The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by weerapol111, 2020-08-12 03:03:19

หนังสือการแปรรูปพืชผลทางการเกษตร ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

สืบสาน รักษา ต่อยอด สร้างสุขปวงประชา


ด้วยการน้อมน าศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาไทย


“…การพัฒนาประเทศจ าเปนต้องท าตามล าดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมี
พอกิน พอใช้ ของประชาชนเปนเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้อง


ตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ
และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยล าดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ
ยกฐานะทางเศรษฐกิจขึ้นได้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศ

และของประชาชน โดยสอดคล้องด้วย จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆได้

ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวในที่สุด…”

ศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน ้า ได้น้อมน้าเอาศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญา
ไทย มารวบรวมเป็นหนังสือแปรรูปพืชผลทางการเกษตร เพื่อเป็นทางเลือก ในการประกอบอาชีพเสริม ช่วยให้
การด้ารงชีวิตของเกษตรกรในยุคโควิต-19 ผ่านพ้นไปได้ด้วยด ี

เป็นผลจากการน้าเกษตรทฤษฏีใหม่ มาต่อยอดการเพาะปลูกพืชแบบผสมผสาน ด้วย
ระบบน ้าหยด เพื่อการใช้น ้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นการเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ สร้างอาชีพ รักษาความ

ชุ่มชื้นให้ยาวนาน
ด้วยการเลือกพืชใช้น ้าน้อยที่มีมูลค่าทางการตลาดสูง เป็นการกระตุ้นให้เกษตรกร หัน
มาท้าการเกษตรแบบยั่งยืน ด้วยการขุดสระและเจาะบ่อบาดาลน ้าตื น เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน ้าส้าหรับใช้ใน
การเพาะปลูกได้ตลอดทั งปี

การปลูกพืชแบบผสมผสาน เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวพืชผลออกสู่ตลาดได้ไม่พร้อมกัน ท้า
ู่

ให้มีรายไดสม่้าเสมอไม่ขาดแคลน มีชีวิตความเป็นอยที่ดีขึ น สมดังพระราชปณิธานสืบไป

พระบรมราโชวาท
ค้าน้า
สารบัญ

Gap การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม
ชุดการกระจายน ้าเข้าสู่แปลงแบบประหยัดน ้า
การปลูกพืชใช้น ้าน้อยด้วยระบบน ้าหยด - ข้อดีของระบบน ้าหยด
การน้าพลังงานแสงอาทิตย์มาส่งเสริมการปลูกพืชใช้น ้าน้อยเพื่อเป็นการลดต้นทุน เพิ่มรายได้
ระบบน ้าหยด-พลังงานแสงอาทิตย์ ส้าคัญต่อการปลูกการปลูกพิชใช้น ้าน้อยอย่างไร

รายชื่อพืชใช้น ้าน้อยเพื่อเป็นทางเลือกในการเพาะปลูกด้วยระบบน ้าหยด
การแปรรูปพืชใช้น ้าน้อยเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่า ฯกระชาย น ้ากระชาย กระชายดองเหล้า
กระเจี๊ยบแดง แยมกระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบแช่อิ่ม
กระเทียมดอง กระเทียมอบแห้ง
กล้วยฉาบ กล้วยตาก กล้วยกวน

กล้วยเชื่อมน ้าแดง กะหล่้าปลีดองเปรี ยว กะหล่้าปลีตากแห้ง
แก้วมังกรอบกรอบ แยมแก้วมังกร ขิงผง ขิงดอง
น ้าสมุนไพรข่าเหลือง ข่าเหลืองเชื่อมแห้ง แป้งโดว์ข้าวโพด
น ้านมข้าวโพด น ้าแครอท แครอทอบแห้ง

แคนตาลูปอบแห้ง ต้นหอมดอง ชาตะไคร้
ตะไคร้ตากแห้ง ขนมแตงไทย แตงไทยดอง
ไอศกรีมชาเขียวถั่วแดง ถั่วแดงกวน นมถั่วเหลือง
เต้าหู้ถั่วเหลือง น ้าทับทิม เผือกฉาบกวนหวาน
เผือกกวน ฝรั่งแช่บ๊วย น ้าพริกหนุ่ม
น ้าฟักข้าว ฟักทองฉาบ ฟักทองเชื่อม

ฟักเขียวแช่อิ่ม ฟักเชื่อม มันฝรั่งทอด
มันบด มะกรูดแช่อิ่ม น ้ายามะกรูดอเนกประสงค ์
แยมผิวมะนาว มะนาวแช่อิ่มตากแห้ง มะนาวกวน
มะขามดอง มะพร้าวหอม มะนาวแช่อิ่ม

มะม่วงกวน แยมมะละกอ มะละกอกวนแผ่น
แยมมะเขือเทศ ไอศกรีมเมล่อน สตอเบอรี่อบแห้ง
สตอเบอรี่แช่อิ่ม สับปะรดกวน สับปะรดแช่อิ่ม
น ้าส้มคั่น น ้ายาบ้วนปากสะระเหน่ น ้าเสาวรสคั น องุ่นอบแห้ง
หัวไชเท้าดอง แยมองุ่น น ้าองุ่น
ไวน์องุ่น อินทผลัมอบแห้ง น ้าตาลอ้อย

น ้ามันงาด้า ขนมปังกรอบงาด้า ใยบวบขัดผิว
ชาใบทุเรียนเทศ น ้าโหรพา น ้าลูกเดื่อย
น ้าบีทรูท ชามะระขี นก ชาถั่วอินคา ชาใบหม่อน
ครีมสมุนไพรสดถั่วฝักยาว ว่านหางจระเข้อบกรอบ น ้าว่านหางจระเข ้

ประโยชน์ (สรรพคุณ) ของพืชใช้น ้าน้อย
ภารกิจและผลการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน ้า

หมายถึง แนวทางในการท้าการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีตรงตามมาตรฐานที่

ก้าหนดไว้ ให้ได้ผลผลิตสูงคุ้มค่าการลงทุนและกระบวนการผลิตจะต้องปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค มีการใช ้
ทรัพยากรที่เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดความยั่งยืนทางการเกษตรและไม่ท้าให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้รับการ
ก้าหนดโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)

ประเทศไทยมีการน้าหลักเกณฑ์ของ GAP มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดกระบวนการผลิตที่ได้ผลิต
ผลปลอดภัย ปลอดจากศัตรูพืชและคุณภาพเป็นที่พึงพอใจของผู้บริโภค
ซึ่งประกอบด้วยข้อก้าหนดเรื่อง แหล่งน ้า,พื นที่ปลูก,การใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร การเก็บ

รักษาและขนย้ายผลิตผลภายในแปลง การบันทึกข้อมูล การผลิตให้ปลอดภัยจากศัตรูพืช การจัดการกระบวนการ

ผลิตเพื่อให้ได้ผลิตผลคุณภาพ และการเก็บเกี่ยวและการปฏบัติหลังการเก็บเกี่ยว
ส้าหรับประเทศไทย มีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่มี
หน้าที่ในการตรวจรับรองระบบการจัดการคุณภาพ : การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีส้าหรับพืช (GAP) โดยได้ก้าหนด

ข้อก้าหนด กฎเกณฑ์และวิธีการตรวจประเมิน ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่สอดคล้องกับ GAP ตามหลักการสากล
เพื่อใช้เป็นมาตรฐานการผลิตพืชในระดับฟาร์มของประเทศ รวมทั งได้จัดท้าคู่มือการเพาะปลูกพืชตามหลัก GAP

ส้าหรับพืชที่ส้าคัญของไทยจ้านวน 24 ชนิด ได้แก่


1. ทุเรียน 2. ล้าไย 3. สับปะรด 4. ส้มโอ 5. มะม่วง 6. ส้มเขียวหวาน


1. มะเขือเทศ 2. หน่อไม้ฝรั่ง 3. คะน้า 4. หอมหัวใหญ่ 5. กะหล่้าปลี 6. พริก 7. ถั่วฝักยาว
8. ถั่วลันเตา 9. ผักกาดขาวปลี 10. ข้าวโพดฝักอ่อน 11. หัวหอมปลี 12. หอมแดง

ประเภทไม้ดอก
1. กล้วยไม้ตัดดอก 2. และปทุมมา
ประเภทพชอื่น ๆ

1. กาแฟโรบัสต้า 2. มันส้าปะหลัง 3. ยางพารา

ชุดการกระจายน้ าเข้าสู่แปลงแบบประหยัดน้ า
(แบบเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกและประกอบอาชีพเพาะปลูกได้นานขึ้น))



. ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม การที่ประเทศจะมีความเจริญก้าวหน้าไปได้นั้นจะ
ต้องอาศัยการขับเคลื่อนจากทางภาคการเกษตรกรรมเป็นส าคัญ
ดังนั้น จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ที่จะท าให้ภาคการเกษตรกรรม มีการขับเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม เช่น ชวยประหยัดน้ าในการ

เพาะปลูกมีพืชหลากหลายชนิดให้เลือก ลดปัญหาการขาดแคลนน้ า มีรายได้สม่ าเสมอเนื่องจากเก็บเกี่ยวไม่พร้อมกัน
พืชผลไม่เสียหายจากการขาดน้ า ยืดระยะเวลาการเพาะปลูกให้มากขึ้นท าให้ผลผลิตมากขึ้น เพิ่มพื้นที่เพาะปลูก

ให้มากขึ้น รายได้เพิ่มมากขึ้น หนี้สินลดลง ช่วยยกระดับคณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น มีรายได้เพียงพอต่อการ
ด ารงชีพ ตลอดจนมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร
ที่กล่าวมานี้จะบังเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างสูงสุดได้ก็ต่อเมื่อ เกษตรกรรู้จักการน้อมน าเอาหลัก

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ มาประยุกต์ใช้ร่วมกันจะท าให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
อย่างเป็นรูปธรรมยั่งยืนสืบไป








1. แหล่งน้ า

2. ท่อ PCV 2 นิ้ว ชั้น 8.5

3. เทปน้ าหยด ยาว 1000 เมตร

4. ข้อต่อ เปิด-ปิด เทปน้ าหยด







วัตถุประสงค ์
การกระจายน้ าด้วยระบบท่อ คือ การส่งน ้าจากแหล่งน ้าแห่งหนึ่งส่งต่อไปยังแหล่งอื่น ๆ หรือส่งเข้า

สู่พื นที่เพาะปลูก ด้วยการกระจายน ้าเขาสู่แปลงเพาะปลูก เป็นวธที่บริหารจัดการน ้าที่ง่ายสามารถควบคม



ปริมาณน ้าได้อย่างแม่นย้า ประหยัดน ้า ลดอัตราการระเหย ลดอัตราการซึม และหวังผลได้ในปัจจุบัน


ประโยชน์ที่ได้รับ
1) ช่วยในการกระจายน ้าไปใช้ประโยชน์ได้ในแทบทุกพื นที่
2) สามารถส่งน ้าจากที่ต่้าขึ นสู่พื นที่เพาะปลูกที่มีระดับสูงกว่าได้
3) เป็นมิตรกับธรรมชาติ ไม่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม
4) การด้าเนินงาน มีขั นตอนที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว เกษตรกรสามารถท้าเองได้
5) ไม่สูญเสียน ้าเนื่องจากการระเหยและการซึม ท้าให้อัตราการสูญเสียน ้าในการกระจายน ้าลดลงมาก

6) ระบบกระจายน ้า ไม่ท้าให้เกิดการสูญเสียพื นที่เพาะปลูกแต่อย่างใด
7) การบริหารจัดการน ้า มีความแม่นย้าและมีความเที่ยงตรงสูงมาก
8) ท้าให้การเพาะปลูกพืชใช้น ้าน้อยมีต้นทุนที่ต่้า ท้าให้ผลผลิตสู้กับราคาในท้องตลาดได ้
9) เกษตรกรสามารถเพาะปลูกพืชผลได้ตลอดปี ลดปัญหาปากท้องและลดปัญหาการว่างงาน
10) เกษตรกรมีทางเลือก อาชีพเกษตรกรรมมีความมั่นคง ท้าให้ประเทศชาติมั่นคง





ป็นสิ่งประดิษฐ์กรรมทางอ ิลคทรอนิคที่สร้างขึ นเพื่อเป็นอุปกรณส้าหรับ
เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยการน้าสารกึ่งตัวน้า เช่น ซิลิกอนซึ่งมีราคาถูกที่สุดและมีมากที่สุด
บนพื นโลกมาผ่านกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์เพื่อผลิตให้เป็นแผ่นบางบริสุทธิ์ และทันทีที่แสงตกกระทบบนแผ่น
เซลล์รังสีของแสงที่มีอนุภาคของพลังงานประกอบที่เรียกว่า โปรตอน (Proton) จะถ่ายเทพลังงานให้กับอิเล็กตรอน

(Electron)ในสารกึ่งตัวน้าจนมีพลังงานมากพอที่จะกระโดดออกมาจากแรงดงดูดของอะตอม (atom) และเคลื่อนที่ได้
อย่างอิสระ
ดังนั น เมื่ออิเล็กตรอนเคลื่อนที่ครบวงจรจะท้าให้เกิดไฟฟ้ากระแสตรงขึ น เมื่อพิจารณาลักษณะการผลิต

ไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย พบว่าเซลล์แสงอาทิตย์จะมีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูงที่สุดในช่วงเวลากลางวัน ซึ่ง
สอดคล้องและเหมาะสมในการน้าเซลล์แสงอาทิตย์มาใช้ผลิตไฟฟ้า เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าใน

ช่วงเวลากลางวัน








































1. ไม่มีชิ นส่วนที่เคลื่อนไหวในขณะใช้งาน จึงท้าให้ไม่มีมลภาวะทางเสียง
2. ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษจากขบวนการผลิตไฟฟ้า
3. มีการบ้ารุงรักษาน้อยมากและใช้งานแบบอัตโนมัติได้ง่าย

4. ประสิทธิภาพคงที่ไม่ขึ นกับขนาด
5. สามารถผลิตเป็นแผงขนาดต่าง ๆได้ง่าย ท้าให้สามารถผลิตได้ปริมาณมาก
6. ผลิตไฟฟ้าได้แม้มีแสงแดดอ่อนหรือมีเมฆ

7. เป็นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้มาฟรีและมีไม่สิ นสุด
8. ผลิตไฟฟ้าได้ทุกมุมโลกแม้บนเกาะเล็ก ๆ กลางทะเล บนยอดเขาสูง และในอวกาศ
9. ได้พลังงานไฟฟ้าโดยตรงซึ่งเป็นพลังงานที่น้ามาใช้ได้สะดวกที่สุด

วิกฤตการณ์ปัญหาภัยแล้งของประเทศไทยส่อเค้าจะทวีความรุนแรง ส่งผลต่อการท้าเกษตร

เป็นอย่างมาก เกษตรกรจะมีน ้าใช้เพื่อการเกษตรในปริมาณน้อย ผลิตผลการเกษตรที่ได้จะไม่มีคุณภาพ เกิดปัญหา

การขาดทุน หนี สินล้นพ้นตัว เนื่องจากเกษตรกรจ้าเป็นตองลงทุนเพิ่มมากยิ่งขึ นในการหาน ้ามาเพื่อการเพาะปลูก
พืช พบว่าเกษตรกรจากทุกภาคต้องการระบบ และอุปกรณ์ที่จะช่วยให้เกิดการใช้น ้าอย่างประหยัด และถูกต้องตาม


หลักวิชาการของพืชที่ปลูกแตละชนิด เพื่อให้การผลิตพืชเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเพื่อเตรียมรับกับกับปัญหา
ภัยแล้ง
การใช้พลังงานแสงอาทิตย์และระบบการให้น ้าพืชที่ถูกต้อง สามารถให้น ้าได้แบบประหยัด
สอดคล้อง กับความต้องการน ้าของพืช ออกแบบให้เหมาะสมกับแหล่งน ้าและสภาพพื นที่ที่ปลูก รวมทั งมีการค้านวณ

ต้นทุนการผลิตที่สามารถหาจุดคุ้มทุนและผลตอบแทนได้



ระบบน ้าหยดในแปลง เป็นการให้น ้าแก่พืช โดยการส่งน ้าผ่านท่อและปล่อยน ้าออกทางหัวน ้า
หยด ซึ่งติดตั งไว้บริเวณโคนต้นพืช น ้าจะหยดซึมลงรากอย่างช้า ๆ แต่สม่้าเสมอ ท้าให้ดินมีความชื นคงที่ในระดับที่พืช

ต้องการ ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตได้ดี
การจะผลิตพืชให้มีคุณภาพได้นั น นอกจากเรื่องพันธุ์ การบ้ารุง ดูแลต้น เรื่องน ้าเป็นปัจจัยหนึ่ง
ที่ส้าคัญ เนื่องจากหากพืชขาดน ้าจะท้าให้พืชหยุดการเจริญเติบโต แต่ส้าหรับระบบน ้าหยดท้าให้พืชได้รับน ้าอย่าง

สม่้าเสมอ พืชมีคุณภาพ เจริญเติบโตได้ดี ในขณะที่ใช้น ้าน้อยลง 80% และระบบการให้น ้าพืชด้วยโซล่าเซลล์ส้าหรับ
ระบบน ้าหยด เป็นระบบที่ช่วยเหลือเกษตรกรที่อยู่ในพื นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ให้สามารถใช้ระบบน ้าหยดได้อย่าง
ถูกต้อง เหมาะสมและลดต้นทุนการผลิต

ศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน ้าได้ร่วมกันบูรณาการกับหน่วยงานเอกชน และ

หน่วยงานราชการอื่น ๆในการท้างานให้ความรู้แก่ราษฎรในเขตพื นที่ 5 จังหวัด ที่เข้าร่วมโครงการชลประทาน
ระบบน ้าหยด - ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ มาใช้เพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ขยายพื้นท ี่
การเพาะปลูก เพิ่มรายได้ ท้าให้เกษตรกรสามารถท้าการเพาะปลูกได้อย่างยั่งยืน เพื่อส่งเสริมปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ตามศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

