The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thanaphong1980, 2022-01-04 22:21:17

วิทยาศาสตร์-ป.5

วิทยาศาสตร์-ป.5

Keywords: หลักสูตรวิทยาศาสตร์ ป 5

วทิ ยาศาสตร์ คานา
ป.5
รายงานเล่มนี้เปน็ สื่อประกอบการเรียนรู้ กล่มุ สาระการเรยี นรู้
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยชี นั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ในรายวิชาวทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ซ่งึ ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
เพอื่ เปน็ เป้าหมายในการพัฒนาคณุ ภาพผเู้ รยี น และกระบวนการจัดการเรียนรู้
เพื่อเป็นกรอบและทศิ ทางในการจดั การเรยี นการสอน ให้ตรงตามมาตรฐาน
ตัวช้ีวัดและสาระการเรยี นรู้ ของกลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โดยพิจารณาตามหลกั สูตร แกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ
พุทธศักราช 2560) หากมีขอ้ ผิดพลาดประการใดคณะผจู้ ดั ทา ขออภัย ณ ที่น้ี
ด้วย

จิระภทั ร ขันซ้าย
และคณะผจู้ ดั ทา

สารบัญ สารบญั (ต่อ)
เรือ่ ง
หนา้ เรื่อง หนา้
คานา 64
สารบัญ ตวั อยา่ งการวัดและประเมินผล
วิสยั ทัศน์
หลกั การ (แหล่งอ้างอิง:หลกั สตู รการสอนวทิ ยาศาสตร์โรงเรยี นพบิ ูลอุปถัมภ์) 66
จดุ หมาย
สมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น 1 ตวั อย่างคาอธบิ ายรายวชิ า 66
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
ทาไมต้องเรยี นวทิ ยาศาสตร์ 2 (แหล่งอา้ งองิ :หลักสูตรการสอนวทิ ยาศาสตรโ์ รงเรยี นพบิ ลู อุปถมั ภ์) 66
เรียนรู้อะไรในวทิ ยาศาสตร์ 3 ตัวอย่างโครงสรา้ งรายวชิ า 68
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
ทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 4 (แหล่งอ้างองิ :หลกั สตู รการสอนวิทยาศาสตรโ์ รงเรยี นพบิ ลู อุปถัมภ)์ 68
คุณภาพผเู้ รียน 7 อภิธานศัพท์ 90
ตวั ชวี้ ดั และสาระการเรยี นรู้แกนกลาง
คาอธบิ ายรายวิชาและโครงสร้างรายวิชาพน้ื ฐาน 11 คณะผจู้ ัดทา 93
กระบวนการจัดการเรียนรู้
สือ่ /แหลง่ เรียนรู้ 12
การวดั และประเมินผลการเรียนรู้
เกณฑ์การวัดและประเมินผลการเรียน 14
ภาคผนวก
16

10

22

50

53

56

57

61

63

1 2

1. วสิ ยั ทศั น์ 2. จดั กจิ กรรมกระบวนการเรียนรู้อยา่ งหลากหลายต่อเน่ือง ผเู้ รยี นมี
สว่ นรว่ มในการจัดกระบวนการ เรยี นร้อู ย่างมคี วามสุข
1.1 วิสยั ทัศนแ์ ผนการศึกษายุทธศาสตร์แห่งชาติ
คนไทยทุกคนไดร้ ับการศึกษาและเรยี นรู้ตลอดชวี ิตอย่างมคี ุณภาพ 3. จัดแผนการเรยี นการสอนให้แกผ่ ้เู รียน เพื่อให้ผเู้ รยี นได้มีโอกาสเรียนรู้
วิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามความถนัดและความสนใจ
ดารงชีวิตอย่างเปน็ สุข สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการ
เปลยี่ นแปลงของโลกศตวรรษท่ี 21” 4. พัฒนาบคุ ลากรของกลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
1.2 วิสยั ทัศนห์ ลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน ให้มีความรแู้ ละทักษะตลอดจน นาประสบการณ์มาใชใ้ นการเรยี นการสอนโดย
เนน้ ผู้เรียนเปน็ สาคัญ
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐานมงุ่ พัฒนาผู้เรยี นทุกคนซง่ึ เป็น
กาลังของชาติใหเ้ ปน็ มนุษย์ที่มีความสมดุลทง้ั ด้านรา่ งกายความรูค้ ณุ ธรรมมี 5. มกี ารนเิ ทศและตดิ ตามอย่างเป็นระบบในดา้ นการเรยี นการสอน
จิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและเปน็ พลโลกยดึ ม่นั ในการปกครองตาม วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมขุ มีความรแู้ ละทกั ษะ
พืน้ ฐานรวมท้ังเจตคติท่จี าเป็นต่อการศกึ ษาต่อการประกอบอาชพี และการศึกษา 6. จดั การเรยี นการสอนโดยการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม ในทุก
ตลอดชวี ติ โดยมุ่งเนน้ ผู้เรยี นเปน็ สาคญั บนพ้นื ฐานความเชื่อวา่ ทกุ คนสามารถ รายวชิ าอยา่ งเป็นรปู ธรรม จดั กจิ กรรมวชิ าการดา้ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เรยี นรแู้ ละพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ ใหน้ กั เรียนกล้าแสดงออก และได้ปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามความถนดั และความ
1.3 วสิ ยั ทศั นก์ ลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ สนใจ

ล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีส่งเสริมผู้เรียนให้มีการ 7. จดั กิจกรรมนาเสนอผลงานนักเรยี น – ครูในงานนทิ รรศการทาง
พฒั นาทกั ษะกระบวนการ คิดข้นั สงู เพอ่ื นาไปสคู่ วามเป็นเลิศทางวชิ าการ มเี จต วิชาการภายในโรงเรยี น
คตทิ เี่ หมาะสมต่อวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีรู้คณุ คา่ ของ ภูมิปญั ญาไทย
8. สนับสนุน สง่ เสริมให้ครผู ลติ สอ่ื และนวัตกรรมประกอบการเรียนการ
2. หลกั การ สอนตามเน้ือหาการเรียนรู้

1. พฒั นาความรคู้ วามสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตาม 9. จัดกจิ กรรมส่งเสรมิ พัฒนาผ้เู รียนทมี่ คี วามสามารถ และชว่ ยเหลอื
ศกั ยภาพของผูเ้ รยี น และสามารถ นาไปเปน็ เคร่อื งมือในการเรียนรู้ส่ิงต่าง ๆ และ ผเู้ รียนที่มปี ัญหาด้านการเรียน วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เปน็ พนื้ ฐานสาหรับการศึกษาตอ่
10. วดั ผลและประเมินผลตามสภาพจรงิ ดว้ ยวธิ กี ารทห่ี ลากหลายให้
ครอบคลุมท้งั ทางด้านความรู้ทักษะ/ กระบวนการ สมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน

3 4

และคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ วสิ ัยทัศน์ หลักการสมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน 4. สมรรถนะสาคญั ของผเุ้ รียน
และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยมี ุง่ พฒั นาผูเ้ รียนตาม
3. จดุ มุง่ หมาย หลักสตู รแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานมงุ่ เน้นพัฒนาผเู้ รยี นให้มคี ุณภาพตาม
มาตรฐานท่ีกาหนด ซึ่งจะช่วยใหผ้ เู้ รียนเกดิ สมรรถนะสาคญั 5 ประการ ดังนี้
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยมี ุ่งพัฒนาผเู้ รียนให้เป็น
คนดมี ปี ญั ญา มคี วามสุข มศี ักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ และ 1. ความสามารถในการสือ่ สาร เป็นความสามารถในการรบั และส่งสาร
ผูเ้ รยี นมีคณุ ภาพตามเกณฑ์ของคุณภาพผู้เรียนกลุ่มสาระ การเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ มีวฒั นธรรมในการใช้ภาษา ถ่ายทอดความคดิ ความร้คู วามเข้าใจ ความรู้สกึ และ
และเทคโนโลยีเม่ือจบการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน ดงั นี้ ทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลีย่ นขอ้ มลู ข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป็น
ประโยชน์ต่อการพฒั นาตนเองและสงั คม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพ่ือ ขจดั และ
1. มคี ณุ ภาพตามเกณฑ์ของคุณภาพผเู้ รียนกลมุ่ สาระการเรียนรู้ ลดปญั หาความขดั แย้งตา่ ง ๆ การเลือกรับหรือไมร่ ับข้อมลู ข่าวสารด้วยหลัก
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เหตุผลและความ ถูกตอ้ ง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสอื่ สารที่มีประสทิ ธิภาพ
โดยคานึงถงึ ผลกระทบท่ีมตี ่อตนเองและ สงั คม
2. มีคณุ ธรรม จริยธรรม และคา่ นิยมท่ีพงึ ประสงค์ เห็นคุณคา่ ของตนเอง
มวี ินัยและปฏิบัตติ นตาม หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาท่ีตนนบั ถือ 2. ความสามารถในการคดิ เป็นความสามารถในการคดิ วเิ คราะหก์ ารคิด
ยึดหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สังเคราะห์การคิดอยา่ ง สร้างสรรคก์ ารคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคดิ เป็น
ระบบ เพ่ือนาไปสู่การสรา้ งองคค์ วามรู้หรือ สารสนเทศเพื่อการตดั สินใจเก่ียวกับ
3. มคี วามรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแกป้ ัญหา การใช้ ตนเองและสงั คมได้อย่างเหมาะสม
เทคโนโลยี และมที ักษะชีวติ
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา เปน็ ความสามารถในการแกป้ ญั หา
4. มสี ุขภาพกายและสุขภาพจิตทด่ี ี มีสุขนิสัย และรักการออกกาลังกาย และอุปสรรคตา่ ง ๆ ทเี่ ผชิญไดอ้ ย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตผุ ล
5. มีความรักชาติ มีจติ สานกึ ในความเปน็ พลเมอื งไทยและพลโลก ยึด คุณธรรมและข้อมลู สารสนเทศ เขา้ ใจ ความสมั พันธ์และการเปล่ียนแปลงของ
มน่ั ในวิถีชีวิต และการปกครองตาม ระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ์ เหตกุ ารณต์ ่าง ๆ ในสงั คม แสวงหาความรูป้ ระยุกตค์ วามร้มู า ใชใ้ นการป้องกัน
ทรงเปน็ ประมุข และแก้ไขปัญหา และมกี ารตัดสนิ ใจที่มีประสิทธภิ าพโดยคานึงถึงผลกระทบที่
6. มีจติ สานึกในการอนรุ กั ษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์ เกดิ ข้ึน ต่อตนเอง สงั คมและสิ่งแวดล้อม
และพัฒนาสิ่งแวดลอ้ ม มีจิต สาธารณะทมี่ ุ่งทาประโยชน์และสร้างสงิ่ ทด่ี ีงามใน
สงั คม และอยรู่ ่วมกนั ในสังคมอย่างมีความสขุ

5 6

4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนา 4.1 สมรรถนะของผ้เู รยี นในศตวรรษท่ี21
กระบวนการต่าง ๆ ไปใชใ้ นการ ดาเนินชวี ิตประจาวนั การเรียนรดู้ ้วยตนเอง การ
เรยี นร้อู ย่างต่อเนอื่ ง การทางาน และการอยรู่ ่วมกนั ในสังคมด้วยการสรา้ งเสรมิ
ความสัมพันธ์อันดรี ะหว่างบุคคล การจัดการปญั หาและความขดั แยง้ ต่าง ๆ อย่าง
เหมาะสม การปรบั ตัวใหท้ นั กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและความขัดแย้งตา่ ง
ๆ อย่าง เหมาะสม การปรบั ตัวให้ทนั กบั การเปล่ยี นแปลงของสังคมและ
สภาพแวดล้อม และการรู้จกั หลีกเลี่ยง พฤติกรรมไม่พึงประสงคท์ ่ีส่งผลกระทบ
ต่อตนเองและผู้อื่น

5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยีเป็นความสามารถในการเลอื กและ
ใช้เทคโนโลยดี า้ นต่าง ๆ และมี ทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยเี พื่อการพฒั นา
ตนเองและสงั คมในดา้ นการเรียนร้กู ารสอื่ สาร การทางาน การแก้ปัญหาอย่าง
สร้างสรรค์ถูกต้องเหมาะสมและมคี ุณธรรม

7 8

5. คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผเู้ รียน ขนบธรรมเนียมประเพณีอนั ดีงามยอ่ มนามาซ่ึงความสงบสุขในชีวติ ของตน ความเปน็

กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีมงุ่ พัฒนาผเู้ รยี นให้มี ระเบยี บเรยี บรอ้ ยของสงั คมและประเทศชาติ
คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ เพ่ือให้สามารถอยู่รว่ มกบั ผอู้ นื่ ในสังคมได้อย่างมี
ความสขุ ในฐานะเป็นพลเมืองไทย และพลโลก ตามหลักสูตร แกนกลาง 4. ใฝเ่ รยี นรหู้ มายถงึ การค้นควา้ หาความรหู้ รอื สิ่งท่เี ปน็ ประโยชน์เพอ่ื
การศึกษาขั้นพ้นื ฐาน ดังนี้ พฒั นาตนเองอยูเ่ สมอ

1. รกั ชาติ ศาสน์กษัตรยิ ์หมายถงึ มคี วามภาคภูมิใจในความเป็นไทย 5. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง หมายถึง การมีความพอดใี นการบริโภค ใช้
นยิ มไทย ปฏิบัตติ ามคาสั่งสอน ของศาสนาเคารพเทดิ ทนู ศาสนา แสดงความ ทรัพยากรและเวลาว่างใหเ้ ป็นประโยชน์ คานึงถึงฐานะและเศรษฐกิจ คดิ ก่อนใช้
จงรักภักดีเทิดทูนพระเกยี รติและพระราชกรณยี ากจิ ของ พระมหากษตั ริย์ จา่ ยตามความเหมาะสมรูจ้ ักการเพิ่มพนู ทรัพยด์ ้วยการเก็บ และนาไปใชใ้ หเ้ กิด
ประโยชน์ดูแลรกั ษาบรู ณทรัพยข์ องตนเอง มีการเก็บออมเงินไว้ตามสมควร
2. ซื่อสัตย์สุจรติ หมายถงึ การประพฤตปิ ฏบิ ัตอิ ยา่ งเหมาะสม และตรง
ตอ่ ความเป็นจริงประพฤตปิ ฏิบัติ อย่างตรงไปตรงมา ทง้ั กาย วาจา ใจ ตอ่ ตนเอง 6. มงุ่ ม่ันในการทางาน หมายถงึ การศึกษาเรียนรู้เพื่อหาข้อเท็จจรงิ ซึ่ง
และผ้อู ่นื รวมตลอดทั้งต่อหน้าที่การงานและคาม่ัน สญั ญา ความประพฤติที่ อาจพฒั นาไปสคู่ วามจริงในส่งิ ท่ี ต้องการเรียนรู้หรือต้องการหาคาตอบเพื่อนา
ตรงไปตรงมาและจริงใจในส่งิ ท่ีถกู ที่ควร ถูกต้องตามทานองคลองธรรมรวมไป ถึง คาตอบที่ได้นน้ั มาใชป้ ระโยชนใ์ นดา้ นตา่ ง ๆ เช่น การ ยกระดับความรู้การนาไป
การไม่คิดคดทรยศ ไมค่ ดโกงและไม่หลอกลวงนอกจากน้แี ลว้ ความซื่อสัตยส์ จุ รติ ประยกุ ต์ใช้ในชวี ิตประจาวัน หรอื นามาสรปุ เปน็ ความจรงิ ได้
ยงั รวมไปถงึ การ รกั ษาคาพดู หรือคามัน่ สัญญาและการปฏิบตั ิหน้าที่การงานของ
ตนเองดว้ ยความรบั ผิดชอบและดว้ ย ความซอ่ื สตั ย์ไม่แสวงหาผลประโยชนใ์ หแ้ ก่ 7. รักความเปน็ ไทย หมายถึง เข้าใจ หวงแหนความเปน็ ไทยซ่ึงถอื เปน็
ตนเองและพวกพ้องดว้ ยการใช้อานาจหนา้ ทโ่ี ดยมิชอบซึ่ง ความซอ่ื สัตย์สจุ รติ นี้ ต้นทุนทางสงั คมทาให้ทกุ ศาสนา สามารถอยูร่ ว่ มกนั ได้อยา่ งสนั ติโดยต้องมีการ
จะดาเนินไปด้วยความตั้งใจจริงเพอ่ื ทาหน้าที่ของตนเองใหส้ าเร็จลุล่วง ด้วยความ ดาเนินชวี ติ โดยกายสุจรติ วจสี จุ รติ และมโนสุจรติ เป็น
ระมดั ระวัง และเกิดผลดตี ่อตนเองและสังคม คุณลกั ษณะท่เี ก่ียวข้องกบั การเขา้ สงั คมและการมีปฏิสมั พนั ธก์ บั ผู้อน่ื เช่น ความมี
กริ ยิ ามารยาท การ ปรบั ตวั ความตรงต่อเวลา ความสภุ าพ การมสี มั มาคารวะ
3. มีวนิ ยั หมายถงึ การควบคุมความประพฤตใิ ห้ถูกต้องและเหมาะสม การพูดจาไพเราะ และอ่อนน้อมถ่อมตน คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
กับจรรยามารยาท ขอ้ บงั คบั ข้อตกลง กฎหมายและศีลธรรมการรจู้ ักควบคมุ
ตนเองให้ประพฤตปิ ฏบิ ัตติ ามข้อตกลง ข้อบังคบั ระเบียบแบบแผน และ 8. มีจติ สาธารณะ หมายถึง คุณลกั ษณะทางจิตใจของบุคคลเกี่ยวกับการ
มองเห็นคณุ ค่า หรือการให้ คุณค่าแกก่ ารมปี ฏิสมั พนั ธ์ทางสงั คมและสิง่ ตา่ ง ๆ ที่
เปน็ สงิ่ สาธารณะท่ีไมม่ ผี ู้ใดผู้ผหู้ น่งึ เปน็ เจา้ ของ หรอื เปน็ สง่ิ ท่ีคนในสังคมเป็น

