อาณาจักรของสิ่งมีชีวิต
kingdom of living things
เสนอ
คุณครู พินิจ เจ๊กอิน
คำนำ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) นี้ เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่จัดทำขึ้นเพื่อ
ประกอบการศึกษาของรายวิชาวิทยาศาสตร์เรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพ
ผู้จัดทำได้รวบรวมความรู้แหล่งความรู้ต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่ศึกษาได้มีความรู้
ความเข้าใจ ในเนื้อหามากยิ่งขึ้น นำเสนอในรูปแบบที่น่าสนใจ ให้ผู้
ศึกษาได้เห็นภาพจริง ทำศึกษาเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ศึกษาและผู้สนใจไม่มากก็น้อย
จัดทำโดย
ด.ญ.ณัฐิดา คุณวันดี ม.3 เลขที่11
ด.ญ.รัตนาภรณ์ ศรียากูล ม.3 เลขที่ 13
สารบัญ หน้า
ความหลากหลายทางชีวภาพ 3
ความหมายของความหลากหลายทางชีวภาพ 4
ความหลากหลายทางชีวภาพสำคัญอย่างไร
5
อาณาจักรฟังไจ
6
เส้นใยของรา 7
อาณาจักรโพรทิสตา 8
โพรโทซัว 9
กลุ่มเซลเจลลาตา
กลุ่มซลิอาตา 10
กลุ่มซาร์โกดินา 14
กลุ่มสปอโรซัว 16
วัฏจักรการเกิดไข้มาลาเรีย
17
อาณาจักรมอเนอรา 18
20
ประโยชน์ของแบคทีเรีย 27
โทษของแบคทีเรีย
ไฟลัมไซยาโนไฟตา 28
อาณาจักรสัตว์ 31
32
ไฟรัมฟอริเฟอรา
ไฟลัมซีเลนเทอราตา
อาณาจักรพืช
พืชดอก
พืชดอกแบ่งออกเป็นสองชั้นย่อย
เนื้อเยื่อปฐมภูมิ
เนื้อเยื่อทุติยภูมิ
เนื้อเยื่อหลัก
3
ความหลากหลายทางชีวภาพ
ความหมายของความหลากหลายทางชีวภาพ
คำว่า ความหลากหลายทางชีวภาพ มาจาก biodiversity หรือ biological
diversity ความหลากหลาย (diversity) หมายถึง มีมากมายและแตกต่าง
ทางชีวภาพ (biological) หมายถึง ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต
ความหลากหลายทางชีวภาพ หมายถึง การมีสิ่งมีชีวิตนานาชนิด นานาพันธุ์ใน
ระบบนิเวศอันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย ซึ่งมีมากมายและแตกต่างกันทั่วโลก หรือ
ง่ายๆ คือ การที่มีชนิดพันธุ์ (species) สายพันธุ์ (genetic) และระบบนิเวศ
(ecosystem) ที่แตกต่างหลากหลายบนโลก
ความหลากหลายทางชีวภาพสำคัญอย่างไร
ความหลากหลายทางชีวภาพมีอยู่ระหว
่างสายพันธุ์ ระหว่างชนิดพันธุ์ และ
ระหว่างระบบนิเวศ
ความหลากหลายทางชีวภาพระหว่างสายพันธุ์ ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ ความ
แตกต่างระหว่างพันธุ์พืชและสัตว์ต่างๆ ที่ใช้ในการเกษตร ความแตกต่าง
หลากหลายระหว่างสายพันธุ์ ทำให้สามารถเลือกบริโภคข้าวจ้าว หรือข้าว
เหนียว ตามที่ต้องการได้ หากไม่มีความหลากหลายของสายพันธุ์ต่างๆ แล้ว
อาจจะต้องรับประทานส้มตำปูเค็มกับข้าวจ้าวก็เป็นได้ ความแตกต่างที่มีอยู่ใน
สายพันธุ์ต่างๆ ยังช่วยให้เกษตรกรสามารถเลือกสายพันธุ์ปศุสัตว์ และสัตว์ปีก
เพื่อให้เหมาะสมตามความต้องการของตลาดได้ เช่น ไก่พันธุ์เนื้อ ไก่พันธุ์
ไข่ดก วัวพันธุ์นม และวัวพันธุ์เนื้อ เป็นต้น
4
ความหลากหลายระหว่างชนิดพันธุ์ สามารถพบเห็นได้โดยทั่วไปถึงความแตกต่าง
ระหว่างพืชและสัตว์แต่ละชนิด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่อยู่ใกล้ตัว เช่น สุนัข แมว
จิ้งจก ตุ๊กแก กา นกพิราบ และนกกระจอก เป็นต้น หรือสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในป่าเขา
ลำเนาไพร เช่น เสือ ช้าง กวาง กระจง เก้ง ลิง ชะนี หมี และวัวแดง เป็นต้น
พื้นที่ธรรมชาติเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย แต่ว่า
มนุษย์ได้นำเอาสิ่งมีชีวิตมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร และอุตสาหกรรม น้อย
กว่าร้อยละ 5 ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ในความเป็นจริงพบว่ามนุษย์ได้ใช้พืชเป็น
อาหารเพียง 3,000 ชนิด จากพืชที่มีท่อลำเลียง (vascular plant) ที่มีอยู่ทั้งหมด
ในโลกถึง 320,000 ชนิด ทั้งๆ ที่ประมาณร้อยละ 25 ของพืชที่มีท่อลำเลียงนี้
สามารถนำมาบริโภคได้ สำหรับชนิดพันธุ์สัตว์นั้น มนุษย์ได้นำเอาสัตว์เลี้ยงมา
เพื่อใช้ประโยชน์เพียง 30 ชนิด จากสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังทั้งหมดที่มีในโลก
ประมาณ 50,000 ชนิด (UNEP 1995)
ความหลากหลายระหว่างระบบนิเวศเป็นความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งซับซ้อน
สามารถเห็นได้จากความแตกต่างระหว่างระบบนิเวศประเภทต่างๆ เช่น ป่าดงดิบ
ทุ่งหญ้า ป่าชายเลน ทะเลสาบ บึง หนอง ชายหาด แนวปะการัง ตลอดจนระบบ
นิเวศที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น ทุ่งนา อ่างเก็บน้ำ หรือแม้กระทั้งชุมชนเมือง ของเรา
เอง ในระบบนิเวศเหล่านี้ สิ่งมีชีวิตก็ต่างชนิดกัน และมีสภาพการอยู่อาศัยแตก
ต่างกัน
ความแตกต่างหลากหลายระหว่างระบบนิเวศ ทำให้โลกมีถิ่นที่อยู่อาศัยเหมาะสม
สำหรับสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ระบบนิเวศแต่ละประเภทให้ประโยชน์แก่การดำรง
ชีวิตของมนุษย์แตกต่างกัน หรืออีกนัยหนึ่งให้ ‘บริการทางสิ่งแวดล้อม’
(environmental service) ต่างกันด้วย อาทิ ป่าไม้ทำหน้าที่ดูดซับน้ำ ไม่ให้
เกิดน้ำท่วมและการพังทลายของดิน ส่วนป่าชายเลนทำหน้าที่เก็บตะกอนไม่ให้ไป
