The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กฐินพระราชทาน ประจำปี 2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by graphicsarawut, 2022-06-27 21:51:04

กฐินพระราชทาน ประจำปี 2565

กฐินพระราชทาน ประจำปี 2565

กฐนิ พระราชทาน ประจำป ๒๕๖๕

วัดศรีอบุ ลรตั นาราม พระอารามหลวง

ตำบลในเมอื ง อำเภอเมือง จงั หวดั อุบลราชธานี
วนั อาทติ ยท ่ี ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๕

กรมสงเสรมิ การเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ



กฐนิ พระราชทาน ประจำ�ปี ๒๕๖๕

วดั ศรีอบุ ลรตั นาราม พระอารามหลวง
ต�ำ บลในเมือง อำ�เภอเมอื ง จังหวัดอุบลราชธานี

วนั อาทติ ย์ท่ี ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๕
กรมสง่ เสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์



ค�ำ น�ำ

การทอดกฐินเป็นประเพณีท่ีสำ�คัญย่ิงประเพณีหน่ึงของชาวไทยที่
นบั ถอื พระพทุ ธศาสนา นับตง้ั แต่พระมหากษัตริยจ์ นถึงสามัญชน ไดย้ ดึ ถือ
และปฏิบัติสืบต่อกันมา การทอดกฐินเชื่อกันว่ามีผลอานิสงส์มากเน่ืองจาก
เปน็ กาลทานทกี่ �ำ หนดเวลา กลา่ วคอื จะทอดกฐนิ ไดต้ งั้ แต่ วนั แรม ๑ ค�่ำ เดอื น
๑๑ จนถงึ วันขน้ึ ๑๕ ค่�ำ เดือน ๑๒ รวมเวลา ๑ เดือน วดั หนง่ึ ๆ จะรบั ได้
ปีละ ๑ ครงั้ ทง้ั พระผคู้ รอง (รบั ) กฐินกม็ ิไดเ้ จาะจงรูปใดรปู หนงึ่ พระสงฆ์
ทงั้ หมดจะคดั เลือกพระภกิ ษผุ มู้ ีความรคู้ วามสามารถ ให้เปน็ ผ้คู รองกฐนิ นนั้
กรมสง่ เสรมิ การเกษตรมเี จตจ�ำ นงทจ่ี ะรกั ษาประเพณอี นั ดงี ามน้ีไว้
ให้ย่งั ยนื จึงขอรับพระราชทาน ผา้ พระกฐนิ ไปถวายพระสงฆ์ในพระอาราม
หลวงต่างๆ เปน็ ประจ�ำ ทุกปี ต้ังแตป่ พี ุทธศกั ราช ๒๕๒๐ เป็นตน้ มา และใน
ปีพุทธศกั ราช ๒๕๖๕ นี้ ได้ขอรบั พระราชทานผ้าพระกฐนิ ถวาย ณ วัดศรี
อบุ ลรัตนาราม ต�ำ บลในเมือง อำ�เภอเมือง จังหวัดอบุ ลราชธานี
นอกจากการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานแล้ว กรมส่งเสริม
การเกษตรได้ประกอบกุศลกจิ เพ่มิ เตมิ อีกดว้ ย เชน่
๑. บริจาคเงนิ บารงุ วดั ศรอี ุบลรัตนาราม
๒. มอบเงินบำ�รุงการศึกษาโรงเรียนปริยติธรรมวัดศรีอุบล
รตั นาราม
๓. มอบเงนิ บ�ำ รงุ การศกึ ษา โรงเรียนมูลนิธิวัดศรอี บุ ลรตั นาราม
๔. จัดพิมพ์สูจิบัตรประวัติวัดศรีอุบลรัตนาราม เพ่ือเผยแพร่และ
เปน็ ทรี่ ะลกึ กรมสง่ เสรมิ การเกษตรจงึ ขอขอบคณุ ขา้ ราชการ ลกู จา้ ง พนกั งาน
ราชการ ตลอดจนผู้มีจิตศรัทธาท่ีได้ร่วมกัน ในงานคร้ังนี้ และช่วยให้การ
ถวายผา้ พระกฐินพระราชทาน ณ วดั ศรอี บุ ลรัตนาราม สาเรจ็ ลลุ ่วงไปด้วยดี

กรมส่งเสริมการเกษตร
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สารบัญ

หนา้

ประกาศกรมการศาสนา เรื่อง การขอรับพระราชทานผ้าพระกฐนิ ๓

ประจำ�ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๖๕

หนงั สือการขอรบั พระราชทานผา้ พระกฐิน ประจำ�ปี ๒๕๖๕ ๔

ก�ำ หนดการถวายผา้ พระกฐินพระราชทาน ๕

ประวัติวัดศรอี ุบลรตั นาราม พระอารามหลวง ๗

ความร้เู รื่องกฐิน ๓๘

ขน้ั ตอนกฐินพระราชทาน ๕๐

คำ�ถวายผา้ พระกฐนิ พระราชทาน ๕๒

กฐนิ พระราชทาน

กฐินพระราชทาน คือ กฐินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานผ้าของหลวงแก่ผู้กราบบังคมทูล ขอพระราชทาน เพ่ือนำ�ไป
ถวายยงั วดั หลวงวดั ใดวดั หนง่ึ นอกเหนอื จาก ๑๖ วดั ส�ำ คญั ท่ีไดก้ �ำ หนดไวแ้ ลว้
เนอ่ื งจากในปัจจุบนั วัดหลวงมีจำ�นวนมากจงึ เปดิ โอกาสใหก้ ระทรวง ทบวง
กรม ตา่ ง ๆ ตลอดจนคณะบคุ คล องคก์ ร บรษิ ทั หา้ งรา้ นตา่ ง ๆ ทเี่ หน็ สมควร
รบั พระราชทานผา้ พระกฐนิ ไปถวายแทนพระองค์ และผทู้ ่ีไดร้ บั พระราชทาน
ผ้าพระกฐินจะเพ่ิมไทยธรรมเป็นส่วนตัว โดยเสด็จพระราชกุศลตามกาลัง
ศรัทธาด้วยก็ได้ ผู้ท่ีมีความประสงค์จะขอรับพระราชทานผ้าพระกฐินไป
ถวาย ณ วดั หลวงแห่งใดแห่งหนงึ่ ผ้ทู ี่น�ำ จะต้องกลา่ วถวายต่อหนา้ หมสู่ งฆ์
ณ วัดนนั้ ว่า “ผ้าพระกฐินพระราชทาน กับทั้งผ้าอานิสงส์บรวิ ารท้งั ปวงน้ี
ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ
มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราช



วโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกลา้ เจา้ อย่หู ัว ผูท้ รงพระคุณอันประเสริฐ
กอปรด้วยพระราชศรัทธา โปรดเกล้าฯโปรดกระหม่อมพระราชทานให้
ให้กรมส่งเสริมการเกษตร น้อมนำ�มาถวายแด่พระสงฆ์ ซึ่งจาพรรษากาล
ด้วยไตรมาสในอาวาสวิหารน้ี ขอพระสงฆจ์ งรับ ผา้ พระกฐินพระราชทานน้ี
กระทากฐนิ ัตถารกิจ ตามพระบรมพทุ ธานุญาตน้ัน เทอญ”
ปัจจุบันกระทรวง ทบวง กรม คณะบุคคลหรือบุคคลใดมีความ
ประสงคจ์ ะรบั พระราชทานผา้ พระกฐนิ ไปถวาย ณ วดั หลวงใดให้ไปตดิ ตอ่ ท่ี
กรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรมตามระเบยี บ ซงึ่ เทา่ กบั เปน็ การจองกฐนิ
ไวก้ อ่ นนน่ั เอง เมอื่ จองกฐนิ เปน็ ทเี่ รยี บรอ้ ยและไดร้ บั ผา้ พระกฐนิ พระราชทาน
จากกรมการศาสนาแลว้ ควรถวายหลัง วันแรม ๖ ค่�ำ เดือน ๑๑ หรอื เมื่อ
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั เสดจ็ พระราชด�ำ เนนิ ถวายพระกฐนิ วนั แรกแลว้
โดยในปพี ทุ ธศักราช ๒๕๖๕ กรมสง่ เสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและ
สหกรณ์ ได้กำ�หนดถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วดั ศรอี ุบลรตั นาราม
ต�ำ บลในเมอื ง อ�ำ เภอเมอื ง จงั หวดั อบุ ลราชธานี โอกาสนี้ จงึ ขอเชญิ ชวนคณะ
ผบู้ ริหารและข้าราชการกรมส่งเสรมิ การเกษตร ตลอดจนผมู้ ีจิตศรัทธาเข้า
ร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกนั ในวันอาทิตย์ท่ี ๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๕ ตั้งแต่
เวลา ๐๙.๐๐ น. เปน็ ตน้ ไป







กำ�หนดการถวายผา้ พระกฐนิ พระราชทาน ประจ�ำ ปี ๒๕๖๕

ณ วดั ศรีอุบลรตั นาราม พระอารามหลวง
ต�ำ บลในเมอื ง อำ�เภอเมอื ง จงั หวดั อบุ ลราชธานี
วนั อาทติ ยท์ ่ี ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ เวลา ๑๐.๐๐ น.

เวลา ๐๙.๐๐ น. - ผู้ร่วมพิธเี ดินทางถึงวดั ศรอี ุบลรตั นาราม
พระอารามหลวง ต�ำ บลในเมือง อำ�เภอเมอื ง
จังหวัดอุบลราชธานี
เวลา ๐๙.๔๕ น. - คณะขา้ ราชการต้งั แถวหนา้ พระอุโบสถ
เวลา ๑๐.๐๐ น. - ประธานในพธิ เี ดนิ ทางมาถงึ บรเิ วณหนา้ พระอโุ บสถวดั ศรี
อุบลรัตนาราม พระอารามหลวง
- ประธานในพธิ เี ดนิ ไปท่ีโต๊ะหม่ทู ี่ตัง้ ผา้ พระกฐนิ
ถวายความเคารพพระบรมฉายาลกั ษณ์ พระบาทสมเดจ็
พระเจ้าอยู่หัว เปิดกรวยกระทง รับผ้าพระกฐิน อุ้ม
ประคอง ยืนตรงถวายความเคารพอกี ครัง้
(ดนตรบี รรเลงสรรเสรญิ พระบารมี )
- ประธานและทุกคนยนื ตรงถวายความเคารพ
เพลงสรรเสริญพระบารมีจบ
- ประธานอมุ้ ประคองผา้ พระกฐนิ พระราชทาน ประนมมอื
เดนิ เข้าพระอุโบสถวางผา้ พระกฐินบนพานแวน่ ฟา้
ดา้ นหนา้ พระสงฆร์ ูปที่ ๒
- ประธานจุดธปู เทียน บูชาพระรตั นตรยั กราบ ๓ ครั้ง
- ประธานลกุ ข้นึ ไปอ้มุ ประคองผ้าพระกฐินทพี่ านแว่นฟ้า
หน้าพระสงฆ์รปู ที่ ๒



