การอ่าน
นางสาวอภิญญา หอมเกตุ
รายงานฉบบั น้ีเป็ นส่วนหน่ึงของรายวชิ าวาทวิทยาสาหรับครู
ภาคเรียนท่ี ๑ ปี การศึกษา ๒๕๖๔
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สุราษฏร์ธานี
การอ่าน
นางสาวอภิญญา หอมเกตุ
รหสั นกั ศึกษา ๖๔๐๑๑๐๓๐๐๑๒๑๙
รายงานฉบบั น้ีเป็ นส่วนหน่ึงของรายวชิ า วาทวทิ ยาสาหรับครู
ภาคเรียนที่ ๑ ปี การศึกษา ๒๕๖๔
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สุราษฏร์ธานี
คานา
เอกสารเล่มน้ี จดั ทาข้ึนเพื่อเป็นส่วนหน่ึงของรายวชิ า ETH0101-62 วาทวิทยาสาหรับครู
ของหลกั สูตรวชิ าภาษาองั กฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สุราษฏร์ธานี เพือ่ ศกึ ษาหลกั การอ่าน
ใหผ้ อู้ ่านไดเ้ กิดความรู้ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั การอ่าน ไดเ้ รียนรู้ความหมายของการอ่าน ความสาคญั ของ
การอา่ น จดุ มงุ่ หมายของการอ่าน ลกั ษณะของผอู้ า่ นที่ดี องคป์ ระกอบของการอ่าน และประเภทของการ
อา่ นท่ีสามารถนาไปใชใ้ นการเรียนในรายวชิ าภาษาไทยและในรายวิชา อืน่ ๆได้
ขอขอบพระคณุ อาจารยอ์ ชั นา ปลอดแกว้ อาจารยป์ ระจาวชิ าวาทวทิ ยาสาหรับครู ท่ีกรุณาได้
ใหค้ าแนะนาและตรวจสอบปรับปรุงแกไ้ ขขอ้ บกพร่องต่างๆ จนทาใหเ้ อกสารเลม่ น้ีถูกตอ้ งและสมบูรณ์
แบบยงิ่ ข้ึน ทา้ ยท่ีสุดขอขอบพระผเู้ ป็นคณุ เจา้ ของตาราทุกเลม่ ที่ผเู้ ขียนใชอ้ า้ งอิง ที่มีส่วนใหค้ วามรู้
ความคิดอนั เป็นประโยชน์ และเกิดแนวทางในการเขียนและเรียบเรียงหลกั การอ่านใหส้ าเร็จไดด้ ว้ ยดี
อภิญญา หอมเกตุ
๑๒ กนั ยายน ๒๕๖๔
สารบัญ
เร่ือง หน้า
บทนา……………………………………………………………………………………..๑
ความหมายของการอา่ น………………………………………………………………...๒
ความสาคญั ของการอา่ น………………………………………………………………..๓
จุดมุ่งหมายของการอ่าน………………………………………………………………...๓
องคป์ ระกอบของการอ่าน………………………………………………………………๔
ลกั ษณะของผอู้ า่ นท่ีดี……………………………………………………………………๕
ประเภทของการอ่าน…………………………………………………………………….๖
การอ่านในใจ………………………………………………………………………...๖
การอา่ นออกเสียง……………………………………………………………………๑๓
บทสรุป…………………………………………………………………………………….๑๔
บรรณานุกรม……………………………………………………………………………….๑๖
๑
บทนา
การอา่ นเป็นทกั ษะท่ีจาเป็นต่อชีวติ คนเรามาก ไม่วา่ จะประกอบอาชีพอะไร เพศใด วยั ใด ก็
ตอ้ งการที่จะเพิ่มพนู ความรู้ของตนเองอยเู่ สมอเพราะการอา่ นทาใหเ้ ราไดร้ ับความรู้ โดยเฉพาะนกั เรียน
นกั ศกึ ษา ซ่ึงตอ้ งใชก้ ารอา่ นเป็นส่วนหน่ึงของชีวิตประจาวนั จึงจาเป็นตอ้ งมีหลกั การอา่ นและทกั ษะ
การอา่ น และนอกจากจะไดร้ ับความรู้แลว้ ยงั ไดร้ ับความเพลดิ เพลนิ มคี วามคดิ ทนั โลก ทนั เหตุการณ์
และเขา้ สงั คมไดด้ ี การอา่ นมีความสาคญั ต่อสงั คม เพราะคนในสงั คมจานวนมากจะไดร้ ับความรู้ ความ
เพลิดเพลิน และความจรรโลงใจจากการอา่ น และทาใหผ้ อู้ ่านมีความสุข มคี วามหวงั และมีความอยาก
รู้อยากเห็น อนั เป็นความตอ้ งการของมนุษยท์ กุ คน การอา่ นมปี ระโยชนใ์ นการพฒั นาตนเอง คือ พฒั นา
การศกึ ษา พฒั นาอาชีพ พฒั นาคุณภาพชีวิต ทาใหเ้ ป็นคนทนั สมยั ทนั ต่อเหตุการณ์ มคี วามอยากรู้อยาก
เห็น การท่ีจะพฒั นาประเทศใหเ้ จริญรุ่งเรืองกา้ วหนา้ ไดต้ อ้ งอาศยั ประชาชนที่มีความรู้ความสามารถ
ฉะน้นั การอ่านจึงเป็นความจาเป็นต่อชีวิตของทกุ คนในปัจจุบนั
หลกั การอา่ นหนงั สือน้นั เมอ่ื กลา่ วโดยทวั่ ไปแลว้ หนงั สือแต่ละชนิดจะมหี ลกั การอ่านที่ไม่
เหมอื นกนั ตอ้ งพิจารณาถึงจุดมุ่งหมายของการอา่ นหนงั สือแต่ละประเภท เช่น การอ่านหนงั สือตารา
วชิ าการ จะตอ้ งมกี ารอา่ นอยา่ งคร่าว ๆ และกลบั มาอา่ นซ้าอกี หลาย ๆ รอบ แลว้ จึงจะสรุปประเดน็ , การ
อ่านหนงั สืออา้ งอิง เป็นการอา่ นเฉพาะส่วน เพือ่ ใหไ้ ดค้ าตอบในสิ่งที่ตนเองอยากรู้ เป็นตน้ ไมว่ า่ จะเป็น
การหนงั สือประเภทใด ลว้ นแลว้ แตก่ ่อใหเ้ กิดประโยชนก์ บั ผอู้ า่ นไดท้ ้งั น้นั ผอู้ ่านตอ้ งมคี วามใจกบั สิ่งท่ี
อ่าน และฝึกฝนการอา่ น ต้งั ใจอา่ นอยา่ งมสี มาธิแน่วแน่ นากลวกี ารอา่ นต่าง ๆ มาปรับใชใ้ น
ชีวิตประจาวนั จึงจะเป็นกระบวนการอา่ นท่ีมีประสิทธิภาพ
๒
ความหมายของการอ่าน
การอ่านคือการรับรูค้ วามหมายจากถอ้ ยคาท่ีตีพมิ พจ์ ากส่ิงพิมพช์ นิดต่าง ๆ เพ่อื รับรู้ว่าผเู้ รียน
คิดอะไรและพูดอะไร โดยท่ีผอู้ ่านตอ้ งเร่ิมทาความเขา้ ใจวลี ประโยค ซ่ึงรวมอยใู่ นยอ่ หนา้ แต่ละยอ่ หนา้
