อแตงบทรอง และทํานองรอ งของเพลงพญาเหยยี บเมือง เถา ท้ังเพลง
๔. เพ่ือตอ ยอดเพลงพ้นื เมืองลานนา ในรปู แบบเพลงเถา ทง้ั ทาํ นองดนตรีและทาํ นองรอ ง

ขอบเขตของการทํางาน
ประพันธท ํานองเพลง พญาเหยยี บเมือง เถา โดยแตง ขยายใหเปนสามชั้น และตดั ทอนลงเปนชั้นเดียว

สวนบทรองและทํานองรอง ประพันธขึ้นใหมหมดทั้งเพลง และบันทึกเพลงโดยใชวงเครื่องสายผสมปพาทย
และวงสะลอ ซึง ใชเ วลาการทาํ งานท้งั หมด ๑ ภาคเรยี นการศึกษา ในภาคเรยี นที่ ๑ ประจาํ ปก ารศกึ ษา ๒๕๖๔
โดยประชมุ การทํางานกลุม กนั ผานแอปพลิเคชนั่ google meet



ประโยชนท ่ีคาดวา จะไดร บั
๑. ไดท ราบลักษณะโครงสราง การดาํ เนนิ ทํานองและอารมณของเพลง พญาเหยียบเมือง
๒. ไดท าํ นองดนตรีของเพลง พญาเหยยี บเมือง เถา
๓. ไดทาํ นองรอ งของเพลง พญาเหยียบเมือง เถา
๔. ไดเ พลงพ้ืนเมอื งลา นนา ในรูปแบบเพลงเถาของไทย ท้งั ทํานองดนตรีและทํานองรอง

นิยามศพั ทเ ฉพาะ
การประพันธเพลงไทย หมายถึง การประพันธเพลงไทยโดยยึดตามหลกั การแตงเพลงไทยของคณุ ครู

มนตรี ตราโมท
เพลงเถา หมายถึง วิธีบรรเลงและขับรองของไทยอยา งหน่ึงซ่งึ มอี ัตราลดหล่ันกันไปตามลําดับอตั ราที่

ลดหลัน่ กันไปอยา งนอ ยสามข้นั ซ่งึ สว นใหญประกอบดว ยอัตราจังหวะสามชน้ั สองชน้ั และชน้ั เดียว
หนาทับพื้นเมอื งลานนา หมายถงึ หนาทับทใี่ ชบรรเลงประกอบเพลงพ้ืนเมืองลานนาท่วั ไป เชน เพลง

ลอ งแมป ง สรอ ยเวียงพิงค ษีหลงถ้าํ ฯลฯ โดยใช “กลองโปง โปง” ตปี ระกอบจังหวะ ซึง่ มสี ัดสวนเทากับหนา
ทบั สองไม สองช้นั



บทที่ ๒
เอกสารทเ่ี กยี่ วของ

การจัดทาํ โครงงานเรื่อง เร่อื ง การประพันธทาํ นองเพลงและทํานองรอ งในบทเพลง “พญาเหยียบเมอื ง
เถา” คณะผูจัดทาํ ไดศึกษาเอกสารท่ีเกี่ยวของ เพื่อนํามาใชเปนขอมูลและแนวทางในการประพันธเพลงนี้ โดย
ไดแ ยกหัวขอทจี่ ะศกึ ษาออกเปน ๕ หัวขอ ไดแก

๑. แนวคิดเกี่ยวกับดนตรี
๒. เพลงพ้ืนบานลา นนา
๓. เพลงเถา
๔. หลักการขบั รองเพลงไทย
๕. หลักการและโครงสรางการประพนั ธเพลง

๑. แนวคดิ เก่ยี วกับดนตรี
รักเกียรติ ปญญายศ (๒๕๕๓ : ๔๖) ไดกลาวไวว า กิจกรรมการดําเนินชีวติ ของมนุษยลวนมีมากมาย

และทกุ กิจกรรมที่มนุษยเลอื กกระทําสวนใหญก็เปนไปเพือ่ ประโยชนข องสงั คมและตนเอง เพราะทุกคนเชื่อวา
หากสงั คมมคี วามสขุ ก็จะสงผลใหต ัวเองมีความสุขไปดว ย กจิ กรรมทางดนตรีก็เปน หนทางหน่ึงที่ผูคนจํานวนไม
นอยใหความสนใจใหความสาํ คญั และอกี จํานวนไมน อยท่ีกาํ ลังปฏบิ ัตกิ ารเพียรพยายามอยางขมีขมันเพื่อคนหา
ความงามความไพเราะ และกม็ ีอีกจํานวนไมนอยทไ่ี ดค นพบสัจธรรมความงาม ความไพเราะ แลวจงึ ไดถา ยทอด
เรื่องราวที่เปนบทสรุปมาจากกน บ้ึงแหง ประสบการณที่สัมผัสมาอยางประจักษจริง อันเปนมโนทศั นท่เี ปยมไป
ดวยสาระสําคญั โดยแทที่ควรรับฟงอยางใครครวญ ดังตัวอยาง เชน อมตะพระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกลา เจาอยหู ัวรชั กาลท่ี ๖ ไดทรงลิขิตไวว า

“ชนใดไมมีดนตรีการ ในสันดานความเปนคนชอบกลนัก อีกใครฟงดนตรีไมเห็นเพราะ เขานั้นเหมาะ
คิดขบถอปั ลักษณ อบุ ายมุงรายฉมังนัก มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี และดวงใจยอมดาํ สกปรก ราวนรกชน
เชนกลา วมาน่ี ไมค วรใครไวใจในโลกน้ี เจา จงฟง ดนตรเี ถดิ ชน่ื ใจ”

อัลเบิรต ไอนสไตน ซึง่ เปนนักวิทยาศาสตรเอกของโลกไดกลาวไววาหากขาพเจาไมไดเปนนักฟสิกส
แลว ก็คงจะเปนนกั ดนตรี ขาพเจาชอบที่จะคิดดว ยดนตรี ฝนเฟองในดนตรี สําหรับขาพเจาแลวคงจะเปนไป
ไมไดท ีจ่ ะมีชีวติ อยูโ ดยไมเลน ดนตรี

ในวรรณกรรมลานนาที่ชื่อวา จักรวาลทีปนี ซึ่งรจนาโดยพระสิริมังคลาจารยเมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๓ ได
อรรถาธบิ ายถึงดนตรไี วว า

“ทา วสกั กะจอมเทพ เปนผูอิม่ เอิบพร่งั พรอม ไดร บั บําเรอ อยดู ว ยเบญจดรุ ิยางค อันเปนทพิ ย...”
ปรัชญาวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม ซ่ึงเปนพุทธพจน ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราช
กมุ ารี โปรดเกลาพระราชทานแดวิทยาลยั นาฏศิลป



“สาธุ โข สิปปฺ กํ นาม อป ยาทสิ กีทิสํ ซึ้นชือ่ วาศลิ ปะแมเ ชนใดเชน หน่งึ ก็ยังประโยชนใ หสําเร็จได”
ถาจะวาไปแลว มโนทัศนท่ีกลาวมาทั้งหลาย ก็ลงมาสรุปอยูที่พุทธปรชั ญา และเนื้อหาของปรัชญาจะ
นา เชื่อถือได ก็ตองอา งองิ หลักตรรกะ เปนเคร่อื งมอื ทใี่ ชพ ิสจู นแ สดงใหเ ห็นจรงิ ดังนี้

“ศลิ ปะแมเชนใดเชนหน่ึง ก็ยงั ประโยชนใหสําเรจ็ ได
ดนตรีพน้ื เมือง เปนศิลปะ

ดังน้ันดนตรีพ้นื เมอื ง ก็ยงั ประโยชนใหสําเรจ็ ได บนเสน ทางศิลปวัฒนธรรม”
รักเกียรติ ปญญายศ (เลม เดยี วกนั : ๕๒-๕๓) กลาวถงึ ดนตรกี ับมิตแิ หงความงามความไพเราะวาความ
งามความไพเราะหรือสนุ ทรียะ บางทเี รากเ็ รยี กวาสนุ ทรยี ศาสตร ซึง่ เปน วิชาทีว่ าดวยความงามความไพเราะซ่ึง
เปนสวนหนึ่งของวิชาปรัชญา ประเด็นสําคัญเกี่ยวกับความงามความไพเราะก็คือ คําถามทีว่ าความงาม ความ
ไพเราะ คืออะไร ถาจะใหต อบก็คงไมงาย แตถา ถามกลับวา ฐานที่กอ ใหเกิดความงามและความไพเราะมาจาก
ตรงไหน เชื่อวา ทุกคนตอบไดอ ยางแนน อน อยา งไรก็ตามในเร่ืองของความงาม ความไพเราะ นับวาเปนปญหา
ในเชงิ ปรัชญาท่ีมมี าแตชา นาน ยงั หาขอ สรปุ ทีแ่ นช ัดไมไดและก็คงเปนไปอยางน้ีอีกยาวนาน เพราะวาความงาม
และความไพเราะ เปนเรื่องของอารมณความรูสึกที่เหตุผลเขาถึงไดยาก หรือแทบจะใชไมไดเลย ดังนั้นการ
คลี่คลายปญหานี้ เราจะตองมาฟงมุมมองทางความคิด ที่มีผูแสดงไวอยางหลากหลายแตกตางกันออกไป
มากมาย ซึ่งในที่น้จี ะขอนําเสนอกลมุ แนวคิดหลกั ๆ เพยี ง ๓ กลุม แนวคิดคือ
๑. กลุมอตั นัยนยิ ม กลมุ นีเ้ ชอ่ื วาความงามความไพเราะ ลว นเปน สงิ่ ทีไ่ มมีจริงในตวั มันเอง มันมีขึ้นมา
ไดเพราะมนุษยไ ปกําหนดกฎเกณฑสรา งมันขนึ้ มา มนษุ ยเทา นัน้ ที่มอี ยจู ริงและเปน ตัวตัดสิน ดงั นน้ั มนษุ ยแตละ
คนตา งมีมาตรการวดั ความงามความไพเราะเปน ของตนเอง แตกตางกันออกไปโดยไมขึน้ กบั ผูใดผหู นง่ึ
๒. กลุมปรนัยนิยม เปนกลุมที่เชื่อวาความงามความไพเราะเปนสิ่งที่มีอยูจริง มีกฎเกณฑมาตรฐาน
แนน อนตายตัว ไมมีการเปลี่ยนแปลง ไมขึ้นอยูกับความรูสึกของใคร ถึงแมไ มมีมนุษยสิ่งเหลา นี้ ก็ดํารงอยูของ
มันเองอยางภาวะวิสัย การที่ตัดสินความงามความไพเราะออกมาไมเหมือนกัน เพราะวาเราแตล ะคนโดยสวน
ใหญไมสามารถเขาถึงสนุ ทรยี ภาพท่ีแทจ ริง และการท่จี ะเขาถึงสนุ ทรียธาตุ เราตอ งพฒั นาจิตใจใหสมบูรณดวย
การทาํ สมาธิ ควบคกู นั ไปกบั การฝก ฝนอยางทมุ เทมุงมั่น
๓. กลุม สัมพทั ธนิยม เปนกลุมท่ีคลา ยกับกลุมอัตนัยนิยม เพยี งแตกลุมนีเ้ ชื่อวา กฎเกณฑการตัดสิน
ความงามความไพเราะน้นั ข้ึนอยูก บั สภาวะแวดลอมทางวฒั นธรรมของแตล ะทองถนิ่ ตามทาํ เลที่ตั้งและสภาพ
ภูมิอากาศ และเชอ่ื วา ตวั เองตองทาํ ตัวใหเปนกลางในการนําเสนอขอคน พบ
อยางไรก็ตาม ในที่นี้ขอนาํ เสนอมุมมองทน่ี า สนใจอีกมุมมองหน่ึง ซึ่งเชื่อวานาจะเปน ประโยชนในการ
ท่ีจะนําไปใชเปนขอมูล เพือ่ ทําความเขาใจในเรื่องความงาม ความไพเราะ กลาวคือรายละเอียดในวิชาเคมี ซ่ึง
เปนสาขาหนง่ึ ของวิทยาศาสตร ไดมีการทดลองพิสูจนทางเคมีของนํ้าตาล และไดผลสรุปออกมาวา โครงสราง
ของนํ้าตาลประกอบดวยคารบอน ออกซิเจน และไฮโดรเจน ซ่ึงผลของสารประกอบทั้ง ๓ ที่มารวมกัน เราจะ
รับรูวา มีรสหวาน แตความเปน จรงิ แลว ความหวานไมไดอ ยูในอะตอมของคารบอน ออกซิเจน และไฮโดรเจน
และความหวานก็ไมไดเกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธการเกาะเกี่ยวกันทางเคมี แตค วามหวานเปนประสบการณทาง



ประสาทสมั ผัสที่เกิดข้ึน เมื่อโมเลกุลของนาํ้ ตาลมีปฏสิ มั พนั ธท างเคมกี บั ตอมรบั รส หรือลน้ิ ของเรา อีกกรณหี นึ่ง
ในเรือ่ งของสี การศึกษารับรูในเรอื่ งของสีท่ี ไดด ําเนนิ กันมาอยา งกวา งขวางในหลายทศวรรษ และมีการยืนยัน
อยางชัดเจนวา ไมมสี ดี ํารงอยใู นโลกภายนอก ประสบการณท ่มี ีตอสีถกู สรางขึ้นโดยความยาวคล่นื แสงที่สะทอน
จากวตั ถุขางนอก แลวเขาไปทําปฏกิ ิริยากบั เรตินาในดวงตาของเรา ท่ีกลาวมานก้ี ค็ งเปน เพียงทางเลือกบางสวน
ท่พี อจะนาํ ไปเปน เคร่ืองชวยนําพาขยายมุมมอง ในเรือ่ งความงาม และความไพเราะอยางมรี สชาติมากยิ่งข้ึน

๒. เพลงพื้นบานลานนา
พรพรรณ วรรณา (๒๕๔๒ : ๔๗๕๗-๔๗๕๘) ไดกลาวถึงขอมลู เก่ียวกับเพลงพ้ืนบานลานนาไววา ชีวิต

ของชาวลานนาแตเดิมนั้น ผูกพันอยูกบั เสียงเพลงเกือบตลอดเวลา ตั้งแตวัยทารก มีเพลงขับกลอมในวัยเด็กมี
เพลงประกอบการละเลนตาง ๆ ที่ทําใหก ารละเลนนนั้ สนกุ สนาน เมื่อถึงวยั หนุมสาวก็ มีประเพณีการแอวสาว
ซึ่งหนุม ๆ จะนําเครื่องดนตรปี ระเภทสะลอ ซึง เปยะ บรรเลงไปตามทาง ขณะไปเยือนหญิงที่ตนหมายปอง มี
การขับลํานําที่เรียกวา “จอย” สวนในงานพิธีและงานรื่นเริงตามเทศกาลตาง ๆ เชน พธิ ีขึ้นบานใหม พิธีบวช
นาค ฟอนผีมดผีเม็ง เซนผีบรรพบุรุษ จะประกอบไปดวยการบรรเลงดนตรี การขับรองเพลง และการแสดง
เพลงปฏิพากยที่เรียกวา “ซอ” แมใ นชวงสุดทายที่ชีวิตดับสูญ ก็จะมีบทบาทที่จะบรรเลงพธิ ีชักปราสาทบรรจุ
ศพเขาสปู าชา

เพลงพ้ืนบานลานนานัน้ อาจจะแบง ไดหลายวิธี เชน แบง ตามเวลาและโอกาสการแสดงออก อาจจะ
แบงไดเปนเพลงรองเลน เพลงพิธีกรรม เพลงกลอมเด็ก ฯลฯ ในที่นี้จะจัดแบงเพลงตามลักษณะของการ
แสดงออก โดยคํานงึ ถึงองคประกอบ ๒ อยางคอื ดนตรีและเนือ้ รอง ซึ่งแบง เปน ประเภทใหญ ๆ ไดด งั น้ี

๑) เพลงท่ีไมม ีเน้ือรอ ง หรอื เพลงบรรเลง หมายถึงเพลงท่เี กดิ จากการบรรเลงดว ยเคร่ืองดนตรีลวน ๆ
ไมมีการขับรอง เพลงประเภทนมี้ ีทั้งการบรรเลงเดี่ยว และการเลนประสมวง โอกาสในการเลนดนตรีมีทัง้ การ
ขบั กลอ มในยามวาง การเลนดนตรขี องชายหนุมเวลาไปแอวสาวตอนกลางคืน การเลน ในงานรน่ื เริงตา ง ๆ เปน
ตน

๒) เพลงทีม่ เี น้ือรอ งแตไ มมดี นตรีประกอบ แบง ไดเปน ๒ ประเภท คอื
- บทเพลงทางมขุ ปาฐะ คือการขับรอ งเพลงทจี่ ดจําสืบทอดกันตอ ๆ มา หรือเปนการขบั รอ งท่ี

เกิดจากปฏิภาณไหวพริบ เพลงเหลา นี้จะใชขับรอ งกนั เลน ๆ เชน
- จอย คือการขบั รองเดี่ยวที่เอื้อนเสยี งทอดยาว แบบเดียวกับการขับลํานาํ ของไทย

ภาคกลาง ชายหนุม มักขับจอยในยามท่ีเดนิ ทางไปแอว สาวเวลากลางคนื
- เพลงสําหรับเดก็ มีเพลงกลอ มเด็ก เชน เพลงอื่อ และเพลงประกอบการเลนของ

เดก็ เชน เพลงสิกกองกอ สิกชงุ ชา-สิกจุง จา เปนตน
- บทซอเบ็ดเตล็ด เปนการขับซอของชาวบานลานนาแตโ บราณ โดยเฉพาะการขับ

