The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง สค21002 ม.ต้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by lubohsawa, 2021-06-02 03:47:08

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง สค21002 ม.ต้น

ศาสนาและหน้าที่พลเมือง สค21002 ม.ต้น

142

2. สงั คมไทยยดึ มั่นในพระพทุ ธศาสนา
วดั มีความสัมพันธก บั ชมุ ชนมากในอดีต วัด เปน แหลงการศกึ ษาของฆราวาสและภิกษุ
สามเณร เปน สถานที่อบรมขัดเกลาจิตใจ โดยใชธรรมะ เปนเคร่ืองช้ีนําในการดําเนิน
ชวี ติ โดยมีพระภกิ ษุ เปน ผอู บรมส่งั สอนพุทธศาสนกิ ชนใหเปนคนดี มศี ีลธรรม

3. สังคมไทยเปน สังคมเกษตร
อาชีพเกษตรกรรม เปนอาชีพที่เปนพ้ืนฐานทางเศรษฐกิจ ซ่ึงในปจจุบันมีการนํา
เทคโนโลยีมาใชใ นการเกษตรมากขน้ึ ทาํ ใหมกี ารพัฒนาเปนเกษตรกรรมอุตสาหกรรม
จากพื้นฐานการมีอาชีพเกษตรกรรม ทําใหคนไทยรักความเปนอยูที่เรียบงาย
ไมท ะเยอทะยานเกนิ ฐานะ มจี ติ ใจออนโยนเอื้อเฟอ เผื่อแผ

143

4. สงั คมไทยใหก ารเคารพผูอาวโุ ส
การแสดงความเคารพ การใหเกยี รตผิ อู าวโุ ส มผี ลตอ การแสดงออกของคนในสังคม ใน
ดา นกริ ยิ าวาจา ความเคารพ และความเกรงใจ ทาํ ใหเ ดก็ ๆ หรอื ผนู อ ย รูจักออ นนอม
ถอ มตนตอผใู หญ

5. สงั คมไทยเปน สงั คมระบบเครือญาติ
สังคมไทย เปนสังคมท่ีอยูรวมกันเปนครอบครัวขนาดใหญ มีความสัมพันธกันอยาง
ใกลชดิ ทําใหมีความผูกพัน และหวงใยในทุกขสุขของกันและกัน อุปการะเกื้อกูลกัน
ซง่ึ สมาชกิ ในครอบครวั ทกุ คน ถือเปน หนาท่ีท่ีตอ งประพฤติปฏิบตั ิตอกนั

144

6. สังคมไทยมีการเปลีย่ นแปลงอยา งรวดเร็ว
เนอ่ื งจากมีการเปดรบั วฒั นธรรมตา งชาติเขา มามาก และระบบเศรษฐกิจเปนแบบทนุ นิยม
โดยเฉพาะเมืองใหญ เชน กรุงเทพฯ เชียงใหม ภูเก็ต เปนตน แตในชนบทจะมี
การเปล่ียนแปลงชากวา เมอื งใหญ ทําใหมขี นบธรรมเนียมประเพณีท่ีดีงามคงอยู

145

หากเราสามารถใชชีวติ โดยการประยกุ ตใชห ลกั การของระบอบประชาธิปไตย ท้ัง 5 หลกั ใหเ ขา
กับสภาพสงั คมและวิถีชีวิตไทยไดอยางสมดุล เชื่อวาสังคมไทย จะสามารถอยูรวมกันไดอยางสันติมี
สิทธิเสรีภาพ และความอบอุนในรูปแบบของวิถีชีวิตได โดยมีแนวทางของการเปนพลเมืองดีตามวิถี
ประชาธปิ ไตย โดยพจิ ารณาจากบทบาทหนา ทีข่ องตนเองท่ีมีตอสว นเกย่ี วของ ดงั นี้

1. บทบาทหนา ท่แี ละความรบั ผิดชอบตอ ตนเอง ไดแ ก
1.1 ยดึ มั่นในคุณธรรมและศีลธรรม
1.2 พัฒนาคณุ ภาพชวี ิตของตนเองใหม ีความรู ฉลาดทนั โลก ทนั เหตุการณ
1.3 ประกอบอาชพี ท่ีซื่อสตั ยด ว ยความขยนั หมนั่ เพียร
1.4 สนใจตดิ ตามขา วความเปน ไปในทางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม

2. บทบาทหนา ท่ีและความรบั ผดิ ชอบตอ ครอบครัว
2.1 ทาํ หนา ที่สมาชิกในครอบครวั ใหส มบรู ณ
2.2 ชว ยกจิ กรรมงานตาง ๆ ในครอบครวั อยา งเต็มใจ
2.3 ชว ยกันดูแลประหยัดคา ใชจ า ยในครอบครวั
2.4 รบั ฟง และแลกเปลย่ี นความคิดเห็นซึ่งกนั และกันในครอบครัว
2.5 ไมท าํ ใหสมาชิกในครอบครัวรสู ึกวา ถูกทอดทง้ิ

3. บทบาทหนา ทแ่ี ละความรบั ผดิ ชอบตอสังคมและประเทศชาติ
3.1 ดานเศรษฐกิจ
1) ประกอบอาชีพท่ีเกดิ ผลดีทางเศรษฐกิจตอ ชุมชนและประเทศชาติ
2) เสยี ภาษีอากรใหแ กร ฐั อยา งถูกตอ ง
3) ประหยดั การใชจ าย
3.2 ดานการเมอื ง
1) สนใจตดิ ตามขา วคราวความเปนไปทางดา นการเมอื งในประเทศ
2) สนบั สนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย
3) เขารวมในกิจกรรมตา ง ๆ ท่ีมอี ยใู นการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
4) เคารพสทิ ธแิ ละเสรภี าพของบคุ คลอนื่
5) สนใจตดิ ตามความเปน ไปและปญ หาทางดา นสังคมของชมุ ชน
3.3 ดานสงั คม
1) ยดึ ม่นั ในระเบยี บวินยั และปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายของบา นเมือง
2) ยอมรับความแตกตา งในดา นบคุ คล
3) มีความรสู ึกเปน สว นหนึ่งของสงั คมและประเทศชาติ

146

4) ใหค วามชว ยเหลอื ในการทาํ งานเพอื่ สังคม
หากแตล ะบคุ คลสามารถปฏบิ ตั ติ ามบทบาทหนาทแ่ี ละความรบั ผดิ ชอบไดอยางครบถวนกไ็ ด
ช่อื วา เปน “พลเมอื งดตี ามวถิ ีประชาธปิ ไตย”

กจิ กรรมที่ 12
1. ใหผ ูเรียนวิเคราะหและเขยี นบอกลักษณะสาํ คัญของสังคมในปจจุบัน โดยเปรยี บเทยี บกับ

ลักษณะของสังคมไทยตามท่ีมีผูวิเคราะหไวแลว เพ่ือพิจารณาวามีลักษณะใดบางที่
เปล่ยี นแปลงหรอื สญู หายไปแลว และลักษณะใดบางท่ียังคงอยูพรอมกับบอกความรูสึกของ
ผเู รียนที่มีตอสภาพสงั คมในปจจุบนั

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. ผูเรียนวิเคราะหบทบาทหนาท่ีและความรับผิดชอบของผูเรียนที่ปฏิบัติตอสมาชิกใน
ครอบครัววา เปนไปตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยหรือไม บทบาทหนาที่ดังกลาวมี
เรือ่ งใดบางทีค่ วรสงเสริมและมเี รือ่ งใดบางทค่ี วรละท้ิง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………...
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

3. ในฐานะทผ่ี เู รยี นเปน หนวยหนึ่งของสังคมและประเทศผเู รยี นจะปฏิบตั ติ นอยางไร จึงจะไดชอ่ื วา
เปน พลเมอื งดขี องประเทศท่ีมกี ารปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริยท รง
เปนประมขุ

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

147

บทท่ี 5
สิทธิมนษุ ยชน

฀ สาระสาํ คัญ

มนุษยทุกคน เกิดมามีเกียรติศักดิ์ศรีเทาเทียมกัน ยอมจะไดรับความคุมครองจากรัฐตาม
มาตรฐานเดียวกันกับประเทศอ่ืน ๆ ซึ่งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได
บัญญตั สิ ทิ ธมิ นุษยชนขั้นพน้ื ฐานไว เพ่อื ปกปองคมุ ครองประชาชนทกุ คนมิใหถกู ละเมิดสิทธิและรักษา
สิทธขิ องตนได

฀ ผลการเรียนรูทีค่ าดหวงั

1. อธิบายท่ีมาของแนวคดิ เรอื่ งสิทธิมนษุ ยชนได
2. อธบิ ายหลักสทิ ธิมนษุ ยชนสากลได
3. ยกตวั อยา งแนวทางในการคุมครองตนเองและผอู ่ืนตามหลกั สิทธิมนุษยชนได

฀ ขอบขายเนื้อหา

เร่อื งท่ี 1 กําเนิดและหลักสิทธิมนุษยชน
เรือ่ งท่ี 2 การคุม ครองตนเองและผูอ ่ืนตามหลักสิทธมิ นุษยชน

฀ ส่ือประกอบการเรียนรู

1. คอมพวิ เตอรอนิ เทอรเ นต็
2. เอกสารสทิ ธิมนษุ ยชนสากล
3. บทความทางวิชาการ

148

149

เร่อื งท่ี 1 กาํ เนิดและหลักสทิ ธิมนษุ ยชน
(Human Rights)

1.1 ความเปนมาของสิทธิมนุษยชน

สทิ ธิมนุษยชน คอื อะไร

ไดมผี ใู หความหมายของสิทธมิ นุษยชนไววา หมายถึง สิทธิตา ง ๆ ที่แสดงถึงคุณคาแหงความ
เปนมนุษย

หากสิทธิมนุษยชน หมายถึง สิทธิตาง ๆ ท่ีแสดงถึงคุณคาความเปนมนุษยแลวแตในสภาพ
ขอ เท็จจริงทางสังคมมนุษยกลับมิไดรับสิทธิหรือการปฏิบัติที่แสดงถึงคุณคาความเปนมนุษย จึงเกิด
พฒั นาการในเรื่องสทิ ธิมนษุ ยชนข้ึน

ความตนื่ ตัวในเรือ่ ง สทิ ธิมนษุ ยชน โดยเฉพาะในประเทศทป่ี กครองในระบอบประชาธิปไตย
สิทธิมนุษยชนมีท่ีมาอยางไร วไล ณ ปอมเพชร. http:/www.action4change.com/ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม
2553 ไดศ ึกษาคนควาและเรยี บเรียงถึงความเปน มาของสทิ ธิมนุษยชน ไวว า

สทิ ธมิ นุษยชน ไดมีพัฒนาการมาจาก ความพยายามของมนุษยที่จะใหศักดิ์ศรีของมนุษยชน
ไดรับการเคารพ และจากการตอสู เพื่อเสรภี าพ และความเสมอภาคท่ีเกิดข้ึนในดินแดนตาง ๆ ทั่วโลก
แนวความคดิ เรื่องสิทธิมนุษยชน เกิดจากบรรดานักคิดท่ีมาจากหลากหลายประเพณีทางวัฒนธรรม
และศาสนา ตอมาผูบริหารประเทศและนักกฎหมายตางก็มีบทบาทในการสงเสริมแนวความคิด
ดังกลาว และรางขึ้นเปนเอกสารที่ใชปกปองสิทธิของบุคคลและคอย ๆ กลายเปนบทบัญญัติและ
รฐั ธรรมนญู ของชาติตาง ๆ

ในชวงปลายสงครามโลกคร้ังท่ี 2 มีการดําเนินการจัดตั้งองคการสหประชาชาติข้ึนบรรดา
ผนู าํ ของประเทศสมาชกิ ด้งั เดิม 50 ประเทศไดร วมลงนามในกฎบตั รสหประชาชาติ (The Charter of
the United Nations) เมอื่ วนั ท่ี 26 มิถนุ ายน ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) ซงึ่ ประกาศเปา หมายหลักของ
องคการสหประชาชาติ ซ่ึงไดถือกําเนิดขึ้นอยางเปนทางการ ในวันท่ี 24 ตุลาคม ค.ศ. 1945 (พ.ศ.
2488) วา “เพอื่ ปกปองคนรุนตอไปจากภัยพิบัตสิ งคราม และเพ่อื ยนื ยนั ความศรทั ธาในสิทธิมนุษยชน
ขั้นพื้นฐานในศักดิ์ศรีและคุณคาของมนุษยและในสิทธิอันเทาเทียมกันของบุรุษและสตร”ี มาตรา 1
ของกฎบัตรสหประชาชาติ ระบุวา จดุ มุงหมายประการหน่งึ ของสหประชาชาติ คือ “เพ่ือบรรลุความ
รว มมอื ระหวางชาติ ในการสง เสริมและสนบั สนุนใหมีการเคารพสทิ ธิมนุษยชนและเสรภี าพข้ันพ้นื ฐาน
สําหรับมนุษยทกุ คน โดยไมค ํานึงถงึ เช้ือชาติ เพศ ภาษา หรอื ศาสนา”

150

ดวยเหตุที่กฎบัตรสหประชาชาติ เปนสนธิสัญญาท่ีบรรดาประเทศสมาชิกองคการ
สหประชาชาตริ ว มลงนาม จงึ ถอื วา มีขอผกู พันทางกฎหมายทีบ่ รรดาสมาชกิ จะตอ งปฏิบัติตามรวมถึง
การสงเสริมสิทธิมนุษยชนและการรวมมือกับสหประชาชาติตลอดจนนานาประเทศ เพ่ือใหบรรลุ
วัตถุประสงคท่ีบัญญัตไิ วในกฎบัตร อยางไรก็ตาม กฎบัตรสหประชาชาติมิไดมีรายละเอียดเกี่ยวกับ
สิทธมิ นษุ ยชนโดยตรงหรอื กลไกท่ีจะชว ยใหป ระเทศสมาชกิ ปกปอ งสทิ ธิมนุษยชน คร้นั ป ค.ศ.1945 (พ.ศ.
2488) องคการสหประชาชาติ ไดจัดต้งั คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (Committee on Hunan Rights) ข้ึน
มีหนาท่ีรางกฎเกณฑระหวางประเทศเก่ียวกับเร่ืองสิทธิมนุษยชน จึงเกิดปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิ
มนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) ซ่ึงสหประชาชาตไิ ดมีมติรับรอง เมื่อวันท่ี
10 ธนั วาคม ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491)

ปฏิญญาสากลวา ดวยสิทธมิ นุษยชน ซ่ึงบรรดาประเทศสมาชิกองคการสหประชาชาติไดรวม
รับรอง เมื่อ ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) ถือเปนมาตรฐานในการปฏิบัติตอกันของมวลมนุษย และของ
บรรดานานาชาติ ถงึ แมว า ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนษุ ยชน จะมิไดม ผี ลบังคับทางกฎหมายเชนเดียวกับ
สนธสิ ญั ญา อนุสญั ญา หรือขอตกลงระหวางประเทศ แตปฏิญญาสากลฉบับนี้ นับวามีพลังสําคัญทาง
ศลี ธรรม จริยธรรม และมอี ทิ ธิพลทางการเมืองไปท่ัวโลก และถือเปนหลักเกณฑสําคัญในการปฏิบัติ
เกีย่ วกับสทิ ธิมนษุ ยชนท่ีบรรดาประเทศทวั่ โลกยอมรบั ขอ ความในปฏญิ ญาสากลวา ดว ยสทิ ธมิ นุษยชน
เปนพ้นื ฐานในการดาํ เนนิ งานขององคก ารสหประชาชาติ และมีอิทธิพลสําคัญตอการรางรัฐธรรมนูญ
ของบรรดาประเทศทม่ี ีการรา งรฐั ธรรมนญู ในเวลาตอ มา โดยเฉพาะอยางยงิ่ บรรดาประเทศอาณานคิ ม
ไดอ างปฏญิ ญาสากลวาดวยสิทธิมนษุ ยชน ในการประกาศอสิ รภาพ ชวง ค.ศ. 1950 ถึง 1960 (พ.ศ.
2493 - 2503) และหลายประเทศนําขอความในปฏิญญาสากลมาใชในการรางรัฐธรรมนูญของตน
รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ก็มีขอความท่ีสอดคลองกับปฏิญญาสากลฯ เชน ใน
มาตรา 4 วา : “ศักด์ศิ รคี วามเปน มนษุ ยสิทธิและเสรีภาพของบคุ คลยอมไดร บั ความคุมครอง”

เมือ่ สหประชาชาติ มีมติรบั รองปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน องคการสหประชาชาติ
ประกอบดวย ประเทศสมาชิกเพียง 58 ประเทศ จากน้ันมาจํานวนประเทศสมาชิกเพิ่มข้ึน จนมี
จํานวนเกินกวาสามเทา ของสมาชิกเดิม อิทธิพลของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ขยายมากข้ึน
จนเปนท่ียอมรับในระดับสากล และเปนท่ีอางอิงถึงเม่ือมีปญหาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศ
ท้ังหลายทั่วโลก เม่ือพิจารณาดูมาตราตาง ๆ ของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน จะเห็นวา
มาตราแรกแสดงถงึ ความเปนสากลของสทิ ธิมนษุ ยชน โดยกลา วถงึ ความเทาเทียมกันของศักดิ์ศรีและ
สิทธิของมนษุ ยท กุ คน ปรากฏในคําปรารภ ซึ่งเร่ิมดวยขอความที่เนนการยอมรับ“ศักด์ิศรีประจําตัว
และสทิ ธิซ่ึงเทา เทยี มกนั และไมอ าจโอนใหแ กกันไดของสมาชิกทงั้ มวล ของครอบครัวมนษุ ย”