แลว้ รวมเป็นเรื่องเดียวกนั
สุพรรณี วราทร กลา่ วสรุปความหมายของการอ่านวา่ การอา่ นเปรียบเหมอื นการถอดรหสั อนั
เป็นผลจากการเห็นสญั ลกั ษณ์หรือขอ้ ความ การอา่ น เนน้ กระบวนการทางสมองท่ีซบั ซอ้ ซ่ึงการอา่ นน้นั
เกี่ยวขอ้ งกบั พฤติกรรม ๓ ลกั ษณะ คือ
๑. การรับรู้ ไดแ้ ก่การรับรูค้ า คือแปลสญั ลกั ษณ์ที่เนน้ ลายลกั ษณ์อกั ษรได้
๒. การมีความเขา้ ใจ มี ๓ นยั คือ
-การประสานความหมาย คือการกาหนดความหมายใหส้ ญั ลกั ษณ์ท่ีเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร
-ความเขา้ ใจทางภาษา หมายถงึ เขา้ ใจขอ้ ความที่อา่ นซ่ึงตอ้ งอาศยั ทกั ษะการอา่ นบางประการ
การตคี วาม เป็นการประมวลความคิดจากเน้ือหาต่าง ๆ ในขอ้ เขียน รับความเขา้ ใจโดยเช่ือมโยงจากสิ่งท่ี
อา่ นท้งั หมด ทาใหเ้ กิดความเขา้ ใจในสารที่นาเสนอ
๓. การมีปฏกิ ริยาต่อส่ิงท่ีอา่ น เป็นเร่ืองของการประเมนิ ผลซ่ึงหมายถงึ การพิจารณา วิเคราะห์ เพือ่ หา
ขอ้ เท็จจริงจากการอ่าน
พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน ใหค้ วามหมายของการอ่านว่า “การอ่านตามตวั หนงั สือ
การออกเสียงตามตวั หนงั สือ การดูหรือเขา้ ใจความจากตวั หนงั สือ : สงั เกต หรือพจิ ารณาดู เพื่อใหเ้ ขา้ ใจ
: คิด นบั (ไทยเดิม)”
จากคาจากดั ความขา้ งตน้ น้ี การอ่านในที่น้ีจึงหมายถงึ การอ่านในใจและการอา่ นออกเสียง
สมบตั ิ จาปาเงิน ใหค้ วามหมายของการอ่านว่า เป็นการเกบ็ รวบรวมความคิดท่ีปรากฏอยใู่ นหนงั สือท่ี
อ่าน และสรุปว่าการอ่านที่จะไดผ้ ลตอ้ งพิจารณาจากพฤติกรรมพ้ืนฐาน ๓ ดา้ น คือการแปลความตีความ
และการขยายคาม
การแปลความ คือ การเขา้ ใจเร่ืองราวอยา่ งตรงไปตรงมา
การตีความ คือ การเขา้ ใจเร่ืองราวอยา่ งลึกซ้ึง และอาจแยกแยะไปไดอ้ ีกหลายแง่มมุ
การขยายความ คือ การนาเสนอความรู้ความเขา้ ใจที่ถกู ตอ้ งในรูปของการอธิบายเพิ่มเติม
๓
ความสาคญั ของการอ่าน
การอ่านมคี วามสาคญั ต่อชีวติ มนุษยต์ ้งั แต่เกิดจนโต และจนกระทง่ั ถงึ วยั ชรา การอา่ นทาใหร้ ู้
ข่าวสารขอ้ มูลต่าง ๆ ทว่ั โลก ซ่ึงปัจจุบนั เป็นโลกของขอ้ มลู ข่าวสารต่าง ๆ ทว่ั โลก ทาใหผ้ อู้ า่ นมี
ความสุข มคี วามหวงั และมีความอยากรู้อยากเห็น อนั เป็นความตอ้ งการของมนุษยท์ ุกคน การอา่ นมี
ประโยชนใ์ นการพฒั นาตนเอง คือ พฒั นาการศกึ ษา พฒั นาอาชีพ พฒั นาคุณภาพชีวติ ทาใหเ้ ป็นคน
ทนั สมยั ทนั ต่อเหตุการณ์ และมคี วามอยากรู้อยากเห็น การที่จะพฒั นาประเทศใหเ้ จริญรุ่งเรืองกา้ วหนา้
ไดต้ อ้ งอาศยั ประชาชนท่ีมคี วามรู้ความสามารถ ซ่ึงความรูต้ ่าง ๆ ก็ไดม้ าจากการอ่านนนั่ เอง
จุดม่งุ หมายของการอ่าน
การรู้ความมุ่งหมายในการอ่าน เป็นองคป์ ระกอบหน่ึงของทกั ษะการอ่านเร็ว และการอา่ นเพ่ือ
ไดร้ ับประโยชนอ์ ยา่ งเต็มท่ี การท่ีผอู้ า่ นรู้ว่าอ่านเพื่ออะไร จะทาใหส้ ามารถเลือกสื่อการอา่ นไดอ้ ยา่ ง
ถูกตอ้ งเหมาะสม และทาใหก้ ารอา่ นมีสมาธิ
โดยทว่ั ไปการอา่ นมคี วามมุ่งหมายดงั น้ี
๑. อา่ นเพอื่ ความรู้ เนน้ การอ่านเร่ืองราวต่าง ๆ ที่ตอ้ งการใหเ้ กิดความรู้ ซ่ึงการอา่ นเพือ่ ความรู้น้ีมีหลาย
ลกั ษณะ เช่น
-อา่ นเพอื่ หาคาตอบ เช่น อา่ นกฎ ระเบียบ คาแนะนา ตารา หนงั สืออา้ งองิ ฯลฯ
-อา่ นเพ่ือรู้ข่าวสารและขอ้ มูล เช่น การอา่ นหนงั สือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร เอกสารโฆษณา และ
ประชาสมั พนั ธ์
- อา่ นเพื่อประมวลสาร ไดแ้ ก่ อา่ นเอกสาร วารสาร หนงั สืออนื่ ๆ เพ่อื ส่ิงท่ีตอ้ งการรู้และนามาประมวล
สารเขา้ ดว้ ยกนั
การอา่ นเพ่ือความรู้มีประโยชนม์ าก เพราะนอกจากจะสนองตอบความตอ้ งการดา้ นต่างๆ
แลว้ ยงั ทาใหผ้ อู้ า่ นเกิดความรู้และความมน่ั ใจอนั มผี ลต่อบุคลิกภาพ ในบางคร้ังสารที่อ่านยงั ให้
ประโยชนใ์ นการประกอบอาชีพอีกดว้ ย
๔
๒. อ่านเพื่อศึกษา เป็นการอ่านอยา่ งจริงจงั เช่น การอา่ นตารา และหนงั สือวิชาการต่าง ๆ
๓. อ่านเพอ่ื ความคิดเป็นการอา่ นเพ่อื ใหเ้ ขา้ ใจสาระของเน้ือเร่ืองเป็นแนวทางในการริเริ่มสิ่งต่าง ๆ ซ่ึง
เป็นความคิดอนั ไดป้ ระโยชนจ์ ากการอ่าน
๔. อา่ นเพอ่ื วิเคราะหว์ ิจารณ์ เป็นการอ่านเพ่อื ความรู้อยา่ งลกึ ซ้ึง ทาใหส้ ามารถแสดงความคิดเห็นจาก
เร่ืองที่อา่ นได้ เช่น การอ่านบทความ ข่าว เป็นตน้
๕. อา่ นเพ่อื ความเพลิดเพลิน เป็นการอา่ นเพอ่ื เปล่ยี นแปลงกิจกรรม เป็นการผอ่ นคลาย เพ่ือใหเ้ กิดความ