9 10

เจา้ ของร่วมกันเป็นสง่ิ ที่สามารถสงั เกตได้จากความรสู้ ึกนกึ คิด หรือการ กระทาท่ี Arithmetic มที กั ษะในการคานวณ
แสดงออกมา ได้แก่ การหลกี เลยี่ งการใช้หรอื การกระทาท่จี ะทาใหเ้ กิดความชารุด 8C คอื
เสยี หายตอ่ ส่วนรวมทใ่ี ชป้ ระโยชน์ร่วมกนั ของกลุ่มการถือเปน็ หนา้ ท่ที ่ีจะมีสว่ น
รว่ มในการดแู ลรกั ษาของส่วนรวม ในวสิ ยั ท่ีตนสามารถทาไดแ้ ละการเคารพสิทธิ Critical Thinking and Problem Solving : มีทักษะในการคิด
ในการใชข้ องสว่ นรวมทเ่ี ปน็ ประโยชน์ร่วมกนั ของกล่มุ วเิ คราะห์ การคิดอย่างมวี จิ ารณญาณ และแก้ไขปัญหาได้

5.1 คณุ ลักษณะทพ่ี งึ ประสงค์ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ควร Creativity and Innovation : คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิงนวตั กรรม
ประกอบดว้ ยคุณลกั ษณะ 4 ด้าน ไดแ้ ก่ Collaboration Teamwork and Leadership : ความร่วมมอื การ
ทางานเป็นทีม และภาวะผนู้ า
1. คณุ ลกั ษณะดา้ นความรู้ คือ เปน็ ผู้ใฝร่ ู้ใฝเ่ รียนและกลา้ แสดงออก Communication Information and Media Literacy : ทกั ษะใน
รักการเรียนรูแ้ ละการเรยี นรดู้ ้วยตนเอง การส่อื สาร และการรู้เทา่ ทันส่ือ
Cross-cultural Understanding : ความเขา้ ใจความแตกตา่ งทาง
2. คุณลกั ษณะดา้ นความคิด คือ การคิดวเิ คราะหก์ ารคดิ สงั เคราะห์ วฒั นธรรม กระบวนการคิดขา้ มวัฒนธรรม
การคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ และการคิดสร้างสรรค์ Computing and ICT Literacy : ทกั ษะการใชค้ อมพวิ เตอร์ และ
การรเู้ ทา่ ทันเทคโนโลยี ซึง่ เยาวชนในยคุ ปจั จุบันมคี วามสามารถดา้ นคอมพวิ เตอร์
3. คุณลกั ษณะดา้ นทกั ษะ คือ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมทักษะ และเทคโนโลยีอยา่ งมากหรือเปน็ Native Digital สว่ นคนรนุ่ เกา่ หรือผ้สู ูงอายุ
ชีวติ และการทางาน และทักษะดา้ นส่อื เทคโนโลยแี ละสารสนเทศ เปรียบเสมือนเป็น Immigrant Digital แตเ่ ราตอ้ งไม่อายที่จะเรียนร้แู มว้ า่ จะ
สงู อายแุ ลว้ กต็ าม
4.คณุ ลกั ษณะด้านคุณธรรมคือ การมจี ิตสานึกและค่านิยมทดี่ งี ามท่ีดี Career and Learning Skills : ทักษะทางอาชพี และการเรยี นรู้
การมีจติ สาธารณะ ความซ่ือสัตยส์ ุจรติ ความมีระเบยี บวนิ ัยและความรบั ผดิ ชอบ Compassion : มีคณุ ธรรม มีเมตตา กรณุ า มีระเบียบวนิ ัย ซง่ึ เป็น
ตอ่ ตนเองและสังคม คุณลักษณะพ้ืนฐานสาคัญของทกั ษะขน้ั ตน้ ทั้งหมด และเป็นคณุ ลักษณะท่เี ด็กไทย
จาเป็นต้องมี
5.2 คณุ สมบัตแิ ละทักษะของผู้เรยี นในศตวรรษที่21
3R 8C

3R คือ
Reading-อา่ นออก
Writing-เขียนได้

11 12

6. ทาไมตอ้ งเรยี นวิทยาศาสตร์ 7.เรียนร้อู ะไรในวิทยาศาสตร์

การเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรม์ งุ่ เน้นใหผ้ ู้เรยี นได้ค้นพบความรดู้ ว้ ย กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวงั ให้ผูเ้ รยี นไดเ้ รียนรู้วิทยาศาสตร์
ตนเองมากท่สี ดุ เพือ่ ให้ได้ทงั้ กระบวนการและความรู้ จากวิธกี ารสังเกต การ ทเี่ นน้ การเชอ่ื มโยงความรู้ กับกระบวนการ มีทักษะสาคญั ในการค้นควา้ และสร้าง
สารวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนาผลท่ีไดม้ าจัดระบบเป็น หลกั การ แนวคดิ องค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสบื เสาะหาความรู้ และแก้ปัญหาท่ี
และองค์ความรู้ การจดั การเรียนการสอนวิทยาศาสตรจ์ ึงมเี ปา้ หมายที่สาคัญ ดงั นี้ หลากหลาย ให้ผู้เรียนมสี ว่ นรว่ มในการเรยี นร้ทู ุกข้ันตอน มีการทากิจกรรมด้วย
การลงมอื ปฏิบัติ จริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกบั ระดบั ช้นั โดยกาหนด
1. เพอ่ื ให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎี และกฎท่ีเป็นพืน้ ฐานในวชิ า สาระสาคญั ดงั น้ี
วิทยาศาสตร์
✧ วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ เรียนรู้เกยี่ วกับ ชวี ติ ในส่ิงแวดล้อม
2. เพอื่ ให้เขา้ ใจขอบเขตของธรรมชาติของวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละข้อจากดั องค์ประกอบของสิง่ มชี วี ติ การดารงชีวิต ของมนุษยแ์ ละสัตว์ การดารงชวี ติ ของ
ในการศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ พืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชวี ภาพและววิ ัฒนาการของ สงิ่ มีชีวิต

3. เพือ่ ให้มีทักษะทีส่ าคัญในการศกึ ษาค้นควา้ และคดิ ค้นทางเทคโนโลยี ✧ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ เรียนร้เู กย่ี วกบั ธรรมชาติของสาร การ
4. เพอ่ื ใหต้ ระหนักถงึ ความสัมพนั ธร์ ะหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เปล่ยี นแปลงของสาร การเคล่ือนท่ี พลังงาน และคล่ืน
มวลมนษุ ยแ์ ละสภาพแวดล้อม ในเชิงที่มีอิทธพิ ลและผลกระทบซึ่งกันและกัน
5. เพอ่ื นาความรู้ ความเข้าใจ ในวชิ าวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยไี ปใช้ ✧ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ เรยี นรเู้ ก่ยี วกับ องคป์ ระกอบของเอก
ใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อสงั คมและ การดารงชวี ติ ภพ ปฏิสัมพันธ์ ภายในระบบสรุ ยิ ะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การ
6. เพอ่ื พัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการ เปลยี่ นแปลงทางธรณีวทิ ยา กระบวนการ เปลยี่ นแปลงลมฟ้าอากาศ และผลต่อ
แกป้ ัญหา และการจัดการ ทกั ษะ ในการสอื่ สาร และความสามารถในการ สง่ิ มชี วี ติ และส่ิงแวดล้อม
ตัดสินใจ
7. เพ่อื ให้เป็นผทู้ ี่มีจิตวทิ ยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ มใน ✧ เทคโนโลยี
การใช้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยอี ย่างสรา้ งสรรค์ ● การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรเู้ กีย่ วกับ เทคโนโลยเี พือ่ การ

ดารงชีวิตในสังคมท่ีมีการ เปล่ียนแปลงอย่างรวดเรว็ ใชค้ วามรูแ้ ละทักษะทางด้าน
วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตรแ์ ละศาสตร์อ่ืน ๆ เพ่ือ แกป้ ัญหาหรือพัฒนางานอย่างมี

13 14

ความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม เลอื กใชเ้ ทคโนโลยี ถ่ายโอนพลังงานความร้อนของโลก การเปลย่ี นแปลง ลกั ษณะลมฟ้าอากาศกับ
อยา่ งเหมาะสมโดยคานึงถงึ ผลกระทบต่อชีวติ สังคม และส่ิงแวดล้อม การดารงชวี ติ ของมนุษยโ์ ลกในเอกภพ และดาราศาสตร์กับมนษุ ย์

● วิทยาการคานวณ เรยี นรเู้ กยี่ วกบั การคิดเชงิ คานวณ การคิด 8.สาระและมาตรการเรียนรู้
วเิ คราะห์ แก้ปัญหาเป็นข้ันตอนและ เปน็ ระบบ ประยุกต์ใช้ความรดู้ า้ นวทิ ยาการ
คอมพวิ เตอร์และเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร ในการ แกป้ ญั หาที่พบใน สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
ชีวติ จริงได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งสงิ่ ไม่มชี วี ิตกับ ส่ิงมีชีวติ และความสมั พันธร์ ะหวา่ งสิง่ มีชีวติ กบั ส่ิงมชี วี ติ
วิทยาศาสตร์เพ่มิ เติม ผ้เู รยี นจะได้เรียนรสู้ าระสาคัญ ดังน้ี ต่าง ๆ ในระบบนเิ วศการถา่ ยทอดพลงั งาน การเปลี่ยนแปลงแทนท่ีในระบบนิเวศ
✧ ชีววทิ ยา เรียนรเู้ ก่ยี วกบั การศกึ ษาชวี วทิ ยา สารท่ีเปน็ องค์ประกอบ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบท่ีมีตอ่ ทรพั ยากรธรรมชาติและ
สง่ิ แวดล้อมแนวทางในการอนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการแก้ไขปญั หา
ของสิง่ มชี ีวติ เซลล์ ของสง่ิ มชี ีวิต พนั ธกุ รรมและการถา่ ยทอด ววิ ฒั นาการ ความ สิ่งแวดลอ้ ม รวมท้งั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
หลากหลายทางชวี ภาพ โครงสร้างและการทางาน ของส่วนตา่ ง ๆ ในพชื ดอก มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสงิ่ มชี ีวติ หนว่ ยพืน้ ฐานของสงิ่ มชี ีวติ
ระบบและการทางานในอวยั วะตา่ ง ๆ ของสัตว์ และมนษุ ย์ และสง่ิ มีชีวติ และ การลาเลยี งสารเขา้ และออก จากเซลล์ ความสมั พนั ธ์ของโครงสรา้ งและหนา้ ท่ี
ส่งิ แวดลอ้ ม ของระบบตา่ ง ๆของสัตวแ์ ละมนษุ ยท์ ีท่ างานสัมพนั ธ์กัน ความสมั พนั ธข์ อง
โครงสร้างและหน้าท่ีของอวัยวะตา่ ง ๆ ของพชื ที่ทางานสมั พนั ธก์ นั รวมท้ังนา
✧เคมี เรยี นรู้เกีย่ วกบั ปรมิ าณสาร องค์ประกอบและสมบัตขิ องสาร ความรไู้ ปใช้ ประโยชน์
การเปล่ยี นแปลงของสาร ทักษะและการแกป้ ัญหาทางเคมี มาตรฐาน ว 1.3 เขา้ ใจกระบวนการและความสาคญั ของการถ่ายทอด
ลกั ษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปลย่ี นแปลงทางพันธกุ รรมที่มผี ลต่อ
✧ฟสิ กิ ส์ เรยี นรู้เกยี่ วกับ ธรรมชาตแิ ละการค้นพบทางฟิสกิ ส์ แรงและ สิง่ มชี ีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและววิ ฒั นาการ ของสง่ิ มีชีวติ รวมท้ังนา
การเคล่อื นทีแ่ ละพลังงาน ความรไู้ ปใช้ประโยชน์

✧ โลก ดาราศาสตรแ์ ละอวกาศ เรียนรเู้ กี่ยวกับ โลกและกระบวนการ
เปล่ียนแปลงทางธรณวี ิทยา ข้อมลู ทางธรณวี ิทยาและการนาไปใช้ประโยชนก์ าร

15 16

สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ เปล่ียนแปลงลมฟา้ อากาศและภมู อิ ากาศโลก รวมทั้งผล ต่อสิ่งมีชีวติ และ
มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร สิ่งแวดล้อม
ความสัมพันธ์ระหวา่ งสมบตั ิของสสาร กับโครงสรา้ งและแรงยึดเหนยี่ วระหวา่ ง
อนภุ าค หลักและธรรมชาติของการเปลยี่ นแปลงสถานะของสสาร การ เกดิ สาระที่ 4 เทคโนโลยี
สารละลาย และการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยเี พื่อการดารงชีวติ ใน
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชวี ติ ประจาวัน ผลของแรงที่ สังคมที่มีการเปลีย่ นแปลง อย่างรวดเร็ว ใชค้ วามรูแ้ ละทักษะทางด้าน
กระทาตอ่ วัตถุ ลักษณะการ เคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมท้งั นาความรู้ไปใช้ วทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อน่ื ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือ พัฒนางานอย่าง
ประโยชน์ มีความคิดสรา้ งสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม เลอื กใชเ้ ทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 2.3 เขา้ ใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและ อยา่ ง เหมาะสมโดยคานงึ ถึงผลกระทบต่อชวี ติ สงั คม และสิ่งแวดลอ้ ม
การถ่ายโอนพลงั งาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลงั งานใน มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคดิ เชงิ คานวณในการแก้ปญั หาท่ีพบ
ชีวติ ประจาวัน ธรรมชาตขิ องคล่ืน ปรากฏการณ์ท่ีเกยี่ วข้อง กับเสยี ง แสง และ ในชีวิตจริงอยา่ งเป็น ขั้นตอนและเปน็ ระบบ ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการ
คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมท้งั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ส่ือสารในการเรยี นรู้การทางาน และการแก้ปญั หาได้ อย่างมปี ระสิทธิภาพ รู้เท่า
ทัน และมีจรยิ ธรรม
สาระท่ี 3 วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เขา้ ใจองคป์ ระกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกดิ และ 9. ทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ววิ ัฒนาการของเอกภพกาแล็กซี ดาวฤกษ์
และระบบสรุ ิยะ รวมท้ังปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะทส่ี ง่ ผลต่อสิง่ มีชีวิต และ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์) หมายถึง ความสามารถ และความ
การประยุกตใ์ ช้ เทคโนโลยอี วกาศ ชานาญในการคิด เพื่อคน้ หาความร้แู ละการแก้ไขปญั หา โดยใช้กระบวนการทาง
มาตรฐาน ว 3.2 เขา้ ใจองคป์ ระกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก วทิ ยาศาสตรอ์ าทกิ ารสังเกต การวัด การคานวณ การจาแนก การหา
กระบวนการเปลย่ี นแปลง ภายในโลกและบนผวิ โลก ธรณีพิบตั ิภัย กระบวนการ ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา การจัดกระทา และส่ือความหมาย ข้อมลู
การลงความคิดเหน็ การพยากรณก์ ารตั้งสมมตฐิ าน การกาหนดนิยาม การ
กาหนดตวั แปร การทดลอง การวเิ คราะหแ์ ละแปรผลขอ้ มลู การสรุปผลขอ้ มูลได้

17 18

อยา่ งรวดเร็ว ถกู ต้อง และแม่นยา ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์13 ทกั ษะ ทกั ษะท่ี 5 การหาความสัมพันธ์ระหวา่ งสเปสกับสเปส และสเปส
แบ่งเป็น 2 ระดบั คือ กับเวลา สเปสของวตั ถุ หมายถึง ท่วี ่างท่ีวัตถุน้นั ครองอยู่ ซึ่งอาจมีรปู รา่ ง
เหมอื นกันหรือแตกต่างกับวตั ถุนน้ั โดยทว่ั ไปแบง่ เปน็ 3 มิติ คือ ความกว้าง
1. ระดับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ัน้ พนื้ ฐาน 8 ทักษะ ความยาว และความสูง ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสเปสกบั สเปสของวตั ถุ ไดแ้ ก่
เป็นทักษะเพื่อการแสวงหาความร้ทู ่ัวไป ประกอบดว้ ย ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง 3 มิติ กบั 2 มติ ิ ความสมั พันธร์ ะหว่างตาแหน่งที่อยู่ของ
วตั ถุหนงึ่ กบั วัตถหุ นึง่ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างสเปสของวตั ถกุ บั เวลา ได้แก่
ทักษะท1่ี การสังเกต หมายถงึ การใช้ประสาทสมั ผัสของรา่ งกาย ความสัมพนั ธข์ องการเปล่ยี นแปลงตาแหนง่ ของวัตถุกับช่วงเวลา หรือ
อยา่ งใดอยา่ งหนึง่ หรือหลายอย่าง ได้แก่ หูตา จมกู ลิน้ กายสมั ผสั เขา้ สมั ผสั กับ ความสัมพนั ธ์ของสเปสของวัตถทุ ีเ่ ปลีย่ นไปกับช่วงเวลา
วตั ถุหรือเหตุการณเ์ พื่อให้ทราบ และรบั รขู้ อ้ มูลรายละเอยี ดของส่ิงเหล่านนั้ โดย
ปราศจากความคิดเหน็ สว่ นตน ข้อมูลเหลา่ นีจ้ ะประกอบด้วย ข้อมลู เชงิ คณุ ภาพ ทกั ษะท่ี 6 การจดั กระทา และส่อื ความหมายข้อมลู หมายถึง การ
เชงิ ปริมาณ และรายละเอยี ดการเปลย่ี นแปลงทเ่ี กิดขนึ้ จากการสงั เกต นาข้อมูลทไี่ ด้จากการสังเกต และการวัด มาจัดกระทาให้มีความหมาย โดยการหา
ความถี่ การเรยี งลาดบั การจัดกลุ่ม การคานวณคา่ เพ่อื ให้ผอู้ น่ื เข้าใจความหมาย
ทักษะที่ 2 การวดั หมายถึง การใชเ้ ครือ่ งมือสาหรบั การวดั ข้อมลู ใน ไดด้ ีขึน้ ผ่านการเสนอในรูปแบบของตาราง แผนภมู ิ วงจร เขยี นหรอื บรรยาย
เชิงปริมาณของส่ิงต่าง ๆ เพื่อใหไ้ ด้ข้อมูลเป็นตัวเลขในหน่วยการวัดท่ีถูกต้อง เปน็ ตน้
แมน่ ยาได้ ทัง้ นี้ การใช้เคร่ืองมือจาเป็นต้องเลือกใชใ้ หเ้ หมาะสมกบั สงิ่ ทีต่ อ้ งการ
วดั รวมถงึ เขา้ ใจวธิ ีการวดั และแสดงขั้นตอนการวัดได้อยา่ งถูกต้อง ทักษะที่ 7 การลงความเหน็ จากขอ้ มูล หมายถึง การเพิ่มความ
คิดเหน็ ของตนต่อข้อมูลท่ีได้จากการสังเกตอย่างมเี หตุผลจากพน้ื ฐานความรู้หรือ
ทกั ษะ ที่ 3 การคานวณ หมายถงึ การนับจานวนของวตั ถุ และการ ประสบการณ์ท่มี ี
นาตวั เลขทไี่ ด้จากนับ และตวั เลขจากการวัดมาคานวณดว้ ยสูตรคณติ ศาสตร์ เชน่ ทักษะท่ี 8 การพยากรณ์หมายถงึ การทานายหรอื การคาดคะเนคาตอบ โดย
การบวก การลบ การคูณ การหาร เปน็ ตน้ โดยการเกดิ ทักษะการคานวณจะ อาศัยขอ้ มลู ทีไ่ ด้จากการสงั เกตหรอื การทาซ้า ผ่านกระบวนการแปรความหาย
แสดงออกจากการนับที่ถูกตอ้ ง ส่วนการคานวณจะแสดงออกจากการเลอื กสตู ร ของข้อมูลจากสัมพันธภ์ ายใต้ความรูท้ างวิทยาศาสตร์
คณติ ศาสตร์ การแสดงวธิ ีคานวณ และการคานวณทีถ่ ูกต้อง แมน่ ยา
ทักษะที่ 4 การจาแนกประเภท หมายถงึ การเรยี งลาดับ และการแบ่งกลุม่ วตั ถุ 2. ระดับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบรู ณาการ 5 ทกั ษะ
หรอื รายละเอียดข้อมลู ด้วยเกณฑ์ความแตกต่างหรอื ความสัมพันธ์ใด ๆอย่างใด
อย่างหนงึ่