151

สทิ ธทิ ร่ี ะบุไวใ นปฏญิ ญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนจําแนกออกไดอยางกวาง ๆ 2 ประเภท
คอื ประเภทแรก เกย่ี วกบั สทิ ธขิ องพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งรวมถงึ สิทธิในชีวิตเสรีภาพและ
ความมนั่ คงของบคุ คล อิสรภาพจากความเปน ทาสและการถูกทรมาน ความเสมอภาคในทางกฎหมาย
การคุมครองเมือ่ ถกู จับกกั ขัง หรือเนรเทศ สทิ ธทิ ี่จะไดร ับการพจิ ารณาคดีอยางเปนธรรม การมีสวนรวม
ทางการเมอื ง สิทธิในการสมรส และการต้ังครอบครัว เสรีภาพขั้นพื้นฐานในทางความคิด มโนธรรม
และศาสนา การแสดงความคิดเห็น และการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุม และเขารวมสมาคม
อยางสันติสิทธิ ในการมสี วนในรฐั บาลของประเทศตน โดยทางตรงหรือโดยการสงผูแทน ที่ไดรับการ
เลอื กต้ังอยา งเสรี สว นสทิ ธิ ประเภททสี่ อง คอื สทิ ธทิ างเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งครอบคลุม
ถึงสทิ ธิในการทาํ งานการ ไดร บั คา ตอบแทนเทากันสําหรับงานทีเ่ ทากัน สิทธิในการกอต้ังและเขารวม
สหภาพแรงงาน สิทธใิ นมาตรฐานการครองชพี ที่เหมาะสม สทิ ธใิ นการศึกษา และสิทธิในการเขารวม
ใชช ีวิตทางวฒั นธรรมอยา งเสรี

ลักษณะเฉพาะของสิทธิมนุษยชนที่ระบุไวในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน มี
ดังตอไปน้ี

1. เปน สทิ ธิทตี่ ิดตวั มากับมนษุ ย (Inherent) เมื่อคนเกิดมาจะมีสิทธิมนุษยชนติดตัวมาดวย
เพราะมคี วามเปน มนุษย ดงั นนั้ สทิ ธมิ นุษยชน จงึ เปน สทิ ธิท่ตี ดิ ตัวแตล ะคนมา ไมมีการให
หรอื ซอ้ื หรือสืบทอดมา

2. เปนสทิ ธิทเี่ ปนสากล (Universal) คือ เปนสิทธขิ องมนุษยท กุ คนเหมือนกัน ไมวา จะมี
เชือ้ ชาติ เพศ หรอื นบั ถือศาสนาใด ไมวาจะเปนผูที่มาจากพ้ืนฐานทางสังคมหรือการเมือง
อยางใด มนุษยทกุ คนเกดิ มามีอิสรเสรี มีความเทา เทียมกนั ในศักดิศ์ รแี ละสิทธิ

3. เปนสิทธิที่ไมอาจถายโอนใหแกกันได (Inalienable) คือ ไมมีใครจะมาแยงชิงเอา
สิทธมิ นุษยชนไปจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งได ถึงแมวากฎหมายของประเทศจะไมยอม
รับรองสิทธิมนษุ ยชน หรอื แมว าจะละเมิดสิทธิมนษุ ยชนก็ตาม ประชาชนของประเทศนนั้
ก็ยังมีสิทธิมนุษยชนอยู ตัวอยาง เชน ในสมัยคาทาส ทาสทุกคนมีสิทธิมนุษยชน
ถงึ แมวาสทิ ธิเหลา น้ันจะถูกละเมดิ กต็ าม

4. เปนสิทธิที่ไมถูกแยกออกจากกัน (Indivisible) กลาวคือ เพ่ือที่จะมีชีวิตอยูอยางมี
ศักดิ์ศรี มนุษยทุกคนยอมมีสิทธิที่จะมีเสรีภาพ มีความม่ันคง และมีมาตรฐานการ
ดํารงชวี ติ ท่ีเหมาะสมกับความเปน มนษุ ย ดังนั้น สิทธิตา ง ๆ ของมนษุ ยชนจะตอ งไมถกู
แยกออกจากกนั

152

ตอมา หลักการของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ไดมีการแปลเจตนาและขยาย
ขอความใหละเอียดย่ิงขึ้นดวยการรางเปนกติการะหวางประเทศท่ีมีผลบังคับทางกฎหมายและ
สหประชาชาติ มีมติรบั รอง เมือ่ วนั ที่ 16 ธนั วาคม ค.ศ. 1966 (พ.ศ. 2509) คอื กตกิ าระหวางประเทศ
วาดวยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political
Rights - ICCPR) การทีส่ หประชาชาติ มีมตริ ับรองกตกิ าระหวางประเทศดงั กลาวนี้ ทําใหบรรดานานา
ประเทศสมาชกิ ขององคการสหประชาชาติไมเพยี งแตเห็นชอบดว ยกับสิทธติ า ง ๆ ทีร่ ะบุไวในปฏิญญา
สากลวาดวยสิทธิมนุษยชน แตยังถือเปนมาตรการในการปฏิบัติตามดวย หมายความวา บรรดา
ประเทศท่ีใหสัตยาบรรณ (Ratify) หรือ รับรองกติการะหวางประเทศดังกลาว จะตองปฏิบัติตาม
ขอความในกติการะหวางประเทศ มีขอผูกพันที่จะตองเคารพ และปฏิบัติตามเง่ือนไขของกติกา
ระหวางประเทศ และรวมไปถึงตองสงรายงานการปฏิบัติตามกติการะหวางประเทศใหแก
สหประชาชาตเิ ปน ประจาํ ดว ย เม่อื กตกิ าระหวางประเทศทั้งสองฉบับมีผลในการบังคับใช ค.ศ. 1976
(พ.ศ. 2519) ไดเ ขา เปน ภาคีจนปจ จบุ นั นับได 134 ประเทศ

นอกจากกตกิ าระหวางประเทศทั้งสองฉบับท่ีกลาวมาแลวนี้ยังมีอนุสัญญา (Conventions)
คาํ ประกาศ (Declarations) ขอเสนอแนะ (Recommendations) ที่เก่ียวกับรายละเอียดของสิทธิ
มนุษยชนตามเจตนารมณข องปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนษุ ยชนและกติการะหวางประเทศท้ังสองฉบับ
คําประกาศและขอเสนอแนะ คือ เปนมาตรฐานสากลสําหรับบรรดาประเทศสมาชิกขององคการ
สหประชาชาติ แตไมมีผลผูกพันทางกฎหมายเชนเดียวกับอนุสัญญา ซ่ึงมีผลบังคับใหประเทศท่ีเปน
ภาคขี องอนสุ ญั ญาตองปฏิบัติตาม ตวั อยา งของอนสุ ญั ญาวาดวยสทิ ธมิ นุษยชน เชน อนุสญั ญาวาดวย
สิทธิเด็ก (Convention on The Rights of the Child) อนุสญั ญาวาดวยการขจัดการเลือกปฏิบัติ
สตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of all Forms of Discrimination Against
Women)

อนสุ ญั ญาวาดว ยสิทธเิ ดก็ มีผลบงั คับใชเ ม่ือวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2523) ท่ีไดมี
มตริ บั รองของสมชั ชาสหประชาชาติ เมื่อวันท่ี 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2520) ปจจุบันน้ีประเทศ
สมาชกิ องคก ารสหประชาชาตกิ วา 180 ประเทศ ใหส ัตยาบรรณรบั รองอนสุ ญั ญาดงั กลาว และบรรดา
ประเทศภาคขี องอนุสัญญาวาดวยสิทธิเด็กตางก็หาวิถีทางท่ีจะปฏิบัติตามขอผูกมัดของอนุสัญญา โดย
ถอื วา เด็ก เปนผูท จี่ ะตอ งไดรบั การดูแลปกปอ ง และเนน ถึงความสาํ คญั ของชีวติ ครอบครวั ของเด็กดวย
(โปรดดูรายละเอียดในอนสุ ญั ญาวา ดว ยสิทธเิ ดก็ ในภาคผนวก)

อนสุ ญั ญาวา ดวยการขจัด การเลอื กปฏิบัตติ อสตรใี นทุกรูปแบบ ไดรับการรบั รองจากสมัชชา
สหประชาชาติ เม่ือวันท่ี 18 ธนั วาคม ค.ศ. 1979 (พ.ศ. 2522) และมผี ลบังคับใชในวันท่ี 2 กันยายน ค.ศ. 1987
(พ.ศ. 2530) ในปจจุบันประเทศภาคีของอนุสัญญาดังกลาวนับไดกวา 150 ประเทศจุดประสงคของ
อนุสญั ญาฉบับนี้ คือ ความเสมอภาคระหวางชายและหญิง และเพื่อปองกันการเลือกปฏิบัติตอสตรี

153

โดยเฉพาะอยางย่ิง การเลือกปฏิบัติในรูปแบบของการบังคับใหแตงงาน ความรุนแรงในครอบครัว
โอกาสในการศกึ ษา การดูแลดานสาธารณสุข ตลอดจนการเลือกปฏบิ ัตใิ นสถานท่ที าํ งาน

ท่ีกลา วมาทั้งหมดนี้ เปนความเปน มาของสิทธิมนษุ ยชนสากล ความเปน “สากล” เรมิ่ เห็นได
ชัดเจนจากปฏญิ ญาสากลวา ดว ยสิทธมิ นษุ ยชน ซึ่งเปน มาตรฐานระดบั นานาชาตทิ ี่เกย่ี วกบั การปกปอ ง
ศกั ด์ศิ รี และสทิ ธมิ นษุ ยชน ตอมาจึงเกดิ กติกาสญั ญาระหวางชาติ ตลอดจน อนสุ ัญญาฉบับตา ง ๆ ซ่งึ มี
ขอผูกพันในทางกฎหมายที่จะตองปฏิบัติตามบทบัญญัติในกติการะหวางประเทศ และอนุสัญญา
ท่แี ตละประเทศไดเขารวมเปน ภาคี

ความเปน “สากล” ของปฏิญญาสากลวาดว ยสทิ ธมิ นษุ ยชน แสดงไวอยา งชดั เจนในปฏิญญา
ขอท่ี 1 ซึ่งเนน ถงึ ความเทา เทยี มกันของศกั ด์ิศรี และสิทธขิ องมนุษยทุกคน และในขอท่ี 2 ซึ่งกลาวถึง
ความชอบธรรมของมนุษยทุกคนในสิทธิและเสรีภาพท่ีระบุไวในปฏิญญาสากล โดยไมมีการจําแนก
ความแตกตา งในเรอ่ื งใดทัง้ สิ้น

สหประชาชาตแิ ละองคก รตา ง ๆ ในระบบของสหประชาชาติ เชน ยูเนสโก และยูนิเซฟ เปนตน
ไดหาวิถีทางท่ีจะใหบรรดาประเทศสมาชิกปฏิบัติตามมาตรฐานสากลแหงสิทธิมนุษยชน แตความ
พยายามตาง ๆ ยอมไรผล ถาปราศจากความรวมมือของแตละประเทศ สําหรับประเทศไทยสิทธิ
มนษุ ยชน หมายความถึง ศกั ดิศ์ รีความเปน มนษุ ย ความเสมอภาค เสรีภาพ และอิสรภาพในชีวิตและ
รางกาย ซึ่งเปนสิทธิตามธรรมชาติของมนุษยและเปนสิทธิท่ีไดรับการรับรอง หรือคุมครองตาม
บทบญั ญตั ขิ องรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) กฎหมายท่ีเก่ียวของและตามหลักสากล
วาดว ยสทิ ธิมนษุ ยชน ตลอดจนแนวปฏบิ ตั ขิ องกฎหมายระหวา งประเทศ และขอตกลงระหวางประเทศ
ท่ีประเทศไทยมพี ันธกรณี ทจี่ ะตองปฏิบตั ติ าม แตกระนั้นกต็ ามสทิ ธิมนษุ ยชน กย็ งั มีการละเมิดกนั อยู
โดยท่วั ไปในสงั คมไทย และถาหากไมหาทางปองกันและแกไข แนวโนมของการละเมิดก็จะทวีความ
รนุ แรงขน้ึ ยากแกก ารแกไข และยงั ทําลายชอ่ื เสียง เกียรติภูมิ และภาพพจนข องประเทศดวย อยางไร-
กต็ าม ถาคนไทยเขา ใจความหมายของสิทธิมนษุ ยชนอยางถูกตอง ถาเรายอมรับวา มนษุ ยทุกคนเกิดมา
มเี สรภี าพ และมคี วามเสมอภาคในศักดศ์ิ รีและสทิ ธิ และถา มีการปฏบิ ัตติ อ กันดว ยความรักและเคารพ
ในศักด์ศิ รีของกันและกันฉันทพ่ีนอง คนในสังคมไทยที่มีความแตกตางหลากหลาย ก็จะสามารถอยู
รวมกันไดอ ยางสนั ติสุข ปราศจากการเบยี ดเบียน และละเมดิ สทิ ธขิ องกนั และกัน

1.2 พฒั นาการของสทิ ธิมนุษยชนในประเทศไทย

นพนิธิ สุริยะ http://gotoknow.org/blog/works-of-archannop/51974 ไดศึกษาพัฒนาการ
ของสิทธมิ นุษยชนในประเทศไทย ไววา

ภายหลังการเปล่ยี นแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาสูระบอบการ
ปกครองแบบประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. 2475 มรี ัฐธรรมนญู ฉบบั แรก คือ พระราชบัญญตั ธิ รรมนูญการ

154

ปกครองแผนดนิ สยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 แมธรรมนูญการปกครองฉบับแรกของไทย จะมไิ ดกลาวถึง
หรอื รับรองสิทธิเสรภี าพ ตลอดจนสิทธมิ นษุ ยชนเลย แตจากคําประกาศของคณะราษฎรทปี่ ระกาศวา

1. ตองรักษาความเปนเอกราชทั้งหลาย ไดแก เอกราชในทางการเมือง การศาล
การเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศใหม ่ันคง

2. ตอ งรักษาความปลอดภัยภายในประเทศใหการประทุษรา ยตอ กันลดนอ ยลงใหมาก
3. ตองบํารุงความสขุ สมบูรณในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหมจะจัดหางานใหทุกคนทํา

และจะตองวางโครงการเศรษฐกจิ แหงชาติ ไมล ะเลยใหราษฎรอดอยาก
4. ตองใหร าษฎรมสี ิทธิเสมอภาค
5. ตอ งใหร าษฎรมีอสิ รภาพ มคี วามเปน อสิ ระ เม่อื เสรีภาพนีไ้ มขัดหลกั ดงั กลาวขา งตน
การไดนําหลักการของสิทธิมนุษยชนไปใชในทางปฏิบัติ และระบุรับรองใหราษฎรมีสิทธิ
เสมอภาคกนั แสดงใหเ หน็ การตระหนักถึงความสําคัญของเรื่องดังกลาว จึงวิเคราะหไดวา เปาหมาย
ของการเปล่ยี นแปลงการปกครองไปสรู ะบอบประชาธปิ ไตยโดยคณะราษฎร เปนจุดเริ่มตนของความ
เคลื่อนไหวในดานสทิ ธมิ นษุ ยชนในประเทศไทยอยางชัดเจน และเปน รูปธรรมครั้งแรก
รฐั ธรรมนญู ฉบบั ที่ 2 ของไทย คอื รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 ไดปรากฏ
บทบัญญัติที่ใหก ารรบั รองสทิ ธิเสรภี าพแกประชาชนชาวไทยไวใ นหมวดท่ี 2 วาดว ยสทิ ธิและหนา ที่ของ
ชนชาวสยาม ซ่งึ มีสาระสาํ คัญใหก ารรับรองหลกั ความเสมอหนา กันในกฎหมาย เสรีภาพในการนบั ถือ
ศาสนา เสรภี าพในรา งกาย เคหสถาน ทรพั ยส ิน การพดู การเขียน การโฆษณา การศึกษาอบรม การ
ประชุม การต้ังสมาคม และการอาชีพ โดยบทบัญญัติดังกลาว ถือเปนการใหความรับรองสิทธิและ
เสรภี าพของประชาชนอยา งเปนทางการในรฐั ธรรมนญู เปนครั้งแรก
ขณะเดียวกันนั้น สยามประเทศไดมีการปรับปรุงแกไขกฎหมายและระบบกระบวนการ
ยุตธิ รรม เพื่อใหท ัดเทยี มนานาอารยประเทศ และเปนทีย่ อมรบั ของรฐั ตา งชาตดิ ว ย ความมงุ หมายท่จี ะ
เรยี กรองเอกราชทางการศาลกลับคืนมาเปนของไทย แนวความคิดในการคุมครองสิทธิมนุษยชนจึง
ปรากฏอยูใ นกฎหมายหลายฉบับ อีกทั้งมีความพยายามสรางกลไกคุมครองสิทธิมนุษยชนไวโดยตรง
และโดยออมผานทางสถาบันตุลาการดวย โดยเฉพาะอยางย่ิงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญา พ.ศ. 2477 มีบทบญั ญตั ิทีใ่ หก ารรับรองและคุมครองสิทธิของผูตองหาและจําเลยในคดีอาญา
ซ่ึงแตกตา งจากระบบจารีตนครบาลที่มีมาแตเ ดมิ อยา งสน้ิ เชงิ
ตอ มา วนั ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2489 เปน รัฐธรรมนญู ฉบับท่ี 3 และเปน ครั้งแรกท่ีมีการบญั ญตั ริ บั รองสทิ ธิของประชาชนในการเสนอ
เรอ่ื งราวรอ งทกุ ข และเสรีภาพในการจัดต้งั คณะพรรคการเมืองในรัฐธรรมนูญ สวนเสรีภาพในการประชุม
โดยเปด เผย ในรัฐธรรมนญู ฉบบั กอ นไดเ ปล่ียนเปน เสรภี าพในการชมุ นมุ สาธารณะ

