The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอนระบบเสียง63

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นายปรีชา มะโนมัย, 2020-09-28 21:35:57

แผนการสอนระบบเสียง63

แผนการสอนระบบเสียง63

5.กจิ กรรมการเรยี นการสอนหรือการเรียนรู้

ข้นั ตอนการสอนหรอื กจิ กรรมของครู ขนั้ ตอนการเรยี นรู้หรอื กิจกรรมของนกั เรียน

1. ขน้ั นาเข้าส่บู ทเรียน (15 นาที ) 1. ขั้นนาเขา้ สูบ่ ทเรียน (15 นาที )

1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสาร พร้อมกับแนะนา 1. ผู้เรียนเตรียมอุปกรณ์และ ฟังครูผู้สอนแนะนา

รายวิชา วิธีการให้คะแนนและวิธีการเรียนเรื่อง รายวิชา วิธีการให้คะแนนและวิธีการเรียนเร่ือง ระบบ

ระบบเสยี ง เสียง

2. ผู้สอนแจ้งจุดประสงค์การเรียนของหน่วย 2. ผู้เรียนทาความเข้าใจเกี่ยวกับจุดประสงค์การ

เรียนท่ี 1 และขอให้ผู้เรียนร่วมกันทากิจกรรมการ เรียนของหน่วยเรียนท่ี 1 และการใหค้ วามรว่ มมอื ในการ

เรียนการสอน ทากิจกรรม

3. ผู้สอนให้ผู้เรียนอธิบายการจัดระบบเสียง 3. ผู้เรยี นอธบิ ายการจดั ระบบเสยี งสาธารณะพร้อม

สาธารณะพรอ้ มใหเ้ หตผุ ลประกอบ ให้เหตผุ ลประกอบ

2. ขั้นให้ความรู้ (120 นาท)ี 2. ขั้นให้ความรู้ (120 นาที )

1. ผู้สอนเปิด PowerPoint หน่วยท่ี 1 เรื่อง 1. ผู้เรียนศึกษา PowerPoint หน่วยท่ี 1 เรื่อง

ระบบเสียงและให้ผู้เรียนศึกษาเอกสารประกอบการ ระบบเสียงและให้ผู้เรียนศึกษาเอกสารประกอบการสอน

สอน ระบบเสียง หน้าท่ี 2-9 โดยให้ผู้เรียนเรียนรู้ ระบบเสียง หน้าที่ 2-9 โดยให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วย

ด้วยตนเอง และสามารถสอบถามข้อสงสัยระหว่าง ตนเอง และสามารถสอบถามข้อสงสัยระหว่างเรียนจาก

เรยี นจากผู้สอน ผู้สอน

2. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันจาแนกการจัดระบบ 2. ผู้เรียนร่วมกันจาแนกการจัดระบบเสียงภายใน

เสียงภายในอาคารหรือในห้องตามท่ีได้ศึกษาจาก อาคารหรอื ในห้องตามทไ่ี ดศ้ กึ ษาจาก PowerPoint

PowerPoint

3. ขั้นประยกุ ตใ์ ช้ ( 60 นาที ) 3. ขน้ั ประยกุ ตใ์ ช้ ( 60 นาที )

1. ผู้สอนให้ผู้เรียนสังเกตการจัดระบบเสียงนอก 1. ผู้เรียนสังเกตการจัดระบบเสียงนอกอาคารหรือ

อาคารหรอื กลางแจง้ กลางแจ้ง

2. ผสู้ อนใหผ้ ู้เรียนสืบค้นขอ้ มลู จากอินเทอร์เนต็ 2. ผเู้ รียนสืบคน้ ขอ้ มลู จากอนิ เทอรเ์ นต็

5.กจิ กรรมการเรยี นการสอนหรอื การเรียนรู้

ขนั้ ตอนการสอนหรือกิจกรรมของครู ขัน้ ตอนการเรียนรหู้ รอื กิจกรรมของนกั เรยี น

4. ขน้ั สรปุ และประเมนิ ผล ( 45 นาที ) 4. ข้ันสรปุ และประเมนิ ผล ( 45 นาที )

1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเนื้อหาท่ีได้เรียน 1. ผู้เรยี นรว่ มกันสรปุ เนอื้ หาท่ีได้เรียนใหม้ คี วาม

ให้มีความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน เขา้ ใจในทิศทางเดยี วกัน

2. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบฝึกหัดหน่วยที่ 1 2. ผเู้ รยี นทาแบบฝกึ หัดหนว่ ยที่ 1 หนา้ ที่ 10

หนา้ ท่ี 10

3. ผู้สอนให้ผู้เรียนศึกษาเพ่ิมเติมนอกห้องเรียน 3. ผู้เรียนศึกษาเพิ่มเติมนอกห้องเรียน ด้วย

ดว้ ย PowerPoint ทจี่ ดั ทาขึน้ PowerPoint ทีจ่ ดั ทาขึ้น

(บรรลจุ ดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมข้อที่ 1-7) (บรรลจุ ุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมข้อที่ 1-7)

(รวม 240 นาที หรอื 4 คาบเรียน)

6.สอ่ื การจดั การเรยี นรู้
ส่อื สง่ิ พิมพ์
1.เอกสารประกอบการสอนวชิ า ระบบเสยี ง (ใชป้ ระกอบการเรยี นการสอนจุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมขอ้

ท่ี 1-5)
2.ใบความรทู้ ่ี 1 เรอ่ื ง ระบบเสียง (Sound System) (ใช้ประกอบการเรยี นการสอนข้นั ให้ความรู้

เพ่ือให้บรรลุจดุ ประสงค์เชิงพฤตกิ รรม ข้อที่ 1-5)
3.แบบฝึกหดั หนว่ ยท่ี 1 สรุปและประเมินผล ขอ้ 2
4.แบบประเมินผลงานตามใบงาน ใชป้ ระกอบการสอนข้นั ประยกุ ต์ใช้ ขอ้ 1
5.แบบประเมินพฤติกรรมการทางาน ใช้ประกอบการสอนขนั้ ประยุกตใ์ ช้ ขั้นสรปุ และประเมนิ ผล

ส่ือโสตทัศน์
1.เครื่องไมโครคอมพวิ เตอร์
2.PowerPoint เรอื่ ง ระบบเสยี ง (Sound System)
3.เคร่อื งฉายโปรเจคเตอร์
4.โทรทัศนจ์ อแบน 50นิ้ว

สอ่ื ของจรงิ
- ระบบเสยี ง (Sound System) (ใชป้ ระกอบการเรยี นการสอน)

7.การวัดผลและประเมินผล
1. ความสนใจในการเรยี นรู้ การค้นคว้า การมีส่วนรว่ มในกจิ กรรม
2. การซักถามและการตอบคาถาม
3 แบบทดสอบและกจิ กรรมการฝกึ ทกั ษะ
4 การทางานเป็นทีม (ใหค้ วามสาคญั ในการทางานเป็นทีมงาน)

8. แหลง่ การเรียนรเู้ พมิ่ เติม
ในสถานศึกษา
1. ห้องสมดุ วทิ ยาลยั
2. ห้องปฏบิ ตั กิ ารคอมพวิ เตอร์ ศึกษาหาข้อมลู ทางอนิ เทอรเ์ นต็

นอกสถานศกึ ษา
ผู้ประกอบการ สถานประกอบการ ในท้องถ่ิน

9. กจิ กรรมเสนอแนะ (ถา้ มี)

รหัสวชิ า 20105-2102 แบบทดสอบก่อนเรียน
หน่วยที่ 1 เรอื่ ง ระบบเสยี ง
ชือ่ วิชา ระบบเสียง

จานวน 10 ข้อ เวลา 10 นาที

จงเลอื กคาตอบขอ้ ทถี่ ูกที่สดุ
1. ระบบเสียงดอลบี เซอรร์ าวด์ เกิดขนึ้ ปี ค.ศ. ใด

ก. 1960 ข. 1982

ค. 1990 ง. 1994

2. ระบบเสยี งดอลบี เซอรร์ าวด์ โพร-ลอจกิ มสี ัญญาณกี่ช่อง

ก. 4 ชอ่ ง ข. 5 ชอ่ ง

ค. 6 ชอ่ ง ง. 7 ชอ่ ง

3.ระบบเสียงเซอรร์ าวดข์ องระบบดอลบี เซอรร์ าวด์ โพร-ลอจิก ใชค้ วามถ่ีในยา่ นใด

ก. ระบบเสียงโมโน 50 Hz ข. ระบบเสยี งสเตอรโิ อ 2 kHz

ค. ระบบเสียงสเตอรโิ อ 50 Hz ง. ระบบเสียงโมโน 2kHz

4.ข้อใดไม่ใช่ระบบเสียง AC-3

ก. ลาโพงเซอร์ราวด์ดา้ นหลัง ข. ลาโพงเซนเตอร์

ค. ลาโพงซบั วูเฟอร์ ง. ลาโพงหน้าดา้ นขวา

5.ขอ้ ใดเป็นระบบเสียงทเ่ี ลอื กเรยี นแบบมาจาก ดอลบี ดิจิตอล เซอร์ราวด์ EX

ก. ระบบเสยี ง Dolby Surround ข. ระบบเสยี ง AC-3

ค. ระบบเสยี ง DTS-ES ง. ระบบเสยี ง SDDS

6.ระบบเสียงชนดิ ใดท่เี นน้ ไปท่ลี าโพงดา้ นหนา้

ก. ระบบเสียง AC-3 ข. ระบบเสยี ง DTS

ค. ระบบเสียง SDDS ง. ระบบเสยี ง EX

7.ระบบเสียง 5.1 แชนแนล ไดแ้ ก่ระบบเสยี งในข้อใด

ก. SDDS, Dolby Surround, Dts ข. DTS, AC-3, SDDS, Surround Ex

ค. AC-3, Surround EX, DTS ง. Surround EX, Pro-logic, DTS, AC-3

8. ระบบเสยี งชนิดใดที่เน้นไปท่ลี าโพงเซอร์ราวด์ ดา้ นหลังมากกว่า 2 ชดุ

ก. DTS-ES ข. AC-3

ค. Surround EX ง. SDDS

9. ระบบเสยี งDTS มกี ่ีระบบ

ก. แบบเดียว ข. 2 แบบ

ค. 3 แบบ ง. 4 แบบ

10.ขอ้ ใดคือการวางระบบเสียง ดอลบี เซอรร์ าวด์

ก. ลาโพงซับวเู ฟอร์ ลาโพงเซอรร์ าวด์ ข. ลาโพงซับวูเฟอร์ ลาโพงดา้ นหน้า

ค. ลาโพงเซนเตอร์ ลาโพงเซอร์ราวด์ ง. ลาโพงด้านหนา้ ลาโพงเซอร์ราวด์

11.เอาต์พุตของมิกเซอร์ ต่อเข้าทบ่ี ริเวณใด

ก. อินพตุ ของเพาเวอร์แอมป์ ข. อาต์พตุ ของเพาเวอร์แอมป์

ค. เอาต์พุตของปรีแอมป์ ง. อินพตุ ของปรีแอมป์

12.ขอ้ ใดคอื ระบบเสียง AC-3

ก. Audio Coding 3rd Graphic ข. Audio Coding 3rd Geneation

ค. Audio Coupling 3rd Generation ง. Audio Coupling 3rd Graphic

13.ระบบเสียงชนิดใดเป็นระบบเซอร์ราวดท์ ม่ี ีขนาดใหญ่ ให้เสียงออกมาทางดา้ นหนา้ ด้านขา้ งและอ้อมผ้ฟู ังไป
ดา้ นหลงั

