The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ใบความรู้ที่ 2 การสร้างองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thanaphoom_toey, 2022-04-15 11:12:27

ใบความรู้ที่ 2 การสร้างองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ไทย

ใบความรู้ที่ 2 การสร้างองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ไทย

เอกสารประกอบการสอน ชันมธั ยมศึกษาปี ที 6
หน่วยการเรียนรู้ที 2 การสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางประวตั ิศาสตร์ไทย
วชิ าประวตั ิศาสตร์ไทย 5 (ส 33103)

วธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์

1. ความหมายของวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์

วธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์ (Historical Method) หมายถึง วธิ ีการหรือขนั ตอนในการศึกษาคน้ ควา้ เรืองราวทาง
ประวตั ิศาสตร์ เพือใหไ้ ดค้ วามจริงหรือใกลเ้ คียงกบั ความจริงมากทีสุด โดยอาศยั การวเิ คราะห์หลกั ฐานตา่ ง ๆ ทงั ทีเป็ นลายลกั ษณ์
อกั ษรและไม่เป็ นลายลกั ษณ์อกั ษร
2. ความสําคญั ของวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์

2.1 ใชเ้ ป็นแนวทางในการศึกษาประวตั ิศาสตร์ ช่วยใหผ้ ศู้ ึกษามขี นั ตอนในการศึกษาอยา่ งเป็นระบบ มีเหตุผล รอบคอบ
เป็ นกลาง ไมล่ าํ เอียง

2.2 ทาํ ใหเ้ กิดความน่าเชือถือ ไดร้ ับการยอมรับวา่ เรืองราวหรือขอ้ เท็จจริงในอดีตทีสืบคน้ ไดน้ นั ถูกตอ้ ง เพราะมีขนั ตอน
การปฏิบตั ิตามหลกั วชิ าการ
3. ประโยชน์ของวิธีการทางประวตั ศิ าสตร์

3.1 ไดค้ น้ พบขอ้ เทจ็ จริงทางประวตั ิศาสตร์ทีน่าเชือถือ เช่น เรืองราวเหตุการณ์สําคญั ในอดีตของทอ้ งถินหรือบทบาทของ
บุคคลสาํ คญั ในอดีต เป็นตน้

3.2 ฝึ กฝนใหเ้ ป็นคนละเอยี ดรอบคอบ มีวจิ ารณญาณ มีเหตผุ ล รู้จกั ตรวจสอบขอ้ เทจ็ จริงก่อนทีจะเชือถือขอ้ มลู หรือ
เรืองราวใด ๆ ซึงเกิดประโยชน์ต่อการดาํ เนินชีวติ ประจาํ วนั
4. ขันตอนของวิธีการทางประวตั ศิ าสตร์

4.1 การกาํ หนดปัญหาหรือกาํ หนดหวั ข้อทีจะศึกษา
หวั ขอ้ เรืองทีจะศึกษาเป็นเรืองทีผศู้ กึ ษาสนใจและเห็นวา่ ขอ้ เทจ็ จริงทีสงั คมรับรู้ในขณะนนั ยงั ไม่ชดั เจน ทาํ ใหอ้ ยากศึกษา

คน้ ควา้ หาความจริงใหม้ ากขนั
4.2 การรวบรวมหลกั ฐานหรือรวบรวมข้อมูล
ผศู้ ึกษาจะตอ้ งรวบรวมหลกั ฐานหรือขอ้ มูลตา่ ง ๆ ทีเกียวขอ้ งกบั หวั เรืองทีกาํ ลงั ศกึ ษาใหม้ ากทีสุด โดยคน้ ควา้ จาก