รายชื่อพืชใช้นาน้อยเพื่อเป็นทางเลือกในการเพาะปลูก

ด้วยระบบน้ าหยด









กระชาย กระเจี๊ยบ กะหล่ าปลี กาแฟ แก้วมังกร กล้วยหอม กุยช่าย กุหลาบ ข่า

ขึ้นฉ่าย ข้าวโพด ขิง คะน้า แคนตาลูป แครอท งาด า งาขาว ชะดม
ดอกมะลิ ดอกขจร แตงกวา แตงไทย ต้นหอม ตะไคร้ แตงโม ถั่วเขียว ถั่วดาวอันคา

ถั่วลันเตา ถั่วแดง ถั่วด า ถั่วเหลือง ถั่วแระ ทับทิม ทุเรียนเทศ(น้ า) น้อยหน่า บวบเหลี่ยม

กระเพรา ใบเหลียง ใบแมงลัก บีทรูท บรอกโคลี ใบหม่อม ปาล์มน้ ามัน ผักชีฝรั่ง ผักชีไทย
ผักกาดหอม ผักกาดขาว ผักหวานป่า ผักกวางตุ้ง ผักโขม ผักบุ้งจีน ไผ่ตง ไผ่หวาน เผือก

ฟักข้าว ฟักทอง ฟักเขียว ฝรั่งกิมจู พริกขี้หน ู พริกหวาน พริกหยวก พริกไทย พุทธานมสด

มะเขือม่วง มะเขือพวง มะนาว มะละกอ มะขามหวาน มะพร้าวน้ าหอม มะม่วง มะยงชิต มะปราง
มะกรูด เมล่อน มันฝรั่ง มันส าปะหลัง มันม่วงญี่ปุ่น มะม่วงหินพานต์ มันแกว ต้นยาสูบ เสาวรส

ลูกเดื่อย พริกเหลือง ว่านหางจระเข้ พริกชีฟ้า สับปะรด สตอเบอรี่ ส้มโอ ส้มเขียวหวาน สบู่ด า

ขมิ้น หน่อไม้ฝรั่ง หัวไชเท้า หอมหัวใหญ ่ หอมแดง อะโวคาโด องุ่น อินทผลัม อ้อย
ดาวเรือง มะระ มะนาวเลมอน ดอกอัญชัน ต้นทานตะวัน ชมพู่ ทุเรียน ต้นละมุด ต้นล าใย

ถั่วฝักยาว ราสเบอบรี่ ผักกาดหางหงส์ ต้นระก า ต้นลูกท้อ ต้นลูกพลัม ต้นลิ้นจี่ ส้มจี๊ด มะกอก

สะระแหน ่ หญ้ารูซี่ หญ้าเนเปียร์ ถั่วลิสง ข้าวฟ่างหวาน ใบกระวาน กานพลู กระเทียม หอมแดง


ผักชีลาว หอมหัวใหญ ใบเตยหอม บวบจ ู โหะพา ละมุด มังคุด เงาะ ต้นยางพารา
ฝ้าย ยูคาลิปตัส กล้วยน้ าว้า กล้วยไข ่ ต้นท้อ มันเทศ ถั่วขาว ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี
มะเขือเทศ ข้าวบาเลย์ ต้นใบชา ต้นปอ มะขามป้อม หญ้าบัพเฟล หญ้าแพงโกล่า หญ้าขน หญ้ากินน ี่

มะเฟือง ลองกอง มะม่วงเขียวเสวย ผักไชยา กีวีฟรุต ลูกพีช ลูกพลับ ต้นบ๊วย ส้มเขียวหวาน

ละหุ่ง ส้มเช้ง ดอกฟรีเซีย ดอกโปรเทีย ทุเรียน ขนุน ดอกรักเร่ มะดัน กะท้อน

ดอกเบญจมาศ กล้วยไม้ ดอกจิบโซฟิลล่า ต้นปทุมมา ต้นธรรมรักษา ต้นดาหลา ต้นหน้าวว ต้นขิงแดง บานไม่รู้โรย

ดอกคาร์เนขั่น ต้นสร้อยทอง ดอกอัลสโตรมีเรีย ซ่อนกลิ่นไทย ต้นผกากรอง บานไม่รู้โรย ดอกบานเย็น ต้นกระเงียว ต้นบอนสี
ดอกลิลลี่ เอื้องหมายนา ขิงอินโดนีเซีย ว่านสี่ทิศ ดอกแกลดิโอลัส ลูกจัน แฝง ต้นดอกแค ดอกโสน

ดอกเยอบีร่า มะตูม มะไฟ มะยม ลางสาด มะเขือเปราะ น้ าเต้า ต้นขี้เหล็ก กวาวเครือ

ดอกค าฝอย ถั่วพู ผักจิงจูฉ่าย ต้นบุก ต้นปลาไหลเผือก ฟ้าทะลายโจร มะกอกน้ า มะขามแขก ต้นมะรุม

ชะเอมเทศ มะเขือเปราะ มะอึก รางจืด ลูกใต้ใบ ว่านชักมดลูก ส้มป่อย สะเดา ประค าดีควาย

เป็นพืชที่ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารโดยเฉพาะรากกระชายใช้เป็นเครื่องจิ ม

หรือเป็นส่วนประกอบของน ้าพริกแกง โดยเฉพาะแกงที่ใส่ปลา เช่น แกงป่า ต้มโฮกอือ
กระชายดับกลิ่นคาวของปลาได้ดี
ต้ารายาไทยใช้เหง้าแก้โรคในปากเช่นปากเปื่อย ปากเป็นแผล ปากแห้ง ขับระดูขาว ขับปัสสาวะ
รักษาโรคบิด แก้ปวดมวนท้อง จากการทดลองในสารสกัดแอลกอฮอล์ และคลอโรฟอร์ม พบว่ามีฤทธิ์ต้านเชื อราที่

ท้าให้เกิดโรคผิวหนังและในปากได้ดีพอควร

น้ ากระชาย


ส่วนผสม
1. กระชายเหลืองสดครึ่งกิโลกรัม 2. น ้าผึ ง 3. น ้ามะนาว

4. น ้าเปล่าต้มสุกที่ทิ งไว้จนเย็น


1. ขั นตอนแรกให้น้ากระชายมาล้างให้สะอาด ตัดรากที่รกรุงรังออก ตัดหัวและท้าย

ทิ งไป ถ้าขูดเปลือกออกบ้างก็จะดีมาก เมื่อเสร็จแล้วน้ามาหั่นเป็นท่อน ๆเพื่อให้

ง่ายต่อการน้ามาปั่น

2. ให้เตรียมผ้าขาวบางรองด้วยกระชอนไว้ให้พร้อม
3. น้ากระชายที่เตรียมไว้ใส่ในโถปั่นและผสมกับน ้าเปล่าต้มสุกพอประมาณ แล้วปั่นจนละเอียด

4. เสร็จแล้วให้เทใส่กระชอนที่เตรียมไว้ ถ้าน ้าน้อยก็ให้ผสมน ้าเปล่าลงไปอีก แล้วคั นเอาแต่น ้าเท่านั น

5. ที่นี เราก็จะได้น ้ากระชายเหลืองสด ๆ ซึ่งสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานเป็นเดือน

6. เมื่อจะดื่มก็เพียงแค่น้ามาผสมกับน ้ามะนาว น ้าผึ งในถ้วยแล้วคนให้เข้ากัน แล้วจึงใส่น ้ากระชายตามลงไป
7. เมื่อผสมจนรสชาติกลมกล่อมตามที่ต้องการแล้วก็เป็นอันเสร็จ


8. แต่ถากลัวว่ากลิ่นกระชายจะแรงไป ก็สามารถใช้ใบบัวบกหรือใบโหระพามาปั่นรวมกันก็ได้ตามใจชอบ
เพราะไม่มีส่วนผสมที่เป็นสูตรตายตัวเท่าไหร่




1. หัวกระชาย 2. สุราขาว 3. น ้าผึ ง



1. หัวกระชายด้าสดมาล้าง และหั่นเป็นแว่นๆ น้ามาดองกับสุราขาว
2. น ้าผึ งแท้ในอัตราส่วน กระชายด้า 1 กก./เหล้าขาว 3 ขวด /น ้าผึ งแท้


1 ขวด ดองทิ งไว้ 9-15 วัน (3 วันเปนเหล้า 9 วันเปนยา)
3. ดื่มวันละ 1-2 เป๊ก จะท้าให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย ช่วยลดอาการกามตายด้านและบ้ารุงก้าหนัด

กระเจี๊ยบแดง ( Roselle )


กระเจี๊ยบแดงสามารถน้าไปท้าเป็นเครื่องดื่มแก้กระหายได้
นอกจากนี น ้ากระเจี๊ยบ สามารถใช้ทดสอบสารอาหารที่มีโปรตีนได้

โดยอัตราส่วน 1:2 ซึ่งสีแดงของน ้ากระเจี๊ยบจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงหรือสีอื่น
ชาวแอฟริกาตะวันออกน้าทั งใบและผลไปต้มดื่มแก้อาการไอ
ชาวอียิปต์ใช้กลีบเลี ยงสีแดงต้มน ้าดื่มแก้ความดันโลหิตสูง ชาวมอญและพม่านิยมน้าผลและใบ

กระเจี๊ยบไปปรุงอาหารได้หลายอย่าง ใบน้าไปย้า หั่นใส่ข้าวย้าหรือกินแนมกับอาหารรสจัด ต้มแกงส้ม ผัดและ
จิ มน ้าพริก ส้าหรับแพทย์แผนปัจจุบันค้นพบว่าสามารถลดไขมัน น ้าตาล และลดคลอเรสตอรอล ในเลือดได้ด ี





1. ดอกกระเจี๊ยบสด (กระเจี๊ยบแห้ง) 300 กรัม

2. น ้าตาลทราย 300 กรัม 3. น ้า 3 ถ้วยตวง

1. ฉีกดอกกระเจี๊ยบเป็นกลีบๆ แกะเอาเมล็ดออก น้ากลีบดอก
กระเจี๊ยบสดมาตมกับน ้าจนนุ่ม แล้วกรองเอากากออกมาปั่นให้ละเอียด

2. ผสมกับน ้าตาลทราย ลงในหม้อเคี่ยวจนเหนียวเป็นวุ้น หรือใส่ผงวุ้นหรือ ผงแพคตินลงไปเพื่อ
เพิ่มการเกาะตัวของเนื อแยม
3. ใส่ขวดที่ล้างด้วยน ้าร้อนคว่้าจนแห้ง ใส่แยมกระเจี๊ยบเก็บไว้ในตู้เย็น ส้าหรับทาขนมปัง

รับประทาน ควรเก็บแยมกระเจี๊ยบไว้ในตู้เย็น เพื่อรักษาคุณภาพเอาไว้และเก็บได้นานยิ่งขึ น





1. ดอกกระเจี๊ยบแดงสด 30-40 ดอก

2. น ้าปูนใส 2 ถวยตวง
3. เกลือป่น ½ ช้อนโต๊ะ

4. น ้า 2 ถวยตวง

5. น ้าตาลทราย 2 ถ้วยตวง




1. ล้างกระเจี๊ยบให้สะอาด แช่ในน ้าปูนใสผสมเกลือทิ งไว้ 1 คืน น้ามาล้างน ้าสะอาดหลาย ๆ ครั งผึ่งให้น ้าแห้ง
2. ก่อนจะเชื่อมกระเจี๊ยบให้แบ่งน ้าเชื่อมออกมาท้าให้เย็นเพื่อไว้แช่เมื่อเชื่อมดอกกระเจี๊ยบเสร็จแล้ว

3. ใส่น ้าตาลและน ้าในกระทะทอง ตั งไฟกลางพอเดือดยกลงกรองด้วยผ้าขาวบาง แล้วตั งขึ นไปใหม่
4. ใส่กระเจี๊ยบลดไฟ เชื่อมต่อ 2-3 นาที ตักขึ น แช่น ้าเชื่อมให้เย็น
5. เตรียมขวดบรรจุ ล้างสะอาด ใส่หม้อพร้อมด้วยฝา ใส่น ้าให้ท่วมตั งไฟอ่อนไม่ต้องเดือด 30 นาที ตักขึ น

คว่้าบนตะแกรงมีขาให้แห้ง ใส่กระเจี๊ยบลงใส่น ้าเชื่อมต่้าจากปากขวด 1/4 นิ วฟุต ปิดฝา ทิ งไว้ 1 คืน
วันรุ่งขึ นเทน ้าเชื่อมอุ่นให้เดือดท้าให้เย็นแช่ใหม่ ท้า 4-5 วัน น ้าเชื่อมต้องข้นและท่วมกระเจี๊ยบในวันสุดท้าย

1. กระเทียมสด 2. น ้าตาลทราย 1 ถ้วยตวง
3. น ้าส้มสายชู 5% 1 ถ้วยตวง 4. เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ
5. น ้าสะอาด 1 ถ้วย


1. กระเทียมจะใช้กระเทียมโทน หรือกระเทียมกลีบ หรือกระเทียมสดทั งหัวก็ได้
2. น้ามาปอกเปลือก ตัดราก ถ้าเป็นกระเทียมสดตัดให้เหลือก้านยาวประมาณ 2 นิ ว

3. เอาใส่กระชอนผึ่งไว ้
4. เตรียมน ้าปรุงโดยผสมน ้าตาลทราย เกลือและน ้าลงในหม้อ ต้มพอเดือด ปิดไฟ แล้วจึงเติมน ้าส้มสายชู กรองทิ ง
ไว้ให้เย็น


5. บรรจุลงในขวดที่สะอาดฆ่าเชื อแล้วปิดฝาให้สนิท เก็บไว 15 วัน น้ามารับประทานได้





1. กระเทียม 2. เกลือ



1. น้ากลีบกระเทียมเทลงไปในเครื่องปั่น

2. หลังจากเอากระเทียมที่ปั่นแแล้ว น้าเกลือมาโรยลงบนกระเทียมบด
และคลุกให้เข้ากัน
3. น้าเข้าตู้อบ ที่ความร้อน 70 องศาเซลเซียส นาน 6 ชั่วโมง
4. น้ากระเทียมออกมากลับเป็นระยะ ๆ จนกระเทียมเหลืองกรอบ

5. เก็บบรรจุใส่ภาชนะแก้วเพื่อเก็บรักษาคุณภาพ ก่อนน้าไปจ้าหน่าย หรือรับประทาน

1. กล้วยที่แก่จัด แต่ไม่ถึงกับสุก 2. น ้ามันส้าหรับใช้ทอด 3. น ้าตาลทราย
4. เกลือ 5. เนย 6. ใบเตย



1. น้ากล้วยมาปอกเปลือกแล้วน้าไปแช่น ้าเกลือไว้เพื่อไม่ให้กล้วยมีสีด้า

2. ฝานกล้วยเป็นแผ่นบาง ๆตามยาวหรือตามขวางก็ได้แล้วแต่ว่าจะชอบแบบไหน
3. น้ากล้วยลงไปทอดในน ้ามันที่ผสมเนยและใบเตย หมั่นกลับกล้วยบ่อยๆให้สุกสม่้าเสมอกัน จนกรอบไม่ต้องให้

กล้วยเหลืองจากกระทะ คือเอาให้พอกรอบ แล้วพอตั งไว้ให้สะเด็ดน ้ามัน กล้วยจะเหลืองเอง

4. ตั งกระทะ ใส่น ้า 3 แก้ว ผสมน ้าตาล ใส่เกลือเล็กน้อย เคี่ยวให้น ้าตาลเหนียวและเหลือง ลดไฟลง

5. น้ากล้วยที่ทอดเสร็จไปคลุกเคล้ากับน ้าตาล ระวังอย่าท้าแรงเพราะกล้วยจะแตก




























1. กล้วยน ้าว้าแก่จัด 1 เครือ 2. เกลือป่น 2 ช้อนโต๊ะ 3. น ้า 10 ถวย


1. ตัดกล้วยออกเป็นหวี วางเรียงบนใบตอง วางใบตองปิดทับข้างบน ปิดด้วยกระสอบบ่มกล้วยให้สุก
2. เมื่อกล้วยสุกเหลืองทั่ว ตัดออกจากหวีเป็นลูก เฉือนให้ติดกับลูก หรือตัดให้เข้าเนื อกล้วยเล็กน้อย ตัดส่วน

ปลายกล้วย เช่นเดียวกัน
3. ละลายน ้าเกลือโดยผสมเกลือกับน ้า ตั งไฟพอเดือดยกลง

4. ปอกเปลือกกล้วย วางเรียงบนตะแกรงตากแดด

1. กล้วยน ้าว้าสุกงอม 20 ลูก 2. น ้าตาลทราย 1/2 ถ้วย
3. มะพร้าว 500 กรัม


1. ปอกเปลือกกล้วย หั่นเป็นชิ นเล็ก ยีให้ละเอียด

2. คั นมะพร้าวให้ได้กะทิ 2 ถ้วย หางกะทิ 2 ถ้วย (ใช้น ้ากะทิส้าเร็จรูป
กระป๋องก็ได้)
3. น้าหัวกะทิ ตั งไฟอ่อนเคี่ยวให้เป็นน ้ามัน พักไว้ ผสมหางกะทิ กับน ้าตาล ตั งไฟกลางให้น ้าตาลละลาย ยกลงกรอง

ด้วยผ้าขาวบาง เทลงในกระทะทองใส่กล้วย ยกขึ นตั งไฟอ่อน กวนด้วยพายไม้ จนมีลักษณะข้นเหนียว
4. ใส่น ้ามันกะทิ ในข้อที่ 3 ทีละน้อย กวนให้เข้ากันจนกล้วยแห้งเหนียวพอปั้นได้ ยกลงทิ งไว้ให้อุ่น คลึงเป็นแท่งยาว
ตัดเป็นท่อน ๆ ห่อด้วยกระดาษแก้ว เก็บใส่ขวดโหล ไว้รับประทานได้นาน









1. กล้วยน ้าว้าห่าม ๆ 12 หวี 2. น ้าปูนใส (ส้าหรับแช่กล้วย)
3. น ้าเปล่า 3 ถ้วยตวง 4. ใบเตย 3 ใบ 5. น ้าตาลปี๊บ 100 กรัม
6. น ้าตาลทรายแดง 50 กรัม 7. น ้ามะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ



1. ปอกเปลือกกล้วยน ้าว้าออกแล้วหั่นเป็น 4 ชิ น น้าไปแชทิ งไว้ในน ้าปูนใส (หรือน ้าผสมเกลือ) ประมาณ 1
ั่
ชวโมง พอครบเวลาน้าไปล้างจนหมดกลิ่นปูน
2. ใส่น ้าเปล่า ใบเตย น ้าตาลปี๊บ และน ้าตาลทรายลงในหม้อ พอเดือดใส่กล้วยน ้าว้าลงไป ตามด้วยน ้ามะนาว
รอให้เดือดอีกครั งแล้วช้อนฟองทิ งจนหมด เคี่ยวต่อด้วยไฟอ่อนประมาณ 2 ชั่วโมง หรือจนกล้วยเปลี่ยนเป็น

สีแดง ตักใส่ภาชนะ พร้อมเสิร์ฟ








1. พุทราจีนแห้ง (คว้านเมล็ดออก) 1 ถ้วย 2. น ้าต้มสุก 2 ถ้วย

3. น ้าเชื่อม 1/2 ถ้วย 4.เกลือ


น้าพุทราจีนแห้ง แช่น ้าครึ่งชั่วโมง แล้วล้างหลาย ๆ ครั งให้สะอาด
แช่น ้าทิ งไว้ 2-3 ชั่วโมง คว้านเอาเมล็ดออก ใส่เครื่องปั่น เติมน ้าต้มสุก

ปั่นให้ละเอียด กรองเอาแต่น ้าพุทรา เติมน ้าเชื่อม ใส่เกลือเล็กน้อย ชิม
รสตามใจ

1. กะหล่้าปลี 2. เกลือป่น


1. ล้างกะหล่้าปลีให้สะอาดหั่นเป็นชิ นพอประมาณ ตามแนวขวางหรือ

หั่นเป็นฝอยก็ได้ กะหล่้าปลีน ้าหนัก 2.5 กิโลกรัม จะใช้เกลือป่น

3 1/2 ช้อนโต๊ะ

2. เอากะหล่้าปลีกับเกลือผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันไม่ต้องกลัวผักช ้า
3. น้าบรรจุลงขวดที่นึ่งฆ่าเชื อแล้วควรอัดให้แน่นปิดฝาให้สนิทน ้าในกะหล่้าปลีจะออกมาผสมกับเกลือจนท่วมผัก

ถ้าน ้าน้อยให้เติมน ้าเกลือจนท่วมผักดองเก็บไว้ประมาณ 10-12 วันจะมีสีเหลืองอ่อนรสเปรี ยวรับประทานเป็น

ผักแนมหรือผัดกับไข ่







1. กะหล่้าปลี 2. น ้าเปล่าส้าหรับต้ม


1. กะหล่้าปลีหั่นเป็นชิ นเล็ก ๆ ขนาดกว้างยาวประมาณ 1 1/2 นิ ว

ผักกาดขาวปลีแกะเป็นกาบๆ ผักกวางตุ้งผ่าซีกตามความยาวของล้าต้น

2. ลวกในน ้าเดือด (กะหล่้าปลี 1 นาที, ผักกาดขาวปลี และผักกวางตุ้ง 2- 3 นาที) แล้วช้อนขึ นแช่น ้าเย็นทันที

3. น้าไปเกลี่ยบนตะแกรง ตากหรืออบแห้ง

1. ถ้าต้องการให้มีรสเค็ม ให้เคล้าเกลือก่อนนาไปตาก (ผัก 1 กิโลกรัม ใช้เกลือ 1 ช้อนชา)

2. การใช้ผักตากแห้งเหล่านี น้าไปแช่น ้าอุ่นให้นุ่ม แล้วใช้ประกอบอาหารเหมือนผักสด











1. แก้วมังกร 2. น ้าแข็งส้าหรับแช่ 3. น ้ามะนาว



1. น้าแก้วมังกรไปล้างในน ้าเย็น ท้าความสะอาดเสียก่อน

2. หั่นแก้วมังกรเป็นชิ น ๆ ที่มีขนาดเท่า ๆ กันเพื่อที่เวลาอบออกมาจะ
ได้แห้งพร้อมกัน
3. ถ้าต้องการให้แก้วมังกรสด ควรแช่ไว้ในน ้าเปล่าผสมน ้ามะนาว
ประมาณ 10 นาที แล้วน้าขึ นมาสะเด็ดน ้า และ ซับน ้าออก

4. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 130-160 องศาฟาเรนไฮต์ ควรใช้อุณหภูมิต่้า เสร็จแล้วน้ามาวางเกลี่ยให้กระจายบนถาด
หรือภาชนะทนความร้อนที่ปูแผ่นกระดาษรองอบไว้แล้ว น้าผลไม้เข้าเตาอบและน้าออกมากลับด้านทุก 2 ชั่วโมง

1. เนื อแก้วมังกรสีม่วง 500 กรัม 2. น ้าตาลทราย 250 กรัม

3. น ้ามะนาว 3 ช้อนโต๊ะ 4. เจลาตินชนิดแผ่น 1 แผ่น

1. น้าเนื อแก้วมังกรและน ้าตาลทรายใส่หม้อเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ในขณะที่

เคี่ยวให้ใช้ทัพพีกดให้เนื อเละ เคี่ยวจนส่วนผสมงวด
2. ใส่น ้ามะนาวและเจลาติน เคี่ยวต่อจนเหนียวข้น พักให้เย็น ตักใส่ขวดเก็บไว ้







1. น ้าเปล่า 2. น ้าตาลทราย


1. น้าขิงแก่มาล้างน ้าให้สะอาด แล้วน้าไปปอกเปลือกออกให้หมด จากนั นก็
น้าขิงที่ปอกเปลือกแล้วมาต้าให้ละเอียด แล้วน้าขิง มากรองด้วยผ้ากรอง
หรือตะแกรงกรองเอาเฉพาะน ้าขิงเท่านั น
2. จากนั นก็น้ามาเคี่ยวหรือกวน น ้าขิง 1 ส่วนต่อน ้าเปล่า 1 ส่วนต่อน ้าตาล

ั่
ทราย 1 ส่วน แล้วเคี่ยวไปเรื่อย ๆ ประมาณ 2 – 3 ชวโมง จนผสมกันได้ที่และมีความเหนียวพอ จากนั นก็น้ามา
เทใส่ถาดผึ่งไว้ให้แห้ง ประมาณ 3 – 5 นาที น ้าขิงกวนก็จะแข็งตัว

3. เมื่อน ้าขิงกวนแข็งตัวแล้วก็น้ามาต้าหรือปั่นให้ละเอียดอีกครั ง ก็จะได้ขิงผงตามที่ต้องการ จากนั นก็บรรจุใส่ขวด
ภาชนะที่เตรียมไว้ สามารถชงกับน ้าร้อนดมได้เลย
ื่







1. ขิงอ่อน 1 กิโลกรัม 2. น ้าส้มสายชู 5 % 2 ถวย

3. น ้า 1 ถ้วย 4. น ้าตาล 11/2 ถ้วย 5. เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ



1. ปอกเปลือกขิงบาง ๆ (ให้เป็นแง่ง) หั่นตามขวางบาง ๆไม่ให้ขาดจากแง่ง
โดยหั่นให้เข้าเนื อเพียงครึ่งหนึ่งของแง่งขิงแล้ว จึงกลับอีกด้านหั่นแบบเดียวกันแต่หั่นสลับทางกันเพื่อไม่ให้ขาด แช่ขิง
ลงในน ้าที่ใส่มะนาวเพื่อไม่ให้ขิงด้า
2. บีบขิงให้สะเด็ดน ้าวางเรียงลงในขวดผสมน ้าส้ม น ้า น ้าตาล เกลือ ใส่หม้อตั งไฟจนน ้าตาลละลายกรอง

แล้วน้าขึ นตั งไฟอีกครั ง พอเดือดยกลง เทใส่ขวดปิดฝาขวดให้สนิทเก็บไว ้
3 . เลือกขิงอ่อนสัก 3-4 แง่ง ล้างให้สะอาดแล้วปอกเปลือก ฝานขิงให้เป็นแว่น แต่อย่าให้ขาดจากกัน
น้าขิงที่ฝานแล้วแช่ลงในน ้าเกลือพักไว ้
4 . น้าน ้าตาลไม่ฟอก น ้าส้ม เกลือป่นผสมกัน ตั งไฟอ่อน ๆ เคี่ยวจนละลาย ยกลงพักไว้ให้เย็นเทส่วน
ผสมที่เย็นแล้วลงในขวด ปิดฝาให้แน่น

1. ข่าเหลืองอ่อน หรือ แก่ 100 กรัม 2. น ้าตาลทราย 200 กรัม

3. น ้าสะอาด 1 ลิตร


1. ต้มน ้าสะอาด ปริมาตร 1 ลิตรจนเดือด เติมน ้าตาลทราย 200 กรัม คน
จนน ้าตาลละลายดี

2. น้าข่าเหลืองอ่อนหรือแก่ มาล้างให้สะอาด ปอกเปลือกออก แล้วหั่นเป็น ชิ นบาง ๆ ใส่ชิ นข่าเหลืองลงใน
หม้อต้มน ้าตาล ตั งทิ งไว้นาน 30 นาที คนเป็นระยะ ๆสีของน ้าเชื่อมจะเปลี่ยน เป็นสีเหลืองอ่อนของ
ข่าเหลือง ตักชิมน ้าสมุนไพร หากชอบรสหวาน อาจเติมน ้าตาล หรือเพิ่มความหวานตาม ใจชอบ กรอง

เอาชิ นข่าเหลืองออกด้วยกระชอนกรอง หรือผ้าขาวบาง ตั งทิ งไว้ให้เย็นสักพักหนึ่ง จึงน้ามาดื่มโดยผสมกับ
น ้าแข็ง








1. น ้าตาลทราย 350 กรัม 2.ปูนแดงส้าหรับกินหมาก 3. น ้าสะอาด 0.5 ลิตร

1. น้าข่าเหลืองอ่อนมาล้างให้สะอาด ปอกเปลือกออกบาง ๆ แล้วหั่นเป็นชิ น
บาง ๆ ให้มีขนาดสม่้าเสมอกันอาจหั่นด้วยเครื่องสไลด์จะท้าให้ได้ส่วนที่ดู

สวยงามขนาดสม่้าเสมอ
2. แชชิ นข่าเหลืองในน ้าปูนใสนาน 30 นาที โดยต้องรีบน้าชิ นข่าเหลืองลงแช่ใน

น ้าปูนใสทันทีที่หั่นเสร็จ หรือหั่นไปแช่ไปเพื่อ ป้องกันการเปลี่ยนเป็นสีคล ้าลง การแช่น ้าปูนใสจะช่วยรักษาสีให้

สวยและกรอบอร่อย ลดความเผ็ดร้อนของข่าเหลืองลง
3. เมื่อครบก้าหนดเวลา ให้ตักชิ นข่าเหลืองขึ นมากรองและล้างน ้าให้สะอาด ผึ่งให้หมาดน ้า
4. ต้มน ้าให้เดือด เติมน ้าตาล คนจนละลาย ใส่ข่าเหลืองลงในน ้าเชื่อม ใช้ไฟกลาง เคี่ยวจนน ้าเชื่อมงวดลง น ้าตาล

รัดตัวเข้ากับข่าเหลืองมองเห็นเป็นชิ นวาวใส ลดไฟให้อ่อนลง เคี่ยวต่อไปจนน ้าเชื่อมเริ่มแห้งเหนียว
5. ให้ตักชิ นข่าเหลืองขึ นมาวางผึ่งในจาน ทิ งไว้ให้เย็น จะมีผลึกน ้าตาลสีขาวเกาะที่ชิ นข่าเหลือง น้าไปบรรจุโหล









1. แป้งท้าอาหาร (แป้งอเนกประสงค์ หรือแป้งข้าวโพด)
2. น ้า 3. สีผสมอาหาร 4. ชามผสม


1. ใส่แป้งอเนกประสงค์ลงไปในชามผสม
2. เทสีผสมอาหาร ผสมกับน ้าเปล่า คนให้เข้ากัน จากนั นน้าไปเทลงในชามผสมที่มีแป้งอยู่

3. ค่อยๆนวดให้เข้ากันเรื่อย ๆ ทีละนิด จนเนียนเป็นเนื อเดียวกัน
4. น้าไปให้เด็กเล่น (ไม่ควรเก็บไว้เล่นหลายวัน เพราะแป้งอาจขึ นราได้)

1. ข้าวโพด 2. นมสดรสจืด 200 มิลลิลิตร
3. น ้า 1 1/2 ลิตร 4. น ้าเชื่อม หรือน ้าผึ งปริมาณตามชอบ

5. เกลือป่น เล็กน้อย

1. ใส่เมล็ดข้าวโพดลงในเครื่องปั่น ตามด้วยน ้าสะอาด 1/2 ลิตร จากนั นปั่นจนละเอียด เตรียมไว ้
2. ใส่น ้าที่เหลือลงในหม้อ ตามด้วยเนื อข้าวโพดปั่น ต้มจนเดือดและมีกลิ่นหอม

3. เติมนมสดลงต้มตามด้วยน ้าเชื่อม (ชิมรสความหวานตามชอบ) และเกลือป่น คนผสมให้เข้ากันจนเดือดอีกครั ง
ยกลงจากเตา กรองเอาเฉพาะน ้า ทิ งไว้จนอุ่น ตักใส่แก้วพร้อมดื่ม










1.แครอท 1 กิโลกรัม 2.น ้ามะนาวสด 70 มิลลิลิตร
3.เกลือ 3/4 ช้อนชา 4.น ้าตาลทราย 40 กรัม
5.น ้าเปล่า 20 มิลลิลิตร



1. ล้างแครอทให้สะอาด โดยอาจใช้ฟองน ้าช่วยขัดถูผิว
2. หั่นแครอท เป็นชิ นใส่เครื่องปั่นชนิดแยกกาก จะได้น ้าแครอท 100% ประมาณ 450 มิลลิลิตร (ซี.ซี.)

3. สามารถเสริฟดื่มสดๆ โดยไม่ต้องปรุงรส ถ้าต้องการปรุงรส ท้าน ้าเชื่อมจากน ้าตาลทราย น ้าเปล่าและเกลือ
ตั งไฟพอเดือด










1. แครอท 2. น ้ามันมะกอก 3. เกลือ

1. ให้อุ่นเตาอบที่ 220 องศา แล้วเตรียมถาดอบ เราจะใช้กระดาษไขรอง

หรือใช้สเปรย์น ้ามันพ่นถาด เพื่อไม่ให้ติด
2. หั่นแครอทให้ได้ขนาดเท่า ๆกัน หรือใช้อุปกรณ์ช่วยฝานก็ได้ เมื่อฝานหมดแล้วให้คลุกเคล้ากับน ้ามันมะกอก
และเกลือแต่พอให้เคลือบแครอท

3. วางแครอทลงในถาด โดยให้มีช่องว่างส้าหรับแต่ละชิ น อบ 10 นาที หรือกระทั่งกรอบและเป็นสีออกน ้าตาล
แต่ให้ระวังอย่าให้ไหม้
4. เมื่อได้แครอทอบกรอบแล้ว ให้เอาออกจากเตาอบแล้วปล่อยให้เย็น รับประทานได้เลย

1. แคนตาลูป 2. น ้าแข็งส้าหรับแช่ 3. น ้ามะนาว

4. เกลือ

1. น้าแคนตาลูปไปล้างในน ้าเย็น ท้าความสะอาดเสียก่อน

2. หั่นแคนตาลูปเป็นชิ น ๆที่มีขนาดเท่า ๆกันเพื่อที่เวลาอบออก
มาจะได้แห้งพร้อมกัน
3. ถ้าต้องการให้แคนตาลูปสด ควรแช่ไว้ในน ้าเปล่าผสมน ้ามะนาว เกลือ ประมาณ 10 นาที แล้ว น้าขึ นมา
สะเด็ดน ้าและซับน ้าออก

4. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 130-160 องศาฟาเรนไฮต์ ควรใช้อุณหภูมิต่้า เสร็จแล้วน้ามาวางเกลี่ยให้กระจายบน
ถาดหรือภาชนะทนความร้อนที่ปูแผ่นกระดาษรองอบไว้แล้ว น้าผลไม้เข้าเตาอบและน้าออกมากลับด้านทุก

2 ชวโมง
ั่






1. หอมแบ่งทั งต้น ตัดรากออก ล้างน ้าให้สะอาดทั งใบทั งหัว 1 กก.

