พุท พุ ธประวัติ จัดทำ โดย นายวัชรพงษ์ เทียนสุว สุ รรณ์ เลขที่12 น.ส.อัครภา อิสโร เลขที่18 นายพัช พั รพงษ์ ศรีน รี วลจันทร์ เลขที่24 น.ส.กัญญาณัฐ ณั สุว สุ รรณชัย ชั รบ เลขที่25 นายชาญณรงค์ ชนะชัย ชั เลขที่35 ชั้น ชั้ มัธ มั ยมศึก ศึ ษาปีที่ ปี ที่ 5/1 เสนอ คุณครูสุด สุ า แก้วสุณี สุ ย์ ณี ย์ รายงานนี้เ นี้ป็น ป็ ส่ว ส่ นหนึ่ง นึ่ ของรายวิชา พระพุท พุ ธศาสนา ภาคเรีย รี นที 1 ปีก ปี ารศึก ศึ ษา 2566
คำ นำ รายงานฉบับ บั นี้เ นี้ป็น ป็ ส่วส่นหนึ่ง นึ่ ของรายวิชา พระพุท พุ ธศาสนา เพื่อ พื่ ให้ไห้ ด้ศึก ศึ ษาหาความรู้ใรู้ นเรื่อ รื่ งราวของพุท พุ ธประวัติ โดยได้ ศึก ศึ ษาผ่าผ่นแหล่งความรู้ต่ รู้ ต่างๆ เช่นช่หนัง นั สือ สื ตำ รา และแหล่ง ความรู้ต่ รู้ ต่างๆจากเว็บไซต์ โดยรายงานเล่มนี้ต้ นี้ ต้ องมีเ มี นื้อ นื้ หาเกี่ยว กับ การประสูติ สู ติ ตรัส รั รู้ ปรินิ ริ พ นิ พานของพระพุท พุ ธเจ้า ผู้จัผู้ จั ดทำ คาดหวังเป็น ป็ อย่าย่งยิ่ง ยิ่ ว่าการจัดทำ รายงาน ฉบับ บั นี้จ นี้ ะมีข้ มี อ ข้ มูล มู ที่เป็น ป็ ประโยชน์ผู้ น์ ที่ผู้ที่สนใจในพระพุท พุ ธศาสนา เป็น ป็ อย่าย่งยิ่ง ยิ่ คณะผู้จัผู้ จั ดทำ
ประสูติ สู ติ การขนานพระนาม และทรงเจริญ ริ พระชนม์ อภิเษกสมรส ออกบรรพชา ตรัส รั รู้ การเผยแผ่พ ผ่ ระพุทธศาสนาของพระพุท พุ ธเจ้า ปรินิ ริ พ นิ พาน บรรณานุก นุ รม สารบัญ บั 1 2 3 4-5 6 7 8-9 10
ประสูติ สู ติ พระพุท พุ ธเจ้า พระนามเดิมว่า “ สิท สิ ธัต ธั ถะ “ เป็น ป็ พระราชโอรส ของพระเจ้าสุท สุ โธทนะและพระนางสิริ สิ ม ริ หามายาแห่งห่กรุงกบิล บิ พัส พั ดุ์ แคว้นสัก สั กะ พระองค์ประสูติ สู ติในวันศุก ศุ ร์ ขึ้น ขึ้ ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจ ปี อ ก่อนพุท พุ ธศัก ศั ราช ๘๐ ปี ณ สวนลุม ลุ พินี พิ วั นีวั น ซึ่ง ซึ่ ตั้งอยู่ ระหว่างกรุงกบิล บิ พัส พั ดุ์ แคว้นสัก สั กะ กับกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิ ยะ ( ปัจ ปั จุบัน บั คือตำ บลรุมมิน มิ เด ประเทศเนปาล ) 1