ร่ืนรมย์ การอา่ นชนิดน้ีไม่ไดจ้ ากดั วา่ อ่านเอกสารชนิดใด ข้นึ อยกู่ บั ความพอใจของผอู้ ่านเป็นสาคญั บาง
คนอาจชอบอา่ นหนงั สือธรรมะเพอ่ื ความเพลดิ เพลนิ บางคนอาจชอบอา่ นเร่ืองส้นั นวนิยายกไ็ ด้
๖. อา่ นเพ่ือใชเ้ วลาอยา่ งสร้างสรรค์ หมายถึง การอ่านท่ีไม่ไดม้ ุ่งหวงั สิ่งหน่ึงส่ิงใดโดยเฉพาะ เป็นการ
อ่านเม่อื มเี วลาวา่ งขณะรอคอยกิจกรรมอ่นื ๆ เช่น การนงั่ คอยบุคคลที่ไปพบ อาจอา่ นหนงั สือพิมพห์ รือ
สารคดีอน่ื ใดก็ได้ การอ่านชนิดน้ีสามารถหยดุ อ่านไดท้ นั ทีโดยไม่ทาลายความต่อเน่ืองหรือสมาธิในการ
อ่าน
องค์ประกอบของการอ่าน
การอา่ นเป็นกระบวนการท่ีสาคญั และมคี วามซบั ซอ้ น โดยมอี งคป์ ระกอบหลายชนิดท่ีช่วยให้
การอ่านเป็นไปอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ดงั ต่อไปน้ีคือ
๑. การเขา้ ใจความหมายของคาผอู้ ่านตอ้ งมีความเขา้ ใจในความหมายที่ถูกตอ้ งของคาศพั ทท์ ุกคา
๒. การเขา้ ใจความหมายของกลุม่ คา ความหมายของกล่มุ คาน้นั จะช่วยทาใหผ้ อู้ ่านเขา้ ใจความหมายของ
เน้ือความอยา่ งต่อเน่ือง
๓. การเขา้ ใจประโยค หมายถึงการนาความหมายของกลุม่ คาแต่ละกลุม่ มาสมั พนั ธก์ นั จนไดค้ วามหมาย
เป็ นประโยค
๔. การเขา้ ใจยอ่ หนา้ ผอู้ า่ นตอ้ งเขา้ ใจขอ้ ความในแต่ละยอ่ หนา้ และสามารถมองเห็นความสมั พนั ธข์ อง
ยอ่ หนา้ ทุกยอ่ หนา้ อนั จะทาใหเ้ ขา้ ใจความสาคญั ของเรื่องไดท้ ้งั หมด
เมอ่ื ทราบเรื่ององคป์ ระกอบของการอ่านแลว้ ผอู้ ่านท่ีดีจะตอ้ งพยายามศกึ ษาขอ้ มูลต่างๆ ให้
ชดั เจน ตามองคป์ ระกอบน้นั ๆ การอา่ นจึงจะเกิดประสิทธิภาพตามที่ตอ้ งการความสาเร็จของการอา่ น
ประกอบดว้ ยปัจจยั ต่อไปน้ี
๕
๑) ความรู้เกี่ยวกบั ระบบการเขียน รู้จกั ยอ่ หนา้ ขอ้ ความที่เนน้ ดว้ ยการขีดเสน้ หรือพมิ พอ์ กั ษรทึบ การ
วรรคตอน ประโยคใจความสาคญั ประโยคขยาย
๒) ความรู้เก่ียวกบั การใชภ้ าษา ในการใชค้ า โวหาร ภาพพจน์ สุภาษิต
๓) ความสามารถในการตีความ หมายถึง ความเขา้ ใจเน้ือหา เขา้ ใจความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งประโยค และ
ติดตามความคดิ ของผเู้ ขียนได้
๔) ความรูร้ อบตวั ของผอู้ า่ น ผอู้ ่านที่มคี วามรูร้ อบตวั มาก ๆ อาจเกิดจากประสบการณ์ต่างๆ หากสมั พนั ธ์
กบั เร่ืองท่ีอ่านแลว้ จะทาใหเ้ ขา้ ใจไดด้ ยี งิ่ ข้ึน
๕) เหตุผลในการอ่าน ผอู้ า่ นที่ดีตอ้ งรู้เหตุผลในการอา่ นวา่ จะอ่านไปทาไมเพ่ือจะไดเ้ ลอื กวธิ กี ารอา่ นได้
อยา่ งเหมาะสม
เมือ่ รู้องคป์ ระกอบของการอา่ นขา้ งตน้ แลว้ ผอู้ า่ นท่ีมีความรู้เรื่องพ้นื ฐานในการอ่านจะรู้สึกได้
ว่าการอ่านมคี ุณค่าต่อชีวติ อยา่ งมากมาย ซ่ึงสามารถนามาสรุปไดด้ งั ต่อไปน้ี
๑) การอา่ นทาใหเ้ กดิ ความพอใจ เช่น การอา่ นเพ่ือการพกั ผอ่ นหยอ่ นใจ ฯ
๒) การอา่ นชว่ ยสนองความตอ้ งการเร่ืองราวต่าง ๆ ของตนไดอ้ ยา่ งกวา้ งขวาง เช่น การอา่ นเพื่อฆา่ เวลา
และยงั ทาใหใ้ ชเ้ วลาวา่ งไดอ้ ยา่ งมีประโยชน์
๓) การอ่านทาใหเ้ กดิ ความคิดสร้างสรรค์
๔) การอา่ นทาใหร้ ู้ทนั ความคิดของผอู้ ่นื ทนั โลก และสามารถดารงชีวติ ไดอ้ ยา่ งมคี ุณภาพ
๕) การอ่านช่วยพฒั นาคุณภาพชีวติ เช่น การอ่าน เพื่อการศกึ ษาเล่าเรียน
๖) การอ่านสามารถเสริมสร้างบุคลกิ ภาพของบุคคลได้
ลกั ษณะของนกั อ่านทด่ี ี
การเป็นนกั อ่านท่ีดีน้นั ยอ่ มใหป้ ระโยชนแ์ ก่บุคคลน้นั ๆอยา่ งสูงสุด ซ่ึงก่อนท่ีจะเป็นนกั อ่านท่ี
ดีได้ ผอู้ า่ นควรมคี วามรู้เก่ยี วกบั การอา่ นเบ้ืองตน้ ว่าตอ้ งมคี วามสามารถทางภาษา รูค้ า รู้จกั ส่วนต่าง ๆ
ของหนงั สือ รู้วา่ หนงั สือประเภทใดควรใชก้ ารอ่านอยา่ งไร รู้จกั เลือกหนงั สืออา่ น และรู้แหล่งของ
หนงั สืออีกดว้ ย การมีความรู้เร่ืองเหลา่ น้ีจะช่วยพฒั นาใหเ้ ป็นนกั อา่ นที่ดีได้ ซ่ึงนกั อา่ นที่ดีน้นั สมบตั ิ
จาปาเงิน และสาเนียง มณีกาญจน์ (๒๕๔๕ , หนา้ ๖-๗) ไดก้ ลา่ วไวด้ งั น้ี
๑. มีความต้งั ใจ หรือมสี มาธิแน่วแน่ในการอา่ น
๖
๒. มคี วามอดทน หมายถึง สามารถอา่ นหนงั สือไดใ้ นระยะเวลานานโดยไม่เบื่อ
๓. อ่านไดเ้ ร็วและเขา้ ใจความหมายของคา
๔. มีความรู้พ้ืนฐานพอสมควร ท้งั ดา้ นความรู้ทว่ั ไป ถอ้ ยคา สานวนโวหาร ฯลฯ
๕. มีนิสยั จดบนั ทกึ รวบรวมความรู้ความคิดที่ไดจ้ ากการอา่ น
๖. มคี วามจาดี คือ จาขอ้ มูลของเร่ืองได้
๗. มคี วามรู้เร่ืองการหาขอ้ มลู จากหอ้ งสมุด เพราะจะช่วยประหยดั เวลาในการหาขอ้ มลู
๘. ชอบสนทนากบั ผมู้ ีความรู้และนกั อา่ นดว้ ยกนั .
