E -BOOK
หน่วยการเรียนรู้ที่ 11 การสังเคราะห์ดว้ ยแสง
จดั ทำโดย
นำยวงศกร อนิ จนั ทร์
เสนอ
ครูนิชำภำ พฒั น์วชิ ัยโชติ
โรงเรียนอยธุ ยาวิทยาลยั
Light reaction
ปฏิกิริยาแสง
เป็นปฏิกิริยาท่ีพืชรับพลงั งานแสงมาใชส้ ร้างสารอินทรียพ์ ลงั งานสูง 2 ชนิด คือ ATP และ NADPH
โดยใชน้ ้าเขา้ ร่วมปฏิกิริยาและไดก้ า๊ ซออกซิเจนเป็นผลิตผลพลอยได้
1
Carbon fixation
การตรึงคาร์บอน
ปฏิกิริยาที่ไมต่ อ้ งใชแ้ สงเป็นปฏิกิริยาท่ีเกิดภายในสโตรมาของคลอโรพลาสต์
โดยเป็นปฏิกิริยาเคมี (Chemical reaction) โดยปฏิกิริยาน้ีไมต่ อ้ งการแสงสวา่ ง แตต่ อ้ งการ ATP
และ NADPH + H+ (ซ่ึงมีพลงั งานศกั ด์ิสูงอยใู่ นโมเลกุล) จากปฏิกิริยาท่ีตอ้ งใชแ้ สง
โดยนามาใชก้ ารตรึงคาร์บอนไดออกไซด์
2
Dark reaction
ปฏิกิริยาไม่ใช่แสง
ในอดีตคิดวา่ การตรึงคาร์บอนเป็นปฏิกิริยาไมใ่ ชแ้ สง แตป่ ัจจุบนั พบวา่ แสงมีบทบาทในการ
ตรึงคาร์บอน
3
Electromagnetic wave
คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้า
คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้า (Electromagnetic waves เรียกยอ่ ๆ วา่ EM) ซ่ึงประกอบดว้ ย สนามแมเ่ หลก็ และ
สนามไฟฟ้าเคลื่อนท่ีทามุมต้งั ฉากกนั ระยะทางระหวา่ งยอดคลื่นหน่ึงถึงยอดคล่ืนถดั ไปเรียกวา่
ความยาวคล่ืน (Wavelength)
4
particle
อนุภาค
ชิ้นหรือส่วนขนาดเลก็ มาก, ในทางวทิ ยาศาสตร์มกั ใชเ้ รียกส่วนที่มีขนาดเลก็ กวา่ อะตอม
5
pigment
สารสี
สำรมีสีท่ีทาใหว้ ตั ถอุ ื่นมีสีได้ ไมล่ ะลายในตวั ทาละลาย แตส่ ามารถแขวนลอยอยไู่ ด้ ใชท้ า
สีเคลือบผวิ ผงสีแตล่ ะชนิดมีสมบตั ิเฉพาะตวั ในการดูดกลืนและสะทอ้ นแสงสี จึงทาใหเ้ ห็นเป็นสีตา่ ง ๆ
6
chlorophyll
คลอโรฟิ ลล์
เป็นสารประกอบที่พบไดใ้ นส่วนที่มีสีเขียวของพืช โดยพบมากที่ใบของพืชนอกจากน้ียงั พบ
ไดท้ ่ีแบคทีเรียท่ีสามารถสังเคราะห์ดว้ ยแสงได้ และยงั พบไดใ้ นสาหร่ายเกือบทุกชนิด
7
carotenoid
แคโรทีนอยด์
เป็นสารประกอบอินทรียส์ ีเหลือง สม้ และแดงท่ผี ลิตโดยพืชและสาหร่าย รวมถึงแบคทีเรีย
เห็ดรา และสัตวบ์ างชนิด เพล้ียออ่ นและไรแมงมมุ
8
bacteriochlorophyll
แบคทีริโอคลอโรฟิ ลล์
แบคทีเรียท่ีสังเคราะห์ได้
9
Photosystem I; PH I
ระบบแสง 1
ทาหนา้ ท่ีรับพลงั งานแสง ซ่ึงประกอบดว้ ยรงควตั ถุชนิดสาคญั คือ คลอโรฟิ ลล์ เอ ชนิดพเิ ศษ
รับแสงที่มีความยาวคล่ืน 683 และ 700 นาโนเมตร ไดด้ ี พบในพืชและสาหร่ายทุกกลมุ่
10
Photosystem Il; PH Il
ระบบแสง 2
ระบบแสง II (Photosystem II หรือ PSII) หรือ P800 ทาหนา้ ที่รับพลงั งานแสง
11
stroma
สโตรมา
คลอโรพลาสตเ์ ป็นออร์แกเนลลท์ ่ีมีเยอ่ื หุม้ 2 ช้นั ภายในเป็นของเหลว เรียกวา่ สโตรมา
12
lumen
ลเู มน
ทลาคอยดม์ ีลกั ษณะเป็นถุงมีช่องวา่ งเลก็ ๆ เรียกวา่ ลเู มน
13
thylakoids
ไทลาคอยด์
ในคลอโรพลาสตท์ ่ีเจริญเตม็ ที่แลว้ จะมีประมาณ 40 – 60 กรานา แต่ละช้นั ของ
กรานุม เรียกวา่ ไทลาคอยด์
14
granum
กรานุม
จะมีลกั ษณะเป็นแผน่ กลมแบนบาง ๆ และเรียงซอ้ นกนั เป็นต้งั แตล่ ะต้งั เรียกวา่ กรานุม
15
Inner membrane
เยอื่ หุม้ ช้นั ใน
ผนงั เยอ่ื หุม้ จะพบั เป็นรอยจีบยน่ื เขา้ ไปขา้ งในเรียกวา่ คริสตี (cristae) ห่อหุม้ ของเหลวที่
เรียกวา่ แมทริกซ์
16
outer membrane
เยอื่ หุม้ ช้นั นอก
มีลกั ษณะผวิ เรียบ โมเลกุล ขนาดเลก็ สามารถผา่ นได้ แตโ่ มเลกุลขนาดใหญ่ไมส่ ามารถผา่ น
17
Stroma lamella
สโตรมาลาเมลลา
โดยมีเยื่อส่วนที่ไมซ่ อ้ นทบั กนั และเช่ือมตอ่ กนั ระหวา่ งกรานุม เรียกวา่ อินเตอร์กรานา
(intergrana) หรือ สโตรมาลาเมลลา (stroma lamella)
18
photorespiration
โฟโตเรสไพเรชนั
การใชแ้ ก๊สออกซิเจนและคายแก๊สคาร์บอนไดออกไซดใ์ นขณะที่ พืชสังเคราะหด์ ว้ ยแสง
โดยมีลกั ษณะที่แตกต่างจากการหายใจปกติเพราะไม่ไดใ้ ชน้ ้าตาลกลโู คสเป็นสารต้งั ตน้ และ
ไม่มีกระบวนการไกลโคไลซีสและวฏั จกั รเครปส์
19
chlorosis
คลอโรซิส
พชื ท่ีขาดธาตเุ หลก็ จะมีอาการใบเหลืองซีด
20