2. เกลือทะเลป่น 1 ถ้วย 3. น ้ามะพร้าวแก่ 5 ถวย
4. น ้าต้มสุก 2 ถ้วย 5. น ้ามะพร้าว
* ในกรณีหาน ้ามะพร้าวไม่ได้ให้ใช้น ้าซาวข้าวแทน *




1. น้าต้นหอมใส่กาละมัง ใส่เกลือลงเคล้าให้ทั่ว พักไว้ซักชั่วโมง
2. น้าหอมนั นใส่ในหม้อเคลือบหรือภาชนะที่เป็นดินเผา
3. เติมน ้ามะพร้าวที่ผสมกับน ้าต้มสุกลงไปให้ท่วม เอาสากหรือครกเล็ก ๆ หรืออะไรก็ได้ที่หนัก ๆทับให้หอมจม
ในน ้า ปิดฝาให้สนิท 3 - 5 วันก็สามารถทานได้











1. น ้า 4 ถวย 2. โคนตะไคร้ 1/2 ถ้วย

3. ใบตะไคร้ซอย 1/4 ถ้วย 4. ขิงแก่ปอกเปลือกหั่น 32 ชิ น



1. ต้มน ้าในหม้อด้วยไฟกลางพอเดือด ใส่โคน และใบตะไคร้ ต้มประมาณ 5 นาที จนมีกลิ่นหอมของตะไคร้ ใส่ขิง
ลงไปในหม้อ แล้วต้มต่ออีก 2 นาที จนเกิดกลิ่นหอมปิดไฟ

2. กรองน ้าชาใส่ในป้านชาส้าหรับเสิร์ฟ รินใส่น ้าชาถ้วย พร้อมรับประทาน

1. ตะไคร้ ปริมาณตามความต้องการ

วิธีท า

1. น้าต้นตะไคร้ที่ไม่ได้ขนาดมาตัดรากและใบออก จากนั นล้างท้าความ

สะอาดแล้วผึ่งลมให้แห้ง

2. น้าต้นตะไคร้มาหั่นเป็น 3 ท่อน/ต้น แล้วน้าแต่ละท่อนมาผ่าครึ่งอีกครั งหนึ่ง ก่อนจะใช้มือแกะตะไคร้ออกที
ละกาบจนกว่าจะหมด น้าตะไคร้ที่แกะเสร็จแล้วไปตากแดดจัดๆ 4-5วัน จนแห้งได้ที่แล้วน้ามาใส่ถุงมัดปากถุง

ให้แน่นเก็บไว้ในที่โล่งแจ้งจะได้ไม่ชื น












1. แตงไทย 500 กรัม 2. น ้าตาลทราย 500 กรัม
3. แป้งข้าวเจ้า 400 กรัม 4. แป้งมัน 100 กรัม


5. มะพร้าว 1 ถวย 6. กะทิ 3 ถ้วย 7. เกลือป่น 1 ช้อนชา

1. ปอกเปลือกแตงไทย เอาเม็ดออก ใส่ภาชนะ ใส่แป้งข้าวจ้าวและ

น ้ากะทิ นวดส่วนผสมทั งหมดให้เข้ากัน ขย้าแตงไทยให้เป็นชิ นเล็ก ๆ ใส่น ้าตาลทราย แล้วนวดให้เข้ากัน
จนน ้าตาลละลาย
2. ฉีกใบตองกว้าง 6 นิ ว ท้าเป็นกรวย แล้วใช้ไม้กลัด กลัดใบตอง ตักส่วนผสมใส่ลงในกรวยให้เต็มวางกรวย

ขนมในรูของชั นลังถง โรยมะพร้าวขูด แล้วน้าไปนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 20 นาที









1. แตงไทยอ่อน 2. เกลือ 3. น ้าปูนใส

4. น ้าตาลอ้อย

1. น้าแตงไทยอ่อนมาหั่นเป็นชิ นทั งเปลือกประมาณ 3-4 นิ ว

2. น้าไปคลุกเคล้ากับเกลือ ทิ งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วล้างออก
3. แช่น ้าปูนใสสักครู่เพื่อให้แตงไทยกรอบ น้าไปล้างน ้าแล้วตากให้สะเด็ดน ้า
4. เคี่ยวน ้าตาลอ้อยกับเกลือ เติมน ้าลงไปเล็กน้อย ปรุงรสให้หวานเค็ม ตั งทิ งไว้ให้เย็น

1. ผงชาเขียวมัทฉะ 4 ช้อนโต๊ะ 2. น ้าร้อน 3-4 ช้อนโต๊ะ
3. น ้าตาลทราย (น ้าตาลทรายแดงหรือน ้าผึ ง) 3 ช้อนโต๊ะ

4. นมข้นหวาน 5 ช้อนโต๊ะ 5. พิมพ์ไอศกรีม
6. เฮฟวี่ครีม(นมสดหรือนมถั่วเหลือง) 350 มิลลิลิตร
7. ถั่วแดงญี่ปุ่นชนิดหวาน 1/3 ถ้วย 8. ไม้ไอศกรีม (แช่น ้าทิ งไว้ 15 นาที)

1. ใส่ผงชาเขียวลงในถ้วยผสม ตามด้วยน ้าร้อน คนผสมให้ผงชาเขียวละลายจนไม่เป็นเม็ด
2. เติมน ้าตาลทรายลงไป คนผสมให้เข้ากันจนน ้าตาลทรายละลาย

3. เติมนมข้นหวานลงไป คนผสมให้เข้ากัน เติมเฮฟวี่ครีมลงไป คนผสมให้เข้ากัน
4. เทส่วนผสมลงพิมพ์จนเกือบเต็ม น้าเข้าแช่แข็งประมาณ 1 ชั่วโมง
5. น้าไอศกรีมออกจากช่องแข็ง ตักถั่วแดงใส่แล้วเสียบไม้ไอศกรีมลงไป น้าไปแช่แข็งอีกครั งประมาณ 5 ชั่วโมง
แกะออกจากพิมพ์ (ถ้าแกะไม่ออกให้น้าพิมพ์ไปผ่านน ้าอุ่นแล้วค่อย ๆ ดึงออก) พร้อมเสิร์ฟ







ั่
1. ถวแดงหลวง 250 กรัม 2. น ้าต้มสุก 1 ลิตร
3. น ้าตาลทราย 120 กรัม

1. แช่ถั่วแดงในน ้าต้มสุกอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง หรือจนถั่วแดงนิ่ม
2. น้าถั่วแดงพร้อมน ้าใส่ลงในหม้อ ต้มจนถั่วแดงสุกนิ่ม พักไว้สักครู่จนอุ่น
3. เทถั่วแดงต้มสุกลงโถปั่น ปั่นจนละเอียด จากนั นใส่น ้าตาลทราย ปั่นจนเข้ากัน

4. น้าส่วนผสมถั่วแดงใส่ในกระทะ น้าขึ นตั งไฟ กวนจนส่วนผสมเหนียว ตักขึ น พักทิ งไว้จนเย็น









1. ถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม 2. น ้าสะอาด 12 ลิตร
3. น ้าตาลทราย 1 กิโลกรัม 4. ใบเตยล้างสะอาด 5 ใบ ตัดเป็นท่อนๆ
5. เกลือเสริมไอโอดีน 2 ช้อนชา



1. แช่ถั่วเหลืองในน ้าสะอาดนาน ประมาณ 6 ชั่วโมง เทน ้าออกแล้วล้างให้สะอาด
2. น้าขึ นจากน ้าแล้วน้ามาบดกับน ้าสะอาด 12 ลิตร กรองกากถั่วเหลืองออกด้วยผ้าขาวบาง
3. น้าน ้านมถั่วเหลืองที่ได้มาต้มกับใบเตยให้เดือดแล้วใส่น ้าตาลและเกลือคนให้น ้าตาลละลายยกลงกรองอีกครั ง

รับประทานได้

1. ถั่วเหลืองนึ่งสุกบดละเอียด 1 กก. 2. ไข่เป็ด 20 ฟอง
3. น ้าตาลปี๊บ 1.5 กก. 4. หัวกะทิ 1 กก. 5. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
6. หอมแดง 10-15 หัว 7. น ้ามันพืช 3 ช้อนโต๊ะ

8. ใบเตย 5-6 ใบ 9. แป้งสาลี 1.5 ถ้วย



1. น้าถั่วเหลืองที่แช่น ้าไว้ 4-6 ชั่วโมง สงขึ นแล้วน ้ามานึ่ง
2. ต่อยไข่ใส่ภาชนะ ตีให้ละเอียดแล้วน้าส่วนผสม (น ้าตาล เกลือ กะทิ ผสมให้เข้ากัน พร้อมกับใบเตยบด กรองด้วย
ผ้าขาวบางน้าถั่วเหลืองและแป้งสาลีลงผสม คนให้เข้ากันแล้วน้าไปบดให้ละเอียด

3. น้าส่วนผสมใส่กระทะทองเหลือง ตั งไฟกวนให้ข้นเหนียว แล้วใช้น ้ามันพืชทาพิมพ์ให้มัน
4. เทใส่แม่พิมพ์อะลูมิเนียม แล้วใช้น ้ามันทาหน้าอีกที น้าไปเข้าเตาอบ อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส ใช้เวลา 45
นาที พอหน้าขนมเริ่มเหลืองแตกมันยกออกรอให้ขนมเย็น จึงตัดเป็นชิ นสี่เหลี่ยม








1. เมล็ดทับทิม 1 ถ้วย 2. น ้าตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ
3. เกลือป่น 1/4 ช้อนโต๊ะ 4. น ้ามะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

5. น ้า 1 ถ้วย 6. น ้าแข็งบดละเอียด 2 ถ้วย

1. ใส่เมล็ดทับทิมลงในเครื่องคั นน ้าส้มแบบกด กดจนน ้าทับทิมออกหมด
2. ผสมส่วนผสมทั งหมดเข้าด้วยกัน รินใส่แก้ว ดื่มทันที












1. เผือก 2. น ้ามัน 3. น ้าตาลทราย 4. เกลือป่น

1. ปอกเปลือกเผือกให้หมด แล้วฝานตามขวางหัวให้บาง ๆ

2. ตั งน ้ามันใส่กระทะ พอร้อน ใส่เผือกลงทอดพลิกเผือกกลับให้ถูกความร้อน
3. ตักขึ นให้สะเด็ดน ้ามัน ทอดจนเผือกหมด เทน ้ามันออกจากกระทะให้เหลือ
1 ช้อนโต๊ะ ใส่น ้าตาล เกลือ ลงในกระทะต้มจนน ้าตาลละลาย
4. เคี่ยวจนน ้าตาลเหนียวแตกฟองขาว ใส่เผือกที่ทอด เคล้าเบาๆ ให้น ้าเชื่อมจับชิ นเผือกให้ทั่ว ตักใส่ถาดทิ งไว้ให้
เย็นสนิทและน ้าเชื่อมแห้ง

1. เผือก 2. กะทิ 3. น ้าตาลทราย 4. น ้าตาลปิ๊บ
5. เกลือป่น 6. น ้าลอยดอกมะลิ


1. ล้างเผือกให้สะอาดแล้วผ่า 4 เสี ยว ใส่ถังนึงให้สุก ลอกเปลือกออก ยีจนละเอียด
2. ผสมกะทิ 3 ถ้วยตวงน ้าตาลทราย น ้าตาลปิ๊บ เกลือ ลงในกระทะทองเหลืองยกขึ นตั งไฟ


3. เติมน ้าลอยดอกมะลิ ขณะที่เคี่ยวจนเหนียวข้นให้เตมหัวกะทิ เพื่อไม่ให้กะทิแตกมัน
4. กวนจนแห้งพอปั้นได้ ตักใส่ถาดเกลี่ยให้บางตัดเป็นชิ นเล็กเกลี่ยกว้าง (ตามที่เหมาะสมได้เลย)











1. แป้งหวานหรือหัวน ้าตาลหวาน 2 ช้อนชา
2.บ๊วยลูกดอง 5 ลูก พร้อมน ้าบ๊วย 2 ช้อนโต๊ะ
3. เกลือป่น 3 ช้อนโต๊ะ 4.น ้าต้มสุก (เย็นแล้ว) 2 แก้ว
5.น ้าตาลทราย 1/2 กิโลกรัม 6. สีผสมอาหาร สีเขียว 1 ช้อนชา



ใส่ส่วนผสมทั งหมดลงในกะละมัง ใส่ถุงมือคนให้เข้ากันน้าฝรั่งลงไปในส่วนผสม คนให้เข้ากัน

ประมาณ 1 ชั่วโมง เสร็จแล้วน้าแช่เย็นจะเพิ่มความอร่อย (เก็บไว้รับประทานได้ประมาณ 4 วัน)


บ๊วยแห้งแกะเอาแต่เนื อ 15 ลูก น ้าตาลทราย 1/2 กิโลกรัม น้ามาปั่นรวมกันจนเป็นผง










1. พริกหนุ่ม 15 เม็ด 2. กระเทียม 5 หัว
3. มะนาว 2 ลูก 4. น ้าตาลปี๊บ 1 ช้อนชา
5. หอมแดง 5 หัว 6. น ้าปลา 2 ช้อนโต๊ะ


1. น้าพริกหนุ่ม กระเทียม หอมแดง มาเผา ให้เกรียม พักไว้ให้เย็นแล้วปอกเปลือก พริกหนุ่ม กระเทียมและ
หอมแดงออก

2. น้าพริกหนุ่ม กระเทียมและหอมแดงที่ปอกเปลือกเสร็จแล้ว มาโขลกรวมกันให้ละเอียดเมื่อส่วนผสมเข้า
กันดีแล้ว เติมน ้าตาล มะนาว และน ้าปลาลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วชิมถ้าอยากเพิ่มรสชาติไหนเพิ่ม
ลงไปได้เลย

1. ลูกฟักข้าวสุก 1 กก. 2. น ้าต้มสุก 1,500 มิลลิลิตร

3. น ้าตาลทราย 150 กรัม 4. น ้าะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
5. เกลือป่นหยาบ 1 ช้อนชา



1. ผ่าครึ่งฟักข้าว ใช้ช้อนตักเมล็ดออกใส่ลงในกระชอนตาห่าง ๆ ใช้ช้อนขูดจนเนื อเยื่อสีแดงๆออกจากเมล็ด
ใส่เนื อเยื่อสีแดง ๆ ลงในน ้าต้มสุก คนให้เข้ากัน กรองด้วยกระชอนตาถี่ ๆ

2. ใส่น ้าตาลทราย น ้ามะนาว และเกลือป่น คนให้เข้ากันชิมรสเปรี ยวหวานตามชอบ เก็บเข้าตู้เย็น ก่อนดม
ื่






1. ฟักทองแก่มาก ๆ 2. น ้าตาลทราย 3. เกลือป่น
4. น ้าเปล่า 5. น ้าปูนใส



1. ล้างฟักทองให้สะอาดจากนั นก็น้าไปตากให้แห้งน้าฟักทองมาหั่นเป็นชิ นเล็กบาง ๆ

โดยให้ความหนาใกล้เคียงกัน
2. น้าเอาฟักทองที่หั่นเป็นชิ นเล็ก ๆไปแช่น ้าปูนใสประมาณครึ่งชั่วโมง
3. น้าฟักทองที่แช่น ้าปูนใสไปผึ่งให้แห้ง

4. ตั งกระทะ กระทะที่ใช้จะต้องเป็นกระทะก้นลึก น ้ามันจะต้องใช้จ้านวนมาก แต่ไฟ
จะต้องร้อน หากได้ที่แล้วก็ใส่ฟักทองลงไปสักหนึ่งจ้านวนลงไป ให้ใส่ทีละน้อย รอให้สุกหรือกรอบจากนั นก็
ตัดออกมาพักในกระชอนเพื่อให้สะเด็ดน ้ามันก่อน










1. ฟักทองแก่ๆ 2. น ้าตาลปีบ หรือน ้าตาลทราย
3. น ้ามะนาว 4. เกลือ 5. น ้าปูนใส 6. ใบเตย



1. หั่นฟักทองเป็นชิ นแช่น ้าปูนใสประมาณ30นาที หรือทั งคนก็ได้ ล้างน ้าให้สะอาดพักไว้

2. ต้มน ้ากับใบเตยให้เดือดปิดไฟตักใบเตยออก ใส่น ้าตาลปี๊บหรือน ้าตาลทรายลงไป เติมเกลือ ใส่น ้ามะนาว

เพื่อความใสของน ้าเชื่อม ตั งไฟต้มให้เดือดอีกครั งแล้วจึงใส่ฟักทองลงไปต้มพอเริ่มเดือดให้หรี่ไฟแล้วเคี่ยวไป

จนฟักทองเริ่มนุ่มและชุ่มฉ่้าด้วยน ้าเชื่อม ปิดไฟจัดใส่จานกะทิได้เลย

1. ฟักเขียว 2. กรดมะนาว 5 ก. ต่อน ้าเปล่า 1 กก.

3. แคลเซียมคลอไรด์ 5 กรัม/น ้าเปล่า 1 กก.



1. น้าฟักเขียวที่แก่เต็มที่มาล้างน ้าสะอาด ปอกเปลือกด้วยมีดสแตนเลส
แล้วผ่าตามยาวเป็นชิ นยาวๆ แยกเอาไส้ และฝานเมล็ดออก
2. หั่นเนื อฟักเขียวให้เป็นชิ นขนาด 5 ซม. กว้าง 2 ซม. หนา 1 ซม.แล้วล้างน ้าให้สะอาดท้าให้สะเด็ดน ้า
3. แช่ในสารละลายกรดมะนาวเข้มข้น 0.5% (กรดมะนาว 5 กรัม :น ้าเปล่า 1 กก.) เป็นเวลา 10-15 นาที

4. แช่ในสารละลายแคลเซียมคลอไรด์เข้มข้น 0.5% (แคลเซียมคลอไรด์ 5 กรัม : น ้าเปล่า 1 กก.) เป็นเวลา 15--
20 นาที
5. ต้มในน ้าเดือดหรือนึ่งไอน ้า เป็นเวลา 5 นาที หรือจนกระทั่งเนื อฟักเขียวนิ่ม

6. ต้มให้เดือดเบาๆ 1-2 นาที เทใส่ถาดรองรอให้อุ่นแล้วจึงใช้ถุงพลาสติก บรรจุให้อยู่ใต้น ้าเชื่อมตลอดเวลา ทิ งไว้
10 วัน ที่อุณหภูมิตู้เย็น
7. น้าฟักเขียวมาเรียงใส่ถาดโปร่งและตากแห้งในตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 50-60 องศาเซียส เป็นเวลา 20 ชม.หรือ

ตากแห้งโดยใช้แสงแดด จนกระทั่งแห้งไม่ติดมือจะได้ฟักเขียวแช่อิ่มแห้ง






1. ฟักเขียวแก่จัด 1/2 กก. 2. น ้าตาลทราย 4 ถ้วยตวง

3. น ้า 3 ถ้วยตวง



1. น้าฟักเขียวที่แก่เต็มที่มาล้างน ้าสะอาด ปอกเปลือกด้วยมีดสแตนเลส
แล้วผ่าตามยาวเป็นชิ นยาวๆ แยกเอาไส้ และฝานเมล็ดออก
2. หั่นเนื อฟักเขียวให้เป็นชิ นขนาด 5 ซม. กว้าง 2 เซนติเมตร หนา 1 ซม. แล้วล้างน ้า ให้สะอาดท้าให้สะเด็ดน ้า

3. แช่ในสารละลายกรดมะนาวเข้มข้น 0.5% (กรดมะนาว 5 กรัม/น ้าเปล่า 1 กก.) เป็นเวลา 10-15 นาที
4. แช่ในสารละลายแคลเซียมคลอไรด์เข้มข้น 0.5% (แคลเซียมคลอไรด์ 5 กรัม/น ้าเปล่า 1 กก.) เป็นเวลา 15-
20 นาที ต้มในน ้าเดือดหรือนึ่งไอน ้า เป็นเวลา 5 นาที หรือจนกระทั่งเนื อฟักเขียวนิ่มขั นตอนตั งแต่การแช ่
น ้าเชื่อม







