แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย Spine หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกชาย ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 ระยะแรกรับ คัดกรองผู้ป่วย ● ประเมินความรู้สึกตัวอาการ เบื้องต้น /ซักประวัติเพื่อหาสาเหตุ ของการบาดเจ็บ A: Airway maintenance with cervical spine protection B: Breathing and ventilation C: Circulation with hemorrhage control D: Disability Neurological status E : Exposure/Environment control ● ประเมินระดับความรู้สึกตัว (Glasgow’s Coma Score) ● มีปัญหาควบคุมการขับถ่าย ● ประเมินสัญญาณชีพ ภาวะมี เลือดออก ตรงตำแหน่งที่ได้รับ บาดเจ็บ หรือมีภาวะเลือดออกจาก ส่วนอื่น การวินิจฉัย ● ประเมินระดับและวินิจฉัย อาการบาดเจ็บกระดูกสัน หลัง ● ภาวะ Spinal shock/ Neurogenic shock ● อาการ/การจัดการความ ปวด ผู้ป่วยปลอดภัยจาก ภาวะแทรกซ้อนจากการ บาดเจ็บที่ไขสันหลัง ● การใส่อุปกรณ์ยึดตรึง (Immobilization) ● การเคลื่อนย้าย (Transportation) การพลิก ไปทั้งตัวแบบท่อนไม้กลิ้ง (Log roll) ● การประเมินร่างกาย ใช้หลัก ABCDE เป็น แนวปฏิบัติในการประเมินผู้บาดเจ็บ ● ประเมินสัญญาณชีพ หรือมีภาวะเลือดออก จากส่วนอื่น ร่วมกับการประเมินภาวะ hypovolemic shock โดยมีลักษณะของ ความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเต้นเร็ว เป็นต้น ● ประเมินการหายใจและการวัดออกซิเจน ปลายนิ้ว รวมทั้งการทำทางเดินหายใจให้โล่ง ดูแลการได้รับ ออกซิเจนในช่วง 72 ชั่วโมงแรก ● ประเมินระดับความรู้สึกตัวโดยใช้คะแนน ของ กลาสโกว์ (Glasgow’s Coma Score) ● ผู้ป่วยปลอดภัยจากภาวะ แทรกซ้อนจากการบาดเจ็บที่ ไขสันหลัง
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 ● ประเมินภาวะ Motor power และ neurological ● ส่งตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ เช่น CBC, FBS, electrolyte, BUN, creatinine, U/A และ blood group เป็นต้น ● ส่งตรวจพิเศษเช่น spinal X-ray (film spine CT spine, MRI, Myelogram) ● ประเมินภาวะ Spinal shock /Neurogenic shock อาการแสดงที่สำคัญ ได้แก่ ความดัน โลหิตต่ำ (Hypotension) อัตราการเต้นของ หัวใจช้ากว่าปกติ (Bradycardia) และ ผิวหนัง อุ่น (Warm skin) ● ประเมินอาการปวด/การจัดการความ เจ็บปวด 1. ใส่วัสดุหรืออุปกรณ์ดามตัวผู้ป่วยตั้งแต่ ศีรษะจนถึงหลังเพื่อให้ร่างกายขยับน้อยที่สุด และลดอาการปวด 2. จัดผู้ป่วยให้อยู่ท่าที่สบายและเจ็บปวดน้อย ที่สุด 3. ประเมินความเจ็บปวดโดยใช้เครื่องมือการ วัดความปวด 4. ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยาบรรเทาอาการปวด ตามแผนการรักษาของแพทย์ ● ดูแลให้ได้รับสารน้ำและยาตามแผนการ รักษา ● ระบบทางเดินปัสสาวะอาจเกิดภาวะ Neurogenic bladder ควรเริ่มการคาสาย สวนปัสสาวะ ● ปลอดภัยจากภาวะ Spinal shock/Neurogenic shock ● ทุเลาอาการความปวด
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 ● มีภาวะวิตกกังวลด้าน จิตใจ ● ลดความวิตกกังวลด้าน จิตใจ ● ภาวะด้านจิตใจ/การดูแลด้านจิตใจ 1. ให้การพยาบาลด้วยความรวดเร็ว ด้วยท่าทีที่ นุ่มนวล เอาใจใส่ให้กำลังใจผู้ป่วยและญาติ 2. อธิบายขั้นตอนแนวทางการดูแลรักษา สิทธิ การรักษา เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและญาติซักถาม ข้อสงสัย 3. จัดให้ผู้ป่วยและญาติได้พบและพูดคุยเป็น การรักษาสัมพันธภาพ ในภาวะวิกฤติ ● มีความวิตกกังวลด้านจิตใจลดลง
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 ระยะการรักษา - ประเมิน Motor power และ neurological - ส่งตรวจพิเศษเช่น spinal X-ray (film spine CT spine, MRI, Myelogram) ● การจัดให้กระดูกอยู่นิ่ง (Immobilization) - ใส่เครื่องช่วยพยุง เช่น Gardner Wells tongs ● ภาวะแทรกซ้อนขณะใส่ เครื่องช่วยพยุง เช่น Gardner Wells tongs, Crutchfield tongs ● สามารถเฝ้าระวังและ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนจาก การ ได้รับยา High-dose Methyl -prednisolone ● การพยาบาลผู้ป่วยที่ใส่ Skull traction 1. สัญญาณชีพ ระดับกำลังกล้ามเนื้อและ ความรู้สึกสัมผัสของผู้ป่วยก่อน-หลังใส่ Skull traction 2. จัดให้นอนโดยไม่มีการบิดของคอ ศีรษะให้มี การเคลื่อนไหวของผู้ป่วยเป็นไปตามแนวของ skull traction น้ำหนักที่ถ่วงลอยไม่แตะพื้น หรือขอบเตียง ดูแลผู้ป่วยตามหลักการดึง traction 5. พลิกตะแคงตัวนอน คว่ำ-หงาย / ซ้าย-ขวา อย่างน้อยทุก 1-2 ชั่วโมง 3. สังเกตอาการแสดงของการติดเชื้อบริเวณที่ ดึงศีรษะ และตรวจเช็คตำแหน่งของหมุดทุก ครั้งก่อนและหลัง ให้การพยาบาล 4. ประเมินการอ้าปาก กลอกตาไปมา เพื่อ สังเกตภาวะการบาดเจ็บของประสาทสมอง 5. ประเมินการดึงรั้งบริเวณรอบ pin เพื่อ ประเมินการเคลื่อนหลุดของ Skull tongs ● ผู้ป่วยปลอดภัยจากภาวะ แทรก ซ้อนขณะใส่เครื่องช่วยพยุง
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 ● ภาวะแทรกซ้อนขณะใส่ เครื่องช่วยพยุง เช่น Gardner Wells tongs ● สามารถเฝ้าระวังและ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนจาก การ ได้รับยา High-dose Methyl -prednisolone ● ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ เช่น กะโหลกส่วนที่ ดึงผุพรุนง่าย หนังศีรษะถูกดึงรั้งฉีกขาด แทง ทะลุเข้าไปในเนื้อสมอง การติดเชื้อในสมอง และอักเสบของเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อที่แผล pin site เกิดปอดอักเสบและแผลกดทับ เนื่องจาก ผู้ป่วยต้องนอนเป็นเวลานาน ระดับกำลัง กล้ามเนื้อและความรู้สึกสัมผัสลดลง และอาจ เกิดภาวะซึมเศร้า ● ผู้ป่วยปลอดภัยจากภาวะ แทรกซ้อนขณะใส่เครื่องช่วย พยุง
