The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Un Un HG, 2022-11-10 20:49:28

JEANS AND Camping TENT

JEANS AND Camping TENT

JEANS AND
Camping TENT

คำนำ

รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา 01055321 จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาและ
วิเคราะห์การทดสอบสิ่งทอที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตตลอดจน
การทดลองและนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน หากข้อมูลผิดพลาดประการใด คณะ
ผู้จัดทำขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

คณะผู้จัดทำ

JEANS

ยีนส์ (Jeans) คือกางเกงที่ทำจากผ้าฝ้ายหยาบ แต่เพื่อความหลากหลายมักใช้ผ้าที่มีริ้ว เดิมที
ผลิตเพื่อการทำงาน แต่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นเริ่มจากทศวรรษที่ 50 ทุกวันนี้ยีนส์ถือว่าเป็น
เครื่องแต่งกายที่ได้รับความนิยมทั่วทุกมุมโลก มีหลากหลายรูปแบบและสีสัน กางเกงยีนส์หรือผ้า
เดนิมส่วนใหญ่ทำจากผ้าฝ้ายและเส้นด้ายปลายเปิดเช่นกัน

ผ้าเดนิมเป็นผ้าคอตตอนบิดที่มีความทนทาน โดยใช้ด้ายพุ่งผ่านใต้ด้ายยืนสองเส้นขึ้นไป การทอ
ผ้าทอลายทแยงนี้ทำให้เกิดซี่โครงแนวทแยงที่แตกต่างจากเป็ดสำลี ในขณะที่ยีนส์รุ่นก่อนที่เรียกว่า
dungaree นั้นผลิตในอินเดียมาหลายร้อยปีแล้ว แต่ตัวเดนิมเองนั้นถูกผลิตขึ้นครั้งแรกในเมือง
Nîmes ของฝรั่งเศสภายใต้ชื่อ “serge de Nîmes ผ้าเดนิมที่พบมากที่สุดคือเดนิมสีคราม ซึ่ง
ด้ายยืนจะถูกย้อม ในขณะที่ด้ายพุ่งเหลือสีขาว อันเป็นผลมาจากการทอผ้าลายทแยงแบบเว้าโค้ง
ด้านหนึ่งของผ้าถูกครอบด้วยด้ายยืนสีน้ำเงิน และอีกด้านหนึ่งถูกครอบด้วยด้ายพุ่งสีขาว ทำให้กาง
เกงยีนส์สีน้ำเงินเป็นสีขาวด้านใน

ผ้ายีนส์ เดนิมมีทั้งหมด 6 ชนิด

1. ผ้ายีนส์ดิบ (RAW DENIM OR DRY DENIM)
2. ผ้ายีนส์ฟอก (WASHED DENIM)
3. ผ้ายีนส์คอตตอน100% (100% COTTON DENIM )
4. ผ้ายีนส์ยืด (STRETCH DENIM)
5. ผ้ายีนส์ริม (SELVEDGE DENIM)
6. ผ้ายีนส์ไม่ริม (NON-SELVEDGE DENIM)

ผ้ายีนส์ดิบ (RAW DENIM OR DRY DENIM)

ผ้าเดนิมที่ยังไม่ผ่านกระบวนการถูกล้างด้วยน้ำ หรือไม่เคยโดนน้ำเลย เส้นด้ายจะผ่านการย้อมด้วยสี
อินดิโก้ (สีน้ำเงิน/สียีนส์) แล้วนำมาทอเป็นกางเกงยีนส์ผ้าดิบ

ผ้ายีนส์ฟอก (WASHED DENIM)

ผ้าที่ผ่านกระบวนการฟอกมาแล้ว ซึ่งกรรมวิธีมีทั้งใช้สารกัดสีบ้าง ปั่นกับหินบ้าง (stone
washed) กางเกงยีนส์จะมีรอยขาด รอยปะ หรือริ้วรอย

ผ้ายีนส์คอตตอน100% (100% COTTON DENIM )

ผ้าคอตตอน 100% ในสมัยก่อนนิยมนำมาผลิตกางเกงยีนส์มาก ทรงของกางเกงยีนส์จะค่อนข้างใหญ่
ไม่เข้ารูป แต่มีความคงทนดี แต่ปัจจุบันไม่นิยมนักและมักเเห็นกางเกงยีนส์ที่ทำจากผ้าคอตตอนและผสม
เส้นใยอื่น ๆ

ผ้ายีนส์ยืด (STRETCH DENIM)

ผ้าเดนิมแบบยืดเป็นเดนิมที่ผสมผสานกับวัสดุสังเคราะห์ เช่น อีลาสเทนและไลคร่า สแปนเด็กซ์ เพื่อ
ให้มีความยืดหยุ่นเล็กน้อยแต่ทรงพอดีตัว