155

ในระหวางที่รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 4 มีผลใชบังคับป พ.ศ. 2490 ปรากฏกระแสท่ีสําคัญ คือ
เกดิ การรวมตัวของกรรมกร ในช่ือวา “สหอาชีวะกรรมกรแหงประเทศไทย” ซงึ่ เปนการรวมตัวกนั ของ
กรรมกรจากกจิ การสาขาตา ง ๆ เชน โรงเล่ือย โรงสี รถไฟ เปนตน เนื่องจากกรรมกรเหลาน้ีถูกกดขี่
คาจางแรงงานอยางมาก อันเปนผลมาจากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอยา งรวดเร็ว ภายหลัง
สงครามโลกคร้งั ท่ี 2 กระแสความเคลื่อนไหวที่เกดิ ขนึ้ เปนการรวมตัวกันเพื่อเรยี กรอ งตอสงั คมและรฐั
ใหส นองความตอ งการท่ีจาํ เปน ของตน ทําใหส งั คมตระหนักถงึ สทิ ธเิ สรีภาพและสิทธิมนุษยชนอันเปน
การแสดงออกถึงการคมุ ครองสิทธิมนษุ ยชนอกี รปู แบบหนง่ึ ทเี่ กิดจากการกระทาํ ของเอกชนดว ย

ใน ป พ.ศ. 2491 สหประชาชาติ ไดป ระกาศใชป ฏญิ ญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948
อนั เปน ชวงเวลาที่ประเทศไทยกาํ ลังรา งรฐั ธรรมนญู ฉบบั ท่ี 5 รัฐธรรมนญู ฉบบั ท่ี 5 คอื รัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2492 จึงไดร ับอทิ ธพิ ลจากการประกาศใชปฏญิ ญาสากลของสหประชาชาติมี
บทบัญญัติทีใ่ หการรบั รองสทิ ธิและเสรภี าพเปน จํานวนมาก และละเอยี ดกวา รฐั ธรรมฉบับกอ น ๆ

หลกั การในปฏิญญาสากลวา ดว ยสิทธิมนษุ ยชน ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) ทีไ่ ดร บั การบรรจุลง
ไวใ นรฐั ธรรมนญู ฉบับที่ 5 นอกเหนอื จากสิทธทิ เี่ คยรบั รองไวในรัฐธรรมนูญฉบับกอน ๆ ไดแก หลักการ
ไดรบั ความคมุ ครองอยา งเสมอภาคกันตามรฐั ธรรมนูญ ท้ังนี้ ไมวา บุคคลนั้นจะมีกําเนิดหรือนบั ถือ
ศาสนาแตกตางกนั ก็ตาม (มาตรา 26) สิทธิของประชาชนทไ่ี มถูกเกณฑแ รงงาน ทัง้ นี้ เวน แตในกรณีที่
เปน การปองกันภยั พบิ ัติสาธารณะ ซ่ึงเกดิ ขนึ้ โดยฉกุ เฉนิ เฉพาะเวลาท่ีประเทศอยูในภาวะการรบ หรือ
ภาวะสงคราม หรือในสถานการณฉุกเฉินเทาน้ัน (มาตรา 32) เสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทาง
ไปรษณียห รอื ทางอ่ืน ทช่ี อบดวยกฎหมาย (มาตรา 40) เสรภี าพในการเลอื กถิ่นทีอ่ ยู และการประกอบ
อาชีพ (มาตรา 41) สิทธขิ องบคุ คลท่จี ะไดรับความคมุ ครองในครอบครัวของตน (มาตรา43) ตลอดจน
การใหการรบั รองแกบุคคล ซงึ่ เปนทหาร ตํารวจ ขาราชการประจําอื่น และพนักงานเทศบาลท่ีจะมี
สิทธิและเสรภี าพตามรัฐธรรมนูญ เหมือนดังพลเมืองคนอื่น ๆ (มาตรา 42) ปรากฏการณที่สําคัญอีก
ประการ คอื มีการนาํ เอาสิทธิในกระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญามาบญั ญตั ริ บั รองไวในรฐั ธรรมนญู เชน

฀ หลกั ท่วี า “บคุ คลจะไมต อ งรับโทษทางอาญา เวน แตจ ะไดก ระทาํ การอันกฎหมายซง่ึ ใช
อยูในเวลาที่กระทําน้ัน บัญญตั ิเปนความผิดและกําหนดโทษไว และโทษที่จะลงแก
บุคคลนั้นจะหนักกวาโทษท่ีกําหนดไวในกฎหมายซ่ึงใชอยใู นเวลาที่กระทําความผิด
มิได” (มาตรา 29) ซงึ่ เปนหลักพน้ื ฐานท่สี ําคญั ในการดําเนินคดีอาญาและไดรับการ
บญั ญัตใิ นรัฐธรรมนญู ฉบบั ตอมาจนถึงปจจบุ ัน

฀ หลกั ความคุมครองผตู อ งหาและจาํ เลยทีจ่ ะไดร บั การสนั นิษฐานไวกอนวา ไมม คี วามผิด
กอนที่จะมีคําพิพากษาอันถึงที่สุด รวมถึงสิทธิที่จะไดรับการพิจารณาในการประกัน
และการเรียกหลกั ประกันพอสมควรแกก รณีดวย (มาตรา 30) และ

156

฀ สทิ ธทิ ่ีจะไมถ ูกจับกมุ คมุ ขงั หรือตรวจคน ตวั บคุ คลไมวากรณใี ด ๆ เวน แตจ ะมีกฎหมาย
บญั ญตั ไิ วใหส ามารถกระทาํ ได (มาตรา 31)

นอกจากนแี้ ลว การกําหนดแนวนโยบายแหงรฐั ไวใ นหมวด 5 อันเปนหมวดท่วี าดวยแนวทาง
สาํ หรบั การตรากฎหมายและการบรหิ ารราชการตามนโยบาย ซงึ่ แมจ ะไมกอ ใหเ กิดสทิ ธใิ นการฟอ งรองรัฐ
หากรฐั ไมป ฏิบัติตาม แตกเ็ ปนการกําหนดหนาที่แกรัฐ ซ่ึงมีความเก่ียวพันกับการสงเสริมและพัฒนา
หลักสทิ ธมิ นุษยชนในรัฐธรรมนูญฉบบั ตอ ๆ มา

ในทางปฏบิ ัตสิ ิทธิมนุษยชนในประเทศไทยไดรับการรับรองคุมครองอยางจริงจังเพยี งใดน้ัน
ข้ึนอยกู บั สถานการณบานเมืองสภาพเศรษฐกิจสังคม ตลอดจนทัศนคติของผูปกครอง เจาหนาท่ีรัฐ
และประชาชน ผเู ปนเจา ของสทิ ธนิ ่นั เอง เพราะตอมาธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502
รฐั ธรรมนูญฉบบั ที่ 7 ไมปรากฏบทบัญญตั ิรบั รองสทิ ธเิ สรภี าพแตอ ยางใด และการประกาศใชธ รรมนูญ
การปกครองราชอาณาจักร พุทธศกั ราช 2515 เมอื่ วนั ท่ี 15 ธนั วาคม 2515 ชวงรัฐบาลเผด็จการไมมี
บทบัญญตั มิ าตราใดท่ีใหก ารรบั รองสิทธิและเสรภี าพแกประชาชนชาวไทยเลย จนกระท่ังภายหลังเกิด
เหตกุ ารณเรยี กรองประชาธปิ ไตยโดยนิสิต นักศึกษา เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 จึงมีการประกาศใช
รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 เม่ือวันที่ 7 ตุลาคม 2517 ซ่ึงไดรับการยอมรับวาเปน
รัฐธรรมนญู ฉบบั ท่ีดีท่ีสุดและเปนประชาธิปไตยมากที่สุด มีบทบัญญัติคลายคลึงกับรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 และมีการวางหลักการใหมในการใหความคุมครองสิทธิและ
เสรีภาพของประชาชนมากยิ่งข้ึน ท้ังในดานที่มีการจํากัดอํานาจรัฐท่ีจะเขามาแทรกแซงอันมี
ผลกระทบตอสิทธิและเสรภี าพของประชาชน และในดานการเพิ่มหนาที่ใหแกรัฐในการใหบริการแก
ประชาชนใหมคี ณุ ภาพชวี ิตท่ีดขี ึน้ เชน ชายและหญิงมีสิทธิเทาเทียมกัน (มาตรา 28) สทิ ธิทางการเมือง
ในการใชสทิ ธเิ ลอื กต้งั และสทิ ธอิ อกเสยี งประชามติ (มาตรา 29) สทิ ธทิ จ่ี ะไมถ กู ปดโรงพมิ พหรอื หามทํา
การพมิ พเ วน แตม ีคาํ พพิ ากษาถึงท่ีสดุ ใหปดโรงพมิ พหรอื หา มทาํ การพิมพ (มาตรา 40) เสรีภาพในทาง
วิชาการ (มาตรา 42) การกําหนดใหพรรคการเมือง ตองแสดงที่มาของรายไดและการใชจายโดย
เปด เผย (มาตรา 45) และเสรีภาพในการเดินทางภายในราชอาณาจักร (มาตรา 47) นอกจากนี้แลว
สิทธิในทางกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของผูตองหาและจําเลยยังไดรับการบัญญัติรับรองไวใน
รฐั ธรรมนญู ฉบบั นด้ี วย ไดแก สิทธทิ ่ีจะไดรบั การสอบสวนหรือพิจารณาคดีดวยความรวดเร็วและเปน
ธรรมสทิ ธิที่จะไดรบั การชว ยเหลอื จากรฐั ในการจัดหาทนายความ (มาตรา 34) สิทธิที่จะไมใหถอยคํา
เปนปฏิปกษตอตนเอง อันจะทําใหตนถูกฟองเปนคดีอาญาและถอยคําของบุคคลท่ีเกิดจากการถูก
ทรมาน ขเู ข็ญ หรือใชกาํ ลงั บังคับหรือการกระทาํ ใด ๆ ท่ีทําใหถ อยคํานน้ั เปนไปโดยไมสมัครใจ ไมอาจ

157

รบั ฟง เปน พยานหลกั ฐานได (มาตรา35) และสิทธิที่จะไดคาทดแทนหากปรากฏในภายหลังวาบุคคล
นนั้ มไิ ดเ ปน ผูกระทําความผดิ (มาตรา 36)

เม่ือวันที่ 22 ตุลาคม 2519 ประเทศไทยไดประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พทุ ธศักราช 2519 เปน รัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 ซึ่งมีบทบัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพไวเพียงมาตราเดียว
คือ มาตรา 8 ซ่ึงบัญญัติวา “บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพภายใตบทบัญญัติแหงกฎหมาย” นับวาเปน
บทบัญญัติท่ีใหสิทธิเสรีภาพกวางขวางมาก แตไมมีการกําหนดวาเปนสิทธิเสรีภาพชนิดใด ตอมา
เมื่อวันท่ี 9 พฤศจิกายน 2520 มีการประกาศใชร ัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2520
เปนรฐั ธรรมนูญฉบบั ท่ี 12 ซง่ึ ไมม บี ทบญั ญตั ใิ ดเลยทีใ่ หก ารรับรองสิทธิและเสรภี าพแกประชาชน

รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 ซึ่งเปนรัฐธรรมนูญฉบับท่ี 13 ประกาศใช
เม่ือวันที่ 22 ธันวาคม 2521 นําบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิและเสรีภาพมาบัญญัติไวอ ีกโดยมี
สาระสําคัญสวนใหญเหมือนกับรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 แตตัด
บทบญั ญัตเิ กี่ยวกับการรบั รองความเสมอภาคของชายและหญิง เสรีภาพในทางวิชาการ และเสรีภาพ
ในการประกอบอาชีพออกไป

ภายหลังจากหัวหนารักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ ไดกระทําการยึด และควบคุมการ
ปกครองประเทศไวเปน ผลสําเรจ็ เม่ือวนั ท่ี 23 กุมภาพนั ธ 2534 และประกาศยกเลกิ รฐั ธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช 2521 แลว ไดป ระกาศใช ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช
2524 แทนโดยใหไว เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534 ซ่ึงไมปรากฏมีบทบัญญัติใดเลยท่ีใหการรับรองสิทธิ
เสรภี าพแกป ระชาชน

ตอมาในป พ.ศ. 2538 ไดมีการแกไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2534 โดยเพม่ิ หมวดท่ี 3 วาดวยสทิ ธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ตามทปี่ ระกาศไวในรัฐธรรมนญู แหง
ราชอาณาจักรไทยแกไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 เมื่อวันที่ 10กุมภาพันธ 2538 ซึ่ง
นําเอาบทบัญญัติที่ใหการรับรองสิทธิเสรีภาพที่เคยบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พุทธศกั ราช 2517 มาบัญญตั ิไวอ กี คร้ัง แตไ ดต ัดเสรีภาพในทางวชิ าการออกและเพ่ิมบทบญั ญตั ิรบั รอง
สิทธิในการไดรับบรกิ ารทางสาธารณสุขทไ่ี ดมาตรฐาน (มาตรา 41) สิทธใิ นการเสนอเร่ืองราวรองทุกข
(มาตรา 48) และสทิ ธใิ นการรับทราบขอมูลหรือขาวสารหนว ยงานราชการ (มาตรา 48 ทวิ)

ตลอดระยะเวลาของการพัฒนาแนวความคดิ เก่ยี วกบั สทิ ธมิ นษุ ยชนในประเทศไทย แมจะถูก
ขัดขวางโดยปญหาการเมืองการปกครองเปนบางเวลา แตการคุมครองสิทธิมนุษยชนโดยทางออม
ปรากฏใหเห็นผานทางกลไกของรัฐ เชน กรณีที่ฝายนิติบัญญัติพิจารณาและออกกฎหมายที่ไมเปน
การจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจนเกินไป การตรวจสอบการทํางานของฝายบริหารโดย
ฝายนิตบิ ัญญตั ิ การตรวจสอบการทาํ งานของเจา หนาท่ีฝายปกครองโดยฝายบริหาร เพ่อื มิใหเจาหนา ที่
ใชอ ํานาจในทางท่ีมชิ อบดวยกฎหมายและเปนการละเมิดสทิ ธขิ องประชาชน การพิจารณาพพิ ากษาคดี

158

ขององคกรตุลาการโดยยึดหลักกฎหมาย เพ่ืออํานวยความยุติธรรมแกประชาชนเหลาน้ี นับวาเปน
กลไกการคุมครองสิทธิมนุษยชน แมจ ะมิไดมคี วามมงุ หมายใหเ ปนผลโดยตรงกต็ าม

การดําเนินการขององคกรรัฐ เพื่อคุมครองสิทธิมนุษยชนโดยตรงปรากฏขึ้นพรอมกับการจัดต้ัง
สํานกั งานคุมครองสทิ ธิเสรภี าพและผลประโยชนข องประชาชน (สคช.) สงั กดั กรมอยั การ

เม่ือ พ.ศ. 2525 ซ่ึงปจจุบันไดเปลี่ยนชื่อเปน “สํานักงานคุมครองสิทธิและชวยเหลือทาง
กฎหมายแกประชาชน (สคช.)” แตการดําเนินงานขององคกรมีขอบเขตจํากัด สืบเน่ืองจากกรอบ
อาํ นาจหนาท่ขี องพนกั งานอัยการตามกฎหมายตา ง ๆ สว นการดําเนนิ งานขององคก รพัฒนาเอกชนเพ่งิ
มีการกอตัวขึ้นอยางเปนทางการภายหลังเกิดเหตุการณวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม2519
องคก รแรกทีถ่ ูกกอตงั้ เมือ่ พ.ศ. 2519 คอื สหภาพเพอื่ สทิ ธเิ สรีภาพของประชาชน และในปเดียวกันน้ัน
กม็ กี ารกอ ตั้ง “กลมุ ประสานงานศาสนาเพ่อื สังคม” (กศส.) หลงั จากนัน้ กม็ ีการรวมตวั กันของบุคคลทง้ั
ในรูปองคกรสมาคม มลู นิธิ คณะกรรมการ คณะทาํ งาน กลมุ ศนู ย สถาบนั ตา ง ๆ เพ่ือทําหนาที่ในการ
สงเสริมและคุมครองสิทธิเสรีภาพ ตลอดจนสิทธิมนุษยชนในแงตาง ๆ แกประชาชน เชน สิทธิของ
จําเลยหรือสิทธิทางการเมือง เปนตน ผูตองหาในกระบวนการยุติธรรมสิทธิของเกษตรกร สิทธิเด็ก
สทิ ธิสตรี สทิ ธิผใู ชแ รงงานและสิทธจิ ากการกาํ เนดิ และความเปน มาของสิทธิมนุษยชนในตา งประเทศ
และประเทศไทยจนถงึ ปจจบุ ัน สามารถแบง พฒั นาการในเรอ่ื งสิทธมิ นษุ ยชน ไดเ ปน 3 ระยะ ไดแก

ระยะที่หนงึ่ ระยะแหง การเรมิ่ ตน เปน ยคุ ทสี่ ภาพทางสังคม มีการกดข่ีขมเหง ไมเคารพ
ตอศักดิ์ศรีประจําตัวของมนุษย มีการเอารัดเอาเปรียบแกงแยง และไมมีกฎหมายหรือกฎเกณฑที่
ชดั เจนในการใหห ลกั ประกันเรอ่ื ง สทิ ธิแกป ระชาชน

ระยะที่สอง ระยะแหงการเรียนรู เปน ชวงที่ผูคนในสังคมเรียกรองถามหาสิทธิและ
เสรีภาพ มีความขดั แยง ระหวางผูปกครองกับกลุม คนในประเทศ มีการตอสูในระยะน้ี เร่ิมมีกฎหมาย
หรือกลไกในการคุมครองสิทธิมนุษยชน ผูคนเริ่มเรียนรูถึงสิทธิของตนเอง โดยชวงทายของระยะน้ี
ผูคนใหค วามสาํ คญั ของสิทธติ นเอง แตอาจละเลย หรือมีการละเมิดสทิ ธแิ ละเสรีภาพของผูอน่ื บาง

ระยะท่สี าม ระยะแหง การเคารพสิทธมิ นุษยชน เปนชวงที่ประชาชนมีการรวมกลุมกัน
เพอื่ เหตผุ ลในการปกปองและพิทักษสิทธิมนุษยชน มีการรณรงคใหตระหนักถึงการเคารพสิทธิของ
ผูอื่นการใชอํานาจหรือใชสิทธิ มีการคํานึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน การใชสิทธิเสรีภาพของ
ประชาชนเปน ไปอยา งกวางขวาง

159

เร่ืองที่ 2 การคุม ครองตนเองและผอู ืน่
ตามหลักสิทธมิ นุษยชน

หากจะกลา วถงึ การคมุ ครองตนเองและผูอืน่ ตามหลกั สทิ ธมิ นุษยชนคําถาม คือ การคุมครอง
สทิ ธิมนุษยชนควรเร่มิ จากที่ไหน?