เลน ๆ เพื่อความครึกครืน้ (“ซอ” หมายถึง การขับรองบทเพลง มิไดหมายถึงเครื่องดนตร)ี บทชซเบ็ดเตล็ด
เหลา นี้ เปนเพลงพื้นบานลานนาทีส่ บื ทอดทางมขุ ปาฐะ มเี นือ้ หาหรอื ลลี าทแ่ี สดงใหเหน็ อารมณขนั ของชาวบาน



ที่รักความสนุกสนาน บทซอเบ็ดเตล็ดมีหลายชนิด เชน ซอกอม ซอบฮูจบ ซอกบเกิ่ง ซอลายอํา ซอลายสอง
เปนตน

- บทเพลงที่มาจากวรรณกรรมลายลักษณ หมายถึงบทเพลงทีก่ วีลานนาไดแตง ขึ้น
เปนลายลักษณ มีปรากฏตนฉบบั มาแตโบราณในใบลานและในพับ (ปบ) หนังสา (ลักษณะเดยี วกับสมุดขอย)
วรรณกรรมเหลานี้ แตง ดว ยคําประพันธสามารถนํามาอานดว ยทาํ นองเสนาะในโอกาสตาง ๆ ดวยลักษณะลลี า
ของการขับรอ ง จึงจัดเปน เพลงพน้ื บานลานนาประเภทหน่งึ เชน คา วซอหงสผ าคาํ โคลงนางอมรา เปน ตน

๓) เพลงผสม ไดแก เพลงท่มี เี นือ้ รอ งและดนตรีบรรเลงประกอบ เปนการผสมระหวา งเพลงประเภทท่ี
หน่ึงและประเภททสี่ องเขาดวยกัน เพลงประเภทนีค้ อื “ซอ” นั่นเอง เปนเพลงพื้นบานลานนาที่อยูในลักษณะ
เพลง “ปฏิพากย” คือมผี ขู ับรอ งชายหญิง ซ่งึ เรยี กวา “ชางซอ” ขับรองโตตอบกนั เรียกวาเปน “คูถอ ง” (คาํ วา
“ถอง” หมายถึงการโตตอบกัน) ทวงทํานองซอแตดั้งเดิมมีหลายทํานองดวยกัน แตละทํานองจะมลี ลี าในการ
เอื้อนเสยี งและลลี าแตกตางกันออกไป

๓. เพลงเถา
สรุ ชัย เครือประดบั (๒๕๑๖ : ๒-๒๐) ไดก ลาวถงึ ความหมายและรายละเอียดของเพลงเถาไว ดงั นี้
เพลงเถาเปนชื่อระเบียบวิธีบรรเลงและขับรองของไทยอยา งหนึ่งซึง่ มีอัตราลดหลั่นกันไปตามลาํ ดับ

อัตราที่ลดหลนั่ กันไปน้ันประกอบดว ยอัตราสามชั้น สองชั้น และช้นั เดยี วเปนสาํ คญั สวนอตั ราสีช่ ้นั และครึ่งช้ัน
แมจ ะมอี ยูบา งในบางเพลง แตปจจบุ นั ก็ไมสูนิยมแลว และเพราะเหตุทเี่ พลงเถาประกอบดว ยเพลงในอัตราตาง
ๆ ดงั กลา วในข้นั แรกจึงขออธบิ ายคําวาเพลงสามช้นั สองชน้ั และชน้ั เดยี ว เพือ่ ประกอบความเขาใจกอ นดังนี้

๑) เพลงชั้นเดียว คําวา “ชั้นเดียว” เปนชื่ออัตราจังหวะที่ดําเนินลีลาไปดวยประโยคสั้น ๆ และ
รวดเรว็ กวาเพลงในอตั ราชั้นอ่ืน ๆ ในสมัยโบราณสงั คีตาจารย จงึ จัดเพลงชั้นเดียวไวในจําพวกเพลงเร็ว และใช
บรรเลงประกอบการแสดงโขนละคร ตลอดจนใชบรรเลงเพื่อเปนเพลงเกร็ดหางเครื่องเปนสําคัญ สวนทํานอง
รองชนั้ เดียวนั้น นอกจากทา นจะปรุงขน้ึ จากทาํ นองดนตรีท่ีมีอยูเ ดิมแลว ทแ่ี ฝงมาในรูปของเพลงพื้นเมอื งก็มีอยู
มิใชนอ ย เพลงอตั ราชน้ั เดยี วจงึ นาจะถอื ไดว ามีความเกาแกกวาเพลงในอัตราอื่น ๆ และนับเปน เพลงขั้นมูลฐาน
ท่ศี ลิ ปนนําไปขยายเปนเพลงอตั ราตา ง ๆ ในรปู แบบแปลกเปล่ยี นไป

๒) เพลงสองชน้ั คําวา “สองชนั้ ” เปนชอ่ื อตั ราจงั หวะที่ดาํ เนนิ ลีลาไปกลาง ๆ ไมชาหรอื เรว็ จนเกินไป
ถาจะเทยี บกับเพลงช้ันเดียวเพลงสองชนั้ ยอมมคี วามยาวกวาเพลงชั้นเดยี วหนงึ่ เทา ตวั ในเพลงทํานองเดียวกัน
เชน เพลงนางครวญทํานองสองชั้น ยอมยาวกวาเพลงนางครวญทํานองชั้นเดียวหนึ่งเทาตัว ฯลฯ หากจะ
พิจารณาถงึ ทางเกดิ แลวอาจแยกไดเ ปน ๒ ประเภทคอื

(ก) เพลงสองชั้นโดยกําเนิด เพลงสองชั้นประเภทนี้ศิลปนแตงขึ้นใหม เปนเพลงสองชั้น
โดยตรง ไมไ ดย ดึ ไมไดยืดขยายจากเพลงชั้นเดียวของเดิมแตอยางใด ความประสงคก็เพ่ือใชบรรเลงและขับรอง
ประกอบการแสดงโขนละครเปนสําคัญ สังคีตาจารยแตโบราณจัดเพลงประเภทนี้ไวในจําพวกเพลงชา แต
สําหรับเพลงสองชั้นในระยะหลัง ๆ ตอมา ทานไมส ูจะถือวาเปน เพลงชาตามความหมายของโบราณอาจารย



เทาใดนัก ทั้งความประสงคก็ผิดกัน เพราะบางเพลงทานประดษิ ฐข้ึนเพื่อใชบรรเลงเปนเพลงรบั รอง หรือใชใน
การเลนดอกสรอ ยสักวาหาไดใ ชเ พื่อประโยชนในการแสดงโขนละครเหมือนกอนไม

(ข) เพลงสองช้นั ท่ถี อื กาํ เนดิ จากเพลงอน่ื เพลงสองชั้นประเภทนี้ ศิลปน นาํ เพลงเรว็ ชั้นเดยี ว
ของโบราณ มาขยายขึ้นอีกเทา ตัวเปนเพลงเรว็ สองชัน้ เพื่อใชบรรเลงและขับรองประกอบการแสดงโขนละคร
ในตอนที่ตองการการดําเนินลลี าอยางแชมชา เชน ประกอบบทเลาโลมหรือบทโศก ฯลฯ นอกจากนัน้ ในระยะ
หลงั ยังมเี พลงสองชัน้ ชนดิ ที่ศิลปน ตดั ทอนจากเพลงสามชน้ั เพม่ิ ข้ึนอีกอยา งหน่ึงดวย

๓) เพลงสามช้นั คาํ วา “สามชั้น” เปน ชอ่ื อัตราจังหวะที่ดาํ เนนิ ลลี าไปดว ยประโยคขนาดยาวและแชม
ชาเพลงสามชั้นจึงเปนเพลงที่ตองใชเวลาบรรเลงและขับรองนานกวาเพลงในอัตราอื่น ๆ เชน ถาเพลงนาง
ครวญ สองช้ัน ใชเ วลาบรรเลงเพลงและขับรอง ๔ นาที เพลงนางครวญ ชั้นเดยี ว จะจบลงในเวลา ๒ นาทีสวน
เพลงนางครวญ สามช้นั จะตอ งใชเ วลาถงึ ๘ นาที ฯลฯ สาํ หรับจดุ กําเนิดของเพลงสามชัน้ นัน้ อาจแยกพิจารณา
ไดดงั นี้

(ก) เพลงสามชัน้ โดยกาํ เนดิ เพลงชนิดน้ศี ลิ ปนประดิษฐขนึ้ โดยตรง ในชั้นตนมักมีแตทํานอง
ดนตรีเปนพื้น เชน เพลงตระตาง ๆ ซึ่งบรรเลงรวมอยูในชุดโหมโรง หรือใชบรรเลงเปนเพลงหนาพาทย
ประกอบการแสดงโขนละคร ตลอดจนบรรเลงประกอบในพิธีไหวครู สว นทาํ นองรองสามชัน้ น้ันศิลปนเพิ่งนิยม
ประดิษฐขึ้นในสมัยหลัง คือในยุคที่ “ดอกสรอยสักรวา” เฟองฟูโดยใชเพลงรองที่ดําเนินลีลาไปอยางแชมชา
และบางเพลงกม็ ที ํานองเอื้อนยืดยาวนี้ สําหรบั การเลน ดอกสรอ ยสกั รวาเปนสําคญั ท้งั นี้เพื่อใหทาํ นองเลื่อนเปด
โอกาสแกนกั กลอน เพื่อจะไดคิดกลอนทํานองรอง เชน เพลงสักรวาพระทอง เปนตน จนกระทัง่ ถึงยุคนิยมฟง
เพลงรับรอ งกันมากข้ึน คอื ตั้งแตปลายรชั กาลพระบาทสมเด็จพระน่ังเกลา เจาอยูห วั เปนตน มา เพลงสามชั้นจงึ
เริ่มเขามามบี ทบาทในแงท่ีเปนเพลงเสภาสําหรับสง สําหรับรองสง อีกอยางหนึ่ง ศิลปนผูสมควรไดช่ือวาบิดา
แหงเพลงสามชั้นในยุคนี้ คือ “พระประดิษฐไพเราะ” (มี ดรุ ยิ างกูร) หรือที่ศิลปน ทัว่ ไปรูจักกันในนาม “ครูมี
แขก” นน่ั เอง

(ข) เพลงสามชั้นที่ถือกําเนิดจากเพลงอ่ืน เพลงชนดิ นี้ในดานทํานองดนตรีมมี าแลวแตคร้งั
ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยศิลปนนาํ เพลงหนา พาทยอัตราสองช้นั บางเพลง มาขยายเปนทํานองสามช้ัน เชน
เพลงตระจอมศรี และตระปรายพระลักษณ เปน ตน สว นท่ียดื ขยายจากเพลงชาเพลงเรว็ หรือเพลงสองช้ันอื่น ๆ
เพื่อใชเปน เพลงรอ งนัน้ เพ่ิงมานิยมในยุคดอกสรอยสักรวาเฟองฟู และยุคนิยมฟง เพลงรับรองดังไดกลาวไวแลว
ในขอ ๒. (ก) นีเ่ อง

ความสาํ คัญพน้ื ฐานท่คี วรสังเกตในระยะน้ีก็คอื วิธขี ยายเพลงจากช้นั หน่ึงเปนอีกช้ันหน่ึงน้ัน เปนเพียง
การขยายเนือ้ หาและความกวางของชวงจงั หวะ หาใชเปนการเพิ่มจังหวะแตล ะอยางใด ไมเชน เพลงนางครวญ
เปนเพลง ๔ จังหวะไมวาจะเปนอตั รา สามชั้น สองชั้นหรือชั้นเดียว ยอมคงความเปนเพลง ๔ จังหวะไวไม
เปลี่ยนแปลง แตเ หตุท่ีสั้นยาวผิดกันนัน้ เนื่องมาจากแตละชว งจังหวะของเพลงแตละอัตราซึ่งกวางยาวผิดกัน
กลาวคอื จงั หวะ ๓ ชนั้ ๑ จังหวะยอ มยาวเปน ๒ เทาของจงั หวะสองช้นั ๑ จังหวะและจงั หวะสองชัน้ ๑ จังหวะ
ยอมยาวเปน ๒ เทาของจังหวะชั้นเดยี ว ๑ จังหวะเชนนี้ตลอดไป จะยกเวนก็เฉพาะเพลงจําพวกโยนบางเพลง



ซึง่ ถาจะนาํ มานบั จังหวะแบบเพลงธรรมดาแลว ยอมไมคงทแ่ี นนอนเชน ทาํ นองสามช้นั อาจนับได ๑๐ จังหวะ
แตส องชนั้ อาจเหลอื เพียง ๖ จังหวะ ฯลฯ เพราะเพลงดงั กลา ว มิไดมกี ารกําหนดอตั ราอัตราจงั หวะไวตายตัวแต
อยางใด

สวนที่จะทราบวาเพลงใดมีกี่จังหวะนั้น ทานวัดจาก “จงั หวะหนาทับ” เปนเกณฑ เชน ถา “หนาทับ
ปรบไก” ตซี ้าํ กัน ๖ เที่ยว กถ็ อื ไดว า เพลงนั้นเปนเพลง ๖ จังหวะ โดยถอื หลักวา ตจี ังหวะหนาทบั ปรบไกครบ ๑
เที่ยวเทากับ ๑ จังหวะ ทั้งนี้ยกเวน เพลงจาํ พวกโยนหนา ทับสองไม หรือหนาทับทยอย ตลอดจนหนาทบั พิเศษ
อืน่ ๆ บางเพลง

ขอควรสังเกตอกี อยางหนึ่งซึง่ ไมควรลืมกค็ อื แตเดิมมาเรานยิ มเรยี กชือ่ เพลงที่มีอัตราตางกันวา เพลง
เรว็ หรอื เพลงชา เทา นนั้ สว นที่มาเรยี กวาเพลงสามช้นั สองชน้ั หรอื ชน้ั เดียว เพงิ่ เกิดในสมัยที่มีการบรรเลงและ
การขับรองเพลงเถากันอยางกวางขวางนี่เอง สังคตี าจารยจ ึงกําหนดชอ่ื เรยี กลลี าที่ดาํ เนนิ ทาํ นองไปในอัตราตาง
ๆ กันขึ้นอีกแบบหนง่ึ โดยถือเอาการกระทํากอนหลังเปนสําคญั กลาวคือที่เรยี กวา เพลงชัน้ เดียว ก็เพราะเพลง
อัตรานีส้ วนใหญเปนเพลงขั้นมลู ฐาน ศิลปน ประดิษฐขึ้นเปนอันดับแรก ตอจากนั้นจึงขยายเพลงชั้นเดียวเปน
อัตราอื่น ๆ ตอไปดวยเหตุผลนี้ที่เรียกวาเพลงสองชั้น จึงหมายถึงเพลงที่ทําขึ้นเปนครั้งที่ ๒ หาใชหมายถึง
เพราะมีความยาวเปน ๒ เทาของเพลงชั้นเดียวไม สวนเพลงที่ทําข้ึนเปนครั้งที่ ๓ ทานก็เรียกวา เพลงสามช้ัน
และเมอ่ื มีการยดื ขยายจากทํานองสามช้ันขนึ้ ไปอีกเปน คร้ังที่ ๔ กเ็ รยี กวาเพลงสช่ี ัน้ ตอ ๆ ไปตามลาํ ดบั

สําหรับเพลงที่จะไดชื่อวาเพลงเถานั้น ยอมเกิดจากการนําเพลงแตละอัตราดังกลาวมาเชื่อมตอเขา
ดว ยกัน ในอตั ราท่ีลดหลน่ั กันไป ดังไดก ลาวเกรนิ่ ไวใ นตอนตนเร่ืองแลว คร้ังหน่ึง สว นระเบียบวิธีท่ีจะกําหนดวา
เพลงใดเปนเพลงเถาหรือไมเพยี งไรนั้น มลี ักษณะสาํ คญั ท่ีควรพจิ ารณาดังนี้

๑. อัตราที่ลดหลั่นกันไปตามลําดับนั้นจะตองดําเนินไปไมนอยกวา ๓ ขั้น เพราะฉะนั้นเพลงเถาจึง
ประกอบดวยเพลงในอตั ราสามชนั้ สองชนั้ และช้นั เดียว เปน สําคญั

อนึ่งในยุคที่ศิลปดนตรีไทยเจริญถึงขีดสุด หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ยังไดคิดขยาย
เพลงทํานองสามชั้นขึ้นอกี เทาตัว เปนเพลงสี่ชั้น (บางทานก็เรียกเพลงหกช้ัน) และเมื่อนําเพลงดังกลาวมา
บรรเลงรวมเขาชุดเปน แบบเพลงเถา เพลงเถาประเภทนี้ จึงกลายเปนเพลงที่มีอัตราลดหลั่นถึง ๔ ชัน้ คือเร่ิม
ตงั้ แตอตั ราสีช่ ัน้ สามช้นั สองช้นั และหมดลงทเ่ี พลงอตั ราช้ันเดียว

๒. อัตราของเพลงที่ลดหลั่นกันไปตามลําดับนั้น ทุก ๆ ชั้น จะตองเปนเพลงเดียวกันดวย เชน ถา
ทํานองสามชั้น บรรเลงและขับรองเพลงเขมรพวงทํานอง สองชั้น และชั้นเดียว ก็ตองเปนเพลงเขมรพวงใน
อัตราท่ีลดหลั่นกนั ไป จึงจะไดชือ่ วาเปนเพลงเถา ถาบรรเลงและขับรองเพลงเขมรพวงทํานองสามชั้น ตอดวย
เพลงเขมรเอวบาง สองชน้ั แลว จบลงดว ยเพลงเขมรปากทอ ชน้ั เดียว หรืออ่นื ๆ เปนเหตุใหทั้งทํานองรองและ
ทาํ นองรับไมใชเ นอ้ื หาเดียวกัน ลักษณะเชนนี้ แมเพลงที่นาํ มาบรรเลงและขับรองจะดําเนนิ ลีลาครบถวนท้ัง ๓
อตั ราตามแบบดวยเสียงท่ีตอเน่ือง ตลอดจนสําเนียงเดยี วกนั กห็ าเรียกเพลงดังกลา ววาเพลงเถาไม

