The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ม.1 ห้อง 1 โครงงานคุณธรรม เรื่อง พลังอิทธิบาท 4 กับการรณรงค์ไม่ใช้สารเสพติด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ม.1 ห้อง 1 โครงงานคุณธรรม เรื่อง พลังอิทธิบาท 4 กับการรณรงค์ไม่ใช้สารเสพติด

ม.1 ห้อง 1 โครงงานคุณธรรม เรื่อง พลังอิทธิบาท 4 กับการรณรงค์ไม่ใช้สารเสพติด

0 รายงานโครงงานคุณธรรมฉบับสมบูรณ ชื่อโครงงาน พลังอิทธิบาท 4 กับการรณรงค์ไมใช้สารเสพติดในสถานศึกษา จัดทำโดย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 ครูที่ปรึกษา นายสิทธิพจน อนฟก รายงานโครงงานฉบับนี้เปนสวนหนึ่งของวิชา โครงงาน ภาคเรียนที่2 ปการศึกษา 2567 โรงเรียนวัดสังเวช สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1


I บทคัดยอ ชื่อโครงงาน พลังอิทธิบาท 4 กับการรณรงค์ไมใช้สารเสพติดในสถานศึกษา ผูจัดทำโครงงาน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 หอง 1 ครูที่ปรึกษา นายสิทธิพจน อนฟก ปการศึกษา 2567 บทคัดยอ โครงงาน เรื่อง พลังอิทธิบาท 4 กับการรณรงค์ไมใช้สารเสพติดในสถานศึกษา มีวัตถุประสงค์ เพื่อสงเสริมใหนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 ไดมีความรูดานพิษภัยของบุหรี่ทุกชนิดที่สงผลกระทบตอ มนุษยทั้งในดานการเจริญเติบโตทางรางกาย ดานชีวิต และครอบครัว และเพื่อสำรวจความพึงพอใจ คณะผูบริหาร คณะครูผูปกครอง นักเรียน โรงเรียนวัดสังเวช ตอโปสเตอรรณรงค์การไมใช้สารเสพติด ในสถานศึกษา ผานการดำเนินโครงงานตามวงจร PDCA ดวยคุณธรรมพื้นฐานในการดำเนินชีวิต คือ อิทธิบาท 4 ผลการดำเนินโครงงาน พบวา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 มีคะแนนหลังไดรับความรู ดานพิษภัยของบุหรี่ทุกชนิดที่สงผลกระทบตอมนุษยสูงกวาก่อนไดรับความรูและจากผลการสำรวจ ความพึงพอใจคณะผูบริหาร คณะครูผูปกครอง นักเรียน โรงเรียนวัดสังเวช ตอโปสเตอรรณรงค์การไม ใช้สารเสพติดในสถานศึกษา พบวา ผูตอบแบบสอบถามความคิดเห็นโปสเตอรรณรงค์การไมใช้สารเสพ ติดทุกชนิดในสถานศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 โรงเรียนวัดสังเวช จำนวน 98 คน มี ความเห็นวา โปสเตอรรณรงค์แบบที่ 2 มีผลตอการทำใหคนไมอยากสูบบุหรี่อยูในระดับความคิดเห็น มากที่สุด คิดเปนรอยละ 50.00 โปสเตอรรณรงค์แบบที่ 1 มีผลตอการทำใหคนไมอยากสูบบุหรี่อยูใน ระดับความคิดเห็นมาก คิดเปนรอยละ 48.98 โปสเตอรรณรงค์แบบที่ 3 มีผลตอการทำใหคนไมอยาก สูบบุหรี่อยูในระดับความคิดเห็นมากที่สุด คิดเปนรอยละ 47.96 และโปสเตอรรณรงค์แบบที่ 4 มีผลตอ การทำใหคนไมอยากสูบบุหรี่อยูในระดับความคิดเห็นมากที่สุด คิดเปนรอยละ 37.76 รวมทั้งไดรวมกัน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้สารเสพติด ซึ่งสรุปไดวาผูตอบแบบสอบถาม รอยละ 85.70 มี ความเห็นวา บุหรี่/บุหรี่ไฟฟา/สารเสพติดอื่น ไมควรใช้อยางเสรีไดทุกช่วงวัย ผูตอบแบบสอบถามรอยละ 84.70 มีความเห็นวา บุหรี่/บุหรี่ไฟฟา/สารเสพติดอื่น ไมควรซื้อเองอยางเสรีไดทุกช่วงวัย และผูตอบ แบบสอบถามรอยละ 87.80 มีความเห็นวา การใช้บุหรี่/บุหรี่ไฟฟา/สารเสพติดอื่นในที่สาธารณะ สถานที่ราชการ เปนสิ่งที่ไมสมควรทำ คำสำคัญ : อิทธิบาท 4, สารเสพติด, ผลิตภัณฑยาสูบ, บุหรี่, โทษของสารเสพติด


II กิตติกรรมประกาศ โครงงานเรื่อง พลังอิทธิบาท 4 กับการรณรงค์ไมใช้สารเสพติดในสถานศึกษา ในครั้งนี้ไดรับ ความรวมมือจากเพื่อน ๆ ในชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 ที่ไดรวมกันถกเถียงประเด็นปญหาที่เกิดขึ้นใน โรงเรียนของพวกเราผานกระบวนการคิดอยางเปนระบบ และมีการจัดลำดับความสำคัญของปญหา อยางเปนขั้นตอน โดยมีครูที่ปรึกษา คือ ครูสิทธิพจน อนฟก ที ่ไดช ่วยตีกรอบทางความคิดใหเปน ขั้นตอน จากตอนแรกที่เริ่มตนไมถูกวาจะตองดำเนินการอยางไร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 ขอขอบคุณ ผูบริหาร คณะครูผูปกครอง และนักเรียนโรงเรียน วัดสังเวชทุกคน ที่มีสวนรวมในการตอบแบบสอบถามครั้งนี้ อนึ่ง ผูวิจัยหวังวางานวิจัยฉบับนี้จะมีประโยชนอยูไมนอย จึงขอมอบสวนดีทั้งหมดนี้ใหแก่เหลา คณาจารยที่ไดประสิทธิประสาทวิชาจนทำใหผลงานวิจัยเปนประโยชนตอผูที่เกี่ยวข้อง และยินดีที่จะรับ ฟงคำแนะนำจากทุกทานที่ไดเข้ามาศึกษา เพื่อเปนประโยชนในการพัฒนางานวิจัยตอไป คณะผูจัดทำโครงงาน กุมภาพันธ2568


III คำนำ โรงเรียนวัดสังเวช ไดดำเนินกิจกรรม 1 หองเรียน 1 โครงงาน มาอยางตอเนื่อง ซึ ่งในป การศึกษาที่ผานมา โรงเรียนวัดสังเวชไดยกระดับโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. อยูในระดับ 3 ดาว อันเปนผล มาจากความรวมมือของคณะผูบริหาร คณะครูและนักเรียนโรงเรียนวัดสังเวช ที่ไดรวมมือกันพัฒนา กระบวนการคิด กระบวนการทำโครงงานอยางเข้มแข็ง โดยมีครูที่ปรึกษาในแตละระดับเปนผูสนับสนุน การจัดทำโครงงานของแตละหองเรียน การดำเนินงานโครงงานนักเรียน ในภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2567 โรงเรียนวัดสังเวช ไดสราง ข้อตกลงในการพัฒนาโครงงานคุณธรรมของแตละหองเรียนเพื่อดำเนินการแก้ไขปญหา ส งเสริม ใหนักเรียนโรงเรียนวัดสังเวชมีแนวทางปองกันการไมใช่สารเสพติดในสถานศึกษา เพื่อยึดเปนแนวปฏิบัติ และสรางความตระหนักแก่นักเรียนในการนำหลักธรรมคำสอนมาใช้ในการดำเนินชีวิต นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 หวังเปนอยางยิ่งวาโครงงานเลมนี้จะเปนที่สนใจแก่นักเรียน ครู และผูที่สนใจในการทำโครงงาน จะนำแนวทางการดำเนินการโครงงานนี้ไปใช้ใหเกิดประโยชนตอไป คณะผูจัดทำโครงงาน กุมภาพันธ2568


IV สารบัญ เรื่อง หนา บทคัดยอ I กิตติกรรมประกาศ II คำนำ III สารบัญ IV บทที่1 บทนำ 1 ที่มาและความสำคัญของโครงงาน 1 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 2 ขอบเขตของโครงงาน 2 คุณธรรมอัตลักษณของโรงเรียนวัดสังเวช 2 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 2 บทที่2 การนอมนำหลักธรรม คุณธรรม คำสอน 3 หลักอิทธิบาท 4 3 ประเภทของผลิตภัณฑยาสูบ 8 กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด 10 บทที่3 ขั้นตอนการดำเนินโครงงาน 15 บทที่4 ผลการปฏิบัติโครงงาน 16 บทที่5 สรุปผลการปฏิบัติโครงงาน อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 23 บรรณานุกรม 26 ภาคผนวก 27


1 บทที่1 บทนำ ที่มาและความสำคัญ ปจจุบันเยาวชนที่ตกเปนทาสของบุหรี่และยาเสพติด สวนมากจากสาเหตุหลายประการที่เกิด จากตัวเยาวชนเอง เช่น ความอยากรูอยากทดลอง ความคึกคะนองของเยาวชน ความตองการใหเปนที่ ยอมรับของกลุมเพื่อนหรือเข้ากับเพื่อนไดความไมรูหรือรูเทาไมถึงการณของเยาวชนใช้ยาในทางที่ผิด หรือหลงเชื่อคำโฆษณา จิตใจของเยาวชนเอง จิตใจออนแอ ใจคอไมหนักแนน เมื่อมีปญหาไมสมหวัง ไมไตรตรองหาเหตุผลเพื่อแก้ปญหา ก็ใช้บุหรี่หรือยาเสพติดเปนเครื่องช่วยระงับความรูสึกทุกข์ของตน ใช้บอย ๆ ทำใหเกิดการเสพติด ฉะนั้น การปองกันและแก้ไขตนเองของเยาวชนใหปลอดภัยจากปญหา บุหรี่และยาเสพติด สามารถกระทำไดโดย 1.ศึกษาหาความรูเกี่ยวกับโทษและพิษภัยของบุหรี่และ ยาเสพติด และระมัดระวังในการใช้ยา 2.รูจักเลือกคบเพื่อนที่ดีส งเสริมใหคิดและกระทำสิ ่งที ่ดี มีประโยชนกลาพูดปฏิเสธเพื่อนที่ชักจูงไปทางที่ไมดีเช่น การพูดปฏิเสธเพื่อนที่ชวนใหลองสูบบุหรี่และ ยาเสพติด 3.ใช้ช่วงเวลา และความอยากรูอยากลอง ไปในทางที่เปนพึงระลึกเสมอวาตนเองนั้นมีคุณค่า ทั้งตอตนเอง ครอบครัว และสังคม 4. มีความภาคภูมิใจและนับถือตนเอง ดวยการไมพึงพาหรือเกี่ยวข้อง อบายมุขและสิ่งเสพติดใด ๆ ซึ่งจะนำความเสื่อม ไปสูชีวิตของตนเอง 5. รูจักแก้ไขปญหาชีวิตของตนเอง ดวยเหตุและผล 6. รูจักบทบาทหนาที่ของตนเอง ดวยการตั้งใจศึกษาเลาเรียน เชื่อฟงคำสั่งสอนของพอ แมและประพฤติแตในสิ่งที่ดีงามจะช่วยใหเยาวชนประสบกับความสำเร็จในชีวิต 7. ทำจิตใจใหราเริง แจ่มใส เข้าใจวิธีการดำเนินงานชีวิตและยอมรับความเปนจริงที่ตนเองเปนอยู โดยนำหลักศาสนา มาเปนแนวทางในการดำเนินชีวิตจะช่วยใหเยาวชนเกิดความมั่งคงทางดานจิตใจมากขึ้น ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการปองกันและแก้ไขปญหายาเสพติดใน สถานศึกษาโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติดและอบายมุข ไดแถลงนโยบายเกี่ยวกับยาเสพติด วา ตามที่รัฐบาลไดกำหนดใหการปองกันและปราบปรามยาเสพติดเปนวาระแหงชาติที่หนวยงานทุก ภาคสวนตองรวมมือกันในการควบคุม ปองกัน ปราบปราม และแก้ไขปญหาอยางมีประสิทธิภาพ เพื่อให ประชาชนมีความมั่นคงปลอดภัยในการดำรงชีวิต โดยมอบหมายใหศูนยอำนวยการปองกันและ ปราบปรามยาเสพติด กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการ ซึ่งประกอบดวย 4 มาตรการ คือ มาตรการคัด กรองจำแนกกลุมเปาหมาย (X-Ray) มาตรการปองกันและแก้ไขปญหายาเสพติดในสถานศึกษา มาตรการสรางภูมิคุ้มกันยาเสพติดดวยกระบวนการเรียนการสอน จัดกิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิต และ มาตรการอำนวยการ กำกับ ติดตาม ประเมินผลและมาตรการเสริมแรง อนึ่ง บุหรี่ถือเปนสารเสพติดที่ กลุมวัยรุนมักใช้กันอยางแพรหลาย เนื่องจากหาซื้อไดค่อนข้างง่าย ปญหาการสูบบุหรี่ในวัยรุนโดยเฉพาะ นักเรียนในระดับมัธยมศึกษา ซึ่งการสูบบุหรี่ถือไดวาเปนตนกำเนิดที่อาจมีการใช้สารเสพติดชนิดอื่นได