หากเราจะหาคําตอบจากกวา งไปหาแคบ ไดแก รัฐบาล สังคม สถานท่ที าํ งาน ครอบครวั และ
ปจเจกบคุ คล

หากเราจะหาคาํ ตอบจากแคบขยายไปกวางก็ตองเริ่มจากปจเจกบุคคล ครอบครัว สถานท่ี
ทาํ งาน สงั คม และรัฐบาล

หมายความวา การสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชนควรเร่ิมตนกับทุก ๆ ภาคสวน
โดยเฉพาะอยางย่งิ การปลกู ฝงมโนธรรมสํานกึ ในแตละปจเจกชน

หลกั การพ้นื ฐานในเรอ่ื งสิทธมิ นุษยชนมดี งั น้ี
1. สทิ ธมิ นษุ ยชนเปน สิทธติ ามธรรมชาตทิ ่มี มี าตั้งแตเกดิ
2. สิทธมิ นุษยชนเปน สทิ ธิซึ่งเสมอกนั ของมนุษยทุกคน
3. สิทธมิ นุษยชนเปนสิทธขิ ้นั พน้ื ฐานท่ีไมอ าจโอนใหแกกันได
4. สทิ ธมิ นษุ ยชนเปน สิทธขิ ัน้ พน้ื ฐานที่ไมอ าจแบงแยกได

160

จากหลักการพืน้ ฐานในเรือ่ ง สทิ ธมิ นษุ ยชน เราจึงมองเหน็ เปา หมายของการดําเนินการเรื่อง
สิทธมิ นษุ ยชนวา เปา หมายน้ันกค็ อื เพื่อใหม วลมนษุ ยชาตมิ อี ิสรภาพไดร บั ความเปน ธรรมและอาศยั อยู
รว มกันอยา งสนั ติ

หากมนษุ ยท ุกคนจะไดร บั การคุมครองตามสทิ ธมิ นุษยชน จะตอ งมีเสรีภาพในชีวิตเรอ่ื งใดบา ง
จึงจะไดรับสิทธิตาง ๆ ตามหลักการพ้ืนฐานของสิทธิมนุษยชน เสรีภาพที่มนุษยทุกคนตองไดรับ
เพ่อื ใหไดรับสิทธติ า ง ๆ ตามหลักการพ้นื ฐานของสิทธมิ นษุ ยชน คือ

1. เสรีภาพในการแสดงออก
2. เสรภี าพในความเชอื่
3. เสรีภาพจากความหวาดกลวั และอสิ รภาพทพี่ ึงปรารถนา

การละเมดิ สทิ ธิมนษุ ยชนในประเทศไทย

ตัวอยาง การละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชนในประเทศไทยท่เี กดิ ข้นึ เชน
1. การละเมิดสทิ ธมิ นุษยชนจากภาคเอกชน/ประชาชน ไดแก การประทุษรายตอชีวิต

รางกาย เสรภี าพอนามยั ทรัพยสนิ รวมถึงการเอารัดเอาเปรียบอยางไมเปนธรรมจาก
ผูท ่มี สี ถานภาพทางสงั คมหรือทางเศรษฐกจิ ท่ีดีกวา เปนตน
2. การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากภาครัฐ เชน การใชอํานาจท่ไี มเปนธรรมหรือการใช
อํานาจโดยมีทัศนคติเชิงอํานาจนิยม ไมวาจะเปนการละเมิดทางนโยบายของรัฐ
การออกกฎหมาย หรือบริหารราชการท่ีมีผลกระทบตอสิทธิเสรีภาพรวมตลอดถึงวิถี
ชีวิตของชุมชน เปนตน

แนวทางการคมุ ครองตนเองและผอู ื่นจากการถูกละเมดิ สิทธิมนุษยชน

1. ไมเปนผูก ระทาํ ความรนุ แรงใด ๆ ตอบคุ คลอน่ื
2. ไมยอมใหบ คุ คลอ่นื กระทําความรุนแรงตอตนเอง
3. ไมเ พิกเฉยเมื่อพบเห็นการละเมิดสทิ ธิตอบคุ คลอ่นื ควรแจง เจา หนาทท่ี ่ีเก่ยี วขอ งหรือให

ความชว ยเหลอื ตามสมควรในสว นทที่ ําได
4. มกี ารรวมกลมุ ในภาคประชาชนอยา งเปนระบบ และจัดตงั้ เปน องคก รมลู นิธิ ฯลฯ เพ่ือ

ปกปอ งคุม ครองผูออนแอกวาในสงั คม เพื่อใหเ กดิ พลังในการตรวจสอบเรียกรองใหรัฐ
มกี ารจัดทํากฎหมายทเ่ี กดิ ประโยชนต อ สวนรวม
5. รณรงคใ หม ีการเหน็ คณุ คา และความสาํ คญั ของการปกปองและสง เสริมสทิ ธมิ นุษยชน

161

กิจกรรมท่ี 13
1. ใหศ กึ ษาและสรุปความเปนมาของสิทธิมนษุ ยชนในประเทศไทย

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………….......................................................................

2. ใหหาตัวอยา งการถกู ละเมดิ สทิ ธิมนษุ ยชนกรณบี ุคคลถูกละเมดิ จากเอกชนและ
แนวทางในการแกไข

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………......................................................................

3. ใหห าตัวอยา งการถูกละเมดิ สิทธิมนษุ ยชนกรณบี ุคคลถูกละเมดิ จากภาครฐั และ
แนวทางการแกไข

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………..............................................................................

162

บทท่ี 6

การมีสว นรวมในการปองกันและปราบปรามการทจุ ริต

สังคมไทยใหความสําคัญกับ เรื่อง คุณธรรม จริยธรรม ความดี ความซ่ือสัตย สุจริต
มาตง้ั แตสมัยโบราณถงึ กบั มีคําพังเพยวา “ซอื่ กนิ ไมหมด คดกนิ ไมนาน” ไวส อนลูกหลานมาจนทุกวนั น้ี
และเน่ืองจากเรามศี าสนาเปน ทย่ี ึดเหนีย่ ว กาํ กบั จิตใจใหตั้งม่ันอยูในความดี ความงาม ความซื่อสัตย
ไมคดโกงใหผูอ่ืนเดือดรอ น จงึ มีคาํ สอนท่ถี า ยทอดกนั มาหลายชวั่ อายุคน เชน “ทําดีไดดี ทําชั่วไดชัว่ ”
“คนดตี กนํา้ ไมไหล ตกไฟไมไหม” ความเชอ่ื เชน น้ีมีอยูในหมูคนทุกระดับในสังคมต้ังแตพระมหากษัตริย
ขาราชการ และ ไพรฟ าประชาชน มพี ธิ กี รรมทางการปกครองที่สะทอนใหเ ห็นถึงคานิยมในความดีและ
คนดตี อ งมีความซอื่ สตั ยท ่ียงั คงเชอ่ื มนั อยูในกลุมของขา ราชการระดับสําคัญ ๆ อยูคือ พิธีด่ืมน้ําพิพัฒนสัตยา
สาบานตนตอ พระมหากษัตริย และส่ิงศกั ด์สิ ิทธิ์ ซง่ึ ปจจุบันยังมใี หเหน็ อยู

อยา งไรก็ตาม กระแสโลภาภิวัตนที่กําลังเกิดข้ึนทั่วโลก รวมทั้งการไหลบาของสังคม
และวฒั นธรรมนานาชาตทิ ีไ่ มส ามารถหยุดย้ังได ประชาชนคนไทยโดยเฉพาะเยาวชนและผูใชแรงงาน
ตา งถูกชกั นาํ ใหห ลงใหลการเปนนักบรโิ ภคนยิ ม วัตถนุ ิยม ติดยึดอยกู ับความสุขจากเงินทอง ความฟุมเฟอย
ฟุงเฟอ สุรุยสุราย ความมีหนามีตาในสังคม ยกยองคนรวยมากกวาคนดี ไมใหความสําคัญกับ
ครอบครัวและสายใยผูกพันในครอบครัวเหมือนเดมิ กลาวกันวา เดก็ ๆ สมัยนี้จะเลือกไหว เลือกนับถือ
คนรวย คนมอี าํ นาจวาสนา มียศ มตี าํ แหนงมากกวาคนจน คนดีท่ีเปนผูเฒาผูแกที่เปนหลักของชุมชน
เหมือนเดิมแลว ความเอ้ือเฟอเผ่ือแผ ความเมตตาอารี ความชวยเหลือเกื้อกูล สมัครสมานสามัคคี
พ่ึงพาอาศัยกันระหวางผูคนในชุมชน เกือบไมมีปรากฏใหเห็นมีการแขงขันชิงดีชิงเดนกันรุนแรง
ท้ังการเรียน การทํางาน การดํารงชีวิตทวีมากขึ้น กอใหเกิดการทุจริต เลนพรรคเลนพวก อยาง
กวา งขวาง แพรหลายไปทุกระดับทกุ วงการ

พฤติกรรมที่ทุจริตไมถูกตอ งบางคร้ังมองเปนเร่ืองท่ีเปนประโยชนแกบานเมืองและ
ไดรับการยกยอง เชน ผูมีอํานาจออกกฎหมายหรือจัดทําโครงการท่ีเปนประโยชนแกสังคม
ประเทศชาติ แตเ บื้องหลังมีพฤติกรรมท่ีแอบซอนผลประโยชนใหตนเอง ญาติพ่ีนอง หรือครอบครัว
หรือพรรคพวกมากกวา ที่เรียกกันวา มีผลประโยชนทับซอน มองผิวเผินเปนเร่ืองท่ีดียอมรับไดแต
จริง ๆ แลวเปนการทุจริต ประพฤติมิชอบที่บานเมืองประสบความเสียหายอยางย่ิง มีการเปดเผย
ผลการศกึ ษาขององคกรความโปรง ใสระหวา งประเทศในป 2555 วา ประเทศไทยมีการทุจริตโกงกิน
เปนอันดับท่ี 88 จากการสํารวจ 176 ประเทศท่ัวโลก โดยหลนมาจากอันดับท่ี 80 ในการจัดลําดับ
คร้ังกอน ติดกลุมเดียวกับประเทศดอยพัฒนาในแอฟริกา เชน มาลาวี มอร็อคโก แซมเบีย และ
สวาซแี ลนด และเช่ือวาอันดับการทุจริตคอรร ัปชน่ั ระดบั โลกของไทยจะหลนลงตอไปอีกอยางตอเนื่อง
สวนผลการสํารวจความเห็นคนไทยท่ัวประเทศของสาํ นกั โพลลห ลายแหง ในป พ.ศ. 2555 พบขอมูลท่ี

163

นาตกใจอยางยิ่งในทํานองเดียวกัน คือ ประชาชนกวารอยละ 79 - 58 ยอมรับไดถารัฐบาลทุจริต
คอรรัปชัน่ แตขอใหตนเองไดประโยชนด ว ย ท้ังนี้ ประชาชนดงั กลา วเนน กลมุ เด็กและเยาวชนมากที่สดุ
รองลงมา คือ กลุมนักเรียน นักศึกษา พอคานักธุรกิจ พนักงานบริษัทเอกชน เกษตรกร ขาราชการ
พนักงานรัฐวิสาหกจิ และกลมุ แมบ า นเกษียณอายรุ าชการ ตามลาํ ดับ

ผลการสาํ รวจวจิ ัยดงั กลาวน้ี จะเห็นไดวา คานิยมในความดีในปจจุบันเปลี่ยนไปมาก
เปน คานิยมท่มี ใี หเ หน็ ในทกุ แหง ของสังคมไทย ตัง้ แตใ นครอบครวั ในชมุ ชนรา นคา ในหมูนักการเมือง
ขาราชการ แมกระทั่งในหองเรียนและสถานศึกษา จะเปนปญหาสังคมท่ีหย่ังรากลึกลงไปทุกทีใน
สงั คมไทย ฉะนัน้ จงึ เปนเรื่องทเี่ ราจะตอ งรูเทา ทัน มีจติ สํานึกและมีสว นรวมที่จะชวยกันปองกันแกไข
ขจัดปญหาทุจริตคอรรัปชั่นเหลาน้ีใหหมดไป ตามแนวทางที่สํานักงานปองกันและปราบปราม
การทจุ รติ แหง ชาติ (ป.ป.ช.) ไดก ําหนดเปนมาตรการในการแกไขปญหาในภาพรวมท่ีเนนการมีสวนรวม
ของประชาชนในการปอ งกนั และปราบปรามการทจุ ริต ซ่ึงหมายถงึ การใหประชาชนเขาไปมีบทบาท
ในฐานะที่เปนสวนหน่ึงของผูดําเนินการดวย โดยการวางระบบใหประชาชนกลาคิดกลาทําในส่ิงที่
ถกู ตอ ง กลา ตดั สนิ ใจในกรอบของการเคารพสิทธิข์ องผอู ื่น และสงเสริมใหท ํางานเปน รูปแบบเครือขาย
เช่ือมโยงกันทั้งระดับบุคคลและระดับองคกรโดยมีฐานะเทาเทียมกัน ถักทอรอยเรียงกันดวย
วตั ถุประสงคเ ดียวกนั เพ่อื เพม่ิ พลงั และความมัน่ ใจในการมีสวนรว มของประชาชนในการปองกันและ
ปราบปรามการทจุ ริตใหหมดไป มาตรการดังกลา วพอสรปุ ได ดงั นี้
1. วธิ สี รางความตระหนักใหป ระชาชนมีสวนรว มในการตอ ตานการทจุ ริต

การใหประชาชนมีสวนรวมกับสํานักงาน ป.ป.ช. ในการตอตานการทุจริตโดยวิธีการ
สรางความตระหนกั อาจพิจารณาไดดังนี้

1.1 ปลูกจติ สาํ นึก คา นิยม คุณธรรมจริยธรรมและสรางวินัยแกทุกภาคสวน โดยการ
สงเสริมการดาํ เนินชวี ติ ตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สงเสริมการปฏิบตั ิตามหลักคุณธรรม
จรยิ ธรรมและวินัย ใชก ารศกึ ษาเปน เครื่องมอื ในการปองกนั เสริมสรางความรู ทกั ษะ ทศั นคติ ปลูกฝง
จิตสํานึกใหนักเรียน นักศึกษา เยาวชน และประชาชนอยางตอเนื่อง รวมทั้งผลักดันคานิยม
การปอ งกันการทุจรติ ความซอ่ื สตั ยสุจริต รงั เกียจการทจุ ริต เปน คานยิ มแหงชาติ

1.2 รวมมือในการสรางการมีสว นรว มและเครือขา ยปอ งกันและปราบปรามการทุจริต
ในทุกภาคสวนโดย

1) การประชาสัมพันธต อ ตานการทุจริตประพฤตมิ ิชอบทกุ รปู แบบ
2) เสรมิ สรา งกระบวนการมีสว นรว มของประชาชนทุกภาคสวน
3) เสรมิ สรางความเขม แขง็ ของเครือขายใหม ีขวญั และกําลังใจในการทํางาน

164

1.3 สง เสริมความเปนอสิ ระ และสรางประสิทธิภาพใหแกองคกรที่มีหนาท่ีตรวจสอบ
การทุจริต โดยเฉพาะสํานักงาน ป.ป.ช. ใหปราศจากการแทรกแซงของอิทธิพลจากภาคการเมือง
ภาคราชการ และภาคธุรกิจ และถวงดุลอํานาจภาครฐั ทเ่ี กย่ี วของทกุ ระดับ เปดโอกาสใหประชาชนเขาถึง
ขอ เทจ็ จรงิ อยางทันการณ