๓. การบรรเลงและขับรองในแตละอัตรานั้น จะตองกระทําติดตอกันไปไมใหขาดระยะ เชน ทํานอง
สองช้ันตองตอ จาก สามชั้น และทํานองช้นั เดยี ว กต็ อ งตอ จากสองชนั้ โดยทนั ทีจะหยดุ ในชวงใดชวงหน่ึงแลวจึง

๑๐

บรรเลงและขับรอ งตอไป หรือนําเพลงอื่นมาบรรเลงหรือรองแทรกในตอนใดตอนหนึ่ง แลวจึงกลับมาบรรเลง
และขบั รอ งเพลงอัตราอืน่ ตอจากท่ีบรรเลงและขบั รอ งไวในระยะแรกไมได เชน เมือ่ จะบรรเลงและขับรองเพลง
ตอยรูป เถา ก็ตองบรรเลงและขับรองเพลงตอยรูป เถา ทั้งทาํ นองสามชั้น สองชั้น และชั้นเดียวติดตอกันไป
ตามลําดบั

๔. เพลงเถาทน่ี บั วาสมบูรณจ รงิ ๆ น้นั ตามความเหน็ ของขาพเจาเห็นวา ความพถิ ีพิถันในเร่ืองบทรอง
มีความสาํ คญั อยูไ มใชนอย กลา วคอื ทัง้ ทํานองสามชน้ั สองชั้น และชน้ั เดียว ควรมีความติดตอเปน เรอื่ งเดยี วกัน

การที่บทรอ งในแตล ะอัตรามีเนื้อความตดิ ตอ กัน ยอมมีสว นชว ยเชอื่ มอารมณของผูฟงใหเกาะเกี่ยวกัน
ไปโดยไมขาดระยะ ท้ังยังเปนเหตใุ หผูฟงไดรับทงั้ รสรอง รสรับ และรสความอยา งสมบูรณดว ย หากบทรอ งของ
แตละอัตราขาดความสัมพันธซึ่งกันและกัน อารมณของผูฟงยอมแปรเปลี่ยนไปในทางตรงขามได นอกจาก
ลกั ษณะดังกลาวบทรอ งเพลงเถาท่ีดยี ังควรจบลงในแตละอัตราอกี ดว ย

๕. ความนิยมอีกอยางหน่ึงสาํ หรบั เพลงเถาซ่งึ ไมค วรลืมก็คือ เพลงเถานยิ มดาํ เนินไปในรูปของเพลงรับ
รอ งคือเมื่อรองจบทอ นดนตรีก็บรรเลงรับ ๒ เทย่ี วแบบโบราณ หรือเท่ียวเดียวก็ตาม แตดังน้ีตลอดทุกอัตราชน้ั
หานยิ มนําเพลงเกามารอ งใหด นตรีบรรเลงคลอหรอื บรรเลงลาํ ลองแตอ ยา งใดไม

การรวมชดุ เพลงอัตราตาง ๆ ในรูปเพลงแถวนีน้ อกจากจะเริ่มแตอ ัตรา สามชั้น สองชั้น และจบลงที่
อัตราชั้นเดียวแลว ในบางโอกาส การรวมชุดเปนเพลงเถาเริ่มตั้งแตอัตราชั้นเดียว สองชั้น แลวมาหมดลงท่ี
อตั ราสามชั้นก็มี เชน การบรรเลงเดยี่ วพญาโศก เถา เปน ตน

เพลงเถานับเปนเพลงรุนใหม เพราะเพิ่งเริ่มมีบทบาทในวงดุริยางคศิลปไทยในราวปลายรัชกาล
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจา อยูห ัวนีเ่ อง แตถึงกระนั้นในระยะดังกลาวก็ยังไมสูเปน ที่นิยมแพรหลาย
เทาใดนัก ความนิยมอยางจริงจัง มาตกอยูในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ซ่ึงเปนระยะที่
ทางดนตรีและนาฏศิลปไทยไดรบั การทะนุบํารุงอยางกวางขวาง ตั้งแตวังหลวง ตลอดถึงวังเจา และเรือน
ราษฎร ลวนมีมโหรีปพาทยไวประจํา ตางวงตางฝกปรือฝมอื โดยสรรหาครูบาอาจารยมาเปน ผูควบคุม เชนวง
กรมมหรสพ ซึ่งเปน วงของหลวง มีพระยาประสานดุริยศัพท (แปลก ประสานศัพท) เปนผูควบคุม ทั้งยังเปน
แหลงรวมคีตศิลปนชั้นฝมือไวมากตอมาก เชน พระยาเสนาะดุริยางค (แชม สุนทรวาทิน) พระเพลงไพเราะ
(โสม สุวาทิต) หลวงไพเราะเสียงซอ (อุน ดุริยะชีวิน) และหลวงเสียงเสนาะกรรณ (พัน มุทตวาภัย) ฯลฯ วงวัง
บูรพา ของสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอเจาฟา ฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศวรเดชก็มี จางวางศร (นายศร ศิลป
บรรเลง ตอมาเปน ท่ี หลวงประดษิ ฐไพเราะ) เปนผูควบคุม สว นวงวังบางขุนพรหม ของสมเด็จพระเจาบรมวงศ
เธอ เจา ฟา ฯ กรมพระนครสวรรควรพนิ ิต มีจางวางทวั่ (นายทว่ั พาทยโกศล) เปนผคู วบคมุ

เม่ือต้ังแตช ้นั เจาจนถึงขา ลวนมคี วามชื่นชมศิลปะดนตรไี ทยเชนน้ี แตละวงจงึ ตางสรรหาเพลงแปลก ๆ
ใหม ๆ มาบรรเลงประกวดกันเปนประจํา เพลงที่เคยบรรเลงและขับรองเฉพาะอัตราสามชั้นมาแตเดิมก็
เปลยี่ นเปน นาํ อัตราสองชน้ั และช้นั เดียวของเพลงนน้ั ๆ มาบรรเลง และขบั รองตอทายเขา ไปดวยถา เพลงใดยัง
มีไมครบทุกอัตราก็ตดั เติมเพิ่มเขาไป เพลงเถาจึงเกิดขึ้นในยุคนี้มากตอมาก บางเพลงก็มีมากหลายสํานวน
เพราะตา งครูตางกเ็ รียบเรยี งขึน้ ตามรสนยิ มของตน

๑๑

ในตอนตนรัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลาเจาอยูหัว เพลงเถาก็ยังเปนเพลงทีน่ ยิ มแพรหลายอยูมี
ขาด ในระยะนี้ นอกจากจะเรียบเรียงเพลงเถาไวบรรเลง และขับรองประชันกันแลว ในอีกดานหนึ่งยังเรียบ
เรียงไวเพื่อนําออกบรรเลงและขับรองทางวิทยุกระจายเสียงดวย เพลงที่เรียบเรียงขึ้นใหมเพลงใดนาฟงก็ติด
เพลงใดที่ไมนาฟงก็ตายไป เชน เพลงราตรีประดับดาวเถาซึ่งเปนบทพระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จ
พระปกเกลา เจาอยูหวั แมจ ะเกดิ แตป  พ.ศ.๒๔๗๒ กย็ ังเปน ที่นิยมสืบมาจนถึงทุกวนั นี้ สวนเพลงเถาบางเพลงท่ี
นําออกบรรเลงเพียงครั้งสองครั้งแลวทิ้งไปเลยก็มี เชน กระตายชมเดือน เถา ซึ่งหลวงประดิษฐไพเราะเรียบ
เรียงข้นึ มาเมอ่ื ป พ.ศ. ๒๔๗๑ เปนตน

ในปจจบุ นั เพลงเถาก็ยังเปนท่ีนิยมทั้งในหมูศิลปน และผูฟงโดยทั่วไป เพลงที่นิยมมาบรรเลงและขับ
รอ งนน้ั สวนใหญ ไดแ กผ ลงานของบรู พาจารยท ฝี่ ากไวเปน มรดกตกทอดไว เปนพนื้ จะมเี พียงเทาท่ที าํ ขึ้นใหม ๆ
บางก็เพียงนานทีปหน และถงึ มีกอ็ ยูในลกั ษณะ “ใครทําใครเลน” มากกวา หาไดออกมาเปนที่นิยมของหมูชน
เหมอื นเพลงของเกา ที่โบราณจารยเรยี บเรียงไวไม

เพลงเถา นับเปนระเบียบวิธีในการบรรเลง และขับรอง ซึ่งควรถือเปนอัจฉริยะลักษณะของศิลปะ
ดนตรีไทยไดอ ยา งหน่ึง

๔. หลักการขับรองเพลงไทย
คณพล จนั ทรหอม (๒๕๓๙ : ๓๐-๓๕) ไดกลาวถึงหลกั การขับรองเพลงไทยไว ดงั นี้
๑) เสยี ง
๑.๑) คุณภาพเสียง หมายถึง เสียงที่ชัดเจนซึ่งเกิดจากการรองเต็มเสยี ง แตไมใชก ารตะเบ็ง

ระดับเสียง และดําเนนิ ไปอยางสมํ่าเสมอไมเพี้ยน มีเสียงแจมใส และถอยคาํ ชัดเจน โดยปกติทั่วไปคนทุกคนมี
กระแสเสียงไมเหมือนกัน เชน บางคนมีเสียงระดับเสียงทุมตํ่า บางคนมีระดับเสียงแหลมสูง บางคนมีระดับ
เสียงปานกลางฉะนน้ั รสของการรองและคุณภาพเสยี งก็จะแตกตา งกนั ไปดวย

๑.๒) กําลงั เสียง ดังไดกลาวในขอ ที่ ๕.๑.๑ วา การรองจะตองรองใหเต็มเสียง เสียงขบั รอง
ตองมีกําลังมากพอ ลมหายใจของผูที่ขับรองจะตองยาว อวัยวะที่เกี่ยวของกับการหายใจ และการเปลงเสียง
จะตอ งแขง็ แรง รวมทงั้ ตัวผูขบั รอ งจะตองไดรบั การฝกหดั ในเร่อื งกาํ ลังเสียงจากครูมาเปนอยางดี

๑.๓) หลักและวิธีการเปลงเสียง การขับรองจะตองเปลงเสียงโดยใชกําลังเต็มที่ มีการ
ควบคุมใหเกดิ เสยี งหนักเสียงเบา มกี ารปนเสียงใหกลมกลอมและตองทราบวา การขับรอ งในวรรคตอนใดจะใช
เสียงแท หรอื วรรคใดควรใชเสียงอาศยั

- การบังคับเสียง ผูข ับรอ งจะตองบงั คับเสียงท่ีออกมาใหถูกตอ งท้ังความหมายและทาํ นองเพลง โดยใช
สวนตา ง ๆ ของปากและลําคอ ไมออกเสียงคําวา “แลว” เปน “เลว ” ดงั นีเ้ ปน ตน

- การฝกกลามเนื้อคอ การฝกกลามเนื้อคอนั้นตองการท่ีจะทําใหการออกเสียงกระทบชัดเจนครบทุก
พยางคข องทํานองเอ้ือน ซ่งึ เสยี งกระทบจะตอ งใชม ากในการขับรอ งเพลงไทย เชน

๑๒

“การครั่นเสยี ง” คือการใชลกู คอยนื เสยี งใหอ ยูกับท่ี มี ๓ พยางค พยางคแ รกเปน เสยี งเริ่มตน พยางค
ที่สองจะมเี สียงสูงกวา พยางคแรก ๑ เสียง และกลบั มายงั เสียงเร่ิมตนใหมอ กี ครั้งในพยางคท่ี ๓

การรองลกั ษณะดงั กลาว ผทู ่ฝี ก หัดขับรองเพลงใหม ๆ มกั จะทาํ ไดเพียง ๒ เสียงคอื เสียงท่ี ๑ กับเสียง
ที่ ๓ แตเ สียงท่ี ๒ ยังทาํ ไมไ ด กต็ อ งคอ ย ๆ ฝกโดยขับรองอยางชา ๆ ใหครบถวนทงั้ ๓ พยางค แลวคอย ๆ ทํา
ใหเร็วขึ้น โดยเกร็งกลามเนื้อที่คอไปพรอมกัน ก็จะทําได ถาผูฝกหัดขับรองไมส ามารถรองเสียงกระทบไดค รบ
พยางค จะทําใหเสียงทีร่ องออกมาน้นั ไมน าฟง ซ่ึงศัพทท างดนตรีเรยี กวา “เสียงหัก”

๑.๔) การบงั คับกลามเนื้อ ถานักรองจําเปนจะตองรองเพลงที่มีเสียงสูง ๆ แลว ผูรองควรจะเกร็ง
กลามเนื้อหนาทองบางสวน โดยการแขมวกลามเนื้อหนาทอง แลวผลกั ลมขึ้นสูงลําคอ จะทําใหเสียงที่ออกมา
กลมเกลยี้ ง นอกจากนักรองจะไมต องแผดเสยี ง แลวยงั ชว ยใหชวงในการออกเสยี งมคี วามยาวขนึ้ ไป จนถึงจุดที่
หยุดหายใจ ทาํ ใหท ํานองเพลงไมข าดหวน ๆ ไป นอกจากนยี้ งั ชว ยใหเกดิ ความไพเราะอกี ดว ย

๒) คาํ รอง
๒.๑) ตองทําเสียงรองใหมีความหมายของคําชัดเจน โดยไมผิดเพี้ยนไป เชน ในเพลง

สุรินทราหู ตรงที่วา “นองเปนหญิง” คําวา “นอง” จะตองไมแตงเสียงเปนคําวา “หนอง” ไป และในเพลง
อาหนู ตรงคําท่ีวา “นางสาวศรหี มสี” คําวา “สี” จะตองใชเสียง “อือ” เขามาชวยหลงั คาํ วา “สี” มิใชใ สค รน่ั
ลงไป หรอื ไมใ ชเ สียง “อ”ี จะไมท าํ ใหเกิดความไพเราะและความหมายของเพลงกจ็ ะเปลีย่ นไปดวย

๒.๒) แบงพยางคในการขับรอ งใหถกู ตอง เชน ถึง-กุฎี มิใช ถึงกุ-ดี หรือ ระคาย-เคือง มิใช
ระ-คายเคอื ง ดังนเ้ี ปน ตน ฉะนน้ั ผูขับรอ งควรพิจารณาบทรองใหท ราบถงึ ความหมาย และการแบงวรรคตอนใน
การขบั รอง เพ่อื ผฟู ง จะไดม คี วามเขา ใจและเกิดความซงึ้ ในบทประพันธท่ีนํามาขับรอง

๒.๓) ใสอารมณลงไปในบทเพลง เพื่อใหผูฟงเกิดอารมณคลอยตามไปกบั บทเพลง บางคร้ังก็
จําเปนจะตอ งใสเม็ดพรายลงในคําบางเชน ในคาํ วา “ตัวของพอพลาย” ในเพลงสรุ ินทราหูนั้น ถารอ ง “พอ”
ออกมาเฉย ๆ กจ็ ะไมไดอ ารมณควรจะออกเสียงใหเปน “พอ -ออ-ออ” โดยทาํ เชน เดยี วกับเสียงกระทบแลว จะ
ทําใหเกิดความไพเราะมากขึ้น

๓) การเอ้ือน
การเอื้อน คือ การเปลงเสียงออกมาโดยเปนทํานองแตไมมเี นื้อรอง ซึ่งเปนเอกลักษณของเพลงไทย
ฉะนนั้ ผูขับรอ งควรจะตอ งสนใจวิธกี ารเอ้ือน ถาเสียงดี รอ งชัดเจน แตเสียงเอ้อื นไมไพเราะ ก็ไมอ าจจะกลา วได
วา เปน ผทู ี่ขบั รองเพลงไทยซ่งึ อยใู นขั้นดี
๔) จงั หวะ
ผูที่ขับรองเพลงไทยไดดีนัน้ จะตองมีจงั หวะดีสามารถตีฉิง่ ฉาบ กรับ โหมง และที่สําคญั คือสามารถตี
หนาทบั ของเคร่ืองหนงั ได รองใหตรงจงั หวะทุกชวงไป แตภาพเปนผแู มนจังหวะแลว ก็อาจมีวิธลี กั จังหวะ ยอย
จงั หวะ เพื่อจะไดฟงแลวเกิดรส และเพือ่ ความเหมาะสม เชนเพลงจนี ควรจะตองมีวิธกี ารลกั จงั หวะบาง เพลง
ทยอย ควรจะมวี ธิ ีการยอ ยจงั หวะ เพอ่ื ใหเกิดอารมณโศกเศรา ตามบทเพลง

๑๓

๕) การหายใจ
การหายใจนั้น ครูจะกําหนดตําแหนงหายใจไวอยางแนชัด ฉะนัน้ ผูขบั รองจะตองจําตําแหนงที่จะใช
สําหรับหายใจในเพลงแตละเพลงใหได เพราะจะทําใหผูที่ขับรองไมเหนื่อยงาย และเพลงก็จะไมขาดชวง ทั้ง
ผูฟงยงั สามารถทราบความหมายของคําที่รองใหถูกตอง ถารองฉีกพยางค อาจจะทําใหความหมายเปลี่ยนไป
เชน นิจจาเจา (หายใจ) วัน (หายใจ) ทอง อยางนี้ไมถ ูกตอง ควรจะรอ ง วนั ทอง กอ นจึงคอ ยหายใจ
๖) อารมณ
การใสอารมณลงในบทเพลงน้ัน ผูขับรองจะตองศึกษาอารมณของเพลงและบทรองใหเขาใจเสียกอน
แลว จึงเริม่ ขับรอง อารมณโ กรธตอ งรองไหเ สียงแข็ง หาวหาญ รวดเรว็ อารมณร ักตองรอ งใหช าพอสมควร เสยี ง
ออ นหวานอารมณเ ศรา ตองรองใหช า มีการโหยหวนคราํ่ ครวญบา ง เมือ่ ทาํ นองเพลงเพ่อื นอํานวยดังนเี้ ปนตน
ที่กลาวมาแลว เปนหลกั และวิธีการขับรองเพลงไทย ซึ่งอธิบายหลักตาง ๆ ไวม ากพอสมควรการขับ
รองเพลงไทยใหอยูในขั้นดีนั้น จะตองนําหลักการขับรองผนวกกับความชํานาญของตนเอง ถาทราบแต
หลักเกณฑกจ็ ะไมสามารถเปนนักรองที่ดีได หรือถามีความชํานาญ แตไมมีหลักเกณฑก็เปนนักรองที่ดีไมได
เชน กนั

