โครงการ สะพานไม้ไอศกรีม สมาชิกในกลุ่ม นางสาวหทัยรัตน์ ธรรมษา รหัสนักศึกษา 65301211018 นางสาวณัฐิดา อินทรชัย รหัสนักศึกษา 65301211026 โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง แผนกวิชาช่างโยธา วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ ปีการศึกษา2565
ก ชื่อโครงการ สะพานไม้ไอศกรีม วัตถุประสงค์ของโครงการ 1. เพื่อหาแรงการรับน้ำหนักให้ผู้เรียนได้ทำการทดลองและพิสูจน์ 2. เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอน ศึกษา ค้นคว้าและแก้ปัญหาจากการทำงาน 3. เพื่อให้นักศึกษาเกิดความสามัคคีและร่วมมือปฏิบัติงานเป็นทีม ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์มีความคิดริเริ่มในการออกแบบ 2. ทำให้เกิดความรู้ทางด้านงานก่อสร้างเข้ามาออกแบบและดำเนินการประกอบโครงสร้าง 3. ทำให้สมาชิกในกลุ่มเกิดความสามัคคีและทำงานร่วมได้เป็นอย่างดี
ข กิตติกรรมประกาศ โครงการวิชาชีพฉบับบนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเนื่องจากได้รับความช่วยเหลืออย่างยิ่งของผู้มีส่วน ร่วมคือ อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ อาจารย์กิตติเดช ขันติยวิชัย ซึ่งได้กรุณาให้คำแนะนำที่เป็น ประโยชน์ ตลอดจนชี้แนวทางการปฏิบัติงานด้านวิชาการตลอดมา ขอบพระคุณ อาจารย์กิตติเดช ขันติยวิชัย ที่ได้เอื้ออำนวยสถานที่และอุปกรณ์ และให้ปรึกษา แนะนำ ในการประกอบชิ้นงานตั้งแต่เริ่มจนเสร็จสมบูรณ์ ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา ผู้ซึ่งให้ความรัก ความเมตตา ความห่วงใย และเป็นกำลังใจให้ ผู้จัดทำโครงการจนสำเร็จ ขอบคุณพี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคน รวมทั้งเพื่อน ๆ ในกลุ่มและเพื่อน ๆ กลุ่ม สชธ. 21-22 ที่ได้ให้คำแนะนำและเป็นกำลังใจตลอดมา คุณค่าหรือคุณประโยชน์อันเกิดจากโครงการเล่มนี้ ผู้จัดทำขอน้อมบูชาแด่พระคุณบิดา มารดา ครู อาจารย์ที่อบรมสั่งสอน แนะนำ ให้การสนับสนุนและให้กำลังใจอย่างดียิ่งเสมอมา คณะผู้จัดทำ นางสาวหทัยรัตน์ ธรรมษา นางสาวณัฐิดา อินทรชัย
ค หัวข้อโครงการ สะพานไม้ไอศกรีม หน่วยกิต 4 หน่วยกิต นักศึกษา นางสาวหทัยรัตน์ ธรรมษา รหัสนักศึกษา 65301211018 นางสาวณัฐิดา อินทรชัย รหัสนักศึกษา 65301211026 อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์กิตติเดช ขันติยวิชัย อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ อาจารย์กิตติเดช ขันติยวิชัย หลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง แผนกวิชา ช่างโยธา ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ โครงการนี้เป็นโครงการประเภท นวัฒกรรมสิ่งประดิษฐ์สะพานจากไม้ไอศกรีมมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ของวิชาโครงการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือใช้ เพื่อให้ นักศึกษาเกิดความสามัคคีและร่วมมือปฏิบัติงานกันเป็นทีม และให้นักศึกษามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และเพิ่มทักษะในการออกแบบ
ง สารบัญ เรื่อง หน้า ใบนำเสนอโครงการ ก กิตติกรรมประกาศ ข บทคัดย่อ ค สารบัญ ง สารบัญรูปภาพ ฉ สารบัญตาราง ซ บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญของโครงการ 1 1.2 วัตถุประสงค์ของโครงการ 1 1.3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1 1.4 ขอบเขตของโครงการ 2 1.5 ข้อจำกัดของโครงการ 2 1.6 นิยามศัพท์ 2 บทที่ 2 เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2.1 ไม้ไอศกรีม 3 2.2 กาวร้อน 5 2.3 เทปหนังไก่ 11 2.4 ลวด 13 2.5 ไม้ลูกชิ้น 18 2.6 กรรไกรตัดกิ่ง 20 2.7 ดอกสว่าน 24 2.8 สว่าน 27 2.9 เลื่อย 34 2.10 คลิบหนีบกระดาษ 38 2.11 ตลับเมตร 39
จ สารบัญ (ต่อ) บทที่ 3 วิธีการดำเนินงาน 3.1 ขั้นตอนการดำเนินงาน 46 3.2 อุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน 47 3.3 ขั้นตอนการปฏิบัติงาน 47 3.4 งบประมาณการใช้จ่ายในการทำโครงการ 57 บทที่ 4 ผลการดำเนินงาน 4.1 ผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ 58 บทที่ 5 สรุปผล วิจารณ์ และข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผล 61 5.2 วิจารณ์ 61 5.3 ข้อเสนอแนะ 61 ภาคผนวก 62 เอกสารอ้างอิง 77
ฉ สารบัญรูปภาพ เรื่อง หน้า รูปภาพที่ 2.1 ไม้ไอศกรีม 3 รูปภาพที่ 2.2 กาวร้อน 5 รูปภาพที่ 2.3 กาวลาเท็กซ์ (Latex Glue) 6 รูปภาพที่ 2.4 กาวซุปเปอร์ (Super Glue) 7 รูปภาพที่ 2.5 กาวตะปู (Construction Adhesive) 7 รูปภาพที่ 2.6 กาวซีเมนต์ (Cement Glue) 8 รูปภาพที่ 2.7 กาวอีพ็อกซี่ (Epoxy Glue) 8 รูปภาพที่ 2.8 กาวยาง (Rubber Glue) 9 รูปภาพที่ 2.9 กาวหลอมร้อน (Glue Guns) 9 รูปภาพที่ 2.10 กาวติดผ้า (Fabric Glue) 10 รูปภาพที่ 2.11 เทปกาวหรือกระดาษกาว 10 รูปภาพที่ 2.12 เทปกาวสำหรับพันสายไฟ 11 รูปภาพที่ 2.13 เทปหนังไก่ 11 รูปภาพที่ 2.14 ลวด 13 รูปภาพที่ 2.15 ไม้ลูกชิ้น 18 รูปภาพที่ 2.16 เครื่องทําไม้ เสียบลูกชิ้น 20 รูปภาพที่ 2.17 กรรไกรตัดกิ่ง 20 รูปภาพที่ 2.18 กรรไกรตัดกิ่งปากโค้ง 21 รูปภาพที่ 2.19 กรรไกรตัดกิ่งไม้ปากโค้ง (Pruning Shears รุ่น SOLO 164) 21 รูปภาพที่ 2.20 กรรไกรตัดกิ่งปากโค้ง SOLO -850 22 รูปภาพที่ 2.21 กรรไกรตัดกิ่ง SOLO 3130-8 23 รูปภาพที่ 2.22 ดอกสว่าน 24 รูปภาพที่ 2.23 สว่านไขขวงไฟฟ้า 30 รูปภาพที่ 2.24 สว่านไฟฟ้า (Electric Drill) 31 รูปภาพที่ 2.25 สว่านกระแทก 32 รูปภาพที่ 2.26 สว่านเจาะกระแทกหรือสว่านโรตารี่ 32 รูปภาพที่ 2.27 สว่านไร้สาย หรือสว่านแบตเตอรี่ 33
ช สารบัญรูปภาพ (ต่อ) เรื่อง หน้า รูปภาพที่ 2.28 เลื่อยฉลุ (Coping Saw) 34 รูปภาพที่ 2.29 เลื่อยตัดเหล็ก (Hack Saw) 34 รูปภาพที่ 2.30 เลื่อยคันธนู (Bow Saw) 35 รูปภาพที่ 2.31 เลื่อยลันดา (Hand Saw) 35 รูปภาพที่ 2.32 เลื่อยลอ (Dovetail Saw) 36 รูปภาพที่ 2.33 เลื่อยหางหนู 36 รูปภาพที่ 2.34 เลื่อย ตัดกิ่งไม้ (Pruning Saw) 37 รูปภาพที่ 2.35 คลิปหนีบกระดาษ 38 รูปภาพที่ 2.36 ตลับเมตร 39 รูปภาพที่ 2.37 ส่วนประกอบตลับเมตร 39 รูปภาพที่ 2.38 ตารางเทียบหน่วยวัดความยาว หุน นิ้ว มิลลิลิตร 43 รูปภาพที่ 2.39 วิธีอ่านค่าตลับเมตร 44 รูปภาพที่ 3.1 กำหนดความยาวของสะพาน 46 รูปภาพที่ 3.2 กำหนดความยาวของสะพาน 48 รูปภาพที่ 3.3 เลือกไม้ไอศกรีม 49 รูปภาพที่ 3.4 วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ 49 รูปภาพที่ 3.5 เตรียมพื้นที่ทำงาน 50 รูปภาพที่ 3.6 ภาพพิมพ์เขียวสำหรับสะพาน 50 รูปภาพที่ 3.7 วาดพิมพ์เขียว 51 รูปภาพที่ 3.8 ต่อไม้ไอศกรีม 51 รูปภาพที่ 3.9 วางไม้ไอศกรีมห้าแถว 52 รูปภาพที่ 3.10 ติดกาวไม้ไอศกรีมให้สม่ำเสมอ 52 รูปภาพที่ 3.11 วางโครงถักและปลาอยให้กาวแห้ง 52 รูปภาพที่ 3.12 วัดช่วงของโครงถัก 53 รูปภาพที่ 3.13 รวมคานเพื่อกำหนดจำนวนไม้ไอศกรีม 54 รูปภาพที่ 3.14 จัดวางดาดฟ้าของสะพาน 54 รูปภาพที่ 3.15 ยึดดาดฟ้าด้วยตามยาวที่เซ 55
ซ สารบัญรูปภาพ (ต่อ) เรื่อง หน้า รูปภาพที่ 3.16 รวมผนังโครงถัก 56 รูปภาพที่ 3.17 เติมกาวที่คาน 57
ฌ สารบัญตาราง เรื่อง หน้า ตารางที่ 3.1 วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน 47 ตารางที่ 3.2 งบประมาณการใช้จ่ายในการทำโครงการ 57
1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญของโครงการ การเรียนการสอนทางด้านงานโยธา มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับการออกแบบโครงสร้างทั้ง ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ แต่นักศึกษายังไม่สามารถบูรณาการความรู้ต่างๆ เข้าด้วยกัน และนักศึกษา ไม่ค่อยมีโอกาสในการนาความรู้ มาปฏิบัติเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม ทางแผนกวิชาช่างโยธาจึงได้จัดทำ โครงงานสะพานไม้ไอศกรีมขึ้น เพื่อให้นักศึกษาได้นำความรู้เกี่ยวกับการออกแบบโครงสร้างมา ประยุกต์ใช้ช่วยให้เกิดการพัฒนาทางความคิดแก่นักศึกษา เกิดการเรียนรู้จากการทำางานจริง อีกทั้ง ยังเป็นการเสริมสร้างปลูกลักษณะนิสัยในการวางแผน และการทางานร่วมกันการสร้างโครงสร้างด้วย ไม้ไอศกรีม เป็นรูปแบบหนึ่งของโครงสร้างจำลอง ที่ผู้จัดทำโครงงานจะต้องนำความรู้ทางด้านงาน ก่อสร้างเข้ามาออกแบบ และดำเนินการประกอบโครงสร้าง โดยกำหนดเป้าหมายให้โครงสร้างที่สร้าง จะต้องสามารถรับน้ำหนักได้สูงสุด โดยมีระยะโก่งตัวของโครงสร้างไม่เกินที่กำหนดไว้ ทำให้เห็นถึง สภาวะการวิบัติจริง ซึ่งเป็นประ โยชน์อย่างยิ่ง ต่อผู้จัดทำโครงงาน เป็นการสร้าจิตสำนึก ด้านความ ปลอดภัยในด้านการออกแบบและก่อสร้างโครงสร้าง นักศึกษาแผนกช่างโยธา วิเคราะห์ปัญหาในการรับน้ำหนักของสะพาน ซึ่งได้มีปัญหาเกิดขึ้นหลาย ๆ ปัญหา อาทิเช่น ปัญหาการรับน้ำหนักชำรุด เนื่องจากคณะผู้จัดทำได้เล็งเห็นถึงการรับน้ำหนักโดย อาศัยการออกแบบโครงสร้างสะพานและตัวยึดโครงสะพาน คณะผู้จัดทำจึงมีความคิดริเริ่ม และลงมติ กันว่าจะจัดทำสะพานไม้ไอศกรีม ตลอดจนครูอาจารย์ได้ใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอน ในแผนก วิชาช่างโยธา 1.2 วัตถุประสงค์ของโครงการ 1.2.1 เพื่อให้นักศึกษามีความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มทักษะในการออกแบบ 1.2.2 เพื่อให้เกิดการหาแรงรับน้ำหนักให้ผู้เรียนได้ทำการทดลองและพิสูจน์ 1.2.3 เพื่อให้นักศึกษาเกิดความสามัคคีและร่วมมือปฏิบัติงานกันเป็นทีม 1.3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.3.1 ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์มีความคิดริเริ่มในการออกแบบ 1.3.2 ทำให้เกิดความรู้ทางด้านงานก่อสร้างเข้ามาออกแบบและดำเนินการประกอบโครงสร้าง