ก. DTS-ES ข. Dolby Surround EX

ค. AC-3 ง. SDDS

14.ระบบเสยี ง 7.1 แชนแนล คือ ระบบเสยี งในข้อใด

ก. DTS ข. Dolby Surround EX

ค. AC-3 ง. SDDS

15.ระบบเสียงดิจติ อล เธยี เตอร์ คือระบบเสียงตรงกบั ข้อใด

ก. เป็นระบบเสียงทแ่ี ย่กวา่ AC-3 ข. ระบบเสยี งในโรงภาพยนตร์ 5.1 ชอ่ ง

ค. เปน็ ระบบเสยี ง 7.1 ช่อง ง. ระบบเสยี งในบา้ น 5.1 ช่อง

ใบเนอื้ หา/ใบความรู้
หน่วยที 1 เร่ือง ระบบเสียง

ระบบเครอ่ื งเสียง

การติดตง้ั และวางระบบ : การทางานในปจั จุบันมักจะใชเ้ คร่อื งขยายเสียง ซึ่งการไดย้ ินเสียงนับไดว้ า่ เป็นศลิ ปะ
อย่างหนง่ึ ในการจดั วางอปุ กรณ์
การตดิ ตง้ั เครอ่ื งขยายเสียง : เครอ่ื งขยายเสยี งใชใ้ นงานมกั จะเกี่ยวข้องกนั ในสองลักษณะคือ
1. เครือ่ งขยายเสียงท่ีใชฟ้ ังตามบ้าน (domestic system) ไม่เหมาะสมกบั ระบบเสยี งใหญ่ๆทมี่ ีบริเวณกวา้ งๆ
2. ระบบเสยี งสาหรบั การแสดง (sound reinforcement system) ระบบเสียงสาหรับการแสดงทีเ่ ราจะ
กลา่ วถงึ นีแ้ ยกเป็นส่วนยอ่ ยอีกระบบหนึ่งคอื ระบบกระจายเสียงในทสี่ าธารณะ (Public Address) ซึง่ เรา
มักจะคนุ้ เคยกบั ชอื่ ย่อของมนั ทว่ี ่า ระบบพเี อ (P.A. system)

ระบบเครื่องขยายเสียง : เป็นระบบเสียงท่เี นน้ หนักด้านการกระจายเสยี งพดู เชน่ ในการอภิปรายปาฐกถา การ
หาเสยี ง เป็นตน้ ระบบเสยี งสาหรับการแสดง : จะมจี ดุ มุ่งหมายในการกระจายเสียงทั้งเสยี งพดู และเสยี งพูด
เสียงร้องเพลงและเสียงดนตรีควบคูไ่ ปดว้ ย ดังนั้นระบบเสียงสาหรับการแสดงจะมีความยุ่งยากและ
ละเอียดอ่อนมากกว่าระบบพเี อ

อ้างถึง
ระบบเสยี งทั้งสองน้ีมีอยสู่ งิ่ หนึง่ ท่เี หมอื นกนั คือ ผู้ชมคนดูจะอยู่ในบรเิ วณเดยี วกบั ผู้แสดง สภาพเช่นนเี้ ราถือวา่
ผู้ชมและผู้แสดงอยู่ในสภาพธรรมชาตขิ องเสยี งแบบเดยี วกัน เช่น ถา้ อยู่ในห้องประชมุ ท้ังคนดูและคนแสดงจะ
อยู่ในสภาพเสียงกอ้ งเสียงสะท้อนแบบเดียวกนั ถ้าอย่ใู นสนามหญา้ ก็จะพบปญั หาเดยี วกัน ถ้าอยู่ในสนามหญา้
ก็จะพบปญั หาเสยี งรบกวนจากลมและส่ิงอื่นๆ ท่ีใกล้เคยี งกัน แตกตา่ งจากการเปิดเคร่ืองรบั (receiver) หรือ

เป็นสญั ญาณที่ถกู บนั ทึกไว้ โดยในขณะบันทึกนัน้ สภาพธรรมชาติของเสยี งในหอ้ งบันทึกกับหอ้ งทเี่ รานง่ั ฟังน้นั
แตกต่างกัน
ระบบพเี อเบ้ืองต้น : ถึงแมว้ ่าจะใช้ไมโครโฟนหลายตวั แต่ใช้เฉพาะเสยี งพดู เรายังถือวา่ เป็นระบบพเี อเชน่ กนั
กระจายเสยี งไปยังคนดโู ดยตรงแต่มนั ยงั คงทาหน้าทข่ี ยายเสียงจากเคร่ืองดนตรเี พือ่ ใหผ้ แู้ สดงเองได้ยินเทา่ น้ัน
ระบบพีเอหลายช้ิน : เป็นระบบเสียงสาหรับการแสดง จะเห็นว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ เรม่ิ มากข้ึน โดยเฉพาะ
ไมโครโฟนซ่ึงต้องเลือกใช้กบั เคร่ืองดนตรเี ฉพาะแบบ เครอ่ื งดนตรีตา่ ง ๆ เหล่านมี้ ีทงั้ แบบที่ใช้ไฟฟา้ และไมใ่ ช้
ไฟฟา้ สัญญาณจากเคร่ืองดนตรเี หลา่ นจ้ี ะนาเข้าสูว่ งจรมิกเซอร์ อีควอไลเซอร์และอน่ื ๆ แล้วนาเขา้ สเู่ ครอื่ ง
ขยายเสยี งเพ่ือนาออกกระจายเสยี งยังคนฟัง เราจะไม่ใช้เครือ่ งขยายของเคร่ืองดนตรชี น้ิ นน้ั (ถา้ เป็นเคร่ือง
ดนตรที ่ใี ชไ้ ฟฟา้ ) กระจายเสยี งไปยังคนดโู ดยตรงแตม่ นั ยังคงทาหน้าท่ขี ยายเสยี งจากเคร่ืองดนตรเี พอ่ื ใหผ้ แู้ สดง
เองได้ยินเทา่ น้ันระบบพีเอเบ้ืองต้น
คุณภาพของเสียง : คณุ ภาพของอปุ กรณ์เครื่องเสียงที่ใชว้ ่าจะให้ความขดั เจนมากนอ้ ยเพยี งใด ความเพี้ยนของ
อปุ กรณ์ตา่ ง ๆ อยู่ในระดับท่ีพอเพยี งหรือเปลา่ คณุ ภาพของเสียงขนึ้ กับความเป็น Hi-Fi ของอุปกรณ์เครื่อง
เสียงทใ่ี ช้ นอกจากนีผ้ ลตอบเชิงความถีย่ งั เป็นตัวกาหนดความชดั เจนดว้ ย ดังนัน้ การเลือกใช้อุปกรณ์ที่มคี วาม
เพ้ยี นตา่ และผลตอบเชงิ ความถที่ เ่ี หมาะสมจะชว่ ยให้คุณภาพของเสยี งดขี ึ้นได้

เคร่ืองเสียงที่ใช้ไม่จาเป็นต้องครอบคลุมช่วงความถท่ี ่ีประสาทหขู องคนรบั รไู้ ด้ เพราะเสียงคนไม่เหมอื น
เสยี งดนตรี สาหรบั เสยี งพูดผลตอบเชงิ ความถ่ีควรจะราบเรียบในช่วง 150 Hz ถึง 7 kHz ก็พอ ดังน้นั เวลาเรา
เลอื กใช้ไมโครโฟนเพือ่ รบั เสยี งคนอย่างเดยี วก็พยายามเลือกชนิดที่ให้ผลตอบเชิงความถีใ่ นชว่ งดังกล่าวก็
พอแล้ว สาหรับระบบเสียงท่ีต้องการทั้งเสยี งนกั ร้องและเสียงดนตรีผลตอบเชงิ ความถ่ีอยู่ในช่วง 50 Hz ถงึ 12
kHz การเลอื กไมโครโฟนหรือส่งิ อืน่ ๆ กค็ วรจะเลือกใหอ้ ยใู่ นชว่ งนี้นอกจากนแ้ี ลว้ ยังมสี าเหตอุ น่ื ๆ ท่ที าให้
คณุ ภาพของเสียงไม่ดพี อ สาเหตุต่าง ๆ เหล่าน้ีก็คือ สายนาสญั ญาณต่าง ๆ ถา้ ใชก้ บั ไมโครโฟนอมิ พแี ดนซส์ งู
สายไมโครโฟนควรจะยาวไม่เกิน 20 ฟตุ และถ้าจาเปน็ ต้องใช้สายไมโครโฟนยาวกว่าน้กี ็ควรเปลยี่ นมาใช้
ไมโครโฟนแบบอิมพแี ดนซต์ า่ ลาโพงทใี่ ชค้ วรมผี ลตอบเชงิ ความถท่ี ัง้ ในแนวตรง (on axis) จากลาโพง และใน

แนวทเ่ี ยอ้ื งออกไปจากลาโพง นัน่ คือมีผลตอบเชิงมุม (polar response) ท่ีดี
คุณภาพของเสยี งจากแบบของไมโครโฟน

แบบของไมโครโฟนควรจะเลือกแบบที่มผี่ ลตอบเชงิ ความถี่ทเี่ หมาะสมกบั งานน้ัน ๆ เช่น เมอ่ื ใช้กบั เสยี งคน
เสยี งดนตรี งานกลางแจ้ง รายละเอียด สาหรบั แบบของไมโครโฟนที่ใช้หาไดจ้ ากบริษัทผู้ผลิต ท่กี ล่าวมาเปน็
การเลอื กใช้อปุ กรณ์เคร่ืองเสยี งเพื่อใหไ้ ดผ้ ลตอบเชงิ ความถ่ีที่เหมาะสม (เกี่ยวกบั ทางด้านวงจร)
อา้ งถึง
แตย่ งั มีองค์ประกอบที่สาคัญที่แมจ้ ะใชอ้ ุปกรณ์ท่ีเหมาะสมแล้วก็ตาม คือสภาพธรรมชาติของเสียงในบรเิ วณนน้ั
หรือในหอ้ งไมเ่ หมาะสมทาให้เสียงความถ่ีสงู หรือต่ามรี ะดับความดังท่ผี ิดปกติไป หรือค่อยกว่าปกตไิ ป การแกไ้ ข
โดยมากจะใช้วงบจรเสรมิ แตง่ เสยี งเพม่ิ เติม ซง่ึ ได้แก่ อีควอไลเซอร์ และ ฟิลเตอร์
เสยี งรบกวนจากพัดลม มอเตอร์ คนดู เสยี งจากบรเิ วณขา้ งเคยี ง

เช่น เสยี งรถยนต์ เคร่ืองจักร (ถา้ ม)ี จะทาใหน้ ้าเสยี งฟงั ดูคลุมเครอื มาก เครื่องขยายทีใ่ ชต้ ้องมีระดับความดงั
20-25 dB มากกวา่ เสยี งรบกวน ดงั นน้ั ในบรเิ วณทีเ่ สียงรบกวนมมี ากเคร่อื งขยายและลาโพงท่ใี ช้เป็นแบบที่

ราคาค่อนขา้ งแพงมาก
คณุ ภาพของเสยี งความกอ้ งกาธร

ความก้องกาธรของห้องจะทาใหเ้ สียงทไี่ ด้ฟงั ดูสบั สนไปหมด เพราะวา่ เสยี งเดิมที่ไดย้ นิ ไปแลว้ จะดงั ตามมาอีก
มันจะแทรกเข้ามาพร้อมเสียงใหมท่ เ่ี พ่งิ พดู ไป ทาให้เกดิ ความสับสนเหมือนคนมีคนแย่งกันพูด การจดั วาง
ตาแหน่งของลาโพงที่มีมุมครอบคลุม (coverage angle) แคบจะชว่ ยได้มาก โดยวางใหป้ ากลาโพงหนั เข้าหา
คนดูมากท่ีสดุ และพยายามหลกี เลยี่ งการหนั เข้าหากาแพงหรือเพดาน ซึ่งมกั จะเป็นพนื้ ราบกว้าง ๆ การแกไ้ ข
อีกวิธีท่ไี ด้ผลแต่ราคาและค่าใช้จ่ายค่อนขา้ งสูงคือการบุกาแพงเพดานดว้ ยวัสดุดดู กลนื เสยี ง
การป้อนกลบั ทางเสยี ง (acoustic feedback)

ไมค์หอน? นบั ไดว้ า่ เป็นปัญหาทพ่ี บมากทส่ี ดุ เสยี งหอนทวี่ ่านม้ี ีทง้ั เสียงหวดี หววิ ในช่วงความถี่สูง หรือเสียงห่ึง

