The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Fgxx, 2020-11-13 22:39:02

บทที่12

บทที่12

บทที่12

จดั ทำโดย
นำงสำว ศริ ิพร แก้วเรือง ม5/8 เลขที่23

นำเสนอโดย
คณุ ครู นำงสำวนิชำภำ พฒั น์วิชยั โชติ

กรดแอบไซซกิ (abscisic acid)

กรดแอบไซซิก หรืABA พบครัง้ แรกโดยคำร์นส์ (Carns)

และแอดดคิ อท(Addicot) เมื่อปีพ.ศ. 2507 โดยสกดั และ

แยกสำรกระต้นุ กำรหลดุ ร่วงของใบและผลฝำ้ ย และให้ชื่อวำ่

แอบไซซิน (abscisin) ตอ่ มำผ้คู ้นพบสำรจำกตำของต้นบชิ

ท่ีทำให้ตำพกั และตวั ชื่อสำรวำ่ ดอร์มนิ (dormin) ซง่ึ ก็คอื

แอบไซซนิ นนั่ เอง กำรตอบสนองตอ่ กำรสมั ผสั

Response to touch

กำรตอบสนองตอ่ กำรสมั ผสั
พชื บำงชนิดตอบสนองตอ่ กำรสมั ผสั เช่น เมื่อใช้มือ

แตะที่ต้นไมยรำบเบำ ๆ ใบของต้นไมยรำบจะหบุ อย่ำงรวดเร็ว
หรือต้นกำบหอยแครง ซงึ่ เป็นพชื กินแมลง เม่ือแมลงบินมำ
เกำะทใ่ี บของมนั ใบจะหบุ ทนั ทีและแมลงจะถกู ยอ่ ยเป็นอำหำร
โดยนำ้ ยอ่ ยท่ีพชื ปลอ่ ยออกมำทนั ที

กำรตอบสนองตอ่ นำ้ hydrotropism

กำรตอบสนองของพชื ตอ่ ปริมำณนำ้ สงั เกตได้จำกพชื ท่ี
เจริญเตบิ โตในบริเวณทแี่ ห้งแล้ง เช่น พชื ในทะเลทรำยซง่ึ
บริเวณทะเลทรำยในแตล่ ะปีจะมีฝนตกเฉลีย่ น้อยกวำ่ 250
มิลลเิ มตรตอ่ ปี ดงั นนั้ พชื ทข่ี นึ ้ ในทะเลทรำยจะต้องมกี ำรปรับตวั
เพอื่ ตอบสนองตอ่ ปริมำณนำ้ ท่ีมีน้อย โดยพืชบำงชนิดจะมมีพืช
บำงชนิดลดขนำดของใบหรือเปล่ียนให้อย่ใู นรูปของหนำมเพอ่ื
ลดกำรสญู เสยี นำ้

กำรตอบสนองทำงเคมี(chemotropism)

เป็นกำรตอบสนองของพืชโดยกำรเจริญเข้ำหำหรือหนี จำก
สำรเคมีบำงอย่ำงที่เป็นสง่ิ เร้ำเชน่ กำรงอกของหลอดละอองเรณู
ไปยงั รังไขข่ องพืชโดยมี สำรเคมีบำงอยำ่ งเป็นส่งิ เร้ำ กำร
ตอบสนองตอ่ แรงโน้มถว่ งของโลก เป็นกำรตอบสนองของพืชที่
ตอบสนองตอ่ แรงโน้มถ่วงของโลกโดยรำกพืชจะเจริญเข้ำ

กำรเบนเน่ืองจำกควำมโน้มถว่ ง ( gravitropism)

เป็นกำรตอบสนองของพืชตอ่ ควำมโน้มถว่ ง มีสำเหตมุ ำจำกกำรเจริญเตบิ โต แบง่ เป็น 2 แบบ ได้แก่

กำรเคล่อื นไหวเข้ำหำแรงโน้มถว่ งของโลก (positive gravitropism) รำกของพืชจะเจริญไปในทิศเดียวกบั แรงโน้มถ่วงของ
โลก เมื่อพชื มีลำต้นและรำกทอดนอนไปตำมพนื ้ ออกซนิ จะลำเลยี งไปทำงด้ำนลำ่ งมำกกวำ่ ทำงด้ำนบนในรำก ออกซินในปริมำณ
สงู ๆ จะยบั ยงั้ กำรแบง่ เซลล์ ทำให้ด้ำนลำ่ งแบง่ เซลล์ได้น้อยกวำ่ ด้ำนบน รำกพืชจงึ โค้งลงตำมแรงโน้มถ่วงของโลกเสมอ
กำรเคลอื่ นไหวหนีแรงโน้มถ่วงของโลก (negative gravitropism) ลำต้นของพืชจะเจริญไปในทิศตรงข้ำมกบั แรงโน้มถว่ ง
ของโลกเสมอ เม่ือให้ลำต้นพชื ทอดนอนไปตำมพืน้ จะเห็นปลำยยอดชสู งู ขนึ ้ ทงั้ นีเ้น่ืองจำกทำงด้ำนลำ่ งของลำต้นมีออกซินสงู กวำ่
ด้ำนบนที่ลำต้นและปลำยยอดตอบสนองตอ่ ออกซนิ ในปริมำณสงู โดยเซลล์แบง่ ตวั ได้ดีกวำ่ ด้ำนทมี่ ีออกซนิ น้อยกวำ่ ทำให้เซลล์
แบง่ ตวั ได้มำกกวำ่ จงึ โค้งขนึ ้ หรือหนีแรงโน้มถ่วงของโลก