๙. หมน่ั ทบทวน ติดตามความรู้ท่ีตอ้ งการทราบหรือขอ้ มลู ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
๑๐. มีวจิ ารณญาณในการอ่าน คือ แยกเน้ือหาขอ้ เทจ็ จริง เพอ่ื กนั ส่ิงท่ีเป็นประโยชนไ์ วใ้ ชต้ ่อไปใน
อนาคต
ประเภทของการอ่าน
การอ่านแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ การอา่ นในใจและการอ่านออกเสียง
การอ่านในใจ
การอ่านในใจ คือการแปลความหมายของตวั อกั ษรออกมาเป็นความคดิ ความเขา้ ใจ และนา
ความคิดความเขา้ ใจท่ีไดน้ ้นั ไปใชใ้ หเ้ ป็นประโยชน์ ประเภทของการอ่านดงั ต่อไปน้ีคือ
๑. การอ่านจบั ใจความ
การอ่านจบั ใจความเป็นพน้ื ฐานของการอา่ นในใจที่ม่งุ คุณค่าทางสติปัญญา แบ่งการอา่ นชนิดน้ี
ออกเป็น ๒ ประเภทคือ
๑.๑ การอ่านจบั ใจความส่วนรวม เป็นการอา่ นเพ่อื เขา้ ใจเน้ือหาส่วนรวม เป็นประโยชน์ต่อผทู้ ี่ตอ้ งการ
อา่ นอยา่ งรวดเร็ว
วิธีการอา่ น
-สงั เกตส่วนประกอบของงานเขียน เช่น ช่ือเรื่อง คานาวตั ถปุ ระสงค์ ของผเู้ ขียนว่าเป็นงานเกี่ยวกบั
อะไร และเขียนเพื่ออะไร
๗
-วิเคราะหจ์ ุดม่งุ หมายงานเขียนวา่ เขียนดว้ ยวตั ถุประสงคใ์ ด
- จดั ลาดบั เน้ือหาใหม่ตามความสาคญั
-ใชก้ ารต้งั คาถามกวา้ ง ๆ วา่ ใคร ทาอะไร ที่ไหน เมื่อไร อยา่ งไร และทาไม เพ่อื หาความสมั พนั ธใ์ นการ
ดาเนินเร่ือง
๑.๒ การอ่านจบั ใจความสาคญั ใจความสาคญั คือใจความหลกั ของเรื่องเป็นการอ่านที่ละเอยี ดมากข้ึน
เพอ่ื จบั ใจความสาคญั ของงานเขียนแต่ละยอ่ หนา้
วิธีการอา่ นจบั ใจความสาคญั
- อา่ นวิเคราะหค์ าหรือประโยค โดยการตีความหมายของศพั ทย์ ากในขอ้ เขียน
- วิเคราะหจ์ ุดมุ่งหมายงานเขียนวา่ เขียนดว้ ยวตั ถปุ ระสงคใ์ ด
- วเิ คราะหน์ ้าเสียงวา่ เป็นไปในทานองใด ประชดประชนั ลอ้ เลยี น ฯลฯ
- วิจารณ์เน้ือหาสาระของงานเขียน
ใจความสาคญั ในแต่ละยอ่ หนา้ มลี กั ษณะดงั น้ี
๑) ใจความสาคญั อยตู่ น้ ยอ่ หนา้
“ การศกึ ษาคมั ภรี ์ฤคเวท ช่วยใหเ้ กิดความรู้ความเขา้ ใจประเทศอนิ เดีย จากอดีตถึงปัจจุบนั ได้
อยา่ งถกู ตอ้ ง เพราะอารยธรรมอนิ เดียมีความเป็นหน่ึงเดียวสืบเนื่องยาวนานมาต้งั แต่โบราณถึงปัจจุบนั
ดว้ ย พาหนะท่ีสาคญั คือคมั ภีร์ฤคเวท ความเป็นไปในปัจจบุ นั ของศาสนา ปรัชญา ศีลธรรม วรรณคดี
ตลอดจนพฤติกรรมทางสงั คมในอินเดียลว้ นมีพ้นื ฐานมาจากคมั ภรี ์ฤคเวทท้งั สิ้น ความรู้สึกนึกคิดของ
คนอินเดียปัจจุบนั โดยทวั่ ไปก็เหมือนกบั ท่ีปรากฏในคมั ภีร์ฤคเวทเป็น ส่วนใหญ่ อิทธิพลของคมั ภีร์
ฤคเวทต่อพฤติกรรมในชีวิตของชาวอนิ เดียไดร้ ับการยอมรับอยา่ งกวา้ งขวางในทุกทต่ี ลอดเวลา”
ตวั ที่พมิ พท์ ี่ขีดเสน้ ใต้ เป็นใจความสาคญั ของยอ่ หนา้ น้ี
๒) ใจความสาคญั อยกู่ ลางยอ่ หนา้
“การเลยี นแบบเน้ือหาโครงสร้างและโวหารกวีอยธุ ยาท่ีปรากฏในสมยั ตน้ รัตนโกสินทร์น้ี
แสดงว่า กวรี ัตนโกสินทร์ไมน่ ิยมแต่งเรื่องนอกขนบนิยม แต่งอะไรกเ็ ลียนแบบ กวเี ก่าแมแ้ ต่ลกั ษณะคา
ประพนั ธก์ ม็ กี ารพยายามเลยี นแบบของเก่า เช่น พระยาตรังแต่งโคลงกวโี บราณโดยยกตวั อยา่ งโคลง
โบราณแลว้ กแ็ ต่งตามแบบน้นั ๆ” ตวั ที่พมิ พท์ ี่ขีดเสน้ ใต้ เป็นใจความสาคญั ของยอ่ หนา้ น้ี
๘
๓) ใจความสาคญั อยทู่ า้ ยยอ่ หนา้
“ วรรณกรรมของศาสนาฮนิ ดู ประกอบไปดว้ ยรสทุกรสคลกุ เคลา้ ประสมประสาน
ปะปนกนั ถา้ จะเปรียบวรรณกรรมของฮินดู เปรียบไดเ้ สมอื นปุาใหญ่ซ่ึงเตม็ ไปดว้ ยพรรณไมน้ านาชนิด
เป็นไมเ้ ลก็ บา้ งใหญ่บา้ งไมช้ นิดดีมคี ่ากม็ ี ไมไ้ ร้ค่าก็มี ไมแ้ ก่นไมก้ ระพ้ี ไมม้ ีพษิ และไมท้ ่ีใชเ้ ป็นสมุนไพร
ก็มไี มเ้ หล่าน้ีข้ึนปะปนกนั ไปฉะน้นั บุคคลที่เป็นสามญั ชนยอ่ มพิจารณาไดโ้ ดยยากนอกจากนกั
พฤกษศาสตร์เท่าน้นั ท่ีจะสามารถแยกแยะไดว้ ่าเป็นไมช้ นิดใด ดว้ ยเหตุน้ีวรรณกรรมฮินดูจึงมที ้งั ดีท่ีสุด
และเลวร้ายที่สุด แลว้ แต่ผใู้ ดจะใชว้ ิจารณญาณเลือกสรรนามาใช”้ ตวั ท่ีพมิ พท์ ่ีขดี เสน้ ใต้ เป็นใจความ
สาคญั ของยอ่ หนา้ น้ี
๔) ใจความสาคญั อยตู่ อนตน้ และตอนทา้ ยยอ่ หนา้ เช่น
“ บรรณานุกรมวรรณคดีเปรียบเทียบเป็นสื่อที่สาคญั มาก มหี นา้ ที่รวมข่าวสารและเผยแพร่ไป