- ประธานยกผ้าพระกฐนิ ข้นึ ประนมมือหันหนา้ ไปทาง
พระพุทธรปู
- ประธานกล่าว นะโม ๓ จบ แล้วหันหน้าไปทางพระสงฆ์
กล่าวคาถวายผา้ พระกฐนิ
- ประธานวางผา้ พระกฐนิ บนพานแว่นฟา้ หน้าพระสงฆ์
รปู ท่ี ๒ ยกทง้ั พานประเคนพระสงฆ์ รปู ที่ ๒ และประเคน
เทยี นพระปาฏิโมกขแ์ ดพ่ ระสงฆ์ แลว้ กลบั เขา้ ทน่ี ง่ั ทจี่ ดั ไว้
- พระสงฆ์ ประกอบพธิ ีกรานกฐนิ
- ประธานถวายบรวิ ารกฐินแดพ่ ระองค์ครองเรมิ่ ตงั้ แต่
บาตรและบรวิ ารกฐนิ ทงั้ หมด
- ขา้ ราชการระดบั ผู้บรหิ าร แขกผู้มเี กยี รตถิ วายจตปุ ัจจัย
เคร่ืองไทยธรรมแดพ่ ระสงฆ์
- ผ้อู ำ�นวยการกองคลงั ประกาศยอดเงนิ ถวายบ�ำ รุง
พระอารามโดยเสดจ็ พระราชกุศลให้ทราบ
- ประธานถวายใบปวารณาแดเ่ จา้ อาวาส และของทร่ี ะลกึ
- พระสงฆอ์ นโุ มทนา ประธานกรวดน้ำ� รับพร
- ประธานกราบลาพระรตั นตรยั กราบลาพระสงฆ์
- ประธานมอบเงนิ บารุงโรงเรยี น และของทีร่ ะลกึ
- เสร็จพธิ ี

หมายเหตุ
- ขา้ ราชการ แต่งกายเครอื่ งแบบปกติขาว
- ประชาชน แตง่ กายชุดผา้ ไทย ชดุ สุภาพ



วดั ศรีอุบลรตั นาราม

ประวัตวิ ดั ศรีอุบลรตั นาราม
วดั ศรอี บุ ลรัตนาราม (เดมิ ชอื่ วดั ศรที อง) ตำ�บลในเมอื ง อำ�เภอ
เมือง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นวัดธรรมยุตวัดหน่ึงในจังหวัดอุบลราชธานี
สรา้ งขน้ึ เมื่อ ปเี ถาะ พ.ศ. ๒๓๙๘ ตรงกับ ร.ศ. ๗๔ เปน็ ปีท่ี ๕ แห่งรชั กาล
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
เมอ่ื วันท่ี ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๑ เน้ือทีก่ วา้ ง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร
ผูกพัทธสมี า เมอ่ื วนั ท่ี ๒๙ มีนาคม ๒๕๑๑
บริเวณที่ตั้งวัดมีเน้ือที่ประมาณ ๓๐ ไร่เศษ เป็นที่ดินของพระ
อปุ ฮาดโท (ตน้ ตระกูล ณ อบุ ล) ซง่ึ เป็นบิดาของพระอบุ ลเดชประชารกั ษ์
(เสือ ณ อุบล) ผู้เป็นกรมการเมืองได้ถวายท่ีดินนี้แก่สงฆ์สร้างวัดศรีทอง
นับเป็นวัดท่ีสองรองจากวัดสุปัฏนารามวรวิหาร ตามวัตถุประสงค์ เพ่ือให้
ประชาชนหันมานับถือพระพุทธศาสนาแทนการถือผีเจ้าเรือน และท่ีสำ�คัญ
เพื่อให้วัดได้เป็นสถานศกึ ษาแก่กุลบุตร กลุ ธดิ า



วัดศรีทองซึ่งต่อมาได้รับพระราชนามใหม่จากพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวฯ ว่า วัดศรีอุบลรัตนาราม และโปรดเกล้าฯ ให้อยู่ในพระ
อปุ ถมั ภข์ องสมเดจ็ พระเจา้ ลกู เธอเจา้ ฟา้ อบุ ลรตั นราชกญั ญา สริ วิ ฒั นาพรรณ
วดี เปน็ วัดทส่ี ำ�คญั ของราชการในสมัยสมเด็จกรมหลวงสรรพสทิ ธิประสงค์
ยงั ด�ำ รงตาแหนง่ ขา้ หลวงประจ�ำ มณฑลอบุ ลราชธานี ใชว้ ดั ศรที องเปน็ สถาน
ทป่ี ระกอบพธิ ถี อื น�้ำ พพิ ฒั นส์ ตั ยา สาหรบั ขา้ ราชการทง้ั หลาย และใชพ้ ระแกว้
บุษราคัมซ่ึงเป็นพระพุทธรูปสาคัญคู่บ้านคู่เมืองของชาวอุบลราชธานี เป็น
ประธานในการประกอบพธิ ดี งั กลา่ ว และเปน็ สถานทปี่ ระกอบพธิ ปี ลกุ เสกน�ำ้
มรู ธาภเิ ษกในงานพระราชพธิ รี าชาภเิ ษกพระเจา้ อยหู่ วั ตง้ั แตร่ ชั กาลที่ ๖, ๗, ๙
นอกจากนพ้ี ระมหาเถระบรู พาจารย์ ทง้ั ฝา่ ยคนั ถธรุ ะ และวปิ สั สนา
ธรุ ะ ไดแ้ ก่ พระอบุ าลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนโฺ ท จันทร์) เจา้ พระคุณสมเดจ็
พระมหาวีระวงศ์ (ติสโฺ ส อว้ น) เจา้ พระคุณพระศาสนดิลก (ชิตเสนโน เสน)
พระอาจารยเ์ สาร์ กนตฺ สีโล พระ
อาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ก็ได้มา
บรรพชาอปุ สมบท ณ วดั ศรอี บุ ล
รตั นาราม น้ี
วดั ศรอี บุ ลรตั นารามได้
รับพระราชทานยกข้นึ เป็น พระ
อารามหลวงช้ันตรี ชนิดสามัญ
เมอื่ วันท่ี ๓๐ สงิ หาคม ๒๕๒๒



ความสาคัญของวัดศรอี บุ ลรตั นาราม
๑. เป็นสถานท่ีประกอบพิธีถือนำ้�พระพิพัฒน์สัตยา (พิธีดื่ม
น้ำ�สาบาน) ของบรรดาเหล่าข้าราชการ ในสมัยการปกครองระบบ
สมบรู ณาญาสทิ ธิราชย์
๒. เปน็ วดั ทป่ี ระกอบพธิ ที านา้ มรุ ธาภเิ ษก (พธิ ปี ลกุ เสกน�ำ้ สรงสนาน
ในงานบรมราชาภเิ ษกพระเจ้าแผ่นดิน) ในสมยั รชั กาลที่ ๖ รัชกาลท่ี ๗ และ
รัชกาลท่ี ๙
๓. เปน็ วดั ทม่ี วี ตั ถโุ บราณอนั มคี า่ หลายอยา่ ง คอื พระแกว้ บษุ ราคมั ,
พระ ทองทพิ ย,์ ตู้พระไตรปิฎก เป็นต้น
๔. เป็นวัดที่ต้ังอยู่ในย่านชุมชน ใกล้กับหน่วยงานราชการหลาย
แหง่ และสถาบันการศึกษา ตลอดจนร้านค้าพาณิชย์ทงั้ หลาย จึงเหมาะท่ี
จะเป็นสถานทีบ่ าเพ็ญบุญกุศล และปฏิบัติธรรมของชาวชุมชนทอี่ ยู่ใกลว้ ดั
อาณาเขตของวดั ศรอี บุ ลรัตนาราม
ทิศเหนือ จดกบั ถนนศรีณรงค์
ทศิ ใต้ จดกับ ถนนเขื่อนธานี
ทศิ ตะวันตก จดกบั ถนนสปุ ัฏน์
ทิศตะวันออก จดกับ ถนนอุปราช



ภารกจิ วัดศรีอบุ ลรัตนาราม
พระพทุ ธศาสนา เปน็ ศาสนาทม่ี เี อกลกั ษณเ์ ฉพาะตวั อยา่ งหนง่ึ ที่ไม่
เหมอื นศาสนาอน่ื หรอื ลทั ธนิ กิ ายใดๆ คอื เปน็
ของวเิ ศษที่ไมม่ ลี กั ษณะงอ หรอื โนม้ ไปหาสงิ่
อนื่ มายกตนใหเ้ หน็ เป็นวิเศษ เพ่อื โนม้ ท�ำ ให้
คนศรทั ธา เลอื่ มใส และมานบั ถอื พระธรรม
คาสงั่ สอนของพระพทุ ธเจา้ เปน็ ของวเิ ศษนนั้
ใครเห็นว่าดีจะเป็นคุณกับตน แล้วก็เอาไป
ใช้ซึ่งจะใช้เมื่อใดก็เป็นคุณประโยชน์เม่ือนั้น
ผู้ท่ีจะนำ�คำ�สอนของพระองค์ไปใช้ อันดับ
แรกก็คือพระสงฆ์ เม่ือพระสงฆ์ประพฤติ
ปฏิบัติตามคำ�สอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็
เป็นเนื้อนาบุญ ให้คนท้ังหลายเห็นคุณงาม
ความดี หนั มากราบไหว้บชู า ทัง้ น้ีก็เพราะ
อำ�นาจของศีลและธรรม พระสงฆ์ก็ใช้สิ่ง
เหล่านอี้ บรมสงั่ สอนประชาชน ผเู้ หน็ ดีเหน็
งามใหเ้ ขา้ ใจในศลี ในธรรมกลบั ตวั กลบั ใจมา
นับถือพระพุทธศาสนา ยึดถือเป็นหลักชัย
ประจำ�ตัว เพ่ือยังตนให้พบสุขในภพนี้และ
ภพหน้าต่อไป
วดั ตา่ งๆ ในสมยั นนั้ นอกจากเพอ่ื ปลกู ฝงั ใหป้ ระชาชน หนั มานบั ถอื
พระพทุ ธศาสนาทถ่ี กู ตอ้ งแลว้ ภารกจิ ทสี่ าคญั กค็ อื การจดั การเรยี น การสอน
ความรูจ้ ากหนังสือ ด้านปรยิ ัตธิ รรม ให้แก่พระภกิ ษุสามเณร และประชาชน
ในสำ�นักเรยี นทีจ่ ดั ตัง้ ข้นึ

๑๐

เจา้ อาวาสวดั ศรีอบุ ลรัตนาราม
เจา้ อาวาสของวดั ศรอี บุ ลรตั นาราม ทม่ี มี าตง้ั แตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จบุ นั
มีตามล�ำ ดับดังตอ่ ไปน้ี
๑. พระเทวธมฺมีเถระ (ม้าว) ๒๓๙๘ - ๒๔๓๓ ก�ำ เนดิ ในเมอื ง
อบุ ล ผา่ นการเลา่ เรยี นจากพระนครส�ำ นกั วดั บวรนเิ วศวหิ าร ไดร้ บั ญตั ตเิ ปน็
ธรรมยตุ ณ พระอโุ บสถ วดั บวรนเิ วศวหิ าร เปน็ สทั ธวิ ริ กิ ของพระบาทสมเดจ็
พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
๒. พระอาจารย์สีทา ชยเสโน ๒๔๓๓ - ๒๔๓๔ ก�ำ เนดิ ทีเ่ มอื ง
โขง สที นั ดอน แขวงจ�ำ ปาสกั เปน็ สทั ธวิ ิหาริกของพระเทวธมมฺ ี (ม้าว) เปน็
พระกรรมวาจาจารยข์ องพระอาจารย์ม่นั ภูรทิ ตโฺ ต เชีย่ วชาญการชา่ งแกะ
สลกั เมอ่ื กลับไปเมืองโขงไดน้ าลทั ธธิ รรมยุตไปลงหลักท่ีแขวงจำ�ปาสกั
๓. พระอรยิ กวี (ธมมฺ รกขฺ ิโต ออ่ น) ๒๔๓๔ - ๒๔๔๖ ก�ำ เนดิ ในเมอื ง
อบุ ล บดิ าเปน็ กรมกรเมอื ง บรรพชาอปุ สมบททว่ี ดั ศรที อง ไปศกึ ษาทพี่ ระนคร
นัยว่าเป็นพระครูฐานานุกรมของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยา
ปวเรศวรยิ าลงกรณ์ ไดร้ บั พระกรณุ าโปรดฯ ใหเ้ ปน็ เจา้ คณะใหญเ่ มอื งอบุ ล
รูปแรก
๔. พระสงั ฆรกั ขติ เถระ (พูน) ๒๔๔๖ - ๒๔๖๐ เป็นนาคชัยบวช
รูปแรกทอ่ี ทุ กเขปสมี า (“สิมน�ำ้ ” ในลำ�นำ้�มูล หน้าวัดสปุ ัฏนาราม) มีจริยวตั ร
หนกั แนน่ ทางวปิ สั สนาธรุ ะ ถงึ คราวเปน็ พระเถระผสู้ งู วยั ไดร้ บั อาราธนาจาก
วัดบ้านกลาง อ�ำ เภอวารินชาราบ เข้ามาอยวู่ ัดศรที อง โดยกรมหลวงสรรพ
สิทธิประสงค์ข้าหลวงต่างพระองคผ์ ู้อาราธนาดว้ ยทรงเลือ่ มใส
๕. พระปลดั สยุ้ ญาณาสโย ๒๔๖๐ - ๒๔๗๑ ก�ำ เนดิ ทบี่ า้ นหนอง
ช้างใหญ่ อ�ำ เภอมว่ งสามสบิ ภายหลังได้รบั พระราชทานนามเปน็ “พระครู
ประจักษ์อบุ ลคณุ ” ประชาชนมกั เรียกนามท่านว่า “ครูบาใหญ่” ภายหลังยา้ ย
ไปประจ�ำ วดั สปุ ฏั นาราม ไดร้ บั แตง่ ตง้ั เปน็ รองเจา้ คณะจงั หวดั อบุ ลราชธานี (ธ)

