ปรัชญาการศึกษา
รายวิชา ปรัชญาการศึกษาและการเป็นครูมืออาชีพ
EDUCATIONAL PHILOSOPHY AND BEING PROFESSIONAL TEACHERS
อาจารย์ประจำวิชา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิจิตรา ธงพานิชย์
อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.สุเทพ อ่วมเจริญ
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
PUNYAWAT PISUTTIAMONPAN
ก
12
คำนำ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้ (E-Book) จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาการศึกษา
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาปรัชญาทางการศึกษาและการเป็นครูมือาชีพ หรือ (Educational Philosophy
and Being Professional Teachers) คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม โดยผู้จัดทำได้รวบรวมเนื้อหาที่
เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อผู้ศึกษาประเด็นเกี่ยวกับ ปรัชญาทางการศึกษา ซึ่งเป็นองค์ความรู้หลักในการ
เรยี นร้เู ร่อื งปรัชญาทางการศกึ ษา และเปน็ แนวทางในการคน้ คว้าหาขอ้ มูลเพ่อื เพม่ิ พูนความรู้
ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ตอ่ ผู้สนใจศึกษาปรัชญาทาง
การศกึ ษา
นายปณุ ยวัจน์ พสิ ทุ ธิอมรพนั ธ์
สารบญั ข
เรื่อง 13
คำนำ หน้า
สารบญั
ปรัชญา (Philosophy) ก
ลักษณะของปรชั ญา ข
สาขาของปรชั ญา 3 สาขาหลัก 1
ปรชั ญาพืน้ ฐาน ทเ่ี กย่ี วข้องกับการศึกษา 1
ปรัชญาการศึกษา 1
2
ลทั ธิปรชั ญาการศึกษา 2-8
ปรัชญาการศกึ ษาสารตั ถนยิ ม (Essentialism)
ปรัชญาการศกึ ษานิรันตรนิยม (Perennialism) 8-9
ปรัชญาการศึกษาพพิ ัฒนาการนิยม (Progessivism) 9
ปรัชญาการศกึ ษาปฏิรปู นยิ ม (Reconstructionism) 10
ปรัชญาการศึกษาอตั ถภิ าวนิยม (Existentialism) 10
บทบาทของปรัชญาการศึกษาต่อการจดั การศึกษา 10-11
แนวทางการศกึ ษาปรชั ญาการศกึ ษา 12-14
แนวทางในการพจิ ารณาปรชั ญาการศึกษา 15-18
ปรชั ญาการศกึ ษาของตะวนั ตกและตะวนั ออกกับการศึกษาไทย 19-20
ปรัชญาการศกึ ษาไทย 20-21
ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง 22-34
การจดั การความรู้ 35
กฎหมายท่ีเกี่ยวข้องกบั ครูและวชิ าชพี ครู
หลักการบรหิ ารบ้านเมืองทดี่ ี
ข้อสอบหลงั ศกึ ษาเน้ือหาความรู้
เฉลยข้อสอบ
๑
1
ปรชั ญา (Philosophy)
ไพทากอรสั (Pythagoras) เมธียุคกรีกใช้เปน็ ครั้งแรกเทา่ ทีเ่ ร่มิ มกี ารบันทึก
คำวา่ Philosophy มาจากคำในภาษากรีกทวี่ า่
Philos = ความรัก ความสุขใจ ความเลือ่ มใส
+
Sophia = ความรู้ ความสามารถ ความฉลาด ปญั ญา
เม่ือรวมกนั แลว้ จะมีความหมาย = Love of Wisdom
ความหมายตามรูปศพั ท์ จากรากศัพทน์ ้ี เนน้ ท่ี ทัศนคติ นสิ ยั ความตั้งใจ และกระบวนการแสวงหาความรู้
คำว่า “ปรชั ญา” ในภาษาไทย พระเจา้ วรวงศ์เธอกรมหมนื่ นราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงบญั ญัติให้ใชค้ ำวา่
ปรัชญา ซึ่งมีความหมาย = ความรอู้ นั ประเสรฐิ ความรอบรู้ รู้กวา้ งขวาง เน้นทีต่ วั ความรู้หรือผู้รู้ ท่ีเปน็ ความรู้
อนั ลึกซึ้ง
ลกั ษณะของปรัชญา
1) ทำหน้าที่รวบรวมรายละเอยี ดต่างๆ ของโลก และชีวติ ไว้ท้งั หมด
2) พยายามหาคำตอบทีเ่ ป็นจรงิ ท่ีเป็นนริ ันดร์ สามารถอธิบายสงิ่ ตา่ งๆ ที่เกิดขนึ้ ได้
3) ใช้วธิ กี ารทางตรรกวทิ ยา ในการหาความจริง (ความเป็นเหตุ เป็นผล)
4) เน้อื หาของปรัชญาจะเปลี่ยนแปลงตามยคุ ตามสมัยเพื่อกอ่ ใหเ้ กิดประโยชน์ตอ่ มวลมนุษยชาติ
สาขาของปรชั ญา 3 สาขาหลัก
1) อภิปรัชญา (Metaphysics) หรือ ภววิทยา (Onthology)
เป็นการศึกษาเกี่ยวกบั ความจริง (Reality) เพื่อค้นพบ ความจรงิ ท่ีสูงสุด (Ultimate Reality) คอื
ความจรงิ ท่เี ปน็ ธรรมชาติ จติ วิญญาณ รวมท้งั เรื่องพระเจา้ อันเป็นบ่อเกดิ ของศาสนา
2) ญาณวทิ ยา (Epistemology)
การศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง ความรู้ (knowledge)ธรรมชาติของความรู้ บ่อเกิดของความรู้ ขอบเขตของ
ความรู้อาจไดม้ าจากแหล่งตา่ งๆ เป็นคมั ภีรใ์ นศาสนาต่างๆ ตำรา การสงั เกต
3) คุณวทิ ยา (Axiology)
ศึกษาเร่ืองเก่ียวกับ คุณค่า หรอื ค่านิยม (Values) แบ่งเป็น 2 ประเภท
3.1 จริยศาสตร์ (Ethics) คือ คุณค่าแห่งความประพฤติ หลักแหง่ ความดี ความถูกต้องเป็นคุณค่าภายใน
3.2 สุนทรยี ศาสตร์ (Anesthetics) คือ คุณคา่ ความงามทางศิลปะ เปน็ คุณค่าภายนอก
2
2
ปรัชญาพื้นฐาน ท่เี กี่ยวขอ้ งกับการศึกษา
ลทั ธจิ ิตนิยม (Idealism)
ถือจิตเป็นสิ่งสำคัญ (The World of Mind) บิดาของลัทธินี้ คือ Plato ที่เชื่อว่า การศึกษาคือ
การพัฒนาจิตใจมากกว่าอย่างอื่น ส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ศิลปะต่างๆการจดั การศึกษา จึงเน้น
อักษรศาสตร์ & ศิลปะศาสตร์ การเรยี นการสอนใชห้ อ้ งสมดุ เป็นแหล่งคน้ คว้า ถา่ ยทอด
ลัทธวิ ตั ถุนิยม หรอื สัจจนิยม (Realism)
มีความเชื่อในโลกแห่งวัตถุ (The World of Things) ถือว่า ความจริงที่แท้ คือ วัตถุที่ปรากฏ
ต่อสายตา สัมผัสได้ บิดาคือ Aristotleเป็นต้นกำเนิดของการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าโลกแห่งความ
เป็นจริงคือโลกแห่งวัตถุ คือ สิ่งทั้งหลายที่เห็นตามธรรมชาตินั้นเป็นจริงในตัวของมันเองไม่ขึ้นอยู่กับจิต และ
โลกแห่งวัตถุนี้จะเป็นโลกที่เปิดเผยความจริงและความรู้ให้แก่เรา ด้วยเหตุนี้การค้นหาความรู้ของวัตถุนิยม
จงึ อาศัยการเฝา้ สงั เกตอยา่ งมรี ะเบยี บAristotle ศิษยเ์ อกของ Plato เป็นบดิ าของ ลัทธิสัจนยิ ม
ลัทธปิ ระสบการณ์นิยม (Experimentalism)
หรือ เรียกว่า ปฏิบัตินิยม (Pragmatism)เชื่อในสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน และสิ่งที่มนุษย์
คดิ กระทำ รู้สกึ จนเกดิ การเปล่ยี นแปลงในผกู้ ระทำผนู้ ำความคดิ นค้ี ือ William James และ John Dewey
โดย James เชื่อว่า ประสบการณ์ + การปฏิบัติเป็นสิ่งสำคัญ ส่วน Dewey เชื่อว่า มนุษย์จะได้รับความรู้
เก่ียวกับสิ่งต่างๆ จากประสบการณเ์ ท่าน้ัน“การศึกษาในแนวคิดนี้ จะเชือ่ ในการลงมือกระทำ เพ่ือหาความจริง
ดว้ ยคำตอบของตนเอง”
ลัทธิอัตถภิ าวะนิยม (Existentialism)
เชื่อในสิ่งที่มีอยู่จริงๆเท่านั้น (The World of Existing)ปรัชญานี้จะให้ความสิ่งสำคัญกับมนุษย์
ว่ามีความสำคัญสูงสุดมีความเป็นตัวของตัวเอง สามารถเลือกกระทำสิ่งใดๆ ได้ตามความพอใจ แต่ต้อง
รบั ผดิ ชอบในสิง่ ท่กี ระทำนนั้ ๆ
ปรัชญาการศกึ ษา
ปรัชญาการศึกษาคือ แนวความคิด หลักการ และกฎเกณฑ์ ในการกำหนดแนวทาง ในการ
จัดการศึกษา ซึ่งนักการศึกษาไดย้ ดึ เป็นหลักในการดำเนนิ การทางการศึกษาเพื่อใหบ้ รรลุเป้าหมาย นอกจากน้ี
ปรัชญาการศึกษายังพยายามทำการวิเคราะห์และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษา ทำให้สามารถมองเห็น
ปัญหาของการศึกษาได้อย่างชัดเจน ปรัชญาการศึกษาจึงเปรียบเหมือนเข็มทิศนำทางให้นักการศึกษา
ดำเนินการทางศึกษาอยา่ งเปน็ ระบบ ชัดเจน และสมเหตสุ มผล
3 3
3
ความหมายโดยอรรถนักปรัชญา และนกั คดิ ได้อธบิ ายถึงความหมายของ ปรัชญาถอื วา่ เป็นศาสตร์ของ
ศาสตร์ทั้งหลาย ซึ่งหมายถึงว่าปรัชญาเป็นวิชาแม่บทของวิชาการแขนงอื่นๆ และมีความสัมพันธ์กับวิชาทุกๆ
สาขาด้วย (บรรจง จันทร์สา 2522 : 3) ปรัชญาจะทำหน้าที่สืบค้นเรื่องราวต่างๆที่มนุษย์ยังไม่รู้และสงสัย
จนกระทั่งรู้ความจริงและมีคำตอบของตนเองอย่างชัดเจนในเรื่องราวนั้น ก็จะแยกตัวเป็นวิชาหรือศาสตร์
ต่างหากออกไป วิชาที่แยกตัวออกไปเป็นวิชาแรกคือ ศาสนา จากนั้นก็มีการพัฒนาวิชาอื่นๆกลายเป็นศาสตร์
ต่างๆมากมาย เมื่อมีศาสตร์พัฒนาออกไปมาก เนื้อหาของปรัชญาก็ไม่ค่อยมีแต่ปรัชญาจะทำหน้าที่ในการนำ
เนื้อหาของศาสตร์ต่างๆมาวิเคราะห์ หาความสัมพันธ์ และหาทางพัฒนาศาสตร์นั้น เพื่อให้ไปสู่เป้าหมายที่
ต้องการถ้ามอง ปรัชญาในอีกลักษณะหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า ได้มีการนำเอาแนวคิดพื้นฐานของปรัชญามา
ประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับวิชาต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ศาสตร์ต่างเหล่านั้นให้เกิดความเข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึน้
เช่น ปรัชญาสังคม ปรัชญาการเมือง ปรัชญาศาสนา ฯลฯ จากลักษณะของปรัชญาดังกล่าว ได้มีนักคิด นัก
ปรชั ญา นักวิชาการได้พยายามใหค้ วามหมายของปรัชญาไวแ้ ตกต่างกนั ดงั น้ี
1) ปรัชญา คือ ศาสตร์หนึ่งที่มีวัตถุประสงค์ที่จะจัดหมวดหมู่ หรือระบบความรู้สาขาต่างๆ เพื่อ
นำมาใช้เป็นเครื่องมือทำความเข้าใจและแปลความหมายข้อเท็จจริงต่างๆ อย่างสมบูรณ์แบบ ปรัชญาจะ
ประกอบด้วยวิชา ตรรกวิทยา จริยศาสตร์ สุนทรีศาสตร์ อภิปรัชญาและศาสตร์ที่ว่าด้วยความรู้ทั้ งปวงของ
มนุษย์ (Good 1959 : 395)
2) ปรัชญาคือ ความคิดเห็นใดที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ หรือยังสรุปผลแน่นอนไม่ได้ แต่ถ้าพิสูจน์ได้จนลงตัว
แล้วกจ็ ดั ว่าเป็นศาสตร์ (จำนง ทองประเสรฐิ 2524 : 2) 2.3
3) ปรัชญาคือ ศาสตร์ชนิดหนึ่ง ที่มีวัตถุประสงค์ที่จะจัดหมวดหมู่หรือแบบความรู้สาขาต่างๆ เพ่ือ
นำมาใช้เป็นเครื่องมือทำความเข้าใจและแปลความหมายข้อเท็จจริงต่างๆอย่างสมบูรณ์แบบ (ภิญโญ สาธร
2514: 21)
ความหมายของคำว่าปรัชญามีผู้ให้ทัศนะไว้อีกมากมายและจะมีความแตกต่างกันตามลักษณะของ
ปรัชญาแต่ละยุคแต่ละสมัยและตามทัศนะของบุคคล นักปราชญ์บางท่าน อาจจะกล่าวว่า ปรัชญานั้นหา
คำตอบไมไ่ ด้ สรุปวา่ ปรชั ญาจะมีลกั ษณะดังนี้
1) ทำหน้าที่รวบรวมรายละเอยี ดต่างๆ ของโลกและชีวติ ไว้ทง้ั หมด
2) พยายามหาคำตอบทีเ่ ป็นความจริงทีเ่ ป็นนิรนั ดร์ สามารถอธบิ ายส่งิ ต่างๆที่เกิดข้นึ ได้
3) ใชว้ ิธกี ารทางตรรกวทิ ยาในการคน้ หาความจรงิ ซง่ึ เปน็ วธิ กี ารคิดอยา่ งมเี หตุและผล
4) เน้ือหาของปรัชญาจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุค ตามสมยั แลว้ แต่ว่าจะสนใจท่จี ะศกึ ษาในเร่ืองใดหรือ