18 19

เป็นทกั ษะกระบวนการขนั้ สงู ท่มี ีความซบั ซ้อนมากข้นึ เพื่อแสวงหา 3. การบันทึกผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทกึ ข้อมูลท่ไี ด้จาก
ความรู้ โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ นั้ พ้ืนฐาน เป็นพื้นฐานในการ การทดลองซง่ึ อาจเป็นผลจากการสงั เกต การวดั และอนื่ ๆ
พัฒนา ประกอบดว้ ย
ทกั ษะที่ 13 การตีความหมายข้อมูล และการลงข้อมูล หมายถึง
ทักษะท่ี 9 การตัง้ สมมติฐาน หมายถึง การตง้ั คาถามหรอื คิด การแปรความหมายหรอื การบรรยายลกั ษณะและสมบัติของข้อมูลท่ีมีอยู่ การ
คาตอบล่วงหนา้ ก่อนการทดลองเพ่ืออธบิ ายหาความสัมพันธร์ ะหวา่ งตวั แปรตา่ ง ตีความหมายข้อมลู ในบางคร้งั อาจต้องใชท้ กั ษะอ่นื ๆ เชน่ ทักษะการสงั เกต
ๆ ว่ามคี วามสัมพนั ธ์อยา่ งไรโดยสมมตฐิ านสรา้ งข้ึนจะอาศัยการสงั เกต ความรู้ ทักษะการคานวณ
และประสบการณภ์ ายใต้หลักการ กฎ หรอื ทฤษฎีท่ีสามารถอธิบายคาตอบได้
10.คุณภาพของผู้เรียน
ทักษะที่ 10 การกาหนดนยิ ามเชงิ ปฏบิ ัติการ หมายถึง การกาหนด
และอธิบายความหมาย และขอบเขตของคาต่าง ๆ ทีเ่ กย่ี วข้องกบั การศึกษาหรือ • รายวชิ าพ้ืนฐาน จบช้นั ประถมศึกษาปีท่ี3
การทดลองเพื่อให้เกดิ ความเข้าใจตรงกันระหว่างบคุ คล
❖ เข้าใจลกั ษณะทั่วไปของสิ่งมีชวี ติ และการดารงชีวิตของสง่ิ มชี 2วี 0ติ
ทกั ษะที่ 11 การกาหนด และควบคมุ ตัวแปร หมายถึง การบ่งชี้
และกาหนดลักษณะตัวแปรใด ๆใหเ้ ปน็ เป็นตวั แปรอิสระหรือตัวแปรตน้ และตวั รอบตวั
แปรใดๆใหเ้ ปน็ ตัวแปรตาม และตัวแปรใด ๆให้เป็นตวั แปรควบคมุ
❖ เขา้ ใจลักษณะที่ปรากฏ ชนดิ และสมบตั บิ างประการของวสั ดุที่ใชท้ า
ทักษะที่ 12 การทดลอง หมายถงึ กระบวนการปฏิบัติ และทาซา้ ใน วตั ถุ และการเปลย่ี นแปลง ของวสั ดุรอบตัว
ขั้นตอนเพ่ือหาคาตอบจากสมมตฐิ าน แบ่งเปน็ 3 ขัน้ ตอน คือ
❖ เข้าใจการดึง การผลัก แรงแม่เหลก็ และผลของแรงทม่ี ีต่อการ
1. การออกแบบการทดลอง หมายถงึ การวางแผนการทดลองก่อน เปล่ียนแปลง การเคล่ือนทขี่ องวตั ถุ พลังงานไฟฟ้า และการผลิตไฟฟ้า การเกิด
การทดลองจรงิ ๆ เพื่อกาหนดวธิ กี ารและข้นั ตอนการทดลองท่ีสามารถ เสยี ง แสงและการมองเหน็
ดาเนนิ การได้จริง รวมถงึ วิธกี ารแกไ้ ขปญั หาอปุ สรรคที่อาจเกิดขนึ้ ขณะทาการ
ทดลองเพ่ือใหก้ ารทดลองสามารถดาเนินการใหส้ าเรจ็ ลลุ ว่ งด้วยดี ❖ เขา้ ใจการปรากฏของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาว ปรากฏการณ์
การข้นึ และตก ของดวง อาทิตย์ การเกิดกลางวันกลางคืน การกาหนดทศิ
2. การปฏิบตั ิการทดลอง หมายถงึ การปฏิบัติการทดลองจรงิ ลักษณะของหนิ การจาแนกชนิดดนิ และการใช้ประโยชน์ ลกั ษณะและ
ความสาคัญของอากาศ การเกิดลม ประโยชนแ์ ละโทษของลม

20 21

❖ ต้ังคาถามหรอื กาหนดปญั หาเกยี่ วกบั สง่ิ ทจ่ี ะเรยี นรู้ตามท่ีกาหนดให้ ❖ เขา้ ใจสมบัติและการจาแนกกลุ่มของวัสดุสถานะและการเปลีย่ น
หรือตามความสนใจ สงั เกต สารวจตรวจสอบโดยใช้เครอ่ื งมืออยา่ งงา่ ย รวบรวม สถานะของสสาร การละลาย การเปลย่ี นแปลงทางเคมีการเปลีย่ นแปลงที่ผันกลบั
ข้อมลู บันทึก และอธิบายผลการสารวจ ตรวจสอบด้วยการ เขียนหรอื วาดภาพ ได้และผนั กลบั ไม่ไดแ้ ละการแยกสาร อยา่ งง่าย
และสอ่ื สารส่งิ ทีเ่ รยี นรู้ดว้ ยการเลา่ เรื่อง หรือดว้ ยการแสดง ท่าทางเพื่อให้ผู้อนื่
เขา้ ใจ ❖ เข้าใจลักษณะของแรงโน้มถ่วงของโลก แรงลพั ธแ์ รงเสียดทาน แรง

❖ แก้ปญั หาอย่างง่ายโดยใชข้ ัน้ ตอนการแก้ปญั หา มที ักษะในการใช้ ไฟฟา้ และ ผลของแรงตา่ ง ๆ ผลทเ่ี กดิ จากแรงกระทาต่อวตั ถุความดนั หล2ัก2การที่
เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารเบอื้ งต้น รักษาข้อมลู ส่วนตัว
มตี ่อวัตถุวงจรไฟฟา้ อย่างงา่ ย ปรากฏการณเ์ บ้ืองต้นของ เสียง และแสง
❖ แสดงความกระตือรือรน้ สนใจทีจ่ ะเรยี นรมู้ ีความคิดสร้างสรรค์
เก่ียวกบั เรอ่ื งท่จี ะศกึ ษาตามท่ี กาหนดให้หรือตามความสนใจ มสี ่วนรว่ มในการ ❖ เข้าใจปรากฏการณ์การขึ้นและตก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรปู ร่าง
แสดงความคดิ เหน็ และยอมรับฟัง ความคิดเห็นผอู้ ่นื ปรากฏของดวงจันทร์ องค์ประกอบของระบบสุริยะ คาบการโคจรของดาว
เคราะหค์ วามแตกตา่ งของ ดาวเคราะหแ์ ละดาวฤกษ์การ ข้ึนและตกของกลุ่มดาว
❖ แสดงความรบั ผดิ ชอบด้วยการทางานท่ไี ด้รับมอบหมายอย่างม่งุ มนั่ ฤกษ์การใช้แผนที่ดาว การเกิดอุปราคา พฒั นาการและประโยชน์ของเทคโนโลยี
รอบคอบ ประหยัด ซื่อสตั ย์ จนงานลุลว่ งเป็นผลสาเร็จ และทางานรว่ มกบั ผู้อน่ื อวกาศ
อย่างมีความสขุ
❖ เขา้ ใจลักษณะของแหล่งน้า วัฏจกั รนา้ กระบวนการเกิดเมฆ หมอก
❖ ตระหนกั ถึงประโยชน์ของการใช้ความรแู้ ละกระบวนการทาง นา้ คา้ ง นา้ ค้างแขง็ หยาดน้า ฟา้ กระบวนการเกิดหนิ วัฏจกั รหนิ การใช้
วิทยาศาสตรใ์ นการ ดารงชีวติ ศึกษา หาความร้เู พิ่มเติม ทาโครงงานหรือช้นิ งาน ประโยชนห์ ินและแร่ การเกดิ ซากดกึ ดาบรรพ์การเกิดลมบก ลม ทะเล มรสุม
ตามทีก่ าหนดใหห้ รือตามความสนใจ ลักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาตธิ รณีพบิ ัติภัย การเกิดและผลกระทบของ
จบชั้นประถมศึกษาปีที่6 ปรากฏการณ์ เรือนกระจก

❖ เขา้ ใจโครงสรา้ ง ลักษณะเฉพาะการปรับตัวของส่งิ มชี ีวิต รวมท้ัง ❖ คน้ หาข้อมูลอย่างมปี ระสิทธภิ าพและประเมนิ ความน่าเชอ่ื ถอื
ความสัมพันธข์ อง สง่ิ มชี ีวติ ใน แหล่งท่ีอย่กู ารทาหน้าท่ีของสว่ นตา่ ง ๆ ของพชื ตดั สนิ ใจเลอื กขอ้ มูลใชเ้ หตุผลเชิง ตรรกะในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยี
และการทางานของระบบย่อยอาหาร ของมนษุ ย์ สารสนเทศและการส่อื สารในการทางานร่วมกนั เข้าใจสิทธแิ ละหน้าท่ีของ ตน
เคารพสิทธขิ องผู้อืน่

22 23

❖ ต้งั คาถามหรอื กาหนดปญั หาเกย่ี วกบั สิง่ ทจี่ ะเรยี นรู้ตามทีก่ าหนดให้
หรอื ตามความสนใจ คาดคะเน คาตอบหลายแนวทาง สรา้ งสมมตฐิ านท่ี
สอดคล้องกับคาถามหรอื ปญั หา ท่จี ะสารวจตรวจสอบ วางแผนและ
สารวจตรวจสอบโดยใช้เครอ่ื งมอื อปุ กรณ์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เหมาะสม
ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลท้งั เชงิ ปริมาณและคุณภาพ

❖ วิเคราะหข์ ้อมูล ลงความเหน็ และสรปุ ความสัมพันธข์ องขอ้ มูลท่ีมา
จากการสารวจตรวจสอบใน รูปแบบทเ่ี หมาะสม เพื่อสื่อสารความรูจ้ ากผลการ
สารวจตรวจสอบไดอ้ ย่างมีเหตผุ ลและหลักฐานอ้างอิง
11.ตัวชว้ี ัดและสาระการเรียนรแู้ กนกลาง

11.ตวั ชี้วดั และสาระการเรยี นรู้แกนกลาง

สาระท่ี 1 วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่าง
สิ่งไมม่ ชี ีวิตกบั สง่ิ มชี วี ติ และความสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่งิ มชี วี ิตกับส่งิ มชี วี ติ ต่าง ๆ ใน
ระบบนเิ วศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปลีย่ นแปลงแทนทีใ่ นระบบนิเวศ
ความหมายของประชากรปญั หาและผลกระทบทม่ี ีตอ่ ทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดลอ้ ม แนวทางในการอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหา
สง่ิ แวดลอ้ มรวมทงั้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์

24 25

ชนั้ ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง - ส่งิ มีชวี ิตมกี ารกนิ กนั เปน็
อาหารโดยกินต่อกัน เป็นทอด
ป.5 1. บรรยายโครงสรา้ งและลักษณะของ - สงิ่ มีชวี ติ ทง้ั พืชและสัตว์มี ๆ ในรูปแบบของโซอ่ าหารทา
ให้สามารถระบบุ ทบาทหน้าที่
สง่ิ มีชีวติ ทีเ่ หมาะสมกับการดารงชีวติ ซึง่ เป็น โครงสรา้ งและลักษณะ ที่ ของสิง่ มีชวี ติ เป็นผผู้ ลติ และ
ผู้บรโิ ภค
ผลมาจากการปรับตวั ของสงิ่ มชี ีวติ ในแตล่ ะ เหมาะสมในแตล่ ะแหลง่ ทอี่ ยู่

แหล่งทอ่ี ยู่ ซงึ่ เป็นผลมาจาก การปรับตัว

ของสิง่ มชี วี ติ เพ่ือให้ดารงชวี ิต

และอยู่รอดได้ในแต่ละแหลง่ ที่

อยู่ เชน่ ผกั ตบชวามชี อ่ ง

อากาศในก้านใบ ชว่ ยให้ลอย

น้าได้ ต้นโกงกางทข่ี ้ึนอยใู่ น

ป่าชายเลนมรี ากคา้ จนุ ทาให้

ลาตน้ ไมล่ ม้ ปลามีครีบชว่ ยใน

การเคล่อื นท่ีในนา้

2. อธิบายความสมั พนั ธร์ ะหว่างสง่ิ มชี วี ติ กับ - ในแหล่งทีอ่ ยู่หนง่ึ ๆ

สิ่งมีชีวติ และความสมั พนั ธร์ ะหว่างสงิ่ มีชวี ิต ส่ิงมีชีวติ จะมคี วามสมั พนั ธ์ ซ่ึง

กับ กันและกนั และสมั พันธก์ บั

3. เขยี นโซอ่ าหารและระบบุ ทบาทหน้าทขี่ อง สิ่งไมม่ ีชวี ติ เพอื่ ประโยชน์ตอ่

สงิ่ มีชวี ิตที่เปน็ ผผู้ ลติ และผู้บริโภคในโซ่ การดารงชวี ิต เช่น

อาหาร ความสมั พนั ธ์กัน ด้านการกิน

4. ตระหนกั ในคณุ คา่ ของสิง่ แวดลอ้ มท่ีมตี อ่ กนั เป็นอาหาร เปน็ แหลง่ ท่ีอยู่

การดารงชีวิตของส่ิงมชี ีวติ โดยมสี ว่ นร่วม ใน อาศัย หลบภยั และเลยี้ งดลู กู

การดแู ลรกั ษาสิง่ แวดลอ้ ม ออ่ น ใช้อากาศในการหายใจ

26 27

มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบัตขิ องสง่ิ มชี ีวติ หนว่ ยพน้ื ฐานของสง่ิ มีชวี ิต การลาเลียงสารเข้า มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคญั ของการถ่ายทอดลักษณะ
และออก จากเซลล์ ความสัมพันธข์ องโครงสร้างและหนา้ ทีข่ องระบบต่าง ๆของสัตว์และ
มนุษย์ท่ที างานสมั พนั ธ์กัน ความสมั พันธข์ องโครงสร้างและหนา้ ทีข่ องอวยั วะตา่ ง ๆ ของพชื ท่ี ทางพันธุกรรม สารพันธกุ รรมการเปลยี่ นแปลงทางพนั ธุกรรมท่มี ผี ลตอ่ สิ่งมชี ีวติ
ทางานสมั พันธก์ ัน รวมทง้ั นาความรูไ้ ปใช้ ประโยชน์
ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวฒั นาการของสง่ิ มชี วี ติ รวมทง้ั นาความรู้ไปใช้

ประโยชน์

ชน้ั ตัวชว้ี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ตวั ชีว้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ป.5 1. อธิบายลกั ษณะทาง - สงิ่ มีชีวติ ทัง้ พชื สตั ว์ และมนุษย์ เมือ่ โต
ช้ัน -
ป.5 - พันธกุ รรมท่ีมีการถา่ ยทอด เต็มทีจ่ ะมีการสืบพนั ธ์ุเพ่ือเพ่ิมจานวนและ

