รายงานโครงงานพฒั นาสมรรถนะวิชาชพี
เรือ่ ง การประพนั ธท ํานองเพลงและทาํ นองรอ งในบทเพลง
“พญาเหยยี บเมือง เถา”
นายอมรเทพ จัดทําโดย เลขที่ ๑๙
นายพัชรพล เลขท่ี ๑๕
นางสาวณฐั ชยา กาบทอง ปวช.๓/๒ เลขท่ี ๑๗
นายธนั วพัฒน ดวงบาล ปวช.๓/๓ เลขที่ ๑๘
โยทะยาน ปวช.๓/๓
จูดจนั ทร ปวช.๓/๓
ครทู ปี่ รึกษาโครงงาน
อาจารยธ ีรวัฒน หมนื่ ทา
คุณครนู ทั ธมน เขือ่ นเพชร
คณุ ครูกฤษฎา นุม เจรญิ
รายงานนเี้ ปน สว นหนึ่งของวิชาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชพี
ภาคเรียนท่ี ๑ ปการศกึ ษา ๒๕๖๔
วิทยาลัยนาฏศลิ ปเชียงใหม สถาบันบณั ฑติ พฒั นศลิ ป กระทรวงวัฒนธรรม
รายงานโครงงานพัฒนาสมรรถนะวชิ าชพี
เรอื่ ง การประพนั ธทาํ นองเพลงและทาํ นองรองในบทเพลง
“พญาเหยียบเมอื ง เถา”
นายอมรเทพ จดั ทําโดย เลขที่ ๑๙
นายพัชรพล เลขท่ี ๑๕
นางสาวณฐั ชยา กาบทอง ปวช.๓/๒ เลขที่ ๑๗
นายธนั วพฒั น ดวงบาล ปวช.๓/๓ เลขท่ี ๑๘
โยทะยาน ปวช.๓/๓
จูดจนั ทร ปวช.๓/๓
ครทู ่ีปรกึ ษาโครงงาน
อาจารยธรี วัฒน หม่นื ทา
คณุ ครูนทั ธมน เขื่อนเพชร
คุณครูกฤษฎา นุมเจรญิ
รายงานนเ้ี ปน สวนหน่งึ ของวชิ าโครงงานพัฒนาสมรรถนะวชิ าชีพ
ภาคเรยี นที่ ๑ ปการศึกษา ๒๕๖๔
วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปเชยี งใหม สถาบันบณั ฑติ พฒั นศลิ ป กระทรวงวฒั นธรรม
ชอื่ โครงงาน การประพันธท ํานองเพลงและทาํ นองรอ งในบทเพลง “พญาเหยียบเมอื ง เถา”
คณะผูจดั ทาํ นายอมรเทพ กาบทอง ปวช.๓/๒ เลขที่ ๑๙
ครทู ่ปี รกึ ษาโครงงาน นายพัชรพล ดวงบาล ปวช.๓/๓ เลขที่ ๑๕
นางสาวณัฐชยา โยทะยาน ปวช.๓/๓ เลขที่ ๑๗
รายวิชา นายธันวพัฒน จดู จันทร ปวช.๓/๓ เลขที่ ๑๘
ระยะเวลาทาํ โครงงาน อาจารยธ รี วฒั น หมื่นทา
สถานศึกษา คุณครนู ัทธมน เขือ่ นเพชร
คณุ ครกู ฤษฎา นุม เจรญิ
โครงงานพฒั นาสมรรถนะวิชาชพี ๑
ภาคเรียนที่ ๑ ปการศกึ ษา ๒๕๖๔
วิทยาลัยนาฏศลิ ปเชยี งใหม สถาบนั บณั ฑิตพฒั นศิลป กระทรวงวฒั นธรรม
บทคัดยอ
โครงงานเลมนี้ เปนสวนหนึ่งของวิชาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ระดับชั้นประกาศนียบัตร
วิชาชีพปที่ ๓ วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม โดยมีจุดประสงคเพื่อประพันธเพลง “พญาเหยียบเมือง เถา” ซ่ึง
คณะผูจัดทํา ไดรบั แรงบันดาลใจมากจากเพลงพญาเหยียบเมือง ในทํานองสองชั้น ซ่ึงคณุ ครรู ักเกียรติ ปญญา
ยศ อดีตครชู ํานาญการพิเศษ วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปเชยี งใหม ไดเ ปนผปู ระพันธไว ซงึ่ มีทาํ นองที่ไพเราะ สละสลวย
สงางาม นาํ มาสรา งสรรคเ ปนเพลงเถา ทั้งทํานองดนตรี ทาํ นองรอง รวมไปถึงการสรา งหนา ทบั พืน้ เมืองลานนา
ใหครบทั้งอัตราจังหวะสามชั้น สองชั้น และชั้นเดียว โดยยึดตามหลักการประพนั ธเพลงไทยของคุณครูมนตรี
ตราโมท และรักษาอารมณและตวามหมายของเพลงใหไดมากที่สุด โดยบทรองมีเนื้อหาเกี่ยวกับ กษัตริยสาม
พระองค ผูสราง “นพบุรศี รีนครพิงคเชียงใหม” ซ่ึงมีอายุยาวนานจนถึงปจจุบันกวา ๗๒๕ ป รูปแบบเนือ้ รอง
คอื คา ว (ครา ว) ซง่ึ เปนกลอนแบบลานนา และรปู แบบทํานองรองจะมีการใชเ อ้ือนแบบไทยมาผสมกับการรอง
แบบลา นนา ซง่ึ ทัง้ หมดนเี้ ปนการพฒั นาตอ ยอดเพลงจังหวะหนาทบั แบบเพลงพนื้ เมืองลา นนา ใหเปนเพลงเถา
แบบไทย โดยใชวงเครื่องสายผสมปพาทย และวงสะลอ ซึง บรรเลงรับรองเพลงน้ี และเผยแพรผลงานผาน
Facebook และ Youtube ของคณะผูจ ดั ทํา
กิตตกิ รรมประกาศ
โครงงานเร่ือง การประพันธทํานองเพลงและทํานองรองในบทเพลง “พญาเหยียบเมือง เถา” ฉบบั น้ี
สําเร็จลุลวงไดดวยดีโดยไดรับการอนุเคราะหจาก อาจารยธีรวัฒน หมื่นทา, คุณครนู ัทธมน เขื่อนเพชร และ
คุณครกู ฤษฎา นุม เจริญ ที่กรุณาเปนครูที่ปรึกษา และแนะนําแนวทางการจัดทําโครงงานในสวนตาง ๆ แกไข
ขอบกพรองตาง ๆ และไดใหขอคิดเกีย่ วกับการประพันธเพลงรวมไปถึงศิลปะท่ีเกี่ยวกับดนตรี แกคณะผูจัดทํา
โครงงาน จนโครงงานนี้เสรจ็ สมบูรณ คณะผูจัดทาํ จึงขอขอบพระคุณเปนอยางสูง
คณะผูจัดทําขอขอบคุณเพื่อน ๆ ภาคดุริยางคไทย ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปที่ ๓ วิทยาลัย
นาฏศิลปเชียงใหม ทีใ่ หกําลังใจ รวมแรงรวมใจในการบันทึกเสียง และวีดิทัศนการบรรเลงเพลงนี้ ใหออกมา
อยางสมบูรณ ขอขอบคุณนางสาวเมธินี สิทธะ ผูเปน เบื้องหลังในการอํานวยความสะดวกในการบันทึกเสียง
เพลง ตลอดจนคุณครู พี่ ๆ เพื่อน ๆ นอง ๆ ชาววิทยาลัยนาฏศิลปทั้ง ๑๒ แหง และผูที่สนใจเพลงนี้ ที่ให
กาํ ลังใจ และติดตามรบั ชม รบั ฟง ผลงานของคณะผูจดั ทําตลอดมา
สดุ ทา ยน้ี คณะผจู ดั ทํามีความหวงั เปน อยางยงิ่ วา โครงงานเรอ่ื ง การประพันธท าํ นองเพลงและทํานอง
รองในบทเพลง “พญาเหยียบเมือง เถา” ฉบับนี้ จะเปนประโยชนตอการศกึ ษาคนควา และเปนประโยชนตอ
วงการดนตรีไทย และดนตรพี ืน้ เมืองลานนาสบื ไป
สารบญั ๑
๑
บทที่ ๑ บทนาํ ๒
- ความสําคัญและความเปน มาของโครงงาน ๒
- วัตถปุ ระสงค ๓
- ขอบเขตของการทาํ งาน ๓
- ประโยชนทคี่ าดวา จะไดร ับ ๔
- นิยามศพั ทเ ฉพาะ ๔
๖
บทที่ ๒ เอกสารท่เี กี่ยวขอ ง ๗
- แนวคดิ เก่ยี วกบั ดนตรี ๑๑
- เพลงพื้นบา นลานนา ๑๓
- เพลงเถา ๑๙
- หลกั การขับรอ งเพลงไทย ๑๙
- หลักการและโครงสรา งการประพันธเพลง ๑๙
๒๓
บทท่ี ๓ วิธีการดําเนินงาน ๒๕
- การวางแผนดําเนนิ งาน ๒๕
- วัสดุ อปุ กรณ และเครือ่ งดนตรที ี่ใชในการทาํ โครงงาน
- ขั้นตอนการในการทําโครงงาน ๒๖
บทที่ ๔ ผลการดาํ เนนิ งาน ๓๐
- วิเคราะหเพลงพญาเหยียบเมอื ง ในทาํ นองสองช้ัน ทีค่ ุณครรู ักเกียรติ ปญญายศ ๓๕
๓๕
ไดป ระพนั ธไว ๓๕
- ทํานองเพลง พญาเหยยี บเมอื ง เถา และการประพันธห นา ทับพ้ืนเมืองลานนา ๓๕
๓๖
ในอตั ราจังหวะสามชั้น และชัน้ เดียว
- บทรอ งและทาํ นองรองเพลง พญาเหยยี บเมอื ง เถา
บทท่ี ๕ สรปุ ผลการดําเนินงาน
- สรปุ ผลการดาํ เนินงาน
- ปญหา อปุ สรรคในการดําเนนิ งาน และวิธแี กไขปญหา
- ขอเสนอแนะ
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
สารบญั รูปภาพ
ภาพท่ี ๓.๑ ซอดว ง ๑๙
ภาพท่ี ๓.๒ ซออู ๒๐
ภาพท่ี ๓.๓ ขิมสาย ๒๐
ภาพที่ ๓.๔ ขลยุ เพยี งออ ๒๐
ภาพท่ี ๓.๕ สะลอลกู ๓ ๒๐
ภาพที่ ๓.๖ ซึงลกู ๓ ๒๑
ภาพท่ี ๓.๗ ระนาดเอก ๒๑
ภาพที่ ๓.๘ ระนากทมุ ๒๑
ภาพที่ ๓.๙ ฆองวงใหญ ๒๑
ภาพท่ี ๓.๑๐ ฆอ งวงเล็ก ๒๒
ภาพที่ ๓.๑๑ กลองโปง โปง ๒๒
ภาพที่ ๓.๑๒ ฉ่ิง ๒๒
ภาพท่ี ๓.๑๓ ฆอ ง ๒๒
ภาพท่ี ๓.๑๔ กรบั ไมไ ผ ๒๒
ภาพที่ ๔.๑ QR Code วีดิทัศนก ารบรรเลงรับรองเพลง พญาเหยยี บเมือง เถา ๓๔
๑
บทที่ ๑
บทนํา
ความสําคญั และความเปนมาของโครงงาน
ทุกประเทศในโลกลวนมีเอกลักษณและวัฒนธรรม เฉพาะของประเทศนั้น ๆ ประเทศไทยก็
เชนเดียวกัน มีเอกลักษณและวัฒนธรรมท่ีบงบอกไดวาน่ีคือประเทศไทย ไมวาจะเปนเรื่องของบานเรือนไทย
อาหารไทย รําไทย ดนตรีไทย และอีกหลายสิ่ง หลายอยา ง สิ่งตาง ๆ เหลานี้ก็ไดถายทอดมาจนถึงคนในปจจุ
บนั นี้ ดวยดนตรีไทยเปนวัฒนธรรมอยา งหนงึ่ ท่เี หน็ ไดชัด วาไดมีการสบื ทอดตอกันมาเปนระยะเวลาอนั ยาวนาน
และยังแสดงเอกลักษณเ ฉพาะตัวของดนตรีไทย ซึ่งถือวาเปนมรดกอันเกิดจากภูมิปญญาของบรรพบุรษุ ไทยที่
ถายทอดมาสูรุนลูกรุนหลาน ดนตรเี ปนงานศลิ ปอีกแขนงหนึ่งที่มนษุ ยไดรับอิทธิพลจากธรรมชาติ สิ่งแวดลอม
อันกวา งใหญเ ปนแรงบันดาลใจใหเกิดความคิด สรา งสรรค เรียนรู เลียนแบบจากธรรมชาติเปนการตอบสนอง
ความตอ งการโดยตรง โดยใชวสั ดุจากธรรมชาติมาประดิษฐ และสรรคส ราง เปนเครือ่ งดนตรีทีใ่ ชในการบรรเลง
ขบั กลอ มตามกิริยาทา ทางของมนษุ ย ที่พงึ กระทาํ อนั ไดแก ดดี สี ตี เปา
ดนตรี เปน งานศิลปะท่มี นษุ ยส รางข้ึน โดยใชเ สียงเปนส่ือในการถายทอดออกมาเปน เสยี ง เปนทํานอง
มีลีลา มีจังหวะ ซึ่งอารมณของเพลงจะดําเนินไปตามจนิ ตนาการของผูประพันธ ดนตรีจึงนับเปนสิ่งที่มีคณุ คา
ตอมนุษยที่ ชวยปรุงแตงใหชีวิตมีความสุข ผอนคลายจากความเครียด และความโศกเศรา อีกทั้งเปนการ
สงเสริมใหเกิดความสมบรู ณ ในกิจกรรมทางสังคม และพิธีกรรมทางประเพณีทีม่ นุษยประกอบขึ้นอีกดวย ใน
วัฒนธรรมและสังคมไทย ดนตรีไทยถือเปนศิลปะที่แสดงใหรูถึงความเปนชาติ คุณคาของดนตรีไทย นั้นเรา
สามารถพิจารณาไดจากบทเพลงที่ผูประพันธไดประพันธข้ึน มีทวงทํานองตามโครงสรางของระบบเสียง ของ
ดนตรีไทย มีจังหวะ มลี ลี า มีบทรองทใ่ี ชถอยคํา เสยี ง อกั ษร สระ และวรรณยุกตตามกฎแหงฉนั ทลักษณ มีนกั
ดนตรีที่ทําหนาทีถ่ ายทอดบทเพลงดวยเครื่องดนตรีที่หลากหลาย โดยใชระเบียบวิธีการบรรเลงตาม หลักการ
บรรเลงของดนตรีไทยไดอยางเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย มีวิธีการขับรองที่กลมกลืน และไพเราะท่ีแสดงได
ถึงภูมิปญญาของโบราณาจารยทางดนตรีไทยที่ไดสรางสรรคทั้งรูปแบบของบทเพลง เครื่องดนตรี เทคนิค
วธิ ีการบรรเลง และหลักการขับรอ ง รวมถึงการนาํ มาใชในโอกาสตา ง ๆ อยางเหมาะสม
เพลงไทย หมายถึง เพลงที่ประพันธขึ้นตามหลักดนตรีไทย เปนเอกลักษณเฉพาะประจําชาติ มีลีลา
การขับรอง และการบรรเลงเปนแบบไทย เพลงไทยเปนศิลปะวัฒนธรรมของชนชาติไทย ซึ่งมีมาตั้งแตสมัย
โบราณ ตอมาไดพัฒนารปู แบบเพลงไทยมาเร่ือย ๆ ไดมีการประพนั ธเ พลงไทยใหมลี ีลา และสาํ เนยี งภาษาของ
ชาติอน่ื มากมาย ซงึ่ เพลงไทยนี้ แบงออกเปน ๒ ประเภท คอื เพลงบรรเลงและเพลงขับรอ ง ซึ่งหน่ึงในลักษณะ
เพลงขับรองของเพลงไทย คือ เพลงเถา เพลงเถาเปน เพลงไทยประเภทหน่ึง โดยลักษณะการบรรเลงนั้นจะเร่ิม
จากอตั ราจงั หวะสามช้ัน สองช้ัน จนถึงชัน้ เดียวตามลําดับ เพลงเถาไดถ ือกาํ เนดิ ในยุครัตนโกสินทรตอนตน โดย
มีววิ ฒั นาการจากการเลนเสภาและการเลนสกั วา
๒
การประพันธเพลงไทย ถือเปนศาสตรทางเสียงที่เกิดจากการสรางสรรคผลงานขึ้นดวยหลักการ
โครงสราง และองคประกอบทางดนตรีไทยท่ผี ูป ระพนั ธเ ปนผูกําหนด นอกจากน้ยี งั เปนศาสตรห นึ่งทางดนตรีท่ี
ผูเรียนจาํ เปนตองไดรับการเรยี นรูท างทฤษฎีดนตรีหลายดา น ประกอบกับเทคนิคเฉพาะสาํ หรับการประพนั ธซ่งึ
ตองไดรับการฝกหัดอยางตอเนื่อง รวมกับทักษะพื้นฐานดานการปฏิบัติดนตรี เพื่อสามารถพัฒนาชิน้ งานได
อยางเต็มศักยภาพ ทั้งนี้ ยังถือไดวาทักษะดานการประพันธเพลงในดนตรีไทย และการสรา งสรรคทางดนตรี
ไทย เปนทักษะและเทคนิคการปฏิบัติขั้นสูงในดานการปฏิบัติดนตรีไทย อีกทั้งประโยชนที่ไดรับจากการ
สรางสรรค หรือการทดลองทางดนตรนี ้ี จะนาํ ไปสูการพัฒนาและตอยอดผลงานชนิ้ ใหม ๆ ไดอ ยางหลากหลาย
ถือเปนสวนประกอบหนึ่งที่สําคัญสําหรับกิจกรรมทางสังคม เกิดประโยชนตอการพัฒนาศักยภาพของมนุษย
การพฒั นากลุมคน และพัฒนาดนตรีไทยไปสูก ารพัฒนาชาติในแตละระดบั อยา งกวางขวางตอไป
เมือ่ คณะผจู ดั ทํา ไดเห็นถงึ ความสาํ คัญของเพลงเถา และการประพันธเพลงไทยแลว คณะผูจัดทํา จึงมี
ความสนใจที่จะจัดทําโครงงานการประพันธเพลงไทย โดยคณะผูจัดทําไดเลือกเพลง “พญาเหยียบเมือง” ซึง่
เปน ผลงานการประพันธของคุณครรู กั เกียรติ ปญ ญายศ อตั ราจังหวะเทยี บเทาเพลงสองชนั้ มีเนื้อเพลงท้ังหมด
๓ ทอน ไมมเี น้ือรอง โดยใชหนาทับพื้นเมอื งของดนตรลี านนาประกอบจังหวะ ทํานองเพลงมีความสละสลวย
งดงาม และองอาจตามชื่อของบทเพลงนี้ นาํ เอามาประพนั ธข้ึนใหมใหเปนเพลงเถา ตามหลกั ของการประพันธ
เพลงไทย ทั้งทางของการบรรเลงและทางของการขับรอง รวมไปถึงการสรางหนา ทับพื้นเมืองลานนาในการ
บรรเลงเพลงเถานี้ และบทรองเปนบทรองเกี่ยวกับกษัตริยสามพระองค ผูสราง “นพบุรีศรีนครพิงคเชียงใหม”
ซึ่งประพันธในรูปแบบฉนั ทลักษณข อง “คา ว (ครา ว)” อนั เปน ลกั ษณะคาํ ประพนั ธทเ่ี ปน เอกลกั ษณของลานนา
เพ่อื เปน การตอยอดเพลงจังหวะพ้นื เมืองลา นนา ใหม ีรปู แบบของการบรรเลงแบบเพลงเถา พฒั นาใหเ พลงเถามี