ปญั หาใด อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ตอ่ มวลมนษุ ยชาติ
ลทั ธปิ รัชญาการศกึ ษา
ปรัชญาการศึกษามีอยู่มากมายหลายลัทธิ ตามลักษณะและตามธรรมชาติของมนุษย์ที่ต่างก็คิดและ
เชื่อไม่เหมือนกัน อาศัยแนวคิดของปรัชญาพื้นฐานที่แตกต่างกัน หรือนำมาผสมผสานกัน ทำให้มีลักษณะท่ี
คาบเกยี่ วกนั หรอื อาจมาจากความคิดของปรชั ญาพื้นฐานสาขาเดียวกันดังนั้นปรชั ญาการศึกษาจึงมีหลายลัทธิ
หลายระบบ ในที่นี้จะกล่าวถึงปรัชญาการศึกษาที่เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางดัง ต่อไปนี้
(บรรจง จนั ทรสา 2522 ; อรสา สุขเปรม 2546 : 63 - 74)
4 4
4
3.1 ปรัชญาการศึกษาสารัตถนยิ ม (Essentialism)
3.2 ปรชั ญาการศึกษานริ ันตรนิยม (Perennialism)
3.3 ปรชั ญาการศึกษาพิพฒั นาการนยิ ม (Progessivism)
3.4 ปรชั ญาการศึกษาปฏิรปู นิยม (Reconstructionism)
3.5 ปรัชญาการศกึ ษาอัตถภิ าวนิยม (Existentialism)
ปรัชญาการศกึ ษาสารตั ถนยิ ม (Essentialism)
เป็นปรัชญาการศึกษาท่ีเกิดในอเมริกา เมื่อประมาณ ปี ค.ศ.1930 โดยการนำของ วลิ เลีย่ ม ซี แบคลี
(William C. Bagley) และคณะ ได้รวมกลุ่มกันเพื่อเผยแพร่แนวคิดทางการศึกษาฝ่ายสารัตถนิยม และได้รับ
ความนยิ มเป็นอย่างมากในสมยั สงครามโลกครง้ั ท่ี 2 และยงั นิยมเรื่อยมาอีกเปน็ เวลานาน เพราะมีความเช่ือว่า
ลัทธิปรชั ญาสารัตถนิยมมีความเข้มแข็งในทางวิชาการและมีประสิทธิภาพในการสร้างค่านิยมเกี่ยวกบั ระเบยี บ
วินัยได้ดีพอที่จะทำให้โลกเสรีต่อสู้กับโลกเผด็จการของคอมมิวนิสต์ (ภิญโญ สาธร :2525, 31)
สารัตถนิยม เป็นการหล่อหลอมความคิด ของจิตนิยม (Idealism) และ สัจนิยม (Realism) มีชื่อเรียกอื่น ๆ
เชน่ สาระนิยม สารวาส ลทั ธิจติ นยิ ม หรอื คตนิ ิยม (Idealism)เชือ่ วา่ ความเปน็ จรงิ (Reality) เปน็ ความนึกคิด
(Mind) และเป็นจิตรภาพ (Idea) หรือ แบบ (From) ที่มีอยู่ในจินตนาการของเรา โลกแห่งความเป็นจริง
อันสูงสุด (Ultimate reality) จึงเป็นโลกแห่งจินตนาการ (A world of mind) จากพื้นฐานความจรงิ นี้ จึงเช่ือ
ต่อไปว่า การล่วงรู้ความจริงได้ต้องอาศัยจิต (Mind) อาศัยปัญญา(Intellect) เพื่อเข้าถึงความเป็นจริงที่มีอยู่
ในจิตรภาพ(Idea) คือ เราใช้ปัญญาและความคิดในการรับรู้ความจริงเมื่อปัญญาล่วงรู้สิ่งที่เป็นจริง
แลว้ กห็ มายถึงเราม“ี ความรู้”
Plato เป็นบิดาแหง่ ปรัชญาสาขาจิตนยิ ม ท่ีถือว่าเกา่ แก่ท่ีสุดและตรงกบั ปรัชญาจติ นยิ มใหม่ ในทัศนะของ
Kant ซึ่งเห็นวา่ การรู้นั้นจะเกิดข้ึนได้ก็ตอ่ เมือ่ มีองคป์ ระกอบสำคัญ 2 ส่วน
1. การรับรู้ (Percepts) คือ การไดร้ ับข้อมูลเกย่ี วกับวัตถตุ ่าง ๆ มาโดยผัสสะ
2. การเขา้ ใจ หรอื สัญชาน (Concept) คอื ความนกึ คดิ ที่เกิดข้นึ ในจิตของเรา ความเขา้ ใจนนั้ ตอ้ ง
อาศัยการรับรใู้ นการป้อนขอ้ มลู ต่าง ๆจากผสั สะ
หลกั การสำคญั ตามแนวคิดของปรัชญาการศึกษาสารตั ถนยิ ม
1. การเรยี นรู้ เกิดขึ้นไดจ้ ากการทำงานหนกั และนำไปประยุกต์ใชไ้ ด้ ความมรี ะเบียบวนิ ัย เคร่งครัด
เป็นส่งิ สำคญั ปลกู ฝัง่ ให้เด็กเกิดความมานะ พยายาม ต้องอุทิศตนเพ่อื จดุ หมายปลายทางในอนาคต
2. การรเิ รม่ิ ทางการศึกษา ควรเริม่ ตน้ ทีค่ รู ครูเปน็ ผนู้ ำในการเรียน และสรา้ งพฒั นาการใหก้ ับเด็ก
ทำหน้าท่เี ชื่อมโยงโลกของผู้ใหญ่กับโลกของเด็กเข้าด้วยกัน
3. หัวใจสำคัญของการศกึ ษา คือ การเรยี นร้เู นอ้ื หาวิชามาเชือ่ มโยงกัน การศึกษาชว่ ยให้เอกัตบคุ คล
ตระหนกั ในศักยภาพของตน ความรู้และประสบการณ์ที่เป็นมรดกตกทอดเป็นสง่ิ ท่ดี งี ามและถูกตอ้ ง
เนน้ ความสำคญั ของ “ประสบการณข์ องเช้ือชาติ”
5 5
5
4. โรงเรียนควรรักษาวธิ กี ารด้ังเดิมที่ใช้ระเบียบวนิ ัยและการอบรมจิตใจเป็นสิง่ ท่ีส่งเสรมิ การเรยี นรู้
การสอนเด็กใหเ้ กิดการเรียนรู้ ควรสอนให้เข้าใจในสาระสำคัญ แม้ว่าจะต้องมกี ารปรบั ใหส้ อดคลอ้ งกับ
ความตอ้ งการของเด็ก
แนวคิดทางการศกึ ษาของสารัตถนิยม
จดุ มงุ่ หมายทางการศกึ ษา
1. ใหก้ ารศึกษาในส่งิ ท่เี ปน็ เน้ือหา สาระ (Essential subject – matter) อนั ไดจ้ ากมรดกทางวัฒนธรรม
โดยการรักษาและถา่ ยทอดสคู่ นรุ่นหลัง
2. ให้การศึกษาเพอ่ื การเรียนรใู้ นเรื่องของความเชื่อ ทศั นคติ และค่านยิ มของสังคมในอดีต
3. ธำรงรกั ษาส่ิงทดี่ ีงามต่าง ๆ ในอดตี เอาไว้
4. มงุ่ พัฒนาผเู้ รียนใหเ้ ปน็ ผู้มีระเบยี บวนิ ยั มีปัญญา และรักษาอุดมคตอิ นั ดีงามของสงั คมไว้
หลักสูตร
เปน็ หลักสูตรทเ่ี นน้ เนื้อหา (Subject – matter Oriented) เป็นหลักสำคัญ โดยยดึ ประสบการณข์ อง
เชือ้ ชาติ หรือมรดกทางวฒั นธรรมเป็นหลกั ได้รับการจดั ไวอ้ ย่างเป็นระบบต่อเน่ืองตามข้ันตอนความยากงา่ ย
จะชว่ ยเพ่มิ ประสิทธิภาพในการเรียนการสอน วิชาพ้ืนฐาน เช่น คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ สงั คมศาสตร์
ตรรกวิทยา ศลิ ปะ ดนตรี ภาษาและวรรณคดี โดยมีการผสมผสานกันเพื่อชว่ ยเพมิ่ ทักษะในการอ่าน การเขียน
การคิดและจนิ ตนาการใหต้ ัวผู้เรียน
หลกั สูตรจะต้องสอดคล้องกับวฒุ ภิ าวะของผเู้ รียน
กระบวนการเรยี นการสอน
การเรียนการสอนจะเน้นการบรรยายเปน็ หลกั โดยมศี ิลปะของการถา่ ยทอดความรูเ้ ป็นสำคัญ
มีหลักการอบรมจิตใจ และถ่ายทอดค่านิยมเพื่อสร้างนิสัยที่ดีงามให้เกิดแก่ผู้เรียนกระบวนการเรียนการสอน
จะมี “ครู” เป็นผู้มีบทบาทสำคัญเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนคำนึงถึงความสามารถ ความสนใจ
และจดุ หมายของผเู้ รยี นเพอ่ื ให้เกดิ การเรยี นรู้
ผู้สอน
ผสู้ อนหรือครู ต้องเปน็ ผทู้ มี่ ีความรู้ดี มีความประพฤติดี มีศีลธรรม เป็นแบบอยา่ งทีด่ ี และเปน็
ศนู ย์กลางของห้องเรยี น
ผสู้ อนควรตอ้ งเปน็ ผูม้ ีทกั ษะ เทคนิควิธี ท่ีจะโน้มนา้ วใหน้ ักเรยี นเหน็ คณุ ค่าของการเรียนรู้
ผ้สู อนต้องเสรมิ สร้างความสนใจและเปา้ หมายในการเรียนรู้ให้แกผ่ ้เู รียน
ผู้สอนมบี ทบาทสำคัญในอนั ท่ีจะกำหนด หรือตัดสนิ ใจในกิจกรรมทางการเรียนรู้
ผู้เรียน
ผู้เรยี นเปน็ ผู้รบั ผู้ฟงั และทำความเขา้ ใจในเน้ือหาตา่ ง ๆ ท่ีครกู ำหนด
ผเู้ รยี นเปน็ ผูเ้ รียนรู้ เป็นผ้สู บื ทอดคา่ นิยม และมรดกทางวัฒนธรรมไวแ้ ละถา่ ยทอดให้คนรุ่นหลงั ต่อไป
ผเู้ รียนต้องเป็นผูท้ ่ีมีความพยายาม อดทน และเป็นผ้มู รี ะเบียบวนิ ัย
6 6
6
โรงเรียน
มจี ดุ ม่งุ หมาย เพ่ือสงวน รกั ษา และประเมินคณุ คา่ มรดกทางวฒั นธรรมทำหน้าที่ฝึกฝน อบรมทาง
ปัญญาใหแ้ ก่เยาวชน เพื่อให้ผู้เรยี นได้เรยี นรู้ เข้าใจเร่ืองราวหรือมรดกทางสงั คมเป็นสถาบนั เพ่อื ความมนั่ คง
ความเป็นระเบยี บของสังคมแตไ่ มเ่ ป็นผู้นำของสงั คมชว่ ยสงวนรกั ษาความดีงาม คุณคา่ และวฒั นธรรมของ
สงั คมใหป้ ระณีต สมบูรณ์ข้ึนและถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่รับช่วงต่อไปให้ผ้เู รยี นรู้กฎเกณฑ์ ระเบียบ ประเพณี
และวัฒนธรรมของสงั คม
ผบู้ รหิ าร
- มีลกั ษณะแบบรวมอำนาจ คือ ผบู้ รหิ ารตดั สินใจแตเ่ พยี งผูเ้ ดียว
- มลี กั ษณะยึดกฎระเบียบ ยึดกฎหมายเป็นสำคัญ
- มีลักษณะยึดแบบอย่าง ยดึ มาตรฐาน ยดึ ระเบยี บวนิ ัย
- มกี ารบรหิ ารจดั การเร่ืองการเรียนรู้ไปในทางเดียวกนั คือระบบบรหิ ารเป็นแบบสง่ั งาน
(Bureaucratic Model)
การวัดผลประเมนิ ผล
เชอื่ วา่ ความรูท้ ีแ่ ท้จรงิ อยู่ภายนอกตัวผเู้ รียน สามารถรับรู้ด้วยจิตการได้มาซงึ่ ความร้นู ้ันเปน็ การรับโดย
กระบวนการถา่ ยทอด จดจำใช้วิธกี ารทดสอบความจำในเนื้อหาวชิ าท่ไี ดเ้ รยี นมาประเมินผูเ้ รยี นทางดา้ นทฤษฎี
(วิชาการ)เปน็ สำคญั
ปรชั ญาการศกึ ษานริ นั ตรนยิ ม (Perennialism)
ปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยม (Perennialism) เป็นปรัชญาการศึกษาที่ได้รับอิทธิพลจากปรัชญา
พื้นฐานกลุ่มวัตถุนิยมเชิงเหตุผล(Rational realism) หรือบางทีเรียกว่าเป็นพวกโทมนัสนิยมใหม่
(Neo – Thomism) เกดิ ขึ้นในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ท่วั โลกกำลังมีการพฒั นาทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี
ใหม่ ๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะประเทศทางตะวันตกซึ่งมีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ก่อให้เกิดการแข่งขันทาง
การคา้ อย่างไม่เปน็ ธรรม มกี ารเอารดั เอาเปรียบสนิ ค้า ราคาสงู เกดิ ปัญหาครอบครวั ขาดระเบียบวนิ ยั มนุษย์ไม่
สามารถปรับตัวให้เข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ทำให้วัฒนธรรมเสื่อมสลายลงไป จึงมีการเสนอปรัชญา
การศึกษาลทั ธิน้ขี น้ึ มาเพือ่ ใหก้ ารศึกษาเป็นสงิ่ นำพามนุษยไ์ ปสคู่ วามมรี ะเบยี บเรียบรอ้ ย มเี หตแุ ละผล
มคี ุณธรรมและจริยธรรม จึงเป็นที่มาของปรชั ญาการศกึ ษานิรนั ตรนยิ ม ปรัชญาการศกึ ษานริ นั ตรนิยม มีมาแล้ว
ตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ ผู้เป็นต้นคิดของปรัชญาลัทธิน้ี คือ อริสโตเติล (Aristotle) และเซนต์ โทมัส อะไควนัส
(St. Thomas Aquinas) อริสโตเติลได้พัฒนาปรัชญาลัทธินี้โดยเน้น การใช้ความคิดและเหตุผล จนเชื่อได้ว่า
Rational humanism ส่วนอะไควนัส ได้นำมาปรับให้เข้ากับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงความเชื่อเกี่ยวกับพระ
เจา้ เรอ่ื งศาสนา ซึง่ เป็นเรือ่ งของเหตุและผล แนวคดิ นมี้ สี ่วนสำคญั โดยตรงต่อแนวคิดทางการศึกษาในศตวรรษ
ท่ี 20 นกั ปรัชญาทเ่ี ปน็ ผ้นู ำของปรชั ญาน้ีในขณะนคี้ ือ โรเบริ ์ท เอม็ ฮัทชินส์ (Robert M. Hutchins) และคณะ
ไดร้ วบรวมหลักการและให้กำเนิดปรชั ญานริ ันตรนิยมขน้ึ มาใหมใ่ นปี ค.ศ.1929
7 7
ปรัชญาการศกึ ษาพิพฒั นาการนิยม (Progessivism) 7
ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม (Progessivism) ปรัชญานี้ใหก้ ำเนิดขึ้นเพื่อต่อต้านแนวคิดด้ังเดิม 5
ที่การศึกษามักเน้นแต่เนื้อหา สอนให้ท่องจำเพียงอย่างเดียว ทำให้เด็กพัฒนาด้านสติปัญญาอย่างเดียว ไม่มี
ความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีความกล้าและความมั่นใจในตนเองประกอบกับมีความก้าวหน้าในด้านวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยที ำใหเ้ กิดแนวความคดิ ปรชั ญาการศึกษาพพิ ฒั นาการนิยมข้ึนปรัชญาการศึกษาพิพฒั นาการนิยม
เกิดขึ้นใน ค.ศ.1870 โดยฟรานซิส ดับเบิ้ลยูปาร์คเกอร์ (Francis W. Parker) ได้เสนอให้มีการปฏิรูป
การศึกษาเสียใหม่ เพราะการเรียนแบบเก่าเข้มงวดเรื่องระเบียบวินัย แต่แนวคิดนี้ไม่ได้รับการยอมรับ ต่อมา
จอห์น ดิวอ้ี (John Dewey)ได้นำแนวคิดนี้มาทบทวนใหม่ โดยเริ่มงานเขียนชื่อ School of Tomorrow ออก
ตีพิมพ์ในปีค.ศ.1915 ต่อมามีผู้สนับสนุนมากขึ้นจึงตั้งเป็นสมาคมการศึกษาแบบพิพัฒนาการ
(ProgessiveEducation Association) (Kneller 1971 : 47) และนำแนวคดิ ไปใช้ในโรงเรียนต่างๆแต่กถ็ กู จู่
โจมตีจากฝ่ายปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยมภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปรัชญาการศึกษา สารัตถนิยม
กลับมาได้รับความนิยมอีก จนสมาคมการศึกษาพิพัฒนาการนิยมต้องยุบเลิกไปแต่แนวคิดทางการศึกษา
ปรัชญาพิพัฒนาการนิยมยังคงใช้ในสหรัฐอเมริกา ต่อมาได้รับความนิยมมากขึ้นและแพร่หลายไปยังประเทศ
ตา่ ง ๆ รวมทง้ั ประเทศไทยดว้ ย
ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม (Progressivism) มีรายชื่อเรียกเป็นหลายอย่างเช่นอุปกรณ์นิยม
(Instrumentalism) ประสบการณ์นิยม ( Experimentalism) นอกจากน้ีตำราบางเล่มกเ็ รยี กวา่ อนุกรรมวาท
หรือก้าวหน้านิยม การศึกษาแผนใหม่ ( New Education) เป็นต้น ปรัชญาการศึกษาลัทธินี้เป็นปรัชญา
การศึกษาท่ี แพรห่ ลายและเปน็ ที่กล่าวถงึ ทวั่ โลกมากทส่ี ุดลัทธหิ นง่ึ แนวความคิดและการปฏบิ ัติทางการศึกษา
ก็มีแตกต่างกันไปประเทศสหรัฐอเมริกาเองซึ่งเป็นแหล่งกำเนิ ดของปรัชญาการศึกษาลัทธินี้
ความคิดกย็ งั ไมล่ งรอยกันในทุกเรื่อง ย่ิงเม่อื มีผนู้ ำทัศนะน้ีไปปนกับการเคล่ือนไหวของการศึกษาแบบพิพัฒนา
การยงิ่ ทำให้เกดิ ความสบั สนมากย่งิ ขนึ้
ปรัชญาการศึกษาปฏริ ปู นิยม (Reconstructionism)
ปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยม (Reconstructionism) ในปี ค.ศ.1930 ได้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
ในสหรัฐอเมริกา เกิดปัญหาการว่างงาน คนไม่รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เกิดช่องว่างระหว่างชนชั้นใน
สังคม จึงมีนักคิดกลุ่มหนึ่งพยายามจะแก่ปัญหาสังคมโดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสังคม ผู้นำ
ของกลุ่มนักคิดกลุ่มน้ี ได้แก่ จอรัจ เอส เค้าทส์ (George S.Counts) ซึ่งมีความเห็นด้วยกับหลักการ
ประชาธิปไตย แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และควรเห็นว่าโรงเรียนควรมีหน้าที่แก้ปัญหาเฉพาะ
อย่างของสังคมผูท้ ีว่ างรากฐานและตัง้ ทฤษฎปี ฏิรูปนิยม ได้แก่ ธีโอดอร์ บราเมลด์ (Theodore Brameld)ในปี
ค.ศ.1950 โดยได้เสนอปรัชญาการศึกษาเพื่อปฏิรูปสังคมและได้ตีพิมพ์ ลงในหนังสือหลายเลม่ ธีโอดอร์ บรา
เมลด์ จงึ ไดร้ ับการยกย่องว่าเป็นบดิ าของปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยม
ปรชั ญาการศึกษาอตั ถภิ าวนยิ ม (Existentialism)
ปรชั ญาการศึกษาอัตถภิ าวนิยม (Existentialism) ปรชั ญานเ้ี กดิ ขนึ้ เนื่องจากความร้สู กึ ทว่ี ่ามนุษย์กำลัง
สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง การศึกษาที่มีอยู่ก็มีส่วนทำลายความเป็นมนุษย์ เพราะสอนให้ผู้เรียนอยู่ใน
8
8
กรอบของสงั คมที่จำกดั เสรภี าพความเปน็ ตวั ของตวั เองให้ลดน้อยลงนอกจากนว้ี ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังมี
ส่วนในการทำลายความเป็นมนุษย์เพราะต้องพึ่งพามันมากเกินไปนั่นเองผู้ให้กำเนิดแนวความคิดใหม่ทาง
ปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวนิยม ได้แก่ ซอเร็น คีร์เคอร์การ์ด (Soren Kierkegard) นักปรัชญาชาวเดนมาร์ค
เขาได้เสนอความคิดว่า ปรัชญาเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน ดังนั้นทุกคนจึงควรสร้างปรัชญาของตนเองจาก
ประสบการณ์ ไม่มีความ จริงนิรันดร์ให้ยึดเหนี่ยวเป็นสรณะตัวตาย ความจริงที่แท้คือสภาพของมนุษย์
(Human condition)(กรี ติ บุญเจอื 2522: 14 ) แนวคดิ ของ ครี เ์ คอรก์ ารด์ มผี ู้สนับสนุนอกี หลายคน ซงึ่ เป็น
คนร่วมสมัยในช่วงปี ค.ศ. 1950 – 1965 แต่ความพยายาม ที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับการศึกษาก็เป็นเวลา
ราว 10 ปีต่อมาและผู้ริเริ่มนำมาใช้ทดลองในโรงเรียน คือ เอ เอส นีลล์ (A.S. Neil) โดยทดลองในโรงเรียน
สาธิตและโรงเรียนซมั เมอร์ฮลิ ล์
บทบาทของปรชั ญาการศึกษาตอ่ การจัดการศกึ ษา
วิทย์ วศิ ทเวทย์ กลา่ วถงึ ปรชั ญาท่มี สี ่วนชว่ ยในการวางแผนดำเนินกิจกรรมทางการศึกษา ใน 2 แง่ คอื
ในเนอ้ื หา ปรชั ญามีสว่ นช่วยนกั การศึกษาในด้านการกำหนดเปา้ หมายหรือกำหนดสิ่งอันมี่าสูงสุดในการดำเนิน
กจิ การการศึกษา การศึกษามไี ว้เพื่อชีวิตและข้อความต้องมีไว้เพื่อชีวิตท่ีดี ชวี ิตทด่ี ที ่ีสุดคือน่าพึงปรารถนาท่ีสุด
เป็นออย่างไร นั่นเป็นสิ่งทีน่ กั ปรัชญาเสนอคำตอบโดยการโยงใยไปถึงธรรมชาติของมนษุ ยต์ ลอดจนไปถึงความ
จริงแทข้ องจักรวาล ชีวติ มนษุ ยน์ ้นั ตอ้ งอยใู่ นสังคมกบั ผู้อื่นปญั หาจึงทอดไปถึงลักษณะของสงั คมทดี่ ีอันเป็นเร่ือง
ที่ปรัชญาการเมือง และปรัชญาสังคมแสวงหา เมื่อได้เกี่ยวกับปัญหาต่างๆเหล่านี้แล้ว จุดมุ่งหมายของ
การศึกษาก็จะหล่งั ไหลออกมาเอง เมื่อได้จดุ หมายอนั แนช่ ดั แลว้ เนอื้ หาหลกั สตู รบทบาทของครูในกระบวนการ
ศึกษาบทบาทของโรงเรียนในสังคมได้ชัดเจนขึ้น ในแง่วิธีการ วิธีการของปรัชญาก็คือ วิเคราะห์ สังเคราะห์
และตีความหมายโดยใช้เหตุผลตามครรลองของตรรกวิทยาด้วยการค้นหาของญาณทัศน์(intuition) ข้อเสนอ
ของปรชั ญาไม่อาจพิสจู น์ไดด้ ว้ ยข้อมลู เชิงประจักษ์ (empirical data) ข้อเสนอของปรัชญาช่วยให้นกั การศึกษา
แน่ใจในจุดยืนของตัวเองมากขึ้น เห็นปัญหากระจ่างชัด และที่สำคัญรู้จักตัวเองมากขึ้นว่าความเข้าใจของคน
นัน้ เปน็ อย่างไร คำพดู ของตนมีความหมายอยา่ งไร
ทองปลวิ ชมชื่น กลา่ วถึงบทบาทหน้าทีข่ องปรชั ญาการศึกษาสำคญั คือ
1) อนุมาน (speculative)หมายถึง การคาดคะเนหรือคาดหมายเรื่องใดเรื่องหนึ่งถึงเหตุผลที่จะเกิดข้ึน
ปรัชญาแบบอนุมานเป็นความพยายามที่จะสร้างกรอบหรือโครงร่างแนวคิดความขึ้นมา โดยให้องค์ประกอบมี
เหตุผลตอ่ กกนั และมีอยูอ่ ย่างเปน็ ระบบ
2) การกำหนดรปู แบบ (normative)ทำหนา้ ท่ีในการกำหนดรปู แบบหรอื มาตรฐานเกีย่ วกับเรื่องใดเรอื่ งหน่ึง
ข้นึ มา เพื่อเป็นข้อกำหนดในการปฏิบัติ เชน่ การกำหนดเป้าหมาย การกำหนดมาตรฐานขึน้ มาเพื่อที่นำไปเป็น
แบบแผนในการจัดการศึกษาทำหนา้ ท่ใี นลกั ษณะการนิเทศ
3) การวิเคราะห์ (critical) การวิเคราห์หรือการคิดอย่างรอบคอบและมีเหตุผลน้นั เปน็ ลักษณะการคิดของ
นกั ปรัชญา เมอื่ มปี ัญหาหรือทฤษฎใี ดมาอยู่ตรงหน้า นกั ปรัชญาจะไมด่ ว่ นสรุปลงความเหน็ ทนั ทที ันใด
ไพฑรู ย์ สินลารัตน์ ได้แบ่งหนา้ ท่ีของปรัชญาไว้ 3 หนา้ ท่ี คือ
1) การพรรณนา(descriptive)
2)การกำหนดมาตรฐาน(normative)
9
9
3) การวิเคราะห์(analysis) โดยใหร้ ายละเอยี ดดงั นี้
3.1) การพรรณนานั้นมุ่งที่การอธิบายและบรรยายให้ทราบว่านักปรัชญาคนใด
พูดอะไร ทำอะไรไวบ้ า้ ง เน้นศกึ ษาดวู า่ นักปรชั ญาเขาพูดไว้วา่ อย่างไรมากกวา่ การสร้างปรชั ญาข้ึนเอง
3.2) การกำหนดมาตรฐานเกี่ยวข้องโดยตรงกบั คุณค่า ปรรชั ญาหรือนกั ปรัชญาจะชี้
วา่ ส่งิ ทีค่ วรเนน้ ควรทำมอี ะไรบา้ ง
3.3) การวิเคราะห์นั้นเน้นที่การทำความกระจ่าง การทำความเข้าใจในเรื่องของคำ
ภาษา แนวคิด และทฤษฎตี ่าง ๆ หน้าท่ีของนักปรชั ญาคือการทำความเข้าใจใหช้ ดั เจน
สรุปได้ว่า ปรัชญาการศึกษา คือมีลักษณะเป็นการพรรณนาและคาดคะเนมุ่งเน้นการอธิบาย และ
บรรยายใหท้ ราบแนวคิด และความเชื่อของปรัชญานนั้ ๆ เพื่อคาดคะเนหรือคาดหมายเร่ืองใดเรื่องหน่ึงถึงส่วน
ที่จะเกดิ ขน้ึ หรือการกำหนดรูปแบบมาตรฐานเก่ยี วกบั เร่ืองใดเรื่องหน่ึงข้ึนมา เพ่ือเป็นข้อกำหนดในการปฏิบัติ
และการวิเคราะหห์ รือการคดิ อย่างรอบคอบและมีเหตุผล เน้นท่กี ารทำความกระจา่ งการทำความเข้าใจในเรื่อง
ของคำ ภาษาแนวคิด และทฤษฎตี ่าง ๆ
แนวทางการศกึ ษาปรชั ญาการศกึ ษา
ไพฑรู ย์ สนิ ลารัตน์ ได้ให้ไว้ 3 แนวทาง คือ
4.1 ปรัชญาการศึกษาที่ยุดเนื้อหาทางปรัชญาทั่วไปเป็นแม่บท เป็นแนวเก่าและมีมานาน เป็นระบบ
และรูปแบบที่ชัดเจน เริ่มต้นจากการศึกษาปรัชญาทั่วไปก่อน เมื่อรู้จักและทำความเข้าใจกับปรัชยาท่ัวไปหรือ
พื้นฐานแล้วก็จะวิเคราะห์การศึกษาไปตามปรัชญาแต่ละสาขา เป็นการสร้างปรัชญาการศึกษาตามปรัชญา
ทั่วไป
4.2 ปรัชญาการศึกษาที่ยึดตัวการเป็นแกนกลาง เป็นแนวทางเก่าแก่ โดยเฉพาะในวงการศึกษาเอง
ปรชั ญาแนวนีถ้ ือว่าเม่ือมีการศึกษาจึงมปี รชั ญาการศกึ ษาเกิดขนึ้ การดำเนินการในลักษระใด กิจกรรมใดก็ตาม
จะมีแนวคิดพนื้ ฐานอยา่ งใดอยา่ งหน่งึ เป็นเคร่ืองกำหนดอยู่เสมอ
4.3 ปรัชญาที่มุ่งหาความกระจ่างในแนวคิด และกิจกรรมการศึกษา ถือว่าความสัมพันธ์ระหว่า
ปรัชญาการศึกษามีความสัมพันธ์ในลักษณะที่ปรัชญาไม่ใช่ตัวเนื้อหา แต่ปรัชญาเป็นกิจกรรมของการ
วพิ ากษ์วิจารณ์ หรอื หาความกระจา่ งในความหมายและถอ้ ยคำโดยเฉพาะในปัญหาของการศกึ ษาไทย
กล่าวโดยสรุปแล้ว แนวทางการศึกษาปรัชญาการศึกษานั้น ประกอบด้วย 3 แนวทางสำคัญคือ
แนวทางการศกึ ษาที่ยุดเน้ือหาทางปรัชญาทัว่ ไปเป็นแม่บท แนวทางการศกึ ษาที่ยึดตัวการศึกษาเป็นแกนกลาง
และในทางการศกึ ษาที่มงุ่ หาความกระจ่างในแนวคดิ และกิจกรรมการศกึ ษา
แนวทางในการพิจารณาปรชั ญาการศึกษา
1. ปรัชญาการศึกษาที่ยึดเนื้อหาทางปรัชญาทั่วไปเป็นแม่บท ปรัชญาการศึกษาแบบนี้ เป็นแบบเก่า
เป็นความพยายามในการนําหลักการต่าง ๆ จากปรัชญาแม่บทมาประยุกต์ใช้กับ การศึกษา ซึ่งต้องศึกษา
ปรัชญาทั่วไปให้เข้าใจก่อน แล้ววิเคราะห์การศึกษาตามแนวของปรัชญา แต่ละสาขา เป็นการสร้างปรัชญา
