The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คลินิกคณิตศาสตร์_2_64

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Aj.Jirapat Kuakul, 2022-03-15 04:30:40

คลินิกคณิตศาสตร์_2_64

คลินิกคณิตศาสตร์_2_64

บนั ทกึ ขอ้ ความ

สว่ นราชการ โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ๒ อาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ท่ี …………………………..…… วันที่ 16 เดอื น มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๕
เร่อื ง สง่ รายงานโครงการคลนิ ิกคณติ ศาสตร์ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๔

เรยี น ผู้อานวยการโรงเรยี นหาดใหญว่ ิทยาลยั ๒

การจะพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนคณติ ศาสตร์นนั้ นักเรียนจะต้องได้รบั การฝกึ ฝน
อย่างสม่าเสมอและมคี ณุ ภาพ กลุม่ สาระคณติ ศาสตรเ์ หน็ ความสาคัญเป็นอยา่ งยง่ิ จึงไดจ้ ดั ทาโครงการคลินิก
คณติ ศาสตรแ์ ละต้งั บุคลากรคณิตศาสตร์เป็นคณะทางาน เพ่อื ดาเนินงานพฒั นานกั เรียนในหลากหลายวิธี เช่น
การจดั การสอนซ่อมเสริม การคน้ ควา้ หาความรู้ การใหค้ าแนะนาเม่ือมีปญั หาคณติ ศาสตร์ โดยความรว่ มมอื
ของคณะครูทกุ ทา่ นในกลุ่มสาระคณติ ศาสตร์

ขา้ พเจ้า นางสาวอุบลพรรณ สวุ รรณเกล้า และนางรตั นา ชนะศรี ไดร้ ับมอบหมายให้เปน็
ผรู้ ับผิดชอบโครงการคลนิ กิ คณติ ศาสตร์ได้ดาเนินการพรอ้ มคณะทางานตลอดภาคเรียนท่ี ๒ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๔
และสรุปผลขอ้ มูลไวเ้ พ่อื รายงาน บัดน้ีงานดงั กล่าวได้เสรจ็ ส้ิน จึงขอนาเสนอตามเอกสารที่แนบ

จึงเรยี นมาเพอ่ื โปรดทราบและพิจารณา

ลงชอ่ื ลงชอ่ื
( นางสาวอบุ ลพรรณ สุวรรณเกล้า ) ( นางรตั นา ชนะศรี )
ผูร้ ับผิดชอบโครงการคลินิกคณติ ศาสตร์
ผู้รบั ผิดชอบโครงการคลนิ ิกคณิตศาสตร์
ความเหน็ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงช่ือ

( นางจริ พฒั น์ เกอ้ื กลู )
หวั หนา้ กลุ่มสาระการเรียนรูค้ ณติ ศาสตร์

ความเห็นรองผู้อานวยการ ความเหน็ /บนั ทกึ ส่ังการ

.................................................................................. ..................................................................................

................................................................................ ..................................................................................

ลงช่ือ ลงช่อื
(นายฮาดี บนิ ดเู่ หลม็ ) (นายสมโชค สิงห์เกล้ยี ง)

รองผอู้ านวยการกลุ่มบรหิ ารวิชาการ ผ้อู านวยการโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลยั ๒

คำนำ

กำรพฒั นำผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรยี นคณติ ศำสตร์ของนกั เรียนเป็นสิ่งสำคญั มำกทกี่ ล่มุ สำระคณติ ศำสตร์
ได้ให้ควำมสำคัญ โดยได้จัดทำโครงกำรคลินิกคณิตศำสตร์เพ่ือพัฒนำนักเรียนด้วยวิธีกำรท่ีหลำกหลำยและ
ทำอย่ำงต่อเน่ืองทุกปีในภำคเรียนที่ ๒ ปีกำรศึกษำ 256๔ คณะทำงำนซ่ึงเป็นบุคลำกรในกลุ่มสำระ
คณิตศำสตร์ทกุ ท่ำน ไดร้ ่วมกันปฏิบัตหิ น้ำที่ในกำรพฒั นำนกั เรยี นทุกระดับชั้น สง่ ผลใหน้ กั เรยี นท่มี ีผลสมั ฤทธิ์
ค่อนข้ำงตำ่ ในปีที่ผ่ำนมำได้พฒั นำขึน้

คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่ำงย่ิงว่ำรำยงำนโครงกำรคลินิกคณิตศำสตรจ์ ะเป็นแนวทำงและเป็นตัวอย่ำง
ในกำรพัฒนำนกั เรยี น ใหม้ ที ักษะและควำมสำมำรถทำงคณิตศำสตร์ทด่ี ยี งิ่ ข้ึน

คณะผ้จู ัดทำ

สารบัญ

เรื่อง หนา้

บทที่ 1 บทนำ 1

บทที่ 2 เอกสำรท่ีเกยี่ วขอ้ ง 3

บทท่ี 3 วิธกี ำรดำเนินกำร 20

บทท่ี 4 กำรวเิ ครำะห์ขอ้ มูล 23

บทที่ 5 สรุปผล อภิปรำยผล และขอ้ เสนอแนะ 27

บรรณำนุกรม

ภำคผนวก

- โครงกำรสนับสนนุ สง่ เสรมิ กำรเรยี นกำรสอน กจิ กรรมคลินิกคณติ ศำสตร์
- แบบรำยงำนค่ำกำรพัฒนำกำรปรบั พ้ืนฐำน โดยใช้ รร.5 เป็นฐำนขอ้ มูลในกำรพฒั นำนกั เรียน

กลุ่มอ่อนของคณุ ครูในหมวดคณติ ศำสตร์ จำนวน 20 ทำ่ น
- ประมวลภำพกิจกรรมคลินิกคณิตศำสตร์

1

บทที่ 1
บทนำ

หลักกำรและเหตผุ ล

คณิตศาสตร์มีบทบาทสาคัญอย่างย่ิงต่อการพัฒนาความคิดของมนุษย์ ทาให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์
คดิ อย่างมีเหตุผล เปน็ ระบบ มีแบบแผน สามารถคดิ วิเคราะห์ปญั หาหรือสถานการณ์ได้อยา่ งถี่ถ้วน รอบคอบ ชว่ ย
ให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหา และนาไปใช้ในชีวิตประจาวันอย่างถูกต้อง เหมาะสม แต่จากการจัด
การเรียนรู้วิชาคณติ ศาสตร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 พบว่าระดับผลการเรยี นวชิ าคณติ ศาสตร์ของนักเรยี น
โรงเรียนหาดใหญว่ ทิ ยาลยั ๒ อยู่ในระดบั ทีไ่ ม่ประสบความสาเร็จเท่าทีค่ วร

หากพิจารณาสาเหตุสาคัญที่ทาให้ระดับผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนไม่ประสบความสาเร็จ
อาจเนื่องมาจากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่พบว่าเป็นปัญหานักเรยี นอ่านโจทย์ไม่เข้าใจ แปลความหมายจากโจทย์
ไม่ได้ ไม่ทราบวา่ โจทยก์ าหนดอะไร โจทย์ต้องการให้หาอะไร ไม่สามารถคดิ วเิ คราะห์โจทย์ปัญหาได้ ทาให้ไม่ทราบ
ว่าควรจะดาเนินการโดยใชว้ ิธีการใดในการแกป้ ัญหา ขาดการคิดอยา่ งมีเหตุผลและการคดิ อยา่ งเป็นระบบ ซ่งึ สะทอ้ นให้
เหน็ วา่ การจดั การเรยี นรคู้ ณิตศาสตรค์ วรเนน้ ใหน้ กั เรียนได้ฝกึ ประสบการณ์ทางคณติ ศาสตร์เพ่ิมมากข้ึน แต่กระน้ัน
ด้วยข้อจากัดทางด้านเน้ือหา เวลา และความแตกต่างระหว่างบุคคล ทาให้การจัดการเรียนรู้ ในคาบเรียนไม่
สามารถพัฒนาศักยภาพของนักเรียนทุกคนได้อย่างเท่าเทียม เพราะครูไม่สามารถมุ่งความสนใจแค่นักเรียนที่
ประสบปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่ครูยังต้องพัฒนาศักยภาพของนักเรียนที่เหลือให้ได้รับการพัฒนาอย่างสูงสุด
เช่นเดยี วกนั

คลินิกคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ๒ เป็นโครงการ
ที่มุ่งเน้น ซ่อมแซม รักษา ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนนอกคาบเรียนปกติ
โดยภายในคลินิกคณิตศาสตร์มีเอกสาร หนังสือ สื่อการเรียนรู้ ท้ังที่เป็นรูปร่าง รูปทรง ป้ายนิเทศ
บอร์ดความรู้ ส่ือเทคโนโลยีสารสนเทศ และเกมคณิตศาสตร์ ซ่ึงเอ้ือต่อการซ่อมแซม รักษา ส่งเสริมและพัฒนา
ศกั ยภาพทางคณติ ศาสตร์ของนักเรียน อีกท้ังยังสอดคล้องและตอบสนองต่อความต้องการของนักเรียนรายบุคคล
อันเช่ือได้ว่าจะช่วยให้นกั เรียนสามารถอ่าน แปลความหมาย คิดวิเคราะหแ์ ละดาเนินการแก้โจทยป์ ัญหาไดอ้ ยา่ งมี
เหตุมผี ล เปน็ ระบบและถกู ต้องตามกระบวนการทางคณติ ศาสตรม์ ากขนึ้ ดงั นน้ั คลินกิ คณิตศาสตรจ์ ึงเป็นโครงการที่
ชว่ ยลดข้อจากัดในการจัดการเรียนรู้ในคาบเรียน ช่วยให้นักเรียนทุกคนไดร้ ับการพัฒนาอย่างเท่าเทียมและสูงสุด
ตามศักยภาพของตนเอง

2

วตั ถปุ ระสงค์

1. เพ่ือพัฒนานักเรียนกลุ่มอ่อนจากแบบบันทึกการวิเคราะห์ผู้เรียนและการปรับพื้นฐาน (รร.5)
โดยใชก้ ารปรับพื้นฐาน และการสอนซอ่ มเสริม

2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรยี นท่มี ีต่อการเข้ารบั บรกิ ารในคลนิ ิกคณิตศาสตร์

ประชำกรและกลุ่มตวั อยำ่ ง

ประชำกร ท่ีใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนทุกคนท่ีเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564
โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ๒ อาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ท่ีเรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์จานวน 72 ห้องเรียน
คอื นักเรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี1/1 – 1/14, 2/1 – 2/14, 3/1 – 3/14, 4/1 – 4/10, 5/1 – 5/10, 6/1 – 6/10
รวมทง้ั สน้ิ 3,041 คน

กลุ่มตัวอย่ำง ที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนทุกรายวิชาที่ได้ระดับผลการเรียนปรับปรุง (ผลจากเอกสาร
แบบบันทึกการวิเคราะห์ผู้เรียนและการปรับพ้ืนฐาน รร.5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564) โรงเรียน
หาดใหญ่วิทยาลัย ๒ อาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จากการเลือกแบบเจาะจงของทุกรายวิชา ดังแนบใน
ภาคผนวก

ระยะเวลำกำรดำเนินกำร

ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 (1 พฤศจิกายน 2564 – 20 กุมภาพันธ์ 2565)
สถำนท่ี
ห้องเรียน Google classroom ของวชิ าคณติ ศาสตร์ทุกรายวิชา (กรณสี อนOnline) หรือคลินกิ
คณิตศาสตร์ (หอ้ ง 236) (กรณสี อนOnsite) โรงเรยี นหาดใหญว่ ทิ ยาลยั ๒ อาเภอหาดใหญ่ จงั หวดั สงขลา

ประโยชนท์ ี่คำดว่ำจะได้รบั จำกกำรดำเนนิ งำนตำมโครงกำร

1. นักเรยี นกลมุ่ ออ่ นทเ่ี ขา้ รบั บริการในคลินกิ คณิตศาสตรม์ ีระดบั ผลการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์ หลงั เข้ารบั
บรกิ ารสูงกว่ากอ่ นเข้ารบั บริการในคลนิ กิ คณติ ศาสตร์

2. นกั เรยี นมีความพึงพอใจต่อการเขา้ รับบริการในคลินกิ คณิตศาสตรอ์ ย่ใู นระดับมากขนึ้ ไป

3

บทที่ 2
เอกสำรที่เกย่ี วขอ้ ง

ในการทารายงานโครงการคลนิ กิ คณิตศาสตร์ครัง้ น้ี ไดศ้ กึ ษาเอกสารทเ่ี กยี่ วกบั คลนิ ิกคณติ ศาสตร์ ดงั น้ี
1. คลนิ กิ คณติ ศาสตร์
1.1 การสอนซอ่ มเสริม
1.2 เกม
2. ระดับผลการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์
3. ความพึงพอใจ
4. เอกสารท่เี กี่ยวข้อง

1. คลินกิ คณิตศำสตร์ คลินิกคณิตศาสตร์ เปน็ โครงการท่ีมุ่งเน้น ซ่อมแซม รักษา ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ

ทางคณติ ศาสตร์ของนักเรยี นนอกคาบเรยี นปกติ โดยภายในคลนิ กิ คณิตศาสตรม์ เี อกสาร หนงั สือ ส่ือการเรยี นรู้ท้งั ท่ี
เป็นรูปร่างรูปทรง ป้ายนิเทศ บอรด์ ความรู้ ส่ือเทคโนโลยีสารสนเทศ และเกมคณิตศาสตร์ ซึ่งเอ้ือต่อการซอ่ มแซม
รักษา สง่ เสรมิ และพฒั นาศกั ยภาพทางคณิตศาสตรข์ องนักเรียน

1.1 กำรสอนซอ่ มเสริม
สานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา (2551 : 29) หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐานพทุ ธศกั ราช

2551 กาหนดใหส้ ถานศกึ ษาจัดสอนซอ่ มเสรมิ เพ่ือพฒั นาการเรียนรูข้ องผ้เู รยี นเตม็ ตามศักยภาพ
การสอนซ่อมเสริม เป็นการสอนเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง กรณีที่ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะกระบวนการ

หรือเจตคติ/คุณลักษณะ ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากาหนด สถานศึกษาต้องจัดสอนซ่อมเสริมเป็นกรณี
พเิ ศษนอกเหนือไปจากการสอนปกติ เพื่อพัฒนาให้ผู้เรยี นสามารถบรรลุตามมาตรฐานการเรยี นรู/้ ตัวชี้วัดท่ีกาหนด
ไว้ เป็นการให้โอกาสแก่ผู้เรียนได้เรียนรู้และพัฒนา โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและตอบสนองความ
แตกต่างระหว่างบุคคล

4

การสอนซอ่ มเสริมสามารถดาเนินการไดใ้ นกรณีต่อไปนี้
1) ผู้เรียนมีความรู้/ทักษะพื้นฐานไม่เพียงพอท่ีจะศึกษาในแต่ละรายวิชานั้น ควรจัด

การสอนซ่อมเสริม ปรับความรู้/ทกั ษะพื้นฐาน
2) ผู้เรียนไม่สามารถแสดงความรู้ ทักษะกระบวนการ หรือ เจตคติ / คุณลักษณะที่กาหนดไว้

ตามมาตรฐานการเรยี นร้/ู ตวั ชีว้ ัด ในการประเมินผลระหว่างเรียน
3) ผ้เู รียนได้ระดบั ผลการเรียน “0” ใหจ้ ัดการสอนซอ่ มเสริมกอ่ นสอบแกต้ วั
4) กรณีผ้เู รยี นมีผลการเรียนไมผ่ า่ น สามารถจัดสอนซ่อมเสรมิ ในภาคฤดรู อ้ นเพือ่ แก้ไข

ผลการเรียน ท้ังนีใ้ หอ้ ย่ใู นดุลยพนิ จิ ของสถานศกึ ษา
ชยการ ศิริรัตน์( 2551 : 1) กล่าวเกี่ยวกับการสอนซ่อมเสริมไว้ว่า การสอนซ่อมเสริมเป็น

กระบวนการพัฒนาผู้เรียนท่ีสาคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนประสบความสาเร็จในการเรียนรู้ในระบบโรงเรียน
แต่แนวทางในการปฏิบัติการสอนซอ่ มเสรมิ ไมไ่ ด้มีวิธีการที่จาเพาะเจาะจง ต้องใช้วิจารณญาณ และประสบการณ์
ของครูผู้สอนเป็นที่ตั้ง ดังนั้นบางกรณีท่ีผู้เรียนควรได้รับการซ่อมเสริมก็อาจหลุดรอดสายตาครูไปได้ ไม่เข้าถึง
กระบวนการสอนซ่อมเสริม ซ่งึ อาจมาจากหลายเหตุการณ์ และทีส่ ังเกตเหน็ ได้ชดั คือ
ไม่สามารถบอกได้ว่าใครคือผู้ที่ควรได้รับการจัดการเรียนซ่อมเสริม และควรจัดแบบใด การสอนซ่อมเสริมที่มี
ประสิทธิภาพ สามารถใช้วงจรการประเมินผลภายใน PDCA สี่ขั้น (สุวิมล ว่องวาณิช,2544) เพื่อการจัดการ
ซ่อมเสรมิ ซึ่งสรปุ เปน็ แนวทางดาเนนิ การต้ังแต่ตน้ จนจบกระบวนการได้ดังนี้

1. Plan เป็นช่วงของการเตรยี มตัว เตรียมความพรอ้ มของครผู สู้ อน มีสิ่งทค่ี รูต้องดาเนนิ การ
2 ชว่ ง คอื ช่วงกอ่ นเปดิ เรยี น (1.1–1.8) ช่วงระหว่างเรยี น (1.9)

1.1 กอ่ นเปดิ เรียนครูควรจะมรี ายชอ่ื ของนักเรียนที่ตนเองจะสอนอย่างพร้อมเพรียง พรอ้ มทั้ง
รายละเอียดด้านการเรียน , พฤติกรรมและภูมิหลังอื่น ๆ ซ่ึงสามารถหาได้จากครูประจาชั้น งานแนะแนว งานกิจการ
นกั เรยี น งานทะเบยี นและงานวดั ประเมินผล

1.2 ครูควรจะศึกษารายละเอียดด้านต่าง ๆ จากข้อ 1.1 ของนักเรียนทุกคน และทาบันทึก
หมายเหตสุ าหรบั คนท่ีคาดวา่ น่าจะมผี ลการเรยี นไมเ่ ปน็ ไปตามต้องการ

