The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by โสภิตา หัสดิพันธ์, 2022-11-09 22:42:29

คู่มือความรู้

ความรู้

คู่มือ

การดูแลช่องปากเพื่อป้องกันและบรรเทา
ภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบจากการได้รับรังสีรักษาและยาเคมีบำบัด

ภาวะเยื่อบุ
ช่องปากอักเสบ

สาเหตุ

เยื่อบุช่องปากอักเสบ เป็นการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุในช่องปาก
พบบ่อยในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด การฉายแสง โดยมี
อาการบวมแดง มีแผลในช่องปาก ทำให้มีความเจ็บปวด แสบร้อน ปาก
แห้ง การรับรส และการรับประทานอาหารเปลี่ยนแปลงไป

1

ระดับความรุนแรงของ
เยื่อบุช่องปากอักเสบ




ระดับ 0

เยื่อบุช่องปากปกติ ไม่มีการอักเสบหรือเป็นแผล

2

ระดับความรุนแรงของ
เยื่อบุช่องปากอักเสบ




ระดับ 1

เยื่อบุช่องปากอักเสบเริ่มมีสีแดง แต่ไม่มีอาการ
ปวด หรือเริ่มมีอาการเจ็บในช่องปากเล็กน้อย

3

ระดับความรุนแรงของ
เยื่อบุช่องปากอักเสบ




ระดับ 2

เยื่อบุช่องปากมีสีแดง มีอาการ บวม มีอาการปวด
หรือมีแผล ทานอาหารธรรมดาหรืออาหารอ่อนได้

4

ระดับความรุนแรงของ
เยื่อบุช่องปากอักเสบ




ระดับ 3

เยื่ อบุ ช่องปากมีสีแดงกระจายมากขึ้นมีอาการบวม
ปวดหรือมีแผล ทานอาหารเหลวหรือน้ำได้เท่านั้น

5

ระดับความรุนแรงของ
เยื่อบุช่องปากอักเสบ




ระดับ 4

เยื่อบุช่องปากอักเสบอย่างรุนแรง ทานอาหาร
ทางปากไม่ได้ ต้องได้รับอาหารทางสายยางหรือทาง
หลอดเลือดดำ

6

การดูแลช่องปากเพื่อป้องกัน
และบรรเทาภาวะเยื่อบุปากอักเสบ

1.การแปรงฟัน

สามารถช่วยลดคราบน้ำลาย ปริมาณของเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะ
แทรกซ้อนในช่องปาก เช่น ฟันผุเหงือกอักเสบและการติดเชื้อรุนแรงใน
ช่องปาก โดยมีข้อปฏิบัติ ดังนี้

1. แปรงฟันเบาๆ ทั่วช่องปาก อย่างน้อย 2 ครั้ง/วัน ระยะเวลาอย่าง
น้อย 90 วินาที โดยวางแปรงสีฟันบริเวณคอฟันและขอบเหงือก
โดยเฉียงลงทำมุม 45 องศากับแนวฟัน

2. กดแปรงและขยับเบาๆ บริเวณคอฟัน แล้วบิดข้อมือให้ขนแปรง
ปัดขึ้นในฟันล่าง และบิดข้อมือให้ขนแปรงปัดลงในฟันบนทั้งด้าน
นอกและด้านในของตัวฟัน ทำตำแหน่งละ 6 ครั้ง ใช้แปรงเข้าออก
ซ้ำๆ บริเวณด้านบดเคี้ยวของฟันกราม ทั้งฟันบนและฟันล่าง

3. หากมีอาการเจ็บในช่องปาก แผลหรือเลือดออกจากแผลในช่อง
ปาก ให้เปลี่ยนจากการใช้แปรงสีฟันเป็นไม้พันสำลี เช็ดฟันแทนเพื่อ
ลดการระคายเคืองและการบาดเจ็บของเยื่อบุช่องปาก




7

2.การเลือกแปรงสีฟัน

1. เลือกใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่ม ขนาดเล็ก
2. ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 1 เดือน

3.การเลือกยาสีฟัน

1. เลือกยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ เพราะจะช่วยลดสภาวะเป็นกรด
ในช่องปาก และเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับตัวฟัน

2. ไม่มีส่วนผสมของมิ้นต์หรือมีรสชาติเผ็ดร้อน
3. บีบใช้ปริมาณขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว




8

4.การบ้วนปาก

การบ้วนปากด้วยน้ำเกลือจะทำให้ไม่เกิดการระคายเคืองและไม่ทำลายเยื่อ
บุผิวในช่องปาก ส่งเสริมการสร้างเนื้อเยื่อและการฟื้นหายของแผล และยังมีผล
ทำให้เยื่อบุผิวและแผลที่เกิดขึ้นในช่องปากสะอาด ลดอาการบวม ลดความเจ็บ
ปวด และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ช่องปาก