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 • ประเมิน Motor power และ neurological - กายอุปกรณ์เสริมส่วนคอ (cervical orthoses: CO) - กายอุปกรณ์เสริมส่วนทรวงอก-เอว (Thoracolumbosacral orthoses: TLSO) - อุปกรณ์พยุงหลัง (Lumbosacral corset) - การใส่ BODY JACKET CAST ● การรักษาด้วยยา High-dose Methylprednisolone ● ภาวะแทรกซ้อนขณะใส่ เครื่องช่วยพยุง ● ภาวะแทรกซ้อนจาก การได้รับยา High-dose Methylprednisolone ● สามารถเฝ้าระวังและ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนจาก การใส่เครื่องช่วยพยุง ● สามารถเฝ้าระวังและ ประเมินภาวะแทรกซ้อน จากการ ได้รับยา Highdose Methyl - prednisolone ● ประเมินภาวะ 7P pain, pallor polar, paresthesia, paralysis, pulse, puffiness • ระบบทางเดินอาหาร จึงควรมีการประเมิน ท้องที่โป่งตึงเป็นระยะสำหรับอาการของ neurogenic bowel • ระบบผิวหนัง อาจเกิดแผลกดทับควรดูแล เรื่องพลิกตะแคงตัวและดูแลไม่ให้ผิวหนังเปียก ชื้น • ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ มีโอกาสเกิดกล้ามเนื้อลีบ ข้อยึดติด กล้ามเนื้อ เกร็ง ควรส่งเสริมให้มีการบริหารข้อต่างๆ • อาจเกิดภาวะ neurogenic bladder มีการ คงค้างของน้ำปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะ ควรเริ่มการคาสายสวนปัสสาวะ ● เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับยา เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดสูง (high dose steroid induced hyperglycemia) monitor DTX ตามแผนการรักษา และภาวะแทรกซ้อน อื่นๆ เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ภาวะ ปอดอักเสบ เป็นด้น ● ผู้ป่วยปลอดภัยจากภาวะ แทรกซ้อนขณะใส่เครื่องช่วย พยุง ● ผู้ป่วยปลอดภัยจากภาวะ แทรกซ้อน จากการ ได้รับยา High-dose Methylprednisolone
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 ระยะการรักษา - ประเมิน Motor power และ neurological - ส่งตรวจพิเศษเช่น spinal X-ray (film spine CT spine, MRI, Myelogram) ● การผ่าตัด (Surgery) การวินิจฉัย พร่องความรู้ในการปฏิบัติ ตัวเตรียมผ่าตัด ผู้ป่วยเข้าใจในการปฏิบัติตัว ก่อนผ่าตัด ทางด้านจิตใจ • อธิบายให้ผู้ป่วยคลายความวิตกกังวล ให้ กำลังใจ และสร้างความเชื่อมั่นในทีมการดูแล รักษาพยาบา • พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวก่อน และหลังผ่าตัด การเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย • ตรวจสอบและบันทึกสัญญาณชีพและอาการ ทางระบบประสาท (motor power) • ติดตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ Cross matching, Chest X-ray, EKG • งดอาหารและน้ำหลังเที่ยงคืน หรือก่อนผ่าตัด 6 ชั่วโมง (ยกเว้น ยาก่อนการผ่าตัดตาม แผนการรักษาก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 2 ชั่วโมง) • สอนผู้ป่วย เรื่องการหายใจอย่างถูกวิธี การไอ อย่างมีประสิทธิภาพ ประเมินความปวดแผล ผ่าตัด ● ผู้ป่วยเข้าใจในการปฏิบัติตัว ก่อนผ่าตัดทั้งด้านร่างกายและ จิตใจ ● ผู้ป่วยปลอดภัยจากภาวะ แทรกซ้อนจากการผ่าตัดที่ไขสัน หลัง
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 พร่องความรู้ในการปฏิบัติ ตัวหลังผ่าตัด ผู้ป่วยเข้าใจในการปฏิบัติตัว หลังผ่าตัด การดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัด • วัดและบันทึกสัญญาณชีพ Motor power และ neurological status ทุก 15 นาที 4 ครั้ง ทุก 30 นาที 2 ครั้ง และทุก 1 ชั่วโมง จนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ • เพื่อป้องกันการติดเชื้อหลังผ่าตัดไม่ควรเปิด แผลผ่าตัด 24 – 48 ชั่วโมงหากไม่จำเป็น ใน กรณีที่แผลผ่าตัดเปียกหรือสกปรกให้รายงาน แพทย์ทราบ • ประเมินแผลผ่าตัดว่ามีเลือดซึม แผลบวม หรือไม่ หากมีท่อระบายเลือดจากแผลผ่าตัด ดูแลให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้ามี ปริมาณมากกว่า 200 ซีซี/ชั่วโมง รายงาน แพทย์ทราบ พร้อมสังเกตภาวะซีดร่วมด้วย • สังเกตอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ที่ แสดงถึงภาวะความดันในกะโหลกศีรษะ เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจเกิดการรั่วซึมของน้ำ ไขสันหลัง สังเกตอาการชา แขนขาอ่อนแรง มากขึ้น ● ผู้ป่วยปลอดภัยจากภาวะ แทรกซ้อนหลังผ่าตัด
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 • ประเมินความปวด (Pain scale) ทุก 4 ชั่วโมง และจัดการความปวดตามความ เหมาะสมให้ยาแก้ปวดตามแผนการรักษา พร้อมสังเกตอาการข้างเคียงของยาระงับปวด opioid (Sedation score) • จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนราบ หนุนหมอน ลำตัว ตรง หลีกเลี่ยงการบิด เอี้ยวตัว ประเมิน Neurological deficit มากขึ้น-น้อยลง ส่วน การพลิกตะแคงตัวไปทั้งตัวแบบท่อนไม้กลิ้ง (Log roll) โดยการให้ศีรษะ คอ ไหล่ หลัง สะโพกและขาเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน • ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำอย่างเพียงพอตาม แผนการรักษาพร้อมทั้งบันทึกปริมาณน้ำเข้า และน้ำออก • ประเมินระบบไหลเวียนและหลอดเลือด เช่น Orthostatic hypotension, Deep vein thrombosis, Autonomic dysreflexia
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 post-operation; day 4-7 1. วัดสัญญาณชีพ Motor power และ Neurological status ทุก 12 ชั่วโมง 2. ประเมินระดับความปวดทุก 8 ชั่วโมง พร้อม บันทึก และจัดการความปวดตามความ เหมาะสม 3. ให้ผู้ป่วยออกกำลังกล้ามเนื้อของแขนและขา โดยนอนราบ กระดกข้อเท้าให้หัวแม่เท้าชี้เข้า หาลำตัว มากที่สุด นับช้าๆ สลับกัน และกาง แขนยกแขนขึ้นลง 1 – 5 ช้าๆ เพื่อป้องกันการ เกร็งตัวและให้กล้ามเนื้อคลายตัว 4. ระวังอุบัติเหตุ ควรมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด 5. ประสานงานเวชกรรมฟื้นฟู ตามแผนการ รักษา 6. หลังตัดไหม ถ้าแผลติดดีไม่มีอาการอักเสบ บวม แดง ร้อน สามารถเปิดแผลได้ สามารถ อาบน้ำได้และใช้ผ้าสะอาดซับบริเวณแผลให้ แห้ง ห้ามทาแป้งหรือโลชั่น 7 – 10 วัน 7. สอนและทบทวนการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย เช่น สวมกายอุปกรณ์