ๆ ในชว่ งความถี่ต่า โดยมันจะดังอยู่อย่างนนั้ ตลอดเวลาและจะมรี ะดับความดังขน้ึ เร่ือย ๆ บางครัง้ เพ่มิ จนถึง
อตั ราขยายสูงสุดของเคร่ืองขยาย นอกจากเราจะปิดเสียงเสยี กอ่ นเทา่ น้ัน เสียงหอนน้เี กิดจากการป้อนกลบั ทาง
เสยี งระหวา่ งลาโพงและไมโครโฟน ระดับความดังของเสยี งหอนจะข้นึ กบั อตั ราขยายของลูป (loop ? วงจร
สว่ นนัน้ )
การลดโอกาสท่ีจะเกดิ เสียงหอนน้นั เรามักจะแกไ้ ขในสามจุดดว้ ยกนั คือ
1 การปรบั ทิศทางของลาโพง
2 เลือกไมโครโฟนท่ีใช้
3 เพม่ิ เติมอปุ กรณ์เพ่ือช่วยลดการเกดิ เสยี งหอน

1. การปรบั ทิศทางของลาโพง

หลกั พืน้ ฐานทส่ี ุดท่ตี ้องจาไว้เสมอคือไม่ควรหันลาโพงและไมโครโฟนเข้าหากนั (ปากลาโพงและด้านรับเสียง
ของไมโครโฟน) ถึงแม้จะหันลาโพงและไมโครโฟนไปคนละทางแลว้ กต็ าม เรายังตอ้ งคานึงถึงมุมครอบคลุม
(coverage angel) ของลาโพงด้วย
อ้างถึง
ถา้ จะให้ได้ผลดขี ึน้ แล้วควรจะระบพุ น้ื เวทีและฉากของเวทดี ้วยวสั ดุดดู กลืนเสยี ง เพือ่ ช่วยลดการสะท้อนเพดาน
ของห้องก็สามารถสะท้อนเสียงและเก้าอ้ีและผ้ชู มทาให้เกิดปัญหาด้านเสยี งหอนไดเ้ ชน่ กัน

2. เลือกไมโครโฟนทใี่ ช้

การเลอื กใชไ้ มโครโฟน ท่ีเหมาะสมเปน็ วธิ กี ารแก้ไขปญั หาจากเสียงหอนไดเ้ ปน็ อย่างดี โดยเราจะเลือกใช้
ไมโครโฟนที่มีลกั ษณะทศิ ทางการรับเสยี งท่ีเหมาะสมกบั งาน ลักษณะทศิ ทางการรบั เสยี งนยิ มเรียกวา่
pattern มีหลายแบบดว้ ยกนั แตท่ ่ีนยิ มใช้กนั และมีจาหนา่ ยมากที่สุดมีดว้ ยกัน 3 แบบ คือ แบบรอบทศิ ทาง
(omni directional), แบบ 2 ทศิ ทาง หรือ รปู เลขแปด (bidirectional or figure of eight) และ แบบ
ทิศทางเดียว (unidirectional) 3. เพิ่มเตมิ อปุ กรณ์เพอ่ื ช่วยลดการเกดิ เสียงหอน

อุปกรณ์เครื่องเสียงทีช่ ว่ ยแก้ไขปัญหาดา้ นนี้ ได้แก่อคี วอไลเซอร์และฟิลเตอร์ (narrow bandwidth filter)
อุปกรณ์ทั้งสองนจ้ี ะชว่ ยกนั ปรับแตง่ โดยจะลดความแรงของสญั ญาณซง่ึ มคี วามถีท่ ีท่ าให้เกดิ เสยี งหอน อคี วอ
ไลเซอร์และฟลิ เตอร์ที่ใชอ้ าจจะใช้แบบ 1 ออกเตฟแบนด์ ซ่งึ มคี วามถ่ีกลางท่ีปรบั ได้ 8 ความถ่ีดว้ ยกัน การ
ปรับแต่งอุปกรณเ์ หล่านีจ้ ะตอ้ งทาการปรบั แต่งในบริเวณงานไวก้ ่อนการแสดงโดยจะใชเ้ คร่อื งวัดความถ่ีแบบ
แสดงผลเป็นตวั เลข (digital frequency meter) มาหาความถี่ที่เกิดการหอน
ในขั้นแรกจะค่อย ๆ เพ่มิ อัตราขยายของระบบจนกระทั่งเกิดการหอน จากน้นั จะทาการปรบั อคี วอไลเซอรแ์ ละ
ฟิลเตอร์เพื่อลดขนาดสัญญาณในช่วงความถ่ีท่ีเราอ่านไดจ้ ากเครื่องวดั ความถี่ให้การหอนน้นั หายไป เร่ง
อตั ราขยายจนเกดิ การป้อนกลบั ท่คี วามถ่ีใหมอ่ ีกแลว้ ปรบั แต่งทคี่ วามถีน่ ้ีอีกจนหายไป ทาแบบน้ีไปเรื่อย ๆ
จนถงึ อตั ราขยายของระบบเสียงทีเ่ ราต้องการ ตอนนเ้ี ราก็ได้ค่าอตั ราขยายเฉพาะความถ่ีท่เี หมาะสมทจ่ี ะไม่ทา
ใหเ้ กิดการหอน การปรบั แตง่ ความถ่ขี า้ งเคยี งซ่งึ จะใหผ้ ลทางเสียงท่แี ตกต่างออกไปน้ันข้ึนอย่กู ับความชานาญ
ของแตล่ ะบุคคลทีจ่ ะปรบั แตง่ ไดเ้ ป็นอย่างดีเพยี งใด

เมอ่ื ถึงเวลาแสดงจรงิ เราก็ปรับอตั ราขยายพร้อมท้งั อีควอไลเซอรท์ ่ีดขี นึ้ เราก็อาจจะลองเสี่ยงปรบั แต่งอย่าง
อิสระก่อน เพราะในเวลางานจรงิ จานวนคนดจู ะทาให้โอกาสเกิดการป้อนกลับน้อยลง เน่ืองจากคุณสมบัตกิ าร
ดดู กลนื เสียงมีมากข้ึนนน่ั เอง
อา้ งถึง
คอนโซลสมัยใหม่จะมสี วิตชใ์ ห้เลือกปรับวงจรอีควอไลเซอร์และฟิลเตอร์ทัง้ สองแบบ โดยจะมปี ุ่มต้ังอัตโนมตั ิซง่ึ
เราปรับแต่งไวต้ ่ังแต่ตอนทดลองแลว้ หรอื จะใช้ปรบั ขณะแสดงจรงิ ๆ เลยกไ็ ด้ เม่ือเกิดปัญหาดา้ นเสยี งหอน
ข้ึนมาเฉพาะหน้า เราจะสบั สวิตช์ไปทางอัตโนมัติในทันที นอกจากน้ียังมวี งจรกลับเฟส (phase reversal) ซง่ึ
จะช่วยแก้ไขเสียงหอนในช่วงความถต่ี า่ (หลักการกลบั เฟสธรรมดาเทา่ น้นั )
ปญั หาด้านอปุ กรณ์

เปน็ ปัญหาหนักอกทสี่ ดุ โดยเฉพาะในกรณีท่อี ุปกรณเ์ กิดเสียระหว่างการใช้งานอยู่ เราจาเปน็ ต้องมีการป้องกัน
หรอื มกี ารตรวจสอบและเปลยี่ นอุปกรณ์ซงึ่ ควรจะมกี ารสารองไว้ก่อนเสมอ การซ่อมแซมในเวลางานจะทาให้
ระบบเสยี งตอ้ หยุดชะงักลงชั่วคราว หรอื บางทีถ้าหาทเ่ี สยี ไม่พบหรอื ซ่อมแซมไม่ไดจ้ ะต้องทาให้งานหยดุ ไปเลย
ก็เปน็ ได้ ยงิ่ ระบบเสียงในสมยั ปัจจุบันซึง่ จะมีอุปกรณ์มาต่อเพ่มิ เติมมากมาย การหาจดุ บกพร่องและการ
ซอ่ มแซมจะย่ิงทาได้ยาก ดังนั้นควรมอี ปุ กรณส์ ารองเตรยี มพร้อมไวเ้ สมอ
สายนาสญั ญาณ

ไมว่ ่าจะเปน็ สายต่อลาโพงหรือสายไมโครโฟนมกั จะก่อปัญหาบอ่ ยทสี่ ุด การเดนิ สายลาโพงจะต้องหลีกเล่ยี ง
บรเิ วณท่คี นต้องเดนิ ผา่ นบ่อย ๆ เชน่ ไม่ควรเดนิ สายข้ามหรือพาดไปบนพืน้ ท่ีเป็นทางเข้าออก (ประต)ู การ
เดินสายควรจะเดินไวเ้ หนือศีรษะและมีการยดึ ติดให้เหมาะสมเปน็ ระยะๆ ไม่ควรเดินปล่อยให้ห้อยโยงเป็นทาง

ยาว ๆ เพราะว่าจะทาให้เกดิ การขาดใน โดยปกติแล้วสายสญั ญาณมักจะไม่พาดผ่านพืน้ ซึ่งจะทาให้คนเหยียบ
ยา่ ได้งา่ ย
อา้ งถึง
จดุ ท่เี สียมากท่ีสุดในสายไมโครโฟนจะเกดิ บรเิ วณใกล้ ๆ กับปลัก๊ ต่อน่ันเอง ดังนัน้ ถ้าเราไม่มนั่ ใจว่าสายจะคงทน
ตลอดเวลาหรอื เปล่า เราควรจะตดั สายออกทัง้ 2 ปลาย ข้างละประมาณ 2-3 น้วิ จากปลก๊ั
เครือ่ งขยายเสยี งของระบบเสียง

เป็นตัวการสาคัญที่สุดในการก่อปญั หา เพราะ ถ้ามันเกดิ เสียข้นึ มาระบบเสยี งทั้งระบบจะตอ้ งหยุดชะงักทันที
ดงั นน้ั การหาเคร่ืองสารองมาคอยไว้ก่อนหรือการใชเ้ ครื่องขยายหลายเคร่อื งขบั ลาโพงหลาย ๆ ชุด เป็นกลมุ่ ๆ
ไป โดยเคร่ืองขยายแต่ละเคร่ืองสามารถเร่งกาลังขยายได้เป็นเอกเทศ และมีกาลงั ขยายมากกวา่ ขณะใช้งาน
ปกติ ซ่ึงจะทาใหเ้ ราสามารถสับลาโพงของเครื่องทเ่ี กดิ ปัญหามาใชก้ ับเคร่ืองขยายตัวอนื่ ๆ ได้ทันทว่ งทีได้
ลาโพง

เปน็ อปุ กรณ์ทีไ่ ม่ค่อยก่อปญั หาท่รี า้ ยแรงนัก ถา้ จะเสียก็มกั จะเป็นเฉพาะตัวเท่าน้ัน ไมเ่ สียทเี ดียวพอ้ มกันหมด
(ถา้ เครื่องขยายปกตดิ ี) สาเหตุท่ีทาใหม้ ันเสยี ไดก้ ็มีเพียงการปอ้ นกาลังเกนิ ที่มันจะทนได้เท่านัน้ (overload)
โดยมากแล้วลาโพงจะกาหนดกาลังทที่ นได้เป็นเพาเวอร์สงู สุด (maximum power) แทนที่จะกาหนดมาเปน็

คอนตินิวอัสเพาเวอร์
ไมโครโฟน

กบั ระบบเสียงทั่วไปควรจะมคี วามทนทานพอสมควร ทนตอ่ การตกกระทบกบั พื้นผิวเวที มวี ัสดุกรองฝนุ่ หรือ
นา้ ลายหรอื สงิ่ แปลกปลอมซึง่ อาจจะเข้าไปทาอันตรายตอ่ แผน่ ไดอะแฟรมทาให้เสียงเพี้ยน เกิดสัญญาณรบกวน
หรือทาให้แผน่ ไดอะแฟรมชารุดเสียหายได้ แตส่ าหรบั ไมโครโฟนท่ีใชก้ ับระบบเสยี งที่ใช้ในการบันทกึ เสียง
อาจจะไม่ต้องทนทานเหมือนข้างต้นแตต่ ้องมคี ุณภาพทางเสยี งที่ดมี าก สว่ นมากจะเกิดการชารุดกต็ ่อเมื่อมีการ
หล่นกระแทกพนื้ อยา่ งแรงและการใช้อย่างผิดวธิ ี
อา้ งถึง
การทดสอบไมโครโฟนไม่ควรใชก้ ารเคาะหรอื เป่าลมเข้าไปแตค่ วรจะใช้เสียงพดู เปน็ การทดสอบ แต่ถ้าต้องการ
จะทดสอบไมโครโฟนในขณะทีม่ ีการแสดงหรอื ระบบเสียงกาลงั ใช้งานอยู่อาจจะใชก้ ารเคาะเบา ๆ ที่ชว่ งปลาย
ของไมโครโฟน (ไม่ใชส่ ว่ นท่ีรับเสยี ง) จะไดย้ ินเสยี งกรอกแกรกดังออกทล่ี าโพง
การตดิ ตง้ั ระบบเสียง PA ไม่ยากอย่างทคี่ ดิ