หอ้ งสมุดและแหล่งขอ้ มูลต่าง ๆ

4.3 การตรวจสอบและประเมินคุณค่าของหลกั ฐาน
คือ การตรวจสอบวา่ หลกั ฐานประเภทต่าง ๆ ทีไดม้ านนั มีคุณคา่ หรือความน่าเชือถือมากนอ้ ยเพยี งใด เรียกวา่ การวพิ ากษ์
วธิ ีทางประวตั ศิ าสตร์ มีวิธีการประเมิน 2 วธิ ี ดงั นี
(1) การประเมินคุณค่าภายนอกหรือวิพากษ์วิธีภายนอก คือ การตรวจสอบหลกั ฐานจากสภาพภายนอกหรือพจิ ารณาจาก
ลกั ษณะภายนอกของหลกั ฐานนนั เพือให้ทราบวา่ เป็นของจริงหรือของปลอม เป็ นหลกั ฐานชนั ตน้ หรือชนั รอง มีอายมุ ากนอ้ ย
เพียงใด ผศู้ ึกษาควรพจิ ารณา ดงั นี

- อายขุ องหลกั ฐาน สร้างขนั หรือเขียนขึนเมือใด ใครเป็ นผสู้ ร้างหรือผเู้ ขียนหลกั ฐานนนั มีจุดมุ่งหมายในการ
เขียนหรือสร้างหลกั ฐานอยา่ งไร

(2) การประเมินคุณค่าภายในหรือวิพากษ์วิธีภายใน คือ การประเมินคุณค่าของหลกั ฐานโดยพิจารณาวา่ ขอ้ มูลหรือเนือหา
รายละเอียดของหลกั ฐานนนั มีความน่าเชือถือเพียงใด ประเด็นทีจะตอ้ งนาํ มาพจิ ารณา ไดแ้ ก่

- มีการกล่าวถึงชือบุคคล สถานที และเหตุการณ์ทีเกิดขึนถูกตอ้ งตรงกบั ช่วงเวลาหรือยุคนนั ๆ จริงหรือไม่ ถา้ ผดิ
ถือวา่ เป็นหลกั ฐานปลอมไม่นาํ มาใช้

- หลกั ฐานทีเป็ นบนั ทึกหรือขอ้ เขียนของบุคคลสาํ คญั ในเรืองราวเหตุการณ์ตา่ ง ๆ จะเชือถือไดท้ งั หมดหรือ
เชือถือไดเ้ พยี งบางส่วน

- การประเมินคุณคา่ ของหลกั ฐานตอ้ งไม่นาํ แนวคิดหรือคา่ นิยมของปัจจุบนั ไปตดั สินเรืองราว เหตกุ ารณ์หรือ
การกระทาํ ของบุคคลทีเกิดขึนในอดีต เพราะ จะทาํ ใหไ้ ดข้ อ้ เทจ็ จริงทีคลาดเคลือน

4.4 การตีความหลกั ฐานหรือการวเิ คราะห์ข้อมูล
คือ การทาํ ความเขา้ ใจวา่ หลกั ฐานนนั มีความหมายวา่ อยา่ งไร ใหข้ อ้ มูลหรือบอกใหร้ ู้เรืองราวเกียวกบั อะไร หรือมี
ขอ้ เทจ็ จริงใดแอบแฝงอยู่ การตีความจากหลกั ฐานหรือการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ต่าง ๆ แบง่ เป็น 2 ระดบั คือ

(1) การตคี วามขนั ต้น เป็ นการตีความหลกั ฐานเพือใหไ้ ดค้ วามหมายตามอกั ษรโดยผศู้ ึกษาจะตอ้ งเขา้ ใจ
ความหมายของคาํ ศพั ทแ์ ละสาํ วนโวหารทางภาษาของยุคสมยั นนั ๆ

(2) การตคี วามขนั ลึก เป็นการตีความเพือคน้ หาความหมาย เจตนา หรือทศั นคติทีผเู้ ขียนหรือผสู้ ร้างหลกั ฐานนนั
มิไดบ้ อกไวอ้ ยา่ งเปิ ดเผย แตเ่ ป็ นขอ้ เทจ็ จริงทีแอบแฝงซ่อนเร้น