กำรเบนตำมแสง ( Phototropism)
เป็นกำรเบนของพชื โดยมแี สงซง่ึ เป็นสิง่ เร้ำภำยนอก มกั พบได้
กบั พืชทป่ี ลกู ในร่ม ซงึ่ สำมำรถจำแนกได้สองประเภทคือ

กำรเบนเข้ำหำแสง (Positive phototropism) -
ปลำยยอดของพชื จะพยำยำมเบนเข้ำหำแสง
กำรเบนออกจำกแสง (Negative phototropism) -
รำกของพชื จะพยำยำมงอกไปยงั ทศิ ทำงที่ไมม่ ีแสง

จิบเบอเรลลิน(Gibberellin)
เพศ กำรชกั นำกำรสร้ำงเอนไซม์ รวมทงั้ กำรชรำของดอกและ
ผล จบิ เบอเรลลิน(Gibberellin) เป็นฮอร์โมนพชื ท่ีมี
โครงสร้ำงโมเลกลุ ขนำดใหญ่ ควบคมุ กำรเจริญเตบิ โตและมี
อทิ ธิพลตอ่ กระบวนกำรทำงพฒั นำกำรรวมทงั้ กำรยดื ของข้อ
กำรงอก กำรพกั ตวั กำรออกดอก กำรแสดง

ไซโทไคนิน ( Cytokinin)
ไซโตไคนินมีสองประเภท ได้แก่ ไซโตไคนินที่เป็นอนพุ นั ธ์ของอะดนี ีนโดยมีโซข่ ้ำงมำเช่ือมตอ่ กบั เบสท่ีตำแหนง่
N6 ไซโตไคนินแบง่ ได้เป็นสองชนิดตำมชนิดของโซข่ ้ำงคือ ไอโซพรีนอยด์ ไซโตไคนิน (Isoprenoid
cytokinin) มีโซข่ ้ำงเป็นสำรกลมุ่ ไอโซพรีน กบั อะโรมำตกิ ไซโตไคนิน เช่น ไคนีติน ซีเอติน และ6-
benzylaminopurine อีกกลมุ่ หนงึ่ คือไซโตไคนินทเ่ี ป็นอนพุ นั ธ์ของไดฟี นิลยเู รีย และ ไทเดียซรู อน
(TDZ) ไซโตไคนินชนิดอะดนี ีนมกั สงั เครำะห์ทีร่ ำก[2] แคมเบียม และเนือ้ เยื่อเจริญอื่นๆเป็นแหลง่ ท่ีมกี ำร
สงั เครำะห์ไวโตไคนินเชน่ กนั [3] ไม่มีหลกั ฐำนวำ่ พชื สร้ำงไซโตไคนินชนิดฟี นิลยเู รียได้[4] ไซโตไคนินเกี่ยวข้อง
กบั กำรสง่ สญั ญำณทงั้ ระยะใกล้และระยะไกล และเก่ียวข้องกบั กำรขนสง่ นิวคลโี อไทด์ในพชื [5] โดยทวั่ ไป ไซ
โตไคนินถกู ขนสง่ ผำ่ นไซเลม

ทรอพิซมึ tropism

Tropic movement หรือ Tropism. หมำยถงึ กำร
เคลือ่ นไหวของพืช โดยมีทิศทำงเก่ียวข้องสมั พนั ธ์กบั ทศิ ทำง
ของสิ่งเร้ำกำรเคลอ่ื นไหวแบบนี ้จะทำให้ลำต้นของพืชโค้งเข้ำ
หำหรือหนีสิง่ เร้ำที่มำกระต้นุ นนั้ ถ้ำโค้งเข้ำหำเป็น Positive
tropism แตถ่ ้ำโค้งหนีก็เป็น Negative tropism
จำแนกออกหลำยชนิดตำมสงิ่ เร้ำ

บรำสสโิ นสเตอรอยด์ (Brassinosteroids

เป็นสำรกลมุ่ สเตียรอยด์ที่ออกฤทธิ์ตอ่ กำรเจริญเตบิ โตของพืช
ได้หลำกหลำย พบครัง้ แรกในละอองเรณขู องพชื ตระกลู ผกั กำด
ในปัจจบุ นั พบสำรกลมุ่ นีแ้ ล้วมำกกวำ่ 60 ชนิด นอกจำกนนั้
BR ยงั มีโครงสร้ำงคล้ำยฮอร์โมนทคี่ วบคมุ กำรลอกครำบของ
แมลง และสำมำรถออกฤทธ์ิเป็นสำรตอ่ ต้ำนกำรลอกครำบได้
จงึ เป็นสำร ...