ระบบเสียงสาธารณะไมว่ า่ จะกลางแจ้งหรือในรม่ ที่มีขอบเขตพน้ื ท่ีใชง้ านเป็นบริเวณกว้างหรือที่เรยี กกนั อยู่บ่อย
ๆ วา่ ระบบเสยี ง PA (Public Address system) ระบบเสยี งแบบนีพ้ บเห็นโดยทว่ั ไปในงานต่าง ๆ ทีต่ อ้ งการ
ใชก้ ารกระจายเสยี งสูผ่ ฟู้ งั จานวนมาก เช่น งานกลางแจ้ง, งานแสดงคอนเสิร์ต, งานวัด, หนงั กลางแปลง, การ

กระจายเสยี งในห้างสรรพสนิ ค้า ตลอดจนถึงในหอ้ งประชมุ เป็นตน้ กล็ ้วนแต่เปน็ ระบบเสยี ง PA ด้วยกันท้ังส้นิ

แต่จะมีวิธกี ารอยา่ งไร ในการจดั ระบบเสยี ง PA น้ใี ห้ได้ออกมาดที ี่สุด เพราะระบบเสียง PA เปน็ ระบบเสยี งที่มี
ขนาดพื้นทีใ่ ช้งานมาก ถ้านาไปเปรยี บเทยี บกับระบบเสียงภายในบ้านแลว้ จะเหน็ ความแตกต่างชัดเจน ซง่ึ
ระบบเสียงภายในบา้ นนนั้ ไมต่ ้องคานึงอะไรมากนัก เพียงแต่มีเคร่ืองขยายเสียง เคร่ืองกาเนิดสญั ญาณ และ
ลาโพงเพียง 1 คู่ กส็ ามารถนาไปใชใ้ หค้ วามบันเทิงแก่ผฟู้ งั ภายในหอ้ งฟงั เพลงทีม่ ีขนาดย่อมได้เพียงพอแล้ว
อ้างถึง
ระบบเสยี ง PA นนั้ พ้ืนท่ีการรบั ฟังเสียงมีอาณาบรเิ วณกว้างใหญ่กวา่ มาก ซงึ่ จะต้องคานึงว่าจดุ รับฟงั ทุกจุดใน
พืน้ ทนี่ ้นั ตอ้ งมีผลการรบั ฟังที่ดีเทา่ กันทุกจดุ บนพื้นท่ขี องการกระจายเสยี ง การท่ีจะทาให้ไดผ้ ลดีดงั ที่กล่าวน้ัน
จะตอ้ งมีความเขา้ ใจในส่วนประกอบตา่ ง ๆ ของระบบเสียง PA ที่จะนามาใชง้ านให้ถ่องแท้เสียก่อน
ระบบเสยี ง PA เบอื้ งต้น

ในระบบเสยี ง PA สว่ นหลกั ทสี่ าคัญที่สุดก็คอื เคร่ืองขยายเสียง ขนาดของกาลังวตั ต์นัน้ จะมตี ั้งแตส่ ิบวตั ตไ์ ป
จนถึงขนาดหลายร้อยวตั ต์ (ในบางคร้งั นัน้ อาจจะต้องใช้สูงเป็นพันวตั ต)์ และอปุ กรณ์ทสี่ าคัญสาหรับระบบเสยี ง
PA นีก้ ็คอื "มิกเซอร์" ซึง่ จะใชง้ านร่วมกับเครือ่ งขยายเสยี ง โดยจะเป็นตวั ปรบั ระดับสัญญาณอนิ พตุ และมโี ว
ลล่มุ หลกั สาหรบั ปรับควบคมุ เสยี งทัง้ หมดอกี ขน้ั หนึ่ง

ชนดิ ของสัญญาณอนิ พตุ ที่ปอ้ นให้กบั เครื่องขยายเสยี ง มีอยู่ 2 แบบ คือ

1.สญั ญาณแบบไลน์อนิ พตุ (line level input) อยู่ในชว่ ง -20 dBm จนถึง +30 dBm ซงึ่ เครอ่ื งกาเนิด
สญั ญาณจดั อยู่ในไลน์อินพตุ นี้ ได้แก่ พวกเทปเด็ค จูนเนอร์ CD เปน็ ตน้
2.สัญญาณแบบบาลานซ์ไลน์ (balanced line) อยใู่ นช่วง -80 dBm จนถึง -20 dBm ตัวอยา่ งของตวั กาเนดิ
สัญญาณแบบน้ีทีเ่ ห็นกนั ชัดท่ีสดุ กค็ ือ ไมโครโฟนน่ันเอง

ลาโพงทใ่ี ชใ้ นระบบเสียง PA

ส่วนสาคัญอกี อยา่ งในการแพรก่ ระจายเสียงสูผ่ ู้ฟังของระบบเสียง PA น้ันกค็ ือ "ลาโพง" มีการต่ออยู่หลายวิธี
เชน่ อาจใชล้ าโพงตวั เดียวหรอื สองตวั วางไว้บรเิ วณดา้ นหน้าของเวทีใกลก้ ับไมโครโฟนของผู้พดู หรือ
แหล่งกาเนดิ เสียงอน่ื ๆ โดยหนั หนา้ ออกการจดั วางแบบนเี้ รียกว่า แบบซิงเกลิ ซอรซ์ (single source) แต่
ขอ้ เสียของการจัดลาโพงแบบนี้ก็คือ การรบั ฟังเสยี งในบริเวณใกล้ลาโพงจีเสียงดังมาก แต่ในบริเวณที่ไกล
ออกไปความชดั เจนในการรับฟังเสยี งจะน้อยลง
การวางลาโพงในลกั ษณะกระจายออกเป็นแถวท่ัวพืน้ ที่ (แบบ array) อกี แบบทน่ี ิยมใชก้ ันซึง่ จะใช้ลาโพงเล็ก
หลายตวั วางกระจายในตาแหน่งทต่ี ้องการ ซึง่ สามารถจัดวางลาโพงใหท้ ั่วพืน้ ทไ่ี ด้ ทาใหก้ ารรบั ฟังเสยี งสามารถ
รับฟงั ได้เท่าเทียมกันทุกพ้ืนที่ โดยไม่ตอ้ งเรง่ โวลมุ่ มาก แต่ข้อเสยี กค็ ือ การติดตง้ั ท่ยี ุ่งยากกว่าแบบซิงเกลิ ซอร์ซ
อา้ งถึง
สาหรับปัญหาของเสยี งหวดี หอนท่เี กิดจากการป้อนกลับ ท้ังท่เี กดิ ขน้ึ ในการวางลาโพงแบบซงิ เกิลซอร์ซ และ
แบบกระจายทั่วพื้นท่นี น้ั สามารถแก้ไขโดยการใช้การปรับแต่งของเครื่องมือประเภทอีควอไลเซอรเ์ ข้ามาช่วย
ซึ่งสามาถลดทอนสญั ญาณความถที่ ี่ก่อให้กดิ ปัญหาการหวดี หอนลงได้ การใชส้ ายไมโครโฟน แบบบาลานซ์ไลน์
(balance line) กส็ ามารถช่วยลดปัญหาสัญญาณรบกวนและเสียงฮมั ได้เช่นกนั

ไมโครโฟนที่ใชร้ ะบบเสยี ง PA

ไมโครโฟนเป็นอปุ กรณ์หลกั อีกอย่างท่ีจะต้องนามาใชใ้ นระบบเสียงแบบ PA ซ่ึงมใี ช้กันอยูห่ ลายแบบ แต่ไมว่ า่
จะเปน็ แบบไหน ท่สี าคญั ต้องมีอิมพีแดนซ์ตา่ มที ิศทางในการรบั เสียงได้ดี และสายทีใ่ ช้ควรเป็นสายแบบบา
ลานซ์ไลน์

เรือ่ งของอมิ พแี ดนซ์

การนาไมโครโฟนมาใช้ ส่งิ ทจ่ี ะตอ้ งคานงึ ถึงก็คอื "อิมพแี ดนซ"์ ของไมโครโฟนกับอนิ พุตของเคร่ืองขยายเสยี ง
โดยสามัญสานึกแลว้ ควรใหม้ ีอมิ พแี ดนซเ์ ทา่ กัน แต่ในการใช้งานจรงิ นัน้ จะไม่จาเปน็ ต้องตามหลกั การนี้ เพราะ
ถ้าอมิ พแี ดนซ์มีค่าเท่ากันแลว้ ความไวของไมโครโฟนจะลดลงประมาณ 6 dB โดยสญู เสียไปในรูปของอตั รา
สญั ญาณตอ่ สัญญาณกวน ดังน้ันถา้ จะให้ได้ผลดีที่สุด อิมพีแดนซข์ องเคร่ืองขยายเสียงควรจะมากกว่า
อมิ พีแดนซ์ของไมโครโฟน ประมาณ 10 เท่าหรือมากกว่า
อ้างถึง
คณุ ลกั ษณะที่สาคัญอกี อย่างของไมโครโฟนทใี่ ช้ระบบเสยี ง PA น้กี ็คอื ความไวการรบั เสียงดีในทศิ ทางทตี่ ้องการ
เทา่ นัน้ การเลือกใช้ไมโครโฟนทม่ี ที ศิ ทางการรบั เสยี งทเ่ี หมาะสม จะชว่ ยลดปัญหาเสียงรบกวนจากส่งิ แวดลอ้ ม
หรอื เสยี งหอนลงได้
สายชลี ดท์ ี่ใชก้ ับไมโครโฟนนน้ั มผี ลตอ่ คณุ ภาพเสยี งเหมือนกัน

เพราะถ้าสายมีขนาดยาวมากจะทาใหเ้ กดิ สัญญาณรบกวนขึ้น ไมโครโฟนท่มี ีอิมพีแดนซ์ต่ากส็ ามารถช่วยได้แต่
ไมม่ ากนัก ซง่ึ ปกตแิ ลว้ สายชลี ดธ์ รรมดาหรอื สายอันบาลานซ์ (unbalance line) จะใช้งานได้ดีในชว่ งความ
ยาวไมเ่ กนิ 25 ฟตุ (7.5 เมตร) ถา้ ความยาวมากกวา่ น้ีอาจมีปญั หาสญั ญาณรบกวนและเสียงฮมั ข้นึ ได้
อ้างถึง
เพอ่ื หลกี เลีย่ งปญั หาการสญู เสยี สญั ญาณในยา่ นความถส่ี งู ควรใชส้ ายแบบบาลานซ์ไลน์ ซง่ึ สามารถใช้งานในช่วง
ความยาวได้หลายสิบเมตรทีเดียว โดยไม่มีสญั ญาณรบกวนเกดิ ขน้ึ เนอ่ื งจากสายแบบบาลานซ์ไลนม์ รี ะดับเสยี ง
สัญญาณทีต่ า่ งกันภายในสายตัวนาทัง้ สองของมัน ดังนน้ั เสียงรบกวนหรือเสยี งฮมั ทเ่ี กิดข้ึนจะถกู เหนย่ี วนาไป
หักล้างกับอีกสายหน่ึง
ลักษณะการต่อสายบาลานซ์ไลน์เข้ากับไมโครโฟนแบบคาร์ดิออด์