๑๑

๖. พระศาสนดลิ ก (ชติ เสโน เสน) ๒๔๗๑ - ๒๔๘๗ ก�ำ เนดิ ทบ่ี า้ น
หนองบอ่ อ�ำ เภอเมอื ง จงั หวดั อบุ ลราชธานี ไดศ้ กึ ษาทว่ี ดั สปุ ฏั นาราม จากนน้ั
ไปศึกษาตอ่ ทวี่ ัดพชิ ัยญาติการาม กรงุ เทพมหานคร และบรรพชาอปุ สมบท
ท่ีนั่น อาจด้วยความเป็นพระสหชาติในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่
หัว จึงทรงโปรดให้เป็นพระราชาคณะกรณีพิเศษ (ปกติต้อง ป.ธ.๕ ข้ึนไป
จึงจะทรงโปรดให้เปน็ ได)้
๗. พระครวู จิ ติ รธรรมภาณี (เขโม เลง็ ) ๒๔๘๗ - ๒๕๑๔ ก�ำ เนดิ
ทบ่ี า้ นหนองบอ่ อ�ำ เภอเมอื ง จงั หวดั อบุ ลราชธานี บรรพชาอปุ สมบททวี่ ดั ศรที อง
เปน็ เจา้ คณะอ�ำ เภอเมอื งอบุ ลราชธานี (ธ) ยคุ กอ่ ตง้ั มลู นธิ วิ ดั ศรอี บุ ลรตั นาราม
๘. พระครูอุบลเดชคณาจารย์ (นิทฺเทสโก ต่วน) ๒๕๑๔ -
๒๕๑๗ ก�ำ เนดิ ทบี่ า้ นหวาง ต�ำ บลหนองบอ่ อ�ำ เภอเมอื งอบุ ลราชธานี บรรพชา
ท่ีวัดบูรพาภิสัยบ้านหนองบ่อ อุปสมบทท่ีวัดศรีอุบลรัตนาราม มีความ
สามารถเทศน์มหาชาติ (ทานองแหล)่ และประกอบยาสมนุ ไพรรักษาโรค
๙. พระธรรมฐิติญาณ (สุทฺธจิตฺโต สิงห์) ๒๕๑๗ - ๒๕๔๐
ก�ำ เนดิ ทบี่ า้ นบอ่ ชะเนง ต�ำ บลหนองแกว้ อ�ำ เภอหวั ตะพาน เปน็ บตุ รบญุ ธรรม
ของหลวงปู่ขาว อนาลโย (วดั ถ้ากลองเพล) เสนอวดั ศรอี บุ ลรตั นานามเป็น
ส�ำ นักเรยี นปรยิ ตั ิธรรมต่อกรมการศาสนา เปน็ เจา้ คณะภาค ๑๐ ธรรมยตุ
๑๐. พระครูสิริวัฒโนบล (สุขวฑฺฒโน ทองค)ู่ ๒๕๔๐ - ปจั จบุ ัน
ก�ำ เนดิ ทบ่ี ้านเหลา่ ขวาว ตำ�บลโพนเมืองนอ้ ย อ�ำ เภอหัวตะพาน บรรพชาที่
วัดสาราญนิเวศ ต�ำ บลบุ่ง อำ�เภออ�ำ นาจเจริญ (ขณะนัน้ ) อปุ สมบททว่ี ัดศรี
อุบลรตั นาราม

๑๒

เจ้าอาวาสแต่ละรูปสร้างคุณงามความดีความเจริญให้แก่วัดและ
สงั คมท่ีได้บันทกึ ไว้พอสงั เขปดังต่อไปนี้
เมอื่ การจดั การศกึ ษาดา้ นปรยิ ตั ธิ รรมเปน็ หลกั ส�ำ คญั ของวดั แลว้ ก็
มผี มู้ าบวชเรยี นจนเปน็ ทปี่ รากฏในประวตั ขิ องบรู พาจารยท์ งั้ หลายดงั ไดก้ ลา่ ว
มาแล้ว เอกสารท่ีนำ�มาเป็นหลักสูตรเรียนรู้พระธรรมและเปรียญธรรม ก็
เกดิ จากความรขู้ องบรรดาเจา้ อาวาสทง้ั หลาย รวมทงั้ บรรดานกั ปราชญข์ อง
ทอ้ งถนิ่ ซง่ึ ไดเ้ คยศกึ ษาเลา่ เรยี นมาโดยการทอ่ งบน่ จดจาจากครบู า-อาจารย์
แลว้ ใชว้ ธิ ีจารลงในใบลาน ภาษาที่จารลงในใบลาน ก็ได้แกอ่ กั ษรขอม อกั ษร
ธรรม
เอกสารใบลานเหลา่ น้ี นับเปน็ ของมีค่าหาไดย้ ากย่ิง เพราะผู้จาร
น้ัน ไมม่ ีส�ำ เนาเก็บไว้ ที่จารหรือเขียนลงไว้ ก็ไดม้ าจากความจดจาซ่งึ ทอ่ ง
บ่นกนั มาเป็นเวลานาน หากหายหรอื ช�ำ รุดกเ็ ป็นการยากทจ่ี ะหามาทดแทน
ได้ ต้องคนที่มคี วามสามารถเขียนอกั ษรดงั กลา่ วนี้ แทบจะไม่มี เพราะขาด
การถ่ายทอด และหาคนสนใจที่จะศกึ ษาเลา่ เรียนสบื ทอดไว้ไมม่ ี
ด้วยเหตุดังนั้น จึงต้องมีการเก็บรักษาไว้อย่างดีย่ิงด้วยการสร้าง
ต้เู กบ็ และหอไตร เพอ่ื นำ�ตู้ใบลานไปเกบ็ รกั ษาไว้

๑๓

ตู้เก็บนี้เรียกว่า ตู้พระไตรปิฎก สร้างอย่างวิจิตรบรรจง ตาม
ภูมิปัญญาท้องถ่ิน มีการลงรัก ปิดทองและแกะสลักด้วยลวดลายอย่าง
สวยงาม เม่ือสรา้ งขึน้ มาแลว้ กย็ ากทจ่ี ะหามาทดแทนไดห้ ากมีอนั สญู หาย
หรือช�ำ รุดผุพงั ไป
วัดศรีอุบลรัตนารามเป็นสานักเรียนที่ใช้ใบลาน ที่มีคัมภีร์ต่าง ๆ
เขยี นจารึกเอาไว้ เทา่ ท่ีได้มกี ารสำ�รวจ โดยท่านพระมหาสมบัติ ชุติปัญโญ
ผู้ชว่ ยเจา้ อาวาส มเี รือ่ งต่างๆ มากมาย ดังรายละเอียดดังตอ่ ไปนี้
พระมหาสมบตั ิ ชตุ ปิ ญั โญ เปน็ ผคู้ งแกเ่ รยี น มคี วามรคู้ วามสามารถ
ในการอา่ น และเขยี นอกั ษรธรรม และอกั ษรขอม ไดน้ �ำ ความรนู้ ส้ี อนพระภกิ ษุ
สามเณร วดั ศรอี บุ ลรตั นารามในปจั จบุ นั จนสามารถอา่ นและเขยี นได้ นบั วา่
เป็นผู้มคี วามวริ ยิ ะ อุตสาหะเป็นอยา่ งยิ่ง ในการถ่ายทอดความรทู้ ยี่ ากยงิ่ น้ี
เพ่ืออนรุ กั ษศ์ ิลปวฒั นธรรมโบราณเอาไว้ มิให้สญู หายจนสิน้ เชิง

๑๔

ประวตั เิ จ้าอาวาสรูปปจั จุบนั

“พระราชธรรมสธุ ี” (สขุ วฑฒฺ โน ทองคู่, บุตรจนั ทร์)
เจา้ คณะอ�ำ เภอเมอื ง ธรรมยุต

เจ้าอาวาสวดั ศรีอบุ ลรัตนาราม อำ�เภอเมือง จงั หวดั อบุ ลราชธานี

นามเดิม ทองค ู่ นามสกุล บุตรจันทร์
ฉายา สขุ วฑฒฺ โน
เกิดเม่อื วันศุกร์ที่ ๒๗ เดอื นพฤศจกิ ายน พ.ศ.๒๕๐๐
สถานท่ีเกดิ บ้านเหล่าขวาว ต�ำ บลโพนเมืองนอ้ ย อำ�เภอหวั ตะพาน
จงั หวดั อำ�นาจเจริญ
โยมบดิ าช่อื อินทร์ บุตรจันทร์
โยมมารดาชอ่ื วนั ดี บตุ รจันทร์

๑๕

พนี่ อ้ ง มพี นี่ ้องด้วยกนั ๗ คน ทา่ นเปน็ บุตรคนที่ ๕
โดยมรี ายนามตามลำ�ดบั ดังนี้ คอื
๑. นายบุญมี บุตรจนั ทร์ (ถงึ แก่กรรม)
๒. นายทองสี บตุ รจนั ทร์
๓. นายชาลี บุตรจันทร์
๔. นายหนสู ิน บุตรจันทร์
๕. พระราชธรรมสุธี (สขุ วฑฒฺ โน ทองค,ู่ บตุ รจนั ทร)์
๖. นางภัทลยี า บุตรจันทร์
๗. นายสำ�รอง บุตรจันทร์
บรรพชา วนั ที่ ๒๑ เดอื นมกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕
ทวี่ ดั สาราญนเิ วศ ต�ำ บลบงุ่ อ�ำ เภอเมอื ง จงั หวดั อ�ำ นาจเจรญิ
เมอ่ื อายุ ๑๕ ปี พระอุปชั ฌาย์ พระครทู ัศนประกาศ

อปุ สมบท วนั ที่ ๒๘ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑
ท่ีวัดศรอี ุบลรัตนาราม ตำ�บลในเมอื ง อ�ำ เภอเมือง
จังหวัดอบุ ลราชธานี
พระอุปชั ฌาย์ พระธรรมฐติ ญิ าณ (สิงห์ สุทธฺ จิตโฺ ต ป.ธ.๗)
เจ้าคณะภาค ๑๐ (ธ)
พระกรรมวาจาจารย์ พระครอู ุบลเดชคณาจารย์
(ตว่ น นทิ เฺ ทสโก ป.ธ.๓)
พระอนสุ าวนาจารย์ พระครศู รอี บุ ลคณารกั ษ์ (แกว้ จตตฺ มโล)
วิทยฐานะ
๑. ฝ่ายสามญั
พ.ศ. ๒๕๒๕ สาเร็จประโยคมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย(ม.๖)
โรงเรียนสมเด็จ อำ�เภอเมือง จงั หวดั อุบลราชธานี

