The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by F.jittida2544, 2023-07-18 13:04:56

ศึกษาพฤติกรรมความต้องการของลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสานแบบ DIY ของกลุ่มสืบสานจักสาน บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา

วิจัยDiy 5บท

Keywords: งานวิจัยDIY จักสาน

รายงานการวิจัย ศึกษาพฤติกรรมความต้องการของลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสาน แบบ D.I.Y. ของกลุ่มสืบสานจักสาน บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา สำหรับเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยว เสนอ อาจารย์สุจิตรา จำปาศรี รายชื่อสมาชิกกลุ่ม คณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาการตลาด ชั้นปีที่ 3 หมู่ 2 งานวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา 303311 การวิจัยการตลาด ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กชภัส เตือประโคน จิตรธิดา สุดแสนยา จุฑาทิพย์ สอนทองคำ พนิดา สร้อยขุนทด สมฤดี เมฆขุนทด สิรวิชญ์ แซ่อึง พิมพ์ชนก ดาวขุนทด 6340507201 6340507204 6340507205 6340507214 6340507221 6340507230 6340507235


กิตติกรรมประกาศ การวิจัยเรื่อง ศึกษาพฤติกรรมความต้องการของลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารแบบ D.I.Y ของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาการตลาด มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา ครั้ง นี้สำเร็จลุล่วง ได้ด้วยดี เพราะได้รับความอนุเคราะห์ความรู้จาก อาจารย์ สุจิตรา จำปาศรี อาจารย์ที่ ปรึกษางานวิจัย ได้ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแนะนำตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องต่างๆ ด้วยความ เอาใจใส่เป็นอย่างดียิ่ง ตลอดจนสำเร็จสมบูรณ์ ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง กราบขอบพระคุณ กลุ่มสืบสานจักสานบ้านโนนตะโก ทุกท่านที่เกี่ยวข้อง ที่ได้นำมาศึกษา และ อ้างอิงในการทำวิจัยครั้งนี้ รวมถึงคณะครูมหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา ที่ให้ความร่วมมือตลอดจน อำนวยความสะดวก ทั้งนี้ผู้วิจัยขอขอบคุณนักศึกษาที่เป็นผู้ให้ข้อมูลและมีส่วนร่วมในการวิจัยในครั้งนี้เพื่อจะนำไปใช้ ประโยชน์ ในภาคการศึกษาต่อไป ขอกราบพระคุณคุณพ่อคุณแม่และครอบครัวที่เป็นกำลังใจให้การ สนับสนุนมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนสำเร็จ คณะผู้วิจัย เมษายน 2566


ชื่อโครงการ การวิจัยศึกษาพฤติกรรมความต้องการของลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสาน แบบ D.I.Y. ของกลุ่มสืบสานจักสาน บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา สำหรับเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยว ผู้วิจัย 1. นางสาวกชภัส เตือประโคน 6340507201 2. นางสาวจิตรธิดา สุดแสนยา 6340507204 3. นางสาวจุฑาทิพย์ สอนทองคำ 6340507205 4. นางสาวพนิดา สร้อยขุนทด 6340507214 5. นางสาวสมฤดี เมฆขุนทด 6340507221 6. นายสิรวิชญ์ แซ่อึง 6340507230 7. นางสาวพิมพ์ชนก ดาวขุนทด 6340507235 ปีที่วิจัย 2566 ………………………… บทคัดย่อ งานหัตถกรรมจักสาน เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิ ปัญญาท้องถิ่นที่สำคัญของชุมชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิปัญญาเกี่ยวกับนำวัสดุจากธรรมชาติมา ประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิตได้อย่างผสมกลมกลืน ตลอดจนภูมิปัญญาที่ปรากฏชัดในกระบวนการผลิตและการ ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่นำเอารูปแบบทางวัฒนธรรม พื้นบ้านกับวิธีคิดเกี่ยวกับประโยชน์ใช้สอย กลายเป็น รูปแบบที่สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ของคนในตำบลได้อย่างชัดเจน ทางนักศึกษาจัดทำขึ้นเพื่อให้เกิด ประโยชน์ใช้สอยในการดำรงชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น หวดนึ่งข้าว และหัตถกรรมหมวกจักสาน กล่อง อเนกประสงค์ ทำให้เกิดประโยชน์พร้อมทั้งมีคุณค่ามากขึ้นโดยอาศัยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความ ประณีต งดงาม ทางผู้จัดทำได้นำไม้ไผ่ มาทำให้เกิดประโยชน์และมีคุณค่ามากขึ้น โดยทำเป็น หัตถกรรม หมวกจักสาน กล่องเอนกประสงค์ สามารถนำไปใช้เป็น เอกลักษณ์ที่สำคัญของหัตถกรรมพื้นบ้านใน ตำบลคือเป็นการสร้างขึ้นมาจากแรงบันดาลใจจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นสภาพธรรมชาติ ความเป็นอยู่ ความเชื่อขนบธรรมเนียมประเพณี แล้วถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของศิลปะ


สารบัญ เรื่อง หน้า กิตติกรรมประกาศ ก บทคัดย่อ ข สารบัญเรื่อง ค สารบัญตาราง จ บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์ 1.3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.4 ขอบเขตของงานวิจัย 1.5 กรอบแนวคิดงานวิจัย 1.6 นิยามคำศัพท์เฉพาะ บทที่ 2 แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 แนวคิดเกี่ยวกับไม้ไผ่ 2.2 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค 2.3 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับปัจจัยในการตัดสินใจซื้อ 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง บทที่ 3 วิธีการดำเนินงานวิจัย 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.3 การสร้างเครื่องมือในการวิจัย 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ บทที่ 4 ผลการวิจัย 4.1 บริบทชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการจัดการตลาด เครื่องจักสานของหมู่บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา 4.2 ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการจักสานของหมู่บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา 4.3 การจัดการตลาดจักสานไม้ไผ่จากภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน บ้านโนนตะโกอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา


สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการวิจัย 5.2 อภิปรายผลการวิจัย 5.3 ข้อเสนอแนะการวิจัย บรรณานุกรม


สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1.5 กรอบแนวคิดงานวิจัย 2.2 พฤติกรรมผู้บริโภค 2.3 กระบวนการตัดสินใจซื้อ 4.1 แสดงข้อมูลจำนวนและร้อยละของเพศ 4.2 แสดงข้อมูลเกี่ยวกับอายุ 4.3 แสดงข้อมูลจำนวนและร้อยละของระดับการศึกษา 4.4 แสดงข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพ 4.5 แสดงข้อมูลจำนวนและร้อยละของรายได้ 4.6 แสดงข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะที่อยู่อาศัย 4.7 แสดงความคิดเห็นความต้องการด้านการจัดการตลาดเครื่องจักสานไม้ไผ่ ของหมู่บ้านโนนตะโกในด้านผลิตภัณฑ์ 4.8 แสดงความคิดเห็นความต้องการด้านการจัดการตลาดเครื่องจักสานไม้ไผ่ ของหมู่บ้านโนนตะโกในด้านการกำหนดราคา 4.9 แสดงความคิดเห็นความต้องการด้านการจัดการตลาดเครื่องจักสานไม้ไผ่ ของหมู่บ้านโนนตะโกในด้านการจัดจำหน่าย 4.10 แสดงความคิดเห็นความต้องการด้านการจัดการตลาดเครื่องจักสานไม้ไผ่ ของหมู่บ้านโนนตะโกในด้านการส่งเสริมการตลาด


บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆอยู่ เสมอเครื่องจักสานถือได้ว่าเป็นแขนงหนึ่งในงานหัตถกรรมและหัตถกรรมศิลป์1 ที่ได้ทำหน้าที่รับใช้ มนุษย์มานานนับพันปีเช่นเดียวกัน จนปัจจุบันเครื่องจักสานก็ยังคงทำหน้าที่ไม่น้อยกว่ายุคสมัยที่ผ่านมา พร้อมกับการพัฒนาวิธีการผลิต รูปแบบและการตลาด จนสามารถกระจายแพร่หลายอย่างทั่วถึงทั้งใน และต่างประเทศ จนสามารถเป็นสินค้าออกที่เชิดหน้าชูตาได้ดีประเภทหนึ่ง เครื่องจักสานเป็นเครื่องมือ ที่มนุษย์สามารถจะนำไปใช่ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงแต่ด้านประโยชน์ใช้สอย เท่านั้นที่มนุษย์พัฒนาขึ้น ความสวยงาม และ ความทนทานถาวร ปัจจุบันประเทศไทยและทุกประเทศทั่วโลกพบกับปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจาก สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด19 ส่งผลต่อวิถีชีวิตของคนในสังคมที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤ ดิกรรมการใช้ชีวิตจากความกลัวจนได้เกิดเป็นการเรียนรู้ที่จะรับมือด้วยการใส่ใจตนเองและคนรอบข้าง มากขึ้น เพื่อให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อ ควบคู่ไปกับความพยายามรักษาและฟื้นฟูศักยภาพทาง เศรษฐกิจเกิดการหาทางออกจนนำไปสู่การคิดค้นการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ รวมถึงการหาทางออก การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดการหมุนเวียนเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว และชุมชน บ้านโนนตะโก ตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เป็นอีกหนึ่งชุมชนที่ได้รับผลกระทบจาก การขาดนักท่องเที่ยว ส่งผลให้การขายงานหัตถกรรมเป็นไปอย่างยากลำบาก รวมถึงยอดจองสินค้าจาก ในประเทศลดน้อยตามลงไปเพราะขาดคนสืบสานต่อ ซึ่งเกิดจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของคนใน สังคมคนในชุมชนประกอบอาชีพทำงานเกษตรกรรมเพื่อการดำรงชีวิต งานจักสานของชุมชนถือว่าเป็น อาชีพเสริมความโดดเด่นที่ยังคงรูปแบบของงานจักสานแบบดั้งเดิมที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช่ในครัวเรือน เช่น กระบุง กระจาด ตะกร้าและอื่น ๆ ที่มีความละเอียดประณีต รูปทรงที่สวยสวยงามวัตฤดิบที่ใช้จักสาน เป็นไม่ไผ่พันธุ์สีสุกที่มีความยืดหยุ่นและมีผิวที่มันวาวสวยงาม จากข้อมูลความเป็นมาและความสำคัญดังกล่าว ผู้วิจัยมีแนวคิดในการนำรูปแบบโครงสร้างงาน จักสานของชุมชนมาประยุกข์ใช่ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนในสังคม ที่มักอยู่ บ้านใช้เวลาบนโต๊ะทำงาน และพฤติกรรมการใส่ใจความสะอาดของตนเองและคนรอบข้างมากขึ้นโดย เน้นการใช้ไม่ไผ่มาเป็นวัสดุหลักในการผลิตเพื่อเป็นการหาแนวทางการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิด ประโยชน์สูงสุด จนเกิดเป็นการศึกษาพฤติกรรมความต้องการของลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสาน แบบ DIY ของกลุ่มสืบสาน จักสาน บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเพิ่มคุณค่า และมูลค่างานจักสานและเพื่อสนับสนุนการใช้ไม้ไผ่ที่ป็นหนึ่งในทรัพยากรภายในประเทศให้เกิด ประโยชน์สูงสุดต่อชุมชนและสังคม


1.2 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาศึกษาพฤติกรรมความต้องการของลูกค้าแบบ DIY ของกลุ่มสืบสาน บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา 2. เพื่อศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสาน แบบ DIY ของกลุ่มสืบสาน บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา 3. เพื่อศึกษากระบวนการทำแบบ DIY ของกลุ่มสืบสาน บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัด นครราชสีมา 1.3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. สำหรับนักท่องเที่ยวคือได้เรียนรู้วิธีการทำเครื่องจักสานโดยตรงจากคนในชุมชน บ้านโนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา 2. สำหรับงาน DIY ที่นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมในการทำของชิ้นนั้นโดยถือว่าเป็นกิจกรรมที่เปิดให้ นักท่องเที่ยวได้มีการออกแบบชิ้นงานของตนเองลงในเครื่องจักสานเพื่อที่จะเป็นชิ้นงานที่มีเพียง ชิ้นเดียวในโลก 3. สามารถนำไปสู่รูปแบบของการส่งเสริมพัฒนากลุ่มจักรสานเพื่อพัฒนาชุมชนบ้านโนนตะโก อำเภอ สูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา 4. สำหรับนักท่องเที่ยวถือว่าได้เป็นการเรียนรู้แบบใกล้ชิดตัวต่อตัวกับคนในชุมชนในการผลิตเครื่อง จักสานแต่ละชนิดทำให้เป็นการอนุรักษ์และคงอยู่ต่อไปของเครื่องจักสานชุมชนบ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนินจังหวัดนครราชสีมา


1.4 ขอบเขตของงานวิจัย 1. ขอบเขตด้านพื้นที่ การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กําหนดขอบเขตด้านพื้นที่โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Area) โดยผู้วิจัยเลือกศึกษากลุ่มจักสาน บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ที่มีความ สนใจ ในการร่วมพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ 2. ขอบเขตด้านเวลา การศึกษาครั้งนี้ดำเนินการระหว่างเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2565-พฤษภาคม 2566 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 6 เดือน 1.5 กรอบแนวคิดงานวิจัย ตัวแปรต้น คือ เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ ตัวแปรตาม คือ พฤติกรรมความต้องการซื้อของลูกค้า 1.5 กรอบแนวคิดงานวิจัย ตัวแปรต้น Independent Variable 1. เพศ 2. อายุ 3. ระดับการศึกษา 4. อาชีพ 5. รายได้ ตัวแปรตาม Dependent Variable ความต้องการซื้อของลูกค้า 1. ตลาดเป้าหมาย 2. ผู้บริโภคซื้ออะไร 3. ทำไมผู้บริโภคจึงซื้อ 4. การตัดสินใจซื้อ 5. ผู้บริโภคซื้อเมื่อใด 6. ซื้อที่ไหน 7. ซื้ออย่างไร


1.6 นิยมคำศัพท์เฉพาะ DIY หมายถึง ทำด้วยตัวเองเป็นวิธีการสร้าง ดัดแปรง หรือซ่อมบางสิ่งโดยปราศจากความ ช่วยเหลือของผู้เชี่ยวชาญหรือมืออาชีพ โดยใช้วัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบ และชิ้นส่วนประกอบต่าง ๆ เพื่อ ผลิต แปรรูป หรือสร้างใหม่อันซึ่งให้ได้ทรัพย์สินที่จับต้องได้ ซึ่งรวมไปถึงทรัพย์สินที่มาจาก สภาพแวดล้อมธรรมชาติ พฤติกรรม หมายถึง การแสดงและกิริยาท่าทางซึ่งสิ่งมีชีวิต ระบบหรืออัตลักษณ์ประดิษฐ์ ที่เกิด ร่วมกันกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมระบบอื่นหรือสิ่งมีชีวิตโดยรวมเช่นเดียวกับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ซึ่ง พฤติกรรมเป็นการตอบสนองของระบบหรือสิ่งมีชีวิตต่อสิ่งเร้าหรือการรับเข้าทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นภายใน หรือภายนอกมีสติหรือไม่มีสติระลึกชัดเจน ไม้ไผ่ หมายถึง จัดเป็นทรัพยากรธรรมชาติอีกชนิดหนึ่ง เป็นพืชในวงศ์หญ้า กระจายพันธุ์ใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นไผ่ลำต้นสูง 10 -18 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 8-12 ซม. ลำแข็ง ผิวเรียบ เป็นมัน เป็นหนึ่งในวัสดุที่นิยมนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น งานหัตถกรรมจักสาน ที่พักอาศัย และบางส่วนสามารถนำมาประกอบเป็นอาหารได้อรกด้วย เช่น หน่อ และใบ ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิ่งที่หาได้จากธรรมชาติซึ่งมีประโยชน์ต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ โดยเฉพาะเป็นปัจจัยสี่ที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิตที่มนุษย์สามารถเสาะแสวงหามาใช้เช่น พืช สัตว์ แร่ธาตุ ป่าไม้ ถ่านหิน และน้ำมัน ผลิตภัณฑ์จักสานไผ่ในครัวเรือน หมายถึง งานหัตถกรรมอย่างหนึ่ง เป็นการนำเส้นไผ่ยาวมาขัด หรือสานกันจนเป็นชิ้นงานที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในครัวเรือน เช่น ตะกร้า กระบุง กระติบ เป็นต้น ของใช้ของแต่งบ้านบนโต๊ะทำงาน หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งามในชีวิตประจำวันควบคู่ ไปกับการตกแต่ง เพื่อสร้างบรรยากาศและความสวยงามบริเวณพื้นที่ของโต๊ะทำงาน


บทที่ 2 แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การทบทวนแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมความต้องการของลูกค้าและ พัฒนาผลิตภัณฑ์จักสาน แบบ D.I.Y.ของกลุ่มสืบสานจักสาน บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัด นครราชสีมา สำหรับเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งมีประเด็นสำคัญโดยแบ่งได้ดังนี้ 2.1 แนวคิดเกี่ยวกับไม้ไผ่ 2.2 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค 2.3 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับปัจจัยในการตัดสินใจซื้อ 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 แนวคิดเกี่ยวกับไม้ไผ่ ช่างชาวบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมใช้ไม้สีสุกในงานหัตถกรรมประเภทเครื่องจักสาน มากที่สุด หัตถกรรมที่ชาวบ้านผลิตใช้ในชีวิตประจำวัน แบ่งเป็น 9 ประเภท คือ 1) ภาชนะประกอบ อาหาร 2) เครื่องมือจับสัตว์ 3) เครื่องใช้ภายในบ้าน 4) ส่วนประกอบสิ่งก่อสร้าง 5) เครื่องมือเพาะปลูก 6) เครื่องใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์ 7) เครื่องมือประกอบนันทนาการ 8) เครื่องใช้ประกอบความเชื่อ และ 9) เครื่องใช้เบ็คเตล็ดเกี่ยวกับร่างกาย เช่นหมวก พัดและอื่น ๆ (บุญเลิศ สดสุชาติ: 2535) การพัฒนาหัตถกรรมไม้ไผ่ควรอนุรักษ์คุณลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไว้ได้แก่ วัสดุ กรรมวิธีการผลิตและอุปกรณ์ในการผลิต ส่วนการออกแบบผลิตภัณฑ์ควรประยุกต์ในด้านสัดส่วน รูปทรง พื้นผิว สี ลวดลายและประโยชน์ใช้สอย ปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับการพัฒนาหัตถกรรมไม้ไผ่ พบว่า ค่านิยมของคนส่วนใหญ่เห็นว่า งานหัตถกรรมไม้ไผ่ไม่เหมาะสมสำหรับคนธรรมดา ความสนใจศึกษาและฝึกฝนงานด้านนี้ของคนหนุ่ม สาวลดลง คงเหลือแต่คนสูงอายุเท่านั้นที่ยังคงทำอยู่ บุคคลเหล่านี้มักไม่ค่อยยอมรับแนวคิดใหม่ในการ พัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ วัตถุดิบที่สำคัญ คือ ไม้ไผ่และหวายขาดแคลน ชาวบ้านไม่นิยม ปลูกไม้ไผ่เพราะความเชื่อที่ว่าจะทำให้ผู้ปลูกอายุสั้น ปัญหาแหล่งตลาดสำหรับจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ ยังอยู่ในวงแคบ ควรหาทางขยายให้กว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ (บุญเลิศ สดสุชาติ: 2535) ไม้ไผ่ เป็นวัสดุที่เก่าแก่ที่สุดที่มนุษย์รู้จักนำมาใช้เพื่อความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน ในขณะที่โลกปัจจุบันเป็นเรื่องของพลาสติกและเหล็ก แต่ก็ยังมีโครงการร่วมมือค้นคว้า เรื่องไม้ไผ่ ระหว่างชาติต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการในการใช้ไม้ไผ่ซึ่งกันและกัน ในขณะนี้ได้มี โครงการวิจัยร่วมกันเพื่อจะหาชนิดของไม้ไผ่ที่ดีที่สุดจากภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ไม้ไผ่เป็นพืชใบเลี้ยงเคี่ยวอยู่ในวงส์ Gramineae เช่นเดียวกับหญ้าแต่เป็นพืชตระกูลหญ้าที่สูง ที่สุดใน โลก และเป็นพืชเมืองร้อน ไม้ไผ่ใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง เช่น ใช้ในการก่อสร้างไม้นั่งร้าน ทาสีฉาบปูน ใช้จักสานภาชนะต่าง ๆ ใช้ทำเครื่องดนตรี ใช้เป็นเยื่อกระดาษในอุตสาหกรรมทำกระดาษ