ภายในของสายจะประกอบไปดว้ ยสาย 3 เสน้ คอื สายสญั ญาณ 2 เสน้ และ กราวด์ 1 เส้น การต่อจงึ ต้องต่อ
เข้ากับคอนเน็กเตอรแ์ บบ XLR กรณีท่ีเป็นไมโครโฟนทีม่ ี 2 สาย เช่น ไดนามิกไมโครโฟน การตอ่ ไมจ่ าเปน็ ต้อง
คานึงถึงขั้วของสาย สามารถต่อสลับกนั ได้ (ขา 2, 3)

ส่วนการตอ่ สายบนบาลานซ์ไลนก์ บั คาปาซเิ ตอร์

ไมโครโฟนจะมลี ักษณะคลา้ ยกนั คือ ตอ่ กับคอนเนก็ เตอรแ์ บบ XLR (ต่อแบบ 3 สาย) จะพิเศษกวา่ ก็ตรงทว่ี า่ คา
ปาซิเตอร์ไมโครโฟนน้นั จะตอ่ ใชง้ านร่วมกบั แหล่งจ่ายไฟดว้ ย สายสญั ญาณทง้ั สองเส้นจะตอ่ เข้ากบั แหล่งจ่ายไฟ
โดยผา่ นตัวตา้ นทานท้ังสองตัว ซงึ่ การต่อใช้งานแบบนส้ี ามารถตอ่ กบั ไดนามกิ ไมโครโฟนที่มแี ค่ 2 สายได้อีกด้วย
เพราะไดนามิกไมโครโฟนไม่ต้องใชไ้ ฟเล้ยี งเหมือน คาปาซิเตอรไ์ มโครโฟน ดงั น้นั เม่ือต่อไดนามกิ ไมโครโฟนเข้า
ไป (ขา 2, 3) ก็จะไมม่ ีกระแสมาไหลผา่ นคอยลข์ องมนั

การต่อลาโพงในระบบเสียง PA
ท่ีพบเห็นกนั มีอยู่ 2 ระบบ คือ ระบบเสียงแบบเนน้ เฉพาะที่ (sound-rein fore cement system)

และระบบเสยี งแบบกระจายตามจดุ (sound distribution systems)

โดยในระบบเสยี งแบบเนน้ เฉพาะที่ สัญญาณจากแหลง่ กาเนดิ จะผา่ นการขยายจากเคร่อื งขยายเสยี งเพื่อให้มี
กาลงั มากพอท่ีจะขบั เสียงออกลาโพงส่ผู ู้ฟงั ในหอ้ งขนาดใหญ่ ๆ เพียงหอ้ งเดยี ว แต่ในระบบเสยี งแบบกระจาย
ตามจดุ นั้นจะต้องส่องเสยี งผ่านลาโพงเปน็ จานวนมากส่หู ้องฟงั จานวนหลาย ๆ ห้องพรอ้ มกนั
ความแตกตา่ งทเ่ี หน็ ได้ชดั ของ 2 ระบบนีก้ ็คือ ระยะของการเดนิ สายจากเครื่องขยายเสียงส่ลู าโพง ในระบบ
เสยี งแบบเนน้ เฉพาะท่ลี าโพงจะถูกวางอย่ใู กล้ ๆ กับเคร่ืองขยายเสียง ระยะการเดินสายก็ไมย่ าวมาก ซง่ึ
แตกต่างกับระบบเสียงแบบกระจายตามจุดทตี่ ้องเดินสายเปน็ ระยะทางไกล ๆ เพ่ือที่จะกระจายเสียงให้
ครอบคลุมออกไปสลู่ าโพงทุกตวั ในแต่ละพื้นที่
แต่การเดนิ สายเปน็ ระยะไกล ๆ จะมปี ญั หาในเรอ่ื งของกาลังสญู เสียในสาย อันเน่อื งมาจากความตา้ นทางของ
สายที่เพ่ิมข้ึนตามความยาว การแก้ไขนน้ั สามารถทาได้โดยการเพ่ิมแรงดันตอนส่งออกให้สงู แลว้ ลดแรงดนั ท่ี
ปลายทางใหเ้ หมาะกับการใช้งานเพอ่ื ทจี่ ะลดกระแสในสายให้นอ้ ยลง การสูญเสยี ในสายก็ลดลงไปด้วย วธิ ีนี้

เรยี กว่า "ระบบแรงดันคงท่ี" (constant voltage line) ปกติจะมีให้เลือกใชห้ ลายระดับ แล้วแต่การใชง้ าน
ถ้าสายลาโพงต้องเดนิ เป็นระยะไกลมากก็ต้องใช้เอาตพ์ ตุ ทร่ี ะดบั แรงดันสูง เช่น 70 โวลต,์ 100 โวลตห์ รือสงู
กว่า แตถ่ ้าระยะทางไมไ่ กลมากนักก็ใช้ทรี่ ะดบั 25 โวลต์ เปน็ ต้น
อ้างถึง
ระบบแรงดันคงท่นี สี้ ามารถต่อไดโ้ ดยการใช้ "แมตชิง่ ทรานฟอร์เมอร์" เข้ามาชว่ ย โดยการตอ่ ที่ปลายสาย
ก่อนทจ่ี ะเข้าสู่ลาโพง ซ่ึงในการท่จี ะนาเอาไปต่อใชง้ านตามจุดตา่ ง ๆ นน้ั สามารถท่จี ะหาขนาดของแมตช่งิ ท
รานสฟอรเ์ มอรไ์ ดต้ ามกาลังของการใชง้ านแตล่ ะจุด
การต่อลาโพงเขา้ กับแมตชิง่ ทรานสฟอร์เมอร์

การตอ่ ใช้งานของแมตชิง่ ทรานสฟอร์เมอรจ์ ะต้องคานงึ ถึงขีดจากัดของกาลงั วตั ต์ทตี่ ัวมันจะทนได้ เพราะเวลา
ใช้งานนัน้ ถา้ เราต่อลาโพงพร้อมกันหลาย ๆ ตัว ดังน้ัน การต่อลาโพงนั้นจะต้องคานวณดูวา่ ตอ่ รวมเข้าไปหลาย
ๆ ตัวแล้วผลรวมของกาลงั วตั ต์ที่ได้น้ันจะตอ้ งไม่ไปทาให้เครือ่ งขยายเสียงกับแมตชง่ิ ทานสฟอร์เมอร์ทางาน
หนกั เกนิ ไป

การจัดวางลาโพง

การวางตาแหน่งของลาโพงเพ่ือทจ่ี ะกระจายเสยี งไปในทุกพื้นทเ่ี ป็นบรเิ วณกวา้ ง ๆ น้นั เชน่ ตาม
ห้างสรรพสินคา้ ซึง่ สว่ นใหญ่การติดต้งั ลาโพงจะตดิ ต้งั อยทู่ เ่ี พดานหอ้ ง โดยจานวนของลาโพงจะเพมิ่ ตามขนาด
ของพื้นที่ ดงั นน้ั ปญั หาทีจ่ ะเกิดขึน้ จากการวางตาแหนง่ ของลาโพงไมเ่ หมาะสม จะทาให้การรับฟังผิดธรรมชาติ
ไป เชน่ ตาแหนง่ ของผ้รู ับฟงั ทอ่ี ย่รู ะหวา่ งลาโพง 2 ตัวนั้น ถา้ ระยะห่างของผู้ฟงั กับลาโพงทง้ั สองเทา่ กนั การรบั
ฟังก็คงปกติอยู่แตเ่ มื่อใดท่ผี ู้ฟังขยับเขา้ ใกลล้ าโพงอกี ตวั ทาให้การรับฟังจากลาโพงทั้งสองเร่ิมไม่เท่ากัน (out
of phase) คอื มีจดุ บอดของการรบั ฟังเสียงเกดิ ขึ้น
ปญั หาท่เี กดิ ข้ึนนส้ี ามารถแก้ไขได้ โดยใช้ลาโพงเพยี งตัวเดยี วสาหรบั พื้นทนี่ ้นั และติดตงั้ ไว้ในที่สงู ๆ เพ่ือการ
กระจายของเสยี งทีด่ ี หรือไมก่ ็ใหร้ ะยะหา่ งของตาแหน่งลาโพงแตล่ ะตัวอย่ใู กล้กนั มาอีก ดังนัน้ จะต้องเพ่ิม
จานวนของลาโพงมากขึน้ เพื่อให้เหมาะสมกับพ้นื ท่ีของห้องนน่ั เอง
อ้างถึง
ปญั หาอีกอยา่ งท่ีเกดิ ขึ้นกับการรบั ฟังเสยี งในห้องกวา้ ง ๆ จะตอ้ งเดินสายลาโพงเปน็ ระยะทางไกลคือ "การ
หนว่ งเวลาของเสยี ง" เนอ่ื งจากความเรว็ ของเสยี งที่มคี วามเร็ว 1,130 ฟุตตอ่ วนิ าที ดังน้ันถ้าผู้ฟังอย่ใู กล้กบั
ลาโพงตวั ใดตวั หนง่ึ มากเกินไปก็จะเกิดปัญหาดงั ที่กล่าวมาข้างตน้ การแก้ปัญหาส่วนนกี้ โ็ ดยการตอ่ อปุ กรณ์
หนว่ งสญั ญาณ (signal delay devices) เขา้ ไประหวา่ งสายลาโพงกบั ลาโพง ปญั หานี้กจ็ ะหมดไป

การตอ่ ลาโพงระยะไกลและการแมตช่งิ

การตอ่ ลาโพงเข้ากบั เครื่องขยายเสียงโดยใชล้ าโพงตัวเดยี วนน้ั เปน็ ของง่ายหากใช้ลาโพงหลายๆ ตัวกเ็ ปน็ เรอื่ ง
ย่งุ ยากสกั หน่อย ดังเช่นใช้ในโรงเรยี น โรงงาน โรงภาพยนตร์ และท่สี าธารณะ เปน็ ต้น ซึ่งต้องคานึงถงึ เร่ืองการ
แมตชงิ่ กาลังวัตต์และระยะห่างอีกด้วย บางกรณีต้องใชแ้ มตชิง่ ทรานสฟอรเ์ มอร์ชว่ ยดว้ ย เรื่องทจี่ ะกล่าว
ตอ่ ไปน้เี ปน็ วธิ ีการต่อลาโพงชนิดต่าง ๆ โดยจะพูดเฉพาะเครื่องขยายเสยี งเพยี งซีกเดยี วหากเปน็ แบบสเตอรโิ อก็
ต้องเพมิ่ สายอีกหนง่ึ ชุดและต้องคานึงถึงการเปลย่ี นเฟสดว้ ย
การใช้ลาโพงกับเครื่องขยายแบบอมิ พแี ดนซ์ต่า

เครือ่ งขยายเสยี งแบบโซลดิ สเตทสว่ นมากเปน็ แบบเอาต์พตุ อมิ พีแดนซต์ ่าถ้าเป็นวงจรขยายแบบ OTL นนั้ จะมี
สายเอาต์พุตเพยี งสองเสน้ อิมพีแดนซ์ของเครอื่ งขยายข้ึนอยู่กับตวั ลาโพงท่ีนามาตอ่ ถ้าใช้ลาโพง 4 โอห์ม จะได้

กาลังเอาตพ์ ุตสงู ที่สุด หากใช้ลาโพง 16 โอห์ม กจ็ ะได้กาลังเอาท์พตุ ทีตา่ ทสี่ ุด การใช้ลาโพงแบบ 4 โอหม์ หรอื
16 โอหม์ นั้นเปน็ ผลเสียมาก เพราะอิมพแี ดนซต์ า่ ย่อมทาใหท้ านซิสเตอรท์ างานหนกั หรอื วงจรคมุ้ ครองความ
ปลอดภัยจะตดั ไฟเสยี สว่ นอมิ พแี ดนซ์สงู น้ันก็ทาใหเ้ คร่ืองมกี าลังน้อยเกนิ ไป ทางทด่ี ีท่ีสุดควรอ่านคู่มอื ของ
เคร่ืองวา่ จะใช้อิมพีแดนซเ์ ท่าใดจงึ เหมาะสม