เนื้อรองแบบคาว (คราว) พื้นเมอื งลานนา พัฒนาทักษะการประพันธเพลงของผูจดั ทําใหมีความชาํ นาญมากขึ้น
และเพ่ือเปน การรกั ษาศิลปวฒั นธรรมดนตรไี ทยและดนตรีพ้ืนเมืองลานนาใหอยูค ูประเทศไทยสบื ไป
วัตถปุ ระสงค
๑. เพอื่ วเิ คราะหลักษณะโครงสรา งเพลง การดําเนนิ ทาํ นองและอารมณข องเพลง พญาเหยยี บเมอื ง
๒. เพื่อแตงขยายและตดั ทอนเพลง พญาเหยยี บเมือง สองชั้น ใหครบเปน เพลงเถา ในทาํ นองดนตรี
๓. เพื่อแตงบทรอง และทํานองรอ งของเพลงพญาเหยยี บเมือง เถา ท้ังเพลง
๔. เพ่ือตอ ยอดเพลงพ้นื เมืองลานนา ในรปู แบบเพลงเถา ทง้ั ทาํ นองดนตรีและทาํ นองรอ ง
ขอบเขตของการทํางาน
ประพันธท ํานองเพลง พญาเหยยี บเมือง เถา โดยแตง ขยายใหเปนสามชั้น และตดั ทอนลงเปนชั้นเดียว
สวนบทรองและทํานองรอง ประพันธขึ้นใหมหมดทั้งเพลง และบันทึกเพลงโดยใชวงเครื่องสายผสมปพาทย
และวงสะลอ ซึง ใชเ วลาการทาํ งานท้งั หมด ๑ ภาคเรยี นการศึกษา ในภาคเรยี นที่ ๑ ประจาํ ปก ารศกึ ษา ๒๕๖๔
โดยประชมุ การทํางานกลุม กนั ผานแอปพลิเคชนั่ google meet
๓
ประโยชนท ่ีคาดวา จะไดร บั
๑. ไดท ราบลักษณะโครงสราง การดาํ เนนิ ทํานองและอารมณของเพลง พญาเหยียบเมือง
๒. ไดท าํ นองดนตรีของเพลง พญาเหยยี บเมือง เถา
๓. ไดทาํ นองรอ งของเพลง พญาเหยียบเมือง เถา
๔. ไดเ พลงพ้ืนเมอื งลา นนา ในรูปแบบเพลงเถาของไทย ท้งั ทํานองดนตรีและทํานองรอง
นิยามศพั ทเ ฉพาะ
การประพันธเพลงไทย หมายถึง การประพันธเพลงไทยโดยยึดตามหลกั การแตงเพลงไทยของคณุ ครู
มนตรี ตราโมท
เพลงเถา หมายถึง วิธีบรรเลงและขับรองของไทยอยา งหน่ึงซ่งึ มอี ัตราลดหล่ันกันไปตามลําดับอตั ราที่
ลดหลัน่ กันไปอยา งนอ ยสามข้นั ซ่งึ สว นใหญประกอบดว ยอัตราจังหวะสามชน้ั สองชน้ั และชน้ั เดียว
หนาทับพื้นเมอื งลานนา หมายถงึ หนาทับทใี่ ชบรรเลงประกอบเพลงพ้ืนเมืองลานนาท่วั ไป เชน เพลง
ลอ งแมป ง สรอ ยเวียงพิงค ษีหลงถ้าํ ฯลฯ โดยใช “กลองโปง โปง” ตปี ระกอบจังหวะ ซึง่ มสี ัดสวนเทากับหนา
ทบั สองไม สองช้นั
๔
บทที่ ๒
เอกสารทเ่ี กยี่ วของ
การจัดทาํ โครงงานเรื่อง เร่อื ง การประพันธทาํ นองเพลงและทํานองรอ งในบทเพลง “พญาเหยียบเมอื ง
เถา” คณะผูจัดทาํ ไดศึกษาเอกสารท่ีเกี่ยวของ เพื่อนํามาใชเปนขอมูลและแนวทางในการประพันธเพลงนี้ โดย
ไดแ ยกหัวขอทจี่ ะศกึ ษาออกเปน ๕ หัวขอ ไดแก
๑. แนวคิดเกี่ยวกับดนตรี
๒. เพลงพ้ืนบานลา นนา
๓. เพลงเถา
๔. หลักการขบั รองเพลงไทย
๕. หลักการและโครงสรางการประพนั ธเพลง
๑. แนวคดิ เก่ยี วกับดนตรี
รักเกียรติ ปญญายศ (๒๕๕๓ : ๔๖) ไดกลาวไวว า กิจกรรมการดําเนินชีวติ ของมนุษยลวนมีมากมาย
และทกุ กิจกรรมที่มนุษยเลอื กกระทําสวนใหญก็เปนไปเพือ่ ประโยชนข องสงั คมและตนเอง เพราะทุกคนเชื่อวา
หากสงั คมมคี วามสขุ ก็จะสงผลใหต ัวเองมีความสุขไปดว ย กจิ กรรมทางดนตรีก็เปน หนทางหน่ึงที่ผูคนจํานวนไม
นอยใหความสนใจใหความสาํ คญั และอกี จํานวนไมน อยท่ีกาํ ลังปฏบิ ัตกิ ารเพียรพยายามอยางขมีขมันเพื่อคนหา
ความงามความไพเราะ และกม็ ีอีกจํานวนไมนอยทไ่ี ดค นพบสัจธรรมความงาม ความไพเราะ แลวจงึ ไดถา ยทอด
เรื่องราวที่เปนบทสรุปมาจากกน บ้ึงแหง ประสบการณที่สัมผัสมาอยางประจักษจริง อันเปนมโนทศั นท่เี ปยมไป
ดวยสาระสําคญั โดยแทที่ควรรับฟงอยางใครครวญ ดังตัวอยาง เชน อมตะพระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกลา เจาอยหู ัวรชั กาลท่ี ๖ ไดทรงลิขิตไวว า
“ชนใดไมมีดนตรีการ ในสันดานความเปนคนชอบกลนัก อีกใครฟงดนตรีไมเห็นเพราะ เขานั้นเหมาะ
คิดขบถอปั ลักษณ อบุ ายมุงรายฉมังนัก มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี และดวงใจยอมดาํ สกปรก ราวนรกชน
เชนกลา วมาน่ี ไมค วรใครไวใจในโลกน้ี เจา จงฟง ดนตรเี ถดิ ชน่ื ใจ”
อัลเบิรต ไอนสไตน ซึง่ เปนนักวิทยาศาสตรเอกของโลกไดกลาวไววาหากขาพเจาไมไดเปนนักฟสิกส
แลว ก็คงจะเปนนกั ดนตรี ขาพเจาชอบที่จะคิดดว ยดนตรี ฝนเฟองในดนตรี สําหรับขาพเจาแลวคงจะเปนไป
ไมไดท ีจ่ ะมีชีวติ อยูโ ดยไมเลน ดนตรี
ในวรรณกรรมลานนาที่ชื่อวา จักรวาลทีปนี ซึ่งรจนาโดยพระสิริมังคลาจารยเมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๓ ได
อรรถาธบิ ายถึงดนตรไี วว า
“ทา วสกั กะจอมเทพ เปนผูอิม่ เอิบพร่งั พรอม ไดร บั บําเรอ อยดู ว ยเบญจดรุ ิยางค อันเปนทพิ ย...”
ปรัชญาวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม ซ่ึงเปนพุทธพจน ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราช
กมุ ารี โปรดเกลาพระราชทานแดวิทยาลยั นาฏศิลป
๕
“สาธุ โข สิปปฺ กํ นาม อป ยาทสิ กีทิสํ ซึ้นชือ่ วาศลิ ปะแมเ ชนใดเชน หน่งึ ก็ยังประโยชนใ หสําเร็จได”
ถาจะวาไปแลว มโนทัศนท่ีกลาวมาทั้งหลาย ก็ลงมาสรุปอยูที่พุทธปรชั ญา และเนื้อหาของปรัชญาจะ
นา เชื่อถือได ก็ตองอา งองิ หลักตรรกะ เปนเคร่อื งมอื ทใี่ ชพ ิสจู นแ สดงใหเ ห็นจรงิ ดังนี้
“ศลิ ปะแมเชนใดเชนหน่ึง ก็ยงั ประโยชนใหสําเรจ็ ได
ดนตรีพน้ื เมือง เปนศิลปะ
ดังน้ันดนตรีพ้นื เมอื ง ก็ยงั ประโยชนใหสําเรจ็ ได บนเสน ทางศิลปวัฒนธรรม”
รักเกียรติ ปญญายศ (เลม เดยี วกนั : ๕๒-๕๓) กลาวถงึ ดนตรกี ับมิตแิ หงความงามความไพเราะวาความ
งามความไพเราะหรือสนุ ทรียะ บางทเี รากเ็ รยี กวาสนุ ทรยี ศาสตร ซึง่ เปน วิชาทีว่ าดวยความงามความไพเราะซ่ึง
เปนสวนหนึ่งของวิชาปรัชญา ประเด็นสําคัญเกี่ยวกับความงามความไพเราะก็คือ คําถามทีว่ าความงาม ความ
ไพเราะ คืออะไร ถาจะใหต อบก็คงไมงาย แตถา ถามกลับวา ฐานที่กอ ใหเกิดความงามและความไพเราะมาจาก
ตรงไหน เชื่อวา ทุกคนตอบไดอ ยางแนน อน อยา งไรก็ตามในเร่ืองของความงาม ความไพเราะ นับวาเปนปญหา
ในเชงิ ปรัชญาท่ีมมี าแตชา นาน ยงั หาขอ สรปุ ทีแ่ นช ัดไมไดและก็คงเปนไปอยางน้ีอีกยาวนาน เพราะวาความงาม
และความไพเราะ เปนเรื่องของอารมณความรูสึกที่เหตุผลเขาถึงไดยาก หรือแทบจะใชไมไดเลย ดังนั้นการ
คลี่คลายปญหานี้ เราจะตองมาฟงมุมมองทางความคิด ที่มีผูแสดงไวอยางหลากหลายแตกตางกันออกไป
มากมาย ซึ่งในที่น้จี ะขอนําเสนอกลมุ แนวคิดหลกั ๆ เพยี ง ๓ กลุม แนวคิดคือ
๑. กลุมอตั นัยนยิ ม กลมุ นีเ้ ชอ่ื วาความงามความไพเราะ ลว นเปน สงิ่ ทีไ่ มมีจริงในตวั มันเอง มันมีขึ้นมา
ไดเพราะมนุษยไ ปกําหนดกฎเกณฑสรา งมันขนึ้ มา มนษุ ยเทา นัน้ ที่มอี ยจู ริงและเปน ตัวตัดสิน ดงั นน้ั มนษุ ยแตละ
คนตา งมีมาตรการวดั ความงามความไพเราะเปน ของตนเอง แตกตางกันออกไปโดยไมขึน้ กบั ผูใดผหู นง่ึ
๒. กลุมปรนัยนิยม เปนกลุมที่เชื่อวาความงามความไพเราะเปนสิ่งที่มีอยูจริง มีกฎเกณฑมาตรฐาน
แนน อนตายตัว ไมมีการเปลี่ยนแปลง ไมขึ้นอยูกับความรูสึกของใคร ถึงแมไ มมีมนุษยสิ่งเหลา นี้ ก็ดํารงอยูของ
มันเองอยางภาวะวิสัย การที่ตัดสินความงามความไพเราะออกมาไมเหมือนกัน เพราะวาเราแตล ะคนโดยสวน
ใหญไมสามารถเขาถึงสนุ ทรยี ภาพท่ีแทจ ริง และการท่จี ะเขาถึงสนุ ทรียธาตุ เราตอ งพฒั นาจิตใจใหสมบูรณดวย
การทาํ สมาธิ ควบคกู นั ไปกบั การฝก ฝนอยางทมุ เทมุงมั่น
๓. กลุม สัมพทั ธนิยม เปนกลุมท่ีคลา ยกับกลุมอัตนัยนิยม เพยี งแตกลุมนีเ้ ชื่อวา กฎเกณฑการตัดสิน
ความงามความไพเราะน้นั ข้ึนอยูก บั สภาวะแวดลอมทางวฒั นธรรมของแตล ะทองถนิ่ ตามทาํ เลที่ตั้งและสภาพ
ภูมิอากาศ และเชอ่ื วา ตวั เองตองทาํ ตัวใหเปนกลางในการนําเสนอขอคน พบ
อยางไรก็ตาม ในที่นี้ขอนาํ เสนอมุมมองทน่ี า สนใจอีกมุมมองหน่ึง ซึ่งเชื่อวานาจะเปน ประโยชนในการ
ท่ีจะนําไปใชเปนขอมูล เพือ่ ทําความเขาใจในเรื่องความงาม ความไพเราะ กลาวคือรายละเอียดในวิชาเคมี ซ่ึง
เปนสาขาหนง่ึ ของวิทยาศาสตร ไดมีการทดลองพิสูจนทางเคมีของนํ้าตาล และไดผลสรุปออกมาวา โครงสราง
ของนํ้าตาลประกอบดวยคารบอน ออกซิเจน และไฮโดรเจน ซ่ึงผลของสารประกอบทั้ง ๓ ที่มารวมกัน เราจะ
รับรูวา มีรสหวาน แตความเปน จรงิ แลว ความหวานไมไดอ ยูในอะตอมของคารบอน ออกซิเจน และไฮโดรเจน
และความหวานก็ไมไดเกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธการเกาะเกี่ยวกันทางเคมี แตค วามหวานเปนประสบการณทาง
๖
ประสาทสมั ผัสที่เกิดข้ึน เมื่อโมเลกุลของนาํ้ ตาลมีปฏสิ มั พนั ธท างเคมกี บั ตอมรบั รส หรือลน้ิ ของเรา อีกกรณหี นึ่ง
ในเรือ่ งของสี การศึกษารับรูในเรอื่ งของสีท่ี ไดด ําเนนิ กันมาอยา งกวา งขวางในหลายทศวรรษ และมีการยืนยัน
อยางชัดเจนวา ไมมสี ดี ํารงอยใู นโลกภายนอก ประสบการณท ่มี ีตอสีถกู สรางขึ้นโดยความยาวคล่นื แสงที่สะทอน
จากวตั ถุขางนอก แลวเขาไปทําปฏกิ ิริยากบั เรตินาในดวงตาของเรา ท่ีกลาวมานก้ี ค็ งเปน เพียงทางเลือกบางสวน
ท่พี อจะนาํ ไปเปน เคร่ืองชวยนําพาขยายมุมมอง ในเรือ่ งความงาม และความไพเราะอยางมรี สชาติมากยิ่งข้ึน
๒. เพลงพื้นบานลานนา
พรพรรณ วรรณา (๒๕๔๒ : ๔๗๕๗-๔๗๕๘) ไดกลาวถึงขอมลู เก่ียวกับเพลงพ้ืนบานลานนาไววา ชีวิต
ของชาวลานนาแตเดิมนั้น ผูกพันอยูกบั เสียงเพลงเกือบตลอดเวลา ตั้งแตวัยทารก มีเพลงขับกลอมในวัยเด็กมี
เพลงประกอบการละเลนตาง ๆ ที่ทําใหก ารละเลนนนั้ สนกุ สนาน เมื่อถึงวยั หนุมสาวก็ มีประเพณีการแอวสาว
ซึ่งหนุม ๆ จะนําเครื่องดนตรปี ระเภทสะลอ ซึง เปยะ บรรเลงไปตามทาง ขณะไปเยือนหญิงที่ตนหมายปอง มี
การขับลํานําที่เรียกวา “จอย” สวนในงานพิธีและงานรื่นเริงตามเทศกาลตาง ๆ เชน พธิ ีขึ้นบานใหม พิธีบวช
นาค ฟอนผีมดผีเม็ง เซนผีบรรพบุรุษ จะประกอบไปดวยการบรรเลงดนตรี การขับรองเพลง และการแสดง
เพลงปฏิพากยที่เรียกวา “ซอ” แมใ นชวงสุดทายที่ชีวิตดับสูญ ก็จะมีบทบาทที่จะบรรเลงพธิ ีชักปราสาทบรรจุ
ศพเขาสปู าชา
เพลงพ้ืนบานลานนานัน้ อาจจะแบง ไดหลายวิธี เชน แบง ตามเวลาและโอกาสการแสดงออก อาจจะ
แบงไดเปนเพลงรองเลน เพลงพิธีกรรม เพลงกลอมเด็ก ฯลฯ ในที่นี้จะจัดแบงเพลงตามลักษณะของการ
แสดงออก โดยคํานงึ ถึงองคประกอบ ๒ อยางคอื ดนตรีและเนือ้ รอง ซึ่งแบง เปน ประเภทใหญ ๆ ไดด งั น้ี
๑) เพลงท่ีไมม ีเน้ือรอ ง หรอื เพลงบรรเลง หมายถึงเพลงท่เี กดิ จากการบรรเลงดว ยเคร่ืองดนตรีลวน ๆ
ไมมีการขับรอง เพลงประเภทนมี้ ีทั้งการบรรเลงเดี่ยว และการเลนประสมวง โอกาสในการเลนดนตรีมีทัง้ การ
ขบั กลอ มในยามวาง การเลนดนตรขี องชายหนุมเวลาไปแอวสาวตอนกลางคืน การเลน ในงานรน่ื เริงตา ง ๆ เปน
ตน
๒) เพลงทีม่ เี น้ือรอ งแตไ มมดี นตรีประกอบ แบง ไดเปน ๒ ประเภท คอื
- บทเพลงทางมขุ ปาฐะ คือการขับรอ งเพลงทจี่ ดจําสืบทอดกันตอ ๆ มา หรือเปนการขบั รอ งท่ี
เกิดจากปฏิภาณไหวพริบ เพลงเหลา นี้จะใชขับรอ งกนั เลน ๆ เชน
- จอย คือการขบั รองเดี่ยวที่เอื้อนเสยี งทอดยาว แบบเดียวกับการขับลํานาํ ของไทย
ภาคกลาง ชายหนุม มักขับจอยในยามท่ีเดนิ ทางไปแอว สาวเวลากลางคนื
- เพลงสําหรับเดก็ มีเพลงกลอ มเด็ก เชน เพลงอื่อ และเพลงประกอบการเลนของ
เดก็ เชน เพลงสิกกองกอ สิกชงุ ชา-สิกจุง จา เปนตน
- บทซอเบ็ดเตล็ด เปนการขับซอของชาวบานลานนาแตโ บราณ โดยเฉพาะการขับ
เลน ๆ เพื่อความครึกครืน้ (“ซอ” หมายถึง การขับรองบทเพลง มิไดหมายถึงเครื่องดนตร)ี บทชซเบ็ดเตล็ด
เหลา นี้ เปนเพลงพื้นบานลานนาทีส่ บื ทอดทางมขุ ปาฐะ มเี นือ้ หาหรอื ลลี าทแ่ี สดงใหเหน็ อารมณขนั ของชาวบาน
๗
ที่รักความสนุกสนาน บทซอเบ็ดเตล็ดมีหลายชนิด เชน ซอกอม ซอบฮูจบ ซอกบเกิ่ง ซอลายอํา ซอลายสอง
เปนตน
- บทเพลงที่มาจากวรรณกรรมลายลักษณ หมายถึงบทเพลงทีก่ วีลานนาไดแตง ขึ้น
เปนลายลักษณ มีปรากฏตนฉบบั มาแตโบราณในใบลานและในพับ (ปบ) หนังสา (ลักษณะเดยี วกับสมุดขอย)
วรรณกรรมเหลานี้ แตง ดว ยคําประพันธสามารถนํามาอานดว ยทาํ นองเสนาะในโอกาสตาง ๆ ดวยลักษณะลลี า
ของการขับรอ ง จึงจัดเปน เพลงพน้ื บานลานนาประเภทหน่งึ เชน คา วซอหงสผ าคาํ โคลงนางอมรา เปน ตน
