The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชกรณียกิจ ของพระมหากษัตริย์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-01-28 03:29:57

พระราชกรณียกิจ ของพระมหากษัตริย์

พระราชกรณียกิจ ของพระมหากษัตริย์

พระราชกรณียกิจ
ของพระมหากษัตริย์




สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ห้ว

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือ สมเด็จ


พระรามาธิบดีที่ 3 หรือในอีกชื่อ คือ สมเด็จ
พระรามาธิบดีศรีสรรเพชญ พระองค์ทรงเป็น

พระมหากษัตริย์ไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา
รัชกาลที่ 27 แห่งราชวงศ์ปราสาททอง เสด็จ

พระบรมราชสมภพเมื่อวันจันทร์ เดือนยี่ ปี
วอก พุทธศักราช 2175 เป็นพระราชโอรสใน

สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง กับ พระนางศิริ

ธิดา ภายหลังถูกยกให้เป็นพระราชเทวี ทรงมี

พระชนิษฐาร่วมพระมารตา คือ กรมหลวง

โยราทิพ พระองค์มีพระนมที่คอยอุปถัมภ์

อำรุงมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ คือ เจ้าแม่วัด

ตุสิต ซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของพระเจ้าปราสาท

ทอง กับ พระนมเปรม ที่ระบุว่าเป็นเครื่อ

ญาติของสมเด็จพระนารายณ์เช่นกัน สมเด็จพระนารายณ์มีส่วนสำคัญในการ



ขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระศรีสุธรรม

ราชา โดยพระองค์ได้ร่วมมือกับสมเด็จพระ

ศรีสุธรรมราชาในการชิงราชสมบัติจาก

สมเด็จเจ้าฟ้าไขย ซึ่งเป็นพระเชษฐาของ

พระองค์ โดยหลังจากที่พระองค์ช่วยสมเด็จ

พระศรีสุธรรมราชาขึ้นครองราชสมบัติได้

แล้วนั้น สมเด็จพระศรีสุธรรมราชาทรงแต่ง

ตั้งให้พระองค์ดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราช

และให้เสด็จไปประทับที่พระราชวังบวร

สถานมงคล หลังจากสมเด็จพระศรีสุธรรม
ราชาขึ้นครองราชสมบัติได้ 2 เดือนเศษ

พระองค์ทรงชิงราชสมบัติจากสมเด็จพระศรี

สุธรรมราชา สมเด็จพระนารายณ์ทรง
ประชวรหนักในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2231

ไม่สามารถว่ราชการได้ ต่อมาได้เสด็จ
สวรรคตเมื่อ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 ณ

พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ พระนารายณ์ราช

นิเวศน์ จังหวัดลพบุรี รวมครองราชสมบัติ
เป็นเวลา 32 ปี มีพระชนมพรรษา 56

พรรษา

พระราชกรณียกิจที่สำคัญ

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถอย่างยิ่ง ทรงสร้าง

ความรุ่งเรื่อง และความยิ่งใหญ่ให้แก่กรุงศรือยุธยาเป็นอย่างมาก โดยทรงยกทัพไปดีเมืองเชียงใหม่
และหัวเมืองพม่าอีกหลายมืองได้แก่ เมืองมาะตะม: สิเรียม ข่างกุ้ง หงสาวดี และมีกำลังสำคัญที่ทำให้

สมเด็จพระนารายณ์นั้นสามารถยึดหัวเมืองของหม่ได้คือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)



ด้านต่างประเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนสมัยสมเด็จพระนารายณ์งเรืองขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีการ

ติดต่อทั้งต้านการค้าและการทูตกับประเทศต่าง * เช่น จีน ญี่ปุ่น หร่าน อังกฤษ และฮอลันดา มีใน
จำนวนนี้รวมถึงเจ้าพระยาวิชเยนทร์

(คอนสแดนดิน ฟอลคอน) ชาวกรีกที่รับราชการตำแหน่ น่งสูงถึงที่สมุหนายก ยณะเดียวกันยังโปรด
เกล้าฯ ให้แต่งค งคณะทูตนำโดย เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ไปเจริญสัมพันธไบตรีกับรายสำนัก

ระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ถึง 4 ครั้งด้วยกัน ผู้ที่เขียนเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยา าและสยาม ฝรั่งเคส ในรัชสมัยพ
มากที่สุดในสมัยนี้ก็คือ ซึมง เดอ ลา ลูแบร์สมเด็จพระ มหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่