การขนานพระนาม และ ทรงเจริญ ริ พระชนม์ หลังจากประสูติ สู ติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุท สุ โธทนะโปรดให้ปห้ ระชุม พระประยูรญาติ และเชิญ ชิ พราหมณ์ ผู้เผู้รีย รี นจบไตรเพทจำ นวน ๑๐๘ คนเพื่อ พื่ มาทำ นายพระลักษณะของพระราชกุม กุ าร พระ ประยูรญาติได้พร้อ ร้ มใจกันถวายพระนามว่า“สิท สิ ธัต ธั ถะ”มี ความหมายว่า“ผู้มีผู้ ค มี วามสำ เร็จ ร็ สมประสงค์ทุก ทุ สิ่ง สิ่ ทุก ทุ อย่าย่งที่ตน ตั้งใจจะทำ ” เมื่อ มื่ เจ้าชายสิท สิ ธัต ธั ถะประสูติ สู ติได้ ๗ วัน พระราชมารดาก็เสด็จ สวรรคต พระเจ้าสุท สุ โธทนะทรงมอบหมายให้พ ห้ ระนางมหาป ชาบดีโคตมีซึ่ มีซึ่ง ซึ่ เป็น ป็ พระกนิษ นิ ฐาของพระนางสิริ สิ ม ริ หามายาเป็น ป็ ผู้ ถวายอภิบาลเลี้ยงดู เมื่อ มื่ พระสิท สิ ธัต ธั ถะทรงพระเจริญ ริ มีพ มี ระ ชนมายุได้ ๘ พรรษา ได้ทรงศึก ศึ ษาในสำ นัก นั อาจารย์วิ ย์ วิ ศวามิต มิ ร ซึ่ง ซึ่ มีเ มี กียรติคุณ คุ แพร่ขร่จรไปไกลไปยัง ยั แคว้นต่างๆ เพราะเปิด ปิ สอนศิล ศิปวิทยาถึง ๑๘ สาขา เจ้าชายสิท สิ ธัต ธั ถะทรงศึก ศึ ษา ศิล ศิปวิทยาเหล่านี้ไนี้ ด้อย่าย่งว่องไว และเชี่ย ชี่ วชาญจนหมดความ สามารถของพระอาจารย์ 2
อภิเษกสมรส เมื่อ มื่ เจ้าชายสิทสิธัต ธั ถะเจริญริพระชนม์ไม์ ด้ ๑๖ พรรษา พระเจ้าสุท สุ โธ ทนะมีพ มี ระราชดำ ริว่ริว่าพระราชโอรสสมควรจะได้อภิเษกสมรส จึง โปรดให้ส ห้ ร้า ร้ งปราสาทอันวิจิตรงดงามขึ้น ขึ้ ๓ หลัง สำ หรับ รั ให้พ ห้ ระ ราชโอรสได้ประทับอย่าย่งเกษมสำ ราญตามฤดูก ดู าลทั้ง ๓ คือ ฤดู ร้อ ร้ น ฤดูฝ ดู น และฤดูห ดู นาว แล้วตั้งชื่อ ชื่ปราสาทนั้น นั้ ว่า รมยปราสาท สุร สุ มยปราสาทและสุภ สุ ปราสาทตามลำ ดับ และทรงสู่ข สู่ อพระนาง พิมพิพา พระราชธิดธิาของพระเจ้าสุป สุ ปพุท พุ ธะและพระนางอมิตมิา แห่งห่เทวทหะนคร ให้อ ห้ ภิเษกด้วย เจ้าชายสิทสิธัต ธั ถะได้เสวยสุข สุ สมบัติ บั ติจนพระชนมายุมายุได้ ๒๙ พรรษา พระนางพิมพิพาจึง ประสูติ สูติพระโอรส มีพ มี ระนามว่า"ราหุล หุ " 3