๓) เพลงผสม ไดแก เพลงท่มี เี นือ้ รอ งและดนตรีบรรเลงประกอบ เปนการผสมระหวา งเพลงประเภทท่ี
หน่ึงและประเภททสี่ องเขาดวยกัน เพลงประเภทนีค้ อื “ซอ” นั่นเอง เปนเพลงพื้นบานลานนาที่อยูในลักษณะ
เพลง “ปฏิพากย” คือมผี ขู ับรอ งชายหญิง ซ่งึ เรยี กวา “ชางซอ” ขับรองโตตอบกนั เรียกวาเปน “คูถอ ง” (คาํ วา
“ถอง” หมายถึงการโตตอบกัน) ทวงทํานองซอแตดั้งเดิมมีหลายทํานองดวยกัน แตละทํานองจะมลี ลี าในการ
เอื้อนเสยี งและลลี าแตกตางกันออกไป
๓. เพลงเถา
สรุ ชัย เครือประดบั (๒๕๑๖ : ๒-๒๐) ไดก ลาวถงึ ความหมายและรายละเอียดของเพลงเถาไว ดงั นี้
เพลงเถาเปนชื่อระเบียบวิธีบรรเลงและขับรองของไทยอยา งหนึ่งซึง่ มีอัตราลดหลั่นกันไปตามลาํ ดับ
อัตราที่ลดหลนั่ กันไปน้ันประกอบดว ยอัตราสามชั้น สองชั้น และช้นั เดยี วเปนสาํ คญั สวนอตั ราสีช่ ้นั และครึ่งช้ัน
แมจ ะมอี ยูบา งในบางเพลง แตปจจบุ นั ก็ไมสูนิยมแลว และเพราะเหตุทเี่ พลงเถาประกอบดว ยเพลงในอัตราตาง
ๆ ดงั กลา วในข้นั แรกจึงขออธบิ ายคําวาเพลงสามช้นั สองชน้ั และชน้ั เดยี ว เพือ่ ประกอบความเขาใจกอ นดังนี้
๑) เพลงชั้นเดียว คําวา “ชั้นเดียว” เปนชื่ออัตราจังหวะที่ดําเนินลีลาไปดวยประโยคสั้น ๆ และ
รวดเรว็ กวาเพลงในอตั ราชั้นอ่ืน ๆ ในสมัยโบราณสงั คีตาจารย จงึ จัดเพลงชั้นเดียวไวในจําพวกเพลงเร็ว และใช
บรรเลงประกอบการแสดงโขนละคร ตลอดจนใชบรรเลงเพื่อเปนเพลงเกร็ดหางเครื่องเปนสําคัญ สวนทํานอง
รองชนั้ เดียวนั้น นอกจากทา นจะปรุงขน้ึ จากทาํ นองดนตรีท่ีมีอยูเ ดิมแลว ทแ่ี ฝงมาในรูปของเพลงพื้นเมอื งก็มีอยู
มิใชนอ ย เพลงอตั ราชน้ั เดยี วจงึ นาจะถอื ไดว ามีความเกาแกกวาเพลงในอัตราอื่น ๆ และนับเปน เพลงขั้นมูลฐาน
ท่ศี ลิ ปนนําไปขยายเปนเพลงอตั ราตา ง ๆ ในรปู แบบแปลกเปล่ยี นไป
๒) เพลงสองชน้ั คําวา “สองชนั้ ” เปนชอ่ื อตั ราจงั หวะที่ดาํ เนนิ ลีลาไปกลาง ๆ ไมชาหรอื เรว็ จนเกินไป
ถาจะเทยี บกับเพลงช้ันเดียวเพลงสองชนั้ ยอมมคี วามยาวกวาเพลงชั้นเดยี วหนงึ่ เทา ตวั ในเพลงทํานองเดียวกัน
เชน เพลงนางครวญทํานองสองชั้น ยอมยาวกวาเพลงนางครวญทํานองชั้นเดียวหนึ่งเทาตัว ฯลฯ หากจะ
พิจารณาถงึ ทางเกดิ แลวอาจแยกไดเ ปน ๒ ประเภทคอื
(ก) เพลงสองชั้นโดยกําเนิด เพลงสองชั้นประเภทนี้ศิลปนแตงขึ้นใหม เปนเพลงสองชั้น
โดยตรง ไมไ ดย ดึ ไมไดยืดขยายจากเพลงชั้นเดียวของเดิมแตอยางใด ความประสงคก็เพ่ือใชบรรเลงและขับรอง
ประกอบการแสดงโขนละครเปนสําคัญ สังคีตาจารยแตโบราณจัดเพลงประเภทนี้ไวในจําพวกเพลงชา แต
สําหรับเพลงสองชั้นในระยะหลัง ๆ ตอมา ทานไมส ูจะถือวาเปน เพลงชาตามความหมายของโบราณอาจารย
๘
เทาใดนัก ทั้งความประสงคก็ผิดกัน เพราะบางเพลงทานประดษิ ฐข้ึนเพื่อใชบรรเลงเปนเพลงรบั รอง หรือใชใน
การเลนดอกสรอ ยสักวาหาไดใ ชเ พื่อประโยชนในการแสดงโขนละครเหมือนกอนไม
(ข) เพลงสองช้นั ท่ถี อื กาํ เนดิ จากเพลงอน่ื เพลงสองชั้นประเภทนี้ ศิลปน นาํ เพลงเรว็ ชั้นเดยี ว
ของโบราณ มาขยายขึ้นอีกเทา ตัวเปนเพลงเรว็ สองชัน้ เพื่อใชบรรเลงและขับรองประกอบการแสดงโขนละคร
ในตอนที่ตองการการดําเนินลลี าอยางแชมชา เชน ประกอบบทเลาโลมหรือบทโศก ฯลฯ นอกจากนัน้ ในระยะ
หลงั ยังมเี พลงสองชัน้ ชนดิ ที่ศิลปน ตดั ทอนจากเพลงสามชน้ั เพม่ิ ข้ึนอีกอยา งหน่ึงดวย
๓) เพลงสามช้นั คาํ วา “สามชั้น” เปน ชอ่ื อัตราจังหวะที่ดาํ เนนิ ลลี าไปดว ยประโยคขนาดยาวและแชม
ชาเพลงสามชั้นจึงเปนเพลงที่ตองใชเวลาบรรเลงและขับรองนานกวาเพลงในอัตราอื่น ๆ เชน ถาเพลงนาง
ครวญ สองช้ัน ใชเ วลาบรรเลงเพลงและขับรอง ๔ นาที เพลงนางครวญ ชั้นเดยี ว จะจบลงในเวลา ๒ นาทีสวน
เพลงนางครวญ สามช้นั จะตอ งใชเ วลาถงึ ๘ นาที ฯลฯ สาํ หรับจดุ กําเนิดของเพลงสามชัน้ นัน้ อาจแยกพิจารณา
ไดดงั นี้
(ก) เพลงสามชัน้ โดยกาํ เนดิ เพลงชนิดน้ศี ลิ ปนประดิษฐขนึ้ โดยตรง ในชั้นตนมักมีแตทํานอง
ดนตรีเปนพื้น เชน เพลงตระตาง ๆ ซึ่งบรรเลงรวมอยูในชุดโหมโรง หรือใชบรรเลงเปนเพลงหนาพาทย
ประกอบการแสดงโขนละคร ตลอดจนบรรเลงประกอบในพิธีไหวครู สว นทาํ นองรองสามชัน้ น้ันศิลปนเพิ่งนิยม
ประดิษฐขึ้นในสมัยหลัง คือในยุคที่ “ดอกสรอยสักรวา” เฟองฟูโดยใชเพลงรองที่ดําเนินลีลาไปอยางแชมชา
และบางเพลงกม็ ที ํานองเอื้อนยืดยาวนี้ สําหรบั การเลน ดอกสรอ ยสกั รวาเปนสําคญั ท้งั นี้เพื่อใหทาํ นองเลื่อนเปด
โอกาสแกนกั กลอน เพื่อจะไดคิดกลอนทํานองรอง เชน เพลงสักรวาพระทอง เปนตน จนกระทัง่ ถึงยุคนิยมฟง
เพลงรับรอ งกันมากข้ึน คอื ตั้งแตปลายรชั กาลพระบาทสมเด็จพระน่ังเกลา เจาอยูห วั เปนตน มา เพลงสามชั้นจงึ
เริ่มเขามามบี ทบาทในแงท่ีเปนเพลงเสภาสําหรับสง สําหรับรองสง อีกอยางหนึ่ง ศิลปนผูสมควรไดช่ือวาบิดา
แหงเพลงสามชั้นในยุคนี้ คือ “พระประดิษฐไพเราะ” (มี ดรุ ยิ างกูร) หรือที่ศิลปน ทัว่ ไปรูจักกันในนาม “ครูมี
แขก” นน่ั เอง
(ข) เพลงสามชั้นที่ถือกําเนิดจากเพลงอ่ืน เพลงชนดิ นี้ในดานทํานองดนตรีมมี าแลวแตคร้งั
ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยศิลปนนาํ เพลงหนา พาทยอัตราสองช้นั บางเพลง มาขยายเปนทํานองสามช้ัน เชน
เพลงตระจอมศรี และตระปรายพระลักษณ เปน ตน สว นท่ียดื ขยายจากเพลงชาเพลงเรว็ หรือเพลงสองช้ันอื่น ๆ
เพื่อใชเปน เพลงรอ งนัน้ เพ่ิงมานิยมในยุคดอกสรอยสักรวาเฟองฟู และยุคนิยมฟง เพลงรับรองดังไดกลาวไวแลว
ในขอ ๒. (ก) นีเ่ อง
ความสาํ คัญพน้ื ฐานท่คี วรสังเกตในระยะน้ีก็คอื วิธขี ยายเพลงจากช้นั หน่ึงเปนอีกช้ันหน่ึงน้ัน เปนเพียง
การขยายเนือ้ หาและความกวางของชวงจงั หวะ หาใชเปนการเพิ่มจังหวะแตล ะอยางใด ไมเชน เพลงนางครวญ
เปนเพลง ๔ จังหวะไมวาจะเปนอตั รา สามชั้น สองชั้นหรือชั้นเดียว ยอมคงความเปนเพลง ๔ จังหวะไวไม
เปลี่ยนแปลง แตเ หตุท่ีสั้นยาวผิดกันนัน้ เนื่องมาจากแตละชว งจังหวะของเพลงแตละอัตราซึ่งกวางยาวผิดกัน
กลาวคอื จงั หวะ ๓ ชนั้ ๑ จังหวะยอ มยาวเปน ๒ เทาของจงั หวะสองช้นั ๑ จังหวะและจงั หวะสองชัน้ ๑ จังหวะ
ยอมยาวเปน ๒ เทาของจังหวะชั้นเดยี ว ๑ จังหวะเชนนี้ตลอดไป จะยกเวนก็เฉพาะเพลงจําพวกโยนบางเพลง
๙
ซึง่ ถาจะนาํ มานบั จังหวะแบบเพลงธรรมดาแลว ยอมไมคงทแ่ี นนอนเชน ทาํ นองสามช้นั อาจนับได ๑๐ จังหวะ
แตส องชนั้ อาจเหลอื เพียง ๖ จังหวะ ฯลฯ เพราะเพลงดงั กลา ว มิไดมกี ารกําหนดอตั ราอัตราจงั หวะไวตายตัวแต
อยางใด
สวนที่จะทราบวาเพลงใดมีกี่จังหวะนั้น ทานวัดจาก “จงั หวะหนาทับ” เปนเกณฑ เชน ถา “หนาทับ
ปรบไก” ตซี ้าํ กัน ๖ เที่ยว กถ็ อื ไดว า เพลงนั้นเปนเพลง ๖ จังหวะ โดยถอื หลักวา ตจี ังหวะหนาทบั ปรบไกครบ ๑
เที่ยวเทากับ ๑ จังหวะ ทั้งนี้ยกเวน เพลงจาํ พวกโยนหนา ทับสองไม หรือหนาทับทยอย ตลอดจนหนาทบั พิเศษ
อืน่ ๆ บางเพลง
ขอควรสังเกตอกี อยางหนึ่งซึง่ ไมควรลืมกค็ อื แตเดิมมาเรานยิ มเรยี กชือ่ เพลงที่มีอัตราตางกันวา เพลง
เรว็ หรอื เพลงชา เทา นนั้ สว นที่มาเรยี กวาเพลงสามช้นั สองชน้ั หรอื ชน้ั เดียว เพงิ่ เกิดในสมัยที่มีการบรรเลงและ
การขับรองเพลงเถากันอยางกวางขวางนี่เอง สังคตี าจารยจ ึงกําหนดชอ่ื เรยี กลลี าที่ดาํ เนนิ ทาํ นองไปในอัตราตาง
ๆ กันขึ้นอีกแบบหนง่ึ โดยถือเอาการกระทํากอนหลังเปนสําคญั กลาวคือที่เรยี กวา เพลงชัน้ เดียว ก็เพราะเพลง
อัตรานีส้ วนใหญเปนเพลงขั้นมลู ฐาน ศิลปน ประดิษฐขึ้นเปนอันดับแรก ตอจากนั้นจึงขยายเพลงชั้นเดียวเปน
อัตราอื่น ๆ ตอไปดวยเหตุผลนี้ที่เรียกวาเพลงสองชั้น จึงหมายถึงเพลงที่ทําขึ้นเปนครั้งที่ ๒ หาใชหมายถึง
เพราะมีความยาวเปน ๒ เทาของเพลงชั้นเดียวไม สวนเพลงที่ทําข้ึนเปนครั้งที่ ๓ ทานก็เรียกวา เพลงสามช้ัน
และเมอ่ื มีการยดื ขยายจากทํานองสามช้ันขนึ้ ไปอีกเปน คร้ังที่ ๔ กเ็ รยี กวาเพลงสช่ี ัน้ ตอ ๆ ไปตามลาํ ดบั
สําหรับเพลงที่จะไดชื่อวาเพลงเถานั้น ยอมเกิดจากการนําเพลงแตละอัตราดังกลาวมาเชื่อมตอเขา
ดว ยกัน ในอตั ราท่ีลดหลน่ั กันไป ดังไดก ลาวเกรนิ่ ไวใ นตอนตนเร่ืองแลว คร้ังหน่ึง สว นระเบียบวิธีท่ีจะกําหนดวา
เพลงใดเปนเพลงเถาหรือไมเพยี งไรนั้น มลี ักษณะสาํ คญั ท่ีควรพจิ ารณาดังนี้
๑. อัตราที่ลดหลั่นกันไปตามลําดับนั้นจะตองดําเนินไปไมนอยกวา ๓ ขั้น เพราะฉะนั้นเพลงเถาจึง
ประกอบดวยเพลงในอตั ราสามชนั้ สองชนั้ และช้นั เดียว เปน สําคญั
อนึ่งในยุคที่ศิลปดนตรีไทยเจริญถึงขีดสุด หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ยังไดคิดขยาย
เพลงทํานองสามชั้นขึ้นอกี เทาตัว เปนเพลงสี่ชั้น (บางทานก็เรียกเพลงหกช้ัน) และเมื่อนําเพลงดังกลาวมา
บรรเลงรวมเขาชุดเปน แบบเพลงเถา เพลงเถาประเภทนี้ จึงกลายเปนเพลงที่มีอัตราลดหลั่นถึง ๔ ชัน้ คือเร่ิม
ตงั้ แตอตั ราสีช่ ัน้ สามช้นั สองช้นั และหมดลงทเ่ี พลงอตั ราช้ันเดียว
๒. อัตราของเพลงที่ลดหลั่นกันไปตามลําดับนั้น ทุก ๆ ชั้น จะตองเปนเพลงเดียวกันดวย เชน ถา
ทํานองสามชั้น บรรเลงและขับรองเพลงเขมรพวงทํานอง สองชั้น และชั้นเดียว ก็ตองเปนเพลงเขมรพวงใน
อัตราท่ีลดหลั่นกนั ไป จึงจะไดชือ่ วาเปนเพลงเถา ถาบรรเลงและขับรองเพลงเขมรพวงทํานองสามชั้น ตอดวย
เพลงเขมรเอวบาง สองชน้ั แลว จบลงดว ยเพลงเขมรปากทอ ชน้ั เดียว หรืออ่นื ๆ เปนเหตุใหทั้งทํานองรองและ
ทาํ นองรับไมใชเ นอ้ื หาเดียวกัน ลักษณะเชนนี้ แมเพลงที่นาํ มาบรรเลงและขับรองจะดําเนนิ ลีลาครบถวนท้ัง ๓
อตั ราตามแบบดวยเสียงท่ีตอเน่ือง ตลอดจนสําเนียงเดยี วกนั กห็ าเรียกเพลงดังกลา ววาเพลงเถาไม
๓. การบรรเลงและขับรองในแตละอัตรานั้น จะตองกระทําติดตอกันไปไมใหขาดระยะ เชน ทํานอง
สองช้ันตองตอ จาก สามชั้น และทํานองช้นั เดยี ว กต็ อ งตอ จากสองชนั้ โดยทนั ทีจะหยดุ ในชวงใดชวงหน่ึงแลวจึง
๑๐
บรรเลงและขับรอ งตอไป หรือนําเพลงอื่นมาบรรเลงหรือรองแทรกในตอนใดตอนหนึ่ง แลวจึงกลับมาบรรเลง
และขบั รอ งเพลงอัตราอืน่ ตอจากท่ีบรรเลงและขบั รอ งไวในระยะแรกไมได เชน เมือ่ จะบรรเลงและขับรองเพลง
ตอยรูป เถา ก็ตองบรรเลงและขับรองเพลงตอยรูป เถา ทั้งทาํ นองสามชั้น สองชั้น และชั้นเดียวติดตอกันไป
ตามลําดบั
๔. เพลงเถาทน่ี บั วาสมบูรณจ รงิ ๆ น้นั ตามความเหน็ ของขาพเจาเห็นวา ความพถิ ีพิถันในเร่ืองบทรอง
มีความสาํ คญั อยูไ มใชนอย กลา วคอื ทัง้ ทํานองสามชน้ั สองชั้น และชน้ั เดียว ควรมีความติดตอเปน เรอื่ งเดยี วกัน
การที่บทรอ งในแตล ะอัตรามีเนื้อความตดิ ตอ กัน ยอมมีสว นชว ยเชอื่ มอารมณของผูฟงใหเกาะเกี่ยวกัน
ไปโดยไมขาดระยะ ท้ังยังเปนเหตใุ หผูฟงไดรับทงั้ รสรอง รสรับ และรสความอยา งสมบูรณดว ย หากบทรอ งของ
แตละอัตราขาดความสัมพันธซึ่งกันและกัน อารมณของผูฟงยอมแปรเปลี่ยนไปในทางตรงขามได นอกจาก
ลกั ษณะดังกลาวบทรอ งเพลงเถาท่ีดยี ังควรจบลงในแตละอัตราอกี ดว ย
๕. ความนิยมอีกอยางหน่ึงสาํ หรบั เพลงเถาซ่งึ ไมค วรลืมก็คือ เพลงเถานยิ มดาํ เนินไปในรูปของเพลงรับ
รอ งคือเมื่อรองจบทอ นดนตรีก็บรรเลงรับ ๒ เทย่ี วแบบโบราณ หรือเท่ียวเดียวก็ตาม แตดังน้ีตลอดทุกอัตราชน้ั
หานยิ มนําเพลงเกามารอ งใหด นตรีบรรเลงคลอหรอื บรรเลงลาํ ลองแตอ ยา งใดไม
การรวมชดุ เพลงอัตราตาง ๆ ในรูปเพลงแถวนีน้ อกจากจะเริ่มแตอ ัตรา สามชั้น สองชั้น และจบลงที่
อัตราชั้นเดียวแลว ในบางโอกาส การรวมชุดเปนเพลงเถาเริ่มตั้งแตอัตราชั้นเดียว สองชั้น แลวมาหมดลงท่ี
อตั ราสามชั้นก็มี เชน การบรรเลงเดยี่ วพญาโศก เถา เปน ตน
เพลงเถานับเปนเพลงรุนใหม เพราะเพิ่งเริ่มมีบทบาทในวงดุริยางคศิลปไทยในราวปลายรัชกาล
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจา อยูห ัวนีเ่ อง แตถึงกระนั้นในระยะดังกลาวก็ยังไมสูเปน ที่นิยมแพรหลาย
เทาใดนัก ความนิยมอยางจริงจัง มาตกอยูในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ซ่ึงเปนระยะที่