ทบถมจนบริเวณปากอ่าวตื้นเขิน ตลอดจนป้องกันการกัดเซาะบริเวณชายฝั่งจาก
กระแสลมและคลื่นด้วย
5
อาณาจักรฟังไจ
อาณาจักรฟังไจ (Kingdom Fungi) สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรฟังใจเป็นเซลล์
ยูคาริโอต สร้างอาหารเองไม่ได้ (Heterotroph) ส่วนใหญ่ดำรงชีวิต
แบบภาวะย่อยสลาย (Saprophytism) โดยการปล่อยเอนไซม์ออกมา
ย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตแล้วดูดซึมเข้าไป
กำเนิดของฟังไจ ข้อมูลจากบรรพชีวินวิทยาและข้อมูลในระดับโมเลกุล
เสนอว่า ฟังไจและสัตว์เป็นอาณาจักรที่อยู่ใกล้ชิดกันมากกว่าใกล้ชิดกับ
พืชหรือยูคาริโอตอื่น ๆ
กำเนิดของฟังไจ ข้อมูลจากบรรพชีวินวิทยาและข้อมูลในระดับโมเลกุล
เสนอว่า ฟังไจและสัตว์เป็นอาณาจักรที่อยู่ใกล้ชิดกันมากกว่าใกล้ชิดกับ
พืชหรือยูคาริโอตอื่น ๆ
จากหลักฐานทางสายสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการ เสนอว่า
ฟังไจวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษที่มีแฟลเจลลา ถึงแม้ฟัง
ไจส่วนใหญ่จะไม่มีแฟลเจลลา วิวัฒนาการของฟังใจที่เก่า
แก่หรือมีวิวัฒนาการต่ำที่สุดคือ ไคทิด (chytrids) ซากดึกดำ
บรรพ์ของฟังใจที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดประมาณ 460 ล้านปี (ในยุคออร์โดวิเชียน) และ
ยังพบซากดึกดำบรรพ์ของพืชที่มีท่อลำเลียงในปลายยุคซิลูเรียนที่มีหลักฐานของไม
คอร์ไรซา (Mycorrhiza) อยู่แสดงว่าฟังไจมีความสัมพันธ์แบบซิมไบโอติก
(Symbiotic) อยู่กับพืชมาตั้งแต่พืชมีท่อลำเลียงได้วิวัฒนาการขึ้นมาอยู่บนบก
ปัจจุบันพบฟังใจแพร่กระจายอยู่ทั่วไปมีประมาณ 100,000 ชนิด
ลักษณะรูปร่างและการดำรงชีวิตของฟังไจ ลักษณะของฟังใจส่วนใหญ่ ประกอบด้วย
หลายเซลล์เรียงต่อกันเป็นเส้นใย เรียกว่า ไฮฟา (hypha) กลุ่มของเส้นใย เรียกว่า ไม
ซีเลียม (Mycelium) ทำหน้าที่ยึดเกาะอาหารและส่งเอนไซม์ไปย่อยสลายอาหารภายนอก
เซลล์และดูดซึมสารอาหารที่ย่อยได้เข้าสู่เซลล์ไมซีเลียมของฟังใจ บางชนิดจะเจริญเป็น
ส่วนที่โผล่พ้นดินออกมา เรียกว่า ฟรุตติงบอดี (Fruiting body) เพื่อทำหน้าที่สร้างส
ปอร์ ส่วนพวกที่เป็นเซลล์เดียว ได้แก่ ยีสต์ เส้นใยของฟังใจประกอบด้วย ผนังเซลล์
(ประกอบด้วยสารไคติน (Chitin) เป็นส่วนใหญ่ มีส่วนน้อยที่เป็นเซลลูโลส) เยื่อหุ้ม
เซลล์ และโพรโทพลาซึม
6
เส้นใยของรา แบ่งเป็น 2 แบบ คือ
1.เส้นใยไม่มีผนังกัน (Non Septate Hypha หรือ Coenocytic Hypha)
เส้นใยมีลักษณะเป็นท่อทะลุถึงกันหมดโดยไม่มีผนัง (Septum) กั้นซึ่งเกิด
จากการแบ่งนิวเคลียสโดยไม่แบ่งไซโทพลาซึม ทำให้ไซโทพลาซึมและ
นิวเคลียสติดต่อกันได้หมด
2.เส้นใยแบบที่มีผนังกั้น (Septate Hypha) มีผนังกั้นแบ่งแต่ละเซลล์ โดย
ภายในเซลล์อาจมีนิวเคลียสอันเดียว หรือมีนิวเคลียสหลายอันในแต่ละเซลล์
ผนังที่กั้นระหว่างเซลล์เป็นผนังที่ไม่สมบูรณ์ เพราะมีรูอยู่ที่ผนัง อาจมีรูเดียว
หรือหลายรูที่ผนัง ทำให้ไรโบโซม ไมโทคอนเดรีย หรือนิวเคลียสไหลจาก
เซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่งได้
7
อาณาจักรโพรทิสตา
สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้อาจมีเซลล์เดียวหรือหลายเซลล์เป็นเซลล์ชนิดยูคาริโอต
(Eukaryote) คือมีเยื่อหุ้มนิวเคลียสแต่เซลล์เหล่านั้นยังไม่รวมตัวกันเป็นเนื้อเยื่อ
และมีลักษณะของพืชและสัตว์รวมกัน เช่น มีการเคลื่อนที่ได้อันเป็นลักษณะของ
สัตว์มีการสังเคราะห์ด้วยแสงโดยใช้คลอโรฟิลล์เช่นเดียวกับพืช
อาณาจักรโพรทิสตา ประกอบด้วย สิ่งมีชีวิตพวกโพรโทซัว สาหร่ายราย และรา
เมือก ตามวิธีจัดจำแนกที่ใช้อยู่ทั่วไป
(ตัวอย่างสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรโพรทิสตา)
โพรโทซัว (Protozoa)
เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวขนาดเล็กมากมองดูด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องใช้
กล้องจุลทรรศน์ส่องดูจึงจะเห็นได้ โพรโทซัวอาจอยู่เป็นเซลล์เดี่ยว ๆ เช่น ยูกลีนา
อะมีบา พารามีเซียม หรืออยู่รวมกันเป็นโคโลนี เช่น วอลวอกซ์ (Volvox)
แหล่งที่อยู่อาศัยมีทั้งอยู่อย่างอิสระในดินในน้ำจืดในน้ำเค็มหรืออยู่ในสภาพปรสิต
กับสิ่งมีชีวิตอื่น เช่น เชื้อพลาสโมเดียม (Plasmodium sp.) ทำให้เกิดโรค
มาลาเรีย เชื้อ Entamoeba histolytica ซึ่งทำให้เป็นโรคบิดมีตัว เกิดอาการท้อง
ร่วง ลำไส้อักเสบ บางชนิดอาจจะอาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ของสัตว์ชั้นสูงหลายชนิด
รวมทั้งคนแต่ไม่ทำอันตราย
8
เพราะพวกนี้ย่อยกากอาหารทำให้มีแก๊สเกิดขึ้นในลำไส้ใหญ่ พวก
Entamoeba coli โพรโทซัว Entamoeba gingivalis อาศัยอยู่ที่โคนฟันคอย
กินแบคทีเรียในปากไม่ทำให้เกิดโทษ
โพรโทซัวมีรูปร่างแตกต่างกันมากมายมีการเคลื่อนที่โดยใช้อวัยวะต่างกัน
จำแนกโพรโทซัวออกตามอวัยวะในการเคลื่อนที่คือ
1. กลุ่มแฟลเจลลาตา (Flagellata) เป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วยแฟลเจลลัม
(flagellum) เช่น ยูกลีนาซึ่งอาศัยหากินอย่างอิสระในน้ำ
ทริพาโนโซมา (Trypanosoma)
เป็นโพรโทซัวที่มีแฟลเจลลาอาศัยอยู่