เลื่องลือพระเกียรติยศในพระราโชบายทางคบคำสมาคมกับชาวต่างประเทศ รักษาเอกราชของชาติ
ให้พ้นจากการเบียดเบียนของชาวต่างชาติและรับผลประโยชน์ทั้งทางวิทยาการและเครษฐกิจที่ชน
ต่างชาตินำเข้ามา นอกจากนี้ ยังได้ทรงอุปถัมภ์บำรุงกวีและงานด้านวรรณคดีอันเป็นศิลปะที่รุ่งเรือง
ที่สุดในยุคนั้น เมื่อสมเด็จพระนารายณ์เสด็จเกลิงถวัยราชสมบัติ ณ ราชอาณาจักรศรีอยูธยาแล้ว
ปัญหากิจการบ้านเมืองในรัชสมัยของพระงค์เป็นไปในทางเที่ยวข้องกับชาวต่างประเทศเป็นส่วน
ใหญ่ ด้วยในขณะนั้น มีชาวต่างประทศเข้ามาคำขาย และอยู่ในราชอาณาจักรไทยมากว่าที่เคยเป็น
มาในกาลก่อน ที่สำคัญมาก คือ ชาวยุโรปซึ่งเป็นชาติใหญ่มีกำลังทรัพย์ กำลังอาร และผู้คน ตลอด
จน มีความเจริญรุ่งเรืองทางวิทยาการต่าง ๆ เหนือกว่าชาวเอเชียมาก และชาวยุโรปเหล่านี้กำลังอยู่

ในสมัยขยายการค้ คาสนาครัสต์ และอำนาจทางการเมืองของพวกตนมาสู่ดินแดนตะวันออก

ยกตัวอย่างเช่นในปี พ.ศ. 2230 (ค.ศ. 1687) ออกญาพระเสด็จสุเรนทราธิ
บดี พระยาพระคลัง และออกพระศรีพิพัทธ์รัตนราชโกษาได้ลงนามในสนธิสัญญา
ทางการค้ากับประเทศฝรั่งเศสในรัชสมัยของพระองค์นั้น ชาวฮอลันดาได้กีดกันการ
เดินเรื่อค้าขายของไทย ครั้งหนึ่งถึงกับส่งเรือรบมาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา ยู่จะระดม
ยิงไทย จนไทยต้องผ่อนผ้นยอมทำสัญญายกประโยชน์การค้าให้ตามที่ต้องการ แต่
เพื่อป้องกันมิให้ออลันดาข่มเหงไทยอีก สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงสร้างเมืองลพบุรีไว้
เป็นเมืองหลวงสำรอง อยู่เหนือขึ้นไปจากกรุงศรีอยุธยา และเตรียมสร้างป้อมปราการ
ไว้คอยต่อต้านข้าศึก เป็นเหตุให้บาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่มีความรู้ทางการช่าง และ
ต้องการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาหอลิก ได้เข้ามาอาสาสมัครรับใช้ราชการ
จัดกิจการเหล่านี้ ข้าราชการฝรั่งที่ทำราชการมีความดีความชอบในการปรับปรุงขยาย
การค้ของไทยขณะนั้นคือ เจ้าพระยวิชเยนหร์ (คอนสแดนติน ฟอลคอน) ซึ่งกำลังมี
ข้อยุ่นเคืองใจกับบริษัทการค้าของอังกฤษที่เคยคบหาสมาคมกันมาก่อน เจ้าพระยาวิช
เยนทร์ จึงดำเนินการเป็นคนกลาง สนับสนุนทางไมตรีระหว่างสมเด็จพระนารายณ์กับ
ทางราชการฝรั่งเศส ซึ่งเป็นรัชสมัยยองพระเจ้าหลุยล์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ฝ่ายสมเด็จ
พระนารายณ์กำลังมีพระทัยระแวงเกรงฮอลันดายกมาย่ำยี และได้ทรงทราบถึงพระ
เดชานุภาพของพระเจ้าหลุยล์ที่ 14 ในยุโรปมาแล้ว จึงเต็มพระทัยเจริญทางพระราช
ไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ไว้ เพื่อให้ฮ่อล้นตาเกรงขาม ด้วยเหตุนี้ในรัชกาลสมเด็จ
พระนารายณ์ จึงได้มีการส่งทูตไปสู่พระราชสำนักฝรั่งศส และต้อนรับคณะทูตฝรั่งเศส
อย่างเป็นงานใหญ่ถึงสองคราว แต่การคบหาสมาคมกับชาติมหาอำนาจคือฝรั่งเศสใน
ยุคนั้นก็มิใช่ว่าจะปลอดภัย ด้วยพระเจ้าหลุยล์ที่ 14 มีพระราโยบายที่จะให้สมเด็จพระ
น่ารายณ์ และประชาชนชาวไทยรับนับถือคริสต์ศาสนา ซึ่งบาทหลวงฝรั่งเศสนำมา
ผยแผ่ โดยพระเจ้าหลุยล์ที่ 14 ทรงส่งพระราชสาสน์มาทูลเชิญสมเด็จพระนารายณ์
ข้ารับ นับถือคริสต์ศาสนาพร้อมทั้งเตรียมบาทหลวงมาไว้คอยถวายศีลด้วย แต่สมเด็จ