ยงั นกั วรรณคดีทุกชาติ เป็นเครื่องมือชิ้นท่ีจาเป็นอยา่ งยง่ิ สาหรับผทู้ ่ีศกึ ษาวิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ
ถงึ แมว้ ่าวิชาน้ีจะไม่มกี ฎเกณฑท์ ี่แน่นอนตายตวั แต่ก็ยงั พอมแี นวทางที่เดินร่วมกนั ได้ บรรณานุกรม
เหลา่ น้ีไดแ้ ยกทางเสน้ ที่สาคญั ๆไวใ้ หเ้ ห็นอยา่ งเด่นชดั รวมท้งั แนวทางยอ่ ยๆ ท่ีต่าง ความคิดเห็นกนั ซ่ึง
ลว้ นแต่มปี ระโยชนต์ ่อการศกึ ษาและการตรวจสอบท้งั น้นั ” ตวั ที่พิมพท์ ี่ขดี เสน้ ใต้ เป็นใจความสาคญั
ของยอ่ หนา้ น้ี
การอา่ นจบั ใจความสาคญั น้ี ตอ้ งสงั เกตประโยคใจความหลกั และใชก้ ารขีดเสน้ บนั ทกึ
เรื่องราวยอ่ ๆ ดว้ ยสานวนภาษาของเราเอง
๒. การอ่านตคี วาม
การอา่ นตีความ คือ การอา่ นท่ีผอู้ า่ นจะตอ้ งใชส้ ติปัญญาตีความหมายของคาและขอ้ ความ
ท้งั หมด โดยพิจารณาถงึ ความหมายโดยนยั หรือความหมายแฝงท่ีผเู้ ขียนตอ้ งการจะส่ือความหมาย ซ่ึง
ท้งั น้ีผอู้ า่ นจะสามารถตีความหมายของคาสานวนไดถ้ ูกตอ้ งหรือไม่น้นั จาเป็นตอ้ งอาศยั เน้ือความ
แวดลอ้ มของขอ้ ความน้นั ๆบางคร้ังตอ้ งอาศยั ความรู้หรือประสบการณ์ปัจจุบนั เป็นเคร่ืองช่วยตดั สิน
การอ่านตคี วามมีหลกั เกณฑใ์ นการอ่านดงั น้ี
การอา่ นตคี วามอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ผอู้ า่ นตอ้ งพจิ ารณาความหมายโดยอาศยั บริบท น้าเสียงของผเู้ ขียน
เจตคติ ภูมิหลงั ของเหตุการณ์ประกอบดว้ ย
๙
ขอ้ ปฏิบตั ิในการอา่ นตคี วาม
- อา่ นเร่ืองใหล้ ะเอยี ดโดยพยายามจบั ประเดน็ สาคญั ของเร่ืองใหไ้ ด้
- หาเหตุผลอยา่ งรอบคอบเพอื่ พจิ ารณาวา่ มีความหมายถึงสิ่งใด
- ทาความเขา้ ใจกบั ถอ้ ยคาที่ไดจ้ ากการตีความ
- เรียบเรียงถอ้ ยคาใหม้ คี วามหมายชดั เจนและมเี หตุมีผลเป็นหลกั สาคญั
ตวั อยา่ งการอา่ นตีความ
“เห็นชา้ งข้ีข้ีตามชา้ ง” ตีความไดว้ า่ จะทาอะไรควรดูฐานะของตน ไมค่ วรเอาอยา่ งคนทม่ี ี
ฐานะดีกวา่ เรา
“พระพทุ ธเจา้ ตรัสสอนวา่ กลน่ิ หอมของดอกไม้ ทวนลมข้ึนไปไม่ได้ ไม่วา่ จะเป็นกลน่ิ จนั ทน์
กลน่ิ กฤษณา หรือกล่นิ มะลวิ ลั ย์ แต่กลิน่ ของคุณงามความดขี องคนยอ่ มหอมหวนทวนลมข้ึนไปได้ และ
ยอ่ มหอมฟุ้งไปทวั่ ทุกทิศ”
ตีความไดว้ ่า คุณงามความดขี องคน หอมยง่ิ กว่ากลน่ิ ดอกไมแ้ ละกลิ่นหอมใดๆ
๓. การอ่านอย่างมวี จิ ารณญาณ
การอ่านชนิดน้ีเป็นการอ่านที่ค่อนขา้ งยาก เพราะตอ้ งใชก้ ารหาเหตุผลมาใชใ้ นการวจิ ารณ์
ขอ้ ควรปฏบิ ตั ิในการอา่ นอยา่ งใชว้ ิจารณญาณ
-พจิ ารณาความหมายของขอ้ ความที่อ่าน
- พจิ ารณาความต่อเนื่องของประโยคว่ามเี หตุผลสอดรับกนั หรือไม่
-พิจารณาความต่อเนื่องของใจความหลกั และใจความรอง
- แยกแยะขอ้ เทจ็ จริงออกจากความคดิ เห็นและความรู้สึก
-พิจารณาว่ามคี วามรู้เน้ือหา หรือมีความคิดแปลกใหม่น่าสนใจหรือไม่
ตวั อยา่ งการอ่านอยา่ งมวี ิจารณญาณ
ถงึ แมว้ า่ คนโบราณจะสอนกนั มาว่า “อนั ออ้ ยตาลหวานลิ้นแลว้ สิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูไมร่ ู้
หาย”ดงั น้ีกต็ าม แต่ลกู ควรระวงั คาพดู ของคนอื่นโดยเฉพาะคาพดู หวานๆของคนไวบ้ า้ งกด็ ี น้าออ้ ยหรือ
น้าตาลท่ีมรี สหวานทิ้งไวน้ านเขา้ กก็ ลายเป็นน้าเมาได้ น้าคาหวานๆของคนบางคนก็ทาใหเ้ ราเมาได้
เหมือนกนั พอเมาแลว้ กท็ าใหห้ ลง ลมื ตวั ลมื ใจ เสียรู้ เสียท่าบางคร้ังถงึ กบั เสียเงินเสียทองใหเ้ ขาอยา่ งที่
๑๐
ไมน่ ่าจะเสีย เพราะไปเชื่อคาหวานของเขา ขอ้ น้ีขอใหล้ กู พจิ ารณาใหด้ ี ใครมาพดู จาหวานๆยกยอเราวา่ ดี
อยา่ งน้นั เก่งอยา่ งน้ี ลกู ตอ้ งระวงั ไวก้ ่อนทีเดียว อยา่ เพง่ิ ไปหลงใหลไดป้ ล้มื กบั คาพูดของเขาในทนั ที ลกู
จะไดไ้ มเ่ สียใจภายหลงั ปลาท่ีตายไปส่วนหน่ึงเพราะถูกเขา “ยกยอ” ข้ึนมา ถา้ มนั ไมต่ ิด “ยอ”มนั กจ็ ะไม่
ตาย เร่ืองมนั เป็นอยา่ งน้ีจึงควรระวงั จะถูก “ยกยอ” แลว้ ตายไปเหมือนปลา
ผอู้ า่ นตอ้ งใชว้ ิจารณญาณว่าคาที่สอนมาน้ีเป็นการเปรียบเทียบกบั ส่ิงท่ีสามารถมองเห็นได้
อยา่ งชดั เจน เช่น น้าออ้ ยท่ีทิ้งไวน้ านจะกลายเป็นน้าเมา วจิ ารณญาณทจี่ ะใชพ้ จิ ารณาคือน้าออ้ ยและ