การตีความหลกั ฐานมีหลกั การสาํ คญั ดงั นี
- ผศู้ กึ ษาตอ้ งทาํ ใจเป็นกลาง ไมใ่ ชอ้ คติหรือความรู้สึกส่วนตวั เขา้ ไปตดั สิน ไมต่ ีความเขา้ ขา้ งตนเองหรือตคี วาม
ไปตามแนวคิดของตนเองทีคาดเดาไวล้ ว่ งหนา้ ตอ้ งมีความละเอียดรอบคอบและรอบรู้เรืองราวพืนฐานทางประวตั ิศาสตร์ใน
หวั ขอ้ เรืองทีกาํ ลงั ศกึ ษา
- ผศู้ กึ ษาจะตอ้ งมีความรู้พนื ฐานในดา้ นประวตั ิศาสตร์การเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และสงั คมของยคุ สมยั
นนั ๆ มีความเขา้ ใจสาํ นวน ภาษา คาํ ศพั ท์ จารีตประเพณีและศิลปวฒั นธรรมต่าง ๆ ของยคุ สมยั นัน ๆ เพือช่วยใหก้ ารตีความ
หลกั ฐานตา่ ง ๆ ไดภ้ าพชดั เจนและถูกตอ้ ง
- เมือตีความหลกั ฐานแลว้ ให้นาํ ขอ้ มลู ดงั กล่าวมาวิเคราะห์ เช่น สาเหตุของปัญหาเกิดจากอะไร และเกิดผล
อยา่ งไร เป็ นการแยกแยะจดั หมวดหมูเ่ พือความสะดวกในการเขียนเรียบเรียงและนาํ เสนอตอ่ ไป
4.5 การเรียบเรียงและการนําเสนอ
เป็นขนั ตอนทีผศู้ กึ ษาจะตอ้ งตอบคาํ ถาม หรืออธิบายขอ้ สงสัยตามหวั ขอ้ เรืองทีตงั ไวห้ รือนาํ เสนอประเด็นความคดิ ใหมท่ ี
ไดจ้ ากการศึกษาคน้ ควา้
- เป็ นขนั ตอนสุดทา้ ยของวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์ โดยผศู้ ึกษาจะตอ้ งนาํ ขอ้ มูลทงั หมดทีผา่ นการวเิ คราะห์
ตีความแลว้ มารวมเขา้ ดว้ ยกนั โดยนาํ มาเรียบเรียงหรือเชือมโยงใหเ้ กียวขอ้ งเป็นเหตเุ ป็ นผลกนั ตามหวั ขอ้ เรืองทีกาํ หนดไวใ้ น
ขนั ตอนที 1
- การนาํ เสนอ ผศู้ ึกษาจะตอ้ งเขียนอธิบายในรูปของบทความหรืองานวจิ ยั ทางประวตั ิศาสตร์ ควรอธิบายอยา่ งมี
ระบบ มีความสอดคลอ้ งเป็นเหตุเป็ นผลกนั และสรุปผลการศึกษาวา่ สามารถใหค้ าํ ตอบตาม
หวั เรืองทีกาํ หนดในขนั ตอนที 1 มากนอ้ ยเพียงใด
- การนาํ เสนอในรูปของงานเขียน การบรรยาย และอภิปราย เป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางประวตั ิศาสตร์

หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์
5. ความหมายของหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์

หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ (Historical Source) หมายถึง ร่องรอยการกระทาํ ของมนุษยใ์ นอดีต เป็นสิงทีนาํ มาใชเ้ พือ
ศึกษาคน้ ควา้ หาความจริงทีเกิดขึนในอดีต
6. ประเภทของหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ จาํ แนกตามยคุ สมยั

6.1 หลกั ฐานสมัยก่อนประวตั ิศาสตร์ คือ ร่องรอยการกระทาํ ของมนุษยใ์ นอดีต ซึงยงั ไม่รู้จกั การใชต้ วั อกั ษรบนั ทึก
เรืองราว ไดแ้ ก่ โครงกระดูกของมนุษย์ ภาพวาดสีตามผนงั ถาํ และเครืองมอื เครืองใชต้ ่าง ๆ ของมนุษยย์ คุ หินและยคุ โลหะ เป็ นตน้

6.2 หลกั ฐานสมัยประวตั ิศาสตร์ คือ ร่องรอยการกระทาํ ของมนุษยใ์ นอดีต ซึงเกิดขึนสมยั ทีมนุษยร์ ู้จกั ใชต้ วั อกั ษรบนั ทึก
เรืองราวเหตุการณ์ต่าง ๆ แลว้ ไดแ้ ก่