2 ดวยเหตุนี้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 จึงมีความสนใจที่จะทำโครงงานเกี่ยวกับการรณรงค์ ปองกันการใช้สารเสพติดประเภทบุหรี่ทุกชนิดในสถานศึกษา ใหความรูผานทางโปสเตอรประชาสัมพันธ ดานพิษภัยของบุหรี่ที่สงผลกระทบตอชีวิตและสุขภาพใหแก่นักเรียนในสถานศึกษา เพื่อใหนักเรียนมี ภูมิคุ้มกันและไมยุงเกี่ยวกับบุหรี่อันจะสงผลใหมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในที่สุด วัตถุประสงค์ของโครงงาน 1. เพื่อสงเสริมใหนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 ไดมีความรูดานพิษภัยของบุหรี่ทุกชนิดที่ สงผลกระทบตอมนุษยทั้งในดานการเจริญเติบโตทางรางกาย ดานชีวิต และครอบครัว 2. เพื ่อสำรวจความพึงพอใจคณะผูบริหาร คณะครูผูปกครอง นักเรียน โรงเรียนวัดสังเวช ตอโปสเตอรรณรงค์การไมใช้สารเสพติดในสถานศึกษา ขอบเขตของโครงงาน กลุมเปาหมาย เชิงปริมาณ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 จำนวน 14 คน มีคุณธรรมตรงตามคุณธรรม อัตลักษณของโรงเรียนวัดสังเวช หลังดำเนินโครงงานไมนอยกวารอยละ 60 ของหองเรียน เชิงคุณภาพ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 จำนวน 14 คน มีวินัยในการดำเนินชีวิตโดย คำนึงถึงสวนรวมและรูรับผิดชอบตอสังคม ระยะเวลาทำโครงงาน 1 พฤศจิกายน 2567 – 31 มกราคม 2568 สถานที่ที่ใช้สำหรับทำโครงงาน โรงเรียนวัดสังเวช งบประมาณ/ทรัพยากรที่ใช้ ไมมีงบประมาณ คุณธรรมอัตลักษณของโรงเรียนวัดสังเวช พฤติกรรมบงชี้เชิงบวก คือ การไมใช้สารเสพติดทุกประเภทในสถานศึกษา คุณธรรมเปาหมาย คือ รับผิดชอบตอสังคม ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 มีความรูความเข้าใจและมีความตระหนักถึงโทษของบุหรี่ทุก ชนิดที่สงผลกระทบตอมนุษยทั้งในดานการเจริญเติบโตทางรางกาย ดานชีวิต และครอบครัวมากยิ่งขึ้น 2. นักเรียนโรงเรียนวัดสังเวชเกิดความตระหนักถึงโทษภัยของบุหรี่ทุกชนิด ผานการสื่อสารดวย โปสเตอรประชาสัมพันธ


3 บทที่2 การนอมนำหลักธรรม คุณธรรม คำสอน ในการศึกษาโครงงาน เรื่อง พลังอิทธิบาท 4 กับการรณรงค์ไมใช้สารเสพติดในสถานศึกษา มีการศึกษาหลักธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า และระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโทษของการใช้ บุหรี่/บุหรี่ไฟฟา มาใช้ในการดำเนินโครงงานตาง ๆ ดังนี้ 1. หลักอิทธิบาท 4 1.1 ความหมายของหลักอิทธิบาท 4 1.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับหลักอิทธิบาท 4 1.3 อิทธิบาท 4 ในการทำงานและการเรียน 2. ประเภทของผลิตภัณฑยาสูบ 2.1 ผลิตภัณฑยาสูบชนิดมีควัน 2.2 ผลิตภัณฑยาสูบชนิดไมมีควัน 2.3 โทษของยาสูบ 3. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด 1. หลักอิทธิบาท 4 1.1 ความหมายของหลักอิทธิบาท 4 พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ไดกลาวถึง อิทธิปาทวิภังค์สุต ตันตภาชนียดังนี้คำวา อิทธิมีอธิบายวา ความสำเร็จ ความสำเร็จดวยดีกิริยาที่สำเร็จ กิริยาที่สำเร็จ ดวยดีความไดความไดเฉพาะ ความถึง ความถึงดวยดีความถูกตอง การทไใหแจ้งความเข้าถึง ธรรม เหลานั้น คำวา อิทธิบาท มีอธิบายวา เวทนาขันธสัญญาขันธสังขารขันธและวิญญาณขันธของ บุคคลผู เปนอยางนั้น (ผูไดธรรมที่มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา) คำวา เจริญอิทธิบาท มีอธิบายวา ภิกษุเสพ เจริญทำใหมากซึ่งธรรมเหลานั้น เพราะฉะนั้นจึงเรียกวา เจริญอิทธิบาท 4 คือ คุณธรรมที่ทำใหผูปฏิบัติ ตามประสบความสำเร็จ 4 ประการดังนี้ ฉันทิทธิบาท ภิกษุเจริญอิทธิบาทที่ประกอบดวยฉันทสมาธิและปธานสังขาร เปนอยางไร ถา ภิกษุทำ ฉันทะใหเปนอธิบดีแลวไดสมาธิไดเอกัคคตาจิต นี้เรียกวา ฉันทสมาธิภิกษุนั้นสรางฉันทะ พยายามปรารภความเพียร ประครองจิต มุงมั่น เพื่อปองกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไมเกิดมิใหเกิดขึ้น สราง ฉันทะ พยายามปรารภความเพียร ประครองจิต มุงมั่น เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแลว สรางฉันทะ พยายามปรารภความเพียร ประครองจิตมุงมั่น เพื ่อยังกุศลธรรมที ่ยังไม เกิดใหเกิดขึ้น สรางฉันทะ


4 พยายามปรารภความเพียร ประครองจิตมุงมั่น เพื่อความดำรงอยูไมเลือนหายภิยโยภาพ ไพบูลยเจริญ เต็มที่แหงกุศลธรรมที่เกิดแลว ธรรมเหลานี้เรียกวาปธานสังขาร ประมวลยอฉันทสมาธิและปธาน สังขาร เข้าเปนอยางเดียวกัน จึงนับไดวาฉันทสมาธิและปธานสังขาร ดวยประการฉะนี้ วิริยิทธิบาท ภิกษุเจริญอิทธิบาทที่ประกอบดวยวิริยสมาธิและปธานสังขาร เปนอยางไร ถาภิกษุ ทำวิริยะใหเปนอธิบดีแลวไดสมาธิไดเอกัคคตาจิต นี้เรียกวา วิริยสมาธิภิกษุนั้นสรางฉันทะพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุงมั่น เพื่อปองกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไมเกิดมิใหเกิดขึ้นสรางฉันทะ พยายามปรารภความเพียร ประคองจิต มุงมั่น เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแลว สรางฉันทะ พยายามปรารภความเพียร ประคองจิตมุงมั่น เพื ่อยังกุศลธรรมที่ยังไมเกิดใหเกิดขึ้น สรางฉันทะ พยายามปรารภความเพียร ประคองจิต มุงมั่น เพื่อความดำรงอยู ไมเลือนหาย ภิยโยภาพ ไพบูลยเจริญ เต็มที่แหงกุศลธรรมที่เกิดแลว ธรรมเหลานี้เรียกวา ปธานสังขาร ประมวลยอวิริยสมาธิและปธาน สังขาร เข้าเปนอยางเดียวกัน จึงนับไดวาวิริยสมาธิและปธานสังขาร ดวยประการฉะนี้ จิตติทธิบาท ภิกษุเจริญอิทธิบาทที่ประกอบดวยจิตตสมาธิและปธานสังขาร เปนอยางไร ถาภิกษุทำจิตใหเปนอธิบดีแลวไดสมาธิไดเอกัคคตาจิต นี้เรียกวา จิตตสมาธิภิกษุนั้นสรางฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประครองจิต มุงมั่น เพื่อปองกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไมเกิดมิใหเกิดขึ้น สรางฉันทะ พยายามปรารภความเพียร ประครองจิต มุงมั่น เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแลว สราง ฉันทะ พยายามปรารภความเพียร ประครองจิตมุงมั่น เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไมเกิดใหเกิดขึ้น สรางฉันทะ พยายามปรารภความเพียร ประครองจิต มุงมั่น เพื่อความดำรงอยู ไมเลือนหาย ภิยโย ภาพ ไพบูลย เจริญเต็มที่แหงกุศลธรรมที่เกิดแลว ธรรมเหลานี้เรียกวา ปธานสังขาร ประมวลยอ จิตตสมาธิและปธาน สังขารเข้าเปนอยางเดียวกัน จึงนับไดวาจิตตสมาธิและปธานสังขาร ดวยประการฉะนี้ วิมังสิทธิบาท ภิกษุเจริญอิทธิบาทที่ประกอบดวยวิมังสาสมาธิและปธานสังขาร เปนอยางไร ถา ภิกษุทำวิมังสาใหเปนอธิบดีแลวไดสมาธิไดเอกัคคตาจิต นี้เรียกวา วิมังสาสมาธิภิกษุนั้นสรางฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประครองจิต มุงมั่น เพื่อปองกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไมเกิดมิใหเกิดขึ้น สรางฉันทะ พยายามปรารภความเพียร ประครองจิต มุงมั่น เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแลว สราง ฉันทะ พยายามปรารภความเพียร ประครองจิตมุงมั่น เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไมเกิดใหเกิดขึ้น สรางฉันทะ พยายามปรารภความเพียร ประครองจิต มุงมั่น เพื่อความดำรงอยู ไมเลือนหาย ภิยโยภาพ ไพบูลย เจริญเต็มที่แหงกุศลธรรมที่เกิดแลว ธรรมเหลานี้เรียกวาปธานสังขาร ประมวลยอวิมังสาสมาธิและ ปธานสังขารเข้าเปนอยางเดียวกันจึงนับไดวาวิมังสาสมาธิและปธานสังขาร ดวยประการฉะนี้ พุทธทาสภิกขุไดอธิบายวา อิทธิบาทแยกเปน อิทธิแปลวา ความสำเร็จ บาท แปลวา ฐาน เชิงรอง ดังนั้น อิทธิบาทจึงแปลวา รากฐานแหงความสำเร็จ ซึ่งมี4 อยางคือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และ วิมังสา พระธรรมปฎก ไดใหความหมายวา อิทธิบาท 4 ธรรมที่เปนเหตุใหประสบความสำเร็จมี4 อยาง คือ ฉันทะ มีความพอใจ มีใจรัก คือ พอใจที่จะทำสิ่งนั้น และทำดวยใจรัก ตองการทำใหเปน