น้าเมาน้นั อะไรดี อะไรมโี ทษ เมา คือความลุม่ หลง หลงเช่ือในคายอ เปรียบเหมือนปลาท่ีติดยอจนตาย
คนก็เชน่ กนั ถา้ หลงในคาหวานที่มีโทษกจ็ ะตายไปเหมอื นปลา เม่อื ไดป้ ระสบเหตุการณ์เหลา่ น้ีผทู้ ี่ไดร้ ับ
รู้คาสอนน้ีจะไดใ้ ชว้ ิจารณญาณของตนพจิ ารณาไดว้ า่ อะไรคืออะไร เพราะการฟังและเช่ือโดยไม่
พจิ ารณาใหถ้ ว้ นถีม่ โี ทษมากมา
๔. การอ่านวเิ คราะห์
การอ่านชนิดน้ีเป็นการอ่านเพ่ือพิจารณาอยา่ งถีถ่ ว้ น เป็นการแยกแยะทาความเขา้ ใจ
องคป์ ระกอบหรือโครงสร้างของหนงั สือแต่ละประเภท
ขอ้ ควรปฏบิ ตั ิในการอ่านวิเคราะห์
- ศกึ ษารูปแบบของงานประพนั ธว์ า่ เป็นรูปแบบใด
- แยกเน้ือเรื่องออกเป็นส่วน ๆ ใหเ้ ห็นวา่ ใครทาอะไร ที่ไหน อยา่ งไร เมอื่ ไร
-แยกพิจารณาแต่ละส่วนใหล้ ะเอียดลงไปว่าประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง
-พิจารณากลวธิ ีในการนาเสนอ
การวิเคราะห์การอ่านจะตอ้ งคานึงถงึ รูปแบบ กลวธิ ีในการประพนั ธ์ เน้ือหาหรือเน้ือเร่ืองและ
สานวนภาษา การอ่านวิเคราะหค์ วรปฏิบตั ิดงั ต่อไปน้ี
- ดูรูปแบบงานประพนั ธว์ ่าใชร้ ูปแบบใด อาจเป็นนิทาน บทละคร นวนิยาย เร่ืองส้นั บทความ บทละคร
ฯลฯ
- แยกเน้ือเร่ืองเป็นส่วนๆใหเ้ ห็นวา่ ใคร ทาอะไร ท่ีไหน เมอ่ื ไร อยา่ งไร
- พจิ ารณาแต่ละส่วนใหล้ ะเอยี ดลงไปวา่ ประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง
- พิจารณาใหเ้ ห็นวา่ ผเู้ ขียนใชก้ ลวิธีเสนอเรื่องอยา่ งไร
๕. การอ่านเพ่ือประเมนิ คณุ ค่า
๑๑
การอ่านวิธีน้ี หมายถงึ การท่ีผอู้ า่ นใชอ้ ารมณ์ความรู้สึกส่วนตวั ในการประเมินค่างานเขียนซ่ึง
อาจจะมเี รื่องของอารมณ์และความรู้สึกส่วนตวั เขา้ ร่วมดว้ ย การประเมินคุณค่าที่ดีตอ้ งปราศจากอารมณ์
และในการประเมินคณุ ค่าน้นั ตอ้ งประเมนิ ตามลกั ษณะของหนงั สือดว้ ย เช่น ถา้ เป็นตารา เอกสารทาง
วชิ าการตอ้ งประเมินในเรื่องความรู้ การใชภ้ าษา ฯลฯ ถา้ เป็นหนงั สือสารคดีหรือบทความ ควรประเมนิ
ความคิดเห็นของผเู้ ขียน หรือหนงั สือพิมพต์ อ้ งประเมนิ จากความน่าเชื่อถือของข่าว และอคติของผเู้ ขียน
การอา่ นประเมินค่า มีวธิ ีการอ่านดงั น้ี
-พจิ ารณาความถกู ตอ้ งของภาษาจากเรื่องท่ีอ่าน ภาษาที่ไมถ่ กู ตอ้ งจะทาใหเ้ กิดความคลาดเคลอ่ื นไปจาก
ความหมายที่แทจ้ ริง ความถกู ตอ้ งของภาษามหี ลายลกั ษณะ เช่น การใชค้ าผดิ ความหมาย การเรียงคาใน
ประโยคผดิ การไมร่ ู้จกั เวน้ วรรคตอน เป็นตน้ นบั เป็นองคป์ ระกอบสาคญั ต่อการสื่อความหมาย
-พจิ ารณาความต่อเน่ืองของประโยค วา่ เป็นขอ้ ความที่ไปกนั ได้ ไมข่ ดั แยง้ กนั หรือขอ้ ความท่ีให้
ความกา้ วหนา้ แก่กนั หากขอ้ ความใดมีเน้ือหาสบั สนวุน่ วาย ไม่เขา้ กบั หลกั สามขอ้ น้ีใหถ้ อื วา่ เป็นเรื่องที่
ไม่ควรอา่ น
-พิจารณาความต่อเนื่องของความหมาย ความหมายทีต่ ่อเนื่องตอ้ งมีแกนหลกั ในการเชื่อมโยง
ความหมาย เช่น การเขียนชีวประวตั ิ อาจใชช้ ่วงเวลาของชีวติ เป็นแกนหลกั เป็นตน้
- เม่ืออา่ นแลว้ ตอ้ งแยกขอ้ เทจ็ จริงออกจากความคิดเห็น และความรู้สึก จากเร่ืองท่ีอา่ นดงั ตวั อยา่ ง เช่น
“ประเทศหน่ึงๆต่างมีระบอบการปกครองแตกต่างกนั ออกไป ประเทศรัสเซียไดช้ ่ือวา่ เป็น
ประเทศที่ปกครองดว้ ยระบบสงั คมนิยม ไมม่ ศี าสนา ไม่มพี ระมหากษตั ริย์ ถา้ ขา้ พเจา้ ตอ้ งมชี ีวติ อยทู่ ่ีนนั่
คงจะอึดอดั ใจมิใช่นอ้ ย เพราะขา้ พเจา้ ถอื ว่า ท้งั สองสถาบนั น้ีคือ ศนู ยร์ วมจิตใจของทุกคน”
ขอ้ เทจ็ จริง -ประเทศหน่ึงๆต่างมีระบอบการปกครองของตนเองไม่เหมือนประเทศอืน่ ประเทศรัสเซียมี
การปกครองตามระบอบสงั คมนิยม ไม่มีศาสนา ไม่มพี ระมหากษตั ริย์
ความรู้สึก - ถา้ ขา้ พเจา้ ตอ้ งมชี ีวิตอยทู่ ี่นน่ั คงจะอึดอดั ใจมใิ ช่นอ้ ย
- พิจารณาดูความสมั พนั ธข์ องหลกั การและตวั อยา่ ง วา่ มคี วามจริงเพยี งไร สมเหตุผลหรือไม่ ก่อนที่จะ
เช่ือในเรื่องที่อา่ นน้นั
-ประเมินขอ้ เท็จจริง ความคิดเห็น และความรู้สึก วเิ คราะหค์ วามเป็นไปในความคดิ ของผเู้ ขียน กบั ความ