2 1.1.3 ทำให้สมาชิกในกลุ่มเกิดความสามัคคีและทำงานร่วมได้เป็นอย่างดี 1.4 ขอบเขตของโครงการ 1.4.1 ศึกษาจากเว็บไซต์และสอบถามผู้มีความรู้เกี่ยวกับการประกอบสะพานไม้ไอศกรีม 1.4.2 วัสดุต่าง ๆ ที่นำมาประกอบสะพานไม้ไอศกรีม 1.5 ข้อจำกัดของโครงการ เนื่องจากวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำโครงการบางอย่างมีราคาสูง คณะผู้จัดทำจึงต้องหา วัสดุ อุปกรณ์ที่มีคุณภาพดีคงทนต่อการใช้งาน แต่ราคาไม่สูงมาก เนื่องด้วยผู้จัดทำโครงการมีงบประมาณ ในการจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างจำกัด แต่คณะผู้จัดทำก็สามารถจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ที่มีคุณภาพ มาใช้ในการประกอบสะพานไม้ไอศกรีม 1.6 นิยามศัพท์ ไม้ไอศกรีม มีต้นกำเนิดมาจากดินเเดนในต่างแระเทศทั้งนี้ได้เเพร่กระจายเข้ามาในประเทศไทยเมื่อ สมัยรัชกาลที่ 5 กาว คือ ของเหนียวที่ทำจากวัสดุต่างๆ เช่น หนังสัตว์ ยางไม้ เเป้งจากพืชใช้ติดสิ่งของ หรือเป็น ตัวเชื่อมประสาน ลวด คือ โลหะที่นำมารีดเป็นเส้นยาวๆ
3 บทที่ 2 เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การสร้างสะพานจากแท่งไอติมหรือไม้จิ้มฟันเป็นโครงการที่ใช้กันทั่วไปสำหรับคลาสฟิสิกส์ เริ่มต้น จุดประสงค์ของแบบฝึกหัดนี้คือเพื่อแสดงให้เห็นถึงการกระจายของกำลังความสามารถความ ยืดหยุ่นความแข็งแกร่งและหลักการพื้นฐานของวิศวกรรม กุญแจสำคัญในการสร้างสะพานไม้ไอติมที่ แข็งแกร่งจริงๆคือการทำความเข้าใจว่าจุดความเครียดหรือภาระแบกของการออกแบบของคุณคือ อะไร เมื่อคุณระบุพื้นที่เหล่านั้นแล้วมันเป็นเรื่องง่ายที่จะเสริมกำลังสะพานจึงมีความสามารถในการ รับน้ำหนัก 2.1 ไม้ไอศกรีม ไม้ไอศกรีม จุดเริ่มต้นของไอศกรีมในระดับสากล นายโทมัส อาร์ควินนี่ เล่าว่า การรับประทานไอศกรีม น่าจะเริ่มต้นกันมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเนโรห์ แห่งอนาจักรโรมันที่ได้พระราชทานเลี้ยงไอศกรีมแก่ เหล่าทหารหาญที่อยู่ในกอง ทัพของพระองค์ แต่ในขณะนั้นไอศกรีมเกิดจากเป็นการนำหิมะมาผสม เข้ากับน้ำผึ้งและผลไม้ ต่อมาเรียกไอศกรีมประเภทนี้ว่า เชอร์เบ็ทนั่นเองแต่ตำนานนี้ก็หาได้เป็นแค่ ตำนานเดียวที่เล่าสืบต่อกันมาถึงต้นกำเนิดของ ไอศกรีมไม่หาก แต่บางกระแสก็ระบุว่าบรรพชนของ คนจีนค้นพบไอศกรีมเป็นครั้งแรก เมื่อประมาณ 4,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งลักษณะของไอศกรีมในประเทศ รูปภาพที่2.1 ไม้ไอศกรีม
4 จีนทำมาจากข้าวบดผสมกับนมสดที่เย็นจนเป็นน้ำแข็งและได้มีการสอนให้ทำไอศกรีมให้กับคนอินเดีย และชาวเปอร์เชียอีกด้วย การก่อกำเนิดไอศกรีมตามตำนานประเทศจีนระบุว่า เป็นเรื่องของความบังเอิญทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศจีนในสมัยนั้น เพิ่งจะมีการรู้จักรีดนมจาก สัตว์เลี้ยงที่อยู่ในฟาร์ม เมื่อรีดออกมาจำนวนมากก็บริโภคไม่หมด ประกอบกับน้ำนมเป็นสินค้าที่มี ราคาแพงมากๆ คนชั้นสูงเห็นท่าไม่ดีจึงเกิดแนวคิดนำน้ำนมไปหมกซ่อนไว้ในหิมะนัยว่าเพื่อ ต้องการที่ จะถนอมน้ำนมเอาไว้รับประทานได้นานๆเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญจน กระทั่งน้ำนมที่นำไปหมกไว้ใน หิมะกลายเป็นนมแช่แข็งขึ้นมาในบัดดล จากนั้นก็มีการพัฒนารูปแบบจากนมแช่แข็งที่แสนจะสุด ธรรมดาให้กลายเป็นน้ำผล ไม้แช่แข็ง ในส่วนของราชวงศ์โมกุลได้นำเอานมต้มมาผสมกับถั่วพิสตาซิโอ จนเกิดเป็นของหวาน แช่แข็งเรียกกันว่า Kulfi ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นแบบแผนของไอศกรีมในยุคโบราณ จน ปลายศตวรรษที่ 13 มาร์โคโปโล เดินทางไปจีน และชื่นชอบ จึงนำสูตรกลับไป อิตาลีขณะเดินทางมี การเติมนมลงไป กลายเป็นสูตร ของเขาโดยเฉพาะ และแพร่หลายไปในอิตาลี ฝรั่งเศสและข้ามไป อังกฤษ คนอิตาลีถือว่าตนเองเป็นต้นตำรับไอศกรีมแบบที่นำมาปั่นให้เย็นจนแข็ง เรียกว่าเจลาติ ประเทศอิตาลีและมีการพัฒนาไปมากจนทำให้อิตาลีได้ชื่อว่าเป็นแหล่งไอศกรีม เลิศรสเลยทีเดียว ขณะเดียวกันคนอิตาลีมักจะทึกทักเอาว่าบรรพชนของตนเป็นคนค้นพบไอศกรีมเป็น ครั้งแรกเสมอมา แถบ ยุโรปประมาณ ค.ศ.1670 ฟรานเอสโก ได้นำไอศกรีมไปจำหน่ายภายในร้านกาแฟของเขาเพื่อให้ บริการลูกค้าของเขาปรากฏ ว่าได้รับความสนใจกันอย่างกว้างขวางมากทีเดียวไอศกรีมได้รับการ พัฒนากระบวน การผลิตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง ค.ศ.1846 นางแนนซี่ จอห์นสัน ก็สามารถสร้างเครื่อง ผลิตไอศกรีมขึ้นมาได้เป็นครั้งแรก และนับเป็นจุดที่ทำให้ไอศกรีม เผยแพร่เข้าไปทั่วโลกก็ว่าได้ เส้นทางการแพร่หลายของเจ้าไอติม ที่ น่าสนใจก็คือเมื่อประมาณศตวรรษที่ 14 ไอศกรีมได้แพร่หลาย เข้าไปในประเทศเทศอิตาลีและฝรั่งเศส ซึ่งในประวัติศาสตร์ ของไอศกรีมช่วงนี้ระบุว่า ในงานฉลอง อภิเษกสมรสระหว่างแคเธอรีน เดอ เมดิซี แห่งเวนิชกับกษัตริย์เฮนรี่ที่ 2 ของฝรั่งเศสได้มีการนำ ของ หวานกึ่งแช่แข็งมาเสริฟแขกเหรือที่มาร่วมงาน สำหรับรูปร่างหน้าตาเหมือนกับไอศกรีมไม่มีผิดเพี้ยน และนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งทำให้ ไอศกรีมกลายเป็นของหวานของคนค่อนโลกไปโดยปริยาย เล่า กันว่าใน ช่วงแรกๆที่มีไอศกรีมต้องผ่านการผลิตที่ค่อนข้างจะยุ่งยากเนื่องจาก ต้องใช้เวลาและต้องลงแรงตาม สมควร
5 2.2 กาวร้อน กาวร้อน หรือกาวกลุ่มไซยาโนอะคริเลต (Cyanoacrylate adhesive) เป็นกาวอเนกประสงค์ แห้งเร็ว ยึดติดแน่นที่อุณหภูมิห้อง สามารถยึดติดพื้นผิวได้หลากหลาย เช่น โลหะ พลาสติก ยางยางอี พีดีเอ็ม นอกจากนี้ ยังสามารถทนต่อน้ำมัน สารเคมี ได้ดี กาวในกลุ่มนี้จะมีให้เลือกทั้งแบบไม่มีกลิ่น ฉุน ไม่ก่อให้เกิดฝ้าขาว ทนอุณหภูมิสูง เป็นต้น กาวร้อน โดยทั่วไป จะถูกออกแบบมาให้มีลักษณะของเหลวใส ความเข้มข้นประมาณ 2-5 CPS. และ แห้งเร็วภายในระยะเวลา 3-5 วินาที ทำให้เหมาะกับการใช้ติดวัสดุหรือชิ้นงานที่ต้องการการยึดติดที่ แห้งเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาประคองชิ้นงานไว้เป็นเวลานาน เมื่อเทียบกับกาวช้างกาวร้อน ได้รับความ นิยมใช้กับงานหัตถกรรมและงานประดิษฐ์ ที่ใช้ยึดติดวัสดุ กาวร้อนไดโก้ สามารถใช้งานได้ดีกับหลาย พื้นผิว เช่น ไม้ กระดาษ ยาง เครื่องหนัง หากจะยึดสิ่งของต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน อุปกรณ์ที่เรามักนึกถึงเป็นอันดับแรกก็คือ ‘กาว’ ที่สามารถยึด ติดวัสดุประเภทต่างๆเข้าไว้ด้วยกันอย่างเหนียวแน่น แต่สำหรับวัสดุบางอย่างอาจไม่สามารถใช้กาว ชนิดใดชนิดหนึ่งยึดติดเข้าด้วยกันได้ วันนี้มาดูกันว่ากาวมีประเภทไหนบ้างและเหมาะสำหรับวัสดุแบบ ใด ประวัติของกาว เชื่อหรือไม่ว่าหากเราจะสืบเสาะประวัติแรกเริ่มเดิมทีของกาวที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้นั้น จุดเริ่มต้นของการใช้กาวครั้งแรกนั้นเราต้องมองย้อนกลับไปนานถึง 3,000 ปีก่อนคริสตกาลเลยทีเดียว รูปภาพที่2.2 กาวร้อน
6 หลักฐานชิ้นแรกของ “กาว” ในประวัติศาสตร์โลกถูกค้นพบในการวาดภาพบนฝาผนังถ้ำของเหล่า บรรพบุรุษมนุษย์ยุคหินในเมือง Lascaux ประเทศฝรั่งเศสสันนิษฐานได้ว่าศิลปินผนังถ้ำเหล่านี้ ต้องการให้งานศิลปะของพวกเขาทนทาน พวกเขาจึงได้คิดค้นเทคนิคในการผสมกาวเข้ากับสีการทดล องนี้ทำให้สีสามารถต่อสู้กับความชื้นภายในถ้ำได้เป็นอย่างดี นับว่าการที่นักโบราณคดีสามารถค้นพบ ศิลปะผนังถ้ำในเวลาหลายพันปีต่อมา ส่วนหนึ่งคงต้องขอบคุณ ความฉลาดในการใช้กาวของบรรพ บุรุษมนุษย์ถ้ำของเรานอกจากศิลปะผนังถ้ำแล้ว หลักฐานอื่นที่แสดงถึงประวัติศาสตร์การใช้กาวยังมี ให้เห็นในการสร้างกระดาษ ปาปีรัส (papyrus) ของชาวอียิปต์โบราณ และยังรวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ไม้ ต่างๆอีกทั้งในยุคกรีกโรมัน เหล่าศิลปินต่างเพลินเพลินในการใช้กาวในการสร้างสรรค์ศิลปะ เห็นได้ จากผลงาน ศิลปะ mosaic บนพื้น ผนังกำแพง และ อ่างอาบน้ำโรมัน ซึ่งยังคงทน แข็งแรงจนถึง ปัจจุบัน ปรเภทของกาว กาวลาเท็กซ์ (Latex Glue) รูปภาพที่ 2.3 กาวลาเท็กซ์ (Latex Glue) กาวมีทั้งที่เป็นแบบธรรมชาติและแบบสังเคราะห์ โดยจะมีความยืดหยุ่นสูง เนื้อเหนียวข้น และแห้งช้า เหมาะกับงานที่มีน้ำหนักเบาและเกาะติดกันได้ง่าย นิยมใช้สำหรับติดวัสดุกระดาษและไม้ รวมถึงงาน ประดิษฐ์หรืองานฝีมือต่างๆ
7 กาวซุปเปอร์ (Super Glue) รูปภาพที่ 2.4 กาวซุปเปอร์ (Super Glue) กาวยอดฮิตที่เรามักเรียกกันว่ากาวตราช้าง มีลักษณะคล้ายกาวร้อนแต่จะเป็นเนื้อเจลใสที่มีความหนืด มากกว่าหรือเรียกว่ากาวกึ่งเจล ซึ่งสามารถยึดเกาะได้แน่นกว่ากาวร้อนและแห้งเร็วภายใน 10-30 วินาที เหมาะกับงานที่ต้องการความละเอียดหรือใช้ยึดติดตามช่องขนาดเล็กได้ เช่น ซ่อมรองเท้า เครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น กาวตะปู (Construction Adhesive) รูปภาพที่ 2.5 กาวตะปู (Construction Adhesive) กาวหลอดแท่งที่ใช้แทนการตอกตะปู ซึ่งเป็นกาวที่มีความแข็งแรง ทนทานและสามารถยึดเกาะพื้นผิว ได้ดี มักใช้ในงานที่ไม่สามารถตอกตะปูลงไปได้หรืองานที่ต้องการความเรียบเป็นพิเศษ เช่น กระจกเงา ห้อง หรือคอนโดที่ไม่ต้องการให้สิ่งของเสียหายหรือเป็นรอยตะปู