ผ้ายีนส์ริม (SELVEDGE DENIM)

ผ้าที่มีการเย็บหัวผ้าด้วยด้ายสีต่างๆ เพื่อเก็บริมผ้า โดยสีของริมจะขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้
ผลิตยีนส์

ผ้ายีนส์ไม่ริม (NON-SELVEDGE DENIM)

ผ้าที่ได้จะหน้ากว้างกว่าแต่ไม่มีขอบ จะรุ่ย ต้องเย็บเก็บขอบ เหมือนที่เห็นในผ้าทั่วไป จะมีความ
พิถิพิถัน และความสวยงามน้อยผ้าริม

Fabric

ผ้าเดนิมเป็นผ้าทอลายทแยง คือเส้นใยสองชนิดที่ต่างกันถูกทอเข้าด้วยกัน สิ่งที่ทำให้เดนิมมีเอกลักษณ์
เฉพาะตัวก็คือการทอแบบทแยงมุม ทำให้ผ้าเดนิมมีความทนทานสูง เนื่องจากผ้าเดนิมผลิตด้วยเส้นใย
ชุดหนึ่งที่ย้อมด้วยสีน้ำเงินครามและอีกชุดหนึ่งเป็นสีขาว ผ้าเดนิมจึงมีลักษณะเป็นลายจุดที่โดดเด่น

สัดส่วนเส้นใยที่นิยมใช้

ฝ้าย 100% กางเกงยีนส์ที่ซักแล้วไม่เปลี่ยนรูปร่างและไม่ยืด กางเกงยีนส์เข้าจะเข้ารูปพอดีตัว
ฝ้าย 98% อีลาสเทน 2% ผ้าจะมีความยืดปานกลาง และเหมาะที่สุดสำหรับผู้ที่มีรูปร่างเพรียวบาง
ถึงปานกลาง การยืดเล็กน้อยนี้จะเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับช่วงเอว
ผ้าฝ้าย 65% โพลีเอสเตอร์ 30-35% อีลาสเทน 2-5% โพลีเอสเตอร์เพิ่มความแข็งแรงให้กับผ้า
กางเกงยีนส์จะดูเป็นทางการมากกว่าดูลำลอง

กระบวนการผลิต

Spinning

เส้นใยฝ้ายจะผ่านกระบวน Carding เพื่อกำจัดสิ่งสกปรก แล้วนำไปบิดเกลียวจนเป็นเส้นด้ายเพื่อเตรียมย้อมต่อ
ฝ้ายจะถูกขูดออกจากก้อนฝ้ายและดึงเข้าไปในเครื่อง Carding เพื่อสิ่งสกปรกทั้งหมดเช่นเมล็ดพืชและวัชพืชถูก
กรองออก จากนั้นนำเส้นใยฝ้ายมารวมกันแล้วเทลงในเชือกหนาที่เรียกว่าเศษไม้ เส้นใยที่ผ่านออกจากกระบวนการสาง
ใยนี้ จะถูกเรียกว่า เส้นสไลเวอร์ (Sliver) ผ่านกระบวนการโรฟวิ่ง เป็นกระบวนการที่ทำให้เส้นสไลเวอร์มีขนาดเล็กลง
และมีการตีเกลียวเข้าไปเล็กน้อย เพื่อให้เส้นใยจับตัวกันได้ดียิ่งขึ้น จากนั้นพันและวางเส้นโรฟวิ่งลงบนหลอด เข้าสู่
กระบวนการปั่นด้ายแบบวงแหวน (Ring Spinning) จะมีการตีเกลียวเข้าไปในจำนวนที่เหมาะสม และพันลงบน
หลอดด้าย เส้นด้ายจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการกรอด้าย จะทำให้เส้นด้ายมีความยาวมากขึ้น แล้วจึงเตรียมนำไปย้อมต่อ

Dyeing

ยีนส์ส่วนใหญ่จะเป็นสีครามที่มีลักษณะเฉพาะ ครามเป็นหนึ่งในสีย้อมที่เก่าแก่ที่สุด ที่ใช้สำหรับการย้อมสิ่งทอและมี
ต้นกำเนิดมาจากพืช Indigo Ferrer เป็นสีย้อมธรรมชาติที่เป็นสีย้อมมูลค่าธรรมชาติ เป็นการย้อมในรูปแบบรีดิวซ์
สีย้อมที่ละลายได้จะเข้าสู่บริเวณ amorphous regions ของเส้นใยโฝ้าย แทบไม่เกิดพันธะเคมีเลยระหว่างเส้นใยกับ
สีย้อม และการเกิดสีเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยกลไกสเตียริก หลังจากที่สีย้อมเข้าสู่เส้นใย จะถูกออกซิไดซ์เพื่อให้กลับสู่ถังที่
ใช้ใส่สีย้อมเดิม ด้วยรูปแบบการย้อมนี้ สีย้อมจะไม่ละลายอีก ดังนั้นเมื่อซักแล้วสีจะไม่หลุดออกมาจากเส้นใย