ในเลือด ทำให้คนเป็นโรคเหงาหลับ
(African sleeping sickness) ซึ่งมีแมลง
tsetse fly เป็นพาหะ วอลวอกซ์ที่อยู่ร่วมกัน
เป็นโคโลนี้ก็เป็นโพรโทซัวพวกมีแฟล
เจลลาโพรโทซัวมีหนวดพวก Trichonympha
อาศัยอยู่ในลำไส้ปลวกโดยอยู่ร่วมกัน
แบบภาวะพึ่งพา
2. กลุ่มซิลิอาตา (ciliata) เป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วยซิเลีย (cilia)ซึ่งเป็นขนสั้น ๆ
มีจำนวนมากอาจเรียกโพรโทซัวพวกนี้ว่า ซิลิเอต (ciliates) ตัวอย่างเช่น พารามีเซียม
(Paramecium) รูปร่างคล้ายรองเท้าแตะ วอร์ดีเซลลา (Vorticella) รูปร่างคล้ายกระดิ่ง
สเตนเตอร์ (Stentor) เป็นต้น ซิลิเอตโดยทั่วไปมีนิวเคลียส 2 ชนิด คือ นิวเคลียส
ขนาดใหญ่ (macronucleus) ทำหน้าที่ควบคุมกระบวนการต่าง ๆ นอกจากการสืบพันธุ์
และนิวเคลียสขนาดเล็ก (micronucleus) ทำหน้าที่ควบคุมการสืบพันธุ์
9
3. กลุ่มซาร์โกดินาหรือไรโซโพดา (Sarcodina or Rhizopoda) เป็นโพรโท
ซัวที่เคลื่อนที่ด้วยขาเทียมหรือซูโดโพเดียม (pseudopodium) ที่เกิดจากการ
ไหลของไซโทพลาซึมเข้าไปข้างใดข้างหนึ่งของเซลล์เยื่อหุ้มเซลล์ทางด้านนั้น
จะปูดออกทำให้ตัวมันเคลื่อนที่ตามทิศทางที่ขาเทียมได้ปูดออกไปพบทั้งในน้ำ
จืดน้ำเค็ม ได้แก่ อะมีบา พวกอยู่ในทะเลมักมีเปลือก (test) หุ้ม เช่น ฟอรามิ
นิเฟอรา (Foruminifera) เรดิโอลาเรีย (Radiolaria) ซึ่งเปลือกจะมีลวดลาย
สวยงามเนื่องจากมีสารต่าง ๆ มาสะสมอยู่
4. กลุ่มสปอโรซัว (Sporozoa) เป็นโพรโทซัวที่ไม่มีโครงสร้างในการ
เคลื่อนที่ส่วนใหญ่เป็น โพรโทซัวที่เป็นปรสิต เช่น พลาสโมเดียม
(Plasmodium) ทำให้เกิดโรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องเป็นพาหะ เมื่อพลาสโม
เดียมเข้าสู่กระแสเลือดจะเข้าสู่เม็ดเลือดแดงแล้วแบ่งตัวมากมายจนเม็ดเลือด
แดงแตกออกสารพิษที่เกิดจากพลาสโมเดียมจะทำให้คนไข้มีอาการจับไข้หนาว
สั่นไข้จะลดลงเมื่อเชื้อพลาสโมเดียมเข้าเม็ดเลือดแดงชุดใหม่ เพื่อเข้าไปแบ่ง
เซลล์ภายในเม็ดเลือดแดงอีก เมื่อใดที่เม็ดเลือดแดงแตกคนไข้จะมีอาการหนาว
สั่นขึ้นมาอีก เชื้อมาลาเรียที่สำคัญที่พบในประเทศไทย มีอยู่ 2 ชนิด คือ
Plasmodium falciparum ทำให้เกิดโรคมาลาเรียขึ้นสมองมีอาการรุนแรงกว่า
และมีการจับไข้ทุกวันส่วนอีกชนิดหนึ่งคือ Plasmodium vivax เกิดโรคมาลาเรีย
ลงตับมีการจับใช้ทุก 2 วัน เนื่องจากการรักษายังไม่ได้ผลอีกทั้งเชื้อมาลาเรียใน
ปัจจุบันมีความดื้อยาสูงจึงยังพบผู้ป่วยเป็นมาลาเรียได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย
วัฏจักรของการเกิดไข้มาลาเรียจากเชื้อ Plasmodium spp 10
สาหร่าย
แบ่งเป็นกลุ่มสำคัญ ๆ ดังนี้
กลุ่มสาหร่ายสีเขียว คือ สาหร่ายที่มีคลอโรพลาสต์ในเซลล์ เป็น
สาหร่ายกลุ่มใหญ่ที่สุด พบตามบ่อ บึง คูน้ำ และในน้ำทะเล มีทั้งเป็นเซลล์เดียว
เช่น Chlamydomonas, Chlorococcum, Chlorella, Closterium,
Cosmarium ส่วนพวกที่อยู่เป็นกลุ่ม เช่น Volvox, Scenedesmus,
Pediastrum ชนิดที่อยู่กันเป็นสาย ได้แก่ Ulothrix, Spirogyra, Cladophora
สาหร่ายสีเขียวมีลักษณะสำคัญคือ
1) มีคลอโรฟิลล์เอและบี และรงควัตถุอื่น ๆ เช่น แคโรทีน
แซนโทฟิลล์ (xanthophyll)
2) มีแฟลเจลลา 1 หรือ 2 หรือ 8 เส้นขนาดเท่ากันและอยู่
ด้านหน้าของเซลล์
3) ผนังเซลล์ประกอบด้วยเซลลูโลสเป็นส่วนใหญ่
4) อาหารสะสมในเซลล์ คือ แป้ง
11
กลุ่มสาหร่ายสีเขียว
ไดอะตอมชนิดต่างๆ
diatomaceous earth
12
กลุ่มสาหร่ายสีน้ำตาล ซึ่งส่วนใหญ่พบในน้ำเค็ม สาหร่ายสีน้ำตาลมีลักษณะ
เด่น ดังนี้
1) มีคลอโรฟิลล์เอ คลอโรฟิลล์ซี และรงควัตถุสีน้ำตาล
ฟิวโคแซนทิน (fucoxanthrin) มาก
2) ส่วนใหญ่พบในน้ำเค็มและน้ำกร่อย
3) มักมีขนาดใหญ่ประกอบด้วยเซลล์จำนวนมากรวมกัน
เป็นส่วนที่คล้ายราก (holdfast) คล้ายลำต้น (stipe) และคล้ายใบ (blade)
4) ผนังเซลล์ประกอบด้วยเซลลูโลสและกรดแอลจินิก
(alginic acid) หรือแอลจีน (algin)
5) อาหารสะสมเป็นพวกน้ำตาลแมนนิทอล (manitol)
และลามินาริน (laminarin)
6) กรดแอลจินิกนำมาสกัดเป็นสารประกอบแอลจิน ใช้
ทำวุ้นและสารที่ทำให้เกิดการคงตัว (thickening and stabilizing agent)
ในยาสีฟัน ไอศกรีม โลชั่นต่าง ๆ ทำยา ทำสี ทำปุ๋ย เพราะมีไอโอดีนและ
โพแทสเซียมมาก
ตัวอย่างได้แก่ Kelp (Macrocystis) ซึ่งมีขนาดยาวที่สุด
Laminaria ใช้สกัดแอลจิน Padina, Fucus ใช้ทำปุ๋ยโพแทสเซียม
Sargassum หรือสาหร่ายทุ่นซึ่งมีมากในอ่าวไทยใช้เป็นอาหารและมี
ไอโอดีนสูง
13
จีฉ่าย
สาหร่ายผมนาง
14
อาณาจักรมอเนอรา
อาณาจักรมอเนอรา เป็นอาณาจักรของพวกแบคทีเรีย เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว โดย
เป็นเซลล์แบบโพรคาริโอต (ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียสและออร์แกเนลล์เยื่อหุ้ม)
ลักษณะสำคัญของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรมอเนอรา
- เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีโครงสร้างเซลล์แบบโพรคาริโอต (prokaryotic
cell) ในขณะที่สิ่งมีชีวิตอื่นๆทุกอาณาจักรมีโครงสร้างเซลล์แบบยูคารีโอต
(eukaryotic cell)