ทำเครื่องกีฬา ใช้เป็นอาวุธ เช่น คันธนู หอก หลาว ใช้เป็นเครื่องอุปกรณ์การประมง เช่น ทำเสาโป๊ะ ทำ เครื่องมือในการเกษตร นอกจากนั้นใบยังใช้ห่อขนม หน่อไผ่ใช้เป็นอาหารอย่างวิเศษ และกอไผ่ยังใช้ ประดับสวนได้งดงาม ไม่ไผ่ทั่วโลกที่รู้จักกันมีประมาณ 75 สกุล ที่ได้สำรวจพบในเมืองไทยมีประมาณ 12 สกุล แยกเป็นชนิดประมาณ 44 ชนิด ชนิดของไม้ไผ่ที่ใช้ในการก่อสร้างที่ควรทราบ ไม้ไผ่ที่ใช้ในการก่อสร้างนั้นมีดังต่อไปนี้ 1.) ไผ่ตง (D.asper) เป็นไผ่ในสกุล Dendrocalamus นิยมปลูกกันในภาคกลางโดยเฉพาะที่ จังหวัดปราจีนบุรีปลูกกันมาก เป็นไผ่ขนาดใหญ่ ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6-12 เซนติเมตร ไม่ มีหนามปล้องยาวประมาณ 20 เซนติเมตร โคนต้นมีลายขาวสลับเทา มีขนเล็กๆอยู่ทั่วไปของลำ มีหลาย พันธุ์ เช่นไผ่ตงหม้อ ไผ่ตงคำ ไผ่ตงเขียว ไผ่ตงหนู เป็นต้น หน่อใช้รับประทานได้ ลำต้นใช้สร้างอาคาร เช่น เป็นเสา โครงหลังคา เพราะแข็งแรงดี ไผ่ตงมีต้นกำเนิดจากประเทศจีน ชาวจีนนำมาปลูกในประเทศไทย ประมาณปี พ.ศ. 2450 ปลูกครั้งแรกที่ตำบลพระราม จังหวัดปราจีนบุรี 2.) ไผ่สีสุก (B.laxuosa) อยู่ในสกุล Bambusa ไผ่ชนิดนี้มีอยู่ทั่วไปและมีมากในภาคกลางและ ภาคใต้ลำต้น เขียวสดเป็นไผ่ขนาคสูงใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นประมาณ7-10 เซนติเมตร ปล้อง ยาวประมาณ 4-10 เซนติเมตร บริเวณข้อมีกิ่งเหมือนหนาม ลำต้นเนื้อหนาทนทานดี ใช้ทำนั่งร้านในการ ก่อสร้าง เช่น นั่งร้านทาสี นั่งร้านฉาบปูน 3.) ไผ่ลำมะลอก (D.longispathus) อยู่ในสกุล Dendrocalamus มีทั่วทุกภาคแต่ในภาคใต้จะ มีน้อยมากลำต้นสีเขียวแก่ไม่มีหนาม ข้อเรียบจะแตกใบสูงจากพื้นดินประมาณ 6-7 เมตร ปล้องขนาดเส้น ผ่านศูนย์กลาง 7-10 เซนติเมตร ลำต้นสูงประมาณ 10-15 เมตร ลำต้นใช้ทำนั่งร้านในงานก่อสร้างได้ดี 4.) ไผ่ป้าหรือไผ่หนาม (B.arumdinacca) อยู่ในสกุล Bambusa มีทั่วทุกภาคของประเทศต้นแก่ มีสีเขียวเหลือง เป็นไผ่ขนาดใหญ่ มีหนามและแขนง ปล้องขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10-15 เซนติเมตร ใช้ ทำโครงบ้าน ใช้ทำนั่งร้าน 5.) ไผ่ดำ หรือไผ่ตาคำ (B.sp.) อยู่ในสกุล Bambusa มีในป่าทึบแถบจังหวัดกาญจนบุรีและ จันทบุรี ลำต้นสีเขียวแก่ ก่อนข้างดำ ไม่มีหนาม ขนาดเส้นผ่านเส้นศูนย์กลางของปล้องประมาณ 7-10 เซนติเมตร ปล้องยาว 30-40 เซนติเมตร เนื้อหนา ลำต้นสูง 10-12 เมตร เหมาะจะใช้ในการก่อสร้าง จัก สาน 6.) ไผ่เฮียะ (C.Virgatum) อยู่ในสกุล Ccphalastachyum มีทางภาคเหนือ ลำต้นขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลาง 5-10 เซนติเมตร ปล้องยาวขนาด 50-70 เซนติเมตร ข้อเรียบ มีกิ่งก้านเล็กน้อยเนื้อหนา 1-2 เซนติเมตร ลำต้นสูงประมาณ 10-18 เมตร ลำต้นใช้ทำโครงสร้างอาคาร เช่น เสาโกวงยตังคา คาน 7.) ไผ่รวก (T. siamensis) อยู่ในสกุล Thyrsostachys มีมากทางจังหวัดกาญจนบุรี ลำต้นเล็ก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.7 เซนติเมตร สูงประมาณ 5-10 เมตร ลักษณะเป็นกอลำต้นใช้ทำรั้ว ทำเยื่อกระดาษ ไม้รวกที่ส่งออกขายต่างประเทศ เมื่อทำให้แห้งดีแล้ว จะนำไปจุ่มลงในน้ำมันโซลาเพื่อกัน แมลง น้ำมันโซลา 20 ลิตร จะอาบไม้รวกได้ประมาณ 40,000 ลำ


2.1.1 การทำให้ไม้ไผ่คงทน ไม้ไผ่ที่นำมาใช้ในการก่อสร้างทั่ว ๆ ไปนั้น ตัดมาใช้ได้เมื่อไม้ไผ่อายุ 3-5 ปี แต่ถ้าไม่ได้รับการ ปรับปรุงแก้ไขกำจัดแมลงและเชื้อราแล้ว ไม้ไผ่ที่อยู่ติดดินอาจมีอายุใช้งานประมาณ 1-2 ปี เท่านั้น แต่ ถ้าใช้ในที่ร่มและจากดินอายุอาจจะใช้งานถึง 5 ปี ไม้ไผ่อาจถูกรบกวนทำลายโดยมอดและปลวก เพราะ มีอาหารในเนื้อไม้ นอกจากนั้นอาถูกทำลายโดยเชื้อรา และถ้าใช้ในน้ำทะเลก็อาจถูกทำลายโดยเพรียงได้ การรักษาให้ไม้ไผ่มีอายุยืนนานนั้นอาจทำได้ต่าง ๆกัน ดังนี้ 1.) วิธีแช่น้ำ การแช่น้ำก็เพื่อทำลายสารในเนื้อไม้ที่มีอาหารของแมลงต่าง ๆ เช่น พวกน้ำตาล แป้ง ให้หมดไป การแช่ต้องแช่ให้มิดลำไม้ไผ่ เป็นน้ำไหลซึ่งมีระยะเวลาแช่น้ำสำหรับประมาณ 3 วัน ถึง 3 เดือนแต่ถ้าเป็นไม้ไผ่แห้งต้องเพิ่มอีกประมาณ 15 วันร้อน หรือการสกัดน้ำมันจากไม้ไผ่ ก่อนนำมา สกัดน้ำมันควรตั้งพิงเอาส่วนโคนไว้ตอนบนการสกัดน้ำมันออกจากไม้ไผ่ทำได้โดยให้ความร้อนด้วยไฟ หรือต้ม 2.) วิธีการสกัดน้ำมันด้วยไฟ จะทำให้เนื้อไม้มีลักษณะแกร่ง ส่วนมากสกัดน้ำมันด้วยวิธีต้มนั้น เนื้อไม้จะอ่อนนุ่มการสกัดน้ำมันด้วยไฟนั้นทำโดยเอาไม้ไผ่ปิ้งในเตาไฟต่อย่าให้ไหม้และรีบเช็ดน้ำมันที่ยิ้ม ออกมาจากผิวไผ่ให้หมดระยะเวลาการปิ้งประมาณ 20 นาที อุณหภูมิประมาณ 120-130 องศาเซลเซียส การสกัดน้ำมันด้วยวิธีต้มนั้นใช้ต้มในน้ำธรรมดาใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรืออาจใช้โซดาไฟ 10.3 กรัมหรือโซเดียมคาร์บอเนต 15 กรัม ละลายในน้ำ 18.05 ลิตร ใช้เวลาต้มประมาณ 15 นาที หลังจาก ต้มแล้วให้รีบเช็ดน้ำที่ซึมออกมาจากผิวไม้ไผ่ก่อนที่จะแห้ง เพราะถ้าเย็นลงจะเช็ดไม่ออกแล้วจึงนำไม้ไผ่ที่ สกัดน้ำมันออกไปแล้วล้างน้ำ ให้สะอาดและทำให้แห้ง 3.) การใช้สารเคมี วิธีที่จะได้ผลดีกว่าการปิ้งหรือต้ม ซึ่งอาจทำได้ทั้งวิธีชุบหรือทาน้ำยาลงไปที่ ไม้ไผ่หรือจะโดยวิธีอัดสารเคมีเข้าไปในเนื้อไม้ไผ่ วิธีชุบนั้นใช้เวลาประมาณ 10 นาทีเช่น ชุบในน้ำยา DDT ที่มีความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นด์ ผสมกับน้ำมันก๊คจะทนได้นานถึง เ ปีถ้าชุบหรือแช่ให้นานขึ้นก็อาจ ทนได้ถึง 2 ปี หรืออาจใช้โซเดียมแพนตาคลอโรฟีเนต 1เปอร์เซ็นต์ ละลายน้ำบอแรกซ์ ก็จะสามารถ ป้องกันมอดได้เป็นอย่างดี วิธีอัดน้ำยานั้นถ้าไม้ไผ่ไม่มากนักและเป็นไบ๊ไผ่สดทำโดยเอาน้ำยารักษาเนื้อไม้ ใส่ภาชนะที่มีความลึกประมาณ 40-60 เซนติมตร เอาไม้ไผ่ลงแช่ทั้งที่มีกิ่งและ ใบ เมื่อใบสดระเหยน้ำ ออกไป โคนไม้ไผ่จะดูดน้ำยาเข้าแทนที่ วิธีอัดน้ำยาอีกวิธีหนึ่งที่จะอัดน้ำยาเข้าไม่ไผ่สดที่ตัดกิ่งก้านออกแล้ว ทำโคยนำยางในของ รถจักรยานยาวพอสมควรแล้วใส่น้ำยาข้างหนึ่งสวมเข้าที่โคนไม้ไผ่ใช้เชือกรัดกันน้ำยาออก ยกปลายยาง ข้างที่ไม่ได้กรอกน้ำยาให้สูงวิธีนี้ได้ผลดีกับไม้ไผ่สด วิธีอัคน้ำยาอีกวิธีหนึ่งคือ ตั้งถังน้ำยาสูงประมาณ 10 เมตร แล้วต่อท่อสวมที่โคนไม้ไผ่สดด้วยท่อยางแล้วรัดไว้ไม่ให้น้ำขาไหลออกมาแรงคันของน้ำยาที่อยู่สูง 10 เมตร จะดันน้ำขาเข้าไปในไม้ไผ่การใช้ไม้ไผ่เสริมคอนกรีต ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เหล็กเสริม คอนกรีตขาแคลนจึงได้มีผู้นำไม้ไผ่มาผ่าเป็นซีกเล็ก ๆ แล้วใช้เสริมคอนกรีตแทนเหล็ก แม้ในปัจจุบันก็ขัง มีผู้ใช้วิธีนี้อยู่


ไม้ไผ่นั้นมีค่าพิกัดแห่งความยืดหยุ่นต่ำ และเป็นวัสดุที่ยืคตัวมากกว่าเหล็กถึงประมาณ 14 เท่า เมื่อรับแรงเท่ากัน ไม้ไผ่ต้านแรงดึงได้ 13,000 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ที่ข้อและด้านแรงดึงได้ 17,000 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตรที่ปล้อง เพราะเหตุที่ไม้ไผ่ดูดน้ำมาก เมื่อนำมาเสริมคอนกรีตแทน เหล็กเสริม ทำให้การยึดเกาะกับคอนกรีตต่ำ ถ้านำไม้ไผ่มาเสริมคอนกรีตขณะที่เทคอนกรีตซึ่งมีน้ำผลมอ ยู่ ไม้ไผ่จะพองตัว และต่อมาไม้ไผ่หดตัวลงเนื่องจากน้ำระเหยไป จะทำให้ไม้ไผ่ที่เสริมแยกตัวกับคอนกรีต ที่หุ้มอยู่ ไม้ไผ่จึงไม่เหมาะสำหรับมาเสริมคอนกรีตโครงสร้าง แต่อาจใช้ได้สำหรับเสริมพื้นคอนกรีตที่ติด กับดินและไม่ได้รับน้ำหนักมากนัก (คลังปัญญาไทย:2553) ประเทศไทยมีไม้ไผ่หลายชนิดขึ้นอยู่กระจัดกระจายไปตามพื้นที่ป่าทั่วประเทศไม้ไผ่ที่นิยมใช้ทำ เครื่องจักสานเช่น ไม้ไผ่บ้านหรือไม้ไผ่ สีชุก ไผ่ซาง ไผ่เลี้ยง ไผ่นวล ไผ่รวก ไผ่ไร้ไผ่บง ไผ่เฮี๊ยะ ฯลฯไม่ไผ่ ที่นิยมใช้ทำเครื่องจักสานมากที่สุด คือ ไผ่สีสุกเป็นไม้ไผ่ ขึ้นอยู่ตามพื้นราบ เป็นไผ่บ้าน มีอยู่ทั่วทุกภาค ของประเทศไทย ไม่ค่อยปรากฎในป่า เป็นไม้ชอบแสงสว่างมากและชอบขึ้นริมน้ำ ราษฎรชนบทนิยม ปลูกตามบ้านเรือนและริมฝั่งน้ำลำคลองทั่วไป 2.1.2 ไม้ไผ่เกี่ยวกับสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือน สิ่งของเครื่องใช้จากไม้ไผ่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตคนอีสานมาช้านานแทบจะเรียกได้ว่า ทุกวันจะ หยิบจะใช้สิ่งใค ล้วนมีไม้ไผ่มาเกี่ยวข้อง นับตั้งแต่ แคร่ไม้ไผ่ที่ใช้สารพัดประโยชน์ ทั้งนั่งทำงาน รับแขก กินข้าว นั่ง นอน เป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่มีอยู่ใด้ถุนบ้าน ร่มไม้ชายคาทุกหลังคาเรือน นอกจากนั้นเมื่อเข้า ครัวทำอาหาร ก็จะมีงานหัตถกรรมจากไม้ไผ่อีกมากมาย เช่น กระบุงใส่ข้าวสาร หวดนึ่งข้าวเหนียว กระด้งสำหรับฝัดข้าว กระด้งสำหรับตากปลา กระติบข้าว ก่องข้าว พัดหรือวี ฝักมีค ฝาชีเป็นต้น ออก จากบริเวณครัวก็จะพบงานหัตถกรรมไม้ไผ่อีกหลายชนิดสำหรับอำนวยความสะควกต่าง ๆ เช่น ไม้เท้า จากไม้ไผ่ หีบสำหรับใส่ผ้า หมวก ด้ามไม้กวาด เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ไม้ไผ่ เป็นวัสดุที่มีคุณค่า หาได้ง่าย นำมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือนได้สารพัด 2.1.3 ค่านิยมของคนอีสานต่องานหัตถกรรมไม้ไผ่ ในโลกปัจจุบันหรือโลกสมัยใหม่ คนมีชีวิตและความเป็นอยู่ด้วยเครื่องอำนวยความสะดวก ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้ค่านิยมของคนเราเปลี่ยนไป สิ่งของเครื่องใช้ที่ผลิตจาก โรงงานได้เข้ามาแทนที่งานที่ทำด้วยมือ หรืองานหัตถกรรม เพราะว่ามีราคาที่ถูกกว่า มีการใช้สอยที่ สะดวกกว่า ประหยัดเวลาในการผลิต ทัศนะของคนที่มีต่องานหัตถกรรมไม้ไผ่จึงเปลี่ยนไปด้วย สิ่งใดที่ สามารถนำมาทดแทนสิ่งเดิมได้ก็เข้ามาแทนที่ทันทีเช่น ครุน้ำทำจากไม้ไผ่ เปลี่ยนเป็น ครุพลาสติก กัน โซ่/กระโซ่ โซงโลง สำหรับวิดน้ำในการเกษตรกรรม เปลี่ยนเป็นเครื่องสูบน้ำ ซึ่งต้องใช้น้ำมันเป็น เชื้อเพลิง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เป็นไปตามพัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ทุกคนต้องยอมรับ แต่ อย่างไรก็ตาม ยังมีงานหัตถกรรมไม้ไผ่อีกเป็นจำนวนมากที่ยังคงอยู่และมีความจำเป็นต่อวิถีชีวิตมนุษข์ เช่น หวดเเละมวยสำหรับนึ่งข้าวเหนียว ก่องข้าวและกระติบข้าวสำหรับบรรจุข้าวเหนียว ข้องสำหรับใส่ ปลา กบ แมลงและอื่น ๆ เป็นต้น งานหัตถกรรมไม้ไผ่เหล่านี้ ยากที่จะหาวัตถุดิบอื่นมาทคแทนได้ เพราะ วัตถุดิบในการผลิตไม่มีพิษภัยต่อมนุษย์ อีกทั้งยังสามารถหาวัตถุดิบได้ง่าย มีผู้สืบทอดอยู่ทุกชุมชน


นอกจากนั้นยังมีสิ่งของเครื่องใช้อีกหลายอย่างยังอยู่ระหว่างทางสองแพ่งของผู้ใช้ระหว่างสิ่ง ใหม่และสิ่งเก่า เช่น ฝาชีพลาสติก-ฝาชีจักสานไม้ไผ่ พัดพลาสติก/กระดาษ-พัดจักสานไม้ไผ่ หมวก พลาสติก-หมวกจากไม้ไผ่ ไม้ตีแมลงวันไม้ไผ่-ไม้ตีแมลงวันพลาสติก และอื่น ๆ งานวิจัยที่ผ่านมา (ศักดิ์ช เข สิกขา: 2552) ได้ศึกษาข้อมูลไม้ไผ่ที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในวิถี ชีวิตคนอีสาน โดยนำรูปแบบของลักษณะการใช้งานจากส่วนต่าง ๆ ของไม้ไผ่มาพิจารณาแล้วจะพบว่า ไม้ไผ่เข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตของคนอีสาน โดยจำแนกออกเป็นประเภท ดังนี้ 1.) ประเภทสิ่งก่อสร้างและที่อยู่อาศัย 2.) ประเภทเครื่องใช้ในครัวเรือน 3.) ประเภทเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ 4.) ประเภทอุปกรณ์ในการดักจับและขังสัตว์ 5.) ประเภทเครื่องใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อ 6.) ประเภทเครื่องดนตรีและการละเล่น 7.) ประเภทเบ็ดเตล็ด การศึกษางานวิจัยครั้งนี้เน้นที่เครื่องใช้ในครัวเรือนและเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าสำคัญที่ จำหน่ายในศูนย์สินค้าหัตถกรรมในแต่ละจังหวัด และงานแสดงสินค้า 2.2 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค อดุลย์ จาตุรงคกุล (2549) กล่าวว่า พฤติกรรมผู้บริโภคอาจให้คำจำกัดความได้ว่าเป็น"ปฏิกิริยา ของบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้รับและการใช้สินค้าและบริการทางเศรษฐกิจรวมทั้งกระบวนการ ต่างๆของการตัดสินใจซึ่งเกิดก่อนและเป็นตัวกำหนดปฏิกิริยาต่างๆเหล่านั้น" คำจำกัดความที่กล่าวมานี้ อาจแบ่งความสำคัญได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ 1. ปฏิกิริยาของบุคคล ซึ่งรวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเดินทางไปและกลับจากร้านค้า การ จ่ายของในร้านค้า การซื้อ การขนสินค้า การใช้ประโยชน์และการประเมินค่าสินค้าและบริการที่มี จำหน่ายในตลาด 2. บุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้รับและใช้สินค้า และบริการทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึง ผู้บริโภคขั้นสุดท้าย เรามุ่งที่ตัวบุคคลผู้ซื้อสินค้า และบริการเพื่อนำไปใช้บริโภคเองหรือเพื่อการบริโภค ของหน่วยบริโภคต่าง ๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น ครอบครัวเราพิจารณาถึงหน่วยบริโภคว่ารวมถึง แม่บ้านในฐานะที่เป็นตัวแทนซื้อของครอบครัวและบุคคลบางคนที่ซื้อของขวัญให้กับผู้อื่นด้วย อย่างไรก็ ดีเราไม่ได้พิจารณาถึงการซื้อให้กับองค์การธุรกิจหรือสถาบันต่างๆ 3.รวมถึงกระบวนการต่าง ๆ ของการตัดสินใจซึ่งเกิดก่อนและเป็นตัวกำหนดปฏิกิริยาต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งรวมถึงกรตระหนักถึงความสำคัญของกิจกรรมการซื้อของผู้บริโภคที่กระทบโคยตรงต่อ ปฏิกิริยาทางการตลาด เช่น การติดต่อกับพนักงานขายกับสื่อโฆษณาและการเปิดรับข่าวสาร โฆษณา การสอบถามอย่างไม่เป็นทางการจากญาติมิตรสร้างความโน้มเอียงหรือเกณฑ์ในการประเมินทางเลือก