5 ผลสำเร็จอยางดีแหงกิจกรรมหรืองานที่ทำ มิใช่สักวาทำใหเสร็จๆ หรือเพียงเพราะอยากไดรางวัลหรือ ผลกำไร วิริยะ พากเพียรทำ คือ ขยันหมั่น ประกอบหมั่น กระทำสิ่งนั้น ดวยความพยายามเข็มแข็ง อดทน เอาธุระไมทอดทิ้ง ไมทอถอย จิตตะ เอาใจฝก ใฝ คือ ตั้งจิตรับรูในสิ่งที่ทำนั้นดวยความคิดไม ปล อยใจฟุงซ ่านเลื ่อนลอย ใช้ความคิดเรื ่องนั้นบ อยๆ เสมอๆ วิมังสา ใช้ปญญาสอบสวน คือ หมั่น ใช้ปญญาพิจารณาใครครวญตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหยอนเกินเลยบกพรองขัดข้องเปน ตน แปลใหง่ายตามลำดับวา “มีใจรัก พากเพียรทำ เอาจิตฝก ใฝใช้ปญญาสอบสวน” 1.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับหลักอิทธิบาท 4 1.2.1 ทฤษฎีตนไมจริยธรรมของ ดวงเดือน พันธุมนาวิน ดวงเดือน พันธุมนาวิน ไดศึกษาและวิเคราะหสาเหตุของพฤติกรรมคนดีและคนเก่ง สามารถสรุปออกมาในรูปของทฤษฎีตนไมจริยธรรม ซึ่งวิเคราะหไดวามีองค์ประกอบทางจิต เกี่ยวข้อง อยู 8 จิตลักษณะ โดยแบงเปน 2 ประเภท คือ จิตลักษณะที่เปนพื้นฐานทางจิตใจ ดานและลักษณะที่ เปนสาเหตุทางจิตอีก 5 ดานซึ่งมีความเชื่อมโยงกัน เมื่อนำไปประกอบเปนภาพตนไมจะแบงเปน 3 สวน คือ 1) สวนดอกและผลไมบนตนไม2) สวนลำตนของตนไม3) สวนรากของตนไมมีรายละเอียดดังนี้ 1) สวนดอกและผลไมบนตนไมคือ พฤติกรรมประเภทตาง ๆ ที่รวมเข้าเปนพฤติกรรมของ คนดีคนเก่ง พฤติกรรมของพลเมืองดีพฤติกรรมการกระทำความดีและละเวนความชั ่ว พฤติกรรมที่ เอื้อเฟอตอการพัฒนาประเทศ และพฤติกรรมการทำงานอาชีพอยางขยันขันแข็งเพื ่อสวนรวม ผลที่ ออกมาเปนพฤติกรรมตาง ๆ ที่นาปรารถนานี้มีสาเหตุมาจากสาเหตุทางจิตใจที่เปนสวนของตนไมและ ลักษณะทางพื้นฐานทางจิตใจที่เปนสวนของรากตนไม 2) สวนลำตนของตนไมคือ สาเหตุทางจิตใจของพฤติกรรมประกอบดวยจิตลักษณะ 5 ดาน ไดแก่ ก. การใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม คือ มีความซื่อสัตยสุจริต มีความรับผิดชอบตอหนาที่มี ระเบียบวินัย มีความเอื้อเฟอเผื่อแผ เห็นแก่ประโยชนสวนรวม ประเทศชาติมนุษยชาติและหลักการ มากกวาประโยชนสวนตน ข. จิตลักษณะมุงอนาคตและควบคุมตน คือ รูจักคาดการณไกล รูจักควบคุมตัวเองได สามารถอดไดรอไดมีความภูมิใจในการทำความดีแมจะไมมีคนอื่นเห็น ค. ความเชื่ออำนาจในตน คือ เชื่อวาผลที่เกิดกับตนมาจากการกระทำของตนเองไมใช่ เกิดจากความบังเอิญ หรือโชคเคราะหสิ่งศักดิสิทธิ์หรือบุคคลอื่นบันดาลให ง. แรงจูงใจใฝสัมฤทธิ์คือ มีความมุงมั่น ในการที่จะทำงานใหสำเร็จตามจุดมุงหมาย โดยไมยอทอ


6 จ. ทัศนคติคุณธรรม ค่านิยม คือ (ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม หรือ ค่านิยมนั้น ๆ) คือ มองเห็น และเข้าใจในคุณค่า ประโยชนความดีของการปฏิบัติหนาที่เกิดความพึงพอใจ มีความพรอมที่ จะมีพฤติกรรมการทำงานที่มีประสิทธิภาพ 3) สวนรากของตนไมคือ ลักษณะพื้นฐานทางจิตใจของพฤติกรรม ประกอบดวย จิตลักษณะ 3 ดาน ไดแก่ ก. สติปญญา คือ ความเฉลียวฉลาดมีการรูคิดที่เหมาะสมกับอายุเมื่อเปนผูใหญก็มี ความสามารถทางความคิดที่เปนนามธรรมขั้นสูงไดกลาวคือ คิดแบบเปนระบบไดเมื่อเปนผูใหญ ข. มีสุขภาพจิตที่ดีไดแก่ มีความสุขในการทำงาน มีการปรับตัวที่ดีมีความวิตกกังวล นอยเหมาะสมกับเหตุการณมีอารมณมั่นคงมีความพึงพอใจในสภาพแวดลอมของการทำงาน ค. มีประสบการณทางสังคมสูง คือ การเข้าใจมนุษยและสังคม รูจักเอาใจเขามาใสใจ เรา ไดรับประสบการณอยางเพียงพอเหมาะสมตามอายุถาบุคคลมีลักษณะทางจิตใจ 3 ดานที่เปนสวน รากของตนไมในปริมาณที่สูงเหมาะสมกับอายุและอยูในสภาพแวดลอมทางบาน ทางโรงเรียนและทาง สังคมที่เหมาะสม ก็จะเปนผูที่มีความพรอมที่จะพัฒนาทางจิตลักษณะทั้ง 5 ดานอันเปนสาเหตุทางจิตใจ ที่เปนสวนลำตนของตนไมได 1.2.2 ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของเพค เพค ไดแบงขั้น ของพัฒนาการทางจริยธรรมไวดังนี้ ขั้นที่ 1 ไมมีจริยธรรมอะไรเลยขาดความรูความสำนึกกวาสิ่งใดก็ตามที่ตัวเองกระทำลงไป นั้นมีผลดีหรือผลเสียตอบุคคลอื่นอยางไร ผูมีจริยธรรมอยูในขั้นนี้ไดแก่ ทารก ในหมูนักเรียนอาจมีอยู บางแตก็นอย ขั้นที่ 2 เปนการกระทำดวยตนเอง เอาใจใสในเรื่องของตนเองวา ตนเองมีความตองการ อะไรบาง ทำตามอารมณหรือความพอใจของตนเองฝายเดียวทั้ง ๆ ที่รูวาสิ่งที่ตนพอใจนั้นคนอื่นไมพอใจ ขั้นที่ 3 เปนการกระทำตามเพื่อฝูง หรือทำตามแบบแผนที่หมูคณะเขาปฏิบัติกันโดยไมใคร ไตรตรองวาสิ่งที่ทำนั้นดีหรือเลว เปนผลเสียแก่บุคคลอื่นไหน ขั้นที่ 4 เปนการกระทำตามระเบียบแตขาดความเข้าใจในเรื่องเหตุผลวาทำไมตองทำสิ่งนั้น ขั้นที่ 5 เปนการกระทำอยางมีเหตุผลและมีสติสัมปชัญญะ ขั้นนี้เปนขั้นสูงสุด เปนการ ปฏิบัติที่เปนผลดีตอทุก ๆ คน แมวาบางครั้งจะละเมิดระเบียบแบบแผนหรือผิดไปจากหลักการปฏิบัติ ตามหมูคณะก็ตาม 1.3 อิทธิบาท 4 ในการทำงานและการเรียน อิทธิบาท 4 หมายถึง หลักธรรมสำคัญในศาสนาพุทธ วาดวยเรื่องหนทางสูความสำเร็จในชีวิต โดยจะตองยึดหลักคุณธรรมทั้ง 4 เพื่อใหชีวิตประสบความสำเร็จได อิทธิบาท 4 เปนหลักธรรมที่ประกอบดวยหลักคุณธรรม 4 ประการ ไดแก่


7 ฉันทะ หมายถึง ความรัก พอใจในสิ่งที่มีอยูหรือสิ่งที่ทำ วิริยะ หมายถึง ความพากเพียรและความขยันอยางตอเนื่อง จิตตะ หมายถึง ความเอาใจใส มุงมั่น และรับผิดชอบสิ่งนั้นๆ วิมังสา หมายถึง ความตระหนักไตรตรองถึงเหตุและผลดวยปญญา อิทธิบาท 4 สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งในดานการทำงานและการเรียนของ นักเรียน ดังนี้ 1.3.1 อิทธิบาท 4 ในการทำงาน ฉันทะ หมายถึง ความรัก พอใจในสิ่งที่มีอยูอาจลองสำรวจตนเองวามีความรักและพอใจ ในงานที่ตนเองทำหรือไม หากพบวาตนเองไมรักหรือพอใจในงานที่ทำมากพอ ก็จะช ่วยใหมองเห็น แนวทางหรือสิ่งที่จะตองเปลี่ยนแปลงในการทำงานได วิริยะ หมายถึง ความพากเพียรและความขยันอยางตอเนื่อง หากตั้งใจทำงานดวยความ ขยัน พากเพียรก็จะช่วยเสริมใหงานที่ทำอยูนั้นประสบความสำเร็จไดไมยาก ทั้งนี้จะตองไมลืมที่จะ ฝกฝนและพัฒนาตนเองอยูเสมอ จิตตะ หมายถึง ความเอาใจใส มุงมั่น และรับผิดชอบสิ่งนั้นๆ โดยเฉพาะการใสใจและ รับผิดชอบในงานที่ตนเองไดรับมอบหมาย หากทำงานดวยความรัก ความขยัน ประกอบกับการ รับผิดชอบงานที่ดีแลว ก็เปนหนึ่งในหนทางที่ช่วยใหงานประสบความสำเร็จได วิมังสา หมายถึง ความตระหนักไตรตรองถึงเหตุและผล ในการทำงานแตละครั้งจะตอง คำนึงถึงหลักและเหตุผลโดยใช้ทักษะและปญญา เพื่อใหงานถูกตองและไมเกิดความผิดพลาดในครั้ง ตอไป 1.3.2 อิทธิบาท 4 ในการเรียน ฉันทะ การเรียนในวิชาหรือสาขาที่ตนเองพอใจ หากมีความพอใจในวิชานั้นๆ จะช่วย เสริมสรางกำลังใจใหมีกำลังใจและไมทอถอยในการเรียน วิริยะ หมายถึง ความขยันหมั่นเพียรที่จะเรียนรูรวมถึงมีความใฝรูในการพัฒนาทักษะของ ตนเองทั้งที่เปนสวนหนึ่งของรายวิชา และเปนทักษะเพิ่มเติมอยางตอเนื่อง จิตตะ หมายถึง ความเอาใจใสรับผิดชอบงานที่ไดรับมอบหมาย เช่น การสงการบานตาม กำหนดเวลา การสงรายงานไดอยางถูกตองครบถวน หรือแมกระทั่งการเข้าเรียนใหครบกำหนดใน รายวิชานั้น ๆ วิมังสา หมายถึง การตรวจสอบ ไตรตรอง และพิจารณาถึงเหตุและผลโดยใช้ทักษะและ ปญญา เพื่อใหงานหรือการเรียนวิชานั้นๆ สำเร็จลุลวงไปไดดวยดีหากพบข้อผิดพลาดก็สามารถแก้ไขได อยางถูกตอง