จากพ่อแมส่ ่ลู ูกของพืช สตั ว์ ดารงพันธุ์ โดยลูกทเ่ี กิดมาจะได้รบั การ

และมนุษย์ ถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรมจากพ่อ

2. แสดงความอยากรอู้ ยาก แม่ทาให้มีลักษณะทางพนั ธกุ รรมที่เฉพาะ

เห็นโดยการถามคาถาม แตกตา่ งจากส่ิงมีชีวติ ชนดิ อ่นื

เก่ยี วกับลักษณะทค่ี ลา้ ยคลึง - พชื มีการถ่ายทอดลักษณะทาง

กันของตนเองกบั พอ่ แม่ พนั ธุกรรม เชน่ ลกั ษณะของใบ สีดอก

- สัตวม์ กี ารถ่ายทอดลักษณะทาง

พันธุกรรม เช่น สีขน ลกั ษณะของขน

ลกั ษณะของหู

- มนุษยม์ กี ารถ่ายทอดลักษณะทาง

พันธกุ รรม เช่น เชิงผมทีห่ น้าผาก ลกั ย้ิม

ลกั ษณะหนงั ตา การห่อล้นิ ลักษณะของ

ตงิ่ หู

28 29

สาระท่ี 2 วิทยาศาสตรก์ ายภาพ ควบแนน่ และถา้ ลดความ
รอ้ นต่อไปอีกจนถึงระดับ
มาตรฐาน ว 2.1เข้าใจสมบตั ิของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสมั พนั ธ์ หน่ึงของเหลวจะเปล่ยี น
ระหว่างสมบัติของสสารกบั โครงสร้างและแรงยดึ เหนย่ี วระหว่างอนภุ าค หลักและ สถานะเปน็ ของแข็ง
ธรรมชาติของการเปล่ยี นแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการ เรยี กว่า การแข็งตวั สสาร
เกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี บางชนิดสามารถเปลย่ี น
สถานะจากของแขง็ เปน็
ช้นั ตวั ชีว้ ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง แก๊สโดยไมผ่ ่านการเป็น
ของเหลว เรยี กว่า การ
- การเปลี่ยนสถานะของ ระเหดิ ส่วนแกส๊ บางชนดิ
1.อธิบายการเปล่ยี นสถานะ สสารเปน็ การเปลยี่ นแปลง สามารถเปลย่ี นสถานะเป็น
ของสสาร เมอ่ื ทาใหส้ สาร ทางกายภาพ เมื่อเพ่ิมความ ของแขง็ โดยไมผ่ า่ น การ
ป.5 รอ้ นขึน้ หรอื เย็นลง โดยใช้ รอ้ นใหก้ บั สสารถึงระดบั เป็นของเหลว เรยี กว่า กา
ระเหดิ กลบั
หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ หนงึ่ จะทาให้สสารท่เี ป็น - เมอื่ ใสส่ ารลงในนา้ แล้ว
สารนนั้ รวมเป็นเน้อื เดียวกนั
ของแข็งเปลี่ยนสถานะเปน็ 2.อธบิ ายการละลายของ กบั น้าท่ัวทุกสว่ น แสดงวา่
สารในนา้ โดยใช้หลักฐาน สารเกดิ การละลาย เรยี ก
ของเหลว เรยี กว่า การ เชิงประจักษ์ สารผสมท่ีไดว้ า่ สารละลาย

หลอมเหลว และเม่ือเพม่ิ

ความร้อนตอ่ ไปจนถึงอกี

ระดบั หนงึ่ ของเหลวจะ

เปลี่ยนเป็นแก๊ส เรียกว่า

การกลายเปน็ ไอ แตเ่ ม่ือลด

ความรอ้ นลงถึงระดบั หน่ึง

แก๊สจะเปล่ียนสถานะเปน็

ของเหลว เรยี กวา่ การ

30 31

3.วเิ คราะห์การเปลย่ี นแปลง - เม่ือผสมสาร 2 ชนดิ ข้นึ ไป เปล่ยี นแปลงทผ่ี ันกลบั ไมไ่ ด้
เช่น การเผาไหม้ การเกดิ
ของ เม่ือเกดิ การ แลว้ มีสารใหมเ่ กิดขึ้น ซ่งึ มี สนมิ

เปล่ยี นแปลงทางเคมี โดย สมบัตจิ ากสารเดมิ หรอื เมอ่ื

ใช้หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ สารชนิดเดยี ว เกดิ การ

เปลยี่ นแปลงแลว้ มสี ารใหม่

เกิดข้ึน การเปลย่ี นแปลงน้ี

เรยี กว่า การเปลยี่ นแปลง

ทางเคมี ซง่ึ สงั เกตไดจ้ ากมีสี

หรอื กลิ่นตา่ งจากสารเดมิ

หรอื มีฟองแกส๊ หรอื มี

ตะกอนเกดิ ขนึ้ หรือมกี าร

เพม่ิ ขนึ้ หรอื ลดลงของ

อุณหภูมิ

4.วเิ คราะห์และระบกุ าร เมือ่ สารเกดิ การ

เปล่ยี นแปลงที่ผันกลบั ได้ เปลี่ยนแปลงแลว้ สารามา

และการเปลย่ี นแปลงที่ผัน รถเปลย่ี นกลับเปน็ สารเดมิ

กลบั ไมไ่ ด้ ได้ เป็นการปลยี่ นแปลงที่

ผนั กลับได้ เช่น การ

หลอมเหลว การกลายเป็น

ไอ การละลาย แตส่ าร

บางอยา่ งเกิดการ

เปลย่ี นแปลง แล้วไม่

สามารถเปลยี่ นกลับเป็น

สารเดิมได้ เป็นการ

32 33

มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชวี ิตประจาวนั ผลของแรงทก่ี ระทา ทางตรงขา้ มกนั สาหรับวตั ถุท่ีอยู่น่งิ
แรงลัพธ์ที่กระทาต่อวตั ถุมคี ่าเปน็ ศนู ย์
ตอ่ วัตถุ ลักษณะการเคล่ือนที่ แบบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมทัง้ นาความรไู้ ปใช้ - การเขยี นแผนภาพของแรงทก่ี ระทา
ตอ่ วัตถสุ ามารถเขยี นไดโ้ ดยใช้ลูกศร
ประโยชน์ โดยหัวลกู ศรแสดงทิศทางของแรง
และความยาวของลูกศรแสดงขนาด
ชั้น ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง ของแรงทกี่ ระทาตอ่ วัตถุ

ป.5 1.อธบิ ายวธิ กี ารหาแรงลัพธ์ - แรงลพั ธเ์ ป็นผลรวมของแรงท่ี

ของแรงหลายแรงในแนว กระทาต่อวัตถุ โดยแรงลัพธข์ องแรง

เดยี วกันทก่ี ระทาต่อวัตถุใน 2 แรงท่กี ระทาต่อวตั ถุเดยี วกันจะมี

กรณที ี่วตั ถุอย่นู ง่ิ จากหลักฐาน ขนาดเทา่ กับผลรวมของแรงท้ังสอง

เชิงประจกั ษ์ เมื่อแรงทง้ั สอง อยใู่ นแนวเดยี วกัน

และมีทิศทางเดียวกัน แต่จะมีขนาด

เท่ากบั ผลตา่ ง

2.เขียนแผนภาพแสดงแรงที่ - แรงลพั ธเ์ ปน็ ผลรวมของแรงท่ี

กระทาตอ่ วตั ถุท่ีอยู่ในแนว กระทาตอ่ วัตถุ โดยแรงลัพธข์ องแรง

เดยี วกนั และแรงลัพธท์ ก่ี ระทา 2 แรงทก่ี ระทาต่อวัตถุเดยี วกันจะมี

ตอ่ วัตถุ ขนาดเทา่ กับผลรวมของแรงทั้งสอง

3. ใช้เครือ่ งชั่งสปรงิ ในการวดั เมื่อแรงทง้ั สอง อยู่ในแนวเดียวกัน

แรงท่กี ระทาต่อวัตถุ และมที ิศทางเดียวกนั แต่จะมีขนาด

เทา่ กับผลต่างของแรงท้งั สองเมอ่ื แรง

ท้งั สอง อยู่ในแนวเดียวกนั แต่มีทศิ

34 35

มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่าย 5. ตระหนักในคุณคา่ พลงั งานมากจะเกิดเสียงดัง
โอนพลงั งาน ปฏสิ มั พนั ธ์ ระหวา่ งสสารและพลังงาน พลงั งานในชวี ติ ประจาวนั
ธรรมชาตขิ องคล่ืน ปรากฏการณ์ทเี่ กยี่ วข้องกบั เสยี ง แสง และคล่นื แม่เหล็กไฟฟ้า ของความรเู้ ร่อื งระดบั แต่ถ้าแหลง่ กาเนดิ เสียงสั่น
รวมทั้งนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
เสยี งโดยเสนอแนะ ดว้ ยพลงั งานน้อยจะเกิด
ชัน้ ตวั ชวี้ ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
แนวทางในการ เสยี งคอ่ ย

หลีกเลย่ี งและลดมลพิษ

ป.5 1. อธิบายการไดย้ นิ - การได้ยินเสยี งน้นั ตอ้ ง ทางเสียง
เสยี งผ่านตัวกลาง จาก อาศยั ตวั กลางโดยอาจเป็น
หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ ของแขง็ ของเหลว หรือ 6.ตระหนกั ถึงคุณคา่ ของ - เสยี งดงั มาก ๆ เป็น
อากาศ เสียงจะส่งผ่าน
ตัวกลางมายงั หู นา้ โดยนาเสนอแนวทาง อนั ตรายต่อการไดย้ ินและ

การใชน้ า้ อยา่ งประหยัด เสียงทก่ี ่อให้เกดิ ความ

และการอนรุ กั ษ์นา้ ราคาญเปน็ มลพษิ ทางเสยี ง

2. ระบตุ ัวแปร ทดลอง - เสยี งท่ีได้ยินมีระดับสงู ตา่ เดซเิ บลเป็นหน่วยท่บี อกถึง

และอธบิ าย ลกั ษณะ ของเสยี งต่างกันขน้ึ กบั ความดงั ของเสยี ง

และการเกดิ เสยี งสงู ความถ่ขี องการสั่นของ 7. สรา้ งแบบจาลองท่ี - วัฏจักรน้า เป็นการ

เสยี งต่า แหล่งกาเนิดเสียง โดยเม่ือ อธิบายการหมุนเวยี น หมุนเวียนของน้าท่ีมแี บบรูป

3. ออกแบบการทดลอง แหล่งกาเนดิ เสยี งสัน่ ด้วย ของน้าในวฏั จักรนา้ ซา้ เดิม และต่อเน่ืองระหวา่ ง

และอธิบาย ลกั ษณะ ความถ่ตี า่ จะเกดิ เสียงตา่ แต่ น้าในบรรยากาศ น้าผิวดิน

และการเกิดเสยี งดัง ถ้าสนั่ ด้วยความถ่ีสูงจะเกดิ และนา้ ใต้ดิน โดยพฤติกรรม

เสยี งคอ่ ย เสยี งสงู ส่วนเสยี งดงั ค่อยที่ การดารงชวี ติ ของพชื และ

4. วัดระดบั เสยี งโดยใช้ ไดย้ ินขนึ้ กบั พลงั งานการสน่ั สัตวส์ ่งผลต่อ วฏั จกั รน้า

เครือ่ งมอื วัดระดับเสียง ของแหล่งกาเนดิ เสยี ง โดย
เมอื่ แหล่งกาเนิดเสียงสน่ั

36 37

สาระที่ 3 วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ ดาวน้นั ปรากฏ ผู้สงั เกตสามารถใชม้ ือใน
การประมาณค่าของมุมเงยเมือ่ สงั เกตดาว
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกิด และ ในทอ้ งฟ้า
วิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซีดาวฤกษ์ และระบบสุรยิ ะ รวมท้งั ปฏสิ ัมพนั ธ์
ภายในระบบสุรยิ ะที่สง่ ผลต่อสง่ิ มชี ีวิตและการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีอวกาศ

ชั้น ตัวช้วี ัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง

ป.5 1. เปรยี บเทียบความแตกตา่ ง - ดาวทมี่ องเหน็ บนทอ้ งฟ้าอยู่ในอวกาศซึง่

ของดาวเคราะหแ์ ละดาวฤกษ์ เปน็ บรเิ วณท่ีอยู่นอกบรรยากาศของโลกมี

จากแบบจาลอง ท้ังดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์เปน็

แหล่งกาเนดิ แสงจงึ สามารถมองเหน็ ได้

ส่วนดาวเคราะห์ ไมใ่ ชแ่ หลง่ กาเนดิ แสง แต่

สามารถมองเห็นไดเ้ น่อื งจากแสงจากดวง

อาทติ ย์ตกกระทบดาวเคราะห์แล้วสะท้อน

เขา้ สู่ตา

2 ใชแ้ ผนทีด่ าวระบุ.ตาแหนง่ -การมองเหน็ กลุ่มดาวฤกษม์ รี ูปรา่ งต่าง ๆ

และเส้นทาง การขนึ้ และตกของ เกิดจากจินตนาการของผสู้ ังเกต กลุ่มดาว

กลมุ่ ดาวฤกษ์บนทอ้ งฟา้ และ ฤกษ์ต่าง ๆ ทปี่ รากฏในทอ้ งฟ้าแตล่ ะกลมุ่ มี

อธบิ ายแบบรปู เสน้ ทางการขึน้ ดาวฤกษ์แตล่ ะดวงเรยี งกันทต่ี าแหน่งคงท่ี

และตก ของกลุ่มดาวฤกษบ์ น และมเี ส้นทางการขึ้นและตกตามเสน้ ทาง

ท้องฟ้าในรอบปี เดิมทกุ คนื ซึง่ จะปรากฏตาแหนง่ เดมิ การ

สังเกตตาแหน่งและการขนึ้ และตกของดาว

ฤกษแ์ ละกลมุ่ ดาวฤกษส์ ามารถทาไดโ้ ดยใช้

แผนที่ดาว ซง่ึ ระบมุ มุ ทิศและมมุ เงยท่กี ลุม่

38 39

มาตรฐาน ว 3.2 เขา้ ใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก 2. ตระหนักถงึ คุณค่าของนา้ โดย - น้าจดื ท่มี นษุ ยน์ ามาใช้ได้มี

กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลกและบนผิวโลก ธรณพี บิ ัติภยั กระบวนการ นาเสนอแนวทาง การใชน้ า้ ปริมาณนอ้ ยมาก จึงควรใช้น้าอยา่ ง

เปลี่ยนแปลงลมฟา้ อากาศและภมู อิ ากาศโลกรวมทง้ั ผลต่อสิง่ มีชวี ิตและ อย่างประหยัดและการอนรุ ักษ์ ประหยัดและรว่ มกนั อนรุ ักษ์น้า

สง่ิ แวดล้อม น้า

ชนั้ ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง 3. สรา้ งแบบจาลองที่อธบิ าย - วัฏจักรน้า เปน็ การหมุนเวยี นของ

ป.5 1. เปรียบเทยี บปริมาณน้าในแต่ - โลกมที งั้ น้าจืดและน้าเคม็ ซึ่งอยใู่ น การหมนุ เวยี น ของนา้ ในวัฏจักร น้าทีม่ แี บบรูป ซา้ เดิม และต่อเนอ่ื ง

ละแหล่ง และระบุปริมาณน้าที่ แหลง่ นา้ ต่าง ๆ ทีม่ ีทง้ั แหลง่ น้าผวิ นา้ ระหวา่ งนา้ ในบรรยากาศ น้าผิวดนิ

มนุษยส์ ามารถนามาใช้ ดนิ เช่น ทะเล มหาสมทุ ร บงึ และน้าใตด้ ิน โดยพฤติกรรมการ

ประโยชน์ได้ จากข้อมลู ท่ี แม่นา้ และแหล่งน้าใต้ดนิ เช่น น้า ดารงชีวิตของพชื และสตั ว์ส่งผล

รวบรวมได้ ในดนิ และน้าบาดาล นา้ ท้งั หมด ต่อวฏั จกั รน้า

ของโลกแบ่งเปน็ น้าเค็มประมาณ 4. เปรยี บเทียบกระบวนการเกิด ไอน้าในอากาศจะควบแนน่ เป็น

ร้อยละ 97.5ซ่ึงอยใู่ นมหาสมุทร เมฆ หมอก นา้ ค้าง และน้าคา้ ง ละอองนา้ เล็ก ๆ โดยมลี ะอองลอย

และแหลง่ นา้ อ่นื ๆ และท่ีเหลืออีก แข็ง จากแบบจาลอง เชน่ เกลอื ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้

ประมาณร้อยละ 2.5 เปน็ น้าจืด ถ้า เป็นอนุภาคแกนกลาง เมอ่ื ละออง

เรียงลาดับปรมิ าณนา้ จืดจากมากไป นา้ จานวนมากเกาะกลมุ่ รวมกัน

น้อยจะ ลอยอยู่สงู จากพ้นื ดินมาก เรียกว่า

อยูท่ ี่ ธารน้าแขง็ และพดื น้าแข็ง นา้ เมฆ แต่ละอองนา้ ทเ่ี กาะกลุม่

ใต้ดนิ ชั้นดินเยอื กแขง็ คงตัวและ รวมกนั อยใู่ กลพ้ ื้นดนิ เรียกวา่ หมอก

นา้ แขง็ ใต้ดนิ ทะเลสาบ ความชื้นใน ส่วนไอน้าท่คี วบแน่นเป็นละอองน้า

ดนิ ความชื้นในบรรยากาศ บึง เกาะอย่บู นพื้นผวิ วัตถใุ กลพ้ นื้ ดนิ

แมน่ า้ และน้าในสิ่งมีชวี ิต เรียกว่า นา้ คา้ ง ถ้าอุณหภมู ิ ใกล้

40 41

5. เปรยี บเทยี บกระบวนการ พนื้ ดนิ ตา่ กวา่ จดุ เยือกแข็ง นา้ คา้ งก็ สาระท่ี 4 เทคโนโลยี
เกดิ ฝน หิมะ และลกู เหบ็ จาก จะกลายเป็นนา้ ค้างแข็ง
ข้อมลู ทีร่ วบรวมได้ - ฝน หมิ ะ ลูกเห็บ เปน็ หยาดนา้ ฟา้ มาตรฐาน ว 4.1 เขา้ ใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยเี พ่ือการดารงชีวิตในสงั คมท่ีมี
ซง่ึ เปน็ น้าทีม่ สี ถานะต่างๆ ท่ีตกจาก การเปล่ยี นแปลง อย่างรวดเร็ว ใชค้ วามรู้และทักษะทางด้านวทิ ยาศาสตร์
ฟ้าถงึ พนื้ ดิน ฝน เกิดจากละอองน้า คณติ ศาสตร์ และศาสตร์อ่นื ๆ เพื่อแก้ปญั หาหรือ พฒั นางานอยา่ งมีความคิด
ในเมฆท่รี วมตัวกันจนอากาศไม่ สร้างสรรค์ดว้ ยกระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม เลอื กใช้เทคโนโลยอี ยา่ ง
สามารถ เหมาะสมโดยคานงึ ถงึ ผลกระทบต่อชวี ิต สงั คม และส่ิงแวดลอ้ ม