กระบวนการผลิต

Weaving

ด้ายสีจะถูกทอเพื่อทำผ้าเดนิม ด้ายสีน้ำเงินที่เรียกว่าด้ายยืนถูกดึงขึ้นและลงบนเครื่องทอผ้า และด้ายสีขาวที่
เรียกว่าด้ายพุ่งนั้นถูกยิงกลับไปกลับมา การทอที่พบบ่อยที่สุดคือการ 3/1 ซึ่งหมายความว่าด้ายยืนสามเส้นสามารถ
มองเห็นได้สำหรับด้ายพุ่งทุกเส้น นั่นคือสาเหตุที่ด้ายพุ่งมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นที่ด้านหลังของผ้า

การทอผ้าอีกประเภทหนึ่งคือ Salvage ผ้าเดนิมนั้นถูกผลิตขึ้นมาตามแบบฉบับดั้งเดิมบนเครื่องทอผ้าแบบเก่าที่
มีอายุย้อนไปถึงปี 1950 ความเร็วในการผลิตนั้นช้ากว่าเครื่องทอผ้าสมัยใหม่มาก ซึ่งช่วยลดความตึงของเส้นด้าย
ทำให้เกิดความรู้สึกที่นุ่มนวลขึ้นและเนื้อผ้าที่ทนทานเครื่องทอผ้าแบบเก่าเหล่านี้ต้องการแรงงานที่มีทักษะมากกว่า
ผลิตในญี่ปุ่นและอิตาลีเท่านั้นเนื่องจากประเพณีอันยาวนานและการผลิตกางเกงยีนส์

Finishing

นำผ้าที่ทอเสร็จแล้วมาตกแต่งสำเร็จ ผ้าเดนิมจะถูกให้ความร้อนและหดตัวเพื่อให้แน่ใจว่ากางเกงยีนส์จะมีขนาด
เท่าเดิมไม่หดตัวอีก

การทดสอบสิ่งทอที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติการใช้งานของผลิตภัณฑ์

ผ้าเดนิมได้รับการทดสอบโดยพิจารณาถึงความทนทาน 5 ด้าน
ความทนทานต่อการเสียดสี
ความทนทานต่อการฉีกขาด
ความคงทนของสีต่อการเสียดสี
ความคงทนของสีต่อการซัก
ความเสถียรของขนาด

วัสดุสำหรับทดสอบ

กางเกงยีนส์เดนิมที่มีปริมาณเส้นใยต่างกันสามแบบ ขนาดเส้นด้ายและประเภทการ
ทอไม่เหมือนกันสำหรับตัวอย่างทุกแบบ แต่ถือว่าใกล้เคียงกัน ทำการทดสอบกับการตก
แต่งยีนส์เจ็ดตัว โดยมี 14 ตัวที่แตกต่างกัน หกตัวมีองค์ประกอบเส้ยใยฝ้ายบริสุทธิ์
แปดตัวมีองค์ประกอบผสมของเส้นใยฝ้าย 98% และอีลาสเทน 2%

วิธีการทดสอบคุณภาพ

ขั้นตอนการซัก ขั้นตอนการอบแห้ง เป็นไปตามนโยบายของบริษัทเครื่องซักผ้าใน
ประเทศถูก เสื้อผ้าถูกซักล้างด้วยโปรแกรมปกติที่อุณหถูมิ 40°C ระยะเวลาโปรแกรม
ประมาณ 1 ถึง 5 ชั่วโมง เสื้อผ้าถูกทำให้แห้งในเครื่องอบผ้าใน โดยเลือกเวลาประมาณ
50 นาที จนกระทั่งผ้าไม่มีชื้นอีกต่อไป ใช้ผงซักฟอกทั่วไปสำหรับการซัก ชิ้นผ้าจะถูกนำไป
ผ่านการซักและอบแห้งสามรอบก่อนทำการทดสอบ

ความคงทนต่อแรงฉีกขาด

ทดสอบด้วยวิธี Elmendorf, ISO 13937-1
คุณสมบัติการฉีกขาดของเนื้อผ้า – ส่วนที่ 1: การหาค่าแรงฉีดขาดโดยใช้ลูกตุ้ม
สุ่มตัวอย่างจากชิ้นผ้าและนำไปฉีกขาดในเครื่องทดสอบคำนวณค่าเฉลี่ยแรงฉีกขาดของเส้นด้ายยืนและพุ่ง