1.4 สงเสริมการสรางมาตรฐาน จรรยาบรรณวิชาชีพแกบุคลากรของหนวยงาน ท่ีมี
หนาท่ีตรวจสอบการทุจรติ รวมท้ังการเสริมสรางความรูทักษะและจริยธรรมแกบุคลากร รวมทั้ง
เสริมสรางขวัญกําลังใจและการบริหารงานบุคลากร การสรางความรวมมือดานวิชาการกับองคกร
ตา งประเทศดวย
2. สรา งความเขาใจที่ถกู ตอ งใหก ับประชาชนและหนวยงานเครอื ขายเก่ียวกับกฎหมายท่เี ก่ยี วของ
ในการปอ งกันและปราบปรามการทุจริต

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตองรบั เปน หนาทใี่ นการดําเนินงานรวมกบั หนว ยงานเครือขาย
ในการสงเสริมใหประชาชนชาวไทยมีความรู ความเขา ใจที่ถูกตองในเรื่องกฎหมาย ระเบียบ และ
มาตรการตา ง ๆ ทจ่ี ะเปนประโยชนในการรวมมือกนั ปองกันพฤติกรรมการทุจริตคอรรัปช่ันรูปแบบ
ตาง ๆ ตามท่ีกําหนดไวในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย กําหนดใหรัฐตองมีหนาท่ีสงเสริม
สนับสนนุ การมสี ว นรว มของประชาชนในการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐทุกระดับ ในรูปแบบองคกร
ทางวิชาชพี โดยเฉพาะขอ กฎหมายท่เี ก่ยี วของในการปฏิบัตงิ าน เพ่อื ปอ งกันปญหาการทุจรติ คอรรัปชัน่
ที่ผูปฏิบัติงานและเครือขายภาคประชาชนควรทราบ เชน รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2550 มาตรา 87 (3) ที่กําหนดใหมีการสงเสริมและสนับสนุนการมีสวนรวมของ
ประชาชนในการตรวจสอบการใชอ าํ นาจรัฐทุกระดับ และพระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวาดว ย
การปองกันและปราบปรามการทุจริต พุทธศกั ราช 2542 (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2554 มาตรา 19 (13)
วาดวยการเสรมิ สรา งทศั นคติและคา นยิ มเกี่ยวกบั ความซ่อื สัตยสุจริต รวมท้ังดําเนินการใหประชาชน
หรอื กลุมบุคคลมสี ว นรว มในการปองกนั และปราบปรามการทุจรติ ทง้ั นี้ มรี ายละเอียดท่สี ามารถศึกษา
คนควาไดจ าก www.nacc.go.th (เวบ็ ไซตข อง ป.ป.ช.)
3. การกระตนุ จิตสาํ นึกการมีสว นรวมในการปอ งกันและปราบปรามการทจุ รติ

เพ่อื ใหผเู รียนเกิด ความเขา ใจ ตระหนัก และมีจิตสํานึกในการมีสวนรวมท่ีจะปองกัน
การทุจริตประพฤติมิชอบในชุมชน และสังคม หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา
ข้นั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 จงึ ไดกําหนดแนวทางการเรียนรู ในรปู แบบกรณีศึกษา ใหผูเรียนไดฝก
ทักษะการคิด วิเคราะห การมีสวนรวมในการแกปญหาการทุจริตรูปแบบตาง ๆ ดวยเจตนาท่ีจะให
ผเู รยี นสามารถนาํ ไปเปน แนวทางในการปฏิบัติ เพื่อประโยชนต อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม

165

จนเกิดการพฒั นาจติ สาํ นกึ ในการปอ งกนั และปราบปรามการทุจริตได กิจกรรมท้ังหมด ประกอบดวย
6 กรณีศึกษา ไดแ ก

1. เรื่อง “เศรษฐใี หม” หรือ “แมค รัว”
2. เรื่อง “การตรวจรบั สงเดช”
3. เรือ่ ง “เรือ่ งเลา ของโดเรมอนทย่ี ังไมเคยเลา ”
4. เรื่อง “สายนําจบั เท็จ”
5. เรื่อง “อะไรอยใู นกลอ งไม”
6. เรอ่ื ง “รถปลูกสะระแหน”
ทง้ั นี้ผเู รียนและผูสอนจะตอ งรว มมือกันนําขอมูลทง้ั ดาน วิชาการ ระเบียบ กฎหมาย
ทไ่ี ดมกี ารสรุปรวบรวมไวในเอกสาร คมู ือการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู เร่อื ง การมสี วนรว มของประชาชน
ในการปอ งกนั และปราบปรามการทุจริต รวมกับขอ มลู ปญหาความตองการสภาพแวดลอ ม ของชมุ ชน
ทองถน่ิ และคณุ ธรรมจรยิ ธรรม ท่ีตนเองมอี ยมู าตัดสนิ ใจแกปญหาตา ง ๆ ใหล ุลวงไปไดอยางเหมาะสม
ตอ ไป

166

กรณศี ึกษาเรือ่ งที่ 1
เร่อื ง “เศรษฐีใหม” หรือ “แมครวั ”
วตั ถปุ ระสงค
1. ระบุปญ หาการทุจรติ จากการใชอํานาจหนาทใี่ นทางที่ไมถ กู ตอง
2. บอกคุณธรรมในการปฏบิ ัติงานได
3. เกิดจติ สํานกึ ในการปอ งการการทจุ ริต
เนอื้ หาสาระ
1. คณุ ธรรมในการทํางานเพ่อื ปอ งกนั หรอื หลีกเลยี่ งการทจุ ริต
2. สาํ นกึ ดา นความซ่อื สตั ยตอ การปฏบิ ัตงิ าน
กรณีศึกษา
เจาหนาท่ี ป.ป.ช. ช่ือ คุณสืบ ไดไปตรวจดูบัญชีท่ี ป.ป.ช. จัดไวใหประชาชนเขามา
ตรวจสอบ บญั ชที รัพยส ินของนกั การเมืองที่แสดงตอ ป.ป.ช. คุณสืบเปดดบู ญั ชตี าง ๆ ของนักการเมืองพบวา
หุนของนักการเมอื ง ระดับหัวหนาพรรครายหน่ึงในบริษัทยักษใหญที่เปนของนักการเมืองผูน้ันเอง ทําไม
จึงมีหนุ อยูไมมาก แตผถู อื หุนรายใหญของบริษัท คือ คุณสมศรี ซึ่งเปนแมครัวบานนักการเมืองใหญ
รายนั้น คุณสบื เรมิ่ ไดเคา ของการถือหนุ แทนนกั การเมือง จงึ ไดทาํ การปลอมตัวเขาไปเพ่ือหาหลักฐาน
และพบวา คุณสมศรี เปนผถู ือหนุ รายใหญของบริษัทนักการเมอื งทค่ี ุณสมศรเี ปนแมครวั
ประเดน็
1. จากเน้ือหาเร่ือง “เศรษฐีใหม” หรือ “แมครัว” การกระทําของนางสมศรีขัดตอ
กฎหมายวา ดว ยการปองกนั และปราบปรามการทุจรติ หรือไม เพราะเหตใุ ด
2. จากเนื้อหาเรอ่ื ง “เศรษฐีใหม” หรือ “แมค รวั ” การกระทําของนายจางของนางสมศรี
สะทอนถงึ การขัดตอ คุณธรรม จริยธรรม อยา งไร
ใบความรู
- เรอ่ื งความซือ่ ตรงกับความซ่อื สตั ย

167

ใบงาน
1. ใหผ เู รียนศกึ ษากรณศี กึ ษา
2. แบงกลุมอภิปรายตามประเด็นที่กาํ หนด
3. ใหต ัวแทนกลุมออกมานาํ เสนอผลของการอภปิ รายกลุม
4. ใหผูสอนและผเู รียนรวมกนั สรปุ แนวคดิ ท่ไี ดจ ากผลการอภิปรายกลมุ
5. ใหผ เู รียนรว มกันวางแผนและจัดทํากจิ กรรมการเรียนรูต อ เนื่องพรอมสรุปรายงานผล

กจิ กรรมเรียนรูตอเนือ่ ง
ผูเรียนรวมกันจัดทํากิจกรรม/โครงการ เพื่อสงเสริมการปองกันและปราบปราม

การทุจริต พรอ มจดั ทาํ สรปุ รายงานผล เสนอผสู อน
สือ่ และแหลง การเรียนรู

- Internet
- สื่อสง่ิ พิมพ/ วารสาร/หนงั สอื พมิ พ

168

กรณศี กึ ษาเร่อื งที่ 1
เรื่อง “เศรษฐใี หม” หรอื “แมครวั ”
กฎหมาย ป.ป.ช. กาํ หนดใหนักการเมืองต้ังแต นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว.
รวมทงั้ เจา หนาท่ขี องรฐั ทม่ี ีตาํ แหนง สงู ตอ งย่นื บัญชแี สดงรายการทรพั ยส ินและหน้สี นิ ตอ ป.ป.ช. เมื่อ
เขาดํารงตําแหนงและพนจากตําแหนง เพ่ือตรวจสอบวามีทรัพยสินอะไรเพิ่มข้ึนผิดปกติหรือไม
หลงั จากยืน่ บญั ชแี ลว ป.ป.ช. ตอ งเปดเผยบัญชีฯ ของนกั การเมอื งตอสาธารณะ
เจา หนา ที่ ป.ป.ช. ช่ือ คณุ สืบ ไดไ ปตรวจดบู ญั ชฯี ท่ี ป.ป.ช. จัดไวใหประชาชนเขามา
ตรวจสอบ คุณสืบเปดดูบัญชีฯ ตาง ๆ ของนักการเมืองแลวก็มาสะดุดสงสัยและตั้งขอสังเกตวา
หุนของนักการเมืองระดับหัวหนาพรรครายหน่ึงในบริษัทยักษใหญท่ีเปนของนักการเมืองผูนั้นเอง
ทําไมจงึ มหี นุ อยูไมมาก แลว หุนทีเ่ หลอื เปน ของใคร
เมอ่ื คณุ สบื ตงั้ ขอ สังเกตแลว จงึ คนหาความจรงิ โดยคุณสืบเริ่มจากการไปคนหารายชื่อ
ผูถือหุนในบริษัทยักษใหญดังกลาว จึงพบวามีผูถือหุนรายใหญของบริษัท คือ คุณสมศรี แสดงวา
คุณสมศรีตอ งเปน “เศรษฐใี หม” แน ๆ เพราะไมเคยไดย นิ ช่อื ตดิ อันดบั เศรษฐีเมืองไทยมากอน คุณสืบ
จึงไปตรวจสอบจากทะเบียนราษฎรของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะมีชื่อของคนไทยทุกคนที่มี
บัตรประจาํ ตัวประชาชนในทะเบียนราษฎรจะมีขอมูลบุคคลวา ช่ือ – สกุลใด เคยเปลี่ยนช่ือ สกุล
อยา งไร อายุเทาใด หนา ตาเปนอยางไร บดิ ามารดาชื่ออะไร พรอมที่อยอู าศยั
คุณสบื ทราบวา คณุ สมศรีนนั้ มบี า นพกั อยูในจัดหวัดภาคอสี าน คณุ สบื จงึ เก็บสัมภาระ
เดินทางไปจังหวัดภาคอีสาน เพื่อไปหาคุณสมศรี เมื่อไปถึงบานเลขท่ีตามท่ีปรากฏในทะเบียนราษฎร
คุณสืบไดพบกับบานไมเกา ๆ หลังหน่ึง ต้ังอยูนอกเขตอําเภอเมืองเล็กนอย คุณสืบคิดอยูในใจวา
“เศรษฐใี หม” เปน คนสมถะ มบี านหลงั เลก็ ๆ พออยูอาศัย ไมฟ ุงเฟอเหมือนเศรษฐีคนอน่ื จึงไดเขาไป
เคาะประตูบาน ปรากฏวา มีคณุ ยายคนหนึง่ เดนิ ออกมาเปดประตู คุณสบื อางวา รูจักกับคุณสมศรีจะ
มาหาคุณสมศรี ไดรับคําตอบจากคุณยายวาคุณสมศรีไปทํางานอยูกรุงเทพฯ คณุ สืบจึงถามคุณยายวา
คณุ สมศรี ทาํ งานท่ไี หน จะติดตอ ไดอ ยางไร คณุ ยายจึงใหหมายเลขโทรศพั ท แตไ มไ ดบอกวาทาํ งานทไ่ี หน
เม่อื คุณสบื ไดร ับแลว ก็ขอลาและขอบคุณคุณยายตามมารยาทสงั คมไทย
จากนั้น คุณสบื จงึ เดนิ ทางกลบั กรุงเทพฯ และไดโ ทรศพั ทไ ปตามหมายเลขที่คุณยายใหไว
โดยขอพดู กับคณุ สมศรี คนรบั สายตอบวา คุณสมศรไี ปจายกบั ขาวที่ตลาด คณุ สบื ยังคิดในใจวา เดีย๋ วนี้
เศรษฐีใหมไ ปจา ยกบั ขา วทต่ี ลาดเอง จงึ ไดบ อกกับคนรับโทรศัพทวา วันนคี้ ณุ สมศรีออกไปจายกบั ขาวเอง
เลยหรือ ผรู บั โทรศัพทจึงตอบวา ไปจา ยกบั ขา วทกุ วันเพราะเปน แมครัว

169

คณุ สืบ เรมิ่ ไดเคา ของการถอื หุนแทนนกั การเมอื ง แตเ พอื่ ความชัดเจนในเรอื่ งนี้ คุณสืบ
จงึ ไดปลอมตัวไปท่ีบา นหลังดังกลา ว เพ่อื หาขอ มูลใหแ นช ดั วา เปน บา นของนกั การเมืองเจาของบริษัท
ยักษใ หญจ รงิ หรอื ไม โดยคุณสืบไดห าขอ มลู มากอนวา คุณสมศรจี ะไปจา ยกบั ขา วในเวลาบาย ๆ จึงได
วางแผนเขาไปเวลาประมาณบายสองโมง และจากการท่ีคุณสบื ปลอมตัวเขาไป จึงมีหลักฐานยืนยันไดวา
คุณสมศรี เปนแมค รัวบา นนกั การเมืองใหญรายนจ้ี ริง และเปนคณุ สมศรรี ายเดยี วกบั ที่เปน ผถู อื หนุ รายใหญ
ของบรษิ ทั นักการเมอื งที่คุณสมศรีเปนแมครัว คณุ สมศรจี งึ เปล่ยี นฐานะใหมจ ากเศรษฐีใหม กลายเปน
แมค รวั ซะแลว
ประเด็น

1.จากกรณีศึกษาเร่ือง “เศรษฐีใหมหรือแมครัว” การกระทําของนางสมศรีขัดตอ
กฎหมายวาดวยการปอ งกันและปราบปรามการทุจริตหรอื ไม เพราะเหตใุ ด

2. จากกรณีศึกษาเร่ือง “เศรษฐีใหมหรือแมครัว” การกระทําของนายจางของ
นางสมศรสี ะทอนถงึ การขดั ตอ คุณธรรม จรยิ ธรรม อยา งไร

170

ใบความรู
“ซ่ือตรง” กบั “ซื่อสัตย”
ความหมายของคําสองคํา คือ “ซื่อตรง” กับ “ซ่ือสัตย” ตามพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑติ ยสถาน ป 2542 ไดก ลา วไว คือ
“ซ่ือตรง” แปลวา ประพฤติตรง ไมเอนเอง ไมคดโกง ใหสังเกตคําวา ประพฤติ
ประพฤติ คอื วาจา และการกระทํา ถา ทางพระ จะหมายถึง วจีกรรม กายกรรม
“ซื่อสัตย” หมายถึง ประพฤติตรงและจริงใจ ไมคิดคดทรยศ ไมคดโกง และ
ไมห ลอกลวงเหมือนกับคําวา คุณธรรม จริยธรรม คําวา จริยธรรม บอกแตเพียงความประพฤติ คือ
คําพดู และการกระทํา แตถาพดู ถงึ คุณธรรมตองรวมใจดวย
สรุปไดว า ซ่ือตรง คือ ส่ิงทป่ี ระพฤตอิ อกมาใหป รากฏ แลวสังคมตัดสนิ วา ตรงหรือไมตรง
แตถา ซือ่ สัตย นอกจากจะประพฤตติ รงแลว ยังตองพัฒนาที่จติ ใจ มคี วามจริงใจดว ย
สุภาษิตสะทอนความซือ่ ตรง
สุภาษิต เรื่อง ความซื่อตรงและความซื่อสัตย ซ่ึงความจริงคนไทย ไต ลาว ซ่ึงเปน
คนกลุมเดียวกัน และมีจํานวนกวารอยลานคนยกยอง เร่ือง ความซื่อตรงและความซื่อสัตย มาเปน
ความดอี นั ดบั หน่งึ โดยสุภาษติ โบราณจากสถานทตี่ า ง ๆ มีดังนี้ คือ

กบั ขาวอรอยเพราะเกลือ
(The meal is good, thanks to the salt)
คนดีเพราะซือ่ สตั ย
(A man is good due to his honesty)

สวนดี ตองรูวธิ ปี ลูก ซื่อ กนิ ไมห มด
ลกู ดี ตองรูวธิ ีสอน คด กนิ ไมน าน

171

สมัยกอนในปม น้ํามันสามทหาร ทตี่ วั ถงั น้ํามันจะมีปายวา “ซ่ือกินไมหมด คดกินไมนาน”
ซ่ึงเม่ือกอนคําน้ีมีเยอะ แตปจจุบันหายไปที่หายไปไมใช เพราะสามทหารหมดไป แตอาจหายไป
เพราะคนไทยไมเ ชือ่ คา นิยมน้แี ลว คานิยมอาจเปล่ยี นแปลงไปเปน “ซอ่ื ไมม ีกนิ แตคดมีกินจนเหลือกิน”
กเ็ ปน ได แตหากพิจารณาแบบยาว ๆ แลวจะเหน็ วา ซ่ือกินไมห มดหรอก แตค ดกินไมน าน น่ันแหละที่
เปน จรงิ