1. มันฝรั่ง ตามปริมาณที่ต้องการ ตามชอบ 2. เกลือป่น 1 หยิบมือ

3. น ้ามันส้าหรับทอด

1. สไลด์มันฝรั่งให้เป็นแผ่นบาง ๆ แล้วน ้ากระดาษชิชู่มาซับให้แห้งสนิท

2. จากนั นน้าแป้งทอดกรอบมาโรยๆคลุกเคล้าให้บาง ๆ แล้วน้าไปทอด
3. หยิบที่ละแผ่นลงในน ้ามันที่เดือดๆคนให้ทั่ว ๆจนเหลืองแล้วตักขึ นมาได้เลย

1. มันฝรั่ง 1 1/2 ปอนด์ 2. กระเทียมสด 6 กลีบ
3. น ้ามันมะกอก (หรือน ้ามันพืช) 1/3 ถ้วย 4. เนยสด 1/2 ถ้วย

5. เฮฟวี่ครีมหรือนมสด 1 ถ้วย 6. เกลือป่น 2 1/2 ช้อนชา
7. ใบกุยช่ายฝรั่งซอยหรือพริกไทยด้าบด ส้าหรับโรยหน้า


1. ล้างมันฝรั่งให้สะอาด ปอกเปลือกออกแล้วหั่นเป็นลูกเต๋า (เพื่อให้มันฝรั่งสุกพร้อมกัน) น้าไปล้างอีกครั ง (ให้นวลแป้ง
จากมันฝรั่งลดลง) จากนั นน้าไปใส่ลงหม้อส้าหรับต้มแล้วเติมน ้าเย็นลงไปให้ท่วมมันฝรั่ง สูงประมาณ 1 1/2 นิ ว
พักทิ งไว้ประมาณ 10 นาที โดยยังไม่ต้องเปิดเตา
2. ทุบและสับกระเทียมพอหยาบ น้าไปผัดในหม้อด้วยไฟปานกลาง-อ่อน ประมาณ 3-5 นาที จนกระเทียมนิ่มลง แต ่

ไม่ต้องให้เปลี่ยนสี เติมน ้ามันมะกอกลงไปผัดกับกระเทียมจนนิ่มและหอม
3. ใส่เนยสดลงไปผัดให้เข้ากันจนเนยละลาย ใช้ไฟอ่อนสุด (หรือถ้าหม้อร้อนแล้วให้ปิดไฟเลยก็ได้) ประมาณ 5 นาที

จากนั นพักทิ งไว้จนกระเทียมนิ่มตัว
4. ใส่เกลือป่น 2 ช้อนชาลงในหม้อ เปิดไฟแรงสุดต้มจนน ้าเดือด จากนั นลดเป็นไฟอ่อนสุด ต้มทิ งไว้ประมาณ 20-25
นาที ใส่เกลือป่นลงไปเล็กน้อย คนผสมให้เข้ากัน เคี่ยวด้วยไฟอ่อนประมาณ 15 นาที พักทิ งไว ้
5. พอมันฝรั่งสุกแล้วให้เทน ้าทิ ง บดให้ละเอียด








1. มะกรูด 15 ลูก 2. น ้าตาลทราย 3 ถ้วย
3. เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ 4. น ้ามะนาว 1-2 ช้อนโต๊ะ

5. น ้าซาวข้าว 8 ถ้วย 6. น ้า 2 ถ้วย

1. ใช้มีดปลายแหลมแทงผลมะกรูด บีบผิว ล้างหลาย ๆ ครั ง ผ่าเอาเมล็ด

ออกให้หมด
2. แช่น ้าซาวข้าว เติมเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ บีบผิวข่มทิ ง น้าขึ นต้มเพื่อลดความขม ระวังอย่าต้มจนเปื่อย น้าขึ นแช่ใน
น ้าเย็นล้างน ้าสะอาด

3. ใส่น ้า น ้าตาลทราย ในกระทะทองเหลือง ตั งไฟให้เดือด เคี่ยวให้น ้าเชื่อมค่อนข้างข้น
4. ใส่มะกรูด เชื่อมให้มะกรูดสุก ใส่น ้ามะนาว เติมเกลือลงไป ยกลง เคี่ยวน ้าตาลต่อไปให้ค่อนข้างข้น แช่มะกรูด
ให้อิ่มตัว






1. มะกรูด 3 กก. 2. น ้าตาลอ้อย 1 กก. 3.น ้าสะอาด 10 ลิตร


1. ใส่น ้าตาลและน ้าลงไปในถัง คนให้ละลายหั่นมะกรูดตามขวาง
หรือเป็นแว่น
2. ใส่มะกรูด (ไม่ใส่จนเต็มถัง) เหลือไว้ประมาณ 1 ส่วน ปิดฝาให้สนิท

หมักไว้ 3 เดือน กรองเอาน ้าใส ๆแล้วน้ามาใช้สารพัดประโยชน์

1. น ้ามะนาวสด 150 กรัม 2. เยื่อจากเปลือกมะนาว 50 กรัม
3. น ้าตาลทราย 600 กรัม 4. น ้าเปล่า 150 กรัม



1. คั นมะนาวเอาแต่น ้าน้าเปลือกมะนาวไปกับต้มน ้าผสมเกลือ 5%)

พอเดือดตักออกแช่น ้าเย็น น้าไปต้มกับน ้าเดือดอีก 1 ครั ง ล้างน ้าเย็น
2. ดึงเอาเยื่อขาวๆ ออกมาปั่นกับน ้าเล็กน้อยให้ละเอียด
3. เปลือกมะนาวหั่นชิ นเล็กยาว ต้มกับน ้าจนเปลือกมะนาวนิ่ม ตักขึ นพักไว ้

4. เตรียมน ้า 130 กรัม ต้มกับน ้าตาลทราย 70 กรัม ละลายใส่เปลือกมะนาวที่ต้มแล้วตั งไฟอ่อน จนน ้าเชื่อมซึมเข้า
ในเปลือกมะนาว น ้าเชื่อมจะงวด และเข้มข้น ปิดไฟยกลงตักเอาแต่เปลือกมะนาวใส่ ตะแกรงพักไว ้
5. น้าเยื่อมะนาวที่ปั่นแล้วต้มกับน ้าเปล่า 150 กรัม ต้มให้เดือด 3-5 นาที เติมน ้าตาลทราย คนให้ละลาย ต้มให้

เดือด 2-3 นาที ต้องค่อยๆ คนอย่าให้ไหม้
6. เติมมะนาวลงไป เร่งไฟเพื่อให้อุณหภูมิของน ้าผลไม้ขึ นถง 103-105 องศาจะค่อยๆ ไหลลงมา จึงปิดไฟ

7. คนให้ฟองออก เทใส่ขวดที่นึ่งแล้ว ปิดฝาให้แน่น คว่้าขวดลงประมาณ 3-5 นาที แล้วหงายขึ น
8. ล้างด้านนอกขวดให้สะอาด ตั งทิ งไว้ให้เย็น แยมจะแข็งตัว






1. มะนาว,น ้ามะนาว 2. น ้าตาลทราย 3. ชะเอมผง 4. เกลือ



1. ขูดผิวมะนาวด้วยเครื่องขัดผิว หรือหินหยาบ ล้างมะนาวที่ขูดผิวแล้ว

ด้วยน ้าให้สะอาด
2. ใช้มีดกรีดผลมะนาวออกเป็น 5 แฉกทับมะนาวด้วยไม้ แคะเมล็ด
ออก โรยเกลือบนผลมะนาวที่วางเรียงเป็นชั น ๆ หมักทิ งไว้ 2 คืน







1. มะขามเปียก 1/2 กก. 2. น ้าตาลทราย 2-3 ช้อนโต๊ะ
3. น ้าตาลปี๊บ 1/2 กก. 4. เกลือป่น 1/2 ช้อนชา


1. ล้างมะขามเปียกให้สะอาด(ล้างหลายๆน ้า)จากนั นน้าไปแช่ในน ้า
สะอาดสักครู่ใหญ่ ๆ เพื่อให้มะขามนิ่มลง

2. เติมน ้าสะอาด 1 กะละมัง หรือน ้าสะอาดประมาณ 2-3 ถ้วยข้าวต้ม
เทใส่มะขามเปียกขย้าๆให้ได้น ้ามะขามเปียกที่ข้นที่สุด
3. น้าน ้าตาลปี๊บมาผสมในน ้ามะขามเปียก แล้วกวนๆให้น ้าตาลปี๊บมะขามใส่หม้อโดยผ่านผ้าขาวบางกรองให้สะอาด


4. น้าน ้าตาลและน ้ามะขามที่กรองดีแล้วใส่กระทะขึ นตงเตาใช้ไฟปานกลางโรยเกลือป่นสักครึ่งช้อนชา ค่อยๆเคี่ยว
ไปเรื่อย ๆ คอยกวนให้ทั่ว ๆ จนกระทั่งน ้าเชื่อมเหนียวขนจึงค่อยยกลง


1. มะขามแก่จัดฝักใหญ่ 1 กิโลกรัม 2. เกลือป่น 3/4 ถ้วยตวง
3. น ้า 5 ถ้วยตวง 4. น ้าปูนใส 1/2 ถ้วยตวง


1. ล้างมะขามให้สะอาด ต้มน ้าให้เดือด ลวกมะขามในน ้าเดือดประมาณ 1 นาที
2. น้ามะขามที่ลวกแล้วแช่ในน ้าเย็น แกะเปลือกมะขามออกแล้วแช่ในน ้าปูนใส
นาน 15 นาที

3. น้าขึ นจากน ้าปูนใสล้างด้วยน ้าธรรมดาให้สะอาด ผึ่งไว้ในตะกร้าให้น ้าแห้ง
4. น้าเรียงลงในขวดแก้วหรือภาชนะเคลือบหรือภาชนะดินเผาหรือภาชนะที่เป็นกระเบื องเคลือบ
5. ต้มน ้าเกลือให้เดือดทิ งไว้ให้เย็น เทน ้าเกลือใส่ให้ท่วมมะขาม


6. ใช้ถุงพลาสติกใส่น ้าวางทับหรือใช้ไม้ไผ่ขัดไว้เพื่อกดให้มะขามจม ดองไว 2 - 3 วัน รับประทานได้









1. น ้ามะพร้าวน ้าหอม 2 ลูก 2. น ้าเปล่าประมาณ 1 ลิตร

3. น ้าใบเตย 4 - 5 ใบ 4. เนื อมะพร้าวอ่อน



1. ต้มน ้าโดยใส่ใบเตยลงไปต้มด้วยเลย รอจนน ้าเดือด ตักใบเตยออก ใส่น ้า

มะพร้าวอ่อน เนื อมะพร้าวอ่อน ลงไป

2. ค่อยๆ เติมน ้าทรายลงไป ปริมาณตามชอบ











1. มะม่วงดิบ 2. น ้าปูนใส 3. เกลือ 4. น ้า 5. น ้าตาลทราย

1. ผสมน ้าปูนใสกับเกลือให้ละลายเข้าด้วยกัน เตรียมไว ้

2. ปอกเปลือกมะม่วงออกจนหมด ล้างให้สะอาดแล้วหั่นมะม่วงเป็นชิ น ๆ ใส่ลง
แช่ในน ้าปูนใสผสมเกลือ ปิดฝาให้สนิท พักทิ งไว้ 1 คืน จากนั นน้ามะม่วงไป

ล้างให้สะอาด ตักขึ นสะเด็ดน ้า เตรียมไว้ ใส่น ้าและน ้าตาลทรายลงในหม้อ
(อัตราส่วน 1:1) น้าขึ นตั งไฟ คนผสมจนเดือดและน ้าตาลละลาย ยกลงจาก

เตา พักทิ งไว้จนเย็นสนิท
3. ใส่มะม่วงลงแช่ในน ้าเชื่อม ปิดฝาให้สนิท แช่ทิ งไว้อย่างน้อย 1 คืน น้าเข้าแช่เย็น พร้อมเสิร์ฟ

1.มะม่วงสุก 1 กิโลกรัม 2.น ้าตาลทราย 80 กรัม
3. เกลือ 6 กรัม 4.กรดมะนาว 1.5 กรัม


1. มะม่วงสับใส่เครื่องปั่นไฟฟ้า ปั่นให้ละเอียด แล้วเทใส่กะทะทอง

2. เติมน ้าตาลทราย เกลือ และกรดมะนาวคนให้เข้ากัน ยกขึ นตั งไฟ
และกวนตลอดเวลาจนกระทั่งข้น ยกลง
3. ตักมะม่วงกวนละเลงบนใบตอง พลาสติกหรือถาด ใช้ช้อนเกลี่ยให้เป็นแผ่นกลมบาง น้าไปตากจนแห้งพอลอกได้

แล้วกลับอีกด้านหนึ่ง ตากต่อจนแห้ง เก็บซ้อนเป็นตั ง หรือจะม้วนเป็นอันละค้า บรรจุในภาชนะที่สะอาดและแห้ง







1. เนื อมะละกอสุกบด 400 กรัม 2. น ้า 200 กรัม

3. น ้าตาลทรายขาว 800 กรัม 4. ผงเพคติน 8.4 กรัม
5. กรดมะนาว (กรดซิตริก) 8.4 กรัม หรือน ้ามะนาว 100 ซีซี
6. เกลือ 2.1 กรัม (1/2 ช.ช)


1. น้าเนื อผลไม้ใส่หม้อปลอดสนิมหรือกะทะทองเหลืองตั งไฟ เติมน ้าตาลทรายขาวที่เหลือหลังจากแบ่งบางส่วน
ไปผสมกับผงเพคติน คนจนน ้าตาลทรายละลายหมด

2. ค่อย ๆ โรยผงเพคตินที่ผสมกับน ้าตาลทรายลงไป คนให้เข้ากัน และกวนต่อไปเรื่อย ๆ จนข้น
3. เติมกรดมะนาว หรือน ้ามะนาวลงไป แล้วคนไปเรื่อย ๆ จนวัดความหวานได้ 65 องศาบริกซ์ หรือเมื่อยก
ไม้พายขึ นตามแนวนอน แยมจะค่อย ๆ ไหลย้อยเป็นแผ่นคล้ายผ้าม่าน

4. บรรจุขณะร้อนลงไปในขวดที่สะอาดซึ่งผ่านการฆ่าเชื อ แล้วท้าการปิดฝาทิ งไว้ให้เย็นแยมจะแข็งตัว






1. เนื อมะละกอ 1 กก. 2. เกลือ 2 กรัม 3. น ้าตาล 80 กรัม
4. กรดมะนาว 2 กรัม หรือใช้น ้ามะนาว 25 ซีซี


1. น้ามะละกอสุกเฉพาะส่วนเนื อมาตีป่นให้ละเอียด
2. กวนเนื อมะละกอให้น ้าระเหยออกไป ใช้ไฟอ่อน ๆ
3. เติมส่วนผสมอื่น ๆ ทั งหมดลงไป และกวนจนเหนียวประมาณ

1 ชม. ตักเนื อมะละกอนี ละเลงบนถาดหรือใบตองเป็นแผ่นบาง ๆ และน้าไปอบหรือตากให้แห้ง จะได้มะละกอ
แผ่นประมาณ 200 กรัม

1. มะเขือเทศ 1,000 กรัม 2. น ้าตาล 750 กรัม
3. เกลือ 1/4 ช้อนชา 4. กรดซิตริก (หรือน ้ามะนาว 1 ผล)


น้ามะเขือเทศผลใหญ่ ลวกในน ้าเดือด 2 นาที แล้วลอกเปลือกออก
เสียบ้างแต่ถ้าเป็นผลเล็ก ก็หั่นเป็นชิ นเล็ก ๆ หนาพอประมาณ ต้มกับน ้าประมาณ 1/2 ถ้วยตวง เพื่อให้เนื อนุ่ม

จนเนื อเปื่อยดี แล้วเติมน ้าตาล เกลือ แล้วเคี่ยวจนได้ที่ หรือเมื่อชั่งได้ตามน ้าหนักดังกล่าว ในการท้าแบบนี
บางครั งอาจมีรสเปรี ยวน้อยไป แล้วแต่ชนิดของมะเขือเทศ ฉะนั น ถ้าต้องการให้รสเปรี ยวมากก็เติมกรดซิตริก
อีก








1. น ้าเปล่า 1/2 ถ้วยตวง 2. น ้าตาลทราย 1/4 ถ้วยตวง
3. เมล่อนหั่นชิ น 250 กรัม 4. นมสด 1/4 ถ้วยตวง


1. ผสมน ้าเปล่ากับน ้าตาลทรายคนให้ละลาย
2. น้าเมล่อน นมสด และส่วนผสมน ้าตาลทรายใส่ลงในโถปั่นน ้าผลไม้
ปั่นจนละเอียด เทส่วนผสมใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ น้าเข้าแช่ช่องแช่แข็ง พอเซตตัวเอาออกมาเสียบด้วยไม้
ไอศกรีม แล้วน้าเข้าแช่แข็งต่อจนแข็งตัว สามารถรับประทานได้









1. ผลสตรอเบอร์รี่สด (ล้างน ้า-ตัดขั ว) 2. น ้าตาลทราย


1. ล้างผลสตรอเบอร์รี่ให้สะอาด เตรียมตั งหม้อต้มสตรอเบอร์รี่

2. ใส่ผลสตรอเบอร์รี่ลงไปในหม้อ ตามด้วยน ้าตาลทราย ตั งไฟอ่อน

ประมาณ 20 นาที เมื่อเวลาผ่านไปน ้าตาลทรายจะละลายเอง อย่าปล่อยให้ทิ งไว้นาน เพราะผลสตรอเบอรี่
จะเละ

3. ตักผลสตรอเบอร์รี่ขึ น ปล่อยทิ งไว้ให้สะเด็ดน ้า

4. น้าผลสตรอเบอร์รี่ไปอบในตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ ประมาณ 5-7 ชั่วโมง หรือให้ใช้เตาอบแก๊สพลังงานต่้า