8 2. ประเภทของผลิตภัณฑยาสูบ 2.1 ผลิตภัณฑยาสูบชนิดมีควัน ผลิตภัณฑยาสูบชนิดมีควัน อาจเรียกวาผลิตภัณฑที่ใช้โดยวิธีสูบ สามารถจำแนกไดเปน 3 กลุม ไดแก่ 1. บุหรี่โรงงาน (Manufactured cigarettes) อาจรูจักในชื่อเรียกอื่นที่มีความหมาย เดียวกัน อาทิบุหรี่ซอง บุหรี่ซิกาแรต เปนตน โดยบุหรี่โรงงานครอบคลุมทั้งบุหรี่ที่มีและไมมีก้นกรอง และทั้งจากแหลงผลิตที่เปนโรงงานภายในประเทศ ไดแก่ โรงงานยาสูบ (รยส) กระทรวงการคลัง และ บุหรี่ที่ผลิตจากตางประเทศที่นำเข้ามาจำหนายในราชอาณาจักรไทย 2. บุหรี่มวนเอง (Hand-rolled cigarettes หรือ roll your own: RYO) เปนบุหรี่ที่ผูสูบ สามารถมวนไดดวยตนเองหรือมวนดวยเครื่องมวนบุหรี่ โดยมียาเสนหรือยาเสนปรุงเปนสวนประกอบ ภายใน และหอหุมหรือมวนดวยวัสดุที่หาง่าย อาทิกระดาษ ใบตอง ใบจาก ใบมะกา ใบบัว เปนตน 3. ผลิตภัณฑยาสูบชนิดมีควันอื่น ๆ (Other smoked tobacco) ยาสูบกลุ มนี้ที ่รูจัก โดยทั่วไป จำแนกไดเปน 4 ชนิด ไดแก่ บุหรี่ซิการไปปยาสูบที่สูบผานน้ำ และอื่น ๆ 1) บุหรี่ซิการในพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 หมายถึง ใบยาแหงหรือยาอัด ซึ่งมวน ดวยใบยาแหงหรือยาอัด บุหรี่ซิการที่มีจำหนายในประเทศสวนใหญผลิตจากประเทศอเมริกาและ ประเทศแถบยุโรป ไดแก่ ประเทศเดนมารก เนเธอรแลนดและอังกฤษ 2) ไปปเปนกลองสูบบุหรี่ที่มีเบาสำหรับใสยาเสน ไปปสวนมากทำมาจากเหง้าของ ตนไมที่แข็งและทนความรอนไดอาจทำจากซังข้าวโพดหรือพลาสติกที่ทนความรอนไดดี 3) ยาสูบที่สูบผานน้ำ ไดแก่ บารากู่/ฮุกก้า/ชิชา การสูบควันยาสูบผานน้ำนี้จะตองมี อุปกรณการสูบควันฯ หรือที่เรียกวา เตาบารากู่ และตัวยา ซึ่งมีสวนผสมของใบยาสูบกับสารที่มีความ หวาน เช่น กากน้ำตาล หรือน้ำผึ้ง และมักมีการเติมแตงกลิ่นหอมของผลไมเช่น สตรอเบอรี่ แอปเปล และสมุนไพรบางชนิด เปนตน 4) อื่น ๆ เช่น บุหรี่ขี้โย ซึ่งเปนบุหรี่พื้นเมืองที่นิยมมากในภาคเหนือของประเทศไทย เปนตน 2.2 ผลิตภัณฑยาสูบชนิดไมมีควัน ผลิตภัณฑยาสูบกลุมนี้สวนใหญเปนการนำยาเสนหรือยาเสนปรุงมาใช้ในรูปแบบตาง ๆ อาทิการอม หรือจุกยาฉุนทางปาก การสูดยานัตถุที่มีสวนผสมยาสูบทางจมูก และการเคี้ยวยาเสน เปนตน อยางไรก็ดีดวยกระแสสังคมที่มุงสูการสรางสิ่งแวดลอมปลอดควันบุหรี่ ภายใตพระราชบัญญัติ คุ้มครองสุขภาพผูไมสูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 ซึ่งมีประกาศกระทรวงสาธารณสุขออกมาอยางตอเนื่อง โดยมุงเนนการกำหนดและขยายพื้นที่สาธารณะและสถานที่ทำงานใหเปนเขตปลอดบุหรี่เพิ่มขึ้นเปน ลำดับ ดวยเหตุนี้อุตสาหกรรมยาสูบจึงไดผลิตยาสูบชนิดไมมีควันในรูปแบบตาง ๆ ขึ้น ทั้งนี้เพื่อหลบ


9 เลี่ยงปญหาควันบุหรี่มือสองอาทิบุหรี่อิเล็กทรอนิกส/ บุหรี่ไฟฟา ชนิดไมมีควัน และ Snus (รูปแบบหนึ่ง ของผลิตภัณฑยาสูบชนิดไมมีควันซึ่งเปนที่นิยมในตางประเทศ) เปนตน บุหรี่อิเล็กทรอนิกส/ บุหรี่ไฟฟา เปนบุหรี่ที่ทำงานดวยแบตเตอรี ่ลิเธียมและไมโครชิพ เพื่อทำใหมีไฟสีแดงสวางที่ปลายมวน ประกอบเข้ากับแทงนิโคตินที่ภายในบรรจุนิโคตินและสารบางชนิด ในรูปแบบของเหลว และมีไมโครชิพทำหนาที ่เปลี ่ยนของเหลวใหกลายเปนละอองหมอกที ่อุณหภูมิ ประมาณ 70 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำใหนิโคตินเหลวรอนเมื่อผูใช้สูบ และกลายเปนไอภายใน 2 วินาที สงผลใหผูสูบไดรับสารนิโคตินในเกือบจะทันที 2.3 โทษของยาสูบ บุหรี่นอกจากมีสารเสพติดตามธรรมชาติที่มาจากใบยาสูบยังมีสารปรุงแตง (Additive) อีกมากมาย ซึ่งทุกครั้งที่จุดบุหรี่ จะมีสารปลดปลอย (emission) ซึ่งเปนสารประกอบทางเคมีประมาณ 4,000 ชนิด ในจำนวนนี้มีสารก่อมะเร็ง (cancer causing substances) ไมต่ำกวา 60 ชนิด ที่สงผล กระทบโดยตรงตอสุขภาพของผูสูบบุหรี่และผูไดรับควัน นอกจากนี้สารปลดปลอยจากบุหรี่ (Emission substance) สามารถแบงสารเคมีในควัน บุหรี่ออกเปน 2 กลุม ไดแก่สวนอนุภาค (Particle phase) และสวนก๊าซ (Gas phase) โดยสวนอนุภาค (Particle phase) ประกอบดวยอนุภาคสำคัญ ๆ อาทิ 1) นิโคติน (Nicotine) เปนสารเสพติดที่ทำใหหัว ใจเตนเร็วขึ้น เสนเลือดแดงตีบตัว 2) น้ำมันดิน (Tar) เปนสารสีน้ำตาลเหนียว ทำใหไอ และเปนอนุภาค สำคัญตอการเกิดมะเร็งปอดและถุงลมโปงพอง 3) สารกัมมัตรังสีโพโลเนียม 210 ที่ทำใหเกิดมะเร็งปอด และ 4) สารเคมีและแรธาตุตาง ๆ เช่น ยาฆ่าแมลง สารดีดีทีและโลหะหนัก เปนตน และสวนก๊าซ (Gas phase) ประกอบดวยก๊าซสำคัญ ๆ อาทิ 1) คารบอนมอนอกไซดเปนก๊าซพิษที่ทำใหเม็ดเลือดแดง สามารถรับออกซิเจนไดนอยลงสงผลใหหัวใจทำงานหนักขึ้น กลามเนื้อไมมีแรง ปวดหัว และคลื่นไส 2) ไฮโดรเจนไซยาไนดเปนก๊าซพิษอีกตัวหนึ่งที่กระตุนใหเกิดอาการไอ มีเสมหะ และหลอดลมอักเสบ เรื้อรัง อันเปนผลจากการที่ก๊าซนี้ทำใหเกิดความเสียหายกับขนเล็ก ๆ ในหลอดลม (Cilia) ที่มีหนาที่พัด พาสิ่งแปลกปลอมออกจากระบบทางเดินหายใจ 3) แอมโมเนีย 4) ไนโตรเจนออกไซดและ 5) ไฮโดรเจนซัลไฟดเปนตน ดังนั้น การสูบบุหรี่ จึงก่อใหเกิดผลกระทบหรือปญหาดานสุขภาพมากมาย โดยทั่วไป สามารถจำแนกผลกระทบหรือการเจ็บปวยที่เกิดจากการสูบบุหรี่ไดเปน 2 กลุม ไดแก่ ผลกระทบ ระยะสั้น ซึ่งสวนใหญเปนอาการและอาการแสดงจากการสูบบุหรี่ และผลกระทบระยะยาว ซึ่งสวนใหญ เปนโรคในกลุมมะเร็งและกลุมโรคเรื้อรังของระบบตาง ๆ ที่เปนผลสืบเนื่องจากการสูบบุหรี่