1.3 ครูจะต้องเตรียมแบบฟอร์มสาหรับบันทึกการสอน และแบบฟอร์มสาหรับบันทึก
พฤตกิ รรมรายบุคคล แบบฟอรม์ บันทึกการสอนควรมีประเดน็ หลกั ๆ เพื่อเป็นแนวทางใหค้ รูไดบ้ นั ทึกเหตกุ ารณ์ต่าง
ๆ ความคิดท่เี กดิ ขน้ึ ในขณะสอน โดยการบันทกึ เป็นภาพรวมของทั้งหอ้ ง และถ้ามผี ู้เรียนรายใด ท่ีควรติดตามเป็นพิเศษ
ให้บันทึกในแบบบันทึกพฤติกรรมรายบุคคล ซึ่งการเตรียมแบบฟอร์มเหล่านี้ไว้ จะทาให้ครูสามารถใช้เวลาเพียง
3-5 นาที ในการบนั ทึกการสอนแตล่ ะครง้ั

5

1.4 ครูจะต้องเตรยี มวิธีการในการจดั การจดั การซ่อมเสริมแบบต่าง ๆ ท่ีจะสามารถกระทาได้
ในข้ันตอนนี้อาจจาเป็นต้องมีการประชุมกันในหมวดวิชา กลุ่มวิชา หรือในแต่ละรายวิชาและควรจาเป็นต้อง
ดาเนินการตดิ ตอ่ ขอความรว่ มมือจากหน่วยงานอ่ืนเชน่ วิชาการ อาคารสถานท่ี ศูนย์เทคโนโลยี ฯ เพ่อื เตรียมการ
รองรบั การจดั การการเรียนการสอนซ่อมเสริมทอี่ าจเกิดขน้ึ ได้

1.5 ครูจะต้องเตรียมเครื่องมือ ส่ือนวัตกรรมต่าง ๆ เพ่ือให้สอดคล้องกับรูปแบบ
การจัดการเรยี นการสอนซอ่ มเสริม ขั้นตอนนอ้ี าจต้องขอความรว่ มมอื จากหนว่ ยงานอ่ืน ๆ เช่นกนั

1.6 ครูตอ้ งวางแผนและออกแบบวธิ ีวัดและประเมินผลการเรียนซ่อมเสริมของผู้เรียน ซ่ึงการ
วัดและระเมินผลนั้นสามารถกระทาได้ทุกวิธีที่สอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอน ในการวัดและประเมินผล
จะต้องมีการบนั ทึกผลไว้เปน็ หลักฐาน และจะต้องกระทาอย่างเป็นระบบดังน้นั ครจู ะต้องออกแบบและเตรยี มแบบ
บันทึกและเครื่องมือสาหรับวัดและประเมินผล ครูอาจต้องร่วมมือกันในการกาหนดเกณฑ์ในการประเมินผล ใน
ขั้นตอนน้ีผู้เก่ียวข้องอาจเป็นเพื่อนสาหรับเครื่องมือวัดผลอาจใช้แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม
แบบทดสอบ Portfolio (แฟม้ สะสมผลงาน) หรอื ชิ้นงาน และอน่ื ๆ ครใู นรายวิชาเดียวกัน หมวดวิชา และวิชาการ
ก็ได้ ในขั้นตอนนี้ ครูจะต้องระลกึ อยเู่ สมอวา่ การวดั และประเมินผลนัน้ จะกระทาเพอื่ ตรวจสอบเพ่ือหาจุดบกพรอ่ ง
เพือ่ นามาแก้ไขได้ตรงจดุ มิใชเ่ พ่อื การตัดสินไดห้ รือตก

1.7 ครูควรออกแบบแผนการดาเนินการสอนซอ่ มเสริมอย่างเป็นขัน้ ตอนตั้งแตต่ วั ผู้เรียนท่ีควร
เรียนซ่อมเสรมิ จนถงึ การวดั และประเมนิ ผลด้วยตนเอง เพ่ือเป็นแนวในการทางานอย่างเป็นระบบ

1.8 ครเู ก็บรวบรวมสารสนเทศตงั้ แต่ข้อ1.1 ถึง 1.7 เข้าแฟ้มการจัดการเรียนการสอนซอ่ มเสริม
ตามลาดบั

1.9 ระยะของการเปดิ เรยี น เป็นระยะทคี่ รูจะต้องดาเนนิ การสอน การวางแผนสาหรับการสอน
ซ่อมเสริมส่วนมากเป็นการเตรียมการ เพื่อให้การสอนเป็นไปด้วยความสะดวก ครูผู้สอนจะต้องศึกษาปฏิทิน
วชิ าการ และกิจกรรมเพิ่มเตมิ ของโรงเรียนอย่างสม่าเสมอ ครูจะต้องตรวจสอบห้องเรียนทีส่ ามารถใช้ไดใ้ นวันเวลา
ทเ่ี หมาะสม ครูจะต้องเตรียมสื่อนวัตกรรม หรือสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อความเหมาะสมในบริบทน้ัน ๆ การวางแผนใน
ขัน้ น้ีอาจตอ้ งทาทกุ ๆ สัปดาห์ ขึ้นอยู่กบั ผลสัมฤทธิ์ของกระบวนการเรยี นการสอนท่ีเกิดขนึ้ และประสบการณ์ของ
ครูท่ไี ด้รับระหวา่ งกระบวนการสอนซ่อมเสริม

2. Do คอื ขนั้ ตอนท่นี าแผนทว่ี างไวม้ าปฏบิ ัติ มีสิง่ ทีค่ รูตอ้ งกระทาดังน้ี
2.1 การคัดเลือกผู้ที่สมควรจัดการสอนซ่อมเสริมให้ระหว่างสอน ครูจะต้องทาหน้าท่ี

ผูป้ ระเมินผลผู้เรียนวา่ ผา่ นวัตถปุ ระสงค์เชิงพฤตกิ รรมนั้น ๆ หรอื ไม่ ถ้าครูสามารถแก้ปัญหาให้ผเู้ รยี นสามารถผ่าน
ไปได้ก็ไม่ต้องจัดสอนซ่อมเสริมให้ แต่ถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ในทันทีก็จะต้องดาเนินการ จะเห็นว่าขั้นตอนนี้เป็น
ขั้นตอนสาคัญที่สุด การบันทึกการสอนแต่ละคร้ัง จะช่วยให้ครูเห็นการเจริญเติบโตทางการเรียนรู้ของผู้เรียน
ครูจะเห็นแนวโน้มของพัฒนาการ การแก้ปัญหาของครูเอง และจะทาให้พบว่าผู้เรียนคนใดมีปัญหาต้องแก้ไข

6

บันทึกการสอนจะช่วยครใู ห้ปรับปรุงวิธกี ารวัดและประเมิน เช่น ปรับวิธกี ารสังเกตการถามคาถาม เพื่อตรวจสอบ
ความตรงวา่ นกั เรยี นคนใดผ่านหรือไมผ่ ่านในแตล่ ะวัตถุประสงค์น้นั ๆ

2.2 เม่ือครูได้ผู้เรียนท่ีต้องซ่อมเสริมมาแล้ว จะต้องดาเนินการจัดการซ่อมเสริมให้
ในขน้ั ตอนนคี้ รจู ะตอ้ งวิเคราะห์ใหไ้ ด้ว่าผู้เรียนคนใด ควรจะจัดสอนซ่อมเสรมิ อยา่ งไร ไม่จาเปน็ ต้องเหมือนกันในแต่
ละคน แต่ละเร่ือง นอกจากนั้นครูผู้สอนอาจต้องติดต่อพูดคุยกับครูประจาชั้น ผู้ปกครอง เพื่อขอความร่วมมือใน
การพัฒนาลูกศษิ ย์ของตน

2.3 การบันทึกการดาเนินการ ครูจะต้องบันทึกลงไปในแบบบันทึกการสอนซ่อมเสริมถึง
กิจกรรมที่ทาทุกประการ การจัดการใช้ส่ือการสอน การติดตามผล รวมถึงพฤติกรรมของผู้เรียนด้านต่าง ๆ
เพอื่ นามาเป็นข้อมลู ในการประเมนิ ผลตอ่ ไป

3. Check ขั้นตอนวัดและประเมินผล เป็นขั้นตอนสาคัญที่จะบ่งบอกได้ว่าผู้เรียนบรรลุ
ตามวัตถุประสงค์หรือไม่อย่างไร ในกระบวนการสอนซ่อมเสริมครูจะต้อง วัดและประเมินผลตลอดการจัดการ
เรียนรู้ ท้ังผลสัมฤทธิ์ วิธีเรียนของผู้เรียน และวิธีการสอนของผู้สอน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนากระบวนการ
เรียนการสอนให้ผู้เรียนได้ประโยชน์ที่สุด เครอ่ื งมือท่ีใช้ สามารถใช้ได้ทกุ ชนิด แตท่ ่ีควรใช้ก็คอื การสงั เกต และการ
สอบถาม ครูควรมีกุศโลบายทจ่ี ะทาให้นักเรียนแสดงออกถึงความเข้าใจ ความคิดวิเคราะหแ์ ละอธิบายออกมาเป็น
คาพูดใหไ้ ด้ เพอื่ ใช้เปน็ ข้อมูลในการปรับกระบวนการเรียนการสอน

4. Action เม่ือการสอนซ่อมเสริมครบถ้วนตามเวลาท่ีได้วางแผนไว้ ถ้าครูประเมินผลแล้วยัง
ไม่ผ่านก็จะตอ้ งปรับปรุงกระบวนการ ซึง่ ครูอาจจะตอ้ งหาวธิ ีการซ่อมเสริมวิธอี ื่น ๆ มาใช้ หรือยังคงใช้วิธีเดมิ ขึ้นอยู่
กับเหตผุ ลท่ีครูได้วเิ คราะหถ์ ึงสาเหตุของปัญหาว่าเกดิ จากอะไร และทาไมการจดั การสอนซ่อมเสริมท่ีจัดใหไ้ ม่ประสบ
ผล ถา้ ครพู บวา่ เวลาของการซ่อมเสริมน้อยไป ก็อาจยืดเวลาขนึ้ หรือถ้าไมใ่ ช่ก็อาจลองใชว้ ิธอี ื่น ๆ ตามทไี่ ด้วางแผน
เตรยี มการไวใ้ นข้ันตน้ รวมถึงการกลบั ไปทบทวน การวางแผนการดาเนินการท่ีผา่ น

ผดุง อารยะวิญญู ( 2539 : 17 ) ได้กล่าวถึงการสอนซอ่ มเสรมิ ไว้วา่ เป็นการจดั การเรียนการสอน
ลักษณะหนง่ึ ซ่ึงตอบสนองความแตกตา่ งระหว่างบุคคลของผ้เู รยี น การจัดการศกึ ษาควรตง้ั อยบู่ นพนื้ ฐานดงั ต่อไปนี้

1. ผู้เรียนแต่ละคนมคี วามแตกต่างกันทัง้ ในดา้ นรา่ งกาย สตปิ ญั ญา อารมณแ์ ละสงั คม
2. ผู้เรยี นแต่ละคนมพี ้ืนฐานต่างกัน และแต่ละคนจะต้องเรียนรู้เพื่อปรับตัวเข้าหากัน และให้ทัน
โลกท่กี าลงั เปลยี่ นแปลงไป
3. ผู้เรียนแต่ละคนย่อมมีความสามารถอยู่ในตัวมากบ้างน้อยบ้าง การศึกษาจะช่วยให้
ความสามารถของผู้เรยี นปรากฏเดน่ ชดั ขน้ึ

7

4. ในสังคมมนุษยน์ ้ันย่อมมที ้ังคนปกติและคนพิการ ในเม่อื เราไม่สามารถแยกคนพกิ ารออกจาก
สังคมของคนปกติได้ เราก็ไม่ควรแยกให้การศึกษาแก่ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรให้
ผู้เรียนทม่ี คี วามตอ้ งการพิเศษได้มโี อกาสเรียนรว่ มกบั คนปกติเทา่ ทสี่ ามารถจะทาได้

5. การให้การศกึ ษาควรมีหลากหลายรูปแบบเพอ่ื ใหผ้ ู้เรียนได้มศี กั ยภาพการเรียนรไู้ ดเ้ ตม็ ท่ี

สรุปว่า การสอนซ่อมเสริม เป็นกิจกรรมที่ครูผู้สอนต้องจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับนักเรียนตามความ
เหมาะสม ตามแต่กรณีโดยใช้วิธีการที่หลากหลายซึ่งไม่ได้มีแค่วิธีการเดียวทที่ าให้ครพู บวา่ ยงั มีนกั เรียนบางคนที่มี
ปญั หาเกี่ยวกับการเรียน อาทิเชน่ ไม่เขา้ ใจในเนื้อหา เรียนช้าไม่ทันเพ่ือน เรียนอ่อน นอกจากนี้ยงั ใชไ้ ดก้ ับนักเรียน
ทีม่ คี วามสามารถพเิ ศษด้านวิชาการกส็ ามารถได้รบั การสอนเสรมิ จากครผู ู้สอนได้ด้วย

1.2 เกม

ควำมหมำยของเกม
นกั วิชาการหลายท่านไดใ้ หค้ วามหมายของเกม ไว้ดังน้ี
วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2549 : 75) ให้ความหมายและแนวทางการสอนโดยใช้เกม หมายถึง

การเรียนรู้ที่ผา่ นกระบวนการเล่น ท่เี นน้ กตกิ าและการแข่งขนั การเรียนร้โู ดยใชเ้ กม คอื กระบวนการท่ีผู้สอนใชใ้ นการ
ชว่ ยใหผ้ เู้ รียนเกดิ การเรยี นรู้ตามวตั ถปุ ระสงคท์ ี่กาหนด โดยใหผ้ เู้ ล่นเลน่ ตามกติกา และนาเน้อื หาและข้อมลู ของเกม
พฤติกรรมการเล่น วิธีการเล่นและผลการเล่นเกม ของผู้เรียนมาใช้ในการอภิปราย สรุปการเรียนรู้ โดยมี
วัตถุประสงค์เพ่ือช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างสนุกสนาน รวมท้ังความท้าทายความสามารถ โดยผู้เรียน
เป็นผ้เู ลน่ เอง ทาให้ได้รบั ประสบการณต์ รง เปน็ วิธีการเปิดโอกาสใหผ้ เู้ รยี นมสี ว่ นรว่ มสงู

ราตรี เพรียวพานิช (2547 : 48) ได้กล่าวว่า เกม หมายถึง กิจกรรมท่ีจัดขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ
เพอ่ื ให้เดก็ เกดิ การเรยี นรู้ในสงิ่ ทผ่ี ู้เรียนต้องการศกึ ษา โดยการเลน่ ต้องมีกฎเกณฑ์ และกติกาทช่ี ดั เจน

สรุปได้ว่า เกม หมายถึง กจิ กรรมการเรียนร้ทู จ่ี ัดขนึ้ โดยผา่ นกระบวนการเล่นในรูปแบบตา่ ง ๆ ท่ีมี
กฎเกณฑ์และกติกาทช่ี ัดเจน

ประเภทของเกมประกอบกำรสอน
การนาเกมมาใช้ประกอบการสอนจะต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายๆ อย่าง เช่น เน้ือหา

ผ้เู ลน่ กติกา วธิ กี ารเล่น สถานท่ี และสิ่งท่ีสาคัญอกี ประการหนึ่ง คือ ประเภทของเกมท่ีจะนามาใช้ต้องพิจารณาทา
ความเข้าใจก่อนเพื่อจะได้นาไปใช้ไดอ้ ย่างเหมาะสม

8

Columbus (1976 : 141) ได้แบ่งเกมออกเปน็ 6 ประเภท คือ
1) เกมฝึกการกระทา (Manipulative Games) คือ การทเ่ี ดก็ นาของเล่นตา่ ง ๆ มาเลน่ อยา่ งมี

กฎเกณฑ์ กติกา โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เด็กได้พัฒนาประสาทสัมผัสระหว่างการใช้เครื่องมือและสายตา เช่น
การร้อยลกู ปัด ติดกระดมุ กรอกน้าใส่ขวด เปน็ ต้น

2) เกมการศึกษา (Didactic Games) คือ เกมท่ีพัฒนาการคิดของเด็ก ให้เด็กได้คิดหาเหตุผล
จากการเล่น เชน่ การจบั คสู่ งิ่ ของหรือภาพ การเลน่ โดมโิ น การเรยี งลาดับเหตุการณก์ ่อนหลังเปน็ ตน้

3) เกมฝึกทักษะทางร่างกายหรือเกมพลศึกษา (Physical Games) มีมากมายหลายอย่าง รวมท้ัง
การฝกึ กายบรหิ ารประจาวันต่าง ๆ ของเดก็ ดว้ ย ไดแ้ ก่ เกมว่ิงไลจ่ บั เกมทาตามคาส่ัง เป็นตน้

4) เกมฝึกทักษะภาษา (Language Games) เป็นเกมท่ีอาศัยจินตนาการ และการใช้คาพูด
โดยไม่ต้องใช้วสั ดุ อปุ กรณใ์ ด ๆ เช่น เกมอะไรเอย่ เกมตะลอ็ กต๊อกแตก๊

5) เกมทายบัตรคา (Card Games) เป็นบัตรที่ครทู าขนึ้ ช่วยให้เดก็ สามารถแยกความแตกตา่ ง
ฝกึ ความจา และเสรมิ ทกั ษะอื่น ๆ

6) เกมพเิ ศษ (Special Games) เปน็ เกมทคี่ รูอาจจัดใหเ้ ด็กเลน่ เปน็ คร้งั คราว เช่น เกมหาส่ิงของ
เกมหาลายแทง เปน็ ตน้

สวุ ิทย์ และอรทัย มูลคา (2553: 92) ไดแ้ บง่ ประเภทของเกมตามลกั ษณะต่าง ๆ ดงั นี้
1) เกมเบ็ดเตล็ด เป็นลักษณะเกมงา่ ยๆ สามารถจัดให้เลน่ ไดใ้ นสถานท่ีต่างๆ โดยมีจุดประสงค์

ของการเล่น เพื่อให้การเล่นน้ันไปสู่จุดหมายในระยะส้ันๆ เป็นการสร้างเสริมทักษะ การเคล่ือนไหวเบื้องต้น คือ
การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายเพ่ือให้เกิดทักษะ ความชานาญ และคล่องตัว ซ่ึงเกมประเภทน้ี ได้แก่ เกม
ประเภทสนกุ สนาน เกมมีจดุ หมาย เกมยา้ ความว่องไว และเกมฝกึ สมอง เปน็ ตน้