ช้ัน ตัวช้วี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.5 -

-

42 43

มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใชแ้ นวคิดเชิงคานวณในการแก้ปญั หาท่ีพบ ในชวี ติ เรขาคณติ ตามค่าข้อมูล
เขา้
จรงิ อย่างเปน็ ขั้นตอนและเปน็ ระบบใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สารใน การจดั ลาดบั การทางาน
บ้านในช่วงวันหยดุ จดั
การเรียนรู้ การทางาน และการแกป้ ญั หาได้อย่างมี ประสทิ ธิภาพ รูเ้ ท่าทันและมี วางของในครัว

จริยธรรม

ชนั้ ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนรู้

แกนกลาง

ป.5 1.ใช้เหตผุ ลเชงิ ตรรกะ • การใช้เหตุผลเชงิ 2 ออกแบบ และเขยี น •การออกแบบโปรแกรม
โปรแกรมทีม่ ีการใช้ สามารถทาได้โดยเขยี น
ในการแก้ปญั หาการ ตรรกะเป็นการนา เป็น
เหตผุ ลเชิง ข้อความหรือผังงาน
อธิบาย การทางาน การ กฎเกณฑ์ หรือเงื่อนไขท่ี ตรรกะอย่างง่าย •การออกแบบและเขยี น
ตรวจหาขอ้ ผดิ พลาด โปรแกรมท่มี ีการ
คาดการณ์ผลลัพธ์ จาก ครอบคลุมทกุ กรณีมาใช้ และแก้ไข ตรวจสอบเงอื่ นไขท่ี
ครอบคลุมทกุ กรณี
ปัญหาอยา่ งง่าย พจิ ารณาในการ เพอ่ื ให้ได้ผลลพั ธท์ ี่
ถกู ต้อง ตรงตามความ
แกป้ ญั หาการอธิบาย ตอ้ งการ
•หากมีข้อผดิ พลาดให้
การทางาน หรือการ ตรวจสอบการทางานที
ละคาสง่ั
คาดการณผ์ ลลพั ธ์

• สถานะเร่มิ ตน้ ของการ

ทางานท่ีแตกต่างกนั จะ

ให้ผลลพั ธท์ แ่ี ตกต่างกนั

• ตวั อย่างปญั หา เชน่

เกม Sudoku โปรแกรม

ทานายตวั เลข

โปรแกรมสรา้ งรูป

44 45

เม่อื พบจุดท่ที าใหผ้ ล •ซอฟต์แวรท์ ใ่ี ช้ในการ
ลพั ธ์ไม่ถูกต้องให้ทา เขียนโปรแกรม เช่น
Scratch, logo
การแก้ไจนกว่า
จะไดผ้ ลลพั ธ์ที่ถกู ต้อง 3.ใชอ้ ินเทอร์เน็ตคน้ หา •การค้นหาข้อมลู ใน
•การฝกึ ตรวจหา ข้อมูลตดิ ต่อสื่อสารและ อนิ เทอรเ์ นต็ และการ
ข้อผิดพลาดจาก ทางานร่วมกนั ประเมิน พจิ ารณาผล
โปรแกรมของผอู้ ื่น ความนา่ เชือ่ ถือของ การค้นหา
จะช่วยพฒั นาทกั ษะการ ขอ้ มูล •การตดิ ต่อส่ือสารผา่ น
หาสาเหตุของปัญหาได้ อนิ เทอรเ์ น็ต เช่น อเี มล
ดีย่ิงขนึ้ บล็อก
•ตวั อยา่ งโปรแกรม เช่น •การค้นหาข้อมลู ใน
โปรแกรมตรวจสอบเลข อนิ เทอร์เน็ต และการ
คู่ เลขค่ี โปรแกรมรบั พจิ ารณาผล
ข้อมูลนา้ หนักหรอื การคน้ หา
•การติดต่อส่ือสารผ่าน
สว่ นสูง แล้ว อนิ เทอร์เน็ต เช่น อเี มล
แสดงผลความสมสว่ น บลอ็ ก โปรแกรม
ของรา่ งกาย โปรแกรม สนทนา
สัง่ ใหต้ ัวละครทาตาม
เงอ่ื นไขที่กาหนด

46 47

•การเขยี นจดหมาย • ขอ้ มูลทีด่ ีต้องมี
(บรู ณาการกบั วิชา รายละเอียดครบทุกดา้ น
ภาษาไทย) เชน่ ข้อดแี ละขอ้ เสยี
•การใชอ้ ินเทอรเ์ นต็ ใน ประโยชน์และโทษ
การติดต่อส่อื สารและ
ทางานรว่ มกัน เชน่ ใช้ 4. รวบรวม ประเมนิ •การรวบรวมขอ้ มลู
นัดหมายในการประชุม นาเสนอข้อมลู และ ประมวลผล สรา้ ง
กล่มุ ประชาสมั พนั ธ์ สารสนเทศ ตาม ทางเลือก
กจิ กรรมในห้องเรียน วตั ถุประสงค์โดยใช้ ประเมนิ ผล จะทาให้ได้
การแลกเปลยี่ นความรู้ ซอฟต์แวร์หรอื บรกิ าร สารสนเทศเพ่ือใชใ้ นการ
ความคดิ เห็นในการ บนอินเทอร์เนต็ ที่ แกป้ ญั หาหรือการ
เรยี น ภายใต้การดูแล หลากหลายเพอื่ ตดั สินใจได้อย่างมี
ของครู แกป้ ญั หาใน ประสทิ ธภิ าพ
•การประเมนิ ความ ชวี ติ ประจาวนั •การใช้ซอฟตแ์ วร์หรอื
น่าเชื่อถอื ของข้อมลู บรกิ ารบนอนิ เทอรเ์ นต็
เชน่ เปรียบเทียบ ความ ท่ีหลากหลายในการ
สอดคลอ้ ง สมบรู ณข์ อง รวบรวม ประมวลผล
ขอ้ มูลจาก สร้างทางเลอื ก
หลายแหล่ง แหลง่ ต้น ประเมนิ ผล นาเสนอ จะ
ตอของข้อมูล ผเู้ ขียน ช่วยให้การแกป้ ญั หาทา
วันท่ีเผยแพรข่ ้อมลู

48 49

ไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ ถูกต้อง เม่อื พบข้อมูลหรอื บุคคล (บูรณาการกบั วชิ าท่ี

และแม่นยา ที่ไมเ่ หมาะสม เกยี่ วขอ้ ง)

•ตัวอย่างปัญหา เช่น

ถา่ ยภาพ และสารวจ (แหลง่ อา้ งองิ :สาระการเรยี นรู้และตวั ชี้วดั วิชาวิทยาศาสตร์ ป.1-6)

แผนที่

ในท้องถิ่นเพื่อนาเสนอ

แนวทางในการจัดการ

พืน้ ที่ว่างใหเ้ กดิ

ประโยชน์ ทาแบบ

สารวจความคิดเห็น

ออนไลน์ และวิเคราะห์

ข้อมูล นาเสนอข้อมูล

โดยการใช้ blog หรอื

web page

5. ใช้เทคโนโลยี •อนั ตรายจากการใช้งาน

สารสนเทศอยา่ ง และอาชญากรรมทาง

ปลอดภัยมีมารยาท อนิ เทอร์เน็ต

เข้าใจสทิ ธิและหนา้ ที่ • มารยาทในการ

ของตน เคารพในสทิ ธิ ติดต่อสอ่ื สารผา่ น

ของผู้อ่นื แจ้งผูเ้ กย่ี วข้อง อินเทอรเ์ นต็

50 51

12.คาอธิบายรายวชิ าและโครงสร้างรายวชิ าพื้นฐาน รหัสตวั ชว้ี ดั
ว 1.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5 ว 1.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.
คาอธิบายรายวิชาพื้นฐาน 5/4, ป.5/5
ว 3.1 ป.5/1, ป.5/2
วิทยาศาสตร์5 กลมุ่ สาระการเรยี วิทยาศาสตร์ ว 4.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4 ว 4.2 ป.5/1
ว 5.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4
ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ ี่ 5 เวลา 80 (หรือ120)ชั่วโมง ว 6.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4
ว 7.1 ป.5/1
ศึกษาวเิ คราะห์การจาแนกพืชออกเปน็ พชื ดอกและพชื ไมม่ ีดอก ลกั ษณะ ว 8.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5, ป.5/6 ป.5/7 ป.5/8
รวมท้งั หมด 34 ตวั ช้ีวดั
ภายนอกของพืชดอกทเี่ ปน็ พชื ใบเลยี้ งเดียวและพชื ใบเล้ียงกู่ การจาแนกสตั ว์เปน็ (แหลง่ อ้างอิง: สสวท.สาขาวิทยาศาสตรป์ ระถมศึกษา สถาบันสง่ เสรมิ การสอน
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี )
สัตว์มกี ระดูกสนั หลงั และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง การถ่ายทอดลักษณะทาง

พนั ธุกรรมของสิง่ มชี ีวติ สมบัติของวสั ดเุ กี่ยวกับ ความแขง็ ความเหนียว สภาพ

ยืดหยุน่ การนาความร้อน การนาไฟฟา้ และความหนาแน่น การนาวสั ดุไปใช้ใน

ชีวติ ประจาวัน ความคนั อากาศ ความดนั ของของเหลว แรงพยุงของของเหลว

แรงเสียดทานและการนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์ การเกิดเสียง การเคลอ่ื นทข่ี อง

เสียง ระดับเสยี ง ความดงั ของเสยี ง มลภาวะทางเสยี ง การเกิดเมฆ หมอก นา้ คา้ ง

ฝนและลูกเห็บ วฏั จกั รนา้ การสร้างเคร่ืองมืออย่างงา่ ยวดั อุณหภูมิความชนื้ ความ

กดอากาศ การเกดิ ลม ประโยชนข์ องลม การเกดิ ทิศ และปรากฏ การณก์ ารขนึ้ -

ตกของดวงดาว ท้ังนโ้ี ดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้

การสารวจตรวจสอบ การสืบก้นั ขอ้ มูลและการอภิปราย เพ่ือใหเ้ กดิ ความรู้

ความคิดความเขา้ ใจ สามารถสื่อสารสิ่งทเี่ รียนรู้ มคี วามสามารถในการตดั สินใจ

นาความรูไ้ ปใชใ้ นชวี ิตประจาวัน มจี ิตวทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรมและ

ค่านยิ มท่ีเหมาะสม

52 53

โครงสรา้ งรายวิชา แหลง่ อา้ งองิ : สสวท.สาขาวิทยาศาสตรป์ ระถมศึกษา สถาบันสง่ เสริมการสอน
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี )
รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ 5 ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 5
13. กระบวนการจดั การเรียนรู้
รหัสวชิ า ว15101 เวลา 80(หรอื 120) ชวั่ โมง / ปี
การจัดการเรียนร้เู ปน็ กระบวนการสาคญั ในการนาหลักสตู รสกู่ ารปฏบิ ตั ิ
ช่ือหนว่ ยการเรยี นรู้ ตัวชว้ี ดั จานวน น้าหนัก หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน เปน็ หลกั สูตรท่ีมมี าตรฐานการเรยี นรู้
สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี นและคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์เปน็ เปา้ หมายสาคญั
(ช่ัวโมง) คะแนน สาหรบั พฒั นาเด็กและเยาวชนผ้สู อนตอ้ งพยายามตัดสรรกระบวนการเรียนรู้
จดั การเรยี นรู้ เพื่อพฒั นาผู้เรียนให้มคี ณุ ภาพตามมาตรฐานการเรียนรทู้ ้งั 8 กลุม่
สงิ่ มชี วี ติ และ ว 1.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, สาระเรยี นรู้ รวมทั้งปลกู ฝังเสริมสรา้ งคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ พัฒนาทกั ษะ
ตา่ งๆ อันเปน็ สมรรถนะสาคัญที่ต้องการให้เกิดแก่ผ้เู รยี น
สิ่งไม่มชี ีวติ ป.5/4, ป.5/5
1. หลักการจัดการเรยี นร้กู ารจัดการเรยี นรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้
พันธกุ รรมของพืชและ ว 1.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ความสามารถตามมาดรฐานการเรียนร้สู มรรถนะสาคัญและคณุ ลักษณะอนั พงึ
ประสงค์ตามทกี่ าหนดไว้ในหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐานโดยยึดหลกั ว่า
สตั ว์ ป.5/4, ป.5/5 ผู้เรยี นมีความสาคญั ทส่ี ดุ เชอ่ื วา่ ทุกคนมีความสามารถเรยี นรู้และพฒั นาตนเองได้
ยดึ ประโยชนท์ ีเ่ กดิ กับผูเ้ รียน กระบวนการจัดการเรยี นรตู้ ้องสง่ เสริมใหผ้ เู้ รียน
สถานะของสาร ว 3.1 ป.5/1, ป.5/2 สามารถพฒั นาตามธรรมชาติและเตม็ ตามศักยภาพ คานึงถึงความแตกตา่ ง
ระหวา่ ง
แรง ว 4.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3,
2. กระบวนการเรียนร้บู คุ คลและพฒั นาการทางสมอง เน้นให้
ป.5/4 ว 4.2 ป.5/1 ความสาคญั ทั้งความรู้ และคุณธรรมการจดั การเรยี นรูท้ เี่ น้นผูเ้ รียนเปน็ สาคญั
ผู้เรียนจะต้องอาศยั กระบวนการเรยี นรูท้ ีห่ ลากหลาย เป็นเคร่อื งมือทีจ่ ะนาพา
เสยี ง ว 5.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3,

ป.5/4

ดาว ว 6.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3,

ป.5/4

นา้ และการ ว 7.1 ป.5/1

เปลย่ี นแปลง

วทิ ยาการคานวณ ว 8.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3,

ป.5/4, ป.5/5, ป.5/6 ป.5/7

ป.5/8

รวม 34 120 100

54 55

ตนเองไปสูเ่ ปา้ หมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรูท้ จี่ าเป็นสาหรับผูเ้ รยี น 2) กาหนดเปา้ หมายทตี่ ้องการใหเ้ กิดขน้ึ กับผเู้ รยี น ด้านความรู้และ
อาทิ กระบวนการเรียนรูแ้ บบ บูรณาการกระบวนการสรา้ งความรู้กระบวนการ ทักษะกระบวนการ ทเ่ี ป็นความตดิ รวบยอดหลักการและความสมั พันธ์ รวมทั้ง
คิด กระบนการทางสงั คม กระบวนการเผชญิ สถานการณแ์ ละแกป้ ัญหา คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
กระบวนการเรียนรจู้ ากประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติ ลงมอื ทาจริง
กระบวนการจดั การ กระบวนการวิจัยกระบวนการเรยี นรกู้ ารเรียนรขู้ องตนเอง 3) ออกแบบการเรยี นรูแ้ ละจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่าง
กระบวนการพฒั นาลักษณะนิสยั กระบวนการเหลา่ นี้เปน็ แนวทางในการจดั การ ระหว่างสมอง เพ่ือนาผู้เรยี นไปสู่เป้าหมาย บคุ คลและพฒั นาทางการสมอง
เรยี นรทู้ ี่ผเู้ รยี นควรได้รับการฝึกฝนพฒั นา เพราะจะสามารถช่วยให้ผูเ้ รยี นเกดิ การ
เรียนรู้ได้ดี บรรลุเป้าหมายของหลกั สตู ร ดังนั้นผู้สอนจึงจาเป็นต้องศึกษาทาความ 4) จัดบรรยากาศที่เอือ้ ต่อการเรียนร้แู ละตแู ลชว่ ยเหลือผู้เรียนให้เกิด
เข้าไจในกระบวนการเรยี นรูต้ ่าง ๆ เพื่อให้สามารถเลือกใช้ในการจดั กระบวนการ การเรยี นรู้ จัดเตรียมและเลือกใช้สือ่ ให้เหมาะสมกบั กจิ กรรม นาภูมปิ ญั ญา
เรยี นร้ไู ด้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ ท้องถน่ิ เทคโนโลยที เี่ หมาะสมมาประยุกตใ์ ช้ในการจัดการเรียนการสอน
ประเมินความก้าวหนา้ ของผเู้ รยี นด้วยวธิ กี ารท่หี ลากหลาย เหมาะสมกบั
3. การออกแบบการจดั การเรยี นรู้ผู้สอนตอ้ งศกึ ษาหลกั สตู รสถานศึกษา ธรรมชาติของวิชาและระดับพัฒนาการของผเู้ รยี นวิเคราะห์ผลการประเมนิ มาใช้
ให้เขา้ ใจถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ชว้ี ัดสมรรถนะสาคัญของผู้เรียนคุณลกั ษณะอัน ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผเู้ รยี น รวมทัง้ ปรับปรงุ การจัดการเรยี นการสอนของ
พงึ ประสงค์ แลว้ จึงพจิ ารณาออกแบบการจดั การเรียนรู้โดยเลือกใชว้ ิธีสอนและ ตนเอง
เทคนคิ การสอน สอ่ื /แหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล เพ่อื ให้ผเู้ รยี นพฒั นา
เตม็ ตามศักยภาพและบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ซ่งึ เปน็ เปา้ หมายทก่ี าหนด 4.2 บทบาทของผูเ้ รียน
1) กาหนดเปา้ หมาย วางแผน่ และรับผดิ ชอบการเรยี นรู้ของตนเอง
4. บทบาทของผู้สอนและผู้เรียนการจัดการเรยี นรเู้ พ่ือใหผ้ ้เู รียนมี 2) เสาะแสวงหาดวามรู้ เข้าถึงแหลง่ การเรยี นรู้ วิเคราะห์ สงั เคราะห์
คณุ ภาพตามเป้าหมายของหลักสูตร ท้งั ผสู้ อนและผู้เรยี นควรมบี ทบาท ดังน้ี
ขอ้ ความรูต้ ัง้ คาถาม ตดิ หาคาตอบหรือหาแนวทางแกป้ ญั หาดว้ ยวธิ ีการต่างๆ
4.1 บทบาทของผ้สู อน 3) ลงมอื ปฏิบตั ิจรงิ สรปุ ส่ิงที่ไดเ้ รียนรู้ดว้ ยตนเอง และนาความรู้ไป
1) ศึกษาวเิ คราะห์ผเู้ รียนเปน็ รายบคุ คล แลว้ นาข้อมูลมาใช้ในการ
ประยุกต์ใชใ้ นสถานการณ์ต่างๆ
วางแผนการจดั การเรียนรู้ทท่ี ้าทายความสามารถของผ้เู รยี น 4) มีปฏสิ มั พันธ์ ทางาน ทากิจกรรมรว่ มกบั กลุ่มและครู
5) ประเมินและพัฒนากระบวนการเรยี นรู้ของตนเองอยา่ งต่อเน่ือง