- ไม่มีออร์แกเนลล์ชนิดมีเยื่อหุ้มเช่น ร่างแหเอนโดพลาสซึม กอลจิคอมเพล
กซ์ ไลโซโซม คลอโรพลาสต์ มีเฉพาะออร์แกเนลล์ที่ไม่มีเยื่อหุ้มคือไรโบโซม
สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้แบ่งเป็น 2 ไฟลัม คือ
1.ไฟลัมชิโซไฟตา (Phylum Schizophyta) สิ่งมีชีวิตที่จัดอยู่ในไฟลัมนี้ ได้แก่
แบคทีเรีย
ลักษณะของสิ่งมีชีวิตในไฟลัมซิโซไฟดา คือ
1. มีเซลล์ขนาดเล็ก
2. ลักษณะรูปร่าง มี 3 ลักษณะคือ
2.1 รูปร่างกลม เรียกว่า coccus (coccus = เอกพจน์ cocci = พหูพจน์)
2.2 รูปร่างแบบแท่งยาว เรียกว่า bacillus (bacillus = เอกพจน์ bacilli =
พหูพจน์)
2.3 รูปร่าง เกลียว เรียกว่า spirillum (spirillum = เอกพจน์ spirillum =
พหูพจน์)
3. เซลล์รูปร่างต่าง ๆ มีการเรียงตัวทำให้เกิดลักษณะเฉพาะ เช่น
แบคทีเรียที่มีรูปร่างทรงกลม มีการเรียงตัวหลายแบบ
- เซลล์ทรงกลม 2 เซลล์เรียงต่อกันเรียก diplococci
- เซลล์หลายเซลล์เรียงต่อกันเป็นลูกโซ่เรียก streptococci
- เซลล์หลายเซลล์เรียงกันเป็นกลุ่มก้อนคล้ายพวงองุ่น เรียก
staphylococci
15
เซล์แบคทีเรียรูปร่างต่างๆ
โครงสร้างของ peptidoglycan
(a) โครงสร้างของ peptidoglycan ใน
แบคทีเรียแกรมบวก
(b) ผนังเซลล์ของแบคทีเรียแกรมบวก
(c) ผนังเซลล์ของแบคทีเรียแกรมลบ
16
- เซลล์ 8 เซลล์ เรียงเป็นลูกบาศก์เรียก sarcina
แบคทีเรียที่มีรูปร่างทรงกระบอก ไม่ค่อยมีแบบแผนการเรียงตัวที่เด่น
ชัดเท่าทรงกลม แต่อาจมีการเรียงตัวของเซลล์เนื่องมาจากระยะการเจริญเติบโต
หรือขึ้นกับสภาพของการเพาะเลี้ยงในอาหาร
แบคทีเรียที่มีรูปร่างแบบเกลียว มักอยู่เป็นเซลล์เดี่ยว ๆ แต่ละชนิดมี
ความแตกต่างกันทั้งทางด้านความยาว จำนวนเกลียว ความโค้ง
ประโยชน์ของแบคทีเรีย
1. ด้านอุตสาหกรรม เช่นการผลิตอาหารหมัก ใช้ฟอกหนัง
2. ด้านการเกษตร เช่นใช้เป็นปุ๋ย
3. การทดสอบคุณภาพน้ำ
4. ทางด้านการแพทย์ เช่นการผลิตยาปฏิชีวนะ
5. ใช้ในเทคโนโลยีชีวภาพ โดยใช้เทคนิคทางพันธุวิศวกรรมสร้าง
แบคทีเรียที่มีลักษณะต่าง ๆ
6. ช่วยย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตให้เป็นอาหารของพืช
โทษของแบคทีเรีย
1. ผลิตสารพิษที่เป็นอันตราย
2. ทำให้เกิดโรคต่างๆ ใน คน เช่น ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค ปอดบวม
วัณโรค คอตีบ สัตว์ เช่น แอนแทรกซ์ บาดทะยัก และพืช เช่น โรครากเน่า
โรคใบไม้ของสาลี่
ตำแหน่งของแฟลเจลลา
17
2.ไฟลัมไซยาโนไฟตา (Phylum Cyanophyta) ได้แก่ สาหร่ายสีเขียวแกม
น้ำเงิน (Blue-green algae) ปัจจุบันเรียกชื่อใหม่ว่า Cyanobacteria
ลักษณะของสิ่งมีชีวิตในไฟลัมไซยาโนไฟตา คือ
1. ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส เป็นเซลล์พวกโปรคารีโอต ไม่มี flagella
2. มี chlorophyll phycocyanin phycorythin กระจายในเซลล์ แต่ไม่
ได้รวมเป็น chloroplast
3. ผนังเซลล์เป็น cellulose และ pectin
4. มีขนาดเล็ก อาจอยู่ในลักษณะ
4.1 เซลล์เดี่ยว หรือเซลล์กลุ่ม เช่น Gloeocapsa , Chroococcus
และ Eucapsis
4.2 เซลล์ที่จัดเรียงเป็นสาย เช่น Anabaena , Oscillatoria และ
Spirulina
การสืบพันธุ์ของ Cyanocacteria
1. การแบ่งตัว Binary fission.
2. การหักเป็นท่อน (fragmentation) พบในพวกที่เป็นสาย
3. สร้างสปอร์หรือสร้างเซลล์พิเศษ เช่น akinete
ประโยชน์
- เป็นผู้ผลิตอาหาร และ O2
- Spirulina หรือเกลียวทอง มี protein สูง ใช้ทำอาหารเสริมคนและ
สัตว์
- Nostoc Anabaena Oscillatori สามารถเพิ่มความตรึง N ทำเป็นปุ๋ย
ในดิน เช่น แหนแดง (Azolla) ซึ่ง Anabaena อยู่ช่องว่างกลางใบ
18
อาณาจักรสัตว์
อาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia)
สิ่งมีชีวิตที่จัดอยู่ในอาณาจักรมีมากกว่า 1.7 ล้านสปีชีส์ ในจำนวนนี้เป็น
แมลงประมาณ 6 แสนชนิด สัตว์ถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ
ในแง่ของผู้บริโภค ซึ่งเป็นผลทำให้มีการถ่ายทอดพลังงานไปยังผู้บริโภคระดับ
ต่างๆ นอกจากนี้สัตว์ยังเป็นตัวทำให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีความ
สำคัญในการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช และก่อให้เกิดความสมดุลในธรรมชาติ
สัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ไม่มีคลอโรฟิลล์จึงไม่สามารถสร้างอาหารได้
เอง และมีระยะตัวอ่อน (EMBRYO) สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว์แบ่งออกเป็นไฟ
ลัมต่างๆดังนี้
1. ไฟลัมพอริเฟอรา(PHYLUM PORIFERA) สัตว์ที่ลำตัวเป็นรูพรุน ได้แก่
ฟองน้ำ
ลักษณะสำคัญของสัตว์ใน Phylum Porifera
- เป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการต่ำสุด และ ไม่มีเนื้อเยื่อแท้จริง (Parazoa)
- ตัวเต็มวัยเกาะกับที่ จึงไม่มี nervous system และ sense organ
- มีทั้งอาศัยในน้ำจืดและน้ำเค็ม
- มีสีสดใส (แดง ส้ม เหลือง ม่วง) เกิดจากรงควัตถุที่อยู่ในเซลล์ผิว
- ฟองน้ำที่มีรูปร่างซับซ้อนน้อยที่สุดจะมีสมมาตรรัศมี แต่ฟองน้ำส่วนใหญ่
ไม่มีสมมาตร
- จะสร้าง Gemmule (แตกหน่อ)เวลาสภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสม
- มีโครงร่างแข็งค้ำจุน (Spicule ที่เป็นหินหรือแก้ว , Spongin ที่เป็น
เส้นใยโปรตีน)
19
ภาพของฟองน้ำ
20
2.ไฟลัมซีเลนเทอราตา(PHYLUM COELENTERATA) ได้แก่
แมงกะพรุน ดอกไม้ทะเล ปะการัง กัลปังหา และไฮดรา
ลักษณะสำคัญของสัตว์ใน Phylum Coelenterata
- ร่างกายประกอบด้วย เนื้อเยื่อ 2 ชั้นคือ Epidermis เเละ
Gastrodermis
- ระหว่างชั้นเนื้อเยื่อมีสารคล้ายวุ้นเรียกว่า Mesoglea เเทรกอยู่
- ลำตัวกลวงลักษณะเป็นถุงตันมีช่องเปิดช่องเดียวเรียกว่า
gastrovascula cavity ทำหน้าที่เป็นทางเดินอาหารอาหารเข้าเเละ
กากอาหารออกทางช่องเปิดเดียวกัน
- มีหนวดอยู่รอบปากเรียกว่า เทนทาเคิล ( tentacle )ใช้
สำหรับจับเหยื่อ
- ที่หนวดมีเซลล์สำหรับต่อยเรียกว่า cnidocyte เเละมีเข็ม
สำหรับต่อยเรียกว่า nematocyst
- มีวงจรชีพสลับ
- สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยการแตกหน่อ
- มี 2 เพศในตัวเดียวกัน
21
ไฟลัมแพลทิเฮลมินทิส(PHYLUM PLATYHELMINTHES) ได้แก่
พยาธิใบไม้ พยาธิตัวตืด และพลานาเรีย
ลักษณะสำคัญของสัตว์ใน Phylum Platyhelminthes
- มีสมมาตรเป็นแบบครึ่งซีก (Bilateral symmetry)
- ไม่มีช่องว่างในลำตัว (Acoelomate animal) เนื่องจาก
เนื้อเยื่อชั้นกลางมีเนื้อเยื่อหยุ่นๆบรรจุอยู่เต็มไปหมด
- ไม่มีระบบหมุนเวียนโลหิต ไม่มีเส้นเลือด ไม่มีหัวใจ สาร
อาหารไปเลี้ยงเซลล์โดยการแพร่จากทางเดินอาหารเข้าสู่เซลล์
โดยตรง
- มีระบบทางเดินอาหารเป็นแบบไม่สมบูรณ์มีปากแต่ไม่มี
ทวารหนัก และในพวกพยาธิตัวตืดไม่มีทางเดินอาหาร
- มีระบบประสาทอยู่ทางด้านหน้าและแตกแขนงออกไปทาง
ด้านข้างของลำตัว
- มีทั้งสองเพศในตัวเดียวกัน สามารถผสมพันธุ์ได้ภายในตัว
เอง (Self fertilization) และผสมพันธุ์ข้ามตัว (Cross
fretilization)
22
4. ไฟลัมนีมาโทดา(PHYLUM NEMATOD) ได้แก่ พยาธิตัวกลมต่างๆ เช่น
พยาธิไส้เดือน ไส้เดือนฝอย และหนอนในน้ำส้มสายชู
ลักษณะสำคัญของสัตว์ใน Phylum Nemetoda
- ลำตัวกลมยาวหัวท้ายเเหลม ไม่มีรยางค์
- มีเปลือกเป็นคิวติเคิลหนาปกคลุม
- สมมาตรครึ่งซีก
- มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ มีทั้งปากเเละทวารหนัก
- ร่างกายมีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น
- มีช่องลำตัวเทียม ( pseudocoelom )อยู่ระหว่างมีโซเดิร์มเเละเอน
โดเดิร์มซึ่งมีของเหลวบรรจุอยู่เต็ม
- ระบบประสาท เป็นวงเเหวนรอบคอ ต่อกับเส้นประสาทที่ยาวตลอด
ลำตัว
- ไม่มีระบบไหลเวียนเลือดเเละระบบหายใจ
- การสืบพันธุ์เเบบอาศัยเพศ มีตัวผู้ตัวเมียคนละตัวกัน ไข่มีสารไคติ
นหุ้มจึงทนทานต่อสภาพเเวดล้อมได้ดี
23
5. ไฟลัมแอนนิลิดา (PHYLUM ANNILIDA) ได้แก่ ไส้เดือนดิน แม่เพรียง
ทากดูดเลือด และปลิงน้ำจืด
ลักษณะสำคัญของสัตว์ใน Phylum Annilida
- มีลำตัวกลมยาวเป็นปล้องๆ มองเห็นภายนอกเป็นวงเเละภายในมี
เนื้อเยื่อกั้นระหว่างปล้องเรียกว่า เซปตา ( septa )
- เเต่ละปล้องมีอวัยวะ คือ เดือย ( saeta ) 4 คู่ เนฟริเดีย ( อวัยวะขับ
ถ่าย )1 คู่ เส้นประสาท 3 คู่ ทางเดินอาหารเเละช่องลำตัวส่วนหนึ่ง ยกเว้น
ปล้อง
- ที่มีหัวที่ซึ่งมีอวัยวะสำคัญ ( สมอง คอหอย หัวใจ )
- ร่างกายมีสมมาตรครึ่งซีก
- มีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น
- มีช่องลำตัวเเท้จริง ( coelom ) ซึ่งเป็นช่องลำตัวในเนื้อเยื่อมีโซเดิร์ม
- ระบบประสาทประกอบด้วย ปมสมองที่หัว 1 คู่ และ เส้นประสาทใหญ่
ด้านท้อง
24
7. ไฟลัมมอลลัสกา(PHYLUM MOLLUSCA) สัตว์ที่มีลำตัวอ่อนนุ่ม ได้แก่ หมึก
และหอยชนิดต่างๆ
ลักษณะสำคัญของสัตว์ใน Phylum Mollusca
- ร่างกายจะแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่
1. head and foot
2. visceral mass
3. mantle, palium เกิด mantle cavity มีเหงือกภายใน
- สัตว์ในไฟลัมนี้มีลำตัวอ่อนนุ่ม บางชนิดอาจมีเปลือกแข็งหุ้มลำตัวเป็น
CaCO3
- แยกเพศผู้-เมีย
- ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในน้ำทั้งน้ำจืดและน้ำทะเล มีอาศัยอยู่บนบกบ้าง
- อวัยวะในการแลกเปลี่ยนแก๊สประกอบด้วย
1. เหงือก (gill) อยู่ภายในช่องแมนเติล พบในมอลลัสทั่วไป
2. ผิวตัว ในทากทะเล (sea slug, nudibranch) ผิวตัวจะเปลี่ยนรูป
ไปเป็นแขนงอยู่บนลำตัว เรียกว่า เซอราตา (cerata) หรือบางชนิดมีอยู่รอบ
ทวารหนัก (anal gill)
3. ช่องแมนเติลหรือปอด หอยฝาเดียวที่ขึ้นมาอยู่บนบกจะมีช่องแมน
เติลที่มีผนังยื่นลงมากั้นเป็นห้อง มีของเหลวหล่อเลี้ยงในช่องนี้ทำให้สามารถ
แลกเปลี่ยนแก๊สได้
25
8. ไฟลัมเอไคโนเดอร์มาตา (PHYLUM ECHINODERMATA) สัตว์ที่ผิวหนังมี
หนามขุรขระ ได้แก่ ดาวทะเล เม่นทะเล เหรียญทะเล ปลิงทะเล ดาวเปราะ
ลักษณะสำคัญของสัตว์ใน Phylum Echinoderm
- สมมาตรร่างกาย ตัวอ่อนเป็นเเบบครึ่งซีก ตัวเต็มวัยมีเมเเทมอร์โฟซิสก
ลายเป็นสมมาตรเเบบรัศมี
- ลำตัวเเบ่งเป็น 5 ส่วนหรือ ทวีคูณของ 5 ยื่นออกมาจากเเผ่นกลมที่เป็น
ศูนย์กลาง
- มีโครงร่างเเข็งภายใน มีเเผ่นหินปูนเล็กๆ ที่ยึดติดกันด้วยกล้ามเนื้อหรือ
ผิวหนังที่ปกคลุมอยู่บางชนิด