8 กาวซีเมนต์ (Cement Glue) รูปภาพที่ 2.6 กาวซีเมนต์ (Cement Glue) กาวซีเมนต์หรือปูนกาว ที่มีส่วนผสมของกาวและปูนเข้าด้วยกันเพื่อใช้แทนปูนและทราย โดยมี คุณสมบัติยึดเกาะวัตถุได้อย่างดีเยี่ยม จึงมักใช้ในงานก่อสร้าง งานปูพื้นกระเบื้อง ปูลงอิฐ และกำแพง ต่างๆ กาวอีพ็อกซี่ (Epoxy Glue) รูปภาพที่ 2.7 กาวอีพ็อกซี่ (Epoxy Glue) เป็นกาวสำหรับใช้อุดรอยรั่วและรอยแตกร้าวต่างๆ มีความทนทานและสามารถแข็งตัวได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับวัสดุจำพวกไม้ โลหะ กระเบื้อง แก้ว และวัสดุอื่น ๆรวมถึงยึดเกาะได้ดีกับวัสดุที่แตกต่าง กัน เช่น ใช้ติดเหล็กเข้ากับแก้ว เป็นต้น
9 กาวยาง (Rubber Glue) รูปภาพที่ 2.8 กาวยาง (Rubber Glue) หรือกาวอะลิฟาติก มีลักษณะเป็นกาวสีเหลืองเนื้อข้นเหนียวที่ใช้ระยะเวลาในการแห้งประมาณ 1-2 ชั่วโมง และจะแห้งสนิทเมื่อทิ้งไว้ข้ามคืน เหมาะกับงานเฟอร์นิเจอร์และงานซ่อมต่างๆ กาวหลอมร้อน (Glue Guns) รูปภาพที่ 2.9 กาวหลอมร้อน (Glue Guns) กาวร้อนชนิดแท่งแข็ง ที่มีทั้งแบบขุ่นและใส โดยจะใช้คู่กับปืนยิงกาวร้อนไฟฟ้าเพื่อหลอมละลายกาว ให้เหลวก่อนยิงลงบนวัสดุที่ต้องการยึดติดและกาวจะแข็งตัวบนวัสดุ จึงมักใช้ในงานฝีมือหรืองานช่างที่ ไม่ต้องการความแข็งแรงมากนัก
10 กาวติดผ้า (Fabric Glue) รูปภาพที่ 2.10 กาวติดผ้า (Fabric Glue) กาวที่ใช้กับวัสดุผ้าโดยเฉพาะ ซึ่งมีคุณสมบัติที่แห้งได้อย่างรวดเร็วและทนทาน อีกทั้งยังไม่ทำให้ผ้า เสียหาย รวมถึงไม่ก่อเกิดอันตรายและไม่มีสารพิษที่ส่งผลเสียต่อผิวหนัง เทปกาวหรือกระดาษกาว รูปภาพที่ 2.11 เทปกาวหรือกระดาษกาว กาวที่มาในรูปแบบเทปม้วนกลมที่ใช้งานได้สะดวกรวดเร็วโดยไม่ต้องรอให้กาวแห้ง ซึ่งมีให้เลือก หลากหลายพื้นผิว ไม่ว่าจะเป็น เทปกาวกระดาษ เทปกาว 2 หน้า เทปกาวใส เทปกาวผ้า ฯลฯ โดย ความสามารถในการยึดเกาะวัสดุต่างๆ จะขึ้นอยู่กับประเภทพื้นผิวของเทปกาวที่สามารถเลือกใช้ได้ ตามต้องการ
11 เทปกาวสำหรับพันสายไฟ รูปภาพที่ 2.12 เทปกาวสำหรับพันสายไฟ เทปกาวที่มีคุณสมบัติกันไฟฟ้า ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ยึดติดสายไฟและใช้ป้องกันการรั่วไหลของ กระแสไฟฟ้า นอกจากนี้เทปพันสายไฟยังทนความร้อนได้สูงมาก ซึ่งเทปกาวประเภทนี้ก็มีหลายชนิด และคุณภาพที่แตกต่างกันไปตามราคา แต่แนะนำว่าให้เลือกใช้เทปกาวที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. จะดีที่สุด การใช้งานของกาวร้อน 1. กาวร้อน (กาวแท่ง) ใช้โดยการเสียบกาวแท่งเข้าไปในปืนยิงกาวร้อน กาวที่จะถูกหลอม ละลายภายในปืนและถูกจ่ายเป็นน้ำกาวออกมาเพื่อทาในบริเวณที่ต้องการ 2. ปืนยิงกาวร้อนกาวสามารถยึดติดได้อย่างรวดเร็วดังนั้น ขั้นตอนการติดกาวจึงใช้เวลาเพียง สั้นๆ 2.3 เทปหนังไก่ รูปภาพที่2.13 เทปหนังไก่
12 “เทปหนังไก่” หรือ ที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “เทปกาวย่น” คือ เทปกาวที่ผลิตจากกระดาษเนื้อบางๆ เคลือบผิวด้านหนึ่งด้วยกาวที่มีค่าการยึดเกาะต่ำสามารถลอกออกได้โดยไม่ทิ้งคราบกาวไม่ทำลาย พื้นผิว สามารถทนต่อสภาพอากาศร้อนจนถึงอุณหภูมิสูงๆได้เป็นนวัตกรรมที่คิดค้นโดย นักวิทยาศาสตร์ชื่อ Richard Gurley Drew ในปี 1925 ซึ่งตอนนั้นเขาได้ทำงานให้กับบริษัทที่ผลิต กระดาษทรายที่ใช้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ แห่งหนึ่งเขาได้ออกสำรวจศูนย์รถเพื่อทดลองกระดาษ ทรายและพบว่าช่างต้องทำสีรถเป็นแบบ 2 สี (Two-Toned) และมีปัญหารอยต่อสีเหลื่อมทับกันจึงได้ เห็นถึงปัญหาและได้กลับไปที่แลปใช้เวลากว่า 2 ปี เพื่อคิดค้นผลิตภัณฑ์เทปหนังไก่/เทปกาวย่นที่ช่วย ให้เราใช้ชีวิตในปัจจุบันได้ง่ายขึ้น เราจึงสามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานจากการทาสีหรือพ่นสีได้ สะดวกสบายมากขึ้น เทปหนังไก่ เทปกาวย่น ทำอะไรได้บ้าง? เทปหนังไก่ PAINTING ทาสี – เทปหนังไก่/เทปกาวย่น ทาสีบ้าน ใช้เพื่อทาบตัดขอบ ประตู, หน้าต่าง, ขอบเสา, ขอบพื้น, ขอบเพดาน เป็นต้น – เทปกาวหนังไก่/เทปกาวย่น พ่นสี เฟอร์นิเจอร์ ทำลวดลายเพิ่มสีสันให้งานเฟอร์นิเจอร์ เช่น ขอบขาโต๊ะหรือทำลายขนาดใหญ่โดยใช้บล๊อกลายวาง ทาบเพื่อติด กันลายบล๊อกเคลื่อน – เทปกาวหนังไก่/เทปกาวย่น พ่นสีรถยนต์ ตัดขอบเข้าโค้งงานพ่นสีในอุตสาหกรรมรถยนต์สามารถเข้าอบสีได้และทนความร้อนสูง STATIONERY เครื่องเขียน – เทปหนังไก่/เทปกาวย่น ติดสันปกหนังสือ มีหลากหลายสีสันใช้ติดสันปกเพื่อช่วยในการจดจำและแยกประเภท – เทปหนังไก่/เทปกาวย่น ตัดขอบงานเขียนแบบระบายสี งานเขียนแบบไม่มีเกินขอบระบายได้เนี๊ยบสีไม่มีเลอะ – เทปหนังไก่/เทปกาวย่น ตกแต่งงานศิลปะการ์ด DIY งานศิลปะต่างๆใช้ตกแต่งเพิ่ม Gimmick ให้กับชื้นงานได้ PACKAGING แพ็คกิ้ง – เทปหนังไก่/เทปกาวย่น ติดกล่องแพ็คสินค้า หลีกเลี่ยงการใช้เทปพลาสติกหันมาใช้เทปกระดาษ Friendly กับโลกมากกว่า FREE STYLE จิปาถะ -เทปหนังไก่/เทปกาวย่น มาร์คจุดบอกตำแหน่ง
13 การระบุตำแหน่งโดยการใช้เทปสีช่วยนำสายตาไปยังจุดที่ต้องการเพื่อใช้ประโยชน์ในการบ่งชี้ -เทปหนังไก่/เทปกาวย่น ป้ายชื่อระบุข้อความ ใช้แสดงความเป็นเจ้าของโดยการเขียนข้อความลงบนเทปและแปะลงบนวัตถุสิ่งของต่างๆ -เทปหนังไก่/เทปกาวย่น จิปาถะ การใช้งานอเนกประสงค์ได้ตามต้องการตามสถานการณ์ของผู้ใช้งาน เช่น ม้วนเทปกาวด้านเหนียวติด การเพื่อซับฝุ่น หรือ ใช้ในงานซ่อมด่วนเพื่อต่อด้ามไม้กวาดให้ติดกันชั่วคราวก่อนซ่อมจริงเป็นต้น Masking Tape ชื่อในภาษาอังกฤษของ “เทปหนังไก่” หรือ “เทปกาวย่น” สืบเนื่องมาจากการใช้งาน ของ “เทปหนังไก่” หรือ “เทปกาวย่น” ในยุคแรกๆที่ใช้งานโดยการปิดทับเพื่อไม่ให้สีที่ทาหรือพ่นโดน จุดที่ไม่ต้องการเรียกกว่าการ Mask off ตัดขอบในการทาสีทำให้ได้ขอบที่คมชัดจึงเรียกว่า Masking Tape ส่วนคำว่า “เทปหนังไก่” หรือ “เทปกาวย่น” ที่ใช้เรียกกันในภาษาไทยสัมพันธ์กับรูปลักษณ ภายนอกของเทป เนื่องจากตัวเทปนั้นมีลักษณะเป็นกระดาษที่ผิวไม่เรียบ มีความย่น คล้ายกับหนังไก่ จึงถูกเรียกว่า “เทปหนังไก่” หรือ “เทปกาวย่น” มาจนถึงปัจจุบัน 1. ควรเลือกเกรด “เทปหนังไก่” หรือ “เทปกาวย่น” ให้เหมาะสมกับงาน เช่น งานพ่นสีอบสีควร เลือกใช้รุ่นที่ทน อุณหภูมิสูงได้ 80 องศาขึ้นไป 2. การเลือกหน้ากว้างของ “เทปหนังไก่” หรือ “เทปกาวย่น” แนะนำเป็นขนาดกว้างมาตรฐานไซส์ 1 /2 / 3 นิ้ว เพราะหาซื้อง่ายไม่ต้องสั่งตัด Cut Size ให้เสียเวลา 3. “เทปหนังไก่” หรือ “เทปกาวย่น” เหมาะสำหรับงานตกแต่ง ทำสีในอู่ซ่อมรถยนต์ โรงงาน เฟอร์นิเจอร์ งานศิลปะ และงานตกแต่งอาคารต่าง ๆ รวมไปถึงงานแพ็คสินค้าด้วย 2.4 ลวด รูปภาพที่2.14 ลวด ลวด สิ่งที่ทําเป็นเส้นยาว ๆ เช่น ลวดหนัง คือ แผ่นหนังที่เอามาทําเป็นเส้นยาว ๆ โลหะที่เอา มารีดเป็นเส้นเช่นนั้นก็เรียกว่า ลวด เช่น ลวดสังกะสี ลวดทองแดง โดยมากมักเรียกสั้น ๆ ว่า ลวด เรียกสิ่งที่ทําด้วยลวด โลหะคล้ายสิ่งทอ ใช้กันยุงต่างมุ้ง ว่า มุ้งลวดเรียกเครื่องปูลาดสําหรับรองนั่ง ทํา
14 ด้วยต้นกก ทอเป็นผืน หน้ากว้างประมาณ 1 เมตร ความยาวไม่จํากัด นิยมใช้ตามวัด ว่า เสื่อลวดลาย ที่ลอกเป็นเส้นกลมยาวไปตามขอบตัวไม้ต่าง ๆ เรียกสิ่งที่นูนขึ้นซึ่งมีลักษณะคล้ายลวด เช่นลวดปาก ปลาลวดเป็นมักเดียวทรงกระบอก , สาระความยืดหยุ่นหรือคันที่ทำจากโลหะ สายไฟที่ใช้ในการแบก กลโหลดหรือไฟฟ้าและสัญญาณโทรคมนาคม ลวดจะเกิดขึ้นโดยทั่วไปการวาดภาพโลหะผ่านรูในตาย หรือวาดแผ่น มาตรวัดลวดมาในหลายมาตรฐานขนาดตามที่แสดงในแง่ของจำนวนวัด คำว่า 'ลวด' ยัง ใช้อย่างหลวม ๆ มากกว่าเพื่ออ้างถึงมัดของเกลียวเช่นใน "ลวดหลายเส้น" ซึ่งถูกต้องมากขึ้นเรียกว่า เชือกลวดในกลศาสตร์หรือสายเคเบิล ในกระแสไฟฟ้าค่าโสหุ้ย "สายไฟ" ตัวนำประกอบด้วยเหล็ก 7 เส้น (ตรงกลาง มีความต้านทานแรงดึงสูง) ล้อมรอบด้วยอลูมิเนียมชั้นนอก 4 ชั้น (ค่าการนำไฟฟ้าสูง) เส้นผ่านศูนย์กลางตัวอย่าง 40 มม.ลวดมาในรูปแบบแกนแข็ง เป็นเกลียว หรือเป็นเกลียว แม้ว่าปกติ จะวงกลมตัดลวดสามารถทำในตารางหกเหลี่ยมแบนสี่เหลี่ยมหรือข้ามส่วนอื่น ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อการตกแต่งหรือเพื่อวัตถุประสงค์ในทางเทคนิคเช่นที่มีประสิทธิภาพสูงขดลวดเสียงในลำโพง คอยล์สปริงแบบแผลขอบ[1] เช่นSlinky toy ทำจากลวดแบนพิเศษ การใช้งานของลวด ภาพระยะใกล้ของสายสำหรับ เปียโนแสดงการพันลวดแบบเกลียว "overspun" ที่ เพิ่มไปยัง สายพาหะหลักลวดมีประโยชน์หลายอย่าง มันเป็นวัตถุดิบในหลาย ๆ ที่สำคัญผู้ผลิตเช่นลวดตาข่าย อุตสาหกรรมน้ำพุวิศวกรรมลวดผ้าทำและเชือกลวดปั่นในการที่จะครองคล้ายสถานที่ไปยังสิ่งทอ เส้น ใย ผ้าลวดที่มีความแข็งแรงและความวิจิตรของตาข่ายทุกระดับใช้สำหรับร่อนและคัดแยกเครื่องจักร สำหรับการระบายน้ำเยื่อกระดาษ สำหรับฉากกั้นหน้าต่าง และเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ มากมาย ปริมาณมหาศาลของอลูมิเนียม , ทองแดง , นิกเกิลและเหล็กลวดมีการจ้างงานสำหรับโทรศัพท์และ สายข้อมูลและเป็นตัวนำในการส่งพลังงานไฟฟ้าและความร้อน มันมีความต้องการไม่น้อยสำหรับการ ฟันดาบและมีการบริโภคมากในการก่อสร้างสะพานแขวนและกรง ฯลฯ ในการผลิตเครื่องดนตรี ประเภทเครื่องสายและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ลวดส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้อีกครั้ง ลวดเหล็กสปริง คาร์บอนและสแตนเลสมีการใช้งานที่สำคัญในสปริงที่ออกแบบสำหรับชิ้นส่วน/ส่วนประกอบที่สำคัญ ของยานยนต์หรืออุตสาหกรรม การทำกิ๊บและกิ๊บ ; เข็มและปลาเบ็ดอุตสาหกรรม; การทำตะปู หมุด และหมุดย้ำ; และเครื่องตอกบัตรใช้ลวดจำนวนมากเป็นวัตถุดิบ โลหะและโลหะผสมบางชนิดไม่มี คุณสมบัติทากายภาพที่จำเป็นต่อการสร้างลวดที่มีประโยชน์ ในตอนแรกโลหะจะต้องมีความเหนียว และมีความตึงซึ่งคุณภาพขึ้นอยู่กับประโยชน์ของลวดเป็นหลัก โลหะหลักเหมาะสำหรับลวดที่มีความ เหนียวเกือบเท่ากับเป็นทองคำ , เงิน , เหล็ก , ทองแดง , อลูมิเนียมและทอง ; และจากโลหะผสม เหล่านี้และโลหะผสมบางชนิดกับโลหะอื่น ๆ เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทองเหลืองและทองแดงลวดที่ เตรียมไว้นั้นด้วยการรักษาอย่างระมัดระวัง สามารถผลิตลวดที่บางมากได้ อย่างไรก็ตาม ลวด