56 57

14. สอื่ แหละแหลง่ เรียนรู้ 3. เลือกและใชส้ อ่ื การเรยี นรู้ทมี่ คี ณุ ภาพ มคี วามเหมาะสม มคี วาม
หลากหลาย สอดคล้องกบั วธิ กี าร เรยี นรู้ธรรมชาติของสาระการเรียนรู้และความ
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยไี ดจ้ ัดทาสื่อและจดั ให้มี แตกต่างระหวา่ งบุคคลของผเู้ รียน
แหล่งเรยี นรู้ ตามหลกั การ และนโยบายของการจดั การศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน ดังน้ี สื่อ
การเรียนรู้เป็นเครื่องมือสง่ เสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนรใู้ ห้ผูเ้ รยี น 4. ประเมนิ คุณภาพของส่ือการเรยี นรูท้ เ่ี ลอื กใช้อย่างเป็นระบบ
เขา้ ถงึ ความรู้ ทกั ษะกระบวนการ และคุณลกั ษณะตามมาตรฐานของหลักสตู รได้ 5. ศึกษาค้นควา้ วจิ ยั เพอื่ พัฒนาส่อื การเรียนร้ใู ห้สอดคล้องกับ
อย่างมีประสิทธิภาพ สือ่ การเรียนรูม้ ี หลากหลายประเภท ทงั้ สอ่ื ธรรมชาตสิ อ่ื กระบวนการเรยี นรู้ของผ้เู รียน
ส่ิงพมิ พ์สอื่ เทคโนโลยแี ละเครือข่ายการเรียนรตู้ า่ ง ๆ ท่ีมใี นท้องถ่นิ การเลือกใช้ 6. จัดใหม้ กี ารกากับ ติดตาม ประเมนิ คุณภาพและประสทิ ธิภาพเกยี่ วกบั
ส่อื ควรเลอื กใหม้ ีความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และลีลาการเรียนรทู้ ่ี สอื่ และการใช้สือ่ การเรยี นรู้ เปน็ ระยะ ๆ และสม่าเสมอ ในการจดั ทาการเลอื กใช้
หลากหลายของผู้เรยี น การจัดหาสอ่ื การเรยี นรู้ผ้เู รียนและผูส้ อนสามารถจัดทา และการประเมนิ คุณภาพสื่อการเรยี นรู้ท่ใี ช้ในสถานศึกษาควรคานงึ ถึง หลักการ
และพัฒนาขึน้ เอง หรอื ปรบั ปรุงเลือกใช้อยา่ งมีคณุ ภาพ จากสื่อตา่ ง ๆ ที่มีอยู่ สาคัญของส่อื การเรยี นรเู้ ช่น ความสอดคล้องกับหลกั สูตรวตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้
รอบตวั เพ่ือนามาใชป้ ระกอบในการจดั การเรยี นรทู้ ่สี ามารถสง่ เสรมิ และสือ่ สารให้ การออกแบบ กจิ กรรมการเรียนรูก้ ารจดั ประสบการณ์ใหผ้ ู้เรียน เนือ้ หามคี วาม
ผู้เรยี น เกดิ การเรียนรโู้ ดยสถานศกึ ษาควรจัดให้มีอยา่ งพอเพยี ง เพื่อพฒั นาให้ ถกู ต้องและทันสมัยไม่กระทบความมน่ั คง ของชาติไม่ขดั ต่อศีลธรรม มกี ารใช้
ผู้เรยี น เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จรงิ สถานศึกษา เขตพนื้ ท่ีการศกึ ษา หน่วยงานที่ ภาษาทถ่ี ูกตอ้ ง รปู แบบการนาเสนอทเ่ี ข้าใจงา่ ยและนา่ สนใจ
เกยี่ วขอ้ งและผู้มหี นา้ ท่จี ัดการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน ควรดาเนินการ ดังน้ี
15. การวัดและประเมนิ ผล
1. จดั ให้มแี หล่งการเรียนรศู้ นู ยส์ ื่อการเรียนร้รู ะบบสารสนเทศการเรยี นรู้
และเครือขา่ ยการเรยี นรทู้ ่ี มีประสทิ ธิภาพทั้งในสถานศึกษาและในชมุ ชน เพื่อ การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรขู้ องผ้เู รยี นต้องอยู่บนหลักการพนื้ ฐาน
การศึกษาค้นคว้าและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การ เรียนร้รู ะหว่าง สองประการคือ การประเมินเพอื่ พัฒนาผูเ้ รียนและเพ่ือตัดสินผลการเรียน ในการ
สถานศกึ ษา ท้องถ่ิน ชมุ ชน สังคมโลก พฒั นาคณุ ภาพการเรียนของผูเ้ รียนใหป้ ระสบผลสาเร็จนั้น ผเู้ รยี นจะต้องไดร้ ับ
การพัฒนาและประเมนิ ตามตัวชีว้ ดั เพอื่ ใหบ้ รรลุตามาตรฐานการเรยี นรู้ สะท้อน
2. จัดทาและจัดหาสอ่ื การเรียนรูส้ าหรับการศึกษาค้นควา้ ของผ้เู รียน สมรรถนะสาคัญ และคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ของผู้เรยี นซึง่ เป็นเป้าหมายหลัก
เสริมความรใู้ ห้ผสู้ อน รวมท้ัง จัดหาสิ่งที่มอี ยู่ในท้องถ่ินมาประยกุ ต์ใช้เปน็ สื่อการ ในการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรูใ้ นทกุ ระดับไมว่ า่ จะเปน็ ระดับชนั้ เรยี นระดับ
เรยี นรู้

58 59

สถานศกึ ษา ระดบั เขตพ้ืนที่การศกึ ษา และระดับชาติ การวัดและประเมินผลการ 2. การประเมนิ ระดบั สถานศึกษา
เรยี นรเู้ ป็นกระบวนการพฒั นาคณุ ภาพผู้เรยี น โดยใชผ้ ลการประเมนิ เป็นข้อมลู เปน็ การตรวจสอบผลการเรยี นของผู้เรยี นเปน็ รายป/ี รายภาค ผลการ
และสารสนเทศท่ีแสดงพฒั นาการ ความก้าวหนา้ และความสาเร็จทางการเรียน
ของผู้เรยี น ตลอดจนข้อมูลทเี่ ปน็ ประโยชน์ตอ่ การส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี นเกิดการ ประเมินการอา่ น คดิ วิเคราะห์และเขยี น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกจิ กรรม
พฒั นาและเรียนรู้อย่างเต็มตามศกั ยภาพการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ แบง่ พฒั นาผ้เู รียน และเปน็ การประเมินเกย่ี วกบั การจัดการศึกษาของสถานศึกษา วา่
ออกเป็น 4 ระดบั ได้แก่ ระดับชั้นเรยี น ระดบั สถานศึกษา ระดบั เขตพ้นื ท่ี ส่งผลต่อการเรียนรขู้ องผู้เรยี นตามเปา้ หมายหรือไม่ ผเู้ รยี นมีส่ิงทีต่ ้องการพฒั นา
การศึกษา และระดบั ชาติ มรี ายละเอยี ด ดังนี้ ในด้านใด รวมท้ังสามารถนาผลการเรียนของผเู้ รยี นในสถานศกึ ษาเปรยี บเทยี บ
กบั เกณฑร์ ะดับชาติ และระดับเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษาผลการประเมนิ ระดับ
1. การประเมินระดบั ชน้ั เรยี น สถานศกึ ษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศ เพ่ือการปรับปรงุ นโยบาย หลักสูตร
เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจดั การเรียนรู้ ผสู้ อน โครงการ หรือวธิ กี ารจดั การเรียนการสอน ตลอดจนเพือ่ การจัดทาแผนพัฒนา
คณุ ภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามแนวทางการประกนั คุณภาพการศึกษา
ดาเนนิ การเป็นปกติและสมา่ เสมอในการจัดการเรยี นการสอน ใช้เทคนิคการ และการรายงานผลการจดั การศึกษาต่อคณะกรรมการสถานศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน
ประเมนิ อย่างหลากหลาย เช่นการซกั ถาม การสงั เกต การตรวจการบา้ น การ สานักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษา สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน
ประเมนิ โครงงาน การประเมินชิ้นงานภาระงานแฟ้มสะสมงาน การใช้ ผู้ปกครองและชุมชน
แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผ้ปู ระเมนิ เองหรอื เปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นประเมนิ
ตนเอง เพื่อนประเมนิ เพ่อื น ผู้ปกครองร่วมประเมินการประเมินระดับชัน้ เรียน 3. การประเมนิ ระดับเขตพื้นท่ีการศกึ ษา
เป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการความกา้ วหนา้ ในการเรียนรู้ อันเปน็ ผล เปน็ การประเมินคุณภาพผ้เู รยี นในระดบั เขตพน้ื ที่การศึกษาตาม
มาจากการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากนอ้ ยเพยี งใดมีส่งิ ที่
จะตอ้ งไดร้ บั การพฒั นาปรบั ปรุงและสง่ เสรมิ ในด้านใด นอกจากน้ยี งั เปน็ ข้อมูลให้ มาตรฐานการเรียนร้ตู ามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน เพ่ือใช้เป็น
ผู้สอนใช้ปรับปรุงการเรยี นการสอนของตนด้วยทัง้ นี้โดยสอดคล้องกบั มาตรฐาน ขอ้ มูลพนื้ ฐานในการพฒั นาคุณภาพการศึกษาของเขตพื้นที่การศกึ ษา ตามภาระ
การเรยี นรู้และตวั ชีว้ ัด ความรบั ผดิ ชอบ สามารถดาเนินการโดยประเมนิ คณุ ภาพผู้เรียนดว้ ยวธิ ีการและ
เครอื่ งมือที่เป็นมาตรฐานทจี่ ดั ทาและดาเนนิ การโดยเขตพน้ื ที่การศึกษา หรือด้วย
ความรว่ มมือกับหน่วยงานต้นสงั กัด และหรือหนว่ ยงานทเี่ กี่ยวขอ้ งนอกจากนี้ยงั

60 61

ไดจ้ ากการตรวจสอบทบทวนข้อมูลจากการประเมนิ ระดับสถานศึกษาในเขตพืน้ ท่ี แนวปฏิบัตทิ ่ีเป็นขอ้ กาหนดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน เพื่อให้
การศกึ ษา บคุ ลากรท่ีเกีย่ วข้องทกุ ฝา่ ยถือปฏิบตั ิรว่ มกนั

4. การประเมนิ ระดับชาติ 16. เกณฑก์ ารวัดและประเมนิ ผลการเรยี น
เปน็ การประเมนิ คุณภาพผ้เู รยี นในระดับชาตติ ามมาตรฐานการเรยี นรู้
ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน สถานศึกษาต้องจดั ให้ผู้เรียนทุกคน 1. การตัดสิน การใหร้ ะดับ และการรายงานผลการเรียน
ทเ่ี รียนในชั้นประถมศึกษาปที ี่ 3ชน้ั ประถมศึกษาปีที่6 เข้ารับการประเมินผลจาก 1.1 การตดั สินผลการเรยี นในการตดั สินผลการเรยี นของกลุ่มสาระ
การประเมินใช้เปน็ ข้อมลู ในการเทยี บเคียงคณุ ภาพการศึกษาในระดับต่างๆ เพ่ือ
นาไปใช้ในการวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศกึ ษา ตลอดจนเป็นข้อมูล การเรียนรู้ การอ่าน คดิ วเิ คราะห์และเขียนคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ และ
สนบั สนนุ การตดั สนิ ใจในระดับนโยบายของประเทศข้อมลู การประเมนิ ในระดับ กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี นน้ัน ผู้สอนต้องคานงึ ถึงการพัฒนาผูเ้ รียนแตล่ ะคนเป็นหลัก
ต่าง ๆ ข้างตนั เป็นประโยชนต์ ่อสถานศึกษาในการตรวจสอบทบทวนพฒั นา และต้องเกบ็ ข้อมูลของผเู้ รียนทกุ ดา้ นอยา่ งสม่าเสมอ และต่อเน่อื งในแต่ละภาค
คุณภาพผู้เรยี น ถือเป็นภาระความรับผิดชอบของสถานศึกษาท่จี ะต้องจัดระบบ เรยี น รวมท้งั สอนซ่อมเสรมิ ผูเ้ รียนใหพ้ ัฒนาจนเต็มตามศักยภาพ
ดูแลช่วยเหลือ ปรับปรุงแกไ้ ข ส่งเสรมิ สนบั สนุนเพ่อื ใหผ้ เู้ รียนไดพ้ ัฒนาเต็มตาม ระดับประถมศึกษา
ศกั ยภาพบนพื้นฐานความแตกตา่ งระหว่างบุคคลท่จี าแนกตามสภาพปัญหาและ
ความต้องการ ได้แก่ กล่มุ ผู้เรยี นทว่ั ไปกลมุ่ ผ้เู รยี นท่ีมคี วามสามารถพเิ ศษ กลุ่ม 1) ผู้เรยี นตอ้ งมีเวลาเรยี นไม่น้อยกวา่ ร้อยละ 80 ของเวลาเรียน
ผ้เู รียนทม่ี ีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนตา่ กลุ่มผเู้ รยี นทีม่ ปี ญั หาดา้ นวินยั และ ทัง้ หมด
พฤติกรรมกลุ่มผ้เู รยี นท่ปี ฏเิ สธโรงเรียน กลมุ่ ผเู้ รยี นทมี่ ีปัญหาทางเศรษฐกจิ และ
สังคม กลุ่มพิการทางรา่ งกายและสติปัญญา เป็นต้น ขอ้ มูลจากการประเมนิ จงึ 2) ผู้เรยี นตอ้ งไดร้ บั การประเมินทุกตัวช้วี ัด และผ่านตามเกณฑท์ ี่
เป็นหวั ใจของสถานศึกษาในการดาเนนิ การชว่ ยเหลอื ผ้เู รียนได้ทันท่วงที เปิด สถานศึกษากาหนด
โอกาสให้ผู้เรยี นได้รบั การพฒั นาและประสบความสาเรจ็ ในการเรยี นสถานศึกษา
ในฐานะผ้รู บั ผิดชอบจดั การศึกษา จะต้องจัดทาระเบยี บวา่ ด้วยการวัดและ 3) ผูเ้ รยี นตอ้ งไต้รับการตัดสินผลการเรยี นทกุ รายวชิ า
ประเมนิ ผลการเรยี นของสถานศกึ ษาให้สอดคล้อง และเปน็ ไปตามหลักเกณฑแ์ ละ 4)ผู้เรียนต้องไดร้ บั การประเมินและมีผลการประเมินผา่ นตาม
เกณฑ์ทสี่ ถานศึกษากาหนด ในการอา่ น คิดวเิ คราะห์และเขียน คุณลักษณะอนั พึง
ประสงค์ และกจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี นมีขอ้ บกพร่องเพียงเล็กนอ้ ย และสถานศึกษา
พิจารณาเห็นวา่ สามารถพฒั นาและสอนซ่อมเสริมไดใ้ ห้อย่ใู นดลุ พนิ จิ ของ
สถานศึกษาท่จี ะผอ่ นผนั ให้เลื่อนชน้ั ได้ แต่หากผเู้ รียนไม่ผา่ นรายวิชาจานวนมาก

62 63

และมีแนวโน้มว่าจะเปน็ ปัญหาต่อการเรยี นในระดับชั้นที่สูงขึน้ สถานศึกษาอาจ ภาคผนวก
ตงั้ คณะกรรมการพิจารณาใหเ้ รียนซ้าช้นั ได้ ทั้งนใ้ี ห้คานึงถึงวุฒิภาวะและความรู้
ความสามารถของผู้เรยี นเปน็ สาคญั