ความทนทานต่อการขัดถู

ทดสอบตามมาตรฐาน ISO 12947-2
การกำหนดความต้านทานการขัดถูของเนื้อผ้าโดยวิธี Martindale - ส่วนที่2: การหาค่าการแยกตัวอย่าง และตัดสิน
ตามข้อกำหนดด้านคุณภาพ หลังจากสิ้นสุดแต่ละชุดแล้วชิ้นงานทดสอบจะได้รับการประเมินเพื่อพิจารณาว่ายังถึงขีด
จำกัดการแยกย่อยหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีการประเมินการเปลี่ยนสีและลักษณะที่ปรากฏของตัวอย่าง โดยใช้แรงทดสอบ
9 kPa(kilopascal) เพื่อกดชิ้นงานลงการประเมินทำที่ 3000, 5000, 10000, 12000, 14000, 16000 และ
17,000
รอบ 17,000 รอบคือขีดจำกัดของการขัดถูที่มีการประเมินการเปลี่ยนสีหลังจากทุกช่วงการทดสอบ

ความคงทนของสีต่อการถู

ทดสอบตามมาตรฐาน ISO 105-X12
การทดสอบความคงทนของสี : ความคงทนของสีต่อการถูของชิ้นงานทดสอบสองชิ้น ทิศทางเส้นด้ายยืนและพุ่ง
แต่ละข้างที่วัดได้อย่างน้อย 50 มม. x 140 มม. ถูกตัดออกจากตัวอย่างทดสอบการทดสอบโดยใช้ผ้าถูทั้งแบบ
เปียกและแบบแห้ง

ความเสถียรของขนาด

ความเสถียรของขนาดได้รับการทดสอบตามสองมาตรฐาน ISO 3759,
การเตรียมการทำเครื่องหมายและการวัดตัวอย่างผ้า ในการทดสอบเพื่อกำหนดการเปลี่ยนแปลงขนาด
โดยพิจารณาจากเนื้อผ้าและ ISO 5077 การกำหนดการเปลี่ยนแปลงขนาดในการซักและอบแห้งพิจารณาจากชิ้นผ้า
ก่อนทำการฟอกบริเวณที่ยีนส์เดนิมจะถูกทำเครื่องหมายทั้งด้านยาวและด้านกว้าง

การวัดหลังจากการซักและปั่นแห้ง

ทดสอบตามมาตรฐาน ISO 3759 ตำแหน่งที่วัดคือความกว้างของเอว ต้นขา เข่า และส่วนล่างของขา ความยาวของ
ขาด้านใน จากเป้าถึงชายเสื้อและความยาวจากรอยต่อของตะเข็บขาไปด้านบนด้านหลังทั้งสองข้างและด้านหน้า การวัดจะ
ทำหลังจากทำให้ตัวอย่างแห้งแล้ว

การกำหนดความเป็นเกลียวหลังจากการฟอก

ทดสอบตามมาตรฐาน ISO 16322-3
การหาค่าความหมุนเป็นเกลียวหลังจากการซัก-ส่วนที่3: โครงสร้างผ้าทอลายทแยงมีความเค้นในตัว ซึ่งอาจหลุดออกได้
หลังจากการซัก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการบิดตัวของวัสดุได้ ในการวัดแนวโน้มของการบิดตัวในชิ้นผ้านั้นวางเกณฑ์
มาตรฐานสองรายการห่างกัน 50 ซม. และหลังจากซักแล้ว การเปลี่ยนแปลงจะถูกวัดและคำนวณเปอร์เซ็นต์การ
เปลี่ยนแปลง

Camping Tent

เส้นใยที่สามารถทำเต้นส์ได้ อย่างเช่น

PRCNPPPoOVOIYOPlCLLLTySOYY-TTCOEENOOOSSxNPfTTTAo/EEETCrNRRdEA-T DCTNSEOVTNETATNTSSOTTSNENTETNSTS

Fabric

" เส้นใยที่นิยมนำมาผลิตเต้นส์มากที่สุดคือ
เส้นใยสังเคราะห์และนิยมใช้ POLYESTER "

คุณสมบัติของใยโพลีเอสเตอร์

ด้านกายภาพ
รูปร่าง

ลักษณะตามยาวมีผิวเรียบสม่ำเสมอตลอดเส้น มักเห็นจุดเล็กๆ
ในเส้นใย เนื่องจากฟิกเมนท์ที่เติมลงไปเพื่อลดความมันของ
เส้นใย