การศกึ ษาตามปรชั ญาทัว่ ไป
10
10
2. ปรัชญาการศึกษาที่มาจากความคิดของนักปรัชญาแต่ละคน ปรัชญาการศึกษาใน แนวนี้ใช้ระบบ
ปรัชญาของนักปรัชญาแต่ละคนเป็นฐานในการประยุกต์ใช้กับการศึกษา แต่ถ้านัก ปรัชญาคนใดได้วิเคราะห์
การศึกษาไว้แล้วก็ศึกษาจากระบบความคิดเหล่านั้นได้ ปรัชญาการ ศึกษาในแนวนี้ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจระบบ
ความคิดและข้อเสนอแนะของนักปรัชญาแต่ละคนอย่าง ลึกซง้ึ
3. ปรัชญาการศกึ ษาทย่ี ึดตัวการศึกษาเปน็ แกนกลาง แนวทางนี้เปน็ แนวทางทศ่ี ึกษาถงึ เปา้ หมายและ
วิธีการทางการศึกษาโดยเฉพาะ ปรัชญาการศึกษาในแนวนี้ไม่อิงอยู่กับปรัชญาใด เป็นการวิเคราะห์
องค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาแล้วจึงกําหนดเป้าหมาย วิธีการ ทางการศึกษาหรือกระบวนการ
ต่าง ๆ ของการศึกษา
4. ปรชั ญาการศึกษาที่มุ่งหาความกระจ่างในแนวคดิ และกิจกรรมการศึกษาปรัชญาการ ศึกษาในแนว
นี้ ปรัชญามีลักษณะเป็นกิจกรรมของการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ หรือการหาความกระจ่างให้กับความคิด
ต่าง ๆข้อดีของปรัชญา การศึกษาในแนวนี้ เป็นการเสนอความคิดที่ท้าทายและบางครั้งก็เป็นความคิดใหม่ ๆ
ข้อเสยี ก็คอื การวเิ คราะห์เชิงปรัชญาน้ันอาจทําได้ยากสาํ หรับผู้ท่ี ไม่มีพ้นื ฐานทางปรชั ญามากอ่ น
5. ปรัชญาการศึกษาท่ียดึ ตวั การศกึ ษาเปน็ แกนกลาง แนวทางน้เี ป็นแนวทางท่ศี กึ ษาถึง เปา้ หมายและ
วิธีการทางการศึกษาโดยเฉพาะ ปรัชญาการศึกษาในแนวนี้ไม่อิงอยู่กับปรัชญาใด เป็นการวิเคราะห์
องค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาแล้วจึงกําหนดเป้าหมาย วิธีการ ทางการศึกษาหรือกระบวนการ
ต่าง ๆ ของการศึกษา
ปรชั ญาการศึกษาของตะวนั ตกและตะวนั ออกกับการศึกษาไทย
ปรัชญาการศึกษาตะวันตก เน้นการค้นหาความจริงของโลก หมายความว่า ทุกสิ่งอย่างที่ต้องการ
สืบค้นจะต้องมีหลักฐานมายืนยันไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์หรือสถิติต่างๆ ที่ผู้รู้ทั้งหลายได้ใช้เวลาเกือบค่อนชีวิต
คน้ หามาได้ แล้วความจรงิ ของชีวิตท่วี ่า จึงกลายเปน็ วัตถุทตี่ ้องสมั ผัสรู้ได้ดว้ ยตาเปล่าและความรู้สึกนึกคิด โดย
ลมื คำว่า จิตวญิ ญาณแห่งชวี ิตไปโดยสนิ้ เชิง
ปรชั ญาตะวนั ออก เน้นเรื่องหลกั การและวิถีการดำเนนิ ชวี ิตของมนษุ ย์นัน้ น่าจะสอดรับการศึกษาของ
ไทยมากกว่าตามความเห็นของผู้เขยี น เพราะเหตุผลในเรือ่ งของความเปน็ มนุษยท์ ่ีย่อมต้องมีเรื่องของจิตใจหรือ
จิตวิญญาณเข้ามาเกี่ยวข้อง มนุษย์ที่เจริญแล้วย่อมต้องมีเรื่องของศีลธรรมเข้ามาประกอบในการใช้
ชีวิตประจำวนั ไมเ่ พียงเรือ่ งการศึกษาเท่านน้ั แตค่ รอบคลมุ ไปถงึ ทกุ ๆ ดา้ นของชีวิตมนุษย์
ปรัชญาการศึกษาไทย
ปรัชญาการศึกษาไทยตามแนวพุทธธรรม โดย พระธรรมปิฎก คือ ทุกอย่างเกิดจากเหตุตามแนว
พระพุทธศาสนา คนเราจะมีสตปิ ัญญาได้ด้วย 2 องค์ ประกอบ คือ ทางด้านร่างกายและจิตใจ มนุษย์จะเรียนรู้
ได้ด้วยสตปิ ญั ญาภายในใจนัน้ คอื การท่เี ราไดฝ้ ึกปฏบิ ัติใหส้ ามารถหลดุ พ้นจากอำนาจครอบงำจากส่งิ อื่น ทำให้
มีอสิ รภาพ คือ สติปัญญาทเี่ ราได้ศึกษาน้ีเอง กระบวนการศึกษา มอี งคป์ ระกอบ คือ การมีความรู้เข้าใจสภาวะ
ของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงเพื่อประโยชน์และปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและแก้ปัญหาได้ถูกต้อง ตาม
หลักไตรสิกขา การปรับตัวเพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการดำรงอยู่ พัฒนาร่างกายแข็งแรง และจิตใจที่มี
คุณธรรม และการรู้จักและเข้าใจเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันของ ตนกับสิ่งแวดล้อมและปรับสิ่งแวดล้อมให้เกิด
11
11
ประโยชน์แก่ตน ปรัชญานี้เน้นแนวพุทธศาสนามาเป็นหลักในการพัฒนาการศึกษาไทยเพราะคนไทยมีความ
ผกู พันและเนน้ แฟน้ กบั พทุ ธศาสนามาช้านานเราควรท่ีจะนำมาใชใ้ นการดำรงชีวิตและ แกป้ ญั หาในทุกด้านของสงั คม
ปรัชญาการศึกษาไทยตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
พระองค์ทรงมีแนวคิดที่ว่าการศึกษา คือ เครื่องมือในการพัฒนามนุษย์ทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และ
สติปัญญา การศึกษาจึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต และมีส่วนสร้างสรรค์สังคม การศึกษามุ่งที่สร้าง
ปัญญาและลักษณะของชีวิตให้ผู้เรียนสามารถดำรงชีวิตเพื่อตนเอง แนวทางด้านการจัดการศึกษามุ่งให้
การศึกษาด้านวิชาการถ่ายทอดความรู้เพื่อขัดเกลาความคิด ประพฤติและคุณธรรม ให้มีความเข้าใจในหลัก
เหตผุ ล มีความซื่อสัตยส์ จุ รติ รู้จกั รับผิดชอบตนเองให้ถูกต้องเปน็ ธรรม เน้นการเรียนรแู้ บบหลากหลายวิชาการ
เพ่อื ท่ีจะนำความรูไ้ ปประยกุ ตใ์ ช้ใหถ้ ูกต้องเหมาะสมกบั บรบิ ทสังคม
ปรัชญาการศึกษาไทยตามพุทธธรรมจากการวิเคราะห์ของสาโรช บวั ศร
การพัฒนาการศกึ ษาด้วย ขันธ์ 5 เมื่อปฏิบัติตามชีวิตก็จะเปน็ กศุ ลมูล สามารถทำให้บุคคลมีชีวิตทีร่ ่มเย็น เมื่อ
ปฏิบัติตามทางสายกลาง เพื่อที่รู้จักตนเอง สิ่งแวดล้อม การปฏิสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่งแวดล้อมเราก็จะ
คน้ พบวา่ เราถนัดทางด้านอะไร พรอ้ มทัง้ พฒั นาจรยิ ธรรมศึกษาไปดว้ ย เมอ่ื จัดการเรยี นการสอนได้ด้วยอริยสัจ
4 เพื่อหาหนทางดับทุกข์ มีเหตุปัจจัยเหมือนกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เมื่อการศึกษาของไทยสามารถ
นำปรชั ญาน้ไี ปพฒั นาไดเ้ พ่ือเปน็ ประโยชน์ตอ่ สังคมได้ในอนาคต
จะเห็นได้ว่าการศึกษาไทยมีวิวัฒนาการความเชื่อตามแนวทฤษฎีปรัชญาการศึกษาพื้นฐานตั้งแต่สมัย
กรุงสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ตอนต้น (ปรัชญาสารัตถนิยม ตรงที่ว่ามีครูเป็นต้นแบบและเป็นผู้ชี้แนะ
แนวทาง) (ตามปรชั ญาอัตนิยม นักเรยี นตรงทว่ี ่า ผู้เรียนสามารถเลอื กเรียนตามความถนดั ของตนเอง เช่น เลอื ก
เรียน งานช่าง งานปั้น เลือกเรียนตามความพอใจ และสามารถนำไปใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันได้)
(ตามปรชั ญานริ ันตรนิยม หลักสูตร ตรงที่วา่ ให้ผเู้ รียนเรียนรูส้ ่ิงท่ีดีงามวฒั นธรรมขนบประเพณีที่สืบทอดกันมา)
(พิพัฒนาการนิยม ตรงทว่ี ่า โรงเรยี นเป็นแหล่งสร้างสรรคป์ ระสบการณช์ วี ติ จรงิ ใหแ้ กเ่ ด็ก)สมัยกรงุ รัตนโกสินทร์
ตอนปลายถึงปัจจุบัน เริ่มเป็นระบบมากขึ้น เริ่มมีหลักสูตร โรงเรียน ครู ผู้บริหาร เป็นรูปแบบมากขึ้น
ตามแผนพัฒนาการศึกษาแหง่ ชาติ จนถึงพระราชบญั ญัติการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 การจัดการศึกษาตาม
หลักปรัชญาตามตะวันตก เช่น ปรัชญาสารัตถนิยม ปรัชญานิรันตรนิยม ปรัชญาพิพัฒนาการนิยม หลัง
เปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เรมิ่ ใชป้ รชั ญาปฏริ ูปนยิ ม การศกึ ษาเพ่ือสรา้ งสรรคส์ ังคมและมีส่วนช่วย
แก้ปญั หาสังคม การพัฒนาการศึกษาก็ยังไม่เปน็ ผลกเ็ ริ่มหนั กลบั มามองการถงึ ปญั หาการศึกษาไทย วา่ ควรท่ีจะ
นำแนวคิดทฤษฎีที่เหมาะสมกับสังคมไทยเพื่อให้การศึกษาไทย เจริญก้าวหน้าและมีแนวทางเลือกที่มากขึ้น
เพราะว่าไม่มีอะไรดีที่สุด และไม่มีอะไรเหมาะสมที่สุด ไม่มีถูก ไม่มีผิด ไม่มีอะไรถูกต้องที่สุด จึงเกิดทฤษฎี
แนวคดิ การศกึ ษาไทยมากมายที่กล่าวข้างต้น อยา่ งไรกแ็ ลว้ แต่การศึกษาจะประสบผลสำเรจ็ ได้ต้องมีต้องมีส่ิงท่ี
เกื้อหนุนเกื้อกูลกัน ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาล ผู้บริหาร โรงเรียน ครู และนักเรียนต้องมีส่วนช่วยกันผลักดันให้
การศกึ ษาไทยพฒั นาเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะครูซงึ่ เป็นบุคคลสำคญั ที่คอยช้แี นะแนวทางอบรมสั่งสอนท้ังด้าน
เน้อื หาวิชา และด้านคุณธรรมจรยิ ธรรม ให้กับอนาคตของชาตติ อ่ ไป
12
15
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
เปน็ ปรัชญาชถ้ี งึ แนวการดำรงอยแู่ ละปฏิบตั ติ นของประชาชนในทุกระดบั ตั้งแตร่ ะดบั ครอบครวั ระดับ
ชุมชนจนถึงระดบั รัฐ ทง้ั ในการพฒั นาและบริหารประเทศใหด้ ำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพฒั นา
เศรษฐกจิ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยคุ โลกาภิวฒั น์
ความพอเพียง
หมายถึง ความพอประมาณ ความมเี หตุผล รวมถึงความจำเปน็ ท่ีจะต้องมรี ะบบภมู ิคุ้มกันในตัวทด่ี ี
พอสมควรตอ่ การมผี ลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลย่ี นแปลงทง้ั ภายนอกและภายใน ท้งั นีจ้ ะต้องอาศัย
ความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมดั ระวังอยา่ งยิ่ง ในการนำวิชาการตา่ ง ๆ มาใช้ในการวางแผนและ
การดำเนนิ การทกุ ข้นั ตอน
หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพยี ง
การพฒั นาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพฒั นาท่ีต้ังอยบู่ นพ้ืนฐานของทางสายกลางและความไม่
ประมาท โดยคำนึงถงึ ความพอประมาณ ความมเี หตผุ ล การสรา้ งภูมคิ ้มุ กันทด่ี ีในตวั ตลอดจนใช้ความรู้ความ
รอบคอบ และคณุ ธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสนิ ใจและการกระทำ
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบไปด้วย 5 สว่ น ดงั นี้
สว่ นที่ 1. กรอบแนวคิด
เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจาก
วิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มี
การเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้น
การรอดพ้นจากภัย และวิกฤต เพอื่ ความมนั่ คง และความย่งั ยนื ของการพัฒนา
สว่ นที่ 2. คณุ ลักษณะ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง สามารถนำมาประยุกต์ใชก้ บั การปฏิบัตติ นได้ในทุกระดับโดยเน้นการปฏิบัตบิ นทางสาย
กลาง และการพัฒนาอยา่ งเป็นข้ันตอน
ส่วนท่ี 3. คำนยิ าม ความพอเพียงจะตอ้ งประกอบด้วย 3 คุณลกั ษณะ ดงั นี้
1. ความพอประมาณ หมายถงึ ความพอดีที่ไมน่ ้อยเกินไป และไมม่ ากเกนิ ไปโดยไม่เบียดเบียนตนเอง