เครอ่ื งขยายเสยี งท่ีใชห้ ลอดนั้นมอี มิ พีแดนซ์ต่างๆ ขึ้นอยู่กับตัวเอาตพ์ ตุ ทรานสฟอร์เมอร์ เชน่ 1โอหม์ 2โอห์ม 3
โอห์ม 4โอห์ม 8โอหม์ 16โอห์ม 32โอหม์ 100โอห์ม 250โอห์ม เปน็ ตน้ ดงั น้นั ค่าอิมพีแดนซ์ของเอาต์พตุ ทรานส
ฟอรเ์ มอร์ของแต่ละโรงงานจงึ ตา่ งกันไป การต่อลาโพงขึงต้องตอ่ ตามจุดซงึ่ ระบคุ า่ ตรงกนั เพราะโหลดท่ีแทจ้ รงิ
ของเคร่ืองขยายเสยี งก็อยู่ทล่ี าโพงนแ่ี หละ เอาต์พุตทรานสฟอร์เมอร์น้ันมิใชโ่ หลด เพียงเป็นตวั ถา่ ยทอด
สญั ญาณและเปล่ยี นแปลงอิมพแี ดนซเ์ ทา่ นัน้ ถ้าหากต่อลาโพงผิดจุดจะทาให้อิมพีแดนซ์ผิดไป ซงึ่ ย่อมสะท้อน
ผลกลบั ไปยังหลอดเอาต์พุต ทาให้กระทบกระเทือนการทางานของหลอด บางครง้ั ถึงกบั ทาใหเ้ อาต์พตุ ทรานส
ฟอร์เมอรเ์ สยี ไปเลย

อา้ งถึง

ไม่ว่าเคร่ืองขยายเสยี งทเ่ี ป็นแบบทรานซสิ เตอรห์ รือหลอดก็ตาม การต่อลาโพงเขา้ กับเคร่ืองนั้น ประการแรก
ตอ้ งตรวจดอู ิมพีแดนซ์ของลาโพงเสยี ก่อนว่าเขา้ กบั ตัวเครอื่ งหรอื เปล่า สามารถทนกาลงั ได้เทา่ กบั เครอ่ื งหรือไม่
เพอื่ ป้องกนั มิให้คอยลข์ องลาโพงไหมข้ าดได้ ถ้าหากมีการต่อลาโพงแบบหลาย ๆ ตัวละก็ จะตอ้ งพจิ ารณาวา่
ลาโพงท่นี ามาต่อใชท้ ้ังหมดควรมกี าลังวตั ต์ไม่นอ้ ยกว่าเคร่ืองและต้องแมตชก์ บั ตวั เครื่องด้วย

ระบบเสียงตา่ งๆ
DOLBY DIGITAL (AC-3)

ระบบเสยี งนเี้ ป็นระบบเสียง Digital สาหรบั โรงหนงั โดยระบบเสยี งน้ี จะประกอบดว้ ยสญั ญาณเสียง
Digital ท้งั หมด 6 ช่องทางแยกขาดจากกัน มี 5 ชอ่ งทางสาหรับลาโพง 5 ตัว และชอ่ งที่ 6
สาหรบั สญั ญาณเสยี งต่าเพ่ือใชก้ บั SubWooferเราเรยี กช่องทางเสยี งนีว้ า่ 5.1 Channel หรอื AC-3 (Audio
Coding 3rd Generation) ข้อดีของระบบเสยี งแบบ Digital คอื จะใชเ้ นื้อที่ในการบนั ทึก น้อยกว่าระบบอ่ืน ๆ
ทาให้สามารถเพ่มิ ช่องเสียงได้มากขึน้

Mono(1.0 channel)
คือเสียงส่งสัญญานออกมาท่ีลาโพง เท่าๆกันโดยทไี่ ม่มี "มิตขิ องเสียง" และ "มติ ขิ องเสียง" ในอกี ความหมาย

หนึง่ คอื เราไมส่ ามารถบอกได้ว่า เสียงมาจากตาแหน่งไหนของลาโพง

Stereo(2.0 channel)

นัน้ จะมีความแตกตา่ งจาก Mono มากพอสมควร ลาโพง2ตัว.. ตัวหนึง่ อยทู่ างซา้ ยตัวหน่ึงอยู่ทางขวาของ
ผู้ฟงั โดยเสียงแบบ Stereo นเี้ ราจะสามารถบอก "สถานท"ี่ ของตาแหนง่ ของเสียงได.้ .ตา่ งจาก Mono เช่นเพลง
ทเ่ี ราได้ยินกัน เสียงของกลองอาจจะอย่ตู รงกลาง.. เสียงกตี า้ อยู่ด้านขวาของลาโพง เสยี งเปยี โนอย่ทู างดา้ นซ้าย
ของลาโพง และเสียงนักร้องจะอยตู่ รงกลาง.. ทาให้เสียงที่ได้นั้นดีกว่า Mono มาก
DTS [DIGITAL THEATER SYSTEMS]

เป็นระบบเสยี งสาหรบั โรงหนัง ในปี 1995 ประกอบด้วสัญญาณเสียงแบบ Digital 5.1ช่องทาง (เหมอื น
Dolby Digital) แต่ส่งิ ท่แี ตกต่างกันก็คือ การบีบอัดข้อมูลของสญั ญาณ Digital โดย Dolby Digitalจะบบี อดั
สัญญาณเสียงทีส่ ดั สว่ นคงที่ คือ 12:1 แต่ DTS จะใชก้ ารบีบอดั แบบไม่คงตัว ในสดั สว่ นตง้ั แต่ 1:1 ถงึ 40:1 ทา
ให้คงรายละเอยี ดของเสียง ในสว่ นทีม่ เี สยี งมาก ๆ ได้ดีกวา่ และไปลดขนาด ใน ชว่ งท่ีไม่ค่อยมีเสียงประกอบ
อะไร ทาใหเ้ สียงท่อี อกมา มีความสะอาดกวา่ ในระบบ Dolby Digital

ระบบเสียงเป็นสิง่ ทส่ี าคัญไม่แพก้ ับระบบภาพ จะใชง้ านคอมพ์ในแบบใดกต็ าม ล้วนแต่จาเป็นตอ้ งอาศยั
เรอ่ื งของระบบเสยี งเข้ามาเก่ียวขอ้ ง ไม่ว่าจะเป็นการ เลน่ เกม ดหู นัง ฟงั เพลง ทาพรเี ซนเทชนั ตัดต่อ ล้วนแต่มี
ส่วนของเสยี งดว้ ยกนั ทั้งสน้ิ โดยเฉพาะคนที่ชอบดหู นงั เปน็ ชีวิตจติ ใจ ไมน่ ่าจะพลาดกับเรอ่ื งราวของระบบเสยี ง
ท่ีคุณต้องเจอกนั อยูท่ ุกว่วี นั ทกุ ครงั้ ทด่ี หู นังเลยทเี ดียว ดงั นน้ั มาดกู นั ว่าระบบเสยี งตา่ งๆ เหล่านีบ้ อกถึงอะไรกัน
บา้ ง

Dolby Digital (AC-3) : เป็นอีกหนึง่ ในระบบเสยี งคุณภาพเสยี งของ Dolby ท่สี ร้างความโดง่ ดงั จนหลาย
คนรู้จกั ระบบน้ีเป็นอย่างดี เทคโนโลยีของ ระบบนคี้ ือ กระบวนการสรา้ งระบบเสยี งแบบ Surround ทใ่ี ห้
คณุ ภาพเสียงในรปู แบบของสัญญาณดิจิตอลที่มีคุณภาพ และรองรบั ชอ่ งสัญญาณเสยี งทม่ี ากถงึ 5.1
ชอ่ งสญั ญาณเสียง โดยมาจากชอ่ งสัญญาณเสยี งทาง Left Center, Right Center, Surround Left, Right และ
Sub-woofer ความถตี่ ่า

Dolby Digital Surround EX : เปน็ เทคโนโลยที ่เี หน็ ได้บ่อย โดยระบบเสยี งนี้ได้รบั การพฒั นามากจาก
Dolby Digital 5.1 โดยเพิ่มชอ่ งสญั ญาณเสียงแบบ Surround เขา้ มาอีกหนึง่ ตัว เป็นการเพ่ิมมิติของเสียงให้
ดกี วา่ เดิม คล้ายกับการชมภาพยนตร์ในโรงหนัง ท่ีได้ยินเสยี งเล็กๆ เป็นรายละเอียดรอบข้างเพมิ่ ข้นึ มา เพื่อ
ความสมจริงยิง่ ขน้ึ ช่องสัญญาณเสยี งทั้งหมด กจ็ ะมาจาก Left, Center, Right, Surround Right, Surround
back และ Sub-woofer โดยสามารถพบและไดย้ นิ ระบบ เสียงแบบนีใ้ นระบบ Home Entertainment จาก
เคร่ืองพซี ที ่ีได้นาเอาระบบเสยี งจาก DVD มาใช้

Dolby Pro Logic : เป็นอีกระบบเสียงหนึ่งท่ีได้รบั ความนยิ มในอดีต มีข้อจากัดของเสียงอยูบ่ า้ ง โดยระบบ
เสยี งนีเ้ ป็นระบบเสยี งที่มีการส่งสัญญาณเสยี งแบบหลายช่องทาง เสมอื นระบบเสียงที่ไดจ้ ากระบบโฮมเธียเตอร์

ซึง่ จะทาการถอด รหสั เสียงจากลาโพงทาง Left, Right, Center, Surround โดยระบบเสียงดังกล่าวน้ี สามารถ
ทจ่ี ะรับฟังไดจ้ ากระบบโฮมออดโิ อทัว่ ไป ทเ่ี น้นช่องเสียงดา้ น ซ้ายและขวาเป็นหลัก

Dolby Pro Logic II : เป็นระบบเสยี งท่ีพฒั นามาจาก Dolby Pro Logic ใช้เทคโนโลยกี ารถอดรหสั เสียง
แบบเมทริก โดยรับสัญญาณเสยี งมาจาก 2 ช่องสญั ญาณเสียงหลัก แลว้ กระจายเสียงท่ไี ด้นั้นออกเปน็ 5
ชอ่ งสัญญาณ ซ่งึ ได้แก่ Left, Center, Right, Surround Left, Surround Right ซง่ึ ทาให้เสียงมมี ติ ิและกระจาย
ของเสียงทดี่ ยี ่ิงข้ึน ครอบคลุมบริเวณ รอบๆ ของผ้ฟู ัง ระบบเสยี งน้ีใหเ้ สียงที่มีคณุ ภาพดีทีเดยี ว