พระนารายณ์ได้ทรงใช้พระปรีชาญาณตอบปฏิเสธอย่างทะนุนอมไมตรี ทรง
ขอบพระทัยพระเจ้าหลุยล์ที่มีพระทยรักใคร่พระองค์ถึงแสดงพระปรารถนาจะให้ร่วม
ศาสนาด้วย แต่เนื่องด้วยพระองค์ยังไม่เกิดศรัทธาในพระทัย ซึ่งก็อาจเป็นเพราะพระ
เป็นเจ้าประสงค์ที่จะให้นับถือศาสนาคนละแบบคนละวิธี เช่นเดียวกับที่ทรงสร้างมนุษย์
ให้ผิดแผกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ หรือทรงสร้างสัตว์ให้มีหลายชนิดหลายประเภทก็ได้ หาก
พระเป็นเจ้ามี พระประสงค์จะให้พระองค์ท่นข้ารับนับถือศาสนาตามแบบตามลัทธิที่
พระเจ้าหลุยส์ทรงนับถือแล้ว พรเองค์ก็คงเกิดครัทธาขึ้นในพระทัย และเมื่อนั้นแหละ
พระองค์ท่านก็ไม่รังเกียจที่จะทำพิธีรับศีลร่วมศาสนาเดียวกันนอกจากนี้พระองค์ยัง
ทรงรับเอาวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ เช่น กล้องดูดาว และยุทโธปกรณ์บางประการ รวม
ทั้งยังมีการรับเทคโนโลยีการสร้างน้ำพุ จากชาวยุโรป และวางระบบท่อประปาภายใน

พระราชวังอีกด้วย

ด้านวรรณกรรม

สมเด็จพระนารายณ์มิใช่เพียงทร รงพระปรึชาสามา มารถทางด้านการทูตเท่นั้น หากทรงเป็นก

วีและทรงอุปถัมภ์กรี้ในยุดของ งพระองค์อย่างมากมา าย กวีลือนามแห่งรัชสมัยของ งพระองค์ก็ได้แก่
พระโหราธิบดี หรือพระมหาราชครู ผู้ประพันธ์หนังสือจินดามณี ซึ่งเป็นตำราเรียนภาษาไทยเล่มแรก
และตอนหนึ่งของเรื่องสมุทรโมษคำฉันห์ (อีกตอนหนึ่งเป็นพระ ะราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนารายณ์)
กวีอีกผู้หนึ่งคือ รีปราชญ์ ผู้เป็นปฏิภาณวี เป็นบุตรของพระโหราธิบดี งานชิ้นสำคัญของศรี
ปราชญ์ คือ หนังสือกำตราลตรีปราชญ์ และอนุทรคำฉันห์ด้วยพระปรีชาสามารถดังได้บรรยายมา
แล้ว สมเด็จพระนารายณ์จึงได้รับการถวายพระกียรติเป็น มหาราช พระองค์หนึ่ง วรรณกรรมที่
ปรากฎหลักฐานว่าแต่งขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ เช่น
-สมุทรโมษคำฉันท์ ส่วนตอนต้นเชื่อกันว่าพระมหาร ราชครูเป็นผู้แต่งแต่ถึงแก่อนิจกรรมเสียก่อน
สมเด็จพระนารายณ์จึงพระราชนิพนธ์ต่อ โดยเริ่มที่ตอน ฟิศพระกุฎีอาศรมสถานตระกาลกล ไป
-คำฉันท์กล่อมช้าง (ของเก่า) เป็นผล ลงานของยุนเทพกรี้ สันนิษฐานว่าแต่งในคราวสมโภชขึ้นระวาง
-พระราชพงดาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ ไม่ทราบผู้แต่ง แต่มีการระบุว่าเกิดจากการที่มี
รับสั่งใน จ.ค. 1042 (พ.ศ. 2223) ให้ตัดจดหมายเหตุต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
ทั้งยังส่งเสริมงานงานกวี ทำให้มีหนังสื่อเรื่องสำคัญ ๆ ในรัชสมัยนี้เป็นจำนวนไม่น้อย เช่น
โคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ของหลวงตรีมโหลถ หนังสือจินดามณีของพระ
โหราธิบดี (จัดเป็นตำราเรียนเล่มแรกของประเทศไทย) และอนิรุทธคำฉันท์ เป็นต้น