ต่างๆและปฏิกิริยาต่างๆเกี่ยวกับการตัดสินใจซื้อหลังจากการระบุและพิจารณาทางเลือกต่างๆเป็นอย่าง ดีแล้ว ฉัตยาพร เสมอใจ (2550) กล่าวว่า พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับแต่ ละบุคคลหรือแต่ละกลุ่มในการเลือก การซื้อ การจับจ่ายใช้สอย สินค้าบริการ และความคิดต่างๆ หรือ เข้าไปมีประสบการณ์เพื่อสร้างความพึงพอใจและตอบสนองความต้องการของแต่ละคน สอดคล้องกับ Hawkins ct al.(1998) ที่กล่าวว่า พฤติกรรมผู้บริโภคนั้นคือการศึกษาถึงกระบวนการในการเลือก การ ได้มา การใช้ และการจับจ่ายสินค้าหรือบริการ หรือความคิดต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของแต่ ละบุคคล แต่ละกลุ่มหรือแต่ละองค์กรและผลกระทบของกระบวนการคังกล่าวจะเกิดกับตัวผู้บริโภคและ สังคม การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ตามแนวคิดของ Shifiman & Kanuk (2000) นั้นมุ่งเน้นไปที่การ ตัดสินใจของแต่ละคนในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น เวลา เงิน และความพยายามในการบริโภคสินค้า และยังรวมถึงลักษณะของผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในแง่ต่างๆ ต่อไปนี้ คือ ซื้ออะไร ซื้อทำไม ซื้อเมื่อไหร่ ซื้อที่ไหน ซื้อบ่อยแค่ไหน และใช้สินค้าบ่อยแค่ไหน พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเป็นผลมาจาก ปัจจัยทางวัฒนธรรม ปัจจัยทางสังคม ปัจจัยส่วน บุคคล และปัจจัยทางจิตวิทยา (Kotler, 2000)ได้ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคที่เกิด จากรูปแบบการดำเนินชีวิตนั้นเป็นอิทธิพลที่ได้รับมาจากค่านิยมส่วนบุคคล (Personal Value) บุคลิกภาพ (Personality) และปัจจัยต่างๆทางสังคมเช่น วัฒนธรรม (Culure) วัฒนธรรมย่อย (Subculture) ชนชั้นทางสังคม (Social Class)กลุ่มอ้างอิง (Reference group) และ AIOs Hawkins และคณะ (1998) ได้สร้างแบบจำลองพฤติกรรมผู้บริโภค ได้อธิบายถึงโครงสร้างและ กระบวนการของพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งเป็นแบบจำลองที่ชี้ให้เห็นถึงในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง รูปแบบการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมผู้บริโภคแบบจำลองนี้จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเกิดจาก การพัฒนาความคิดเกี่ยวกับตนเอง(Self-Concep) และส่งผลออกมาในลักษณะของรูปแบบการดำเนิน ชีวิต (Lifestyle) ตามอิทธิพลจากแรงจูงใจภายใน (Intemal Infuence) ซึ่งได้แก่ลักษณะต่างๆ ทาง จิตวิทยาและลักษณะทางร่างกาย และอิทธิพลจากแรงจูงใจภายนอก (Extemal Infiuence) คือลักษณะ ทางสังคมและลักษณะทางประชากรศาสตร์ ซึ่งความคิดเกี่ยวกับตนเองและรูปแบบการดำเนินชีวิตจะ เป็นสิ่งที่กำหนดความต้องการต่างๆ การตัดสินใจเพื่อตอบสนองความต้องการนั้น เมื่อผู้บริโภคเผชิญกับ สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคกระบวนการตัดสินเจก็จะถูกกระตุ้นโดยเริ่มจากการตระหนักถึง ปัญหาหรือความห้องการ แล้วก็จะทำการเสาะแสวงหาข่าวสารจากภายในความทรงจำ โดยพิจารณาว่า ข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่ เช่น คุณสมบัติต่างๆของสินค้าที่ เคยใช้มาก่อน เพียงพอสำหรับการตัดสินใจซื้อหรือไม่ ถ้าข่าวสารจากความทรงจำไม่เพียงพอที่จะทำการ ประเมินทางเลือกก็จะต้องทำการแสวงหาข่าวสารจากภายนอกอีก หลังจากนั้น การซื้อก็จะเกิดขึ้น และ นำไปสู่การประเมินผลหลังจากการซื้อว่ามีความพึงพอใจจากการซื้อนั้นหรือไม่ คือ สินค้าที่ซื้อมานั้น สามารถตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภคได้หรือไม่นั่นเอง หลังจากกระบวนการซื้อจบลงก็จะทำให้


ผู้บริโภดเกิดประสบการณ์จากการซื้อหรือใช้สินค้า ซึ่งจะช้อนกลับไปกำหนดแนวคิดเกี่ยวกับตนเองและ รูปแบบการดำเนินชีวิต โดยจะเข้าไปมีผลทั้งลักษณะกายในและภายนอกของผู้บริโภค แนวคิดพื้นฐานการตลาดที่จะนำไปสู่ความเข้าใจตลาด คือ การตอบคำถาม 6Ws 1H เพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค ตารางที่ 2.2 พฤติกรรมผู้บริโภค คำถาม(6Ws และ 1H) คำตอบที่ต้องการทราบ(7Os) ใครอยู่ในตลาดเป้าหมาย (Who is in target market?) เพื่อให้ทราบถึงกลุ่มเป้าหมาย(Occupants) 1. ด้านประชากรศาสตร์ 2. ด้านภูมิศาสตร์ 3. ด้านจิตวิทยา 4. พฤติกรรมศาสตร์ ผู้บริโภคซื้ออะไร (What does the consumer buy?) เพื่อให้ทราบถึงสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการซื้อ (Objccts)หรือสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการจากผลิตภัณฑ์ - คุณสมบัติหรือองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ - ความแตกต่างเหนือกว่าคู่แข่ง ทำไมผู้บริโภคจึงซื้อ (Why does consumer buy?) เพื่อให้ทราบวัตถุประสงค์ในการซื้อ (0bjectives)ผู้บริโภคซื้อสินค้าเพื่อตอบสอนอง ความต้องการด้านร่างกายและจิตวิทยา ซึ่งต้อง ศึกษาถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อ คือ -ปัจจัยภายนอก หรือปัจจัยด้านจิตวิทยา -ปัจจัยทางด้านสังคมและวัฒนธรรม -ปัจจัยเฉพาะบุคคล ใครมีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อ (Who Participates I the buying?) เพื่อให้ทราบถึงบทบาทของกลุ่มต่างๆที่มีอิทธิพล ต่อการตัดสินใจซื้อ(Organization)ประกอบด้วย 1. ผู้ริเริ่ม 2. ผู้มีอิทธิพล 3. ผู้ตัดสินใจซื้อ 4. ผู้ซื้อ 5. ผู้ใช้ ผู้บริโภคซื้อเมื่อใด (When does consumer buy?) เพื่อให้ทราบถึงโอกาสในการซื้อ(Occasion) เช่น ช่วงเดือนใดของปี ฤดูกาลใดของปี ช่วงวันใดของ เดือน ช่วงเวลาใดของเดือน โอกาสพิเศษหรือ เทศกาลสำคัญต่างๆ


ผู้บริโภคซื้อที่ไหน (Where does consumer buy?) เพื่อให้ทราบถึงช่องทางหรือแหล่งที่ทำการซื้อ (Outlets) เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านตัวแทน จำหน่าย ร้านสะดวกซื้อ ฯลฯ ผู้บริโภคซื้ออย่างไร (How does consumer buy?) เพื่อให้ทราบถึงขั้นตอนในการตัดสินใจซื้อ (Operations) ประกอบด้วย -การรับรู้ปัญหา -การค้นหาข้อมูล -การประเมินทางเลือก -การตัดสินใจซื้อ -ความรู้สึกภายหลังการซื้อ ที่มา: Kotler. 2003 2.2.1 แบบจำลองพฤติกรรมของผู้บริโภค (Model of consumer behavior) ตัวแบบพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค (Model of Buyer Bchavior) ได้อธิบายถึงมูลเหตุจูงใจ ที่ทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อ โดยมีจุดเริ่มต้นที่ผู้ซื้อได้รับสิ่งกระตุ้นเข้าสู่ความนึกคิดทำให้เกิดความ ต้องการ ผู้ซื้อจะแสวงหาสินค้า และบริการใดมาตอบสนองความต้องการขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้ซื้อและ ขั้นตอนการตัดสินใจของผู้ใช้บริการ (ฉัตยาพร เสมอใจ .2550 :อดุลย์ จาตุรงคกุล. 2549) Kotler (2003:250) กล่าวถึงจุดเริ่มต้นเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ซื้อ คือรูปแบบของการตอบรับ ต่อสิ่งเร้า สิ่งเร้าภายนอก สภาวะแวดล้อมทางการตลาดจะเข้าไปสู่ภาวะจิตใจของผู้ซื้อ คุณลักษณะของผู้ ซื้อและกระบวนการในการตัดสินใจจะนำไปสู่การตัดสินใจของผู้ซื้อการะที่นักการตลาดต้องทำความ เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในสภาวะจิตใจของผู้ซื้อคืออะไรระหว่างการได้รับสิ่งเร้าภายนอกและการตัดสินใจซื้อ สิ่งที่กล่าวมานี่หมายถึง ตัวแบบพฤติกรรมผู้บริโภค S-R Model (Stimulus-Response Model) ซึ่งเป็น การศึกษาถึงเหตุจูงใจที่ทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ โดยเริ่มจากสิ่งกระตุ้น (Simulus ที่ทำให้เกิด ความต้องการ จากนั้นสิ่งกระตุ้นจะผ่านเข้ามาในความรู้สึกนึกคิดของผู้ซื้อ (Buyer's black box) ซึ่ง ผู้ผลิตหรือผู้ขายไม่สามารถคาดคะเนได้ความรู้สึกนึกคิดของผู้ซื้อจะได้รับอิทธิพลจากลักษณะที่แตกต่าง กันของผู้ซื้อ (Buyer's characteristics) แล้วจึงจะมีการตอบสนองของผู้ซื้อ (Buyer's response) และ การตัดสินใจของผู้ซื้อ (Buyer's purchase decision) ดังนี้ 1.) สิ่งกระตุ้น (Stimulus) สิ่งกระตุ้นอาจเกิดจากภายในร่างกายและสิ่งกระตุ้นจากภายนอก นักการตลาดจะต้องสนใจและจัดสิ่งกระตุ้นจากภายนอกเพื่อให้ผู้บริ โภคเกิดความต้องการผลิตภัณฑ์ สิ่ง กระตุ้นที่ถือว่าเป็นเหตุจูงใจให้เกิดการซื้อสิ้นค้า ( Buying motive) ซึ่งอาจใช้เหตุจูงใจด้านจิตวิทยา( อารมณ์) สิ่งกระตุ้นภายนอ กประกอบด้วย 2 ส่วน คือ


1.1) สิ่งกระตุ้นทางการตลาด ( Marketing Stimulus) เป็นสิ่งกระตุ้นที่นักการตลาด สามารถควบคุมและขัดให้มีขึ้นเป็นสิ่งกระตุ้นที่เกี่ยวข้องกับส่วนประสมทางการตลาด (4P's) ประกอบด้วย - สิ่งกระตุ้นด้านผลิตภัณฑ์ ( Product) เช่น ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สวยงามเพื่อกระตุ้นความ ต้องการมีผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ - สิ่งกระตุ้นด้านราคา (Price) เช่น การกำหนดราคาสินค้าให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์โดยพิจารณา จากกลุ่มเป้าหมายและตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ตัวแทนจำหน่ายในราคาที่จูงใจตัวแทนจำหน่าย เป็นต้น - สิ่งกระตุ้นที่เกิดจากช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) เช่น การออกแบบช่องทางการจัด จำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมพื้นที่ของกลุ่มเป้าหมายเพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมาย ได้ตรงเวลา - สิ่งกระตุ้นด้านการส่งเสริมการตลาด (Promotion) เช่น มีการโฆษณาอย่างสม่ำเสมอเพื่อ สร้างการรับรู้และจูงใจกลุ่มเป้าหมาย การใช้ความพยายามของพนักงานขาย การลด แลก แจก แถม การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียกับธุรกิจ 1.2) สิ่งกระตุ้นอื่นๆ (Other Stimulus)เป็นสิ่งกระตุ้นความต้องการผู้บริโภคที่อยู่ ภายนอกองค์กรซึ่งบริษัทควบคุมไม่ได้สิ่งกระตุ้นเหล่านี้ได้แก่ -สิ่งกระตุ้นทางเศรษฐกิจ (Economic) เช่น ภาวะเศรษฐกิจ รายได้ของผู้บริโภคเหล่านี้มีอิทธิพล ต่อความต้องการของบุคคล -สิ่งกระตุ้นทางเทคโนโลยี (Technological) เช่น เทคโนโลยีใหม่ด้านการฝาก-ถอนอัตโนมัติ สามารถกระตุ้นความต้องการให้ใช้บริการธนาคารมากขึ้น - สิ่งกระตุ้นทางกฎหมายและการเมือง (Law And Political) เช่น กฎหมายส่งเสริมธุรกิจ SMEs จะช่วยทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้รับความสะดวกในการประกอบธุรกิจมากขึ้น กฎหมายเพิ่ม ภาษีเหล้า เบียร์ จะช่วยทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มหันมาให้ความสนใจเครื่องดื่ม ที่ไม่มีแอลกอฮอล์มากขึ้น เป็นต้น - สิ่งกระตุ้นด้านวัฒนธรรม (Cultural) เช่นขนบธรรมเนียมประเพณีไทยในเทศกาลต่างๆจะมี ผลกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการซื้อสินค้าในเทศกาลนั้นมากขึ้น 2.) กล่องดำความรู้สึกนึกคิดของผู้ซื้อ (Buyer's Black Box) ความรู้สึกนึกคิดของผู้ซื้อ เปรียบเสมือนกล่องคำ(Black Box) ซึ่งผู้ผลิตหรือผู้ขายไม่สามารถทราบได้จึงพยายามดันหาความรู้สึก นึกคิดของผู้ซื้อโดยได้รับอิทธิพลจากลักษณะของผู้ซื้อและกระบวนการตัดสินใจของผู้ซื้อ 2.1) ลักษณะของผู้ซื้อ (Buyer Characteristics) ลักษณะของผู้ซื้อมีอิทธิพลจากปัจจัย ต่างๆ คือ ปัจจัยด้านวัฒนธรรม ปัจจับด้านสังคม ปัจจัยด้านบุคคลและปัจจัยด้านจิตวิทยา 2.2) กระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค (Buyer Decision Process) ประกอบด้วย ขั้นตอนคือ การรับรู้ความต้องการ (ปัญหา) การค้นหาข้อมูล การประเมินผลทางเลือก การ ตัดสินใจซื้อและพฤติกรรมภายหลังการซื้อ


3.) การตอบสนองของผู้ซื้อ (Buyer's Response) หรือการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคจะมีการ ตัดสินใจประเด็นต่างๆ ดังนี้ 3.1) การเลือกผลิตภัณฑ์ (Product Choice) เช่น การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ผู้บริโภค เลือกจากรูปแบบของผลิตภัณฑ์ เป็นต้น 3.2) การเลือกตราสินค้า (Brand Choice) เช่น ผู้บริโภคเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ ที่มี ตราสินค้าเป็นชื่อไทย เป็นต้น 3.3) การเลือกผู้ขาย (Saler Choice) เช่น ผู้บริโภคเลือกซื้อจากศูนย์สินค้าหัตถกรรม ของจังหวัด เป็นต้น 3.4) การเลือกเวลาในการใช้บริการ (Timing) เช่น ผู้บริโภคอาจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ เพื่อเป็นของขวัญในวันขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น 3.5) การเลือกปริมาณการบริการ (Amount) เช่น ผู้บริโภคนิยมซื้อผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ เดือนละครั้ง เป็นต้น สำหรับการศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้นำทฤษฎีกล่องดำความรู้สึกนึกคิด (Black Box Model) มาเป็น กรอบแนวความคิดในการทำวิจัยโดยนำปัจจัยต่างๆในทฤษฎีเช่น สิ่งกระตุ้นภายนอกกล่องดำในใจ ผู้บริโภคการตอบสนองการซื้อมาสร้างแบบสอบถามเพื่อนำข้อมูลจากการสำรวจกลุ่มประชากรตัวอย่าง ไปใช้ในการวิเคราะห์และสรุปผลงานวิจัยเพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในขั้นต่อไปได้ 2.3 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับปัจจัยในการตัดสินใจซื้อ 2.3.1 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค กระบวนการซื้อ (Buying Process) การซื้อ(Buying) เป็นกระบวนการซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมหลายๆอย่างแต่เมื่อพูดถึงการซื้อคน มักจะนึกถึงการตัดสินใจซื้อ (Buying Decision) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการซื้อเท่านั้น กระบวนการซื้อประกอบด้วย 5 ขั้นตอนดังนี้ (พิษณุ จงสถิตวัฒนา, 2548) 1. Felt Need (ตระหนักถึงความต้องการ) 2. Prepurchase Action (กิจกรรมก่อนซื้อ) 3. Purchase Decision (การตัดสินใจซื้อ) 4. Use Behavior (พฤติกรรมในการใช้) 5. Postpurchase Feelings (ความรู้สึกหลังการซื้อ) 1. การตระหนักถึงความต้องการ เมื่อคนมีความต้องการ อยากได้หรืออยากซื้อสินค้าหรือ บริการ ความรู้สึกอันนั้นอาจเป็นความต้องการอย่างปัจจุบันทันด่วน หรืออาจเป็นความต้องการแบบ ค่อยเป็นค่อยไป เราสามารถแบ่งความรู้สึกต้องการออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้