ออกบรรพชา เจ้าชายสิทสิธัต ธั ถะทรงเป็น ป็ ผู้มีผู้ พ มี ระบารมีอั มี อั นบริบูริบู รณ์แ ณ์ ละทรงมี พระทัยฝัก ฝั ใฝ่ใฝ่คร่คร่รวญถึงสัจ สั ธรรมที่จะเป็น ป็ เครื่อ รื่ งนำ ทางซึ่ง ซึ่ ความ พ้น พ้ ทุก ทุ ข์อ ข์ ยู่เยู่สมอ พระองค์ได้เคยสด็จประพาสอุทยานได้ทอด พระเนตรเทวทูต ทู ทั้ง ๔ คือคนแก่คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิตชิ พระองค์จึงสัง สั เวชพระทัยในชีวิ ชีวิต และพอพระทัยในเพศบรรพิตพิมี พระทัยแน่วน่แน่ที่น่ที่จทรงออกผนวช เพื่อ พื่ แสวงหาโมกขธรรมอันเป็น ป็ ทางดับทุก ทุ ข์ถ ข์ าวร พระองค์จึงตัดสินสิพระทัยเสด็จออกทรงผนวช ณ แม่น้ำม่น้ำอโนมานที แคว้นมัล มั ละ 4
ออกบรรพชา หลังจากทรงผนวชแล้ว สมณสิทสิธัตธัถะได้ทรงศึก ศึ ษาในสำ นักนัอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตรณ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ เมื่อ มื่ สำ เร็จ ร็ การศึก ศึ ษาจากทั้งสองสำ นักนันี้แ นี้ ล้วพระองค์ทรงทราบว่ามิใมิช่หช่นทางพ้น พ้ จาก ทุก ทุ ข์ บรรลุพ ลุ ระโพธิญธิาณ ตามที่ทรงมุ่ง มุ่ หวัง พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้ ย์ ทั้ง สอง เสด็จไปใกล้บริเริวณแม่น้ำม่น้ำเนรัญรัชรา พระองค์ได้ทรงบำ เพ็ญ พ็ ทุก ทุ รกิริยริา คือการบำ เพ็ญ พ็ อย่าย่งยิ่งยิ่ยวดในลักษณะต่างๆเช่นช่การอดพระกระยาหาร การทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะ พระปัสปัสาสะ ( ลมหายใจ ) การกดพระทนต์ การกดพระตาลุ ( เพดาน) ด้วยพระชิวหา (ลิ้น) เป็น ป็ ต้น พระมหาบุรุษได้ทรงทรงบำ เพ็ญ พ็ ทุก ทุ รกิริยริาเป็น ป็ เวลาถึง ๖ ปี ก็ยังยัมิไมิด้ค้นพบ สัจสัธรรมอันเป็น ป็ ทางหลุด ลุ พ้น พ้ จากทุก ทุ ข์ พระองค์จึงทรงเลิกการบำ เพ็ญ พ็ ทุก ทุ รกิริยริา แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อ พื่ บำ รุงพระวรกายให้แ ห้ ข็ง ข็ แรง ในการคิดค้นวิธีใธี หม่ ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงบำ เพ็ญ พ็ ทุก ทุ รกิริยริานั้นนั้ ได้มี ปัญปัจวัคคีย์ คือ พราหมณ์ทั้ ณ์ ทั้ง ๕ คน ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหา นามะ และอัสสชิเป็น ป็ ผู้คผู้ อยปฏิบัติบั ติรับรั ใช้ ด้วยหวังว่าพระมหาบุรุษตรัสรัรู้แ รู้ ล้ว พวกตนจะได้รับรัการสั่งสั่สอนถ่ายทอดความรู้บ้ รู้ า บ้ ง และเมื่อ มื่ พระมหาบุรุษเลิก ล้มการบำ เพ็ญ พ็ ทุก ทุ รกิริยริา ปัญปัจัคคีย์ก็ ย์ ก็ได้ชวนกันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ ณ ป่าป่ อิสิปสิตนมฤคทายวัน นครพาราณสีเ สีป็น ป็ ผลให้พ ห้ ระองค์ได้ประทับอยู่ตยู่าม ลำ พังพัในที่อันสงบเงียบ 5