1.2 การใหร้ ะดับผลการเรียน
ระดบั ประถมศึกษา
ในการตดั สินเพอื่ ใหร้ ะดบั ผลการเรียนรายวชิ า สถานศึกษาสามารถ
ใหร้ ะดับผลการเรียนหรือระดับคณุ ภาพการปฏิบัตขิ องผเู้ รยี น เปน็ ระบบตวั เลข
ระบบตวั อักษร ระบบร้อยละหรือระบบท่ีใชด้ าสาคญั สะท้อนมาตรฐานการ
ประเมินการอา่ น คดิ วเิ คราะห์และเขยี น และคุณลักษณะอันพึงประสงคน์ น้ั ให้มี
ระดับผลการประเมนิ เป็นดเี ยี่ยม ดี ผา่ น และไมผ่ ่านการประเมินกจิ กรรมพฒั นา
ผเู้ รยี น จะต้องพจิ ารณา ท้ังเวลาการเขา้ ร่วมกจิ กรรมการปฏิบัติกจิ กรรมและ
ผลงานของผ้เู รียน ตามเกณฑ์ทส่ี ถานศึกษากาหนด และให้ผลการเขา้ รว่ ม
กจิ กรรมเปน็ ผา่ น และไมผ่ ่าน
1.3 การรายงานผลการเรยี น
การรายงานผลการเรียนเป็นการสื่อสารให้ผู้ปกดรอง และผเู้ รยี น
ทราบความก้าวหนา้ ในการเรียนรขู้ องผู้เรยี น ซง่ึ สถานศึกษาตอ้ งสรปุ ผลการ
ประเมินและจดั ทาเอกสารความกา้ วหน้าในการเรียนร้ขู องผูเ้ รยี น ซ่ึงสถานศึกษา
ตอ้ งสรปุ ผลการประเมนิ และจัดทาเอกสารรายงานให้ผู้ปกครองทราบเปน็ ระยะๆ
หรอื อย่างน้อยภาคเรยี นละ 1 ครงั้ การรายงานผลการเรียนสามารถรายงานเป็น
ระดบั คุณภาพการปฏบิ ัติของผูเ้ รยี นทส่ี ะท้อนมาตรฐานการเรียนรูก้ ลุ่มสาระการ
เรยี นรู้

64 65

ตัวอยา่ งการวัดและประเมินผล (แหล่งอา้ งองิ :หลักสูตรการเรียนการสอน - มวี นิ ยั รับผดิ ชอบ
- ใฝ่เรียนรู้
วิทยาศาสตร์โรงเรยี นพบิ ลู อปุ ถมั ภ)์ - มงุ่ มัน่ ในการทางาน
– มีจิตสาธารณะ
กล่มุ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 1. อตั ราส่วนคะแนน (ระดับ 2. คะแนนสอบกลางปีการศึกษา มีการวดั และ
ประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบ
ประถมศึกษา) คะแนนระหว่างปกี ารศึกษา : สอบปลายปกี ารศึกษา = 70 : 30
คะแนนสอบปลายปกี ารศึกษา
รายการวัด คะแนน มกี ารวัดและประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบ

ระหว่างภาค มีการวดั และประเมินผล ดงั น้ี (70) รวมทั้งภาคเรยี น

1. คะแนนระหวา่ งปีการศึกษา 60 10
30
1.1วัดโดยใช้แบบทดสอบ
100
1.2วัดทักษะ/กระบวนการ/สมรรถนะ (เลือกวดั

ตามแผนการจดั การเรยี นร้)ู

1.2.1 ภาระงานที่มอบหมาย

- การทาใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝึกทักษะ

- การแก้ปญั หาวทิ ยาศาสตร์

- การศึกษาค้นควา้ ทางวิทยาศาสตร์

- การร่วมกิจกรรมการเรียนรู้

1.2.2 แฟม้ สะสมงานวิทยาศาสตร์

1.2.3 โครงงานวทิ ยาศาสตร์

1.2.4 ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และ

สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน

1.3 วดั คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และเจตคติท่ีดี

ต่อวชิ าวิทยาศาสตร์

66 67

ตวั อยา่ งคาอธบิ ายรายวิชา(แหล่งอา้ งอิง:หลักสูตรการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์โรงเรียน อินเทอรเ์ นต็ การใช้อินเทอรเ์ นต็ ค้นหาข้อมูลและการประเมิน ความน่าเช่อื ถอื
พบิ ูลอปุ ถัมภ์) ของข้อมลู อันตรายจากการใช้งานและอาชญากรรมทางอินเทอร์เนต็ โดยใชก้ าร
สืบเสาะหาความรู้การสารวจตรวจสอบ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และ
คาอธบิ ายรายวิชาพ้นื ฐาน ทักษะการ เรียนร้ใู นศตวรรษท่ี 21 การสืบค้นข้อมลู และการอภปิ ราย เพื่อใหเ้ กดิ
ความรคู้ วามคิด ความเข้าใจ สามารถ สอ่ื สารส่งิ ทเ่ี รยี นรมู้ ีความสามารถในการ
กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รายวิชาพ้นื ฐาน ตดั สินใจ การแก้ปัญหา การนาความร้ไู ปใชใ้ นชวี ิตประจาวัน มีจติ วิทยาศาสตร์
จริยธรรม คณุ ธรรม และคา่ นิยมทเ่ี หมาะสม
ว 15101 วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศึกษาปีท่5ี มาตรฐาน/ตวั ชีว้ ดั
ว 1.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4 ว 1.3 ป.5/1, ป.5/2
เวลาเรียน 120 ชั่วโมง (3 ชัว่ โมง/สัปดาห์) จานวน 3.0 หน่วยกติ ว 2.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4
ว 2.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5
ศกึ ษา วเิ คราะห์โครงสรา้ งและลกั ษณะของสิ่งมีชีวิตท่ีเหมาะสมในแตล่ ะ ว 2.3 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5
ว 3.1 ป.5/1, ป.5/2
แหลง่ ท่อี ยู่ความสัมพนั ธ์ ระหวา่ งส่งิ มีชีวติ กบั สง่ิ มชี วี ิตและความสัมพันธ์ระหว่าง ว 3.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5
ว 4.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5
ส่ิงมชี ีวิตกบั สง่ิ ไม่มชี วี ติ การถ่ายทอดลักษณะทาง พนั ธุกรรมของพชื สตั ว์และ รวม 32 ตวั ชีว้ ัด

มนษุ ย์การเปลย่ี นสถานะของสสาร การละลายของสาร ในนา้ การเปล่ียนแปลง

ทางเคมีการเปล่ยี นแปลงท่ผี นั กลับไดแ้ ละผนั กลับไมไ่ ด้แรงลัพธ์แรงเสียดทาน การ

ได้ยินเสียงผา่ นตัวกลาง ลักษณะและการเกิดเสียงสูง เสยี งตา่ เสยี งดัง และเสยี ง

ค่อย ระดับเสยี งและมลพิษทางเสยี ง ความแตกตา่ งของ ดาวเคราะหแ์ ละดาว

ฤกษ์การใช้แผนท่ดี าว แบบรูปเสน้ ทางการข้ึนและตกของดวงอาทติ ย์กลุ่มดาว

ฤกษบ์ น ท้องฟ้าในรอบปีปริมาณนา้ ในแต่ละแหล่ง ปริมาณน้าท่ีมนุษยส์ ามารถ

นามาใชไ้ ด้การใชน้ า้ อย่างประหยดั และ การอนุรกั ษน์ ้า วัฏจกั รน้า กระบวนการ

เกิดเมฆ หมอก นา้ ค้าง และน้าคา้ งแขง็ กระบวนการเกิดฝน หิมะ และ ลูกเห็บ

การใชเ้ หตผุ ลเชงิ ตรรกะในการแก้ปญั หา การเขียนรหสั ลาลองเพื่อแสดง วิธี

แกป้ ญั หา การออกแบบ และการเขียนโปรแกรมแบบมเี งื่อนไขและการทางาน

แบบวนซา้ การใช้ซอฟต์แวร์ประมวลผลข้อมลู การ ติดต่อสื่อสารผา่ น

68 69

ตวั อย่างโครงสร้างรายวิชา(แหลง่ อา้ งอิง:หลักสตู รการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์ การเขียน แผนภาพ
โรงเรยี นพิบลู อปุ ถัมภ)์ ของแรงทก่ี ระทาตอ่
วัตถสุ ามารถ เขยี น
โครงสรา้ งรายวิชา ได้โดยใช้ลูกศร แรง
เสียดทานเป็นแรงท่ี
รหัสวิชา ว 15101 รายวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี กลมุ่ สาระการเรียนรู้ เกดิ ขน้ึ ระหว่าง
ผิวสัมผัสของวตั ถุ
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ระดบั ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 5 เพอ่ื ต้าน การ
เคลอื่ นที่ของวตั ถุนนั้
เวลา 120 ช่ัวโมง จานวน 3.0 หนว่ ยกติ สัดส่วนคะแนน แรงเสยี ดทานจาก
พนื้ ผิวน้นั ก็จะต้าน
ระหว่างปกี ารศึกษา : ปลายปี = 70 : 30 การเคลือ่ นท่ขี อง
วตั ถุ แต่ ถา้ วตั ถุ
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย มาตรฐาน เวลา นา้ หนกั กาลงั เคลอ่ื นท่ีแรง
เสยี ดทานกจ็ ะทาให้
ท่ี การเรยี นรู้ การเรยี นร้/ู สาระสาคัญ (ช่ัวโมง) คะแนน วตั ถุนัน้ เคลื่อนท่ีชา้
ลงหรือหยุดน่งิ
ตวั ชีว้ ดั (100) การไดย้ นิ เสียงต้อง
อาศยั ตวั กลาง เสียง
แรงและ ว 2.2 ป. แรงลพั ธเ์ ปน็ ผลรวม 24 15 ทไ่ี ด้ยนิ มีระดับสูงตา่
ของเสยี งต่างกัน
พลังงาน 5/1 ป.5/2 ของแรงทกี่ ระทา ต่อ

ป.5/3 ป. วัตถุ แรงทง้ั สองอยู่

5/4 ป.5/5 ในแนวเดียวกันและ

ว 2.3 ป. มี ทศิ ทางเดยี วกัน

5/1 ป.5/2 แต่แรงทั้งสองอยใู่ น

ป.5/3 ป. แนว เดียวกนั แต่มี

5/4 ป.5/5 ทศิ ทาง ตรงข้ามกนั

แรงลัพธ์ที่ กระทา

ต่อวตั ถุมีคา่ เปน็ ศนู ย์

70 71

ข้นึ กับ ความถ่ีของ เกิดข้นึ ซงึ่ มีสมบัติ
ตา่ งจากสารเดมิ หรือ
การสัน่ ของ เม่อื สารชนิดเดยี ว
เกดิ การ
แหล่งกาเนดิ เสยี ง เปลี่ยนแปลงแล้วมี
สารใหม่เกดิ ขน้ึ การ
ส่วนเสียงดงั คอ่ ยท่ี เปลีย่ นแปลงนี้
เรียกวา่ การ
ได้ยนิ ข้ึนกับพลังงาน เปลี่ยนแปลงทาง
เคมี เม่ือสารเกดิ การ
การสั่นของ เปลยี่ นแปลงแล้ว
สาร สามารถเปล่ยี น
แหลง่ กาเนิดเสียง กลับเป็นสารเดิมได้
เป็นการ
แตเ่ สยี งดงั มาก ๆ เปลี่ยนแปลงทผ่ี นั
กลับได้
เปน็ อันตรายต่อการ การเปลยี่ นสถานะ
ของสสารเป็นการ
ไดย้ นิ และเสียงที่ เปล่ียนแปลงทาง
กายภาพ แต่เม่ือ
ก่อให้เกิดความ ผสมสาร 2 ชนิดขึ้น

ราคาญเปน็ มลพษิ

ทางเสยี ง ความดงั

ของเสียงมีหน่วย

เป็น เดซิเบล

2 การ ว 2.1 ป. การเปลย่ี นสถานะ 16 10

เปล่ยี นแปลง 5/1 ป.5/2 ของสสารเปน็ การ

ของสาร ป.5/3 ป. เปลย่ี นแปลงทาง

5/4 กายภาพ แตเ่ มอ่ื

ผสมสาร 2 ชนดิ ขึ้น

ไปแล้วมีสารใหม่

72 73

ไปแลว้ มสี ารใหม่ 1 ทางาน หรอื การ
เกดิ ขึ้นซงึ่ มสี มบัติ แกป้ ัญหา รหสั
ต่างจากสารเดมิ หรือ ลาลองท่ีดีควรมี
เมอื่ สารชนดิ เดียว ความ ชัดเจน ทุกคน
เกิด การ สามารถเข้าใจได้
เปล่ยี นแปลงแลว้ มี ตรงกนั เรา สามารถ
สารใหม่เกิดขนึ้ การ นาความรู้เกี่ยวกบั
เปลี่ยนแปลงน้ี การเขียนรหัส
เรยี กว่า การ ลาลองไป
เปลย่ี นแปลงทาง ประยุกตใ์ ชใ้ นการ
เคมี เม่ือสารเกิดการ แสดงขั้นตอนการ
เปล่ียนแปลงแลว้ ทางานตา่ งๆ เชน่
สาร สามารถเปลย่ี น การประดิษฐ์ดอกไม้
กลับเปน็ สารเดิมได้ กระดาษ การ
เป็นการ ทาอาหาร การยมื
เปลย่ี นแปลงท่ผี ัน คนื หนงั สือใน
กลับได้ ห้องสมุด อลั กอริทมึ
3 ตุ๊กตาแมล่ ูก ว 4.2 ป. รหัสลาลอง เปน็ การ 4 สามารถแสดงได้ใน
ดก 5/1 เขยี นขอ้ ความเป็น รูปแบบของรหสั
ข้ันตอนเพ่อื แสดง ลาลองหรือผงั งาน
อัลกอริทมึ ในการ

4 ชมิ ชอป ว 4.2 ป. การใชอ้ เี มล์ต้องมี 4 74 การใชอ้ ปุ กรณ์ 75
แชะ 5/3 ป.5/5 ความเข้าใจเกยี่ วกับ
ส่วนประกอบตา่ งๆ 1 1
และเนอื้ หาของ
อเี มล์ ก่อนสง่ อีเมล์ เทคโนโลยี 1
ควรตรวจดูความ
เรียบรอ้ ย เพ่ือให้ 5 เสน้ ทางเดนิ ว 4.2 ป. เราสามารถใช้ 4
แน่ใจว่ามี
รายละเอยี ดท่ีสาคญั เหนอื เรือน 5/5 โปรแกรมตาราง
ครบถว้ น การใช้
อีเมล ชว่ ยให้การ ยอดไม ทางาน ในการ
ติดต่อสื่อสารและ
การ ทางานรว่ มกนั ประมวลผลข้อมูล
สะดวกย่งิ ขึน้ ไมค่ วร
ส่งอเี มลห์ รือ เช่น นับจานวน
ข้อความถงึ ผู้อ่ืน
บ่อยเกนิ ไปเนือ่ งจาก คานวณผลรวม
จะเป็นการรบกวน
ควร ให้ความสนใจ เรยี งลาดับขอ้ มลู
พดู คุยกบั คนที่อยู่
รอบขา้ ง มากกวา่ การนับ จานวนทา

ได้โดยใชส้ ูตร เชน่

COUNT ,

COUNTA ,

COUNTIF การ

เรยี งลาดับขอ้ มูล ทา

ไดโ้ ดยใช้คาสัง่ Sort

& Filter

6 ดาวกระจาย ว 4.2 ป. เราสามารถวางแผน 4

ท่คี ่ายลูกเสือ 5/2 เขยี นโปรแกรม โดย

เขียนรหัสลาลอง

เพื่อแสดงข้ันตอน

76 77

การ ทางาน บลอ็ ก เดอื ดร้อนแก่ ตนเอง
คาส่ัง repeat ใน และผู้อ่ืน ผูท้ ่ี
โปรแกรม Scratch ถา่ ยทอดสดควร
ใช้ในการทางาน ปกปอ้ ง ข้อมูลสว่ นตวั
แบบวนซ้า บล็อก ระมัดระวังความ
คาสัง่ forever ใช้ ปลอดภยั ใน ชวี ติ และ
ครอบชดุ คาสงั่ ที่ ทรพั ยส์ นิ การ
ตอ้ งการ ทาซ้าไป ถา่ ยทอดสดอาจมคี น
เรือ่ ยๆ ไมส่ ้นิ สดุ ที่ เราไมร่ ู้จักเขา้ มาดู
การถา่ ยทอดสดมี และมารบกวนสรา้ ง
ประโยชน์ ช่วย ความ เดือดร้อนให้
เผยแพร่ความรูห้ รือ เราได้ การแสดง
ส่ิงที่ต้องการนาเสนอ ความคิดเห็นใน สื่อ
ใหผ้ ู้ ท่ีสนใจ สามารถ สงั คมต้องแสดงความ
โตต้ อบกบั ผชู้ ม ได้ คดิ เหน็ อยา่ ง
สถานการณ์ที่ไม่ควร สรา้ งสรรค์ และใช้คา
ถ่ายทอดสด เช่น เม่อื สภุ าพ ข้อเท็จจริง
อยู่ ตามลาพงั การ เปน็ ขอ้ ความหรอื
แสดงพฤติกรรมท่ีไม่ เหตุการณ์ ทสี่ ามารถ
เหมาะสม หรือการ ตรวจสอบได้วา่ จริง
กระทาทส่ี ร้างความ หรอื ไม่สว่ น

78 79

ขอ้ คิดเห็นเปน็ ความ ดารงชวี ติ ของพืช
และสตั วส์ ่งผลต่อวฏั
เชอื่ ของแต่ละบุคคล จักรน้า ส่วนฝน หิมะ
ลกู เหบ็ เปน็ หยาดน้า
อาจจะไมส่ ามารถ ฟา้ ซ่งึ เปน็ น้าท่ีมี
สถานะต่างๆ ดาวท่ี
ตรวจสอบได้ เพราะ มองเห็นบนทอ้ งฟา้
ซ่งึ เปน็ บริเวณท่อี ยู่
แตล่ ะ คนมีความเช่ือ นอกบรรยากาศของ
โลก มีทั้งดาว ฤกษ์
แตกต่างกนั และดาวเคราะห์ การ
มองเหน็ กลมุ่ ดาว
สอบกลางปี 1 10 ฤกษ์มีรูปรา่ งตา่ ง ๆ
เกดิ จากจนิ ตนาการ
8 วัฏจักรนา้ ว 3.2 ป. ท้ังนา้ จืดและน้าเค็ม 20 15 ของผู้ สังเกต กลุ่ม
ดาวฤกษ์ตา่ ง ๆ ท่ี
และวฏั จกั ร 5/1 ป.5/2 ซ่ึงอยูใ่ น แหล่งน้าต่าง ปรากฏใน ท้องฟา้ แต่
ละกลุ่มมีดาวฤกษ์แต่
การปรากฏ ป.5/3 ป. ๆ น้าจืดท่มี นษุ ย์ ละดวงเรียง กันท่ี
ตาแหน่ง คงท่ี และมี
ของกล่มุ 5/4 ป.5/5 นามาใช้ได้มี ปรมิ าณ เส้นทางการขึ้นและ