ความเหนียว

มีความเหนียวแตกต่างกันตั้งแต่ 2.5 - 9.5 กรัมต่อดิเนียร์ เมื่อเปียก ความเหนียวจะลดลง

การยืดหยุ่น

มีความยืดหยุ่นดี ไม่ยับง่าย และคงขนาดได้ดี

การดูดความชื้น

ดูดความชื้นได้ต่ำ ประมาณ 0.4-0.6% ที่สภาวะมาตรฐาน
ย้อมสีติดยาก
ถ้าต้องการให้มีช่องว่างในเนื้อผ้ามาก จะต้องผลิตให้ผ้ามีเส้นด้ายและเนื้อ
ผ้าโปร่งขึ้นเพื่อให้อากาศผ่านเข้าออกได้ดีจะช่วยให้สวมใส่สบายขึ้น

การทนความร้อน

โพลิเอสเตอร์ จะหลอมละลายที่อุณหภูมิ 230-290C
ความร้อนไม่ทำให้สีของเส้นใยดูจางลง
เส้นใยไม่เป็นอันตรายจาก การเกิดควันเมื่อถูกไหม้

คุณสมบัติของเส้นใยด้านเคมี

เส้นใยโพลิเอสเตอร์ไม่ทนต่อด่างแก่และกรดแก่ ถ้าสารเคมี ที่มีความเข้มข้นสูง และมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นจะ
ทำให้เส้นใยขาดได้ สารอินทรีย์ที่สามารถทำให้เส้นใยละลายได้ คือ เมต้าครีซอลฟีนอล ใยโพลิเอสเตอร์เป็น
Oleophilic fiber ดูดซับนัำมันไว้ได้ดี

คุณสมบัติของเส้นใยด้านชีวภาพ

สารฟอกขาว สบู่ ผงซักฟอก ไม่ทำให้เส้นใยเสียหาย
ทนต่อแสงแดด
แมลง เชื้อรา และมอด ไม่ทำอันตรายหากเก็บไว้นาน

การทดสอบสิ่งทอที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต

การผลิต (Manufacture)

กรดและแอลกอฮอร์ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเส้นใย
พอลิเอสเทอร์ที่ได้มาจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม
กรดที่ใช้ทั่วไปได้แก่
- กรดเทเรฟทาลิก (Terephthalic acid)

การเกิด Polymerization

พอลิเอสเทอร์ที่ใช้มากในอุตสาหกรรม ได้แก่ polyethyleneterephthalate (PET)
เกิดจากปฏิกิริยาคอนเดนซ์เซชั่น พอลิเมอร์ไรซ์เซชั่น(Condensation polymerization)
ระหว่างกรดเทเรฟทาเลท (terephthalate acid)และ เอทิลีน ไกลคอล (ethylene
glycol) ภายใต้การควบคุมความดันและอุณหภูมิสูง

- เนื่องจากปฏิกิริยาพอลิเมอร์ไรซ์เชชั่นเกิดได้ง่ายกว่า พอลิเมอร์ที่ได้จากปฏิกิริยาจะถูกฉีดออก
มาเป็นเส้น ปล่อยให้ เย็นเพื่อให้แข็งตัว จากนั้นนำไปตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ได้เป็น polyester chip

การปั่นเส้นและการดึง (Spinning and Drawing)

เม็ดพอลิเฮสเทอร์ที่ได้นำมาอบแห้งเพื่อไล่ความขึ้น หลังจากนั้นนำไป
ใส่ใน Hopper เพื่อนำไปผ่านความร้อนให้เหลว พอลิเมอร์เหลวจะ
ถูกอัดผ่านหัวรีด และจะแข็งตัวเมื่อเจออากาศ นำเส้นใยม้วนเก็บ
เพื่อเข้าสู่กระบวนการอื่น

เส้นใยสังเคราะห์ (Synthetic Fibers)

การทำเป็นเส้นใยสั้น หลังจากผลิตเส้นใยได้ออกมาเป็นพอลิเอสเทอร์ ลาเมนท์ยาว
ถูกนำไปเข้าสู่การดึงยึด (drawing) เส้นใยจะถูกนำไปผ่านความร้อนและดึงให้มีความยาว
มากกว่าความยาวเดิมหลายเท่า เพื่อให้โมเลกุลเกิดการจัดเรียงตัวที่ดี (orient) และ
ปล่อยให้มีการคลายตัวเพื่อลดการหดของเส้นใย หลังจากนั้นนำไปผ่านการดัดเพื่อให้เกิด
ความหยิก อบแห้ง และทำ heat-set หลังจากนั้นนำไปตัดตามความยาวที่ต้องการ ปกติ
ประมาณ 1.5 - 6 นิ้ว นำไปอัดเป็นเบลล์