และผอู้ น่ื เชน่ การผลติ และการบรโิ ภคที่อยใู่ นระดบั พอประมาณ
2. ความมีเหตผุ ล หมายถึง การตดั สินใจเก่ยี วกบั ระดบั ของความพอเพยี งนน้ั จะตอ้ งเป็นไปอยา่ งมี
เหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปจั จัยท่ีเก่ียวข้องตลอดจนคำนงึ ถึงผลที่คาดวา่ จะเกดิ ขนึ้ จากการ
กระทำนัน้ ๆ อย่างรอบคอบ
13
16
3. การมีภูมคิ มุ้ กันท่ีดใี นตัว หมายถงึ การเตรยี มตัวให้พรอ้ มรบั ผลกระทบ และการเปล่ยี นแปลงดา้ น
ต่าง ๆ ทีจ่ ะเกดิ ขึน้ โดยคำนึงถึงความเปน็ ไปไดข้ องสถานการณ์ ตา่ ง ๆ ท่ีคาดวา่ จะเกิดข้ึนในอนาคต
ทง้ั ใกล้ และไกล
สว่ นที่ 4. เงื่อนไข
การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดบั พอเพียงนนั้ ต้องอาศยั ท้งั ความรู้ และ
คุณธรรมเป็นพื้นฐาน 2 เงื่อนไข ดังน้ี
เงอื่ นไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกย่ี วกับวชิ าการต่าง ๆ ท่เี ก่ียวข้องอย่างรอบดา้ น ความ
รอบคอบทจี่ ะนำความรเู้ หลา่ นั้นมาพจิ ารณาให้เช่อื มโยงกัน เพ่อื ประกอบการวางแผน และความระมดั ระวังใน
ขนั้ ปฏบิ ตั ิ
เงื่อนไขคณุ ธรรม ที่จะตอ้ งเสรมิ สรา้ งประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตยส์ ุจริต
และมีความอดทน มคี วามเพยี ร ใช้สตปิ ัญญาในการดำเนินชีวิต
สว่ นท่ี 5. แนวทางปฏบิ ตั ิ / ผลที่คาดวา่ จะได้รบั
จากการนำปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาทส่ี มดุล และยั่งยนื พร้อมรับ
ตอ่ การเปลย่ี นแปลงในทุกด้าน ทง้ั ด้านเศรษฐกิจ สงั คม สิ่งแวดลอ้ ม ความรู้ และเทคโนโลยี
14
17
หลักของความมีภูมิคมุ้ กนั 2 ประการ
ภูมิปัญญา : มคี วามรู้ รอบคอบ และระมัดระวงั
ภูมธิ รรม : ซือ่ สตั ย์ สุจรติ ขยนั อดทนและแบ่งปัน
พอเพียง คอื ไม่เบยี ดเบียน
ความพอเพียงน้ี อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แตว่ า่ ต้องไมเ่ บียดเบียนคนอื่นต้องให้พอประมาณตาม
อัตภาพพูดจาก็พอเพียง ทำไรก็พอเพียง ปฏบิ ัตติ นก็พอเพียง
โลภน้อย คือ พอเพียง
คนเราถ้าพอในความต้องการกม็ คี วามโลภน้อย เม่ือมีความโลภนอ้ ยกเ็ บียดเบยี นคนอ่ืนน้อย
การปฏบิ ัตติ นตามแนวทางเศรษฐกจิ พอเพียง
เราสามารถมสี ่วนร่วมในการปฏบิ ัตติ ามแนวเศรษฐกจิ พอเพียงโดยร่วมปฏบิ ัติในสิ่งงา่ ยดังนี้
1.ยึดหลกั ประหยัด ตดั ทอนค่าใช้จา่ ยทีไ่ ม่จำเปน็ ในทุกด้าน ลด ละ ความฟุ่มเฟ่ือยในการ
ดำรงชวี ิต
2.ประกอบอาชีพดว้ ยความถูกตอ้ ง สุจรติ แมจ้ ะตกอยู่ในภาวะขาดแคลนในการดำรงชีพ
3.ละเลิกการแก่งแยง่ ผลประโยชนท์ ีร่ ุนแรงและไมถ่ ูกต้อง
4.ไมห่ ยดุ น่ิงทจ่ี ะหาทางใหช้ วี ิตหลุดพ้นจากความทุกข์ โดยขวนขวายหาความรู้ ให้เกิดรายไดเ้ พ่มิ พูน
จนถงึ ข้ันพอเพียง
5.ปฏิบัตติ นในแนวทางทีด่ ี ลดละสงิ่ ช่ัวรา้ ยให้หมดสิน้ ไป
การนำไปปรับใช้ในชวี ิตประจำวัน
- ด้านเศรษฐกิจ ไมใ่ ชจ้ ่ายเกนิ ตัว ไม่ลงทุนเกนิ ขนาด คดิ และวางแผนอยา่ งรอบคอบ มภี ูมคิ ุ้มกันไม่
เสี่ยงเกนิ ไป เชน่ ทำบัญชีรายรบั รายจา่ ยเพอื่ ทีจ่ ะจดั การการใช้จ่ายเงินไดอ้ ย่างเปน็ ระบบ
- ดา้ นจิตใจ มีจิตใจเข้มแข็ง มีจิตสาํ นึกท่ดี ี เอ้ืออาทร เห็นแก่ประโยชนส์ ว่ นรวมมากกวา่ ประโยชน์
ส่วนตัว
- ด้านสงั คมและวัฒนธรรม ช่วยเหลอื เก้ือกูลกัน รู้ รกั สามัคคี สรา้ งความเข้มแข็งใหค้ รอบครัว และ
ชมุ ชน รักษาเอกลกั ษณ์ ภาษา ภมู ิปญั ญา และวฒั นธรรมไทย
- ดา้ นทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ ม รู้จักใช้และจดั การอยา่ งฉลาดและรอบคอบ ฟ้ืนฟู
ทรัพยากรเพ่ือใหเ้ กิดความยัง่ ยืนและคงอยู่ ช่วั ลูกหลาน เช่น การใช้นำ้ อยา่ งประหยัด ปิดไฟเมื่อ
ไม่ใชง้ าน ขึ้นลงช้ันเดียวใช้บันไดแทนลิฟท์
- ดา้ นเทคโนโลยี รู้จักใช้เทคโนโลยีท่เี หมาะสม สอดคล้องกับความต้องการและสภาพแวดล้อม
พัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปญั ญาชาวบ้าน
15
18
การจดั การความรู้ (KM)
Knowledge Management
การจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM)
หมายถึง การรวบรวมองค์ความร้ทู ีม่ ีอยใู่ นองค์กร ซ่งึ กระจัดกระจายอยใู่ นตัวบคุ คล หรอื เอกสาร มา
พัฒนาใหเ้ ป็นระบบ เพื่อใหท้ ุกคนในองค์กร สามารถเขา้ ถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เปน็ ผู้รู้ รวมทัง้
ปฏบิ ตั งิ านได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ อันจะสง่ ผลให้องค์กรมีความสามารถเชงิ แขง่ ขันสูงสุดการจดั การความรู้ คือ
เครื่องมือเพอ่ื การบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการไปพรอ้ ม ๆ กัน ได้แก่
(1) การบรรลเุ ป้าหมายของงาน
(2) การบรรลเุ ป้าหมายด้านการพฒั นาคน
(3) การบรรลเุ ป้าหมายด้านการพัฒนาองค์กรไปเปน็ องค์กรแหง่ การเรียนรู้
(4) การบรรลุเปา้ หมายของการเปน็ ชุมชน หมู่คณะ ทมี่ ีความเอ้ืออาทรระหวา่ งกันในที่ทำงาน
ประเภทขององคค์ วามรู้
1. ความร้ทู ฝ่ี ังอย่ใู นคน (tacit knowledge)
เปน็ ความรทู้ ี่ไดจ้ ากประสบการณ์ พรสวรรค์ หรือสัญชาตญิ าณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในส่งิ ตา่ ง
ๆ เปน็ ความรู้ทไ่ี ม่สามารถถา่ ยทอดออกมาเปน็ คำพดู หรอื ลายลกั ษณ์อกั ษรไดโ้ ดยงา่ ย เช่น ทักษะในการทำงาน
งานฝมี ือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางคร้ัง จงึ ถกู เรยี กวา่ เป็นความรูแ้ บบนามธรรม
2. ความร้ทู ช่ี ดั แจ้ง (explicit knowledge)
เป็นความรทู้ ส่ี ามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เชน่ การบนั ทึกเป็นลายลักษณอ์ ักษร ทฤษฎี คมู่ ือ
ต่าง ๆ และบางคร้ังถูกเรียกว่าเปน็ ความรู้แบบรปู ธรรม
การจดั การความรู้
การจดั การความรู้เป็นการดำเนนิ การอยา่ งน้อย 6 ประการต่อความรู้
1. กำหนดความรูห้ ลกั ทีจ่ ำเป็นหรอื สำคญั ต่องานและองค์กร
2. เสาะหาความรทู้ ี่ต้องการ
3. ปรบั ปรงุ ดดั แปลง หรือสร้างความรใู้ ห้เหมาะต่อการใช้งานของตน
4. ประยกุ ตใ์ ช้ความรู้กับงานของตน
5. นำประสบการณ์จากการทำงานและการประยุกต์ใชค้ วามรู้แล้วมาแลกเปลย่ี น เรยี นรู้ และสกัด
“ขุมความรู้” ออกมาบนั ทึกไว้
6. จดบนั ทกึ “ขุมความรู”้ และ “แกน่ ความร”ู้ สำหรับไวใ้ ชง้ านและปรับปรุงเป็นชดุ ความรทู้ ่ีครบถว้ น
ลมุ่ ลกึ และเชอื่ มโยงให้เหมาะกบั การใชง้ านมากข้ึน
16
19
เปา้ หมาย
เปา้ หมาย คือ การบรรลผุ ลสมั ฤทธิ์ในการดำเนินการตามที่กำหนดไว้ ทเ่ี รียกว่า Operation
Effectiveness และนยิ ามผลสมั ฤทธ์ิ ออกเป็น 4 ส่วน คือ
1) การสนองตอบ (Responsiveness) ซง่ึ รวมทัง้ การสนองตอบความต้องการของลกู ค้า สนองตอบ
ความตอ้ งการของเจา้ ของกจิ การหรือผถู้ ือหุ้น สนองตอบความต้องการของพนักงาน และสนองตอบความ
ตอ้ งการของสังคมสว่ นรวม
2) การมนี วัตกรรม (Innovation) ทง้ั ท่เี ป็นนวัตกรรมในการทำงาน และนวตั กรรมด้านผลติ ภัณฑ์หรอื บรกิ าร
3) ขีดความสามารถ (Competency) ขององค์กร และของบุคลากรท่ีพัฒนาข้ึน ซึ่งสะท้อนสภาพการ
เรียนร้ขู ององค์กร
4) ประสทิ ธิภาพ (Efficiency) ซึ่งหมายถึงสัดสว่ นระหว่างผลลพั ธ์ กับต้นทนุ ท่ลี งไป การทำงานที่
ประสทิ ธิภาพสงู หมายถึง การทำงานทีล่ งทนุ ลงแรงนอ้ ย แตไ่ ด้ผลมากหรือคุณภาพสงู เป้าหมายสุดทา้ ยของ
การจัดการความรู้ คือ การที่กลมุ่ คนทีด่ ำเนินการจัดการความรรู้ ่วมกัน มีชดุ ความรู้ของตนเองทีร่ ่วมกนั สรา้ ง
เอง สำหรบั ใช้งานของตน คนเหลา่ นีจ้ ะสรา้ งความรขู้ ้ึนใช้เองอยู่ตลอดเวลา โดยทีก่ ารสรา้ งน้นั เป็นการสรา้ ง
เพียงบางสว่ น เปน็ การสรา้ งผ่านการทดลองเอาความรจู้ ากภายนอกมาปรับปรงุ ใหเ้ หมาะต่อสภาพของตน และ
ทดลองใช้งาน จดั การความรู้ไม่ใช่กิจกรรมท่ีดำเนนิ การเฉพาะหรอื เก่ียวกบั เรื่องความรู้ แต่เป็นกจิ กรรมท่ี
แทรก/แฝง หรือในภาษาวชิ าการเรยี กวา่ บูรณาการอยู่กับทุกกจิ กรรมของการทำงาน และทสี่ ำคญั ตวั การ
จัดการความรู้เองก็ตอ้ งการการจัดการดว้ ย ตั้งเปา้ หมายการจดั การความร้เู พือ่ พัฒนา 3 ประเด็น
- งาน พฒั นางาน
- คน พัฒนาคน
- องคก์ ร เป็นองค์กรการเรียนรู้
วธิ กี ารจดั การความรู้
เมื่อพิจารณาจากข้อกำหนดต่าง ๆ ตามเกณฑ์ EdPEx พบว่ามีประเด็นพจิ ารณาตอ่ ไปนี้
- การรวบรวมและถ่ายทอดความรูข้ องบุคลากร
- การผสมผสานและหาความสัมพันธข์ องข้อมูลจากแหลง่ ต่างๆ เพื่อสร้างองคค์ วามรู้ใหม่
- การถ่ายทอดความรู้ที่เปน็ ประโยชน์ ระหวา่ งหน่วยงานกับผู้เรยี น ลกู คา้ กลมุ่ อื่น ผสู้ ง่ มอบ คคู่ วาม
รว่ มมอื ท้งั ทเ่ี ปน็ ทางการและไมเ่ ปน็ ทางการ
- การรวบรวมความรู้และถา่ ยทอดความรทู้ ่เี ปน็ ประโยชนไ์ ปใช้ใน การสร้างนวตั กรรมและใน
กระบวนการวางแผนเชงิ กลยุทธ์
การจดั การความร้ทู ดี่ ีเรมิ่ ด้วย
- สมั มาทิฐิ : ใช้การจัดการความรเู้ ปน็ เคร่ืองมือเพื่อบรรลคุ วามสำเรจ็ และความม่ันคงในระยะยาว
- การจดั ทมี รเิ ริ่มดำเนนิ การ
- การฝึกอบรมโดยการปฏบิ ัติจริง และดำเนนิ การต่อเน่ือง
- การจัดการระบบการจัดการความรู้
17
20
องคป์ ระกอบสำคญั ของการจดั การความรู้ (Knowledge Process)
“คน”
เปน็ องคป์ ระกอบท่สี ำคญั ที่สุดเพราะเป็นแหล่งความรู้ และเป็นผนู้ ำความรู้ไปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์
“เทคโนโลยี”
เป็นเครอื่ งมอื เพื่อใหค้ นสามารถคน้ หา จดั เกบ็ แลกเปลยี่ น รวมท้ังนำความรู้ไปใชอ้ ย่างง่าย
และรวดเร็วขนึ้
“กระบวนการความร”ู้
เปน็ การบรหิ ารจดั การ เพื่อนำความรูจ้ ากแหล่งความรไู้ ปให้ผใู้ ช้ เพอ่ื ทำให้เกิดการปรบั ปรุง และ
นวัตกรรม
กระบวนการจัดการความรู้
กระบวนการจดั การความรู้ (Knowledge Management) เป็นกระบวนการท่จี ะชว่ ยใหเ้ กิดพัฒนาการของ
ความรู้ มีท้งั หมด 7 ขั้นตอน
1.การบ่งช้ีความรู้ (Knowledge Identification) เปน็ การพิจารณาวา่ องค์กรมวี ิสัยทัศน์ พันธกจิ
ยทุ ธศาสตร์ เป้าหมายคืออะไร เพือ่ ให้บรรลุเปา้ หมาย ตอ้ งใชอ้ ะไร ปจั จุบันมคี วามรู้อะไรบ้าง อยูใ่ นรปู แบบใด
และอยู่ทใ่ี คร
2.การสรา้ งและแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation and Acquisition) เปน็ การสรา้ ง แสวงหา