1. แนะนำการบ้วนปากวิธี Ballooning & sucking โดยเทน้ำเกลือ
สำหรับบ้วนปากลงในแก้วปริมาณ 30 มิลลิลิตร

2. โดย วิธี Ballooning จะกลั้วน้ำเกลือสลับไปมาทั้งทางด้านซ้ายและขวาของ
กระพุ้งแก้ม ดังรูปภาพที่ 1 ส่วนวิธี sucking ให้ดูดแก้มเพื่อให้มีแรง
เคลื่อนของน้ำเกลือระหว่างฟัน ดังรูปภาพที่ 2 เป็นระยะเวลา 30 วินาที
แล้วบ้วนทิ้ง

3. โดยให้บ้วนทุกๆ 4 ชั่วโมงหรือทุกครั้งหลังรับประทานอาหารและก่อนนอน

4. ควรหลีกเลี่ยงน้ำยาบ้วนปากทางการค้าต่างๆ เนื่องจากมีส่วนผสมของ
แอลกอฮอล์ในปริมาณสูง ส่งผลให้เกิดการระคายเคือง ช่องปากแห้ง

วิธีการทำน้ำเกลือบ้วนปาก

ใช้อัตราส่วนของ น้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว 1,000 มิลลิลิตร : เกลือ ½ ช้อนโต๊ะ




รูปภาพที่ 1 การบ้วนปากวิธี Ballooning รูปภาพที่ 2 การบ้วนปากวิธี sucking 9
รูปภาพที่ 1 การบ้วนปากวิธี Ballooning

5.การเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปาก

เพื่อลดการระคายเคืองและการบาดเจ็บต่อเยื่อบุช่องปาก ดังนี้
1. ควรดื่มน้ำอย่างเพียงพอ อย่างน้อย 2 ลิตร/วัน โดยการจิบน้ำบ่อยๆ

ระหว่างวันเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปาก
2. ทาวาสลีนบริเวณริมฝีปากระหว่างวันเพื่อป้องกันริมฝีปากแห้ง แตกเป็นแผล
3. หากน้ำลายแห้งมาก ให้อมลูกอมหรือหมากฝรั่งที่มีน้ำตาลน้อยเพื่อกระตุ้น

การหลั่งของน้ำลายหรือใช้น้ำลายเทียมตามแผนการรักษาของแพทย์




6.การรับประทานอาหาร

1. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ทำให้เกิดการระคายเคือง ได้แก่ อาหาร
แข็ง รสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ร้อนจัด

2. หลีกเลี่ยงชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และ
งดสูบบุหรี่




10

การดูแลช่องปากตามระดับความ
รุ นแรงของเยื่ อบุ ช่องปากอักเสบ




ระดับ 0-1

1. แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน ด้วยแปรงสีฟันขนอ่อนนุ่ม ยาสีฟัน
ที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์และรสอ่อน ไม่เผ็ดซ่า

2. บ้วนปากด้วยน้ำเกลือทุก 4 ชั่วโมงหรือทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร
หลีกเลี่ยงใช้น้ำยาบ้วนปากอื่นที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

3. ดื่มน้ำอย่างน้อย 2 ลิตร/วัน ในกรณีที่ไม่มีข้อห้าม

4. ทาวาสลีนบริเวณริมฝีปาก

5. รับประทานอาหารอาหารอ่อนนุ่ม ไม่ระคายเคืองให้ครบ 5 หมู่และเพียงพอ
กับความต้องการของร่างกาย

6. หลีกเลี่ยงชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และ
งดสูบบุหรี่

7. หากผู้ป่วยสวมฟันปลอม แนะนำให้ถอดออกเพื่อป้องกันการบาดเจ็บของ
เหงือกจากแรงกด

8. ประเมินช่องปากด้วยตนเองวันละ 1 ครั้ง เพื่อเฝ้าระวังการเกิดติดเชื้อหรือ
เลือดออกจากแผลในช่องปาก หากพบให้แจ้งพยาบาลหรือแพทย์
เจ้าของไข้

11

ระดับ 2-3

1. แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน ด้วยแปรงสีฟันขนอ่อนนุ่ม ยาสีฟันที่
มีส่วนผสมของฟลูออไรด์และรสอ่อน ไม่เผ็ดซ่า แต่หากเจ็บแผลในช่องปาก
มาก ให้เช็ดในช่องปากอย่างเบามือ ด้วยผ้าก๊อซหรือสำลีพันปลายไม้ที่ชุบ
ด้วยน้ำเกลือ

2. บ้วนปากด้วยน้ำเกลือสำหรับบ้วนปากทุก 2 ชั่วโมง
3. หลีกเลี่ยงการใช้ไหมขัดฟัน เนื่องจากอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเหงือกได้
4. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ทำให้เกิดการระคายเคือง ได้แก่ อาหาร

แข็ง รสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ร้อนจัด เย็นจัด
หากมีอาการเจ็บในช่องปากและคอเล็กน้อย แนะนำให้รับประทาน

อาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือไข่ ตุ๋น เป็นต้น
หากมีอาการเจ็บปากและคอมาก มีอาการกลืนติด กลืนลำบาก แนะนำ

ให้รับประทานอาหารเหลว เช่น น้ำซุปข้นหรือใส นม น้ำเต้าหู้ อาหารปั่นหรือ
อาหารเสริมทางการแพทย์ เพื่อให้ง่ายต่อการกลืนและลดการบาดเจ็บของ
เยื่อบุในช่องปากและคอ

12

ระดับ 2-3

5. หากเจ็บในช่องปากและคอมาก ทำให้รับประทานอาหารไม่ได้ แนะนำ
ให้ปรึกษาพยาบาลและให้แจ้งแพทย์เจ้าของไข้ เพื่อพิจารณาการให้สาร
อาหารทางอื่น เพิื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหาร เช่น การให้อาหาร
ทางสายยาง และได้รับยาบรรเทาความเจ็บปวดที่เหมาะสม

6. แนะนำให้อม/กลั้วยาชา ปริมาณ 5-10 ml อมกลั้วให้ทั่วปากและคอแล้ว
กลืนช้าๆ ก่อนรับประทานอาหาร 15 นาที ตามแผนการรักษาของแพทย์
เพื่อลดความเจ็บปวดขณะกลืนอาหาร

7. ประเมินช่องปากด้วยตนเองวันละ 1 ครั้ง เพื่อเฝ้าระวังการเกิดติดเชื้อหรือ
เลือดออกจากแผลในช่องปาก หากพบให้แจ้งพยาบาลหรือแพทย์เจ้าของไข้

13

ระดับ 4

1. ดูแลความสะอาดในช่องปากด้วยการเช็ดในช่องปากอย่างเบามือ
ด้วยผ้าก๊อซหรือสำลีพันปลายไม้ หากแผลมีเลือดออกหรือเจ็บในช่องปาก
มาก ให้บ้วนปากด้วยน้ำเกลือสำหรับบ้วนปากทุก 2 ชั่วโมง

2. แนะนำให้รับประทานอาหารเหลวหรืออาหารเสริมทางการแพทย์ หากเจ็บ
ในช่องปากและคอมาก แพทย์อาจพิจารณาให้สารอาหารทางอื่น เช่น การ
ให้อาหารทางสายยาง เพื่อให้ได้สารอาหารเพียงพอกับความต้องการของ
ร่างกาย เพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหาร และเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวและ
การหายของแผลในช่องปาก

3. แนะนำรับประทานยาบรรเทาอาการเจ็บปวด หรืออม/กลั้วยาชา ตาม
แผนการรักษาของแพทย์

4. ประเมินช่องปากด้วยตนเองวันละ 1 ครั้ง เพื่อเฝ้าระวังการเกิดติดเชื้อหรือ
เลือดออกจากแผลในช่องปาก หากพบให้แจ้งพยาบาลหรือแพทย์เจ้าของไข้

14

แบบบันทึ กการเกิ ดเยื่ อบุ ช่องปากอักเสบ

เยื่อบุช่องปากปกติ เยื่อบุช่องปากอักเสบ เยื่อบุช่องปากมีสีแดง มี เยื่อบุช่องปากมีสีแดง เยื่อบุช่องปากอักเสบ
ไม่มีการอักเสบหรือ อย่างรุนแรง ทานอาหาร
เริ่มมีสีแดง แต่ไม่มีอาการ อาการบวม ปวด หรือมี กระจายมากขึ้นมีอาการ ทางปากไม่ได้ ต้องได้รับ
เป็นแผล ปวด หรือเริ่มมีอาการ อาหารทางสายยางหรือ
เจ็บในช่องปากเล็กน้อย แผล ทานอาหารธรรมดา บวม ปวดหรือมีแผล ทาน
ทางหลอดเลือดดำ
หรืออาหารอ่อนได้ อาหารเหลวหรือน้ำได้


เท่านั้น

15

อ้างอิง



วันทกานต์ ราชวงศ์,(2559). คู่มือการพยาบาลการดูแลช่องปากในผู้

ป่วยมะเร็งศีรษะและคอที่ได้รับการฉายรังสี. จาก
https://www2.si.mahidol.ac.th/division/nursing/sin
/attachments/article/218/sins_ nursing_manual
_2558_06.pdf
อนุสสรา ส่งทอง,(2557). การดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะเยื่อบุช่องปาก
อักเสบ. จาก https://he01.tci-thaijo.org › article ›

16

โดย รายวิชาที่ ๖
นางจันทร์เพ็ญ ศรีประเสริฐ ปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง ๒
(Practicum in oncology care ๒)
นางสาวเปมิกา พู่พวง หลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการพยาบาลผู้ป่วยโรคมะเร็ง รุ่นที่ ๓
นางสาวโสภิตา หัสดิพันธ์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ร่วมกับโรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี

พ.ศ. ๒๕๖๕


Click to View FlipBook Version