Dyeing

-สี Disperse สีที่ย้อมเส้นใยสังเคราะห์ เป็นสีที่ไม่ละลายน้ำแต่มีสมบัติกระจายได้ดี
วิธีการย้อม ย้อมแบบเทอร์โมซอลหรือเทอร์โมฟิกซ์ (Thermosol dyeing or thermofixation) วิธีการย้อม
แบบนี้เป็นการย้อมแบบต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการอัดน้ำสีเข้าไปในผ้าก่อน (Pad) แล้วอบให้ผ้าที่ผ่านการอัดสีแห้ง
จากนั้นจึงผนึกสีกับผ้าด้วยความร้อนที่สูงมากในช่วง 200 – 220°C โดยจะใช้เวลาเพียงประมาณ 1 – 2 นาที

Finishing

คุณลักษณะผิวสัมผัสตามที่ต้องการเช่น มันเงา กันน้ำ กันไฟ เป็นต้น
คุณลักษณะเหล่านี้เป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้า

1.การตกแต่งสำเร็จเชิงกล ( Mechanical finisches)
คุณสมบัติของผ้าให้อยู่แบบชั่วคราว มีการตกแต่งหลายวิธี
การตกแต่งให้ผ้าเรียบ ผ้าที่ตกแต่งจะถูกลูกกลิ้งร้อนหรือเย็นสลับกลิ้งกันไป

Finishing

การตกแต่งสำเร็จทางเคมี ( Chemical finisches) การตกแต่งโดยใช้สารเคมีทำปฏิกิริยากับเส้นใย ผ้า
ทอแล้วก่อนจะไปย้อมสีหรือตกแต่งเพื่อเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของภายนอก เป็นการตกแต่งชั่วคราว ผ้าที่
ทอแล้วจะนำไปย้อมสีหรือตกแต่งโดยวิธีอื่นๆ จะต้องผ่านขบวนการขั้นตอนที่สำคัญ คือการทำความสะอาด

การตกแต่งผ้าด้วยกรด (Acid fishing) ใช้กรดกำมะถัน คือ Burned out ใช้ทำกับผ้าใยผสม 2 ชนิด
โดยให้กรดละลายใยชนิดไปอีกชนิดนึง จึงทำให้ผ้าเนื้อบางโปร่งแสงเฉพาะส่วนที่เส้นใยละลาย ได้ผ้าที่ไม่บาง
ใสเท่ากับผ้าแก้วเส้นใยที่ทนต่อกรดได้ดี ได้แก่ ขนสัตว์อะไครลิคและโพลีเอสเตอร์ ถ้าเป็นผ้าที่ทอจากเส้นใย
ผสมชนิดใดก็ใช้สารเคมีที่ผสมเส้นใยชนิดนั้น

Finishing

การตกแต่งเพื่อลดมันของผ้า (Delusterant) การผลิตเส้นใยแต่ละชนิดจะมีความมันมาก จำเป็นต้องลดความ
มันลดบ้าง โดยเติมสารทิตาเนียมไดออกไซด์ ลงในสารละลายก่อน ผลิตออกมาเป็นเส้นใย หรือจะทำการตกแต่ง
ภายหลังเพื่อลดความมันของผ้าได้ การเติมสารทิตาเนียมไดออกไซด์ลงไปจะไปสะกัดกั้นการสะท้อนแสงทำให้
เส้นใยทึบแสงขึ้น

การตกแต่งผ้าเพื่อกันยับและไม่หด (Wrinkle recovery and Stability finishes ) โดยใช้สารตกแต่
จำพวก Cross-linking resin สารนี้จะเข้าไปอยู่บริเวณAmorphous ภายในเส้นใยทำให้โมเลกุลเส้นใย
เคลื่อนที่ได้ยากเมื่อน้ำซึมเข้าไปในเส้นใย หรือเมื่อถูกความร้อน สารเคมีที่ตกแต่งบางชนิดทำให้ผิวของเส้นใย
เส้นด้ายลื่นนุ่ม เส้นด้ายเคลื่อนตัวได้สะดวกไม่ยับง่าย