๕. หลักการและโครงสรางการประพนั ธเ พลง
๑) หลกั การแตง เพลงของครูมนตรี ตราโมท
มนตรี ตราโมท (๒๕๓๘ : ๓๗ - ๔๙) กลาววาวิธีแตงเพลงตามแบบแผนของไทยนั้น ในขัน้ แรกผูแตง

ควรจะตง้ั ปณิธานเสียกอนวา จะแตง เพลงไปในรูปใด จะแตง เปน ประเภทเพลงพ้ืน ๆ อยา งโบราณ หรอื จะแตง
ใหมีลูกลอลูกขัดเพื่อสนุกสนานหรอื จะแตงเปนเพลงจําพวกมที ํานองชา ๆ เสียงยาว ๆ ซึ่งภาษาของดุรยิ างค
ศลิ ปเ รยี กวา กรอ แตเ มอ่ื พดู ถึงผูที่เพง่ิ จะเร่ิมหัดแตงเพลง ควรจะหดั แตงเพลงพ้นื ๆ เสยี กอน คอื เพลงชนิดท่ีมี
ทํานองเรื่อย ๆ สมํ่าเสมอไปตลอดทั้งเพลง เพราะเพลงชนดิ นี้ผูแตงไมตองใชความคิดมากนัก เพียงแตวาให
เพลงท่ีแตงข้ึนนนั้ ถูกตองตามเกณฑของดุริยางคศลิ ปเทา นนั้ เชน เดยี วกบั หลักของการหดั แตง บทกวี

กลา วถึงวิธีการแตงเพลงตอ ไป การแตงเพลงไทยนัน้ ตง้ั แตโ บราณมาก็มีทั้งท่แี ตง ถูกตองตามหลักเกณฑ
อยางเครงครัด และแตงแยกทางออกไปจากหลักเกณฑ แตส ําหรับผูทีห่ ัดแตงใหมไมควรดแู บบแผนการแตงท่ี
แยกออกไปนอกหลักเกณฑ เพราะผูที่แตงเพลงแบบนนั้ ในสมัยโบราณลวนเปนผูท ี่ทรงคุณวุฒิ อันไดรบั เกียรติ
ถงึ เปนปาปมุตแลว ยอมทําสง่ิ ใดใหผิดไปจากกฎเกณฑได และบางทสี งิ่ ท่ีวาผิดของทา นเหลา นัน้ แหละ กลบั เปน
สิ่งที่สรรเสริญและอาจกลายเปนกฎเกณฑขึ้นอีกอยา งหน่ึงก็ได เชนเดียวกับผูหัดแตงฉนั ท ก็จะตองแตงโดย
รักษาครุลหุ และจํานวนพยางคอยางเครงครัด จะละเลยอยางใดอยางหนึ่งเสียมิไดเปนอันขาด แตถาเม่ือ
ตรวจดฉู นั ทท่ีบุคคลผเู ปนปาปมุตในโบราณไดแ ตง ไวอ ยา งไพเราะ ก็จะเห็นวา บางแหงทา นก็ละทิ้งกฎเกณฑของ
ครุลหเุ สียได สวนเราจะไปเอาอยางทานเหลานั้นหาไดไม เพราะเรายังไมรูแจงในการแตงพอจนถึงแกสรางสิ่ง
อันดีงามขึ้นมานอกจากหลักเกณฑออกไปได เพราะฉะนั้นการแตงเพลงซึ่งมีหลักเกณฑอยู ผูเริ่มหัดแตงจึง

๑๔

จําเปนตองพยายามรักษากฎเกณฑไวใหเครงครัดไปกอน ตอไปจึงคอยขยับขยายออกไปตามความรู
ความสามารถ และสตปิ ญญา และอาจถงึ ขัน้ ที่แตงขึน้ โดยอตั โนมตั กิ ไ็ ด

การแตงเพลงไทยตามแบบแผนที่มาแตโบราณสาํ หรับทีจ่ ะรูไวเปนขัน้ ตนก็มีอยูวา จะแตงทวีอัตราขน้ึ
หรือลดอตั ราลง แตว าการแตง นั้น เขามักจะหดั แตงทวีอัตราขน้ึ เชน ทําเพลงช้นั เดยี วใหเปน ๒ ช้นั หรือทําเพลง
๒ ชั้นใหเปน ๓ ชั้น วิธีแตงเพลงทั้ง ๒ อยางที่กลาวนี้ ก็ดําเนินวิธีการเชนเดียวกัน คือเพิ่มความยาวขึ้นอีก
เทาตวั เสมือนการขยายสว นรปู ภาพหรือแบบแปลน แตไมใ ชข ยายออกไปเฉย ๆ เทา น้ัน ขยายแลว ตองตบแตง
แทรกแซงใหเ หมาะสมดว ย ถาเพยี งแตข ยายออกไปไดโ ดยไมตบแตง ก็จะเปน เชน ดูภาพยนตร (Slow-motion)
ทาํ นองเพลงก็จะฟง ยืดยาด กระโตงกระเตง อยางนารําคาญ การขยายอยางนี้ไมใชแตง เพราะการแตงจะตอง
ทาํ ใหสงิ่ ทม่ี อี ยูแลวนั้นดขี นึ้ จึ งจะเรียกวาแตง ขอ น้ีเปนสิง่ ที่หลานควรสังวรไวใหจงหนัก ถาทําสิ่งท่ีเขามีอยูเดิม
ใหดขี ึน้ ยอมเปน สง่ิ ทีพ่ ึงกระทาํ อยางยิง่ และยอมจะไดร ับคําสรรเสริญ ถา หากเปน การตรงขา ม คือทาํ สิ่งที่เขาดี
อยูแลวใหเลวลง เปนสิ่งที่ควรงดเวน เพราะจะไดชื่อวาเปนผูทําลาย ยิ่งเปนเร่ืองของเพลงไทย อันถือวาเปน
สมบัติของชาติ หรือของบรรพบุรุษของเราดวยแลว ยิ่งควรจะยึดคตนิ ี้ไวใ หเครงครัด แตค ําวาดีก็เปนสิ่งที่รูได
ยาก วา อยางไหนดอี ยางไหนไมดี เพราะเปน เร่อื งพนื้ ของคน

ชั้นแรกของการแตงควรจะหดั แตงทวีขึ้น หรือขยายสวนออก แตไมใชขยายออกไปโดยมิไดแ ตง คําวา
แตงจะตองใชความคิด สติปญญา ประกอบดวยความรู ประดิษฐเรียบเรียงใหไพเราะ และถูกตองตาม
หลกั เกณฑ ส่ิงสําคญั ของการแตงเพลงไทยก็คือ

๑. จะตอ งรูวาเพลงที่ตอ งการจะแตง นั้นมีกี่จงั หวะ (หมายถึงจังหวะหนา ทับ)
๒. เสยี งสดุ ทายท่ีตกปลายจังหวะนนั้ เปนเสยี งอะไรบา ง
๓. ทาํ นองเพลงตอนนั้น ๆ ดาํ เนินอยา งไร มีสําเนยี งใด
ในที่นจ้ี ะขยายความใหเขาใจเปน ขอ ๆ ไปโดยสมมตวิ าจะแตง เพลงในอตั รา ๒ ช้ัน ขึ้นเปน ๓ ชนั้

๑. การท่ีจะรูไดว าเพลงทต่ี องการแตงซ่ึงมีอัตรา ๒ ช้ันมีก่จี ังหวะ จะตองพิจารณาวาเพลงนั้น
เปน เพลงในประเภทปรบไก หรอื สองไม สมมตุ ิวารูแลว วาเปน เพลงประเภทปรบไก ใหเอาหนา ทบั ปรบไก ๒ ช้ัน
เขาตปี ระกอบ ตรวจดูวาตหี นา ทับนไ้ี ดกีค่ รง้ั ทาํ นองเพลงนน้ั จึงจะจบ ถา ตไี ดกค่ี ร้ังก็เปนเทา นนั้ จังหวะ หรือเมือ่
จะเขยี นเพลงน้นั ลงเปนโนตสากล แลวเอา ๔ หารจํานวนหอ งทั้งหมด

๒. เมอื่ ใดตรวจดตู ามขอ ๑ ทราบดีแลววา เพลงนั้นมีกีจ่ ังหวะ จึงตรวจตอไปอีกชัน้ นึงวา เสยี ง
สดุ ทา ยปลายจังหวะของแตล ะจังหวะนนั้ ตกเสยี งอะไรบาง จังหวะที่ ๑ ตกเสียงอะไร จงั หวะที่ ๒ ตกเสียงอะไร
ฯลฯ ใหทั่วถวนทุกจังหวะ จะเทียบกับโนตสากลก็ได เชน จังหวะที่ ๑ ตกเสียง “เร” จังหวะท่ี ๒ ตกเสียง
“ซอล” ก็ทาํ ใหจ าํ งา ย แตมคี วามยากในขอนี้อยูอยา งหนึ่ง คือการหาทีข่ ึ้นตน จังหวะ (หนาทับ) หากต้ังตนไมถูก
ท่ี แลวเสียงท่เี ขาใจวาเปน เสียงตกจังหวะ กจ็ ะกลายเปน เสียงกลางจังหวะไป และก็จะครอ มกันเชนน้นั เรื่อยไป
ตลอดทั้งเพลง เสียงซ่ึงตอ งการจะยดึ ถอื กผ็ ิดพลาดไปหมด เพราะการหาทข่ี ึ้นตนของนาทบั นนั้ ไมสจู ะเปนของที่
งายนัก ซึ่งเปนผูที่ยังไมส ูจะมีความรูกวางขวางในทางนี้นักก็ยิ่งรูสึกวาเปนสิ่งที่ยากมาก มิใชเพียงแตผูที่ยังมี
ความรูน อย แมทานผทู ีม่ ีความรูอยูใ นชั้นครูบาอาจารยในบางครง้ั ก็ยังผดิ พลาด และบางเพลงทานผูท่ีแตงไวแต

๑๕

โบราณก็ประดิษฐทํานองซอนเงื่อนงําอาํ พรางไว ก็ยิ่งทําใหคนหาตนจังหวะหรือตนประโยคยากขึ้น ถาจะ
เปรียบเทียบ ก็เปนเชนเดียวกับคํากลอนหรือกาพยบทหนึ่ง ซึง่ ผูเขียนไดเขียนติดกันเปนพืดไปโดยไมเวนวรรค
เราผูมาพบเห็นภายหลังจะคิดวาแบงวาตอนออกใหถูกตองก็ไมใชจะเปนของงาย จะตองพิจารณามาตราและ
สมั ผสั ใหถอ งแทวาเปน กาพยหรือกลอน ถาเปน กาพย กาพยอะไรหรอื เปนกลอนก็ตองแบงใหถูกวา กลอน ๖-๗-
๘ อยางไร ขึน้ ตน ดวยคาํ ขาดอยางดอกสรอยหรือเต็มวรรค อยางกลอนเสภา เมือ่ รูแนนอนแลวจงึ จะแบงวรรค
ตอนไดถูกตอง และเมื่อแบงวรรคไดถูกแลวก็ยอมหาคาํ ทายวรรคไดแนน อน เหมือนกับการหาทํานองเพลงตน
จังหวะหนาทับไดถกู แลว ก็หาเสียงตกทายจังหวะไดถ ูกตองเชนเดียวกนั แตถ าคาํ กลอนที่เขียนไวเ ปนพืดนั้นเปน
กลบทยัติภังค เปนการยากที่จะพิจารณาแบงวรรคตอนใหถูกไดเหมอื นกับเพลงท่ีทํานองซอนเงือ่ นงาํ ดังกลา ว
แลว ขา งตน แตอยางไรก็ตามถา พยายามพจิ ารณาดว ยพินิจพเิ คราะหแ ลว ยอมไมเกนิ ความสามารถไปได

ในขอ ที่ใหตรวจใหรูวา เสียงปลายจังหวะแตละจังหวะตกเสยี ง โด เร มี ฟา ฯลฯ อยางไรนี้ยังจะตอ ง
ตรวจดตู อ ไปอกี วา เพลงทีต่ อ งการจะแตงนัน้ เสียงใดเปนเสียง Tonic คอื เสยี งตนหรอื เสยี งทป่ี กครองของเพลง
นนั้ เพอ่ื จะไดรูวาเสยี งปลายจงั หวะที่ตรวจไดแลวน้ันเปน ชนั้ อะไรบาง หรอื Tonic Supertonic Median หรือ
Dominant ฯลฯ สําหรับจะคิดจะไดคิดแตงดําเนนิ ทํานองไปใหถูกตอง จริงอยูเ สียงของดนตรีไทยแบงลําดับ
เสียงเทา ๆ กันหมดทุกระยะ แตทํานองการเดินและการดําเนินไปสูขั้นตาง ๆ เหลานี้ยอมแตกตางกัน จึง
จําเปนตองทราบไวดวย การแตงจึงจะทําใหแนบเนียนไมเปะปะ และถาทํานองเพลงตอนใดยายระดับ
(Modulation) กอ็ าจประดิษฐใ หกลมกลนื เกย่ี วพันไดอ ยา งสนิทสนมดีกวา ทจี่ ะไมร ู

๓. พิจารณาใหรูแนนอนวาทํานองในประโยคหรือจังหวะนั้น ๆ ดําเนินอยางเรียงเสียง, ขาม
เสียง, จากตํ่าไปหาสูง, จากสูงมาหาตํ่า, ซํ้าและเลียนกันอยางไร ใชเสียงถี่หางอยางไรและสําเนียงเพลงแสดง
ความหมายไปในทางใด โศก, รกั , รื่นเริง, เคารพบูชา, หรือธรรมชาติอยางไร หรือมีสําเนียงเปนภาษาใด อีก
อยางหนึ่งก็คือ ช่อื ของเพลงนั้น ๆ อาจชวยใหเขาใจถงึ ความหมายไดอีกทางหนงึ่ เหมือนกัน แตว าเร่ืองชื่อเพลง
นี้ก็ไมสูจะแนนักวาตรงความหมายทุกเพลง เพราะบางเพลงทานผูแตงไดใหชื่อตามเหตุการณที่เกิดขึ้นขณะที่
แตง เพลงสาํ เรจ็ แลว กเ็ ปนได แลวก็จะแตกตางกับทํานองและสําเนยี งที่แสดงความหมายอนั แทจริงไป เชนเพลง
ท่ชี ือ่ วา “ฟา คะนอง” เม่ือไดยนิ ชื่อก็ตองนึกวาทาํ นองคงจะดุดัน หรอื กระห่ึมครึมครางอยา งนา สะพรึงกลัว แต
กลับเปนการตรงกันขาม ทํานองของเพลงนี้ออนหวานเรียบรอย ถึงจะมีตัวอยางพิเศษเชนนี้อยูบางก็ตาม
สว นมากมักจะตรงกับความหมายทีจ่ ะยึดถอื ได ในเรือ่ งเชนนีจ้ ะตอ งใชว จิ ารณญาณใหร อบคอบ

เม่อื ไดตรวจตรารูแนน อนแลวทั้ง ๓ ขอ จงึ คอยดาํ เนนิ การแตง ตอ ไป โดยคิดขยายสว นออกทลี ะจังหวะ
(หนา ทับ) ส่ิงสําคัญที่สุดของเพลงไทยที่แตงขึ้น อยูท่ีจํานวนจังหวะ (ตามขอ ๑) และเสียงตกปลายจังหวะทุก
จงั หวะ (ตามขอ ๒) ตองเทา กนั และตรงกนั ตลอดเพลง ถา เวน สง่ิ ทงั้ ๒ นเ้ี สยี แลว กจ็ ะถือวา ผิดหรือไมไ ดเพลงท่ี
ประสงคจะแตงนั้นทีเดยี วเพราะฉะนัน้ เมื่อคดิ จะแตงเพลงใดขึ้นก็ตาม ขอใหรักษากฎสําคัญทั้ง ๒ ขอนั้นไวให
ม่ัน สวนขอท่ี ๓ เปนการเดินทาํ นอง ถาสามารถจะยึดแนวตลอดไปไดก็ยอมเปนของดี แตถาเปนการจําเปนท่ี
จะตอ งหลกี เลยี่ งเพ่ือใหเ กดิ ความไพเราะหรือความสนิทสนมกลมกลืนไดมากกวา กค็ วรที่จะแยกทํานองดําเนิน
ได ผูแตงที่ยึดทํานองเดิมโดยตรง ก็ไมเกิดความไพเราะไดนั้น เขาถือวาเปนผูไรปญญาที่จะแยกออกไปดวยซํา้

๑๖

การไมแยกทางเดินออกไปจะตองเกิดความไพเราะดว ย จึงจะเปนที่สรรเสริญ แตจ ะแยกหรือไมแยกก็ตาม จะ
ผิดพลาดจํานวนจงั หวะและเสียงตกแตละจังหวะตามขอ ๑-๒ มไิ ดเปนอันขาด การแตงในข้นั เริ่มฝก หดั ควรจะ
ทาํ เปนขน้ั ๆ คอื