2) เกมเล่นเป็นนิยาย เป็นลักษณะของกิจกรรมการแสดงท่าทางต่าง ๆ รวมท้ัง
การเคล่ือนไหว แสดงออกในรูปของการเล่นหรือแสดงโดยการกาหนดบทบาทสมมติหรือการแสดงละครตามความ
เข้าใจของผเู้ ล่นแตล่ ะคน และดาเนนิ เร่ืองไปตามเนอ้ื หาหรอื เรื่องท่จี ะเลน่

3) เกมประเภทสร้างสรรค์ ลักษณะของกิจกรรมการเล่นท่ีส่งเสริมความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์
การแสดงออกซึ่งความสามารถในการเคล่ือนไหว ความสามารถในการใชภ้ าษา สมอง เพ่ือโต้ตอบหรือกิจกรรมการ
เลน่ อย่างสนุกสนาน เกมประเภทชงิ ท่ีหมายไล่จับ

3.1 เกมประเภทชิงทหี่ มาย เป็นเกมทตี่ ้องอาศัยความแข็งแรง รวดเร็ว ความคล่องตัว ไหวพริบ
การหลอกล่อ และกลวิธี เพ่ือจบั เป้าหมายหรอื ชงิ ท่ีได้เร็วทส่ี ดุ

3.2 เกมประเภทไล่จับ เป็นเกมท่ีต้องใช้ความคล่องตัวในการหลบ ไม่ให้ถูกจับต้องอาศัย
ความแข็งแรงของกล้ามเน้ือขา สมรรถภาพทางกาย ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้เล่น อีกทั้งยังเป็น
การออกกาลงั กายดว้ ย

9

4) เกมประเภทรายบุคคล เป็นเกมแข่งขันประเภทหนึ่งท่ีใช้ความสามารถและสมรรถภาพ
ทางกายของแต่ละบคุ คลเป็นหลักในการแขง่ ขนั ใครสามารถทาได้ดแี ละถูกต้องก็จะเปน็ ผชู้ นะ จัดเปน็ เกมประเภท
วัดความสามารถของผู้เรยี น ซ่ึงควรจะเปน็ ลกั ษณะเกมการตอ่ สู้หรือเลียนแบบกไ็ ด้

5) เกมแบบหมู่หรือผลัด เป็นเกมที่มีลักษณะในการแขง่ ขันระหว่างกลุ่ม โดยแต่ละหมู่หรอื กลุ่ม
จะไม่ยุ่งเก่ียวกับกลุ่มอื่น ทุก ๆ คนพยายามทาให้ดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของกลุ่ม โดยอาศัยทักษะความสามารถ
ของสมาชิกแต่ละคนมาเป็นผลรวมกลุ่ม เพื่อฝึกทักษะเบ้ืองต้นทางกีฬา ส่งเสริมสมรรถภาพทางกาย สนุกสนาน
รา่ เริงและความมีน้าใจเป็นนกั กฬี า เป็นต้น

6) เกมพื้นบ้าน เป็นเกมที่เด็ก ๆ เล่นกันในท้องถิ่นแต่ละบ้าน ซึ่งมีการถ่ายทอดมาจาก
บรรพบรุ ุษ เป็นเกมท่ีแสดงออกถึงความเปน็ เอกลักษณ์เฉพาะถิ่น แสดงถึงวัฒนธรรมประเพณีท่ีมมี าแต่โบราณ เช่น
เกมหมากเกบ็ เกมสะบ้า เกมจ้าจ้ี เปน็ ตน้

7) เกมนาไปสู่กีฬาใหญ่ เป็นเกมการเล่นท้ังประเภทชุดและบุคคลที่ใช้ทักษะสูงข้ึน เพ่ือเป็น
การนา ไปสู่การเล่นกีฬาใหญ่ โดยจะนาการเล่นกีฬาใหญ่มาดดั แปลงให้มีกติกาน้อยลง เล่นง่ายข้ึนและเหมาะสม
สาหรับวัยเด็ก แต่ยังอาศัยหลักและทักษะแบบเดียวกันกับที่กีฬาใหญ่ๆ ใช้อยู่ เช่น เกมนาฟุตบอล เกมนา
บาสเกตบอล เกมนาวอลเลย์บอล เปน็ ตน้

8) เกมสันทนาการ เป็นเกมการเล่นที่มีจุดหมาย เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน
ผอ่ นคลายความตงึ เครียด เล่นได้ทกุ เพศทุกวัย สว่ นใหญจ่ ะเปน็ กจิ กรรมที่จัดข้นึ ในการรวบรวมกลมุ่ พบปะสังสรรค์

9) เกมเพื่อประสบการณ์การเรยี นรู้ เปน็ เกมที่ใชป้ ระกอบการเรียนรู้ โดยกาหนดวัตถุประสงค์
และขน้ั ตอนการดาเนินการไว้ชดั เจน โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้ทากจิ กรรมที่จัดให้ ทุกคนช่วยกนั คดิ และเล่นเกม
หลังจากนั้นจะมีการนาเนื้อหาข้อมูลของเกม พฤติกรรมการเล่น วิธีการเล่น และผลการเล่นมาใช้ในการอภิปราย
เพ่ือสรุปใหแ้ นวคดิ เช่ือมโยงกับเนื้อหาวชิ าหรือบทเรยี น นาไปสูก่ ารเรยี นของผูเ้ รียน

สรุปได้ว่า ประเภทของเกมนั้นมีหลายประเภท โดยแบ่งตามประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเล่นเกม
ซึ่งในการวจิ ัยครั้งนี้ผู้วจิ ัยได้เลือกเกมเพ่ือสรา้ งประสบการณก์ ารเรยี นรู้ เป็นเกมที่ใช้ประกอบการเรียนรู้ เพ่ือนาไปสู่
การเรียนรูข้ องผูเ้ รียน โดยนาเกมท่ีมีผู้สร้างขึ้นแล้วมาปรับปรงุ ดัดแปลงให้เหมาะสมกับวัตถปุ ระสงค์ ซ่ึงจะช่วยให้
ผู้เรยี นไดฝ้ ึกฝนเรื่องที่เรยี นรู้ ผูเ้ รียนสามารถประเมนิ ผลตนเองได้

ประโยชน์ของกำรใชเ้ กมประกอบกำรสอน
อัจฉรา ชีวพนั ธ์ (2547 : 3–4 ) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการใชเ้ กมประกอบการสอน ดงั นี้
1) ช่วยให้เกดิ พัฒนาการด้านความคดิ
2) ชว่ ยให้เกิดการฝึกทกั ษะทางภาษาและทบทวนเนอื้ หาวชิ าต่าง ๆ
3) ชว่ ยให้เด็กแสดงความสามารถของแตล่ ะบุคคล
4) ชว่ ยประเมินผลการเรยี นการสอน

10

5) ช่วยให้เด็กเกดิ ความเพลดิ เพลินและผอ่ นคลายความตงึ เครียดในการเรียน
6) ชว่ ยจงู ใจและเร้าความสนใจของเดก็
7) ชว่ ยส่งเสรมิ ใหเ้ ดก็ มีความสามคั คี รู้จักเอ้อื เฟือ้ ชว่ ยเหลอื กัน
8) ช่วยฝกึ ความรับผดิ ชอบและฝึกให้เด็กปฏิบตั ติ ามระเบยี บกฎเกณฑ์
9) ชว่ ยให้ครไู ด้เห็นพฤติกรรมของเด็กชดั เจนขน้ึ
10) ใหเ้ ปน็ กจิ กรรมขนั้ นาเขา้ สู่บทเรยี น เสริมบทเรยี น และสรุปบทเรยี น
อุษา กลแกม (2533 : 17) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของเกมว่า เป็นวิธีการหนึ่งที่จะส่งเสริมให้เด็ก
เกิดการเรยี นรู้ ช่วยพฒั นาทักษะรวมทั้งสง่ เสริมกระบวนการทางาน การอยรู่ ว่ มกับเพอ่ื น ในสงั คมไดเ้ ป็นอยา่ งดี
ราตรี เพรียวพานิช (2547 : 52) ไดก้ ล่าวถึงประโยชน์ของเกม ดังน้ี
1) เกมช่วยให้นักเรียนได้ลงมือทากิจกรรมต่าง ๆ ทาให้นักเรียนเกิดความสนุกสนาน
เพลิดเพลิน ในขณะเดยี วกันก็เกดิ ความรูด้ ้วย
2) เกมช่วยให้บทเรียนน่าสนใจ ช่วยให้บรรยากาศในการเรียนการสอนดีข้ึนกว่าเดิม นักเรียน
ไดผ้ อ่ นคลายความตึงเครยี ด มคี วามสนุกสนานและได้มีส่วนรว่ มในกระบวนการเรียนรมู้ ากขึน้
3) เกมช่วยพัฒนาลักษณะนิสัยท่ีพึงปรารถนาให้กับเด็ก เด็กจะได้รู้จักความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ช่วยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั เปน็ ผู้นาผู้ตามทด่ี ี และรจู้ กั รบั ผดิ ชอบในงานร่วมกนั
4) เกมช่วยให้เด็กได้มีโอกาสแสดงออกอย่างเต็มความสามารถเป็นการสนองธรรมชาติ
ของเด็กซงึ่ ชอบเล่นและแข่งขันกันเพื่อความสนกุ สนาน
5) เกมช่วยฝกึ ใหน้ ักเรยี นรูจ้ กั ปฏบิ ตั ติ ามระเบยี บและกฎเกณฑต์ ่าง ๆ
6) เกมใช้เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนได้หลายข้ันตอน เช่น ข้ันนาเข้าสู่บทเรียน
ขัน้ สอน ขั้นการจดั กจิ กรรมประกอบและกจิ กรรมการวดั ผล
7) การใช้เกมประกอบการสอนช่วยให้ครูได้มีโอกาสสังเกตพฤติกรรม ลักษณะนิสัยส่วนตัว
ของแตล่ ะคน ทาให้สง่ เสรมิ ไปได้ถกู ทางมากขึน้
สรุปได้ว่า ประโยชน์ของเกม คือ ช่วยให้บรรยากาศในการเรียนสนุกสนาน บทเรียนน่าสนใจ
ผู้เรียนได้ผ่อนคลายความตึงเครียด กระตุ้นให้ผู้เรียนได้สนใจเรียน ผู้เรียนไม่เบ่ือหน่ายต่อการเรียน ผู้เรียนกล้า
แสดงออก มคี วามเปน็ ผู้นา และผู้ตามทดี่ ี มีระเบยี บวนิ ัย มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้มากข้ึน

11

2. ระดับผลกำรเรยี น

ควำมหมำยของระดบั ผลกำรเรยี น
นักการศกึ ษาหลายท่านได้ใหค้ วามหมายของระดับผลการเรยี นไว้ ดังนี้
ธญั วรรณ ทมุ่ แก้ว (2550 : 54) ได้สรปุ ความหมายของระดบั ผลการเรียนวิทยาศาสตร์ ว่า เปน็ ผล

ของความรู้ความสามารถของผู้เรียน ในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ทั้งในด้านของเนื้อหา และกระบวนการแสวงหา
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงออกในรูปของความสาเร็จ ซึ่งสามารถวัดได้จากคะแนนหรือผลการเรียนรู้ของ
ผู้เรยี นด้วยเคร่ืองมอื วดั ระดับผลการเรียนวทิ ยาศาสตร์

ไพรัช ศีลาเจริญ (2550 : 33) กล่าวว่า ระดับผลการเรียน หมายถึง ความสามารถของนักเรยี นท่ี
จะพยายามเข้าถึงความรู้ต่าง ๆ ท่ีเกิดจากการกระทา ต้องอาศัยองค์ประกอบท่ีเกี่ยวข้องกับสติปัญญาและ
องค์ประกอบทไ่ี ม่ใชส่ ตปิ ญั ญา แสดงออกมาในรูปของความสาเรจ็ ซึ่งสามารถสงั เกตและวัดได้ และองค์ประกอบที่
ทาให้เกิดผลกระทบต่อระดบั ผลการเรียนของนกั เรียน ก็คอื วธิ ีสอนของครูน่ันเอง ดงั น้ัน ครูควรปรับปรงุ การเรียน
การสอนเพ่ือให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และสนใจ ที่จะศึกษาเล่าเรียน เพ่ือให้ระดับผลการเรียนเป็นไปตาม
วตั ถุประสงค์ของการจัดการเรยี นการสอนใหม้ ากทส่ี ดุ

สานักวิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา (2551 : 92) กล่าวไวว้ ่า สิ่งที่ผสู้ อนต้องวัดและประเมินผล
การเรียนรตู้ ามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พ.ศ. 2551 คือ (1) ผลการเรียนรู้ใน 8 กลุ่มสาระ (2) ผล
การเรียนรดู้ า้ นการอ่านคิดวเิ คราะห์และเขยี น (3) ผลการเรียนรู้ดา้ นคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ทกี่ าหนดไว้ ใน
หลักสูตรอย่างน้อย 8 ประการ และ (4) ผลการเรียนรู้ท่ีเกิดจากกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และผลการเรียนรู้ตาม
หลักสูตร 4 ประการดังกล่าวข้างต้นมีที่มาจากองค์ประกอบ 3 ดา้ น คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพสิ ัย และด้านทักษะ
พิสัย โดยท้งั 3 ดา้ นมีลกั ษณะทสี่ าคญั สามารถนามาอธบิ ายสามารถนามาอธบิ ายโดยสงั เขป ดังน้ี

1. ผลการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย หมายถึง ข้อมูลสารสนเทศหลักฐานต่าง ๆ ท่ีแสดงถึง
ความสามารถด้านสติปญั ญา 6 ด้าน คอื ความจา ความเข้าใจ การประยุกต์ใช้ การวิเคราะห์ การประเมินค่า และ
การคิดสร้างสรรค์ โดยพฤตกิ รรมที่สะท้อนว่าผู้เรียนเกดิ การเรียนร้ดู ้านพุทธิพิสัย ไดแ้ ก่ การบอกเล่า อธิบาย หรือ
เขียนแสดงความคิดรวบยอดโดยการตอบคาถามเขียนแผนภูมิแผนภาพ นาเสนอแนวคิดข้ันตอนในการแก้ปัญหา
การจดั การ การออกแบบประดิษฐห์ รอื สร้างสรรค์ชนิ้ งาน เป็นต้น

2. ผลการเรียนดูด้านจิตพิสัย หมายถึง ข้อมูล สารสนเทศ ที่สะท้อนความสามารถด้าน
การเรียนรู้ในการจัดการอารมณ์ ความรู้สึก ค่านิยม คุณธรรมจริยธรรม และเจตคติ โดยพฤติกรรมที่สะท้อนว่า
ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ด้านจิตวิสัย คือ ผู้เรียนมีการแสดงอารมณ์ความรู้สึกในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่าง
เหมาะสมตามบรรทัดฐานของสังคม มีความสามารถในการตัดสินใจเชงิ จรยิ ธรรมและมคี ่านิยมพื้นฐานที่ได้รับการ
ปลูกฝัง โดยแสดงพฤติกรรมท่ีสะท้อนให้เห็นคุณค่าลักษณะอันพึงประสงค์อย่างน้อย 8 ประการตามท่ีหลักสูตร
กาหนด

12

3. ผลการเรียนดูด้านทักษะพิสัย หมายถึง ข้อมลู สารสนเทศ ที่แสดงถึงทักษะการปฏิบัติงาน
เก่ียวกับการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายซึ่งเกิดจากการประสานงานของสมองและกล้ามเนื้อที่ใช้
งานอย่างคล่องแคล่วประสานสัมพันธก์ ัน

สรุปได้ว่า ระดับผลการเรียน หมายถึง ความรู้ความเข้าใจ ความสามารถและทักษะทางด้าน
วิชาการของบุคคลที่ได้เรียนรู้จากสถานศึกษา สาหรับเคร่ืองมือที่สามารถใช้ได้ง่ายและสะดวกมากท่ีสุดได้แก่
การทดสอบโดยการใชแ้ บบทดสอบหรือทดสอบทางด้านการปฏบิ ัติ

ควำมหมำยของระดบั ผลกำรเรยี นคณติ ศำสตร์
ไกรฤกษ์ พลพา (2551 : 59) ให้ความหมายของระดับผลการเรียนคณิตศาสตร์ว่า หมายถึงผลการ

เรียนที่แสดงถึงความสามารถหรือความสาเร็จรวมถึงประสิทธิภาพท่ีได้จากการเรียนรู้ซึ่งได้รับจากการสอน การ
ฝึกฝนหรือประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ เช่น ความรู้ ทักษะในการแก้ปัญหา ความสามารถในการนาไปใช้ และการ
วิเคราะห์ เป็นต้น ในการเรียนรวู้ ชิ าคณิตศาสตรข์ องนักเรียน ซ่ึงประเมนิ ได้จากการทาแบบทดสอบวัดระดบั ผลการ
เรยี นวชิ าคณติ ศาสตรท์ ีส่ รา้ งข้นึ

จันทมิ า สานักโนน (2551 : 38) กลา่ วไว้ว่า ระดับผลการเรียนคณิตศาสตร์ หมายถึง การวดั ความรู้
ความสามารถของนักเรียนที่ได้จากการเรียนรู้อันเปน็ ผลมาจากการเรียนการสอนการฝึกฝนหรอื ประสบการณข์ อง
นกั เรียนแตล่ ะคนในกลมุ่ สาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์ ซึง่ ประเมินได้จากการทาแบบทดสอบวดั ระดับผลการเรียน
คณิตศาสตร์

ทองกร ศรีบุญเรือง (2552 : 49) กล่าวไว้วา่ ระดับผลการเรียนคณิตศาสตร์ หมายถึง ความสามารถ
ในการเรียนรจู้ ากการเรยี นคณติ ศาสตร์ ซึ่งวดั จากแบบทดสอบวัดระดบั ผลการเรียน โดยแบบทดสอบนัน้ สอดคลอ้ ง
กับพฤตกิ รรม ดา้ นความรู้ และความคดิ