พระราชกรณียกิจอื่ นๆ

- การลดส่วยและงดก็บภาษีอากรจากราษฎรเป็นเวลา 3 ปีเศษ

- การประกาศใช้กฎหมายพระราชกำหนดและกฎหมายเพิ่มเติมลักษณะรับฟ้อง
- การทำศึกสงครามกับเชียงใหม่และพม่า พ.ศ2203 และได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์
ลงมาอยุธขาด้วยตนเอง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(รัชกาลที่ 5)


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอังคาร เดือน

10 แรม 3 ค่ำ ปีจลู เบญจศก จ.ศ. 1215 (ตรงกับวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396) เพลา
ก่อนทุ่มหนึ่งบาตรหนึ่ง เป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่
ประสูติแต่ พระนางเธอ พระองค์เจ้าร่ำเพยภมราภิรมย์ (ในรัชกาลที่ 6 ได้มีการสถาปนา
พระบรมอัฐิเป็นสมเด็จพรเทพศิรินทราบรมราชินี) ครั้งนั้นพระบรมวงศานุวงศ์เสนาบดี
เข้าชื่อกันกราบบังคมทูลว่า ทุกวันนี้เจ้าฟ้าก็ไม่มีเหมือนแต่ก่อน ขอให้ยกขึ้นเป็นเจ้าฟ้
อย่างสมัยก่อน จึงพระราชทานพระนามว่า เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ถึงวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.
2404 จึงได้รับพระราชทานสุพรรณบัฎจารึกพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้า
จุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงค์ รุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราช
กุมาร เล้วโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเจ้ากรมเป็น หมื่นพิฆเนศวรสูรสังกาด ซึ่งคำว่า
"จุฬาลงกรณ์" นั้นแปลว่า เครื่องประดับผม อันหมายถึง " พระเกี้ยว " ที่มีรูปเป็นส่วนยอด
ของพระมหามงกุฎหรือยอดชฎา

พระองค์มีพระขนิษฐาและพระอนุชาร่วมพระมารดารวม 3 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้จันทรมณฑล โสภณภควดี กรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์, สมเด็จ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ และสมเด็จพระราช
ปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่งวงค์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชพระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับการศึกษาเบื้องต้นในสำนักพระเจ้าอัยยิกาเธอ
กรมหลวงวรเสรฐสุดา ทรงได้รับการศึกษาด้านอักษรศาสตร์ ภาษาเขมรจากหลวงราชา

ภิรมย์ ทรงได้การศึกษาการยิงปืนไฟจากพระยาอภัยเพลิงตร

พระราชกรณียกิจที่สำคัญ

พระราชกรณียกิจที่สำคัญของรัชกาลที่ 5 ได้แก่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการ

เลิกทาสและไพร่ในประเทศไทย การป้องกันก ารเป็นอา าณานิคมของจักรวรรดิฝรั่งเศสและ
สนาโดยอิสระในประเทศ โดย
บุคคลศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามสาม มารถปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ได้มี
จักรวรรดิอังกฤษ ได้มีการประก
การนำระบบจากทางยุโรปมาใช้(นประเทศไทย ได้แก่ระบบการใช้ธนบัตรและเหรียญบาท ใช้
ระบบเขตการปกดรองใหม่ เช่น มณฑลเทศาภิบาล จังหวัด และอำเภอ และได้มีการสร้างรถไฟ
สายแรก คือ กรุงเทพฯ ถึง อยุธยา ลงวันที่ 1 มีนาคม ร ศ.109 ซึ่งตรงกับ พุทธศักราช 2433
นอกจากนี้ได้มีงานพระราชนิพน ที่สำคัญ การก่อตั้งการประปา การโฟฝ้ ไปรษณีย์โทรเลย
โทรศัพท์ การสื่อสาร การรถไฟ ส่วนการ งหลายแห่ง เช่น คลอง
ประเวศบูรีรมย์ คลองสำโรง คลองแส ตรเนื่องเขต คลองร้งสิตประยูรศักดิ์
คลองเปรมประชากร และ คลองวีวัฒนา ยังทรงโปรดเภล้าฯ ให้ขุดคลองส่งน้ำประปา จาก
เชียงราก สู่สามเสน อำเภอตุสิต จังหวัดพระนคร ซึ่งคลองนี้ส่งน้ำจากแหล่งน้ำดิบเชียงราก
ผ่านอำเภอสามโคก อำเภอเมืองปทุมธานี อำเภอคล ลองหลวง อำเภอรัญบุรีและอำเภอลำลูกกา
จังหวัดปทุมธานี, อำเภอปากเกร็ต และ อำเภอมืองนนหบุรี จังหวัดนนทบุรี และ เขตสายไหม
เขตบางเขน เขตตอนเมือง เขตหลักสี่ ยดจดุจักร เขดบางซื่อ เยตดุสิต เขตพญาไท และ เขต
ราชเทวี กรุงเทพมหานคร
ทรงยกเลิกระบบไพร่ โดยให้ไพร่เสียเงินแทนการถูกเกณฑ์ นับเป็นการเก็ดระบบทหาร
อาชีพในประเทศไทย(16] นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงลิกทาสแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจาก
ออกกฎหมายให้ลูกทาสอายุครบ 20 ปีเป็นอิสระ จนกระทั่งออกพระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ.
124 (พ.ศ. 2448) ซึ่งปล่อยทาสทุกคนให้เป็นอิสระและห้ามมีการซื้อขายทาส