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 การดูแลต่อเนื่องที่บ้าน ● การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน (โดยใช้ Barthel Index: BI หาก>75 คะแนน) ● ขาดความรู้ในการ ปฏิบัติตัวเมื่อกลับบ้าน ● ผู้ป่วยเข้าใจในการปฏิบัติ ตัวเมื่อกลับบ้าน ● ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตาม คำแนะนำเมื่อกลับบ้านได้ 1. การประเมินสภาพร่างกาย: การรับรู้ สัญญาณชีพ อาการแสดงทางระบบประสาท การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน (โดยใช้ Barthel index of Daily Living) 2. วางแผนร่วมกับทีมสหวิชาชีพ โดยให้ผู้ป่วย และญาติมีส่วนร่วมในการวางแผน ในเรื่องการ ปฏิบัติตัวขณะอยู่บ้าน 3. การสอนและให้คำแนะนำผู้ป่วยและญาติ (health education) สังเกตอาการภาวะ Autonomic Dysreflexia (AD),Passive / Active exercise, 4. เตรียมปรับสภาพบ้านและสิ่งแวดล้อม และ เตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน 5. กิจกรรมที่สามารถปฏิบัติได้ เช่น นั่งไม่ควร นานเกิน 15-20 นาที ภายใน 3 สัปดาห์แรก, สวมอุปกรณ์พยุงหลังอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ ยกของหนักได้ไม่เกิน 2 กิโลกรัม ภายใน 3-4 สัปดาห์แรก ● ผู้ป่วยเข้าใจในการปฏิบัติตัว เมื่อกลับบ้าน ● ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตาม คำแนะนำเมื่อกลับบ้านได้
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 6. อาการผิดปกติที่ควรมาพบแพทย์ก่อนวันนัด - แผลซึม มีหนอง บวมแดง ปวดมากขึ้น หรือ แผลแยก - มีไข้ หรือมีไข้หนาวสั่น - ปัสสาวะขัด ปัสสาวะไม่ออก หรือปัสสาวะขุ่น มีตะกอนกรณีใส่สายสวนปัสสาวะ - ปวดเสียว ชาหรืออ่อนแรงของไหล่ แขน ขา มากขึ้น
แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย Fracture Long Bone หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกชาย มาตรฐานที่ 1 ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 2 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การปฏิบัติการพยาบาล การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 ระยะแรกรับ - ซักประวัติทั่วไป ประวัติอุบัติเหตุ วันที่ เวลาที่เริ่มเกิดเหตุ อาการตอนนี้ ตำแหน่งที่ปวด ลักษณะการปวด บันทึกวันที่เข้ารับการรักษาเพื่อเฝ้า ระวังอาการรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ - ประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วยและ ปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคประจำตัว เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ มีประจำเดือน เป็นต้น - ประเมินสัญญาณชีพ ภาวะมี เลือดออก ตรงตำแหน่งที่ได้รับบาดเจ็บ หรือมีภาวะเลือดออกจากส่วนอื่น - ประเมินสภาพร่างกายตามระบบของ ผู้ป่วยเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการ รักษาของแพทย์ - ส่งตรวจทางรังสีและตรวจทาง ห้องปฏิบัติการ 1. อาจเกิดภาวะ shock เนื่องจากมีการเสียเลือด จากการหักของกระดูก long bone 2. ไม่สุขสบายเนื่องจากมี อาการปวดบริเวณกระดูก ที่หัก 1. เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย จากภาวะ shock 2. เพื่อให้ผู้ป่วยบรรเทาจาก อาการปวด 1. ประเมินระดับความรู้สึกตัวและอาการ สัญญาณชีพทุก 1-2 ชั่วโมง จนกระทั่งอาการ คงที่ เพื่อวางแผนให้การพยาบาลผู้ป่วยได้ ทันท่วงที 2.การใส่อุปกรณ์ยึดตรึง (Immobilization) 3. ดูแลให้สารน้ำตามแผนการรักษาเพื่อเพิ่ม ระบบการไหลเวียนในร่างกาย 4. ประเมินอาการปวดโดยสังเกตจากสีหน้า ท่าทางและซักถามอาการปวดโดยใช้ numeric rating scale และปัจจัยร่วมต่าง ๆ ที่ทำให้เกิด อาการปวดที่มากขึ้น เพื่อให้การพยาบาลที่ ถูกต้องและมีความเหมาะสม 5. มีการติดตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ถ้าผิดปกติรายงานแพทย์รับทราบ 6. ตรวจวัดและบันทึกอุณหภูมิทุก 4 ชั่วโมง เพื่อประเมินภาวะไข้ ถ้ามี ไข้ให้การพยาบาลเพื่อลดไข้และรายงานแพทย์ ทราบ 1. ไม่พบภาวะแทรกซ้อน 2. สัญญาณชีพผู้ป่วยอยู่ในภาวะ คงที่ ไม่เกิดภาวะ shock 3. ผู้ป่วยมีอาการปวดลดลง สุข สบายมากขึ้น
มาตรฐานที่ 1 ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 2 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การปฏิบัติการพยาบาล การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 ระยะต่อเนื่อง - อาการอันตรายที่บ่งชี้ว่าผู้ป่วยกำลัง เข้าสู่ระยะ shock - ผู้ป่วยมีระดับความรู้สึกตัวลดลง มี พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ซึมมากขึ้น กระสับกระส่าย เหงื่อออก ตัวเย็น เป็นต้น - ผู้ป่วยไม่ทราบเกี่ยวกับการปฏิบัติตัว ก่อนและหลังผ่าตัด 1. อาจเกิดภาวะ shock เนื่องจากมีการเสียเลือด จากการหักของกระดูก long bone 2. เสี่ยงต่อการเกิด อันตรายจากภาวะแทรก ซ้อนของภาวะ vascular injury และภาวะ fat embolism 3.มีโอกาสเกิดภาวะ compartment syndrome 4. ไม่สุขสบายเนื่องจากมี อาการปวดบริเวณกระดูก ที่หัก 5. เสี่ยงต่อการติดเชื้อของ แผลเนื่องจากมีทางเปิด ของแผลบริเวณกระดูกที่ หักและแผลผ่าตัด (ใน กรณีที่มีการผ่าตัด) 1. เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย จากภาวะ shock 2. ผู้ป่วยปลอดภัยจากภาวะ vascular injury และภาวะ fat embolism 3.