ธรรมดาที่ใช้อบผลไม้ ใช้เวลาประมาณ 5-7 ชั่วโมง

1. สตรอเบอร์รี่ 2. น ้าตาล



1. น้าสตรอเบอร์รี่ ล้างให้สะอาด สะเด็ดน ้าให้แห้ง ผ่าซีกสตรอเบอร์รี ่

2. แช่น ้าตาล โดยน้าน ้าตาลมาโรย บนสตอเบอร์รี่ โรยน ้าตาลได้ทีแล้ว ปิด

ฝาด้วยพลาสติก หรือใส่กล้องน้าไปแช่เย็นไว้ หลายชั่วโมงจนแข็งเป็นอันเสร็จสิ นพร้อมกินได้ หรืออาจจะเสริฟพร้อม
วิปครีมก็ได้เช่นกัน







1. สับปะรด 10 กก. 2. น ้าตาลทราย 1 กก. 3. เกลือป่น 1 ช้อนชา
4. แบะแซ 1/2 กก. 5. น ้ามะนาว 2 ช้อนโต๊ะ


1. น้าเอาสับปะรดมาท้าความสะอาด ปอกเปลือกเอาตาออก น้ามามา
สับคั นเอาน ้าออก


2. ใส่ลงในกระทะหรือหม้อ ใส่ เกลือป่น น ้ามะนาว น ้าตาลทรายตงไฟ
ปานกลาง
3. คอยกวนสับปะรดบ่อย ๆ กวนเคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนสับปะรดข้น ใส่แบะแซ แล้วกวนต่อไป จนสับปะรดเหนียวขึ น

แล้วยกลง
4. ทิ งให้เย็นแล้วตักใส่ถุงพลาสติก หรือห่อด้วยกระดาษแก้ว









1. สับปะรด 1 กก. 2. น ้าตาล
ทราย 5 ถ้วยตวง

3. น ้ามะนาว 1/2 ช้อนชา 4. น ้าปูนใส 4 ถวยตวง

5. น ้าเปล่า 4 ถ้วยตวง


1. ปอกเปลือกสับปะรด ฝานเอาตาออกให้หมดหั่นเป็นแว่นหนาประมาณ

1/2 นิ ว แช่น ้าปูนใส 30 นาที

2. ต้มในน ้าเดือด 30 นาที 3. ผสมน ้าตาลทราย 1 ½ ถ้วยตวง ต้มให้เดือด ทิ งไว้ให้เย็น
4. แช่สับปะรดในน ้าเชื่อม 1 คืน แล้วแช่อิ่ม โดยอุ่นน ้าเชื่อม แล้วเติมน ้าทรายวันละ ½ ถ้วยติดต่อกัน 7 วัน

จนสับปะรดใส
5. ในวันที่ 3 หรือ 4 ควรเติมน ้ามะนาวครึ่งช้อนชาในน ้าเชื่อม เพื่อป้องกันมิให้น ้าเชื่อมตกทรายหรือขึ นเกล็ดบน

เนื อสับปะรด น้าสับปะรดแช่อิ่มผึ่งบนตะแกรงตาก หรืออบจนแห้งผลผลิต

1. น ้าส้มคั น 1 ถ้วย 2. น ้ามะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
3. น ้าเชื่อมอย่างใส 3 ช้อนโต๊ะ 4. น ้าต้มสุก 1.5 ถ้วย 5. เกลือป่นเล็กน้อย


1. เลือกส้มที่มีรสหวานอมเปรี ยวล้างให้สะอาด ผ่า 2 ซีก คั นน ้าส้มให้ได้ 1 ถ้วย

2. ล้างมะนาวแล้วผ่าซีกคั นให้ได้น ้า 2 ช้อนโต๊ะ เติมน ้าเชื่อม เกลือป่นน ้าต้มสุกลงในเครื่องปั่น ปั่นส่วนผสม

ทั งหมดให้เข้ากันด ได้น ้าส้มสีส้มเหลืองรสหวานอมเปรี ยว รินใส่แก้วที่มีน ้าแข็งทุบ
3. ท้าน ้าส้มปั่นโดยใช้อัตราส่วนเหมือนกัน แต่เปลี่ยนจากน ้าต้มสุก ครึ่งถ้วย เป็นน ้าแข็งครึ่งถ้วย






1. ใบสะระแหน่ 1 ถ้วย 2. เกลือ 2-3 ช้อนชา

3. น ้าสะอาด 1 ถ้วย


น้าใบสะระแหน่ล้างน ้าให้สะอาด จากนั นน้าสะระแหน่มาคั นเอาแต่น ้า
ต้มน ้าสะอาดในหม้อ พอเดือดให้ใส่น ้าสะระแหน่ที่คั นไว้ใส่ลงไป

ตามด้วยเกลือ คนจนให้เกลือละลาย ปล่อยทิ งไว้ให้เย็นแล้วเทใส่ภาชนะ






1. อย่างแรกให้เตรียมเสาวรสที่สุกแล้ว 3 ลูก 2. น ้าเชื่อมครึ่งถ้วย

3. เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ 4. น ้าต้มสุกแช่เย็น 1 ถ้วย

1. น้าเสาวรสไปล้างให้สะอาดทั งเปลือก แล้วน้ามาผ่าครึ่งตามขวาง

2. น้าช้อนตักเมล็ดเนื อเสาวรสและน ้าออกให้หมด แล้วน้ามาปั่นกับ
น ้าต้มสุกจนละเอียด


3. กรองกากและเมล็ดออกด้วยการใชผ้าขาวบางหรือกระชอน หลังจากนั นน้าน ้าเสาวรสที่กรอง เรียบร้อยแล้ว
ลงในเครื่องปั่น ใส่น ้าเชื่อม เกลือป่น น ้าแข็งตามลงไปปั่น ถือเป็นอันเสร็จเรียบร้อย






1. องุ่นสด 5 กก.


1. เด็ดองุ่นเป็นผลๆ ล้างให้สะอาด ใส่ในถาดไม้ ตากแดดประมาณ
10 – 15 วัน

2. จนองุ่นแห้งจะมีน ้าตาลจากองุ่นเยิ มจับที่เรียกว่า “ลูกเกด” น้าไปอบให้แห้งอีกครั ง
เพื่อป้องกันเชื อรา บรรจุในกล่องกระดาษหนา เพื่อรักษาความชื น

ส่วนผสม
1. หัวไชเท้า 3 กก. 2. เกลือป่น 1 ถ้วย 3. น ้าตาลทราย 3 ถ้วย
4. น ้าผึ ง 4-5 ช้อนโต๊ะ 5. น ้าสะอาด


1. น้าหัวผักกาดที่ท้าเค็มแล้ว ประมาณ 400 กรัม มาล้างน ้าให้สะอาด ถ้าเค็ม
เกินไปจะแช่น ้าทิ งไว้สักพักหนึ่ง (อาจหั่นผักเป็นท่อนยาวๆก่อน เพื่อที่จะได้

ิ่
จืดเร็วขึ น) หรือถ้าต้องการให้กรอบนานยงขึ น ควรแช่แคลเซียมคลอไรด์ ร้อยละ 0.3-0.5 แล้วตัดแต่งอีกให้สวย
งามหรือเป็นชิ นตามต้องการ ล้างน ้าอีกครั ง ผึ่งไว้บนตะแกรงจนสะเด็ดน ้า (หรืออาจหาของหนักๆทับให้น ้าออก)
2. เตรียมน ้าเชื่อม เตรียมน ้าตาลทราย 200 กรัม น ้าส้มสายชู 1 ช้อนชา น ้าใบเตยหรือน ้าเปล่า 300 กรัม เกลือ

15 กรัม เทส่วนผสมทั งหมดใส่ในหม้อต้ม เปิดไฟกลาง อุ่นแค่พอเดือด ตั งทิ งไว้ให้อุ่นๆ แล้วเทลงไปในโถจนท่วมหัว
ผักกาด แช่ทิ งไว้หนึ่งคืน
3. เทเฉพาะน ้าเชื่อมออกมา เติมน ้าตาลทราย 75 กรัม ต้มอุ่นแค่พอเดือด ตั งทิ งไว้ให้เย็น แล้วเทลงไปในโถจนท่วมหัว

ผักกาด แช่ทิ งไว้หนึ่งคืน
4. เทเฉพาะน ้าเชื่อมออกมา เติมน ้าตาลทราย 75 กรัม ต้มอุ่นแค่พอเดือด ตั งทิ งไว้ให้เย็น แล้วเทลงไปในโถจนท่วมหัว
ผักกาด แช่ทิ งไว้หนึ่งคืน
5. อุ่นน ้าปรุงรสทุกวัน ทิ งไว้จนเย็นแล้วจึงน้าหัวผักกาดแช่ลงไปใหม่ ท้าเช่นนี ทุกวันจนน ้างวดไปมาก ๆ หรือจนกระทั่ง

ได้ความหวานตามที่ต้องการ






1. องุ่นแดง 400 กรัม 2. น ้าตาลทราย 180 กรัม
3. น ้าเลม่อน 1 ช้อนโต๊ะ 4. น ้าเปล่าผสมเบกกิ งโซดาส้าหรับแช่องุ่น


1. เริ่มจากเด็ดองุ่นแยกออกจากพวงเป็นลูกๆ แล้วน้าไปแช่ในน ้า
ผสมเบกกิ งโซดา นานประมาณ 10 นาที และน้าขึ นพักให้สะเด็ดน ้า
2. ผ่าครึ่งผลองุ่นใส่ลงในหม้อ ยกขึ นตั งไฟกลาง เติมน ้าตาลทรายครึ่งส่วน

เคี่ยวให้น ้าตาลละลายหมด และเนื อองุ่นนิ่มดี จากนั นหรี่ไฟอ่อนๆ ต้มต่ออีก 10 -15 นาที (หมั่นช้อนฟองออก
เรื่อย ๆ) พอเนื อองุ่นนิ่มให้เติมน ้าเลม่อนครึ่งส่วนและน ้าตาลที่เหลือลงไปต้มอีก 5 นาที

3. เติมน ้าเลม่อนที่เหลือลงไปคนให้เข้ากันพอเนื อแยมข้น เหนียว ใส น้าขึ นปิดเตา ต้มขวดแก้ว และฝาในน ้าร้อนเพื่อ
ฆ่าเชื อโรค ตักแยมใส่จนเต็มปิดฝาให้แน่นคว่้าขวดลงวางไว้ที่อุณหภูมิห้องจนเย็นสนิท แช่เย็นเก็บไว้รับประทาน





1. องุ่นม่วง 2 ถ้วย 2. น ้าเชื่อม 1 ช้อนโต๊ะ

3. น ้าต้มสุก 1 แก้ว 4. เกลือ 1/2 ช้อนชา

องุ่นล้างให้สะอาดหลายๆ ครั ง แล้วสะเด็ดน ้าให้แห้ง ผ่าครึ่งผลองุ่น แกะเอาเมล็ด
องุ่นออก ใส่องุ่นในเครื่องปั่น เติมน ้าต้มสุก 1 แก้ว ปั่นให้ละเอียด เสร็จแล้วกรองเอา

แต่น ้าองุ่น เติมน ้าเชื่อม เกลือ ลงไป คนให้เข้ากัน บรรจุลงขวดแก้ว


1. องุ่น 2 กก. 2. น ้าเดือด 10 ถวยตวง
3. น ้าตาลทราย 4 ถ้วยตวง
4. น ้าหอมกลิ่นอัลมอนด์ 1 ช้อนชา 5. ยีสต์ 3 ช้อนชา



1. เลือกองุ่นที่มีสีม่วงอมแดงที่สุกเองตามธรรมชาติ ใช้กรรไกรตัดผลองุ่นออกจากพวงโดยเหลือก้านไว้เล็กน้อย
3. ล้างองุ่นให้สะอาดใส่ลงในอ่างเคลือบ เทน ้าเดือดลงไปและ ยีองุ่นให้ละเอียดไม่ให้เมล็ดแตกเพราะจะมีรสขม
ปล่อยไว้ 4-5 วัน

4. น้ามากรองด้วยผ้าขาวบางหนาๆ ใส่ขวดโหล ใส่น ้าตาล กลิ่นอัลมอนด์และยีสต์ปล่อยให้หมักตัวปิดภาชนะด้วย
ผ้าขาวบางแล้วปิดฝา สังเกตเมื่อไม่มีฟองให้คนให้ทั่วอีกครั งจากนั นปล่อยทิ งไว้อีก 3-4 วัน
5. น้ามากรองด้วยผ้าขาวบาง ยกตั งไฟอ่อนๆ 10-15 นาที แล้วยกลงปล่อยให้เย็น

6. เทลงในขวดที่ฆ่าเชื อปิดให้สนิทก่อนเก็บในที่อับแสงต่อไปอีก 3-4 เดือน ระหว่างนั นไวน์จะมีรสกลมกล่อม








1.อินทผลัมสุก 500 กรัม 2.น ้าเปล่า 1 ลิตร
3.น ้าส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ 4.เกลือ 1/2 ช้อนโต๊ะ


ต้มน ้าให้เดือด เติมเกลือลงไป แล้วตามด้วยน ้าส้มสายชู จากนั นน้า
อินทผาลัมลงต้ม เพียง 20 วินาที ตักอินทผาลัมใส่ภาชนะ น้าไปตากแดด 7-12 วัน จากนั นก็สามารถ

รับประทานได้






1. เครื่องหีบอ้อย 2. กะทะ 3. ไม้พาย 4. แบบพิมพ์
5. มีด 6. อ้อยอินทรีย์ ปลอดสารพิษ


1. น้าอ้อยมาตัดเป็นท่อนพอประมาณ ขูดท้าความสะอาด ล้างน ้า
แล้วน้าเข้าเครื่องหีบอ้อยบีบคั นเอาน ้าอ้อยออกมา ส่วนชาน

อ้อยที่เหลือน้าไปตากแห้งประมาณ 1 แดด จากนั นน้ามาท้าเป็นเชื อเพลิงเคี่ยวน ้าอ้อย
2. กรองด้วยผ้าขาวบางเอาสิ่งเจือปนออก แล้วน้าน ้าอ้อยมาต้ม เร่งไฟให้ร้อนจนน ้าอ้อยเดือด

3. เมื่อน ้าอ้อยเริ่มงวดให้ผ่อนไฟลง และใช้ไม้พายคนให้ทั่วและบ่อยๆ เคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนน ้าอ้อยเริ่มเหนียว
4. เมื่อน ้าอ้อยเหนียวได้ที่ (สีน ้าตาลไหม้) น้าไปใส่ในแม่พิมพ์ที่ท้าจากไม้หนา 1 นิ ว เจาะรูกว้าง 2.5 ซม.

ท้าเป็นกระบะขนาด 60 X 120 ซม. เกลี่ยให้ทั่วกระบะไม้
5. รอให้น ้าอ้อยแข็งตัวประมาณ 3 – 5 นาที น้าออกจากแม่พิมพ์ก็จะได้น ้าตาลอ้อยแท้บริสุทธ ิ์


6. ถาต้องการน ้าตาลร้า หรือน ้าตาลผง เมื่อเคี่ยวเหนียวได้ที่ ไม่ต้องตักมาใส่พิมพ์ ให้เคี่ยวไปเรื่อย ๆจนแห้ง พร้อม
ทั งท้าการบี ให้น ้าตาลแตกเป็นผงไปด้วย ก็จะได้น ้าตาลปลอดสารพิษ

1. ครก สาก 2. งาด้า หรืองาขาว 1/2 กก.
3. น ้าร้อน 1 ถ้วย ตวง 4. ผ้าขาวบาง


1. น้างาด้า หรืองาขาว มาผสมกับน ้าร้อนประมาณ 4 ช้อนโต๊ะ แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน

2. จากนั นต้าเมล็ดงาให้ละเอียด ถ้าเมล็ดงาแห้งให้เติมน ้าร้อนส่วนที่เหลือครั งละ 2 ช้อนโต๊ะ
จนครบ 1 ถ้วยตวง หรือ 16 ช้อนโต๊ะ หลังจากนั นน ้ามันงาจะเริ่มออกมาจากเมล็ดงาเป็นฟองสีขาว ต้าไปจน

หมดฟองสีขาว
3. ตักเมล็ดงาที่ได้ใส่ผ้าขาวบาง แล้วน้ามาบีบให้น ้ามันงาออกมาจะได้น ้ามันประมาณครึ่งถ้วย ในการต้าหรือบด

น ้ามันงานี จะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง จึงจะได้น ้ามันงาเก็บใส่ภาชนะหรือขวดสีชาหรือสีเขียว ที่มีฝาปิด
ั่
มิดชิด งาด้า ควให้มีกลิ่นหอมน้าเนยคาราเมลทาบนขนมปัง โรย งาด้า น้าเข้าอบที่ไฟ 150 องศา ปรับใช้ไฟ
บน-ล่าง 10 นาที หรืออบจนเหลืองกรอบ







1.ขนมปังแซนวิช 1/2 แถว 2.น ้าตาลทราย 50 กรัม
3.น ้าผึ ง 3 ช้อนโต๊ะ 4.เนยสด 70 กรัม

5. เมล็ดทานตะวัน(อบแห้ง) 1/4 ถ้วย 6. ลูกเกด
7.เมล็ดฟักทอง(อบแห้ง) 1/4 ถ้วย 8.งาด้าคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ


1. หั่นขนมปังเป็นแท่ง จากนั นน้ามาตากแดด น้าเนย น ้าตาล น ้าผึ ง คนจนเข้ากัน ตั งไฟอ่อนๆ ให้หนืดๆเหมือน
คาราเมล
2. งาด้า คั่วให้มีกลิ่นหอมน้าเนยคาราเมลทาบนขนมปัง โรย งาด้า น้าเข้าอบที่ไฟ 150 องศา ใช้ไฟบน-ล่าง 10

นาที





1.บวบแก่เต็มที่อายุประมาณ 4-5 เดือน 2.น ้าสะอาด

3. ถังน ้า 4. น ้ายาฟอก 5.กรรไกร 6.ด้ายเย็บผ้า 7. เข็มเย็บผ้า
8.ผ้าด้ายดิบ 9.เชือกผ้า 10. ไม้ส้าหรับท้าด้ามจับ