๑. ขยายทํานองเพลงเดิมใหยาวออกไป ๑ เทาตัว ดังที่สมมุติไววาหลานจะแตงเพลง ๒ ชั้นประเภท
ปรบไก ขึ้นเปน ๓ ชั้น ก็จงขยายทํานองเพลงแตละจังหวะ ซึ่งมีความยาวจังหวะละ ๔ หองของโนตสากล
จังหวะ ๒/๔ ใหเปนจงั หวะละ ๘ หอง และควรคอ ย ๆ คดิ ทาํ ไปทีละจงั หวะ ๆ

๒. แทรกแซงทาํ นองซึ่งขยายแลวนนั้ ใหถี่ตามสมควรเพื่อใหทํานองที่ขยายแลวนัน้ กะทัดรัดไมตรงเตง
ดว ยสว นขยายและทาํ ไปทลี ะจงั หวะจังหวะเชน เดยี วกันจนจบเพลง

๓. เกลาสํานวนทํานองที่ไดแทรกแซงไวแลวนั้นใหมีสัมผัสสนิทสนม มีทวงทีไพเราะสมสวนทั้งการ
ข้นึ ตน และลงจบ พนิ ิจพเิ คราะหว า ทํานองตอนไดควรจะเปน ทาํ นองพน้ื ๆ มีลกู ลอ ลูกขัดหรอื ถ่หี า ง มีเม็ดพราย
อยางไรบา ง ก็คิดประดษิ ฐแทรกใสไปตามทเ่ี ห็นสมควร

ที่กลาวนี้สาํ หรบั ผูเ ริ่มหัดแตง จึงตองกระทําไปเปนข้ัน ๆ สวนทานที่มีความชํานาญอยูแลวจะแตงได
สาํ เรจ็ รปู ตลอดท้ังเพลง โดยมติ องดาํ เนินเปนขั้น ๆ อยางใดเลย ดว ยทกุ สง่ิ ทุกอยางไดอยูในสมองของทานแลว
เมอ่ื หลานไดรวู ิธีอยางน้ีการแตง เพลงอัตราอื่น ๆ เชน ชน้ั เดยี วเปน ๒ ชัน้ พอจะเปน ประเภทสองไมก็อนุโลมโดย
วิธกี ารอยา งเดยี วกันน้ี และถาเปน การลดอตั รา เชน ทําเพลง ๓ ช้นั ใหเปน ๒ ช้นั ทาํ เพลง ๒ ช้ันใหเปน ชัน้ เดยี ว
ก็ใชวิธีกลับกันโดยลดลงก่ึงหนึ่ง แตอ ยาลืมวาจะลดหรือจะทวีก็ตาม จะตองแตง ใหเรียบรอ ยดวย ไมใชลดหรือ
ทวีเฉย ๆ มิฉะนั้นจะเรียกวา แตงไมได การแตง เพลงน้ีหลานไมตอ งวิตกวา จะเพราะหรือไมเพราะ การวินิจฉัย
เรอื่ งเพราะหรอื ไมเ พราะ ดีหรอื ไมดีเปน หนา ทขี่ องผูอ ่ืน ไมใชห นาท่ขี องผูท ํา ถาหากส่งิ ท่ไี ดกระทาํ ข้นึ เปนของดี
แมผูก ระทําจะเฉยเมยเพียงใดก็ยอมมีผูสรรเสรญิ ยกยองและนยิ มที่จะนําเอาไปใชเ อง แตถาหากวาส่ิงที่กระทํา
ใหน้นั ไมดีไมเ ปนท่ีพึงพอใจของผูอ่นื แมเจา ของจะรอ งตะโกนโพนทะนาโฆษณาดวี าอยา งไร กย็ อมไมทําใหผูอื่น
ยอมรับไปได โดยนิยมไดเลยเรื่องของดีหรือไมดีนี้ กาลเวลาก็อีกอยางหน่ึง ซึ่งจะเปนเครื่องชี้ใหเห็นอยางถนัด
ชัดเจน ของที่ดีแทยอมอยูยงคงทน แมจ ะลวงเวลานานไปเทาใด ก็ยังดํารงอยูในความนิยม ถาหากเปนของเก
ของปลอมหรือไมใ ชข องดีจริง แมจะไดร ับความนยิ มเพยี งช่วั ขณะ แลว ก็จะสญู สลายไปในเวลาไมช า

สิ่งสําคัญทีส่ ุดก็ไดแกทํานอง เพลงจะผิดหรือถูก ดีหรือไมด ี เพราะหรือไมเ พราะ ก็อยูที่ทาํ นองทั้งสิ้น
เพราะฉะน้นั เม่ือผูท่จี ะแตง เพลงทราบหลักเกณฑต าง ๆ ตามทไ่ี ดก ลาวมาแลว จงคดิ ประดิษฐทํานองขึ้นใหมให
อยูในกรอบของกฎเกณฑเหลา นั้น โดยถือหลักวาทํานองที่คิดขึ้นจะตองมีความยาวพอดีกับเนื้อเพลงในตอนท่ี
ตองการ เชน ในจังหวะหนาทับหน่ึงของเพลงประเภทหนา ทับปรบไก ๓ ชั้น ใหม ีความยาวบรรจุเปนโนตสากล
ในจังหวะ ๒/๔ ได ๘ หองพอดี อยางหนึ่งทํานองนั้นมีเสียงสุดทายปลายประโยค ตกในเสียงเดียวกับเพลงที่
เปนมูลฐาน ซึ่งนํามาแตงใหมนี้อยางหนึง่ และวิธีดําเนนิ ทํานองที่จะมาตกยังเสียงนั้นอยูในชั้นอะไร อะไรบาง
Tonic Supertonic Median หรอื Dominant ฯลฯ ใหต รงกบั ชั้น เสยี งเพลงอนั เปน มลู ฐานนัน้ อีกอยางนึงเม่ือ
แตงไดดังนี้จงั หวะหน่งึ แลว จึงคอยแตงตอไปทีละจังหวะ ๆ จนครบจบเพลงนัน้ ก็นบั วาไดแตงเพลงสําเร็จไป
แลว ช้ันหน่งึ

๑๗

ชั้นที่ ๒ จงนําเพลงที่แตง แลว นั้นมาตรวจสอบติดตอกันไปใหตลอดเพลงอีกครั้งหนึง่ หากการแตงได
เขียนลงเปนตัวโนต ก็นําโนตนั่นมาอา นลอกออกเสียงดูจนตลอดเพลง หรือจะใหผูหนึ่งลองบรรเลงตามเพลงที่
แตงขึ้นนั้นใหตลอดทั้งเพลง และฟงดูดวยพินิจพิเคราะหก็ได การตรวจสอบขั้นนี้เปนการขัดเกลาสํานวน
ทํานอง และตรวจสอบความผิดพลาด อันอาจมีขึ้นดวยความพลั้งเผลอใหแนนอนอีกครั้ง ความผิดพลาดอัน
เกิดขึน้ จากความพลั้งเผลอยอมจะมีไดแกค นทกุ คน และทุกกรณี ถึงแมผูท่ีมีความรูสูงชํานิชาํ นาญในการน้ัน ๆ
อยางชา่ํ ชอง ก็ยังอาจมีหวังจะพลั้งเผลอได จะเอาอะไรมาประกนั กบั ผทู ่ีเร่ิมฝก หดั ประกอบการงานน้ันจะไมให
ผิดพลาดพลั้งเผลอได สิง่ ที่ดีทสี่ ุดก็คือความไมประมาท ตรวจสอบใหถองแทเ สียอีกครั้งนึงเมื่อไมผิดก็แลวไป
หากวาผิดพลาดขาดเกินตรงไหนก็จะไดแกไ ขเสียใหถ ูกตอง สวนในเรื่องของทํานองยอมจําเปนทีส่ ุดท่ีจะตอง
ตรวจทานเพราะการแตง ครั้งแรกแตง ไปทลี ะประโยคหรอื ทีละจังหวะ แตเมื่อรวมติดตอกันเขายอมบังเกิดการ
บกพรองไดมาก หัวตอที่เชื่อมประโยคหรือจังหวะอาจเคอะเขินไมสนิทสนมแตละประโยคหรือจังหวะท่ีเรียง
ตดิ กันอาจชาหรอื เปน สาํ เนียงคนละตระกลู เหลา นล้ี ว นเปนเร่ืองที่จะตองพิจารณาแกไขท้ังสิ้น เพราะทํานองท่ี
ประดษิ ฐขนึ้ เปนเพลงนั้นจะตอ งมีสัมผัสเกย่ี วพนั เชื่อมโยงกนั อยางบทกวี

๒) เทคนิคการแตง เพลง
ไพรัช มากกาญจนกุล (๒๕๓๕) ไดกลาวถึงเทคนิคของการแตง เพลงไวว า การที่จะแตงเพลงใหเพราะ
น้ันควรจะมสี ิง่ ประดบั เพ่อื เพลงไพเราะยิง่ ข้นึ โดยมเี ทคนคิ ดงั น้ี

๑. คําที่เปน พยัญชนะเสียงสูงหรือเปนคําเสียงวรรณยกุ ตตรีหรือจัดวาไมควรอยูในตําแหนง
เพราะอาจใหค วามหมายของคาํ เปลีย่ นไปได

๒. คําที่เปน เสยี งกลางหรอื เสยี งไมต ํ่าไมค วรอยูในทีเ่ สยี งสงู
๓. เม่ือแตงคาํ รองและทาํ นองแลว รสู กึ วามคี วามแข็งกระดางใหใ ชหลักวิธนี ้ี
ก. คาํ ที่เปนเสียงวรรณยกุ ตเ สยี งเอกเสียงตรเี สยี งจตั วาใหเ กลาขึน้
ข. คําท่เี ปน เสียงวรรณยกุ ตโทใหเกลาเสียงลง
๔. การกําหนดพิกัดของเสียง Range ใหเหมาะกับขีดความสามารถของนักรองเพราะถา
Range กวางจะรองยาก โดยปกติขนาดพิกัดของเสียงจะอยูระหวางขั้นคู ๙ หรืออยางมากคันคู ๑๐ ไมควร
มากกวานนี้ อกจากแตงใหนักรองเฉพาะรายเทาน้ัน
๕. การใชเครื่องหมายตาง ๆ เพื่อแสดงอารมณข องบทเพลง เชนเครือ่ งหมาย Legato แสดง
ถึงความออ นหวาน เครอื่ งหมาย Marcato แสดงถึงความเขมขน
๖. ซุปตารเ นนจุดประสงคบ ทเพลงแตละบทเพลงนั้น จะตอ งมีจดุ ประสงคที่เดนชัด เชนบท
เพลงที่เกี่ยวกบั ความรกั ท่ผี ิดหวัง เวลาเราเขยี นเน้อื รอง เราก็จะตอ งเนนแตเ รือ่ งความรักท่ผี ิดหวังเทานน้ั เราจะ
เขียนถึงเร่ืองความสดใสรา เรงิ ไมไ ด
๗. มีแรงจูงใจ คนทั่วไปจะติดตามฟงเพลงของเราตลอดจนจบหนึ่งก็ตอเมื่อเพลงนั้นมี
แรงจงู ใจ คอื คนฟงอยากจะฟง วา เพลงน้ีทั้งเพลงเขารองถึงอะไรบา ง ถาหากเพลงนันข้ึนตน ไมนา ติดตามแลวคน
ฟงตองไมอยากฟง ตอ ไป

๑๘

๘. ผูฟงรูสึกมีสวนรว ม อันนีส้ ําคัญมาก คือเราจะแตงเพลงอะไรท่ีทําใหผูฟงรูสึกมีสวนรวม
เราอาจจะคํานึงถึงวัยอายุ พื้นฐานการศึกษา อาชีพ ถิ่นที่อยู วาเราจะแตงเพลงอะไรที่เหมาะกับผูฟงและ
เกี่ยวกับผูฟ งมากทีส่ ดุ ถาหากเปน ความรักจะเกิดไดท ุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ทกุ ชนช้นั ไมว าจะเปนความรักท่ี
สมหวังหรือผิดหวังกต็ าม ฉะนนั้ เพลงที่เกี่ยวกับความรกั น้ันจงึ มีนักแตงเพลงนิยมแตง มากท่ีสดุ

๙. ตามความนิยมของผูฟง คนเราแปลกอยูอยางหน่ึงคือ เบื่องายเมื่อไดฟงเพลงลักษณะ
เดียวกันบอย ๆ ก็จะเกิดความเบื่อหนาย อยางเชน เพลงทีเ่ ก่ียวกับความรักนั้น เรยี กวาเพลงนํ้าเนา แตเมื่อมี
เพลงทีด่ ดุ นั ใหภ าษางาย ๆ ออกมามักจะไดรบั ความนิยมอยา งรวดเร็ว เพราะแปลกไปจากท่ีเคยฟงอยูทุกวันใน
ทสี่ ุดก็เปน เพลงที่นิยมของผูฟง ไป

๑๙

บทที่ ๓
วธิ กี ารดาํ เนินงาน

ในการจัดทาํ โครงงานพฒั นาการพัฒนาสมรรถนะวิชาชพี เรื่อง การประพนั ธทํานองเพลงและทาํ นอง
รองในบทเพลง “พญาเหยียบเมือง เถา” คณะผจู ดั ทําโครงงานมีวิธีการดําเนินงาน ดังน้ี

๓.๑ การวางแผนการดาํ เนนิ งาน
๓.๑.๑ ประชมุ คดิ หวั ขอ โครงงานเพ่ือนําเสนอครูที่ปรกึ ษาโครงงาน
๓.๑.๒ ศึกษาและคน ควา ขอมลู ทีเ่ กี่ยวของกับเรื่องทีส่ นใจ คือ การประพันธทํานองเพลงและทํานอง

รองในบทเพลง “พญาเหยียบเมือง เถา” วามีเนื้อหามากนอยเพียงใด และตองศึกษาคนควาเพิ่มเติมเพียงใด
โดยศึกษาจากหนงั สอื งานวิจัย วารสาร เว็บไซตต า ง ๆ และเก็บขอ มลู ไวเพ่ือจดั ทาํ เนื้อหาตอไป

๓.๑.๓ จดั ทาํ โครงรา งโครงงาน เพื่อนาํ เสนอครูทีป่ รึกษาโครงงาน
๓.๑.๔ ปฏิบัติการจัดทําโครงงาน ประชุมการทํางานผานแอปพลิเคชั่น Google Meet นําเสนอ
รายงานความกาวหนาของงานเปนระยะ ซึ่งครูที่ปรึกษาจะใหขอเสนอแนะตาง ๆ เพื่อใหจัดทําเนื้อหาและ
นําเสนอเนื้อหาใหความนาสนใจตอ ไป ท้งั นีเ้ มือ่ ไดร บั คําแนะนาํ แลว ก็จะนํามาปรบั ปรงุ แกไ ขโครงงานใหดียง่ิ ขึ้น
๓.๑.๕ จดั ทาํ เอกสารรายงานโครงงาน
๓.๑.๖ นาํ เสนอโครงงาน

๓.๒ วัสดุ อปุ กรณ และเครื่องดนตรีทีใ่ ชใ นการทาํ โครงงาน

๓.๒.๑ เคร่ืองมือที่ใชบันทึกการประพนั ธเพลง บันทึกเสยี ง และตัดตอคลิปวีดิทัศนการบรรเลงรับ

รองเพลงพญาเหยียบเมอื ง เถา

- โปรแกรม Microsoft Word - โปรแกรม Adobe Photoshop

- โปรแกรม MuseScore 3 - โปรแกรม Adobe Premiere Pro

- สมุดบนั ทึกโนตเพลงและเน้ือรอ ง

๓.๒.๒ เคร่ืองดนตรที ใี่ ชประกอบการบรรเลงเพลง พญาเหยียบเมอื ง เถา

๑. ซอดวง ๑ คัน

ภาพท่ี ๓.๑ ซอดว ง

๒๐

๒. ซออู ๑ คนั

๓. ขมิ สาย ภาพที่ ๓.๒ ซออู

๑ ตัว

๔. ขลยุ เพยี งออ ภาพท่ี ๓.๓ ขมิ สาย

๑ เลา

๕. สะลอลูก ๓ ภาพท่ี ๓.๔ ขลุย เพยี งออ

๑ คัน

ภาพท่ี ๓.๕ สะลอ ลกู ๓

๗. ซงึ ลูก ๓ ๒๑

๑ ตัว

๘. ระนาดเอก ภาพที่ ๓.๖ ซึงลูก ๓

๑ ราง

๙. ระนาดทมุ ภาพที่ ๓.๗ ระนาดเอก

๑ ราง

๑๐. ฆองวงใหญ ภาพที่ ๓.๘ ระนาดทุม

๑ วง

ภาพท่ี ๓.๙ ฆอ งวงใหญ

๑๑. ฆอ งวงเลก็ ๒๒

๑ วง

๑๒. กลองโปงโปง ภาพที่ ๓.๑๐ ฆองวงเลก็

๑ แกน (ลกู )

๑๓. ฉิ่ง ภาพท่ี ๓.๑๑ กลองโปงโปง

๑ คู

๑๔. ฆอง ภาพท่ี ๓.๑๒ ฉิ่ง

๒ ใบ

๑๕. กรบั ไมไผ ภาพท่ี ๓.๑๓ ฆอ ง ๒ ใบ

๑ คู

ภาพท่ี ๓.๑๔ กรบั ไมไผ

๒๓

๓.๓ ขัน้ ตอนการในการทําโครงงาน
๓.๓.๑ วเิ คราะหโครงสรางเพลง จังหวะหนาทับประกอบเพลง อารมณ และความหมายของเพลงพญา

เหยียบเมอื ง ทค่ี รูรกั เกียรติ ปญญายศ ไดป ระพนั ธข้นึ
๓.๓.๒ นําเพลงพญาเหยียบเมือง ทีค่ รูรักเกียรติ ปญญายศ ไดประพันธขึ้นไวนั้น มากาํ หนดเปนสอง

ชั้น และใชจ ังหวะหนาทบั พ้ืนเมอื งลา นนา ตปี ระกอบจังหวะ
๓.๓.๓ เริม่ ประพันธเพลง โดยประพันธทํานองเพลงขน้ึ กอน เริ่มจากการแตงขยายทํานองสองชั้น ให