- ศิลาจารึก ตาํ นาน พงศาวดาร จดหมายเหตุ เอกสารของทางราชการ ฯลฯ
- โบราณสถานและโบราณวตั ถุต่าง ๆ ทีเกิดในสมยั ทีมนุษยร์ ู้จกั ใชต้ วั อกั ษร
- โสตทศั น์ เช่น ภาพถ่าย ฟิ ล์มสไลด์ แถบบนั ทึกเสียง แถบวดี ีทศั น์ ภาพยนตร์ ฯลฯ
7. ประเภทของหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ จาํ แนกตามลกั ษณะ
7.1 หลกั ฐานทเี ป็ นลายลกั ษณ์อกั ษร หมายถึง หลกั ฐานทีเป็ นตวั หนงั สือโดยบนั ทึกลงบนแผน่ วสั ดุต่าง ๆ เช่น แผน่ หิน
ใบลาน และกระดาษ ฯลฯ เช่น ศิลาจารึก หนงั สือพิมพ์ และบนั ทึกของชาวตา่ งชาติ เป็นตน้
7.2 หลกั ฐานทไี ม่เป็ นลายลกั ษณ์อักษร หมายถึง หลกั ฐานทางดา้ นโบราณสถานและโบราณวตั ถุต่าง ๆ ทงั สมยั ก่อน
ประวตั ศิ าสตร์และสมยั ประวตั ิศาสตร์ เช่น ซากเมอื งโบราณ โครงกระดูกมนุษย์ เจดีย์ ปราสาทหิน พระพุทธรูป อาวธุ และภาชนะ
เครืองใชต้ ่าง ๆ
8. หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ จาํ แนกตามระดบั ความสาํ คญั
8.1 หลกั ฐานชันปฐมภูมิหรือชันต้น (Primary Source) เป็ นหลกั ฐานทีเกิดในยคุ สมยั เดียวกบั เหตุการณ์นนั ๆ ผจู้ ดบนั ทึก
หรือผสู้ ร้างหลกั ฐานอยรู่ ่วมในเหตุการณ์ ถือวา่ เป็นหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ทีน่าเชือถือไดม้ ากทีสุด เช่น
- พระราชพงศาวดาร จดหมายเหตุของชาวตา่ งชาติ หนงั สือราชการ ฯลฯ
- โบราณสถานและโบราณวตั ถุทีสร้างขึนในยุคสมยั นนั เช่น ปราสาทหิน เจดีย์ พระพุทธรูป ธนบตั ร เหรียญ
กษาปณ์ ฯลฯ
8.2 หลกั ฐานชันทุติยภูมิหรือหลกั ฐานชันรอง (Secondary Source) เป็ นหลกั ฐานทีเขียนขึนภายหลงั ทีเกิดเหตุการณ์นนั
แลว้ ผเู้ ขียนหลกั ฐานไดฟ้ ังคาํ บอกเล่าหรือศึกษาจากขอ้ เขียนของบุคคลอืน ๆ อีกต่อหนึง เช่น หนงั สือเรียนประวตั ิศาสตร์ไทย
บทความหรืองานวจิ ยั ทางประวตั ิศาสตร์ เป็ นตน้

9. หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ของไทยทีเป็ นลายลกั ษณ์อกั ษร
9.1 จารึก (จาร) เป็ นการสลกั ตวั อกั ษรลงบนแผน่ หิน (ศิลาจารึก) หรือจารลงบนแผน่ ทองคาํ (จารึกลานทอง) หรือจารลง

บนใบลาน (หนงั สือใบลาน) โดยเฉพาะศิลาจารึกไดช้ ือวา่ เป็นหลกั ฐานประเภทลายลกั ษณ์อกั ษรทีเก่าแก่ทีสุดของไทย และเป็น
หลกั ฐานชนั ตน้