10 3. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด 3.1 ดานการปองกันและควบคุม 3.1.1 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท พ.ศ.2518 หลักการ/เจตนารมณของกฎหมาย เนื่องจากประเทศไทยไดเข้ารวมเปนรัฐภาคีในอนุสัญญาวาดวยวัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและ ประสาทซึ่งไดกระทำกัน ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียเมื่อเดือนกุมภาพันธพ.ศ. 2514 เพื่อรวมมือ กับประเทศรัฐภาคีอื่น ๆ ควบคุมการผลิตการขาย การนําเข้า การสงออก การนําผานหรือการมีไวใน ครอบครองซึ่งวัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและประสาททั้งภายในประเทศและระหวางประเทศ มิใหเกิด อันตรายตอสุขภาพของบุคคลและสังคม สาระสำคัญของกฎหมาย กฎหมายฉบับนี้มีบทบัญญัติทั้งหมด 119 มาตรา สาระสำคัญ ไดแก่ มาตรา 13 หามมิใหผูใดผลิต ขาย นําเข้า หรือสงออก ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ความ ในวรรคหนึ่งไมใช้บังคับแก่กระทรวงสาธารณสุขหรือผูซึ่งไดรับมอบหมายจากกระทรวงสาธารณสุข เวน แตพระราชบัญญัตินี้จะไดกำหนดไวเปนอยางอื่น มาตรา 13 ทวิหามมิใหผูใดผลิต ขาย นําเข้า หรือสงออก ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เวนแตการผลิตเพื่อสงออกและการสงออกซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 บางชนิด ที่รัฐมนตรีประกาศ ระบุชื่อตามมาตรา 6 (4 ทวิ) โดยไดรับใบอนุญาต การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑวิธีการและเงื่อนไขที่ กำหนดในกฎกระทรวง ความในวรรคหนึ ่งและวรรคสองไม ใช้บังคับแก ่กระทรวงสาธารณสุขหรือผูซึ ่งไดรับ มอบหมายจากกระทรวงสาธารณสุข เวนแตพระราชบัญญัตินี้จะไดกำหนดไวเปนอยางอื่น มาตรา 16 หามมิใหผูใดผลิต ขาย นําเข้า หรือสงออกซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 3 หรือ ประเภท 4 หรือนําผานซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ทุกประเภท เวนแตไดรับใบอนุญาต การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต ใหเปนไปตามหลักเกณฑวิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดในกฎกระทรวง มาตรา 14 กระทรวงสาธารณสุขอาจอนุญาตใหยานพาหนะที่ใช้ในการขนสงสาธารณะ ระหวางประเทศที่จดทะเบียนในราชอาณาจักร นําเข้าหรือสงออกซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ใน ปริมาณพอสมควร เทาที่จำเปนตองใช้ประจำในการปฐมพยาบาล หรือในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินใน ยานพาหนะนั้นได การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต ใหเปนไปตามหลักเกณฑวิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดในกฎกระทรวง มาตรา 62 ทวิหามมิใหผูใดเสพวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1


11 มาตรา 62 ตรีหามมิใหผูใดเสพวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เวนแตการเสพตามคำสั่งของผู ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือผูประกอบโรคศิลปะแผนปจจุบันชั้นหนึ่งในสาขาทันตกรรมเพื่อประโยชน ในการรักษาพยาบาลผูนั้น มาตรา 62 จัตวา หามมิใหผูใดจูงใจ ชักนํา ยุยง สงเสริม ใช้อุบายหลอกลวง หรือขู่เข็ญ ให ผูอื่นเสพวัตถุออกฤทธิ์ ผูประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือผูประกอบโรคศิลปะแผนปจจุบันชั้นหนึ่ง ในสาขาทันตก รรม อาจแนะนําหรือบังคับใหผูอื่นเสพเพื่อประโยชนในการรักษาพยาบาลผูนั้นได 3.1.2 พระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ พ.ศ.2522 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม หลักการ/เจตนารมณของกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายวาดวยยาเสพติดใหโทษที่ใช้บังคับอยูในปจจุบันไดใช้บังคับมานานแลว และมีบทบัญญัติที่ไมเหมาะสมกับกาลสมัย สมควรปรับปรุงกฎหมายดังกลาวเพื่อใหการปราบปรามและ ควบคุมยาเสพติดใหโทษเปนไปโดยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและเพื่อใหสอดคลองกับอนุสัญญาระหวาง ประเทศวาดวยยาเสพติดใหโทษซึ่งประเทศไทยเปนรัฐภาคีสมาชิกอยู สาระสำคัญของกฎหมาย กฎหมายฉบับนี้มีบทบัญญัติ106 มาตรา เนื้อหาที่สำคัญ ไดแก่ มาตรา 7 ยาเสพติดใหโทษแบงออกเปน 5 ประเภท คือ (1) ประเภท 1 ยาเสพติดใหโทษชนิดรายแรง เช่น เฮโรอีน (Heroin) แอมเฟตามีนและ เมทแอมเฟตามีน (2) ประเภท 2 ยาเสพติดใหโทษทั่วไป เช่น มอรฟน (Morphine) โคคาอีน (Cocaine) โคเดอีน (Codeine) ฝนยา (Medicinal Opium) (3) ประเภท 3 ยาเสพติดใหโทษที่มีลักษณะเปนตํารับยา และมียาเสพติดใหโทษใน ประเภท 2 ผสมอยูดวย ตามหลักเกณฑที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา (4) ประเภท 4 สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดใหโทษประเภท 1 หรือประเภท 2 เช่น อาเซติคแอนไฮไดรด (Acetic Anhydride) อาเซติลคลอไรด (Acetyl Chloride) (5) ประเภท 5 ยาเสพติดใหโทษที่มิไดเข้าอยูในประเภท 1 ถึงประเภท 4 เช่น กัญชา พืช กระทอม นอกจากนี้คําวา ฝนยา (Medicinal Opium) หมายถึง ฝนที่ไดผานกรรมวิธีปรุงแตงโดยมี ความมุงหมายเพื่อใช้ในทางยา มาตรา 94 ผูใดเสพยาเสพติดใหโทษ เสพและมีไวในครอบครอง เสพและมีไวใน ครอบครองเพื่อจําหนาย หรือเสพและจําหนายซึ่งยาเสพติดใหโทษตามลักษณะ ชนิด ประเภทและ ปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง และไดสมัครใจขอเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลก่อน ความผิดจะปรากฏตอพนักงานเจ้าหนาที่หรือพนักงานฝายปกครองหรือตำรวจอีกทั้งไดปฏิบัติครบถวน


12 3.1.3 ประกาศบัญชียาเสพติดทายประกาศคณะรักษาความสงบแห งชาติฉบับที่ 108/2557 เนื ่องจากมีประกาศบัญชียาเสพติดทายประกาศคณะรักษาความสงบแห งชาติฉบับที่ 108/2557 ไดกำหนดลักษณะ ชนิด และประเภทของยาเสพติด ดังนี้ 1. ลักษณะ ชนิด และประเภทของยาเสพติด สำหรับความผิดฐานเสพ มีดังตอไปนี้ (1) ยาเสพติดใหโทษในประเภท 1 มี 6 ชนิด ไดแก่ (ก) เฮโรอีน (ข) เมทแอมเฟตามีน (ค) แอมเฟตามีน (ง) 3, 4 เมทิลลิน ไดออกซิเมทแอมเฟตามีน (จ) เมทิลลีนไดออกซิแอมเฟตามีน (ฉ) เอ็น เอทิล เอ็มดิเอ หรือเอ็มดิอิ (2) ยาเสพติดใหโทษในประเภท 2 มี 2 ชนิด ไดแก่ (ก) โคคาอีน (ข) ฝน (3) ยาเสพติดใหโทษในประเภท 5 มี 1 ชนิด ไดแก่กัญชา (4) สารระเหยตามกฎหมายวาดวยการปองกันการใช้สารระเหย ยาเสพติดใหโทษตาม (1) และ (2) ใหรวมถึงวัตถุที่เรียกชื่อเปนอยางอื่น แตมีสูตร โครงสรางทางเคมีอยางเดียวกันกับยาเสพติดใหโทษดังกลาว และเกลือใด ๆ ของยาเสพติดใหโทษ ดังกลาวดวย 2. ปริมาณของยาเสพติดตาม 1 สำหรับความผิดฐานเสพและมีไวในครอบครอง มีดังตอไปนี้ (1) ยาเสพติดใหโทษในประเภท 1 (ก) เฮโรอีนมีน้ำหนักสุทธิไมเกินหนึ่งรอยมิลลิกรัม (ข) เมทแอมเฟตามีนมีปริมาณไมเกินหาหนวยการใช้ตามกฎหมายวาดวยยาเสพ ติดใหโทษหรือมีน้ำหนักสุทธิไมเกินหารอยมิลลิกรัม (ค) แอมเฟตามีนมีปริมาณไมเกินหาหนวยการใช้ตามกฎหมายวาดวยยาเสพติดให โทษหรือมีน้ำหนักสุทธิไมเกินหารอยมิลลิกรัม (ง) 3,4-เมทิลลินไดออกซิเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณไมเกินหาหนวยการใช้ตาม กฎหมาย เมทิลลินไดออกซีแอมเฟตามีนมีปริมาณไมเกินหาหนวยการใช้ตาม กฎหมายวาดวยยาเสพติดใหโทษ หรือมีน้ำหนักสุทธิไมเกินหนึ่งพันสองรอยหาสิบ มิลลิกรัม


13 (ฉ) เอ็น เอทิล เอ็มดีเอ หรือเอ็มดีอีมีปริมาณไมเกินหาหนวยการใช้ตามกฎหมาย วาดวยยาเสพติดใหโทษ หรือมีน้ำหนักสุทธิไมเกินหนึ่งพันสองรอยหาสิบมิลลิกรัม (2) ยาเสพติดใหโทษในประเภท 2 (ก) โคคาอีนมีน้ำหนักสุทธิไมเกินสองรอยมิลลิกรัม (ข) ฝนมีน้ําหนักสุทธิไมเกินหาพันมิลลิกรัม (3) ยาเสพติดใหโทษในประเภท 5 ไดแก่กัญชามีน้ำหนักสุทธิไมเกินหาพันมิลลิกรัม ยาเสพติดใหโทษตาม (1) และ (2) ใหรวมถึงวัตถุที่เรียกชื่อเปนอยางอื่น แตมีสูตร โครงสรางทางเคมีอยางเดียวกันกับยาเสพติดใหโทษดังกลาว และเกลือใด ๆ ของยาเสพติดใหโทษ ดังกลาวดวย 3.1.4 พระราชกำหนดปองกันการใช้สารระเหย พ.ศ.2533 และแก้ไขเพิ่มเติม หลักการ/เจตนารมณของกฎหมาย พระราชบัญญัติดังกลาว ใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีวาการ กระทรวงอุตสาหกรรมรักษาการและใหความหมาย“สารระเหย” ว าเปนสารเคมีหรือผลิตภัณฑที่ รัฐมนตรีประกาศวาเปนสารระเหย ผูที่ติดสารระเหยคือผูซึ่งตองใช้สารระเหยบําบัดความตองการของ รางกายหรือจิตใจเปนประจำ โดยสามารถตรวจพบสภาพเช่นวานั้นไดตามหลักวิชาการ ดวยเหตุผลคือมี การนําสารระเหยหรือวัตถุหรือผลิตภัณฑสําเร็จรูปมีสารระเหยผสมหรือเจือปนอยูซึ่งผลิตขึ้นเพื่อใช้ ในทางอุตสาหกรรมหรือทางอื่น ไปใช้สูด ดม หรือวิธีอื่นใด อันก่อใหเกิดอันตรายอยางมากแก่ผูสูดดม โดยเฉพาะเยาวชน ประกอบกับยังไมมีกฎหมายใช้บังคับแก่สารระเหยโดยเฉพาะ สมควรที่จะดำเนินการ ปองกันการใช้สารระเหยไปในทางที่ไมถูกตอง และโดยที่เปนกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเปนรีบดวนในอันที่ จะรักษาความปลอดภัยสาธารณะ จึงจำเปนตองตราพระราชกำหนดนี้ 3.2 ดานการปราบปราม 3.2.1 พระราชบัญญัติปองกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 หลักการ/เจตนารมณของกฎหมาย รัฐบาลนี้มีนโยบายที่จะปองกันและปราบปรามการค้าและการเสพยาเสพติดอยางเข้มงวด กวดขันในการนี้จำเปนตองมีกฎหมายเพื่อกำหนดมาตรการและใหอำนาจในการดำเนินการปองกันและ ปราบปรามใหไดผลโดยเด็ดขาดและมีประสิทธิภาพ สาระสำคัญของกฎหมาย กฎหมายฉบับนี้มีบทบัญญัติ18 มาตรา เนื้อหาที่สำคัญ ไดแก่ มาตรา 3 ยาเสพติด หมายความวา ยาเสพติดใหโทษตามกฎหมายวาดวยยาเสพติดใหโทษ วัตถุออกฤทธิ์ตามกฎหมายวาดวยวัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท และสารระเหยตามกฎหมายวา ดวยการปองกันการใช้สารระเหย