แบบฝึกหดั ท้ายหนว่ ย

จงเลอื กคาตอบข้อทีถ่ กู ท่ีสุด
1. ระบบเสียงดอลบี เซอรร์ าวด์ เกิดขน้ึ ปี ค.ศ. ใด

ก. 1960 ข. 1982

ค. 1990 ง. 1994

2. ระบบเสียงดอลบี เซอรร์ าวด์ โพร-ลอจกิ มีสญั ญาณกี่ช่อง

ก. 4 ชอ่ ง ข. 5 ชอ่ ง

ค. 6 ช่อง ง. 7 ชอ่ ง

3.ระบบเสียงเซอร์ราวด์ของระบบดอลบี เซอร์ราวด์ โพร-ลอจิก ใช้ความถ่ีในยา่ นใด

ก. ระบบเสยี งโมโน 50 Hz ข. ระบบเสียงสเตอริโอ 2 kHz

ค. ระบบเสียงสเตอรโิ อ 50 Hz ง. ระบบเสียงโมโน 2kHz

4.ข้อใดไมใ่ ช่ระบบเสียง AC-3

ก. ลาโพงเซอรร์ าวดด์ ้านหลัง ข. ลาโพงเซนเตอร์

ค. ลาโพงซับวเู ฟอร์ ง. ลาโพงหน้าด้านขวา

5.ขอ้ ใดเปน็ ระบบเสียงทเ่ี ลือกเรียนแบบมาจาก ดอลบี ดิจิตอล เซอรร์ าวด์ EX

ก. ระบบเสียง Dolby Surround ข. ระบบเสียง AC-3

ค. ระบบเสียง DTS-ES ง. ระบบเสียง SDDS

6.ระบบเสียงชนดิ ใดที่เน้นไปทล่ี าโพงดา้ นหน้า

ก. ระบบเสียง AC-3 ข. ระบบเสยี ง DTS

ค. ระบบเสียง SDDS ง. ระบบเสียง EX

7.ระบบเสียง 5.1 แชนแนล ได้แก่ระบบเสียงในข้อใด

ก. SDDS, Dolby Surround, Dts ข. DTS, AC-3, SDDS, Surround Ex

ค. AC-3, Surround EX, DTS ง. Surround EX, Pro-logic, DTS, AC-3

8. ระบบเสียงชนดิ ใดท่ีเนน้ ไปทล่ี าโพงเซอรร์ าวด์ ด้านหลังมากกวา่ 2 ชดุ

ก. DTS-ES ข. AC-3

ค. Surround EX ง. SDDS

9. ระบบเสียงDTS มีกร่ี ะบบ

ก. แบบเดยี ว ข. 2 แบบ

ค. 3 แบบ ง. 4 แบบ

10.ขอ้ ใดคือการวางระบบเสียง ดอลบี เซอร์ราวด์

ก. ลาโพงซบั วูเฟอร์ ลาโพงเซอรร์ าวด์ ข. ลาโพงซบั วูเฟอร์ ลาโพงด้านหนา้

ค. ลาโพงเซนเตอร์ ลาโพงเซอรร์ าวด์ ง. ลาโพงด้านหน้า ลาโพงเซอรร์ าวด์

11.เอาต์พตุ ของมิกเซอร์ ต่อเข้าท่ีบริเวณใด

ก. อนิ พุตของเพาเวอรแ์ อมป์ ข. อาต์พุตของเพาเวอรแ์ อมป์

ค. เอาต์พุตของปรีแอมป์ ง. อนิ พตุ ของปรแี อมป์

12.ข้อใดคอื ระบบเสียง AC-3

ก. Audio Coding 3rd Graphic ข. Audio Coding 3rd Geneation

ค. Audio Coupling 3rd Generation ง. Audio Coupling 3rd Graphic

13.ระบบเสยี งชนดิ ใดเป็นระบบเซอร์ราวดท์ ีม่ ีขนาดใหญ่ ให้เสียงออกมาทางดา้ นหนา้ ด้านขา้ งและอ้อมผฟู้ ังไป
ดา้ นหลงั

ก. DTS-ES ข. Dolby Surround EX

ค. AC-3 ง. SDDS

14.ระบบเสียง 7.1 แชนแนล คือ ระบบเสยี งในข้อใด

ก. DTS ข. Dolby Surround EX

ค. AC-3 ง. SDDS

15.ระบบเสียงดิจิตอล เธยี เตอร์ คือระบบเสียงตรงกบั ข้อใด

ก. เป็นระบบเสียงท่ีแย่กว่า AC-3 ข. ระบบเสยี งในโรงภาพยนตร์ 5.1 ชอ่ ง

ค. เปน็ ระบบเสยี ง 7.1 ชอ่ ง ง. ระบบเสยี งในบ้าน 5.1 ชอ่ ง

ใบงานระบบเสยี ง

ใบงานที่ ใบงาน ปฏบิ ัตงิ านวันท่ี .....เดือน ..............พ.ศ
การทดลองที่ 1
การประกอบตู้ลาโพงซบั เบส 18 นวิ้ .................

ผลการเรียนรู้ทคี่ าดหวงั

1. เพอ่ื ให้รู้จักการออกแบบต้ลู าโพงซับเบส

2. สามารถออกแบบลาโพงซับเบสไดถ้ ูกต้อง

3. ประกอบตลู้ าโพงซับเบสได้

4. ตดิ ตั้งและทดลองได้ถกู ตอ้ ง

เคร่อื งมือและอุปกรณ์

1 ไม้อดั ชัน้ ขนาด 20mm จานวน 6 แผ่น

2. ปม้ั ลม 1 เคร่ือง

3. ตวั ยงิ แมก 50 mm 1 ตวั

4. ลวดยิงแมก 50mm 1 กล่อง

5. เลือ่ ยวงเดอื น 1 เครื่อง

6. การลาเทก็ ซ์ 2 กระปุกใหญ่

7. ตลบั เมตร 1 ตวั

8. สีนา้ มันสีดา 1 กระป๋อง

9. อุปกรณ์อนื่ ๆ

ลาดับข้นั การปฏิบัตงิ าน

1.ทาการวาดแบบลงในไม้อัด 20mm

2. ทาการตัดไมอ้ ัดโดยใช้เคร่อื งตดั ไม้อดั (ตอ้ งใส่หนา้ กากกนั เศษไม้ และผา้ ปดิ จมูกกันฝุน่

3. เสร็จแลว้ ประกอบข้ึนรูปตามแบบ
4. ทาการปรับแตง่ รอยที่ตัดขาดหายไปให้สวยงาม
5. ทาการขดั ดว้ ยกระดาษทรายหรอื ใบขดั
6. ทาการใสด่ อกลาโพงแลว้ ทดสอบเสยี ง
7. ทาการพ่นสรี ะเบดิ ให้สวยงามตามต้องการ
8. ทดลองเสียงอีกคร้งั หนึ่งเพื่อได้ตามต้องการ

รูปท่ี 1.1 แบบตู้ลาโพง 18 น้วิ

รูปท่ี 1.2 รูปตูล้ าโพง 18 นว้ิ
รปู ท่ี 1.3 เคร่อื งมือและอปุ กรณืในการประกอบตู้ลาโพง

รปู ท่ี 1 แสดงการทดสอบตลู้ าโพง 18”
สรุปผลการทดลอง

................................................................................................................................................
……………………………………………………………………………………………………………….……………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………..

ใบงานท่ี ใบงานระบบเสยี ง ปฏบิ ตั ิงานวนั ท่ี .........................
การทดลองที่ 2 เพอื่ ความบนั เทิง เดือน ............................................
พ.ศ...............................................

ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวงั

1. เพอื่ ใหร้ ู้จกั ระบบเสียงเพื่อความบันเทงิ
2. สามารถติดต้งั ระบบเสียงเพอื่ ความบันเทิงได้
3. สามารถควบคุมและแก้ปัญหาทเี่ กิดขน้ึ ในขณะปฏิบตั ิงานได้

เครื่องมอื และอปุ กรณ์

1. ชดุ ระบบเสียงเพอื่ ความบันเทิง 1 ชดุ ประกอบดว้ ย ดังน้ี

1.1 ขยายเสยี งประมาณ 500 w สเตอรโิ อ 2 เครื่อง
2 เครื่อง
1.2 ตู้ลาโพง 2 ทาง 400 w 4 ตู้
4 เส้น
1.3 ตูซ้ พั เบส 1,200w 1 เครอ่ื ง
1 เครื่อง
1.4 สายลาโพง
1 เครอ่ื ง
1.5 ทีวี 1 ชดุ
1.6 คอมพวิ เตอร์ 1 เครอ่ื ง
1.7 สายสัญญาณเชอื่ มระบบ
1 เคร่อื ง
1.8 มกิ เซอร์

1.9 ไวเลสไมโครโฟน

1.10 กราฟฟิกอคิ วอไลเซอร์

2. ชดุ เครอื่ งมือช่างอเิ ลก็ ทรอนิกส์ 1 ชุด ดังน้ี

2.1 มัลตมิ ิเตอร์

2.2 หวั แร้งบดั กรี ท่วี างหวั แร้ง 1 ชดุ
2.3 ชุดไขควง 1 ชุด
2.4 ตะก่ัวบัดกรี

ลาดบั ขัน้ การปฏิบตั ิงาน

1. ศกึ ษาหนว่ ยเรียนในบทที่ 1 , 2 และ 3
2. จัดเตรยี มอปุ กรณ์ให้พร้อมปฏิบัตงิ านให้พร้อม
3. จดั วางอุปกรณ์ตามรปู ท่ีกาหนดให้ ตามรปู ที่2

จากนนั้ จึงเขียนแบบเพื่อวางบลอ้ กไดอะแกรมระบบเสียงในรูปท่ี 2

4 ทาการเชอื่ มตอ่ ระบบตามรูปที่ 2

5. จากนัน้ ทาการเชค็ ความพรอ้ มอีกครั้ง ทาการเสียบปล๊ักไฟฟา้ ทุกเครอื่ ง แล้วทาการเปิดเครอื่ งขยายเสยี งท่ลี ะ
เคร่อื งสังเกตไฟทจ่ี ะติดที่หน้าปัทม์ขยายเสยี งจะเป็นสีเขยี วแสดงวา่ พรอ้ มใช้งาน (ถ้าติดเป็นสแี ดงแสดงว่า
เครือ่ งมปี ัญหาให้ปดิ เคร่ืองแล้วทาการเชค็ ใหม่)

6. จากนัน้ ทาการเปิดเครื่องทุกเครอ่ื ง แลว้ สงั เกตไฟทโ่ี ชว์เป็นสเี ขยี วแสดงวา่ พร้อมใชง้ าน

7. ทาการปอ้ นสัญญาณจากคอมพวิ เตอร์ เขา้ ไปที่มกิ เซอร์ จากนั้นก็ทาการเรง่ สัญญาณท่ีขยายเสียงเบาๆก่อน
เม่ือได้ยนิ เสียงแลว้ ค่อยทาการปรบั แต่งให้ได้เสยี งท่ีเหมาะสมตามต้องการ

คาถามท้ายการปฏบิ ตั ิงาน

1.มิกเซอร์ทาหน้าที่อะไรในระบบเสียง
2.กราฟฟิกอิควอไลเซอรท์ าหน้าทอี่ ะไร
3. ไมโครโฟนทาหนา้ ที่อะไร
4. ลาโพงทาหนา้ ที่อะไร
5. การต่อแบบน้ีมขี ้อดี ข้อเสียอยา่ งไร
สรปุ ผลการทดลอง
................................................................................................................................................
……………………………………………………………………………………………………………….……………

ใบงานท่ี ใบงานระบบเสยี ง ปฏิบตั งิ านวันท.่ี .....เดอื น ...........พ.ศ......
การทดลองท่ี 3 สาหรับงานกระจายเสยี งทวั่ ไป

วัตถปุ ระสงค์

1. เพอื่ ให้รูจ่ ักระบบเสยี งสาหรับงานกระจายเสยี งท่ัวไป

2. สามารถตดิ ตัง้ ระบบเสยี งสาหรับงานกระจายเสียงทัว่ ไปได้
3. สามารถควบคมุ ระบบเสียงสาหรับงานกระจายเสียงทั่วไปได้

เครื่องมือและอปุ กรณ์

1. ชุดระบบเสยี งเพอื่ ความบนั เทงิ 1 ชุด ประกอบด้วย ดงั น้ี 2 เคร่ือง
1.1 ขยายเสียงประมาณ 500 w สเตอริโอ

1.2 ตลู้ าโพง 2 ทาง 400 w 2 เครื่อง
1.3 ต้ซู พั เบส 1,200w 4 ตู้

1.4 สายลาโพง 4 เสน้

1.5 ทีวี 1 เครอ่ื ง
1.6 คอมพิวเตอร์ 1 เคร่อื ง

1.7 สายสัญญาณเชอ่ื มระบบ

1.8 มกิ เซอร์ 1 เครือ่ ง

1.9 ไวเลสไมโครโฟน 1 ชดุ
1.10 กราฟฟกิ อคิ วอไลเซอร์ 1 เครื่อง

1.11 ลาโพงฮอรน์ 4 ตวั

2. ชุดเครอ่ื งมือชา่ งอเิ ลก็ ทรอนิกส์ 1 ชดุ ดังน้ี

2.1 มลั ตมิ ิเตอร์ 1 เครอ่ื ง

2.2 หัวแร้งบัดกรี ท่ีวางหัวแร้ง 1 ชุด

2.3 ชดุ ไขควง ตะกวั่ บดั กรี 1 ชุด

ลาดบั ข้ันการปฏบิ ตั ิงาน

1.ศึกษาหนว่ ยเรยี นในบทท่ี 4 และ 5
2. ต้องการตดิ ต้ังระบบเสียงหอกระจายขา่ วให้กบั วิลัย โรงเรยี นและชุมชน โดย
ใช้ลาโพงฮอร์น 4 ตวั ซ่ึงอุปกรณร์ ะบบเสยี งดังกล่าวประกอบด้วย
3. ทาการตอ่ ลาโพงตามรูปท่ี 3

รปู ท่ี 3 การต่อระบบเสียงหอกระจายข่าว
คาถามทา้ ยการปฏิบัตงิ าน

1.ระบบเสยี งหอกระจายข่าวโดยเฉพาะเพาเวอร์มิกเซอร์ สัญญาณอนิ พุทได้มาจากแหล่งใด
2.ไลน์แมชช่ิงทาหนา้ ท่ีอะไร และมีก่ีแบบ

3. ขอ้ ดีของลาโพงฮอรน์ คืออะไร
4. การต่อลาโพงแบบนค้ี วรมีการตอ่ แบบใดจึงจะเหมาะสม
5. จงบอกข้อดีของการต่อระบบเสยี งแบบสาธารณะ

สรุปผลการทดลอง

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………

ใบงานท่ี ระบบเสยี งกตี าร์และโฟลค์ ซอง ปฏบิ ตั งิ านวนั ท่ี ...........