ศิลาจารึกทีเก่าแก่ทีสุดทีคน้ พบในประเทศไทย เป็นจารึกทีใชภ้ าษาปัลลวะของอินเดียโบราณ พบทีปราสาทเขานอ้ ย
อ.อรัญประเทศ จ.สระแกว้ สนั นิฐานวา่ สร้างขึนประมาณพทุ ธศตวรรษที 12 (พ.ศ.1180)

ศิลาจารึกสมยั ต่อ ๆ มาพบอีกจาํ นวนมาก จารึกเป็นภาษาขอม ภาษามอญโบราณและอกั ษรไทย (สมยั สุโขทยั ) เช่น ศิลา
จารึกหลกั ที 1 (ศิลาจารึกพ่อขนุ รามคาํ แหง) ศลิ าจารึกหลกั ที 2 (ศิลาจารึกวดั ศรีชุม) เป็นตน้

เรืองราวทีปรากฏในศิลาจารึกส่วนใหญเ่ ป็นการประกาศบญุ ใหแ้ ก่บุคคลสาํ คญั ทีไดส้ ร้าง ปูชนียสถานและปูชนียวตั ถุใน
พระพุทธศาสนา นอกนนั เป็นการประกาศของทางราชการ เรืองราวของบคุ คลสาํ คญั และการทาํ สัตยป์ ฏิญาณตอ่ กนั ของเจา้ เมอื ง

เป็ นตน้
9.2 พงศาวดาร เป็ นการจดบนั ทึกเรืองราวของพระมหากษตั ริยต์ ามลาํ ดบั เหตุการณ์ทีเกิดขึน โดยเขียนลงสมุดไทย

(กระดาษ) เริมมมี าตงั แต่สมยั อยธุ ยา เช่น พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบบั หลวงประเสริฐฯ เป็นพงศาวดารเก่าแก่ทีสุดเท่าทีพบใน
ปัจจบุ นั เขียนในสมยั สมเด็จพระนารายณ์ฯ แห่งกรุงศรีอยุธยา

9.3 ตํานาน เป็ นการบอกเล่าเรืองราวในอดีตสืบต่อ ๆ กนั มา เกียวกบั ประวตั ิความเป็ นมาของบุคคลสาํ คญั ปูชนียสถาน ปู
ชนียวตั ถุทางพระพุทธศาสนาของทอ้ งถินตา่ ง ๆ โดยนาํ มาจดบนั ทึกเป็ นลายลกั ษณ์อกั ษรในภายหลงั นิยมจารลงบนใบลานและ
คดั ลอกตอ่ ๆ กนั มาจึงมกั ผดิ เพียนไปจากเดิม

ตาํ นานทีนาํ มาใชเ้ ป็นหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ เช่น ตาํ นานพระแกว้ มรกต ตาํ นานพระธาตุพนม ตาํ นานจามเทววี งศ์

ตาํ นานสิงหนวตั ิ ฯลฯ
9.4 จดหมายเหตุ มีลกั ษณะคลา้ ยกบั พงศาวดาร แต่จะบนั ทึกเรืองราวเพยี งเหตุการณ์เดียว ผจู้ ดบนั ทึกอยใู่ นช่วงเหตุการณ์

นนั ๆ และมีความสาํ คญั ในระดบั หลกั ฐานชนั ตน้ จดหมายเหตุทีสาํ คญั มี 2 ชนิด คือ จดหมายเหตุหลวง และจดหมายเหตขุ อง
ชาวตา่ งชาติ