เปนสามช้ันกอน โดยแทรกลกู ลอ ลูกขัด ไวในวรรคตาง ๆ ในบทเพลงตามสมควร แลวจึงจะลดทอนทํานองลง
เปนชั้นเดียว ใหครบเปนเพลงเถา โดยจังหวะของเพลงจะไมเร็วมาก เพื่อไมใหอารมณของเพลงหายไป สว น
การใชหนาทบั ประกอบจังหวะในขั้นตน คณะผูจ ัดทาํ ไดก ําหนดจังหวะหนาทับท่ีใชประกอบในทํานองสามชั้น
และทํานองชนั้ เดยี ว โดยใชหนาทบั สองไมย ืนพื้นไว

๓.๓.๔ เม่ือประพันธครบแลว ทั้งทาํ นองสามช้ัน และทาํ นองช้ันเดียว ครบเปน เพลงเถาแลว บนั ทึกโนต
เปนโนตสากลแลวฟงเพลงทีป่ ระพันธโดยใชโ ปรแกรม Musescore 3 เพื่อตรวจสอบทํานอง ถาทํานองสว นใด
ยังไมถูกตองหรอื ยังไมม ีความกลมกลืน ใหแกไข ฟงทํานองใหม และตรวจสอบทํานองใหมีความถกู ตอง และมี
ความกลมกลืนกนั โดยไมขัดตอ ความรสู ึกในการฟงและไมทาํ ลายอารมณของเพลง โดยใหครทู ่ีปรึกษาโครงงาน
ชว ยตรวจดูความเรยี บรอยของเพลงอีกชนั้ หนึง่

๓.๓.๕ จากนั้น บันทึกโนตเพลงเปนโนตดนตรีไทยดว ยเสียงเพียงออบน (ดรมxซล) โดยใชโปรแกรม
Microsoft Word และบันทกึ เรยี บเรียงเปน โนตสากลผานโปรแกรม Musescore 3

๓.๓.๕ เมื่อตรวจสอบทํานองเพลงเสร็จเรียบรอยแลว คณะผูจัดทําจึงไดประพันธจังหวะหนาทับ
พื้นเมอื งลานนา โดยขยายขึ้นใหเปน สามชั้น และลดทอนลงเปนชั้นเดียว โดยใหส ัดสวนของหนาทับพื้นเมือง
ลา นนานี้ มีความเทา กนั กบั สัดสวนของหนา ทับสองไม ในทกุ อตั ราจังหวะ

๓.๓.๖ จากน้ัน คณะผูจัดจึงจะไดเรยี บเรียงทํานองเพลงและจังหวะหนาทบั เขา ดวยกัน แลต รวจสอบ
วาทํานองเพลงและจังหวะหนาทบั ที่ประพันธข ึ้นใหม มีความสัมพันธกลมกลนื กันหรือไม ถายังไมกลมกลืนกนั
ก็ใหแ กไขตกแตง จังหวะหนา ทับใหมีความกลมกลนื ไมข ดั กบั ประโยคเพลง จนกวาเพลงจะมีความกลมกลนื กนั

๓.๓.๗ เมอื่ ทาํ นองเพลงเสรจ็ สมบูรณไมมีขอ บกพรอ งใด ๆ แลว ก็จะเปน ข้นั ตอนของการประพันธเนื้อ
รองและทํานองรอง โดยเพลงนี้จะใชรูปแบบเนื้อรองคือ “คาว (คราว)” ซึ่งเปนรูปแบบคําประพันธของชาว
ลานนา และเนื้อหาของเนื้อรอง เปนเรื่องราวเกี่ยวกับกษัตริยสามพระองค ผูสราง “นพบุรีศรีนครพิงค
เชียงใหม” ซ่ึงในการประพันธเนื้อรองนี้ คาํ รองจะเปนลักษณะของ “คําเมือง” นั่นคือภาษาถิ่นเหนือนัน่ เอง
และวิธีการรอง จะใชลักษณะของการรองเพลงไทยซ่ึงจะรองดว ยสําเนียงลาวเปนหลัก แตจะมีเสียงฝรั่งปนอยู
บางในทาํ นองสองชัน้ และช้นั เดียว โดยประพันธท ํานองรอง ใหม ีความสัมพนั ธกับทาํ นองเพลง

๓.๓.๘ เมอ่ื ประพนั ธเน้ือรอ งและทาํ นองรอ งเสร็จแลว ใหลองนาํ ดนตรสี ด มาทดลองบรรเลงรับรอ งเขา
กับนักรอง ตรวจสอบวามีความเขากันหรือไม ถาไม ก็ใหแกไขจนกวาทั้งทํานองรองและทํานองเพลงมี
ความสัมพันธก ลมกลืนกัน

๒๔

๓.๓.๙ เมอื่ ทง้ั ทํานองรอ งและทํานองเพลงมคี วามสมบรู ณแลว คณะผูจดั ทาํ จงึ จะไดท าํ การบันทึกเพลง
โดยใช วงเครื่องสายผสมปพาทย และวงสะลอ ซึง ซึ่งจะบรรเลงดวยนักเรียนภาคดุริยางคไทย ชั้น
ประกาศนียบัตรวิชาชีพปที่ ๓ วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม โดยมีวิธีการบันทึกคือ ใหผูบรรเลงแตละคน
บันทึกเสียงและวดี ิทัศนการบรรเลง ตามเครือ่ งมือที่ตัวเองถนัด โดยแยกเปนกลุมเครื่องสายและปพาทย (ซ่ึง
การบรรเลงคร้ังนจ้ี ะกลับเสียงเปนการบรรเลงดว ยทางเพียงออลาง (ซลทXรม) เพอ่ื ความสะดวกในการบรรเลง
ของวงปพาทย) แลวสงมาใหคณะผูจัดทําไดรวบรวม เพื่อตัดตอเสียงและวีดิทศั นการบรรเลง โดยใชโปรแกรม
Adobe Audition ในการตดั ตอ เสยี ง และใชโปรแกรม Adobe Premiere Pro ในการตดั ตอวดี ทิ ัศน

๓.๓.๑๐ ในระหวางการตัดตอเสียงและวีดิทัศนนี้ คณะผูจัดทําไดจัดทําโปสเตอรและวีดิทัศน
ประชาสัมพันธ เชิญชวนผูที่สนใจ เขามารับชมรับฟงการบรรเลงรับรองเพลงนี้ ซึ่งประชาสัมพันธผาน
Facebook ของคณะผูจัดทํา โดยกาํ หนดใหเ ผยแพรเ พลงนใี้ นวันท่ี ๑ ตลุ าคม ๒๕๖๔

๓.๓.๑๑ เมือ่ คณะผูจดั ทํา ไดบันทึกและตัดตอเสียงพรอมวีดิทัศนเสร็จเรยี บรอยแลว คณะผูจัดทําก็จะ
ไดน ําวีดทิ ัศนน้ีไปเผยแพรส ูสาธาณะ ผา นชอ งทาง Youtube และ Facebook ในวันที่ ๑ ตลุ าคม ๒๕๖๔

๒๕

บทที่ ๔
ผลการดาํ เนินงาน

จากการท่ผี จู ัดทํา ไดจ ัดทาํ โครงงานเร่อื ง การประพันธทํานองเพลงและทํานองรองในบทเพลง “พญา

เหยียบเมือง เถา” เพ่ือเปนการพัฒนาตอยอดเพลงในจังหวะแบบลานนาเปนเพลงรูปแบบเพลงเถา ผลการ
ดาํ เนนิ งานมดี งั น้ี

๔.๑ วเิ คราะหเพลงพญาเหยียบเมอื ง ในทํานองสองชน้ั ทคี่ ณุ ครรู ักเกียรติ ปญญายศไดป ระพันธไว
เพลงพญาเหยยี บเมอื ง มเี นื้อเพลงทั้งหมด ๓ ทอน ไมม ีเน้ือรอง ใชหนา ทบั หนาทบั พืน้ เมืองลานนา ซ่ึง

มีสัดสวนหนาทับ เทากับหนาทับสองไม สองชั้น มีทอนละ ๔ จังหวะ ซึ่งทํานองมีความสละสลวย องอาจ
งดงาม และมีความเรียบงาย โดยทํานองเพลงพญาเหยยี บเมอื ง สามารถวิเคราะหไ ดเปน ดังนี้

เพลงพญาเหยยี บเมือง ที่คุณครูรักเกยี รติ ปญญายศ ไดประพันธไว พบวา ลูกตกจังหวะหนาทับของ

เพลงนใ้ี นท้งั ๓ ทอน เหมอื นกนั ทัง้ หมด แตท ํานองในมคี วามแตกตา งกนั เพือ่ มใิ หผฟู งเกิดความเบอ่ื หนาย และ
สรางมิติและความหมายของเพลงใหส มกับชอ่ื เพลง โดยโนตเพลงที่จะไดย กมานาํ เสนอ มี ดงั นี้

ทอน ๑ มํ รํ ดํ ซ - ดํ รํ ดํ -มมม ซมรด ซลดร ดลดซ
- - - ซ - ดํ รํ ดํ - - ซฺ ด รมฟซ รมซล -ซซซ ดลดร -ดดด
---ซ ลซฟด
-มรม รดรด ล ท ดํ รํ - ดํ - ซ ลซฟด -ฟ-ซ
ทอ น ๒ รมฟซ ดล-ซ ดลซม ซล-ซ ดลซล -ดดด
--ซม รดรด
---ฟ ซฟมฟ (- - ซ ล ด ร - ด) (- - ซ ล ด ร - ด) (- - ร ม ซ ล - ซ)
(- - ซ ล - ซ ซ ซ) -ม-ร -ด-ล ดลดซ -ล-ด
ทอน ๓
(- - ร ม ซ ล - ซ)
(- - ด ล) (- - ซ ม)

จะเหน็ ไดว าลูกตกในหองท่ี ๔ และ ๘ ซ่งึ เปนจงั หวะสุดทา ยของหนาทับ เปนเสยี งเดยี วกันทัง้ ๓ ทอ น
แตคุณครูรักเกียรติไดเปลี่ยนทํานองในหรือสําเนียงเพลงในแตละรรค ไมใหมีความซํ้ากัน ซึ่งคณะผูจัดทํา

สามารถแยกลักษณะสํานวนเพลงไดหลัก ๆ คือ สําเนียงลานนา (ลาว) และสําเนียงฝรั่ง เนื่องจากในกลุม
สําเนียงลานนา (ลาว) จะมีกลุมเสียงหลัก ๆ ๕ เสียงคือ ดรมxซล, สวนกลุมสําเนยี งฝรัง่ จะใชท ุกเสียง น่ันคือมี
เสยี ง ฟ และ ท เขามาประกอบและเปนเสียงผาน ซึ่งในเพลงนม้ี ีการใชสําเนยี งเพลงท้ัง ๒ น้ี ผสมกนั ในทอน ๑

และทอ น ๒ แตใ นทอน ๓ เปนสาํ เนียงลา นนา (ลาว) ทั้งทอน และทาํ นองในทอน ๓ มีการใชทํานอง “เหล่ือม”
อีกดวย

๒๖

ดังนัน้ คณะผูจัดทําจึงพอจะสรุปไดว า เพลงพญาเหยียบเมืองนี้ อาจจะมีเนื้อเพลงแคทอนเดียว แต
คุณครูรักเกียรติ ปญยายศ ทานไดตกแตงทาํ นองในใหมคี วามแตกตางกัน แตโ ครงสรางเพลงยังคงเหมือนเดมิ
จนใหเ หน็ เปน เพลง ๓ ทอนดงั กลาว

๔.๒ ทาํ นองเพลง พญาเหยียบเมือง เถา และการประพันธหนาทบั พืน้ เมืองลา นนา ในอตั ราจงั หวะสามช้ัน
และช้ันเดยี ว

๔.๒.๑ ทํานองเพลง พญาเหยียบเมือง เถา
เมื่อคณะผูจัดทําไดทราบถึงลักษณะโครงสรางของเพลง และทราบถึงอารมณ และความหมายของ
เพลงแลว คณะผูจัดทําจึงจะไดป ระพันธทํานองเพลงนใ้ี หเปนเพลงเถา โดยเริม่ จากการกาํ หนดความเร็วเพลงนี้
ทจ่ี ะใชบ รรเลง โดยเพลงน้ีจะบรรเลงในความเรว็ ทไ่ี มม าก เพ่ือทีจ่ ะถา ยทอดอารมณข องเพลงไดอ ยางลกึ ซ้ึงที่สุด
จากน้นั กก็ าํ หนดอตั ราจงั หวะของเพลงพญาเหยียบเมือง ทคี่ ณุ ครูรักเกียรติ ปญญายศ ไดแ ตงขนึ้ น้นั มากําหนด
เปนเพลงอัตราจังหวะสองชั้น เนือ่ งจากใชหนาทับพ้ืนเมืองลานนาตีประกอบจังหวะ ซึ่งหนาทบั ที่มีสัดสวนที่
ตรงกบั หนาทบั สองไม สองชัน้

เมอ่ื กําหนดอตั ราจงั หวะของเพลงเปนสองชนั้ แลว คณะผูจัดทําจงึ ไดแตง ขยายทํานองเปนอัตราสามชน้ั
กอน โดยอาศัยหลักการประพันธเพลงของคุณครูมนตรี ตราโมท คือการขยายทํานองออกไป ๑ เทาตัว แต
ขยายแลว ตองตกแตงทํานองใหไพเราะนาฟงอีกดวย คณะผูจัดทําจึงไดเริ่มการแตงขยายทํานองเพลง จาก
ทํานองสองช้ันออกไปเปนสามชั้น โดยที่เสียงลูกตกของจังหวะ (หนาทับ) ในอัตราสามชั้น จะตองเปนเสียง
เดียวกันกับทาํ นองอัตราสองชั้น โดยใชหนาทับสองไม สามชั้น เปนเกณฑก ารนับจังหวะ ซึ่งจะขอยกตวั อยาง
เปนดังน้ี

ทํานองสองช้ัน ทอน ๑ : จังหวะ (หนาทับ) ที่ ๑ และ ๒ ดลดซ

- - - ซ - ดํ รํ ดํ มํ รํ ดํ ซ - ดํ รํ ดํ - ม ม ม ซ ม ร ด ซ ล ด ร - ล - ดํ
ลซมซ
ทํานองสามช้ัน ทอ น ๑ : จงั หวะ (หนา ทบั ) ที่ ๑ และ ๒ ทแ่ี ตงขยายมาจากสองช้นั
- - - - - - - ซ - - - ล ซ ล ม ซ - - ดํ ล ซ ล ม ซ ล ซ ม ซ
- - - - ซ ล ซ ดํ - - ร ม ซ ม ร ม - - ร ด ร ด ล ดํ รํ ดํ ล ซ

จะเหน็ ไดว า เสยี งลกู ตกของจังหวะ (หนา ทับ) ในทํานองสามช้นั และสองช้นั เปน เสียงเดียวกนั ซึง่ ตรง

ตามหลกั การประพนั ธเพลงของคุณครมู นตรี ตราโมท และทาํ นองในของสามชน้ั กไ็ ดต กแตงทํานองในใหม ีความ
นาฟง โดยผูจ ัดทําไดยึดในความคิดที่วา “ทํานองแตละวรรคแตละประโยค จะตองมีความสอดคลองกันและ
ทาํ นองตองไมขัดกันเอง มิเชนนั้น อารมณของเพลงจะเปลีย่ นไปทันที” ดังนั้น คณะผูจัดทําจึงไดทําการแตง
ขยายทํานองเพลงออกไปในทุก ๆ จงั หวะ ตามวธิ ีดังกลา ว

๒๗

ซ่งึ ตามท่ีคณะผูจัดทํา ไดว ิเคราะหสําเนยี งเพลงพญาเหยยี บเมอื ง ในขอ ๔.๑ ซงึ่ ก็คอื เพลงน้มี ลี ักษณะ
สํานวนเพลงอยู ๒ สําเนียงคือ ลานนา (ลาว) และฝรั่งผสมกันในทอนที่ ๑ และทอนที่ ๒ สวนทอ นที่ ๓ เปน
สําเนยี งลา นนา (ลาว) ทั้งทอน เมือ่ คณะผูจัดทําไดข ยายทํานองใหเปนสามชนั้ พบวา สําเนียงของเพลงที่เปน
จุดเดน คือ สาํ เนยี งลา นนา (ลาว) ถาจะขยายทํานองเพลงท่ีมีสําเนียงฝร่ังปนมาใหเปน สามชั้น แลวยังมีสําเนียง
ฝร่ังอยูในทํานอง ในความเรว็ ของการบรรเลงท่ีชา อาจจะทาํ ใหทาํ นองเพลงไมส มั พันธกนั ดว ยระยะของตวั โนต
และความเร็วการบรรเลง ดงั นั้น คณะผูจดั ทํา จงึ มีความจําเปนท่ีจะตองปรบั ทํานองเพลงในอัตราจังหวะสาม
ชัน้ ใหเ ปนสาํ เนยี งลานนา (ลาว) ทั้งหมด เพอื่ ท่สี าํ เนยี งเพลงมีความติดตอกันและอารมณของเพลงไมขาดตอน
ในความเร็วของเพลงที่ชา ซึ่งจะขอยกตัวอยางเปรียบเทียบในทํานองสองช้นั และทํานองสามชั้นที่ไดประพันธ
ข้ึน ดงั นี้