1.1 ความต้องการ โดยชัดแจ้ง และความต้องการแบบคลุมเครือ 1.2 ความต้องการทางร่างกาย เช่น ความต้องการอาหาร ความปลอดภัย 1.3 ความต้องการที่เกิดจากตัวบุคคล หรือเป็นความต้องการที่สังคมต้องการให้เกิด เป็นสิ่งที่ สังคมสร้างสมนาให้บุคคล 2. กิจกรรมก่อนซื้อ หลังจากตระหนักถึงความต้องการที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ ผู้บริโภคก็จะเตรียม ตัวที่จะซื้อ แต่ในระหว่างนี้ผู้บริโภคอาจอยู่ในระหว่างการตรึกตรอง และหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า นั้น ซึ่งอาจใช้เวลานาน เช่น การตัดสินใจซื้อรถยนต์ แต่สำหรับอาหารจะใช้เวลาตัดสินใจเดี๋ยวเดียวใน ระหว่างการเตรียมตัวที่จะซื้อ ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะผ่านกระบวนการตัดสินใจย่อยอีก 5 ขั้น กิจกรรมก่อนการซื้ออาจใช้ระยะเวลาสักพักหนึ่งในระยะเวลานี้ ผู้บริโภคอยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นให้มากขึ้น โดยการฟังจากโฆษณา ดูใบปลิว ฟังจากคนขายและเพื่อนฝูงญาติ มิตร ดังนั้นการโฆษณาจึงเป็นการชักชวนแต่ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การซื้อเสมอไป ด้วยเหตุนี้โฆษณาจึง สำคัญมาก 3. การตัดสินใจซื้อ ความต้องการไม่จำเป็นต้องได้รับการตอบสนองเสมอไป ความต้องการ บางอย่างอาจจะเงียบไปแต่ความต้องการบางอย่างจะได้รับการตอบสนองการซื้อผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นใน ระหว่างการตัดสินใจซื้อผู้บริโภคจะต้องผ่านการตัดสินใจย่อยๆ ซึ่งประกอบด้วยชุดของการตัดสินใจ (Set of decision) • ผลิตภัณฑ์ • ตราหรือยี่ห้อ • แบบ • จำนวนที่จะซื้อ • สถานที่จะซื้อ • เวลา • ผู้ขาย • ราคา • วิธีการชำระเงิน ตระหนัก A wareness หาความรู้ Knowledge แน่ใจ Conviction ชอบ Preference ซื้อ Purchase ภาพที่ 2.3 กระบวนการตัดสินใจซื้อ


4. พฤติกรรมการใช้การวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมการใช้ เช่น ใครเป็นคนใช้ผลิตภัณฑ์ ใช้อย่างไร ใช้ที่ไหน ใช้เมื่อไหร่ มีความสำคัญในการศึกษาและวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมในการใช้ที่มีต่อนักการตลาด คือ ทำให้สามารถผลิตสินค้าให้ถูกต้องกับการใช้ 5. ความรู้สึกหลังการใช้ในอดีตนักการตลาคสนใจแต่ว่าจะขายอย่างไร ถ้าขายหมดก็หมด หน้าที่ แต่ในปัจจุบันนักการตลาดสนใจถึงพฤติกรรมหลังการซื้อ ถึงการวิเคราะห์พฤติกรรมหลังการซื้อ ซึ่งทำให้ทราบว่าผู้บริโภครู้สึกอย่างไรหลังการซื้อ เช่น ดีใจ เสียใจ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ ปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื่อสินค้าหรือบริการนั้น แบ่งได้ดังนี้ (อดุลย์ จาตุรงคกุล, 2546) 5.1 ปัจจัยทางวัฒนธรรม เป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่สุดในการกำหนดความต้องการและพฤติกรรม ของมนุษย์ เช่น การศึกษา ความเชื่อ รวมไปถึงพฤติกรรมส่วนใหญ่ที่ได้รับการยอมรับภายในสังคมใด สังคมหนึ่งเฉพาะ 5.1.1 วัฒนธรรมพื้นฐาน (Culture) เป็นลักษณะพื้นฐานของบุคคลภายในสังคม 5.1.2 วัฒนธรรมย่อย (Subculture) หมายถึง วัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มคนที่มี ลักษณะเฉพาะและแตกต่างกัน ซึ่งอยู่ในสังคมขนาคใหญ่และซับซ้อน 5.1.3 ชั้นทางสังคม (Social Class) หมายถึง มนุษย์ที่อยู่รวมกันในสังคม จะมีการแบ่ง ชนชั้นที่แตกต่างกันไปตามอาชีพ ความมั่นคง ชาติตระกูล การมีอำนาจเหนือคนอื่น และบุคลิกลักษณะส่วนบุคคล ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งเป็นระดับสูง ระดับปานกลางและระดับ ต่ำ แต่ละลังคมจะมีลักษณะค่านิยม และพฤติกรรมผู้บริโภคเฉพาะอย่าง 5.2 ปัจจัยทางสังคม เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันและมีต่อพฤติกรรมการซื้อซึ่ง ประกอบด้วยกลุ่มอ้างอิง ครอบครัว บทบาท และสถานะของผู้ซื้อ 5.2.2 กลุ่มอ้างอิง หมายถึงกลุ่มใดๆที่มีการเกี่ยวข้องกัน ระหว่างคนในกลุ่ม แบ่งเป็น 2 ระดับ ㆍ กลุ่มปฐมภูมิ ได้แก่ ครอบครัว เพื่อนสนิท มักมีข้อจำกัดในเรื่องอาชีพ ระดับชั้นทางสังคม และช่วงอายุ ㆍ กลุ่มทุติยภูมิ เป็นกลุ่มทางสังคมที่มีความสัมพันธ์แบบตัวต่อตัว แต่ไม่ บ่อย มีความเหนียวแน่นน้อยกว่ากลุ่มปฐมภูมิ 5.2.2 ครอบครัว เป็นสถาบันที่ทำการซื้อเพื่อการบริโภคที่สำคัญที่สุด นักการตลาด จะ พิจารณาครอบครัวเป็นรายบุคคล 5.2.3 บทบาทและสถานะ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับหลายกลุ่ม เช่น ครอบครัว กลุ่มอ้างอิง ทำให้บุคคลมีบทบาทและสถานภาพที่แตกต่างกันในกลุ่ม 5.3 ปัจจัยส่วนบุคคล การตัดสินใจซื้อของผู้ซื้อมักได้รับอิทธิพลจากคุณสมบัติส่วนบุคคล ต่าง ๆ เช่น อายุ อาชีพ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การศึกษา รูปแบบการดำเนินชีวิต วัฏจักรชีวิต ครอบครัว


5.4 ปัจจัยทางจิตวิทยา การเลือกซื้อของบุคคลได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางจิตวิทยา ซึ่งจัดเป็น ปัจจัยภายในตัวผู้บริโภคที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อและการใช้สินค้า ปัจจัยทางจิตวิทยา ประกอบด้วยการจูงใจ การรับรู้ ความเชื่อและเจตคติ บุคลิกภาพและแนวความคิดของตนเอง นักจิตวิทยามาสโลว์ได้กำหนดทฤษฎีลำดับขั้นของความต้องการซึ่งกำหนดความต้องการขั้นพื้นฐานของ มนุษย์ไว้ระดับ ซึ่งจัดลำดับจากความต้องการระดับต่ำไปยังระดับสูง คือ 5.4.1 ความต้องการประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต 5.4.2 ความต้องการความนับถือความยกย่องและสถานะจากสังคม 5.4.3 ความต้องการยอมรับและความรัก 5.4.4 ความปลอดภัยและมั่นคง 5.4.5 ความต้องการของร่างกาย 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นัฐท์ธีรนนช์ รอดชื่น(2560) ทำการศึกษา: การออกแบบผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ โดยใช้ภูมิ ปัญญาวิสาหกิจชุมชนกลุ่มหัตถกรรมจักสานพื้นบ้านบ้านคงชะพลู ตำบลบางมะฝ่อ อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ จากการวิจัยพบว่า ทางผู้วิจัยนำต้นแบบผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่จำนวน 15 แบบให้ ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน มาทำการประเมินความเหมาะสม ซึ่งจะนำแบบที่มีผลการประเมินสูงสุดมาทำ ต้นแบบจำนวน 5ชิ้น ให้คณะกรรมการตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน มผช.40/2546 ประเมินผล มาตรฐานอีกรอบพบว่า ผลการประเมินทุกด้านอยู่ในระดับดีมาก ทั้งเส้นตอก ลวดลาย การประกอบด้วย วัสดุอื่น และการเคลือบเงา จิราพร มะโนวัง. วาสนา เสภา และธงชัย ลาหุนะ(2560) ทำการศึกษามาตรฐานผลิตภัณฑ์ ชุมชน : การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานเพื่อเข้าสู่มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ ลาว จังหวัดเชียงราย ผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นตามภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันมา จากบรรพบุรุษเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน ผู้วิจัยได้มีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนา ผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานเพื่อเข้าสู่มาตรฐานชุมชน พร้อมทั้งมีการประเมินผลความพึงพอใจในการจัด อบรมครั้งนี้พบว่าอยู่ในระดับดี และมีการร่วมมือกับผู้จักสานในชุมชนในการวิเคราะห์การพัฒนา ผลิตภัณฑ์ รวมทั้งวิเคราะห์ถึงความต้องการของตลาด แพรพลอย เพชรอินทร์ และคณะ (2560) ทำการศึกษาเตยปาหนัน : วิธีการจักสานผลิตภัณฑ์ เตยปาหนัน กรณีศึกษา กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรนาชุมเห็ดตะเสะ หมู่ที่ 2 ตำบลตะเสะ อำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง ผลการวิจัยพบว่า วิธีการจักสานผลิตภัณฑ์เตยปาหนัน กรณีศึกษากลุ่ม วิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรนาชุมเห็ดตะเสะ หมู่ที่ 2 ตำบลตะเสะ อำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง พบว่า มีขั้นตอนสำคัญ ดังนี้ 1) การตัดใบเตยปาหนัน จะต้องตัดใบที่ 4 นับจากโคนของต้นเพราะจะมี


ขนาดที่เหมาะสม 2) การจักสานเตยปาหนัน นำใบเตยปาหนันที่เตรียมไว้มาสานให้เป็นรูปร่างตามแบบ ที่เราต้องการ 3) การออกแบบลวดลายผลิตภัณฑ์เตยปาหนัน การคิดค้นดัดแปลงลวดลายผลิตภัณฑ์ให้มี ความทันสมัยและสวยงาม ปัญหาการจักสานผลิตภัณฑ์เตยปาหนัน กรณีศึกษา กลุ่มวิสาหกิจชุมชน แม่บ้านเกษตรกรนาชุมเห็ดตะเสะ หมู่ที่ 2 ตำบลตะเสะ อำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรังพบว่า มีปัญหา สำคัญ 3 ประการดังนี้ 1) ปัญหาด้านการจักสานเตยปาหนัน ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยสนใจและ ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการจักสานแบบเก่า 1 2) ปัญหาด้านกระบวนการผลิตเตยปาหนัน วัตถุดิบมีไม่ เพียงพอต่อความต้องการส่งผลให้สินค้าขาดตลาด 3 ปัญหาด้านการตลาดผลิตภัณฑ์ไม่ตรงความต้องการ ของตลาด และไม่มีการรับรองที่แน่นอนมีการจำกัดพื้นที่ในการกระจายสินค้า แนวทางส่งเสริมการจัก สานผลิตภัณฑ์เตยปาหนัน กรณีศึกษา กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรนาชุมเห็ดตะเสะ หมู่ที่ 2 ตำบลตะเสะ อำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง พบว่า มีแนวทางการส่งเสริมดังนี้ 1) แนวทางการส่งเสริม การปลูกตันตยปาหนันเพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบในการจักสาน และผลิตเตยปาหนันเพื่อทดแทนของเก่า อย่างต่อเนื่อง 2) แนวทางการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ มีการใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรเข้ามาใช้ 3) แนวทางการ ส่งเสริมการตลาด มีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และมีการส่งเสริมการขายผ่านสื่อออนไลน์ มนทิวา ไชยวงค์ (2548) ได้ศึกษากลยุทธ์เพื่อการพัฒนาวิสาหกิจท้องถิ่นกรณีศึกษากระเป๋าจัก สาน ตำบลหนองตอง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า เป็นกิจการแปรรูปขั้นสุดท้ายเป็นส่วน ใหญ่ โดยสั่งผลิตภัณฑ์จักสานผิวไผ่ และกระจูดจากจังหวัดเชียงราย หนองคาย และสุราษฏร์ธานี และ ผลิตภัณฑ์จากกกซึ่งผลิตในพื้นที่ตายลหนองตอง กิจการนี้สร้างมูลค่าเพิ่มโดยการตกแต่งและทาสี มีการ จ้างแรงงานในพื้นที่ 10 คน ด้านการจัดการ การตัดสินใจทั้งหมดขึ้นอยู่กับเจ้าของกิจการคนเดียว เจ้าของกิจการตั้งราคาผลิตภัณฑ์โดยเพิ่มราคาจากการบวกต้นทุนร้อยละ 50 กิจการมีช่องทางการ จา หน่ายทั้งทางตรงโดยการสั่งซื้อจากลูกค้า และทางอ้อมโดยการวางขายตามร้านค้า กิจการมีการให้ ส่วนลดแก่ลูกค้าที่สั่งซื้อในปริมาณ ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป สุชาติ อนวัช (2547) ได้ศึกษารูปแบบการพัฒนาการตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องจักสาน: กรณีศึกษา บ้านหนองแจง ตำบลหนองกระโดน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ผลการศึกษาพบว่า ปัญหา การตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานบ้านหนองแจง ตำบลหนองกระโดน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ด้านผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับปานกลาง ปัญหาด้านราคาอยู่ในระดับปานกลาง ปัญหาด้านการจัดจำหน่าย 32 อยู่ในระดับปานกลาง ปัญหาด้านราคาอยู่ในระดับปานกลาง ปัญหาด้านการจัดจาหน่ายอยู่ในระดับ ปาน กลาง และปัญหาด้านการส่งเสริมการตลาดอยู่ในระดับปานกลาง รูปแบบการพัฒนาการตลาด ผลิตภัณฑ์ จักสาน ประกอบด้วย 1) บริหารโครงสร้างพื้นฐาน 2) การฝึกอบรมและศึกษาดูงาน 3) ประชาสัมพันธ์ สินค้า 4) กำหนดบุคคลและสถานที่จัดจาหน่าย และ 5) ติดตามและประเมินผล


อนุมาน สมบูรณ์ศิลป์ (2547)ภูมิปัญญาท้องถิ่น คติดวามเชื่อ ประเพณี นำไปสู่การสร้างสรรค์ รูปแบบของงานหัตถกรรม อนุมาน สมบูรณ์ศิลป์ ทำการศึกษาเกี่ยวกับองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์งาน หัตถกรรมท้องถิ่น ประเภทโคม ในจังหวัดเซียงใหม่ โดยกำหนดประเด็นเกี่ยวกับองค์ความรู้ในการ สร้างสรรค์ภูมิปัญญา รูปแบบ ลวดลายที่ใช้ในการตกแต่ง คติความเซื่อ ประเพณีกระบวนการสร้างสรรค์ ซึ่งผลจากการวิจัยสรุปได้ว่า การสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองทาง ศิลปวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดมาเป็นเวลานานเชื่อมโยงกับบริบทความเชื่อตามจารีตประเพณี กระบวนการ สร้างสรรค์ ช่วยให้สามารถบันทึกข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาคันคว้าอนุรักษ์และ สืบสานต่อของคนรุ่นลูกหลาน ผู้วิจัยเห็นว่าหน่วยงานราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรที่จะมีส่วนร่วมในการ ประสานงานอนุรักษ์ศิลปะพื้นบ้านภูมิปัญญาประชาสัมพันธ์เผยแพร่ เพราะยังไม่เป็นที่รู้จักของคนส่วน ใหญ่ของประเทศ สุรศักดิ์ สามประดิษฐ์ (2546 : 41) กล่าวถึง “ภูมิปัญญา” ว่าเป็นความรู้ที่ได้สั่งสม และปฏิบัติ ต่อกันมาในการแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งสามารถมีผลทาให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ ของคนรุ่น หนึ่งผ่านการถ่ายทอดแบบต่างๆ ไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งซึ่งอาจสืบทอดโดยกระบวนการต่างๆ ดังนี้1. การ แสวงหาหรือการค้นพบโดยกระบวนการค้นคว้าวิจัย 2. การประดิษฐ์คิดค้นและทดลอง 3. การสร้างสม พัฒนาการ 4. การถ่ายทอด สืบทอดทางการศึกษา 5. การพร่ำสอน วิบูลย์ ลี้สุวรรณ (2540: 29) กล่าวถึงความหมายของคาว่า หัตถกรรมว่าเป็นศิลปะ ของกลุ่มชน ที่มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ไม่จาเป็นต้องเป็นชาวบ้านหรือชนบท แต่ต้องเป็นกลุ่มชนที่มี เอกลักษณ์ร่วมกันอย่างใดอย่างหนึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของชีวิตประเพณี ความเชื่อ และวัฒนธรรมของ กลุ่มชน อาจสนองความเชื่อเพื่อความสุขทางจิตใจหรือเพื่อใช้สอยในชีวิตประจาวัน เพื่อซื้อขาย แลกเปลี่ยนกันในชุมชนของตนมีการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษและมีลักษณะเฉพาะถิ่นของตนเอง รัตนา บุตะมะและตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์(2565) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากภูมิปัญญาจักสานและวัสดุท้องถิ่นในชุมชนตำบลพรมสวรรค์ อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ภูมิ ปัญญาการจักสานและใช้วัสดุท้องถิ่นเป็นหลักในการสร้างสรรค์ จากการศึกษาพบว่าชุมชนประกอบ อาชีพเกษตรเป็นหลักมีรายได้เสริมจากการทำงานหัตถกรรมที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เช่นงานจัก สาน การทอเสื่อ พบว่าต้นไหลมีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการทำงานหัตถกรรมได้หลากหลายวิธี มากกว่านำมาทอเป็นผืน เช่นการนำมาจักสาน จากการแนวคิดในการออกแบบผลิตภัณฑ์ด้านงาน หัตถกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีผลสรุปที่ต้องคำนึกถึง หลักการต่อไปนิ้1. หน้าที่ใช้สอย (Function) 2. ความสวยงาม (Beautiful) 3. ความแข็งแรง (Durability) 4.เรื่องราว (Story) 4.เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco Friendly) 5. คุณค่าทางจิตใจ (Value) 6. ความสะดวกสบายในการใช้งาน (Easy to use) ซึ่งจากข้อมูลที่สรุปข้างต้นสามารถนำไปใช้เป็น


แนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมให้กับชุมชนได้ต่อยอดในอนาคต และควรศึกษา กลุ่มเป้าหมายควบคู่ไปกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการ อนุชิต กุลมาลา (2560) ได้เคยกล่าวไว้ว่างานจักสานไม้ไผ่เกิดจากการ ดัดแปลงวัสดุจากภูมิ ปัญญา โดยเฉพาะชุมชนที่มีไผ่สีสุกขึ้นในชุมชน งานจักสานจึงเป็นอาชีพเสริมผลิตขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ใน ชีวิตประจำวัน องค์ความรู้ที่สืบทอดต่อกันมา กลุ่มผู้ผลิตได้รับความรู้จากการส่งเสริมจากหน่วยงาน ภาครัฐ ในการให้ความรู้และ พัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น พัฒนาชุมชนจังหวัด กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา ในเรื่องวัสดุ รูปแบบ รูปทรงและการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่อยู่เสมอตั้งแต่รูปแบบ ผลิตภัณฑ์แบบดังเดิม ยุคปัจจุบันและรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ให้มีความเหมาะสมกับ ความต้องการของ ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน


บทที่ 3 วิธีการดำเนินงานวิจัย การศึกษาวิจัยเรื่อง ศึกษาพฤติกรรมความต้องการของลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสาน แบบ D.I.Y. ของกลุ่มสืบสานจักสาน บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา สำหรับเป็นกิจกรรม การท่องเที่ยว โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาตามหัวข้อดังต่อไปนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.3 การสร้างเครื่องมือในการวิจัย 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ 3.1 การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ ผู้ที่มีประสบการณ์ในการซื้อผลิตภัณฑ์จักสานและอาศัยอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีประสบการณ์ในการซื้อผลิตภัณฑ์จักสานและอาศัยอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากไม่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอนของขนาดตัวอย่าง สามารถคำนวณได้จากสูตรไม่ทราบ ขนาด ตัวอย่างของ W.G.Cochran โดยกำหนดระดับค่าความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และระดับค่าความ คลาดเคลื่อน ร้อยละ 5 (กัลยา วาณิชย์บัญชา, 2549, หน้า74) ซึ่งสูตรในการคำนวณที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ สูตร n = (1 − )() 2 2 n แทน ขนาดตัวอย่าง P แทน สัดส่วนของประชากรที่ผู้วิจัยกำลังสุ่ม (มีค่า 0.5) Z แทน ระดับความเชื่อมั่นที่ผู้วิจัยกำหนดไว้ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 มีค่าเท่ากับ 1.96 e แทน ค่าความผิดพลาดสูงสุดที่เกิดขึ้น = 0.05 แทนค่า n = (0.5)(1 − 0.5)(1.96) 2 = 384.16 (0.05) 2 จากสูตรการคำนวณผู้วิจัยต้องใช้ขนาดตัวอย่างอย่างน้อย 384 คน จึงจะสามารถประมาณค่า ร้อยละโดยมีความผิดพลาดไม่เกินร้อยละ 5 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 เพื่อความสะดวกในการ


ประเมินผลและการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยจึงใช้ขนาดกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 400 ตัวอย่าง ซึ่งถือว่าผ่าน เกณฑ์ตามที่เงื่อนไขกำหนด คือไม่น้อยกว่า 384 ตัวอย่าง โดยใช้วิธีการการเลือกตัวอย่างแบบสะดวก 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง โดยลักษณะ ของแบบสอบถามที่ใช้เก็บข้อมูล แบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้ ส่วนที่ 1 เป็นคำถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ และ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ใช้แบบสอบถามหลายตัวเลือก (Multiple Choice) ลักษณะคำถามเป็นแบบ ตรวจสอบรายการ (Check List) ให้เลือกเติมเครื่องหมาย (√) หน้าข้อที่เหมาะสมที่สุด ส่วนที่ 2 เป็นคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์จักสานแบบ D.I.Y. โดยมี ลักษณะคำถามแบบสอบถามหลายตัวเลือก (Multiple Choice) ลักษณะคำถามเป็นแบบตรวจสอบ รายการ (Check List) ให้เลือกเติมเครื่องหมาย (√) หน้าข้อที่เหมาะสมที่สุด ส่วนที่ 3 เป็นคำถามเกี่ยวกับข้อมูลความต้องการในการตัดสินสินใจซื้อผลิตภัณฑ์จักสานแบบ D.I.Y. โดยมีลักษณะคำถามแบบปลายปิด (Close-ended Questions)ประกอบด้วยคำตอบย่อย แบ่งเป็น 5 ระดับ โดยใช้มาตรวัดประมาณค่า (Rating Scale) และให้คะแนนแต่ละระดับตั้งแต่ ค่า คะแนนน้อยสุด คือ 1 ถึงค่าคะแนนมากสุด คือ 5 ส่วนที่ 4 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเป็นแบบสอบถามแบบปลายเปิด (open-ended Questions) โดยจะให้ผู้ตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมนอกจากแบบสอบถาม 3.3 การสร้างเครื่องมือในการวิจัย 1. ศึกษาและรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมากำหนดข้อคำถามให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ คือเพื่อ ศึกษาพฤติกรรมความต้องการของลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสาน แบบ D.I.Y. ของกลุ่มสืบสานจัก สาน บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา 2. กำหนดโครงสร้างของแบบสอบถามและเรียบเรียงถ้อยคำให้เหมาะสม 3. นำเสนอแบบสอบถามฉบับร่างที่จัดเตรียมไว้ต่อที่ปรึกษาหรืออาจารย์เพื่อขอคำแนะนำใน การปรับปรุงแก้ไข 4. นำเสนอแบบสอบถามฉบับร่างที่ผ่านการนำเสนอและได้ทำการปรับปรุงแก้ไขแล้วต่อที่ ปรึกษาหรืออาจารย์เพื่อตรวจสอบอีกครั้ง 5. นำแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบและแก้ไขเรียบร้อยแล้วมาทำแบบสอบถามฉบับ สมบูรณ์ 6. จัดทำแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง


3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล แหล่งข้อมูลปฐมภูมิ - ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากการทำแบบสอบถามของ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 ชุด แหล่งข้อมูลทุติยภูมิ - ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลทุติภูมิจากแหล่งต่าง ๆ เช่น สารนิพนธ์ เอกสาร วารสาร หนังสือ ข้อมูลออนไลน์ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ ข้อมูลที่ได้จากการทำแบบสอบถามออนไลน์ของกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้สถิติดังนี้ 1. การวิเคราะห์ลักษณะทางประชากรศาสตร์ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพและรายได้ เป็นข้อมูลที่ผู้วิจัย ต้องการทราบจำนวนตัวอย่างที่จำแนกตามคุณสมบัติเท่านั้นจึงใช้สถิติค่าความถี่ (frequency) และค่า ร้อยละ (percentage) 2. การวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวกับคุณค่าตราสินค้าในด้านต่าง ๆ ใช้สถิติค่าความถี่ (frequency) ค่าเฉลี่ย (mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) 3. การวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวกับการตัดสินใจซื้ออาหารคลีนเดลิเวอรี่ ใช้สถิติ ค่าความถี่ (frequency) ค่าเฉลี่ย (mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation)


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การนำเสนอผลการวิจัยในการศึกษาเรื่อง ศึกษาพฤติกรรมความต้องการของลูกค้าและพัฒนา ผลิตภัณฑ์จักสาน แบบ D.I.Y. ของกลุ่มสืบสานจักสาน บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา คณะผู้วิจัยได้แบ่งการศึกษารายละเอียดดังนี้ 4.1 บริบทชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการจัดการตลาดเครื่องจักสานของหมู่บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา 4.2 ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการจักสานของหมู่บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา 4.3 การจัดการตลาดจักสานไม้ไผ่จากภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนบ้านโนนตะโกอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา 4.1 บริบทชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการจัดการตลาดเครื่องจักสานของหมู่บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ตอนที่ 1 ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน บ้านโนนตะโก มีปรากฏขึ้นเป็นหมู่บ้านตั้งแต่ปี พ.ศ.ใดไม่ปรากฏแน่ชัด และมีประวัติความ เป็นมาของชื่อหมู่บ้านโนนตะโก เนื่องจากว่าสมัยก่อนเคยชื่อบ้านโนนขี้มอดเพราะเกิดจากมดที่ชอบกัด กินไม้บริเวณหมู่บ้าน มีต้นตะโกเยอะมาก ต่อมาไฟไหม้ต้นตะโก เหลือเพียงตอ ชาวบ้านจึงเริ่มมาอาศัย อยู่มากขึ้น โดยตั้งชื่อตามภูมิประเทศว่า"เนินตะโก"และเพี้ยนมาเป็น "โนนตะโก" จนถึงปังจุบัน โดย อาชีพที่ทำมานานคือ อาชีพทำนา ทำไร่ ควบคู่ไปกับการเลี้ยงวัว ควาย เป็ด ไก่ และงานอุตสาหกรรมใน ครัวเรือน เช่น จักสาน พวกสุ่มไก่ ไซดักปลา ลอกดักปลา ฯลฯ เพื่อใช้ในการหาปลามาประกอบอาหาร 1.1 สภาพปัจจุบัน สภาพปัจถุบันบ้าน โนนตะโก จะแบ่งเป็น 5 คุ้ม โดยแต่ละคุ้มจะแยกจากกันโดยเรียกตามสภาพ พื้นที่ คือ 1.) คุ้มท่าน้ำ เรียกว่า บ้านท่าน้ำ เพราะบ้านอยู่ติดคลอง 2.) คุ้มไผ่ล้อม เรียกว่า บ้านไผ่ล้อม เพราะมีต้นไผ่ล้อมบ้าน 3.) คุ้มโนนศาลา เรียกว่า บ้านโนนศาลา เพราะสมัยก่อนจะมีศาลาอยู่ในบ้าน 4.) คุ้มโนนตะโก เรียกว่า บ้านโนนตะโก เพราะมีต้นตะโกบริเวณบ้าน 5.) คุ้มหัวบุกระเชา เรียกว่า บ้านหัวบุกระเชา จะมีครัวเรือนน้อย


โดยแต่ละคุ้มจะตั้งบ้านเรือนติดกันเป็นกระจุก สามารถดินทะลุไปยังบ้านอื่นได้ตามสภาพชนบท ทั่วไป มีถนนเชื่อมต่อกันระหว่างคุ้ม สภาพบ้านเรือนมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบเก่าและใหม่ เช่น บ้าน ไม้ บ้านปูน บ้านครึ่งไม้ครึ่งปูน เป็นต้น 1.2 อาณาเขตติอต่อ ทิศเหนือ ติดต่อกับ ตำบลโค้งยาง ทิศใต้ ติดต่อกับ ตำบลนากลาง ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ตำบลกุดจิก ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ตำบลโคกกรวด บ้านโนนตะโกอยู่ห่างจากจังหวัดนครราชสีมา ประมาณ 30 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ - หนองคาย และอยู่ห่างจากอำเภอสูงเนิน ประมาณ 6 กิโลเมตรตามถนน สายยุทธศาสตร์ สูงเนิน - สลักใด ที่มา : สำนักงานเกษตรอำเภอสูงเนิน ตอนที่ 2 ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการจักสานของหมู่บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา 2.1 ความเป็นมาของผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้านงานจักสานไม้ไผ่ จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้าน งานจักสานไม้ไผ่ ซึ่งคณะผู้วิจัยได้สังเคราะห์ วิเคราะห์ จากบทสัมภาษณ์ ทั้ง 2 ครั้ง ประกอบไปด้วย ผู้ใหญ่บ้านโนนตะโกนายเจริญ ดีสูงเนิน และสามารถสรุปผลได้ดังรายละเอียดต่อไปนี้ สภาพความเป็นอยู่และการดำเนินชีวิตของคนในหมู่บ้านโนนตะโกพบว่า ประชากรในหมู่บ้าน ส่วนใหญ่ร้อยละ 50 ประกอบอาชีพอุตสาหกรรมโรงงาน ร้อยละ 30 ประกอบอาชีพเกษตรกรรมส่วนที่ เหลือประกอบอาชีพรับจ้างค้าขายและทำสินค้าที่ระลึกจากไม้ไผ่โดยการทำหัตถกรรมเครื่องจักสานไม้ไผ่ ของหมู่บ้านโนนตะโก ได้เริ่มมาจาก ในสมัยก่อนประเพณีและวัฒนธรรมของชาวบ้านในพื้นที่ก็คล้ายกับ พื้นที่อื่นๆทั่วไป การคมนาคมขนส่งความรู้และเทคโนโลยีต่างๆยังห่างไกลจากเมืองหลวงวิทยาการต่างๆ ยังเข้าไม่ถึงความเป็นอยู่ของชาวบ้านยังห่างไกลความเจริญ ดังนั้นภูมิปัญญาไม้ไผ่ยังคงมีความสำคัญต่อ ชีวิตวิถีชีวิตของชาวบ้านยังคงต้องดิ้นรนต่อสู้และใช้ทรัพยากรที่พอจะหาได้ในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ให้ เกิดประโยชน์และไม้ไผ่ดูเหมือนว่าจะเป็นทางออกและทางเลือกเพื่อความอยู่รอดที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ของชาวบ้านในการนำมาประดิษฐ์ใช้เป็นภาชนะและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆเช่นนำมาจักสานเป็น เครื่องใช้สอยในครัวเรือนได้แก่ ตะกร้า กระบุง กระด้ง เครื่องมือจับดักสัตว์ ไซ ลอบ คันเบ็ดหรือนำมา จักสานเป็นโมเดลต่างๆ เช่น ช้างสาน กวางสาน เป็นต้น จนมาถึงในปัจจุบัน งานเครื่องจักสานจากไม้ไผ่ นี้จึงสามารถทำมาเป็นอาชีพเสริมเพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้กับครอบครัว หรือชุมชนได้ โดยอาศัยไม้ไผ่ ที่ขึ้นอยู่ทั่วไปตาม ชายป่า ชายทุ่งหรือบริเวณบ้านซึ่งมีขึ้นอยู่ทั่วไปมากมายหลายชนิดแต่ที่คนดงเดือย นิยมนำมาจักสานกัน ได้แก่ ไม้ไผ่ใหญ่ที่ชาวบ้านนิยมนำมาปลูกไว้รอบๆหมู่บ้านเพื่อใช้หน่อเป็นอาหาร


และใช้ลำตัวมาดัดแปลงทำเครื่องใช้ต่างๆ ที่จำเป็นภายในครอบครัว เช่น ตะกร้า ชะลอม กระด้ง ตะแกรง กระเชอ ลอบ ไซ กระติบข้าว หวด เป็นต้น ผลิตภัณฑ์จักสานจากไม้ไผ่มีที่ตั้งสถานประกอบการอยู่เลขที่ 88/6 หมู่ที่ 6 ตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา มีรูปแบบการดำเนินงานโดยนำไม้ไผ่มาทำผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ พร้อมทั้งศึกษาอบรมเกี่ยวกับหลักการและวิธีการจัดทำผลิตภัณฑ์และการจัดจำหน่าย ตลอดจนกฎหมาย อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประชาชนในหมู่บ้านโนนตะโก แต่ดั้งเดิมจะประกอบอาชีพหลัก คือ อุตสาหกรรม โรงงานและทำนา เป็นส่วนใหญ่ เมื่อหมดหน้าทำนาก็ไม่มีรายได้ส่วนใดมาจุนเจือครอบครัวเท่าไหร่ บุตร หลานที่ได้ศึกษาสูงๆ ก็จะไปประกอบอาชีพต่างถิ่นกันหมด ทำให้ประชาชนที่อยู่ในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะมี แต่วัยกลางคน และคนชรา ดังนั้น นายเจริญ ดีสูงเนิน เป็นตัวแทนของกลุ่มจักสาน เห็นว่าถ้าหากปล่อย ไว้แบบนี้โดยไม่มีรายได้จากส่วนใดมาเสริม จึงคิดวิธีการที่จะทำให้ประชาชนในหมู่บ้านโนนตะโก สามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่ครอบครัว เพื่อที่ประชาชนจะได้ไม่ต้องออกไปหางานทำยังต่างถิ่น ประกอบกับที่บ้านของตนเองก็ได้ทำเกี่ยวกับจักสานไม้ไผ่อยู่แล้ว ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากปู่ ย่า ตา ยายของตน ที่ได้ทำเกี่ยวกับการจักสานไม้ไผ่อยู่แล้ว จึงมีความคิดว่า ควรจะมีการเสริมสร้างอาชีพรอง ให้กับหมู่บ้านเพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว สมาชิกในหมู่บ้านรวมตัวกันจัดเป็นกลุ่ม สมาชิกจักสานไม้ไผ่โดยทำกิจกรรมของแต่ละบ้านเพื่อผลิตสินค้า โดยเบื้องต้นมีหน่วยงานของทาง ราชการได้ให้การสนับสนุน คือ กรมพัฒนาชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบลกุดจิก คนเนื่องจากทาง หน่วยงานราชการได้ให้งบประมาณสนับสนุนในการซื้ออุปกรณ์ให้กับสมาชิกในกลุ่มจักสานไม้ไผ่ แต่ก็ยัง มีอุปสรรคในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลายด้านโดยเฉพาะในด้านวัตถุดิบไม้ไผ่ที่นำมาใช้ในการจักสาน ในช่วงฤดูฝน เพราะนำฝนทำให้ไผ่เป็นเชื้อรา มักจะทำความสะอาดไม่หมดมีผลต่อการผลิตเพราะ ผลิตภัณฑ์จากจักสานไม้ไผ่เก็บเอาไว้นานๆ ก็มักจะขึ้นราทำให้ผู้จัดจำหน่ายมักจะกดราคาและสินค้าด้อย คุณภาพเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน อีกทั้งกำลังการผลิตไม่เพียงพอเนื่องจากสมาชิกค่อยข้างน้อย 2.2 ขั้นตอนการผลิตงานจักสานไม้ไผ่ มีดังนี้ 2.2.1 การเลือกและจัดเตรียมวัสดุ การเลือกไม้ไผ่ที่ใช้ในการจักสานหัตถกรรมไม้ไผ่ส่วนมากจะเป็นไม้ไผ่สีสุกหรือ ไม้ไผ่บ้าน ซึ่งเป็นไม้ไผ่ที่มีเนื้อไม้เหนียวไม่อ่อนหรือแก่เกินไปจะมีอายุระหว่าง 2-4 ปี ที่สำคัญจะต้องมี ความสมบูรณ์ไม่มีตัวแมลงต่างๆชอนไซ เมื่อเวลานำมาผ่าหรือจักตอกก็จะต้องไม่เปราะแตกง่าย 2.2.2. ข้อปฏิบัติในการเลือกและตัดไม้ไผ่ 1) การตัดไม้ไผ่จากกอทุกครั้งผู้ที่ตัดไม้จะต้องคำนึงถึงจำนวนลำต้นที่เหลือไว้ใน กอให้เหมาะสม ไม่ควรเลือกตัดเฉพาะลำต้นที่มีลักษณะดีเท่านั้น และไม่ควรตัดจนหมดทั้งกอเพราะจะ ทำให้ลำต้นที่เกิดขึ้นใหม่นั้นเกิดการคดงอได้ง่าย เนื่องจากไม่มีลำไผ่พี่เลี้ยงคอยค้ำจุนเอาไว้ 2) กอไผ่ที่มีลำไผ่ที่คดงอไม่สมบูรณ์ซึ่งอาจจะเหลือตกค้างมาจากการตัดลำไผ่ใน ครั้งก่อนๆควรจะตัดฟันลำไผ่นั้นออกในคราวเดียวกัน เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ลำต้นใหม่เจริญเติบโตได้