๑๖

พ.ศ. ๒๕๒๕ สอบไดป้ ระกาศนยี บตั รพเิ ศษวชิ าการศกึ ษา
กรมการฝึกหดั ครู
พ.ศ. ๒๕๒๗ สอบได้ประกาศนียบัตรประโยคครูพเิ ศษ
มัธยม กรมการฝึกหดั ครู
๒. ฝา่ ยปรยิ ตั ธิ รรม
พ.ศ. ๒๕๑๕ สอบได้ นักธรรมชน้ั ตรี สานักเรยี นวดั ปญั จ
สมณาราม อ�ำ เภอหัวตะพาน จงั หวัดอานาจเจริญ
พ.ศ. ๒๕๑๖ สอบได้ นักธรรมช้นั โท สานกั เรียนวัดปัญจ
สมณาราม อำ�เภอหัวตะพาน จังหวดั อานาจเจรญิ
พ.ศ. ๒๕๑๗ สอบได้ นกั ธรรมชนั้ เอก สานกั เรยี นวดั ปญั จ
สมณาราม อำ�เภอหวั ตะพาน จงั หวัดอานาจเจรญิ
พ.ศ. ๒๕๒๖ สอบไดป้ ระโยค ๑-๒ ในสานักเรยี น
วดั ศรีอบุ ลรตั นาราม อ�ำ เภอเมอื ง จังหวดั อุบลราชธานี
พ.ศ. ๒๕๒๘ สอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค
ในสำ�นักเรียนวดั ศรีอุบลรตั นาราม อ�ำ เภอเมือง
จังหวดั อุบลราชธานี
พ.ศ. ๒๕๓๒ สอบไดเ้ ปรยี ญธรรม ๔ ประโยค
ในสำ�นกั เรียนวดั ศรีอุบลรัตนาราม อ�ำ เภอเมือง
จงั หวดั อุบลราชธานี
พ.ศ. ๒๕๓๓ สอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค
ในสำ�นกั เรยี นวดั ศรอี บุ ลรตั นาราม อำ�เภอเมอื ง
จังหวัดอบุ ลราชธานี
พ.ศ. ๒๕๓๖ สอบไดเ้ ปรียญธรรม ๖ ประโยค
ในสานกั เรียนวัดศรอี บุ ลรตั นาราม อำ�เภอเมอื ง
จงั หวดั อบุ ลราชธานี

๑๗

๓. การศกึ ษาพเิ ศษ
พ.ศ. ๒๕๒๗ ส�ำ เรจ็ การฝกึ อบรมครสู อนพระปรยิ ตั ธิ รรม
แผนกธรรมของคณะสงฆภ์ าค ๑๐ ณ วดั มหาวนาราม
อ�ำ เภอเมอื ง จังหวัดอบุ ลราชธานี
พ.ศ. ๒๕๒๙ ส�ำ เรจ็ หลกั สตู รการฝกึ หดั ครพู ระปรยิ ตั ธิ รรม
และครพู ระปรยิ ตั ินเิ ทศก์ ณ โรงเรยี นธรรมวลิ าส
วดั เทพธดิ าราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
พ.ศ. ๒๕๓๐ สำ�เรจ็ การอบรมการปฏบิ ัตธิ รรม
ในโครงการปฏบิ ตั ธิ รรมเฉลิมพระเกียรติ ณ พทุ ธมณฑล
จงั หวัดนครปฐม
พ.ศ. ๒๕๓๖ ส�ำ เรจ็ การอบรมหลกั สตู รพนกั งานวทิ ยสุ อื่ สาร
กระทรวงศกึ ษาธิการ รุ่นที่ ๓ ณ วดั มหาวนาราม
อ�ำ เภอเมอื ง จงั หวัดอุบลราชธานี
พ.ศ. ๒๕๓๘ สำ�เรจ็ การอบรมความรกู้ ฎหมายเบ้ืองตน้
โครงการเผยแพรค่ วามรูท้ างกฎหมายแกป่ ระชาชน
ท่วั ประเทศ
พ.ศ. ๒๕๓๙ ส�ำ เรจ็ การอบรมหลกั สตู รการใชค้ อมพวิ เตอร์
พืน้ ฐานโรงเรยี น สยามสแควรธ์ รุ กจิ การศกึ ษา
สาขาอบุ ลราชธานี (ECC)
หน้าท่กี ารงาน
๑. งานการปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๑ เลขานุการเจา้ คณะภาค ๑๐ (ธรรมยตุ )
พ.ศ. ๒๕๓๑ ผชู้ ว่ ยเจ้าอาวาสวดั ศรีอุบลรตั นาราม
พ.ศ. ๒๕๓๘ รักษาการเจ้าคณะตำ�บลในเมอื ง (ธรรมยุต)
พ.ศ. ๒๕๓๙ รองเจ้าอาวาสวัดศรีอุบลรัตนาราม

๑๘

พ.ศ. ๒๕๓๙ เจา้ คณะอำ�เภอเมือง (ธรรมยุต)
พ.ศ. ๒๕๔๐ เจ้าอาวาสวดั ศรีอบุ ลรตั นาราม
พ.ศ. ๒๕๔๑ พระอปุ ชั ฌาย์
๒. งานการศกึ ษา
พ.ศ. ๒๕๒๓ ครูสอนพระปรยิ ตั ธิ รรม
ประจ�ำ สานักเรยี นวัดศรีอุบลรตั นาราม
พ.ศ. ๒๕๒๙ เลขานุการสำ�นักเรียนวัดศรีอุบลรัตนาราม
พ.ศ. ๒๕๒๙ พระปรยิ ตั ินิเทศก์ ประจาจงั หวดั อุบลราชธานี
พ.ศ. ๒๕๓๐ กรรมการตรวจธรรมสนามหลวง
พ.ศ. ๒๕๔๐ เจ้าสำ�นักเรียนวัดศรอี ุบลรัตนาราม
พ.ศ. ๒๕๔๐ ผอู้ านวยการศนู ยศ์ กึ ษาพระพทุ ธศาสนาวนั อาทติ ย์
วดั ศรีอุบลรตั นาราม
๓. งานสาธารณปู การ
พ.ศ. ๒๕๔๐ ประธานกรรมการควบคุมดูแลการก่อสรา้ ง
บรู ณะปฏสิ ังขรณ์ เสนาสนะสงฆ์วดั ศรีอุบลรตั นาราม
มาโดยตลอดจนถึงปจั จุบนั
๔. งานเผยแผ่
พ.ศ. ๒๕๔๐ ประธานกรรมการจดั กจิ กรรมปฏิบัติธรรม
ในโอกาสตา่ ง ๆ เชน่ วนั ส�ำ คญั ในทางพระพทุ ธศาสนา, กจิ กรรม
วนั เฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู วั ฯ และ
สมเด็จพระนางเจา้ ฯ พระบรมราชินนี าถ ทกุ ปี
พ.ศ. ๒๕๔๒ อ�ำ นวยความสะดวกแกท่ างราชการในการจัด
อบรมตามโครงการพฒั นาจิตเฉลมิ พระเกยี รติ วิทยากรอบรม
ธรรมแกภ่ กิ ษสุ ามเณร และญาติโยมในวนั ธรรมสวนะในเทศกาล
เข้าพรรษาทกุ ปี

๑๙

พ.ศ. ๒๕๔๒ วทิ ยากรพิเศษ อบรมศลี ธรรม ประจำ�โรงเรียน
มูลนิธิวัดศรอี ุบลรตั นาราม ทุกวันพุธ
สมณศักดิ์
พ.ศ. ๒๕๓๔ ไดร้ ับพระราชทานสมณศักดเ์ิ ปน็ พระครสู ัญญา
บัตร ผูช้ ่วยเจา้ อาวาส พระอารามหลวง ช้ันเอก ท่ี พระครูสริ ิ
วัฒโนบล (ผช.จล.ชอ.)
พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศกั ดิเ์ ป็น พระครู
สัญญาบัตร เจ้าคณะอาเภอ ช้นั พิเศษ ในราชทนิ นามเดมิ
พ.ศ. ๒๕๔๔ ได้รบั พระราชทานสมณศักดิ์เปน็ พระราชาคณะ
ชั้นสามญั ที่ พระวินัยโกศล (สป)
พ.ศ. ๒๕๖๒ ไดร้ บั พระราชทานสมณศกั ดเิ์ ปน็ พระราชาคณะ
ชน้ั ราชที่ พระราชธรรมสธุ ี ในราชทนิ นาม ว่า “พระราชธรรม
สุธี ศรีศาสนกจิ จาทร ยติคณิสสร บวรสงั ฆาราม คามวาสี”

๒๐

โรงเรยี นมูลนธิ วิ ดั ศรีอุบลรัตนาราม

ท่มี าของโรงเรยี น

“ถา้ วัดศรีอบุ ลรัตนาราม จะไดจ้ ดั ต้ังโรงเรียน
ประถมศึกษาข้นึ ให้พระสงฆ์ได้บาเพญ็ ประโยชน์
ในทางอบรมสง่ั สอนกุลบตุ รกลุ ธิดากจ็ ะเปน็ การด”ี
พระราชดารัสกับอธิบดีกรมศาสนา ในคราวที่พระบาทสมเด็จ
พระเจา้ อยหู่ วั และสมเดจ็ พระนางเจา้ ฯ พระบรมราชนิ นี าถ เสดจ็ พระราชดา
เนนิ ไปทรงยกชอ่ ฟา้ อโุ บสถวดั ศรอี บุ ลรตั นาราม จงั หวดั อบุ ลราชธานี เมอ่ื วนั
ท่ี ๒๙ มีนาคม ๒๕๑๑ หลังจากได้รบั พระราชดารสั เหนือเกล้าฯ แล้ว อธิบดี
กรมการศาสนา ได้อญั เชญิ พระราชดารสั ดงั กล่าวไปยงั ผู้วา่ ราชการจังหวัด
เจ้าอาวาส พระเถระผู้ ใหญ่ที่เก่ียวข้องอันมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์เป็น