Finishing

การตกแต่งเพื่อให้ผ้ามีหน้าที่เฉพาะ (Functinishes) เป็นการตกแต่งเพื่อให้เกิดประโยชน์เฉพาะ
คุณภาพพิเศษใช้ตามต้องการ
การตกแต่งผ้าให้มีคุณสมบัติสะท้อนน้ำ(water repellents) ทนต่อการเปียกน้ำจะไม่จับเกาะผ้า ผ้า
จะไม่เปียกง่ายแต่ผ้าสามารถระบายลมและอากาศได้ ไม่ร้อนอบ ไม่เปลี่ยนแปลงรูปร่างเดิมของผ้า การ
ผลิตและวิธีการทอ โดยใช้สารตกแต่งเคลือบเส้นใยแต่ละเส้น แล้วนำไปทอให้ได้ผ้าเนื้อแน่น การตกแต่ง
ให้สะท้อนน้ำอย่างถาวรมักใช้สารซิลิโคนสารประกอบไพริดิเนียม ฟลูออโรเคมิเคิลและสารประกอบ
แอมโมเนียม ส่วนการตกแต่งให้สะท้อนน้ำชนิดกึ่งถาวร ใช้สารประกอบสองชนิดผสมกัน เช่น
Metallic - soap และ Zirconium

Finishing

การตกแต่งเพื่อกำจัดปลายเส้นใยเล็กๆ ที่ยืนออกมาจากผิวผ้า (Singeing) โดยผ่านผ้าไปยังเปลว
แก๊สหรือแผ่นทองแดงที่ร้อน ความเร็วประมาน 200 หลา/นาที ผ้าที่ทอจากใยสั้นหรือผ้าฝ้าย ก่อน
เผาขนต้องปัดให้ขนตั้งขึ้นก่อน ทำให้ผ้าเรียบตึงไม่มีรอยพับลอยย่น

การตกแต่งผ้าเพื่อตะกุยขน(gigging) เพื่อให้ผ้ามีขนเป็นปุยที่ผิวหน้าผ้า ใช้แปลงลวดตะกุยขนเบาๆ
โดยไม่ทำให้เนื้อผ้าเสียหาย ใช้ตกแต่งผ้าขนสัตว์ ผ้าเรยอนและผ้าฝ้าย เช่น ผ้าสำลี ผ้าฝ้าย เป็นต้น
การตกแต่งผ้าให้ติดขน (Flocking) จัดอยู่ในกระบวนการผ้าให้มีลายนูน โดยใช้วิธีโรยเส้นใยขนาด
เล็กๆ ขนเส้นใยผ้าจะติดตั้งบนผิวผ้า ผ้าที่ตกแต่งลักษณะนี้คือ ผ้ากำมะหยี่ และถ้ามีผ้าลวดนูนเป็น
แท่งๆ สลับไปกับบริเวณผิวเรียบ เรียกว่าผ้าสามมิติ การติดขนสัตว์สามารถทำได้ 2 วิธี คือใช้วิธี
เชิงกลทำให้ขนติดบริเวณที่เชิงกาวติดเนื้อผ้าด้วยแรงสั่นสะเทือน นำไปทำให้แห้ง โดยใช้
Electrostatic Flocking ผ้าจะผ่านควบคุมด้วยกระแสไฟฟ้า การตกแต่งขนด้วยวิธีนี้ มีขนติด
ถาวรกว่าวิธีแรก ต้องการให้เกิดลวดลายนูน ก็เคลือบกาวเหนียว

Garment

นำผ้าโพลีเอสเตอร์ที่ได้จากกระบวนมาทดสอบมาเย็บเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
การออกแบบแพทเทิร์นของเต้นท์ (Pattern Design)
- การตัดแบบแพทเทิร์นเพื่อใช้ตัดผ้า
ตัดผ้า
- การตัดผ้าด้วยเครื่องตัดผ้าที่มีความแม่นยำ (Cutting of Fabric)
ซีลเทปกาว
- เพื่อการกันน้ำซึมบริเวณรอยเย็บทั้งหมด ด้วยเครื่องซีลความร้อนสูง ทำให้ติดทนทาน

และกันน้ำ ทุกมุม ทุกรอยตะเข็บ
ทดสอบ product (product testing)
- การทดสอบการกันน้ำ (ทดสอบในสภาพอากาศที่มีฝนจริง)
- การทดสอบการกันลม
- การทดสอบการกันไฟ
- การทดความความคงทนของสี / ความเท่ากันของสี

ปัจจัยที่จะส่งผลต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์

*เต้นท์ ที่ทำจากผ้าโพลีเอสเตอร์
- ความทนทานและยืดตัวเมื่อถูกดึงจะมีการยืดตัวได้น้อย

การคืนกลับจะลดลงเมื่อเส้นใยถูกยืดขยายอย่างสูง
- ความร้อนอุณภูมิสูงมีผลโดยตรงกับลักษณะทางกายภาพของโพลีเอสเตอร์

การทดสอบสิ่งทอที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติการใช้งานของผลิตภัณฑ์