จดหมายเหตุหลวง จดบนั ทึกโดยขนุ นางไทยหรือโหรหลวง เป็นเรืองราวทีเกียวกบั พระมหากษตั ริย์
จดหมายเหตขุ องชาวต่างชาติ เป็นบนั ทึกของพ่อคา้ และนกั การทูตทีเขา้ มาติดต่อกบั ไทยในสมยั ต่าง ๆ โดยเขียนสิงทีตน
ไดพ้ บเห็น ทงั ในดา้ นสังคม ชีวติ ความเป็ นอยขู่ องคนไทย สภาพเศรษฐกิจและการเมอื ง เช่น จดหมายเหตลุ าลูแบร์ เป็นตน้
9.5 หนังสือราชการหรือเอกสารการปกครอง เช่น ใบบอก สารตรา หนงั สือราชการระหวา่ งกระทรวง กรม กองต่าง ๆ
รายงานการประชุม ฯลฯ เทา่ ทีหลงเหลืออยู่ ส่วนใหญจ่ ะเป็นหลกั ฐานสมยั รัตนโกสินทร์ ในปัจจุบนั เกบ็ ไวท้ ีหอจดหมายเหตุ
แห่งชาติ
9.6 เอกสารส่วนบุคคลหรือบันทกึ ของบุคคลและจดหมายส่วนตวั เป็ นบนั ทึกส่วนตวั ของบุคคล ผูเ้ กียวขอ้ งหรือผเู้ ห็นใน
เหตุการณ์นนั ๆ ในอดีต ถือวา่ เป็นหลกั ฐานชนั ตน้ เช่น

- บนั ทึกของพระยาทรงสุรเดช เกียวกบั เหตุการณ์เปลียนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475

- พระราชนิพนธ์ใกลบ้ า้ น เป็นพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที 5 ในการเสด็จประพาสยโุ รป

เมือ พ.ศ.2499 เป็ นตน้
9.7 วรรณกรรม งานเขียนวรรณกรรมในอดีตจะใหค้ วามรู้ความเขา้ ใจเกียวกบั สภาพบา้ นเมืองในยคุ สมยั นนั ๆ ทงั ในดา้ น

เศรษฐกิจ สงั คม การปกครอง ทาํ ใหม้ องเห็นสภาพชีวติ ความเป็นอยขู่ องผูค้ นในสมยั โบราณและนาํ มาใชเ้ ป็นประโยชนต์ ่อ

การศึกษาประวตั ิศาสตร์ได้
9.8 กฎหมาย เป็นหลกั ฐานชนั ตน้ ช่วยใหท้ ราบความสมั พนั ธ์ระหวา่ งรัฐกบั ประชาชนและระหวา่ งประชาชนกบั

ประชาชนดว้ ยกนั เช่น กฎหมายตราสามดวงในสมยั รชั กาลที 1 และกฎหมายเกียวกบั การเลิกทาสในสมยั รัชกาลที 5 เป็นตน้

9.9 หนังสือพิมพ์ นติ ยสาร วารสารและสิงพมิ พ์ต่าง ๆ เป็ นหลกั ฐานชนั ตน้ ทีบนั ทกึ เรืองราว เหตุการณ์ตา่ ง ๆ ทีเกิดขึนใน
แต่ละวนั แต่ละสัปดาห์หรือแตล่ ะเดือน ซึงใหป้ ระโยชน์แก่ผศู้ ึกษาประวตั ิศาสตร์เหตุการณ์ปัจจุบนั ไดเ้ ป็นอยา่ งดี เช่น เหตกุ ารณ์
14 ตุลาคม 2516

9.10 หนังสือชีวประวตั ิ เป็ นบันทึกประวตั ิและผลงานของบุคคลต่าง ๆ เช่น นกั การเมือง ทหาร ฯลฯ โดยมากพมิ พแ์ จก
เป็ นหนงั สือทีระลึกงานศพหรือครบรอบวนั เกิด จดั เป็นหลกั ฐานชนั รอง

9.11 วทิ ยานิพนธ์และงานวจิ ัยทางประวตั ศิ าสตร์ เป็ นผลงานของนกั ศึกษาและนกั วชิ าการทางดา้ นประวตั ิศาสตร์ โดยจะ
เสนอผลงานเป็ นรูปเล่มสิงพิมพ์ จดั เป็นหลกั ฐานชนั รอง
10. หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ของไทยทีไม่เป็ นลายลกั ษณ์อกั ษร

10.1 หลกั ฐานทางโบราณคดี คือ ร่องรอยทีเป็ นวตั ถุและเกียวขอ้ งกบั มนุษยใ์ นอดีตเกิดจากมนุษยส์ มยั โบราณเป็นผสู้ ร้าง
ไว้ นกั โบราณคดีเป็ นผสู้ ํารวจ ขดุ คน้ พบ และนาํ มาศึกษาเพือให้ทราบเรืองราวในอดีตทีเกิดขึน หลกั ฐานทางโบราณคดี จาํ แนกได้
2 ประเภท ดงั นี