ทางดนตรีและนาฏศิลปไทยไดรบั การทะนุบํารุงอยางกวางขวาง ตั้งแตวังหลวง ตลอดถึงวังเจา และเรือน
ราษฎร ลวนมีมโหรีปพาทยไวประจํา ตางวงตางฝกปรือฝมอื โดยสรรหาครูบาอาจารยมาเปน ผูควบคุม เชนวง
กรมมหรสพ ซึ่งเปน วงของหลวง มีพระยาประสานดุริยศัพท (แปลก ประสานศัพท) เปนผูควบคุม ทั้งยังเปน
แหลงรวมคีตศิลปนชั้นฝมือไวมากตอมาก เชน พระยาเสนาะดุริยางค (แชม สุนทรวาทิน) พระเพลงไพเราะ
(โสม สุวาทิต) หลวงไพเราะเสียงซอ (อุน ดุริยะชีวิน) และหลวงเสียงเสนาะกรรณ (พัน มุทตวาภัย) ฯลฯ วงวัง
บูรพา ของสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอเจาฟา ฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศวรเดชก็มี จางวางศร (นายศร ศิลป
บรรเลง ตอมาเปน ท่ี หลวงประดษิ ฐไพเราะ) เปนผูควบคุม สว นวงวังบางขุนพรหม ของสมเด็จพระเจาบรมวงศ
เธอ เจา ฟา ฯ กรมพระนครสวรรควรพนิ ิต มีจางวางทวั่ (นายทว่ั พาทยโกศล) เปนผคู วบคมุ
เม่ือต้ังแตช ้นั เจาจนถึงขา ลวนมคี วามชื่นชมศิลปะดนตรไี ทยเชนน้ี แตละวงจงึ ตางสรรหาเพลงแปลก ๆ
ใหม ๆ มาบรรเลงประกวดกันเปนประจํา เพลงที่เคยบรรเลงและขับรองเฉพาะอัตราสามชั้นมาแตเดิมก็
เปลยี่ นเปน นาํ อัตราสองชน้ั และช้นั เดียวของเพลงนน้ั ๆ มาบรรเลง และขบั รองตอทายเขา ไปดวยถา เพลงใดยัง
มีไมครบทุกอัตราก็ตดั เติมเพิ่มเขาไป เพลงเถาจึงเกิดขึ้นในยุคนี้มากตอมาก บางเพลงก็มีมากหลายสํานวน
เพราะตา งครูตางกเ็ รียบเรยี งขึน้ ตามรสนยิ มของตน
๑๑
ในตอนตนรัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลาเจาอยูหัว เพลงเถาก็ยังเปนเพลงทีน่ ยิ มแพรหลายอยูมี
ขาด ในระยะนี้ นอกจากจะเรียบเรียงเพลงเถาไวบรรเลง และขับรองประชันกันแลว ในอีกดานหนึ่งยังเรียบ
เรียงไวเพื่อนําออกบรรเลงและขับรองทางวิทยุกระจายเสียงดวย เพลงที่เรียบเรียงขึ้นใหมเพลงใดนาฟงก็ติด
เพลงใดที่ไมนาฟงก็ตายไป เชน เพลงราตรีประดับดาวเถาซึ่งเปนบทพระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จ
พระปกเกลา เจาอยูหวั แมจ ะเกดิ แตป พ.ศ.๒๔๗๒ กย็ ังเปน ที่นิยมสืบมาจนถึงทุกวนั นี้ สวนเพลงเถาบางเพลงท่ี
นําออกบรรเลงเพียงครั้งสองครั้งแลวทิ้งไปเลยก็มี เชน กระตายชมเดือน เถา ซึ่งหลวงประดิษฐไพเราะเรียบ
เรียงข้นึ มาเมอ่ื ป พ.ศ. ๒๔๗๑ เปนตน
ในปจจบุ นั เพลงเถาก็ยังเปนท่ีนิยมทั้งในหมูศิลปน และผูฟงโดยทั่วไป เพลงที่นิยมมาบรรเลงและขับ
รอ งนน้ั สวนใหญ ไดแ กผ ลงานของบรู พาจารยท ฝี่ ากไวเปน มรดกตกทอดไว เปนพนื้ จะมเี พียงเทาท่ที าํ ขึ้นใหม ๆ
บางก็เพียงนานทีปหน และถงึ มีกอ็ ยูในลกั ษณะ “ใครทําใครเลน” มากกวา หาไดออกมาเปนที่นิยมของหมูชน
เหมอื นเพลงของเกา ที่โบราณจารยเรยี บเรียงไวไม
เพลงเถา นับเปนระเบียบวิธีในการบรรเลง และขับรอง ซึ่งควรถือเปนอัจฉริยะลักษณะของศิลปะ
ดนตรีไทยไดอ ยา งหน่ึง
๔. หลักการขับรองเพลงไทย
คณพล จนั ทรหอม (๒๕๓๙ : ๓๐-๓๕) ไดกลาวถึงหลกั การขับรองเพลงไทยไว ดงั นี้
๑) เสยี ง
๑.๑) คุณภาพเสียง หมายถึง เสียงที่ชัดเจนซึ่งเกิดจากการรองเต็มเสยี ง แตไมใชก ารตะเบ็ง
ระดับเสียง และดําเนนิ ไปอยางสมํ่าเสมอไมเพี้ยน มีเสียงแจมใส และถอยคาํ ชัดเจน โดยปกติทั่วไปคนทุกคนมี
กระแสเสียงไมเหมือนกัน เชน บางคนมีเสียงระดับเสียงทุมตํ่า บางคนมีระดับเสียงแหลมสูง บางคนมีระดับ
เสียงปานกลางฉะนน้ั รสของการรองและคุณภาพเสยี งก็จะแตกตา งกนั ไปดวย
๑.๒) กําลงั เสียง ดังไดกลาวในขอ ที่ ๕.๑.๑ วา การรองจะตองรองใหเต็มเสียง เสียงขบั รอง
ตองมีกําลังมากพอ ลมหายใจของผูที่ขับรองจะตองยาว อวัยวะที่เกี่ยวของกับการหายใจ และการเปลงเสียง
จะตอ งแขง็ แรง รวมทงั้ ตัวผูขบั รอ งจะตองไดรบั การฝกหดั ในเร่อื งกาํ ลังเสียงจากครูมาเปนอยางดี
๑.๓) หลักและวิธีการเปลงเสียง การขับรองจะตองเปลงเสียงโดยใชกําลังเต็มที่ มีการ
ควบคุมใหเกดิ เสยี งหนักเสียงเบา มกี ารปนเสียงใหกลมกลอมและตองทราบวา การขับรอ งในวรรคตอนใดจะใช
เสียงแท หรอื วรรคใดควรใชเสียงอาศยั
- การบังคับเสียง ผูข ับรอ งจะตองบงั คับเสียงท่ีออกมาใหถูกตอ งท้ังความหมายและทาํ นองเพลง โดยใช
สวนตา ง ๆ ของปากและลําคอ ไมออกเสียงคําวา “แลว” เปน “เลว ” ดงั นีเ้ ปน ตน
- การฝกกลามเนื้อคอ การฝกกลามเนื้อคอนั้นตองการท่ีจะทําใหการออกเสียงกระทบชัดเจนครบทุก
พยางคข องทํานองเอ้ือน ซ่งึ เสยี งกระทบจะตอ งใชม ากในการขับรอ งเพลงไทย เชน
๑๒
“การครั่นเสยี ง” คือการใชลกู คอยนื เสยี งใหอ ยูกับท่ี มี ๓ พยางค พยางคแ รกเปน เสยี งเริ่มตน พยางค
ที่สองจะมเี สียงสูงกวา พยางคแรก ๑ เสียง และกลบั มายงั เสียงเร่ิมตนใหมอ กี ครั้งในพยางคท่ี ๓
การรองลกั ษณะดงั กลาว ผทู ่ฝี ก หัดขับรองเพลงใหม ๆ มกั จะทาํ ไดเพียง ๒ เสียงคอื เสียงท่ี ๑ กับเสียง
ที่ ๓ แตเ สียงท่ี ๒ ยังทาํ ไมไ ด กต็ อ งคอ ย ๆ ฝกโดยขับรองอยางชา ๆ ใหครบถวนทงั้ ๓ พยางค แลวคอย ๆ ทํา
ใหเร็วขึ้น โดยเกร็งกลามเนื้อที่คอไปพรอมกัน ก็จะทําได ถาผูฝกหัดขับรองไมส ามารถรองเสียงกระทบไดค รบ
พยางค จะทําใหเสียงทีร่ องออกมาน้นั ไมน าฟง ซ่ึงศัพทท างดนตรีเรยี กวา “เสียงหัก”
๑.๔) การบงั คับกลามเนื้อ ถานักรองจําเปนจะตองรองเพลงที่มีเสียงสูง ๆ แลว ผูรองควรจะเกร็ง
กลามเนื้อหนาทองบางสวน โดยการแขมวกลามเนื้อหนาทอง แลวผลกั ลมขึ้นสูงลําคอ จะทําใหเสียงที่ออกมา
กลมเกลยี้ ง นอกจากนักรองจะไมต องแผดเสยี ง แลวยงั ชว ยใหชวงในการออกเสยี งมคี วามยาวขนึ้ ไป จนถึงจุดที่
หยุดหายใจ ทาํ ใหท ํานองเพลงไมข าดหวน ๆ ไป นอกจากนยี้ งั ชว ยใหเกดิ ความไพเราะอกี ดว ย
๒) คาํ รอง
๒.๑) ตองทําเสียงรองใหมีความหมายของคําชัดเจน โดยไมผิดเพี้ยนไป เชน ในเพลง
สุรินทราหู ตรงที่วา “นองเปนหญิง” คําวา “นอง” จะตองไมแตงเสียงเปนคําวา “หนอง” ไป และในเพลง
อาหนู ตรงคําท่ีวา “นางสาวศรหี มสี” คําวา “สี” จะตองใชเสียง “อือ” เขามาชวยหลงั คาํ วา “สี” มิใชใ สค รน่ั
ลงไป หรอื ไมใ ชเ สียง “อ”ี จะไมท าํ ใหเกิดความไพเราะและความหมายของเพลงกจ็ ะเปลีย่ นไปดวย
๒.๒) แบงพยางคในการขับรอ งใหถกู ตอง เชน ถึง-กุฎี มิใช ถึงกุ-ดี หรือ ระคาย-เคือง มิใช
ระ-คายเคอื ง ดังนเ้ี ปน ตน ฉะนน้ั ผูขับรอ งควรพิจารณาบทรองใหท ราบถงึ ความหมาย และการแบงวรรคตอนใน
การขบั รอง เพ่อื ผฟู ง จะไดม คี วามเขา ใจและเกิดความซงึ้ ในบทประพันธท่ีนํามาขับรอง
๒.๓) ใสอารมณลงไปในบทเพลง เพื่อใหผูฟงเกิดอารมณคลอยตามไปกบั บทเพลง บางคร้ังก็
จําเปนจะตอ งใสเม็ดพรายลงในคําบางเชน ในคาํ วา “ตัวของพอพลาย” ในเพลงสรุ ินทราหูนั้น ถารอ ง “พอ”
ออกมาเฉย ๆ กจ็ ะไมไดอ ารมณควรจะออกเสียงใหเปน “พอ -ออ-ออ” โดยทาํ เชน เดยี วกับเสียงกระทบแลว จะ
ทําใหเกิดความไพเราะมากขึ้น
๓) การเอ้ือน
การเอื้อน คือ การเปลงเสียงออกมาโดยเปนทํานองแตไมมเี นื้อรอง ซึ่งเปนเอกลักษณของเพลงไทย
ฉะนนั้ ผูขับรอ งควรจะตอ งสนใจวิธกี ารเอ้ือน ถาเสียงดี รอ งชัดเจน แตเสียงเอ้อื นไมไพเราะ ก็ไมอ าจจะกลา วได
วา เปน ผทู ี่ขบั รองเพลงไทยซ่งึ อยใู นขั้นดี
๔) จงั หวะ
ผูที่ขับรองเพลงไทยไดดีนัน้ จะตองมีจงั หวะดีสามารถตีฉิง่ ฉาบ กรับ โหมง และที่สําคญั คือสามารถตี
หนาทบั ของเคร่ืองหนงั ได รองใหตรงจงั หวะทุกชวงไป แตภาพเปนผแู มนจังหวะแลว ก็อาจมีวิธลี กั จังหวะ ยอย
จงั หวะ เพื่อจะไดฟงแลวเกิดรส และเพือ่ ความเหมาะสม เชนเพลงจนี ควรจะตองมีวิธกี ารลกั จงั หวะบาง เพลง
ทยอย ควรจะมวี ธิ ีการยอ ยจงั หวะ เพอ่ื ใหเกิดอารมณโศกเศรา ตามบทเพลง
๑๓
๕) การหายใจ
การหายใจนั้น ครูจะกําหนดตําแหนงหายใจไวอยางแนชัด ฉะนัน้ ผูขบั รองจะตองจําตําแหนงที่จะใช
สําหรับหายใจในเพลงแตละเพลงใหได เพราะจะทําใหผูที่ขับรองไมเหนื่อยงาย และเพลงก็จะไมขาดชวง ทั้ง
ผูฟงยงั สามารถทราบความหมายของคําที่รองใหถูกตอง ถารองฉีกพยางค อาจจะทําใหความหมายเปลี่ยนไป
เชน นิจจาเจา (หายใจ) วัน (หายใจ) ทอง อยางนี้ไมถ ูกตอง ควรจะรอ ง วนั ทอง กอ นจึงคอ ยหายใจ
๖) อารมณ
การใสอารมณลงในบทเพลงน้ัน ผูขับรองจะตองศึกษาอารมณของเพลงและบทรองใหเขาใจเสียกอน
แลว จึงเริม่ ขับรอง อารมณโ กรธตอ งรองไหเ สียงแข็ง หาวหาญ รวดเรว็ อารมณร ักตองรอ งใหช าพอสมควร เสยี ง
ออ นหวานอารมณเ ศรา ตองรองใหช า มีการโหยหวนคราํ่ ครวญบา ง เมือ่ ทาํ นองเพลงเพ่อื นอํานวยดังนเี้ ปนตน
ที่กลาวมาแลว เปนหลกั และวิธีการขับรองเพลงไทย ซึ่งอธิบายหลักตาง ๆ ไวม ากพอสมควรการขับ
รองเพลงไทยใหอยูในขั้นดีนั้น จะตองนําหลักการขับรองผนวกกับความชํานาญของตนเอง ถาทราบแต
หลักเกณฑกจ็ ะไมสามารถเปนนักรองที่ดีได หรือถามีความชํานาญ แตไมมีหลักเกณฑก็เปนนักรองที่ดีไมได
เชน กนั
๕. หลักการและโครงสรางการประพนั ธเ พลง
๑) หลกั การแตง เพลงของครูมนตรี ตราโมท
มนตรี ตราโมท (๒๕๓๘ : ๓๗ - ๔๙) กลาววาวิธีแตงเพลงตามแบบแผนของไทยนั้น ในขัน้ แรกผูแตง
ควรจะตง้ั ปณิธานเสียกอนวา จะแตง เพลงไปในรูปใด จะแตง เปน ประเภทเพลงพ้ืน ๆ อยา งโบราณ หรอื จะแตง
ใหมีลูกลอลูกขัดเพื่อสนุกสนานหรอื จะแตงเปนเพลงจําพวกมที ํานองชา ๆ เสียงยาว ๆ ซึ่งภาษาของดุรยิ างค
ศลิ ปเ รยี กวา กรอ แตเ มอ่ื พดู ถึงผูที่เพง่ิ จะเร่ิมหัดแตงเพลง ควรจะหดั แตงเพลงพ้นื ๆ เสยี กอน คอื เพลงชนิดท่ีมี
ทํานองเรื่อย ๆ สมํ่าเสมอไปตลอดทั้งเพลง เพราะเพลงชนดิ นี้ผูแตงไมตองใชความคิดมากนัก เพียงแตวาให
เพลงท่ีแตงข้ึนนนั้ ถูกตองตามเกณฑของดุริยางคศลิ ปเทา นนั้ เชน เดยี วกบั หลักของการหดั แตง บทกวี
กลา วถึงวิธีการแตงเพลงตอ ไป การแตงเพลงไทยนัน้ ตง้ั แตโ บราณมาก็มีทั้งท่แี ตง ถูกตองตามหลักเกณฑ
อยางเครงครัด และแตงแยกทางออกไปจากหลักเกณฑ แตส ําหรับผูทีห่ ัดแตงใหมไมควรดแู บบแผนการแตงท่ี
แยกออกไปนอกหลักเกณฑ เพราะผูที่แตงเพลงแบบนนั้ ในสมัยโบราณลวนเปนผูท ี่ทรงคุณวุฒิ อันไดรบั เกียรติ
ถงึ เปนปาปมุตแลว ยอมทําสง่ิ ใดใหผิดไปจากกฎเกณฑได และบางทสี งิ่ ท่ีวาผิดของทา นเหลา นัน้ แหละ กลบั เปน
สิ่งที่สรรเสริญและอาจกลายเปนกฎเกณฑขึ้นอีกอยา งหน่ึงก็ได เชนเดียวกับผูหัดแตงฉนั ท ก็จะตองแตงโดย
รักษาครุลหุ และจํานวนพยางคอยางเครงครัด จะละเลยอยางใดอยางหนึ่งเสียมิไดเปนอันขาด แตถาเม่ือ
ตรวจดฉู นั ทท่ีบุคคลผเู ปนปาปมุตในโบราณไดแ ตง ไวอ ยา งไพเราะ ก็จะเห็นวา บางแหงทา นก็ละทิ้งกฎเกณฑของ
ครุลหเุ สียได สวนเราจะไปเอาอยางทานเหลานั้นหาไดไม เพราะเรายังไมรูแจงในการแตงพอจนถึงแกสรางสิ่ง
อันดีงามขึ้นมานอกจากหลักเกณฑออกไปได เพราะฉะนั้นการแตงเพลงซึ่งมีหลักเกณฑอยู ผูเริ่มหัดแตงจึง
๑๔
จําเปนตองพยายามรักษากฎเกณฑไวใหเครงครัดไปกอน ตอไปจึงคอยขยับขยายออกไปตามความรู
ความสามารถ และสตปิ ญญา และอาจถงึ ขัน้ ที่แตงขึน้ โดยอตั โนมตั กิ ไ็ ด
การแตงเพลงไทยตามแบบแผนที่มาแตโบราณสาํ หรับทีจ่ ะรูไวเปนขัน้ ตนก็มีอยูวา จะแตงทวีอัตราขน้ึ
หรือลดอตั ราลง แตว าการแตง นั้น เขามักจะหดั แตงทวีอัตราขน้ึ เชน ทําเพลงช้นั เดยี วใหเปน ๒ ช้นั หรือทําเพลง
๒ ชั้นใหเปน ๓ ชั้น วิธีแตงเพลงทั้ง ๒ อยางที่กลาวนี้ ก็ดําเนินวิธีการเชนเดียวกัน คือเพิ่มความยาวขึ้นอีก
เทาตวั เสมือนการขยายสว นรปู ภาพหรือแบบแปลน แตไมใ ชข ยายออกไปเฉย ๆ เทา น้ัน ขยายแลว ตองตบแตง
แทรกแซงใหเ หมาะสมดว ย ถาเพยี งแตข ยายออกไปไดโ ดยไมตบแตง ก็จะเปน เชน ดูภาพยนตร (Slow-motion)
ทาํ นองเพลงก็จะฟง ยืดยาด กระโตงกระเตง อยางนารําคาญ การขยายอยางนี้ไมใชแตง เพราะการแตงจะตอง
ทาํ ใหสงิ่ ทม่ี อี ยูแลวนั้นดขี นึ้ จึ งจะเรียกวาแตง ขอ น้ีเปนสิง่ ที่หลานควรสังวรไวใหจงหนัก ถาทําสิ่งท่ีเขามีอยูเดิม
ใหดขี ึน้ ยอมเปน สง่ิ ทีพ่ ึงกระทาํ อยางยิง่ และยอมจะไดร ับคําสรรเสริญ ถา หากเปน การตรงขา ม คือทาํ สิ่งที่เขาดี
อยูแลวใหเลวลง เปนสิ่งที่ควรงดเวน เพราะจะไดชื่อวาเปนผูทําลาย ยิ่งเปนเร่ืองของเพลงไทย อันถือวาเปน