172

กรณศี ึกษาเรือ่ งท่ี 2
เร่อื ง การตรวจรับสง เดช
วัตถปุ ระสงค
1. บอกคุณธรรมในการปฏิบัติงานได
2. มีสว นรว มในการปอ งกันการทุจริตในหนวยงาน
3. เกดิ จิตสาํ นกึ ในการปองการการทจุ รติ
เนื้อหาสาระ
1. ชอ งทางการสงเร่ืองรองเรยี นการทุจรติ
2. คุณธรรม จริยธรรม ของผปู ฏบิ ัติงาน
กรณศี ึกษา
จากการไตส วนขอเท็จจรงิ ของ ป.ป.ช. ไดความวา เมื่อป พ.ศ. 2545 องคการบริหาร
สวนตําบลแหงหนึ่ง ไดสอบราคาจางเหมากอสรางอาคารอเนกประสงคคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ช้ัน วงเงิน
1,904,000 บาท โดยมีนาย ก ผูถกู กลา วหา เมอื่ ครง้ั ดํารงตาํ แหนงนายกองคก ารบริหารสว นตําบล เปน
ประธานกรรมการตรวจการจา ง ในการดาํ เนินการกอ สรา งปรากฏวา ผูรับจางกอสรางไมถูกตองตาม
แบบรปู รายการที่องคก ารบริหารสวนตาํ บลกาํ หนดหลายรายการ เปนเหตุใหหัวหนาสวนโยธาในฐานะ
ผูควบคุมงาน ทาํ บันทกึ เสนอผูถูกกลาวหาในฐานะประธานกรรมการตรวจการจาง แจงใหผ ูรับจางแกไขให
ถูกตอง ตอมาผูรับจางไดเขามาดําเนินการแกไขงานแลว แตก็ยังไมถูกตองตามแบบรูปรายการที่
กําหนดอีก หัวหนาสวนโยธาในฐานะผูควบคุมงานและคณะกรรมการตรวจการจาง จึงไดมีบันทึก
เสนอผูถกู กลา วหาอกี คร้งั เพื่อแจงใหผูรบั จางดําเนินการแกไขโดยดวน แตปรากฏวาผูถกู กลา วหาไดมี
คาํ สง่ั อนุมัติเบกิ จา ยเงินใหแกผ รู บั จา งทาํ ใหอ งคก ารบริหารสวนตําบลตองเบิกจายเงินคาจางกอสราง
ใหแ กผ รู ับจา งไปโดยท่ีงานยังไมเ สร็จสมบูรณเ ปนเหตุใหท างราชการไดร บั ความเสียหาย

173

ประเด็น
จากกรณีศึกษา เร่ือง ตรวจรับสงเดช นายก อบต. กระทําความผิดในเร่ืองใด และ

สงผลตอ คณุ ธรรมในการบรหิ ารงานอยางไร
ใบความรู

- ชอ งทางการสง เรื่องรองเรียนการทจุ ริต
ใบงาน

1. ใหผูเรียนศกึ ษากรณีศกึ ษา
2. แบงกลมุ อภปิ รายแสดงความคิดเหน็ ตามประเด็นทีก่ ําหนดให
3. ใหผ สู อนและผูเ รยี นสรุปแนวคดิ ทไี่ ดจ ากการอภปิ รายกลุมรว มกนั
กจิ กรรมการเรยี นรูอ ยา งตอ เน่ือง
- ใหผเู รยี นรวมกนั จัดทํากิจกรรม/โครงการในการรณรงคการปองกันและปราบปราม
การทจุ ริตในชมุ ชน พรอ มจัดทําสรปุ รายงานเสนอผูสอน
สอื่ /แหลง คน ควา
- หนังสือพมิ พ/ วารสาร
- ส่ือ Internet
- สํานักงาน ป.ป.ช.

174

ใบความรู
ชอ งทางการสงเรอื่ งรอ งเรยี นการทจุ ริต
หากพบเห็นเจาหนาท่ีของรัฐกระทําความผิดทุจริตตอหนาที่ กระทําความผิดตอ
ตาํ แหนง หนา ท่ี หรอื กระทาํ ความผดิ ตอ ตําแหนงหนา ท่ใี นความยุติธรรม รํ่ารวยผิดปกติ หรอื มีทรัพยสิน
เพม่ิ ขึน้ ผิดปกติ สามารถทําหนังสอื รองเรยี นตอ สํานักงาน ป.ป.ช. ตามหลักเกณฑต อ ไปน้ี
1. มีหนังสือ “เรียน เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.” หรือ “ตู ปณ. 100 เขตดุสิต
กรุงเทพฯ 10300” หรือเขารองทุกขกลาวโทษตอพนักงานสอบสวน ณ สถานีตํารวจในเขตอํานาจ
สอบสวน โดยพนกั งานสอบสวนจะสง เรื่องไปยงั สาํ นักงาน ป.ป.ช. เพ่ือดําเนินการตอ ไป
2. ใหมรี ายละเอียดการรองเรียน ดงั น้ี
(1) ชอ่ื – สกุล ท่อี ยู และหมายเลขโทรศัพทข องผกู ลาวหา
(2) ชือ่ – สกลุ ตาํ แหนง สังกดั ของผูถ กู กลาวหา (ตอ งเปน เจา หนาทีข่ องรัฐ หรือ พน จากตาํ แหนง ไมเกิน 5 ป)
(3) ระบขุ อ กลา วหาการกระทําความผิดฐานทุจริตตอ หนา ที่ การกระทําความผิดตอตําแหนงหนาท่ีราชการหรือ
ตําแหนงหนา ที่ในการยตุ ิธรรม ราํ่ รวยจนผิดปกติ หรือมที รัพยสนิ เพิม่ ข้นึ ผิดปกติ
(4) บรรยายการกระทาํ ความผดิ อยา งละเอยี ดตามหัวขอ ดังน้ี
- กรณีกลาวหากระทําความผิดฐานทุจรติ ตอหนาท่ีกระทําความผิดตอตําแหนงหนาท่ีราชการ หรือ
กระทําความผดิ ตอ ตําแหนง หนาทีใ่ นการยุติธรรม
ก. การกระทาํ ความผิดเกดิ ขนึ้ เมื่อใด
ข. มขี น้ั ตอนหรอื รายละเอยี ดการกระทาํ ความผดิ อยางไร
ค. มีพยานบคุ คลรเู ห็นเหตุการณหรือไม
ง. ในเรื่องนี้ไดรองเรียนตอหนว ยงานใด หรือยื่นฟองตอ ศาลใด เมื่อใด และผลเปนประการใด
- กรณกี ลาวหาวาราํ่ รวยผิดปกตหิ รือมีทรัพยส นิ เพ่ิมขนึ้ ผิดปกติ
ก. ฐานะเดมิ ของผูกลาวหาและภริยาหรือสามี รวมทงั้ บิดามารดาของทงั้ สองฝายเปนอยา งไร
ข. ผูถกู กลาวหา และภรยิ าหรอื สามี มอี าชีพอ่ืน ๆ หรอื ไม ถา มอี าชีพอ่ืนแลวมีรายไดมากนอ ยเพยี งใด
ค. ทรัพยส นิ ทจ่ี ะแสดงใหเหน็ วารา่ํ รวยผดิ ปกติฯ อะไรบาง

175

3. ลงลายมือชื่อ และเขียนช่ือ – สกุล ดวยตัวบรรจง พรอมแจงที่อยขู องผูกลาวหาใหชัดเจน
หากตองการใหสํานักงาน ป.ป.ช. ปกปดช่ือ – สกุล และที่อยูใหระบุชัดเจนดวย สวนกรณีที่ไมเปดเผย
ชื่อ – สกุลจรงิ ถือวาเปน บัตรสนเทห ใหสง แบบไปรษณยี ตอบรับ (เพือ่ จะไดร บั ทราบวา หนังสือรองเรียน
สงถึง ป.ป.ช. แลว) เพราะสํานักงาน ป.ป.ช. จะติดตอกับผูรองเรียนโดยตรงกับผูรองเรียนท่ีแจง
ชื่อ – สกลุ และทอี่ ยเู ทา น้นั

4. สายดวน Call Center 1205
5. สํานักงาน ป.ป.ช. ประจําจังหวัด มีอํานาจหนาที่ในการสงเสริมการปองกันและปราบปราม
การทุจริต โดยประสานความรวมมือกับประชาชนและสวนราชการเพื่อเผยแพรความรูแกประชาชน
การเสริมสรางทัศนคติและคานิยมในความซื่อสัตยสุจริต การสงเสริมใหประชาชนหรือกลุมบุคคล
ทุกภาคสวนเขามามีสวนรวมในการปองกันและปราบปรามการทุจริต รวมทั้งการเสนอมาตรการ
ความเห็นหรือขอเสนอแนะตอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพ่ือประโยชนในการปองกันและปราบปราม
การทจุ ริต นอกจากน้กี รรมการปอ งกนั และปราบปรามการทุจริตประจําจังหวัด ยังไดแบงเบาภาระงาน
ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เชน การตรวจสอบขอเทจ็ จรงิ เพอื่ เสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พจิ ารณาตอไป
การตรวจสอบความถูกตองและความมีอยูจริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของทรัพยสินและหนี้สินท่ี
ผูม ีหนา ท่ยี ่นื บญั ชีไดย ่ืนตอคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งน้ี การดําเนินการดังกลาว คณะกรรมการ ป.ป.ช.
จะเปนผกู ําหนดหลักเกณฑและวิธีการใหก รรมการ ป.ป.ช. ประจาํ จงั หวดั ดําเนินการ

อนง่ึ กรรมการ ป.ป.ช. ประจาํ จงั หวัด มีหนา ท่ีย่ืนบญั ชีแสดงรายการทรพั ยส ินและหนสี้ ิน
ตอ คณะกรรมการ ป.ป.ช. และอาจถูกตรวจสอบโดยประชาชนได กลาวคือ ประชาชนผูมีสิทธ์ิเลือกตั้ง
จาํ นวนไมนอ ยกวาหาพันคน สามารถเขาช่ือรองเรียนขอตอคณะกรรมการ ป.ป.ช วากรรมการปองกัน
และปราบปรามการทุจริตประจาํ จังหวัด ผใู ดขาดความเทยี่ งธรรม จงใจฝาฝนรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย
หรือมีพฤติการณที่เปนการเสื่อมเสียแกเกียรติศักด์ิของการดํารงตําแหนงอยางรายแรง ซ่ึงหากมี
การกลา วหาดงั กลาวแลว คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจกําหนดใหกรรมการ ป.ป.ช. ประจําจังหวัดผูน้ัน
ยตุ กิ ารปฏิบัติหนาทไ่ี วก อ นก็ได

176

กรณศี กึ ษาเรอ่ื งที่ 3
เรื่องเลาของโดเรมอนทยี่ งั ไมเคยเลา
วัตถุประสงค
1. บอกแนวทางในการเสรมิ สรางคุณธรรมได
2. ใชค ณุ ธรรมในการปฏิบตั ติ นปอ งกันการทุจริตได
3. เกดิ จติ สาํ นึกในการปอ งการการทจุ รติ
เนอ้ื หาสาระ
1. คุณธรรมในการทาํ งานเพอื่ ปองกนั หรอื หลกี เลีย่ งการทจุ ริต
2. การมสี วนรวมของประชาชน
กรณีศกึ ษา
โนบิตะและเพ่ือน ๆ ไดใชของวิเศษของโดเรมอนในการสรางประเทศใหมใน
โลกอนาคตและไดอาสาเปนนักการเมืองฝายบริหาร ไจแอนท เปนเจาหนาท่ีของรัฐ ซูเนะโอะ เปน
บริษทั เอกชน สว นชิซกู ะ เปนฝายตรวจสอบ โดเรมอน เปนฝายสนับสนุนในทุก ๆ เรื่อง ในประเทศ
ของโลกใหม มีการบริหารกิจการบานเมืองเหมือนโลกมนุษย มีการเก็บภาษี เพ่ือนําไปสราง
สาธารณูปโภค ไฟฟา นํา้ ประปา ถนนหนทาง โรงพยาบาล โรงเรียน เวลาผานไป โนบิตะ กลายเปน
นักการเมืองทล่ี งทุนทาํ การซื้อเสียง เพ่อื ใหประชากรเลือกตนเองมาบรหิ ารประเทศ เม่อื ไดอํานาจรัฐก็
จับมอื กับไจแอนททเ่ี ปน เจาหนา ทร่ี ัฐออกนโยบายตาง ๆ เอื้อประโยชนใหกับซูเนะโอะที่เปนนักธุรกิจ
และมีผลประโยชนรวมกัน เรียกการกระทําของคนทั้งสามวา “การทุจริตเชิงนโยบาย” สวน ชิชูกะ
ทําอะไรสามคนนัน้ ไมไดเ ลย เพราะถูกจํากดั ทงั้ บทบาทและอาํ นาจหนาที่
ประเด็น
จากเนือ้ หาเรื่อง “เรอ่ื งเลาของโดเรมอ นทย่ี งั ไมเ คยเลา” หากผูเ รียนเปนโนบิตะซึ่งเปน
ผูบริหารประเทศ ผูเรียนจะทาํ การบริหารประเทศอยางไร เพื่อใหประชากรในประเทศสามารถอยู
รว มกันไดอ ยางมคี วามสุข

177

ใบงาน
1. ใหผเู รยี นศึกษากรณีศึกษา
2. แบงกลมุ อภปิ รายแสดงความคิดเห็นตามประเดน็ ท่ีกําหนดให
3. ใหผ สู อนและผเู รยี นรว มกันศึกษาหาขอมลู ประกอบการอภปิ รายหาเหตผุ ล
4. ใหผ ูสอนและผเู รยี นสรุปแนวคดิ ทีไ่ ดจากการอภปิ รายรว มกัน
5. ใหผ ูเ รียนรว มทาํ กจิ กรรมการเรียนรตู อเนอ่ื งพรอ มสรุปรายงานผล
กจิ กรรมการเรียนรตู อเนอ่ื ง
ใหผูเรียนรว มกันจดั ทํากจิ กรรม/โครงการในการปองกันและปราบปรามการทุจริตใน
ชุมชน พรอมจัดทาํ สรปุ รายงานเสนอผูสอน
สอ่ื และแหลงการเรยี นรู
- Internet
- บทความตาง ๆ
- หนงั สือพมิ พ

178

กรณศี กึ ษาเรอื่ งท่ี 3
เรอื่ งเลา ของโดเรมอ นทยี่ ังไมเ คยเลา

ถาพูดถึงการตูนท่ีเปนท่ีรูจักของผูคนมากมายบนโลกนี้ คงไมมีใครท่ีไมรูจักเจาแมว
หุนยนตท ี่ชอ่ื วา “โดเรมอน” ซ่งึ เปนการตนู ทลี่ กู ของผมชอบมาก ตอ งดกู อ นนอนทุกคืนและดวยเหตุน้ี
จึงทาํ ใหผมรบั รเู รื่องราวของโดเรมอ นไปโดยปริยายแบบไมทนั ตัง้ ตวั

กอนนอนในคืนหนึ่งลูกของผมก็ยงั คงดูโดเรมอนเหมอื นเชนเคย ในคืนฝนตกฟารอง
โครมคราม ผมหนังอา นหนังสือเก่ยี วกับการทุจรติ เชิงนโยบายไปพราง ๆ เพราะเรื่องนก้ี าํ ลังฮติ แตหูก็
ไดยินเร่ืองทีก่ ําลังฉายอยูจับใจความไดคราว ๆ วา โนบิตะไดคะแนนสอบเทากับศูนย คุณครูฝาก
กระดาษคาํ ตอบที่ไดค ะแนนไปใหคุณแมดู ระหวา งเดินทางกลับบา นพรอ มไจแอนท ซูเนโอะ และซิชูกะ
โนบติ ะก็มคี วามคิดวาจะเก็บกระดาษคาํ ถามไปซอนในโลกอนาคต ซึง่ เพื่อน ๆ ทุกคนเห็นดีดวย จึงได
ไปปรกึ ษา (เชงิ บังคับ) กับโดเรมอน แลวไฟฟาก็เกิดดับขน้ึ มากะทันหันทั้งบาน เม่ือไมมีอะไรดู ลูกก็
อา งวา นอนไมห ลบั รบเราใหผ มเลา เรอื่ งโดเรมอนท่ีกําลังฉายอยูกอ นไฟดับใหจบ ผมจงึ แตง เรอื่ งตอไป
เลยวา เรื่องมีอยูวา เม่ือโดเรมอนไดรับคําปรึกษาแกมบังคับก็เสนอใหทุกคนเขาประตูกาลเวลา
น่ังไทมแมชชีนไปสูโลกอนาคต ซึ่งเปนดาวดวงหนึ่งท่ีมีสภาพแวดลอมคลายโลก แตกตางตรงไมมี
ส่ิงมีชีวิตอยูเลย เม่ือไปถึงทุกคนเกิดความประทับใจ จึงคิดสรางประเทศข้ึนบนโลกใหมนี้ ตางลง
ความเห็นวา หัวใจของการอยรู ว มกัน คอื การมีหลักเกณฑ แมบทที่ทุกคนตองเคารพเพ่ือความสงบสุข
ของสังคม ตั้งช่ือหลักเกณฑแมบทนี้วา “รัฐธรรมนูญ” หลักของรัฐธรรมนูญมีอยูไมกี่ประการ
แตประการทสี่ ําคัญท่ีสุดทีท่ ุกคนจาํ ขน้ึ ใจ คอื บคุ คลยอมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษา และเพื่อ
ไมใหเกิดความสับสนในการสรางโลกใหม โนบิตะรับอาสาเปนนักการเมืองฝายบริหาร ไจแอนทเปน
เจาหนาท่ีของรัฐ ซูเนโอะเปนบริษัทเอกชน สวนซิชูกะเปนฝายตรวจสอบ การสรางประเทศใหมของ
ฝา ยตา ง ๆ โดเรมอนทําหนา ทสี่ นับสนุนในทุก ๆ เร่ือง วิธีท่ีงายและเร็วที่สุดก็คือ หยิบของวิเศษออก
จากกระเปา หนา ทอง ครัง้ นกี้ ห็ ยบิ เคร่อื งถา ยสําเนาประชากรออกมา ปรากฏวาท้ังโนบิตะ และเพื่อน ๆ
ตางเอารูปสิงสาราสตั วม าเขา เคร่ืองถายสําเนาประชากร ผลออกมาปรากฏวา สิงสาราสัตวเหลานั้น
เมื่อฟกออกจากไขก็เดิน 2 ขา และพูดไดเ หมอื นคน มีการขยายเผาพันธุ โดยการใชเครื่องถายสําเนา
ประชากร โดเรมอ นกําชับทุกคนวาอยาไปยุงกับปุม Reset ที่อยูดานหลังของเคร่ือง มิฉะนั้นจะเกิด
ความหายนะ