๒๑

ประธาน รวมทั้งนางตนุ่ โกศลั วิตร คหปตานีผูอ้ ปุ ถัมภ์วัด เพือ่ รว่ มกันด�ำ เนนิ
การใหเ้ ปน็ ไปตามพระราชประสงค์ ในสว่ นทอ่ี ญั เชญิ กระแสพระราชด�ำ รสั ไป
ยงั ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั นน้ั ไดเ้ นน้ เปน็ พระราชกระแสรบั สงั่ แกอ่ ธบิ ดกี รมการ
ศาสนาใจความวา่ “พระองคท์ รงมพี ระราชประสงคท์ จ่ี ะใหต้ งั้ โรงเรยี นสาหรบั
เดก็ เปน็ กจิ กรรมสว่ นหนงึ่ ของวดั ศรอี บุ ลรตั นาราม” การดาเนนิ การเพอ่ื ใหเ้ ปน็
ไปตามพระราชประสงค์ เริ่มตน้ ขน้ึ เมอื่ นางตุ่น โกศลั วติ ร ได้เข้าพบและแจ้ง
ตอ่ อธบิ ดกี รมการศาสนาวา่ ตนพรอ้ มทจี่ ะด�ำ เนนิ จดั สรา้ งโรงเรยี นวดั ศรอี บุ ล
รตั นารามใหเ้ ป็นไปตามพระราชประสงค์ และจะตง้ั มูลนธิ บิ ำ�รงุ โรงเรยี นนน้ั
ไว้ใหถ้ าวร ท้งั พระครวู ิจิตรธรรม ภาณี (เขโม เล็ง) เจ้าอาวาสวัดขณะน้นั
รว่ มใหด้ าเนนิ การจดั ตง้ั ตอ่ มาจงึ ไดม้ กี ารน�ำ ความกราบบงั คมทลู ขอพระบรม
ราชานุญาต ถวายมูลนิธิฯ นั้นไว้ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
เจา้ ฟ้าอบุ ลรตั นราชกญั ญา
วัตถปุ ระสงคก์ ารจดั ตง้ั มูลนิธิ
มลู นิธิ ไดร้ บั อนญุ าตในการจัดตง้ั เมอื่ วนั ท่ี ๒๘ มนี าคม ๒๕๑๒
โดยใชช้ อื่ วา่ “มลู นธิ ิโรงเรยี นวดั ศรอี บุ ลรตั นาราม” เบอ้ื งตน้ ในการจดั ตง้ั นี้ มี
วัตถุประสงค์เพือ่
๑. จัดต้ังโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาขึ้นในวัดศรีอุบล
รตั นาราม โดยมีพระสงฆเ์ ป็นผู้อปุ การะในการอบรมสงั่ สอน
๒. ให้การสงเคราะห์ในด้านการศึกษาแก่นักเรียนในโรงเรียนของ
มูลนิธิ
๓. ใหท้ นุ การศกึ ษาแกน่ กั เรยี นโรงเรยี นของมลู นธิ ผิ ทู้ เ่ี รยี นดมี คี วาม
ประพฤตดิ แี ตย่ ากจนให้มีโอกาสเรยี นในช้ันสงู ต่อ
๔. สง่ เสริมการศึกษาของครูในโรงเรยี นของมูลนธิ ิ
๕. บ�ำ เพ็ญกศุ ลสาธารณะอืน่ ๆ ในด้านสง่ เสริมการศึกษา

๒๒

ตอ่ มา พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ฯ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ
ให้สมเด็จพระเจา้ ลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกญั ญา เป็นองค์อปุ ถมั ภ์มลู นิธิ
พร้อมพระราชทานทุนทรัพย์ ให้กับมูลนิธิ ทั้งให้การก่อสร้างและจัดซ้ือ
อปุ กรณก์ ารศกึ ษา โดยพระองค์เสด็จมาทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมอ่ื
วนั ที่ ๔ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๑๒ และพระราชทานนามโรงเรยี นวา่ “โรงเรยี น
มลู นธิ ิวดั ศรีอบุ ลรัตนาราม”
วนั สถาปนา
โรงเรยี นมูลนิธิวัดศรีอบุ ลรตั นาราม ต้งั อยูท่ างทิศตะวนั ตกของวัด
เปน็ อาคารทรงไทยประยกุ ต์ ๓ ชนั้ หลงั คามุงดว้ ยกระเบ้ือง มีหลงั คาหน้า
จ่ัวซ้อนกนั ๒ ชัน้ หนา้ บนั ทาลวดลายปนู ป้ันรปู ดอกบัวบาน ภายในดอกบวั
มจี ารึกอักษรพระนามาภิไธยย่อ “อร”
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ฯ และสมเดจ็ พระนางเจา้ ฯ พระบรม
ราชนิ ีนาถ ได้เสด็จพระราชดาเนินพรอ้ มดว้ ยสมเด็จพระเจา้ ลกู เธอ เจ้าฟา้
สิรินธรเทพรัตนสุดา กิตติวัฒนาดุลโสภาคย์ (พระอิสริยยศในขณะนั้น)
ทรงเปิดป้ายอาคารเรยี น เม่ือวนั ท่ี ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๔ คณะครู
จึงถือเอาวันนี้เป็นวันเกิดโรงเรียน “วันสถาปนาโรงเรียน” โดยมีนายระงับ
วัฒนสิงห์ เป็นผู้บริหารคนแรกในตาแหน่งครูใหญ่ ดำ�รงตำ�แหน่งเมื่อวันที่
๑๐ พฤษภาคม ๒๕๑๔
นามบริบูรณ์ของโรงเรียน คือ “โรงเรยี นมลู นธิ วิ ัดศรอี บุ รตั นาราม
(ในพระอปุ ถมั ภ์สมเดจ็ พระเจา้ ลูกเธอเจา้ ฟา้ อุบลรัตนราชกญั ญา สริ วิ ัฒนา
พรรณวด)ี ”
สถานะของโรงเรยี น
โรงเรียนมูลนิธิวัดศรีอุบลรัตนาราม ปัจจุบันสังกัดสานักงานเขต
พ้ืนที่การศกึ ษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต ๑ สานกั งานคณะกรรมการ
การศึกษาข้ันพื้นฐาน เปิดสอนต้ังแต่ช้ันอนุบาล ถึงชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๖

๒๓

แต่ละปีมีนักเรียนจานวนประมาณสองถึงสามพันคน มีครูจานวนกว่าร้อย
คน จัดว่าเป็นโรงเรียนชั้นนาในระดับประถมศึกษาแห่งหน่ึงของจังหวัด
อบุ ลราชธานี ดว้ ยเปน็ ทน่ี ยิ มของผปู้ กครองในการสง่ บตุ รหลานมาเรยี นจงึ มี
การสรา้ งอาคารเรยี นเพอื่ ขยายหอ้ งเรยี นเพม่ิ ขน้ึ ในกาลตอ่ มา โรงเรยี นผา่ น
การได้รับรางวัลจัดการศึกษาช้ันยอด กล่าวคือ เป็นสถานศึกษารับรางวัล
พระราชทาน รับรางวัลพระราชทานชนะเลิศบรรยายธรรม โรงเรียนที่มี
นกั เรยี นรบั รางวลั พระราชทาน รางวลั ชนะเลศิ การจดั กจิ กรรมสง่ เสรมิ นสิ ยั
รกั การอา่ นดเี ดน่ ระดบั ประเทศ รางวลั ชนะเลศิ การแขง่ ขนั ดนตรีไทยวงเครอื่ ง
สายระดบั ประเทศ เปน็ อาทิ

๒๔

พระอุโบสถ

การก่อสร้างพระอุโบสถ

พระอุโบสถหลังปัจจุบันนี้เป็นการสร้างแทนหลังเดิมท่ีมีอายุกว่า
รอ้ ยปที ช่ี ารดุ ทรดุ โทรมมาก ผเู้ ปน็ ประธานเจา้ ศรทั ธานาพทุ ธศาสนกิ ชนรว่ ม
บรจิ าค ทนุ ทรพั ย์ ในการกอ่ สร้างพระอโุ บสถ คือ คุณหญิงต่นุ โกศลั วติ ร
และมีส่วนสมทบจากทางวัดบ้างที่ ได้จากการจัดหาเน่ืองในวันสงกรานต์
ประจำ�ปี ผ้มู ีจติ รศรทั ธาร่วมบริจาค รวมถึงกฐนิ สามคั คี
พระอุโบสถหลงั น้ี มีสมเดจ็ พระสงั ฆราช (ญาโณทโย อยู)่ วัดสระ
เกศ เป็นองค์ผูกดวงประทานฤกษ์ และสมเดจ็ พระสังฆราช (อุฏฐฺ ายี จวน)
เมอื่ ครง้ั ดารงสมณศกั ดเ์ิ ปน็ สมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์ วดั มกฏุ กษตั รยิ าราม เปน็
องคว์ างศลิ าฤกษ์ เมอื่ วันท่ี ๓ มถิ นุ ายน พ.ศ.๒๕๐๘ โดยเร่มิ ก่อสร้างเม่ือ
วันท่ี ๕ สงิ หาคม พ.ศ.๒๕๐๘ แลว้ เสรจ็ ในเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๑๑

๒๕

พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว รชั กาลท่ี ๙ พรอ้ มดว้ ยสมเดจ็ พระ
นางเจา้ ฯ พระบรมราชนิ ีนาถ เสดจ็ พระราชด�ำ เนินทรงยกช่อฟา้ และทรงรดั
ลกู นมิ ติ ณ พระอโุ บสถวดั ศรอี บุ ลรตั นาราม เมอื่ วนั ที่ ๒๙ มนี าคม พ.ศ.๒๕๑๑
กับท้ังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระอุโบสถหลังนี้ให้อยู่ใน
พระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนา
พรรณวดี
รปู ทรงพระอโุ บสถ
พระอุโบสถหันหน้าไปทางทิศตะวันออก รูปทรงถอดแบบจำ�ลอง
มาจากพระอโุ บสถวดั เบญจมบพติ รดสุ ติ วนาราม กรงุ เทพมหานคร ลกั ษณะ
อาคารทรงจัตรุ มุข หลังคาลดหลนั่ ๕ ชัน้ ประดบั ด้วยชอ่ ฟา้ ใบระกำ� และ
หางหงส์ กลางหลังคามฉี ตั รโลหะโปร่ง ๙ ชนั้ หน้าบันด้านทศิ ตะวนั ออก
ท�ำ เป็นซมุ้ พระปฐมเจดยี ์ หนา้ บนั ด้านทิศตะวันตกท�ำ เปน็ พระเจดยี จ์ ฬุ ามณี
ส่วนหน้าบันด้านทิศเหนือและทิศใต้ช่วงบนของหน้าบันทาเป็นรูปเทพพนม
ช่วงล่างเป็นรูปเสมาธรรมจักร มุขด้านหน้าและด้านหลังเปิดโล่งเหมือนกัน

๒๖

บนฐานไพทีของมุขด้านหน้าและด้านหลังมีรูปช้างขนาดเล็กหล่อด้วยโลหะ
ด้านละ ๑ คู่ ขณะทีม่ ขุ ดา้ นทิศเหนอื และทศิ ใต้ต่อยาวออกมาและมีผนงั
ซมุ้ ประตหู นา้ ตา่ งท�ำ ดว้ ยกระเบอื้ งเคลอื บดนิ เผา หนา้ บนั ซมุ้ ประตู
และชว่ งบนของหนา้ ตา่ งทากรอบเปน็ ชอ่ งกรดุ ว้ ยกระจกสี บานประตหู นา้ ตา่ ง
เปน็ ไม้แกะสลกั รปู ยักษ์ หนุมาน นางฟ้าและเทวดา มบี นั ไดทางขึ้นทงั้ ๔ ทศิ
ทางเข้าพระอุโบสถมี ๓ ทาง คือ ทศิ ตะวันออก ทศิ เหนอื และทศิ ใต้ สว่ น
ทางทศิ ตะวนั ตกทาเป็นซุ้มประดษิ ฐานพระพุทธรปู ปางห้ามญาติไว้ ๑ องค์
ภายในพระอโุ บสถ ประดษิ ฐานพระพทุ ธรปู องค์ประธาน นามว่า
“พระทพิ ยเนตร” ผนงั หลงั พระประธานสว่ นบนเจาะเปน็ ซมุ้ คหู า ๓ ชอ่ ง โดย
๒ ช่องเรียงลดหล่นั ลงมาซา้ ยขวา แตล่ ะช่องมีบานประตเู ปดิ -ปิดติดกระจก
ใส ชอ่ งกลางมีบุษบกเรือนแก้วภายในประดษิ ฐานพระพุทธรปู หนง่ึ องค์ คอื
“พระแก้วบษุ ราคมั ”

๒๗

ศาลาการเปรียญ (พิพธิ ภณั ฑ์)