- มีเส้นประสาทเป็นวงเเหวนรอบปาก เเละเเยกเเขนงไปตามเเขน
- การเคลื่อนไหวใช้ระบบท่อน้ำ ( water vascula system ) ภายใน
ร่างกาย
- การสืบพันธุ์ แบ่งเป็นเเบบอาศัยเพศโดยมีการปฎิสนธิภายนอก และ
เเบบไม่อาศัยเพศบางชนิด เช่น การขาดของเเขนใดเเขนหนึ่ง ส่วนที่ขาดก็
จะเจริญไปเป็นตัวเต็มอีกทีหนึ่ง
26
9. ไฟลัมคอร์ดาตา (PHYLUM CHORDATA)
คุณสมบัติเฉพาะของ Phylum Chordata
- มีโนโตคอร์ด (Notochord) ซึ่งเป็นแกนค้ำจุนหรือพยุงกายเกิดขึ้นใน
ระยะใดระยะหนึ่งของชีวิต หรือตลอดชีวิต ในพวกสัตว์ชั้นสูงมีกระดูกอ่อนหรือ
กระดูกแข็งแทนโนโตคอร์ด
- มีไขสันหลังเป็นหลอดยาวกลวงอยู่ทางด้านหลัง (Dorsal hollow nerve
tube) เหลือทางเดินอาหารซึ่งแตกต่างจากสัตว์พวกไม่มีกระดูกสันหลัง ซึ่งมี
ระบบประสาทอยู่ทางด้านท้อง(Ventral nerve cord) ใต้ทางเดินอาหารและ
เป็นเส้นตัน
- มีช่องเหงือก (Gill slit) ในระยะใดระยะหนึ่งของชีวิต หรือตล
27
อาณาจักรพืช
วัฏจักรชีวิตพืชดอก
ดอก
1. อาณาจักรพืช (Plant Kingdom)
ในตอนแรกนี้ เราควรเข้าใจหรือมองเห็นภาพใหญ่ของอาณาจักรพืช ก่อนที่จะ
เข้าสู่รายละเอียดในหัวข้อต่อๆไป
อาณาจักรพืชแบ่งออกเป็นห้าหมวด (Division ที่เทียบเท่ากับ Phylum ในอาณา
จักรอื่นๆ) ดังนี้
1. Rhodophyta หรือพวกสาหร่ายสีแดง
2. Phaeophyta หรือพวกสาหร่ายสีน้ำตาล รวมสาหร่ายยักษ์เคลพ์ (kelp) ที่อยู่
ในทะเลด้วย
3. Chlorophyta หรือพวกสาหร่ายสีเขียว
4. Bryophyta หรือพวกมอสส์และลิเวอร์เวิร์ต (liverwort)
5. Tracheophyta หรือพวกพืชมีท่อลำเลียง (vascular plant) ทั้งหมด พืชใน
หมวดนี้แบ่งออกเป็นสองหมวดย่อย (Subdivision) ดังนี้
5.1 พวกเฟิร์น
5.2 พืชมีเมล็ด (seed plant) พืชในหมวดย่อยนี้แบ่งออกเป็นสองชั้น (Class)
ใหญ่ๆ ที่เราคุ้นเคยกัน ดังนี้คือ
5.2.1 Gymnospermae เรียกพืชในชั้นนี้ว่าพืชเมล็ดเปลือย (gymnosperm)
หมายถึงพืชที่เมล็ดไม่มีสิ่งห่อหุ้ม พืชพวกนี้ไม่มีรังไข่ ไม่มีผล และมีการปฏิสนธิเดี่ยว
(single fertilization) แต่จากความรู้ที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน พบว่า คำกล่าวข้างต้นถูก
ต้องเพียงบางส่วน ตัวอย่างพืชในชั้นนี้ เช่นสนเขา แปะก๊วย และปรง พืชเมล็ด
เปลือยมีวิวัฒนาการในโลกมาก่อนพืชดอก เมื่อประมาณ 280 ล้านปีที่แล้ว หรือก่อน
ไดโนเสาร์เริ่มครองโลก
28
5.2.2 Angiospermae เรียกพืชในชั้นนี้ว่าพืชดอก (angiosperm) เนื่องจากในพวก
พืชมีเมล็ดด้วยกัน เฉพาะพืชกลุ่มนี้เท่านั้นที่สร้างดอก พืชดอกหมายถึงพืชที่เมล็ดมีสิ่ง
ห่อหุ้ม พืชกลุ่มนี้มีรังไข่ (ovary) มีผล (fruit) และมีการปฏิสนธิคู่ (double
fertilization) พืชดอกมีวิวัฒนาการมาจากพืชเมล็ดเปลือยดึกดำบรรพ์ เมื่อประมาณ
136 ล้านปีที่แล้ว หรือในยุคที่ไดโนเสาร์เริ่มสูญพันธุ์ พืชในชั้นนี้มีมากที่สุด ใน
โลกนี้มีประมาณ 275,000 ชนิด (species) ในประเทศไทยประมาณว่ามีมากกว่า
12,000 ชนิด และมีหลากหลายเช่นกัน ตั้งแต่ต้นเล็กไม่ถึงหนึ่งมิลลิเมตร เช่น
duckweed ที่อยู่ตามผิวน้ำ จนถึงต้นสูงใหญ่ร่วมหนึ่งร้อยเมตร เช่นยูคาลิปตัส หรือ
ยืนต้นเช่นไม้ที่พบเห็นบนดินทั่วไป เป็นเถาเกาะเกี่ยวตามต้นไม้ จนถึงพืชอากาศที่
อาศัยอยู่บนต้นไม้อื่น หรือสังเคราะห์แสงได้เอง (photosynthetic plant) ดังเช่น
พืชที่เราเห็นทั่วๆไป จนถึงพืชเบียนหรือกาฝาก (parasitic plant) และพืชกินซาก
(saprophytic plant) พืชที่เราพบเห็นและศึกษาโดยทั่วไปทางการเกษตรจัดอยู่ใน
กลุ่มนี้ ดังนั้น เนื้อหาที่จะกล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้จึงเกี่ยวข้องกับพืชดอกเกือบทั้งหมด
พืชดอกแบ่งออกเป็นสองชั้นย่อย (Subclass) โดยแบ่งตามจำนวนใบเลี้ยงในเมล็ด
ได้ ดังนี้
1) ใบเลี้ยงเดี่ยว (Monocotyledonae) เรียกพืชในชั้นย่อยนี้ว่าพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
(monocotyledon หรือมักเรียกย่อๆว่า monocot) พืชกลุ่มนี้มีใบเลี้ยงในเมล็ดเพียงหนึ่ง
ใบ ในโลกนี้มีพืชใบเลี้ยงเดี่ยวประมาณ 50,000 ชนิด ตัวอย่างวงศ์ (Family) พืชที่ถูกจัด
ให้อยู่ในชั้นย่อยใบเลี้ยงเดี่ยวนี้ เช่น Poaceae (ชื่อเดิมคือ Gramineae หรือวงศ์หญ้า)
Palmae หรือ Arecaceae (วงศ์ปาล์ม) Liliaceae (วงศ์ลิลี่) Orchidaceae (วงศ์กล้วยไม้)
และ Cyperaceae (วงศ์กก) โปรดสังเกตชื่อวงศ์มักลงท้ายด้วย ceae
2) ใบเลี้ยงคู่ (Dicotyledonae) เรียกพืชในชั้นย่อยนี้ว่าพืชใบเลี้ยงคู่
(dicotyledon หรือมักเรียกย่อๆว่า dicot) พืชในกลุ่มนี้มีใบเลี้ยงในเมล็ดสองใบ ใน
โลกนี้มีพืชใบเลี้ยงคู่มากมายประมาณ 225,000 ชนิด ตัวอย่างวงศ์พืชที่ถูกจัดให้อยู่ในชั้น
ย่อยใบเลี้ยงคู่นี้ เช่น Fabaceae (ชื่อเดิมคือ Leguminosae หรือวงศ์ถั่ว) Brassicaceae
(ชื่อเดิมคือ Cruciferae หรือวงศ์กะหล่ำ) Solanaceae (วงศ์มะเขือเทศ) และ
Asteraceae (ชื่อเดิมคือ Compositae หรือวงศ์ทานตะวัน)
29
ก่อนเข้าสู่เนื้อเรื่องต่อไป เราควรมีความเข้าใจพื้นฐานทางพฤกษศาสตร์
ให้ตรงกัน เพื่อจะได้รู้ว่าเรากำลังพูดถึงระดับไหนในพืช องค์ประกอบของ
พืชจากระดับย่อยสุดถึงระดับใหญ่สุดที่อยู่ตามผิวน้ำ จนถึงต้นสูงใหญ่ร่วม