ผู้ป่วยไม่เกิดภาวะ compartment syndrome 4. เพื่อให้ผู้ป่วยบรรเทาจาก อาการปวด 5. เพื่อป้องกันการติดเชื้อ บริเวณแผลบริเวณกระดูกที่ หัก 1. ประเมินอาการ สัญญาณชีพทุก 1-2 ชั่วโมง จนกระทั่งอาการคงที่ เพื่อวางแผนให้การ พยาบาลผู้ป่วยได้ทันท่วงที 2. ดูแลให้สารน้ำตามแผนการรักษาเพื่อเพิ่ม ระบบการไหลเวียนในร่างกาย 3. ประเมินภาวะ vascular injury และภาวะ fat embolism โดยวัดสัญญาณชีพและวัด oxygen saturation ทุก 4 ชั่วโมง สังเกต ลักษณะการหายใจ หายใจติดขัดหอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก ชีพจรเร็วมากกว่า 100 ครั้งต่อ นาที มีไข้ ความดันโลหิตสูง สังเกตลักษณะของ petechial rash บริเวณคอ หน้าอก รักแร้และ เยื่อบุตา สังเกตอาการเปลี่ยนแปลงของระดับ ความ รู้สึกตัว อาการสับสน ซึม 4.การประเมินอาการและอาการแสดงของ ภาวะความดันในช่องกล้ามเนื้อสูงโดยใช้หลัก 5P 1S การคลายผ้ายืด การคลายเฝือก จัดท่า นอนโดยให้อวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บยกสูงขึ้น เพื่อเพิ่มการไหลกลับของเลือดดำเข้าสู้หัวใจ และป้องกันอาการบวม 1. ไม่พบภาวะแทรกซ้อน 2. สัญญาณชีพผู้ป่วยอยู่ในภาวะ คงที่ไม่เกิดภาวะ shock 3. ผู้ป่วยไม่มีลักษณะของ petechial rash บริเวณคอ หน้าอก รักแร้และเยื่อบุตา อัตรา การหายใจ 18-20 ครั้งต่อนาที ไม่มีอาการเหนื่อย oxygen saturation มากกว่า 95% ไม่มี อาการหายใจติดขัด เจ็บหน้าอก 4. ผู้ป่วยไม่เกิดภาวะ vascular injury คลำชีพจรได้ชัดเจน 5. ผู้ป่วยเกิดไม่เกิดภาวะ compartment syndrome 6. ผู้ป่วยมีอาการปวดลดลง สุขสบายมากขึ้น 7. แผลไม่มี discharge ซึม ไม่มี การปวด บวม แดง ร้อนบริเวณ แผล ไม่มีไข้ อุณหภูมิของร่างกาย ไม่เกิน 37.4 องศาเซลเซียส
มาตรฐานที่ 1 ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 2 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การปฏิบัติการพยาบาล การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 ระยะต่อเนื่อง - อาการอันตรายที่บ่งชี้ว่าผู้ป่วยกำลัง เข้าสู่ระยะ shock - ผู้ป่วยมีระดับความรู้สึกตัวลดลง มี พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ซึมมากขึ้น กระสับกระส่าย เหงื่อออก ตัวเย็น เป็นต้น - ผู้ป่วยไม่ทราบเกี่ยวกับการปฏิบัติตัว ก่อนและหลังผ่าตัด 6. อาจเกิดภาวะเนื้อเยื่อ พร่องออกซิเจน เนื่องจาก อาจมีการอุดกั้นทางเดิน หายใจจากการได้รับ ยาสลบขณะผ่าตัด 6. ปลอดภัยจากภาวะ เนื้อเยื่อพร่องออกซิเจน 6. ดูแลให้ผู้ป่วย on skin traction หรือ skeletal traction เพื่อลดการบาดเจ็บต่อ เนื้อเยื่อโดยรอบจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ 7. ประเมินอาการปวดโดยสังเกตจากสีหน้า ท่าทางและซักถามอาการปวดโดยใช้ numeric rating scale และปัจจัยร่วมต่างๆ ที่ทำให้เกิด อาการปวดที่มากขึ้น เพื่อให้การพยาบาลที่ ถูกต้องและมีความเหมาะสม 8. ให้การพยาบาลด้วยความนุ่มนวล เพื่อไม่ เป็นการกระตุ้นให้เกิดความเจ็บปวดเพิ่มขึ้น 9. จัดสิ่งแวดล้อมให้สงบ ไม่รบกวนผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยพักผ่อนอย่างเพียงพอ 10. ดูแลให้ยาแก้ปวดตามแผนการรักษาและ สังเกตอาการข้างเคียงของยา เช่น อาการ คลื่นไส้อาเจียน อาการคัน การกดการหายใจ 11. มีการติดตามผลการตรวจทางห้อง ปฏิบัติการ ถ้าผิดปกติรายงานแพทย์รับทราบ 12. อธิบายให้ทราบถึงการเตรียมตัวสำหรับ การได้รับยาระงับความรู้สึก ได้แก่การงดน้ำงด อาหารทางปากทุกชนิดหลังเที่ยงคืน เพื่อ ป้องกันการอาเจียนและสำลักเศษอาหารซึ่งจะ ทำให้ปอดบวมและเสียชีวิตได้
มาตรฐานที่ 1 ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 2 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การปฏิบัติการพยาบาล การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 13. ให้ข้อมูลผู้ป่วยและญาติในการรักษาด้วย การผ่าตัด เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการรักษา ด้วยการผ่าตัด 14. ประสานให้ผู้ป่วยและญาติได้รับฟัง ภาวะการเจ็บป่วยและแผนการรักษาจากแพทย์ และร่ว มตัดสินใจในการว างแผนการ รักษาพยาบาล 15. สอนผู้ป่วยเกี่ยวกับเรื่อง deep breathing exercise, effective cough เพื่อป้องกันภาวะ ปอดอักเสบ 16. เตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนผ่าตัด ดูแล ความสะอาดร่างกายทั่วไป เพื่อลดแหล่งสะสม เชื้อโรคป้องกันการติดเชื้อ 17. ประเมินการติดเชื้อของแผลผ่าตัด โดย สังเกตลักษณะของบาดแผลว่ามี discharge ซึมหรือไม่ ลักษณะปวด บวม แดง ร้อนบริเวณ แผลผ่าตัด 18. ตรวจวัดและบันทึกอุณหภูมิทุก 4 ชั่วโมง เพื่อประเมินภาวะไข้ ถ้ามีไข้ให้การพยาบาล เพื่อลดไข้และรายงานแพทย์ทราบ 19. ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะตาม แผนการรักษาเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
มาตรฐานที่ 1 ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 2 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การปฏิบัติการพยาบาล การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 20. แนะนำไม่ให้แกะเกาแผล ไม่ให้แผลเปียก น้ำ เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่บาดแผล 21. ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารอย่าง ครบถ้วน 5 หมู่และเพียงพอ เพื่อบำรุงให้ เนื้อเยื่อและผิวหนังซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ 22. อธิบายให้ผู้ป่วยและญาติทราบถึงการ ปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด ได้แก่ การดูแลบาดแผล การออกกำลังกาย การฝึกกายภาพบำบัด การ ปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ระยะเวลาพักฟื้น ระยะจำหน่าย - จำหน่ายผู้ป่วยกลับบ้าน - ผู้ป่วยและญาติไม่สามารถอธิบาย ความรู้เรื่องการปฏิบัติตัวเมื่ออยู่บ้านได้ 1. พร่องความรู้ในการ ปฏิบัติตัวก่อนกลับบ้าน 2. วิตกกังวลเนื่องจาก ขาดความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับภาวะของโรคที่ เป็นอยู่ 1. ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตัว ได้อย่างถูกต้องเมื่อกลับไป อยู่ที่บ้าน 2. ผู้ป่วยและญาติคลาย ความวิตกกังวลลดลง 1. อธิบายภาวะของการเจ็บป่วยและแผนการ รักษาพยาบาล เพื่อผู้ป่วยและญาติเข้าใจและ ให้ความร่วมมือในการรักษาพยาบาล 2. สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วยและญาติ โดย การพูดคุย ให้กำลังใจ เพื่อให้เกิดการไว้วางใจ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ญาติซักถามข้อสงสัย ตอบข้อสงสัยด้วยความเต็มใจ 3. ตรวจเยี่ยมผู้ป่วยเป็นระยะๆ เพื่อดูแล ช่วยเหลือเรื่องการทำกิจวัตรประจำวันและให้ ญาติมีส่วนร่วมในการดูแล เพื่อเรียนรู้และ สามารถไปดูแลผู้ป่วยต่อที่บ้านได้ 4. สอนและกระตุ้นให้ผู้ป่วยออกกำลังกาย กล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ เพื่อเตรียมความ พร้อมในการหัดเ 1. ผู้ป่วยมีสีหน้าสดชื่น สามารถ บอกถึงการปฏิบัติตัวเมื่อกลับไปอยู่ ที่บ้านได้อย่างถูกต้องและพร้อมที่ จะกลับบ้าน 2. รับทราบข้อมูลและวิตกกังวล ลดลง
มาตรฐานที่ 1 ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 2 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การปฏิบัติการพยาบาล การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 - วันที่ 1 หลังผ่าตัด ฝึกกระดกข้อเท้าขึ้น-ลง เกร็งกล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อขา - วันที่ 2 หลังผ่าตัดนั่งห้อยขาข้างเตียง - วันที่ 3 หลังผ่าตัดเริ่มสอนการออกกำลังกาย ร่วมกับทีมของกายภาพบำบัด 5. อธิบายให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจถึงภาวะของ โรคและความก้าวหน้าของโรค เปิดโอกาสให้ ผู้ป่วยและญาติซักถามปัญหาและข้อสงสัย ต่างๆ รวมทั้งให้ความมั่นใจและให้กำลังใจแก่ ผู้ป่วยและญาติในการเผชิญกับความเจ็บปวด 6. แนะนำการสังเกตอาการผิดปกติที่ต้องมา พบแพทย์ บริเวณแผลผ่าตัดมีอาการปวด บวม แดง ร้อน มีไข้ ปวดมากขึ้น 7. มาพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ
แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย Fracture around the hip หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกชาย ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 ระยะแรกรับ - ซักประวัติการเกิดอุบัติเหตุ - ประเมินอาการและอาการแสดง ของ ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยจะมาด้วย อาการปวดสะโพก ไม่สามารถนั่ง หรือยืนได้ มีการหดสั้นและบิดหมุน ออกของเท้า และขาด้านที่มีอาการ แต่ในผู้ป่วยที่กระดูกหักแบบไม่ สมบูรณ์ (incomplete fracture) อาจจะยังสามารถขยับสะโพก หรือ เดินลงนํ้าหนักได้ แต่มีอาการปวด - การตรวจเพิ่มเติม 1. ภาพรังสีท่าตรง และท่า lateral cross table 2. เอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ช่วยในการวินิจฉัยผู้ป่วยที่มี อาการปวดสะโพก แต่ไม่ พบรอยผิดปกติชัดเจนใน ภาพรังสี 1. พร่องความรู้และความ เข้าใจเกี่ยวกับการเจ็บป่วย 2. ไม่สุขสบายเนื่องจากปวด 3. มีโอกาสเกิดแผลกดทับ เนื่องจาก Ambulate ได้ น้อย 4. มีโอกาสเกิด ภาวะแทรกซ้อนจากพยาธิ สภาพของโรค เช่น DVT, PE, Foot drop 5.วิตกกังวลเกี่ยวกับการ เจ็บป่วย การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับ การผ่าตัดเปลี่ยน ข้อสะโพก เทียมระยะก่อนผ่าตัด ระยะก่อนผ่าตัด (Initial) เมื่อรับผู้ป่วยเข้าในหอผู้ป่วยพยาบาลซึ่งรับ ผู้ป่วยเป็นผู้ประเมินโดยละเอียด 1. การตรวจร่างกาย ประวัติการใช้ยา การพลัด ตกหกล้ม ความเสี่ยงก่อนผ่าตัด ภาวะด้าน ต่างๆ โรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ก่อนแล้ว ประเมิน การทำหน้าที่ของร่างกายก่อนกรูดหัก เช่น การเดิน การใช้ชีวิตประจำวัน 2. การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกด ทับโดยใช้ Barden scale 3. ประเมินสภาพจิตใจอารมรณ์สังคม และ เศรษฐกิจตลอดจนความวิตกกังวล ความเครียด ความกลัว โดยประเมินจากการ รับรู้อาการของตนเอง ความรับผิดชอบตนเอง ในการฟื้นฟูสภาพหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก เทียม ความมั่นใจในตนเองเกี่ยวกับการพลัดตก หกล้ม บทบาทสัมพันธภาพในครอบครัว การ ดูแลและสนับสนุนทางสังคม ถ้ามีควรเปิด โอกาสให้ผู้ป่วยได้แสดงความรู้สึกออกมาเพื่อ วางแผนการรักษา 1. ผู้ป่วยและครอบครัวมีความ เข้าใจเกี่ยวกับการเจ็บป่วย สามารถปฏิบัติตนได้เหมาะสม 2. ผู้ป่วยปวดทุเลาลง สามารถ นอนพักและทำกิจกรรมต่างๆ ได้ในเวร 3. ไม่เกิดแผลกดทับ 4. ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจาก สะโพกหัก เช่น ภาวะ DVT, PE, Foot drop
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 4. ประเมินความรู้และความเข้าใจความพร้อม ด้านร่างกายก่อนผ่าตัด โดยอธิบ่ายให้ คำแนะนำแก่ผู้ป่วยและญาติ 5. ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการประเมินความปวด โดยเลือดใช้ข้อมูลที่เหมาสมแก่ผู้ป่วยแต่ละราย 6. ประเมินการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ ทั้งก่อนและหลังผ่าตัด 7.ให้ความรู้และฝึกการหายใจลึกๆ (deep breathing) และไออย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการ บริหารปอดด้วยเครื่องบริหารปอด (incentive spirometer) เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน 8. ประเมินความผิดปกติได้แก่อาการปวด บวม ตึงแดงร้อน pulse ของขาทั้ง 2 ข้าง (dorsalis pedis pulse, Posterior tibial artery pulse) ประเมิน patient risk factor ทุกเวร - แนะนําอธิบายให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะหลอด เลือดดําอุดกั้นถึง ความหมาย สาเหตุปัจจัย เสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และการป้องกันภาวะ หลอดเลือดดําอุดกั้นเห็นความสําคัญของ ผลกระทบจากการเกิดภาวะ DVT เพื่อให้ผู้ป่วย ให้ความร่วมมือ