ศาลาการเปรยี ญปจั จุบนั เปน็ หลังสรา้ งข้นึ แทนหลังเดมิ ทรี่ อ้ื ถอน
มาสรา้ งใหม่ เป็นอาคารทรงไทยครง่ึ ตกึ คร่ึงไม้ ๒ ช้ัน โดยช้นั บนสร้างด้วย
ไม้ทง้ั หมด ชั้นลา่ งกอ่ อฐิ ถอื ปนู ยกพืน้ สงู หลังคามุงดว้ ยโลหะเปน็ วัสดุสมัย
ใหม่ดูคล้ายกระเบ้ือง ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ รูปนาค
เบือนที่มุมชายคาท้ัง ๔ มุม ถอดแบบออกจากของเดิมซึ่งเป็นไม้ทั้งหมด
หน้าบันด้านทิศตะวันออกเป็นรูปเทพพนมล้อมรอบด้วยลายกนก อีกด้าน
เป็นรูปดอกไม้ลอ้ มรอบดว้ ยลายกนก มปี ระตูและบนั ไดทางขึน้ ๓ ทาง คอื
ทศิ ตะวนั ออก ทศิ เหนือ และทิศใต้ ส่วนด้านทิศตะวันตกถกู รื้อออกในคราว
ปฏสิ ังขรณ์เม่อื ปี พ.ศ.๒๕๔๕
ภายในอาคารชั้นบน ประดิษฐานพระพุทธรูปสาคัญ ๓ องค์คือ
พระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร ทาด้วยแก่นไม้มันปลา (กันเกรา)
ท้งั องค์ นามว่า “พระชินราช” ประดษิ ฐานบนบุษบกเรอื นยอดไม้แกะสลกั
เป็นพระประธานประจำ�ศาลาการเปรียญ อีกสององค์ลดหล่ันลงด้านซ้าย
และขวา ดา้ นซ้ายเป็นพระพุทธรปู ปางมารวชิ ยั หลอ่ ด้วยโลหะ ดา้ นขวาเป็น
พระพทุ ธรูปปางมารวิชยั ทาจากไมม้ ันปลาทเ่ี หลอื จากองค์ประธาน
นอกจากนี้ บนศาลาการเปรียญชั้น ๒ ยงั เป็นสถานที่เกบ็ รวบรวม
ศิลปวัตถุโบราณ ศาสนวัตถุสาคัญ และแสดงเร่ืองราวทางประวัติศาสตร์

๒๘

เชน่ ธรรมาสน์ ตูพ้ ระไตรปิฏกลายรดนา้ ตู้พระธรรม คัมภีร์ใบลาน แสดง
กาลานุกรมชวี ประวตั ิหลวงปมู่ ่นั ภรู ิทตฺโต

จากการจดั แสดงสง่ิ สาคญั ดงั กลา่ ว ศาลาการเปรยี ญหลงั น้ี จงึ ได้
รบั การปรบั เปลยี่ นเปน็ พพิ ธิ ภณั ฑ์ในวดั นามวา่ “พพิ ธิ ภณั ฑศ์ รอี บุ ลรตั นาราม”
เปิดใหช้ มวันพุธ-วนั อาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น.

๒๙

พระแก้วบษุ ราคมั

พระแกว้ บษุ ราคมั ทาดว้ ยแกว้ บษุ ราคมั สนี า้ ผงึ้ หนา้ ตกั กวา้ ง ๓ นวิ้
สงู ประมาณ ๕ น้ิว โดยฝมี อื ช่างสกลุ เชียงแสน ปางมารวชิ ยั เป็นพระพทุ ธ
รูปโบราณ อายุมากกว่าหน่ึงพันปี ผู้เป็นเจ้าของดั้งเดิมคือ เจ้าปางคา
พระพทุ ธรปู องคน์ ้ีไดต้ กทอดมาถงึ พระเจา้ ตา และตกทอดมาถงึ พระวอหลงั
พระเจ้าตาถึงแก่อนจิ กรรมแล้ว พระวอไดน้ าพระแก้วบุษราคมั อพยพหนีศึก
สงครามมาจนถึงบ้านดอนมดแดง จังหวดั อบุ ลราชธานปี จั จุบนั เมอื่ พระวอ
ถึงแก่อนิจกรรม พระแก้วบุษราคัมองค์นี้ก็ตกทอดมาถึงเจ้าคาผง ซ่ึงเป็น
ผู้สร้างเมือง และไดร้ ับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ จากรชั กาลท่ี ๑ ให้
เปน็ พระปทมุ วรราชสรุ ยิ วงศ์ เปน็ เจา้ เมอื งองคแ์ รก เจา้ เมอื งไดส้ รา้ งวดั หลวง
เป็นวัดแห่งแรก เพ่อื ให้เปน็ ท่ปี ระดษิ ฐานพระแกว้ บษุ ราคมั
ตอ่ มาเมอ่ื สรา้ งวดั ศรที อง (วดั ศรอี บุ ลรตั นาราม) มพี ระเถระทท่ี รง
คณุ ธรรมคอื ทา่ นเทวธมั มี (มา้ ว) เปน็ เจา้ อาวาส ชาวเมอื ง จงึ ไดอ้ ญั เชญิ พระ
แกว้ บุษราคัมมาประดษิ ฐานที่วดั ศรที องตัง้ แตน่ นั้ เปน็ ตน้ มาจนถงึ ปัจจบุ ัน

๓๐

พระชินราช

พระพุทธรูปองค์ประธานในศาลาการเปรียญวัดศรีอุบลรัตนาราม
หรืออาคารพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน นามว่า “พระชินราช” สร้างข้ึนในสมัย
พระเทวธมั มี (มา้ ว) เปน็ เจา้ อาวาส แกะสลกั จากไมก้ นั เกรา (ไมม้ นั ปลา) เปน็
พระพทุ ธรปู ปางมารวชิ ยั ประทบั นง่ั ขดั สมาธเิ พชร ขนาดหนา้ ตกั ๑.๓๐ เมตร
สูง ๑.๔๐ เมตร ลงรักทางชาดสีแดงปิดทองคาเปลว มจี ารกึ บนแท่นฐาน
พระพุทธรูปบอกถึงความเปน็ มาว่า
...ฝงู ขา้ ทงั้ หลาย ภายในมหี วั เจา้ ครเู ทวาธมั มเี ปน็ เคา้ กบั ทง้ั ลกู เตา้
ศิษย์ โยมภายนอกมีเจ้าพระอุปฮาดเป็นประธาน พร้อมกันสร้างพระพุทธ
ประติมากรองค์นี้ไว้ในพระศาสนาใส่ช่ือว่า “พระชินราช” เม่ือพุทธศักราช
๒๔๐๘ พระวัสสา เพื่อจัดให้เป็นที่ไหว้และบูชาแก่คนและเทวดาท้ังหลาย
ตราบต่อเท่าส้ินพระศาสนา...

พระพทุ ธทิพยเนตร

พระพุทธทิพยเนตร สรา้ งขึ้นในยุคพระอริยกวี (ธมฺมรกฺขิโต ออ่ น)
เปน็ เจา้ อาวาสวดั ศรที อง (ลาดบั ที่ ๓) ในราวปี พ.ศ.๒๔๔๑ เปน็ พระพทุ ธรปู
ปางมารวิชยั แบบก่ออิฐถือปูนและปดิ ทองคา เปลวท้ังองค์ มขี นาดหน้าตกั
กว้าง ๑.๕๐ เมตร สงู ๒ เมตร เคยเปน็ พระพทุ ธรปู ประธานในพระอโุ บสถ
หลงั เก่า เม่อื รอ้ื และสร้างพระอโุ บสถหลังใหม่ขึ้น จงึ ได้ย้ายมาประดษิ ฐาน
เป็นพระประธานในพระอุโบสถหลงั ใหม่ในปจั จบุ ัน
ตามพทุ ธลักษณะ มีขอ้ สันนิษฐานว่า เป็นพระพุทธรปู สมัยกรุงรตั
โกสนิ ทรย์ คุ ปลายรัชกาลท่ี ๓ มขี ้อสังเกตดงั นี้ (๑) ริมพระโอษฐบ์ าง (๒) มี
พระอุณหศิ กรอบพระพักตร์ (๓) เมด็ พระศกเลก็ เหมือนเม็ดขนุนหรอื หนาม
งิว้ ผา (๔) ปลายพระกรรณยอ้ ยไมม่ ีรู (๕) สงั ฆาฏิด้านหน้าตัดตรง ไมแ่ หวก
กลาง

๓๑

พระทองทพิ ย์

พระทองทพิ ย์ เปน็ พระพุทธรปู ยืนปางห้ามสมุทร สร้างด้วยทอง
สมั ฤทธิ์ สงู ประมาณ ๑๔๔ เซนตเิ มตร
เปน็ พระพทุ ธรปู อายปุ ระมาณ ๒๐๐ ปี
จำ�ลองแบบมาจากพระบาง โดยท่ี
เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์ เจ้าเมือง
อบุ ลราชธานี (องคท์ ่ี ๔) อญั เชญิ มา
จากเมอื งเวยี งจนั ทร์ ประเทศลาว เมอื่
คราวปราบศึกฮ่อ ปีพ.ศ.๒๔๑๘ มา
ประดิษฐานไว้ท่ีวัดศรีทอง ดังจารึก
ภาษาไทยอีสานท่ีพบบริเวณแท่นฐาน
พระพทุ ธรปู ทส่ี รา้ งขนึ้ บอกถงึ ประวตั ิ
ความเป็นมาว่า
เมอ่ื พุทธศักราช ๒๔๑๘ ปกี ุน สปั ตศก เดือน ๘ แรม ๑๔ คำ่�
วนั เสาร์ เจา้ พรหมเทวานเุ คราะหเ์ จา้ เมอื งอบุ ลราชธานี ยกทพั ไปตฮี อ่ ทเ่ี มอื ง
หนองคายมีชัยแก่ข้าศึกศัตรูแล้วจึงนิมนต์พระพุทธรูปทองทิพย์ โบราณแต่
บ้านถ่นิ แกว้ มาเมืองอบุ ลราชธานี สังฆะสามคั คี
ภายในมที า่ นเทวาธมั มวี ดั ศรที องเปน็ เคา้ ภายนอก
มเี จา้ พรหมเทวาเจา้ เมอื งอบุ ลเปน็ ประธาน พรอ้ ม
กันสร้างแท่นพระทองทิพย์องค์น้ี ไว้ ในพระ
ศาสนา เพื่อให้เป็นท่ีไหว้และบูชาแห่งคนและ
เทวาทั้งหลายตราบต่อเท่าห้าพันพระวัสสา
นิพพานะ ปจั จะโย โหตุ

๓๒

อาคารบูรพาจารย์

โครงการก่อสร้างอาคารบูรพาจารยม์ ีวัตถปุ ระสงค์ ดงั นี้
๑. เปน็ อนสุ รณร์ าลกึ ถงึ คณุ ปู การและปฏปิ ทาของบรู พาจารยท์ ส่ี รา้ ง
และครองอารามวัดศรีอุบลรัตนารามแห่งนี้ให้เจริญรุง่ เรอื งมาถงึ ปัจจบุ ัน
๒. เป็นการใช้ประโยชน์อเนกประสงค์ในการประกอบศาสนพิธี
ต่างๆ ของพุทธศาสนิกชน
๓. ใช้เป็นที่พักรับรองสาหรับพระเถระผู้ใหญ่พระภิกษุท่ีเดินทาง
มาปฏบิ ตั ิศาสนกจิ ในพน้ื ที่จังหวัดอบุ ลราชธานแี ละพืน้ ท่ีใกล้เคยี ง
ในการก่อสร้างอาคารบูรพาจารย์แห่งน้ีมีระยะเวลาปฏิบัติ
งานก่อสร้างท้ังหมด ๓๖๕ วัน เริ่มลงมือปฏิบัติงานก่อสร้างต้ังแต่วันท่ี
๒๗ ธนั วาคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ และสน้ิ สุดสญั ญาวันท่ี ๒๖ ธันวาคม
พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๑ โดยมคี า่ ใชจ้ า่ ยในการกอ่ สรา้ งทง้ั สน้ิ ๑๓,๗๓๐,๐๐๐ บาท