14 มาตรา 14 ในการดำเนินการปองกันและปราบปรามการกระทำผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับ ยาเสพติด ใหกรรมการ เลขาธิการ รองเลขาธิการ และเจ้าพนักงานมีอำนาจดังตอไปนี้ (1) เข้าไปในเคหสถาน สถานที่ใด ๆ หรือยานพาหนะใดๆ ในเวลากลางวันระหวาง พระอาทิตยขึ้นและพระอาทิตยตก เพื่อตรวจค้น ยึด หรืออายัดยาเสพติดที่มีไวโดยไมชอบดวยกฎหมาย หรือจับกุมบุคคลใด ๆ ที่มีเหตุอันควรสงสัยวากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แตในกรณีที ่มีเหตุ อันควรสงสัยวามียาเสพติดซุกซ่อนอยูโดยไมชอบดวยกฎหมาย หรือบุคคลที่จะถูกจับไดหลบซ่อน อยูในเคหสถานหรือสถานที่นั้นประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อวาหากไมดำเนินการในทันทียาเสพติดนั้น จะถูกโยกยายหรือบุคคลที่หลบซ่อนอยูจะหลบหนีก็ใหมีอำนาจเข้าไปในเวลากลางคืนภายหลัง พระอาทิตยตกได (2) ค้นเคหสถาน สถานที่ หรือบุคคลใดๆ ที่มีเหตุอันควรสงสัยวามียาเสพติดซุกซ่อนอยู โดยไมชอบดวยกฎหมาย ยึด หรืออายัดยาเสพติดหรือทรัพยสินอื่นใดที่ไดรับมาเนื่องจากการกระทำ ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือที่ไดใช้หรือจะใช้ในการกระทำความผิดตามกฎหมาย เกี่ยวกับยาเสพติดหรือที่อาจใช้เปนพยานหลักฐานได (3) จับกุมบุคคลใด ๆ ที่กระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด (4) สอบสวนผูตองหาในคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด (5) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลใด ๆ หรือเจ้าหนาที่ของหนวยราชการใดๆ มาให ถอยคําหรือใหสงบัญชีเอกสาร หรือวัตถุใด ๆ มาเพื่อตรวจสอบหรือประกอบการพิจารณา 3.2.2 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผูกระทำความผิดเกี ่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 หลักการ/เจตนารมณของกฎหมาย เพื่อใหการปราบปรามผูกระทำความผิดเกี ่ยวกับยาเสพติดมีประสิทธิภาพยิ ่งขึ้น จำเปนตองมีการกำหนดมาตรการตาง ๆ เพื่อใหพนักงานเจ้าหนาที่ดำเนินการปราบปรามผูกระทำผิด ตามกฎหมายดังกลาวขึ้นโดยเฉพาะ "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความวา การผลิต นําเข้า สงออก จําหนาย หรือมีไวใน ครอบครองเพื่อจําหนายซึ่งยาเสพติด และใหหมายความ รวมถึง การสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือ พยายามกระทำความผิดดังกลาวดวย


15 บทที่3 ขั้นตอนการดำเนินโครงงาน ขั้นตอนปฏิบัติโครงงาน 1. ขั้นตอนการวางแผน (Plan) a. ประชุมเพื่อหาหัวข้อโครงงาน b. ประชุมวางแผนในการดำเนินงานโครงงาน 2. ขั้นตอนการดำเนินงาน (Do) a. ออกแบบโปสเตอร b. ออกแบบข้อคำถามในแบบสอบถามเกี่ยวกับโปสเตอร c. สงแบบสอบถามใหผูบริหาร คณะครูผูปกครอง และนักเรียนโรงเรียนวัดสังเวช ตอบแบบสอบถาม 3. ขั้นตอนการตรวจสอบ (Check) a. สรุปผลแบบสอบถามรวมกันในชั้นเรียน เกี่ยวกับผลสำรวจของบุคลากรโรงเรียน วัดสังเวช b. จัดทำรายงานเสนอครูประจำชั้น 4. ขั้นตอนการปรับปรุงพัฒนา (Act) a. นำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงแก้ไขแลวนำเสนอตอครูประจำชั้นอีกครั้ง b. ติดตามผลการรณรงค์ไมใช้สารเสพติดในโรงเรียน ผังมโนทัศนโครงงาน PDCA การวางแผน (Plan) a.ประชุมเพื่อหาหัวข้อโครงงาน b.ประชุมวางแผนในการดำเนินงานโครงงาน การดำเนินงาน (Do) a.ออกแบบโปสเตอร b.ออกแบบข้อคำถามในแบบสอบถาม c.สงแบบสอบถาม การตรวจสอบ (Check) a.สรุปผลแบบสอบถามรวมกัน b.จัดทำรายงานเสนอครูประจำชั้น การปรับปรุงพัฒนา (Act) a.นำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงแก้ไข b.ติดตามผลการรณรงค์ไมใช้สารเสพติดใน โรงเรียน


16 บทที่4 ผลการปฏิบัติโครงงาน ในการศึกษาโครงงาน เรื่อง พลังอิทธิบาท 4 กับการรณรงค์ไมใช้สารเสพติดในสถานศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อสงเสริมใหนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 ไดมีความรูดานพิษภัยของบุหรี่ทุกชนิดที่ สงผลกระทบตอมนุษยทั้งในดานการเจริญเติบโตทางรางกาย ดานชีวิต และครอบครัว และเพื่อสำรวจ ความพึงพอใจคณะผูบริหาร คณะครูผูปกครอง นักเรียน โรงเรียนวัดสังเวชตอโปสเตอรรณรงค์การไมใช้ สารเสพติดในสถานศึกษา มีการนำเสนอผลการปฏิบัติโครงงาน ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการสงเสริมใหนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 ไดมีความรูดานพิษภัยของบุหรี่ทุก ชนิดที่สงผลกระทบตอมนุษยทั้งในดานการเจริญเติบโตทางรางกาย ดานชีวิต และครอบครัว ตอนที่ 2 ผลสำรวจความพึงพอใจคณะผูบริหาร คณะครูผูปกครอง นักเรียน โรงเรียนวัดสังเวช ตอโปสเตอรรณรงค์การไมใช้สารเสพติดในสถานศึกษา ตอนที่1 ผลการสงเสริมใหนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่1/1 ไดมีความรูดานพิษภัยของบุหรี่ทุกชนิดที่ สงผลกระทบตอมนุษยทั้งในดานการเจริญเติบโตทางรางกาย ดานชีวิต และครอบครัว ตารางที่ 1 เปรียบเทียบผลคะแนนนักเรียนก่อนไดรับความรูและหลังใหความรูพิษภัยของบุหรี่ นักเรียน ม.1/1 คนที่ คะแนนก่อนไดรับความรู คะแนนหลังไดรับความรู 1 10 14 2 11 15 3 8 11 4 7 9 5 6 8 6 3 6 7 5 8 8 6 9 9 6 10 10 7 10 11 11 14 12 9 12 13 12 15 14 11 15 ค่าเฉลี่ย 8.00 11.14


17 จากตารางที่ 1 พบวา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 จำนวน 14 คน มีคะแนนหลังไดรับ ความรูดานพิษภัยของบุหรี่ทุกชนิดที่สงผลกระทบตอมนุษยสูงกวาก่อนไดรับความรูโดยมีค่าเฉลี่ยของ คะแนนหลังไดรับความรูอยูที่ 11.14 คะแนน จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน ตอนที่2 ผลสำรวจความพึงพอใจคณะผูบริหาร คณะครูผูปกครอง นักเรียน โรงเรียนวัดสังเวชตอ โปสเตอรรณรงค์การไมใช้สารเสพติดในสถานศึกษา ข้อมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบถาม (ตำแหนง/สถานภาพ) แผนภูมิที่ 1 แสดงสัดสวนของผูตอบแบบสอบถาม จากแผนภูมิที่ 1 ผูตอบแบบสอบถามความคิดเห็นโปสเตอรรณรงค์การไมใช้สารเสพติดทุกชนิด ในสถานศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 โรงเรียนวัดสังเวช จำนวน 98 คน ประกอบดวย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 – 6 คิดเปนรอยละ 82.7 ครูคิดเปนรอยละ 10.2 ผูปกครอง คิดเปน รอยละ 5.1 และผูบริหารสถานศึกษา คิดเปนรอยละ 2 ตารางที่ 2 แสดงระดับความคิดเห็นตอโปสเตอรรณรงค์แตละรูปแบบ โปสเตอรรณรงค์ ระดับความคิดเห็น มากที่สุด มาก นอย นอยที่สุด โปสเตอรรณรงค์แบบที่ 1 32 (32.65%) 48 (48.98%) 15 (15.31%) 3 (3.06%) โปสเตอรรณรงค์แบบที่ 2 49 (50.00%) 30 (30.61%) 14 (14.29%) 5 (5.10%) โปสเตอรรณรงค์แบบที่ 3 47 (47.96%) 34 (34.69%) 12 (12.24%) 5 (5.10%) โปสเตอรรณรงค์แบบที่ 4 37 (37.76%) 35 (35.71%) 18 (18.37%) 8 (8.16%)


18 จากตารางที่ 2 พบวา ผูตอบแบบสอบถามความคิดเห็นโปสเตอรรณรงค์การไมใช้สารเสพติดทุก ชนิดในสถานศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 โรงเรียนวัดสังเวช จำนวน 98 คน มีความเห็นวา โปสเตอรรณรงค์แบบที่2 มีผลตอการทำใหคนไมอยากสูบบุหรี่อยูในระดับความคิดเห็นมากที่สุด คิดเปน รอยละ 50.00 โปสเตอรรณรงค์แบบที่ 1 มีผลตอการทำใหคนไมอยากสูบบุหรี่อยูในระดับความคิดเห็น มาก คิดเปนรอยละ 48.98 โปสเตอรรณรงค์แบบที่ 3 มีผลตอการทำใหคนไมอยากสูบบุหรี่อยูในระดับ ความคิดเห็นมากที่สุด คิดเปนรอยละ 47.96 และโปสเตอรรณรงค์แบบที่ 4 มีผลตอการทำใหคนไม อยากสูบบุหรี่อยูในระดับความคิดเห็นมากที่สุด คิดเปนรอยละ 37.76 แผนภูมิที่ 2 แสดงสัดสวนของโปสเตอรรณรงค์แบบที่ 1 แผนภูมิที่ 3 แสดงสัดสวนของโปสเตอรรณรงค์แบบที่ 2