ความแข็งแรงต่อการแทรกซึมของน้ำ ISO 811 - การทดสอบแรงดันน้ำ
มาตรฐาน ISO 811
- การทดสอบแรงดันน้ำมาตรฐานวิธีทดสอบความดันไฮโดรสแตติกเพื่อตรวจสอบความต้านทานของเนื้อผ้าต่อการ
แทรกซึมของน้ำ วิธีทดสอบนี้ใช้กับผ้าทุกประเภทรวมถึงผ้าที่ใช้กันน้ำได้

วิธีการทดสอบ
- ขณะที่ทำการทดสอบตัวอย่างผ้าจะถูกตรึงไว้ที่หัวทดสอบและหน้าผ้าจะถูกสัมผัสด้วยน้ำ ผ้าเปียกมากขึ้นหรือถูก
แรงดันน้ำจนกว่าจะเกิดการแทรกซึมในสามแห่ง ในขั้นตอนที่สามจะมีการบันทึกแรงดันที่น้ำซึมผ่านเนื้อผ้า ตัวอย่าง
เนื้อผ้าอื่น ๆ จะถูกทดสอบด้วยวิธีนี้จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

ISO 139 การทดสอบต่ออากาศ
- มาตรฐานสำหรับปรับสภาพการทดลอง
วิธีการทดสอบ
- กำหนดคุณลักษณะและการใช้บรรยากาศมาตรฐานสำหรับการปรับสภาพ เพื่อกำหนดคุณสมบัติทาง
กายภาพและทางกลของสิ่งทอ

ISO 105-B04
- การทดสอบความคงทนของสีต่อสภาพดินฟ้าอากาศเทียม
วิธีการทดสอบ
- การทดสอบความคงทนของสี ส่วนที่ B04: ความคงทนของสีต่อการผุกร่อนของวัสดุ เป็นการทดสอบกับ
หลอดไฟซีนอนอาร์คเฟดดิ้ง

ISO 105 X12
วิธีการทดสอบ
- ทดสอบความคงทนของสีต่อการขัดถู
- เกณฑ์มาตรฐานในการยอมรับคือ สภาวะแห้ง 4 สภาวะเปียก 3

ISO 6941
- การทดสอบคุณสมบัติการลุกไหม้

วิธีการทดสอบ
- โดยการวัดเวลาการแพร่กระจายของเปลวไฟกับชิ้นทดสอบ

ISO 13937
- การทดสอบคุณสมบัติความคงทนต่อการฉีกขาด
วิธีการทดสอบ
- ทดสอบการฉีดขาดสองแนวที่ใช้ในการหาค่าแรงฉีกขาดของผืนผ้า
- มาตรฐานเป็นระยะความยาวที่กำหนดที่อัตราเร็วของการเคลื่อนที่ที่คงที่และแรงฉีกขาดจะถูกคำนวณ
จากค่าสูงสุดของแรง

อ้างอิง

• http://old-book.ru.ac.th/e-book/h/HC375/HC375-6.pdf
• https://simpleandraw.com/blogs/news/why-denim-fade
• http://www.flysheetthai.com/Article/Detail/67157
• https://www.petenpaul.com/canvas-cotton-tent-fabric/
• http://www.flysheetthai.com/Article/Detail/67162
• https://www.wongnai.com/trips/tent-brands
• https://outdoorgear-thai.com/five-step-care-tents/
• https://www.researchgate.net/publication/
• https://standardsactivities.csa.ca/pdf/infoupdate/2003-7/2003-7_Gas.pdf
• https://www.youtube.com/watch?v=_ZhVdrkC2vk&ab_channel=MaisonROOS
• https://www3.rdi.ku.ac.th/?p=45295
• https://www.wearitlikeaman.com/tip/us-vs-zimbabwe-cotton/
• https://www.wearitlikeaman.com/tip/us-vs-zimbabwe-cotton/
• https://www.indigoskinjeans.com/news/detail/zimbabwe-cotton
• https://www.momotarojeans.net/manufacturing/
• https://belltentboutique.co.uk/blogs/guide/choosing-a-fire-retardant-or-fireproof-tent
• https://ordnur.com/jeans/what-is-denim/

จัดทำโดย

1.เจษฎาพร แต้สัมฤทธิ์ผล 6311002817
2.ณัฐชยา พ่วงสวาด
6311002906
3.กวินลลิตา นิตยภูติพัฒน์ 6311003031
4.ปัฐวิกรณ์ สืบเหล่ารบ
6311003082
5.ศศิกานต์ ปรากฏวงศ์
6311003201
6.ณัฐกานต์ อภิสิทธิ์วัฒนกุล 6311003287
7.อัญคณา จ่างตระกูล
6311003368


Click to View FlipBook Version