๓๓

แบบกอ่ สร้างอาคารบรู พาจารย์


กอ่ นทจ่ี ะลงมอื กอ่ สรา้ งอาคารบรู พาจารยน์ นั้ คณะสงฆว์ ดั ศรอี บุ ล
รัตนาราม ทายก ทายิกา ได้กาหนดพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างอาคาร
บูรพาจารย์ในวันท่ี ๑๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ ประธานสงฆ์นา
ประกอบพธิ ี โดยหลวงปสู่ รวง วรสุทธโธ พระครูสทุ ธวิ ราภรณ์ เจ้าอาวาส
วัดถ้าพรหมสวัสดิ์ ตาบลช่องสาริกา อาเภอพัฒนานคิ ม จงั หวัดลพบุรี และ
ในวนั เดยี วกนั ทางวดั ไดป้ ระกอบพธิ ี พทุ ธาภเิ ษกพระแกว้ บษุ ราคมั จาลองเพอื่
ความเปน็ สิริมงคลในคราวเดียวกันดว้ ย

๓๔

พธิ วี างศลิ าฤกษก์ ารกอ่ สรา้ งอาคารบูรพาจารย์
๓๕

การกอ่ สร้างอาคารบรู พาจารย์
๓๖

รูปหล่อบรู พาจารย์

พระครูวเิ วกพุทธกิจ พระครูวินยั ธรมั่น พระเทวธมมฺ ี
(เสาร์ กนตฺ สีโล) ภรู ทิ ตฺ โต (ม้าว)

พระอาจารยส์ ีทา พระอริยกวี พระสังฆรักขิตเถระ
ชยเสโน (ธมมฺ รกฺขิโต ออ่ น) (พนู )

พระปลดั สุ้ย พระศาสนดลิ ก พระครูวจิ ิตรธรรมภาณี
(ญาณาสโย) (ชิตเสโน เสน) (เขโม เล็ง)

พระครอู บุ ลเดชคณาจารย์ พระธรรมฐิตญิ าณ
(นิทเฺ ทสโก ตว่ น) (สทุ ฺธจิตโฺ ต สงิ ห)์

๓๗

ความรเู้ ร่อื ง “กฐิน”

๑. ความหมายของค�ำ
๑.๑ คำ�ว่า “กฐิน” มคี วามหมายเกีย่ วข้องกันถงึ ๔ ประการ คอื
เป็นชื่อของกรอบไม้ อันเป็นแม่แบบสาหรับทำ�จีวร ซึ่ง
เรียกว่า สะดึง ก็ได้
เป็นช่ือของผ้า ทถ่ี วายแก่สงฆเ์ พ่อื ทาจวี ร ตามแบบหรอื
กรอบไมน้ นั้

๓๘

เป็นชื่อของบุญกิริยา คือการทาบุญในการถวายผ้ากฐิน
เพอ่ื ใหส้ งฆ์ทาจวี ร
เป็นชื่อของสังฆกรรม คือกิจกรรมของสงฆ์ท่ีต้องมีการ
สวดประกาศขอรบั ความเหน็ ชอบจากทปี่ ระชมุ สงฆ์ในการมอบผา้ กฐนิ ใหแ้ ก่
ภิกษุรปู ใดรปู หน่ึง

กฐนิ ทเ่ี ป็นชื่อของกรอบไม้
กรอบไมแ้ มแ่ บบสาหรบั ทาจวี ร ซงึ่ เรยี กวา่ สะดงึ ก็ไดน้ นั้ เนอ่ื งจาก
ในพุทธกาล การทาจีวรให้มรี ูปลกั ษณะตามทกี่ าหนด กระทาได้ยาก จึงตอ้ ง
ทากรอบไม้สาเร็จรูปไว้ เพื่อเป็นอุปกรณ์สาคัญในการทาเป็นผ้าห่ม หรือ
ผ้าหม่ ซ้อนท่ีเรียกว่า จวี ร เป็นช่อื รวมของผ้าผืนใดผืนหนึ่งก็ได้ ในภาษาไทย
นยิ มเรียกวา่ สบง ผ้าห่มว่า จีวร ผา้ ห่มซ้อนกันวา่ สงั ฆาฏิ การทาผา้ โดย
อาศยั แม่แบบเชน่ นี้ คอื ทาบผา้ ลงไปกับแมแ่ บบแลว้ ตัด เยบ็ ย้อม ทาให้
เสร็จในวันน้ันด้วยความสามัคคีของสงฆ์ เป็นการร่วมแรงร่วมใจกันทากิจ
ท่ีเกดิ ขึน้ และเม่อื ทาเสร็จ หรือพน้ กาหนดกาลแล้ว แม่แบบ หรือกฐินนนั้ ก็
รอ้ื เก็บไว้ในการทาผ้าน้ันอีกในปีต่อๆ ไปการรื้อแบบไมน้ ้ี เรยี กว่า เดาะ คา
ว่ากฐินเดาะ หรือเดาะกฐิน จึงหมายถงึ การร้อื ไมแ้ ม่แบบเพื่อเกบ็ ไว้ใช้ใน
โอกาสหน้า

กฐินทเ่ี ป็นชื่อของผา้
หมายถงึ ผา้ ทถ่ี วายใหเ้ ปน็ กฐนิ ภายในกาหนดกาล 1 เดอื น นบั ตงั้ แต่
วันแรม ๑ ค�่ำ เดอื น ๑๑ ถงึ วนั ขึ้น ๑๕ คำ�่ เดอื น ๑๒ ผา้ ทถี่ วายนั้น จะเปน็
ผ้าใหม่หรอื ผ้าเทยี มใหม่ เชน่ ผ้าฟอกสะอาดหรือเกา่ หรือผา้ บังสุกุล คอื
ผ้าทเี่ ขาท้งิ แล้วและเปน็ ผา้ เปื้อนฝ่นุ หรอื ผ้าตกตามรา้ นก็ได้ ผถู้ วายจะเปน็
คฤหสั ถ์ก็ได้ เปน็ ภิกษุหรือสามเณรก็ได้ ถวายแก่สงฆแ์ ล้ว กอ็ ันเป็นใช้ได้


๓๙

กฐนิ ทีเ่ ป็นชอื่ ของบุญกริ ิยา
คอื การถวายผา้ กฐนิ เปน็ ทานแกส่ งฆผ์ จู้ าพรรษาอยู่ในวดั ใดวนั หนง่ึ
ครบ ๓ เดอื นเพอ่ื สงเคราะหผ์ ปู้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ชิ อบ ใหม้ ผี า้ นงุ่ หรอื ผา้ หม่ ใหม่
จะได้ใชผ้ ลดั เปลยี่ นของเกา่ ทจี่ ะขาดหรอื ชารดุ การทาบญุ ถวายผา้ กฐนิ หรอื
ทเี่ รยี กวา่ ทอดกฐนิ คอื ทอดหรอื การผา้ ลงไปแลว้ กลา่ วคาถวายในทา่ มกลาง
สงฆ์ เรยี กได้ว่าเปน็ กาลทาน คือ การถวายทานที่ทาได้เฉพาะกาล 1 เดือน
ดงั กลา่ วในกฐนิ ทเ่ี ปน็ ชอื่ ของผา้ ถา้ ถวายกอ่ นหนา้ นนั้ หรอื หลงั จากนน้ั ไมเ่ ปน็
กฐนิ ทา่ นจึงถอื ว่าโอกาสทาได้ยาก

กฐินที่เป็นชอ่ื ของสงั ฆกรรม
คือ กจิ กรรมของสงฆก์ จ็ ะตอ้ งมกี ารสวดประกาศขอรับความเห็น
ชอบจากที่ประชุมสงฆ์ ในการมอบผ้ากฐินให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เมื่อทา
จีวรสาเร็จด้วยความร่วมมือของภิกษุทั้งหลาย ก็จะได้เป็นโอกาสให้ได้ช่วย
กนั ทาจวี รของภกิ ษรุ ปู อน่ื ขยายเวลาทาจวี รไดอ้ กี ๔ เดอื น ทงั้ นเ้ี พราะในสมยั
พุทธกาล การหาผา้ ทาจีวรทาได้โดยยาก ไม่ทรงอนญุ าตให้เก็บสะสมผ้าไว้
เกนิ ๑๐ วนั แตเ่ มอ่ื ไดช้ ว่ ยกนั ทาสงั ฆกรรมเรอ่ื งกฐนิ แลว้ อนญุ าตใหแ้ สวงหา
ผ้าและเก็บผ้าไวท้ าจวี รได้จนตลอดฤดหู นาวคือจนถึงวันข้นึ ๑๕ ค�ำ่ เดือน ๔
ขอ้ ความดงั กลา่ วมาแลว้ ขา้ งตน้ จะเหน็ ไดว้ า่ ความหมายของคาวา่
กฐิน ท่คี วามหมายเก่ียวข้องกันทง้ั ๔ ประการ เมื่อสงฆท์ าสงั ฆกรรมเรื่อง
กฐนิ แล้ว และประชุมอนโุ มทนากฐิน คือ แสดงความพอใจว่า ไดก้ รานกฐนิ
เสร็จแลว้ เปน็ อนั เสรจ็ พิธี
๑.๒ ค�ำ วา่ กรานกฐนิ คอื การลาดหรอื ทาบผา้ ลงไปกบั กรอบ
ไมแ้ มแ่ บบ เพ่ือ ตดั เย็บ ย้อม ทาเปน็ จวี รผืนใด ผืนหนึง่
๑.๓ คำ�วา่ จองกฐิน คอื การแสดงความจานงเปน็ ลายลกั ษณ์
อกั ษร หรือดว้ ยวาจาต่อทางวัดวา่ จะนากฐนิ มาถวาย เมือ่ นั้น เม่ือน้ี แลว้
แต่จะตกลงกนั แตต่ ้องภายในเวลา ๓ เดือน ตามทก่ี าหนดในพระวนิ ัย

๔๐

๑.๔ ค�ำ วา่ อปโลกนก์ ฐนิ หมายถงึ การทภ่ี กิ ษรุ ปู ใดรปู หนงึ่ เสนอ
ข้ึนในท่ีประชุมสงฆ์ถามความเห็นชอบว่าควร มีการกรานกฐินหรือไม่ เมื่อ
เห็นชอบร่วมกันแล้วจึงหารือกันต่อไปว่าผ้าท่ีทาเสร็จแล้วควรถวายแก่ภิกษุ
รปู ใด การปรกึ ษาหารือการเสนอความเหน็ เช่นน้ี เรยี กวา่ อปโลกน์ (อา่ น
วา่ อะ-ปะโหลก ) หมายถึงการชว่ ยกนั มองดวู า่ จะสมควรอย่างไรเพยี งเท่า
นย้ี งั ใช้ไม่ได้ เมอ่ื อปโลกนเ์ สรจ็ แลว้ ตอ้ งสวดประกาศเปน็ การสงฆ์ จงึ นบั เปน็
สงั ฆกรรมเรอ่ื งกฐนิ ดังกล่าวไวแ้ ล้วในตอนตน้
ในปัจจุบัน มีผู้ถวายกฐินมากขึ้น มีผู้สามารถตัดเย็บย้อมผ้าท่ีทา
จีวรไดแ้ พร่หลายขึ้น การใช้ไมแ้ มแ่ บบอย่างเกา่ จงึ เลกิ ไป เพยี งแต่รกั ษาชื่อ
และประเพณีไว้ โดยไม่ต้องใช้กรอบไม้แม่แบบเพียงถวายผ้าขาวให้ตัดเย็บ
ย้อมให้เสร็จในวันน้ัน หรืออีกอย่างหนึ่งนาผ้าสาเร็จรูปมาถวาย ก็เรียกว่า
ถวายผ้ากฐินเหมือนกัน และเน่ืองจากยังมีประเพณีนิยมถวายกฐินกันแพร่
หลายไปทว่ั ประเทศไทย จงึ นับว่าประเพณีนยิ มในการบาเพ็ญกุศลเรือ่ งกฐนิ
น้ี ยงั เปน็ สาธารณประโยชนร์ ว่ มไปกบั การบรู ณปฏสิ งั ขรณว์ ดั วาอารามไปใน
ขณะเดียวกนั