พชื ดินเคม็ Saline soil plants
ดินเคม็ คอื ดินท่ีมีเกลือทลี่ ะลำยได้ในสำรละลำยดนิ ปริมำณมำก จนกระทบตอ่
กำรเจริญเติบโตและผลผลิตของพชื กำรสงั เกตโดยดจู ำกครำบเกลอื จะเหน็ ครำบ
เกลือเป็นหยอ่ มๆ โดยเฉพำะในฤดแู ล้ง พชื มกั จะแสดงอำกำรใบไหม้ ลำต้นแคระ
แกร็น เนื่องจำกพชื จะขำดนำ้ ควำมเป็นพิษจำกธำตโุ ซเดียมและคลอไรด์ และ
เกิดควำมไม่สมดลุ ของธำตอุ ำหำร ดินเค็มมีคำ่ กำรนำไฟฟำ้ ของสำรละลำยท่ี
สกดั จำกดินที่อ่ิมตวั ด้วยนำ้ มำกกวำ่ 2 เดซซิ เี มนส์ตอ่ เมตร ทอ่ี ณุ หภมู ิ 25 องศำ
เซลเซยี ส ปัญหำดินเค็มนอกจำกจะสง่ ผลกระทบตอ่ กำรเกษตรแล้ว ยงั สง่ ผล
กระทบตอ่ สภำพเศรษฐกิจ สงั คมและสิง่ แวดล้อม ปัญหำดินเคม็ ในประเทศไทย
พบทงั้ ในภำคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ภำคกลำงและพนื ้ ทชี่ ำยทะเล

พลั ไวนสั (pulvinus)

พลั ไวนสั , กลมุ่ เซลล์ทม่ี ีขนำดใหญ่ผนงั เซลล์บำง มีควำมไวสงู
ตอ่ สิง่ เร้ำที่มำกระต้นุ อย่บู ริเวณโคนก้ำนใบของพืชบำงชนิด
เชน่ ต้นไมยรำบ

แรงดนั เตง่ (turgor pressure) สตริโกแลกโทนStrigolag Tone

คือแรงดนั ที่เกิดขนึ ้ ภำยในเซลล์ เกิดขนึ ้ เน่ืองมำจำกนำ้ ออสโม พืชสำมำรถสร้ำงสำรจำพวกออกซนิ ไซโทไคนิน จิบเบอเรลลนิ
ซิสเข้ำไปภำยในเซลล์แล้วดนั ให้เซลล์แตง่ หรือบวมขึน้ มำ เม่ือ เอทิลนี และกรดแอบไซซกิ ซง่ึ เป็นสำรควบคมุ กำรเจริญเตบิ โต
นำ้ เข้ำไปภำยในเซลล์มำกเกินไปในกรณีทเ่ี ป็นเซลล์สตั ว์อำจ หรือฮอร์โมนพืช นอกจำกนนั้ นกั วทิ ยำศำสตร์ยงั สำมำรถสร้ำง
เกิดกำรแตกได้ แตห่ ำกเป็นเซลล์พชื มกั จะไมม่ ีกำรแตกของ สำรเคมีสงั เครำะห์ตำ่ ง ๆ ท่ีมีสมบตั ิเหมือนสำรควบคมุ กำร
เซลล์เนื่องจำกมีผนงั เซลล์คงรูปร่ำงไว้ เจริญเตบิ โตของพืช ทพ่ี ชื สร้ำงได้เองตำมธรรมชำตเิ พื่อ
ประโยชน์ทำงกำรเกษตร

กำรพกั ตวั ของเมลด็ (Dormancy)

กำรงอกของเมลด็ ต้องได้รับสภำพแวดล้อมภำยนอกท่ี
เหมำะสมมำกระต้นุ กำรเปล่ยี นแปลงภำยในเมล็ด ซง่ึ เก่ียวข้อง
กบั หลำยกระบวนกำร เร่ิมตงั้ แตเ่ มลด็ มกี ำรดดู นำ้ เพื่อทำให้
เซลล์ได้รับนำ้ เข้ำไป จงึ เริ่มมีกำรทำงำนของเอนไซม์สำหรับ
ย่อยอำหำรท่ีเก็บสะสมไว้ในกำรพฒั นำของต้นกล้ำ


Click to View FlipBook Version