สมบัติของชาติ หรือของบรรพบุรุษของเราดวยแลว ยิ่งควรจะยึดคตนิ ี้ไวใ หเครงครัด แตค ําวาดีก็เปนสิ่งที่รูได
ยาก วา อยางไหนดอี ยางไหนไมดี เพราะเปน เร่อื งพนื้ ของคน
ชั้นแรกของการแตงควรจะหดั แตงทวีขึ้น หรือขยายสวนออก แตไมใชขยายออกไปโดยมิไดแ ตง คําวา
แตงจะตองใชความคิด สติปญญา ประกอบดวยความรู ประดิษฐเรียบเรียงใหไพเราะ และถูกตองตาม
หลกั เกณฑ ส่ิงสําคญั ของการแตงเพลงไทยก็คือ
๑. จะตอ งรูวาเพลงที่ตอ งการจะแตง นั้นมีกี่จงั หวะ (หมายถึงจังหวะหนา ทับ)
๒. เสยี งสดุ ทายท่ีตกปลายจังหวะนนั้ เปนเสยี งอะไรบา ง
๓. ทาํ นองเพลงตอนนั้น ๆ ดาํ เนินอยา งไร มีสําเนยี งใด
ในที่นจ้ี ะขยายความใหเขาใจเปน ขอ ๆ ไปโดยสมมตวิ าจะแตง เพลงในอตั รา ๒ ช้ัน ขึ้นเปน ๓ ชนั้
๑. การท่ีจะรูไดว าเพลงทต่ี องการแตงซ่ึงมีอัตรา ๒ ช้ันมีก่จี ังหวะ จะตองพิจารณาวาเพลงนั้น
เปน เพลงในประเภทปรบไก หรอื สองไม สมมตุ ิวารูแลว วาเปน เพลงประเภทปรบไก ใหเอาหนา ทบั ปรบไก ๒ ช้ัน
เขาตปี ระกอบ ตรวจดูวาตหี นา ทับนไ้ี ดกีค่ รง้ั ทาํ นองเพลงนน้ั จึงจะจบ ถา ตไี ดกค่ี ร้ังก็เปนเทา นนั้ จังหวะ หรือเมือ่
จะเขยี นเพลงน้นั ลงเปนโนตสากล แลวเอา ๔ หารจํานวนหอ งทั้งหมด
๒. เมอื่ ใดตรวจดตู ามขอ ๑ ทราบดีแลววา เพลงนั้นมีกีจ่ ังหวะ จึงตรวจตอไปอีกชัน้ นึงวา เสยี ง
สดุ ทา ยปลายจังหวะของแตล ะจังหวะนนั้ ตกเสยี งอะไรบาง จังหวะที่ ๑ ตกเสียงอะไร จงั หวะที่ ๒ ตกเสียงอะไร
ฯลฯ ใหทั่วถวนทุกจังหวะ จะเทียบกับโนตสากลก็ได เชน จังหวะที่ ๑ ตกเสียง “เร” จังหวะท่ี ๒ ตกเสียง
“ซอล” ก็ทาํ ใหจ าํ งา ย แตมคี วามยากในขอนี้อยูอยา งหนึ่ง คือการหาทีข่ ึ้นตน จังหวะ (หนาทับ) หากต้ังตนไมถูก
ท่ี แลวเสียงท่เี ขาใจวาเปน เสียงตกจังหวะ กจ็ ะกลายเปน เสียงกลางจังหวะไป และก็จะครอ มกันเชนน้นั เรื่อยไป
ตลอดทั้งเพลง เสียงซ่ึงตอ งการจะยดึ ถอื กผ็ ิดพลาดไปหมด เพราะการหาทข่ี ึ้นตนของนาทบั นนั้ ไมสจู ะเปนของที่
งายนัก ซึ่งเปนผูที่ยังไมส ูจะมีความรูกวางขวางในทางนี้นักก็ยิ่งรูสึกวาเปนสิ่งที่ยากมาก มิใชเพียงแตผูที่ยังมี
ความรูน อย แมทานผทู ีม่ ีความรูอยูใ นชั้นครูบาอาจารยในบางครง้ั ก็ยังผดิ พลาด และบางเพลงทานผูท่ีแตงไวแต
๑๕
โบราณก็ประดิษฐทํานองซอนเงื่อนงําอาํ พรางไว ก็ยิ่งทําใหคนหาตนจังหวะหรือตนประโยคยากขึ้น ถาจะ
เปรียบเทียบ ก็เปนเชนเดียวกับคํากลอนหรือกาพยบทหนึ่ง ซึง่ ผูเขียนไดเขียนติดกันเปนพืดไปโดยไมเวนวรรค
เราผูมาพบเห็นภายหลังจะคิดวาแบงวาตอนออกใหถูกตองก็ไมใชจะเปนของงาย จะตองพิจารณามาตราและ
สมั ผสั ใหถอ งแทวาเปน กาพยหรือกลอน ถาเปน กาพย กาพยอะไรหรอื เปนกลอนก็ตองแบงใหถูกวา กลอน ๖-๗-
๘ อยางไร ขึน้ ตน ดวยคาํ ขาดอยางดอกสรอยหรือเต็มวรรค อยางกลอนเสภา เมือ่ รูแนนอนแลวจงึ จะแบงวรรค
ตอนไดถูกตอง และเมื่อแบงวรรคไดถูกแลวก็ยอมหาคาํ ทายวรรคไดแนน อน เหมือนกับการหาทํานองเพลงตน
จังหวะหนาทับไดถกู แลว ก็หาเสียงตกทายจังหวะไดถ ูกตองเชนเดียวกนั แตถ าคาํ กลอนที่เขียนไวเ ปนพืดนั้นเปน
กลบทยัติภังค เปนการยากที่จะพิจารณาแบงวรรคตอนใหถูกไดเหมอื นกับเพลงท่ีทํานองซอนเงือ่ นงาํ ดังกลา ว
แลว ขา งตน แตอยางไรก็ตามถา พยายามพจิ ารณาดว ยพินิจพเิ คราะหแ ลว ยอมไมเกนิ ความสามารถไปได
ในขอ ที่ใหตรวจใหรูวา เสียงปลายจังหวะแตละจังหวะตกเสยี ง โด เร มี ฟา ฯลฯ อยางไรนี้ยังจะตอ ง
ตรวจดตู อ ไปอกี วา เพลงทีต่ อ งการจะแตงนัน้ เสียงใดเปนเสียง Tonic คอื เสยี งตนหรอื เสยี งทป่ี กครองของเพลง
นนั้ เพอ่ื จะไดรูวาเสยี งปลายจงั หวะที่ตรวจไดแลวน้ันเปน ชนั้ อะไรบาง หรอื Tonic Supertonic Median หรือ
Dominant ฯลฯ สําหรับจะคิดจะไดคิดแตงดําเนนิ ทํานองไปใหถูกตอง จริงอยูเ สียงของดนตรีไทยแบงลําดับ
เสียงเทา ๆ กันหมดทุกระยะ แตทํานองการเดินและการดําเนินไปสูขั้นตาง ๆ เหลานี้ยอมแตกตางกัน จึง
จําเปนตองทราบไวดวย การแตงจึงจะทําใหแนบเนียนไมเปะปะ และถาทํานองเพลงตอนใดยายระดับ
(Modulation) กอ็ าจประดิษฐใ หกลมกลนื เกย่ี วพันไดอ ยา งสนิทสนมดีกวา ทจี่ ะไมร ู
๓. พิจารณาใหรูแนนอนวาทํานองในประโยคหรือจังหวะนั้น ๆ ดําเนินอยางเรียงเสียง, ขาม
เสียง, จากตํ่าไปหาสูง, จากสูงมาหาตํ่า, ซํ้าและเลียนกันอยางไร ใชเสียงถี่หางอยางไรและสําเนียงเพลงแสดง
ความหมายไปในทางใด โศก, รกั , รื่นเริง, เคารพบูชา, หรือธรรมชาติอยางไร หรือมีสําเนียงเปนภาษาใด อีก
อยางหนึ่งก็คือ ช่อื ของเพลงนั้น ๆ อาจชวยใหเขาใจถงึ ความหมายไดอีกทางหนงึ่ เหมือนกัน แตว าเร่ืองชื่อเพลง
นี้ก็ไมสูจะแนนักวาตรงความหมายทุกเพลง เพราะบางเพลงทานผูแตงไดใหชื่อตามเหตุการณที่เกิดขึ้นขณะที่
แตง เพลงสาํ เรจ็ แลว กเ็ ปนได แลวก็จะแตกตางกับทํานองและสําเนยี งที่แสดงความหมายอนั แทจริงไป เชนเพลง
ท่ชี ือ่ วา “ฟา คะนอง” เม่ือไดยนิ ชื่อก็ตองนึกวาทาํ นองคงจะดุดัน หรอื กระห่ึมครึมครางอยา งนา สะพรึงกลัว แต
กลับเปนการตรงกันขาม ทํานองของเพลงนี้ออนหวานเรียบรอย ถึงจะมีตัวอยางพิเศษเชนนี้อยูบางก็ตาม
สว นมากมักจะตรงกับความหมายทีจ่ ะยึดถอื ได ในเรือ่ งเชนนีจ้ ะตอ งใชว จิ ารณญาณใหร อบคอบ
เม่อื ไดตรวจตรารูแนน อนแลวทั้ง ๓ ขอ จงึ คอยดาํ เนนิ การแตง ตอ ไป โดยคิดขยายสว นออกทลี ะจังหวะ
(หนา ทับ) ส่ิงสําคัญที่สุดของเพลงไทยที่แตงขึ้น อยูท่ีจํานวนจังหวะ (ตามขอ ๑) และเสียงตกปลายจังหวะทุก
จงั หวะ (ตามขอ ๒) ตองเทา กนั และตรงกนั ตลอดเพลง ถา เวน สง่ิ ทงั้ ๒ นเ้ี สยี แลว กจ็ ะถือวา ผิดหรือไมไ ดเพลงท่ี
ประสงคจะแตงนั้นทีเดยี วเพราะฉะนัน้ เมื่อคดิ จะแตงเพลงใดขึ้นก็ตาม ขอใหรักษากฎสําคัญทั้ง ๒ ขอนั้นไวให
ม่ัน สวนขอท่ี ๓ เปนการเดินทาํ นอง ถาสามารถจะยึดแนวตลอดไปไดก็ยอมเปนของดี แตถาเปนการจําเปนท่ี
จะตอ งหลกี เลยี่ งเพ่ือใหเ กดิ ความไพเราะหรือความสนิทสนมกลมกลืนไดมากกวา กค็ วรที่จะแยกทํานองดําเนิน
ได ผูแตงที่ยึดทํานองเดิมโดยตรง ก็ไมเกิดความไพเราะไดนั้น เขาถือวาเปนผูไรปญญาที่จะแยกออกไปดวยซํา้
๑๖
การไมแยกทางเดินออกไปจะตองเกิดความไพเราะดว ย จึงจะเปนที่สรรเสริญ แตจ ะแยกหรือไมแยกก็ตาม จะ
ผิดพลาดจํานวนจงั หวะและเสียงตกแตละจังหวะตามขอ ๑-๒ มไิ ดเปนอันขาด การแตงในข้นั เริ่มฝก หดั ควรจะ
ทาํ เปนขน้ั ๆ คอื
๑. ขยายทํานองเพลงเดิมใหยาวออกไป ๑ เทาตัว ดังที่สมมุติไววาหลานจะแตงเพลง ๒ ชั้นประเภท
ปรบไก ขึ้นเปน ๓ ชั้น ก็จงขยายทํานองเพลงแตละจังหวะ ซึ่งมีความยาวจังหวะละ ๔ หองของโนตสากล
จังหวะ ๒/๔ ใหเปนจงั หวะละ ๘ หอง และควรคอ ย ๆ คดิ ทาํ ไปทีละจงั หวะ ๆ
๒. แทรกแซงทาํ นองซึ่งขยายแลวนนั้ ใหถี่ตามสมควรเพื่อใหทํานองที่ขยายแลวนัน้ กะทัดรัดไมตรงเตง
ดว ยสว นขยายและทาํ ไปทลี ะจงั หวะจังหวะเชน เดยี วกันจนจบเพลง
๓. เกลาสํานวนทํานองที่ไดแทรกแซงไวแลวนั้นใหมีสัมผัสสนิทสนม มีทวงทีไพเราะสมสวนทั้งการ
ข้นึ ตน และลงจบ พนิ ิจพเิ คราะหว า ทํานองตอนไดควรจะเปน ทาํ นองพน้ื ๆ มีลกู ลอ ลูกขัดหรอื ถ่หี า ง มีเม็ดพราย
อยางไรบา ง ก็คิดประดษิ ฐแทรกใสไปตามทเ่ี ห็นสมควร
ที่กลาวนี้สาํ หรบั ผูเ ริ่มหัดแตง จึงตองกระทําไปเปนข้ัน ๆ สวนทานที่มีความชํานาญอยูแลวจะแตงได
สาํ เรจ็ รปู ตลอดท้ังเพลง โดยมติ องดาํ เนินเปนขั้น ๆ อยางใดเลย ดว ยทกุ สง่ิ ทุกอยางไดอยูในสมองของทานแลว
เมอ่ื หลานไดรวู ิธีอยางน้ีการแตง เพลงอัตราอื่น ๆ เชน ชน้ั เดยี วเปน ๒ ชัน้ พอจะเปน ประเภทสองไมก็อนุโลมโดย
วิธกี ารอยา งเดยี วกันน้ี และถาเปน การลดอตั รา เชน ทําเพลง ๓ ช้นั ใหเปน ๒ ช้นั ทาํ เพลง ๒ ช้ันใหเปน ชัน้ เดยี ว
ก็ใชวิธีกลับกันโดยลดลงก่ึงหนึ่ง แตอ ยาลืมวาจะลดหรือจะทวีก็ตาม จะตองแตง ใหเรียบรอ ยดวย ไมใชลดหรือ
ทวีเฉย ๆ มิฉะนั้นจะเรียกวา แตงไมได การแตง เพลงน้ีหลานไมตอ งวิตกวา จะเพราะหรือไมเพราะ การวินิจฉัย
เรอื่ งเพราะหรอื ไมเ พราะ ดีหรอื ไมดีเปน หนา ทขี่ องผูอ ่ืน ไมใชห นาท่ขี องผูท ํา ถาหากส่งิ ท่ไี ดกระทาํ ข้นึ เปนของดี
แมผูก ระทําจะเฉยเมยเพียงใดก็ยอมมีผูสรรเสรญิ ยกยองและนยิ มที่จะนําเอาไปใชเ อง แตถาหากวาส่ิงที่กระทํา
ใหน้นั ไมดีไมเ ปนท่ีพึงพอใจของผูอ่นื แมเจา ของจะรอ งตะโกนโพนทะนาโฆษณาดวี าอยา งไร กย็ อมไมทําใหผูอื่น
ยอมรับไปได โดยนิยมไดเลยเรื่องของดีหรือไมดีนี้ กาลเวลาก็อีกอยางหน่ึง ซึ่งจะเปนเครื่องชี้ใหเห็นอยางถนัด
ชัดเจน ของที่ดีแทยอมอยูยงคงทน แมจ ะลวงเวลานานไปเทาใด ก็ยังดํารงอยูในความนิยม ถาหากเปนของเก
ของปลอมหรือไมใ ชข องดีจริง แมจะไดร ับความนยิ มเพยี งช่วั ขณะ แลว ก็จะสญู สลายไปในเวลาไมช า
สิ่งสําคัญทีส่ ุดก็ไดแกทํานอง เพลงจะผิดหรือถูก ดีหรือไมด ี เพราะหรือไมเ พราะ ก็อยูที่ทาํ นองทั้งสิ้น
เพราะฉะน้นั เม่ือผูท่จี ะแตง เพลงทราบหลักเกณฑต าง ๆ ตามทไ่ี ดก ลาวมาแลว จงคดิ ประดิษฐทํานองขึ้นใหมให
อยูในกรอบของกฎเกณฑเหลา นั้น โดยถือหลักวาทํานองที่คิดขึ้นจะตองมีความยาวพอดีกับเนื้อเพลงในตอนท่ี
ตองการ เชน ในจังหวะหนาทับหน่ึงของเพลงประเภทหนา ทับปรบไก ๓ ชั้น ใหม ีความยาวบรรจุเปนโนตสากล
ในจังหวะ ๒/๔ ได ๘ หองพอดี อยางหนึ่งทํานองนั้นมีเสียงสุดทายปลายประโยค ตกในเสียงเดียวกับเพลงที่
เปนมูลฐาน ซึ่งนํามาแตงใหมนี้อยางหนึง่ และวิธีดําเนนิ ทํานองที่จะมาตกยังเสียงนั้นอยูในชั้นอะไร อะไรบาง
Tonic Supertonic Median หรอื Dominant ฯลฯ ใหต รงกบั ชั้น เสยี งเพลงอนั เปน มลู ฐานนัน้ อีกอยางนึงเม่ือ
แตงไดดังนี้จงั หวะหน่งึ แลว จึงคอยแตงตอไปทีละจังหวะ ๆ จนครบจบเพลงนัน้ ก็นบั วาไดแตงเพลงสําเร็จไป
แลว ช้ันหน่งึ
๑๗
ชั้นที่ ๒ จงนําเพลงที่แตง แลว นั้นมาตรวจสอบติดตอกันไปใหตลอดเพลงอีกครั้งหนึง่ หากการแตงได
เขียนลงเปนตัวโนต ก็นําโนตนั่นมาอา นลอกออกเสียงดูจนตลอดเพลง หรือจะใหผูหนึ่งลองบรรเลงตามเพลงที่
แตงขึ้นนั้นใหตลอดทั้งเพลง และฟงดูดวยพินิจพิเคราะหก็ได การตรวจสอบขั้นนี้เปนการขัดเกลาสํานวน
ทํานอง และตรวจสอบความผิดพลาด อันอาจมีขึ้นดวยความพลั้งเผลอใหแนนอนอีกครั้ง ความผิดพลาดอัน
เกิดขึน้ จากความพลั้งเผลอยอมจะมีไดแกค นทกุ คน และทุกกรณี ถึงแมผูท่ีมีความรูสูงชํานิชาํ นาญในการน้ัน ๆ
อยางชา่ํ ชอง ก็ยังอาจมีหวังจะพลั้งเผลอได จะเอาอะไรมาประกนั กบั ผทู ่ีเร่ิมฝก หดั ประกอบการงานน้ันจะไมให
ผิดพลาดพลั้งเผลอได สิง่ ที่ดีทสี่ ุดก็คือความไมประมาท ตรวจสอบใหถองแทเ สียอีกครั้งนึงเมื่อไมผิดก็แลวไป
หากวาผิดพลาดขาดเกินตรงไหนก็จะไดแกไ ขเสียใหถ ูกตอง สวนในเรื่องของทํานองยอมจําเปนทีส่ ุดท่ีจะตอง
ตรวจทานเพราะการแตง ครั้งแรกแตง ไปทลี ะประโยคหรอื ทีละจังหวะ แตเมื่อรวมติดตอกันเขายอมบังเกิดการ
บกพรองไดมาก หัวตอที่เชื่อมประโยคหรือจังหวะอาจเคอะเขินไมสนิทสนมแตละประโยคหรือจังหวะท่ีเรียง
ตดิ กันอาจชาหรอื เปน สาํ เนียงคนละตระกลู เหลา นล้ี ว นเปนเร่ืองที่จะตองพิจารณาแกไขท้ังสิ้น เพราะทํานองท่ี
ประดษิ ฐขนึ้ เปนเพลงนั้นจะตอ งมีสัมผัสเกย่ี วพนั เชื่อมโยงกนั อยางบทกวี
๒) เทคนิคการแตง เพลง
ไพรัช มากกาญจนกุล (๒๕๓๕) ไดกลาวถึงเทคนิคของการแตง เพลงไวว า การที่จะแตงเพลงใหเพราะ
น้ันควรจะมสี ิง่ ประดบั เพ่อื เพลงไพเราะยิง่ ข้นึ โดยมเี ทคนคิ ดงั น้ี
๑. คําที่เปน พยัญชนะเสียงสูงหรือเปนคําเสียงวรรณยกุ ตตรีหรือจัดวาไมควรอยูในตําแหนง
เพราะอาจใหค วามหมายของคาํ เปลีย่ นไปได
๒. คําที่เปน เสยี งกลางหรอื เสยี งไมต ํ่าไมค วรอยูในทีเ่ สยี งสงู
๓. เม่ือแตงคาํ รองและทาํ นองแลว รสู กึ วามคี วามแข็งกระดางใหใ ชหลักวิธนี ้ี
ก. คาํ ที่เปนเสียงวรรณยกุ ตเ สยี งเอกเสียงตรเี สยี งจตั วาใหเ กลาขึน้
ข. คําท่เี ปน เสียงวรรณยกุ ตโทใหเกลาเสียงลง
๔. การกําหนดพิกัดของเสียง Range ใหเหมาะกับขีดความสามารถของนักรองเพราะถา