สองชัน้ ทอน ๑ - ดํ รํ ดํ -มมม ซมรด ซลดร ดลดซ
- - - ซ - ดํ รํ ดํ มํ รํ ดํ ซ รมฟซ รมซล -ซซซ ดลดร -ดดด
- - - ซ ล ซ ฟ ด - - ซฺ ด
ซลมซ - - ดํ ล ซลมซ ลซมซ - ล - ดํ
สามชัน้ ทอ น ๑ (แตงขยายแลว) ซมรม --รด รดลด รดลซ ลซมซ
---- ---ซ ---ล ดรดด มรดล - ซ - ดํ มรดล ซลดซ
- - - - ซ ล ซ ดํ - - ร ม ซลดซ ลซมซ -ด-ล ซลดร ซมรด
---- ดลซล --ซล
---- ดลซม ซมรม

จะเหน็ ไดวา ทาํ นองสามชนั้ ทอ น ๑ ทีไ่ ดยกตัวอยางมานี้ มีเพยี งแคสาํ เนียงลา นนา (ลาว) ไมม ปี ระโยค

หรือวรรคเพลงที่มีสําเนียงฝรั่งอยูเลย สังเกตจากรูปประโยคเพลงที่ไมมีเสียง ฟ และ ท เขามารวมเลย ซ่ึง
แตกตา งจากทํานองสองชั้นที่จังหวะท่ี ๓ มีวรรคทีเ่ ปนสําเนียงฝรัง่ อยู แตทั้งน้ี ทํานองเพลงก็ไมไดขาดตอนกัน
เพราะทํานองเพลงยังเปนสําเนียงลา นนา (ลาว) ตลอดทั้งทอน ดวยเหตุนี้ คณะผูจัดทําจึงใชวิธีการนี้ ในการ
แตงขยายในทํานองทอน ๒ และ ๓ อีกดวย อยางไรก็ตาม คณะผูจัดทํา ก็ไดนําวิธีการบรรเลงเพลงไทยนั่นคอื
ลูกลอ ลูกขัด และเหลื่อม นํามาใชกับทํานองสามชั้นนี้ในทอน ๒ และทอน ๓ อีกดวย ซึ่งเม่ือคณะผูจัดทําได
แตงขยายทาํ นองอัตราสามชนั้ ครบทุกทอ นแลว จะไดท ํานองตามโนต ดังน้ี

๒๘

สามชนั้ ทอน ๑ ---ล ซลมซ - - ดํ ล ซลมซ ลซมซ - ล - ดํ
---- ---ซ --รม ซมรม --รด ร ด ล ดํ รํ ดํ ล ซ ลซมซ
- - - - ซ ล ซ ดํ --ซล ดํ รํ ดํ ดํ มรดล - ซ - ดํ มรดล ซ ล ดํ ซ
- - - - ดํ ล ซ ล ซมรม ซ ล ดํ ซ ลซมซ - ดํ - ล ซ ล ดํ รํ ซมรด
- - - - ดํ ล ซ ม
ซลดร - - ม ร) --ซล ดรดร ดซลด --รด
สามชัน้ ทอน ๒ มรดล ดลซล --ดซ ลรดล ซ ล ดํ ล ซลมซ
(- - ซ ม ร ด ร ด ลซมซ ลดซล --ซด รดซล ดลซล ดรมซ
---- ซลดร -มซร มรดล ดลซด --ซล ดลซล ดมรด
---- ดลดซ
--มล --มซ ดลซล ซ ม ร ซ) ซมรม ซลซซ ดลซล ดรดด
ดลซล ด ร ด ด) ลดซล ดรดด มซรม ซลซซ
สามชัน้ ทอ น ๓ (- - ม ซ) (- - ร ม) (- - ด ร) (- - ล ด) (- - ซ ล) (- - ม ซ)
(ซ ม ร ม ซ ล ซ ซ (- - ร ด) (- - ล ซ) -ม-ร -ด-ล ซม-ซ -ล-ด
(ล ด ซ ล ด ร ซ ล
(- - ล ด) (- - ซ ล)
(- - ด ล) (- - ซ ม)

เมอื่ คณะผูจัดทําไดประพันธทํานองในอัตราสามช้นั แลว อตั ราสองชนั้ ก็ใชเน้ือเพลงและจังหวะเดิม ไม
เปลี่ยนแปลง ตอไปก็จะเปนการลดทอนทํานองจากอัตราสองชั้น เปนอัตราชัน้ เดียว โดยยึดหลักการประพันธ

เพลงของคุณครูมนตรี ตราโมท เชนเดิม คือตองใหเสียงลูกตกของจังหวะ (หนา ทับ) เปนเสียงเดียวกันในทุก
อัตราจงั หวะ ในอตั ราชน้ั เดยี วนี้ ใชห นาทบั สองไม ช้นั เดยี ว เปนเกณฑก ารนบั จังหวะ

อุปสรรคของการลดทอนทํานองเปนอัตราชั้นเดยี วในเพลงนี้ คอื ทํานองเพลงน้ีคอนขา งสั้น ในอัตรา
สองชั้น มีความยาวของทํานองในแตล ะทอนเปน ๒ ประโยคเพลง หมายความวา ถาเราลดทอนทํานองเปน
อัตราชั้นเดียว ความยาวของทํานองในแตละทอนจะเหลือเพียง ๑ ประโยคเพลง และที่สําคัญคือ โครงสราง
ของทํานองเพลงทั้ง ๓ ทอน เหมือนกันทุกทอน ในทํานองสองชั้น มีความแตกตา งของตัวโนตมากพอสมควร

แตเ มื่อลดทอนทํานองลง แปลวา ประโยคเพลงจะตองส้ันลง ความแตกตา งของตวั โนต จะนอยลง แตโครงสราง
ของเพลงตอ งเหมือนเดมิ ดังนัน้ คณะผจู ัดทําจงึ มคี วามจาํ เปน ท่ีจะตองใหทาํ นองเพลงชนั้ เดยี ว เปนสําเนียงฝรง่ั
ทั้ง ๓ ทอน หรือวามีเสียง ฟ และ ท เปนเสียงผาน เพื่อที่จะไดสรางสํานวนเพลงที่แตกตาง และใชโนตที่มี
ขอบเขตกวางขึ้น เพื่อไมใหสํานวนเพลงซํ้า และทําลายโครงสรางของเพลง ดังที่จะไดเปรียบเทียบโนตเพลง
ระหวางอตั ราสองช้ัน และช้ันเดยี ว ทอน ๑ ดังน้ี

๒๙

สองชั้น ทอ น ๑ -มมม ซมรด ซลดร ดลดซ
- - - ซ - ดํ รํ ดํ มํ รํ ดํ ซ - ดํ รํ ดํ รมซล -ซซซ ดลดร -ดดด
- - - ซ ล ซ ฟ ด - - ซฺ ด ร ม ฟ ซ
ฟมรม ฟซลซ ดลซล ดรดด
ชั้นเดียวทอ น ๑ (ลดทอนทาํ นองลงแลว )
- - มรด - ซฺ - ด ร ด ซ ด ร ม ฟ ซ

เมอื่ ไดวธิ กี ารประพันธทํานองอตั ราชน้ั เดยี วในทอน ๑ นีแ้ ลว คณะผจู ดั ทําจึงไดใ ชวธิ ีน้ี ลดทอนทํานอง
เพลงในทอน ๒ และทอน ๓ โดยทอน ๓ มีการฝากเสียงลูกตกจังหวะที่ ๑ ไวท่ีตนจังหวะที่ ๒ เพ่ือพลิกแพลง
ทํานองและใหสอดคลองกับรูปแบบสาํ นวนเพลงดวย ซึ่งเมื่อคณะผูจัดทาํ ไดแตง ขยายทํานองอตั ราช้ันเดียวครบ

ทุกทอ นแลว คณะผูจ ัดทําจึงไดป ระพนั ธท าํ นองลูกหมดตอ จะไดท าํ นองตามโนต ดงั นี้

ชน้ั เดยี วทอ น ๑ รดซด รมฟซ ฟมรม ฟซลซ ดลซล ดรดด
- - มรด - ซฺ - ด
ซ ล ซ ดํ ทลซซ ฟมฟฟ ซลซซ ทลซล ทดรด
ชนั้ เดียวทอ น ๒
ดรดฟ มรดด ซ - ซฺ ด รมฟซ ซ - ซฺ ด รมฟซ ดลซล ซมรด

ชนั้ เดยี วทอ น ๓ (- - ล ด ร ม ฟ ซ) (- - ซฺ ด รมฟซ ลซลด ร ม ฟ ซ)
ด - ซฺ ด ร ม ฟ ซ (- - ล ด ร ม ฟ ซ) (- - ซฺ ด รมฟซ ลซลด ร ม ฟ ซ)
(- - ล ซ ฟ ม ร ด) (- - ล ซ ฟ ม ร ด) (- - ซฺ ด ร ม ฟ ซ)
ลกู หมด
(- - ซฺ ด ร ม ฟ ซ)
(- - ซฺ ด ร ม ฟ ซ)
(- - ซฺ ด ร ม ฟ ซ)

เมอ่ื ประพนั ธทํานองท้ังอตั ราสามชัน้ และช้นั เดียวแลว กน็ าํ เอาทํานองมาบรรเลงตดิ ตอกันใหเปนเพลง

เถาคอื สามชนั้ สองชัน้ ช้นั เดยี ว และออกลูกหมด ตามลาํ ดับการบรรเลงเพลงเถา เปนอนั เสรจ็ สน้ิ การประพันธ
ทาํ นองเพลง พญาเหยียบเมือง เถา

๔.๒.๑ การประพนั ธหนา ทับพน้ื เมอื งลา นนา ในอตั ราสามช้ัน และชน้ั เดียว
ตามที่คณะผูจัดทาํ ไดอธบิ ายเรื่องโครงสรา งและหนา ทับของเพลงพญาเหยียบเมอื งนี้ไปในขอ ๔.๑ ใน
เรื่องของหนา ทบั ประกอบเพลงน้ี คือหนาทบั พื้นเมืองลานนา โดยใชกลองโปง โปง ตปี ระกอบจังหวะ ซึ่งตามได

คณะผูจัดทาํ ไดกลาวไวนั่นคือ สัดสวนของหนาทับพื้นเมืองลานนานั้น เทากบั หนาทับสองไม สองชั้น ซึ่งมีเน้ือ
เพลง ดังน้ี

หนาทบั สองไม สองช้ัน หนาทับพน้ื เมืองลา นนา (กลองโปงโปง )

ติง - โจะจะ ติงติง - ติง - - โจะ จะ ติงตงิ - ทั่ง - ตงิ - ปะ ท่งั ตงิ - ทงั่ ตงิ - ติงทัง่ - ปะ ท่งั ตงิ

๓๐

หนาทับพ้ืนเมืองลานนานี้ มักบรรเลงในเพลงพื้นเมืองลานนาทัว่ ไป เชน เพลงลอ งแมปง สรอยเวียง
พิงค ษหี ลงถํ้า ฯลฯ ซ่งึ เพลงเหลา น้ี เปนเพลงท่ีมอี ตั ราจังหวะเทากับเพลงสองชนั้ ในเพลงไทย ดงั นั้น หนา ทับ
พน้ื เมืองลานนาน้ี จงึ เปน หนา ทบั ทเี่ ทียบเทากับอตั ราจังหวะสองชน้ั

ปรกติแลว หนาทบั พ้นื เมอื งลานนานี้ จะไมมอี ัตราจังหวะสามชนั้ และชน้ั เดียว เนอ่ื งดว ยเหตุผลทเี่ พลง
พื้นเมืองลานนาสวนใหญ มีอัตราจังหวะเทากับเพลงสองชั้น แตเมื่อคณะผูจัดทาํ ไดนําเพลงพญาเหยียบเมือง
ของคณุ ครูรักเกียรติ ปญ ญายศ ซึ่งใชหนาทับพื้นเมืองลานนาประกอบการบรรเลง มาประพันธเปนเพลงเถา
และมีสดั สว นของหนาทบั เทากับหนา ทับสองไม สองชน้ั ดังนน้ั คณะผูจ ัดทํา จงึ ไดขยายหนาทับพ้ืนเมืองลานนา
ในอัตราสองช้ัน ใหเ ปน อตั ราสามชน้ั และลดทอนใหเปน อตั ราชนั้ เดยี ว โดยยดึ ตามสัดสวนของหนา ทบั สองไมไว
แตย งั คงยดึ เสยี งลกู ตกของหนา ทบั ไวเหมือนเดิม ดังนี้

หนา ทบั พื้นเมืองลา นนา สามชนั้ - - ปะ ปะ - ปะทงั่ ติง - ทัง่ ตงิ ท่งั - ปะ ทง่ั ติง
- - ทั่งตงิ - ติงท่งั ติง - - ปะปะ - - ทัง่ ตงิ

หนาทบั พน้ื เมืองลานนา สองช้นั
- ตงิ - ปะ ทงั่ ติง - ทั่ง ติง - ตงิ ทงั่ - ปะท่งั ติง

หนาทบั พนื้ เมอื งลา นนา ชัน้ เดียว
ติง - ปะปะ ทั่งท่ัง - ตงิ

ซึ่งนับวา เปนการพัฒนาจังหวะหนา ทับแบบลา นนา ใหม จี ังหวะครบทั้งอัตราสามชั้น สองชั้น และชั้น
เดียว เพื่อตีประกอบจังหวะของเพลงที่ใชจงั หวะหนา ทับพื้นเมืองในลักษณะเพลงเถา โดยใชกลองโปงโปง ตี
ประกอบจังหวะ

๔.๓ บทรองและทาํ นองรอ งเพลง พญาเหยียบเมอื ง เถา
ในบทรองของเพลงนี้ เปนเร่ืองราวเกี่ยวกับการสรรเสรญิ กษัตริยสามพระองค อันไดแก พญามังราย

ปฐมกษัตริยแ หงอาณาจักรลา นนา พอขุนรามคําแหงมหาราช กษัตรยิ แหง อาณาจักรสุโขทัย และพญางําเมือง
กษัตริยแหงแควนพะเยา ซึ่งทั้งสามพระองคไดเปนพระสหาย และรวมกันกันสราง “นพบุรีศรีนครพิงค
เชียงใหม” ซึ่งเปนราชธานีของอาณาจกั รลานนา ต้ังแตป  พ.ศ.๑๘๓๙ เปนตนมา จนปจจุบัน เมืองเชียงใหมมี

อายุครบ ๗๒๕ ป โดยความหมายของเพลงนี้มีความสอดคลองกบั ช่ือเพลงและจํานวนทอนของเพลง ซึง่ มีอัตรา
จงั หวะละ ๓ ทอ น พอดี

เนือ้ รอ งมกี ารใชฉนั ทลักษณแบบ “คาว (คราว)” ซง่ึ เปน กลอนแบบลา นนา ๓ บท และใชเปนภาษาคํา
เมืองทั้งหมด โดยใชวิธีการเอื้อนอยางการรองเพลงไทยปกติ ซึ่งจะรองโดยใชสําเนียงลาวเปนหลัก แตก็มี
สําเนยี งฝรง่ั ปนมาอยูเลก็ นอยในอัตราสองชั้นและชั้นเดยี ว โดยเนอ้ื รอ ง มีดังนี้

๓๑

เน้ือรองเพลง พญาเหยยี บเมือง เถา

ยอพนม บงั คมกราบเกา สามองคปอเจา กูบญุ สหาย
นพบุรใี หญก วา ง
เมินนานมาแลว ทรงไดโ ผดผาย แปงสรา งเวยี งไจย เฮยี กไว
มังราย
เจด รอยกวา ป เปน ต้ีอวดอา ง อยสู ุขสราญ
รามคาํ แหงปอเจา
ถวนนง่ึ ราจา กษตั ริยหนอ ไท พระนามพญา เตพ ตอ ง
โลกา
ถวนสองงดงาม แผก วางหลวงหลาย สรา งลายสอื ไทย
จาวประชาผอ งแผว
ถว นสามงําเมอื ง ฤทธีจอมเหงา อัศจรรยฮม เงา

พญาเหยียบเมือง นามประเทอื งแซซ อง พระเกียรติแผก อ ง

หื้ออยูจมุ เยน็ มว นสขุ หรรษา ลมุ โขงอาณา

กอ นแลนายเฮย...

บทรองดังกลาวสามารถสรุปโครงสรา ง และเนื้อหาในบทรองเพลงนี้คือ มีบทนาํ เปนเนื้อหาเกี่ยวกับ
เมืองเชียงใหมที่สรางมาแลว ๗๐๐ กวาป และประชาชนก็ไดอยูกันมาอยางสงบสุข สวนบทตอไป กลาวถึง
กษัตริยทั้งสามพระองค นั่นคือ พญามงั ราย พอขุนรามคําแหงมหาราช และพญางาํ เมือง และบทสุดทายเปน

การสรรเสรญิ กษัตรยิ ทง้ั สามพระองค และขอใหประชาชนบนแผนดนิ ลา นนาอยูเย็นเปนสุข
คณะผูจัดทาํ จึงไดประพันธทาํ นองรอง และบรรจุคาํ รองในเพลงนี้ใหมทั้งหมด ซึ่งดวยโครงสรา งของ

เพลงท่มี ลี ูกตกในทุกจังหวะเหมือนกนั ท้งั หมดทั้ง ๓ ทอ น คณะผจู ัดทํา จงึ ตอ งประพันธทาํ นองรอ งภายในแตละ
จังหวะใหม ีความแตกตา งกัน โดยเมื่อประพนั ธเสร็จแลว สามารถวเิ คราะหทางรอ งประกอบโนตดนตรี ออกมา
ในแตล ะอตั ราจังหวะ ดงั น้ี

สามชนั้ ทอ น ๑ ๓๒ - - - ดํ - - รํ ดํ
---- ---ซ - - - ยอ - - พนม
- - - - - - -เออ - - - ล ซ ล ซ ซ - ล ดํ ซ - ล ซม ซ
- - -เฮอ เออฮ้อื เอิงเงอ -เอิงฮเึ ออ เฮอ --เอย

- - - - - - - ดํ - - - รํ มํ รํดํ รมํ ํ - - - - - ลดํ - ดํ - - - ม - - - ซล
- - - - - - - เออ - - - เออ เฮอ - -เอย - - - - -บงั -คม - -กราบ - - -เกา

ดํซ - - - - - ล - - - ดํล ซลซ - ดํ - - - - - ม ดํ ล - ซ - ล - ซม - ลซ
- - - - - - - เออ - -ฮเึ ออ เออเฮอ-เอย - - - - -สาม-องค - - -ปอ - - -เจา

- - - - - - - ม - - ซล - - ดํ ซ - - - - - ดํ ซ ล - - ซ ซ มํ - รํ มรํ ดํ ํ
- - - - - - -เออ - - -เออ - -ฮึเอย - - - - -กู-บญุ - -สหาย ฮื้อฮือฮื้อ...