รวบรวมความร้ทู ง้ั ภายใน/ภายนอก รกั ษาความรู้เดิม แยกความรทู้ ่ีใช้ไม่ได้แล้วออกไป
3.การจดั ความรใู้ หเ้ ป็นระบบ (Knowledge Organization) เปน็ การกำหนดโครงสร้างความรู้ แบ่ง
ชนดิ ประเภท เพอ่ื ใหส้ ืบค้น เรียกคืน และใชง้ านได้ง่าย
4.การประมวลและกลนั่ กรองความรู้ (Knowledge Codification and Refinement) เปน็ การ
ปรับปรงุ รูปแบบเอกสารใหเ้ ป็นมาตรฐาน ใช้ภาษาเดียวกัน ปรับปรงุ เน้อื หาให้ครบถว้ นสมบูรณ์
5.การเข้าถงึ ความรู้ (Knowledge Access) เปน็ การทำใหผ้ ู้ใชค้ วามร้เู ขา้ ถึงความรทู้ ี่ตอ้ งการไดง้ ่าย
และสะดวก เช่น ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ (IT) Web board บอรด์ ประชาสัมพนั ธ์ เป็นต้น
6.การแบ่งปนั แลกเปล่ียนความรู้ (Knowledge Sharing) เป็นการแบง่ ปัน สามารถทำได้หลายวิธีการ
โดยกรณที เ่ี ปน็ ความรูช้ ดั แจ้ง (Explicit Knowledge) อาจจัดทำเป็นเอกสาร ฐานความรู้ เทคโนโลยี
สารสนเทศ หรอื กรณที ีเ่ ป็นความรฝู้ ังลกึ (Tacit Knowledge) จดั ทำเป็นระบบทีมข้ามสายงาน กจิ กรรมกลมุ่
คุณภาพและนวัตกรรม ชมุ ชนแห่งการเรียนรู้ ระบบพ่เี ล้ยี ง การสบั เปล่ียนงาน เวทีแลกเปล่ียนความรู้ เปน็ ต้น
7.การเรยี นรู้ (Learning) เปน็ การนำความรูม้ าใชป้ ระโยชนใ์ นการตัดสนิ ใจ แก้ปัญหา และทำให้เปน็
สว่ นหนง่ึ ของงาน เช่น เกดิ ระบบการเรียนร้จู ากสร้างองค์ความรู้ การนำความรู้ในไปใช้ เกดิ การเรยี นรู้ และ
ประสบการณ์ใหม่ และหมนุ เวียนตอ่ ไปอย่างต่อเนื่อง
18
21
โมเดลจัดการความรู้
โมเดลเซกิ (SECI Model) คอื แผนภาพแสดงความสมั พนั ธ์การหลอมรวมความรูใ้ นองค์กรระหวา่ งความรู้ฝังลึก
(Tacit Knowledge) กับความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ใน 4 กระบวนการ เพื่อยกระดับความรู้ให้
สงู ขน้ึ อย่างต่อเนื่องเป็นวัฎจักร เรม่ิ จากการแลกเปล่ียนเรียนรู้ (Socialization) การสกดั ความรู้ออกจากตัวคน
(Externalization) การควบรวมความรู้ (Combination) และการผนึกฝังความรู้ (Internalization) และวน
กลับมาเริม่ ต้นทำซ้ำท่ีกระบวนการแรก เพื่อพัฒนาการจัดการความร้ใู ห้เป็นงานประจำทย่ี ั่งยนื
1.การแลกเปลย่ี นเรยี นรู้ กระบวนการท่ี 1 อธิบายความสมั พนั ธท์ างสังคมในการสง่ ต่อระหวา่ งความรูฝ้ งั ลกึ
2.การสกดั ความรู้ออกจากตัวคน กระบวนการที่ 2 อธิบายความสมั พนั ธ์กับภายนอกในการสง่ ต่อ
ระหว่างความรฝู้ งั ลึก
3.การควบรวมความรู้ กระบวนการที่ 3 อธบิ ายความสัมพันธก์ ารรวมกันของความรู้ชัดแจ้งที่ผ่านการ
จดั ระบบ และบูรณาการความรูท้ ี่ต่างรปู แบบเข้าด้วยกัน
4.การผนกึ ฝงั ความรู้ กระบวนการที่ 4 อธบิ ายความสัมพันธภ์ ายในที่มีการสง่ ต่อความรู้
ชดั แจง้ สคู่ วามรฝู้ ังลึก แล้วมีการนำไปใชใ้ นระดับบคุ คล ครอบคลุมการเรียนรู้และลงมือทำ
โมเดลปลาทู (Tuna Model)
เปรียบการจดั การความรู้ เหมือนกบั ปลาทหู นึ่งตวั ทม่ี ี 3 สว่ นสมั พันธ์กัน
ส่วน “หัวปลา” (Knowledge Vision- KV) หมายถึง ส่วนที่เป็นเป้าหมาย วิสัยทัศน์ หรือทิศทางของ
การจัดการความรู้ โดยก่อนที่จะทำจัดการความรู้ ต้องตอบให้ได้ว่า “เราจะทำ KM ไปเพื่ออะไร ?” โดย “หัว
ปลา” นี้จะต้องเปน็ ของ “คณุ กจิ ” หรือ ผู้ดำเนนิ กิจกรรม KM ทงั้ หมด โดยมี “คุณเออ้ื ” และ “คณุ อำนวย
คอยชว่ ยเหลือ
ส่วน “ตัวปลา” (Knowledge Sharing-KS) หมายถึง ส่วนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งถือว่าเป็น
ส่วนสำคัญ ซึ่ง “คุณอำนวย” จะมีบทบาทมากในการช่วยกระตุ้นให้ “คุณกิจ” มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้
โดยเฉพาะความรซู้ อ่ นเร้นทม่ี ีอย่ใู นตวั “คณุ กิจ” พรอ้ มอำนวยใหเ้ กิดบรรยากาศในการเรียนรแู้ บบเป็นทีม
ให้เกิดการหมุนเวียนความรู้ ยกระดับความรู้ และเกิดนวัตกรรม
สว่ น “หางปลา” (Knowledge Assets-KA) หมายถงึ ส่วนของ “คลงั ความร”ู้ หรอื “ขุมความร”ู้ ทไี่ ด้
จากการเก็บสะสม “เกร็ดความรู้” ที่ได้จากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ “ตัวปลา” ซึ่งเราอาจเก็บส่วนของ
“หางปลา” นี้ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น ICT ซึ่งเป็นการสกัดความรู้ที่ซ่อนเร้นให้เป็นความรู้ที่เด่นชัด นำไปเผยแพร่
และแลกเปล่ียนหมนุ เวียนใช้ พรอ้ มยกระดบั ต่อไป
19
22
กฎหมายทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับครู และวชิ าชีพครู
เก่ียวกับคุณธรรม จรรยาบรรณ ที่คุรสุ ภากำหนด
ขอ้ บังคับครุ สุ ภา วา่ ดว้ ยมาตรฐานวิชาชพี พ.ศ. 2556
คุรุสภาไดอ้ อกข้อบังคบั ครุ สุ ภา ว่าดว้ ยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2556 มีผลบังคับใช้ต้ังแต่วันทีป่ ระกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยมีสาระสำคัญ
ดังนี้
“มาตรฐานวิชาชพี ทางการศึกษา” หมายความวา่ ขอ้ กำหนดเกย่ี วกับคณุ ลักษณะ และคณุ ภาพท่ีพึง
ประสงค์ในการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องประพฤติปฏิบัติตาม
ประกอบด้วย 3 มาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงานและ
มาตรฐานการปฏบิ ตั ิตน
“มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ” หมายความว่า ข้อกำหนดเกี่ยวกับความรู้และ
ประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้ หรือการจัดการศึกษา ซึ่งผู้ต้องการประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องมี
เพียงพอทส่ี ามารถนำไปใช้ในการประกอบวชิ าชีพได้
มาตรฐานวชิ าชีพครู ด้านมาตรฐานความรู้ มี 11 มาตรฐาน ดังนี้
1) ความเปน็ ครู
2) ปรชั ญาการศกึ ษา
3) ภาษาและวฒั นธรรม
4) จติ วิทยาสำหรบั ครู
5) หลกั สูตร
6) การจัดการเรยี นรู้และการจัดการชน้ั เรียน
7) การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
8) นวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศึกษา
9) การวดั และการประเมินผลการเรยี นรู้
10) การประกันคุณภาพการศึกษา
11) คุณธรรม จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณ
มาตรฐานประสบการณ์วชิ าชีพ มี 2 มาตนฐาน ดังน้ี
1) การฝกึ ปฏิบัติวชิ าชพี ระหว่างเรียน
2) การปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาในสาขาวิชาเฉพาะ
ผู้ประกอบวิชาชพี ครู ต้องมมี าตรฐานการปฏิบตั ิงาน ดงั ตอ่ ไปน้ี
- ปฏิบัตกิ ิจกรรมทางวชิ าการเพ่ือพฒั นาวิชาชพี ครูใหก้ ้าวหนา้ อย่เู สมอ
- ตดั สนิ ใจปฏบิ ตั ิกจิ กรรมต่าง ๆโดยคำนึงถงึ ผลท่จี ะเกดิ แกผ่ ้เู รียน
- มุ่งมน่ั พัฒนาผู้เรยี นให้เติบโตเต็มตามศักยภาพ
20
23
- พฒั นาแผนการสอนใหส้ ามารถปฏิบตั ิได้จรงิ ในชั้นเรยี น
- พฒั นาสอ่ื การเรียนการสอนใหม้ ีประสิทธภิ าพอยูเ่ สมอ
- จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์โดยเน้นผลถาวรที่เกิดแก่
ผ้เู รียน
- รายงานผลการพฒั นาคณุ ภาพของผเู้ รียนได้อยา่ งมรี ะบบ
- ปฏบิ ตั ิตนเป็นแบบอย่างทด่ี แี ก่ผูเ้ รียน
- รว่ มมอื กบั ผู้อ่นื ในสถานศกึ ษาอย่างสรา้ งสรรค์
- ร่วมมือกบั ผอู้ น่ื ในชุมชนอย่างสรา้ งสรรค์
- แสวงหาและใช้ขอ้ มลู ข่าวสารในการพัฒนา
- สร้างโอกาสให้ผู้เรยี นได้เรยี นรใู้ นทุกสถานการณ์
“มาตรฐานการปฏบิ ตั ิตน”
หมายความว่า จรรยาบรรณของวิชาชีพที่กำหนดขน้ึ เปน็ แบบแผนในการประพฤติตน ซึ่งผู้ประกอบ
วิชาชีพทางการศกึ ษาต้องปฏบิ ัตติ าม เพ่อื รกั ษาและส่งเสริมเกียรตคิ ุณชื่อเสียง และฐานะของผปู้ ระกอบวิชาชีพ
ทางการศึกษาให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาแก่ผู้รับบริการและสังคมอันจะนำมาซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ ผู้
ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติตนตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยจรรยาบรรณของ
วิชาชีพข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 ให้ประธานกรรมการคุรุสภารักษาการตาม
ข้อบังคับนี้ และให้มีอำนาจออกระเบียบประกาศ หรือคำสั่ง เพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ รวมทั้งให้มีอำนาจ
ตีความและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ ซึ่งมีประกาศที่ออกมาเพื่อ
ปฏิบตั ิ
หลักการบรหิ ารจัดการบา้ นเมืองที่ดี
การบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี เป็นการสร้างระบบการบริหารจัดการบ้านเมืองและสังคมที่ดีให้
เกิดขึ้นในทุกภาคของสังคม จำเป็นต้องร่วมดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะเฉพาะหน้า ระยะกลาง
ระยะยาว โดยต้องมกี ารปฏริ ปู ใน 3 ส่วนดังนี้
1. ภาครฐั ตอ้ งปฏริ ูปบทบาทหนา้ ที่ โครงสรา้ ง และกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครฐั ใหม้ ีความโปร่งใส
ซื่อสัตย์ สุจริต ซื่อตรง มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ถือประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุดในการทำงาน
สามารถทำงานรว่ มกับภาคธุรกิจ เอกชน และภาคเอกชนไดอ้ ย่างราบรืน่
2. ภาคธุรกิจ เอกชนต้องปฏิรูปการทำงานโดยยึดกติกาที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น เป็นธรรมต่อ
ลูกค้า รับผิดชอบต่อสังคม มีมาตรฐานการบริการมีระบบตรวจสอบที่มีคุณภาพสามารถทำงานร่วมกับภาครัฐ
และภาคประชาชนไดอ้ ย่างราบรนื่
3. ภาคประชาชน ต้องสร้างเสริมให้ประชาชนเกิดความตระหนักในสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบทาง
เศรษฐกิจ สงั คมและการเมือง มีความรู้ความเขา้ ใจหลักการของการสรา้ งการบรหิ ารกิจการบา้ นเมืองและสังคม
ทด่ี ี
21
24
กรอบแนวคิดในการบริหารจดั การบา้ นเมอื งท่ีดี
1.เพ่ือใหเ้ กิดประโยชนส์ ขุ ของประชาชน
2. เกดิ ผลสัมฤทธ์ิต่อภารกจิ ของรัฐ
3. มีประสทิ ธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรฐั
4. ไม่มขี ัน้ ตอนในการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น
5. มกี ารปรับปรงุ ภารกิจของส่วนราชการให้ทนั ต่อสถานการณ์