อย่างเต็มที่โดยให้เหลือเว้นไว้เฉพาะลำต้นไผ่อ่อนที่สมบูรณ์เท่านั้น 3) การเลือกตัดลำไผ่นั้นควรจะต้องตัดลำไผ่ให้ทั่วทั้งกอ ทั้งนี้ไม่ควรเลือกตัด เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้นเพราะจะทำให้ผลผลิตหรือลำไผ่ที่จะตัดในครั้งต่อไปมีปริมาณที่ลดลง 4) ในการตัดลำไผ่ทุกครั้งควรตัดให้ชิดติดดินที่สุด หรืออย่างต่ำควรเหลือตอไว้ ให้สูงจากพื้นดินประมาณ 30-50 เชนติเมตร เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดแคลนไม้ไผ่ในอนาคตเพราะหากตัด ไม้ไผ่ให้เหลือมากกว่านี้ ไม้ไผ่ที่จะเกิดลำใหม่นั้นจะแทรกเกิดไม่ได้โดยเฉพาะไม้ไผ่ที่มีลำต้นขนาดใหญ่ เช่น ไผ่สีสุก ไผ่ตง ไผ่ป่า เป็นต้น ชาวบ้านมักตัดเหลือตอสูงมากถึง 3-4 เมตร หรือแม้แต่การตัดไผ่รวก คนนิยมเอามาทำรั้วบ้านบางครั้งก็จะตัดเหลือตอไว้สูงถึง 1 เมตร ทำให้เสียเนื้อไม้ นอกจากสูญเสียส่วน ที่เป็นเนื้อไม้ยังเป็นการทำให้ลำไม้ไผ่ที่จะเกิดมาทดแทนของเดิมที่ถูกตัดเกิดไม่ได้ เพราะยังมีลำไผ่เดิม ขวางทางอยู่แทรกหน่อขึ้นมาอยู่หรือหากแทรกขึ้นมาได้ลำต้นก็จะเกิดการบิดงอ ซึ่งส่วนนี้ก็จะเกิดจากลำ ไผ่ใหม่จะต้องเบียดกับลำไผ่เดิมนั้นเอง 5) หากไม่จำเป็นจะต้องตัดไปใช้ประโยชน์หรือเพื่อการศึกษาหรือด้วยประการ อื่นใดแล้วก็ไม่ควรตัดต้นไผ่แบบถอนรากถอนกอ เพราะจริงๆแล้วเราใช้ประโยชน์จากลำไผ่เป็นส่วนใหญ่ เท่านั้นไม่ควรที่ตัดแบบขุดเหง้าและกอออกมาด้วย ซึ่งจะทำลายกอไผ่ทำให้ผลผลิตต่ำลงและสิ้นเปลือง ค่าใช้จ่ายในการปลูกไผ่เพื่อทดแทน 6) การตัดลำไผ่นั้นไม่ควรอย่างยิ่งที่จะตัดลำไผ่ในระยะที่กอไผ่กอนั้นกำลังออก ดอกและเมล็ดยังไม่ร่วง ดังนั้นเพื่อผลในการขยายพันธุ์ต่อไปหลังจากเห็นว่าเมล็ดไผ่ร่วงลงดินไปหมดแล้ว จึงค่อยดำเนินการตัดลำไผ่ได้ 2.2.3 ฤดูกาลที่เหมาะสมในการตัดลำไม้ไผ่ ฤดูกาลตัดลำไม้ไผ่นั้นชาวบ้านบอกว่าควรเลือกตัดในช่วงต้นฤดูร้อนและช่วง ปลายฤดูหนาว เพราะว่าในช่วงฤดูฝนนั้นลำไม้ไผ่จะเจริญเติบโตและสะสมอาหารพวกแป้งธาตุไข่ขาว และไขมันไว้ใช้ในช่วงฤดูหนาว จึงไม่ควรตัดไม้ไผ่ในช่วงฤดูนี้อีกทั้งอาหารของต้นที่ทำการสะสมไว้ในลำ ไผ่(ลำต้น) ก็เป็นแหล่งอาหารของมอดและแมลงที่เป็นศัตรูตัวร้ายของต้นไผ่ 2.2.4 การเลือกไม้ไผ่ในการทำหัตถกรรมเครื่องจักสานควรเลือกไม้ไผ่ที่มีคุณสมบัติดังนี้ 1) เลือกลำตรง 2) ไม่เลือกลำที่เป็นมอดหรือแมลงต่างๆ (ถ้ามีมอดหรือแมลงก็จะมองเห็นได้ที่ข้อต่อ) 3) ไม่เลือกลำต้นที่มีผิวลอกมาใช้กับชิ้นงานจักสานที่ต้องการความางาม 4) หลีกเลี่ยงลำไม้ไผ่ที่แตกและมีแผล 5) ไม้ไผ่ที่จะนำมาใช้ในงานจักสานจะต้องมีอายุไม่ควรเกินกว่า 4 ปีเพราะเยื่อ ไผ่นั้นจะอยู่ลึกซึ่งจะเกรียมและยากต่อการดัดให้โค้งงอตามต้องการ 5.1) ลำไผ่ที่มีสีต่างกัน 5.2) ลำไผ่ที่ถูกตากแห้งเป็นเวลานาน 5.3) ลำไผ่ที่ยังไม่แห้ง


5.4) ลำไผ่ที่เสียเป็นรา 5.5) ลำไผ่ที่เคยใช้มาแล้วเช่นใช้ในการทำโครงปลูกสร้าง 5.6) ลำไผ่ที่แตกไม้ไผ่ที่ถูกเผา 2.2.5 การเตรียมตอกสำหรับการทำหัตถกรรมเครื่องจักสาน มีวิธีการดังนี้ 1) การตัดไม้ไผ่ใช้ในการทำหัตถกรรมเครื่องจักสานหรือการตัดลำไผ่เพื่อนำไป จักตอกชนิดและทำส่วนประกอบของหัตถกรรมเลือกไม้ผ่สีสุขหรือไม้ไผ่บ้านที่มีขนาดใหญ่ ปล้องยาว ลำตรง ปลายไม่ด้วนมีอายุระหว่าง 2-4 ปี ให้เลือกใช้ลำไผ่สำหรับจักสานควรจะพิจารณาตามลักษณะ ของการใช้งาน เพื่อที่จะได้ไม้ไผ่ตรงตามวัตถุประสงค์ เช่น ส่วนโคนของลำไม้ไผ่นั้นเหมาะสำหรับทำตอก เพื่อสานลาย เป็นต้น 2) การผ่าไม้ไผ่เป็นทำให้ไม้ไผ่แยกออกจากันเป็นซีกเพื่อนำไปจักตอกนั้นมี รายละเอียดคือตัดปากกระบอกไม้ไผ่ให้เรียบทั้งข้างหัวและข้างท้ายการตัดปากกระบอกไม้ไผ่จะตัดสอง ครั้งครั้งแรกตัดให้แฉลบหรือตัดเอียงเพื่อป้องกันไม่ให้ปากกระบอกไม้ไผ่บริเวณที่จะตัดครั้งที่สองแตก แล้วจึงตัดครั้งที่สองให้ปากกระบอกไม้ไผ่เรียบเสมอกันผ่าลำไม้ไผ่ตามลายเนื้อไม้ (จากโคนไปหาปลาย) ผ่าลำไม้ไผ่โดยให้เลือกไม้ไผ่ที่มีขนาดเท่ากัน ควรใช้ค้อนช่วยเพื่อผ่อนแรงจัดเตรียมไม้ไผ่ที่ผ่าแล้วไว้ ด้วยกันเพื่สะดวกต่อการนำไปใช้ 3) การจักตอกเป็นการนำไม้ไผ่ที่ผ่าและใช้ส่วยแล้วมาแบ่งซอยเป็นซีกๆ โดยให้ มีขนาดเล็กใหญ่ตามชนิดของตอกที่ต้องการมีดที่ใช้ในการจักตอกควรมีลักษณะความคมของใบมีดได้ที่ เส้นตอกแต่ละชนิด ควรมีขนาดเท่ากันเพื่อง่ายต่อการสานจักตอกไปตามปลายไม้ (จากโคนไปหาปลาย) ควรมีผ้าพันรอบนิ้วมือเพื่อป้องกันไม้ไผ่และมีดบาดมือ ควรจัดรวบรวมตอกชนิดเดียวกันแยกไว้ด้วยกัน เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการนำไปใช้ 2.3 วัสดุและอุปกรณ์ในการทำงานจักสาน วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำหัตถกรรมเครื่องจักสานไม้ไผ่ในหมู่บ้านโนนตะโก นอกจากชาวบ้าน จะได้รับการสืบทอดภูมิปัญญาในการทำจักสานมาจากบรรพบุรุษแล้ว ยังได้รับความรู้ในด้านวัสดุและ อุปกรณ์ในการทำการจักสานด้วย โดยมีวัสดุและอุปกรณ์ตามรายการดังนี้ 2.3.1) มีดโต้หรือมีดอีโต้ที่มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่สำหรับใช้สำหรับตัดการผ่าไม้ ไผ่หรือเจียนไม้ การส่วยไม้ไผ่และการเหลาตอกโดยมีดอีโต้จะใช้ได้ผลดีจะต้องมีความคมเพราะจะช่วย ผ่อนแรงไม่ต้องออกแรงมาก 2.3.2) มีดตอกเอาไว้สำหรับจักตอกและเหลาไม้มีลักษณะเป็นรูปเรียวปลายแหลม โดย ด้ามนั้นจะมีลักษณะกลมยาวงอไปตามข้อศอก ทำให้กระชับและผ่อนแรงในเวลาใช้งาน 2.3.3) เลื่อยลันดาจะมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านปลายนั้นเรียวเล็กมือจับคล้าย ด้ามปืนใช้สำหรับตัดไม้ไผ่ให้มีขนาดตามที่ต้องการ ข้อดีคือบริเวณปากไม้ไผ่ที่เราตัดนั้นจะไม่แตกเป็น เสี้ยนและก็จะไม่เปลืองเนื้อไม้เหมือนที่ใช้มีดตัด


2.3.4) ค้อนไม้หรือค้อนเหล็กก็ได้ควรเลือกใช้ขนาดที่เหมาะกับมือ เอาไว้ใช้สำหรับตีลง บนสันมีดขณะที่มีการผ่าไม้ไผ่ 2.3.5) เหล็กแหลมเอาไว้เจาะนำตอกหวายลวดหรือเชือกในล่อน (ในบ้างหมู่บ้านจะใช้ สิ่วแทน) ในการเข้าขอบบนและขอบล่างแทนการเอาเข็มร้อยเมื่อเจาะรูเสร็จแล้วจึงใช้วัสดุร้อยและมัดให้ แน่น 2.3.6) หินลับมีดชาวบ้านจัดเตรียมไว้หลายขนาดโดยใช้สำหรับลับมีดให้มีความคมอยู่ เสมอเมื่อใช้งานก็จะได้ไมต้องออกแรงมาก 2.3.7) เศษผ้าเอาไว้สำหรับพันนิ้วมือในเวลาทำการจักตอกเหลาไม้ไผ่ 2.3.8) หม้อหรือปี๊บจัดเตรียมไว้สำหรับกรณีที่จะต้องใช้ต้มน้ำสีย้อมตอกให้เป็นสีต่างๆ ตามที่ต้องการ 2.4 รูปแบบผลิตภัณฑ์จักสานที่ผลิตออกจำหน่าย รูปแบบของผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานไม้ไผ่ของกลุ่มสืบสานบ้านโนนตะโก ทั้งผลิตภัณฑ์ แบบเดิมและที่ยังคงมีการผลิตอยู่ในปัจจุบัน พอที่สรุปได้ดังนี้ 2.4.1) เครื่องจักสานที่ใช้เป็นภาชนะใช้สอยต่างๆ เช่น กระจาด กระเชอ และตะแกรง สำหรับตวงเมล็ดพืช 2.4.2) เครื่องจักสานที่ใช้เพื่อประดับตกแต่ง เช่น ช้างสาน กวางสาน โคมไฟ 2.4.3 เครื่องจักสานที่ใช้สำหรับบรรจุสิ่งของ เช่น ตะกร้า เข่ง กระจาด หาบ ชะลอม 2.4.4) เครื่องจักสานที่ใช้สำหรับดักจับสัตว์น้ำ เช่น ลอบ ไซ สุ่ม กระชัง 2.4.5) เครื่องจักสานสำหรับการใช้สอยทั่วไปในครัวเรือน เช่น กระด้ง กระจาด กะโล่ ตะแกรงร่อนถ่าน ตะแกรงร่อนข้าวและร่อนรำ ตะแกรงตากของ ตอนที่ 3 การจัดการตลาดจักสานไม้ไผ่จากภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนบ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ผู้วิจัยได้จัดสนทนากลุ่มและสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องและกลุ่มสมาชิกจักสานไม้ไผ่ชุมชนบ้านโนน ตะโกในด้านการจัดการตลาด ได้ข้อสรุปดังนี้ 1. การหาไม้ไผ่ที่ใช้ในการผลิตงานจักสานในอดีตและปัจจุบัน จากการให้สัมภาษณ์พบว่าใน อดีตความสำคัญของไม้ไผ่มีมาก เพราะว่างานหัตถกรรมเครื่องจักสานโดยทั่วไปนั้นจะมีไม้ไผ่เป็น องค์ประกอบหลักในงานจักสาน หากจะกล่าวว่าไม้ไผ่นั้นทำหน้าที่เป็นเสาหลักให้ชีวิตชาวบ้านก็ว่าได้ ชาวบ้านได้อาศัยไม้ไผ่ในการดำรงชีวิตมาโดยตลอดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำไม้ไผ่มาทำเครื่องจักสาน แรกเริ่มนั้นเครื่องจักสานที่ชาวบ้านทำกันก็มุ่งเน้นประโยชน์ในการใช้สอยภายในครอบครัว เช่น การสาน ตะกร้าสานไซซึ่งเป็นเครื่องใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตก่อนที่จะรู้กับการจักสานเป็นชิ้นงานที่สามารถ นำไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งของอื่นได้ตามความต้องการ จึงได้เกิดมีการผลิตเพื่อแลกเปลี่ยนกันขึ้นและที่สุดก็


กลายเป็นการผลิตเพื่อการซื้อขาย แต่ในปัจจุบันไม้ไผ่ที่เป็นวัตถุดิบหลักในการจักสานหายากขึ้น ประกอบกับในพื้นที่ตำบลกุดจิก จังหวัดนครราชสีมา นั้นได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อน มีบ้านเรือน เกิดขึ้นมากมาย แทนที่การปลูกไม้ไผ่จึงทำให้ไม้ไผ่ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการจักสานหายาก ประกอบกับใน ปัจจุบันชาวบ้านมีทางเลือกการประกอบอาชีพอื่นที่สามารถสร้างรายได้ให้ดีกว่าการจักสาน จึงยังคง เหลืออยู่เพียงบางคนหรือบางกลุ่มเท่านั้นที่มีความถนัดทางจักสานเป็นพิเศษ บางคนหันมายึดอาชีพ ทางการจักสานเป็นอาชีพรองจากการทำไร่ทำนา โดยอาศัยทำในเวลาว่างตอนเย็นหรือกลางคืนที่กลับ จากไร่นา แล้วเพื่อหารายได้เสริมมาจุนเจือครอบครัวอีกทางหนึ่ง 2. ช่วงเวลาในการจักสานหลังจากที่นายเจริญ ดีสูงเนิน ได้ก่อตั้งกลุ่มจักสานขึ้นมา จึงทำให้ ชาวบ้านเกิดความสนใจ และได้ใช้ช่วงเวลาว่างในการจัดทำของกลุ่มสมาชิกหมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องผลิตงานจักสานให้ได้จำนวนที่ต้องการในแต่ละวัน เพื่อที่จะได้นำผลผลิตที่ได้ นั้นไปวางจำหน่ายในสถานที่ต่าง ๆ เพื่อจำหน่ายในราคาที่แตกต่างกันออกไป 3. ราคาการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จักสานตั้งแต่ 10-10,000 บาท ตามขนาดและลักษณะของ ผลิตภัณฑ์นั้น ซึ่งในแต่ละเดือนนั้นจะมีรายได้เข้ามายังกลุ่มจักสานประมาณ 1,500-2,500 บาท เมื่อหัก ต้นทุนการผลิตต่าง ๆ ออกแล้ว จะได้กำไรอยู่ที่ประมาณ 500-900 บาท ซึ่งยังถือว่าเป็นรายได้ค่อนข้าง น้อยอยู่ ดังนั้น ทางกลุ่มจักสานไม้ไผ่จึงได้หาแนวทางผลิตงานจักสานในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ซื้อ เกิดความสนใจและต้องการในผลิตภัณฑ์งานจักสาน แต่ยังพัฒนาไปถึงตรงนั้นไม่ได้เนื่องจากการขาด ทักษะทางด้านฝีมือ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาไม่ได้มาตรฐานทำให้ผลิตเฉพาะที่ชำนาญ 4. การส่งผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายส่วนใหญ่แล้วนายเจริญ ดีสูงเนิน จะเป็นคนไปติดต่อสถานที่ จำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานของกลุ่มสืบสานจักสานบ้านโนนตะโก จากนั้นก็จะนำผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวไปวางจำหน่ายโดยตกลงเรื่องราคาในการจำหน่ายอย่างชัดเจน รวมไปถึงการนำผลิตภัณฑ์ฯ ไป แสดงตามนิทรรศการต่างๆ เช่น งานประจำปีของตำบล , อำเภอ และงานประจำปีของจังหวัด ใกล้เคียง เป็นต้น สำหรับวิธีการที่จะทำให้วิธีการทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคนั้น ส่วนใหญ่ให้ความคิด ว่า การที่ผู้บริโภคได้ซื้อผลิตภัณฑ์จักสานของกลุ่มจักสานตำบลดงเดือย ส่วนมากจะเป็นการบอกปากต่อ ปากของลูกค้าที่เคยได้ซื้อไปใช้แล้วเกิดความพอใจ จึงได้บอกต่อไปยังบุคคลอื่นจึงสามารถทำให้ ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคได้ในระดับหนึ่ง และยังเกิดจากการที่สมาชิกกลุ่มได้นำไปวางจำหน่าย ตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่น ตามบูธของห้างสรรพสินค้า ส่วนในด้านการส่งเสริมการตลาดนั้น ยังไม่มี การพัฒนาอันเนื่องมาจากข้อจำกัดหลายอย่างทั้งคนที่รับผิดชอบ งบประมาณและความรู้ในการ ดำเนินการ จากการสัมภาษณ์ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ เกี่ยวกับสถานที่จำหน่าย, ลักษณะของผลิตภัณฑ์ ที่นำมาจำหน่าย และการติดต่อซื้อผลิตภัณฑ์ จักสานไม้ไผ่ จากกลุ่มงานจักสานไม้ไผ่บ้านโนนตะโก คณะผู้วิจัยสามารถนำมาสรุปได้ดังนี้ 1. สถานที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ จากการสัมภาษณ์ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้จำหน่ายจะเป็น ร้านขายของที่ระลึก ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้แก่ สถานที่ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า งานสินค้า


OTOP ในตัวเมืองจังหวัดนครราชสีมา ดังนั้นร้านที่วางจำหน่ายยังไม่เหมาะกับผลิตภัณฑ์ของชุมชน เพราะส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่า 2. ลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่าย ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องจักสานสำหรับใช้เป็น จะมีเครื่องจักสานอื่น ๆ น้อยมาก เช่น ลอบ ไซ ตะแกรง สำหรับช้อนปลา ตะกร้า กระด้ง ชะลอม รวมอยู่ด้วย แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว เนื่องจากผู้จำหน่ายเป็นแหล่งที่ขายของที่ระลึก จึงทำให้ผลิตภัณฑ์จัก สานจำพวกของที่ระลึกจำหน่ายได้ดีกว่าดังนั้นชุมชนควรมีการพัฒนาการจักสานเป็นของที่ระลึกที่เป็น เอกลักษณ์ของชุมชนหรือผลิตภัณฑ์ขนาดจิ๋ว จะทำให้ลูกค้าสนใจสินค้ามากยิ่งขึ้น 3. การติดต่อซื้อผลิตภัณฑ์ จักสานไม้ไผ่ ส่วนใหญ่ ลูกค้าจะไปรับผลิตภัณฑ์จาก ร้านค้าของกลุ่มสืบสานจักสานบ้านโนนตะโก เนื่องจากลูกค้าจะได้ตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งสั่งทำผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของลูกค้าด้วย และการผลิตสินค้าออกมาจำนวนน้อยทำให้ พ่อค้าไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายในการเข้าไปรับซื้อถึงที่ชุมชนมีผลทำให้ชุมชนต้องเก็บผลิตภัณฑ์ไว้ทำให้ขึ้นรา เกิดความเสียหายอีก ส่วนในด้านการส่งเสริมการตลาด กลุ่มสมาชิกจักสานไม้ไผ่ไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะถือว่ามีต้นทุนค่าใช้จ่าย ส่วนใหญ่ใช้วิธีการลดราคาขึ้นอยู่กับการต่อของลูกค้า และจำนวนที่ซื้อใน แต่ละครั้ง การประชาสัมพันธ์นั้นใช้วิธีปากต่อปากจึงไม่ได้ผลมากนัก ผลการวิเคราะห์จากการสำรวจความคิดเห็นของประชากร ซึ่งผู้วิจัยเสนอผลการวิเคราะห์จาก แบบสอบถาม จำนวน 100 ชุด จัดเป็นข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถามในด้านผลิตภัณฑ์ การ กำหนดราคา การจัดจำหน่ายและการส่งเสริมการตลาด ของกลุ่มสมาชิกสืบสานจักสานไม้ไผ่บ้านโนน ตะโก ดังตารางที่ 4.1-4.10 ตารางที่ 4.1 แสดงข้อมูลจำนวนและร้อยละของเพศ เพศ จำนวนคน ร้อยละ ชาย 39 39.0 หญิง 61 61.0 รวม 100 100.0 จากตารางที่ 4.1 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 61.0 และ เพศชาย คิดเป็นร้อยละ 39.0