คิดเห็นส่วนตวั ของเรา ผลลพั ธแ์ ห่งการประเมินน้นั จะเป็นความคิดสร้างสรรคใ์ หก้ บั เราหรือไม่
การอ่านท้งั ๕ ประเภทท่กี ล่าวมาเป็นการอ่านในใจซ่ึงมีหลกั ฝึกฝนการอ่านในใจดงั ต่อไปน้ี
๑) กาหนดเวลาในการอ่านหนงั สือไวแ้ น่นอน เช่น กาหนดไวว้ ่าจะอ่าน 5 นาที เมื่อครบกาหนดเวลา
๑๒
ลองตรวจสอบดูวา่ อา่ นไดก้ ี่หนา้ แลว้ ทดลองจบั เวลาในการอ่านคร้ังต่อไป แลว้ ตรวจสอบดูว่าจานวน
หนา้ ที่อา่ นไดเ้ พ่ิมจานวนข้ึนหรือไม่
๒) ฝึกการเคลอ่ื นไหวของสายตา ซ่ึงลกั ษณะการเคล่อื นไหวของสายตาและการฝึกใชส้ ายตาใหอ้ า่ นได้
รวดเร็วมดี งั น้ี
๓) การจบั ตา หมายถึงการท่ีสายตาจบั อยทู่ ่ีขอ้ ความเป็นจดุ ๆ ผูท้ ่ีอ่านชานาญใน ๑ บรรทดั จะจบั ตานอ้ ย
คร้ังและใชเ้ วลานอ้ ย
๔) ช่วงสายตา หมายถงึ ระยะห่างจากจุดท่ีจบั ตาจุดหน่ึงไปยงั อีกจุดหน่ึง คนที่อ่านไม่ชานาญช่วงสายตา
จะแคบจะจบั ตาแทบทุกตวั อกั ษร
๕) การยอ้ นกลบั การกวาดสายตายอ้ นกลบั ขอ้ ความท่ีอา่ นผา่ นไปแลว้ น้นั คนที่อา่ นไมช่ านาญจะยอ้ น
สายตากลบั ไปอ่านขอ้ ความเดิม เพราะไม่มนั่ ใจวา่ อา่ นถูกหรือไม่ ทาใหเ้ สียเวลา นกั อา่ นที่ดีตอ้ งกวาดตา
ยอ้ นกลบั ในแต่ละบรรทดั นอ้ ยคร้ังที่สุด หรือแทบไมม่ ีเลย
๖) การเปลย่ี นบรรทดั ผทู้ ่ีอ่านอยา่ งชานาญเม่ือเปลยี่ นบรรทดั ยอ่ มเป็นไปอยา่ งรวดเร็วและแมน่ ยาโดย
ไมต่ อ้ งอาศยั การช้ีดว้ ยน้ิว หรือการใชไ้ มบ้ รรทดั วางคนั่ เพื่อกนั หลงบรรทดั
๗) ทดสอบความเขา้ ใจเมื่ออา่ นจบโดยอาจทดสอบเป็นระยะๆ หรือทดสอบเมือ่ อ่านจบเร่ืองแลว้ กไ็ ด้
๘) ศกึ ษาเร่ืองความหมายของคาศพั ทอ์ ยเู่ สมอ โดยอาศยั การคน้ ควา้ จดบนั ทกึ จะช่วยใหม้ ีความรู้เร่ืองวง
ศพั ทก์ วา้ งขวางและเขา้ ใจเร่ืองที่อ่านไดถ้ กู ตอ้ งรวดเร็วยงิ่ ข้ึน
๙) หลกี เลยี่ งนิสยั การอ่านที่ไม่ดี ท้งั การทาปากขมบุ ขมบิ การใชม้ อื ช้ี หรือการยอ้ นกลบั ไปอ่านอยา่ งซ้า
ๆ
๑๐) ฝึกฝนการอา่ นอยา่ งสม่าเสมอ จะช่วยใหก้ ารอ่านเป็นไปอยา่ งรวดเร็ว ถกู ตอ้ ง แมน่ ยายง่ิ ข้ึน
การอ่านออกเสียง
๑๓
การอา่ นออกเสียง หมายถึงการอ่านขอ้ ความโดยการเปล่งเสียงออกมาเพ่อื ใหผ้ อู้ ่ืนไดร้ ับรู้
ขอ้ ความน้นั ๆ ดว้ ยการอ่านออกเสียงแบ่งเป็น ๒ ลกั ษณะคือ
๑. การอ่านออกเสียงปกติ
เป็นการอา่ นออกเสียงตามปกติทวั่ ไป อา่ นไดท้ ้งั บทร้อยแกว้ และร้อยกรอง เช่น อา่ นข่าว อ่าน
ประกาศ อา่ นตีบท อ่านสารคดี อ่านขอ้ ความประกอบภาพนิ่ง หรืออา่ นบทภาพยนตร์ ฯลฯ
ขอ้ ควรปฏบิ ตั ิในการอา่ นออกเสียงตามปกติ
- ทาความเขา้ ใจกบั เรื่องท่ีจะอา่ นก่อนการอา่ นจริง
- ออกเสียงชดั เจน ดงั พอประมาณ มีลลี าจงั หวะในการอา่ นอยา่ งเหมาะสม
- แบ่งวรรคตอนไดถ้ กู ตอ้ ง
- อ่านออกเสียงถกู ตอ้ งตามอกั ขรวิธี
๒. อ่านทานองเสนาะ
การอ่านทานองเสนาะเป็นการอา่ นออกเสียงบทรอ้ ยกรองหรือวรรณคดีไทยใหไ้ พเราะน่าฟัง
ม่งุ ใหเ้ กิดความรู้สึกซาบซ้ึง เกิดอารมณ์ จินตนาการ คลอ้ ยตามบทร้อยกรองน้นั ๆ ดว้ ย
หลกั เกณฑใ์ นการอ่านทานองเสนาะ
- ตอ้ งรู้จกั ลกั ษณะคาประพนั ธท์ ่ีจะอา่ นก่อนว่าบงั คบั ฉนั ทลกั ษณ์อยา่ งไร
- อ่านใหถ้ กู ทานอง
- ควรมนี ้าเสียงและลีลาในการอา่ นที่ดี
- ออกเสียงแต่ละคาถกู ตอ้ งชดั เจน
๑๔
บทสรุป
การอา่ นคือการรับรู้ความหมายจากถอ้ ยคาที่ตีพมิ พจ์ ากส่ิงพิมพช์ นิดต่าง ๆ เพือ่ รับรู้วา่ ผเู้ รียน
คิดอะไรและพูดอะไร โดยที่ผอู้ า่ นตอ้ งเริ่มทาความเขา้ ใจวลี ประโยค ซ่ึงรวมอยใู่ นยอ่ หนา้ แต่ละยอ่ หนา้
แลว้ รวมเป็นเร่ืองเดียวกนั ซ่ึงการอ่านมคี วามสาคญั ต่อชีวติ มนุษยต์ ้งั แต่เกดิ จนโต และจนกระทงั่ ถึงวยั
ชรา การอา่ นทาใหร้ ู้ข่าวสารขอ้ มลู ต่าง ๆ ทวั่ โลก ซ่ึงปัจจุบนั เป็นโลกของขอ้ มลู ข่าวสารต่าง ๆ ทวั่ โลก
ทาใหผ้ อู้ ่านมีความสุข มีความหวงั และมคี วามอยากรู้อยากเห็น อนั เป็นความตอ้ งการของมนุษยท์ ุก
คน การอา่ นมปี ระโยชน์ในการพฒั นาตนเอง คือ พฒั นาการศึกษา พฒั นาอาชีพ พฒั นาคุณภาพชีวติ ทา
ใหเ้ ป็นคนทนั สมยั ทนั ต่อเหตกุ ารณ์ และมคี วามอยากรู้อยากเห็น การทจี่ ะพฒั นาประเทศให้