15 วัตถุประสงค์พิเศษนั้นทำมาจากโลหะอื่นๆ (เช่นลวดทังสเตนสำหรับหลอดไส้หลอดไฟฟ้าและหลอด สุญญากาศเนื่องจากมีอุณหภูมิหลอมเหลวสูง) ลวดทองแดงยังชุบด้วยโลหะอื่นๆ เช่น ดีบุก นิกเกิล และเงิน เพื่อรองรับอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ให้การหล่อลื่น และช่วยให้ลอกฉนวนยางออกจากทองแดง ได้ง่ายขึ้นสายโลหะมักจะใช้สำหรับตอนล่างแหลมเสียงการผลิต "สตริง" ในเครื่องสายเช่นไวโอลิน , เชลโล , และกีต้าร์และเครื่องสายจังหวะเช่นเปียโน , dulcimers , dobrosและcimbaloms เพื่อเพิ่ม มวลต่อหน่วยความยาว (และลดระดับเสียงของเสียงให้ดียิ่งขึ้น) สายหลักบางครั้งอาจจะhelicallyห่อ ด้วยอีกสาระปลีกย่อยของลวด สายดนตรีดังกล่าวเรียกว่า "overspun"; ลวดที่เพิ่มอาจเป็นวงกลมใน ส่วนหน้าตัด ("แผลกลม") หรือทำให้แบนก่อนม้วน ("แผลแบน") ประวัติของลวด ในสมัยโบราณ , เครื่องประดับมักจะมีในรูปแบบของเครือข่ายและการตกแต่งที่ใช้จำนวน มากของเส้นลวดที่ทำอย่างถูกต้องและซึ่งจะต้องได้รับการผลิตโดยบางส่วนที่มีประสิทธิภาพหากไม่ได้ ในทางเทคนิคขั้นสูงหมายถึง ในบางกรณี แถบที่ตัดจากแผ่นโลหะจะทำเป็นลวดโดยดึงผ่านรูในลูกปัด หิน สิ่งนี้ทำให้แถบพับเข้าหาตัวเองเพื่อสร้างท่อบาง ๆ เทคนิคการวาดภาพแถบนี้ในการใช้งานใน อียิปต์โดยราชวงศ์ที่ 2 ตั้งแต่กลางสหัสวรรษที่ 2 ก่อนคริสตศักราชลวดทองคำส่วนใหญ่ใน เครื่องประดับมีลักษณะเป็นเส้นตะเข็บที่เดินตามเส้นทางเกลียวตลอดเส้นลวด แถบบิดเกลียวดังกล่าว สามารถเปลี่ยนเป็นเส้นลวดทรงกลมทึบได้โดยการกลิ้งไปมาระหว่างพื้นผิวเรียบหรือวิธีการวาดเส้น ลวด วิธีการผลิตลวดบิดเกลียวถูกแทนที่ด้วยการวาดภาพในโลกเก่าโบราณในช่วงประมาณศตวรรษที่ 8 ถึง 10 มีหลักฐานการใช้การลากไปทางทิศตะวันออกก่อนช่วงเวลานี้ สายสแควร์และหกเหลี่ยมถูก อาจจะทำโดยใช้Swagingเทคนิค ในวิธีการนี้ก้านโลหะถูกกระแทกระหว่างบล็อกโลหะร่องหรือ ระหว่างหมัดร่องและโลหะร่องทั่ง Swaging เป็นของโบราณที่ดีอาจจะนัดหมายกับจุดเริ่มต้นของ คริสตศักราช 2 พันปีในอียิปต์และในที่สำริดและเหล็กยุคในยุโรปสำหรับtorcsและfibulae ลวดสลิง แบบบิดเป็นเกลียวเป็นของประดับตกแต่งที่มีลวดลายทั่วไปในเครื่องประดับอิทรุสกันยุคแรกในช่วง กลางของสหัสวรรษที่ 2 ก่อนคริสตศักราช มีการแนะนำหลอดตกแต่งประเภทใหม่ซึ่งเลียนแบบแนว เม็ด ลวดลูกปัดทรูที่ผลิตโดยใช้เครื่องจักรกลบิดเบือนลวดรอบส่วนที่ปรากฏในเมดิเตอร์เรเนียน ตะวันออกและอิตาลีในปีคริสตศักราชศตวรรษที่สิบเจ็ดบางทีเผยแพร่โดยฟื ลวดลูกปัดยังคงถูก นำมาใช้ในเครื่องประดับในยุคปัจจุบัน แม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่ได้รับความนิยมในศตวรรษที่สิบซีอี เมื่อมี การดึงลวดกลมสองเส้น บิดเข้าด้วยกันเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า 'เชือก' ให้เป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า บรรพ บุรุษลวดลูกปัดอาจจะเป็นแถบหยักและสายซึ่งเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นจากคริสตศักราช 2000 รอบในอ นาโตเลียประติมากรรมลวดสังกะสีของ โซฟี ไรเดอร์นั่งอยู่ใน สวนประติมากรรมยอร์กเชียร์ลวดถูกดึง ในอังกฤษตั้งแต่ยุคกลาง ลวดที่ใช้ทำบัตรและหมุดทำด้วยผ้าขนสัตว์สินค้าที่ผลิตขึ้นซึ่งพระเจ้าเอ็ด
16 เวิร์ดที่ 4 ไม่อนุญาตให้นำเข้าในปี 1463 โรงสีลวดแห่งแรกในบริเตนใหญ่ก่อตั้งขึ้นที่เมืองทินเทิร์นใน ราวปี ค.ศ. 1568 โดยผู้ก่อตั้งบริษัทแร่และแบตเตอรี่ ผลงานผู้ผูกขาดเรื่องนี้นอกเหนือจากโรงสีลวดที่ สองใกล้ๆ ไวท์บรูคไม่มีโรงสีลวดอื่น ๆ ก่อนครึ่งหลังของศตวรรษที่ 17 แม้จะมีโรงสีอยู่ แต่การดึงลวด ลงไปจนถึงขนาดที่ละเอียดยังคงต้องทำด้วยตนเองตามคำอธิบายในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มักจะวาด เป็นรูปทรงกระบอก แต่อาจทำขึ้นจากส่วนที่ต้องการได้โดยการเปลี่ยนโครงร่างของรูในแผ่นดึงซึ่งผ่าน เข้าไปใน กรรมวิธีการผลิตแผ่นเพลทหรือดายเป็นชิ้นส่วนของเหล็กหล่อแข็งหรือเหล็กแข็งหรือสำหรับ งานละเอียดอาจเป็นเพชรหรือทับทิมวัตถุประสงค์ของการใช้อัญมณีล้ำค่าคือเพื่อให้แม่พิมพ์สามารถ นำไปใช้ได้ เป็นระยะเวลานานโดยไม่สูญเสียขนาด ดังนั้นจึงสร้างลวดที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่ถูกต้อง ไดมอนด์ไดมอนด์ จะต้องทำการบัดกรีใหม่เมื่อสูญเสียเส้นผ่านศูนย์กลางของรูเดิม แต่ ดายโลหะจะถูก ลดขนาดอีกครั้งโดยการตอกรูแล้วดริฟท์ออก เพื่อแก้ไขเส้นผ่านศูนย์กลางด้วยหมัด คุณสมบัติของลวด ลวด (Wire) คือเหล็กที่รูปร่างเป็นเส้นยาว มีผิวเรียบ ลักษณะหน้าตัดเป็นทรงกลม มีขนาดและวัสดุที่ หลากหลายให้เลือกใช้ ด้วยคุณสมบัติที่แข็งแรงทนทาน และสามารถเลือกใช้ได้ตามขนาดความยาวที่ ต้องการ ซึ่งการจะนำลวดไปใช้งานนั้น จะต้องคำนึงถึงการใช้งานที่มีความเหมาะสม ในส่วนของความ มากน้อยของงาน กับขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางลวดควรจะมี การผลิตลวด ลวดมักจะลดลงไปขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ต้องการและคุณสมบัติโดยซ้ำวาดภาพผ่านตายก้าวหน้า ขนาดเล็กหรือประเพณีหลุมในแผ่นวาด หลังจากผ่านไปหลายรอบ ลวดอาจถูกอบอ่อนเพื่อให้วาดได้ ง่ายขึ้น หรือหากเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เพื่อเพิ่มความเหนียวและการนำไฟฟ้าสูงสุด การตกแต่ง การเคลือบ และฉนวน สายโคแอกเชียลตัวอย่างหนึ่งของลวดหุ้มและหุ้มฉนวน สายไฟมักหุ้มด้วยวัสดุฉนวนเช่น พลาสติก โพลีเมอร์คล้ายยาง หรือน้ำยาเคลือบเงา ฉนวนและการหุ้ม สายไฟและสายเคเบิลในปัจจุบันทำได้โดยการส่งผ่านเครื่องอัดรีด ก่อนหน้านี้ วัสดุที่ใช้เป็นฉนวน รวมถึงผ้าหรือกระดาษที่ผ่านการบำบัดแล้วและผลิตภัณฑ์จากน้ำมันต่างๆ นับตั้งแต่กลางทศวรรษ 1960 พลาสติกและโพลีเมอร์ที่มีคุณสมบัติคล้ายกับยางได้ครอบงำสองคนหรือมากกว่าสายอาจจะห่อ concentrically คั่นด้วยฉนวนกันความร้อนในรูปแบบคู่สาย ลวดหรือสายเคเบิลอาจได้รับการปกป้อง เพิ่มเติมด้วยสารเช่นพาราฟินสารกันบูดบางชนิด น้ำมันดินตะกั่วปลอกอะลูมิเนียม หรือเทปเหล็ก เครื่องพันเกลียวหรือหุ้มด้วยวัสดุลมเข้าบนลวดซึ่งไหลผ่านอย่างรวดเร็ว เครื่องจักรที่เล็กที่สุดสำหรับ
17 คลุมผ้าฝ้ายบางรุ่นมีดรัมขนาดใหญ่ซึ่งจับลวดและเคลื่อนผ่านฟันเฟือง ลวดผ่านศูนย์กลางของดิสก์ที่ ติดตั้งอยู่เหนือเตียงยาว และดิสก์มีกระสวยจำนวนหนึ่งซึ่งแตกต่างกันไปตั้งแต่หกถึงสิบสองหรือ มากกว่าในเครื่องที่แตกต่างกัน วัสดุปิดทับบนกระสวยแต่ละอัน และปลายถูกนำไปที่ลวด ซึ่งตรง บริเวณตำแหน่งตรงกลางเมื่อเทียบกับกระสวย หลังถูกหมุนด้วยความเร็วที่เหมาะสมกับร่างกาย ผ้า ฝ้ายจึงถูกเสิร์ฟบนเส้นลวด ม้วนเป็นเกลียวเพื่อให้ทับซ้อนกัน หากจำเป็นต้องใช้เกลียวหลายเส้น ดิสก์ จะถูกทำซ้ำ เพื่อให้สามารถบรรทุกหลอดได้มากถึงหกสิบเส้น ชุดที่สองของเกลียวจะถูกวางทับชุดแรก รูปแบบของลวด ลวดแข็ง หรือที่เรียกว่าลวดแข็งหรือเส้นเดี่ยวประกอบด้วยลวดโลหะชิ้นเดียว ลวดแข็งมีประโยชน์ สำหรับการเดินสายเขียงหั่นขนม ลวดแข็งมีราคาถูกกว่าการผลิตมากกว่าลวดตีเกลียว และใช้ในกรณี ที่ไม่ต้องการความยืดหยุ่นในลวดเพียงเล็กน้อย ลวดแข็งยังให้ความทนทานทางกล และเนื่องจากมี พื้นที่ผิวค่อนข้างน้อยซึ่งถูกโจมตีโดยการกัดกร่อน จึงป้องกันสิ่งแวดล้อม ลวดพันเกลียว ลวดทองแดงควั่นลวดตีเกลียวประกอบด้วยลวดขนาดเล็กจำนวนหนึ่งมัดหรือพันเข้า ด้วยกันเพื่อสร้างตัวนำที่ใหญ่ขึ้น ลวดเกลียวมีความยืดหยุ่นมากกว่าลวดแข็งที่มีพื้นที่หน้าตัดเท่ากัน ลวด Stranded จะใช้เมื่อมีความต้านทานสูงขึ้นเพื่อความเมื่อยล้าโลหะเป็นสิ่งจำเป็น สถานการณ์ ดังกล่าวรวมถึงการเชื่อมต่อระหว่างแผงวงจรในอุปกรณ์แผงวงจรหลายแผ่น ซึ่งความแข็งแกร่งของ ลวดแข็งจะทำให้เกิดความเครียดมากเกินไปอันเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวระหว่างการประกอบหรือ การบริการ สายไฟ ACสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า สายเครื่องดนตรี สายเมาส์คอมพิวเตอร์ สายอิเล็กโทรด เชื่อม สายควบคุมที่เชื่อมต่อชิ้นส่วนเครื่องจักรที่กำลังเคลื่อนที่ สายเครื่องขุด; สายเคเบิลเครื่อง ต่อท้าย และอื่น ๆ อีกมากมายที่ความถี่สูง กระแสจะเดินทางใกล้พื้นผิวของเส้นลวดเนื่องจาก ผลกระทบของผิวหนัง ส่งผลให้มีการสูญเสียพลังงานเพิ่มขึ้นในเส้นลวด ลวดตีเกลียวอาจดูเหมือนลด ผลกระทบนี้ เนื่องจากพื้นที่ผิวทั้งหมดของเกลียวมากกว่าพื้นที่ผิวของลวดแข็งที่เท่ากัน แต่ลวดเกลียว ธรรมดาไม่ลดผลกระทบของผิวหนังเนื่องจากเกลียวทั้งหมดลัดวงจรด้วยกันและทำงาน เป็นตัวนำ เดียว ลวดตีเกลียวจะมีความต้านทานสูงกว่าลวดแข็งที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากัน เนื่องจากหน้าตัด ของลวดตีเกลียวไม่ใช่ทองแดงทั้งหมด มีช่องว่างระหว่างเส้นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (นี่คือปัญหาการบรรจุ วงกลมสำหรับวงกลมภายในวงกลม) ลวดตีเกลียวที่มีหน้าตัดของตัวนำเหมือนกันกับลวดแข็งมีเกจ เท่ากันและมีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่าเสมออย่างไรก็ตาม สำหรับการใช้งานความถี่สูงหลายๆ ครั้ง เอฟเฟกต์ระยะใกล้จะรุนแรงกว่าเอฟเฟกต์ที่ผิวหนัง และในบางกรณี ลวดเกลียวธรรมดาสามารถลด ผลกระทบจากระยะใกล้ได้ในบางกรณี เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้นที่ความถี่สูงอาจใช้ลวดลิตซ์ซึ่งมีเกลียว แต่ละเส้นหุ้มฉนวนและบิดเป็นเกลียวในรูปแบบพิเศษ ลวดถักประกอบด้วยเส้นลวดขนาดเล็กจำนวน