ตารางที่ 4.2 แสดงข้อมูลเกี่ยวกับอายุ อายุ จำนวนคน ร้อยละ ต่ำกว่า 15 ปี 2 2.0 15 – 24 ปี 74 74.0 25 – 34 ปี 18 18.0 35 – 44 ปี 5 5.0 45 – 55 ปี 1 1.0 รวม 100 100.0 ค่าเฉลี่ย 20 ค่ามากที่สุด 45 ค่าน้อยที่สุด 14 จากตารางที่ 4.2 พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม มีอายุเฉลี่ย 20 ปีอายุสูงสุด 45 ปี และอายุน้อยที่สุด 14 ปี และเมื่อจัดกลุ่มอายุส่วนใหญ่จะมีอายุอยู่ในช่วง 15-24 ปีมากที่สุก คิดเป็นร้อย ละ74.0 รองลงมาคือช่วงอายุ 25-34 ปี คิดเป็นร้อยละ18.0 และช่วงอายุที่น้อยที่สุด 45-55 ปี คิดเป็น ร้อยละ 1.0 จากตารางที่ 4.3 แสดงข้อมูลจำนวนและร้อยละของระดับการศึกษา ระดับการศึกษา จำนวนคน ร้อยละ ต่ำกว่า/เทียบเท่าประถมศึกษา 3 3.0 มัธยมศึกษา 17 17.0 อนุปริญญาหรือเทียบเท่า 18 18.0 ปริญญาตรี 56 56.0 สูงกว่าปริญญาตรี 6 6.0 รวม 100 100.0 จากตารางที่ 4.3 พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม มีการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ56.0 รองลงมาคือระดับการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 18.0 และระดับการศึกษาที่น้อยที่สุดคือ ต่ำกว่า/เทียบเท่าประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ3.0


ตารางที่ 4.4 แสดงข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพ อาชีพ จำนวนคน ร้อยละ ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ 8 8.0 นักเรียน/นักศึกษา 68 68.0 พนักงานบริษัทเอกชน 11 11.0 ธุรกิจส่วนตัว 9 9.0 พ่อบ้าน/แม่บ้าน 1 1.0 รับเหมาก่อสร้าง 1 1.0 เกษตรกร 1 1.0 อื่นๆ 1 1.0 รวม 100 100.0 จากตารางที่ 4.4 พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม ประกอบอาชีพเป็นนักเรียน/นักศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ68.0 รองลงมาคือประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเอกชน คิดเป็น ร้อยละ 11.0 และประกอบอาชีพที่น้อยที่สุดคือ พ่อบ้าน/แม่บ้าน รับเหมาก่อสร้าง เกษตรกรและอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 1.0 ตามลำดับ ตารางที่ 4.5 แสดงข้อมูลจำนวนและร้อยละของรายได้ รายได้ จำนวนคน ร้อยละ ต่ำกว่า/เท่ากับ 10,000 บาท 63 63.0 10,001 – 20,000 บาท 27 27.0 20,001 – 30,000 บาท 5 5.0 30,001 – 40,000 บาท 5 5.0 รวม 100 100.0 จากตารางที่ 4.5 พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม มีรายได้ต่ำกว่า/เท่ากับ 10,000 บาท ต่อเดือนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 63.0 รายได้รองลงมาคือ10,001-20,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 27.0 รายได้ที่น้อยที่สุดคือ 20,001-30,000 บาทต่อเดือน และ30,001-40,000 บาทต่อเดือน คิดเป็น ร้อยละ 5.0 ตามลำดับ


ตารางที่ 4.6 แสดงข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะที่อยู่อาศัย ลักษณะที่อยู่อาศัย จำนวนคน ร้อยละ บ้านเดี่ยว 37 37.0 อพาร์ทเมนท์/หอพัก 50 50.0 คอนโดมิเนียม 7 7.0 ทาวเฮาส์ 5 5.0 บ้านพักทหาร 1 1.0 รวม 100 100.0 จากตารางที่ 4.6 พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม มีลักษณะที่อยู่อาศัยเป็นอพาร์ทเม นท์อยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 50.0 รองลงมาคือบ้านเดี่ยว คิดเป็นร้อยละ 37.0 และลักษณะที่ อยู่อาศัยที่น้อยที่สุดคือ บ้านพักทหาร คิดเป็นร้อยละ 1.0 ตารางที่ 4.7 แสดงความคิดเห็นความต้องการด้านการจัดการตลาดเครื่องจักสานไม้ไผ่ของหมู่บ้านโนน ตะโกในด้านผลิตภัณฑ์ ด้านผลิตภัณฑ์ ระดับความต้องการ แปลความหมาย 1.ผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย 4.08 0.74 มาก 2.ผลิตภัณฑ์มีรูปทรง ขนาดน่าใช้งาน 2.85 1.92 ปานกลาง 3.ผลิตภัณฑ์มีประโยชน์ใช้สอย/มีความ สะดวก ในการใช้งาน 3.51 1.24 มาก 4.ผลิตภัณฑ์ใช้วัสดุธรรมชาติ 4.11 0.87 มาก 5.ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ 3.66 1.14 มาก รวมค่าเฉลี่ย 3.64 1.18 มาก จากตาราง 4.7 ความต้องการด้านการจัดการตลาดเครื่องจักสานไม้ไผ่ของหมู่บ้านโนนตะโกใน ด้านผลิตภัณฑ์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก(x=3.64) แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อความต้องการด้านการ จัดการตลาดเครื่องจักสานไม้ไผ่ของหมู่บ้านโนนตะโกจัดเรียงลำดับความต้องการมากที่สุดผลิตภัณฑ์ใช้ วัสดุธรรมชาติ รองลงมาผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ ผลิตภัณฑ์มีประโยชน์ใช้ สอย/มีความสะดวกในการใช้งาน ผลิตภัณฑ์มีรูปทรงขนาดน่าใช้งาน (x=4.11, 4.08, 3.66, 3.51, 2.85 ตามลำดับ)


ตารางที่ 4.8 แสดงความคิดเห็นความต้องการด้านการจัดการตลาดเครื่องจักสานไม้ไผ่ของหมู่บ้านโนน ตะโกในด้านการกำหนดราคา ด้านการกำหนดราคา ระดับความต้องการ แปลความหมาย 1. ราคามีความคุ้มค่ากับรูปแบบสินค้า 3.52 1.28 มาก 2. ผลิตภัณฑ์มีราคาถูกน่าซื้อ 3.57 1.12 มาก 3. ผลิตภัณฑ์มีราคาขายชัดเจน 3.46 1.31 ปานกลาง 4. ราคาเหมาะสมกับคุณภาพสินค้า 3.34 1.36 ปานกลาง รวมค่าเฉลี่ย 3.47 1.27 ปานกลาง จากตารางที่ 4.8 ความต้องการด้านการจัดการตลาดเครื่องจักสานไม้ไผ่ของหมู่บ้านโนนตะโกใน ด้านการกำหนดราคาในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง(x=3.47) แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อความ ต้องการด้านการจัดการตลาดเครื่องจักสานไม้ไผ่ของหมู่บ้านโนนตะโกจัดเรียงลำดับความต้องการมาก ที่สุดคือ ผลิตภัณฑ์มีราคาถูก รองลงมาราคามีความคุ้มค่ากับรูปแบบสินค้า ผลิตภัณฑ์มีราคาขายที่ ชัดเจน ราคาเหมาะสมกับคุณภาพสินค้า (x=3.57, 3.52, 3.46, 3.34 ตามลำดับ) ตารางที่ 4.9 แสดงความคิดเห็นความต้องการด้านการจัดการตลาดเครื่องจักสานไม้ไผ่ของหมู่บ้านโนน ตะโกในด้านการจัดจำหน่าย ด้านการจัดจำหน่าย ระดับความต้องการ แปลความหมาย 1. การจัดวางสินค้าเป็นระเบียบ 3.35 1.03 ปานกลาง 2. การจัดตกแต่งร้านน่าสนใจ 3.49 1.31 ปานกลาง 3. ผลิตภัณฑ์สามารถจัดจำหน่ายผ่าน ช่องทางออนไลน์ได้ 3.06 1.29 ปานกลาง 4. มีการแนะนำโฆษณา ผ่านสื่อ อินเตอร์เน็ต/สื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ 3.09 1.22 ปานกลาง รวมค่าเฉลี่ย 3.25 1.21 ปานกลาง จากตารางที่ 4.9 ความต้องการด้านการจัดการตลาดเครื่องจักสานไม้ไผ่ของหมู่บ้านโนนตะโกใน ด้านการจัดจำหน่ายในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง(x=3.25) แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อความต้องการ ด้านการจัดการตลาดเครื่องจักสานไม้ไผ่ของหมู่บ้านโนนตะโกทุกข้ออยู่ในระดับปานกลาง เมื่อจัด เรียงลำดับความต้องการมากที่สุดคือ การจัดตกแต่งร้าน รองลงมาการจัดวางสินค้าเป็นระเบียบ แนะนำ ผ่านสื่อโฆษณา/สื่อสิ่งพิมพ์จัดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์(x=3.49, 3.35, 3.09, 3.06 ตามลำดับ)


ตารางที่ 4.10 แสดงความคิดเห็นความต้องการด้านการจัดการตลาดเครื่องจักสานไม้ไผ่ของหมู่บ้านโนน ตะโกในด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านการส่งเสริมการตลาด ระดับความต้องการ แปลความหมาย 1. มีการทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น ลูกค้าทำได้เอง 3.41 1.46 ปานกลาง 2. เจ้าของ/พนักงานสามารถให้ข้อมูล ลูกค้าในการซื้อสินค้าได้ 2.96 1.14 ปานกลาง 3. เจ้าของ/พนักงานมีอัธยาศัยดีและ บริการดี 3.32 1.29 ปานกลาง 4. ทำเลที่ตั้งสะดวกในการเดินทาง 2.91 1.38 ปานกลาง รวมค่าเฉลี่ย 3.15 1.32 ปานกลาง จากตารางที่ 4.8 ความต้องการด้านการจัดการตลาดเครื่องจักสานไม้ไผ่ของหมู่บ้านโนนตะโกใน ด้านการส่งเสริมการตลาดในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง(x=3.15)แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อความ ต้องการด้านการจัดการตลาดเครื่องจักสานไม้ไผ่ของหมู่บ้านโนนตะโกทุกข้ออยู่ในระดับปานกลาง เมื่อ จัดเรียงลำดับความต้องการมากที่สุดคือ มีกิจกรรมส่งเสริมการขาย รองลงมาพนักงานขายมีอัธยาศัยดี พนักงานสามารถให้ข้อมูลลูกค้าได้ทำเลที่ตั้งสะดวก (x=3.41, 3.32, 2.96, 2.91 ตามลำดับ) จากการสังเคราะห์ข้อมูลในข้อเสนอแนะในมุมมองของผู้ตอบแบบสอบถามในด้านการจัดการ ตลาดเครื่องจักสานของหมู่บ้านโนนตะโกยังต้องมีการพัฒนาในหลายด้านเพื่อให้ผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่มี มาตรฐานและเพิ่มอรรถประโยชน์ใช้สอยมายิ่งขึ้นโดยเฉพาะด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่มักจะพบ ปัญหาด้านเชื้อราเมื่อใช้ไประยะหนึ่งและคุณภาพไม่สม่ำเสมอ มีรูปแบบและความหลากหลายของ ผลิตภัณฑ์ก็มีให้เลือกน้อยบางครั้งไม่ตรงกับความต้องการ ตลอดรวมทั้งขาดการประชาสัมพันธ์ทำให้การ จำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้น้อย ควรต้องมีแหล่งหรือเครือข่ายมาช่วยจำหน่ายเพื่อเป็นการกระตุ้นสร้าง แรงจูงใจในการผลิตให้มากขึ้นอันจะส่งผลให้ชุมชนมีรายได้มากขึ้น และจะต้องมีการพัฒนาฝีมือการจัก สานให้ประณีตและมีลวดลายจะทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและเพิ่มมูลค่ามากยิ่งขึ้น


บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ผลการวิจัยเรื่อง ศึกษาพฤติกรรมความต้องการของลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสาน แบบ D.I.Y. ของกลุ่มสืบสานจักสาน บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ผู้วิจัยสรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ดังต่อไปนี้ 5.1 สรุปผลการวิจัย 1. การจัดการตลาดกับภูมิปัญญาด้านหัตถกรรมการจักสานไม้ไผ่ของกลุ่มสืบสานจักสาน บ้านโนนตะโก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา สภาพความเป็นอยู่และการดำเนินชีวิตของคนในหมู่บ้านโนนตะโกพบว่า ประชากรในหมู่บ้าน ส่วนใหญ่ร้อยละ 50 ประกอบอาชีพอุตสาหกรรมโรงงาน ร้อยละ 30 ประกอบอาชีพเกษตรกรรมส่วนที่ เหลือประกอบอาชีพรับจ้างค้าขายและทำสินค้าที่ระลึกจากไม้ไผ่โดยการทำหัตถกรรมเครื่องจักสานไม้ไผ่ ของหมู่บ้านโนนตะโก โดยการทำหัตถกรรมเครื่องจักสานไม้ไผ่ของกลุ่มบ้านโนนตะโก เพื่อความอยู่รอด ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของชาวบ้านในการนำมาประดิษฐ์ใช้เป็นภาชนะและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นำมาจักสานเป็นเครื่องใช้สอย ในครัวเรือนได้แก่ ตะกร้า กระบุง กระด้งเครื่องมือจับดักสัตว์ เป็นต้น งานเครื่องจักสานจากไม้ไผ่นี้จึง สามารถมาเป็นอาชีพเสริมเพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้กับครอบครัว หรือ ชุมชนได้ โดยอาศัยไม้ไผ่ที่ขึ้นอยู่ทั่วไปตามชายป่า ชายทุ่งหรือบริเวณบ้านจนถึงปัจจุบัน พื้นที่ทั่วไปของกลุ่มบ้านโนนตะโกมีกอไผ่ขึ้นอยู่หนาแน่นเป็นจำนวนมากจึงมีการนำไม้ไผ่มา สานเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น กระด้ง ตะแกรง ลอง ตะฆ้อง กระบุง สุ่ม พัด เป็นต้น แต่เดิมก็ทำไว้ ใช้ในครัวเรือน เมื่อทำมากขึ้นก็นำมาขายที่เป็นที่นิยมและรู้จักกันแพร่หลาย คือ กระด้งและตะกร้า รูปแบบผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ของชุมชนที่ผลิตออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของบ้าน โนนตะโก ทั้งผลิตภัณฑ์แบบเดิมและที่ยังคงมีการผลิตอยู่ในปัจจุบันเพื่อการจำหน่ายพอที่สรุปได้ดังนี้ รูปแบบผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ของชุมชนที่ผลิตออกจำหน่าย ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของบ้านโนนตะโก ทั้งผลิตภัณฑ์แบบเดิมและที่ยังคงมีการผลิต อยู่ในปัจจุบันเพื่อการจำหน่าย พอที่สรุปได้ดังนี้ 1. เครื่องจักสานที่ใช้เป็นภาชนะใช้สอยต่างๆ เช่น กระจาด กระเชอ และตะแกรง สำหรับตวง เมล็ดพืช 2. เครื่องจักสานที่ใช้เพื่อประดับตกแต่ง เช่น ช้างสาน กวางสาน โคมไฟ 3. เครื่องจักสานที่ใช้สำหรับบรรจุสิ่งของ เช่น ตะกร้า เข่ง กระจาด หาบ ชะลอม 4. เครื่องจักสานที่ใช้สำหรับดักจับสัตว์น้ำ เช่น ลอบ ไซ สุ่ม กระชัง


5. เครื่องจักสานสำหรับการใช้สอยทั่วไปในครัวเรือน เช่น กระด้ง กระจาด กะโล่ ตะแกรงร่อน ถ่าน ตะแกรงร่อนข้าวและร่อนรำ ตะแกรงตากของ ในด้านการกำหนดราคาขึ้นอยู่กับประธานกลุ่มจักสานไม้ไผ่ส่วนใหญ่เป็นราคาไม่แน่นอนขึ้นอยู่ สถานการทางตลาดและการต่อรองของผู้ซื้อ ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นการฝากขายและพ่อค้าส่ง มารับซื้อเองถึง ชุมชน สำหรับการส่งเสริมการตลาดไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนักส่วนใหญ่เป็นการลด ราคาตามสภาพของผลิตภัณฑ์ 2. การพัฒนารูปแบบการจัดการตลาดกับภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหัตถกรรมการจักสานไม้ไผ่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มสืบสานจักสานบ้านโนนตะโก 2.1 ด้านผลิตภัณฑ์ด้านรูปแบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ของกลุ่มสืบสานจักสาน บ้านโนนตะโก ควรเป็นรูปแบบเน้นประโยชน์ใช้สอยที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตในชุมชน มีความสะดวกใน การใช้ วัสดุหาง่าย ต้นทุนอยู่ในระดับชาวบ้านดำเนินการได้ ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น กระด้ง กระบุง ตะกร้า กระจาด เป็นต้น ส่วนประเภทที่เป็นของฝากหรือของที่ระลึกทางวัฒนธรรมของชุมชน เช่นการทำเป็นตะกร้าใบจิ๋ว หรือไซอันเล็กเป็นต้นนอกจากนี้ยังขอแนะนำให้สร้างชิ้นงานจักสานที่ยังคงมี ไม้ไผ่เป็นโครงสร้างหลักแต่ผสมผสานกับการนำวัสดุอื่นๆมาประกอบเพื่อสร้างความสวยงามและ มูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์เช่นตะกร้า หรือกระเป๋าจักสานจากไม้ไผ่ส่วนข้างในเป็นผ้าทอพื้นเมือง 2.1.1 ความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นที่บรรพบุรุษได้สั่งสมและถ่ายทอดสืบต่อ กันมา จากรุ่นสู่รุ่นจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานในปัจจุบันโดยไม่ละทิ้งวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิมโดยยึดถึงคุณค่าเดิม 2.1.2 ประโยชน์ใช้สอยอาจจะเปลี่ยนแปลงอาจต้องคำนึงถึงทรัพยากรของชุมชน และ ศักยภาพของสมาชิกกลุ่มจักสานที่จะต้องมีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง 2.1.3 ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ผลิตขึ้นนั้นควรพัฒนามาจากผลิตภัณฑ์เดิมขึ้นมีความชำนาญอยู่ จะทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพทางด้านความประณีตเพียงเพิ่มเทคนิคให้เกิดความแตกต่างจาก ผลิตภัณฑ์ เดิมหรือรูปทรงเดิมแต่มีหลายขนาดให้เลือกจะทำให้เพิ่มกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้นหรือนำวัสดุมา ประกอบและตบแต่ก็จะเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์เพียงแต่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถูกย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลง และ ใส่วัสดุประกอบอื่นเข้าไป 2.1.4 พัฒนาผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่แบบเดิมให้มีโดยการนำลวดลายและนำเทคนิคการ ย้อมสีมาใช้เป็นการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่แตกต่างไปจากแบบเดิมทั้งประเภทของผลิตภัณฑ์ประโยชน์ใช้ สอยและประดับตบแต่ง 2.2 ด้านการกำหนดราคา สมาชิกกลุ่มผลิตภัณฑ์จักสานเป็นคนกำหนดราคาตามความ เหมาะสมเพื่อป้องกันการกดราคาจากพ่อค้าคนกลางเปรียบเทียบกับคู่แข่งโดยคำนึงถึงลักษณะของ ผลิตภัณฑ์ด้านความยากง่ายในการผลิต วัสดุ ความประณีตและเวลา 2.3 ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย สำหรับสถานที่การจัดจำหน่ายกลุ่มสมาชิกจักสานมี ความเห็นต่อความสะดวกในการติดต่อและควรมีช่องทางเลือกให้กับผู้สนใจผลิตภัณฑ์ในหลายช่องทาง ดังนี้