ตรัส รั รู้ พระองค์ตรัสรัรู้ ในตอนเช้า ช้ วันเพ็ญ พ็ เดือน ๖ ปีร ปี ะกา ก่อนพุท พุ ธศักศัราช ๔๕ ในตอนนั้นนั้นางสุช สุ าดาได้นำ ข้า ข้ วมธุปายาสเพื่อ พื่ ไปบวงสรวงเทวดา ครั้นรั้ เห็น ห็ พระมหาบุรุษประทับที่โคนต้นไทรด้วยอาการสงบ นางคิดว่าเป็น ป็ เทวดาจึงถวายทอดข้า ข้ วมธุปายาสแล้วเสด็จไปริมริ ฝั่งฝั่แม่น้ำม่น้ำเนรัญรัชรา ตอนเย็น ย็ วันนั้นนั้เองพระองค์ได้กลับมายังยัต้นโพธิ์ที่ธิ์ที่ประทับ พบคนหาบ หญ้า ญ้ ชื่อ ชื่ โสตถิยะ คนหาบหญ้า ญ้ได้ถวายหญ้า ญ้ให้พ ห้ ระองค์ปูลาด ณ ใต้ต้น โพธิ์ แล้วขึ้น ขึ้ประทับหันหัพระพักพัตร์ไร์ปทางทิศตะวันออก และได้ตั้งจิต อธิษธิฐานว่า แม้เ ม้ ลือดในกายของเราจะเหือ หื ดแห้ง ห้ไปเหลือแต่หนังนัเอ็น กระดูก ดู ก็ตาม ถ้ายังยัไม่พม่บธรรมวิเศษแล้วจะไม่ยม่อมหยุดความเพีย พี รเป็น ป็ อันขาด เมื่อ มื่ ทรงตั้งจิตอธิษธิฐานแล้วพระองค์ก็ทรงสำ รวมจิตให้ส ห้ งบแน่วน่ แน่พน่ระองค์เริ่มริ่บำ เพ็ญ พ็ เพีย พี รทางจิต และในที่สุด สุ ทรงชนะความลังเล พระทัยทรงบรรลุค ลุ วามสำ เร็จ ร็ เมื่อ มื่ พระองค์ทรงรู้เ รู้ ห็น ห็ อย่าย่งนี้ จิตก็พ้น พ้ จาก กิเลสทั้งปวง พระองค์ก็ตรัสรัรู้เ รู้ป็น ป็ พระสัมสัมาสัมสัพุท พุ ธเจ้า เมื่อ มื่ พระชนมายุ 35 พรรษา ในวันเพ็ญ พ็ เดือน ๖ ปีร ปี ะกาธรรมสูง สู ส่งส่ที่พระพุท พุ ธเจ้าตรัสรัรู้นั้ รู้ นั้ นนั้ คือ อริยริสัจสัทุก ทุ ข์ สมุทั มุทัย นิโนิรธ และมรรค 6
พระพุท พุ ธเจ้าตรัส รั เรีย รี กสาวกทั้ง 60 รูป มาประชุมกัน และตรัส รั ให้พ ห้ ระสาวก 60 รูป จาริก ริ แยกย้า ย้ ยกันเดินทางไปประกาศ ศาสนา 60 แห่งห่ โดยลำ พัง พั ในเส้น ส้ ทางที่ไม่ซ้ำม่ซ้ำกัน เพื่อ พื่ ให้ สามารถเผยแผ่พผ่ระพุท พุ ธศาสนาได้ในหลายพื้น พื้ ที่อย่าย่ง ครอบคลุม ลุ ส่วส่นพระองค์เองได้เสด็จไปแสดงธรรม ณ ตำ บลอุรุ เวลา เสนานิค นิ ม หลังจากสาวกได้เดินทางไปเผยแผ่พผ่ระพุท พุ ธ ศาสนาในพื้น พื้ ที่ต่างๆ ทำ ให้มี ห้ ผู้ มี เผู้ลื่อมใสพระพทุธ ทุ ศาสนาเป็น ป็ จำ นวนมาก