ณ ชนก มณเฑียร (2553 : 66) กล่าวไว้ว่า ระดับผลการเรียนคณิตศาสตร์ หมายถึง ผลที่แสดงถึง
ความสามารถในการเรยี นรขู้ องนกั เรียน จากการเรยี นการสอน การฝกึ ทกั ษะ หรือประสบการณ์ตา่ ง ๆ ในด้านต่าง
ๆ ของนกั เรียน เช่น ความรู้/ความจา ความเข้าใจ การนาไปใช้ และการวิเคราะห์ ซึ่งวัดไดจ้ ากแบบทดสอบ วัด
ระดบั ผลการเรยี นคณติ ศาสตร์

สรุปได้ว่า ระดับผลการเรียนคณิตศาสตร์ หมายถึง ความรู้และทักษะของนักเรียนท่ีเกิดจาก
ความสามารถในการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์ ซึ่งวัดได้จากแบบทดสอบระดับผลการเรียนคณิตศาสตรท์ ผ่ี ้วู ิจัยสรา้ งขน้ึ ได้
ว่าจากพฤติกรรมด้านความรู้ความจา ด้านความเข้าใจ ด้านการนาไปใช้ และด้านทักษะกระบวนการทาง
คณติ ศาสตร์

13

กำรวดั ระดบั ผลกำรเรียนคณิตศำสตร์
ในการกาหนดวตั ถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรมที่พงึ ประสงคท์ ่ีต้องการใหเ้ กิดกับผเู้ รียน ในการวัดระดับผล

การเรียนคณิตศาสตร์ไดม้ ีนกั วชิ าการกล่าวไว้ ดงั นี้
วลิ สัน (Wilson) (ธรรมรัฐ รูปคม. 2555 : 43–46 ; อ้างอิงจาก Wilson. 1971 : 643–696) กลา่ วว่า

ในการเรียนวิชาคณติ ศาสตร์ จาแนกพฤตกิ รรมที่พึงประสงค์ทางดา้ นพุทธพิ ิสยั ตามกรอบแนวคิดของ บรมู และคณะ
(Bloom and Others) ไว้ 4 ระดบั ดงั นี้

1. การคิดคานวณด้านความรู้ความจา (Computation) ความพฤติกรรมในระดับน้ีถือว่าเป็น
พฤติกรรมที่อยูใ่ นระดบั ตา่ สุดแบ่งออกเปน็ 3 ขน้ั ดงั น้ี

1.1 ความรู้ความจาเก่ียวกับข้อเท็จจริง (Knowledge of Specific Facts) เป็นความสามารถ
ที่ระลึกถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่นักเรียนเคยได้รบั จากการเรียนการสอนมาแล้ว คาถามทีว่ ัดความสามารถในระดับน้ี
จะเกยี่ วกับข้อเท็จจรงิ ตลอดจนถึงความรู้พื้นฐาน ซ่งึ นกั เรยี นไดส้ งั่ สมมาเปน็ ระยะเวลานาน

1.2 ความรู้ความจาเก่ียวกับศัพท์และนิยาม (Konwledge of Terminology) เป็นความสามารถ
ในการระลึกหรอื จาศัพท์และนิยามต่างๆ ได้ ซง่ึ คาถามที่วัดความสามารถในดา้ นน้ีจะถามโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ได้
แตไ่ ม่ตอ้ งอาศัยการคดิ คานวณ

1.3 ความสามารถในการใช้กระบวนการคานวณ (Ability to Carry Out Algorithm) เป็น
ความสามารถในการใช้ข้อเท็จจริงหรอื นิยาม และกระบวนการที่ได้เรียนมาแลว้ มาคิดคานวณตามลาดับข้ันตอนที่
เคยเรียนรู้มา ซ่งึ คาถามที่วดั ความสามารถในดา้ นนจี้ ะต้องเป็นโจทย์ง่ายๆ คลา้ ยคลึงกบั ตัวอย่างนกั เรยี นไมต่ ้องพบ
ความยุ่งยากในการตดั สนิ ใจเลอื กใช้กระบวนการ

2. ความเข้าใจ (Comprehension) เป็นพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับพฤติกรรมระดับความรู้ความจา
เกีย่ วกับความคดิ คานวณแต่ซบั ซ้อนกว่า แบง่ ออกเปน็ 6 ข้นั ดังน้ี

2.1 ความเข้าใจเก่ียวกับมโนมติ (Knowledge of Concepts) เป็นความสามารถที่ซับซ้อนกว่า
ความรคู้ วามจาเกยี่ วกบั ข้อเทจ็ จรงิ เพราะมโนมตเิ ปน็ นามธรรมทีป่ ระมวลจากขอ้ เทจ็ จรงิ ตา่ ง ๆ ตอ้ งอาศยั การ
ตัดสินใจในการตีความหรือยกตัวอย่างของมโนมตินั้น โดยใช้คาพูดของตนหรือเลือกความหมายที่กาหนดให้ ซ่ึง
เขียนในรูปใหมห่ รือยกตวั อย่างใหมท่ แี่ ตกต่างไปจากทเี่ คยเรยี น

2.2 ความเข้าใจเก่ียวกับหลักการ กฎทางคณิตศาสตร์ และการสรุปอ้างอิงเป็นกรณีทั่วไป
(Knowledge of Principle, Rules and Generalization) เป็นความสามารถในการนาเอาหลักการ กฎ และ
ความเข้าใจเกี่ยวกับมโนมติไปสัมพันธ์กับโจทย์ปัญหาจนได้แนวทางในการแก้ปัญหา ถ้าคาถามนั้นเป็นคาถาม
เกย่ี วกบั หลักการและกฎทน่ี ักเรียนเพิ่งเคยพบเป็นครั้งแรกอาจจัดเปน็ พฤตกิ รรมในระดับการวเิ คราะหก์ ็ได้

2.3 ความเข้าใจในโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ (Knowledge of Mathematical Structure)
เป็นคาถามที่วดั เก่ยี วกับสมบตั ขิ องระบบจานวนและโครงสรา้ งทางพชี คณติ

14

2.4 ความสามารถในการเปล่ียนแปลงรูปแบบปัญหาจากแบบหนึ่งไปเป็นอีกแบบหนึ่ง (Ability to
Transform Problem Elemants from one Mode to Another) เป็นความสามารถในการแปลข้อความท่ี
กาหนดให้เป็นข้อความใหม่หรือภาษาใหมโ่ ดยไม่คานงึ ถงึ กระบวนการแกป้ ญั หา (Algorithms)

2.5 ความสามารถในการคิดตามแนวของเหตุผล (Ability to Follow a Line of Reasoning)
เป็นความสามารถในการอา่ นและเขา้ ใจขอ้ ความทางคณิตศาสตร์ ซึง่ แตกตา่ งจากความสามารถในการอา่ นท่วั ๆ ไป

2.6 ความสามารถในการอา่ นและตีความโจทย์ปัญหาทางคณติ ศาสตร์ (Ability to Read and
Inthepret a Problem) ข้อสอบที่วัดความสามารถในข้ันนี้ ซ่ึงอาจดัดแปลงมาจากข้อสอบท่ีวัดความสามารถใน
ข้นั อ่ืนๆ โดยให้นักเรยี นอ่านและตคี วามโจทยป์ ัญหาซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของข้อความตัวเลขขอ้ มูลทางสถติ หิ รอื กราฟ

3. การนาไปใช้ (Application) เป็นความสามารถในการตัดสินใจแก้ปัญหาท่ีนักเรียนคุ้นเคย
เพราะคล้ายกับปัญหาท่ีนักเรียนประสบอยู่ในระหว่างเรียน หรือแบบฝึกหัดที่นักเรียนต้องเลือกกระบวนการ
แก้ปญั หา และดาเนินการแก้ปญั หาไดโ้ ดยไม่ยาก พฤติกรรมในระดับนี้ แบ่งออกเปน็ 4 ขั้น คือ

3.1 ความสามารถในการแก้ปัญหาท่ีคล้ายกับปัญหาท่ีประสบอยู่ระหว่างเรียน (Ability to
Solve Routine Problem) นักเรียนต้องอาศยั ความสามารถในระดบั ความเข้าใจ และเลือกกระบวนการแกป้ ญั หา
จนไดค้ าตอบออกมา

3.2 ความสามารถในการเปรียบเทียบ (Ability to Make Comparisons) เป็นความสามารถ
ในการคน้ หาความสัมพันธร์ ะหวา่ งข้อมลู 2 ชุด เพ่ือสรุปการตดั สนิ ใจ ซงึ่ ในการแกป้ ัญหา ขั้นน้อี าจใชว้ ิธีการคานวณ
และจาเปน็ ต้องอาศัยความรู้ท่เี ก่ียวขอ้ งรวมทั้งความสามารถในการคดิ อย่างมีเหตผุ ล

3.3 ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล (Ability to Analyze Data) เป็นความสามารถใน
การตัดสินใจอย่างต่อเนื่องในการหาคาตอบจากข้อมูลที่กาหนดให้ ซ่ึงอาจต้องอาศัยการแยกข้อมูลท่ีเกี่ยวข้อง
ออกจากข้อมูลทไ่ี ม่เกี่ยวข้อง พจิ ารณาว่าอะไรคือข้อมูลที่ต้องการเพิ่มเตมิ มีปัญหาอ่ืนใดบ้างทอ่ี าจเป็นตัวอย่างใน
การหาคาตอบของปัญหาทก่ี าลงั ประสบอยูห่ รือต้องแยกโจทย์ปญั หาออกพิจารณาเป็นส่วนๆ มกี ารตัดสนิ ใจหลายๆ
ครั้งอยา่ งตอ่ เนื่องตง้ั แต่ตน้ จนได้คาตอบหรอื ผลลัพธ์ทีต่ อ้ งการ

3.4 ความสามารถในการมองเห็นลักษณะโครงสร้างที่เหมือนกันและสมมาตร (Ability to
Recognize Patterns Isomorphism's and Symmetries) เปน็ ความสามารถทีต่ ้องอาศยั พฤตกิ รรมอยา่ งตอ่ เน่อื ง
ต้ังแต่การระลึกถึงข้อมูลที่กาหนดให้ การเปลี่ยนรปู ปัญหา การจดั กระทากับขอ้ มลู และการระลึกถึงความสัมพันธ์
นกั เรียนตอ้ งสารวจหาส่งิ ทค่ี นุ้ เคยกันจากข้อมูลหรือสิ่งท่กี าหนดจากโจทย์ปญั หาให้พบ

4. การวเิ คราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถในการแกป้ ัญหาท่นี ักเรยี นไมเ่ คยเห็นหรือไม่เคยทา
แบบฝกึ หดั มาก่อน ซ่ึงสว่ นใหญจ่ ะเปน็ โจทย์พลกิ แพลงแต่ก็อย่ใู นขอบเขตเน้ือหาทเี่ รยี นการแก้โจทยป์ ัญหาดังกล่าว
ต้องอาศัยความรู้ที่ได้เรียนมาร่วมกับความคิดสร้างสรรค์ผสมผสานกัน เพื่อแก้ปัญหาพฤติกรรมในระดับนี้ถือว่า

15

เป็นพฤติกรรมข้ันสูงสุดของการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ซ่ึงต้องใช้สมรรถภาพสมองระดับสูงแบ่งออกเป็น
5 ขัน้ ตอน ดงั น้ี

4.1 ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาที่ไม่เคยประสบมาก่อน (Ability to Solve Non-
Routine Problems) คาถามในขั้นน้ีเป็นคาถามที่ซับซ้อนไม่มีในแบบฝึกหัดหรือตัวอย่างนักเรียนต้องอาศัย
ความคิดสรา้ งสรรค์ผสมผสานกับความเขา้ ใจมโนมติ นิยาม ตลอดจนทฤษฎตี ่าง ๆ ท่ีเรยี นมาเปน็ อยา่ งดี

4.2 ความสามารถในการค้นหาความสัมพันธ์ (Ability to Discover Relationsships) เป็น
ความสามารถในการจัดส่วนตา่ ง ๆ ทีโ่ จทยก์ าหนดให้ใหม่สรา้ งความสัมพันธ์ข้นึ มาใหม่เพือ่ ใช้ในการแกป้ ัญหาแทน
จากความสมั พนั ธเ์ ดมิ ทเ่ี คยพบมาแลว้ มาใช้กับข้อมูลใหม่เท่าน้นั

4.3 ความสามารถในการสร้างข้อพิสูจน์ (Ability to Construct Proofs) เป็นความสามารถ
ในการสร้างภาษาเพ่ือยืนยันข้อความทางคณิตศาสตร์อยา่ งสมเหตุสมผลโดยอาศัยนยิ ามสัจพจน์และทฤษฎีต่าง ๆ
ท่ีเรยี นมาพิสูจน์โจทย์ปัญหาท่ไี มเ่ คยพบมากอ่ น

4.4 ความสามารถในการวิพากษ์วิจารณ์ข้อพิสูจน์ (Ability to Criticize Proofs) เป็น
ความสามารถที่ควบคู่กับความสามารถในการสร้างข้อพิสูจน์ อาจเป็นพฤติกรรมที่มีความซับซ้อนน้อยกว่า
พฤติกรรมในการสร้างข้อพิสูจน์ พฤติกรรมในขณะน้ีต้องการให้นักเรียนสามารถตรวจสอบ ข้อพิสูจน์ว่าถูกต้อง
หรอื ไม่

4.5 ความสามารถในการสร้างสูตรและทดสอบความถูกต้องให้มีผลใช้ได้ เป็นกรณีท่ัวไป
(Ability to Formulate and Validate Genrations) เป็นความสามารถในการค้นพบสูตรหรือกระบวนการ
แกป้ ัญหา และพิสูจนว์ า่ ใช้เป็นกรณที ่วั ไปได้

สรปุ ไดว้ ่า การวดั ระดับผลการเรียนคณิตศาสตรใ์ นการวจิ ัยน้ี วดั ตามความสามารถของผู้เรยี นในดา้ น
ความรคู้ วามจา ความเข้าใจ การนาไปใช้ รวมไปถงึ ทกั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตรท์ ่วี ัดไดจ้ ากคะแนนในการทา
แบบทดสอบวัดระดบั ผลการเรยี นคณติ ศาสตร์ ที่ผูว้ ิจยั ไดส้ ร้างโดยวดั ความสามารถ 4 ด้าน ดงั น้ี

1. ความรู้ความจา หมายถึง ความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้เก่ียวกับข้อเท็จจริง
ข้อตกลงมโนมตศิ ัพท์ทางวทิ ยาศาสตร์ตามลาดบั ขั้นการจัดจาพวกเกณฑท์ ฤษฎีต่าง ๆ และเทคนคิ และกรรมวธิ ีทาง
คณติ ศาสตร์

2. ความเขา้ ใจ หมายถึง ความสามารถในการอธิบายความร้หู รอื จับใจความสาคญั ของเนื้อหาท่ไี ด้
เรียนมา หรือคานวณหาคาตอบ หรือแปลความหมายของความรู้ ในรูปของสัญลักษณ์หนึ่ง ไปสู่รูปของอีก
สญั ลกั ษณห์ นง่ึ ได้

3. การนาไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนาเอาความรู้วิธีการทางคณิตศาสตร์ไปใช้ใน
สถานการณใ์ หมน่ าไปใชใ้ นการแกป้ ญั หาต่าง ๆ โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงในส่วนท่ีเกยี่ วขอ้ งกับชีวติ ประจาวนั

16

4. ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการแกป้ ัญหาการใช้เหตุผลการ
สื่อสารการส่ือความหมายทางคณิตศาสตร์ การนาเสนอการเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ ทางคณิตศาสตร์และการ
เช่ือมโยงคณติ ศาสตร์กับศาสตร์อน่ื ๆ และมคี วามคิดริเรม่ิ สร้างสรรค์

3. ควำมพงึ พอใจ

ควำมหมำยของควำมพงึ พอใจ
ความพึงพอใจเป็นปัจจัยที่สาคัญประการหน่ึงที่มีต่อความสาเร็จของงานให้ตรงตามเป้าหมาย ที่

วางไวอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ซ่งึ มีผู้ให้ความหมายไว้ ดังน้ี
ราชบณั ฑิตยสถาน (2546 : 739) ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า พงึ พอใจ หมายความว่า รัก

ชอบใจ
ศุภสริ ิ โสมาเกตุ (2544 : 49) ไดก้ ล่าวถึง ความพึงพอใจ เป็นความรู้สึกนึกคดิ หรอื เจตคตขิ องบุคคล

ท่ีมีต่อการทางาน หรือการปฏิบัติกิจกรรมในเชิงบวก ดังนั้น ความพึงพอใจ ในการเรียน จึงหมายถึง ความรู้สึก
พอใจ ชอบใจในการปฏิบัตกิ ิจกรรมการเรียนการสอน และการดาเนินการน้ันๆ จนบรรลุ โดยท่ีมคี วามพงึ พอใจใน
การเรยี นและประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบสด่ี า้ น คือด้านเนอื้ หาดา้ นสอื่ การเรียนรู้ และดา้ นการวัดและประเมนิ ผล

อรทัย บุญช่วย (2544 : 9) ได้กล่าวถึง ความพึงพอใจว่า เป็นเร่ืองเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความรู้สึก
และทัศนคติบุคคลอันเนื่องมาจากสิ่งเร้าและแรงจูงใจ ซึ่งจะปรากฏออกมาทางพฤติกรรมโดยแสดงออกมาใน
ลกั ษณะของความชอบ ความพึงพอใจทีจ่ ะเลอื กสิง่ ใดสง่ิ หน่ึง

สมรภูมิ ขวัญคุ้ม (2546 : 9) ได้กล่าวถึงความพงึ พอใจว่า เป็นผลรวมของความรู้สึกชอบของบุคคล
อันเกิดจากทัศนคติท่ีมีต่อคุณภาพ สภาพของหน่วยงาน อันได้แก่ การจัดองค์กรการจัดระบบงานการดาเนินงาน
สภาพแวดล้อมของการทางานประสิทธิภาพของหน่วยงาน ตลอดจนการบริหารงานบุคคล ซ่ึงสภาพและคุณภาพ
ของหนว่ ยงานดังกล่าวมีผลกระทบตอ่ ความตอ้ งการของบุคคลและผลกระทบต่อความพึงพอใจของบคุ คลน้นั

สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของบุคคล รวมทั้งอารมณ์ และ
ทัศนะอันเกิดมาจากส่ิงเร้าและแรงจูงใจซ่ึงจะปรากฏออกมาทางพฤติกรรมโดยแสดงออกมา ในลักษณะของ
ความชอบความพอใจท่ีจะเลอื กส่งิ ใดสิ่งหนึ่ง