Range กวางจะรองยาก โดยปกติขนาดพิกัดของเสียงจะอยูระหวางขั้นคู ๙ หรืออยางมากคันคู ๑๐ ไมควร
มากกวานนี้ อกจากแตงใหนักรองเฉพาะรายเทาน้ัน
๕. การใชเครื่องหมายตาง ๆ เพื่อแสดงอารมณข องบทเพลง เชนเครือ่ งหมาย Legato แสดง
ถึงความออ นหวาน เครอื่ งหมาย Marcato แสดงถึงความเขมขน
๖. ซุปตารเ นนจุดประสงคบ ทเพลงแตละบทเพลงนั้น จะตอ งมีจดุ ประสงคที่เดนชัด เชนบท
เพลงที่เกี่ยวกบั ความรกั ท่ผี ิดหวัง เวลาเราเขยี นเน้อื รอง เราก็จะตอ งเนนแตเ รือ่ งความรักท่ผี ิดหวังเทานน้ั เราจะ
เขียนถึงเร่ืองความสดใสรา เรงิ ไมไ ด
๗. มีแรงจูงใจ คนทั่วไปจะติดตามฟงเพลงของเราตลอดจนจบหนึ่งก็ตอเมื่อเพลงนั้นมี
แรงจงู ใจ คอื คนฟงอยากจะฟง วา เพลงน้ีทั้งเพลงเขารองถึงอะไรบา ง ถาหากเพลงนันข้ึนตน ไมนา ติดตามแลวคน
ฟงตองไมอยากฟง ตอ ไป
๑๘
๘. ผูฟงรูสึกมีสวนรว ม อันนีส้ ําคัญมาก คือเราจะแตงเพลงอะไรท่ีทําใหผูฟงรูสึกมีสวนรวม
เราอาจจะคํานึงถึงวัยอายุ พื้นฐานการศึกษา อาชีพ ถิ่นที่อยู วาเราจะแตงเพลงอะไรที่เหมาะกับผูฟงและ
เกี่ยวกับผูฟ งมากทีส่ ดุ ถาหากเปน ความรักจะเกิดไดท ุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ทกุ ชนช้นั ไมว าจะเปนความรักท่ี
สมหวังหรือผิดหวังกต็ าม ฉะนนั้ เพลงที่เกี่ยวกับความรกั น้ันจงึ มีนักแตงเพลงนิยมแตง มากท่ีสดุ
๙. ตามความนิยมของผูฟง คนเราแปลกอยูอยางหน่ึงคือ เบื่องายเมื่อไดฟงเพลงลักษณะ
เดียวกันบอย ๆ ก็จะเกิดความเบื่อหนาย อยางเชน เพลงทีเ่ ก่ียวกับความรักนั้น เรยี กวาเพลงนํ้าเนา แตเมื่อมี
เพลงทีด่ ดุ นั ใหภ าษางาย ๆ ออกมามักจะไดรบั ความนิยมอยา งรวดเร็ว เพราะแปลกไปจากท่ีเคยฟงอยูทุกวันใน
ทสี่ ุดก็เปน เพลงที่นิยมของผูฟง ไป
๑๙
บทที่ ๓
วธิ กี ารดาํ เนินงาน
ในการจัดทาํ โครงงานพฒั นาการพัฒนาสมรรถนะวิชาชพี เรื่อง การประพนั ธทํานองเพลงและทาํ นอง
รองในบทเพลง “พญาเหยียบเมือง เถา” คณะผจู ดั ทําโครงงานมีวิธีการดําเนินงาน ดังน้ี
๓.๑ การวางแผนการดาํ เนนิ งาน
๓.๑.๑ ประชมุ คดิ หวั ขอ โครงงานเพ่ือนําเสนอครูที่ปรกึ ษาโครงงาน
๓.๑.๒ ศึกษาและคน ควา ขอมลู ทีเ่ กี่ยวของกับเรื่องทีส่ นใจ คือ การประพันธทํานองเพลงและทํานอง
รองในบทเพลง “พญาเหยียบเมือง เถา” วามีเนื้อหามากนอยเพียงใด และตองศึกษาคนควาเพิ่มเติมเพียงใด
โดยศึกษาจากหนงั สอื งานวิจัย วารสาร เว็บไซตต า ง ๆ และเก็บขอ มลู ไวเพ่ือจดั ทาํ เนื้อหาตอไป
๓.๑.๓ จดั ทาํ โครงรา งโครงงาน เพื่อนาํ เสนอครูทีป่ รึกษาโครงงาน
๓.๑.๔ ปฏิบัติการจัดทําโครงงาน ประชุมการทํางานผานแอปพลิเคชั่น Google Meet นําเสนอ
รายงานความกาวหนาของงานเปนระยะ ซึ่งครูที่ปรึกษาจะใหขอเสนอแนะตาง ๆ เพื่อใหจัดทําเนื้อหาและ
นําเสนอเนื้อหาใหความนาสนใจตอ ไป ท้งั นีเ้ มือ่ ไดร บั คําแนะนาํ แลว ก็จะนํามาปรบั ปรงุ แกไ ขโครงงานใหดียง่ิ ขึ้น
๓.๑.๕ จดั ทาํ เอกสารรายงานโครงงาน
๓.๑.๖ นาํ เสนอโครงงาน
๓.๒ วัสดุ อปุ กรณ และเครื่องดนตรีทีใ่ ชใ นการทาํ โครงงาน
๓.๒.๑ เคร่ืองมือที่ใชบันทึกการประพนั ธเพลง บันทึกเสยี ง และตัดตอคลิปวีดิทัศนการบรรเลงรับ
รองเพลงพญาเหยียบเมอื ง เถา
- โปรแกรม Microsoft Word - โปรแกรม Adobe Photoshop
- โปรแกรม MuseScore 3 - โปรแกรม Adobe Premiere Pro
- สมุดบนั ทึกโนตเพลงและเน้ือรอ ง
๓.๒.๒ เคร่ืองดนตรที ใี่ ชประกอบการบรรเลงเพลง พญาเหยียบเมอื ง เถา
๑. ซอดวง ๑ คัน
ภาพท่ี ๓.๑ ซอดว ง
๒๐
๒. ซออู ๑ คนั
๓. ขมิ สาย ภาพที่ ๓.๒ ซออู
๑ ตัว
๔. ขลยุ เพยี งออ ภาพท่ี ๓.๓ ขมิ สาย
๑ เลา
๕. สะลอลูก ๓ ภาพท่ี ๓.๔ ขลุย เพยี งออ
๑ คัน
ภาพท่ี ๓.๕ สะลอ ลกู ๓
๗. ซงึ ลูก ๓ ๒๑
๑ ตัว
๘. ระนาดเอก ภาพที่ ๓.๖ ซึงลูก ๓
๑ ราง
๙. ระนาดทมุ ภาพที่ ๓.๗ ระนาดเอก
๑ ราง
๑๐. ฆองวงใหญ ภาพที่ ๓.๘ ระนาดทุม
๑ วง
ภาพท่ี ๓.๙ ฆอ งวงใหญ
๑๑. ฆอ งวงเลก็ ๒๒
๑ วง
๑๒. กลองโปงโปง ภาพที่ ๓.๑๐ ฆองวงเลก็
๑ แกน (ลกู )
๑๓. ฉิ่ง ภาพท่ี ๓.๑๑ กลองโปงโปง
๑ คู
๑๔. ฆอง ภาพท่ี ๓.๑๒ ฉิ่ง
๒ ใบ
๑๕. กรบั ไมไผ ภาพท่ี ๓.๑๓ ฆอ ง ๒ ใบ
๑ คู
ภาพท่ี ๓.๑๔ กรบั ไมไผ
๒๓
๓.๓ ขัน้ ตอนการในการทําโครงงาน
๓.๓.๑ วเิ คราะหโครงสรางเพลง จังหวะหนาทับประกอบเพลง อารมณ และความหมายของเพลงพญา
เหยียบเมอื ง ทค่ี รูรกั เกียรติ ปญญายศ ไดป ระพนั ธข้นึ
๓.๓.๒ นําเพลงพญาเหยียบเมือง ทีค่ รูรักเกียรติ ปญญายศ ไดประพันธขึ้นไวนั้น มากาํ หนดเปนสอง
ชั้น และใชจ ังหวะหนาทบั พ้ืนเมอื งลา นนา ตปี ระกอบจังหวะ
๓.๓.๓ เริม่ ประพันธเพลง โดยประพันธทํานองเพลงขน้ึ กอน เริ่มจากการแตงขยายทํานองสองชั้น ให
เปนสามช้ันกอน โดยแทรกลกู ลอ ลูกขัด ไวในวรรคตาง ๆ ในบทเพลงตามสมควร แลวจึงจะลดทอนทํานองลง
เปนชั้นเดียว ใหครบเปนเพลงเถา โดยจังหวะของเพลงจะไมเร็วมาก เพื่อไมใหอารมณของเพลงหายไป สว น
การใชหนาทบั ประกอบจังหวะในขั้นตน คณะผูจ ัดทาํ ไดก ําหนดจังหวะหนาทับท่ีใชประกอบในทํานองสามชั้น
และทํานองชนั้ เดยี ว โดยใชหนาทบั สองไมย ืนพื้นไว
๓.๓.๔ เม่ือประพันธครบแลว ทั้งทาํ นองสามช้ัน และทาํ นองช้ันเดียว ครบเปน เพลงเถาแลว บนั ทึกโนต
เปนโนตสากลแลวฟงเพลงทีป่ ระพันธโดยใชโ ปรแกรม Musescore 3 เพื่อตรวจสอบทํานอง ถาทํานองสว นใด
ยังไมถูกตองหรอื ยังไมม ีความกลมกลืน ใหแกไข ฟงทํานองใหม และตรวจสอบทํานองใหมีความถกู ตอง และมี
ความกลมกลืนกนั โดยไมขัดตอ ความรสู ึกในการฟงและไมทาํ ลายอารมณของเพลง โดยใหครทู ่ีปรึกษาโครงงาน
ชว ยตรวจดูความเรยี บรอยของเพลงอีกชนั้ หนึง่
๓.๓.๕ จากนั้น บันทึกโนตเพลงเปนโนตดนตรีไทยดว ยเสียงเพียงออบน (ดรมxซล) โดยใชโปรแกรม
Microsoft Word และบันทกึ เรยี บเรียงเปน โนตสากลผานโปรแกรม Musescore 3
๓.๓.๕ เมื่อตรวจสอบทํานองเพลงเสร็จเรียบรอยแลว คณะผูจัดทําจึงไดประพันธจังหวะหนาทับ
พื้นเมอื งลานนา โดยขยายขึ้นใหเปน สามชั้น และลดทอนลงเปนชั้นเดียว โดยใหส ัดสวนของหนาทับพื้นเมือง
ลา นนานี้ มีความเทา กนั กบั สัดสวนของหนา ทับสองไม ในทกุ อตั ราจังหวะ
๓.๓.๖ จากน้ัน คณะผูจัดจึงจะไดเรยี บเรียงทํานองเพลงและจังหวะหนาทบั เขา ดวยกัน แลต รวจสอบ
วาทํานองเพลงและจังหวะหนาทบั ที่ประพันธข ึ้นใหม มีความสัมพันธกลมกลนื กันหรือไม ถายังไมกลมกลืนกนั
ก็ใหแ กไขตกแตง จังหวะหนา ทับใหมีความกลมกลนื ไมข ดั กบั ประโยคเพลง จนกวาเพลงจะมีความกลมกลนื กนั
๓.๓.๗ เมอื่ ทาํ นองเพลงเสรจ็ สมบูรณไมมีขอ บกพรอ งใด ๆ แลว ก็จะเปน ข้นั ตอนของการประพันธเนื้อ
รองและทํานองรอง โดยเพลงนี้จะใชรูปแบบเนื้อรองคือ “คาว (คราว)” ซึ่งเปนรูปแบบคําประพันธของชาว
ลานนา และเนื้อหาของเนื้อรอง เปนเรื่องราวเกี่ยวกับกษัตริยสามพระองค ผูสราง “นพบุรีศรีนครพิงค
เชียงใหม” ซ่ึงในการประพันธเนื้อรองนี้ คาํ รองจะเปนลักษณะของ “คําเมือง” นั่นคือภาษาถิ่นเหนือนัน่ เอง
และวิธีการรอง จะใชลักษณะของการรองเพลงไทยซ่ึงจะรองดว ยสําเนียงลาวเปนหลัก แตจะมีเสียงฝรั่งปนอยู
บางในทาํ นองสองชัน้ และช้นั เดียว โดยประพันธท ํานองรอง ใหม ีความสัมพนั ธกับทาํ นองเพลง
๓.๓.๘ เมอ่ื ประพนั ธเน้ือรอ งและทาํ นองรอ งเสร็จแลว ใหลองนาํ ดนตรสี ด มาทดลองบรรเลงรับรอ งเขา
กับนักรอง ตรวจสอบวามีความเขากันหรือไม ถาไม ก็ใหแกไขจนกวาทั้งทํานองรองและทํานองเพลงมี
ความสัมพันธก ลมกลืนกัน
๒๔
๓.๓.๙ เมอื่ ทง้ั ทํานองรอ งและทํานองเพลงมคี วามสมบรู ณแลว คณะผูจดั ทาํ จงึ จะไดท าํ การบันทึกเพลง
โดยใช วงเครื่องสายผสมปพาทย และวงสะลอ ซึง ซึ่งจะบรรเลงดวยนักเรียนภาคดุริยางคไทย ชั้น
ประกาศนียบัตรวิชาชีพปที่ ๓ วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม โดยมีวิธีการบันทึกคือ ใหผูบรรเลงแตละคน
บันทึกเสียงและวดี ิทัศนการบรรเลง ตามเครือ่ งมือที่ตัวเองถนัด โดยแยกเปนกลุมเครื่องสายและปพาทย (ซ่ึง
การบรรเลงคร้ังนจ้ี ะกลับเสียงเปนการบรรเลงดว ยทางเพียงออลาง (ซลทXรม) เพอ่ื ความสะดวกในการบรรเลง
ของวงปพาทย) แลวสงมาใหคณะผูจัดทําไดรวบรวม เพื่อตัดตอเสียงและวีดิทศั นการบรรเลง โดยใชโปรแกรม
Adobe Audition ในการตดั ตอ เสยี ง และใชโปรแกรม Adobe Premiere Pro ในการตดั ตอวดี ทิ ัศน
๓.๓.๑๐ ในระหวางการตัดตอเสียงและวีดิทัศนนี้ คณะผูจัดทําไดจัดทําโปสเตอรและวีดิทัศน
ประชาสัมพันธ เชิญชวนผูที่สนใจ เขามารับชมรับฟงการบรรเลงรับรองเพลงนี้ ซึ่งประชาสัมพันธผาน
Facebook ของคณะผูจัดทํา โดยกาํ หนดใหเ ผยแพรเ พลงนใี้ นวันท่ี ๑ ตลุ าคม ๒๕๖๔
๓.๓.๑๑ เมือ่ คณะผูจดั ทํา ไดบันทึกและตัดตอเสียงพรอมวีดิทัศนเสร็จเรยี บรอยแลว คณะผูจัดทําก็จะ
ไดน ําวีดทิ ัศนน้ีไปเผยแพรส ูสาธาณะ ผา นชอ งทาง Youtube และ Facebook ในวันที่ ๑ ตลุ าคม ๒๕๖๔
๒๕
บทที่ ๔
ผลการดาํ เนินงาน
จากการท่ผี จู ัดทํา ไดจ ัดทาํ โครงงานเร่อื ง การประพันธทํานองเพลงและทํานองรองในบทเพลง “พญา
เหยียบเมือง เถา” เพ่ือเปนการพัฒนาตอยอดเพลงในจังหวะแบบลานนาเปนเพลงรูปแบบเพลงเถา ผลการ
ดาํ เนนิ งานมดี งั น้ี
๔.๑ วเิ คราะหเพลงพญาเหยียบเมอื ง ในทํานองสองชน้ั ทคี่ ณุ ครรู ักเกียรติ ปญญายศไดป ระพันธไว
เพลงพญาเหยยี บเมอื ง มเี นื้อเพลงทั้งหมด ๓ ทอน ไมม ีเน้ือรอง ใชหนา ทบั หนาทบั พืน้ เมืองลานนา ซ่ึง
มีสัดสวนหนาทับ เทากับหนาทับสองไม สองชั้น มีทอนละ ๔ จังหวะ ซึ่งทํานองมีความสละสลวย องอาจ
งดงาม และมีความเรียบงาย โดยทํานองเพลงพญาเหยยี บเมอื ง สามารถวิเคราะหไ ดเปน ดังนี้
เพลงพญาเหยยี บเมือง ที่คุณครูรักเกยี รติ ปญญายศ ไดประพันธไว พบวา ลูกตกจังหวะหนาทับของ
เพลงนใ้ี นท้งั ๓ ทอน เหมอื นกนั ทัง้ หมด แตท ํานองในมคี วามแตกตา งกนั เพือ่ มใิ หผฟู งเกิดความเบอ่ื หนาย และ
สรางมิติและความหมายของเพลงใหส มกับชอ่ื เพลง โดยโนตเพลงที่จะไดย กมานาํ เสนอ มี ดงั นี้
ทอน ๑ มํ รํ ดํ ซ - ดํ รํ ดํ -มมม ซมรด ซลดร ดลดซ
- - - ซ - ดํ รํ ดํ - - ซฺ ด รมฟซ รมซล -ซซซ ดลดร -ดดด
---ซ ลซฟด
-มรม รดรด ล ท ดํ รํ - ดํ - ซ ลซฟด -ฟ-ซ
ทอ น ๒ รมฟซ ดล-ซ ดลซม ซล-ซ ดลซล -ดดด
--ซม รดรด
---ฟ ซฟมฟ (- - ซ ล ด ร - ด) (- - ซ ล ด ร - ด) (- - ร ม ซ ล - ซ)
(- - ซ ล - ซ ซ ซ) -ม-ร -ด-ล ดลดซ -ล-ด
ทอน ๓
(- - ร ม ซ ล - ซ)
(- - ด ล) (- - ซ ม)
จะเหน็ ไดว าลูกตกในหองท่ี ๔ และ ๘ ซ่งึ เปนจงั หวะสุดทา ยของหนาทับ เปนเสยี งเดยี วกันทัง้ ๓ ทอ น
แตคุณครูรักเกียรติไดเปลี่ยนทํานองในหรือสําเนียงเพลงในแตละรรค ไมใหมีความซํ้ากัน ซึ่งคณะผูจัดทํา
สามารถแยกลักษณะสํานวนเพลงไดหลัก ๆ คือ สําเนียงลานนา (ลาว) และสําเนียงฝรั่ง เนื่องจากในกลุม
สําเนียงลานนา (ลาว) จะมีกลุมเสียงหลัก ๆ ๕ เสียงคือ ดรมxซล, สวนกลุมสําเนยี งฝรัง่ จะใชท ุกเสียง น่ันคือมี
เสยี ง ฟ และ ท เขามาประกอบและเปนเสียงผาน ซึ่งในเพลงนม้ี ีการใชสําเนยี งเพลงท้ัง ๒ น้ี ผสมกนั ในทอน ๑
และทอ น ๒ แตใ นทอน ๓ เปนสาํ เนียงลา นนา (ลาว) ทั้งทอน และทาํ นองในทอน ๓ มีการใชทํานอง “เหล่ือม”
อีกดวย
๒๖
ดังนัน้ คณะผูจัดทําจึงพอจะสรุปไดว า เพลงพญาเหยียบเมืองนี้ อาจจะมีเนื้อเพลงแคทอนเดียว แต
คุณครูรักเกียรติ ปญยายศ ทานไดตกแตงทาํ นองในใหมคี วามแตกตางกัน แตโ ครงสรางเพลงยังคงเหมือนเดมิ
จนใหเ หน็ เปน เพลง ๓ ทอนดงั กลาว
๔.๒ ทาํ นองเพลง พญาเหยียบเมือง เถา และการประพันธหนาทบั พืน้ เมืองลา นนา ในอตั ราจงั หวะสามช้ัน
และช้ันเดยี ว
๔.๒.๑ ทํานองเพลง พญาเหยียบเมือง เถา
เมื่อคณะผูจัดทําไดทราบถึงลักษณะโครงสรางของเพลง และทราบถึงอารมณ และความหมายของ
เพลงแลว คณะผูจัดทําจึงจะไดป ระพันธทํานองเพลงนใ้ี หเปนเพลงเถา โดยเริม่ จากการกาํ หนดความเร็วเพลงนี้
ทจ่ี ะใชบ รรเลง โดยเพลงน้ีจะบรรเลงในความเรว็ ทไ่ี มม าก เพ่ือทีจ่ ะถา ยทอดอารมณข องเพลงไดอ ยางลกึ ซ้ึงที่สุด