พระองค์จึงทรงอนุญนุ าตให้ส ห้ าวกสามารถดำ เนิน นิ การบวชได้ โดยใช้วิ ช้ วิ ธีก ธี าร “ติสรณคมนูป นู สัม สั ปทา” คือ การ ปฏิญาณตนเป็น ป็ ผู้ถึผู้ ถึ งพระรัต รั นตรัย รั พระพุท พุ ธศาสนาจึงหยั่ง ยั่ ราก ฝัง ฝั ลึกและแพร่หร่ลายในดินแดนแห่งห่นั้น นั้ เป็น ป็ ต้นมา การเผยแผ่พ ผ่ ระพุทธศาสนาของ พระพุทธเจ้า 7
ปรินิ ริ นิ พพาน พระสัม สั มาสัม สั พุท พุ ธเจ้าได้เสด็จโปรดสัต สั ว์และแสดงพระธรรมเทศนา ตลอดระยะเวลา 45 พรรษา ทรงสดับว่า อีก3 เดือนข้า ข้ งหน้า น้ จะ ปรินิ ริ พ นิ พาน จึงได้ทรงปลงอายุสัง สั ขาร ขณะนั้น นั้ พระองค์ได้ประทับจำ พรรษา ณ เวฬุค ฬุ าม ใกล้เมือ มื งเวลาสี แคว้นวัชชี พระพุท พุ ธเจ้าทรงประชวรหนัก นั แต่ทรงอดกลั้นมุ่ง มุ่ หน้า น้ไปยัง ยั เมือ มื ง กุสิ กุ น สิ ารา ประทับ ณ ป่าป่สาละ เพื่อ พื่ เสด็จดับขัน ขั ธ์ปธ์ รินิ ริ พ นิ พาน โดยก่อน ที่จะเสด็จดับขัน ขั ธ์ปธ์ รินิ ริ พ นิ พานนั้น นั้ พระองค์ได้อุปสมบทแก่พระสุภั สุ ภั ท ทะปริพ ริ าชก ซึ่ง ซึ่ ถือได้ว่า "พระสุภ สุ ภัททะ" คือสาวกองค์สุด สุ ท้ายที่ พระพุท พุ ธองค์ทรงบวชให้ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้ ฆ์ ทั้ งที่เป็น ป็ พระ อรหัน หั ต์และปุถุช ถุ นจากแคว้นต่างๆ รวมทั้งเทวดา ที่มารวมตัวกันใน วันนี้ 8
ปรินิ ริ นิ พพาน ในครานั้น นั้ พระองค์ทรงมีปัมี จ ปั ฉิม ฉิ โอวาทว่า "ดูก่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย สัง สั ขารทั้งปวงมีค มี วามเสื่อ สื่ มสลายไป เป็น ป็ ธรรมดา พวกเธอจึงทำ ประโยชน์ต น์ นเอง และประโยชน์ข น์ อง ผู้อื่ผู้อื่นให้ส ห้ มบูรณ์ด้ ณ์ ด้ วยความไม่ปม่ระมาทเถิด" จากนั้น นั้ ได้เสด็จดับขัน ขั ธ์ปธ์ รินิ ริ พ นิ พาน ใต้ต้นสาละ ณ สาล วโนทยาน ของเหล่ามัล มั ลกษัตริย์ ริ ย์ เมือ มื งกุสิ กุ น สิ าราแคว้นมัล มั ละ ใน วันขึ้น ขึ้ 15 ค่ำ เดือน 6 รวมพระชนม์ 80 พรรษา และวันนี้ถื นี้ ถื อ เป็น ป็ การเริ่ม ริ่ ต้นของพุท พุ ธศัก ศั ราช 9
บรรณานุกรม http://www.onab.go.th/th/content/category/detail/i/72/iid/460 http://cms576.bps.in.th/group13/thinker http://dhamm.mthai.con/principle/449.html 10