แนวคิดทฤษฎที ่ีเก่ยี วขอ้ งกบั ควำมพึงพอใจ
ความพึงพอใจ เป็นส่วนหน่ึงของพฤติกรรมมนุษย์และพฤติกรรมมนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงออก

ความพึงพอใจพฤติกรรมท่ีแสดงออกมาของมนษุ ย์ทาใหท้ ราบว่ามนษุ ย์มคี วามรู้สกึ หรอื มีความคิดเห็นหรอื มคี วาม
พงึ พอใจต่อสิ่งใดส่ิงหนึ่งอย่างไร มีนักการศึกษาหลายทา่ นได้ทาการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแนวคิดทฤษฎีความพึง
พอใจไว้ ดังนี้

17

สมยศ นาวีการ (2525 : 155) ได้ให้แนวคิดว่า ในการดาเนินกิจกรรมการเรียนการสอนนั้น
ความพึงพอใจเปน็ สิ่งสาคญั ทีจ่ ะกระตุ้นให้ผ้เู รยี นทางานที่ได้รบั มอบหมาย หรือต้องการปฏบิ ัติกิจกรรมให้บรรลุตาม
วตั ถุประสงค์ครผู ้สู อน ซงึ่ ในสภาพปัจจุบนั เป็นเพียงผอู้ านวยความสะดวกหรอื ใหค้ าปรกึ ษา จึงต้องคานึงถึงความพึง
พอใจในการเรียนการทาใหผ้ ู้เรียนเกดิ ความพึงพอใจในการปฏิบตั งิ าน มแี นวคิดพืน้ ฐานทีต่ า่ งกนั 2 ลักษณะดงั น้ี

1. ความพงึ พอใจนาไปส่กู ารปฏบิ ัติงาน
การตอบสนองความต้องการของผู้ปฏิบัติงานจนเกิดความพึงพอใจ จะทาให้เกิดแรงจูงใจใน

การเพิ่มประสทิ ธิภาพการทางานทสี่ ูงกวา่ ผทู้ ไี่ ม่ได้รับการตอบสนอง
2. ผลของการปฏิบตั ิงานนาไปสู่ความพึงพอใจ
ความสัมพันธ์ระหว่างความพงึ พอใจและผลการปฏิบัติงานจะถกู เช่ือมโยง ด้วยปัจจยั อน่ื ๆ ผล

การปฏิบัติงานท่ีดีจะนาไปสู่ผลตอบแทนท่ีเหมาะสม ซึ่งในที่สุดจะนาไปสู่ การตอบสนองความพึงพอใจ ผลการ
ปฏิบัติย่อมได้รับการตอบสนองในรูปของรางวัลหรือผลตอบแทน ซึ่งแบ่งออกเป็นผลตอบแทนภายในและ
ผลตอบแทนภายนอก โดยผ่านการรับร้เู กี่ยวกับความยุตธิ รรมผลตอบแทนซ่งึ เปน็ ตัวบ่งชี้ปริมาณของผลตอบแทนที่
ผูป้ ฏิบตั ิงานไดร้ ับน้ัน คือความพงึ พอใจในงานของผ้ปู ฏิบตั ิงานจะถูกกาหนดโดยความแตกตา่ งระหวา่ งผลตอบแทน
ที่เกิดขึ้นจริง และการรับรู้ เรื่องเกี่ยวกับความยุติธรรมของผลตอบแทนท่ีรับรู้แล้ว ความพึงพอใจย่อมเกิดข้ึน
แนวคิดนี้นามาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยคานึงถึงผลตอบแทนหรือรางวัลภายในซึ่งเป็นผลด้าน
ความรู้สึกของผู้เรียนท่ีเกิดข้ึน เช่น ความรู้สึกต่อความสาเร็จเกิดความภาคภูมิใจได้รับการยกย่องส่งผลตอบแทน
ภายนอกเป็นรางวัลท่ีได้จากผู้อ่ืน เช่น ได้รับคายกย่องชมเชยจากพ่อแม่ผู้ปกครองหรือแม้กระทั่ง การให้คะแนน
ระดบั ผลการเรียนในระดับท่ีน่าพอใจ

จากแนวคิดทฤษฎีดังกล่าวสรุปได้ว่า มนุษย์ทุกคนมีความต้องการไม่มีท่ีสิ้นสุด เม่ือความต้องการนั้น
ได้รับการตอบสนองจะทาให้เกิดความพึงพอใจ เพราะฉะน้ันในการจัดการเรียนการสอนผู้สอนจะต้องจัดกิจกรรม
การเรยี นการสอนให้ผู้เรียนมีความพึงพอใจ จงึ จะทาให้ระดับผลการเรียนดขี ึ้น

กำรวดั ควำมพึงพอใจ
การวดั ความพึงพอใจวัดได้ยากเพราะสงั เกตไม่ได้โดยตรง แตส่ ามารถพยากรณ์จากการแสดงออกโดย

การพูด หรือพฤติกรรมที่แสดงออกมาได้ มนี กั ศกึ ษาหลายท่านท่ไี ดเ้ สนอแนวทางการวัดความพงึ พอใจไว้ ดงั น้ี
บงั อร ผงผา่ น (2538 : 27) กลา่ วถงึ การวดั ระดับความพงึ พอใจอยา่ งกว้างขวาง ดังต่อไปน้ี
1. การวัดความพึงพอใจด้านความรู้สึก เป็นลักษณะทางความรู้สึกหรืออารมณ์ของบุคคล

องค์ประกอบทางความรู้สึก แบ่งออก 2 ลักษณะ คือ ความรู้สึกทางบวก ได้แก่ ชอบพอใจ และความรู้สึกทางลบ
ไดแ้ ก่ ไมช่ อบ ไม่พอใจ กลัว รงั เกยี จ

2. การวัดความพึงพอใจด้านความคิด เป็นการทส่ี มองของบุคคลรับร้แู ละวินจิ ฉยั ข้อมูลต่าง ๆ ท่ี
ได้รับ เกิดเปน็ ความรู้ความคดิ เกย่ี วขอ้ งกบั การพจิ ารณาท่ีมาของทศั นคตอิ อกมาวา่ ถูกหรอื ผดิ ดีหรอื ไมด่ ี

18

3. การวัดพึงพอใจในด้านพฤติกรรม เป็นการวัดความพรอ้ มทีจ่ ะกระทาหรอื พร้อมที่จะตอบสนอง
ทีม่ าของทัศนคติ

สาโรจน์ ไสยสมบัติ (2534 : 39) ได้กล่าวถึง วธิ ีการวดั ความพงึ พอใจในการเรียนรู้ ไว้ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. การใชแ้ บบสอบถาม ซงึ่ เปน็ วิธีท่ีนิยมใชม้ ากอย่างแพร่หลายวิธีหนง่ึ
2. การสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นวิธีที่ต้องอาศัยเทคนิคและความชานาญพิเศษของผู้สัมภาษณ์ที่จะ

จูงใจให้ผู้ตอบคาถามตามข้อเท็จจรงิ
3. การสงั เกต เป็นการสังเกตพฤติกรรมท้งั ก่อนการปฏิบัติกิจกรรมขณะปฏิบัติกิจกรรมและหลัง

การปฏิบตั กิ จิ กรรม
วภิ า เกียรตธิ นะบารงุ (2538 : 42) ได้เสนอวิธกี ารวัดความพึงพอใจ ไว้ดังนี้
1. โดยการสอบถามโดยตรง เปน็ วิธีงา่ ยและตรงไปตรงมาที่สุด คอื เมื่อต้องการทราบความพึงพอใจ

ตอ่ วัตถุ บคุ คล หรอื เหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึง่ กใ็ ช้วธิ ถี ามความคิดเหน็ หรือความรูส้ กึ ตอ่ ส่ิงน้ันนน้ั ได้
วิธีนี้มขี อ้ เสียทวี่ ่าผู้ทถ่ี ามอาจจะไมไ่ ด้รับคาตอบทแี่ ทจ้ ริงจากผู้ตอบเพราะผู้ตอบเกรงใจ หรือเกรงกลัวต่อการแสดง
ความคดิ เหน็ วิธแี ก้ไขคอื ตอ้ งสร้างบรรยากาศใหผ้ ตู้ อบร้สู ึกอสิ ระต่อคาตอบ

2. โดยการสังเกตพฤตกิ รรม เมอื่ ต้องการทราบว่าใครมคี วามรูส้ ึกหรือคดิ เหน็ อยา่ งไรอาจทาไดโ้ ดย
วธิ ีการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลน้ัน วิธีนี้มีการโต้แย้งมาก เนื่องจากบุคคลกระทาสิ่งใดออกมาจาไม่ได้หมายถึง
การอยากทาสงิ่ นน้ั กไ็ ด้

3. การใช้แบบวดั ความพึงพอใจ เปน็ การสร้างข้อความเชิงข้อคดิ เห็นต่อส่ิงเร้าต่าง ๆ ที่ตอ้ งการวัด
ความพงึ พอใจ เพือ่ ใหแ้ สดงข้อคิดเหน็ วา่ เห็นดว้ ยหรอื ไมก่ บั ขอ้ ความนั้น ๆ

4. งำนวจิ ยั ทเ่ี ก่ียวข้อง

อนนั ต์ยา อนันตยเศรษฐี และคณะ (2557 : บทคัดยอ่ ) ได้จดั ทาโครงการหน่ึงหลักสตู รหน่งึ ชุมชน “คลนิ ิก
คณิตศาสตร์สัญจร” ของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างวันท่ี 19 – 20 กันยายน 2557 ณ โรงเรียน
นาเชอื กพิทยาสรรค์ อาเภอนาเชอื ก จังหวัดมหาสารคาม พบว่า นักเรียนผเู้ ขา้ ร่วมโครงการสอบผ่านเกณฑ์ (50%)
ของการทดสอบก่อนเรียน จานวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 0.74 และนักเรียนผู้เขา้ ร่วมโครงการสอบผา่ นเกณฑข์ อง
การทดสอบหลงั เรยี น จานวน 25 คน คิดเปน็ ร้อยละ 18.38

ประมขุ บุญเสริม (2551 : บทคัดย่อ). รายงานการใช้กิจกรรมคลินิกคณิตศาสตร์ เพื่อซ่อมเสริมทักษะการ
บวก การลบ การคูณ การหาร สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า 1) นักเรียนท่ีเข้าร่วมกิจกรรม
คลินิกคณิตศาสตร์มีทักษะการคิดเลขเร็วเพ่ิมข้ึนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2) นักเรียนที่เข้าร่วม
กิจกรรมคลนิ ิกคณิตศาสตร์มที ักษะการคดิ คานวณเพิ่มขน้ึ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.01 3) นักเรียนทเ่ี ข้า
รว่ มกจิ กรรมคลนิ กิ คณติ ศาสตรม์ ที ักษะการแก้โจทยป์ ญั หาเพมิ่ ขึ้นอยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดับ 0.01

19

4) ประสิทธิภาพของกิจกรรมคลินิกคณิตศาสตร์ทักษะการคิดเลขเร็ว ทักษะการคิดคานวณ และทักษะการแก้
โจทยป์ ญั หา มีคา่ เทา่ กบั 88.14/84.52, 86.54/84.04 และ 86.73/82.50 ตามลาดับ 5) นกั เรยี นทเี่ ขา้ รว่ มกจิ กรรม
คลินิกคณิตศาสตร์มีเจตคติต่อกิจกรรมคลินิกคณิตศาสตร์อยู่ในระดับดี และ 6) นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมคลินิก
คณติ ศาสตร์มพี ฤตกิ รรมตอ่ กจิ กรรมคลนิ ิกคณิตศาสตรอ์ ย่ใู นระดับดมี าก

20

บทที่ 3
วิธกี ำรดำเนนิ กำร

ในการทารายงานโครงการคลินิกคณติ ศาสตร์ ผรู้ ายงานได้ดาเนนิ การศึกษาตามหัวขอ้ ต่อไปน้ี
1. วัตถุประสงค์
2. ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง
3. วธิ กี ารดาเนินการทดลอง
4. การเกบ็ รวมขอ้ มูล
5. การประเมนิ โครงการ

วัตถปุ ระสงค์

1. เพื่อพัฒนานักเรียนกลุ่มอ่อนจากแบบบันทึกการวิเคราะห์ผู้เรียนและการปรับพ้ืนฐาน (รร.5)
โดยใชก้ ารปรบั พนื้ ฐาน และการสอนซอ่ มเสริม

2. เพื่อศกึ ษาความพงึ พอใจของนักเรียนทมี่ ตี อ่ การเขา้ รับบริการในคลินิกคณติ ศาสตร์

ประชำกรและกลุม่ ตัวอย่ำง

ประชำกร ท่ีใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนทุกคนเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564
โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ๒ อาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่เรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์จานวน 72 ห้องเรียน
คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่1/1 – 1/14, 2/1 – 2/14, 3/1 – 3/14, 4/1 – 4/10, 5/1 – 5/10, 6/1 – 6/10
รวมทง้ั สิน้ 3,014 คน

กล่มุ ตัวอย่ำง ทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั เปน็ นักเรยี นทกุ รายวิชาท่ไี ดร้ ะดบั ผลการเรยี นปรับปรงุ (ผลจาก รร.5
ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564) โรงเรียนหาดใหญว่ ิทยาลัย ๒ อาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จากการเลอื กแบบ
เจาะจงของทุกรายวชิ า ดังแนบในภาคผนวก

21

วิธกี ำรดำเนนิ กำร

1. ขนั้ เตรียมกำร
1.1 ประชุมนสิ ติ ฝกึ ประสบการณ์วชิ าชีพครรู ่วมกับครูที่รบั ผดิ ชอบในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์

ปรึกษา วางแผน วางแนวการดาเนนิ งานและเสนอขออนมุ ตั โิ ครงการ (เดอื นพฤษภาคม - มิถนุ ายน 2564)
1.2 แต่งต้ังผรู้ บั ผดิ ชอบ (เดอื น กรกฎาคม 2564)
1.3 กาหนดวันเปดิ บรกิ าร ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 (1 พฤศจกิ ายน 2564 –

20 กมุ ภาพนั ธ์ 2565) สถานที่ หอ้ งเรียน Google classroom ของวิชาคณิตศาสตรท์ ุกรายวชิ า (กรณสี อน
Online) หรือคลินิกคณิตศาสตร์ (หอ้ ง 236) (กรณีสอนOnsite) โรงเรียนหาดใหญว่ ิทยาลัย ๒ อาเภอหาดใหญ่
จงั หวัดสงขลา

2. ขน้ั ดำเนนิ กำร
2.1 ประชาสมั พันธใ์ หน้ กั เรียนทราบเก่ยี วกบั กิจกรรมคลินกิ คณิตศาสตร์ซ่งึ ใหบ้ ริการเกยี่ วกับการสอน

ซ่อมเสริมในรายวิชาคณิตศาสตรแ์ ละเกมคณิตศาสตร์ เปิดบริการทกุ วนั จนั ทร์ - ศกุ ร์ เวลา 08.30 น. ถงึ 16.30 น.
2.2 ประชาสมั พันธเ์ ชิญชวนใหค้ รูนานักเรียนเข้ารับบริการในคลินกิ คณติ ศาสตร์
2.3 คุณครูกลุม่ สาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์และนิสิตฝกึ ประสบการณ์วชิ าชพี ครทู ุกคน ดาเนนิ การ

ดังนี้
1) จดั เตรยี มเอกสารท่ใี ช้ในการสอนซอ่ มเสรมิ
2) จัดทาเกมคณติ ศาสตร์

2.4 คณะผู้รายงานท่ีปฏิบัตกิ ารสอนวิชาคณิตศาสตร์ สารวจนกั เรยี นทมี่ ผี ลสัมฤทธิท์ างการเรียน
ต่ากว่าหรือเทา่ กับรอ้ ยละ 60 จากผลการเรยี น ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564 ทกุ รายวิชา

2.5 ดาเนนิ การสอนซ่อมเสรมิ ดังน้ี
1) คณะผู้รายงานที่ปฏบิ ัติการสอนวิชาคณติ ศาสตร์ นดั นักเรยี นในคาบว่าง
2) สอนซ่อมเสริมเพื่อแก้ปญั หาขอ้ บกพรอ่ งทางการเรยี น โดยใช้เอกสารประกอบการสอน

ใบงาน แบบฝกึ เสรมิ ทักษะ สรุปหนว่ ยโดยใชแ้ ผนผังความคิด
3) ทดสอบปลายภาค รายวิชาคณิตศาสตร์ ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564

เป็นผลสมั ฤทธ์จิ ากการทดสอบหลงั เรียนซอ่ มเสริมและเปน็ การเปรยี บเทียบผลการพฒั นา
2.6 เกมคณติ ศาสตรค์ ณะผ้รู ายงานดาเนินการดงั นี้
1) นาเกมคณติ ศาสตร์ทจี่ ัดทา นาเสนอในการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน ประมาณ

เดอื นละ 1 คร้ัง
2) มอบรางวัลแก่นกั เรยี นท่ีชนะการร่วมกิจกรรม

22

3. สรุปผลโครงกำรและรำยงำนผล
3.1 นักเรียนกลุ่มออ่ นที่เข้ารว่ มโครงการจานวน 338 คน ผ่านเกณฑค์ า่ พฒั นาโดยคัดเลือกจากแบบ

บันทึกการวิเคราะห์ผู้เรียนและการปรับพ้ืนฐาน (รร.5) พบว่านักเรียนมีระดับผลการเรียนในรายวิชาคณติ ศาสตร์
เพิ่มขน้ึ จานวน 191 คน คิดเป็นร้อยละ 56.51 ทาให้ผลสมั ฤทธร์ิ ายวิชาคณิตศาสตร์ ในภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา
2564 สงู กวา่ รายวิชาคณติ ศาสตร์ ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2564

3.2 นกั เรยี นมีความพึงพอใจตอ่ การเขา้ รับบรกิ ารคลินิกคณิตศาสตรอ์ ย่ใู นระดับมากทสี่ ุด ซ่ึงวดั ได้
จากการทาแบบประเมนิ ความพงึ พอใจ
เกณฑก์ ำรประเมนิ