เจริญรุ่งเรืองกา้ วหนา้ ไดต้ อ้ งอาศยั ประชาชนท่ีมคี วามรู้ความสามารถ ซ่ึงความรู้ต่าง ๆ ก็ไดม้ าจากการ
อา่ นนน่ั เอง
โดยจดุ มุ่งหมายของการอ่านคือ
๑. อ่านเพ่อื ความรู้ เนน้ การอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ที่ตอ้ งการใหเ้ กิดความรู้ ซ่ึงการอา่ นเพ่ือความรู้น้ีมหี ลาย
ลกั ษณะ
๒. อ่านเพ่ือศกึ ษา เป็นการอา่ นอยา่ งจริงจงั เช่น การอา่ นตารา และหนงั สือวชิ าการต่าง ๆ
๓. อ่านเพอ่ื ความคิดเป็นการอา่ นเพ่ือใหเ้ ขา้ ใจสาระของเน้ือเรื่องเป็นแนวทางในการริเริ่มส่ิงต่าง ๆ ซ่ึง
เป็นความคิดอนั ไดป้ ระโยชนจ์ ากการอา่ น
๔. อ่านเพ่อื วเิ คราะหว์ ิจารณ์ เป็นการอ่านเพอ่ื ความรู้อยา่ งลึกซ้ึง ทาใหส้ ามารถแสดงความคิดเห็นจาก
เร่ืองที่อา่ นได้ เช่น การอา่ นบทความ ข่าว เป็นตน้
๕. อ่านเพือ่ ความเพลดิ เพลิน เป็นการอ่านเพือ่ เปลยี่ นแปลงกิจกรรม เป็นการผอ่ นคลาย เพื่อใหเ้ กิดความ
ร่ืนรมย์ การอ่านชนิดน้ีไมไ่ ดจ้ ากดั ว่าอ่านเอกสารชนิดใด ข้นึ อยกู่ บั ความพอใจของผอู้ า่ นเป็นสาคญั บาง
คนอาจชอบอา่ นหนงั สือธรรมะเพอ่ื ความเพลิดเพลิน บางคนอาจชอบอ่านเร่ืองส้นั นวนิยายก็ได้
๖. อ่านเพอ่ื ใชเ้ วลาอยา่ งสร้างสรรค์ หมายถงึ การอ่านท่ีไมไ่ ดม้ ุ่งหวงั สิ่งหน่ึงสิ่งใดโดยเฉพาะ เป็นการ
อ่านเมือ่ มีเวลาวา่ งขณะรอคอยกิจกรรมอน่ื ๆ เช่น การนง่ั คอยบุคคลท่ีไปพบ อาจอา่ นหนงั สือพิมพห์ รือ
สารคดีอื่นใดกไ็ ด้ การอ่านชนิดน้ีสามารถหยดุ อ่านไดท้ นั ทโี ดยไมท่ าลายความต่อเนื่องหรือสมาธิในการ
อ่าน
๑๕
องค์ประกอบของการอ่าน
การอา่ นเป็นกระบวนการที่สาคญั และมีความซบั ซอ้ น โดยมอี งคป์ ระกอบหลายชนิดท่ีช่วยใหก้ าร
อา่ นเป็นไปอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ เม่ือทราบเร่ืององคป์ ระกอบของการอ่านแลว้ ผอู้ า่ นที่ดีจะตอ้ งพยายาม
ศึกษาขอ้ มลู ต่างๆ ใหช้ ดั เจน ตามองคป์ ระกอบน้นั ๆ และผอู้ ่านที่มคี วามรู้เรื่องพ้นื ฐานในการอา่ นจะ
รู้สึกไดว้ ่าการอา่ นมคี ุณค่าต่อชีวติ อยา่ งมากมาย
ลกั ษณะของนกั อ่านทดี่ ี
การเป็นนกั อา่ นท่ีดีน้นั ยอ่ มใหป้ ระโยชนแ์ ก่บุคคลน้นั ๆอยา่ งสูงสุด ซ่ึงก่อนท่ีจะเป็นนกั อ่านที่
ดีได้ ผอู้ า่ นควรมีความรู้เกยี่ วกบั การอ่านเบ้ืองตน้ วา่ ตอ้ งมคี วามสามารถทางภาษา รูค้ า รู้จกั ส่วนต่าง ๆ
ของหนงั สือ รู้วา่ หนงั สือประเภทใดควรใชก้ ารอ่านอยา่ งไร รู้จกั เลอื กหนงั สืออา่ น และรู้แหลง่ ของ
หนงั สืออีกดว้ ย การมคี วามรู้เรื่องเหลา่ น้ีจะช่วยพฒั นาใหเ้ ป็นนกั อา่ นทด่ี ีได้
การอ่านในใจ
การอา่ นในใจ คือการแปลความหมายของตวั อกั ษรออกมาเป็นความคดิ ความเขา้ ใจ และนา
ความคดิ ความเขา้ ใจท่ีไดน้ ้นั ไปใชใ้ หเ้ ป็นประโยชน์
๑.การอ่านจบั ใจความ
๒.การอ่านตีความ
๓. การอ่านอยา่ งมวี จิ ารณญาณ
๔. การอ่านวิเคราะห์
๕. การอ่านเพ่ือประเมินคุณค่า
การอ่านออกเสียง
การอ่านออกเสียง หมายถึงการอา่ นขอ้ ความโดยการเปล่งเสียงออกมาเพ่ือใหผ้ อู้ ่นื ไดร้ ับรู้
ขอ้ ความน้นั ๆดว้ ยการอา่ นออกเสียงแบ่งเป็น ๒ ลกั ษณะคอื
๑. การอา่ นออกเสียงปกติ
๒. อ่านทานองเสนาะ
๑๖
บรรณานุกรม
การอ่าน.(ม.ป.ป.).คน้ เมอื่ 4 กนั ยายน 2564 จากhttps://sites.google.com/site/phasathiykabkarchi/bth-
thi-4-kar-subkhn-laea-karna-senx/3-3-prapheth-khxng-kar-xan
นายสุรินทร์ ยง่ิ นึก.(ม.ป.ป.)ความหมายและความสาคญั ของการอ่าน.คน้ เมอ่ื 4 กนั ยายน 2564 จาก
http://www.kruthai40.com/%E0%B8%81%
หอ้ งสมดุ โรงเรียนเฉลมิ พระเกียรติสมเดจ็ พระศรีนครินทร์ภูเก็ต.(2558).การอ่าน.คน้ เมอ่ื 15 กนั ยายน
2564 จาก https://libraryswpk.wordpress.com/
หน่วยส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ สานกั วิทยาบริการและเทคโนโลยสี ารสนเทศ.(ม.ป.ป.).บทความ
ออนไลน์ อา่ นใหเ้ ป็น เห็นคุณค่า สื่อสารอยา่ งมปี ระสิทธิภาพแน่นอน. คน้ เมอื่ 13 กนั ยายน 2562 จาก
http://dept.npru.ac.th/edu2/data/files/20191107142514_20160828203725_PR%20arit%20reading.pdf
๑๗
๑๘