สามชั้นทอ น ๒
- - - - - - - - - - - รํ - - - รํ - - - - - - - - - - - ดํ - - - ดํรดํ ํ
- - - - - - - - - - -เมนิ - - -นาน - - - - - - - - - - -มา - -แลว

- - - ม - ซ ม ล - ดํ - ซ - ลม - ซ - - - ม - ซ ลซ ซ - - - ม - ซล - ล
- - - เออ -เฮอ-เอย - - -ทรง -ได-อือ - - - เออ -เออเฮอเอย - - -โผด -ผาย-ออื

- ดํซ - - - - - - - - - ม - - ดํ ล - - ซ ดํ - รดํ ํ - ล - ดํ - มํ - ซํ - ซํ
-ฮอึ ือ- - - - - - - - -แปง - - -สรา ง - - -เออ -ฮเึ อิง-เงย - - -เวียง - - -ไจย

- - - มํ - - ซํ รํ - มํ - ซรํ ํ มํ - รํดํ รํ - - - ดลํ - ดํ - ซล - - - ซ - รํ ดํ มํรดํ ํ
- - -เองิ - -ฮเึ ออ -เองิ ฮเึ ออ เหอ -เอิงเงอ - -เออเอย -นพ-บุรี - - -ใหญ -กวาง-ฮือ้ ..

สามชนั้ ทอ น ๓ ---ล -ล-ซ ---- -ม-ซ - - - ล -ลมํ รมํ ํรํดํ
---- -ม-ซ - - -เจด -รอย-อือ - - - - -เออ-เอย - - -กวา -ป-ออื ฮ้ือ..
- - - - -เออ-เอย

- - - - - - - ดํ - - - รํ ดํ รํ ดํ ดํ - - - - - ม ดํ ลซ - - - ม - ดํล ซ -
- - - - - - -เออ - - -เฮอ เออฮ้ือเอิงเงย - - - - -เปน-ต้ี - - -อวด -อา ง- -

---ม - - - ดลํ ๓๓ - ล ดํ ล ซลซ ซ ซ
- - -เออ - -ฮเึ ออ -อือฮึอือ - - สราญ
- - -ดลํ ซลซ - ล - - - ซม - ม - ลดํ
- -ฮึเออ เออฮือ้ เอิงเงอ - - เออเอย -อยู- สขุ

- - - - - - - ม - มรด ม - ซ -ลซ - - - - - - - - - - - ดซํ - - -มํ รมํ รํ ดํ ํ
- - - - - - - เออ เฮอเออเออ เออ -เอิงฮเึ อย - - - - - - - - - - -เฮยี ก - - -ไว

สองชัน้ ทอ น ๑
- - -ซ - ล ซ ลดํ - มํ - มํ ซ ลดํ - ดํ - - - - - - ม ลดํ - - - ม - - ซลซ
- - -เออ -เฮอ เออเอย -ถว น-น่งึ -รา-จา - - - - - -กษตั ริย - - -หนอ - - -ไท

- - - ซ ลซ - ซ - - - ล - - - ซ - - - - - - - - - - ซ ล - ดํ - ดํ
- - -เออ ฮึเอิง-เงย - - -พระ - - -นาม - - - - - - - - - - พญา -มงั -ราย

สองชน้ั ทอน ๒
- - - - - มํ รํ ดํ - - - - - รํ - ดํ - - - - - ม - ล - ซ - ม - ซ - มซ
- - - - -ถวน-สอง - - - - -งด-งาม - - - - -แผ-กวาง - - -เหลือ - - -หลาย

- - - - - ซ - ฟ - - - - - ฟล - ซ - - - ล - - ล ซ - ล - ล - ซ - รดํ ํ
- - - - -สราง-ลาย - - - - -สอื -ไทย - - -ราม - -คําแหง - - -ปอ - - -เจา

สองชั้นทอ น ๓
- - - - - มํ รํ ดํ - - - - ซํ มํ รํ ดํ - - - - - รํ - ดํ - - - ม - - ล ซ
- - - - -ถว น-สาม - - - - - -งําเมือง - - - - -ฤท-ธี - - -จอม - -เหงา

- - - ล - - ม ซ - - - ล ซ ม - ซ - - - ล - - ดํ ซ - - - ล - ซ - รํดํ
- - -อศั - -ศจรรย - - -ฮม - - -เงา - - -เออ - - ฮีเอย - - -เตพ - - -ตอ ง

ชั้นเดียวทอน ๑ --รม -ฟ-ซ ---ล --ซล ---ล - ซ -รํมรํ ดํ ํ
---- ---- - - พญา -เหยียบ-เมือง - - -นาม - - - แซ - - - ซอ ง
---- ---- - -ประเทือง
-ล-ม -ม-ซ ---ล - - -ลดํ - - -ลดํ
ช้นั เดยี วทอน ๒ -พระ-เกียรติ -แผ-กอ ง - - -เอิง - - ดํ ซ - - -โล - - -กา
---- ---- - -ฮึเอย
---- ----

๓๔

ช้ันเดียวทอ น ๓ -ซฟล - ฟ ซ - - ซ ด ด - ฟ ซ - - ล ซ ล - ล -รํดํ
--ซด -ซฟซ -มวน-สขุ -หรรษา- - ลุม - โขง - อาณา - - จาวประชา - ผอง - แผว
- - หื้ออยู -จุม-เย็น

- - - - - - - ซ - - - - ล ดํ ล ดํ
- - - - - - - กอ น - - - - แลนาย - เฮย

ในทาํ นองรอ งชั้นเดยี วทอน ๓ จะสังเกตวา จะมที าํ นองเกินมา ๔ หอง น่ันคอื คาํ วา กอนแลนายเฮย ท่ี
เปน คาํ จบของคา ว (คราว) บทน้ี เน่อื งจากวา คณะผจู ดั ทาํ ไมส ามารถบรรจุคํารองในบาทสุดทายแลวรวมกับคํา

วา “กอนแลนายเฮย” ลงในทอน ๓ ไดทัง้ หมด จึงมีความจําเปนตองแยกคําออกมา แลวรองสวมไปกับทํานอง
ดนตรี ในวรรคแรคของอัตราชั้นเดยี ว ทอ น ๓

เมื่อคณะผูจัดทําไดประพันธทํานองเพลง บทรอง และทํานองเสร็จเรียบรอยแลว คณะผูจ ัดทําจึงได
บันทึกเสียงและวีดิทัศนการบรรเลงรับรอง ดวยวงเครื่องสายผสมปพาทย และวงสะลอ ซึง ซึ่งบรรเลงโดย
นักเรียนสาขาปพาทย เครื่องสายไทย และคีตศิลปไทย ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปที่ ๓ วิทยาลัยนาฏศิลป
เชียงใหม และเนื่องดวยสถานการณการระบาดของเชื้อโรคโคโรนาไวรัส สายพนั ธุ ๒๐๑๙ (COVID-19) ทําให

ไมสามารถรวมวงบรรเลงไดตามปกติ ดงั นัน้ จงึ ตอ งเปล่ียนวธิ ีการนาํ เสนอการบรรเลง ซงึ่ จะบรรเลงดวยรูปแบบ
New Normal คือการบรรเลงที่บานของตัวเองแลวตัดตอเสียง และวีดิทัศน ใหอยูในวีดิทัศนเดียวกัน แลว

เผยแพรผลงานสูส าธารณะ ผานชอ งทาง Youtube และ Facebook ของคณะผจู ดั ทาํ

ภาพท่ี ๔.๑ QR Code วดี ิทัศนก ารบรรเลงรบั รองเพลง พญาเหยยี บเมือง เถา

๓๕

บทที่ ๕
สรปุ ผลการดําเนินงาน

สรุปผลการดาํ เนินงาน
โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพเรื่อง การประพันธทํานองเพลงและทํานองรองในบทเพลง “พญา

เหยียบเมือง เถา” เปนการสรา งสรรคเ พลงเถาอีกหน่ึงบทเพลง นน่ั คอื การประพันธทาํ นองใหมในอัตราจังหวะ
สามชั้นและชั้นเดียว ซึ่งไดแรงบันดาลใจมาจากเพลงพญาเหยียบเมือง ในทํานองสองชั้น ที่คุณครูรักเกียรติ
ปญญายศ ไดประพันธไว ประพันธบ ทรองและทํานองรอง และประพันธหนาทบั พื้นเมืองลานนา (กลองโปง
โปง) ในรูปแบบแบบของเพลงเถา ทั้งนี้คณะผูจัดทาํ ไดบันทึกวีดิโอการบรรเลงเพลงน้ี ดวยวงเครื่องสายผสมป
พาทย และวงสะลอ ซึง โดยบรรเลงในรูปแบบ New Normal และคณะผูจัดทําไดเผยแพรผลงานผานสื่อ
โซเชยี ลมีเดยี ในชองทาง Facebook และ Youtube เพอื่ เปนการนาํ เสนอผลงานดนตรไี ทย ภายใตสถานการณ
การระบาดของเชอ้ื ไวรสั โคโรนาสายพันธุ ๒๐๑๙ (COVID-19)

ปญ หา อปุ สรรคในการดาํ เนินงาน พรอ มวิธีแกไขปญหา
๑. เนื่องจากการจดั ทําโครงงานครั้งน้ี เปนการจัดทําโครงงานแบบไมไดรวมกลุมกันทํางาน ภายใต

สถานการณการระบาดของเชื้อโรคโคโรนาไวรัส สายพันธุ ๒๐๑๙ (COVID-19) ดังนั้นการทําโครงงานจึงมี
ความติดขัดอยูบา ง และคณะผูจดั ทาํ ไดแกปญหาโดยการประชุมกลุมผานแอปพลเิ คชั่น Google Meet พรอม
รายงานความคบื หนา โครงงานใหค รทู ป่ี รึกษารบั ทราบ และกระตนุ การทํางานกนั ในคณะอยา งสม่าํ เสมอ

๒. โครงงานเรอื่ งนี้ มีความจาํ เปนท่ีตองมีการบนั ทึกเสียงและวีดิทัศนป ระกอบการบรรเลงเพลงน้ี โดย
การบรรเลงรับรองเพลงนี้ใชวงเครื่องสายผสมปพาทยและวงสะลอ ซึง ซึ่งมีเครื่องดนตรีคอนขางมาก จึงใช
ระยะเวลาของการบนั ทึกเสียงคอนขา งนาน ประกอบกับการบันทึกวีดิทัศนข ณะบรรเลง ซง่ึ จะตอ งมีการตัดตอ
เพื่อใหเห็นทาทางการบรรเลงประกอบเพลง ซึ่งคณะผูจัดทําไดแกปญหาโดยการนัดหมายนักเรียนกลุม
เครอื่ งสาย มาบันทกึ เสยี งและวีดิทศั นท่ีบานของนายธันวพฒั น สว นกลุม ปพ าทย ใหไ ปบันทึกเสียงท่ีคณะน้ําโจ
สามัคคี ซง่ึ มนี ายอมรเทพ เปน ผูรับผิดชอบ เพอ่ื ความสะดวกและรวดเรว็ ในการบนั ทกึ เสยี งเพลงในครัง้ นี้

ขอ เสนอแนะ
๑. หากสถานการณก ลับมาเปน ปกติ อาจมีการบรรลงรวมวง และปรับวงเพิ่มเตมิ เพื่อใหเพลงมีความ

สมบรู ณมากข้ึน
๒. ควรทดลองการบรรเลงรบั รองเพลงน้ี ดวยวงสะลอ ซึง ลวน ๆ หรืออาจใชวงเครือ่ งสายผสมวงสะ

ลอ ซงึ ซ่งึ อาจจะสอ่ื อารมณความเปนลา นนาทง้ั ดนตรี และบทรองไดมากขน้ึ
๓. ในอนาคตอาจจะมีการนําเพลงพ้ืนเมืองลานนาอื่น ๆ มาสรา งสรรคในลกั ษณะของเพลงเถา ซึ่งจะ

เปนการตอยอดจากโครงงานฉบับน้ไี ดมากข้ึนอีกดวย

๓๖

บรรณานุกรม

คณพล จันทรห อม. (๒๕๓๙). หลักการขับรอ งเพลงไทย (พิมพค รั้งท่ี ๑). กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร.
พรพรรณ วรรณา. (๒๕๔๒). เพลงคาํ เมอื ง. สารานกุ รมวฒั นธรรมไทย ภาคเหนอื เลม ๙. กรงุ เทพฯ :

มูลนธิ ิสารานกุ รมวฒั นธรรมไทย ธนาคารไทยพาณชิ ย.
ไพรชั มากกาญจนกลุ . (๒๕๓๕) หลกั การแตงเพลง. กรงุ เทพฯ : รงุ แสงการพมิ พ.
มนตรี ตราโมท. (๒๕๓๘). ดุริยสาสน . กรงุ เทพฯ : มปพ.
รกั เกียรติ ปญญายศ. (๒๕๕๓) ดนตรพี นื้ เมือง : ความหลากหลายและความงามทด่ี าํ รงอยู.

เอื้องคาํ หลวง วารสารประจําป ๒๕๕๓ ของวิทยาลยั นาฏศิลปเชียงใหม, ๑(๑), ๔๖-๕๓.
สุรชัย เครือประดับ. (๒๕๑๖). ขับลําบรรเลงเปน เพลงเถา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ พิฆเนศ

ภาคผนวก

หนา ทบั พ้ืนเมืองลานนา

โนตเพลงพญาเหยยี บเมือง เถา

สามช้ันทอน ๑ ---ล ซลมซ - - ดํ ล ซลมซ ลซมซ - ล - ดํ
---- ---ซ --รม ซมรม --รด ร ด ล ดํ รํ ดํ ล ซ ลซมซ
- - - - ซ ล ซ ดํ --ซล ดํ รํ ดํ ดํ มรดล - ซ - ดํ มรดล ซ ล ดํ ซ
- - - - ดํ ล ซ ล ซมรม ซ ล ดํ ซ ลซมซ - ดํ - ล ซลดร ซมรด
- - - - ดํ ล ซ ม
ซลดร - - ม ร) --ซล ดรดร ดซลด --รด
สามชน้ั ทอน ๒ มรดล ดลซล --ดซ ลรดล ซ ล ดํ ล ซลมซ
(- - ซ ม ร ด ร ด ลซมซ ลดซล --ซด รดซล ดลซล ดรมซ
---- ซลดร -มซร มรดล ดลซด --ซล ดลซล ดมรด
---- ดลดซ
--มล --มซ ดลซล ซ ม ร ซ) ซมรม ซลซซ ดลซล ดรดด
ดลซล ด ร ด ด) ลดซล ดรดด มซรม ซลซซ
สามชนั้ ทอ น ๓ (- - ม ซ) (- - ร ม) (- - ด ร) (- - ล ด) (- - ซ ล) (- - ม ซ)
(ซ ม ร ม ซ ล ซ ซ (- - ร ด) (- - ล ซ) -ม-ร -ด-ล ซม-ซ -ล-ด
(ล ด ซ ล ด ร ซ ล
(- - ล ด) (- - ซ ล) มํ รํ ดํ ซ - ดํ รํ ดํ -มมม ซมรด ซลดร ดลดซ
(- - ด ล) (- - ซ ม) - - ซฺ ด รมฟซ รมซล -ซซซ ดลดร -ดดด

สองช้ันทอ น ๑ -มรม รดรด ล ท ดํ รํ - ดํ - ซ ลซฟด -ฟ-ซ
- - - ซ - ดํ รํ ดํ รมฟซ ดล-ซ ดลซม ซล-ซ ดลซล -ดดด
---ซ ลซฟด
(- - ซ ล ด ร - ด) (- - ซ ล ด ร - ด) (- - ร ม ซ ล - ซ)
สองชั้นทอ น ๒ (- - ซ ล - ซ ซ ซ) -ม-ร -ด-ล ดลดซ -ล-ด
--ซม รดรด
---ฟ ซฟมฟ รดซด รมฟซ ฟมรม ฟซลซ ดลซล ดรดด

สองช้ันทอ น ๓ ซ ล ซ ดํ ท ล ซ ซ ฟ ม ฟ ฟ ซ ล ซ ซ ทลซล ทดรด
(- - ร ม ซ ล - ซ)
(- - ด ล) (- - ซ ม) ซ - ซฺ ด ร ม ฟ ซ ซ - ซฺ ด ร ม ฟ ซ ดลซล ซมรด

ช้นั เดยี วทอน ๑ (- - ล ด ร ม ฟ ซ) (- - ซฺ ด รมฟซ ลซลด ร ม ฟ ซ)
- - มรด - ซฺ - ด (- - ล ด ร ม ฟ ซ) (- - ซฺ ด รมฟซ ลซลด ร ม ฟ ซ)
(- - ล ซ ฟ ม ร ด) (- - ล ซ ฟ ม ร ด) (- - ซฺ ด ร ม ฟ ซ)
ชน้ั เดียวทอน ๒
ดรดฟ มรดด

ช้ันเดียวทอน ๓
ด - ซฺ ด ร ม ฟ ซ

ลกู หมด

(- - ซฺ ด ร ม ฟ ซ)
(- - ซฺ ด ร ม ฟ ซ)
(- - ซฺ ด ร ม ฟ ซ)









ภาพบรรยากาศระหวา งการทาํ งาน


Click to View FlipBook Version