6. ประชาชนไดร้ ับความอำนวยความสะดวกและได้รบั การตอบสนองต่อความต้องการ
7. มกี ารตดิ ตามประเมินผลการปฏบิ ตั งิ านอยา่ งสม่ำเสมอ
แนวทางในการปฏบิ ตั ิเพอ่ื ให้เกดิ ผลสัมฤทธขิ์ องหลกั การบริหารจัดการบ้านเมอื งทีด่ ี
1. สรา้ งความตระหนกั รว่ มกันในสงั คมไทย เพ่ือให้เกดิ กระบวนการสร้างสรรคก์ ลไกการบริหารจัดการ
บา้ นเมอื งท่ีดี
2. ออกกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนูญหรือกฎหมายอ่ืนๆทจี่ ำเปน็
3. เร่งรัดให้เกดิ การปฏิรปู การบรหิ ารภาครัฐและการปฏิรูปการศกึ ษาอยา่ งเปน็ รูปธรรม
4. เร่งแก้ไขปญั หาการทุจริตประพฤตมิ ิชอบในภาครฐั และภาคธรุ กจิ เอกชน
จะเห็นได้ว่าหลักของธรรมาภิบาล มุ่งเน้นให้ทราบถึงปัจจุบันที่มีการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยมุ้งเน้นให้เกิด
การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล แล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความต้องการของประชาชนสูงที่สุด
และเป็นการเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบ้านเมือง ซึ่งการที่จะทำให้หลักธรรมาภิ
บาลหรอื หลักการบริหารจัดการบา้ นเมืองเกดิ ผลสำเร็จได้น้ัน ผ้บู ริหารหรือผู้นำมคี วามสำคญั เป็นอย่างมากท่ีจะ
นำมายึดปฏิบัติเพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน และเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจถึงหลักธรรมาภิบาล
มากขึ้น ตอ้ งเรง่ ดำเนินการใหก้ ารศกึ ษาเพื่อเพม่ิ พูนความรใู้ หแ้ ก่ประชาชน
22
25
ขอ้ สอบ
1. ปรัชญาประสบการณย์ มมีชอื่ เรยี กชื่อหนงึ่ วา่ อย่างไร
ก. ปรชั ญาวตั ถุนยิ ม
ข. ปรัชญาจติ นิยม
ค. ปรัชญาปฏิบตั ินยิ ม
ง. ปรัชญาประสบการณน์ ยิ ม
2. Essentialism หมายถึง แนวคดิ ปรัชญาการศึกษาใด
ก. ปรัชญาการศกึ ษาสารัตตนิยม
ข. ปรัชญาการศึกษาพิพฒิ นาการนยิ ม
ค. ปรัชญาการศึกษานริ ันตรนิยม
ง ปรชั ญาการศกึ ษาบรู ณาการนยิ ม
3. ผู้ใหก้ ำเนดิ ปรัชญาจติ นิยม คือ ใคร
ก. จอห์น ดวิ อ๋ี
ข. พลาโต
ค. วลิ เลี่ยม เจมส์
ง. อริสโตเตี้ล
4. ข้อใดเป็นศาสตร์ที่เกย่ี วข้องกับวิชาการศึกษา
ก. วทิ ยาศาสตร์
ข. มนษุ ยศาสตร์
ค. สังคมศาสตร์
ง. คณิตศาสตร์
5. Child Center เกีย่ วข้องกับปรัชญาการศึกษาไดมากทส่ี ุด
ก. ปรัชญาการศึกษาสารตั ถนิยม
ข. ปรชั ญาการศึกษานิรนั ตรนิยม
23
26
ค. ปรชั ญาการศกึ ษาพิพฒั นาการนยิ ม
ง ปรัชญาการศกึ ษาอัตดีภาวนยิ ม
6. การเรียนการสอนให้เสรภี าพแกผ่ ู้เรยี นในการเลือกทำกิจกรรมตา่ ง ๆ อรูปแบบปรชั ญาการศึกษาใด
ก. ปรัชญาจติ นิยม
ข. ปรัชญาประสบการณน์ ยิ ม
ค. ปรชั ญาวัตถนุ ยิ ม
ง. ปรัชญาอัตนยิ ม
7. "ผู้เรียนจะเกดิ การเรียนรู้ได้ด้วยการลงมอื กระทำ" เปน็ แนวคดิ ของนักการศกึ ษาผ้ใู ด
ก. ศาสตราจารย์ ตร สาโรจน์ บัวศรี
ข. จอหน์ ดีวอี้
ค. อรสิ โตเตลิ้
ง. มาสโลว์
8. การเรียนการสอนขึน้ อยู่กับผสู้ อนเป็นสำคญั เป็นหลกั ของปริชญาการศึกษาใด
ก. ปรชั ญาการศึกษานิรันตรนิยม
ข. ปรชั ญาการศกึ ษาสาติตถนิยม
ค. ปรชั ญาการศึกษาพิพัฒนาการนยิ ม
ง. ปริชญาการศกึ ษาอตั ติภาวนิยม
9. การจดั การศกึ ษาขนึ้ พ้ืนฐาน ตามพระราชปญั ญตั ิการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 สถานศกึ ษาอาจจัด
การศกึ ษาในรปู แบบใดไดบ้ า้ ง
ก. จดั การศกึ ษาในระบบเท่าน้ัน
ข. จดั การศึกษานอกระบบเท่าน้ัน
ค. จดั การศึกษาตามอัธยาศยั เท่านน้ั
ง. จดั ทั้ง การศกึ ษาในระบบ การศษึ านอกระบน การศึกษาตามอยั าศยั
10. All for Education หมายถึงข้อใด
ก. ให้สังคมมสี ว่ นรว่ มในการจัดการศึกษา
24
27
ข. การจดั การศึกษาเป็นไปเพ่ือพัฒนาคนไทยใหเ้ ป็นมนุษย์ทีส่ มบรู ณ์
ค. เป็นการศึกษาตลอดชวี ิตสำหรบั ประชาชน
ง. การพฒั นาสาระและกระบวนการเรียนรใู้ ห้เป็นไปอย่างต่อเนอื่ ง
11. ผูร้ ิเรบี นำแนวคิด หลกั ไตรสกิ ขา หรือ หลักการศึกษา 3 ประการ คือใคร
ก. มาสไลว์
ข. อรสิ โตเตลี้
ค. จอห์น ดิวอี้
ง. ศาสตราจารย์ ตร สาโรจน์ บวั ศรี
12. กระบวนการเรยี นการสอนตามหลกั พระพุทธศาสนา
ก. อธจิ ติ ตสกิ ขา
ข. อธิปญั ญาสิกขา
ค. โตรสิกยา
ง. สมาธิลกขา
13. ปรชั ญาการศึกษาสารตั นิยม เน้นการสอนวชิ าพืน้ ฐานใด เปน็ ความรู้
ก. ภาษา คณิตศาสตร์
ข. ภาษา คณิตศาสตร์ ประวตั ิศาสตร์
ค. ภาษา คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์
ง. ภาษา สังคมศาสตร์ คณติ ศาสตร์
14. การสอนดว้ ยวิธแี ก้ปัญหาแบบวทิ ยาศาสตร์ คือ แนวคิดของปรชั ญาการศึกษาใด
ก. ปรชั ญาวตั ถนุ ยิ ม
ข. ปรัชญาจิตนิยม
ค. ปรชั ญาปฏิบตั ินิยม
ง. ปรัชญาประสบการณน์ ิยม
25
28
15. ผใู้ ห้กำเนิดปรชั ญาอัดนยิ มคอื ใคร
ก.คีร์เคเกอร์ด
ข. จอหน์ ไซลด์ ส์
ค. วลิ เลี่ยม คิลแพทริก
ง. จอหน์ ดิวอ้ี
๑6. หลกั สตู รประเภทใดตอ่ ไปนเ้ี ป็นหลกั สตู รท่ียึดหลักปรัชญาปฏริ ปู นยิ ม
ก.หลกั สตู รหมวดวทิ ยา ข.หลักสตู รสหสัมพันธ์
ค.หลกั สูตรเนอ้ื หาวชิ า ง.หลักสูตรแบบแกนกลาง
17. การพฒั นาผู้เรยี นให้เกดิ ความสมดลุ ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พ.ศ.2551 ต้องคำนงึ ถึง
ส่งิ ใดต่อไปนี้
ก.หลักการพัฒนาทางสมองและพหปุ ัญญา
ข.หลักความแต่กต่างระหวา่ งบคุ คล
ค.เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ
ง.เนน้ การจดั การเรยี นรแู้ บบบูรณาการ
18. ปรชั ญาการศึกษาใดตอ่ ไปน้ี เช่ือว่าการศกึ ษาเป็นเคร่ืองมือในการเปลย่ี นแปลงสังคม
ก.พพิ ัฒนาการ ข.อัตถภิ าวนยิ ม
ค.ปฏิรูปนยิ ม ง.นริ ันตรนิยม
19. ปรัชญาการศกึ ษานำมาใช้ประโยชนโ์ ดยตรงในขอ้ ใด ?
ก. กำหนดเน้อื หาสาระ
ข. กำหนดวธิ ีการสอนและหลักการสอน
ค. กำหนดการจัดกระบวนการเรยี นการสอน
ง. กำหนดเปา้ หมายและจุดมุง่ หมายของการศกึ ษา
26
29
20. หลกั สูตรแบบใดทไ่ี ดแ้ นวคดิ จากปรชั ญาการศึกษาพิพัฒนาการ ?
ก. หลักสตู รกจิ กรรม
ข. หลกั สูตรแกนกลาง
ค. หลกั สตู รเพือ่ ชวี ิตและสังคม
ง. ถกู ทง้ั ก. และ ข.
21. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้บรรจุมาตราต่าง ๆ เพ่ือกำหนดเงอ่ื นไขในการ
เปล่ยี นแปลงไวก้ แ่ี นวทาง
ก.5
ข.10
ค.7
ง.8
22. โลกและชีวติ เปน็ อนจิ จังไม่มอี ะไรแน่นอนเพราะประกอบด้วยส่งิ ต่างๆ อนั เปน็ ของไมเ่ ท่ียง ข้อใดคือขนั ธ์ 5
ก.อนจิ จัง ข.ทกุ ขัง
ค.สังขาร ง.อนตั ตา
23. ความมุ่งหมายของการศึกษาตามแนวพุทธปรชั ญาของศาสตราจารยส์ าโรช บวั ศรี มี 4 ประการ ยกเวน้ ข้อ
ใด
ก.มงุ่ พัฒนาโลภ โกรธ หลง ให้ลดลงและพัฒนาความรู้ ความจำ นสิ ยั และอื่นๆ ในทางทเี่ หมาะสม
ข.พัฒนาสังคมใหร้ ม่ เย็นเปน็ สุข เนอ่ื งจากวงั คมไทยเปน็ สงั คมท่ีชว่ ยเหลือเก้ือกูลกัน และใช้ปญั ญาใน
การแกป้ ัญหา
ค.พัฒนาวิธคี ิด และการใช้เหตุผลในตวั ผู้เรียนเพอ่ื ให้สามารถนำความรไู้ ปแก้ไขปัญหาตา่ งๆ
ง.เพ่ือดบั ทุกข์ทั้งปวงใหห้ มดส้ิน
27
30
24. ข้อใดคือ ปรัชญาการศึกษาพุทธปรัชญา (Buddhism)
ก.การสร้างคนให้เป็นคนท่สี มบูรณอ์ ย่างแท้จรงิ
ข.การศกึ ษาจะต้องพัฒนาเด็กทกุ ๆ ดา้ น
ค.เชอื่ ว่ามนษุ ยม์ ีศักยภาพในทางท่จี ะเป็นตัวของตัวเองตลอดเวลา
ง.ปรัชญาทเ่ี ช่ือวา่ การศึกษาคือการพฒั นาบุคคลให้ถึงพรอ้ มดว้ ยปัญญา และดำเนนิ ชีวติ อยู่ในสงั คมได้
อยา่ งมีความสุขตลอดจนร้จู ักแก้ปัญหาได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ
25. จุดมงุ่ หมายของปรัชญาการศกึ ษาสารตั ถนิยม (essentialism)
ก.เพอื่ ทะนบุ ำรุง และถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมไปสู่ชนรุ่นหลัง มิให้สญู หาย หรอื ถูกทำลายไป
ข.เพือ่ ให้การศึกษาในสงิ่ ทีเ่ ปน็ เน้อื หาสาระอนั ไดจ้ ากมรดกทางวัฒนธรรม
ค.เพ่อื ใหก้ ารศึกษาในรอ่ื งของความเช่อื ทัศนคติ และคา่ นิยมของสังคมในอดตี
ง.ถูกทกุ ข้อ
26. ปรชั ญาในข้อใดไม่ได้ถูกนำมาศึกษาวเิ คราะหเ์ ปรียบเทยี บกบั พรบ.2542
ก. ปรชั ญาการศึกษาสารัตถนิยม (Essentialism)
ข. ปรัชญาการศึกษานริ นั ตรนิยม (Perennialism)
ค. ปรชั ญาการศกึ ษาอัตถภิ าวนิยม (Existentialism)
ง. ปรชั ญาการศกึ ษาลัทธปิ ระสบการณ์นยิ ม (Experimentalism)
27. ปรชั ญาการศึกษาใด ท่เี น้นเนอ้ื หาสาระและความสำคัญของมรดกทางวฒั นธรรมของสงั คมที่ไดร้ ับการ
ยอมรบั และปฏิบตั ิกนั ในสังคมจนกลายเป็นส่วนหน่งึ ของแนวทางในการดำเนินชวี ติ ของประชาชนในสงั คม
ก. ปรชั ญาการศกึ ษานิรันตรนิยม (perennialism)
ข. ปรัชญาการศกึ ษารตั ถนิยม (essentialism)
ค. ปรัชญาการศึกษาปฏิรปู นิยม (reconsteuctionism)
ง. ปรชั ญาการศึกษาอตั ถิภาวนิยม (existentialism)
28
31
28. ปรัชญาในข้อใดมุง่ ใหผ้ ูเ้ รยี นร้จู ักและทำความเข้าใจกับตนเองให้มากท่ีสดุ โดยเฉพาะในเรือ่ งเหตผุ ลและ
สตปิ ัญญา
ก. ปรชั ญาการศกึ ษานริ ันตรนิยม (perennialism)
ข. ปรัชญาการศกึ ษารัตถนิยม (essentialism)
ค. ปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยม (reconsteuctionism)
ง. ปรัชญาการศึกษาอัตถภิ าวนยิ ม (existentialism)
29. ข้อคอื รายละเอียดของปรัชญาการศกึ ษาปฏิรูปนยิ ม(reconsteuctionism)
ก. การศกึ ษาจะต้องมงุ่ สรา้ งระเบยี บใหม่ของสงั คมจากพ้นื ฐานเดิมท่มี ีอยู่
ข. ระเบยี บใหม่ทส่ี ร้างข้ึนรวมทัง้ วธิ ีสร้างต้องอยบู่ นพนื้ ฐานของประชาธิไตย
ค.ถูกทั้ง ก และ ข
ง.ผดิ ทุกข้อ
30. “การศึกษาจะต้องพัฒนาเด็กทุก ๆ ด้านไมเ่ ฉพาะสติปัญญาเทา่ นนั้ ” ข้อความข้างต้นเปน็ ปรชั ญาอะไร
ก. ปรัชญาการศึกษานริ ันตรนิยม (perennialism)
ข. ปรัชญาการศกึ ษารตั ถนยิ ม (essentialism)
ค. ปรชั ญาการศึกษาพิพฒั นาการนิยม(progressivism)
ง. ปรชั ญาการศึกษาอัตถิภาวนยิ ม (existentialism)
31. เป้าหมายสงู สุดของการบริหารกจิ การบ้านเมืองท่ีดีคือ
ก. เกิดประโยชนส์ ุขของประชาชน
ข. เกดิ ผลสัมฤทธต์ิ อ่ ภารกิจของรัฐ
ค. มีประสิทธิภาพและเกิดความคมุ ค่าเชิงภารกิจของรฐั
ง. ไมม่ ขี ้ันตอนการปฏบิ ตั งิ านทีเ่ กนิ ความจำเปน็
32. หนว่ ยงานทีม่ หี น้าท่ใี นการกำหนดแนวดำเนนิ การท่ัวไปให้กบั สว่ นราชการเพ่ือให้เกิดการบรหิ ารจัด การท่ี
ดี
ก. ค.ป.ร.