หนึ่งร้อยเมตร เช่นยูคาลิปตัส หรือยืนต้นเช่นไม้ที่พบเห็นบนดินทั่วไป
เป็นเถาเกาะเกี่ยวตามต้นไม้ จนถึงพืชอากาศที่อาศัยอยู่บนต้นไม้อื่น หรือ
สังเคราะห์แสงได้เอง (photosynthetic plant) ดังเช่นพืชที่เราเห็น
ทั่วๆไป จนถึงพืชเบียนหรือกาฝาก (parasitic plant) และพืชกินซาก
(saprophytic plant) พืชที่เราพบเห็นและศึกษาโดยทั่วไปทางการ
เกษตรจัดอยู่ในกลุ่มนี้ ดังนั้น เนื้อหาที่จะกล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้จึง
เกี่ยวข้องกับพืชดอกเกือบทั้งหมด
ภาพแสดงเซลล์พืช
30
พืชดอกแบ่งออกเป็นสองชั้นย่อย (Subclass) โดยแบ่งตามจำนวนใบ
เลี้ยงในเมล็ดได้ ดังนี้
1) ใบเลี้ยงเดี่ยว (Monocotyledonae) เรียกพืชในชั้นย่อยนี้ว่าพืช
ใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon หรือมักเรียกย่อๆว่า monocot) พืชกลุ่ม
นี้มีใบเลี้ยงในเมล็ดเพียงหนึ่งใบ ในโลกนี้มีพืชใบเลี้ยงเดี่ยวประมาณ
50,000 ชนิด ตัวอย่างวงศ์ (Family) พืชที่ถูกจัดให้อยู่ในชั้นย่อยใบเลี้ยง
เดี่ยวนี้ เช่น Poaceae (ชื่อเดิมคือ Gramineae หรือวงศ์หญ้า) Palmae
หรือ Arecaceae (วงศ์ปาล์ม) Liliaceae (วงศ์ลิลี่) Orchidaceae (วงศ์
กล้วยไม้) และ Cyperaceae (วงศ์กก) โปรดสังเกตชื่อวงศ์มักลงท้ายด้วย
ceae
2) ใบเลี้ยงคู่ (Dicotyledonae) เรียกพืชในชั้นย่อยนี้ว่าพืชใบเลี้ยง
คู่ (dicotyledon หรือมักเรียกย่อๆว่า dicot) พืชในกลุ่มนี้มีใบเลี้ยงใน
เมล็ดสองใบ ในโลกนี้มีพืชใบเลี้ยงคู่มากมายประมาณ 225,000 ชนิด
ตัวอย่างวงศ์พืชที่ถูกจัดให้อยู่ในชั้นย่อยใบเลี้ยงคู่นี้ เช่น Fabaceae (ชื่อ
เดิมคือ Leguminosae หรือวงศ์ถั่ว) Brassicaceae (ชื่อเดิมคือ
Cruciferae หรือวงศ์กะหล่ำ) Solanaceae (วงศ์มะเขือเทศ) และ
Asteraceae (ชื่อเดิมคือ Compositae หรือวงศ์ทานตะวัน)
31
ระดับย่อยสุดคือ องค์ประกอบของเซลล์ (cell component) -> เซลล์
(cell) -> ชนิดเซลล์ -> เนื้อเยื่อ (tissue) -> ระบบเนื้อเยื่อ -> อวัยวะ
(organ) -> ระบบ ที่เป็นระดับใหญ่สุด เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือเล่ม
นี้อยู่ในระดับชนิดเซลล์ถึงเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างย่อยในแง่
ทางการเกษตรทั่วๆไป
เมื่อพืชเจริญเติบโต เนื้อเยื่อที่เรียกว่าเนื้อเยื่อเจริญ (meristem)
จะพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อต่างๆ อวัยวะใหม่ๆ เช่นราก กิ่ง ใบ เพื่อเข้าหาแสง
น้ำ และแร่ธาตุ นอกจากนี้ เนื้อเยื่อเจริญยังพัฒนาเป็นแกมีโทไฟต์
(gametophyte, ดูหัวข้อที่ 7 และ/หรือ 13) และเซลล์สืบพันธุ์
(gamete) ในพืชที่โตอีกด้วย เรื่องเซลล์สืบพันธุ์นี้คือประเด็นสำคัญที่
กล่าวถึงในหนังสือนี้นี่เอง
เนื้อเยื่อเจริญแบ่งเป็นสองประเภท ดังนี้
1. เนื้อเยื่อปฐมภูมิ (primary tissue) สร้างโดยเนื้อเยื่อเจริญที่
ปลายรากหรือปลายยอด (apical meristem) ทำให้รากพืชเจริญลึกลงใน
ดินเข้าหาน้ำและแร่ธาตุ และลำต้นพืชเจริญขึ้นในอากาศเข้าหาแสง การ
เจริญเติบโตเนื่องจากเนื้อเยื่อเจริญประเภทนี้เรียกว่าการเจริญเติบโต
ปฐมภูมิ
2. เนื้อเยื่อทุติยภูมิ (secondary tissue) สร้างโดยเนื้อเยื่อเจริญ
ด้านข้าง (lateral meristem) ทั้งในราก ลำต้น และกิ่ง เนื้อเยื่อประเภท
นี้จะเจริญเป็นแคมเบียม (cambium) เพื่อสร้างไซเล็ม (xylem) และ
โฟลเอ็ม (phloem) หรือท่อลำเลียงน้ำและอาหารต่อไป ทำให้ส่วนต่างๆ
ของพืชหนาหรือใหญ่ขึ้น การเจริญเติบโตเนื่องจากเนื้อเยื่อประเภทนี้
เรียกว่าการเจริญเติบโตทุติยภูมิ
32
ระบบเนื้อเยื่อหลัก (main tissue system) ของพืชแบ่งออกเป็นสาม
ประเภท โดยจะพัฒนาเป็นเนื้อเยื่ออื่นๆต่อไป ในส่วนต่างๆของพืชเพื่อ
การเจริญเติบโตและสืบพันธุ์ ดังนี้ระดับย่อยสุดคือ องค์ประกอบของเซลล์
(cell component) -> เซลล์ (cell) -> ชนิดเซลล์ -> เนื้อเยื่อ (tissue)
-> ระบบเนื้อเยื่อ -> อวัยวะ (organ) -> ระบบ ที่เป็นระดับใหญ่สุด
เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มนี้อยู่ในระดับชนิดเซลล์ถึงเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็น
ระดับที่ค่อนข้างย่อยในแง่ทางการเกษตรทั่วๆไป
เมื่อพืชเจริญเติบโต เนื้อเยื่อที่เรียกว่าเนื้อเยื่อเจริญ (meristem)
จะพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อต่างๆ อวัยวะใหม่ๆ เช่นราก กิ่ง ใบ เพื่อเข้าหาแสง
น้ำ และแร่ธาตุ นอกจากนี้ เนื้อเยื่อเจริญยังพัฒนาเป็นแกมีโทไฟต์
(gametophyte, ดูหัวข้อที่ 7 และ/หรือ 13) และเซลล์สืบพันธุ์
(gamete) ในพืชที่โตอีกด้วย เรื่องเซลล์สืบพันธุ์นี้คือประเด็นสำคัญที่
กล่าวถึงในหนังสือนี้นี่เอง
เนื้อเยื่อเจริญแบ่งเป็นสองประเภท ดังนี้
1. เนื้อเยื่อปฐมภูมิ (primary tissue) สร้างโดยเนื้อเยื่อเจริญที่
ปลายรากหรือปลายยอด (apical meristem) ทำให้รากพืชเจริญลึกลงใน
ดินเข้าหาน้ำและแร่ธาตุ และลำต้นพืชเจริญขึ้นในอากาศเข้าหาแสง การ
เจริญเติบโตเนื่องจากเนื้อเยื่อเจริญประเภทนี้เรียกว่าการเจริญเติบโต
ปฐมภูมิ
2. เนื้อเยื่อทุติยภูมิ (secondary tissue) สร้างโดยเนื้อเยื่อเจริญ