ด้านการเมืองการปกครอง



พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้เจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงการคุกคามจาก
จักรวรรดินิยมตะวันตกที่มีต่อประเทศในแถบเอเชีย โดยมักอ้างความชอบธรรมในการเข้ายึด
ครองดินแตนแถบนี้ว่าเป็นการทำให้บ้านเมืองเจริญก้วหน้าอันเป็น "ภาระของคนขาว" ทำให้
ต้องทรงปฏิรูปบ้านเมืองให้ทันสมัย โดยพรราชกรณียกิจดังกล่าวเริ่มขึ้นตั้งแต่ พศ. 2416

ประการแรก ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาขึ้นมาสองสภา ได้แก่ สภาที่ปรึกษาราชการแผ่น
ดิน (เคาน์ซิลออฟสเตต) แลสภาที่ปรึกษาในพรเองค์ (ปรีวีคาน์ซิล) ในปี พ.ศ. 2417 แล
ทรงตั้งขุนนางระดับพระยา 12 นายเป็น "เคานัซิลลอร์" ให้มีอำนาจยัดยวางหรือค้ดค้านพระ
ราชดำริโด้ และทรงตั้งพระราชวงศาางศ์ 13 พระองค์ และขุนนางอีก 36 นาย ช่วยถวาย
ความคิดเห็นหรือเป็นกรรมการดำเนินการต่าง ๆ แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
(ช่วง บุนนาค) ขุนนางสกุลบุนนาค และกรมพระราชวังบวรวิโขยชาญ เห็นว่าสภาที่ปรึกษา
เป็นความพยายามตึงพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้เกิด
ความขัดแย้งที่เรียกว่า วิกฤตการณ์วังหน้า วิกฤตการณ์ดังกล่าวทำให้การปฏิรูปการปกครอง

ชะงักลงกระทั่ง พ.ศ. 2428
พ.A. 2427 ทรงปรึกษากับพระรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ อัครราชทูตไทย
ประจำอังกฤษ ซึ่งพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ พร้อมเจ้านายและข้าราชการ 11 นาย ได้กราบทูล
เสนอให้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบราชาธิปโดยภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่พระองค์ทรง
เห็นว่ายังไม่พร้อม แต่ก็โปรดให้ทรงศึกษารูปแบบการปกครองแบบประเทศตะวันตก และ
พ.ศ. 2431 ทรงริ่มทดลองแบ่งงานการปกตรองออกเป็น 12 กรม (เทียบเท่ากระทรวง)
พ.ศ. 2431 ทรงตั้ง "สนาบดีสภา" หรือ "ลูกขุน ณ ศาลา" ขึ้นเป็นฝ้ายบริหาร ต่อมา
ใน พ.ศ. 2435 ได้ตั้งองคมนตรีสภา เดิมเรียกสภาที่ปรึกษาในพระองค์ เพื่อวินิจฉัยและ
ทำงานให้สำเร็จ และรัฐมนตรีสภา หรือ "ลูกขุน ก ณ ศาลาหลวง" ขึ้นเนื้อปรึกษาราชการแผ่น
ดินที่เกี่ยวกับกฎหมาย นอกจากนี้ยังทรงจัดให้มี "การชุมนุมเสนาบดี" อันเป็นการประชุม

ปรึกษาราชการที่มุขกระสัน พระที่นั่งดูสิตมหาปราสาท

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุก
พระองค์ล้วนสำคัญเหมือนกันหมดขึ้นอยู่กับ

ว่าแต่ละพระองค์จะเด่นในเรื่องใด



















นาย นันทภัทร แพรทอง ม.4/7 เลขที่ 3


Click to View FlipBook Version