จากน้นั กก็ าํ หนดอตั ราจงั หวะของเพลงพญาเหยียบเมือง ทคี่ ณุ ครูรักเกียรติ ปญญายศ ไดแ ตงขนึ้ น้นั มากําหนด
เปนเพลงอัตราจังหวะสองชั้น เนือ่ งจากใชหนาทับพ้ืนเมืองลานนาตีประกอบจังหวะ ซึ่งหนาทบั ที่มีสัดสวนที่
ตรงกบั หนาทบั สองไม สองชัน้
เมอ่ื กําหนดอตั ราจงั หวะของเพลงเปนสองชนั้ แลว คณะผูจัดทําจงึ ไดแตง ขยายทํานองเปนอัตราสามชน้ั
กอน โดยอาศัยหลักการประพันธเพลงของคุณครูมนตรี ตราโมท คือการขยายทํานองออกไป ๑ เทาตัว แต
ขยายแลว ตองตกแตงทํานองใหไพเราะนาฟงอีกดวย คณะผูจัดทําจึงไดเริ่มการแตงขยายทํานองเพลง จาก
ทํานองสองช้ันออกไปเปนสามชั้น โดยที่เสียงลูกตกของจังหวะ (หนาทับ) ในอัตราสามชั้น จะตองเปนเสียง
เดียวกันกับทาํ นองอัตราสองชั้น โดยใชหนาทับสองไม สามชั้น เปนเกณฑก ารนับจังหวะ ซึ่งจะขอยกตวั อยาง
เปนดังน้ี
ทํานองสองช้ัน ทอน ๑ : จังหวะ (หนาทับ) ที่ ๑ และ ๒ ดลดซ
- - - ซ - ดํ รํ ดํ มํ รํ ดํ ซ - ดํ รํ ดํ - ม ม ม ซ ม ร ด ซ ล ด ร - ล - ดํ
ลซมซ
ทํานองสามช้ัน ทอ น ๑ : จงั หวะ (หนา ทบั ) ที่ ๑ และ ๒ ทแ่ี ตงขยายมาจากสองช้นั
- - - - - - - ซ - - - ล ซ ล ม ซ - - ดํ ล ซ ล ม ซ ล ซ ม ซ
- - - - ซ ล ซ ดํ - - ร ม ซ ม ร ม - - ร ด ร ด ล ดํ รํ ดํ ล ซ
จะเหน็ ไดว า เสยี งลกู ตกของจังหวะ (หนา ทับ) ในทํานองสามช้นั และสองช้นั เปน เสียงเดียวกนั ซึง่ ตรง
ตามหลกั การประพนั ธเพลงของคุณครมู นตรี ตราโมท และทาํ นองในของสามชน้ั กไ็ ดต กแตงทํานองในใหม ีความ
นาฟง โดยผูจ ัดทําไดยึดในความคิดที่วา “ทํานองแตละวรรคแตละประโยค จะตองมีความสอดคลองกันและ
ทาํ นองตองไมขัดกันเอง มิเชนนั้น อารมณของเพลงจะเปลีย่ นไปทันที” ดังนั้น คณะผูจัดทําจึงไดทําการแตง
ขยายทํานองเพลงออกไปในทุก ๆ จงั หวะ ตามวธิ ีดังกลา ว
๒๗
ซ่งึ ตามท่ีคณะผูจัดทํา ไดว ิเคราะหสําเนยี งเพลงพญาเหยยี บเมอื ง ในขอ ๔.๑ ซงึ่ ก็คอื เพลงน้มี ลี ักษณะ
สํานวนเพลงอยู ๒ สําเนียงคือ ลานนา (ลาว) และฝรั่งผสมกันในทอนที่ ๑ และทอนที่ ๒ สวนทอ นที่ ๓ เปน
สําเนยี งลา นนา (ลาว) ทั้งทอน เมือ่ คณะผูจัดทําไดข ยายทํานองใหเปนสามชนั้ พบวา สําเนียงของเพลงที่เปน
จุดเดน คือ สาํ เนยี งลา นนา (ลาว) ถาจะขยายทํานองเพลงท่ีมีสําเนียงฝร่ังปนมาใหเปน สามชั้น แลวยังมีสําเนียง
ฝร่ังอยูในทํานอง ในความเรว็ ของการบรรเลงท่ีชา อาจจะทาํ ใหทาํ นองเพลงไมส มั พันธกนั ดว ยระยะของตวั โนต
และความเร็วการบรรเลง ดงั นั้น คณะผูจดั ทํา จงึ มีความจําเปนท่ีจะตองปรบั ทํานองเพลงในอัตราจังหวะสาม
ชัน้ ใหเ ปนสาํ เนยี งลานนา (ลาว) ทั้งหมด เพอื่ ท่สี าํ เนยี งเพลงมีความติดตอกันและอารมณของเพลงไมขาดตอน
ในความเร็วของเพลงที่ชา ซึ่งจะขอยกตัวอยางเปรียบเทียบในทํานองสองช้นั และทํานองสามชั้นที่ไดประพันธ
ข้ึน ดงั นี้
สองชัน้ ทอน ๑ - ดํ รํ ดํ -มมม ซมรด ซลดร ดลดซ
- - - ซ - ดํ รํ ดํ มํ รํ ดํ ซ รมฟซ รมซล -ซซซ ดลดร -ดดด
- - - ซ ล ซ ฟ ด - - ซฺ ด
ซลมซ - - ดํ ล ซลมซ ลซมซ - ล - ดํ
สามชัน้ ทอ น ๑ (แตงขยายแลว) ซมรม --รด รดลด รดลซ ลซมซ
---- ---ซ ---ล ดรดด มรดล - ซ - ดํ มรดล ซลดซ
- - - - ซ ล ซ ดํ - - ร ม ซลดซ ลซมซ -ด-ล ซลดร ซมรด
---- ดลซล --ซล
---- ดลซม ซมรม
จะเหน็ ไดวา ทาํ นองสามชนั้ ทอ น ๑ ทีไ่ ดยกตัวอยางมานี้ มีเพยี งแคสาํ เนียงลา นนา (ลาว) ไมม ปี ระโยค
หรือวรรคเพลงที่มีสําเนียงฝรั่งอยูเลย สังเกตจากรูปประโยคเพลงที่ไมมีเสียง ฟ และ ท เขามารวมเลย ซ่ึง
แตกตา งจากทํานองสองชั้นที่จังหวะท่ี ๓ มีวรรคทีเ่ ปนสําเนียงฝรัง่ อยู แตทั้งน้ี ทํานองเพลงก็ไมไดขาดตอนกัน
เพราะทํานองเพลงยังเปนสําเนียงลา นนา (ลาว) ตลอดทั้งทอน ดวยเหตุนี้ คณะผูจัดทําจึงใชวิธีการนี้ ในการ
แตงขยายในทํานองทอน ๒ และ ๓ อีกดวย อยางไรก็ตาม คณะผูจัดทํา ก็ไดนําวิธีการบรรเลงเพลงไทยนั่นคอื
ลูกลอ ลูกขัด และเหลื่อม นํามาใชกับทํานองสามชั้นนี้ในทอน ๒ และทอน ๓ อีกดวย ซึ่งเม่ือคณะผูจัดทําได
แตงขยายทาํ นองอัตราสามชนั้ ครบทุกทอ นแลว จะไดท ํานองตามโนต ดังน้ี
๒๘
สามชนั้ ทอน ๑ ---ล ซลมซ - - ดํ ล ซลมซ ลซมซ - ล - ดํ
---- ---ซ --รม ซมรม --รด ร ด ล ดํ รํ ดํ ล ซ ลซมซ
- - - - ซ ล ซ ดํ --ซล ดํ รํ ดํ ดํ มรดล - ซ - ดํ มรดล ซ ล ดํ ซ
- - - - ดํ ล ซ ล ซมรม ซ ล ดํ ซ ลซมซ - ดํ - ล ซ ล ดํ รํ ซมรด
- - - - ดํ ล ซ ม
ซลดร - - ม ร) --ซล ดรดร ดซลด --รด
สามชัน้ ทอน ๒ มรดล ดลซล --ดซ ลรดล ซ ล ดํ ล ซลมซ
(- - ซ ม ร ด ร ด ลซมซ ลดซล --ซด รดซล ดลซล ดรมซ
---- ซลดร -มซร มรดล ดลซด --ซล ดลซล ดมรด
---- ดลดซ
--มล --มซ ดลซล ซ ม ร ซ) ซมรม ซลซซ ดลซล ดรดด
ดลซล ด ร ด ด) ลดซล ดรดด มซรม ซลซซ
สามชัน้ ทอ น ๓ (- - ม ซ) (- - ร ม) (- - ด ร) (- - ล ด) (- - ซ ล) (- - ม ซ)
(ซ ม ร ม ซ ล ซ ซ (- - ร ด) (- - ล ซ) -ม-ร -ด-ล ซม-ซ -ล-ด
(ล ด ซ ล ด ร ซ ล
(- - ล ด) (- - ซ ล)
(- - ด ล) (- - ซ ม)
เมอื่ คณะผูจัดทําไดประพันธทํานองในอัตราสามช้นั แลว อตั ราสองชนั้ ก็ใชเน้ือเพลงและจังหวะเดิม ไม
เปลี่ยนแปลง ตอไปก็จะเปนการลดทอนทํานองจากอัตราสองชั้น เปนอัตราชัน้ เดียว โดยยึดหลักการประพันธ
เพลงของคุณครูมนตรี ตราโมท เชนเดิม คือตองใหเสียงลูกตกของจังหวะ (หนา ทับ) เปนเสียงเดียวกันในทุก
อัตราจงั หวะ ในอตั ราชน้ั เดยี วนี้ ใชห นาทบั สองไม ช้นั เดยี ว เปนเกณฑก ารนบั จังหวะ
อุปสรรคของการลดทอนทํานองเปนอัตราชั้นเดยี วในเพลงนี้ คอื ทํานองเพลงน้ีคอนขา งสั้น ในอัตรา
สองชั้น มีความยาวของทํานองในแตล ะทอนเปน ๒ ประโยคเพลง หมายความวา ถาเราลดทอนทํานองเปน
อัตราชั้นเดียว ความยาวของทํานองในแตละทอนจะเหลือเพียง ๑ ประโยคเพลง และที่สําคัญคือ โครงสราง
ของทํานองเพลงทั้ง ๓ ทอน เหมือนกันทุกทอน ในทํานองสองชั้น มีความแตกตา งของตัวโนตมากพอสมควร
แตเ มื่อลดทอนทํานองลง แปลวา ประโยคเพลงจะตองส้ันลง ความแตกตา งของตวั โนต จะนอยลง แตโครงสราง
ของเพลงตอ งเหมือนเดมิ ดังนัน้ คณะผจู ัดทําจงึ มคี วามจาํ เปน ท่ีจะตองใหทาํ นองเพลงชนั้ เดยี ว เปนสําเนียงฝรง่ั
ทั้ง ๓ ทอน หรือวามีเสียง ฟ และ ท เปนเสียงผาน เพื่อที่จะไดสรางสํานวนเพลงที่แตกตาง และใชโนตที่มี
ขอบเขตกวางขึ้น เพื่อไมใหสํานวนเพลงซํ้า และทําลายโครงสรางของเพลง ดังที่จะไดเปรียบเทียบโนตเพลง
ระหวางอตั ราสองช้ัน และช้ันเดยี ว ทอน ๑ ดังน้ี
๒๙
สองชั้น ทอ น ๑ -มมม ซมรด ซลดร ดลดซ
- - - ซ - ดํ รํ ดํ มํ รํ ดํ ซ - ดํ รํ ดํ รมซล -ซซซ ดลดร -ดดด
- - - ซ ล ซ ฟ ด - - ซฺ ด ร ม ฟ ซ
ฟมรม ฟซลซ ดลซล ดรดด
ชั้นเดียวทอ น ๑ (ลดทอนทาํ นองลงแลว )
- - มรด - ซฺ - ด ร ด ซ ด ร ม ฟ ซ
เมอื่ ไดวธิ กี ารประพันธทํานองอตั ราชน้ั เดยี วในทอน ๑ นีแ้ ลว คณะผจู ดั ทําจึงไดใ ชวธิ ีน้ี ลดทอนทํานอง
เพลงในทอน ๒ และทอน ๓ โดยทอน ๓ มีการฝากเสียงลูกตกจังหวะที่ ๑ ไวท่ีตนจังหวะที่ ๒ เพ่ือพลิกแพลง
ทํานองและใหสอดคลองกับรูปแบบสาํ นวนเพลงดวย ซึ่งเมื่อคณะผูจัดทาํ ไดแตง ขยายทํานองอตั ราช้ันเดียวครบ
ทุกทอ นแลว คณะผูจ ัดทําจึงไดป ระพนั ธท าํ นองลูกหมดตอ จะไดท าํ นองตามโนต ดงั นี้
ชน้ั เดยี วทอ น ๑ รดซด รมฟซ ฟมรม ฟซลซ ดลซล ดรดด
- - มรด - ซฺ - ด
ซ ล ซ ดํ ทลซซ ฟมฟฟ ซลซซ ทลซล ทดรด
ชนั้ เดียวทอ น ๒
ดรดฟ มรดด ซ - ซฺ ด รมฟซ ซ - ซฺ ด รมฟซ ดลซล ซมรด
ชนั้ เดยี วทอ น ๓ (- - ล ด ร ม ฟ ซ) (- - ซฺ ด รมฟซ ลซลด ร ม ฟ ซ)
ด - ซฺ ด ร ม ฟ ซ (- - ล ด ร ม ฟ ซ) (- - ซฺ ด รมฟซ ลซลด ร ม ฟ ซ)
(- - ล ซ ฟ ม ร ด) (- - ล ซ ฟ ม ร ด) (- - ซฺ ด ร ม ฟ ซ)
ลกู หมด
(- - ซฺ ด ร ม ฟ ซ)
(- - ซฺ ด ร ม ฟ ซ)
(- - ซฺ ด ร ม ฟ ซ)
เมอ่ื ประพนั ธทํานองท้ังอตั ราสามชัน้ และช้นั เดียวแลว กน็ าํ เอาทํานองมาบรรเลงตดิ ตอกันใหเปนเพลง
เถาคอื สามชนั้ สองชัน้ ช้นั เดยี ว และออกลูกหมด ตามลาํ ดับการบรรเลงเพลงเถา เปนอนั เสรจ็ สน้ิ การประพันธ
ทาํ นองเพลง พญาเหยียบเมือง เถา
๔.๒.๑ การประพนั ธหนา ทับพน้ื เมอื งลา นนา ในอตั ราสามช้ัน และชน้ั เดียว
ตามที่คณะผูจัดทาํ ไดอธบิ ายเรื่องโครงสรา งและหนา ทับของเพลงพญาเหยียบเมอื งนี้ไปในขอ ๔.๑ ใน
เรื่องของหนา ทบั ประกอบเพลงน้ี คือหนาทบั พื้นเมืองลานนา โดยใชกลองโปง โปง ตปี ระกอบจังหวะ ซึ่งตามได
คณะผูจัดทาํ ไดกลาวไวนั่นคือ สัดสวนของหนาทับพื้นเมืองลานนานั้น เทากบั หนาทับสองไม สองชั้น ซึ่งมีเน้ือ
เพลง ดังน้ี
หนาทบั สองไม สองช้ัน หนาทับพน้ื เมืองลา นนา (กลองโปงโปง )
ติง - โจะจะ ติงติง - ติง - - โจะ จะ ติงตงิ - ทั่ง - ตงิ - ปะ ท่งั ตงิ - ทงั่ ตงิ - ติงทัง่ - ปะ ท่งั ตงิ
๓๐
หนาทับพ้ืนเมืองลานนานี้ มักบรรเลงในเพลงพื้นเมืองลานนาทัว่ ไป เชน เพลงลอ งแมปง สรอยเวียง
พิงค ษหี ลงถํ้า ฯลฯ ซ่งึ เพลงเหลา น้ี เปนเพลงท่ีมอี ตั ราจังหวะเทากับเพลงสองชนั้ ในเพลงไทย ดงั นั้น หนา ทับ
พน้ื เมืองลานนาน้ี จงึ เปน หนา ทบั ทเี่ ทียบเทากับอตั ราจังหวะสองชน้ั
ปรกติแลว หนาทบั พ้นื เมอื งลานนานี้ จะไมมอี ัตราจังหวะสามชนั้ และชน้ั เดียว เนอ่ื งดว ยเหตุผลทเี่ พลง
พื้นเมืองลานนาสวนใหญ มีอัตราจังหวะเทากับเพลงสองชั้น แตเมื่อคณะผูจัดทาํ ไดนําเพลงพญาเหยียบเมือง
ของคณุ ครูรักเกียรติ ปญ ญายศ ซึ่งใชหนาทับพื้นเมืองลานนาประกอบการบรรเลง มาประพันธเปนเพลงเถา
และมีสดั สว นของหนาทบั เทากับหนา ทับสองไม สองชน้ั ดังนน้ั คณะผูจ ัดทํา จงึ ไดขยายหนาทับพ้ืนเมืองลานนา
ในอัตราสองช้ัน ใหเ ปน อตั ราสามชน้ั และลดทอนใหเปน อตั ราชนั้ เดยี ว โดยยดึ ตามสัดสวนของหนา ทบั สองไมไว
แตย งั คงยดึ เสยี งลกู ตกของหนา ทบั ไวเหมือนเดิม ดังนี้
หนา ทบั พื้นเมืองลา นนา สามชนั้ - - ปะ ปะ - ปะทงั่ ติง - ทัง่ ตงิ ท่งั - ปะ ทง่ั ติง
- - ทั่งตงิ - ติงท่งั ติง - - ปะปะ - - ทัง่ ตงิ
หนาทบั พน้ื เมืองลานนา สองช้นั
- ตงิ - ปะ ทงั่ ติง - ทั่ง ติง - ตงิ ทงั่ - ปะท่งั ติง
หนาทบั พนื้ เมอื งลา นนา ชัน้ เดียว
ติง - ปะปะ ทั่งท่ัง - ตงิ
ซึ่งนับวา เปนการพัฒนาจังหวะหนา ทับแบบลา นนา ใหม จี ังหวะครบทั้งอัตราสามชั้น สองชั้น และชั้น
เดียว เพื่อตีประกอบจังหวะของเพลงที่ใชจงั หวะหนา ทับพื้นเมืองในลักษณะเพลงเถา โดยใชกลองโปงโปง ตี
ประกอบจังหวะ
๔.๓ บทรองและทาํ นองรอ งเพลง พญาเหยียบเมอื ง เถา
ในบทรองของเพลงนี้ เปนเร่ืองราวเกี่ยวกับการสรรเสรญิ กษัตริยสามพระองค อันไดแก พญามังราย
ปฐมกษัตริยแ หงอาณาจักรลา นนา พอขุนรามคําแหงมหาราช กษัตรยิ แหง อาณาจักรสุโขทัย และพญางําเมือง
กษัตริยแหงแควนพะเยา ซึ่งทั้งสามพระองคไดเปนพระสหาย และรวมกันกันสราง “นพบุรีศรีนครพิงค
เชียงใหม” ซึ่งเปนราชธานีของอาณาจกั รลานนา ต้ังแตป พ.ศ.๑๘๓๙ เปนตนมา จนปจจุบัน เมืองเชียงใหมมี
อายุครบ ๗๒๕ ป โดยความหมายของเพลงนี้มีความสอดคลองกบั ช่ือเพลงและจํานวนทอนของเพลง ซึง่ มีอัตรา
จงั หวะละ ๓ ทอ น พอดี
เนือ้ รอ งมกี ารใชฉนั ทลักษณแบบ “คาว (คราว)” ซง่ึ เปน กลอนแบบลา นนา ๓ บท และใชเปนภาษาคํา
เมืองทั้งหมด โดยใชวิธีการเอื้อนอยางการรองเพลงไทยปกติ ซึ่งจะรองโดยใชสําเนียงลาวเปนหลัก แตก็มี
สําเนยี งฝรง่ั ปนมาอยูเลก็ นอยในอัตราสองชั้นและชั้นเดยี ว โดยเนอ้ื รอ ง มีดังนี้
๓๑
เน้ือรองเพลง พญาเหยยี บเมือง เถา
ยอพนม บงั คมกราบเกา สามองคปอเจา กูบญุ สหาย
นพบุรใี หญก วา ง
เมินนานมาแลว ทรงไดโ ผดผาย แปงสรา งเวยี งไจย เฮยี กไว
มังราย
เจด รอยกวา ป เปน ต้ีอวดอา ง อยสู ุขสราญ
รามคาํ แหงปอเจา
ถวนนง่ึ ราจา กษตั ริยหนอ ไท พระนามพญา เตพ ตอ ง
โลกา
ถวนสองงดงาม แผก วางหลวงหลาย สรา งลายสอื ไทย
จาวประชาผอ งแผว
ถว นสามงําเมอื ง ฤทธีจอมเหงา อัศจรรยฮม เงา
พญาเหยียบเมือง นามประเทอื งแซซ อง พระเกียรติแผก อ ง
หื้ออยูจมุ เยน็ มว นสขุ หรรษา ลมุ โขงอาณา
กอ นแลนายเฮย...