การทดลองท่ี 4 เดอื น ...............................

พ.ศ..................................

วตั ถุประสงค์

1. เพ่อื ใหร้ จู้ ักระบบเสยี งกีตาร์โฟล์คซอง

2. สามารถตดิ ต้งั ระบบเสยี งกีตารโ์ ฟล์คซองได้

เครอ่ื งมอื และอุปกรณ์

1. ชดุ ระบบเสียงเพ่ือความบนั เทิง 1 ชดุ ประกอบดว้ ย ดังนี้

1.1 ขยายเสียงประมาณ 500 w สเตอรโิ อ 2 เครื่อง
2 เครื่อง
1.2 ตลู้ าโพง 2 ทาง 400 w 4 ตู้

1.3 ตู้ซพั เบส 1,200w 4 เส้น
1 เคร่ือง
1.4 สายลาโพง 1 เครอ่ื ง

1.5 ทวี ี 1 เครอื่ ง
1.6 คอมพวิ เตอร์ 1 ชดุ
1.7 สายสญั ญาณเชือ่ มระบบ 1 เคร่อื ง
4 ตวั
1.8 มิกเซอร์
1 เครื่อง
1.9 ไวเลสไมโครโฟน 1 ชุด

1.10 กราฟฟกิ อิควอไลเซอร์

1.11 ลาโพงฮอร์น

2. ชุดเคร่ืองมือช่างอิเล็กทรอนิกส์ 1 ชดุ ดงั น้ี

2.1 มลั ติมเิ ตอร์

2.2 หวั แรง้ บัดกรี ท่วี างหัวแร้ง

2.3 ชดุ ไขควง 1 ชุด

2.4 ตะกั่วบดั กรี

ลาดับขั้นการปฏบิ ัติงาน

1. ศึกษาหน่วยเรยี นในบทที่ 4 และ 5

2. ตอ้ งการติดต้ังระบบเสียงกตี าร์โฟลค์ ซอง โดยกตี ารน์ ั้นเปน็ กตี ารโ์ ปรง่

ไฟฟา้ (กีตารห์ ลังเต่า) มีท้ังหมด 3 ตัว ซ่งึ อปุ กรณ์ระบบเสยี งดังกลา่ วประกอบด้วย

..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
.....................................................................

รปู ท่ี 4 การเขยี นบล้อกไดอะแกรมระบบเสยี งกตี าร์ โฟรค์ ซอง

คาถามทา้ ยการปฏิบตั ิงาน

1.หากกตี าร์ไมม่ ีปรีแอมป์( กตี าร์โปรง่ ธรรมดา ) จะจัดระบบเสียงอยา่ งไร

............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
.....................................................................

2. หากใชไ้ วรเ์ ลสไมโครโฟนให้กตี าร์โปรง่ ไฟฟา้ สามาร๔ทาไดห้ รอื ไม่ แลว้ ระบบเสยี งเปน็ อยา่ งไร

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………..

สรปุ ผลการปฏิบตั ิงาน

….......................................................................................................................................................
.........................................................................................................................

ใบงานที่ ระบบเสยี งในห้อง ปฏิบตั งิ านวันท่ี .............
การทดลองที่ 5 ซ้อมดนตรี เดอื น ..................................
พ.ศ....................................

วัตถุประสงค์

1. เพอ่ื ให้รจู้ ักระบบเสียงในหอ้ งซ้อมดนตรี

2. สามารถติดต้ังระบบเสยี งในห้องซ้อมดนตรีได้

เครอื่ งมอื และอปุ กรณ์

1. ชดุ ระบบเสยี งเพอ่ื ความบันเทิง 1 ชดุ ประกอบดว้ ย ดังน้ี

1.1 ขยายเสยี งประมาณ 500 w สเตอริโอ 2 เครื่อง
2 เครื่อง
1.2 ตลู้ าโพง 2 ทาง 400 w 4 ตู้
4 เสน้
1.3 ตู้ซพั เบส 1,200w 1 เครอ่ื ง
1 เครอ่ื ง
1.4 สายลาโพง
1 เครือ่ ง
1.5 ทีวี 1 ชดุ
1.6 คอมพวิ เตอร์ 1 เคร่อื ง
1.7 สายสญั ญาณเช่อื มระบบ 4 ตวั

1.8 มิกเซอร์ 1 เครอ่ื ง
1 ชุด
1.9 ไวเลสไมโครโฟน

1.10 กราฟฟิกอคิ วอไลเซอร์

1.11 ลาโพงฮอร์น

2. ชดุ เครอ่ื งมือชา่ งอเิ ล็กทรอนิกส์ 1 ชุด ดงั นี้

2.1 มลั ตมิ เิ ตอร์

2.2 หัวแรง้ บดั กรี ท่ีวางหวั แร้ง

2.3 ชดุ ไขควง 1 ชุด

2.4 ตะกั่วบัดกรี

ลาดบั ขั้นการปฏิบัตงิ าน

1. ศึกษาหน่วยเรยี นในบทที่ 4 และ 5

2. ตอ้ งการตดิ ต้งั ระบบเสยี งในห้องซ้อมดนตรีแบบประหยดั โดยท่อี ปุ กรณ์

ระบบเสียงดงั กลา่ วประกอบด้วย

............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................

รูปท่ี 5 แบบของระบบเสียงในหอ้ งซ้อมดนตรี

คาถามท้ายบทการปฏิบัตงิ าน

1. ระบบเสยี งในห้องซ้อมดนตรีที่ได้คุณภาพมีลักษณะอย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………...
2.ระบบเสยี งในหอ้ งซ้อมดนตรคี วรใช้ไมโครโฟนก่ีตัว และไมค์ทใ่ี ชม้ ลี ักษณะเด่นอยา่ งไร

..........................................................................................................................................................
..................................................................................................................................

สรุปผลการทดลอง

…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………

ใบงานที่ ระบบเสยี งดนตรคี าราโอ ปฏิบตั ิงานวนั ท่ี ...........
การทดลองที่ 6 เกะตามหอ้ งอาหาร เดือน ...............................
พ.ศ..................................

วตั ถุประสงค์

1.เพ่ือให้รู้จกั ระบบเสยี งดนตรีคาราโอเกะตามหอ้ งอาหาร

2.สามารถติดตงั้ ระบบเสยี งดนตรีคาราโอเกะตามหอ้ งอาหารได้

เคร่ืองมือและอปุ กรณ์

1. ชุดระบบเสียงเพื่อความบนั เทงิ 1 ชุด ประกอบด้วย ดงั น้ี

1.1 ขยายเสียงประมาณ 500 w สเตอริโอ 2 เครอ่ื ง
2 เครอ่ื ง
1.2 ตูล้ าโพง 2 ทาง 400 w 4 ตู้
4 เสน้
1.3 ตูซ้ พั เบส 1,200w 1 เคร่ือง
1 เครอ่ื ง
1.4 สายลาโพง
1 เครอื่ ง
1.5 ทีวี 1 ชดุ
1.6 คอมพวิ เตอร์ 1 เครื่อง
1.7 สายสัญญาณเช่ือมระบบ 4 ตวั

1.8 มิกเซอร์ 1 เครื่อง
1 ชดุ
1.9 ไวเลสไมโครโฟน 1 ชุด

1.10 กราฟฟิกอคิ วอไลเซอร์

1.11 ลาโพงฮอร์น

2. ชุดเครอื่ งมือช่างอิเลก็ ทรอนิกส์ 1 ชดุ ดังน้ี

2.1 มัลติมเิ ตอร์

2.2 หัวแร้งบัดกรี ท่ีวางหัวแร้ง

2.3 ชดุ ไขควง

2.4 ตะกั่วบัดกรี

ลาดับขั้นปฏิบัติงาน

1. ศกึ ษาหน่วยเรยี นในบทท่ี 6
2. ตอ้ งการตดิ ต้ังระบบเสียงดนตรีคาราโอเกะตามหอ้ งอาหารซง่ึ อปุ กรณร์ ะบบเสียงประกอบไปดว้ ย

รปู ท่ี 6 การติดตัง้ ระบบเสียงคาราโอเกะ

คาถามท้ายบทการปฏิบตั งิ าน

1.ระบบดนตรคี าราโอเกะตามห้องอาหารสว่ นใหญใ่ ชไ้ มโครโฟนชนดิ ใด
.......................................................................................................................................................................... ....
............................................................................................................................. .................................................
...........................................................................................................................
2. ระบบดนตรคี าราโอเกะตามหอ้ งอาหารส่วนใหญใ่ ชเ้ ครื่องเสียงชนดิ ใด
................................................................................................................................................... ...........................
........................................................................................................ ......................................................................
..........................................................................................................................
สรุปผลการปฏบิ ัติงาน
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ........................................................
............................................................................................................................. .................................................
...................................................................................................................................................... ........................
.................................................................

ใบงาน ระบบเสยี งกลางแจ้ง ปฏิบัตงิ านวันท.่ี ..............
การทดลองที่ 7 ชดุ เล็ก เดอื น.................
พ.ศ.................

วตั ถุประสงค์

1.เพ่ือใหร้ ู้จักระบบเสียงกลางแจง้ ชุดเล็ก

2. สามารถตดิ ตั้งระบบเสียงกลางแจง้ ชดุ เล็กได้

1. ชุดระบบเสยี งเพือ่ ความบันเทงิ 1 ชุด ประกอบดว้ ย ดังน้ี

1.1 ขยายเสยี งประมาณ 500 w สเตอรโิ อ 2 เครอื่ ง
2 เครื่อง
1.2 ตลู้ าโพง 2 ทาง 400 w 4 ตู้
4 เส้น
1.3 ตซู้ ัพเบส 1,200w 1 เครื่อง
1 เครอ่ื ง
1.4 สายลาโพง
1 เครื่อง
1.5 ทีวี 1 ชดุ
1.6 คอมพิวเตอร์ 1 เครอื่ ง
1.7 สายสญั ญาณเชอื่ มระบบ 4 ตวั

1.8 มิกเซอร์ 1 เครื่อง
1 ชดุ
1.9 ไวเลสไมโครโฟน 1 ชุด

1.10 กราฟฟกิ อคิ วอไลเซอร์

1.11 ลาโพงฮอรน์

2. ชุดเคร่ืองมือช่างอเิ ล็กทรอนิกส์ 1 ชุด ดงั น้ี

2.1 มลั ติมเิ ตอร์

2.2 หัวแรง้ บดั กรี ทว่ี างหัวแร้ง

2.3 ชดุ ไขควง

2.4 ตะกั่วบัดกรี

ลาดบั ขั้นปฏบิ ตั งิ าน

1. ศึกษาหนว่ ยการเรยี นในบทที่ 3,4 และ 5
2. ตอ้ งการระบบเสียงไว้เพื่อประกวดรอ้ งเพลงคาราโอเกะ ใชไ้ มโครโฟน 2 ตัวซง่ึ อุปกรณร์ ะบบเสียง
ประกอบด้วย
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
.....................................................................
จากน้ันจงึ เขียนแบบเพ่ือตดิ ต้ังระบบเสียงในการประกวดร้องเพลงคาราโอเกะลงในรูปท่ี 6.1

รูปท่ี7จงเขยี นบลอ้ กไดอะแกรมระบบเสียงคาราโอเกะ


Click to View FlipBook Version