คะแนนเฉลยี่ 4.51-5.00 หมายถงึ มคี วามพงึ พอใจในระดับมากท่สี ุด
คะแนนเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถงึ มีความพงึ พอใจในระดับมาก
คะแนนเฉลยี่ 2.51-4.50 หมายถึง มีความพงึ พอใจในระดบั ปานกลาง
คะแนนเฉลย่ี 1.51-2.50 หมายถงึ มีความพงึ พอใจในระดบั น้อย
คะแนนเฉลย่ี 1.00-1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับนอ้ ยท่สี ดุ

23

บทท่ี 4

กำรวิเครำะหข์ อ้ มูล

สรุปผลกำรประเมิน

ตำรำงท่ี 1 แสดงการเปรียบเทียบระหว่างระดับผลการเรียนท่ีต้องปรับพื้นฐานและพัฒนารายวิชา
คณิตศาสตร์ของภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 และภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ของรายวิชาคณิตศาสตร์
ของคุณครกู ลมุ่ สาระคณติ ศาสตร์ จานวน 20 คน ดังนี้

ที่ ผสู้ อน รำยวชิ ำ รหสั วิชำ ระดับ นกั เรยี นท่ี ผ่ำนคำ่ ร้อยละ ไม่ผำ่ นค่ำ รอ้ ยละ
ชน้ั ตอ้ งพัฒนำ กำรพัฒนำ กำรพัฒนำ

( คน ) (คน) (คน)

1 นายประดิษฐ์ แก้วงาม คณิตศาสตร์ 2 ค21102 ม.1 16 13 81.25 3 18.75

2 นางจันทร์เพญ็ เหมือนยอด คณิตศาสตร์ 2 ค21102 ม.1 4 4 100.00 - -

นางสาวขนษิ ฐา แก้วสุข คณติ ศาสตร์ 2 ค21102 ม.1 13 3 23.08 10 76.92

3 นางสาวขนษิ ฐา แก้วสขุ คณติ ศาสตรเ์ สรมิ ค21204 ม.1 8 4 50.00 4 50.00

ประสบการณ์ 2

4 นางอมุ า บุญเรือง คณติ ศาสตร์ 2 ค21102 ม.1 14 3 21.43 11 78.54
นางอมุ า บุญเรอื ง คณติ ศาสตรเ์พิ่มเติม4 ค22202 ม.2 17
ม.1 13 6 35.29 11 64.71
ม.2 20
5 นายธนชั ประดบั ศรี คณิตศาสตร์ 2 ค21102 ม.2 35 3 23.08 10 76.92
ม.2 28
6 นางรัตนา ชนะศรี คณิตศาสตร์ 4 ค22102 ม.2 8 14 70.00 6 30.00

7 นางซัมซี่ยะ๊ เหลหมงิ คณติ ศาสตร์ 4 ค22102 23 65.71 12 34.29

นางสาวอุบลพรรณ สุวรรณเกล้า คณิตศาสตร์ 4 ค22102 19 67.85 9 32.14

8 นางสาวอุบลพรรณ สุวรรณเกล้า คณติ ศาสตร์เสริม ค22204 8 100.00 - -

ประสบการณ์ 4

9 นางจริ พัฒน์ เกอ้ื กูล คณิตศาสตร์ 6 ค23102 ม.3 6 1 2.33 5 97.62
นางจริ พัฒน์ เกอื้ กูล คณิตศาสตร์เพิ่มเตมิ 6 ค23202 ม.3 17 8 47.05 11 52.95
ม.5 9 3 33.33 6 66.67
10 นายเลขวทิ ย์ ชาติวฒั นธาดา คณติ ศาสตร์ 4 ค32102 ม.3 37 18 48.65 19 51.35
ม.3 6 3 50.00 3 50.00
นางสาวปราณี ก่อเกือ้ คณติ ศาสตร์ 6 ค23102

11 นางสาวปราณี ก่อเกื้อ คณิตศาสตรเ์ สรมิ ค23204

ประสบการณ์ 6

12 นายเดจ็ ศรีทอง คณิตศาสตร์ 4 ค23102 ม.3 19 8 42.11 11 57.89
นายเดจ็ ศรที อง คณติ ศาสตร์ 2 ค31102 ม.4 14
ม.4 8 14 100.00 - -

13 นางสาวอมรรตั น์ รตั นบญุ โชติ คณิตศาสตร์ ค31202 7 88.00 1 12.00
เพิม่ เติม 2

14 นางวันเพ็ญ จันทสวุ รรณ์ คณติ ศาสตร์ 2 ค32102 ม.5 10 8 80.00 2 20.00
ม.5 - ----
15 นางลฎาภา ธรรมโชโต คณิตศาสตร์ ค32202
เพมิ่ เตมิ 4

16 นางสาวเออื้ มพร เชนพูล คณิตศาสตรเ์พ่ิมเติม6 ค33202 ม.6 2 2 100.00 - -

24

ที่ ผู้สอน รำยวชิ ำ รหสั วิชำ ระดบั นักเรยี นที่ ผ่ำนคำ่ รอ้ ยละ ไมผ่ ำ่ นคำ่ ร้อยละ
ชน้ั ตอ้ งพฒั นำ กำรพฒั นำ กำรพฒั นำ
ค33102
ค32202 (คน) (คน) (คน)

17 นางสาวศริ ินทิพย์ บญุ นอ้ ย คณิตศาสตร์ 6 ค32202 ม.6 1 1 100.00 - -
ค31102
18 นายฉัตรชยั หนเู พชร คณติ ศาสตร์ ม.5 - ----
เพิ่มเตมิ 4
19 นางสาวชนัญญา สตกิ รกุล ม.5 - ----
20 นางนา้ อ้อย จันทรข์ าว คณติ ศาสตร์
เพ่มิ เตมิ 4 ม.4 16 13 81.25 3 18.75
คณติ ศาสตร์ 2

รวม 338 191 56.51 149 43.49

จากตารางที่ 1 พบว่ารายวิชาทน่ี กั เรยี นต้องปรับพนื้ ฐานมีคา่ การพฒั นาร้อยละ 100 คอื วิชาคณติ ศาสตร์ 2
(ค21102) ม.1, วิชาคณิตศาสตร์เสริมประสบการณ์ 4 (ค22204) ม.2, คณิตศาสตร์ 2 (ค31102) ม.4, วิชา
คณติ ศาสตร์เพ่ิมเติม 6 (ค33202) ม.6, และคณิตศาสตร์ 6 (ค33102) ม.6 และรายวิชาทน่ี ักเรียนต้องปรับพน้ื ฐาน
มีค่าการพัฒนาน้อยกว่าร้อยละ 50 สามลาดับสุดท้ายคือ วิชาคณิตศาสตร์ 6 (ค23102) ม.3, วิชาคณิตศาสตร์ 2
(ค21102) ม.1 และวชิ าคณติ ศาสตร์ (ค32102) ม.5 ตามลาดับ

25

ตำรำงที่ 2 แสดงระดบั ความพงึ พอใจของนกั เรียนท่ีมตี อ่ การเขา้ รบั บริการในคลนิ กิ คณิตศาสตร์

ข้อ รำยกำรประเมนิ ระดบั ควำมพึงพอใจ
X S.D. ผลกำรประเมิน
1 การประชาสัมพนั ธก์ ิจกรรมคลนิ ิกคณิตศาสตร์ 4.62 0.65 มากท่สี ดุ
2 ความเหมาะสมของชอ่ งทางในการเขา้ รบั บรกิ าร 4.61 0.63 มากที่สุด
3 ความเหมาะสมของระยะเวลา 4.68 0.59 มากที่สดุ
4 ความรอบรใู้ นเนือ้ หาของผู้ให้บรกิ าร (หมอ) 4.51 0.70 มากที่สุด
5 ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ 4.62 0.67 มากทส่ี ดุ
6 เอกสารประกอบการซอ่ มเสรมิ 4.62 0.65 มากทส่ี ุด
7 ไดร้ บั ความรู้ แนวคิด และทักษะจากกิจกรรมคลินิก 4.64 0.60 มากท่สี ดุ
8 สามารถนาส่ิงทไี่ ด้จากคลนิ ิกคณิตศาสตร์ไปใชใ้ นการเรยี น 4.57 0.65 มากทส่ี ดุ
9 ท่านได้รบั ความรจู้ ากคลินิกคณติ ศาสตร์ ตรงตามความคาดหวงั
4.65 0.60 มากที่สุด
ของท่าน
10 ประโยชน์ท่ีทา่ นได้รบั จากคลนิ กิ คณติ ศาสตร์ 4.71 0.55 มากที่สดุ
4.62 0.63 มำกท่ีสดุ
รวม

จากตารางที่ 2 แสดงว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมคลินิกคณิตศาสตร์ มีความพึงพอใจในภาพรวมของการ
ดาเนินงานตามโครงการ อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉล่ีย 4.62 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.63
เม่ือพิจารณาเป็นรายประเด็น พบว่า ประเด็นทีผ่ ู้เข้าร่วมกิจกรรมคลินิกคณิตศาสตร์ มีความพึงพอใจมากทสี่ ุด คือ
ประโยชน์ที่ท่านได้รับจากคลินิกคณิตศาสตร์ โดยมีค่าเฉลี่ย 4.71 ความเหมาะสมของระยะเวลา โดยมีค่าเฉลี่ย
4.68 และท่านได้รบั ความรู้จากคลินิกคณิตศาสตร์ ตรงตามความคาดหวงั ของท่าน โดยมคี ่าเฉลี่ย 4.65 ตามลาดับ
และประเด็นท่ีผู้เข้าร่วมกิจกรรมคลินิกคณิตศาสตร์ มีความพึงพอใจน้อยท่ีสุด คือ ความรอบรู้ในเนื้อหาของ
ผใู้ ห้บริการ (หมอ) โดยมคี ่าเฉล่ยี 4.51

26

เกณฑ์กำรประเมิน หมายถงึ มีความพึงพอใจในระดับมากทส่ี ดุ
คะแนนเฉลี่ย 4.51 - 5.00 หมายถึง มคี วามพึงพอใจในระดบั มาก
คะแนนเฉล่ีย 3.51 - 4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง
คะแนนเฉลี่ย 2.51 - 4.50 หมายถึง มคี วามพงึ พอใจในระดับนอ้ ย
คะแนนเฉลย่ี 1.51 - 2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดบั นอ้ ยทีส่ ดุ
คะแนนเฉลี่ย 1.00 - 1.50

การประเมินโครงการคร้ังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานผลการประเมินโครงการสนับสนุนการเรียน
การสอน (กิจกรรมคลินิกคณิตศาสตร์) ให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบ โดยได้ประเมินผลโครงการจากการสรุป
ระดบั ผลการเรียนภาคเรียนท่ี 1/2564 และภาคเรียนที่ 2/2564 ของนกั เรียนท่ีเขา้ มาใชบ้ รกิ ารและจากการสารวจ
ความพึงพอใจของนักเรียน ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลจะทาให้ทราบผลการพัฒนาระดับผลการเรียนและระดับ
ความพึงพอใจขอผู้เข้าร่วมกิจกรรมท่ีมีต่อการดาเนินงานตามโครงการ อันจะเป็นประโยชน์และแนวทางในการ
จดั ทาโครงการนตี้ อ่ ๆ ไป

สรปุ ผลกำรประเมนิ ดำ้ นระดับผลกำรเรยี น

1. นักเรียนท่ีเข้าร่วมโครงการจานวน 338 คน ผ่านเกณฑ์ค่าพัฒนาโดยคัดเลือกจากแบบบันทึก
การวิเคราะห์ผู้เรียนและการปรับพ้ืนฐาน (รร.5) พบว่านกั เรยี นมีระดับผลการเรียนในรายวิชาคณติ ศาสตร์เพิ่มข้ึน
จานวน 191 คน คิดเป็นร้อยละ 56.51 ทาให้ผลสัมฤทธ์ิรายวิชาคณิตศาสตร์ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564
สูงกว่า รายวิชาคณิตศาสตร์ ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564

2. นกั เรยี นมคี วามพึงพอใจตอ่ การเข้ารบั บรกิ ารคลนิ กิ คณิตศาสตรอ์ ย่ใู นระดบั มากทีส่ ดุ

27

บทที่ 5
สรุปผล อภิปรำยผล และขอ้ เสนอแนะ

สรุปผล

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการดาเนินงานและสนับสนุนส่งเสริมการเรียนการสอน (กิจกรรมคลินิก
คณติ ศาสตร์) ของนักเรียนโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลยั ๒ กลุม่ เป้าหมายจากแบบบนั ทึกการวเิ คราะหผ์ เู้ รียนและ
การปรับพื้นฐาน (รร.5) พบว่า

1. นกั เรียนทเ่ี ข้ารว่ มโครงการในคลินิกคณติ ศาสตรจ์ านวน 338 คน ผา่ นเกณฑก์ ารพฒั นามรี ะดับผล
การเรยี นเพมิ่ ข้ึนจานวน 191 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 56.51

2. นักเรียนมคี วามพงึ พอใจในภาพรวมต่อการเข้าใชบ้ ริการในคลินิกคณิตศาสตรอ์ ยูใ่ นระดบั มากท่ีสุด

อภิปรำยผล

จากผลการวิจยั อภิปรายผลไดด้ ังนี้
1. นักเรียนกลุ่มอ่อนทีเ่ ข้าร่วมโครงการจานวน 338 คน ผ่านเกณฑ์ค่าพัฒนาโดยคัดเลอื กจากแบบบันทึก
การวิเคราะห์ผูเ้ รียนและการปรับพื้นฐาน (รร.5) พบว่านักเรียนมีระดับผลการเรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์เพิม่ ขึ้น
จานวน 191 คน คิดเป็นร้อยละ 56.51 ทาให้ผลสัมฤทธ์ิรายวิชาคณิตศาสตร์ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564
สูงกว่า รายวชิ าคณิตศาสตร์ ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564 ซ่ึงสอดคลอ้ งกับ อนนั ต์ยา อนนั ตยเศรษฐี และคณะ
(2557) ได้จัดทาโครงการหนึ่งหลักสตู รหน่งึ ชุมชน “ คลนิ ิกคณิตศาสตร์ สญั จร ” ของนักเรยี นระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษา
ปีที่ 3 ระหว่าง 19 – 20 กันยายน 2557 ณ โรงเรียนนาเชือกพิทยาสรรค์ อาเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม
พบว่า นักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการสอบผ่านเกณฑ์ (50%) ของการทดสอบก่อนเรียน จานวน 1 คน คิดเปน็ ร้อยละ
0.74 และนักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการสอบผ่านเกณฑ์ของการทดสอบหลังเรียน จานวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ
18.38 และสอดคลอ้ งกับประมุข บญุ เสริม (2551) รายงานการใช้กิจกรรมคลินิกคณติ ศาสตร์ เพ่ือซ่อมเสริมทักษะ
การบวก การลบ การคณู การหาร สาหรับนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 6 พบว่า นักเรียนทเี่ ขา้ รว่ มกิจกรรมคลินิก
คณิตศาสตร์มีทักษะการคิดเลขเร็ว ทักษะการคิดคานวณ และทักษะการแก้โจทย์ปัญหาเพิ่มข้ึนอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติที่ระดับ 0.01 ประสิทธิภาพของกิจกรรมคลินิกคณิตศาสตร์ ทักษะการคิดเลขเร็ว ทักษะการคิดคานวณ
และทักษะการแกโ้ จทย์ปัญหา มคี ่าเท่ากับ 88.14/84.52, 86.54/84.04 และ 86.73/82.50 ตามลาดบั นักเรียน
กลุ่มอ่อนที่เข้าร่วมกิจกรรมคลินิกคณิตศาสตร์มีความพึงพอใจระดับมาก และมีเจตคติที่ดีต่อกิจกรรมคลินิก
คณิตศาสตร์

28

2. นักเรียนมีความพงึ พอใจในภาพรวมต่อการเข้าใชบ้ ริการในคลนิ ิกคณิตศาสตรอ์ ยู่ในระดับมากท่ีสดุ โดย
การหาค่าเฉลี่ยของคะแนนที่นักเรียนได้เข้ารับบริการคลินิกคณิตศาสตร์ มีค่าเฉลี่ย 4.62 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน 0.63 เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็น พบว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมคลินิกคณิตศาสตร์ เห็นว่า ประเด็น
ประโยชน์ท่ีท่านได้รับจากคลินิกคณิตศาสตร์มีค่าเฉล่ียสูงสุดคือ 4.71 อาจเป็นเพราะเม่ือนักเรียนได้รับการสอน
ซ่อมเสริมในคลินิกคณิตศาสตร์โดยใช้รูปแบบต่างๆ ทาให้นักเรียนได้รับความรู้ ความเข้าใจและมีผลการพัฒนา
คะแนนดีข้ึน นอกจากน้ีครูสามารถเข้าถึงนักเรียนได้เป็นรายบุคคล ทาให้นักเรียนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อครูผู้สอน
ส่งผลให้นักเรียนมีเจตคติท่ีดีต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์มากยิ่งขึ้น ซ่ึงสอดคล้องกับผลการวิจัยของ อนันต์ยา
อนนั ตยเศรษฐี และคณะ (2557) ซึ่งพบวา่ นกั เรยี นท่ีเขา้ ร่วมกิจกรรมคลินิกคณิตศาสตรม์ เี จตคติต่อกจิ กรรมคลินิก
คณิตศาสต ร์อยู่ใน ร ะ ดับดีและ นักเรียน ท่ีเข้าร่ว มกิจกร ร ม คลินิกคณิ ตศาส ตร์ มีพ ฤติกร ร มต่อกิจก ร ร มคลินิ ก
คณติ ศาสตร์อย่ใู นระดับดีมาก สว่ นประเด็นท่ีผูเ้ ขา้ ร่วมโครงการมีความคิดเห็นน้อยท่ีสุด คือ ความรอบรู้ในเน้ือหา
ของผู้ใหบ้ ริการ (หมอ ) มคี ่าเฉลี่ย 4.51 อาจเปน็ เพราะการสอนซ่อมเสริมทางออนไลน์ นักเรียนและครูมขี อ้ จากัด
หลายอย่าง เช่น อุปกรณ์ สถานท่ี เวลา การถ่ายทอดความรู้ไม่ชัดเจนเท่ากับการสอนปกติ และอาจมีสาเหตุ
อ่นื ๆ อกี เชน่ นักเรยี นบางคนมพี นื้ ฐานออ่ นมากการถ่ายทอดความรู้ทางออนไลน์ ไม่เหมาะกบั นกั เรยี นกลุ่มดงั กลา่ ว

ข้อเสนอแนะ

1. ครคู วรติดตามนักเรียนอย่างใกลช้ ดิ เพือ่ ให้นักเรยี นได้รับการพฒั นาอย่างต่อเน่อื งและสมา่ เสมอ
2. นักเรียนท่ีผลการเรียนคงเดิมหรือลดลง(จากแบบรายงานค่าพัฒนาการปรับพ้ืนฐาน)ครูควรจัดสอน

ซ่อมเสริมรายบคุ คลและฝกึ ฝนเพิม่ เตมิ ในภาคเรียนต่อไป
3. ควรมีกจิ กรรมเสริมท่ีสามารถพัฒนาทักษะด้านคณิตศาสตร์
4. ควรมกี ารวัดการประเมินผลใหห้ ลากหลายมากยิ่งข้นึ

29

บรรณำนกุ รม

จริยา อ่วมชิตร์. 2557. ความสาคญั ของคณิตศาสตร.์ (ออนไลน์). แหลง่ ทมี่ า :
http://mathclinic13.blogspot.com/. 5 พฤศจกิ ายน 2557.