๒. ตำ�นาน

ครงั้ พทุ ธกาลมีเรอ่ื งเลา่ วา่ ไว้ในคมั ภีร์พระวินยั ปิฎก กฐินขันธกะว่า
ครง้ั หนงึ่ ภกิ ษชุ าวเมอื งปาฐาประมาณ ๓๐ รปู ถอื ธุดงควัตรอยา่ งย่ิงยวดมี
ความประสงคจ์ ะเฝา้ พระพทุ ธเจา้ ซง่ึ ขณะนนั้ ประทบั อยู่ ณ กรงุ สาวตั ถี แควน้
โกศล จึงพากันเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองนั้น พอถึงเมืองสาเกตซึ่งอยู่ห่าง
จากกรุงสาวัตถีประมาณ ๖ โยชน์ ก็เป็นวันเข้าพรรษาพอดีเดินทางต่อไป
มิไดต้ อ้ งจาพรรษาอยเู่ มอื งสาเกต ตามพระวนิ ยั บญั ญตั ิ ขณะทจี่ าพรรษาอยู่
ณ เมอื งสาเกต เกดิ ความ รอ้ นรนอยากเขา้ เฝา้ พระพทุ ธเจา้ เปน็ กาลงั ดงั นน้ั
พอออกพรรษาปวารณาแลว้ กร็ บี เดนิ ทาง แตร่ ะยะนนั้ มฝี นตกมาก หนทางที่

๔๑

เดินชุ่มไปดว้ ยน้าเป็นโคลนตมตอ้ งบกุ ตอ้ งลุยมาจนกระท่งั ถึงกรุงสาวัตถี ได้
เข้าเฝ้าสมความประสงค์ พระพุทธเจ้าจึงมีปฏิสันถารกับพระภิกษุเหล่านั้น
ถึงเร่อื งการจาพรรษาอยู่ ณ เมอื งสาเกต และการเดนิ ทาง ภกิ ษเุ หล่าน้ัน
จึงกราบทลู ถึงความตง้ั ใจ ความรอ้ นรนกระวนกระวายและการเดินทาง ที่
ลาบากใหท้ รงทราบทกุ ประการ
พระพุทธเจ้าทรงทราบและเห็นความลำ�บากของภิกษุ จึงยกเป็น
เหตุและมีพระพุทธานุญาตให้พระภิกษุ ผู้จาพรรษาครบถ้วนไตรมาสแล้วก
รานกฐินได้และเมื่อกรานกฐินแล้ว จะได้รับอนิสงส์บางข้อตามพระวินัยดัง
กลา่ วไป

๓. ข้อกาหนดเกย่ี วกบั กฐิน
ข้อกาหนดเก่ยี วกบั กฐนิ มดี ังตอ่ ไปนี้
๓.๑ จ�ำ นวนพระสงฆ์ในวดั ทจี่ ะทอดกฐนิ ได้ ถา้ กลา่ วตามหลกั
ฐานในพระไตรปิฎก (เล่ม ๕ หนา้ ๒5๘) ซ่ึงเป็นพทุ ธภาษติ กลา่ ววา่ สงฆ์ ๔
รปู ทากรรมได้ทุกอยา่ งเวน้ การปวารณา คือ การอนญุ าตให้กลา่ วตักเตือน
ได้ การอปุ สมบท และการสวดถอนจากอาบัติบางประการ (อพั ภาน) จงึ
หมายถึงว่าจานวนพระสงฆ์ในวัดท่ีทอดกฐินได้จะต้องมีตั้งแต่ ๔ รูปข้ึนไป
แตห่ นังสอื อธบิ ายช้ันหลังทเี่ รยี กวา่ อรรถกถา กล่าวว่าต้อง ๕ รปู ขึ้นไป เม่อื
หนงั สอื อธบิ ายชน้ั หลงั ขดั แยง้ พระไตรปฎิ กใหย้ ดึ พระไตรปฎิ กเปน็ หลกั สาคญั
๓.๒ คณุ สมบตั ขิ องพระสงฆท์ มี่ สี ทิ ธริ บั กฐนิ คอื พระสงฆ์
ที่จาพรรษาในวดั นน้ั ครบ ๓ เดอื น ปญั หาท่เี กิดข้ึน มีอยูว่ ่าจะนาสงฆว์ ัดอื่น
มาสมทบ จะใช้ได้หรือไม่ ตอบว่าถ้าพระสงฆ์วัดท่ีจะทอดกฐินน้ันมีจานวน
ครบ ๔ รปู แล้ว จะนาพระสงฆท์ อี่ ื่นมาสมทบกส็ มทบได้ แตอ่ า้ งสทิ ธิไม่ได้
ผมู้ สี ทิ ธเิ ฉพาะผจู้ าพรรษาครบ ๓ เดอื น ในวัดนั้นเทา่ นนั้ การนาพระภิกษุมา
จากวัดอนื่ คงมสี ทิ ธเิ ฉพาะที่ทายกจะถวายอะไรเปน็ พิเศษเท่านนั้ ไม่มีสทิ ธิ
ในการออกเสียงเร่ืองถวายผา้ แก่ภกิ ษรุ ูปนัน้ รปู นี้

๔๒

๓.๓ กำ�หนดกาลที่จะทอดกฐินได้ ได้กล่าวไว้แล้วเบื้องต้น
ว่าการทอดกฐินน้ันทาได้ภายในเวลาจากัด คือต้งั แต่ วนั แรม ๑ ค่ำ� เดอื น ๑๑
จนถงึ วนั ขน้ึ ๑๕ คำ่� เดอื น ๑๒ กอ่ นหนา้ นั้น หรือหลงั จากนน้ั ไม่นบั เป็นกฐนิ
๓.๔ ข้อควรทราบเก่ียวกับกฐินไม่เป็นอันทอดหรือโมฆะ
เร่ืองน้ีสาคัญมากควรทราบท้ังผู้ทอดและท้ังฝ่ายพระสงฆ์ผู้รับเพราะเป็น
เรอ่ื งทางพระวนิ ยั (วินยั ปิฎกเล่ม ๕ หน้า ๑๓๗ ) คือมกั จะมพี ระในวัดเท่ยี ว
ขอโดยตรงหรอื โดยออ้ ม ดว้ ยวาจาบา้ ง ดว้ ยหนงั สอื บา้ ง เชญิ ชวนให้ไปทอด
กฐินในวดั ของตน การทาเช่นนัน้ ผดิ พระวินยั กฐิน ไม่อนั กราน นับเป็นโมฆะ
ทอดก็ไม่เป็นอันทอด พระผู้รบั ก็ไม่ไดร้ ับอนิสงส์จึงควรระมดั ระวงั ทาให้ถกู
ตอ้ งและแนะนาผู้เขา้ ใจผดิ ปฏบิ ัตผิ ิดให้ทาใหถ้ ูกตอ้ งเรยี บรอ้ ย

๔. ประเภทของกฐิน

การทอดกฐนิ ท่ปี ฏิบัตกิ นั มาในประเทศไทย ตามหลักฐานทป่ี รากฏ
นับต้ังแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ตราบเท่าถึงปัจจุบัน แยกประเภท
ใหญๆ่ ได้ดังนี้
*กฐนิ หลวง
*กฐินราษฎร
กฐินหลวง
มปี ระวตั วิ า่ เมอ่ื พระพทุ ธศาสนาไดแ้ พร่หลายเขา้ มาประเทศไทย
และประเทศไทย และประชาชนคนไทยท่ีต้ังหลักแหล่ง อยู่บนผืนแผ่นดิน
ไทยได้ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา ว่าเป็นศาสนาประจำ�ชาติแล้วกาน
ทอดกฐนิ ก็ไดก้ ลายเปน็ ประเพณขี องบา้ นเมอื งมาโดยล�ำ ดบั พระเจา้ แผน่ ดนิ
ผู้ปกครองบ้านเมืองทรงรับเร่ืองกฐินน้ีขึ้นเป็นพระราชพิธีอย่างหนึ่งซ่ึงทรง
บำ�เพ็ญเป็นการประจำ� เมื่อถึงเทศกาลทอดกฐินการท่ีพระเจ้าแผ่นดินทรง
บ�ำ เพญ็ พระราชกศุ ลเกยี่ วกบั กฐนิ เปน็ พระราชพธิ ดี งั กลา่ วน้ี เปน็ เหตใุ หเ้ รยี ก
กนั วา่ กฐนิ หลวง

๔๓

กฐนิ หลวงตอ้ งเป็นกฐินทถ่ี วายพระอารามหลวง ส่วนกฐนิ พระเจา้
แผ่นดนิ ถวายวดั ราษฎร์ เรียกกันว่าพระกฐินต้น
แตส่ มยั ตอ่ มา เรอื่ งของกฐนิ หลวงไดเ้ ปลยี่ นไปตามสภาวการณข์ อง
บา้ นเมอื ง เชน่ ประชาชนมศี รทั ธาเจรญิ รอยตามพระราชศรทั ธาของพระเจา้
แผน่ ดนิ ไดร้ บั พระมหากรณุ าธคิ ณุ ใหถ้ วายผา้ พระกฐนิ ไดต้ ามสมควรแกฐ่ านะ
เปน็ ตนั เปน็ เหตใุ หแ้ บง่ แยกกฐนิ หลวงออกเปน็ ประเภท ดงั ทปี่ รากฏในปจั จบุ นั
ดงั นี้
๑. กฐนิ ทก่ี าหนดเปน็ พระราชพธิ ี กฐนิ ดงั กลา่ วน้ี พระเจา้ แผน่ ดนิ
เสดจ็ พระราชดาเนนิ ไปถวาย ผา้ พระกฐนิ ดว้ ยพระองคเ์ องเปน็ ประจา ณ วดั
ส�ำ คญั ๆ ซงึ่ ทางราชการกาหนดขนึ้ มหี มายกาหนดการเสดจ็ พระราชด�ำ เนนิ
ไว้อย่างเรียบร้อย นาไปถวายยังพระอารามหลวงสาคัญ จานวน ๑๖
พระอารามหลวง ทง้ั ในกรงุ เทพมหานคร และสว่ นภมู ิภาค มดี ังนี้
๑. วัดบวรนเิ วศวิหาร กรงุ เทพมหานคร
๒. วดั พระเชตพุ นวมิ ลมังคลาราม กรงุ เทพมหานคร
๓. วัดอรณุ ราชวราราม กรงุ เทพมหานคร
๔. วัดราชโอรสาราม กรงุ เทพมหานคร
๕. วัดสุทศั นเทพวราราม กรุงเทพมหานคร
๖. วดั ราชประดษิ ฐสถิตมหาสีมาราม กรงุ เทพมหานคร
๗. วดั เบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร
๘. วัดราชบพิธสถติ มหาสมี าราม กรุงเทพมหานคร
๙. วัดราชาธวิ าส กรงุ เทพมหานคร
๑๐. วดั มกฏุ กษตั รยิ าราม กรงุ เทพมหานคร
๑๑. วดั เทพศริ ินทราวาส กรงุ เทพมหานคร
๑๒. วดั มหาธาตยุ วุ ราชรงั สฤษฎ์ิ กรุงเทพมหานคร
๑๓. วดั พระปฐมเจดีย์ จงั หวดั นครปฐม

๔๔


Click to View FlipBook Version