ในประเทศของโลกใหมม ีการบริหารกจิ การบา นเมอื งเหมือนโลกมนุษย มีการเก็บภาษี
เพือ่ นําไปสรา งสาธารณูปโภค ไฟฟา นาํ้ ประปา ถนนหนทาง โรงพยาบาล โรงเรยี น

เวลาผานไปนสิ ยั ของแตล ะคนกเ็ ปลย่ี นไป โนบิตะที่เปน นักการเมืองก็ลงทุนทําการซื้อเสียง
เพ่อื ใหประชากรเลอื กตนเองมาบริหารประเทศ เมอื่ ไดอาํ นาจรฐั กจ็ บั มอื กบั ไจแอน ททีเ่ ปนเจาหนาที่รัฐ

179

ออกนโยบายตาง ๆ เอ้ือประโยชนใหกับซูเนโอะท่ีเปนนักธุรกิจ และมีผลประโยชนรวมกัน เรียกการ
กระทําของคนท้ังสามวา “การทุจริตเชิงนโยบาย” สวนซิชูกะทําอะไรสามคนนั้นไมไดเลย เพราะ
ถูกจาํ กดั ทั้งบทบาทและอาํ นาจหนาท่ี

ลูกผมยงั ไมหลบั แทรกคาํ ถามขน้ึ วา “พอครับทําไมเคา ไมโกงกนั ตรง ๆ เลยละครบั ”
“คอื พวกนกั การเมอื งพวกนเี้ คา กลวั ถูกจบั ไดว า ทุจรติ และเคายังมีจิตสํานึกอยบู าง” ผมตอบ
“แลว พวกไมม ีจติ สํานึกละพอ เปน แบบไหน”
“พวกไมมีจิตสํานึกก็พวกเจาหนาที่ของรัฐท่ีใชอํานาจหนาที่กําหนดหลักเกณฑตาง ๆ เพื่อ
เอือ้ ประโยชนใ หแกตนเองและพรรคพวกโดยไมส นวา ประชากรผเู สยี ภาษีเคาจะคิดยังไง” ผมตอบลูก
ไปใหค ลายสงสัย

แลวโลกใบใหมที่โนปตะกับเพ่ือน ๆ สรางข้ึนก็มีคนไรจิตสํานึกเพิ่มข้ึนเร่ือย ๆ
ประชากรเกิดการตอตานและนําไปสูความรุนแรง เพราะทนการกระทําของเจาหนาท่ีท่ีไรจิตสํานึก
ไมได โดเรมอนเองทนไมไหวจึงกดปุม Reset เคร่ืองถายสําเนาประชากรแลวทุกอยางก็หายไปใน
พริบตา แลวโดเรมอนพาโนบิตะกับเพื่อน ๆ กลับมาในโลกปจจุบัน จากนั้นโนบิตะก็ตัดสินใจนํา
กระดาษคําตอบของตนกลบั ไปใหแ มตามครสู ่งั

“สนุกจังเลยพอ” ผมย้ิมแลวบอกใหลูกเขานอน ลูกหลับไปนานแลว ผมยังไดยินแต
เสยี งเลา นิทานของตัวเองอยา งแจมชัดในมโนสํานกึ ในตอนที่วา

“บุคคลยอมเสมอกันในกฎหมายและไดรับความคุมครองตามกฎหมายเทาเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไมเปนธรรมตอบุคคล เพราะเหตุแหงความแตกตางในเรื่องสถานะของบุคคล
ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม จะกระทํามไิ ด บคุ คลยอ มมสี ทิ ธิเสมอกนั ในการรับการศกึ ษา”
ประเดน็

จากเนอ้ื หาเรือ่ ง “เร่อื งเลา ของโดเรมอนท่ยี งั ไมเ คยเลา ” หากผูเรียนเปนโนบิตะซ่ึงเปน
ผูบริหารประเทศ ผูเรียนจะทําการบริหารประเทศอยางไร เพื่อใหประชากรในประเทศสามารถอยู
รว มกนั ไดอยา งมคี วามสุข

180

กรณศี ึกษาเรอ่ื งท่ี 4
เรือ่ ง สายนาํ จบั เท็จ
วัตถุประสงค
1. อธิบายคณุ ธรรมในการปฏบิ ัติงานได
2. วเิ คราะหวิธีการปองกนั การทจุ ริตในการปฏิบตั ิงานได
3. มีจติ สาํ นกึ ในการปองกันปญหาการทุจริต
เนอื้ หาสาระ
1. กฎหมายทเ่ี ก่ียวขอ งกบั การปฏิบัติหนาที่
2. คณุ ธรรมในการทาํ งานเพื่อปองกนั หรือหลีกเลี่ยงการทุจรติ
กรณีศกึ ษา
สายนําจบั หมายถงึ ผทู แี่ จงขอ มูลในการกระทําความผิดตอเจาหนาที่ผูมีอํานาจ เพื่อ
ดําเนินการจับกุมและการมีคดีสายสืบนําจับ...เท็จ หมายถึง ไมมีสายนําจับตัวจริงเปนการสราง
หลกั ฐานเท็จข้นึ มาเปนสายสืบ การจายเงินสนิ บนและเงินรางวัลแกผ ูแจงความนําจับ หรือสายนําจับ
รวมท้ังเจาหนาท่ีท่ีทําการจับกุมส่ิงของลักลอบหนีภาษี โดยเจาหนาที่ผูจับกุมจะไดเงินรางวัล 30%
ของมูลคาสิ่งของทจี่ ับกุมได แตถ า หากมีผแู จงความนาํ จบั หรอื สายแจง ความนําจับตอ เจาหนาท่ี สายที่
แจงนําจับกจ็ ะไดเ งนิ สินบน 30% สว นเจา หนาที่จะไดเงินรางวัล 25% ของมลู คาส่ิงของที่จับกุมไดรวม
เปนเงนิ รางวัลที่จะไดเพ่มิ มากขน้ึ เปน 55% (30%+25%) จงึ เปนมลู เหตจุ งู ใจใหจ ัดทาํ หลักฐานใบแจง
ความเท็จขึ้นมา โดยอางวามสี ายแจงความไวท ัง้ ๆ ท่ีเปนการจบั กุมตามหนาท่เี ทา น้ัน
ประเดน็
จากเน้อื หาเรอื่ ง “สายนําจับเท็จ” ผเู รียนเห็นวา เจาพนักงานผูสรางหลักฐานการนํา
จบั เทจ็ ข้ึนมา เพอื่ ผลประโยชนดา นใด และขดตอหลกั คณุ ธรรม จริยธรรมในดา นใด

181

ใบงาน
1. ใหผ เู รียนศึกษากรณศี ึกษา
2. แบงกลมุ อภปิ รายแสดงความคดิ เหน็ ตามประเดน็ ที่กาํ หนดให
3. ใหผูสอนและผูเรียนรวมกันศกึ ษาหาขอมูลประกอบการอภปิ ราย
4. ใหผ สู อนและผเู รียนสรปุ แนวคิดทีไ่ ดจากการอภปิ รายรว มกนั
5. ใหผ เู รยี นรวมทาํ กิจกรรมการเรยี นรูต อเนื่อง พรอ มสรุปรายงานผล
กิจกรรมการเรยี นรตู อเนื่อง
ใหผ เู รียนทํากิจกรรม/โครงการ นําเสนอแนวทางการปอ งกนั การทุจรติ ในสว นราชการ
พรอมจดั ทาํ รายงานเสนอผูส อน
สือ่ และแหลงเรียนรู
1. Internet
2. หนงั สือพิมพ/เอกสารวชิ าการ

182

กรณศี กึ ษาเรอื่ งท่ี 4
เร่อื ง “สายนาํ จบั ...เท็จ
ความนํา สายนําจับ หมายถึง ผูที่แจงขอมูลในการกระทําความผิดตอเจาหนาท่ีผูมี
อํานาจ เพอ่ื ดาํ เนินการจับกุม และการมีคดสี ายสืบนําจบั ..เท็จ หมายถงึ ไมม สี ายนาํ จับตวั จริงเปนการ
สรางหลักฐานเทจ็ ข้นึ มาเปน สายสบื การจายเงนิ สนิ บนและเงนิ รางวัลแกผ ูแจงความนาํ จับ หรอื สายนําจับ
รวมทั้งเจาหนาท่ีท่ีทําการจับกุมส่ิงของลักลอบหนีภาษี โดยเจาหนาท่ีผูจับกุมจะไดเงินรางวัล 30%
ของมลู คา สิ่งของท่จี ับกมุ ได แตถา หากมีผูแจงความนาํ จับหรอื สายแจง ความนาํ จับตอ เจา หนาท่ี สายท่ี
แจงความนาํ จับก็จะไดเงนิ สินบน 30% สว นเจา หนาท่ีจะไดเงินรางวัล 25% ของมลู คา สิ่งของทจ่ี บั กุมได
คาํ กลา วหา รองเรยี นวา เจาหนาทจ่ี ดั ทาํ ใบแจง ความนําจับทองคําแทงเปนเท็จ ท้ัง ๆ ท่ี
เปนการจบั กมุ ตามอํานาจหนาท่ี มิไดมีสายแจงความนําจับ เพราะเจาหนาที่จะไดทั้งเงินสินบนและ
รางวัลเพ่ิมขึ้นเปนเงิน 55% (30% + 25%) ของมูลคาส่ิงของท่ีจับได โดยในใบแจงความนําจับระบุ
รายละเอยี ดวาในเวลา 06.00 น. ของวันท่ี 10 สิงหาคม 2552 มีสายมาแจงความนําจับตอเจาหนาที่
ประจาํ ดานชายแดนวาจะมฝี รง่ั นาํ ทองคําแทง ผูกมัดดวยผาขาวมาติดกับตัวฝร่ัง รวมท้ังหมด 30 กิโลกรัม
ฝรั่งจะน่ังรถยนตแท็กซ่ี หมายเลขทะเบียน 1234 จะมาถึงดานชายแดน เวลา 10.00 น.ของวันที่
10 สิงหาคม 2552 เรามาดกู ันวาสายท่ีแจงความนําจับทองคําแทงจํานวน 30 กิโลกรัม จะมีตัวตนจริง
หรอื ไม
มีขอสังเกตสาํ หรับคดีวา สายท่ีแจง ความนําจับจะไมเปดเผยท่ีอยู จะมีเพียง “ลายพิมพ
นว้ิ มือ” เทา น้ัน การสืบคนไมสามารถคนหาเจาของลายนิ้วมือได จึงตองใชพยานแวดลอม หมายถึง
พยานหลักฐานที่จะหักลางไดวา ไมมีสายนําจับจริง ในหลักฐานใบแจงความนําจับทราบวามี
ผูเก่ียวของ คือ ฝร่ังที่ถูกจับกุม คนขับรถแท็กซี่ หมายเลขทะเบียน 1234 ผูโดยสารในรถแท็กซี่
หวั หนาควิ แทก็ ซี่ เจาหนาทที่ ด่ี าํ เนนิ การตรวจคนจับกุม และเจาหนาท่ีผูรับแจงความนําจับ จากการ
สอบปากคาํ บุคคลดงั กลาวขางตนไดขอเท็จจริงวา ฝรั่งที่ถูกจับชื่อ นายโจ ไดเดินทางโดยรถไฟจาก
กรุงเทพฯ ถึงหาดใหญ เวลา 07.00 ของวันที่ 10 สิงหาคม 2552 แลวจึงไปท่คี ิวรถแท็กซี่หมายเลข
ทะเบียน 1234 ซง่ึ มนี ายดีเปน คนขับรถ นอกจากน้ันยังมีผูโดยสารน่ังไปดวยอีก 2 คน รวมคนขับกับ
ฝรัง่ เปน 4 คน หัวหนาคิวแท็กซใ่ี หก ารวา แท็กซที่ ี่คิวจะออกตามคิวทีจ่ ัดไว เม่ือผูโดยสารเต็มคันก็จะ
ออกทนั ที แลวควิ แท็กซ่ีคันตอไปก็จะเขามาจอดรอรับผูโดยสารตอไป จะไมมีการจองรถแท็กซี่คันไหน
ไวก อน เพราะเปนไปตามลําดับท่ีจัดไว เมื่อสายสืบไปที่คิวรถก็ไดสอบถามวา ในวันที่ 10 สิงหาคม 2552
มีใครจองรถแท็กซ่ีหมายเลขทะเบียน 1234 ไวกอนหรือไม ก็ไมปรากฏวามีการจอง เมื่อขอมูลเปน
อยางน้.ี .. ก็หมายความวา กอ นเวลา 7.20 น. ของวันท่ี 10 สิงหาคม 2552 ไมมีผใู ดทราบไดวา นายโจ

183

จะข้นึ รถแท็กซ่คี นั ใด หมายเลขทะเบียนใด... การท่สี ายไปแจงความนําจบั ในเวลา 06.00 น. ของวันที่
10 สงิ หาคม 2552 ไมน าจะเปน ไปไดจงึ เปนขอ พริ ธุ ขอ ท่ีหนึ่งแลว

เมื่อรถแทก็ ซ่ี หมายเลขทะเบียน 1234 ออกจากอาํ เภอหาดใหญ ถงึ อาํ เภอสะเดา ตอง
ผา นการตรวจจากดานชายแดนทกุ คันกอ นเดนิ ทางออกนอกประเทศ คนขับรถและผูโ ดยสารไดล งจากรถ
เพอ่ื ใหเ จา หนาทต่ี รวจดวู า มีของผดิ กฎหมายลกั ลอบออกนอกประเทศหรอื ไม เจา หนา ทไี่ ดตรวจภายในรถ
และกระโปรงทายรถ แตไ มพ บสง่ิ ของผดิ กฎหมาย ขณะทคี่ นขบั รถและผโู ดยสารจะเขา ไปในรถแท็กซี่
บังเอิญท่คี นขบั รถไปชนที่ตัวของนายโจผูโดยสาร จงึ รูส ึกวา มขี องแข็งท่ีบริเวณลําตัวนายโจ จึงไปแจง
ใหเจาหนาท่ีตรวจคนตว นายโจ จึงไดพบทองคําแทงผูกติดมากับตัวนายโจ เจาหนาท่ีจึงไดทําการ
จับกุมนายโจ และเจาหนาที่ที่รับแจงความนําจับซ่ึงเปนผูถูกกลาวหายอมทราบขอมูลดีวาจะมี
การลักลอบนําทองคําแทงออกนอกประเทศกลับไมอยูในท่ีเกิดเหตุ กลับไปนั่งดื่มกาแฟในท่ีทําการ
ชัน้ บน
ประเดน็ ใหผเู รียนศึกษาเรอ่ื ง “สายนําจบั เท็จ” แลว ผูเ รยี นเหน็ วา เจาพนักงานผสู รา งหลกั ฐาน
การนําจับเท็จขนึ้ มาเพื่อผลประโยชนด า นใด และขดั ตอหลักคณุ ธรรม จรยิ ธรรมในดา นใด