18 หนึ่งที่ถักเข้าด้วยกัน ลวดถักไม่ขาดง่ายเมื่องอ ลวดถักมักจะเหมาะที่จะเป็นเกราะป้องกัน แม่เหล็กไฟฟ้าในสายเคเบิลลดเสียงรบกวน จำนวนเส้นลวด ยิ่งเส้นลวดแต่ละเส้นในมัดลวดมากเท่าไหร่ ลวดก็จะยิ่งมีความยืดหยุ่น ทนต่อการหักงอ ทนต่อการ แตกหัก และแข็งแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม เส้นใยจำนวนมากขึ้นจะเพิ่มความซับซ้อนและต้นทุนในการ ผลิตสำหรับเหตุผลทางเรขาคณิตจำนวนต่ำสุดของเส้นมักจะเห็นเป็น 7: หนึ่งอยู่ตรงกลางมี 6 รอบใน การสัมผัสใกล้ชิด ระดับถัดไปคือ 19 ซึ่งเป็นอีกชั้นหนึ่งของ 12 เส้นที่อยู่ด้านบนของ 7 หลังจากนั้น ตัวเลขจะแตกต่างกันไป แต่ 37 และ 49 เป็นเรื่องปกติ จากนั้นในช่วง 70 ถึง 100 (ตัวเลขไม่แน่นอน อีกต่อไป) ตัวเลขที่มากกว่าปกติจะพบได้เฉพาะในสายเคเบิลที่มีขนาดใหญ่มากเท่านั้นสำหรับการใช้ งานที่ลวดเคลื่อนที่ 19 คือค่าต่ำสุดที่ควรใช้ (7 ควรใช้ในการใช้งานที่วางลวดแล้วไม่เคลื่อนที่) และ 49 จะดีกว่ามาก สำหรับการใช้งานที่มีการเคลื่อนไหวซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น หุ่นยนต์ประกอบและสายหู ฟังจำเป็นต้องมี 70 ถึง 100 สำหรับการใช้งานที่ต้องการความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น จะใช้เกลียวมากขึ้น (เช่น สายเคเบิลเชื่อม เป็นตัวอย่างทั่วไป แต่ยังรวมถึงการใช้งานใดๆ ที่ต้องการย้ายสายไฟในพื้นที่ แคบ) ตัวอย่างหนึ่งคือลวด 2/0 ทำจาก 5,292 เส้นของฉบับที่ 36 วัดลวด เส้นถูกจัดระเบียบโดยการ สร้างมัด 7 เส้นก่อน จากนั้น 7 บันเดิลเหล่านี้จะถูกรวมเข้าด้วยกันเป็นซูเปอร์บันเดิล ในที่สุดก็ใช้ ซุปเปอร์บันเดิล 108 ชุดเพื่อสร้างสายเคเบิลขั้นสุดท้าย ลวดแต่ละกลุ่มจะพันเป็นเกลียวเพื่อให้เมื่อ ลวดงอ ส่วนของมัดที่ยืดออกจะเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ เกลียวไปยังส่วนที่บีบอัดเพื่อให้ลวดมีความเค้น น้อยลง 2.5 ไม้ลูกชิ้น รูปภาพที่ 2.15 ไม้ลูกชิ้น
19 ไม้ลูกชิ้น จากต้นไผ่สู่ไม้เสียบลูกชิ้นหลายคนคงเคยกินลูกชิ้นปิ้ง/ต้ม ไก่ย่างที่เสียบไม้ แต่หลายคนก็คง ไม่รู้ว่าขั้นตอนการทำไม้เสียบลูกชิ้น/ไม้ปิ้งไก่เค้าทำกันยังไง ว่ากว่าจะได้ไม้เสียบลูกชิ้นแต่ละขนาดเค้า ใช้ไม้อะไรมาทำแล้วต้องกันแบบไหนใช้เวลานานมั้ย วันนี้จะพาไปดูขั้นตอนการทำในแต่ละขั้นตอนถึง แหล่งทำไม้ปิ้งไก่ ไม้เสียบลูกชิ้นกัน ขั้นตอนการผลิต เริ่มกันด้วยต้นไผ่ เลือกไผ่ที่ขนาดพอดี ไม่อ่อนและไม่แก่เกินไป ตัดไผ่มาเป็นลำ ๆ จัดการ เลื่อยไม้ให้เป็นปล้อง ๆ ตามขนาดที่ต้องการ ที่นิยมคือตั้งแต่ 5-10 นิ้ว แล้วแต่างคนสั่งต้องการแบบ ไหนมากแบบไหนน้อยก็จะมีออร์เดอร์เข้ามาในแต่ละรอบการผลิตหลังจากได้ไม้เป็นปล้อง ๆ แล้วก็ถึง ขั้นตอนการผ่า ถ้าเป็นไม้เสียบลูกชิ้นก็ผ่าให้เป็นชิ้น ๆ ตามขนาดแล้วเสี้ยมปลายให้แหลม เอาไปตาก แดด ประมาณ 2 วัน แล้วนำมาปั่นเอาเสี้ยนออกส่วนให้หมดไม้ปิ้งไก่ก็ผ่าส่วนที่เอาไว้เสียบไก่ แล้ว นำไปตากแดดเช่นกัน ขั้นตอนต่อมาก็คือการนับ มัด ใส่กระสอบรอคนซื้อมารับซื้อไป ซึ่งการซื้อขายก็ จะมีคนมารับซื้อถึงที่เป็นเจ้าประจำกันไป แต่ก็มีบางครั้งที่จะมีขาจรแวะเวียนมาสั่งบ้างบางโอกาสก็จะ เห็นได้ว่ากว่าจะได้ไม้เสียบลูกชิ้น/ไม้ปิ้งไก่ ไม่ง่ายเลย ทุกขั้นตอนคืองานทำมือ ทีละขั้นทีละตอน จน มาเป็นไม้ปิ้งไก่ ไม้เสียบลูกชิ้นให้เราใช้กัน ข้อแนะนำเวลากินหมดแล้วถ้าเป็นไม้เสียบลูกชิ้นให้หักแล้ว มัดรวมกันหลายๆอันก่อนค่อยทิ้งถังขยะ เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการจัดเก็บของคนที่มี หน้าที่ดูแลความสะอาดด้วยการทำไม้เสียบลูกชิ้น/ปิ้งไก่ครั้งนี้ ทำกันที่ ต.บางประมุง อ.โกรกพระ จ. นครสวรค์ ถือเป็นอาชีพเก่าแก่ที่ชาวบ้านแถวนี้ทำกันมานาน แต่ปัจจุบันก็เหลือคนทำไม่มากแล้ว ด้วย ราคาค่าทำก็ไม่ได้มาก คนรุ่นใหม่ ๆ ก็คงจะไม่มีใครทำกันแล้ว ก็ไม่รู้ว่าใรอนาคตการทำไม้ปิ้งไก่ ไม้ เสียบลูกชิ้นในพิ้รที่จะเป็นอย่าไร แต่อย่างน้อยตอนนี้คนในพื้นที่ ที่ยังทำไหวก็ยังยืนยันว่าจะทำอาชีพนี้ กันต่อไป ก็ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของการสร้างงาน ส่งเสริมอาชีพในชุมชน ซึ่งในแต่ละพื้นที่ก็คงแตกต่าง กันไป ยังมีอีกมากมายหลายอาชีพให้เราได้เรียนรู้ศึกษากัน เครื่องทําไม้ เสียบลูกชิ้น รูปภาพที่ 2.16 เครื่องทําไม้ เสียบลูกชิ้น
20 2.6 กรรไกรตัดกิ่ง กรรไกรตัดแต่งกิ่งหรือที่เรียกว่ากรรไกรตัดแต่งกิ่งแบบมือเป็นเครื่องมือทำสวนชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับตัด แต่งและตัดแต่งต้นไม้ พุ่มไม้ และกิ่งไม้ขนาดเล็ก ประกอบด้วยใบมีดสองใบที่ลับคมด้านหนึ่งและหมุน บนศูนย์กลาง ใบมีดทำงานโดยการบีบที่จับเข้าหากัน ซึ่งทำให้ใบมีดปิดและตัดผ่านวัสดุปลูก รูปภาพที่ 2.17 กรรไกรตัดกิ่ง คุณลักษณะกกรไกรตัดกิ่ง กรรไกรตัดกิ่ง ใช้สำหรับตัดแต่งเล็มกิ่งไม้ขนาด ตัดกิ่งไม้สดขนาด 45มม.ได้ ตัดใบพืชที่แห้งเป็นโรคทิ้ง ตัดแต่งต้นไม้ที่มีใบหนาเกินไป ตัดลวด และประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย คุณสมบัติ - ความยาวทั้งอัน 77 ซม. โดยประมาณ - ด้ามขยายจาก 55ซม. เป็น 77ซม. ได้ -ทำให้ใช้งานได้ทั้งตัดกิ่งไม้เตี้ย และกิ่ง ไม้สูง ประเภทของกรรไกรตัดกิ่ง รูปภาพที่2.18 กรรไกรตัดกิ่งปากโค้ง pruning shears รุ่น SOLO 213
21 กรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้ปากโค้ง pruning shears รุ่น SOLO 213 กรรไกรตัดกิ่ง ใช้สำหรับตัดแต่งเล็มกิ่งไม้ขนาดเล็ก ตัดใบพืชที่แห้งเป็นโรคทิ้ง ตัดแต่งต้นไม้ที่มีใบหนา เกินไป ตัดลวด และประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย คุณสมบัติ - ความยาวทั้งอัน 7 นิ้ว - เป็นเหล็ก แข็งแรง ทนทาน ใช้งานง่าย - มี Stopper ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษสำหรับระบบล็อคเพื่อเพิ่ม ความปลอดภัยในการเก็บรักษาหลัง การใช้งาน - มีสปริง เพื่อช่วยผ่อนแรง การเก็บรักษา: เมื่อใช้แล้วให้เช็ดให้สะอาด จะดียิ่งขึ้นถ้าสามารทาน้ำมันเพื่อกันสนิม และหยอดน้ำมัน ที่สปริง ก่อนเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย รูปภาพที่2.19 กรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้ปากโค้ง pruning shears รุ่น SOLO 164 กรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้ปากโค้ง pruning shears รุ่น SOLO 164 กรรไกรตัดกิ่ง ใช้สำหรับตัดแต่งเล็มกิ่งไม้ขนาดเล็ก ตัดใบพืชที่แห้งเป็นโรคทิ้ง ตัดแต่งต้นไม้ที่มีใบหนา เกินไป ตัดลวด และประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย คุณสมบัติ - ความยาวทั้งอัน 8 นิ้ว - เป็นเหล็ก แข็งแรง ทนทาน ใช้งานง่าย - มี Stopper ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษสำหรับระบบล็อคเพื่อเพิ่ม ความปลอดภัยในการเก็บรักษาหลัง การใช้งาน - มีสปริง เพื่อช่วยผ่อนแรง การเก็บรักษา: เมื่อใช้แล้วให้เช็ดให้สะอาด จะดียิ่งขึ้นถ้าสามารทาน้ำมันเพื่อกันสนิม และหยอดน้ำมัน ที่สปริง ก่อนเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย
22 รูปภาพที่2.20 กรรไกรตัดกิ่งปากโค้ง SOLO MS -850 กรรไกรตัดกิ่ง ใช้สำหรับตัดแต่งเล็มกิ่งไม้ขนาดเล็ก ตัดใบพืชที่แห้งเป็นโรคทิ้ง ตัดแต่งต้นไม้ที่มีใบหน เกินไป ตัดลวด และประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย - ความยาวทั้งอัน 8 นิ้ว - ปากกรรไกร ทำจากเหล็กแข็ง SK-5 ผ่านการชุบแข็ง 55-58 HRC - มี Stopper ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษสำหรับระบบล็อคเพื่อเพิ่ม ความปลอดภัยในการเก็บรักษาหลัง การใช้งาน - มีสปริง เพื่อช่วยผ่อนแรง อะไหล่ ของแถมในชุด: - ใบมีด จำนวน 1 อัน - สปริงกันกระแทก จำนวน 1 อัน การเก็บรักษา: เมื่อใช้แล่้วให้เช็ดให้สะอาด จะดียิ่งขึ้นถ้าสามารทาน้ำมันเพื่อกันสนิม และหยอดน้ำมัน ที่สปรืง ก่อนเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย รูปภาพที่2.21 กรรไกรตัดกิ่ง SOLO 3130-8