ดาว ว 3.1 ป. น้อยมากจึงควรใชน้ า้

5/1 ป.5/2 อย่างประหยัด และ

ร่วมกันอนุรักษ์นา้ วฏั

จักรนา้ เปน็ การ

หมนุ เวยี นของนา้ ทมี่ ี

แบบรปู ซา้ เดมิ และ

ต่อเนอื่ งระหว่างน้าใน

บรรยากาศ นา้ ผวิ ดนิ

และนา้ ใตด้ นิ โดย

พฤติกรรมการ

80 81

ตกตาม เส้นทางเดมิ กันและ กนั และ
ทุกคนื ซ่งึ จะปรากฏ สมั พนั ธก์ บั
ตาแหน่งเดิม การ ส่งิ ไมม่ ชี ีวิต เพ่ือ
สังเกตตาแหนง่ และ ประโยชน์ ต่อการ
การขึ้นและตกของ ดารงชีวิต สิ่งมีชวี ติ มี
ดาวฤกษ์และกลุ่ม การกินกันเป็น
ดาวฤกษ์ สามารถทา อาหาร โดยกนิ ต่อกัน
ไดโ้ ดย ใช้แผนท่ดี าว เปน็ ทอด ๆ ใน
ซ่ึงระบุมุมทศิ และมุม รปู แบบ ของโซ่
เงยทกี่ ลมุ่ ดาวน้ัน อาหาร ทาให้สามารถ
ปรากฏ ระบุบทบาท หนา้ ที่
9 สิ่งมีชีวิต ว 1.1 ป. ส่งิ มีชีวติ ทั้งพืชและ 19 10 ของสง่ิ มชี ีวิตเปน็
5/1 ป.5/2 สัตวม์ โี ครงสรา้ ง และ ผูผ้ ลติ และผบู้ รโิ ภคสง่
ป.5/3 ป. ลกั ษณะทเี่ หมาะสม มีชวี ติ ทัง้ พชื สตั ว์
5/4 ว 1.3 ในแต่ละแหลง่ ทอ่ี ยู่ และมนษุ ย์ เมอ่ื โต
ป.5/1 ป. ซึง่ เปน็ ผลมาจากการ เตม็ ทีจ่ ะมีการ
5/2 ปรบั ตัวของสิ่งมีชวี ติ สืบพันธุ์เพือ่ เพิ่ม
เพอ่ื ใหด้ ารงชีวิตและ จานวนและ ดารง
อยู่รอดได้ ในแหล่งที่ พนั ธุ์ โดยลูกทีเ่ กิดมา
อยู่ หน่ึง ๆ สิ่งมชี วี ติ จะได้รับการ
จะมีความสัมพนั ธซ์ งึ่ ถา่ ยทอดลกั ษณะทาง

82 83

พันธกุ รรมจากพ่อแม่ ส่ิงมชี ีวิตทัง้ พชื และ
ทาใหม้ ลี ักษณะทาง สัตวม์ โี ครงสรา้ ง และ
พนั ธกุ รรมทีเ่ ฉพาะ ลกั ษณะที่เหมาะสม
แตกตา่ งจากสิ่งมชี ีวติ ในแตล่ ะแหล่งทีอ่ ยู่
ชนดิ อน่ื พืชมกี าร ซงึ่ เป็นผลมาจากการ
ถา่ ยทอดลกั ษณะทาง ปรบั ตัวของสิง่ มีชีวติ
พนั ธุกรรม เช่น เพ่อื ให้ดารงชีวติ และ
ลกั ษณะของใบ สี อยู่รอดได้ ในแหล่งท่ี
ดอก สตั ว์มีการ อยู่ หนึง่ ๆ ส่งิ มชี วี ติ
ถา่ ยทอดลกั ษณะทาง จะมีความสัมพันธ์ซง่ึ
พันธุกรรม เช่น สีขน กนั และ กันและ
ลักษณะของขน สมั พนั ธ์กับ
ลกั ษณะ ของหู สิ่งไมม่ ชี วี ิต เพ่ือ
มนษุ ย์มีการถา่ ยทอด ประโยชน์ ตอ่ การ
ลักษณะทาง ดารงชีวติ ส่ิงมชี ีวติ มี
พนั ธกุ รรม เชน่ เชิง การกนิ กันเปน็
ผมท่ีหน้าผาก ลกั ย้ิม อาหาร โดยกินต่อกัน
ลกั ษณะหนงั ตา การ เปน็ ทอด ๆ ใน
ห่อลน้ิ ลักษณะของ รปู แบบ ของโซ่
ต่งิ หู อาหาร ทาใหส้ ามารถ
ระบุบทบาท หน้าที่

84 85

ของสิ่งมีชวี ิตเปน็ ลกั ษณะของขน 1
ผูผ้ ลิตและผ้บู ริโภคสง่ ลักษณะ ของหู
มีชวี ิตทัง้ พืช สตั ว์ มนุษย์มีการถา่ ยทอด
และมนุษย์ เมือ่ โต ลกั ษณะทาง
เตม็ ทจี่ ะมกี าร พนั ธกุ รรม เชน่ เชงิ
สบื พนั ธุ์เพื่อเพม่ิ ผมที่หนา้ ผาก ลักยิ้ม
จานวนและ ดารง ลกั ษณะหนงั ตา การ
พันธุ์ โดยลกู ทเี่ กดิ มา ห่อล้นิ ลกั ษณะของ
จะได้รับการ ตง่ิ หู
ถ่ายทอดลกั ษณะทาง 10 โรบอทเอ็ก ว 4.2 ป. บล็อกคาส่ัง if ใช้ใน 4
พันธุกรรมจากพ่อแม่ โป 5/2 การตรวจสอบ
ทาให้มีลักษณะทาง เงอ่ื นไข หาก
พันธกุ รรมท่ีเฉพาะ ตรวจสอบแล้วเป็นไป
แตกต่างจากสงิ่ มีชีวิต ตาม เง่ือนไข
ชนดิ อ่นื พืชมกี าร โปรแกรมจะทาตาม
ถ่ายทอดลกั ษณะทาง คาส่ังทถ่ี ูกครอบ อยู่
พนั ธุกรรม เชน่ การเขยี นโปรแกรม
ลกั ษณะของใบ สี โดยใช้บลอ็ กคาส่งั if
ดอก สัตว์มีการ เปน็ การฝกึ แนวคิด
ถ่ายทอดลกั ษณะทาง เก่ียวกบั การใชเ้ หตุผล
พันธุกรรม เชน่ สขี น เชงิ ตรรกะ บลอ็ ก

86 87

คาส่ัง touching ไมต่ อบสนองต่อการ
color (สัมผัส สี) อยู่
ในกลุ่มบล็อก ใช้งานอาจ แก้ปัญหา
Sensing สามารถ
นามา เปน็ เงื่อนไขใน เบอ้ื งต้นโดยใชค้ าส่ัง
คาส่ัง if บล็อกคาสั่ง
ask and wait ใช้ เพ่ือปดิ โปรแกรม
สาหรับ ถามและรอ
รับขอ้ มลู จากผใู้ ช้โดย 12 กีฬาฮาเฮ ว 4.2 ป. การใช้เหตผุ ลเชงิ 5 1
คาตอบจะ ถูกเกบ็ ไว้ 1
ในบลอ็ กคาสั่ง 5/1 ตรรกะเปน็ การหา
answer
11 แฟนตะกร้อ ว4.2 ป. การตดิ ต่อสอ่ื สารผ่าน 5 ข้อสรุปของปญั หา
5/5 อินเทอร์เนต็ ควร ใช้
ภาษาท่ีสภุ าพ ผูใ้ ช้ อย่างสมเหตสุ มผล
อนิ เทอร์เนต็ ควร
ระมดั ระวงั ใช้งาน การ แกป้ ัญหาโดยใช้
อย่างรู้เท่าทัน และไม่
สรา้ ง ความเสียหาย เหตุผลเชิงตรรกะทา
หรือความเดือดร้อน
แก่ผอู้ นื่ เม่อื โปรแกรม ไดโ้ ดย เขียนแนวทาง

ทเ่ี ปน็ ไปได้ทั้งหมด

2 แล้ว พิจารณาข้อมลู

หรอื เง่อื นไขท่มี ีอยู่

จากนนั้ ตดั แนวทางที่

ไมส่ อดคล้องเพื่อ

นาไปสูแ่ นวทางที่

เป็นข้อสรปุ

13 ดาวหาง ณ ว 4.2 ป. การประเมินความ 5

กลาง หาว 5/3 นา่ เช่ือถอื ของข้อมลู

อาจทาได้จากการ

88 89

ตรวจสอบตน้ ตอของ แปล คาศพั ทเ์ ปน็
แหล่งข้อมูล ซงึ่ ข้อมูล ภาษาตา่ งๆ หาข้อมลู
ท่ีมคี วามนา่ เชื่อถือ พยากรณ์ อากาศ
ควร มาจาก คานวณอตั รา
ผ้เู ช่ียวชาญ หรอื แลกเปลยี่ นเงิน
หน่วยงานทีเ่ ก่ยี วข้อง แปลง คา่ หน่วยวดั
กับเร่อื งนน้ั โดยตรง คานวณทาง
ถ้าคาค้นที่ใช้ในการ คณิตศาสตร์ ขอ้ มลู ท่ี
ค้นหาข้อมลู เปน็ คา ปรากฏในบาง
ทบั ศพั ทจ์ าก เว็บไซต์อาจ กลา่ วถึง
ภาษาองั กฤษ อาจ เฉพาะข้อดหี รอื
พมิ พค์ าคน้ เป็น ขอ้ เสียของเรื่องนนั้ ๆ
ภาษาอังกฤษเพ่ือให้ เราควรพจิ ารณาและ
ไดผ้ ลลัพธท์ ่ีตรงตาม หาขอ้ มูลให้ครบรอบ
ความตอ้ งการ ดา้ น
นอกจากจะใช้
โปรแกรมค้นหา ใน พจิ ารณาและหาข้อมูลให้ครบรอบ ดา้ น 118 70
การหาข้อมลู จาก เวลาเรียนกลางปี– เวลาเรียนปลายปี
แหลง่ ขอ้ มูลตา่ งๆ สอบปลายปี 2 30
แลว้ ยงั สามารถใชห้ า รวมท้ังส้นิ ตลอดปี
คาตอบอื่นๆ ได้ เช่น 120 100

90 91

อภิธานศพั ท์ 10.บรรยาย (Describe) ใหร้ ายละเอยี ดของเหตุการณห์ รอื ปรากฏการณ์
ท่ี เกดิ ขน้ึ ให้ผู้อืน่ ไดร้ บั รู้ดว้ ยการบอกหรือเขยี น
1.กาหนดปัญหา (Define problem) ระบคุ าถาม ประเดน็ หรอื
สถานการณ์ ที่เปน็ ขอ้ สงสยั เพ่อื นาไปสกู่ ารแกป้ ญั หา หรืออภปิ ราย รว่ มกัน 11.บอก (Tell) ใหข้ ้อมูล ข้อเทจ็ จริง แก่ผ้อู ่นื ด้วยการพูด หรือเขยี น
12.บันทกึ (Record) เขยี นข้อมลู ทีไ่ ดจ้ ากการสังเกต เพ่ือช่วยจา หรือ
2.แกป้ ญั หา (Solve problem) หาคาตอบของปัญหาที่ยังไม่รู้วธิ ีการมา เพอ่ื เป็นหลักฐาน
กอ่ น ท้ัง ปญั หาท่เี กย่ี วขอ้ งกับวทิ ยาศาสตร์โดยตรง และปญั หาในชวี ติ ประจาวัน 13.เปรยี บเทียบ (Compare) บอกความเหมือน และ/หรือ ความ
โดยใชเ้ ทคนคิ และวธิ กี ารต่าง ๆ แตกต่างของ สงิ่ ท่ีเทยี บเคยี งกัน
14.แปลความหมาย (Interpret) แสดงความหมายของขอ้ มูลจาก
3.เขยี นแผนผัง/ วาดภาพ (Construct diagram/ illustrate) นาเสนอ หลักฐานท่ีปรากฎ เพื่อลงข้อสรุป
ขอ้ มูล หรอื ผลการสารวจตรวจสอบดว้ ย แผนผงั กราฟ หรือภาพวาด 15.ยกตวั อย่าง (Give examples) ใหข้ อ้ มูล เหตุการณ์ หรือสถานการณ์
เพอื่ แสดง ความเขา้ ใจในสิง่ ที่ไดเ้ รยี นรู้
4.คาดคะเน (Predict) คาดการณผ์ ลท่ีจะเกิดข้ึนในอนาคต โดยอาศยั 16.ระบุ (Identify) ชีบ้ อกสงิ่ ตา่ ง ๆ โดยใชข้ อ้ มลู ประกอบอย่างเพียงพอ
ข้อมูลท่ีสงั เกตได้ และประสบการณท์ ี่มี 5.คานวณ (Calculate) หาผลลัพธจ์ าก 17.เลือกใช้ (Select) พิจารณาและตดั สนิ ใจนาวสั ดุ สิง่ ของ อปุ กรณ์
ขอ้ มลู โดยใช้หลักการ ทฤษฎี หรือ วธิ กี ารทางคณติ ศาสตร์ หรือวิธกี ารมาใช้ได้อย่างเหมาะสม
18.วดั (Measure) หาขนดหรือปริมาณของสงิ่ ตา่ ง ๆ โดยใช้เครอ่ื งมือ ท่ี
6.จาแนก (Classify) จดั กล่มุ ของสง่ิ ต่าง ๆ โดยอาศยั ลักษณะท่ี เหมาะสม
เหมือนกนั เปน็ เกณฑ์ 19.วิเคราะห์ (Analyze) แยกแยะ จดั ระบบ เปรียบเทียบ จัดลาดบั จัด
จาแนก หรือเช่อื มโยงข้อมูล
7.ตง้ั คาถาม (Ask question)พดู หรือเขียนประโยค หรือวลเี พ่อื ใหไ้ ด้มา 20.สร้างแบบจาลอง (Construct model) นาเสนอแนวคิดหรือ
ซึ่ง การคน้ หาคาตอบทต่ี ้องการ เหตกุ ารณ์ในรูปของ แผนภาพ ช้ินงาน สมการ ขอ้ ความ คาพดู และ/หรือใช้
แบบจาลองเพอื่ อธบิ ายความคิด วัตถุ หรือ เหตุการณ์ตา่ ง ๆ
8.ทดลอง (Conduct/ experiment) ปฏบิ ตั ิการเพื่อหาคาตอบของ
คาถาม หรือปัญหา ในการทดลอง โดยต้งั สมมติฐานเพ่ือเป็นแนวทาง ในการ
กาหนดตัวแปรและวางแผนดาเนินการ เพื่อตรวจสอบสมมตฐิ าน

9.นาเสนอ (Present) แสดงข้อมูล เรอ่ื งราว หรอื ความคดิ เพื่อใหผ้ ู้อ่ืน
รับรูห้ รอื พจิ ารณา

92 93

21.สังเกต (Observe) หาขอ้ มลู ดว้ ยการใชป้ ระสาทสมั ผัสทัง้ หา้ ท่ี คณะผจู้ ดั ทา 6494110007
เหมาะสม ตามข้อเทจ็ จริงที่ปรากฏ โดยไมใ่ ช้ ประสบการณ์เดมิ ของผูส้ ังเกต 6494110014(ประธาน)
1.นางสาว จริ ะภทั ร ขนั ซ้าย 649411015 (รองประธาน)
22.สารวจ (Explore) หาข้อมูลเกี่ยวกับส่ิงตา่ ง ๆ โดยใชว้ ิธกี ารและ 2. อนันตญา โนนทงิ 6494110034
เทคนคิ ท่เี หมาะสมเพ่ือนาข้อมูลมาใชต้ าม วตั ถปุ ระสงค์ที่กาหนดไว้ 3.อังคนางค์ เมืองมงุ คณุ 6494110072
4.นายพรี ภัทร สาคา
23.สืบคน้ ข้อมลู (Search) หาข้อมลู หรอื ขอ้ สนเทศที่มีผ้รู วบรวมไว้แลว้ 5.นาย อรรถกร ภูจรติ
จาก แหล่งตา่ ง ๆ มาใชป้ ระโยชน์

24.สอ่ื สาร (Communicate) นาเสนอและแลกเปล่ียนความคิด ข้อมูล
หรือผล จากการสารวจตรวจสอบดว้ ย
วธิ ีทีเ่ หมาะสม

25.อธบิ าย (Explain) กลา่ วถึงเรือ่ งราวตา่ ง ๆ อย่างมเี หตผุ ล และมี
ขอ้ มลู หรือประจกั ษพ์ ยานอา้ งอิง

26.อภิปราย (Discuss) แสดงความคิดเห็นต่อประเดน็ หรือคาถามอยา่ ง
มเี หตผุ ลโดยอาศยั ความรแู้ ละประสบการณ์ของ ผู้อภปิ รายและข้อมลู ประกอบ

27.ออกแบบการทดลอง (Design experiment) กาหนดและวางแผนวธิ ี
การทดลองให้สอดคลอ้ งกบั สมมตฐิ านและตัวแปรต่าง ๆ รวมทัง้ การบนั ทึกข้อมูล


Click to View FlipBook Version