184

กรณศี ึกษาเรื่องที่ 5
เรื่อง อะไรอยใู นกลอ งไม
วัตถุประสงค
1. ระบุปญหาการทุจริตจากการใชอ าํ นาจหนา ท่ใี นทางท่ไี มถูกตอง
2. บอกคุณธรรมในการปฏิบัตติ น เพื่อการปอ งกนั การทุจรติ ได
3. เกดิ จิตสํานกึ ในการปอ งกนั การทุจรติ
เน้อื หาสาระ
1. ระเบยี บวิธปี ฏบิ ัติในการนําสินคาเขา ประเทศ
2. คณุ ธรรมในการทาํ งานเพอ่ื ปองกนั หรอื หลีกเลยี่ งการทุจรติ
กรณีศกึ ษา
นายเฮียง (นามสมมติ) เปนพอคาผูมีอิทธิพลในวงการธุรกิจและวงการเมือง ไดพา
นักการเมืองและขาราชการชั้นผูใหญ จํานวนประมาณ 12 คน ไปเที่ยงเมืองจีน โดยนายเฮียง เปน
ผอู อกคาใชจา ยใหท้งั หมด
ในวันเดินทางกลบั นายเฮียง ไดส ําแดงรายการสง่ิ ของโดยอางวา เปนของทผี่ เู ดินทางทั้ง
12 คน นําติดตวั เขามาแจงวาเปนไมแกะสลักธรรมดา บรรจใุ น 4 ลงั ใหญ เปน วธิ ีการที่นายเฮียง กระทํา
เพ่ือการลักลอบนําสินคามคี า จากเมืองจนี เขาประเทศ และสรา งความสนิทสนมคุนเคยและใหส่ิงของ
แกเจา หนา ทผี่ ูตรวจเปน ประจาํ
คราวน้ีนายเฮียง นําส่ิงของมาฝากนายเอ (นามสมมติ) เจาหนาท่ีผูตรวจสินคาและ
แจงวาส่ิงของเหลา นี้เปนของผูโดยสาร 12 คน ก็เกิดความเกรงใจและยังไดรับของฝากจากนายเฮียง
ก็ยงิ่ เกรงใจมากขึ้น จึงไดคํานวณและจัดเก็บภาษีเปนเงิน 1,000 บาท นายเฮียงจึงใชใบเสร็จรับเงิน
คาภาษีดงั กลา วเปนใบเบกิ ทาง เพื่อขนสิง่ ของออกจากลานสนามบนิ นายดี (นามสมมติ) ท่ีอยูบริเวณ
ดังกลา วเห็นทาทางผิดปกตจิ งึ เขาไปสอบถาม นายเฮียงแสดงใบเสร็จรับเงินคาภาษีใหนายดี ตรวจดู
แตนายดี เหน็ วาใบเสร็จรบั เงินคาภาษีสําหรับสิ่งของ 4 ลังใหญ ทําไมจึงเสียภาษีเพียง 1,000 บาท
จึงขอกักของไวตรวจสอบ จากการตรวจสอบพบวา 2 ใน 4 ลัง เปน งาชางแกะสลัก สวนอีก 2 ลัง
เปน เครื่องลายครามโบราณของแทส มัยราชวงศถัง
ประเด็น
1. การทาํ หนา ที่ของนาย เอ เปนการทจุ ริตจากการใชอ าํ นาจหนา ท่ีหรือไม เพราะเหตุใด
และมีผลเสียหายอยา งไร
2. การปฏบิ ัตติ นของ นายดี สอดคลอ งกับหลกั คณุ ธรรมใด เพราะอะไร
3. ทานไดรับประโยชนอะไรบา ง จากกรณศี กึ ษาเรื่องนี้

185

ใบงาน
1. ใหผูเรยี นศึกษากรณีศึกษา
2. แบงกลมุ อภปิ ราย ตามประเด็นที่กาํ หนด
3. ใหต วั แทนกลมุ ออกมานาํ เสนอผลของการอภปิ รายกลุม
4. ใหผสู อนและผูเ รยี นรวมกนั สรุปแนวคิด ทไ่ี ดจากผลการอภปิ รายกลุม
5. ใหผ ูเรยี นรวมกนั วางแผนและจดั ทาํ กิจกรรมการเรยี นรตู อเน่ือง
พรอ มสรปุ รายงานผล
กิจกรรมการเรียนรูตอ เนื่อง
ผเู รียนรวมกนั จดั ทํากิจกรรม/โครงการ เพ่อื สงเสรมิ การปองกนั และปราบปรามการทุจรติ
พรอ มจดั ทําสรปุ รายงานผลเสนอผสู อน
สื่อและแหลง เรยี นรู
1. สือ่ Internet
2. ผรู ู หรือหนว ยงานเกยี่ วกบั ระเบยี บวธิ ปี ฏิบตั ใิ นการนําสินคาเขาประเทศ

186

กรณศี ึกษาเรื่องท่ี 6
เร่อื ง รถปลกู สะระแหน
วตั ถุประสงค
1. ระบกุ ารทุจรติ ในการใชต าํ แหนง หนา ท่ี
2. บอกคุณธรรมในการปฏิบตั งิ านในหนาทีเ่ พื่อการปอ งกันการทุจรติ ได
3. เกดิ จิตสํานึกในการปองกนั การทุจริต
เน้ือหาสาระ
1. การเสยี ภาษีการนาํ สินคา เขาประเทศ
2. คุณธรรมในการทาํ งานเพอื่ ปองกนั หรือหลีกเลีย่ งการทจุ ริต
กรณีศกึ ษา
ตามกฎหมายระบุวา ผูที่นําวัตถุดิบเขามาในประเทศเพือ่ ใชผลิตสินคา แลวสงออก
ตางประเทศภายใน 1 ปนับแตว ันทนี่ ําวตั ถดุ ิบเขา มา จะสามารถขอรับคืนเงินภาษนี ําเขาวัตถุดิบท่ีจายไว
ตอนนําวตั ถดุ ิบเขามา
เร่ืองมีอยูวา มีผูประกอบธุรกิจรายหน่ึงไดย่ืนขอรับคืนเงินภาษีนําเขาวัตถดุ ิบ รวม
6,400,000 บาท ตอหนวยงานราชการท่ีไดเก็บภาษีนําเขาวัตถุดิบ โดยจัดทําหลักฐานวาไดสง
สินคา ออกนอกประเทศ น่ันคือ ใบขนสนิ คาขาออก จํานวน 8 ฉบับ ใบขนสินคาขาออกไดระบวุ ันที่
ขนสินคา ออกและหมายเลขทะเบียนรถบรรทุกทขี่ นสินคาออกนอกประเทศ ซึ่งผานดา นชายแดนทาง
ภาคใตท่ีอยูติดกับประเทศมาเลเซียโดยผานดานชายแดน - ดานในเวลา 15.00 น. และผานดาน
ชายแดน - ดานนอก เวลา 13.00 น. ในวนั เดยี วกัน โดยมเี จา หนาท่ีดา นชายแดนท้งั ดา นในและดานนอก
ตรวจสนิ คาและลงชือ่ กาํ กับไวในใบขนสินคาขาออก
จากการสืบหาขอมูลและหลักฐาน พบวา ไมมีการใชรถบรรทุกรับจางขนสินคาให
ผปู ระกอบธรุ กจิ รายนี้ และจากการดูรถที่มีหมายเลขทะเบียนตรงกับรถบรรทุกท่ีระบุในใบขนสินคา
ขาออกหรือไม ปรากฏวา เปน รถทมี่ ีหมายเลขทะเบียนตรงกัน แตสภาพความเปนจริง คือ มีตนไมเล้ือย
เตม็ ไปหมด ไมสามารถขับเคลื่อนไดแลว จึงเรียกวา “รถปลูกสะระแหน” น่ีเปนที่มาของการจัดทํา
เอกสารใบขนสินคาขาออกอนั เปนเท็จ โดยนําทะเบยี นรถทไ่ี มไ ดใ ชแ ลวมาระบุในใบขนสนิ คา ขาออก
เม่ือไปถึงดานชายแดน - มาเลเซีย สภาพแวดลอมของดานท่ีนี่มีองคประกอบหลัก
คลายกับดานชายแดนท่ัวไป คือ มีอาคารที่ทําการ มี “ดานใน” คือ ดานที่ตรวจรถยนตทุกคันที่จะ
เดินทางออกนอกประเทศ ถาเปนรถบรรทุกสินคาจะตองดําเนินพิธีการ โดยผูประกอบธุรกิจท่ีจะ
ขนสินคาออกจะตอ งยืน่ เอกสารใบขนสนิ คาขาออก โดยมีรายละเอียดหลัก คือ ระบุสินคา หมายเลข
ทะเบยี นรถ เจา หนา ท่ที ดี่ า นชายแดนจะทาํ การตรวจสุมสนิ คา และตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถวา
ตรงตามใบขนสินคาขาออกหรือไม ถาถูกตองเจาหนาที่จะลงช่ือผานการตรวจพรอมลงวัน เดือน ป

187

เวลา ในใบขนสนิ คา ขาออก เมอื่ ผานดา นนี้แลว รถจะแลนออกไปทช่ี ายแดน ซึ่งมรี ะยะทางหางออกไป
ประมาณ 200 - 300 เมตร จะมีอีกตาํ แหนง เรียกวา “ดานนอก” เจาหนาทปี่ ระจาํ ดานนอกจะตรวจ
ใบขนสินคาขาออกวาถูกตองหรือไม เจาหนาที่ดานในไดลงช่ือผานการตรวจมาแลวหรือไม
เม่อื ตรวจสอบแลว เจา หนา ทปี่ ระจาํ ดานนอกจะลงช่ือผา นการตรวจและลงวนั เวลา ในใบขนสนิ คาขาออก
อีกคร้ังหน่ึง จากนั้นรถจงึ แลนออกจากประเทศไทยไปยงั ดานชายแดนของประเทศมาเลเซยี

จากการตรวจสถานที่พบวา จากดานนอกของไทยไปยังดานชายแดนของประเทศ
มาเลเซียจะมีถนนเพียงเสนเดียวแลนตรงไปที่ดานชายแดนประเทศมาเลเซีย โดยท้ังสองจุดน้ีมี
ระยะหา งประมาณ 500 เมตร ตามปกติควรจะใชเ วลาแลน นานสักเทา ไร

นอกจากน้ันเจาหนาท่ีดานในและดานนอกยืนยันวาเปนลายมือชื่อของตนจริง โดยมี
เวลาผา นดานใน เวลา 15.00 น. แตเวลาผานดานนอกลงเวลา 13.00 น. ในใบขนสินคาขาออก ซึ่ง
เปนหลักฐานเท็จท่ีทําข้นึ อยา งลวก ๆ
ประเด็น

1. การกระทําของเจาหนาท่ีดา นชายแดนกระทําการทุจริตหรือไม และมีผลกระทบให
เกดิ ความเสียหายอยา งไร

2. จากกรณีศึกษาทานคดิ วา เจา หนาท่ีดา นชายแดนควรใชหลักธรรมใดในการดํารงชีวิต
เพราะอะไร

3. จากการศึกษาตามกรณศี ึกษาทา นไดป ระโยชนอะไรบา ง

188

ใบงาน
1. ใหผูเรยี นศกึ ษากรณศี ึกษา
2. แบง กลุมผเู รียนอภปิ รายตามประเดน็ ท่กี าํ หนด
3. ใหต วั แทนกลมุ ออกมานาํ เสนอผลการอภปิ รายกลมุ
4. ใหผ ูส อนและผูเรยี นรว มกนั สรปุ แนวคดิ ท่ีไดจากผลการอภปิ รายกลมุ
5. ใหผูเรียนวางแผนและจดั ทาํ กจิ กรรมการเรยี นรตู อเนื่องพรอ มสรุปรายงานผล
กิจกรรมการเรยี นรตู อเนื่อง
ผูเรียนรวมกันจัดทํากิจกรรม/โครงการ เพื่อสงเสริมการปองปราบการทุจริตพรอม
จดั ทาํ สรปุ รายงานผลเสนอผูส อน
สือ่ และแหลง เรียนรู
1. สอื่ Internet
2. ผรู ู หรอื หนวยงานเกีย่ วกบั ระเบียบวธิ ปี ฏบิ ตั ิในการจดั เกบ็ ภาษีสินคา เขาประเทศ

189

บรรณานุกรม

การทุจริตคอื อะไร, เขาถึง www.oknation.net วันที่ 19 มนี าคม 2556.
การศาสนา, กรม. เอกสารเผยแพรเก่ียวกับองคการศาสนาตาง ๆ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพก รมการ

ศาสนา, มปพ.

การศกึ ษานอกโรงเรยี น,กรม. ชุดวิชาพัฒนาสงั คมและชมุ ชน ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน . กรงุ เทพฯ
: เอกพิมพไทย จาํ กดั , มปพ.

____________________ชดุ วิชาพัฒนาสงั คมและชุมชน ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย. กรุงเทพฯ
: เอกพมิ พไ ทย จํากดั , มปพ.

จมืน่ อรดรณุ ารกั ษ (แจม สนุ ทรเวช). พระราชประเพณี (ตอน 3). กรุงเทพฯ : องคการการคา ของ
ครุ สุ ภา, 2514.

จักราวธุ คาทว.ี สนั ต/ิ สามัคคี/ปรองดอง/คา นิยม 12 ประการ ของ คสช. : เน้อื หาชว ยสอน และ
จัดกจิ กรรมเพือ่ นคร,ู 2557. (เอกสารอัดสาเนา).

ชุลีพร สุสวุ รรณ และสุทธิราภรณ บริสุทธ์ิ. ความรูรอบตัวขนบธรรมเนียมและประเพณีไทย.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพท พิ ยสทิ ธ์ิ, 2544.

เดือน คําด.ี ศาสนาเบ้อื งตน. กรุงเทพฯ : ภาควิชาปรชั ญาและศาสนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.
2531.

มหามกุฎราชวิทยาลยั ในพระราชูปถัมภ. พระสูตรและอรรถกถาแปลงทุกขกนิกายชาดก เลมท่ี 3
ภาคที่ 4. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พมหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั ฒ 2534.

190

ทองสืบ ศุภมารค. พระพทุ ธศาสนาในกัมพูชา. กรุงเทพฯ : สภาวิจยั แหงชาต,ิ 2544.

ประยูรศกั ดิ์ ชลายนเดชะ. มุสลิมในประเทศไทย. กรงุ เทพฯ : อมรินทรพ ร้ินต้ิงกรฟุ จํากัด, 2531.

____________________มุสลิมในประเทศไทย. คร้ังที่ 2 กรุงเทพฯ : โครงการหอสมุดกลาง
อสิ ลาม, 2546

บรรเทิง พานจิตร. ประเพณี วฒั นธรรมไทยและคติความเชื่อ. กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร. 2549.

ราชกจิ จานเุ บกษา เลมท่ี 127 ตอนที่ 69 ก. ประกาศวันท่ี 12 พฤศจิกายน 2553.
พระราชบัญญัติวฒั นธรรมแหงชาติ พทุ ธศกั ราช 2553.

วศนิ อสิ ทสระ. พุทธโอวาทกอนปรินิพพาน. ครง้ั ที่ 4 กรงุ เทพฯ : ศลิ ปะสยามบรรจุภัณฑและ การ
พิมพ จาํ กดั , 2548.

สมโพธิ ผลเต็ม (น.อ.) ปรชั ญาคมคาํ กลอน 100 เรือ่ งแรก. กรงุ เทพฯ : ทรงสริ วิ รรณ จํากัด, 2545.

สชุ ีพ ปญุ ญานภุ าพ. ศาสนาเปรียบเทียบ. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง, 2534.

สาํ นกั กฎหมาย สาํ นกั งานคณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทุจรติ แหง ชาติ (ป.ป.ช.).
รวมกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ ทีเ่ กย่ี วขอ งกับการปอ งกันและปราบปรามการทจุ ริต,
2555.

_______. “ยทุ ธศาสตรชาติวาดว ยการปอ งกันและปราบปรามการทุจรติ ”. สาํ นกั งาน
คณะกรรมการปอ งกันและปราบปรามการทจุ ริตแหง ชาติ.

_______. กรอบเนือ้ หาสาระ เรอื่ ง การมสี วนรวมของประชาชนในการปองกันและปราบปราม

191

การทจุ รติ , 2556. เอกสารอดั สําเนา
สํานักงานคณะกรรมการปองกนั และปราบปรามการทุจรติ แหงชาติ (ป.ป.ช.).

รวมพลังเดินหนาฝาวกิ ฤตคอรร ปั ชัน, เอกสารประชาสัมพันธ มปป.

_______. โครงการเสรมิ สรางเครอื ขา ยประชาชนในการพิทักษสาธารณสมบตั ิ, 2553 (เอกสาร
อัดสาํ เนา)

เวบ็ ไซต http://www.k-tc.co.th/festival.php สืบคน เม่อื วนั ท่ี 2 มีนาคม 2553.

เวบ็ ไซต http://www.larnbuddhism.com/grammathan/promvihan.html เร่ือง “พรหมวิหาร
4” สืบคนเมือ่ วันท่ี 2 มีนาคม 2553.

เวบ็ ไซต http://www.th.wikipedia.org/wiki เร่อื ง “ประวัติพุทธศาสนา” จากวกิ ิพีเดีย สารานุกรม
เสรี สืบคน เมื่อวนั ท่ี 3 มีนาคม 2553

เวบ็ ไซต http://www.wlc2chaina.com/about_china.html บทความเร่ืองประเพณี วฒั นธรรมจีน
สืบคนเมอื่ วันที่ 3 มนี าคม 2553.

เว็บไซต http://www.e-learning.mfu.ac.th/mflu/16041010/chapter1/Lesson1.htm#13
รวม บทความของพงศเ พญ็ ศกนุ ตาภัย. เรอื่ งรฐั ธรรมนญู และการปกครอง. กรุงเทพฯ : โรง
พมิ พจ ฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย, 2534. สืบคนเม่อื วนั ที่ 3 มีนาคม 2553

เว็บไซต http://www.riis3.royin.go.th/dictionary.asp สบื คนเมื่อวันที่ 11 กมุ ภาพันธ 2553.

เว็บไซต http://www.gotoknow.org/blog/works-of-archannop/51974 บทความของนายนพ
นิธิ สุริยะ เรื่อง “วิวัฒนาการสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ตอนที่ 2” สืบคนเม่ือวันที่ 3
มีนาคม 2553.


Click to View FlipBook Version