(1) หลักฐานทางโบราณคดสี มยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ ไดแ้ ก่ เครืองมอื เครืองใชท้ ีทาํ จากหิน เครืองปันดินเผา
ภาชนะทีทาํ จากโลหะสาํ ริดและเหลก็ โครงกระดูกมนุษย์ ภาพเขียนสีบนผนงั ถาํ เครืองประดบั ทีทาํ จากหิน กระดูกสตั ว์
โลหะต่าง ๆ เป็นตน้

แหล่งโบราณคดีสมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ในประเทศไทย ไดแ้ ก่ แหล่งโบราณคดีบา้ นเก่า
จ.กาญจนบุรี แหล่งโบราณคดีบา้ นนาดี จ.อุดรธานี แหล่งโบราณคดีถาํ ผี จ.แม่ฮอ่ งสอน เป็ นตน้

(2) หลักฐานทางโบราณคดีสมยั ประวตั ิศาสตร์ มีทงั โบราณสถานและโบราณวตั ถุต่าง ๆ ทีเกิดในยคุ ทีมนุษย์
ประดิษฐต์ วั อกั ษรขึนใชแ้ ลว้ เช่น ซากเมืองโบราณ กาํ แพงเมือง คูนาํ เขือนดิน อาวุธโลหะสาํ ริดและเหล็ก ฯลฯ

แหล่งโบราณคดีสมยั ประวตั ิศาสตร์ในไทย เช่น เมืองอูท่ อง จ.สุพรรณบุรี เมืองสทิงพระ
จ.สงขลา เมืองโบราณพงตึก จ.กาญจนบุรี

10.2 หลกั ฐานทางด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรมและจติ รกรรม เป็ นผลงานทีเกิดจากความศรัทธาทีมีตอ่ ศาสนา เช่น
การสร้างปราสาทหิน โบสถ์ วหิ าร งานหล่อปันพระพทุ ธรูปโลหะสาํ ริดและภาพจติ รกรรมฝาผนงั ในโบสถว์ หิ ารต่าง ๆ เป็นตน้

10.3 หลกั ฐานทางด้านนาฏศิลป์ ดนตรี และเพลงพืนบ้าน เป็ นศิลปวฒั นธรรมทีถ่ายทอดสืบตอ่ กนั มาในอดีต เช่น ลิเก
ละครนอก ละครใน ฯลฯ ถือเป็นหลกั ฐานชนั รองทีนกั ประวตั ิศาสตร์ผรู้ ู้ในศิลปะแขนงดงั กล่าววเิ คราะห์ตีความก่อนจึงจะนาํ มาใช้
ประโยชน์ได้

10.4 หลกั ฐานประเภทคาํ บอกเล่า โดยมากเป็นการบอกเล่าเรืองราวเกียวกบั ประวตั ิของสถานที บุคคลสาํ คญั หรือ
เหตุการณ์ทีเกิดขึนในอดีต เช่น เรืองราวของทหารญีป่ ุนที จ.กาญจนบุรี ในช่วงสงครามโลกครังที 2 ซึงเกิดจากการสัมภาษณ์ผมู้ ี
อาวโุ สในหมู่บา้ น ถือเป็นหลกั ฐานชนั รอง เหมาะสาํ หรับการศกึ ษาประวตั ิศาสตร์ทอ้ งถิน

10.5 หลกั ฐานประเภทโสตทัศน์ ส่วนใหญ่เป็ นหลกั ฐานชนั ตน้ เช่น ภาพถ่าย ภาพยนตร์ แถบวดี ิทศั น์ ฟิ ลม์ สไลด์
ภาพยนตร์ แผนที สือคอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยใหข้ อ้ มูลทางประวตั ิศาสตร์เกียวกบั เหตุการณ์สาํ คญั
ตา่ ง ๆ โดยเก็บรวบรวมไวท้ ีกองจดหมายเหตุแห่งชาติ


Click to View FlipBook Version