1) น้าผลบวบหอมที่เเก่เต็มที่อายประมาณ 4-5 เดือน มาแช่น ้าสะอาดประมาณ 2 คืน
2) น้าผลบวบที่แช่น ้าสะอาด 2 คืนแล้วมาล้างแกะเอาเปือกออกให้หมด น้าไปผึ่งแดดพอหมาด
3) น้าผลบวบที่ผึ่งแดดพอหมาดแช่น ้ายาฟอกขาว 30 นาที แล้วล้างด้วยน ้าจนสะอาดไม่มีกลิ่น หลังจากนั นให้
น้าผลบวบไปผึ่งแดดอีกครั ง

4) ผ่าผลบวบเอาไส้เเกนกลางออกน้าไปเข้าเครื่องรีดให้แบน จะได้ใยบวบที่พร้อมจะน้าไปแปรรูปเป็นของใช้ต่าง ๆ
ตามต้องการ น้าใยบวบที่เตรียมไว้มาตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 6X 8 นิ ว จ้านวน 2 ชิ น
5) น้าผ้าด้ายดิบสีขาวมาเย็บใยบวบประกบกัน เสร็จแล้วน้าไม้ด้ามเสียบเข้าไปเป็นผลิตภัณฑ์ไม้ถูหลังใยบวบ

1. น้าใบทุเรียนเทศน ้า หรือใบทุเรียนเทศ 10-15 ใบ (1ถ้วย) ต่อน ้า
1-1.5 ลิตร ล้างให้สะอาด
2. ใส่น ้าในหม้อต้มจนเดือด จากนั นใส่ใบทุเรียนเทศลงไป แล้วลด

อุณหภูมิเตาให้ความร้อนต่้า ต้มต่อไปอีกประมาณ 20 นาที เพื่อให้
สารละลายซึมออกมา
3. ปิดเตา ทิ งไว้รอให้เย็น พร้อมดื่ม เก็บไว้ในตู้เย็น








1. น ้าสะอาด 1.5 ลิตร 2. โหระพา 4 - 5 ก้าน หรือพอสมควร

3. หม้อต้ม



น้าน ้าสะอาดใส่ในหม้อ ต้มจนเดือด ปิดไฟ ใส่โหระพาที่ล้าง
สะอาด และแช่ในน ้าผสมเอนไซม์แช่ผักไว้ แล้ว 15 นาที ใส่ลงไปใน

หม้อน ้าเดือด ปิดฝา ยกลง ทิ งไว้สัก 10 - 15 นาที น้าไปเสริฟ พร้อมดื่ม



ดื่มก่อนอาหารทุกมื อ 250 มิลลิลิตร ก่อนอาหาร 30 นาที ช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ กระตุ้น
ภูมิคุ้มกันร่างกาย ท้าให้สดชื่น ดื่มแทนน ้าได้ทั งวัน ช่วยชะล้างของเสียออกจากเลือด บ้ารุงร่างกาย ท้าให้สดชื่น










ส่วนผสม
1. ลูกเดือยแห้ง 100 กรัม 2. ธัญพืชตามชอบ 4. น ้าตาลทราย

(ตามชอบ) 3. น ้าเปล่า 6 ถ้วย

วิธีท า
1. แช่ลูกเดือยในน ้าทิ งไว้อย่างน้อย 1 คืนจนลูกเดือยเริ่มนิ่มขึ น สะเด็ด

น ้าเตรียมไว ้

2. ใส่ลูกเดือย ธัญพืช และน ้า 3 ถ้วยลงในเครื่องปั่นแล้วปั่นจนส่วนผสมละเอียดเข้ากันเป็นน ้า จากนั นน้าไปกรอง
เอาเฉพาะน ้าเตรียมไว้ (หรือถ้าใครชอบแบบเข้มข้นไม่ต้องกรองก็ได้)

3. เทส่วนผสมที่กรองแล้วใส่ลงหม้อ น้าขึ นตั งไฟอ่อน ๆ ใส่น ้าตาลทรายลงไป (ปริมาณตามต้องการ) คนผสมไป
เรื่อย ๆ จนน ้าตาลทรายละลายแล้วชิมรสตามชอบ รอจนส่วนผสมเดือดแล้วปิดไฟ (หรือน้าไปต้มในหม้อหุงข้าว

ก็ได้ตามสะดวก) จากนั นวางพักไว้จนเย็น ตักใส่แก้ว พร้อมดื่ม

ส่วนผสม
1. บีทรูท 70 กรัม 2. แอปเปิ้ลแดง 240 กรัม
3. แครอท 150 กรัม 4.องุ่น 100 กรัม


น้าส่วนผสมทุกอย่างปั่นรวมกัน กรองเอากากออกแล้วดื่มจะท้าให้ได้
โพแทสเซียมสูง นอกจากนี ยังมีสารต้านมะเร็ง ช่วยล้างพิษ ฟอกเลือด

ฟอกไต และถุงน ้าดีอีกด้วย










1.น้ามะระขี นก หั่นเป็นชิ นบาง ๆแล้วน้าไปตากแดดจนแห้งสนิท

2.น้าชาที่ได้ใส่ถุงชาส้าเร็จรูป สามารถชงดื่มได้ทันที










1. เก็บใบแก่ สีเขียวเข้ม จากต้น ถั่วดาวอินคา (ควรเก็บก่อน 10

โมงเช้า) ลักษณะดังรูป

ั่
2. แช่ใบ ถวดาวอินคา ในน ้าสะอาด อย่างน้อย 1 ชั่วโมง และล้าง
ใบให้สะอาด ผึ่งให้สะเด็ด

3. หั่นเป็นเส้นขนาดไม่เกิน 1 ซม. ผึ่งลมอย่าให้แสงแดดส่องถึง
โดยตรงประมาณ 3 วัน น้าเข้าเตาอบ หรือ น้าไปคั่วในกระทะ จนมีกลิ่นหอม

ข้อควรระวัง อย่าให้ไฟแรง เพราะจะท้าให้ใบไหม้และสูญเสียสรรพคุณ








1. หั่นใบหม่อนให้มีขนาดประมาณ 0.5-1.0 x 3.0-4.0 ซม. ตัด

ก้านใบออก
2. นึ่งด้วยไอน ้าเดือดนาน 1-2 นาที โดยเกลี่ยให้ใบหม่อนถูกไอน ้า

ร้อนอย่างทั่วถึง แต่ต้องระวังอย่าให้ใบหม่อนสุกเป็นสีน ้าตาล
(หรือลวกในน ้าร้อนประมาณ 90 องศาเซลเซียส นาน 20 นาที

ั่
แล้วจุ่มลงในน ้าเย็นทันที น้าขึ นผึ่งลมให้แห้งหมาดๆ ควในกระทะ
ด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณ 20 นาที

3. อบที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส นาน 1 ชั่วโมง สามารถเก็บรักษาไว้ชงดื่มได้นาน

บ้ารุงผิวพรรณ ผิวสวย สดใส สุขภาพผิวดี

ด้วยพืชสมุนไพรสดจากธรรมชาติ 100%


ั่
1.ถวฝักยาวหั่นชิ นเล็ก ๆ คั นเอาแต่น ้า 2 ช้อนโต๊ะ
2.นมสด 1 ช้อนโต๊ะ 3.น ้าผึ งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ

4.จมูกข้าวสาลี 1 ช้อนโต๊ะ


ล้าง "ถั่วฝักยาว" ให้สะอาด หั่นเป็นชิ นเล็ก ๆ โขลกให้ละเอียดคั นเอาแต่น ้า ใส่ลงไปในถ้วยที่

เตรียมไว้ เติมน ้าผึ งแท้ นมสดและจมูกข้าวสาลีลงไปผสมเข้าด้วยกันอย่างดี แล้วก็ใช้การได้ เอามาพอกหน้า พอก

ตัวกันได้ทันที






1. ใบว่านหางจระเข้ 500 กรัม 2.น ้าตาลทราย 500 กรัม
3.น ้า 1/2 แก้ว 4.น ้าหวานสีตามชอบ



1. น้าว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกออกแล้วล้างน ้าให้สะอาดแล้ว
สับให้เป็นชิ นเล็ก ๆ ใส่เครื่องปั่น หรือเครื่องบดให้ละเอียด

2. ใส่น ้าตาลทรายและน ้าหวานลงในหม้อ ใส่เนื อว่านหางจระเข้ปั่น
ลงไป ใช้ไฟอ่อนเคี่ยวไปเรื่อย ๆ







1. เนื อว่านหางจระเข้หั่นเรียบร้อยแล้ว 2 ขีด 2. ใบเตย 10 ใบ

3. น ้าตาลทราย 3 ขีด 4. น ้าสะอาด 1,500 มล.

5. น ้าคั นใบเตยเพิ่มสีให้น่ากิน 1 ช้อนโต๊ะ


1. หั่นหว่านหางจระเข้เป็นชิ น ลูกเต๋าเล็ก ๆ น้าไปล้างน ้าให้

สะอาด พักให้สะเด็ดน ้า

2. น้าน ้าใส่หม้อ ใส่ใบเตยต้มให้กลิ่นใบเตยออกมีกลิ่นหอม ตักใบเตยออก ใส่น ้าตาลทรายคนให้น ้าตาลละลาย
พอน ้าตาล ละลายใส่ว่านที่หั่นไว้ ต้มต่อจนว่านสุกประมาณ5นาที สุดท้ายใส่น ้าคั นใบเตยปิดไฟทันที ทิ งไว้ให้

เย็นน้าไปแช่ในตู้เย็น ดื่มเย็นๆแก้กระหาย

1. อุดมด้วยวิตามินเอ ที่จะช่วยให้เราต่อสู้กับอนุมูลอิสระทั งจากปัจจัย

ภายนอกและภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยบ้ารุงสายตา

2. ยอดอ่อนของชะอมมีสรรพคุณช่วยลดความร้อนในร่างกาย ซึ่งเป็น
ส่วนที่เรามักน้ามาท้าอาหารกินกันมากที่สุด
3. มีเส้นใยอาหารที่มีประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย ท้าให้การขับถ่ายเป็นปกติ แก้อาการท้องผูก

4. ประโยชน์ของชะอมช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและล้าไส้ บรรเทาอาการปวดท้องหรือปวดเสียวในท้องได้ดี

แก้อาการท้องอืดและท้องเฟ้อ

5. ชวยบ้ารุงเส้นเอ็น อีกหนึ่งสรรพคุณที่โดดเด่นของชะอมคือ ช่วยบ้ารุงและรักษาเส้นเอ็นให้แข็งแรง ไม่เสื่อม
เร็วกว่าที่ควร




1. แตงกวาช่วยให้รู้สึกสบายตัว แก้อาการนอนไม่หลับ
2. แตงกวาช่วยลดความร้อนให้แก่ร่างกาย จึงเหมาะเป็นเครื่องเคียงอาหารเผ็ดร้อน

3. แตงกวาช่วยให้ระบบการย่อยอาหารสมบูรณ์ขึ น
4. แตงกวามีฤทธิ์ในการฆ่าเชื อโรค ยับยั งเชื อแบคทีเรีย ช่วยดูดซับสิ่งสกปรก

5.แตงกวามีสารชนิดหนึ่งที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื นให้ผิว ช่วยให้ผิวสะอาดกระจ่างใส และช่วยกระชับรูขุมขน

6. แตงกวามีสรรพคุณเป็นผักดีท็อกซ์ชั นดี ช่วยล้างสารพิษ แก้โรคบิดได้ด้วย

7. แตงกวาเป็นผักที่ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร
8. ประโยชน์ของแตงกวาเป็นผักแห่งความสมดุล ช่วยปรับความสมดุลของสารอาหารที่ร่างกายจะได้รับ


9. ชวยควบคุมระดับความดันในเส้นเลือด ควบคุมคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด




1. เม็ดแมงลัก ลดความอ้วน เพราะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้
มีสรรพคุณในการเปลี่ยนคอเลสเตอรอลไปเป็นกรดน ้าดี และยังช่วย

เพิ่มการขับออกของกรดน ้าดีด้วย ซึ่งจะไปลดเฉพาะคอเลสเตอรอล
ไม่ดี (LDL) แต่ไม่มีผลใด ๆ กับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)
2. เม็ดแมงลัก ลดน ้าหนัก ตัวช่วยส้าหรับผู้ที่ต้องควบคุมน ้าหนักและ

ความอ้วน เนื่องจากเม็ดแมงลักไม่ก่อให้เกิดพลังงาน และมันสามารถพองตัวได้มากถึง 45 เท่า เมื่อน้ามา
รับประทานเป็นอาหาร (ควรรับประทานแค่บางมื อต่อวัน เพื่อป้องกันโรคขาดสารอาหาร) หรือจะรับประทาน
ก่อนอาหารเพื่อท้าให้กระเพาะไม่ว่างและรู้สึกอิ่มเป็นการชวยควบคมปริมาณอาหารที่รับประทานไปด้วยเป็น


อย่างดี
3. ประโยชน์เม็ดแมงลัก เมื่อรับประทานเป็นประจ้าจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจได้อีกด้วย

ประโยชน์ของลูกเหรียง หรือหน่อเหรียง หรือเมล็ดเหรียงเกิดจากการ

เพาะเมล็ดที่เริ่มงอก สามารถน้ามารับประทานเป็นผักสดได้เช่นเดียวกับสะตอ แต่เห
รียงจะมีรสที่ขมกว่า โดยใช้รับประทานสดแกล้มกับน ้าพริกหรือแกงใต้ หรือน้าไป

ปรุงอาหาร เช่น การท้าแกงหมูลูกเหรียง ผัดหรือจะน้าไปท้าเป็นผักดองก็ได้






1. ชวยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
2. ชวยบ้ารุงและรักษาสายตา


3. ชวยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แขงแรง

4. ประโยชน์ผักกวางตุ้งช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ผักกวางตุ้งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง
5. ชวยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ





1. ชวยบ้ารุงและรักษาสายตา, ประโยชน์ของผักชี ช่วยบ้ารุงธาตุในร่างกาย (ใบ)

2. ชวยแก้อาการกระหายน ้า (ใบ), ช่วยลดระดับน ้าตาลในเลือด (ใบ)


3. ชวยกระตุ้นการท้างานของเลือดพลาสมาและกล้ามเนื อ (ใบ)
4. ชวยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง (ใบ)


5. ชวยขับเหงื่อ ด้วยการใช้ต้นสดประมาณ 60 กรัมน้าไปต้มกับน ้าดื่ม จะคั นเอาเฉพาะน ้ามาดื่มแก้อาการก็ได้ (ต้น)






1. ผักชีฝรั่งมีสารต่อต้านอนมูลอิสระสูง ซึ่งช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย (ใบ)
2. ผักชีฝรั่งมีประโยชน์ช่วยบ้ารุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง (ใบ)
3. ช่วยยับยั งและชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง (ใบ)
4. ช่วยลดระดับความดันโลหิต (ล้าต้น)

5. ช่วยท้าให้ต่อมไทรอยด์ท้างานได้อย่างเป็นปกติ (ล้าต้น)





1.ช่วยบ้ารุงก้าลังท้าให้มีสุขภาพแข็งแรง
2.มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด จึงมีส่วนช่วยในการชะลอวัย

และความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย
3.ช่วยส่งเสริมการสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง จึงช่วยชะลอการเกิดริ วรอยได้





1. ช่วยบ้ารุงกระดูก เนื่องจากใบกุยช่ายมีธาตุฟอสฟอรัสสูง

2. ช่วยบ้ารุงก้าหนัด กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ แก้ปัญหาการหลั่งเร็วในเพศชาย
ไร้สมรรถภาพทางเพศ ช่วยป้องกันมะเร็ง ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง

1. เป็นพืชอาหารที่มีความส้าคัญเป็นอันดับ 5 ของโลก (รองจากข้าวสาลี
ข้าวโพด ข้าว และมันฝรั่ง) โดยเป็นพืชอาหารที่มีความส้าคัญอย่างมาก
ของประเทศในเขตร้อน ด้วยการน้ามารับประทานสด ต้ม นึ่ง ย่าง อบ

เชื่อม หรือท้าเป็นแป้งแล้ว แปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนน้ามาฝานเป็นแผ่นแล้วทอด
2. นอกจากจะใช้หัวเป็นอาหารแล้ว เรายังใช้ใบมันส้าปะหลังมารับประทานแบบสด ๆ หรือน้ามาต้มจิ มกับ
น ้าพริก น้ามาท้าแกงก็ได้ อีกทั งใบยังมีประโยชน์ในการช่วยลดคอเลสเตอรอลอีกด้วย

3. นอกจากเราจะใช้มันส้าปะหลังเป็นอาหารของมนุษย์แล้ว เรายังใช้หัวสด ใบสด และล้าต้น เป็นอาหารเลี ยงสัตว ์
ได้อีกด้วย โดยส่วนของหัวสามารถใช้ได้ทั งหัวสด เปลือกของหัว และกากที่เหลือจากการท้าแป้ง ในส่วนใบจะ
ใช้ใบสดน้ามาตากแห้ง ป่นผสมกับอาหารข้นเลี ยงสัตวและเป็นอาหารผสม และในส่วนของล้าต้น จะน้ามาตัด

ส่วนยอดผสมกับใบสดใช้เลี ยงสัตว์เคี ยวเอื อง ตากแห้งเป็นอาหารหยาบ








1. มีสารเพกตินสูงเมื่อเทียบกับมะเขือชนิดอื่น ซึ่งเป็นสารที่ละลายน ้าได้
และมีคุณสมบัติดูดซับไขมันส่วนเกินและอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรต
2. มีสรรพคุณรักษาระดับน ้าตาล สารเพกตินในมะเขือพวงยังมีคุณสมบัติ


ช่วยให้ล้าไส้ดูดซับแป้งและน ้าตาลที่ย่อยแล้วช้าลง จึงท้าให้ระดับน ้าตาลในกระแสเลือดไม่ขึ นสูงเร็วเกินไป ซึ่งดีตอ
คนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน






1. รับประทานส้มโอช่วยขับสารพิษในร่างกายได้ (ผล)
2. มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง (ผล)

3. เชื่อว่าการรับประทานส้มโอจะช่วยท้าให้ตาสดใสและเป็นประกาย (ผล)
4. ช่วยให้เจริญอาหาร เหมาะอย่างมากส้าหรับผู้ที่เบื่ออาหาร ปากไม่รู้รสอาหาร (ผล)
5. ส้มโอมีวิตามินซีสูง จึงช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน (ผล)