23 กรรไกรตัดกิ่ง SOLO 3130-8" (ผ่อนแรง) เป็นแบบ 3 จังหวะ ซึ่งช่วยผ่อนแรง, ตัดกิ่งไม้หนา 24มม.ได้ กรรไกรตัดกิ่ง ใช้สำหรับตัดแต่งเล็มกิ่งไม้ขนาดเล็ก ตัดใบพืชที่แห้งเป็นโรคทิ้ง ตัดแต่งต้นไม้ที่มีใบหนา เกินไป ตัดลวด และประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย คุณสมบัติ - ความยาวทั้งอัน 8 นิ้ว - เป็นเหล็ก SK5 แข็งแรง ทนทาน ใช้งานง่าย - ตัวมีด เป็นสแตนเลส - มี Stopper ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษสำหรับระบบล็อคเพื่อเพิ่ม ความปลอดภัยในการเก็บรักษาหลัง การใช้งาน - มี PVC Grips การเก็บรักษา: เมื่อใช้แล้วให้เช็ดให้สะอาด จะดียิ่งขึ้นถ้าสามารทาน้ำมันเพื่อกันสนิม และหยอดน้ำมัน ที่สปริง ก่อนเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย 2.7 ดอกสว่าน ดอกสว่านที่เราทุกคนเคยใช้นั้น ถูกผลิตมาเพื่อการใช้เจาะกับวัสดุที่แตกต่างกัน เช่น ไม้,พลาสติก, อลูมิเนียม,เหล็ก,เหล็กแข็ง,สแตนเลส ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทางผู้ผลิต(maker) เลือกวัสดุนำมาใช้ทำ ดอกสว่าน รูปภาพที่2.22 ดอกสว่าน ซึ่งวัสดุหลักๆ ที่ทางผู้ผลิตใช้ผลิตดอกสว่าน เช่น - เหล็กคาร์บอน (Carbon Steel)
24 ดอกสว่านที่ผลิตจากวัสดุชนิดนี้ เหมาะกับผิวงานที่ไม่แข็ง เช่น ไม้ พลาสติก เหล็กทั่วไป คมของดอก จะสึกไว จึงต้องหมั่นลับคมอยู่บ่อยๆ แต่ข้อดีของดอกสว่านแบบนี้คือ มีราคาที่ถูก ลับคมง่าย. -เหล็กกล้า (HSS Steel) เป็นชนิดที่นิยมใช้ในหลายๆโรงงาน เนื่องจากมีความทนทานและทนความร้อนได้ดีกว่าเหล็กคาร์บอน เหมาะสำหรับเจาะเหล็กคาร์บอนต่ำ เหล็กคาร์บอนปานกลาง เหล็กหล่อ ทองแดง อลูมิเนี่ยม. -เหล็กกล้าโคบอล (HSS Co) เป็นดอกสว่านที่อัพเกรดจาก HSS ธรรมดา โดยการเติมโคบอลลงไปในเนื้อเหล็ก ส่งผลให้ดอกสว่านมี ความแข็งและทนความร้อนที่เพิ่มขึ้น เหมาะสำหรับเจาะงาน สแตนเลส และ เหล็กที่มีความแข็ง พอประมาณ. -HSS powder metallurgy คือดอกสว่านที่ผ่านกรรมวิธีการขึ้นรูปจากผงโลหะมีความคงทนเท่ากันทั้งโครงสร้าง มีความเหนียว และทนความร้อนได้สูงถึง 600องศา หากดอกสว่านชนิดนี้ผ่านการเคลือบผิว(coating) จะมีคุณสมบัติ เกือบๆเท่าดอกสว่านคาร์ไบด์ ดอกสว่านชนิดนี้เหมาะกับงานเจาะ ไทเทเนียม อัลลอย,Inconel,เหล็ก แข็ง และ Exotic materials. -คาร์ไบด์ (Carbide) เป็นวัสดุที่มีราคาสูงและแข็งมากสามารถรักษาความคมไว้ได้นานและดอกสว่านชนิดนี้มีอายุการเจาะ (Tool Life)ที่นานกว่าดอกสว่านHSS ชนิดอื่นๆ จึงเหมาะกับงานเจาะรูจำนวนมาก(Mass Product) เพื่อให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อรูถูกลง หรือเจาะเหล็กที่มีความแข็งสูงมาก (ได้ถึง68HRC สำหรับรุ่นเฉพาะ). -PCD (Polycrytalline diamond) เป็นวัสดุเพชรสังเคราะห์อุตสาหกรรมที่มีราคาแพงและอนุภาคที่เล็กละเอียดมาก จึงส่งผลให้มีความ แข็งและทนความร้อนได้สูงที่สุดในทุกๆวัสดุที่กล่าวมาข้างต้น ทางผู้ผลิต(Maker)นิยมนำไปเชื่อมติด เป็นปลายหัวดอกสว่าน เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องบิน ยานยนต์ ยานอวกาศ และ วัสดุคอม โพสิตชนิดต่างๆ. ในความเร็วรอบและเงื่อนไขที่เหมาะสมดอกสว่านชนิดนี้มีการสึกหรอที่ช้ามาก ชนิดของสว่าน -สว่านไขควงไฟฟ้า -สว่านไฟฟ้า -สว่านกระแทก -สว่านโรตารี่ -สว่านไร้สาย
25 ประเภทของดอกสว่าน ดอกสว่านเป็นเครื่องมือช่างที่สำคัญที่ต้องใช้ร่วมกับสว่าน ดอกสว่านในท้องตลาดปัจจุบันมีหลาย ขนาด และหลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นงานไม้, งานเหล็ก, งานปูน, งาน คอนกรีต ดังนั้นการเลือกซื้อดอกสว่านมาใช้งานต้องเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานด้วย ซึ่งแบ่ง ประเภทของดอกสว่านได้ 3 ประเภท ดังนี้ 1.) ดอกสว่านเจาะไม้ มีลักษณะส่วนปลายแหลมมีหัวเกสร ช่วยในการนำศูนย์ ปลายดอกจะคล้ายหางปลา ลดการแกว่ง เป็นดอกสว่านที่ใช้สำหรับเจาะไม้ที่มีขนาดไม่กว้างนัก โดยขนาดที่นิยมใช้กันทั่วไป คือ ขนาด 5, 6 หรือ 8 มิลลิเมตร ดอกสว่านเจาะไม้ผลิตจากเหล็กคาร์บอนต่ำ ทำให้ไม่สามารถทนความร้อนและแรง เสียดทาน 2.) ดอกสว่านเจาะเหล็ก เป็นดอกสว่านที่ใช้เจาะวัสดุเนื้อเเข็ง เหล็ก อลูมิเนียม หรือวัสดุเนื้ออ่อนได้ มีลักษณะเป็นเกลียวตัด ตลอด ปลายดอกสว่านจะแหลมเพื่อใช้ในการจิกชิ้นงาน สามารถนำมาใช้เจาะชิ้นงานที่เป็นไม้หรือ โลหะทั่วไป รวมถึงพลาสติกได้อีกด้วย โดยดอกสว่านเจาะเหล็กจะแบ่งตามชนิด ดังนี้ -ดอกสว่านชุบดำ เป็นเเบบที่ใช้งานทั่วไป เจาะไม้ เจาะเหล็กได้ เเต่จะค่อยไม่เเข็งเเรง เเตกหักง่าย หากเจาะวัสดุที่มีความเเข็งมาก -ดอกสว่านไฮสปีด ใช้งานเจาะทั่วไป เจาะเหล็ก เจาะไม้ วัสดุเนื้อเเข็ง เป็นดอกที่มีความทนทาน มากกว่าดอกสว่านเเบบชุบดำ -ดอกสว่านไฮสปีดเคลือบไทเทเนียม จะเป็นดอกสีทอง ใช้งานได้ดีกว่าดอกไฮสปีดทั่วไป ทนความร้อน ได้ดีกว่า อายุการใช้งานนานกว่า -ดอกสว่านเจาะสเตนเลส มีความเที่ยงตรงและความคงทนสูง ตัวดอกสว่านเคลือบ COBALT เพื่อทน การเสียดสีและความร้อนทำให้อายุการใช้งานยาวนาน ซึ่งดอกสว่านไฮสปีดเเบบธรรมดาจะเจาะส เเตนเลสไม่เข้า -ดอกสว่านทรงเจดีย์ ใช้เจาะไม้ เจาะเหล็กหนาได้ตามขนาดความสูงของชั้นดอกเจาะ ใช้เจาะทำฉาก ทำชั้นวาง เจาะพลาสติก อลูมิเนียม ชุบไทเทียมเพิ่มอายุการใช้งานไม่ต้องใช้ดอกสว่านเจาะนำ หมด ปัญหาดอกสว่านไหม้ ดอกสว่านหัก ดอกสว่านแกว่ง -ดอกโฮลซอว์เจาะเหล็ก เป็นดอกสว่านที่ใช้เจาะรูขนาดใหญ่กว่าดอกสว่านธรรมดา ลักษณะคล้ายกับ ดอกโฮลซอล์เจาะไม้ ใช้ได้กับสว่านเเท่นเเละสว่านไฟฟ้า 3.) ดอกสว่านเจาะปูนหรือเจาะคอนกรีต มีลักษณะของดอกสว่านเป็นเกลียวบิด ส่วนปลายดอกเป็นเหล็กชุบแข็งพิเศษ เพื่อช่วยรองรับแรง กระแทกจากการใช้งาน เหมาะสำหรับการเจาะปูน ซีเมนต์ บล็อก หรืออิฐ เป็นต้น ดอกสว่านชนิดนี้
26 จะผลิตจากเนื้อโลหะที่อ่อนกว่าส่วนหัวเจาะ สว่านหัวเจาะจะผลิตจากทังสเตนคาร์ไบด์ แบ่งตามชนิด ดังนี้ -ดอกสว่านเจาะคอนกรีตก้านกลม เหมาะกับการเจาะรูสำหรับติดตั้งตัวยึดทั่วไป เช่น พุกเหล็ก พุก พลาสติก เป็นดอกสว่านที่ใช้กับสว่านกระเเทกได้ทุกรุ่น หัวดอกเป็นทังสเตนคาร์ไบด์คุณภาพดี มีคม ตัดทั้งสองด้าน -ดอกสว่านโรตารี่ ดอกสว่านนี้สามารถเจาะคอนกรีตได้อย่างทะลุทะลวง คอนกรีตเสริมเหล็ก แผ่น ตระแกรงเหล็ก หรือหินที่แข็งแกร่ง หัว 4 เขี้ยวผลิตจาก คาร์ไบร์เกรดสูงสุด ทำให้การเจาะแม่นยำ ง่ายดาย ใช้ได้ยาวนาน และเจาะเป็นวงกลมได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด -ดอกสว่านโฮลซอว์เจาะคอนกรีต มีลักษณะเป็นทรงกระบอก มีเเกนสำหรับเจาะนำศูนย์ ใช้สำหรับ เจาะปูน และคอนกรีตเพื่อให้ท่อหรือวัสดุต่าง ๆ ลอดผ่านรูไปได้ใช้ร่วมกับสว่านโรตารี่ วิธีเก็บรักษาดอกสว่าน 1.ลับดอกสว่านให้คมอยู่เสมอ โดยการใช้หินเจียร 2.ถอดดอกสว่านออก แล้วหมุนหัวจับดอกสว่านให้เข้าที่ 3.ทาจารบีที่เฟืองและหัวจับดอกสว่านเดือนละครั้ง 4.เลือกดอกสว่านให้มีฟันเลี้อยและคมจิกที่เหมาะสมกับงาน 5.เลือกความเร็วรอบให้เหมาะสมกับชนิดของวัสดุ 6.ไม่ควรใช้มือดึงเศษโลหะในขณะทำการเจาะ 2.8 สว่าน สว่าน (Drill) เป็นเครื่องมืองานช่างทั่วไป มักใช้ในงานไม้ งานปูนคอนกรีต และงานโลหะ มีหน้าที่ใช้ สำหรับเจาะรู กระแทกวัตถุใช้ไขหรือคลายสกรูในการถอดและประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันโดย ที่ไม่ต้องออกแรงมาก สว่านมีรูปทรงลักษณะคล้ายปืน มีด้ามจับ ส่วนปลายเป็นปากสำหรับยึดดอก สว่าน ซึ่งดอกสว่านมีลักษณะเป็นแท่งเกลียวยาวปลายแหลมที่สามารถหมุนเจาะทำให้เป็นรูได้ ดอก เจาะสว่านมีหลายประเภทและมีหลายขนาดสามารถถอดและเปลี่ยนดอกสว่านได้ตามต้องการสว่าน เป็นเครื่องมือช่าง ชิ้นสำคัญในการทำวัสดุให้มีรูกลมเพื่อใช้ในการยึดกับวัสดุหนึ่งเข้ากับ อีกวัสดุ โดย ใช้วัสดุสิ้นเปลืองคือ ดอกสว่าน เป็นตัวกระทบวัตถุทั้งนี้สว่านเองยังมีหลายประเภท รวมทั้งซึ่งการ ออกแบบนั้นก็จะขึ้นอยู่กับการใช้งาน บางรุ่นสร้างมาเพื่อขันก็ยังมี บางรุ่นทั้งขันทั้งตอกก็มี สว่านมี ลักษณะมากมายหลายแบบและมีความแตกต่างทั้งในเรื่องของ ความเร็ว ขนาด กำลัง แต่ละแบบจะมี ตัวตนและ คาแรคเตอร์ที่แตกต่างกันไป ในขณะนี้สว่านเป็นเครื่องมือช่างที่สำคัญที่สุดเครื่องมือหนึ่ง
27 โดยเฉพาะสว่านไร้สายที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน ซึ่งสวนทางกับสว่านไฟฟ้าที่กำลังได้รับ นิยมลดลงไปเรื่อยๆนั่นเอง โดยทั่วไป สว่านจะใช้ในงานไม้ งานเหล็ก งานก่อสร้าง งานประกอบชิ้นส่วน รวมไปถึงงานที่พิเศษเช่น งานอวกาศ และงานด้านการแพทย์ อีกด้วย ประวัติศาสตร์ของ สว่าน ประวัติศาสตร์ของสว่านเกิดขึ้นเมื่อ 35,000 ปีก่อน คริสตกาลโฮโมเซเปียนส์ มีการค้นพบประโยชน์ใน การเจาะจากเครื่องมือที่สร้างด้วยหินรูปทรงปลายแหลมที่สามารถหมุนได้ โดยใช้มือหมุนไปกลับเพื่อ เจาะรูทะลุ วัสดุอื่นๆ นี่คือบรรพบุรุษของสว่านอย่างแท้จริง โดยต่อมาได้ประยุคในการใช้งานจาก วัฒนธรรมยุคโบราณเรื่อยมา โดยได้ทำการเปลี่ยนวัสดุต่างๆในการใช้งานเช่น กระดูกงาช้าง เขากวาง ทำให้มีการใช้เทคนิคนี้กันทั่วโลกในยุคโบราณโดยหลังจากนั้น สว่านแบบ machine drills เครื่องแรก ของโลกได้ถือกำเนิดขึ้น จาก Bow drill เนื่องจากว่าเครื่องมือชนิดนี้ได้ใช้กลไกลทำให้ดอกสว่าน เคลื่อนที่แบบหมุนโดยสายของเครื่องมือซึ่งเป็นกลไกลที่ทำให้การเจาะวัสดุมีประสิทธิภาพดีขึ้น โดย สว่านแบบ Bow drill ได้รับการพัฒนา ให้เป็นเครื่องมือในการจุดไฟในเวลาต่อมา ในที่สุดเมื่อมาถึงยุค โรมัน สว่านก็ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยสิ่งประดิษฐ์นี้มีชื่อว่า Pump drill ตัวเครื่อง มือนี้เอง เป็นสว่านที่หมุนในแนวตั้งโดยความแม่นยำของสว่านนั้นได้ถูกพัฒนาขึ้นจากตัวมูเล่ที่มี ศูนย์ ถ่วงกดลงมานั่นเองPump drillPump drill ในราวศตวรรษที่ 13 ได้มีการพัฒนารูปแบบของดอก สว่านให้มีลักษณะปลายแบบ กลวงเพื่อการเจาะวัสดุเฉพาะส่วนนอกของมันทำให้เหลือส่วนที่เป็นวัสดุ ด้านในออกมาด้วยนี่คือต้นกำเนิดของดอกสว่าน HOLE-SAW นั่นเอง ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมีการค้นพบวิธีประดิษฐ์มอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้สว่านติดกับ มอเตอร์ได้กำเนิดขึ้น เมื่อมีการคิดค้น สว่านไฟฟ้า ออกมาจาก Arthur James Arnot หลังจากนั้น สว่านไฟฟ้าก็ได้รับการพัฒนารูปทรงเรื่อยมาจนมีการปรับรูปทรงให้คล้ายกับปืนพก โดยในช่วง ศตวรรษนี่เอง สว่านได้พัฒนารูปแบบให้สร้างขึ้นสำหรับงานเฉพาะเจาะจงในหลากหลายมิติ สว่าน แบ่งรูปแบบได้ดังนี้ โดยในรูปแบบของสว่านอาจจะมีการต้องการพลังงานที่แตกต่างกันเช่น สว่านไฟฟ้า สว่านลม หรือ สว่านเครื่องยนต์ที่ใช้ในงานเจาะดิน ระบบสว่านกระแทกส่วนมากจะใช้ในงานเจาะวัสดุแข็ง เช่น ปูน อิฐ รวมไปถึงสว่านที่มีลักษณะใหญ่เช่นบ่อขุดเจาะน้ำมัน โดยสว่านที่มือถือได้บางจำพวกยังสามารถ นำมาขันสกรูเพื่อวัสดุได้อีกด้วย - สว่านมือ - สว่านไฟฟ้า