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 - ดูแลบริหารเท้าและข้อเท้า (passive foot & ankle exercise) โดยกระดกฝ่าเท้าผู้ป่วยขึ้น และคว่ําปลายเท้าลง (dorsiflexion & plantar flexion) การหมุนข้อเท้าและเลื่อนเท้าขึ้นลง บนเตียงอย่าง น้อยท่าละ 15 ครั้ง 2 รอบต่อวัน เพื่อเพิ่มการไหลกลับของเลือดดําอีกทั้งยังช่วย เพิ่มความเร็วในการไหลของเลือดดําที่ขา - ดูแลให้น้ำอย่างเพียงพอ > 2,000 ml/day เพราะการขาดน้ำเป็น การเพิ่มความหนืดของ เลือด (blood viscosity) - ดูแลวางขาสองข้างบนหมอนสูงประมาณ 15 องศา จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนกลับของเลือดที่ ขาเข้าสู่หัวใจ 9. ส่ง consult กายภาพบำบัดเรื่องเตรียม ความพร้อมหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม เริ่มให้ผู้ป่วยฝึกออกกำลังกล้ามเนื้อขาทั้ง 2 ข้าง ให้แข็งแรง เพื่อการฝึกเดินหลังการ ผ่าตัดได้เร็วขึ้น โดยการเหยียดขาตรง เกร็ง กล้ามเนื้อต้นขา พยายามกดเข่าลงกับที่นอน และยกขาขึ้นสูงจากที่นอนประมาณ 1 ฟุต ทั้ง 2 ข้าง ทำท่าละ 10 ครั้ง ควรบริหารวันละ 10- 15 นาที
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 10. แนะนำผู้ป่วยเตรียมสภาพแวดล้อมที่อยู่ อาศัยให้เหมาะสมเมื่อกลับไปอยู่บ้าน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและอาจทำให้ ข้อสะโพกเลื่อนหลุดได้ ระยะหลังผ่าตัด 1. ประเมินระดับความรู้สึกตัวและ ประเมินสัญญาณชีพ 2. สังเกตอาการเลือดออก ติดตาม ผลทางห้องปฏิบัติการ 3. ประเมินภาวะแทรกซ้อนหลังจาก ผ่าตัด 4. ดูแลให้สารน้ำตามแผนการรักษา 5. ติดตามอาการปวด ให้ยาแก้ปวด ตามแผนการรักษา 6. กระตุ้นกายภาพบำบัด 7. แนะนำการปฏิบัติตนต่าง ๆ 1. มีโอกาสเกิดภาวะ แทรกซ้อนหลังผ่าตัด 24 ชม.แรก 2. ไม่สุขสบายเนื่องจากปวด 3. มีโอกาสเกิดแผลกดทับ เนื่องจาก Ambulate ได้ น้อย 4. มีโอกาสเกิดข้อสะโพก เลื่อนหลุดจากการปฏิบัติตน ไม่เหมาะสม 5. พร่องความรู้ในการ ปฏิบัติตน การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก เทียมระยะหลังผ่าตัด 1. ดูแลสังเกตอาการเพื่อป้องกันการเกิด ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ได้แก่ การบันทึก สัญญาณชีพ การเสียเลือด ภาวะช็อค อาการ ซีด และประมเนการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือด ดำและผนังหลอดเลือดอักเสบ ถ้ามีอาการ ผิดปกติต้องรีบรายงานแพทย์ให้การรักษาทันที 2. สังเกตอาการตกเลือดหลังผ่าตัด โดย ประเมินจากสัญญาณชีพ แผลผ่าตัด ท่อระบาย เลือด ถ้าเลือดออกมากกว่า 200 ml/ชม. ให้ รายงานแพทย์ 3. ประเมินการทำงานของเส้นประสาท เปรียบเทียบข้างที่ทำผ่าตัดกับข้างที่ไม่ได้ทำ ผ่าตัด โดยประเมินอาการปวด (Pain) สีผิว (pallor) อุณหภูมิของผิวหนัง (polar) อาการ ชา (paresthesia) ชีพจรบริเวณหลังเท้า ( dorsalis pedis pulse) อ า ก า ร อ ั ม พ า ต (paralysis) ความรู้สึก (sensory) และการ เคลื่อนไหวนิ้วเท้า การกระดกข้อเท้าขึ้นลง หาก พบสิ่งผิดปกติให้รายงานแพทย์ 1. ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหลัง ผ่าตัด 2. ปวดทุเลาลง นอนพักได้และ สามารถทำกายภาพได้ 3. ผู้ป่วยปฏิบัติตนตาม คำแนะนำได้ไม่เกิดข้อสะโพก เลื่อนหลุด 4. ผู้ป่วยและครอบครัวมี ความรู้ในการปฏิบัติตน สามารถทำตามคำแนะนำได้
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 4. ประเมินอาการปวด และควบคุมอาการปวด โดยให้ยาแก้ปวดตามแผนการรักษาของแพทย์ 5. กระตุ้นให้บริหารปอดด้วยเครื่องบริหารปอด ทุก 2 ชม. เพื่อป้องกันปอดแฟบ/ปอดบวม 6. ดูแลให้ได้รับสารน้ำและยาปฏิชีวนะตาม แผนการรักษาและสังเกตผลข้างเคียงของยา 7. หลังผ่าตัดจำกัดการเคลื่อนไหวขาข้างที่ทำ ผ่าตัดจนกว่าจะได้รับการจัดท่านอน เพื่อ ป้องกันไม่ให้เกิดการเคลื่อนออกหรือการเลื่อน หลุดของข้อสะโพก 8. ดูแลป่วยผู้ป่วยอยู่ในท่ากางข้อสะโพกออก ตลอดเวลา โดยใช้หมอนสามเหลี่ยมวาง ระหว่างขาสองข้าง ไม่ให้หมุนบิดเข้าด้านใน ของขา 9. สังเกตอาการและอาการแสดงของข้อสะโพก เคลื่อนหลุด คือ ขาบิดหมุนออกด้านนอก ขา 2 ข้าง ยาวไม่เท่ากัน ขาผิดรูป หากพบให้รีบ รายงานแพทย์ 10.จัดท่าทางห้ามงอสะโพกมากกว่า 90 องศา ห้ามบิดหมุนขาขวาเข้าด้านใน (Internal rotation)
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 หมายเหตุ การพลิกตะแคงตัวผู้ป่วยภายหลังผ่าตัด 48 ชั่วโมง ให้พลิกตะแคงตัวทับด้านข้างที่ไม่ได้ ผ่าตัดโดยใช้หมอนสอดระหว่างขาสองข้าง เพื่อให้ข้อสะโพกกางตลอดเวลา 11. ใช้หมอนวางระหว่างขาสองข้าง ขณะพลิก ตะแคงตัวเพื่อป้องกันข้อสะโพกเคลื่อนหลุด 12. การป้องกันภาวะ Delirium โดยหลีกเลี่ยง การใช้ยา Meperidine codeine 13. การดูแลเรื่องด้านการมองเห็น การได้ยิน และปัญหาด้านกระดูกเข้าโครงการ FLS 14. การจัดการด้านอาหาร ควรเป็นอาหาร เฉพาะโรคที่ high fiber และ high protein 15. ในขั้นตอนการฟื้นฟูสภาพหลังผ่าตัด เริ่มใน วันแรกหลังผ่า และทำต่อเนื่องจนไปทำต่อที่ บ้าน - วันแรกหลังผ่าตัด บริหารร่างกายในท่านอน Deep Breathing Exercise - สำหรับผู้ป่วยที่ Ambulate ได้ก่อนกระดูก หักเริ่ม ambulate หลังผ่าตัดวันที่ 2 ผู้ป่วย สามารถลุกลงจากเตียงเพื่อรับประทานอาหาร หรือไปห้องน้ำ