บุญสง่ ศภุ ศริ ริ ตั น์. 2557. การสอนซอ่ มเสรมิ . (ออนไลน์). แหล่งทีม่ า :
http://tciap.com/.การสอนซ่อมเสริม. Html. 5 พฤศจิกายน 2557.

ผดงุ อารยะวิญญู. 2541. การศกึ ษาสาหรับเดก็ ทีม่ ีความต้องการพิเศษ. (พมิ พ์คร้ังที่ 3). กรุงเทพฯ :
บรรณทัย.

ยพุ นิ พิพิธกลุ . (2547). กำรเรยี นกำรสอนคณติ ศำสตรย์ คุ ปฏริ ปู . กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
วิมลรตั น์ สุนทรโรจน์. (2549). นวัตกรรมเพ่ือกำรเรยี นรู้. ภาควชิ าหลกั สูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์

มหาวทิ ยาลัยทักษณิ .
สานกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2553). แนวทำงกำรบริหำรจดั กำรหลกั สูตรแกนกลำงกำรศกึ ษำข้นั

พนื้ ฐำน พทุ ธศกั รำช 2551. กรุงเทพฯ : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
สุวมิ ล ว่องวานชิ . (2546). กำรวัดและประเมนิ ผลกำรเรยี นรแู้ นวใหม่. กรุงเทพฯ : ศูนย์ตาราเอกสารทาง

วิชาการ คณะครศุ าสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.

ภาคผนวก

- โครงการสนับสนุนสง่ เสรมิ การเรียนการสอน กจิ กรรมคลินกิ
คณิตศาสตร์

- แบบรายงานค่าการพฒั นาการปรับพน้ื ฐาน โดยใช้ รร.5 เป็น
ฐานขอ้ มูลในการพฒั นานกั เรยี นกลมุ่ ออ่ นของคณุ ครูในกลุ่มสาระ
การเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ จานวน 20 ท่าน

- ประมวลภาพกจิ กรรมคลินิกคณิตศาสตร์

โครงการสนับสนนุ สง่ เสริมการเรียนการสอน
กจิ กรรมคลนิ ิกคณิตศาสตร์

โครงการสนบั สนุนส่งเสริมการเรยี นการสอน
กจิ กรรมคลินิกคณิตศาสตร์

1. หลกั การและเหตุผล

คณิตศาสตร์มีบทบาทสาคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความคิดของมนุษย์ ทาให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์
คดิ อยา่ งมีเหตุผล เป็นระบบ มแี บบแผน สามารถคดิ วิเคราะหป์ ญั หาหรือสถานการณ์ได้อย่างถ่ีถว้ น รอบคอบ ช่วย
ให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหา และนาไปใช้ในชีวิตประจาวันอย่างถูกต้อง เหมาะสม แต่จากการจัด
การเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564กลับพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
ของนกั เรียนโรงเรยี นหาดใหญ่วทิ ยาลัย ๒ อยู่ในระดับทไี่ มป่ ระสบความสาเร็จเทา่ ทีค่ วร

หากพิจารณาสาเหตุสาคัญท่ีทาให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนไม่ประสบ
ความสาเร็จอาจเนือ่ งมาจากนักเรียนอ่านโจทย์ไม่เข้าใจ แปลความหมายจากโจทย์ไม่ได้ ไม่ทราบว่าโจทย์กาหนด
อะไร โจทย์ต้องการให้หาอะไร ไม่สามารถคิดวิเคราะห์โจทย์ปัญหาได้ ทาให้ไม่ทราบว่าควรจะ ดาเนินการโดย
ใช้วิธีการใดแก้ปัญหา ขาดการคิดอย่างมีเหตุผลและการคิดอย่างเป็นระบบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ควรเน้นให้นักเรียนได้ฝึกประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์เพ่ิมมากข้ึน แต่กระนั้นด้วยข้อจากัดทางด้าน
เน้อื หา เวลา และความแตกต่างระหว่างบคุ คล ทาใหก้ ารจัดการเรยี นรู้ ในคาบเรียนไม่สามารถพฒั นาศักยภาพของ
นกั เรยี นทกุ คนไดอ้ ย่างเทา่ เทียม เพราะครูไม่สามารถม่งุ ความสนใจแคน่ ักเรียนทปี่ ระสบปัญหาเพยี งอย่างเดียว แต่
ครูยังตอ้ งพฒั นาศกั ยภาพของนักเรียนทเ่ี หลือ ใหไ้ ด้รบั การพัฒนาอย่างสงู สดุ เช่นเดียวกนั

คลินิกคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ๒ เปน็ โครงการทีม่ ุ่งเน้น
ซ่อมแซม รักษา ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนนอกคาบเรียนปกติโดยภายในคลินิก
คณิตศาสตร์มีเอกสาร หนังสือ ส่ือการเรียนรู้ท้ังท่ีเป็นรูปร่าง รูปทรง ป้ายนิเทศ บอร์ดความรู้ สื่อเทคโนโลยี
สารสนเทศ และเกมคณิตศาสตร์ ซ่ึงเอือ้ ต่อการซ่อมแซม รกั ษา ส่งเสริมและพฒั นาศักยภาพทางคณิตศาสตร์ของ
นกั เรยี น อีกท้ังยังสอดคล้องและตอบสนองตอ่ ความตอ้ งการของนกั เรยี นรายบคุ คล อันเชื่อได้วา่ จะช่วยให้นักเรียน
สามารถอ่าน แปลความหมาย คดิ วิเคราะห์และดาเนินการแกโ้ จทยป์ ัญหาได้อย่างมเี หตมุ ีผล เปน็ ระบบและถูกตอ้ ง
ตามกระบวนการทางคณิตศาสตร์มากขึ้น ดังน้ันคลนิ ิกคณิตศาสตร์จึงเป็นโครงการที่ชว่ ยลดข้อจากัดในการจัดการ
เรยี นรใู้ นคาบเรยี น ชว่ ยใหน้ กั เรยี นทุกคนไดร้ ับการพัฒนาอยา่ งเท่าเทียมและสูงสดุ ตามศักยภาพของตนเอง

2. วัตถปุ ระสงค์

1. เพอ่ื พฒั นานกั เรยี นกลุ่มทมี่ ผี ลการเรยี นต่าจากแบบบันทกึ การวิเคราะหผ์ ู้เรยี นและการปรบั พ้ืนฐาน
(รร.5) โดยใชก้ ารปรับพน้ื ฐาน และการสอนซ่อมเสริม

3. กลุ่มเปา้ หมาย
3.1 เชิงปริมาณ นักเรียนทุกรายวิชาท่ีได้ระดับผลการเรียนปรับปรุง (ผลจาก รร.5 ภาคเรียนที่ 1 ปี

การศึกษา 2564) โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ๒ อาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จากการเลือกแบบเจาะจง รร.5
ของทุกรายวิชา ดังรายชื่อท่ีแนบในภาคผนวก

3.2 เชิงคุณภาพ นักเรียนทุกรายวิชาท่ีได้ระดับผลการเรียนปรับปรุง (ผลจาก รร.5 ภาคเรียนที่ 1 ปี
การศึกษา 2564) ทเ่ี ข้ารับบริการคลินิกคณิตศาสตร์มีระดับผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หลังเข้ารับบริการสูงกว่า
ก่อนเข้ารับบริการคลินิกคณิตศาสตร์ และมีความพึงพอใจต่อการเข้ารับบริการในคลินิกคณิตศาสตร์เฉล่ียอยู่ใน
ระดบั มากข้นึ ไป

4. วธิ กี ารดาเนนิ งาน

4.1 ขัน้ เตรยี มการ
4.1.1 ประชุมกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ นิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูร่วมกับครูที่รับผิดชอบในกลุ่ม

สาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์ ปรึกษา วางแผน วางแนวการดาเนินงานและเสนอขออนมุ ตั ิโครงการ (เดอื นกรกฎาคม –
ตุลาคม 2564)

4.1.2 แตง่ ตั้งผู้รบั ผดิ ชอบ (เดอื นกรกฎาคม 256ภ)
4.1.3 กาหนดวันเปิดบริการ 13 กรกฎาคม 2564 สถานที่ ห้อง 236 เวลา 08.30-16.00 น.
ทกุ วนั ทาการ

4.2 ขน้ั ดาเนนิ การ
4.2.1 ประชาสัมพันธ์ให้นกั เรียนทราบเกย่ี วกับกิจกรรมคลินิกคณติ ศาสตร์ซง่ึ ให้บริการเกยี่ วกับการ

สอนซ่อมเสริมในรายวิชาคณิตศาสตร์และเกมคณิตศาสตร์ เปิดบริการทุกวันจันทร์ -ศุกร์ เวลา 08.30 น.
ถงึ 16.00 น.

4.2.2 ประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ครูในกลุ่มสาระคณติ ศาสตร์ทุกทา่ นนานักเรียนมีระดบั ผลการเรียน
ปรบั ปรุง เข้ารับบรกิ ารในคลนิ ิกคณิตศาสตร์

4.2.3 คุณครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และนิสิตฝึกประสบการณว์ ิชาชีพครูทุกคน ดาเนินการ
ดังน้ี

1. จดั เตรียมเอกสารท่ใี ชใ้ นการสอนซอ่ มเสรมิ
2. จดั ทาเกมคณิตศาสตร์
4.2.4 คณะผู้รายงานทป่ี ฏิบัตกิ ารสอนวชิ าคณิตศาสตร์ สารวจนกั เรยี นที่มีระดับผลการเรยี นปรับปรุง
จากระดับผลการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 และเปรียบเทียบกับระดับผล
การเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 เลือกแบบเจาะจงจานวน 20 คน รร.5 ของทุก
รายวชิ า
4.2.5 ดาเนินการสอนซ่อมเสริม ดังน้ี
1. คณะผู้รายงานทปี่ ฏบิ ัติการสอนวิชาคณติ ศาสตร์ นัดนกั เรียนในคาบว่างหรือนดั ในนอกเวลา
เรียนออนไลน์ปกติ

2. สอนซ่อมเสริมเพอ่ื แก้ปญั หาข้อบกพร่องทางการเรยี น โดยใชเ้ อกสารประกอบการสอนหรือ
สอนซอ่ มเสรมิ ผ่านทาง meet ใน google classroom หรอื ทางไลน์

3. ทดสอบหลงั เรยี น
4.2.6 เกมคณิตศาสตร์ คาถามประจาเดอื น ที่จัดทานาไปใช้ร่วมกบั การจดั กจิ กรรม
การเรียนการสอน นาเสนอใน classroom นาเสนอผ่านทางไลนว์ ิชาที่สอน

2. ตรวจเกมคณิตศาสตร์ และคาถามประจาเดือน
3. นาเฉลยเกมคณิตศาสตร์และคาถามประจาเดอื น เสนอช่อื นักเรยี นทต่ี อบถูกประจาเดือนให้
สมาชกิ ในแต่ละหอ้ งรบั ทราบ
4. มอบรางวลั แกน่ กั เรียนทต่ี อบถกู โดยปรับเปน็ คะแนนเสริมในการทากิจกรรม
4.3 สรุปผลโครงการและรายงานผล

5. ระยะเวลาการดาเนนิ การ
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 (1 พ.ย. 2564 - 10 ก.พ. 2565)

6. สถานท่ี
คลนิ ิกคณิตศาสตร์ (ห้อง 236) ห้องเรยี นออนไลนท์ กุ ห้องเรยี นคณติ ศาสตร์

7. งบประมาณ : เงนิ อดุ หนนุ 10,540 บาท

8. ผูร้ ับผิดชอบโครงการ

8.1 หนว่ ยงาน กลุ่มสาระการเรียนร้คู ณิตศาสตรโ์ รงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ๒

8.2 ผรู้ ับผดิ ชอบโครงการ

1. นางสาวอบุ ลพรรณ สวุ รรณเกลา้ ประธาน

2. นางรตั นา ชนะศรี กรรมการ

3. นางสาววชิ ิดา เสง้ ขาว ผชู้ ่วยเลขานุการ

4. นางสาวดวงกมล เตยี วโล่ ผชู้ ่วยเลขานุการ

5. นางสาวน้าฝน ประสงค์จนั ทร์ ผชู้ ่วยเลขานุการ

6. นางสาวสุภาวดี สขุ ทอง ผู้ชว่ ยเลขานุการ

7. นางสาวเพ็ญนภา อโนทพิ ย์ ผู้ช่วยเลขานุการ

8. นางสาวกวีกานต์ ศรีเกตุ ผชู้ ว่ ยเลขานกุ าร

9. ตวั ช้ีวัดความสาเร็จของโครงการ
9.1 นกั เรยี นทเี่ ข้าร่วมโครงการสามารถทาแบบทดสอบแตล่ ะหนว่ ยการเรียนรู้ผา่ นเกณฑ์ขั้นตา่ และระดับ

ผลการเรยี นรายวิชาคณติ ศาสตรส์ ูงข้นึ
9.2 นกั เรียนประมาณ 75% ของนกั เรยี นทเ่ี ข้าร่วมโครงการ มีระดับผลการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์สงู ขึน้

โดยเปรยี บเทยี บระหวา่ งผลการเรยี นวชิ าคณิตศาสตร์ ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 และภาคเรียนท่ี 2
ปีการศกึ ษา 2564
10. ผลทค่ี าดวา่ จะได้รบั

10.1 นกั เรียนทีเ่ ข้ารับบรกิ ารในคลินิกคณิตศาสตรม์ ีระดับผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หลงั เขา้ รับบรกิ าร
สูงกวา่ กอ่ นเข้ารับบริการในคลนิ ิกคณิตศาสตร์

(นางสาวอุบลพรรณ สุวรรณเกล้า) (นางรตั นา ชนะศรี)
ผู้เสนอโครงการ ผู้เสนอโครงการ

วิชิดา (นางสาวกวีกานต์ ศรเี กตุ)
(นางสาววิชดิ า เส้งขาว) ผูเ้ สนอโครงการ

ผู้เสนอโครงการ

(นางจิรพัฒน์ เก้อื กลู ) (นายฮาดี บนิ ดู่เหล็ม)
หวั หน้ากลุ่มสาระการเรยี นรูค้ ณติ ศาสตร์ รองผ้อู านวยการกลมุ่ บรหิ ารวิชาการ

ผ้เู หน็ ชอบโครงการ ผู้เห็นชอบโครงการ

ผอู้ นุมตั ิโครงการ

(นายสมโชค สงิ หเ์ กลีย้ ง)
ผอู้ านวยการโรงเรียนหาดใหญ่วทิ ยาลยั ๒

แบบรายงานค่าการพฒั นาการปรบั พนื้ ฐาน โดยใช้ รร.5
เป็นฐานขอ้ มลู ในการพฒั นานกั เรยี นกลมุ่ อ่อน

แบบรายงานคา่ การพฒั นาการปรบั พนื้ ฐาน โดยใช ้ รร.4 เป็ นฐานขอ้ มลู ในการพฒั นานักเรยี นกลมุ่ ออ่ น

รายวชิ าคณิตศาสตร์เพ่ิมเติม 6 รหัสวชิ า ค23202

นักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 3 : ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 : ครผู สู้ อน นางจริ พฒั น์ เกอื้ กลู

ที่ ชอ่ื -สกลุ หอ้ ง เลขที่ ระดบั ผลการเรยี น คา่ การพฒั นา
ภาค1/64 ภาค 2/64 10
1 เด็กชาย คมสนั วอ่ งอนุกลู 3/3 4 1 1 1

2 เด็กชาย ชัชวาล อินสุวรรโณ 3/3 6 0 11

3 เดก็ ชาย ณัฐดนยั กลับประพฤติ 3/3 7 0 11

4 เด็กชาย ปรมี ไชยลกึ 3/3 13 1 31

5 เด็กชาย ภูมิพัฒน์ ปรองดอง 3/3 15 1.5 1 1

6 เด็กหญงิ กลั ยกร เวียงถานะ 3/3 21 1 11

7 เด็กชาย คมน์คณิน ปานผอง 3/4 3 1.5 1 1

8 เด็กชาย เจษฎาพร แสงจันทร์ 3/4 5 1 0 1

9 เดก็ ชาย พงศภคั แซล่ ่มิ 3/4 13 1 31

10 เดก็ ชาย ภัทรพล ทองประดับ 3/4 16 1 1 1

11 เดก็ ชาย ธราเทพ ทองพลบั 3/10 9 0 0 1

12 เดก็ ชาย สลามตั หีมเเหละ 3/10 14 1 2.5 1

13 เด็กหญงิ กลั ยรตั น์ ธรี วัฒน 3/10 17 1 1 1

14 เดก็ หญงิ จารุวรรณ สิริสมปอง 3/10 19 1.5 4 1

15 เดก็ หญงิ ณฏั ฐธิดา กลา่ ศรี 3/10 23 1 3.5 1

16 เดก็ หญิง ประภาศรี ลุนพรม 3/10 30 1 1 1

17 เด็กหญิง วรษิ รา แวววนั จติ ร 3/10 39 1 1 1

รวม 8 คน 9 คน

ร้อยละ 47.06 52.94

ลงชอื่ ..........................................ครผู สู้ อน ลงชอ่ื ..........................................หวั หน้ากลุ่มสาระ
( นางจริ พัฒน์ เกือ้ กลู ) ( นางจริ พัฒน์ เกือ้ กูล )