2.3.1 สร้างเครือข่ายการขายมีตัวแทนการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จักสานของชุมชนบ้าน โนนตะโกจำหน่ายยังจังหวัดต่าง ๆ เมื่อมีการจัดนิทรรศการของแต่ละจังหวัด 2.3.2 ควรจัดร้านค้าหรือสถานที่เพื่อจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้าน ในตัวจังหวัดหรือบริเวณที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว 2.3.3 วิธีการขายตรง เป็นการขายโดยสมาชิกกลุ่มจักสานทำการกระจายสินค้า โดยต่อ กับหน่วยงานและลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์นั้นโดยตรง 2.3.4 จำหน่ายตามตลาดนัดของชุมชนใกล้เคียงหรือตามเทศกาลต่างๆ 2.4 ด้านการส่งเสริมการตลาด ภายใต้ข้อจำกัดทรัพยากรของชุมชนจึงทำให้การส่งเสริม การตลาดผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ของชุมชนทำให้ผลิตภัณฑ์ยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าที่ควร ดังนั้นชุมชนจึงต้อง พัฒนาการส่งเสริมการตลาด ดังนี้ 2.4.1 ควรประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ หลายๆ ด้าน เช่น แผ่นพับ การส่ง ข่าวเผยแพร่ผ่านสื่อทางอินเตอร์เน็ต ตลอดจนทางหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริหารส่วน ตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือสมาคมต่างๆ 2.4.2 มีการลดราคาผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าหรือตัวแทนจำหน่ายที่มาซื้อใน ปริมาณมาก 2.4.3 ควรมีป้ายแสดงราคาสินค้าของผลิตภัณฑ์ฯ ไว้อย่างชัดเจน และราคา มีความ เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ 2.4.4 มีการแถมผลิตภัณฑ์ฯ ให้กับลูกค้าหรือตัวแทนจำหน่ายเมื่อมีการซื้อ ผลิตภัณฑ์ฯ เป็นประจำ 2.4.5 สามารถทำงานจักสานตามรูปแบบที่ลูกค้าหรือตัวแทนจำหน่ายต้องการตาม ศักยภาพ 2.4.6 ควรจะมีโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้าในกรณีที่มีเทศกาลต่าง ๆ 5.2 อภิปรายผล 1. การจัดการตลาดกับภูมิปัญญาด้านหัตถกรรมการจักสานไม้ไผ่ของชุมชนบ้านโนนตะโก การ จัดการตลาดผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ของชุมชนที่ผลิตออกจำหน่ายส่วนใหญ่พัฒนามาจากผลิตภัณฑ์ แบบเดิมแบ่งเป็น 1) เครื่องจักสานที่ใช้เป็นภาชนะใช้สอยต่างๆ 2) เครื่องจักสานที่ใช้เพื่อการชั่งตวงวัด 3) เครื่องจักสานที่ใช้สำหรับดักจับสัตว์น้ำแต่มีจำหน่ายทั่วไปในอำเภอสูงเนิน ทำให้ผลิตภัณฑ์ด้านจัก สานของบ้านโนนตะโกจึงไม่สามารถสร้างรายได้แก่ชุมชนได้มากพอที่จะยึดเป็นอาชีพหลักต่อมาได้มี หน่วยงานของรัฐได้มาพัฒนาการอบรมทักษะ การออกแบบผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่ ทำให้คุณภาพ ของผลิตภัณฑ์ดีขึ้น แต่เนื่องจากการพัฒนาไม่ต่อเนื่องทำให้ สมาชิกกลุ่มจักสานไม้ไผ่ ของชุมชนลดลงไป ประกอบอาชีพอื่นสอดคล้องกับงานวิจัยของภาวิณี พุทธศรี (2553) เรื่อง แนวทางการจัดการธุรกิจ ชุมชนท้องถิ่นหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ของชุมชนบ้านโนนตะโก จากการศึกษา พบว่า กลุ่มจักสานไม้ไผ่


ได้รับการสืบทอดความรู้มาจากพ่อแม่การสานไม้ไผ่เป็นประเภทใช้สอยใน ชีวิตประจำวันและในด้าน เกษตรกรรม แหล่งทุนของกลุ่มส่วนใหญ่ได้มาจากเงินกองทุนหมู่บ้าน ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความเข็ม แข็งให้ชุมชนควรต้องสนับสนุนการพัฒนา อย่างต่อเนื่องเพื่อเปิดโลกทัศน์ มุมมองของสมาชิกกลุ่มจัก สานไม้ไผ่ ด้วยกิจกรรมต่างๆเช่น ศึกษาดูงาน อบรมเชิงปฏิบัติการ การแลกเปลี่ยนทักษะของกลุ่มจัก สานไม้ไผ่ที่อื่น สอดคล้องกับงานวิจัยของสมพร จันทร์โอภาส (2550) เรื่อง การพัฒนากลุ่มจักสานตาม แนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ในตำบลหนองแก๋ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าแนวทางการ พัฒนากลุ่มจักสานโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงชุมชนควรมีการศึกษาดูงานตามกลุ่มอาชีพ การ อบรมให้ความรู้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2. การพัฒนารูปแบบการจัดการตลาดกับภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหัตถกรรมการจักสานไม้ไผ่ เพื่อ สร้างความเข้มแข็งของชุมชนบ้านโนนตะโก หัตถกรรมผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ของชุมชนบ้านโนนตะโก เป็นการผลิตเพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับ ครอบครัว ประเภทอุปโภคเน้นประโยชน์ใช้สอยที่สอดคล้องกับ วิถีชีวิตในชุมชน มีความสะดวกในการใช้วัสดุหาง่าย ต้นทุนอยู่ในระดับชาวบ้านดำเนินการได้ ไม่กระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมและประเภทของที่ระลึก เน้นทางวัฒนธรรมชุมชนซึ่งในการพัฒนารูปแบบการจัดการ ตลาดผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชน 1) ด้านผลิตภัณฑ์โดยยึดความเป็น เอกลักษณ์ของท้องถิ่น พัฒนาผลิตภัณฑ์จักสาน ไม้ไผ่แบบเดิมให้มีโดยการนำลวดลายนำเทคนิคการย้อม สีมาใช้ และนำวัสดุประกอบอื่นเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ถูกคิดค้น ขึ้นจากการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีหรือผลิตอยู่ภายในท้องถิ่นนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์และเป็นที่ต้องการของ ตลาดด้วยสอดคล้องกับงานวิจัยของ ภัสสรา ชมแก้ว(2546) เรื่อง อาชีพจักสานไม้ไผ่และการสร้าง เครือข่ายการค้า ตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา พบว่า คนในชุมชนมีการทำการจักสาน สิ่งของใช้เองโดยใช้ไผ่ในท้องถิ่น และต่อมาพัฒนาเป็นลวดลายด้วยการสานเป็นลายตัวหนังสือและรูป 12 ราศี จนเป็นเอกลักษณ์ของตำบลกุดจิก เป็นเพราะกระบวนการผลิตจักสานไม้ไผ่วัสดุในท้องถิ่นที่ต้องมี การพัฒนา รวมถึงเทคนิคต่างเช่นการคัดเลือกไผ่ การย้อมสี การสาน การตัดแบบ และสอดคล้องกับ งานวิจัยของ สุภาพร ชาววัง (2552) เรื่อง การประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านในการพัฒนาเครื่องจักสาน เชิงพาณิชย์จังหวัดนครราชสีมา พบว่า วัตถุดิบทำให้เครื่องจักสานมีคุณภาพ ผู้ผลิตต้องมีความรู้ในการ คัดเลือกและ ฝีมือเพื่อให้ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ ทำให้การปรับปรุงกระบวนการพัฒนาจะต้องมีจุดเด่น มี เอกลักษณ์ของชุมชน ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของตลาด แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสมาชิกกลุ่มผลิตภัณฑ์จักสานชุมชนบ้านโนนตะโกยังขาดความชำนาญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ในรูปแบบอื่นๆจึงต้องใช้เวลา ในการพัฒนาและในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้องมีวิทยากร ผู้รู้ ที่มีความรู้ ความสามารถและทักษะ ฝีมือดีด้านการพัฒนางานจักสานจากไม้ไผ่ในแนวทางใหม่ๆ มาให้ความรู้ ประสบการณ์แนวคิดการ สร้างสรรค์ที่เหมาะกับสามารถของสมาชิกกลุ่มจักสานชุมชนบ้านโนนตะโก สอดคล้องกับงานวิจัยของกนกพร ฉิมพลี (2555) เรื่องศึกษารูปแบบการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านหัตถกรรมเครื่องจักสาน: กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชน จังหวัดนครราชสีมา พบว่าการจัดการความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหัตถกรรม เครื่องจักสานต้องมีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ ความรู้ภูมิปัญญา


ท้องถิ่น กระบวนการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหัตถกรรมเครื่องจักสานและเงื่อนไขที่ทำให้ การจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นประสบความสำเร็จ อันได้แก่ ความรู้ด้านการจัดการความรู้ วัฒนธรรมองค์กร ภาวะผู้นำและโครงสร้างพื้นฐาน จะนำไปสู่การพึ่งตนเองของกลุ่มองค์กรชุมชนได้ อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับงานวิจัยของสุชาติอนวัช (2547) เรื่องรูปแบบการพัฒนาการตลาด ผลิตภัณฑ์เครื่องจักสาน : กรณีศึกษาบ้านโนนตะโก ตำบล กุดจิกจังหวัดนครราชสีมา พบว่า รูปแบบการ พัฒนาการตลาดผลิตภัณฑ์จักสานประกอบด้วย การบริหารโครงสร้างพื้นฐาน การฝึกอบรมและศึกษาดู งาน การประสัมพันธ์สินค้า กำหนดบุคคลและสถานที่จัดจำหน่ายและติดตามประเมินผล 2) ด้านการ กำหนดราคา สมาชิกกลุ่มผลิตภัณฑ์จักสานเป็นคนกำหนดราคาตามความเหมาะสมโดยคำนึงงถึง ลักษณะของผลิตภัณฑ์ด้านความยากง่ายในการ ผลิตคุณภาพวัสดุความประณีตและเวลาได้กำหนดราคา 3 รูปแบบ คือ ตั้งราคาบวกเพิ่มจากต้นทุน ตั้งราคาแยกตามกลุ่มลูกค้า ตั้งราคาตามความแตกต่างของ ผลิตภัณฑ์เมื่อเปรียบกับคู่แข่งขัน เพราะ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของชุมชนยังไม่มีความแตกต่างจากผู้ผลิต รายอื่นจึงเป็นต้องดูความต้องการของตลาดด้วย สอดคล้องกับงานวิจัยของทรงฤทธิ์ พรหมชิณวงศ์ (2550) เรื่องการผลิตและการตลาดหัตถกรรม พื้นบ้านภายใต้โครงการหนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ : กรณีศึกษาเครื่องจักรสานมวยบ้านโนตะโก ตำบลกุดจิกอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา พบว่าเดิมผู้ จักสานจะสานมวยเพื่อใช้ในครัวเรือน เมื่อประชาชนมากขึ้น สังคมเปลี่ยนทำให้การจักสานเป็นธุรกิจ การค้า ซึ่งการขายแบ่งเป็น 4 ลักษณะคือ 1) ผลิตเองขายเองได้ราคาดีแต่ช้า 2) ขายให้พ่อค้าคนกลางที่ ซื้อถึงที่พ่อค้ากำหนดราคาเอง 3)ผลิตแล้ว ส่งให้ร้านค้าตามราคาที่ตกลง 4) จำหน่ายในส่วนที่หน่วยงาน ราชการจัดขึ้น ขายตามตลาดนัดและเทศกาล ได้รับราคาตามกำหนด และสอดคล้องกับงานวิจัยของมน ทิวา ไชยวงศ์ (2548) เรื่อง กลยุทธ์เพื่อการพัฒนาพัฒนาวิสาหกิจท้องถิ่นกรณีศึกษากระเป๋าจักสาน ตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนคคราชสีมา พบว่า เจ้าของกิจการตั้งราคาผลิตภัณฑ์โดยการบวกเพิ่ม จากต้นทุนร้อยละ 50 และให้ส่วนลดในสั่งซื้อ ปริมาณมากๆ ตั้งแต่ยอดขาย 30,000 บาทขึ้นไป 3) ด้าน ช่องทางการจัดจำหน่าย สมาชิกกลุ่มจักสานมีปัญหาในด้านช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับ มากจากความคิดเห็นของประชาชนต่อ ความสะดวกในการติดต่อเนื่องจากการจำหน่ายส่วนในผ่าน พ่อค้าส่งเนื่องจากพ่อค้ารับซื้อที่ชุมชนทำให้เกิดการกดราคาดังนั้น ควรเพิ่มช่องทางเลือกให้กับผู้สนใจ ผลิตภัณฑ์ในหลายช่องทาง โดยการสร้างเครือข่ายการขาย มีตัวแทนการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จักสาน ของชุมชนบ้านโนนตะโกร้านค้าหรือสถานที่เพื่อจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้านในตัว จังหวัดหรือบริเวณที่เป็นแหล่งท่องเที่ยววิธีการขายตรงขายทางออนไลน์ จะทำให้ชุมชนเข้มแข็งมาก ยิ่งขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยของชลธิชา ดีเพ็ญ (2557) เรื่องกลยุทธ์การจัดการธุรกิจหัตถกรรมจากไม้ ของกลุ่มแม่รินเรือจำลอง ในตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา พบว่ากลุ่มแม่รินเรือจำลอง อยู่ในตำแหน่งผลิตภัณฑ์ทำงาน ซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตของตลาดต่ำแต่มีส่วนแบ่งของการตลาดสูง ดังนั้นกลุ่มควรมีแนวทางที่จะรักษาส่วนแบ่งในตลาดให้นานที่สุดโดยการปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งพัฒนาตลาด 4) ด้านการส่งเสริมการตลาด ข้อจำกัดของชุมชน จึงทำให้การส่งเสริมการตลาด ผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ของชุมชนทำให้ผลิตภัณฑ์ยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าที่ควรมีปัจจัยหลายด้านโดยเฉพาะ


ด้านงบประมาณ ด้านบุคลากรที่รับผิดชอบ ทำให้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนอยู่ใน ขั้นถดถอยและยังไม่เป็นที่ ยอบรับของท้องถิ่น ดังนั้นชุมชนจึงต้องพัฒนาการส่งเสริมการตลาด ด้านการประชาสัมพันธ์ เช่น แผ่น พับ การส่งข่าวเผยแพร่ผ่านสื่อ ทางอินเตอร์เน็ต การสัมภาษณ์ผู้นำชุมชน ตลอดจนทางหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริหารส่วนต าบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ สมาคมต่าง การส่งเสริม การขาย เช่น การลดราคาผลิตภัณฑ์ มีการแถมผลิตภัณฑ์ บริการส่งสินค้า โปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้าใน กรณีที่มีเทศกาลต่าง ๆ เป็นต้นสอดคล้องกับงานวิจัยของภาวิณี พุทธศรี(2553) เรื่อง แนวทางการ จัดการธุรกิจชุมชนท้องถิ่นหนึ่งต าบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ของตำบลกุดจิกอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา จากการศึกษา พบว่า ด้านปัญหาพบว่า ไม่มีเครื่องจักสานทุ่นแรง ขาดการ โฆษณาสินค้า ของกลุ่มให้ ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ กลุ่มสมาชิกควรจัดระบบบริหารจัดการที่ดีการ ออกแบบผลิตภัณฑ์ควรตรง ตามต้องการของตลาด ควรสร้างจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์ ควรมีการออกร้าน ตามงานแสดงสินค้าต่างๆ ปัจจัยด้านราคา และปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาดเป็นลำดับสุดท้าย (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.68 , 2.57 2.42 , และ 1.90 ตามลำดับ)และยังสอดคล้องกับศักดิ์ชาย สิกขา และคณะ (2558) เรื่อง การพัฒนา งานหัตถกรรมไม้ไผ่อีสาน พบว่าปัจจัยทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าหัตถกรรมไม้ไผ่ ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับส่วนประสมทางการตลาด หรือ 4P’s คือ Product Price Place และ Promotion ตามลำดับ ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าหัตถกรรมไม้ไผ่มากที่สุด คือ ความมี เอกลักษณ์ของความเป็นไทย รองลงมาคือ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ และความเหมาะสมของราคา ผลิตภัณฑ์ โดยมีค่าเฉลี่ย 3.52 , 3.34 และ 3.32 ตามลำดับ และในส่วนของการวิเคราะห์รูปแบบการ พัฒนางานหัตถกรรมไม้ไผ่ในภาคอีสาน พบว่า ผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่มีทั้งจุดเด่น และจุดด้อย จุดเด่นผู้บริโภค เห็นว่าเป็นวัสดุธรรมชาติ (ร้อยละ 60.61) ส่วนจุดด้อยเห็นว่ามีปัญหามอดรา (ร้อยละ 51.52)


5.3 ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะทั่วไป 1. ภาครัฐควรเข้าไปช่วยเหลือชุมชน ในเรื่องของการจัดซื้อวัตถุดิบในราคาที่เหมาะสม และ ตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบที่นำมาใช้ทำผลิตภัณฑ์ และควรจัดให้มีการฝึกอบรมสมาชิกบางท่านที่ยัง ไม่มีความชำนาญให้เกิดความชไนาญในการทำผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อไม่ให้สมาชิกเกิดความ ท้อแท้ 2. ภาครัฐควรเข้าไปช่วยเหลือชุมชน ในเรื่องการฝึกอบรมสมาชิกให้เป็นนักการตลาดที่ดีช่วยใน เรื่องการแนะนผำลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ อย่างกว้างขวาง รวมไปถึงการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยอาจจะ นำไปแสดงนิทรรศการต่าง ๆ หรือหาร้านค้าวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์หลาย ๆ สถานที่ เพื่อทำให้ผู้บริโภค รู้จักผลิตภัณฑ์ฯมากยิ่งขึ้น 3. ภาครัฐควรเข้าไปช่วยเหลือชุมชน ในเรื่องการตลาดในการพัฒนาช่องทางจัดจำหน่ายโดย อาจจะโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ในสื่อต่างๆ ที่มีราคาไม่สูงมากจนเกินไป เช่นวิทยุสื่อต่างๆ หรือ สถานีโทรทัศน์ชุมชนต่างๆ ในตัวจังหวัดเดียวกันหรือหลาย ๆ จังหวัดที่เป็นของภาครัฐ เพื่อที่จะ ได้ทำให้ เกิดต้นทุนในการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายไม่สูงมากจนก่อให้เกิดภาระหนี้สินได้ และเพื่อให้ ประชาชนทั่วไปรู้จักผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่มากยิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรศึกษาการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงเพื่อ เสริมสร้างความยั่งยืนของชุมชน 2. ควรศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน 3. ควรศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาเครือข่ายกลุ่มผู้ผลิตงานจักสานจากไม้เพื่อสร้างความ เข้มแข็งของกลุ่มจักสานไม้ไผ่ 4. ควรศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการทดลองย้อมสีเส้นตอกไม้ไผ่จากสีที่ได้จากธรรมชาติเป็นการ อนุรักษ์และ เชิดชูภูมิปัญญาพื้นบ้านของบรรพบุรุษ 5. ควรศึกษาวิจัยทดลองเกี่ยวกับการรักษาเนื้อไม้ไผ่ด้วยกรรมวิธีทางธรรมชาติโดยไม่ให้มอดกัดกินและ ปราศจากเชื้อรา


บรรณานุกรม มณฑาวดี โภคาปราการ. (2552). ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของสินค้าหัตถกรรมไทย: กรณีศึกษาตลาดนัดสวนจตุจักร. วิทยานิพนธ์บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์. มนทิวา ไชยวงศ์. (2548). กลยุทธ์การพัฒนาวิสาหกิจท้องถิ่นกรณีศึกษากระเป๋าจักสาน ตำบลหนอง ตอง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่. การค้นควาแบบอิสระเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. วรัญญ สถาพรชัยพณิชย์. (2554). พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าหัตถกรรมของนักท่องเที่ยวไทย ณ หมู่บ้านถวาย. รายงานในกระบวนวิชาการวิจัยปัญหาเศรษฐกิจปัจจุบัน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ภาวิณี พุทธศรี. (2553). แนวทางการจัดการธุรกิจชุมชนท้องถิ่นหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ของตำบล ดงเดือย อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขา ยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, พิษณุโลก. กนกพร ฉิมพลี. (2555). รูปแบบการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหัตถกรรมเครื่องจักสาน: กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชน จังหวัดนครราชสีมา.วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาพัฒนา สังคมและการจัดการสิ่งแวดล้อม คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ศาสตร์,กรุงเทพฯ.


Click to View FlipBook Version