ด้านข้าง (lateral meristem) ทั้งในราก ลำต้น และกิ่ง เนื้อเยื่อประเภท
นี้จะเจริญเป็นแคมเบียม (cambium) เพื่อสร้างไซเล็ม (xylem) และ
โฟลเอ็ม (phloem) หรือท่อลำเลียงน้ำและอาหารต่อไป ทำให้ส่วนต่างๆ
ของพืชหนาหรือใหญ่ขึ้น การเจริญเติบโตเนื่องจากเนื้อเยื่อประเภทนี้
เรียกว่าการเจริญเติบโตทุติยภูมิ
33
ระบบเนื้อเยื่อหลัก (main tissue system) ของพืชแบ่งออกเป็นสาม
ประเภท โดยจะพัฒนาเป็นเนื้อเยื่ออื่นๆต่อไป ในส่วนต่างๆของพืชเพื่อ
การเจริญเติบโตและสืบพันธุ์ ดังนี้ระดับย่อยสุดคือ องค์ประกอบของเซลล์
(cell component) -> เซลล์ (cell) -> ชนิดเซลล์ -> เนื้อเยื่อ (tissue)
-> ระบบเนื้อเยื่อ -> อวัยวะ (organ) -> ระบบ ที่เป็นระดับใหญ่สุด
เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มนี้อยู่ในระดับชนิดเซลล์ถึงเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็น
ระดับที่ค่อนข้างย่อยในแง่ทางการเกษตรทั่วๆไป
เมื่อพืชเจริญเติบโต เนื้อเยื่อที่เรียกว่าเนื้อเยื่อเจริญ (meristem)
จะพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อต่างๆ อวัยวะใหม่ๆ เช่นราก กิ่ง ใบ เพื่อเข้าหาแสง
น้ำ และแร่ธาตุ นอกจากนี้ เนื้อเยื่อเจริญยังพัฒนาเป็นแกมีโทไฟต์
(gametophyte, ดูหัวข้อที่ 7 และ/หรือ 13) และเซลล์สืบพันธุ์
(gamete) ในพืชที่โตอีกด้วย เรื่องเซลล์สืบพันธุ์นี้คือประเด็นสำคัญที่
กล่าวถึงในหนังสือนี้นี่เอง
เนื้อเยื่อเจริญแบ่งเป็นสองประเภท ดังนี้
1. เนื้อเยื่อปฐมภูมิ (primary tissue) สร้างโดยเนื้อเยื่อเจริญที่
ปลายรากหรือปลายยอด (apical meristem) ทำให้รากพืชเจริญลึกลงใน
ดินเข้าหาน้ำและแร่ธาตุ และลำต้นพืชเจริญขึ้นในอากาศเข้าหาแสง การ
เจริญเติบโตเนื่องจากเนื้อเยื่อเจริญประเภทนี้เรียกว่าการเจริญเติบโต
ปฐมภูมิ
2. เนื้อเยื่อทุติยภูมิ (secondary tissue) สร้างโดยเนื้อเยื่อเจริญ
ด้านข้าง (lateral meristem) ทั้งในราก ลำต้น และกิ่ง เนื้อเยื่อประเภท
นี้จะเจริญเป็นแคมเบียม (cambium) เพื่อสร้างไซเล็ม (xylem) และ
โฟลเอ็ม (phloem) หรือท่อลำเลียงน้ำและอาหารต่อไป ทำให้ส่วนต่างๆ
ของพืชหนาหรือใหญ่ขึ้น การเจริญเติบโตเนื่องจากเนื้อเยื่อประเภทนี้
เรียกว่าการเจริญเติบโตทุติยภูมิ
34
ภาพของ Moss
ระบบเนื้อเยื่อหลัก (main tissue system) ของพืชแบ่งออกเป็น
สามประเภท โดยจะพัฒนาเป็นเนื้อเยื่ออื่นๆต่อไป ในส่วนต่างๆของพืช
เพื่อการเจริญเติบโตและสืบพันธุ์ ดังนี้ระดับย่อยสุดคือ องค์ประกอบของ
เซลล์ (cell component) -> เซลล์ (cell) -> ชนิดเซลล์ -> เนื้อเยื่อ
(tissue) -> ระบบเนื้อเยื่อ -> อวัยวะ (organ) -> ระบบ ที่เป็นระดับ
ใหญ่สุด เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มนี้อยู่ในระดับชนิดเซลล์ถึง
เนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างย่อยในแง่ทางการเกษตรทั่วๆไป
เมื่อพืชเจริญเติบโต เนื้อเยื่อที่เรียกว่าเนื้อเยื่อเจริญ (meristem)
จะพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อต่างๆ อวัยวะใหม่ๆ เช่นราก กิ่ง ใบ เพื่อเข้าหาแสง
น้ำ และแร่ธาตุ นอกจากนี้ เนื้อเยื่อเจริญยังพัฒนาเป็นแกมีโทไฟต์
(gametophyte, ดูหัวข้อที่ 7 และ/หรือ 13) และเซลล์สืบพันธุ์
(gamete)
35
ในพืชที่โตอีกด้วย เรื่องเซลล์สืบพันธุ์นี้คือประเด็นสำคัญที่กล่าวถึงใน
หนังสือนี้นี่เอง
เนื้อเยื่อเจริญแบ่งเป็นสองประเภท ดังนี้
1. เนื้อเยื่อปฐมภูมิ (primary tissue) สร้างโดยเนื้อเยื่อเจริญที่
ปลายรากหรือปลายยอด (apical meristem) ทำให้รากพืชเจริญลึกลงใน
ดินเข้าหาน้ำและแร่ธาตุ และลำต้นพืชเจริญขึ้นในอากาศเข้าหาแสง การ
เจริญเติบโตเนื่องจากเนื้อเยื่อเจริญประเภทนี้เรียกว่าการเจริญเติบโต
ปฐมภูมิ
2. เนื้อเยื่อทุติยภูมิ (secondary tissue) สร้างโดยเนื้อเยื่อเจริญ
ด้านข้าง (lateral meristem) ทั้งในราก ลำต้น และกิ่ง เนื้อเยื่อประเภท
นี้จะเจริญเป็นแคมเบียม (cambium) เพื่อสร้างไซเล็ม (xylem) และ
โฟลเอ็ม (phloem) หรือท่อลำเลียงน้ำและอาหารต่อไป ทำให้ส่วนต่างๆ
ของพืชหนาหรือใหญ่ขึ้น การเจริญเติบโตเนื่องจากเนื้อเยื่อประเภทนี้
เรียกว่าการเจริญเติบโตทุติยภูมิ
36
ในพืชที่โตอีกด้วย เรื่องเซลล์สืบพันธุ์นี้คือประเด็นสำคัญที่กล่าวถึงใน
หนังสือนี้นี่เอง
เนื้อเยื่อเจริญแบ่งเป็นสองประเภท ดังนี้
1. เนื้อเยื่อปฐมภูมิ (primary tissue) สร้างโดยเนื้อเยื่อเจริญที่
ปลายรากหรือปลายยอด (apical meristem) ทำให้รากพืชเจริญลึกลงใน
ดินเข้าหาน้ำและแร่ธาตุ และลำต้นพืชเจริญขึ้นในอากาศเข้าหาแสง การ
เจริญเติบโตเนื่องจากเนื้อเยื่อเจริญประเภทนี้เรียกว่าการเจริญเติบโต
ปฐมภูมิ
2. เนื้อเยื่อทุติยภูมิ (secondary tissue) สร้างโดยเนื้อเยื่อเจริญ
ด้านข้าง (lateral meristem) ทั้งในราก ลำต้น และกิ่ง เนื้อเยื่อประเภท
นี้จะเจริญเป็นแคมเบียม (cambium) เพื่อสร้างไซเล็ม (xylem) และ
โฟลเอ็ม (phloem) หรือท่อลำเลียงน้ำและอาหารต่อไป ทำให้ส่วนต่างๆ
ของพืชหนาหรือใหญ่ขึ้น การเจริญเติบโตเนื่องจากเนื้อเยื่อประเภทนี้
เรียกว่าการเจริญเติบโตทุติยภูมิ