19 แผนภูมิที่ 4 แสดงสัดสวนของโปสเตอรรณรงค์แบบที่ 3 แผนภูมิที่ 5 แสดงสัดสวนของโปสเตอรรณรงค์แบบที่ 4 จากนั้น นักเรียนไดจัดทำข้อคำถามเพื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้สารเสพติดแบบ เลือกตอบ จำนวน 3 ข้อ และแบบความเรียงจำนวน 1 ข้อ เพื่อใหผูตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับการใช้สารเสพติด ดังนี้ แผนภูมิที่ 6 แสดงสัดสวนของผูแสดงความคิดเห็นในคำถามที่ 1


20 จากแผนภูมิที่ 6 พบวา ผูตอบแบบสอบถามความคิดเห็นโปสเตอรรณรงค์การไมใช้สารเสพติด ทุกชนิดในสถานศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 โรงเรียนวัดสังเวช จำนวน 98 คน มีความเห็นวา บุหรี่/บุหรี่ไฟฟา/สารเสพติดอื่น ไมควรใช้อยางเสรีไดทุกช่วงวัย คิดเปนรอยละ 85.70 แผนภูมิที่ 7 แสดงสัดสวนของผูแสดงความคิดเห็นในคำถามที่ 2 จากแผนภูมิที่ 7 พบวา ผูตอบแบบสอบถามความคิดเห็นโปสเตอรรณรงค์การไมใช้สารเสพติด ทุกชนิดในสถานศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 โรงเรียนวัดสังเวช จำนวน 98 คน มีความเห็นวา บุหรี่/บุหรี่ไฟฟา/สารเสพติดอื่น ไมควรซื้อเองอยางเสรีไดทุกช่วงวัย คิดเปนรอยละ 84.70 แผนภูมิที่ 8 แสดงสัดสวนของผูแสดงความคิดเห็นในคำถามที่ 3 จากแผนภูมิที่ 8 พบวา ผูตอบแบบสอบถามความคิดเห็นโปสเตอรรณรงค์การไมใช้สารเสพติด ทุกชนิดในสถานศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 โรงเรียนวัดสังเวช จำนวน 98 คน มีความเห็นวา การใช้บุหรี่/บุหรี่ไฟฟา/สารเสพติดอื่น ในที่สาธารณะ สถานที่ราชการ เปนสิ ่งที ่ไม สมควรทำ คิดเปนรอยละ 87.80


21 จากคำถามปลายเปดใหผูตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็น “หากคุณมี เพื่อนที่เหมือนจะติดยาเสพติด แตไมยอมรับวาตนเองติดยา และไมยอมเข้ารับการบำบัดรักษา จะทำ อยางไร มีวิธีการแนะนำอยางไรบาง” สามารถกำหนดรหัสของข้อความที่ซ้ำกันและนำมาสรุปความเปน ข้อความใหมที่ยังคงความหมายเดิม ไดดังนี้ ตารางที่ 3 แสดงรหัสของข้อความที่กำหนดและข้อความที่ผูตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็น รหัสข้อความ ข้อความ ข้อความใหมที่สรุปความได A1 - ไปหาหมอ/นําไปปรึกษาแพทย - พาไปบำบัดรักษา/เอาไปรักษา - ช่วยพามันไป - พาเพื่อนไปบำบัดรักษา - แอบพาไปโรงพยาบาลไมใหรูตัว - แจ้งศูนยบำบัด - จับตัวไปใหหมอที่บำบัดรักษาได - บังคับใหมันเข้ารับการบำบัด - พาไปถ้ำกระบอก - สูบแลวเปนผีบา ไปรักษาเถอะ พาเพื่อนไปพบแพทยเพื่อบำบัดรักษาในโรงพยาบาลหรือ สถานที่บำบัดยาเสพติด A2 - แนะนำแนวทางใหม - พูดคุยกับเพื ่อนใหเห็นโทษที ่เกิด จากยาเสพติด - แนะสิ่งที่ถูกตอง/ใหคำแนะนำ - แนะนำใหสังเกตตัวเองและคอย ปรึกษาครูหรือพอแม - กลอมเพื่อนใหเลิก - พูดโนมนาว/แนะนำเพื่อน - บอกเพื่อนเลิกสูบ - บอกเขาวา สารเสพติด จะทำให เราเกิดอะไรขึ้นในรางกาย - สอนเพื่อนวามันไมดีอยางไร - โนมนาวใจ - กลอมเพื่อนใหเลิก - ใหคำเเนะนำเพื่อนใหไปรักษา - แนะนำโทษของยาเสพติดที่มันจะ มีผลกระทบตอสุขภาพตามมา ภายหลัง - คุยข้อเสียของยา ใหคำแนะนำเพื่อนถึงโทษที่เกิดจากยาเสพติดถึงผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นตอสุขภาพรางกาย


22 ตารางที่ 3 แสดงรหัสของข้อความที่กำหนดและข้อความที่ผูตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็น (ตอ) รหัสข้อความ ข้อความ ข้อความใหมที่สรุปความได A3 - ใหนึกถึงครอบครัว - คอยปรึกษาครูหรือพอแม - ใหความสำคัญกับการแสดงความ รักและการยืนยันวาเขาไมตองเผชิญ กับปญหานี้คนเดียว - โทรเเจ้ง 1330 สายดวน สปสช. - เเจ้งใหที่ปรึกษาทราบและพูดคุยกับ ผูปกครอง - แจ้ง ผอ. และนำตัวสง ผอ. - ใหปรึกษาผูปกครอง หรือคนที่ไวใจ วาตองทำอยางไร - แจ้งตำรวจจับ/บอกตำรวจเลย ใหความสำคัญกับการแสดงความรักตอเพื่อนดวยความ จริงใจ รวมทั้งแนะนำใหปรึกษาคนใกลชิดหรือคนที่ไวใจ เช่น ครอบครัว ครูพ อแม หรือติดตอสายดวน สปสช. เพื่อหาทางออกวาจะตองดำเนินการอยางไร A4 - หาแรงจูงใจในการเลิกสารเสพติด - สงคลิปใหดูถึงโทษยาเสพติด - ชวนไปออกกำลังกาย/ชวนนอน หาแรงจูงใจใหเลิกหรือใหรูถึงโทษภัยของยาเสพติดผาน การใช้สื่อออนไลนหรือพาเพื่อไปทำกิจกรรมอื่น เช่น การออกกำลังกาย B1 - ปลอยตามเวรตามกรรมของเขา - ทำใจ - ไมทราบเพราะบางคนก็เกินที่จะ ตักเตือนหรือเยียวยา - เลิกคบ - คงตองปลอยไปตามเวรตามกรรม ยังไมมีวิธีการที่ชัดเจนในการใหคำแนะนำจึงขอเลือกที่จะ ปลอยใหเพื่อนไดค้นพบกับทางที่ตนเองเลือกเอง - - ไมรู/ไมมี - ยุยงมากขึ้น/ดูดเลยเยอะ ๆ - จะตอยมัน จะเตะมัน เผื่อมันจะคิด - ตบหัวเพื่อนเลย/ตบมัน -ไมมีประเด็นที่เกี่ยวข้องจากตารางที่ 3 สามารถสรุปวิธีการแนะนำเมื่อเพื่อนจะติดยาเสพติดไดดังนี้ 1) พาเพื่อนไปพบแพทยเพื่อบำบัดรักษาในโรงพยาบาลหรือสถานที่บำบัดยาเสพติด 2) ใหคำแนะนำเพื่อนถึงโทษที่เกิดจากยาเสพติดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตอสุขภาพรางกาย 3) ใหความสำคัญกับการแสดงความรักตอเพื่อนดวยความจริงใจ รวมทั้งแนะนำใหปรึกษาคน ใกลชิดหรือคนที่ไวใจ เช่น ครอบครัว ครูพอแม หรือติดตอสายดวน สปสช. เพื่อหาทาง ออกวาจะตองดำเนินการอยางไร 4) หาแรงจูงใจใหเลิกหรือใหรูถึงโทษภัยของยาเสพติดผานการใช้สื่อออนไลนหรือพาเพื่อไป ทำกิจกรรมอื่น เช่น การออกกำลังกาย


23 บทที่5 สรุปผลการปฏิบัติโครงงาน อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สรุปผลการปฏิบัติโครงงาน จากการสงเสริมใหนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 ไดมีความรูดานพิษภัยของบุหรี่ทุกชนิดที่ สงผลกระทบตอมนุษยทั้งในดานการเจริญเติบโตทางรางกาย ดานชีวิต และครอบครัว นักเรียน มีคะแนนหลังไดรับความรูดานพิษภัยของบุหรี่ทุกชนิดที่สงผลกระทบตอมนุษยสูงกวาก่อนไดรับความรู โดยมีค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังไดรับความรูอยูที่ 11.14 คะแนน จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน จากสำรวจความพึงพอใจคณะผูบริหาร คณะครูผูปกครอง นักเรียน โรงเรียนวัดสังเวช ตอโปสเตอรรณรงค์การไมใช้สารเสพติดในสถานศึกษา พบวา ผูตอบแบบสอบถามความคิดเห็นโปสเตอร รณรงค์การไมใช้สารเสพติดทุกชนิดในสถานศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 โรงเรียนวัดสังเวช จำนวน 98 คน มีความเห็นวา โปสเตอรรณรงค์แบบที่ 2 มีผลตอการทำใหคนไมอยากสูบบุหรี่อยูใน ระดับความคิดเห็นมากที่สุด คิดเปนรอยละ 50.00 โปสเตอรรณรงค์แบบที่ 1 มีผลตอการทำใหคนไม อยากสูบบุหรี่อยูในระดับความคิดเห็นมาก คิดเปนรอยละ 48.98 โปสเตอรรณรงค์แบบที่ 3 มีผลตอการ ทำใหคนไมอยากสูบบุหรี่อยูในระดับความคิดเห็นมากที่สุด คิดเปนรอยละ 47.96 และโปสเตอรรณรงค์ แบบที่ 4 มีผลตอการทำใหคนไมอยากสูบบุหรี่อยูในระดับความคิดเห็นมากที่สุด คิดเปนรอยละ 37.76 รวมทั้งไดรวมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้สารเสพติด ซึ่งสรุปไดวาผูตอบแบบสอบถาม รอยละ 85.70 มีความเห็นวา บุหรี่/บุหรี่ไฟฟา/สารเสพติดอื่น ไมควรใช้อยางเสรีไดทุกช่วงวัย ผูตอบ แบบสอบถามรอยละ 84.70 มีความเห็นวา บุหรี่/บุหรี่ไฟฟา/สารเสพติดอื่น ไมควรซื้อเองอยางเสรีไดทุก ช่วงวัย และผูตอบแบบสอบถามรอยละ 87.80 มีความเห็นวา การใช้บุหรี่/บุหรี่ไฟฟา/สารเสพติดอื่น ในที่สาธารณะ สถานที่ราชการ เปนสิ่งที่ไมสมควรทำ รวมทั้งไดเสนอวิธีการแนะนำเมื่อเพื่อนจะติดยา เสพติดไดดังนี้ 1) พาเพื่อนไปพบแพทยเพื่อบำบัดรักษาในโรงพยาบาลหรือสถานที่บำบัดยาเสพติด 2) ใหคำแนะนำเพื่อนถึงโทษที่เกิดจากยาเสพติดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตอสุขภาพรางกาย 3) ใหความสำคัญกับการแสดงความรักตอเพื่อนดวยความจริงใจ รวมทั้งแนะนำใหปรึกษาคน ใกลชิดหรือคนที่ไวใจ เช่น ครอบครัว ครูพอแม หรือติดตอสายดวน สปสช. เพื่อหาทาง ออกวาจะตองดำเนินการอยางไร 4) หาแรงจูงใจใหเลิกหรือใหรูถึงโทษภัยของยาเสพติดผานการใช้สื่อออนไลนหรือพาเพื่อไป ทำกิจกรรมอื่น เช่น การออกกำลังกาย