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 - ในรายที่ผ่าตัด Cemented prostheses การ ลงน้ำหนักผู้ป่วยทุกรายสามารถลงน้ำหนัก เท่าที่ทนได้ - การเคลื่อนไหวข้อสะโพกและฝึก ความ แข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ทำหลังผ่าตัดวันที่ 3 โดยออกกำลังกายในตอนเช้าที่กายภาพและ ทำซ้ำ ตอนเที่ยงที่ ควรออกกำลงกายอย่างน้อย 3 ครั้ง/ วัน (Lucas, 2008:1411) สำหรับผู้ป่วย ที่ทำผ่าตัด Hemiarthroplasty ให้ปฏิบัติตาม การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก (THA) ก่อนกลับบ้าน (Pre-discharge) - แพทยอนุญาตให้จำหน่ายกลับบ้าน D-METHOD การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก เทียมก่อนกลับบ้าน ก่อนกลับบ้าน (Pre-discharge) การวางแผนการจำหน่าย เริ่มหลังจาก ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 1. ประเมินความสามารถในการดูแล ตนเอง ความสามารถของผู้ดูแล แหล่งประโยชน์ สภาพครอบครัว การส่งต่อที่จำเป็น 2. แนะนำเกี่ยวกับโรคข้อสะโพกหัก การ กลับมาหักซ้ำ 3. การรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ทบทวน การรับประทานยาอีกครั้ง 4. การจัดสิ่งแวดล้อมเมื่อผู้ป่วยกลับบ้าน 1. ผู้ป่วยและญาติรับทราบว่า ตนเองเป็นโรคอะไร 2. ญาติเรียน Home program และสามารถปฏิบัติตาม คำแนะนำได้ 3. ผู้ป่วยและญาติสามารถ สังเกตอาการชองตนเอง โดย เล่าปัญหาที่ต้องมาพบแพทย์ ก่อนนัดได้
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 5. ร่วมดำเนินการอภิปรายเรื่องแผนการ จำหน่ายกับทีมสุขภาพจนแผนนั้นเหมาะสม การกายภาพ การดูแลผู้ป่วย การดูแลแผล และ การปฏิบัติตนต่าง ๆ ตลอดจนข้อห้ามในการ ปฏิบัติ 6. ในรายที่มีปัญหาการดูแลต่อเนื่อง ที่บ้านส่ง ต่อหน่วยงานเวชกรรมสังคม เพื่อติดตามเยี่ยม บ้านต่อไป 7. ติดตามและดูแลผู้ป่วยให้มาตรวจ ตามนัดถ้า ไม่มาติดต่อไปทางโทรศัพท์ การมาก่อนนัดเมื่อ มีปัญหา 8. การรับประทานอาหารที่มีโปรตีน แคลเซียม วิตามินซี ตลอดจนอาหารที่มีกากใย
แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัด TKA หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกชาย ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 ระยะแรกรับ ผู้ป่วยมีปวดข้อ ข้อฝืด มีปุ่มกระดูก งอบริเวณข้อ การเคลื่อนไหวลดลง สีหน้าวิตกกังวล หน้านิ่ว คิ้วขมวด 1. ประวัติการเกิดอุบัติเหตุ 2. โรคประจำตัว เช่น โรคเกาต์ เกาต์ เทียม ฮีโมโครมาโตซีส วิลสัน และ โรคข้อ 3. ซักประวัติอาการ 3.1 อาการปวด ขณะนั่ง เดิน ยืน งอ เข่า ขึ้นลงบันได 3.2 อาการข้อฝืด เช่น การ เคลื่อนไหวมีสะดุดหรือติดขัดในข้อ 3.3 อาการเข่าบวม หรือโตขึ้น 3.4 อาการขาโก่ง ขาเก ผิดรูป ขณะ เดินจะไม่ถนัด 4. การตรวจร่างกาย น้ำหนัก ส่วนสูง ดัชนีมวลกาย ความดันโลหิต ลักษณะเดิน ข้อบวม ข้อผิดรูป กล้ามเนื้อลีบ จุดกดเจ็บ ปริมาณน้ำในข้อ กระดูกงอก และดู ลักษณะการบวม แดง ร้อน 1. ผู้ป่วยไม่สุขสบายเนื่อง จากมีอาการเจ็บปวดบริเวณ ข้อเข่า 2. ผู้ป่วยมีความวิตกกังวล เกี่ยวกับแผนการรักษาและ การปฏิบัติตัวก่อนหลังผ่าตัด 1. ผู้ป่วยมีอาการปวดและ อักเสบบริเวณข้อเข่าลดลง 2. ผู้ป่วยมีความวิตกกังวล ลดลงและทราบวิธีการ ปฏิบัติตัวก่อนหลังผ่าตัด 1.1 ประเมินลักษณะและระดับความปวด โดย ใช้มาตรวัดระดับความปวด ด้วย numeric rating scale 0-10 • Scale 0 ไม่ปวดเลย • Scale 1-3 ปวดน้อย • Scale 4-6 ปวดปานกลาง • Scale 7-9 ปวดมาก • Scale 10 ปวดมากที่สุด 1.2 ลดอาการปวดข้อเข่า โดยให้พักข้อ เดิน เท่าที่จำเป็น ใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน ประคบเย็น เพื่อลดการอักเสบของข้อเข่า และเบี่ยงเบน ความสนใจ เช่น จัดท่าให้นอนในท่าที่สุขสบาย จัดสิ่งแวดล้อมให้สงบ 1.3 ติดตามผลทางห้องปฏิบัติการ 1.4 ให้ยาแก้ปวดตามแผนการรักษาของแพทย์ 1.5 รายงานอาการของผู้ป่วยให้แพทย์ทราบ 1.6 บันทึกการพยาบาลและแผนการรักษา 2.1 สร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้ป่วย ด้วยการ ทักทาย แนะนำตัว ใช้ถ้อยคำที่สุภาพ นิ่มนวล ยิ้มแย้มแจ่มใส 1.1 ผู้ป่วยสามารถนอนหลับ พักผ่อนได้ 1.2 อาการปวดและบวมลดลง จากเดิม Pain score ลดลง 2.1 ผู้ป่วยรับทราบข้อมูล เกี่ยวกับโรค แผนการรักษา และสามารถปฏิบัติตัวก่อนหลัง ผ่าตัดได้
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 5. การตรวจเลือด เช่น การอักเสบ ของร่างกาย การติดเชื้อ ภาวะ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ระดับกรดยูริกใน โรคเกาต์ 6. การเอ็กซเรย์ 7. การตรวจอื่นๆ เช่น MRI,CT scan 8. ความรู้ของผู้ป่วยที่เกี่ยวกับโรค แผนการรักษาและการปฏิบัติตัว ก่อนหลังผ่าตัด ระยะต่อเนื่อง 1. อาการภาวะแทรกซ้อนที่เกิดหลัง ผ่าตัด - ระดับความรู้สึกตัวลดลง - สัญญาณชีพเปลี่ยนแปลงไป เช่น BP ≤ 90/50 mmHg, PR < 60 ครั้ง/นาที หรือ >100ครั้ง/นาที, RR <16 ครั้ง/นาที - มีอาการคลื่นไส้/อาเจียน 1.มีโอกาสเกิดภาวะ แทรกซ้อนจากการได้รับยา ระงับความรู้สึกภายหลังการ ผ่าตัด 1.ผู้ป่วยปลอดภัยและไม่เกิด ภาวะแทรกซ้อนจากการ ได้รับยาระงับความรู้สึก 2.2 ประเมินภาวะความวิตกกังวลจากสีหน้า และท่าทาง 2.3 ให้ข้อมูล ความรู้เรื่องโรค แผนการรักษา คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตนก่อนหลังผ่าตัด 2.4 อยู่เป็นเพื่อนและให้กำลังใจผู้ป่วยอย่าง ต่อเนื่อง ไม่ละทิ้งให้ผู้ป่วยอยู่กับปัญหาที่ยังไม่ คลายความสงสัยด้วยการพูดคุย พร้อมเปิด โอกาสให้ผู้ป่วยซักถามคำถามที่สงสัย 2.5 ให้ยาคลายความวิตกกังวลตามแผนการ รักษาของแพทย์ 2.6 รายงานอาการของผู้ป่วยให้แพทย์ทราบ 2.7 บันทึกการพยาบาลและแผนการรักษา 1.1ประเมินระดับความรู้สึกตัวหรือความง่วงซึม ของผู้ป่วย 1.2 ตรวจวัดสัญญาณชีพทุก 15 นาที 4 ครั้ง 30 นาที 2 ครั้งและทุก 1 ชั่วโมง จนสัญญาณ ชีพเป็นปกติ จากนั้นวัดสัญญาณชีพทุก 4 ชม. 1.3 กระตุ้นให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำ เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่งโดยกระตุ้นให้ผู้ป่วย หายใจเข้าออกลึกๆ และให้ไออย่างถูกวิธีเพื่อ ช่วยระบาย เสมหะหรือสิ่งคัดหลั่ง ที่คั่งค้างใน 1. ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี สัญญาณชีพ อ ยู่ใ น เ ก ณ ฑ ์ ป ก ต ิ ไ ม ่ พ บ ภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับ ยาระงับความรู้สึก