วนั ท่ี 6 เดอื น มีนาคม พ.ศ.2565 วนั ที่ 6 เดอื น มีนาคม พ.ศ.2565

แบบรายงานคา่ การพฒั นาการปรบั พนื้ ฐาน โดยใช ้ รร.4 เป็ นฐานขอ้ มลู ในการพฒั นานักเรยี นกลมุ่ ออ่ น

รายวชิ าคณิตศาสตร์ 6 รหัสวชิ า ค23102

นักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 : ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 : ครผู สู้ อน นางจริ พฒั น์ เกอื้ กลู

ท่ี ช่อื -สกลุ ห้อง เลขท่ี ระดบั ผลการเรียน คา่ การพฒั นา
ภาค1/64 ภาค 2/64 10
1 เดก็ ชาย ณัฐกติ ต์ิ โยมสินธุ์ 3/14 7 1 1
1
2 เดก็ ชาย นวพล แกว้ สองสี 3/14 12 1 1 1
1
3 เด็กชาย สิริณัฎฐ์ รวิ้ ทอง 3/14 20 1 3.5 1
1
4 เดก็ ชาย อานนท์ บวั สาย 3/14 22 1 0 1
1 คน 5 คน
5 เด็กชาย เอกเพชร บรุ ะชัด 3/14 23 1 0 2.33 97.67

6 เดก็ ชาย ฮาริส คงเอ้ือ 3/14 24 0 0

รวม

รอ้ ยละ

ลงชื่อ ..........................................ครูผู้สอน ลงช่ือ ..........................................หวั หน้ากลุม่ สาระ
( นางจิรพฒั น์ เกื้อกูล ) ( นางจิรพฒั น์ เก้อื กูล )

วันที่ 6 เดอื น มีนาคม พ.ศ.2565 วนั ที่ 6 เดอื น มีนาคม พ.ศ.2565

แบบรายงานค่าการพฒั นาการปรบั พนื้ ฐาน โดยใช ้ รร.5 เป็ นฐานขอ้ มลู ในการพฒั นานักเรยี นกลมุ่ ออ่ น

รายวชิ า คณติ ศาสตร์ 4 รหสั วิชา ค22102

นักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 : ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 : ครผู ูส้ อน นางสาวซมั ซยี่ ะ๊ เหลหมงิ

ที่ ชอื่ -สกลุ หอ้ ง เลขที่ ระดบั ผลการเรยี น ค่าการพฒั นา
10
1 เดก็ ชาย ณัฐพฒั น์ ลกั ษณะวงศ์ ภาค1/2564 ภาค2/2564 1
2 เด็กชาย ธนาคาร นธิ ศิ ักดิ์เสถียร 1
3 เดก็ ชาย ภัทรพงศ์ บุญนวล 2/2 7 121/.563 1/264 1
4 เดก็ ชาย กิตตภิ มู ิ แซ่ลิว่ 1
5 เด็กชาย กติ ตศิ ักด์ิ ขุนรักษาพล 2/4 4 1.5 3 1
6 เดก็ ชาย เฉลมิ ชยั ชว่ ยเเกว้ 1
7 เดก็ ชาย ชนชยั ใยดี 2/4 11 1 3 1
1
8 เด็กชาย พรี พงษ์ แก้วเพชร 2/6 1 1.5 3
9 เด็กชาย วีรเทพ หมดั ยุมสา 0
2/6 2 1 2.5 1
10 เดก็ ชาย สริ ภพ คงรอด
11 เด็กหญงิ ฐานสิ ร ศรสี วสั ด์ิ 2/6 3 1 2.5 0
12 เดก็ หญิง ณัฐนันท์ รัตนโชติ 0
13 เด็กหญงิ ณัฐพร ขาวนวล 2/6 4 1.5 2.5 1
14 เด็กชาย กฤษฎา บุญขวัญ 1
15 เด็กชาย เก้อื กลู ชยั สทิ ธ์ 2/6 10 1.5 2 1
16 เด็กชาย ชวภณ วฒุ เิ จรญิ กุล 1
17 เด็กชาย ชษิ ณพุ งศ์เอยี่ มสุขสวุ รรณ 2/6 16 1 0 0
18 เด็กชาย ณัฐสทิ ธิ์ ไรส่ ุวรรณ 1
19 เดก็ ชาย ธนากร ศรบี รริ ักษ์ 2/6 17 1 2 1
20 เดก็ ชาย ธเนตรพลเกสเจริญ 0
21 เดก็ ชาย ธรี ภทั ร หนอู ุไร 2/6 25 1.5 1.5 0
22 เดก็ ชาย นพรตั น์ ไชยทอง 1
23 เด็กชาย มงคล เกษระ 2/6 27 1.5 1.5 0
24 เด็กชาย มาโปรด พุทธชาติ 1
25 เดก็ ชาย รทุ ร ทวีใจ 2/6 29 1.5 2.5 0
26 เดก็ ชาย เลศิ ชยั แสวงลาภ 1
27 เดก็ ชาย วชิรพล ชูแกว้ 2/7 1 1 2.5 0
28 เดก็ ชาย วุฒนิ นั ท์ โพธิพงศา 0
29 เด็กชาย ศภุ กร สมพงศ์ 2/7 3 1.5 2 0

2/7 4 1.5 3.5

2/7 5 1.5 1

2/7 8 1 3

2/7 9 1 2.5

2/7 10 1.5 1

2/7 11 1 1

2/7 13 1 1.5

2/7 21 1 1

2/7 22 1 1.5

2/7 23 1.5 1.5

2/7 24 1.5 2.5

2/7 25 1.5 1

2/7 26 1 1

2/7 27 1.5 1

ที่ ชือ่ -สกุล หอ้ ง เลขที่ ระดบั ผลการเรยี น คา่ การพฒั นา
30 เดก็ ชาย อานนท์ นาคประคอง 10
ภาค1/2564 ภาค2/2564 1

2/7 31 121/.563 1/264

31 เดก็ หญงิ ชาลิสา หลงโส๊ะ 2/7 34 1 1.5 1

32 เด็กหญิงชุตกิ าญจน์ พัทธโน 2/7 35 1 2 1

33 เดก็ หญงิ ณฏั ฐา พรมดี 2/7 37 1 1.5 1

34 เด็กหญงิ อรอมุ า เทพสรุ นิ ทร์ 2/7 42 1.5 3 1

35 เดก็ หญิงอมั พร เขียวขาว 2/7 43 1.5 1 0

รวม 23 คน 12 คน

ร้อยละ 65.71 34.29

ลงช่ือ ................. .........................ครูผู้สอน ลงช่อื .......... ...........................หวั หนา้ กลุ่มสาระ
(นางสาวซมั ซยี่ ะ๊ เหลหมงิ ) ( นางจริ พัฒน์ เก้ือกลู )

แบบรายงานค่าการพัฒนาการปรบั พน้ื ฐาน โดยใช้ รร.5 เปน็ ฐานข้อมลู ในการพฒั นานกั เรยี นกลมุ่ อ่อน
รายวชิ าคณติ ศาสตร์ 2 รหสั วชิ า ค31102

นกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 : ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564 : ครูผสู้ อน นายเด็จ ศรีทอง

ท่ี ชือ่ -สกุล หอ้ ง เลขท่ี ระดบั ผลการเรียน ค่าการพฒั นา
ภาค ภาค 10
1 นายศลิ า มง่ั ค่งั 4/9 4 2/0163 1/2164 1
2 นายรามาร์ อามูซุเกอโน 4/9 6 1
3 นายศุภราช ทองปล่ัง 4/9 7 0 3.5 1
4 นายณฐั พล หนอู ไุ ร 4/9 13 1 4 1
5 นายศวิ กร ทวาสิโก 4/9 15 1.5 4 1
6675 นายจิรศักด์ิ ศรวี รรณ 4/9 5 1 1 1
นายพารณ หมัดอะดัม 4/9 9 0 4 1
8 นางสาวปรมาภรณ์ มาทอ 4/9 14 1.5 4 1
9 นางสาวปาณิสรา พุทธกูล 4/9 17 0 4 1
10 นางสาวสนุ สิ า ขนุ เจริญ 4/9 23 0 4 1
11 นางสาวธิดารัตน์ อนิ ทรตั น์ 4/9 30 0 4 1
12 นางสาวนารีรตั น์ ตัง้ วงค์ 4/9 4 1 4 1
13 นางสาวสิริลกั ษณ์ เขตสนุ ทร 4/9 6 0 4 1
14 นางสาวสภุ ทั รชา บญุ โท 4/9 7 0 1 1
รวม 14 คน 0 คน
ร้อยละ 100.00 0.00

ลงชื่อ...............................................ครูผู้สอน
( นายเดจ็ ศรีทอง )

วนั ท่ี 10 เดอื น มีนาคม พ.ศ. 2565

ลงชอ่ื ...............................................หัวหนา้ กลมุ่ สาระฯ
( นางจิรพฒั น์ เกอ้ื กลู )

วนั ท่ี 10 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2565

แบบรายงานค่าการพัฒนาการปรับพนื้ ฐาน โดยใช้ รร.4 เปน็ ฐานขอ้ มูลในการพัฒนานกั เรียนกลมุ่ อ่อน
รายวิชาคณิตศาสตร์ 4 รหสั วิชา ค22102

นักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 : ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 : ครผู ู้สอน นางรัตนา ชนะศรี

ท่ี ชือ่ -สกลุ หอ้ ง เลขที่ ระดบั ผลการเรียน ค่าการพฒั นา
ภาค1/64 ภาค 2/64 10
1 เดก็ ชาย จกั รกฤษณ์ ชากรี 2/5 3 1 1
2 เดก็ ชาย จรี ภทั ร เหมอื นเนียม 2/5 4 1 1 0
3 เดก็ ชาย ณัฐพัชร์ คุณเจริญ 2/5 7 1 1 0
4 เดก็ ชาย ภานุดล ไตรขจรกลุ 2/5 16 1 1.5 0
5 เด็กหญงิ ณิยวรรณ บัวศรี 2/5 36 1.5 2.0 1
6 เด็กชาย ศุภณฐั จันทร์ทอง 2/9 15 1 2.5 1
7 เด็กหญิง กรรณิการ์ มีแก้ว 2/9 21 1 1.5 1
8 เดก็ หญิง ศุทธิดา เพ็ชรขาว 2/9 38 1 1.5 1
9 เด็กชาย อาทิตย์ สุวรรณชาตรี 2/10 25 1 1.5 1
10 เดก็ หญงิ ศดษศา์ รปิ ารระิณภา จติ โสภา 2/10 30 1 1.5 1
11 เด็กหญิง ทวเี ลิศ 2/10 41 1.5 1.5 1
12 เเสดดุรก็ก็ เสชชทาายยข์ โอสอเเิรนลวพอ่ ิชัชญ์ ชุมทอง 2/11 13 1 2.0 0
13 ยานะ 2/11 14 1 2 1
14 เดก็ หญิง ชะตาวรรณ ยวนเกิด 2/11 21 1 1 1
15 เด็กหญงิ ผสุ ดี ศรรี ักษ์ 2/11 32 1 1 0
16 เด็กชาย ชาติชาย ชชู ่ืน 2/12 4 1 2 0
17 เดก็ ชาย ณฐั พล หนูเพ็ชร 2/12 5 1.5 2.5 1
18 เด็กชาย หฤษฎ์ เผอื กผ่อง 2/12 21 1 1.5 1
19 เดก็ หญิง ศศปิ ระภา สชุ ลธารา 2/12 39 1 1.5 1
20 เดก็ ชาย สนุ สิ า วชิ รตั น์ 2/12 40 1 1.5 1
1

รวม 14 คน 6 คน
ร้อยละ 70.00 30.00

ลงชอ่ื ครผู ้สู อน ลงชื่อ หวั หน้ากลุม่ สาระ
( นางรตั นา ชนะศรี ) ( นางจิรพฒั น์ เก้ือกลู )

แบบรายงานคา่ การพฒั นาการปรบั พ้นื ฐาน โดยใช้ รร.4 เป็นฐานขอ้ มลู ในการพฒั นานักเรยี นกลมุ่ ออ่ น
รายวิชาคณิตศาสตร์ 6 รหสั วิชา ค33102

นักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 : ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา2564 : ครผู ูส้ อน นางสาวศริ นิ ทพิ ย์ บญุ นอ้ ย

ท่ี ช่ือ-สกลุ ห้อง เลขท่ี ระดบั ผลการเรยี น ค่าการพฒั นา
1 นาย ศภุ ณัฐ ไชยยนั ภาค1/64 ภาค 2/64 10
6/10 5 1.5 3 1

รวม 1 คน -
ร้อยละ 100 -

ลงชื่อ ..........................................ครูผสู้ อน ลงชื่อ ..........................................หัวหน้ากลุม่ สาระ
( นางสาวศิรนิ ทพิ ย์ บญุ นอ้ ย ) ( นางจริ พฒั น์ เกอ้ื กลู )

แบบรายงานค่าการพฒั นาการปรบั พนื้ ฐาน โดยใช ้ รร.5 เป็ นฐานขอ้ มลู ในการพฒั นานักเรยี นกลมุ่ ออ่ น

รายวชิ า คณิตศาสตร์เพ่ิมเติม 2 รหัสวิชา ค31202
นักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 4 : ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา2564 : ครผู ูส้ อน นางสาวอมรรตั น์ รตั นบญุ โชติ

ท่ี ช่ือ-สกลุ หอ้ ง เลขที่ ระดบั ผลการเรยี น คา่ การพฒั นา
10
ภาค1/2564 ภาค2/2564
1
1 นาย นรเศรษฐ์ เทพรัตน์ 4/1 17 121/.563 11/.654
2 นเาเศงสรษาว ณัฐวดี บูละ 1
4/2 24 1 2

3 นางสาว ณัฐพร แสงสุวรรณ 4/2 39 1 2 1

4 นาย ตรัยณภทั ร ขนุ ทอง 4/3 5 1.5 1.5 1

5 นางสาว ปลายฝน อาจปก 4/3 41 1.5 3 1

6 นาย ภเู บศ สวุ รรณาคม 4/6 7 1.5 2.5 1

7 นาย ชาคร ย้ิมสุด 4/6 14 1.5 2 1

8 นางสาว พศิ โสภา บุตรมณี 4/6 24 1.5 2.5 1

รวม 7 คน 1 คน
ร้อยละ 88 12

ลงชอื่ ................. .........................ครูผู้สอน ลงชื่อ .......... ...........หวั หน้ากลุ่มสาระ
(นางสาวอมรรตั น์ รตั นบญุ โชต)ิ
( นางจิรพฒั น์ เก้อื กลู )

แบบรายงานคา่ การพัฒนาการปรบั พน้ื ฐาน โดยใช้ รร.5 เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนานักเรยี นกลมุ่ อ่อน
รายวชิ า คณติ ศาสตร์ 2 รหัสวชิ า ค31102

นกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 : ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2564 : ครูผ้สู อน นางน้าอ้อย จันทร์ขาว

ที่ ชือ่ -สกุล หอ้ ง เลขท่ี ระดบั ผลการเรยี น ค่าการพฒั นา
ภาค1/2564 ภาค2/2564 10
1 นายคณุ านนท์ ดาแก้ว 4/6 8 121/63 1/164
2 นายกฤตัชญ์ จณินดัฐวาดวงี ค์ 4/7 3 1.5 2 ⁄
3 นายณัฐชนน ปาบนูลเะมือง ⁄
4 นายนติ ิพฒั น์ ดิสระ 4/7 4 1.5 2.5 ⁄
5 นายพัฒศพงษ์ บุญรว่ มแกว้ ⁄
6 นายธรี ธ์ วชั สงกา 4/7 5 1 1.5 ⁄
7 นายวริวุฒิ ศรสี วุ รรณ ⁄
8 นางสาวกฤติยา อตุ ะมะบาล 4/7 7 1 2 ⁄
9 นางสาวฐติ าพร แซซ่ ี ⁄
10 นางสาวปัณฑติ า สขุ ศิริ 4/7 13 0 1.5 ⁄
11 นางสาว นันทชิ า สุวรรณ ⁄
12 นาย ชยพัทธ์ แซ่จ้ิว 4/7 14 1.5 2.5
13 นาย ภูรพิ ัฒน์ พัทธโน ⁄
14 นาย ธนชั ธร แซต่ ้ัง 4/7 25 1.5 3 ⁄
15 นาย ฐติ นิ ันท์ อาจไพรนิ ⁄
16 นางสาว ฤทยั รตั น์ ไชยมนตรี 4/7 27 1.5 3 ⁄

4/7 29 1.5 2

4/7 40 1 1 13 คน 3 คน
81.25 18.75
4/78 3 1.5 3

4/87 9 1.5 2.5

4/8 12 1 3

4/8 14 0 1.5

4/8 33 1.5 1

รวม
ร้อยละ

ลงช่ือ ครูผสู้ อน
(นางน้าอ้อย จันทร์ขาว)

ลงชอื่ หวั หน้ากลุ่มสาระฯ
( นางจิรพัฒน์ เกือ้ กลู )

แบบรายงานค่าการพฒั นาการปรบั พ้นื ฐาน โดยใช้ รร.5 เปน็ ฐานข้อมลู ในการพัฒนานกั เรยี นกลุ่มอ่อน
รายวิชาคณิตศาสตร์เสริมประสมการณ์ 6 รหสั วชิ า ค23204

นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 : ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา2564 : ครูผู้สอน นางสาวปราณี ก่อเกอื้

ที่ ช่ือ - สกลุ ห้อง เลขที่ ระดบั ผลการเรียน คา่ การพฒั นา
ภาค 1 / 64 ภาค 2/64
10

1 เดก็ หญิง กานต์ชนก ทองเสนอ 3/1 1.5 1 /

2 เดก็ หญิง เพชรพบู สมหานึก 3/1 1 1.5 /

3 เดก็ ชาย นราวิชญ์ บญุ พรม 3/2 1.5 1 /

4 เด็กชาย พรชยั จอนสวุ รรณ 3/2 1.5 3 /

5 เดก็ ชาย วชั ระ ศรีสะระ 3/2 1.5 1.5 /

6 เด็กหญิง กลั ยรัตน หนอู ไุ ร 3/2 1.5 4 /

รวม 3 3

ร้ อยละ 50 50

ลงชื่อ ...................ปราณี.............ครูผสู้ อน ลงชื่อ ... ...หวั หนา้ กลุ่มสาระ
( นางสาวปราณี ก่อเก้ือ )
( นางจิรพฒั น์ เก้ือกลู )


Click to View FlipBook Version