6. ช่วยรักษาโรคลมพิษที่ผิวหนัง ด้วยการใช้เปลือกประมาณ 1 ผล หั่นเป็นชิ น ๆ แล้วต้มกับน ้าอาบ หรือทาใน
บริเวณที่เป็นลมพิษ
7. เปลือกมีฤทธิ์ในการต้านเชื อรา เชื อไวรัส เชื อแบคทีเรีย ช่วยลดการอักเสบ และยังช่วยฆ่าแมลง ฆ่าเห็บวัว เป็นต้น








1. หญ้ารูซี่นิยมปลูกเพื่อใช้เป็นอาหารเลี ยงโค กระบือ ล้าต้น และใบไม่หยาบแข็ง
เป็นที่ชอบกินของโค กระบือ

2. ใช้ปลูกเป็นพืชคลุม โดยเฉพาะขอบบ่อที่ขุดใหม่
3. เป็นหญ้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เหมาะส้าหรับเลี ยงโค กระบือ
4. ล้าต้น และใบมีลักษณะอ่อนนม เนื อล้าต้นไม่แขงมาก ท้าให้เป็นที่ชอบกินของโค และกระบือ
ุ่


1. ใช้ปลูกเพื่อเป็นอาหารสัตว์ โดยเฉพาะโคเนื อ โคนม และกระบือ

ซึ่งเหมาะสมส้าหรับการให้ กินสด และการท้าหญ้าหมัก
2. ใช้เป็นชีวะมวลส้าหรับเป็นเชื อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า,. ใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดิน
3. ล้าต้นใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกระดาษ ล้าต้นน้ามาสับ และอัดเป็นแท่ง

ส้าหรับเป็นเชื อเพลิงหุงหาอาหาร




1. ชะลอการเสื่อมโทรมของเซลล์ผิวไม่ให้แก่ก่อนวัย

2. ลดอาการบวมอักเสบของผิวหนัง
3. ช่วยฟื้นฟูผิวจากการถูกแสงแดดท้าลาย
4. กระชับรูขุมขน
5. ช่วยลดเซลล์ลูไลท์ (ชั นไขมันใต้ผิวหนัง)

6. ช่วยลดรอยบวมคล ้าใต้ตา




1. ช่วยท้าให้เจริญอาหาร กระตุ้นให้เกิดความอยากอาหาร

2. ขึ นฉ่ายเป็นผักที่มีโพแทสเซียมสูง ซึ่งช่วยในการขยายตวของหลอดเลือด

ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด
3. ขึ นฉ่ายมีโซเดียมอินทรีย์ที่ช่วยในการปรับสมดุลของกรดและด่างใน






1. บ้ารุงหัวใจ ท้าให้ชื่นใจ จิตใจชุ่มชื่น แก้อาการอ่อนเพลีย ชูก้าลัง (ดอก)
2. ชาวโอรังอัสลี ในรัฐเประ ประเทศมาเลเซีย จะใชรากน้าไปต้ม

แล้วดื่มน ้ากินเป็นยาแก้เบาหวาน (ราก)

3. หากมีอาการนอนไม่หลับ ให้ใช้รากแห้งประมาณ 1-1.5 กรัม น้ามาฝนกับน ้ารับประทาน (ราก)






1. ดอกโสนมีรสจืด มัน เย็น มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษร้อน ถอนพิษไข้ (ดอก)
2. รากโสนมีรสจืด มีสรรพคุณเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน ้า (ราก)

3. ดอกมีสรรพคุณเป็นยาสมานล้าไส้ (ดอก), ใช้แก้อาการปวดมวนท้อง (ดอก)
4. แพทย์แผนโบราณจะน้าต้นมาเผาให้เกรียม แล้วน้ามาแช่น ้าให้เป็นด่าง
ใช้ดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ (ต้น)

5. ใบใช้ต้าเป็นยาพอกแผล ส่วนดอกก็สามารถน้ามาปรุงเป็นยาพอกแผลได้เช่นกัน (ใบ)

1. ยอดของถั่วลันเตามีเบตาแคโรทีนสูง ซึ่งช่วยในการบ้ารุงสายตา
และผิวพรรณ (ยอดถั่วลันเตา)
2. ใช้บ้าบัดโรคเบาหวาน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานควรรับประทาน

เป็นประจ้าด้วยการใช้ฝักอ่อนสดน้ามาล้างน ้าให้สะอาดและน้าไปต้มจนสุก
แล้วน้ามารับประทานเป็นประจ้า ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด เมล็ดช่วยบ้ารุงไขมัน (เมล็ด)











มีสารส้าคญคือ แอนโนเนอีน (anonaine) ซึ่งเป็นสารอัลคาลอย
มีประสิทธิภาพในการป้องกันและก้าจัดหนอนหรือแมลงในผัก ฆ่าเพลี ยจักจั่น

ด้วงปีกแข็ง เพลี ยอ่อนแมลงวันมวนปีกแข็งไรทะเลและเพลี ยอ่อนถั่วได้

นอกจากนี ใบน้อยหน่ายงมีสรรพคุณในการขับพยาธิล้าไส้ ฆาเหาและแก้กลากเกลื อน

ในเมล็ดนอยหน่าก็มีสารส้าคัญคือแอนโนเนอีน (anonaine) เช่นเดียวกับในใบ ดังนั นจึงมีฤทธิ์ฆ่า

พยาธิตัวจี๊ด ฆ่าเหา และแก้บวมได ้

หากเป็นผลดิบจะใช้เป็นยาแก้พิษงู แก้ฝีในคอ กลากเกลื อนและฆ่าพยาธิ ส่วนผลแห้งสามารถช่วย
แก้โรคงูสวัด เริมและฝีในหูได้


ฆ่าเหา ต้าใบสด 8-12 ใบ หรือต้าเมล็ดที่กะเทาะเปลือกแล้วให้ละเอียดประมาณ 4-5 ช้อน

แกง แล้วน้ามาผสมกับน ้ามันพืชให้พอเปียก อาจใช้เป็นน ้ามันถั่วเหลืองหรือน ้ามันมะพร้าวก็ได้ จากนั นน้า

ส่วนผสมที่ได้มาชโลมให้ทั่ว ทิ งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วจึงสระออก ท้าเช่นนี ติดต่อกัน 2-3 วัน จะท้าให้ตัว
เหาและไข่จะฝ่อหมด หรืออาจน้าใบน้อยหน่าที่ต้าจนละเอียดมาผสมกับเหล้า 28 ดีกรี คลุกเคล้าให้ทั่ว แล้ว

น้ามาชโลมบนเส้นผม เอาผ้าคลุมไว้ 10-30 นาที ก่อนใช้หวีสาง ตัวเหาก็จะตกลงมาทันทีเช่นกันรักษาหิด ต้าใบ
สดหรือเมล็ดให้ละเอียด ผสมน ้ามันพืชให้ลงพอแฉะ แล้วใช้ทาบริเวณที่เป็นหิดวันละ 2-3 ครั ง จนกว่าจะหาย







1. ใช้ท้าเป็นยาอายุวัฒนะ (the elixir of life)
2. ช่วยท้าให้ร่างกายอบอุ่นและป้องกันอาการหวัดได้ (ใบ)


3. กะเพราเป็นส่วนประกอบของยาสมุนไพรหลายชนิด เชน ยารักษาตานขโมย
ส้าหรับเด็ก ยาแก้ทางเด็ก

ื่
4. รากแห้งน้ามาชงหรือต้มกับน ้าร้อนดม ช่วยแก้โรคธาตุพิการ (ราก)
5. ช่วยบ้ารุงธาตุไฟ (ใบ)

1. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

2. มีแคลเซียมช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน
3. ช่วยท้าให้กล้ามเนื อท้างานเป็นปกติ





ผักกาดหอมมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด จึงช่วยในการป้องกัน
และต่อต้านมะเร็งได้ (ใบ)น ้าคั นจากทั งต้นน้ามาใช้ปรุงเป็นยาบ้ารุงร่างกายได้

(ทั งต้น)ช่วยในการนอนหลับ ท้าให้จิตใจสงบ และผ่อนคลาย แก้อารมณ์เสีย

จึงช่วยท้าให้เรานอนหลับได้สบายยิ่งขึ นนั่นเอง





1. เป็นอาหารและยาประจ้าฤดูร้อนที่ช่วยแก้อาการของธาตุไฟได้ตามหลักแพทย์แผนไทย
2. ใบและรากมีสรรพคุณแก้อาการปวดศีรษะ (ใบและราก)

3. รากมีรสเย็น เป็นยาแก้ไข้ สงบพิษไข้ (ราก)






1. ช่วยบ้ารุงธาตุในร่างกาย และช่วยท้าให้เจริญอาหาร
2. สารแคปไซซิน (Capsaicin) จะช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ

3. ช่วยกระตุ้นการท้างานของต่อมน ้าลาย, ช่วยแก้หิด และกลากเกลื อน







รสหวานจากมันแกวมาจากอินูลิน (Inulin) ซึ่งเป็นน ้าตาลโอลิโกฟรุคโตส

(Oligofructose) ซึ่งร่างกายไม่สามารถเผาผลาญได้ มันจึงเป็นอาหารที่เหมาะส้าหรับผู้
ที่ต้องการควบคุมน ้าหนักและผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมันแกวมีวิตามินซี แต่มันก็มีส่วนช่วย

ในการป้องกันหวัด มะเร็งและต้านอนุมูลอิสระในร่างกายได้มันแกวมีเส้นใยอาหารสูง
จึงมีประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย ช่วยป้องกันโรคท้องผูกได้ด







ดอกสดหรือดอกแห้ง น้ามาเผาให้เป็นเถ้า แล้วบดให้ละเอียดใช้เป็นยาแก้ปวด


ฟัน (ดอก) ผลแห้งมีสรรพคุณเป็นยาขบเสมหะ (ผลแห้ง)ช่วยรักษาโรคหนองใน
(ใบแห้ง) ล้าต้นหรือรากใช้ต้มกินเป็นยาแก้บิด หรือจะน้าใบแห้งมาป่น ให้เป็นผงใช้เป็นยา

แก้โรคบิดได้เช่นกัน

1. ยางจากก้านใบน้ามาป้ายปากช่วยรักษาโรคปากนกกระจอก (ยางจากก้านใบ)
2. น ้าต้มใบใช้กินเป็นยาฟอกเลือด ฟอกโลหิต(ใบ)ยางใช้เป็นสารต้านมะเร็งได้ (ยาง)
3. น ้าคั นจากใบใช้ทาบริเวณท้องเด็ก ช่วยแก้ธาตุพิการได้ (ใบ) ช่วยแก้อาการปวดฟัน

(ยางจากก้านใบ)
4. กิ่งก้านสบู่ด้าน้ามาทุบแล้วใช้แปรงฟัน ช่วยแก้อาการเหงือกบวมอักเสบได้ (กิ่งก้าน)
5. ใบใช้อมบ้วนปาก ช่วยท้าให้เหงือกแข็งแรง (ใบ)




1. ประโยชน์ของหอมแดง ช่วยท้าให้ร่างกายอบอุ่น ช่วยท้าให้เจริญอาหาร (ผล,ใบ)
2. ร่างกายซูบผอม แก้ด้วยการใช้เมล็ดแห้ง 5-10 กรัมน้ามาต้มน ้าดื่ม
3. มีส่วนช่วยเสริมสร้างความจ้า ท้าให้ความจ้าดีขึ น และช่วยบ้ารุงโลหิต






1. สรรพคุณของขมิ นข้อแรกคือมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยในการชะลอวัย
และชะลอการเกิดริ วรอย
2. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย

3. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ผิวหนังมีสุขภาพดีแข็งแรง

ศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ า
ได้น้อมน าเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ มาประยุกต์ใช้

1. การออกแบบฝายแกนซอยซีเมนต์
ได้การไว้หลายรูปแบบ และหลายขนาด ร่วมกันบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานอื่น ๆ ก่อสร้างโดย
ค้านึงถึงการใช้วัสดุเรียบง่าย หาได้ในท้องถิ่น ราคาถูก ก่อสร้าง ใช้งานได้ดี รูปแบบทั่ว ๆไปเป็นง่านปรับปรุงฐานราก

และ Core Zone ด้วย Soil Cement (อัตราปูนซีเมนต์ : 1:20 ถึง 1:40 ขึ นอยู่กับคุณสมบัติของดิน) ตัวฝายจะมีทั ง
แผ่นคอนกรีตอัดแรงส้าเร็จรูปเป็นแผ่นเรียบด้วยเข็มตัว I กรอกภายในช่องว่างด้วย Soil Cement ด้านท้ายน ้าลดระดับ
สันฝายเป็นขั นบันได บรรจุภายในด้วยกล่อง Gabion จนถึงพื นราบท้อง Stilling Basin วิธีการนี สามารถป้องกันน ้าไหล
ลอดผ่านใต้ท้องฝายชะลอน ้าได้ และท้าหน้าที่เป็นเขื่อนทดน ้าใต้ดินได้ด้วย ส่วนตัวฝายจะออกแบบก่อสร้างที่มีอยู่ ไม่
เกิน 2 เมตร
ประโยชน์ที่ได้รับของฝายแกนซอยซีเมนต์สามารถทดน ้าและยกระดับน ้าให้ไหลเข้าพื นที่ลุ่มต่้าและ

ผันเข้าสระเก็บน ้าของเกษตรกรเพื่อใช้ในการอุปโภคและบริโภค






























2. ส่งเสริมและพัฒนาการสูบน้ าด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์


หลังจากที่มีแหล่งกักเก็บน ้าภายในพื นที่เพาะปลูกแล้ว ได้พัฒนาการใช้เครื่องสูบน ้า โดยใช้พลังงาน


แสงอาทิตยเพื่อสูบน ้าจากสระน ้าขึ นหอถัง เป็นการลงทุนเพียงครั งเดียว ต่อชุดอุปกรณสูบน ้า ต่อพื นที่การเพาะปลูก
ประมาณ 5 ไร่ เป็นการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง การประกอบและติดตั งไม่ยุ่งยาก มีบุคลากร

ของศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน ้า ท้าหน้าที่ให้คาปรึกษาและแนะน้าให้กับบรรดาเกษตรกรที่สนใจเข้ารับ
การอบรม โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

3. พัฒนาระบบการกระจายน้ าสู่พื้นที่เพาะปลูก ใช้น้ าน้อย (ระบบน้ าหยด)

ศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน ้าได้จัดให้มีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้น ้าอย่างประหยัด
และรู้คุณค่า ให้กับเกษตรกรที่เข้ารับการอบรม ให้รู้จักกับการปลูกพืชใช้น ้าน้อย (ระบบน ้าหยด) เป็นที่ต้องการของตลาด
และมีมูลค่าสูง เช่น องุ่น แคนตาลูป สตอเบอรี่ ฯลฯ ระบบการกระจายน ้าจะใช้ระบบน ้าหยด ที่ได้น ้าจากการสูบน ้าด้วย

ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่สูบจากสระเก็บน ้า ยกน ้าไปเก็บไว้ที่หอแท็งค์น ้าที่ยกพื นสูง แล้วส่งน ้าลงมาตามท่อระบบน ้า
หยดกระจายเข้าพื นที่เพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพตามแรงโน้มถ่วงของโลก เป็นการประหยัดน ้า และค่าใช้จ่ายให้กับ
เกษตรกร ท้าให้เป็นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยังคงเหลือน ้าน้ามาเพาะปลูกพืชได้อีก




























4. ส่งเสริมและอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการท าเกษตรอินทรีย์/เพาะเนื้อเยื่อ
ศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน ้า ได้จัดให้มีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับเกษตรกรให้เห็น
ถึงประโยชน์ของการท้าเกษตรอินทรีย์ เช่น แนะน้าอบรมให้มีการท้าจุลินทรีย์แดงม่วงช่วยเพิ่มผลผลิต การเพาะปลูก

ปอเทืองไถกลบไปเป็นปุ๋ยชีวภาพ การเพาะปลูกเนื อเยื่อในห้องปฏิบัติการ ประโยชน์ทางด้านการขยายพันธุ์พืชให้ได้ต้น

ปลอดโรคเป็นจ้านวนมาก ๆอย่างรวดเร็ว สามารถผลิตต้นพันธุ์ได้ตลอดปี ซึ่งเมื่อน้าไปปลูกจะได้ต้นลักษณะเหมือนเดม
ทุกประการ และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี เป็นการลดต้น เพิ่มรายได้ สามารถพัฒนาให้ไปตามเกณฑ์ GAP (Good Agri-
culture Practices) คือ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีตรงตามมาตรฐานที่

ก้าหนดไว้ ให้ได้ผลผลิตสูงคุ้มค่าการลงทุน และกระบวนการผลิตจะต้องปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค มีการใช ้
ทรัพยากรที่เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดความยั่งยืนทางการเกษตร และไม่ท้าให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้รับการ
ก้าหนดโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ( FAO ) ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้ ลดหนี้สินให้กับเกษตรกรได ้
อย่างยั่งยืน

ศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน ้าได้สนับสนุนให้องค์ความรู้เกี่ยวกับการการแปรรูป
ผลผลิตทางการเกษตรให้แก่ตัวแทนของกลุ่มเกษตรกร ต.ถ ้าวัวแดง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ เข้ารับการฝึก

อบรมเชิงปฏิบัติการกับผู้ประกอบการ จังหวัดหนองคาย จ้านวน 5 หลักสูตร ประกอบด้วย
1. หลักสูตรกล้วยเบรกแตก
2. หลักสูตรกล้วยอบเนย

3. หลักสูตรกล้วยเค็ม
4. หลักสูตรกล้วยทอดสามรส
5. หลักสูตรกล้วยเส้นทอด

พร้อมทั งมีการให้ความรู้ด้านการพัฒนารูปแบบแพคเกจของผลิตภัณฑ์ ให้มีความโดดเด่นและ
น่าสนใจ ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรได้รับการถ่ายทอดความรู้อย่างเต็มที่และสนุกสนานกับการฝึกอบรม และได้น้า
ความรู้จากการเข้ารับการอบรมดังกล่าวไปท้าการต่อยอดในพื นที่ของตน ท้าให้เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน

ได้อย่างยั่งยืนต่อไป


Click to View FlipBook Version