24 อภิปรายผลการปฏิบัติโครงงาน จากการสงเสริมใหนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 ไดมีความรูดานพิษภัยของบุหรี่ทุกชนิดที่ สงผลกระทบตอมนุษยทั้งในดานการเจริญเติบโตทางรางกาย ดานชีวิต และครอบครัว นักเรียน มีคะแนนหลังไดรับความรูดานพิษภัยของบุหรี่ทุกชนิดที่สงผลกระทบตอมนุษยสูงกวาก่อนไดรับความรู โดยมีค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังไดรับความรูอยูที่ 11.14 คะแนน จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน สอดคลอง กับงานวิจัยของ ณัฐวุฒิสวยนภานุสรณ (2563) ที่ไดศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา สุขศึกษา เรื่อง สารเสพติด โดยใช้การสอนแบบการใช้ปญหาเปนฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป ที่ 2 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรีวา นักเรียนที่ไดรับการจัดการเรียนการสอนแบบการใช้ปญหาเปน ฐานช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกวาคะแนนเฉลี่ย ก่อนเรียนอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสอดคลองกับงานวิจัยของ อาภรณแสงรัศมี(2543) ที่ศึกษาผลการเรียนแบบใช้ปญหาเปนหลักตอลักษณะการเรียนรูดวยตนเองผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา วิทยาศาสตรสิ่งแวดลอมและความพึงพอใจตอการเรียนการสอนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ผลการวิจัยพบวา นักเรียนที่เรียนดวยวิธีการเรียนรูโดยใช้ปญหาเปนฐานมีความพึงพอใจตอรูปแบบการ เรียนรูโดยใช้ปญหาเปนฐานอยูในระดับมาก ซึ่งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 ไดเรียนรูเรื่องยาเสพติด จากการนำประเด็นปญหาเปนฐานเพื่อกระตุนใหนักเรียนไดคำนึงปญหาและหาหนทางแก้ไข ผานการทำ กิจกรรมในชั้นเรียน การค้นควาหาความรูและมีสวนรวมในการทำกิจกรรมทุกคน จึงทำใหนักเรียน มีคะแนนหลังไดรับความรูดานพิษภัยของบุหรี่ทุกชนิดที่สงผลกระทบตอมนุษยสูงกวาก่อนไดรับความรู จากสำรวจความพึงพอใจคณะผูบริหาร คณะครูผูปกครอง นักเรียน โรงเรียนวัดสังเวช ตอโปสเตอรรณรงค์การไมใช้สารเสพติดในสถานศึกษา พบวา ผูตอบแบบสอบถามความคิดเห็นโปสเตอร รณรงค์การไมใช้สารเสพติดทุกชนิดในสถานศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1/1 โรงเรียนวัดสังเวช จำนวน 98 คน มีความเห็นวา โปสเตอรรณรงค์แบบที่ 2 มีผลตอการทำใหคนไมอยากสูบบุหรี่อยูใน ระดับความคิดเห็นมากที่สุด คิดเปนรอยละ 50.00 เกิดจากความเหมาะสมของรูปภาพในการจัดวาง องค์ประกอบของผูแสดงแทนในโปสเตอรรณรงค์ประกอบดวย ผูสูบ และ ผูที่ไมสูบซึ่งเปนนักเรียน แสดงออกถึงการเหม็นควันจากบุหรี่ จึงสามารถสื่อสารถึงการทำใหคนไมอยากสูบบุหรี่ โปสเตอรรณรงค์ แบบที่ 1 มีผลต อการทำใหคนไม อยากสูบบุหรี่อยูในระดับความคิดเห็นมาก คิดเปนรอยละ 48.98 เกิดจากการใช้วิธีสื่อความหมายอยางนามธรรมใหเกิดการตีความหมาย ซึ่งในภาพประกอบดวยเด็กที่ เดินไปทางแสงสวางหันหลังใหควันบุหรี่ และอีกดานหนึ่งเปนเด็กที ่อยูฝ งไฟบุหรี่ที่กำลังรวงลงสูพื้น สื่อความหมายอยางตรงไปตรงมาถึงคุณค่าของการมีอยูในชีวิตที ่เราสามารถเลือกเองไดโปสเตอร รณรงค์แบบที่ 3 มีผลตอการทำใหคนไมอยากสูบบุหรี่อยูในระดับความคิดเห็นมากที่สุด คิดเปนรอยละ 47.96 เปนการแสดงภาพในลักษณะที่เด็กผูหญิงนอนอยูกับพื้นพรอมคีบบุหรี่ไวคามือจนสลบอยูเพียง คนเดียว ประกอบกับบริเวณหนาตางในภาพที่มือเงาของมือผูที่เสียชีวิตจากการใช้สารเสพติด และ โปสเตอรรณรงค์แบบที่4 มีผลตอการทำใหคนไมอยากสูบบุหรี่อยูในระดับความคิดเห็นมากที่สุด คิดเปน


25 รอยละ 37.76 ซึ่งเปนโปสเตอรที่ไดระดับความคิดเห็นนอยที่สุด อาจเกิดจากการใช้นักเรียนหญิงที่ใสชุด นักเรียนและมีมือคีบบุหรี่ซึ่งทำใหเกิดความก้ำกึ่งระหวางการโปรโมทหรือการทำใหคนไมอยากสูบบุหรี่ รวมทั้งไดรวมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้สารเสพติด ซึ่งสรุปไดวาผูตอบแบบสอบถาม รอยละ 85.70 มีความเห็นวา บุหรี่/บุหรี่ไฟฟา/สารเสพติดอื่น ไมควรใช้อยางเสรีไดทุกช่วงวัย ผูตอบ แบบสอบถามรอยละ 84.70 มีความเห็นวา บุหรี่/บุหรี่ไฟฟา/สารเสพติดอื่น ไมควรซื้อเองอยางเสรีไดทุก ช่วงวัย และผูตอบแบบสอบถามรอยละ 87.80 มีความเห็นวา การใช้บุหรี่/บุหรี่ไฟฟา/สารเสพติดอื่นในที่ สาธารณะ สถานที่ราชการ เปนสิ่งที่ไมสมควรทำ รวมทั้งไดเสนอวิธีการแนะนำเมื่อเพื่อนจะติดยาเสพติด ได4 วิธีการ ดังนี้ 1) พาเพื่อนไปพบแพทยเพื่อบำบัดรักษาในโรงพยาบาลหรือสถานที่บำบัดยาเสพติด 2) ใหคำแนะนำเพื่อนถึงโทษที่เกิดจากยาเสพติดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตอสุขภาพรางกาย 3) ใหความสำคัญกับการแสดงความรักตอเพื่อนดวยความจริงใจ รวมทั้งแนะนำใหปรึกษาคน ใกลชิดหรือคนที่ไวใจ เช่น ครอบครัว ครูพอแม หรือติดตอสายดวน สปสช. เพื่อหาทาง ออกวาจะตองดำเนินการอยางไร 4) หาแรงจูงใจใหเลิกหรือใหรูถึงโทษภัยของยาเสพติดผานการใช้สื่อออนไลนหรือพาเพื่อไป ทำกิจกรรมอื่น เช่น การออกกำลังกาย โดยแตละวิธีการข้างตนอาจเกิดจากการที ่ผูตอบแบบสอบถามไดรับประสบการณความรูที่ แตกตางกันจึงสามารถใหข้อเสนอแนะวิธีไดอยางหลากหลายและครอบคลุมทุกดาน ซึ่งสามารถนำไปใช้ แนะนำผูอื่นไดจริง ปญหา/อุปสรรคและวิธีการแก้ไข ระยะเวลาในการดำเนินงานโครงงานค่อนข้างนอย จึงออกมาเปนแบบสอบถามสำรวจความ คิดเห็นมากกวาการนำไปสรางเปนนวัตกรรม ถาหากมีเวลาในการเตรียมการมากขึ้นอาจทำใหโครงงานนี้ เปนนวัตกรรมการรณรงค์ไดซึ่งตองมีการเตรียมการในปตอไป ข้อเสนอแนะ 1. ผลการดำเนินโครงงานนี้ทำใหไดทราบถึงวิธีการแนะนำเมื่อเพื่อนจะติดยาเสพติด ซึ่งทั้ง 4 วิธีที่ไดสรุปไวนั้น สามารถนำไปใช้ไดจริง และตอยอดไปถึงการบริการใหคำปรึกษาในโรงเรียน 2. ควรมีการศึกษาแนวทางตอไปวานักเรียนโรงเรียนวัดสังเวชมีแนวทางการปองกันการใช้สาร เสพติดในสถานศึกษาอยางไรในแตละระดับชั้น


26 เอกสารอางอิง ณัฐวุฒิสวยนภานุสรณและคณะ. (2563). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา สุขศึกษา เรื่อง สารเสพติดโดยใช้การสอนแบบการใช้ปญหาเปนฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่2 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี. ปที่ 4 ฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2563. วารสารศาสตรการศึกษาและการพัฒนามนุษย. ดวงเดือน พันธุมนาวิน. (2539). ตนไมจริยธรรม: การวิจัยและการพัฒนาบุคคล. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. พระครูปลัดศักดิ์ มหาวีโร. (2560). ศึกษาการใช้หลักอิทธิบาท 4 เพื่อเสริมสรางทักษะการเรียนของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่5 โรงเรียนวัดบางเตย เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร. ปริญญา พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระธรรมปฎก. (2546). พุทธธรรม. พิมพครั้งที่ ๑๐. กรุงเทพฯ: บริษัท สหธรรมมิก จำกัด. พุทธทาสภิกขุ. (2537). การงานที่เปนสุข. กรุงเทพฯ: ธรรมสภา. สำนักควบคุมการบริโภคยาสูบ. ความรูพื้นฐานและประเภทของผลิตภัณฑยาสูบ. สืบค้นเมื่อ 288 มกราคม พ.ศ.2568. http://e-lib.ddc.moph.go.th/pdf/eb282/eb282.pdf อาภรณแสงรัศมี. (2543). ผลการเรียนแบบใช้ปญหาเปนหลักตอลักษณะการเรียนรูดวยตนเอง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตรสิ่งแวดลอม และความพึงพอใจตอการเรียน การสอน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่4. (วิทยานิพนธครุศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย) Peck R.F. & R.J. (1960). Harighurst, The Psychology of Character Development. New York: Wiley.


27 ภาคผนวก โปสเตอรที่ 1 : Life is important


28 โปสเตอรที่ 2 : I don't like it!


29 โปสเตอรที่ 3 : สูบบุหรี่ = ขายวิญญาณ


30 โปสเตอรที่ 4 : เกิรลดอนตไทร (girl don't try)


Click to View FlipBook Version