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 2. มีอาการปวดที่กล้ามเนื้อน่องเมื่อ บีบหรือยืด - มีอาการบวมทั้งขา - ผลการตรวจ D-dimer เป็นบวก 2. ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดภาวะ ลิ่มเลือดอุดตันในหลอด เลือดดำส่วนลึก (deep vein thrombosis) 2. ผู้ป่วยปลอดภัยและไม่ได้ รับอันตรายจากภาวะลิ่ม เลือดอุดตันในหลอดเลือด ดำ ในปอดออกให้หมดโดยให้ฝึกปฏิบัติทุก 1-2 ชั่วโมง ใน 24 ชั่วโมง แรกและทุก 2-4 ชั่วโมง ในวันต่อไป 1.4 เมื่อมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียน ควร ตะแคงตัวหรือหันศีรษะไปด้านใดด้าน หนึ่ง รวมทั้งดูแลให้ได้รับยาตามแผนการรักษา 1.5 กระตุ้นให้ผู้ป่วยมี early ambulation ให้ เร็วที่สุดและมากขึ้นเรื่อยๆ ภายหลังการผ่าตัด 24 ชั่วโมงไปแล้วและลุกนั่งโดยเร็วที่สุดยังเป็น การช่วยให้ปอดได้ขยาย ตัวอย่างเต็มที่ทำให้ ปอดทำงานได้ดีขึ้น 2.1 ประเมินความผิดปกติได้แก่อาการปวด บวมตึงแดงร้อน pulse ของขาทั้ง 2 ข้าง 2.2 แนะนําอธิบายให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะ หลอดเลือดดําอุดกั้นถึง ความหมาย สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และการป้องกัน ภาวะหลอดเลือดดําอุดกั้น เห็นความสําคัญของ ผลกระทบจากการเกิดภาวะ DVT เพื่อให้ผู้ป่วย ให้ความร่วมมือ 2. ผู้ป่วยไม่เกิดภาวะลิ่มเลือด อุดตันในหลอดเลือดดำ
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 3. แผลบวม แดง ร้อน มีdischarge ซึม 3. ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดการติด เชื้อบริเวณแผลผ่าตัด 3. ไม่เกิดการติดเชื้อที่แผล ผ่าตัด 2.3 ดูแลบริหารเท้าและข้อเท้า (passive foot & ankle exercise) โดยกระดกฝ่าเท้าผู้ป่วยขึ้น และคว ทำปลา ยเ ท้ าล ง (dorsiflexion & plantar flexion) การหมุนข้อเท้าและเลื่อน เท้าขึ้นลงบนเตียงอย่าง น้อยท่าละ 15 ครั้ง 2 รอบต่อวัน เพื่อเพิ่มการไหลกลับของเลือดดํา อีก ทั้งยังช่วยเพิ่มความเร็วในการไหลของเลือด ดําที่ขา 2.4 ดูแลให้น้ําอย่างเพียงพอ > 2,000 ml/day เพราะการขาดน้ำเป็น การเพิ่มความหนืดของ เลือด (blood viscosity) ซึ่งเป็นปัจจัยส่งเสริม ให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้น 2.5 ดูแลวางขาสองข้างบนหมอนสูงประมาณ 15 องศา จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนกลับของ เลือดที่ขาเข้าสู่หัวใจ 3.1 สังเกตลักษณะของแผล มี discharge ซึม ร่วมกับมีลักษณะหรือมีกลิ่นที่ผิดปกติ ประกอบ กับแผลผ่าตัดที่เข่ามีอาการปวด บวม แดง ร้อน ควรรายงานให้แพทย์ทราบทันที 3. ไม่พบแผล บวม แดงร้อน แผลไม่มี discharge ซึม - ได้รับ antibiotic ตาม แผนการรักษา ไม่พบอาการ ข้างเคียงหลังได้รับยา
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 4. ปวดเข่า เคลื่อนไหวเข่าข้างที่ ผ่าตัดได้น้อย 4. มีโอกาสเกิดภาวะข้อเข่า ติดแข็ง 4. ไม่พบภาวะข้อติดแข็ง 3.2 แนะนำผู้ป่วยไม่ให้แผลเปียกน้ำ หรือแกะ เกาแผล หากแผลเปียกน้ำให้แจ้งพยาบาล เพื่อทำแผลทันที 3.3 ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย เพื่อประเมิน ภาวะติดเชื้อ หากพบว่า อุณหภูมิ ≥38.5 °C รายงาน ให้แพทย์ทราบทันที 3.4 ดูแลให้ antibiotic ตามแผนการรักษา 4.1 กระตุ้นให้ผู้ป่วยออกกำลังกายขาทั้ง 2 ข้าง (ankle pumping exercise) หลังผ่าตัด 24 ชั่วโมงแรก เพื่อช่วยให้ลด venous stasis จาก การไม่ค่อยได้ขยับเขยื้อนทำให้เกิด venous stasis และเกิด thrombosis ได้ 4.2 หลังผ่าตัด day 1-3 นั่งข้างเตียง ใช้เท้าข้าง ที่ไม่ได้ทำผ่าตัดรองใต้ส้นเท้าของเข้าที่ทำผ่าตัด แล้วยกขึ้นเพื่อให้เหยียดตรงแล้วค้างไว้ 10 วินาทีแล้วจึงปล่อยขาให้งอลงช้าๆ และใช้เท้าที่ ไม่ได้ผ่าตัดกดบริเวณเหนือข้อเท้าของข้างที่ทำ ผ่าตัด เพื่อให้เข่างอได้มากที่สุดแล้วค้างไว้ 10 วินาที 4.3กระตุ้นให้ลุกเดินด้วย walker อย่างถูกวิธี 4. ผู้ป่วยไม่เกิดข้อติดแข็ง สามารถ ambulate ได้ด้วย ตนเอง
ประเมินปัญหาและความต้องการ มาตรฐานที่ 1 การวินิจฉัยการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การวางแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 3 การปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 4,5,7,8,9,10,11 การประเมินผลการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 ระยะจำหน่าย 1.ต้องการการดูแลตนเองอย่าง ต่อเนื่อง 2.ต้องการความรู้เพื่อนำไปใช้ในการ ปฏิบัติตัวเมื่อกลับบ้าน 1. พร่องความรู้ในการ ปฏิบัติตัวเมื่อกลับไปอยู่บ้าน 1. ผู้ป่วยมีความรู้ในการ ดูแลตนเองเมื่อกลับไปอยู่ บ้าน 1. ให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองเมื่อกลับไป อยู่บ้าน 2. แนะนำ 2 สัปดาห์แรกควรฝึกเดินด้วยไม้ค้ำ ยัน หรือคอกช่วยเดิน เพื่อช่วยพยุงน้ำหนัก ไม่ให้กดทับหัวเข่ามากเกินไป และป้องกันการ ลื่นล้ม 3. บริหารหัวเข่าและกล้ามเนื้อขาอย่าง สม่ำเสมอ และ พยายามงอเข่าให้ได้มากที่สุด 2 เดือนแรกต้องขยันฝึก เพื่อป้องกันข้อเข่าติด แข็ง งอหรือเหยียดเข่าได้ไม่เต็มที่ ซึ่งจะทำให้ การเดินไม่ปกติได้ 4. แนะนำการรับประทานยาให้สม่ำเสมอ 5. จัดสิ่งแวดล้อมบริเวณรอบบ้านและในบ้าน ให้เป็นระเบียบ ไม่กีดขวางทางเดิน 6. การดูแลแผลผ่าตัด แนะนำไม่ให้แผลสัมผัส กับน้ำ หลีกเลี่ยงการแกะ เกาบาดแผล สังเกต อาการที่ผิดปกติหากมีอาการ ปวด บวม แดง ร้อน ให้รีบมาพบแพทย์ทันที 7. แนะนำมาตรวจตามนัด 1. ผู้ป่วยมีสีหน้าสดชื่น สามารถบอกถึงการปฏิบัติตัว เมื่อกลับไปอยู่ที่บ้านได้อย่าง ถูกต้องและพร้อมที่จะกลับบ้าน 2. รับทราบข้อมูลและวิตก กังวลลดลง