28 - สว่านไร้สาย - สว่านกระแทก - สว่านโรตารี่ - สว่านแท่น โดยสว่านที่มีชื่อเสียงในประเทศไทยในปัจจุบันมีหลายยี่ห้อซึ่งแตกต่างกันไปอาทิ เช่น - สว่าน bosch - สว่าน makita - สว่าน dewalt - สว่าน milwaukee - ประวัติของ สว่านไฟฟ้า ในยุคปัจจุบัน สว่านไฟฟ้า เป็นของใช้ในบ้านและการก่อสร้างทั่วไป วันและเวลาของ สว่านไฟฟ้าได้ ผ่านไปแล้วแม้ว่าบางครั้งจะตอบสนองวัตถุประสงค์ที่เป็นประโยชน์อย่างมาก แต่ส่วนใหญ่ถูกแทนที่ ด้วยสว่านไฟฟ้ารุ่นไร้สาย วัตถุประสงค์ดั้งเดิมของสว่านไฟฟ้า คือการเจาะหิน โลหะ หรือไม้ ในช่วง หลายปีที่ผ่านมาการใช้งานนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญแต่การใช้งานมันนั้นมีการขยายตัว มากขึ้น สว่านไฟฟ้า มีหลายประเภท เช่น สว่านไฟฟ้าประเภท Bore Drill ซึ่งใช้เฉพาะเจาะรูง่ายๆ สว่านไฟฟ้าประเภทนี้ดำเนินการพัฒนาในประเทศอียิปต์ประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล และสว่าน ไฟฟ้าประเภท Auger ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นและใช้ในยุคโรมันและยุคกลาง อย่างไรก็ตาม ฉันจะมุ่งเน้นเพิ่มเติมเกี่ยวกับสว่านไฟฟ้าที่เราคุ้นเคย สว่านไฟฟ้า การเชื่อมต่อมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ากับ สว่านไฟฟ้าเราให้เครดิตกับชาวออสเตรเลียคู่หนึ่ง คือ Arthur Arnot และ William Brain สำหรับการเชื่อมต่อและรวมสว่านไฟฟ้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า สิ่งนี้ เกิดขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 1889 ทำให้สว่านไฟฟ้ามีอายุมากกว่า 125 ปี เพียงแค่ห้าปีต่อมามีบุคคลหนึ่ง ที่มีแนวคิดจะใช้สว่านไฟฟ้าและออกแบบให้พอเหมาะกับมือของผู้ใช้และทำให้สะดวกต่อการพกพา Germans Wilhelm และ Carl Fein ประเทศเยอรมนีได้รับเครดิตสำหรับแนวคิดวิวัฒนาการดังกล่าว นอกจากนี้สวิตช์สั่งงาน (Trigger switch) และสว่านไฟฟ้า ด้ามปืนพกถูกสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1917 โดย Black& Decker ซึ่งอาจทำให้คุณประหลาดใจมอเตอร์สว่านไฟฟ้า Black & Deckerวิวัฒนาการของ สว่านไฟฟ้า นี้นำมาซึ่งการออกแบบจำนวนมากสำหรับสิ่งที่แนบมาที่สามารถใช้กับ สว่านไฟฟ้า สิ่งนี้ ปรับปรุงความเอนกประสงค์และฟังก์ชันการทำงาน ปัจจุบันนี้ไม่เพียงแค่เจาะรูอีกต่อไปสว่านไฟฟ้า สามารถใช้เป็นเครื่องขัดกระดาษทราย (Orbital sander) และเลื่อยไฟฟ้า (Power saw) และสว่าน
29 ไฟฟ้าแทนที่จะใช้งานโดยช่างไม้ แต่ปัจจุบันช่างประปาและช่างไฟฟ้าก็สามารถใช้งาน สว่านไฟฟ้าได้ เช่นกันBlack & Decker พัฒนาเทคโนโลยีของสว่านไฟฟ้าอีกครั้งโดยการสร้างสว่านไฟฟ้าไร้สายใน ค.ศ. 1961 เป้าหมายหลักสำหรับการใช้ คือ การใช้เกี่ยวกับด้านพาณิชย์และอุตสาหกรรม (มีผู้อ้างว่า Makita ผู้ผลิตเครื่องมือชาวญี่ปุ่นสร้างสว่านไฟฟ้าไร้สายเครื่องแรกใน ค.ศ. 1978 ซึ่งอาจเป็นความ จริงเท่าที่เกี่ยวข้องกับการเป็นเครื่องแรกที่เปิดเผยต่อประชาชนทั่วไป) แม้ว่านี่จะไม่ใช่สิ่งที่สร้างความ ประทับใจให้กับเราในปัจจุบัน แต่สำหรับบุคคลกลุ่มอื่นๆเช่นผู้รับเหมาผู้ซึ่งทำงานกับ สว่านไฟฟ้าที่ หลากหลายเพื่อวัตถุประสงค์ที่หลากหลายเทคโนโลยีนี้จึงเป็นสิ่งยิ่งใหญ่มากในสถานที่ก่อสร้างมี ปลั๊กไฟไม่มากนักดังนั้นเพื่อให้ช่างไม้มืออาชีพมีเครื่องมือช่างพร้อมใช้งานทุกเมื่อที่ต้องการช่วย ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย อีกปัจจัยหนึ่งที่เปลี่ยนวิธีการที่ผู้คนใช้สว่านไฟฟ้าคือความก้าวหน้าของ แบตเตอรี่สำรองไฟฟ้าแบบพกพา กำลังไฟฟ้าสว่านไฟฟ้าที่มีอยู่เริ่มจาก 4.8 โวลต์ใน ค.ศ. 1960 เป็น 9.6 โวลต์ใน ค.ศ. 1980 และปัจจุบันเรามีกำลังไฟฟ้า 36 โวลต์และสูงกว่า บริษัทรายใหญ่ที่ผลิต สว่านไฟฟ้าแม้ว่าจะมีผู้คนและ บริษัท จำนวนไม่น้อยที่ได้รับการคัดเลือก (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Black&Decker) ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการพัฒนาสว่านไฟฟ้า แต่ก็มี บริษัทอื่นๆ อีกหลายแห่งที่พัฒนาสว่านไฟฟ้าและวางไว้ในมือของทุกคน Raymond DeWalt ก่อตั้ง บริษัท DeWalt Power Tool ที่มีชื่อเสียงในเมืองบอลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ใน ค.ศ. 1923 ซึ่งจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ สว่านไฟฟ้า ที่ทนทานและน่าเชื่อถือมากที่สุดในตลาด ในปีเดียวกันนั้นบริษัท Milwaukee Electric Tool ถูกสร้างขึ้นโดย A.F. Siebert ซึ่งเป็นผู้ผลิตสว่านไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดอีกรายหนึ่ง และใน ค.ศ. 1924 เราเห็นบริษัท Michel Electric Hand Saw เข้าสู่ตลาดด้วยชื่อแบรนด์ Skil สว่านไฟฟ้าไม่มีประวัติเครื่องมือไฟฟ้าขนาดเล็กที่จะสมบูรณ์หากไม่รวมแบรนด์ Sears Craftsman ซึ่งเริ่มต้นใน ค.ศ. 1927 ในขณะที่ร้านค้าปลีกแบรนด์นี้ไม่ได้มีชื่อเสียงเท่าที่เคยมีมา แต่แบรนด์นี้ยังคง เป็นส่วนสำคัญของวิวัฒนาการของสว่านไฟฟ้า นี่คือจุดสำคัญบางประการในการพัฒนาสว่านไฟฟ้าในประวัติศาสตร์ มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่มี อิทธิพลต่อการออกแบบและการสร้างสว่านไฟฟ้าที่เรารู้จักในปัจจุบัน แต่การนำเข้าสู่ตลาดและความ นิยมเกิดขึ้นจากบริษัทหลายแห่งที่เห็นว่ามีประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป ไม่ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสว่านไฟฟ้า ความก้าวหน้าเหล่านั้นจะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีการใช้ ไฟฟ้าและพลังงานแบตเตอรี่กับอุปกรณ์
30 ประเภทของสว่าน หากแบ่งตามการใช้งานแล้วสว่านจะมีหลากหลายมาก ตั้งแต่แบบมือถือไปจนถึงแบบตั้งโต๊ะ ขนาดใหญ่ จึงขอยกตัวอย่างสว่านแบบมือถือที่เราเคยเห็นกัน ซึ่งแบ่งได้ดังนี้ สว่านไขควงไฟฟ้า (Electric Screwdriver) มีกำลังไม่สูงมากนัก มีทั้งแบบไร้สาย ใช้แบตเตอรี่ และใช้ถ่าน หน้าที่หลักคือการไขสกรู จึงมีระบบ ควบคุมแรงบิดและรอบหมุน สามารถกลับทางหมุนได้ เพื่อให้เหมาะกับทั้งการไขสกรู และการคลาย สกรู รูปภาพที่2.23 สว่านไขควงไฟฟ้า (Electric Screwdriver) สว่านไฟฟ้า (Electric Drill) มีกำลังประมาณ 300-550 วัตต์ มีน้ำหนักเบา ถูกออกแบบมาเพื่อสำหรับงานเจาะไม้, เจาะเหล็ก, เจาะพลาสติก, ขันน็อต, ขันสกรู แต่ไม่สามารถเจาะปูน อิฐ และหินได้ ข้อดีคือมีสายไฟ จึงสามารถใช้ งานอย่างต่อเนื่อง สว่านประเภทนี้เน้นงานไม้เป็นหลัก เหมาะสำหรับมีติดบ้านไว้ใช้งานเบา ๆ เช่น เจาะชั้นไม้, หิ้งพระ, ที่แขวนรูป, ใช้เป็นไขควงไฟฟ้า, ใช้ในงานฝีมือ DIY ต่าง ๆ เพราะมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบากว่าสว่านแบบอื่น หรือไว้ใช้สำหรับเจาะเพดาน หรือเจาะเหล็กกล่องโครงหลังคาเพื่อยึด หลังคา รูปภาพที่2.24 สว่านไฟฟ้า (Electric Drill)
31 สว่านกระแทก (Impact Driver Electric) เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับเจาะไม้ เจาะปูนคอนกรีต และเจาะเหล็กโดยเฉพาะ จึงนิยมนำมาใช้ ในงานก่อสร้างหรืองานซ่อมแซมทั่วไป ตัวเครื่องออกแบบมาให้มีความแข็งแกร่งทนทาน ขนาด กะทัดรัด และมีกำลังแรงดันไฟฟ้าสูงทำให้ขณะเจาะจะมีแรงบิดสูง มีโหมดการทำงานที่สามารถใช้งาน ได้ทั้ง 2 ระบบ คือระบบธรรมดาและระบบกระแทก พร้อมด้ามจับที่มีสวิตช์ขนาดใหญ่สามารถปรับ ซ้าย-ขวาได้ เลือกปรับความเร็ว และควบคุมกำลังในการกระแทกบนชิ้นงานได้ ทำให้ตำแหน่งการ เจาะเหมาะกับการใช้งานและยังช่วยผ่อนแรงในการเจาะให้เบาขึ้นอีกด้วยมีลักษณะคล้ายสว่านไฟฟ้า แต่มีกำลังวัตต์สูงกว่า มีกำลังประมาณ 550-720 วัตต์ ใช้การทำงาน 2 ระบบ คือระบบธรรมดา และ ระบบกระแทกที่ทำหน้าที่เหมือนค้อน ช่วยในการเจาะปูนแบบก่อฉาบ งานไม้และงานเหล็ก เหมาะ สำหรับงานช่างทั่วไปและช่างอาชีพ และยังเป็นสว่านยอดฮิตที่มีติดบ้านไว้สำหรับงานช่างของพ่อบ้าน อีกด้วย รูปภาพที่2.25 สว่านกระแทก (Impact Driver Electric) สว่านเจาะกระแทกหรือสว่านโรตารี่ (Hammer Drills Electric) มีกำลังตั้งแต่ 650 วัตต์ ขึ้นไป แบ่งออกเป็นแบบ 2 ระบบ คือระบบเจาะและระบบกระแทก กับแบบ 3 ระบบ คือระบบเจาะ, ระบบกระแทก และระบบสกัด เพื่อช่วยสกัดหน้าปูนเพิ่มขึ้นมา เรียกได้ว่า เป็นสว่านเจาะปูนโดยเฉพาะสว่านกระแทก มีความคล้ายกับสว่านไฟฟ้า ทำให้เจาะได้ง่าย และเร็วขึ้น เหมาะสำหรับงานไม้ เหล็ก และปูน ยกตัวอย่างเช่น แผ่นไม้ เหล็ก ผนังบ้าน เป็นต้น