บทรองดังกลาวสามารถสรุปโครงสรา ง และเนื้อหาในบทรองเพลงนี้คือ มีบทนาํ เปนเนื้อหาเกี่ยวกับ
เมืองเชียงใหมที่สรางมาแลว ๗๐๐ กวาป และประชาชนก็ไดอยูกันมาอยางสงบสุข สวนบทตอไป กลาวถึง
กษัตริยทั้งสามพระองค นั่นคือ พญามงั ราย พอขุนรามคําแหงมหาราช และพญางาํ เมือง และบทสุดทายเปน
การสรรเสรญิ กษัตรยิ ทง้ั สามพระองค และขอใหประชาชนบนแผนดนิ ลา นนาอยูเย็นเปนสุข
คณะผูจัดทาํ จึงไดประพันธทาํ นองรอง และบรรจุคาํ รองในเพลงนี้ใหมทั้งหมด ซึ่งดวยโครงสรา งของ
เพลงท่มี ลี ูกตกในทุกจังหวะเหมือนกนั ท้งั หมดทั้ง ๓ ทอ น คณะผจู ัดทํา จงึ ตอ งประพันธทาํ นองรอ งภายในแตละ
จังหวะใหม ีความแตกตา งกัน โดยเมื่อประพนั ธเสร็จแลว สามารถวเิ คราะหทางรอ งประกอบโนตดนตรี ออกมา
ในแตล ะอตั ราจังหวะ ดงั น้ี
สามชนั้ ทอ น ๑ ๓๒ - - - ดํ - - รํ ดํ
---- ---ซ - - - ยอ - - พนม
- - - - - - -เออ - - - ล ซ ล ซ ซ - ล ดํ ซ - ล ซม ซ
- - -เฮอ เออฮ้อื เอิงเงอ -เอิงฮเึ ออ เฮอ --เอย
- - - - - - - ดํ - - - รํ มํ รํดํ รมํ ํ - - - - - ลดํ - ดํ - - - ม - - - ซล
- - - - - - - เออ - - - เออ เฮอ - -เอย - - - - -บงั -คม - -กราบ - - -เกา
ดํซ - - - - - ล - - - ดํล ซลซ - ดํ - - - - - ม ดํ ล - ซ - ล - ซม - ลซ
- - - - - - - เออ - -ฮเึ ออ เออเฮอ-เอย - - - - -สาม-องค - - -ปอ - - -เจา
- - - - - - - ม - - ซล - - ดํ ซ - - - - - ดํ ซ ล - - ซ ซ มํ - รํ มรํ ดํ ํ
- - - - - - -เออ - - -เออ - -ฮึเอย - - - - -กู-บญุ - -สหาย ฮื้อฮือฮื้อ...
สามชั้นทอ น ๒
- - - - - - - - - - - รํ - - - รํ - - - - - - - - - - - ดํ - - - ดํรดํ ํ
- - - - - - - - - - -เมนิ - - -นาน - - - - - - - - - - -มา - -แลว
- - - ม - ซ ม ล - ดํ - ซ - ลม - ซ - - - ม - ซ ลซ ซ - - - ม - ซล - ล
- - - เออ -เฮอ-เอย - - -ทรง -ได-อือ - - - เออ -เออเฮอเอย - - -โผด -ผาย-ออื
- ดํซ - - - - - - - - - ม - - ดํ ล - - ซ ดํ - รดํ ํ - ล - ดํ - มํ - ซํ - ซํ
-ฮอึ ือ- - - - - - - - -แปง - - -สรา ง - - -เออ -ฮเึ อิง-เงย - - -เวียง - - -ไจย
- - - มํ - - ซํ รํ - มํ - ซรํ ํ มํ - รํดํ รํ - - - ดลํ - ดํ - ซล - - - ซ - รํ ดํ มํรดํ ํ
- - -เองิ - -ฮเึ ออ -เองิ ฮเึ ออ เหอ -เอิงเงอ - -เออเอย -นพ-บุรี - - -ใหญ -กวาง-ฮือ้ ..
สามชนั้ ทอ น ๓ ---ล -ล-ซ ---- -ม-ซ - - - ล -ลมํ รมํ ํรํดํ
---- -ม-ซ - - -เจด -รอย-อือ - - - - -เออ-เอย - - -กวา -ป-ออื ฮ้ือ..
- - - - -เออ-เอย
- - - - - - - ดํ - - - รํ ดํ รํ ดํ ดํ - - - - - ม ดํ ลซ - - - ม - ดํล ซ -
- - - - - - -เออ - - -เฮอ เออฮ้ือเอิงเงย - - - - -เปน-ต้ี - - -อวด -อา ง- -
---ม - - - ดลํ ๓๓ - ล ดํ ล ซลซ ซ ซ
- - -เออ - -ฮเึ ออ -อือฮึอือ - - สราญ
- - -ดลํ ซลซ - ล - - - ซม - ม - ลดํ
- -ฮึเออ เออฮือ้ เอิงเงอ - - เออเอย -อยู- สขุ
- - - - - - - ม - มรด ม - ซ -ลซ - - - - - - - - - - - ดซํ - - -มํ รมํ รํ ดํ ํ
- - - - - - - เออ เฮอเออเออ เออ -เอิงฮเึ อย - - - - - - - - - - -เฮยี ก - - -ไว
สองชัน้ ทอ น ๑
- - -ซ - ล ซ ลดํ - มํ - มํ ซ ลดํ - ดํ - - - - - - ม ลดํ - - - ม - - ซลซ
- - -เออ -เฮอ เออเอย -ถว น-น่งึ -รา-จา - - - - - -กษตั ริย - - -หนอ - - -ไท
- - - ซ ลซ - ซ - - - ล - - - ซ - - - - - - - - - - ซ ล - ดํ - ดํ
- - -เออ ฮึเอิง-เงย - - -พระ - - -นาม - - - - - - - - - - พญา -มงั -ราย
สองชน้ั ทอน ๒
- - - - - มํ รํ ดํ - - - - - รํ - ดํ - - - - - ม - ล - ซ - ม - ซ - มซ
- - - - -ถวน-สอง - - - - -งด-งาม - - - - -แผ-กวาง - - -เหลือ - - -หลาย
- - - - - ซ - ฟ - - - - - ฟล - ซ - - - ล - - ล ซ - ล - ล - ซ - รดํ ํ
- - - - -สราง-ลาย - - - - -สอื -ไทย - - -ราม - -คําแหง - - -ปอ - - -เจา
สองชั้นทอ น ๓
- - - - - มํ รํ ดํ - - - - ซํ มํ รํ ดํ - - - - - รํ - ดํ - - - ม - - ล ซ
- - - - -ถว น-สาม - - - - - -งําเมือง - - - - -ฤท-ธี - - -จอม - -เหงา
- - - ล - - ม ซ - - - ล ซ ม - ซ - - - ล - - ดํ ซ - - - ล - ซ - รํดํ
- - -อศั - -ศจรรย - - -ฮม - - -เงา - - -เออ - - ฮีเอย - - -เตพ - - -ตอ ง
ชั้นเดียวทอน ๑ --รม -ฟ-ซ ---ล --ซล ---ล - ซ -รํมรํ ดํ ํ
---- ---- - - พญา -เหยียบ-เมือง - - -นาม - - - แซ - - - ซอ ง
---- ---- - -ประเทือง
-ล-ม -ม-ซ ---ล - - -ลดํ - - -ลดํ
ช้นั เดยี วทอน ๒ -พระ-เกียรติ -แผ-กอ ง - - -เอิง - - ดํ ซ - - -โล - - -กา
---- ---- - -ฮึเอย
---- ----
๓๔
ช้ันเดียวทอ น ๓ -ซฟล - ฟ ซ - - ซ ด ด - ฟ ซ - - ล ซ ล - ล -รํดํ
--ซด -ซฟซ -มวน-สขุ -หรรษา- - ลุม - โขง - อาณา - - จาวประชา - ผอง - แผว
- - หื้ออยู -จุม-เย็น
- - - - - - - ซ - - - - ล ดํ ล ดํ
- - - - - - - กอ น - - - - แลนาย - เฮย
ในทาํ นองรอ งชั้นเดยี วทอน ๓ จะสังเกตวา จะมที าํ นองเกินมา ๔ หอง น่ันคอื คาํ วา กอนแลนายเฮย ท่ี
เปน คาํ จบของคา ว (คราว) บทน้ี เน่อื งจากวา คณะผจู ดั ทาํ ไมส ามารถบรรจุคํารองในบาทสุดทายแลวรวมกับคํา
วา “กอนแลนายเฮย” ลงในทอน ๓ ไดทัง้ หมด จึงมีความจําเปนตองแยกคําออกมา แลวรองสวมไปกับทํานอง
ดนตรี ในวรรคแรคของอัตราชั้นเดยี ว ทอ น ๓
เมื่อคณะผูจัดทําไดประพันธทํานองเพลง บทรอง และทํานองเสร็จเรียบรอยแลว คณะผูจ ัดทําจึงได
บันทึกเสียงและวีดิทัศนการบรรเลงรับรอง ดวยวงเครื่องสายผสมปพาทย และวงสะลอ ซึง ซึ่งบรรเลงโดย
นักเรียนสาขาปพาทย เครื่องสายไทย และคีตศิลปไทย ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปที่ ๓ วิทยาลัยนาฏศิลป
เชียงใหม และเนื่องดวยสถานการณการระบาดของเชื้อโรคโคโรนาไวรัส สายพนั ธุ ๒๐๑๙ (COVID-19) ทําให
ไมสามารถรวมวงบรรเลงไดตามปกติ ดงั นัน้ จงึ ตอ งเปล่ียนวธิ ีการนาํ เสนอการบรรเลง ซงึ่ จะบรรเลงดวยรูปแบบ
New Normal คือการบรรเลงที่บานของตัวเองแลวตัดตอเสียง และวีดิทัศน ใหอยูในวีดิทัศนเดียวกัน แลว
เผยแพรผลงานสูส าธารณะ ผานชอ งทาง Youtube และ Facebook ของคณะผจู ดั ทาํ
ภาพท่ี ๔.๑ QR Code วดี ิทัศนก ารบรรเลงรบั รองเพลง พญาเหยยี บเมือง เถา
๓๕
บทที่ ๕
สรปุ ผลการดําเนินงาน
สรุปผลการดาํ เนินงาน
โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพเรื่อง การประพันธทํานองเพลงและทํานองรองในบทเพลง “พญา
เหยียบเมือง เถา” เปนการสรา งสรรคเ พลงเถาอีกหน่ึงบทเพลง นน่ั คอื การประพันธทาํ นองใหมในอัตราจังหวะ
สามชั้นและชั้นเดียว ซึ่งไดแรงบันดาลใจมาจากเพลงพญาเหยียบเมือง ในทํานองสองชั้น ที่คุณครูรักเกียรติ
ปญญายศ ไดประพันธไว ประพันธบ ทรองและทํานองรอง และประพันธหนาทบั พื้นเมืองลานนา (กลองโปง
โปง) ในรูปแบบแบบของเพลงเถา ทั้งนี้คณะผูจัดทาํ ไดบันทึกวีดิโอการบรรเลงเพลงน้ี ดวยวงเครื่องสายผสมป
พาทย และวงสะลอ ซึง โดยบรรเลงในรูปแบบ New Normal และคณะผูจัดทําไดเผยแพรผลงานผานสื่อ
โซเชยี ลมีเดยี ในชองทาง Facebook และ Youtube เพอื่ เปนการนาํ เสนอผลงานดนตรไี ทย ภายใตสถานการณ
การระบาดของเชอ้ื ไวรสั โคโรนาสายพันธุ ๒๐๑๙ (COVID-19)
ปญ หา อปุ สรรคในการดาํ เนินงาน พรอ มวิธีแกไขปญหา
๑. เนื่องจากการจดั ทําโครงงานครั้งน้ี เปนการจัดทําโครงงานแบบไมไดรวมกลุมกันทํางาน ภายใต
สถานการณการระบาดของเชื้อโรคโคโรนาไวรัส สายพันธุ ๒๐๑๙ (COVID-19) ดังนั้นการทําโครงงานจึงมี
ความติดขัดอยูบา ง และคณะผูจดั ทาํ ไดแกปญหาโดยการประชุมกลุมผานแอปพลเิ คชั่น Google Meet พรอม
รายงานความคบื หนา โครงงานใหค รทู ป่ี รึกษารบั ทราบ และกระตนุ การทํางานกนั ในคณะอยา งสม่าํ เสมอ
๒. โครงงานเรอื่ งนี้ มีความจาํ เปนท่ีตองมีการบนั ทึกเสียงและวีดิทัศนป ระกอบการบรรเลงเพลงน้ี โดย
การบรรเลงรับรองเพลงนี้ใชวงเครื่องสายผสมปพาทยและวงสะลอ ซึง ซึ่งมีเครื่องดนตรีคอนขางมาก จึงใช
ระยะเวลาของการบนั ทึกเสียงคอนขา งนาน ประกอบกับการบันทึกวีดิทัศนข ณะบรรเลง ซง่ึ จะตอ งมีการตัดตอ
เพื่อใหเห็นทาทางการบรรเลงประกอบเพลง ซึ่งคณะผูจัดทําไดแกปญหาโดยการนัดหมายนักเรียนกลุม
เครอื่ งสาย มาบันทกึ เสยี งและวีดิทศั นท่ีบานของนายธันวพฒั น สว นกลุม ปพ าทย ใหไ ปบันทึกเสียงท่ีคณะน้ําโจ
สามัคคี ซง่ึ มนี ายอมรเทพ เปน ผูรับผิดชอบ เพอ่ื ความสะดวกและรวดเรว็ ในการบนั ทกึ เสยี งเพลงในครัง้ นี้
ขอ เสนอแนะ
๑. หากสถานการณก ลับมาเปน ปกติ อาจมีการบรรลงรวมวง และปรับวงเพิ่มเตมิ เพื่อใหเพลงมีความ
สมบรู ณมากข้ึน
๒. ควรทดลองการบรรเลงรบั รองเพลงน้ี ดวยวงสะลอ ซึง ลวน ๆ หรืออาจใชวงเครือ่ งสายผสมวงสะ
ลอ ซงึ ซ่งึ อาจจะสอ่ื อารมณความเปนลา นนาทง้ั ดนตรี และบทรองไดมากขน้ึ
๓. ในอนาคตอาจจะมีการนําเพลงพ้ืนเมืองลานนาอื่น ๆ มาสรา งสรรคในลกั ษณะของเพลงเถา ซึ่งจะ
เปนการตอยอดจากโครงงานฉบับน้ไี ดมากข้ึนอีกดวย
๓๖
บรรณานุกรม
คณพล จันทรห อม. (๒๕๓๙). หลักการขับรอ งเพลงไทย (พิมพค รั้งท่ี ๑). กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร.
พรพรรณ วรรณา. (๒๕๔๒). เพลงคาํ เมอื ง. สารานกุ รมวฒั นธรรมไทย ภาคเหนอื เลม ๙. กรงุ เทพฯ :
มูลนธิ ิสารานกุ รมวฒั นธรรมไทย ธนาคารไทยพาณชิ ย.
ไพรชั มากกาญจนกลุ . (๒๕๓๕) หลกั การแตงเพลง. กรงุ เทพฯ : รงุ แสงการพมิ พ.
มนตรี ตราโมท. (๒๕๓๘). ดุริยสาสน . กรงุ เทพฯ : มปพ.
รกั เกียรติ ปญญายศ. (๒๕๕๓) ดนตรพี นื้ เมือง : ความหลากหลายและความงามทด่ี าํ รงอยู.
เอื้องคาํ หลวง วารสารประจําป ๒๕๕๓ ของวิทยาลยั นาฏศิลปเชียงใหม, ๑(๑), ๔๖-๕๓.
สุรชัย เครือประดับ. (๒๕๑๖). ขับลําบรรเลงเปน เพลงเถา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ พิฆเนศ
ภาคผนวก
หนา ทบั พ้ืนเมืองลานนา
โนตเพลงพญาเหยยี บเมือง เถา
สามช้ันทอน ๑ ---ล ซลมซ - - ดํ ล ซลมซ ลซมซ - ล - ดํ
---- ---ซ --รม ซมรม --รด ร ด ล ดํ รํ ดํ ล ซ ลซมซ
- - - - ซ ล ซ ดํ --ซล ดํ รํ ดํ ดํ มรดล - ซ - ดํ มรดล ซ ล ดํ ซ
- - - - ดํ ล ซ ล ซมรม ซ ล ดํ ซ ลซมซ - ดํ - ล ซลดร ซมรด
- - - - ดํ ล ซ ม
ซลดร - - ม ร) --ซล ดรดร ดซลด --รด
สามชน้ั ทอน ๒ มรดล ดลซล --ดซ ลรดล ซ ล ดํ ล ซลมซ
(- - ซ ม ร ด ร ด ลซมซ ลดซล --ซด รดซล ดลซล ดรมซ
---- ซลดร -มซร มรดล ดลซด --ซล ดลซล ดมรด
---- ดลดซ
--มล --มซ ดลซล ซ ม ร ซ) ซมรม ซลซซ ดลซล ดรดด
ดลซล ด ร ด ด) ลดซล ดรดด มซรม ซลซซ
สามชนั้ ทอ น ๓ (- - ม ซ) (- - ร ม) (- - ด ร) (- - ล ด) (- - ซ ล) (- - ม ซ)
(ซ ม ร ม ซ ล ซ ซ (- - ร ด) (- - ล ซ) -ม-ร -ด-ล ซม-ซ -ล-ด
(ล ด ซ ล ด ร ซ ล
(- - ล ด) (- - ซ ล) มํ รํ ดํ ซ - ดํ รํ ดํ -มมม ซมรด ซลดร ดลดซ
(- - ด ล) (- - ซ ม) - - ซฺ ด รมฟซ รมซล -ซซซ ดลดร -ดดด
สองช้ันทอ น ๑ -มรม รดรด ล ท ดํ รํ - ดํ - ซ ลซฟด -ฟ-ซ
- - - ซ - ดํ รํ ดํ รมฟซ ดล-ซ ดลซม ซล-ซ ดลซล -ดดด
---ซ ลซฟด
(- - ซ ล ด ร - ด) (- - ซ ล ด ร - ด) (- - ร ม ซ ล - ซ)
สองชั้นทอ น ๒ (- - ซ ล - ซ ซ ซ) -ม-ร -ด-ล ดลดซ -ล-ด
--ซม รดรด
---ฟ ซฟมฟ รดซด รมฟซ ฟมรม ฟซลซ ดลซล ดรดด
สองช้ันทอ น ๓ ซ ล ซ ดํ ท ล ซ ซ ฟ ม ฟ ฟ ซ ล ซ ซ ทลซล ทดรด
(- - ร ม ซ ล - ซ)
(- - ด ล) (- - ซ ม) ซ - ซฺ ด ร ม ฟ ซ ซ - ซฺ ด ร ม ฟ ซ ดลซล ซมรด
ช้นั เดยี วทอน ๑ (- - ล ด ร ม ฟ ซ) (- - ซฺ ด รมฟซ ลซลด ร ม ฟ ซ)
- - มรด - ซฺ - ด (- - ล ด ร ม ฟ ซ) (- - ซฺ ด รมฟซ ลซลด ร ม ฟ ซ)
(- - ล ซ ฟ ม ร ด) (- - ล ซ ฟ ม ร ด) (- - ซฺ ด ร ม ฟ ซ)
ชน้ั เดียวทอน ๒
ดรดฟ มรดด
ช้ันเดียวทอน ๓
ด - ซฺ ด ร ม ฟ ซ
ลกู หมด
(- - ซฺ ด ร ม ฟ ซ)
(- - ซฺ ด ร ม ฟ ซ)
(- - ซฺ ด ร ม ฟ ซ)
ภาพบรรยากาศระหวา งการทาํ งาน