29
32
ข. ค.พ.ร.
ค. ป.ป.ร.
ง. ก.พ.ร.
33. พระราชกฤษฎกี าว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธกี ารบรหิ ารกจิ การบา้ นเมอื งที่ดี พ.ศ. 2546 ให้ไว้ ณ วันที่
เท่าใด ก. 2545
ข. 2546
ค. 2547
ง. 2548
34. ประสทิ ธิภาพ .(Efficiency) อยใู่ นหลักการสำคัญใด
ก. การบริหารจัดการภาครฐั แนวใหม่ (New Public Management)
ข. ค่านยิ มประชาธิปไตย (Democratic Value)
ค. ประชารัฐ (Participatory State)
ง. ความรบั ผิดชอบทางการบริหาร (Administrative Responsibility)
35. ภาระรบั ผดิ ชอบ/สามารถตรวจสอบได้ (Accountability) อยใู่ นหลักการสำคญั ใด
ก. การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management)
ข. คา่ นิยมประชาธปิ ไตย (Democratic Value)
ค. ประชารัฐ (Participatory State)
ง. ความรับผดิ ชอบทางการบริหาร (Administrative Responsibility)
36. ความเสมอภาค (Equity) อยูใ่ นหลักการสำคญั ใด
ก. การบรหิ ารจัดการภาครฐั แนวใหม่ (New Public Management)
ข. คา่ นยิ มประชาธปิ ไตย (Democratic Value)
ค. ประชารัฐ (Participatory State)
ง. ความรับผิดชอบทางการบริหาร (Administrative Responsibility)
37. การตอบสนอง (Responsiveness) อยใู่ นหลักการสำคัญใด
ก. การบริหารจดั การภาครฐั แนวใหม่ (New Public Management)
ข. คา่ นิยมประชาธิปไตย (Democratic Value)
30
33
ค. ประชารัฐ (Participatory State)
ง. ความรบั ผดิ ชอบทางการบริหาร (Administrative Responsibility)
38. การมสี ่วนร่วม/การพยายามแสวงหาฉนั ทามติ(Participation/Consensus Oriented ) อยู่ในหลักการ
สำคัญใด
ก. การบรหิ ารจัดการภาครฐั แนวใหม่ (New Public Management)
ข. คา่ นิยมประชาธปิ ไตย (Democratic Value)
ค. ประชารัฐ (Participatory State)
ง. ความรบั ผดิ ชอบทางการบริหาร (Administrative Responsibility)
39. ประสิทธผิ ล (Effectiveness)อยู่ในหลักการสำคัญใด
ก. การบรหิ ารจดั การภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) ข. คา่ นยิ มประชาธิปไตย
(Democratic Value)
ค. ประชารฐั (Participatory State)
ง. ความรบั ผิดชอบทางการบริหาร (Administrative Responsibility)
40. เปดิ เผย/โปรง่ ใส (Transparency) อยู่ในหลักการสำคัญใด
ก. การบริหารจดั การภาครฐั แนวใหม่ (New Public Management)
ข. ค่านยิ มประชาธิปไตย (Democratic Value)
ค. ประชารัฐ (Participatory State)
ง. ความรับผดิ ชอบทางการบริหาร (Administrative Responsibility)
41. คณุ ธรรม/จรยิ ธรรม (Morality/Ethics)อยู่ในหลกั การสำคญั ใด
ก. การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management)
ข. คา่ นยิ มประชาธปิ ไตย (Democratic Value)
ค. ประชารฐั (Participatory State)
ง. ความรบั ผิดชอบทางการบริหาร (Administrative Responsibility)
42. หลักนิตธิ รรม (Rule of Law) อยู่ในหลักการสำคัญใด
ก. การบรหิ ารจดั การภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management)
ข. ค่านยิ มประชาธิปไตย (Democratic Value)
31
34
ค. ประชารัฐ (Participatory State)
ง. ความรับผิดชอบทางการบริหาร (Administrative Responsibility)
43. การกระจายอำนาจ (Decentralization) อยูใ่ นหลกั การสำคัญใด
ก. การบริหารจดั การภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management)
ข. ค่านิยมประชาธิปไตย (Democratic Value)
ค. ประชารฐั (Participatory State)
ง. ความรับผิดชอบทางการบริหาร (Administrative Responsibility)
44. ความหมายของหลักธรรมาภิบาลของการบรหิ ารกจิ การบา้ นเมอื งทด่ี ี (GG Framework) มีหมดกี่หลักการ
สำคญั และ กหี่ ลกั การยอ่ ย
ก. 4 หลักการสำคัญ 10 หลักการย่อย
ข. 4 หลักการสำคัญ 11 หลักการย่อย
ค. 5 หลักการสำคัญ 10 หลกั การย่อย
ง. 5 หลกั การสำคญั 11 หลกั การย่อย
45. หลกั การบริหาร กจิ การบ้านเมืองท่ีดี มาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดนิ เพ่ือประโยชน์สุขของ
ประเทศชาติและ ประชาชน ตามเจตนารมณ์ของมาตราใด
ก. ๓/๑
ข. ๓/๒
ค. ๓/๓
ง. ๓/๔
46. ข้อใดต่อไปนี้ไมใ่ ชค่ ่านยิ ม 12 ประการตามประกาศของนายกรฐั มนตรี
ก. ปฏบิ ัติตามพระราชดำรสั ของในหลวง
ข. มีความสามัคคีในหมู่คณะ
ค. รักษาวัฒนธรรมและประเพณีของชาติ
ง. ยดึ ม่ันในศลี ธรรมของศาสนา
47. ครูพมิ พร สามารถอธิบายเร่อื งยงุ่ ยาก ซบั ซ้อนให้เขา้ ใจได้ง่าย และชว่ ยให้ศิษยเ์ รียนรไู้ ด้อยา่ งลึกซ้งึ ยง่ิ ข้ึน
เปน็ คณุ ธรรมของกลั ยาณมติ รข้อใด
32
35
ก. วจนักขโม
ข. คมั ภรี ัญจะ กถัง กัตตา
ค. โน จฏั ฐาเน นโิ ยชเย
ง. วัตตา
48. ผปู้ กครองนกั เรยี นคาดหวงั ในตวั ครูสูงมาก นอกจากความร้คู วามสามารถในการสอนแลว้ ครูจะต้องเป็น
แบบอยา่ งที่ดใี ห้กับเดก็ ดังนน้ั ครูจะต้องไมป่ ระพฤติ ไปในทางเสื่อมเสียใด ๆ ท่านมีความคดิ เห็นต่อขอ้ ความน้ี
อย่างไร
ก. การเป็นครูลำบากกวา่ ท่ีคดิ
ข. อาชีพครูอยภู่ ายใต้ความกดดนั ของสังคม
ค. สงั คมยังเห็นคุณค่าของครู
ง. ครเู ปน็ มนุษยป์ ถุ ุชน อาจกระทำผิดได้
49. สังคมไทยไม่ชอบการกระทำของครูตามขอ้ ใดมากทส่ี ุด
ก. ขาดความรับผดิ ชอบ
ข. เป็นคนเขา้ อารมณ์
ค. ประสบสอพลอ
ง. ขาดความยุติธรรม
50. พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ทรงมพี ระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทยว่า “ใหร้ ู้จักขม่ ใจ” ซงึ่ หมายถึงข้อ
ใด ก. ความจรงิ ใจต่อตนเอง
ข. การรจู้ ักฝกึ ใจตนเอง
ค. การประพฤติปฏบิ ัตแิ ตส่ ง่ิ ท่ีเป็นประโยชน์
ง. รูจ้ ักเสียสละประโยชนส์ ่วนตัวเพื่อสว่ นรวม
51. ผอ.สุเทพ เป็นบุคคลท่ีมีนิสัยสุภาพอ่อนโยน มีมนุษยสัมพนั ธท์ ดี่ ีกบั ครูในโรงเรยี น ลักษณะดังกลา่ วตรงกับ
หลักทศพธิ ราชธรรมขอ้ ใด
ก. อาชวะ
ข. มทั วะ
ค. ตะบะ
33
36
ง. อวหิ งิ สา
52. ตำแหนง่ ครใู นสถานศึกษาถกู ลงโทษทางวินัยรา้ ยแรงต้องขออุทธรณ์ต่อผู้ใด
ก. ผอู้ ำนวยการสำนกั งานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษา
ข. เลขาธิการ สพฐ.
ค. อ.ก.ค.ศ. เขตพนื้ ท่ีการศึกษา
ง. ก.ค.ศ.
53. ถา้ ท่านเหน็ วา่ การปฏิบัติตามคำส่ังของผบู้ ังคับบัญชาท่ีสงั่ โดยชอบดว้ ยกฎหมายจะทำใหเ้ สียหายแก่
ราชการ หรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชนข์ องทางราชการ ทา่ นจะดำเนนิ การตามขอ้ ใด
ก. ไม่ปฏิบตั ิตาม เพราะต้องรักษาผลประโยชน์ของชาติ
ข. ต้องปฏิบตั ิตามคำสง่ั อย่างเคร่งครดั
ค. เสนอความเหน็ เป็นหนังสือภายในเจ็ดวัน เพอื่ ใหผ้ ้บู ังคบั บัญชาทบทวนคำสง่ั
ง. เสนอความเห็นด้วยวาจา แล้วทำเปน็ หนงั สอื ภายในเจ็ดวัน เพือ่ ให้ผบู้ ังคบั บญั ชาทบทวน
54. ขา้ ราชการครตู ำแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ครชู ำนาญการพิเศษ ผู้ใดถูกส่ังโทษปลดออก ไล่ออก ใหม้ สี ิทธติ าม
ข้อ ใด
ก. รอ้ งทกุ ข์
ข. รอ้ งเรยี น
ค. อุทธรณ์
ง. มีสิทธ์ิท าไดท้ ุกกรณีทก่ี ลา่ วมา
55. ครุ สุ ภา มชี ่อื เรียกอกี อยา่ งหน่ึงวา่ อะไร
ก. สภาครู
ข. องคก์ รวิชาชีพครู
ค. สมาคมวิชาชพี ครู
ง. สภาครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา
56. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศกึ ษามีก่ีประเภท
ก. 2 ประเภท
ข. 3 ประเภท
34
37
ค. 4 ประเภท
ง. 5 ประเภท
57. มาตรฐานวชิ าชีพครูในขอ้ ใดที่กำหนดให้เป็นจรรยาบรรณของวิชาชพี
ก. มาตรฐานการปฏิบัติตน
ข. มาตรฐานการปฏิบัติงาน
ค. มาตรฐานความรแู้ ละประสบการณว์ ชิ าชีพ
ง. มาตรฐานการสอน
58. มาตรฐานความรขู้ องผูป้ ระกอบวชิ าชีพครู ตอ้ งมีคุณวุฒติ ามข้อใด
ก. ปริญญาทางการศึกษาหรือเทยี บเท่า หรือคุณวฒุ ิอื่นทค่ี ุรุสภารบั รอง
ข. ปริญญาตรที างการศึกษาหรือเทยี บเท่า หรือคุณวุฒอิ ื่นท่ีครุ สุ ภารบั รอง
ค. ไมต่ ่ำกว่าปริญญาตรที างการศึกษาหรือเทียบเทา่ หรอื คุณวุฒอิ นื่ ทค่ี รุ ุสภารับรอง ง. ถูกทุกข้อที่
กลา่ วมา
59. ข้อใดกลา่ วถงึ พฤติกรรมของครทู ดี่ ีทส่ี ุดตามาตรฐานการปฏิบัตงิ าน ประเดน็ กจิ กรรมทางวิชาการเพอ่ื
พัฒนา วิชาชีพครูใหก้ า้ วหน้าอยู่เสมอ
ก. มีบทบาทในการพัฒนาวชิ าชพี ครู
ข. เปน็ ผ้นู ำในการพฒั นาวิชาชพี ครู
ค. แสวงหาความรู้เกย่ี วกบั วิชาชพี ครูอยู่เสมอ
ง. เปน็ ผ้ดู ำเนนิ การหรอื การมีส่วนรว่ มในการดำเนินการขององค์กรวิชาชพี ครู
60. ขอ้ ใดกลา่ วถงึ พฤติกรรมของครไู ด้ดีทส่ี ดุ ตามมาตรฐานการปฏบิ ตั งิ าน มงุ่ ม่ันพัฒนาผู้เรียนให้เตบิ โตเตม็
ศกั ยภาพ
ก. มีการแก้ไขข้อบกพรอ่ งของผเู้ รยี น
ข. มกี ารแก้ไขขอ้ บกพร่องของผ้เู รยี น และพฒั นาความสามารถของผเู้ รียน
ค. พฒั นาความสามารถของผู้เรยี นให้สูงข้นึ เตม็ ขดี ความสามารถของแตล่ ะคนอยา่ งเปน็ ระบบ ง. ถูก
ทกุ ข้อที่กลา่ วมา
38
เฉลย
1. ค 2. ก 3. ข
4. ค 5. ค 6. ง
7. ข 8. ข 9. ง
10. ก 11. ง 12. ค
13. ข 14. ค 15. ก
16. ง 17. ก 28. ค
29. ง 20. ง 21. ก
22. ค 23. ง 24. ง
25. ง 26. ง 27. ข
28. ก 29. ค 30. ค
31. ก 32. ข 33. ง
34. ง 35. ก 36. ข
37. ข 38. ค 39. ค
40. ก 41. ก 42. ก
43. ข 44. ข 55. ก
46. ข 47. ข 48. ค
49. ก 50. ข 51. ข
52. ง 53. ค 54. ค
55. ก 56. ข 57. ก
58. ค 59. ค 60. ง
14
บรรณานกุ รม
1. ครบู า้ นนอก,ปรชั ญาทางการศึกษา, https://www.kroobannok.com/2022.
HTTPS://WWW.KROOBANNOK.COM/19891 คน้ เม่อื 11 ธนั วาคม,2565.
2. Googlesite,ปรชั ญาทางการศึกษา, https://sites.google.com/a/crru.ac.th/ban-khunkhru-
cen-ci-ra/bth-thi-1-prachya-laea-naewkhid-thangkar-suksa/คน้ เมอ่ื 23 ธันวาคม 2565.
3. Gotokhow,ปรัชญาการศึกษาไทย, https://www.gotoknow.org/posts/292382/คน้ เมื่อ 23
ธันวาคม 2565.
PUNYAWAT PISUTTIAMONPAN