32 รูปภาพที่2.26 สว่านเจาะกระแทกหรือสว่านโรตารี่ (Hammer Drills Electric) สว่านไร้สาย หรือสว่านแบตเตอรี่ เนื่องจากไม่ใช้ไฟฟ้าจึงสะดวกเมื่อต้องใช้งานนอกสถานที่ หรือบนที่สูง เหมาะกับงานเจาะไม้, เหล็ก หรือขันน๊อต แต่มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง เพราะต้องคอยชาร์จหรือเปลี่ยน แบตเตอรี่นั่นเอง จึงมีข้อจำกัดในเรื่องกำลังไฟ คือมีกำลังไฟน้อยกว่าสว่านทั่วไป ทำให้กำลังในการ เจาะอาจจะสู้สว่านประเภทอื่น ๆ ที่ต่อกับไฟฟ้าโดยตรงไม่ได้เป็นเครื่องมือช่างที่ทำหน้าที่เป็นสว่าน สำหรับงานเจาะ และทำหน้าที่เป็นไขควงสำหรับงานขันน็อตและสกรูต่างๆ อาศัยพลังงานไฟฟ้าที่กัก เก็บไว้ในรูปแบบของแบตเตอรี่ในการทำงาน โดยไม่จำเป็นต้องมีสายไฟเพื่อเชื่อมต่อกับแหล่งไฟฟ้า แต่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็น สว่านไฟฟ้าไร้สาย รูปภาพที่2.27 สว่านไร้สาย หรือสว่านแบตเตอรี่
33 วิธีการใช้สว่านให้ปลอดภัย 1.แต่งกายให้รัดกุม สวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น แว่นตา, ถุงมือ, ผ้าปิดจมูก พับแขนเสื้อให้เรียบร้อย งด ใส่เครื่องประดับบริเวณมือ 2.ตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนใช้งาน ทั้งตัวอุปกรณ์และสายไฟ 3.ลือกประเภทอุปกรณ์ให้ตรงกับประเภทงาน 4.ขันดอกสว่านให้แน่น ไม่แกว่งหรือเคลื่อนที่ขณะใช้งาน 5.หากต้องการเจาะวัสดุที่ต้องการให้ทะลุ ควรนำวัสดุมารองรับเสมอ 6.หากต้องการเจาะวัสดุที่ขยับได้ ควรล็อควัสดุให้แน่นก่อน 7.ก่อนเจาะทุกครั้งควรใช้เหล็กตอกนำศูนย์ตรงจุดที่ต้องการเจาะ 8.จับอุปกรณ์ให้กระชับและตรงจุด ขณะเจาะควรออกแรงกดให้สัมพันธ์กับการหมุนของอุปกรณ์ การจัดเก็บและบำรุงรักษาสว่าน 1.เมื่อใช้งานสว่านเสร็จแล้ว ควรมีการทำความสะอาดทุกครั้ง โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นซอกที่อาจมีเศษ ผงจากการเจาะเข้ามาติดในมอเตอร์ ซึ่งอาจทำให้สว่านพังหรือเกิดความเสียหายได้ 2.ตรวจสอบตรวจซ่อมสว่านว่ายังคงมีสภาพการใช้งานได้ปกติ รวมไปถึงสายไฟ ควรตรวจเช็คให้ ละเอียด เพื่อประสิทธิภาพในการใช้งานในครั้งต่อไป 3.หลังจากใช้งานสว่านเสร็จ ควรถอดดอกสว่านออกทุกครั้ง และในส่วนที่เป็นโลหะควรเช็ดด้วยน้ำมัน เพื่อป้องกันการขึ้นสนิม 4.เก็บสว่านและอุปกรณ์ต่าง ๆ ลงกล่องของมันให้ถูกที่ และไม่ควรเก็บไว้ในที่ชื้น ควรเก็บไว้ในที่เเห้ง 2.9 เลื่อย เลื่อย ( Saw ) เป็นเครื่องมือพื้นฐานอีกอย่างหนึ่งสำหรับงานช่างในบ้าน ประโยชน์หลักๆก็คือ ใช้ตัด หรือซอยชิ้นงานให้ได้ขนาดตามต้องการ ปัจจุบันมีให้เลือกมากมายหลายชนิดสามารถแบ่งได้ตามวัสดุ ที่นำมาตัด เช่น เลื่อยไม้ หรือเลื่อย ใบเลื่อยทำด้วยเหล็กกล้า ด้านที่ใช้เลื่อยมีคมเป็นฟันจักๆ ประเภทของเลื่อย รูปภาพที่2.28 เลื่อยฉลุ (Coping Saw)
34 เลื่อยฉลุ (Coping Saw) นิยมนำมาใช้กับชิ้นงานไม้ ใช้ฉลุไม้ ตัดไม้มุมโค้ง หรือตัดไม้ในมุมแคบ ๆ เพราะใบเลื่อยมีลักษณะบาง เล็ก และคล้ายเส้นลวด การใช้นำไปงานจึงต้องขึงใบเลื่อย กับด้ามจับให้ตึงก่อนใช้งานทุกครั้ง และเมื่อ ใช้งานเสร็จควรแยกใบเลื่อยออกก่อนจัดเก็บเข้าที่ รูปภาพที่2.29 เลื่อยตัดเหล็ก (Hack Saw) เลื่อยตัดเหล็ก (Hack Saw) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตัดเหล็ก จะมีลักษณะคล้ายกับเลื่อยฉลุ ใบเลื่อยเป็นแถบยาว ปลายทั้งสอง ข้างติดกับคันเลื่อย มีความยาวตามมาตรฐาน 12 นิ้ว สามารถถอดเปลี่ยนใบเลื่อยได้ ส่วนใหญ่จะใช้ ตัดโลหะทั่ว ๆ ไป เช่น น็อต ตะปู เหล็ก หรือท่อพีวีซี เป็นต้น รูปภาพที่2.30 เลื่อยคันธนู (Bow Saw)
35 เลื่อยคันธนู (Bow Saw) เป็นเลื่อยที่มีลักษณะคล้ายคันธนู ใบเลื่อยมีความคมเป็นพิเศษ เพราะผลิตจากเหล็กกล้า ขนาด กะทัดรัด น้ำหนักเบา มีให้เลือกหลากหลายขนาด เช่น 12 , 21 , 24 และ 30 นิ้ว ใช้สำหรับตัดตกแต่ง กิ่งไม้ ไม่ว่าจะเป็นกิ่งไม้สด กิ่งไม้แห้ง หรือใช้ตัดต้นไม้ขนาดเล็ก รูปภาพที่2.31 เลื่อยลันดา ( Hand Saw ) เลื่อยลันดา ( Hand Saw ) เราจะเห็นเลื่อยชนิดนี้กันบ่อยที่สุด เพราะสามารถใช้ได้ทั้งตัดและงานโกรกไม้ (ขึ้นอยู่กับคมฟันของ เลื่อย)โดยฟันเลื่อยที่ค่อนข้างถี่ ( 10-12 ซี่ ต่อ 1 นิ้ว )ใช้สำหรับตัดขวางเนื้อไม้เพื่อให้เกิดรอยตัดที่ เรียบ ส่วนฟันเลื่อยหยาบหรือฟันห่าง ( 5-6 ซี่ ต่อ 1 นิ้ว ) สามารถตัดไม้ได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับ งานตัดตามแนวยาวของเนื้อไม้ โดยมีความยาวของใบเลื่อยให้เลือกใช้งานตั้งแต่ 14-28 นิ้ว ตามขนาด ของหน้าตัดของไม้ รูปภาพที่2.32 เลื่อยลอ ( Dovetail Saw )
36 เลื่อยลอ ( Dovetail Saw ) มีลักษณะคล้ายเลื่อยสันแข็งต่างกันที่ด้ามจับซึ่งเป็นด้ามยาว ฟันเลื่อยมีทั้งชนิดหยาบและละเอียด ใบ เลื่อยกว้าง 2.5 นิ้ว ยาว 8 นิ้ว 10 นิ้วและ 12 นิ้ว ( แต่ที่นิยมใช้กันคือ 10 นิ้ว ) เหมาะสำหรับใช้บาก ปากไม้เพื่อทำเดือยเข้าไม้แบบต่างๆ และงานไม้ที่ต้องการความประณีตเป็นพิเศษ ควรใช้งานร่วมกับ ปากกาจับชิ้นงานเพื่อให้ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้ร่วมกับกล่องตัดปรับมุมได้ รูปภาพที่2.33 เลื่อย หางหนู ( Wallboard Saw ) เลื่อย หางหนู ( Wallboard Saw ) เลื่อยหางหนูหรือเลื่อยฉลุฝ้า ใช้เลื่อยตัดชิ้นงานเป็นแนวโค้ง วงกลมและลวดลายต่างๆ สามารถใช้เจาะ ฝ้าหรือผนังยิปซัมก็ได้ เพราะใบเลื่อยมีลักษณะเป็นแถบยาวปลายเรียวแหลมและคมมากสามารถถอด เปลี่ยนใบเลื่อยได้ นอกจากนี้ยังประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือตัดแต่งกิ่งไม้ที่เลื่อยขนาดใหญ่เข้าไม่ถึงได้ รูปภาพที่2.34 เลื่อย ตัดกิ่งไม้ ( Pruning Saw )
37 เลื่อย ตัดกิ่งไม้ ( Pruning Saw ) ใช้ตัดแต่งกิ่งไม้ ตัดก่อไผ่ ฯลฯ ด้วยลักษณะความโค้งของคมเลื่อยและฟันเลื่อย จึงทำงานได้อย่าง สะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ยังสามารถตัดแต่งกิ่งไม้ในที่สูงได้ โดยต่อด้ามเลื่อยเข้ากับลำไม้ไผ่ แค่นี้เราก็ ไม่ต้องปีนต้นไม้ให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ วิธีการดูแลรักษา 1.หลังจากใช้งานเสร็จแล้ว ควรถอดใบเลื่อยแยก 2.ทำความสะอาดใบเลื่อย และทาด้วยน้ำมันเครื่องเพื่อป้องกันสนิม 3.ใช้ตะไบตกแต่งฟันเลื่อยให้คมอยู่เสมอ 4.จัดเก็บใส่กล่องเพื่อป้องกันความชื้น 5.หากพบว่าชำรุด ควรซ่อมแซมทันที และไม่ควรนำมาใช้งาน ข้อควรระวังในการใช้งาน ควรศึกษาคู่มือ ก่อนนำมาใช้งาน ควรเลือกใช้เลื่อยให้เหมาะสมกับลักษณะของงาน ควรใช้แรงควบคุมอย่างระมัดระวัง เพราะอาจทำให้ชิ้นงานขาดได้ 2.10 คลิปหนีบกระดาษ คลิปหนีบกระดาษ เป็น อุปกรณ์เครื่องใช้ที่จำเป็นและให้ประโยชน์อย่างมาก สำหรับการใช้งานด้าน เอกสารในสำนักงาน, โฮมออฟฟิต จนถึง งานศิลปะ นับว่าเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกใน การรวบรวมกระดาษ สลิป หรือ เอกสารต่างๆ และ สามารถสร้างสรรค์ใช้งานทั่วไปกับวัสดุต่างๆ อย่างเช่น ผ้า, แผ่นเพลท ได้อีกด้วย คลิปหนีบมีหลายประเภท เช่น คลิปหนีบชนิดแม่เหล็ก, คลิปโฮล เดอร์, คลิปหนีบ 2 ขา, คลิปพลาสติก, คลิปขาวปากแบน, คลิปหนีบโลหะ มีรู และ รวมถึง คลิปหนีบ กระดาษ หรือ ลวดเสียบกระดาษ เป็นต้น ซึ่งคลิปหนีบแต่ละประเภท ให้ความแข็งแรง แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ดังนั้นจึงควรเลือกให้เหมาะสมกับการทำงานมากที่สุด
38 รูปภาพที่2.35 คลิปหนีบกระดาษ วัตถุดิบที่ใช้และแหล่งวัตถุดิบ วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตเครื่องใช้สำนักงานที่ทำด้วยโลหะขนาดเล็กประเภทคลิบหนีบกระดาษ (Double Clips or Binder Clips) ได้แก่ เหล็กสปริงและลวด ซึ่งต้องนำเข้าเหล็กสปริงจาก ต่างประเทศทั้งหมดโดยผ่านบริษัทตัวแทนจำหน่ายที่นำเข้า ส่วนการผลิตลวด เสียบกระดาษ (Paper Clips) สามารถหาซื้อลวดได้ในประเทศ ต้นกำเนิดคลิปหนีบกระดาษ ปฏิบัติการคลิปหนีบกระดาษ (อังกฤษ: Operation Paperclip) คือโครงการของสหรัฐอเมริกาที่ได้ ดำเนินการนำพาเหล่านักวิทยาศาสตร์และวิศวกรช่างเทคนิคจากนาซีเยอรมัน หลังสงครามโลกครั้งที่ สองเข้ามายังประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมอบสัญชาติอเมริกาและทำเอกสารปลอมแปลงให้แก่พวกเขา เพื่อตบตาไม่ให้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแฮร์รี เอส. ทรูแมน นักการเมือง หรือสาธารณชนชาว 2.11 ตลับเมตร (Tape Measure) รูปภาพที่2.36 ตลับเมตร
39 เครื่องมือช่างที่ใช้สำหรับวัดขนาดชิ้นงานหรือวัดระยะทางได้สะดวกและแม่นยำ โดยทั่วไปแล้วตลับ เมตรจะมีลักษณะเป็นตลับสี่เหลี่ยมหรือตลับวงกลมที่บรรจุเทปสายวัดไว้ด้านใน และที่ปลายสายวัด จะมีตะขอเล็กๆ ยื่นออกมาใช้สำหรับเกี่ยววัตถุ ช่วยให้สะดวกต่อการหาระยะและอ่านค่าได้อย่าง รวดเร็ว ส่วนบนตลับมีปุ่มล็อกมีหน้าที่ในการหยุดสายวัดให้ค้างอยู่ในระยะที่ต้องการได้ เพื่อให้การ กำหนดตำแหน่งในระยะเดิมได้หลายครั้งโดยไม่จำเป็นต้องดึงสายวัดออกมาใหม่ ทำให้ประหยัดเวลา ในการทำงานได้เป็นอย่างดี ซึ่งสเกลบนสายวัดมีคุณสมบัติที่สามารถใช้บ่งบอกขนาดความกว้าง ความ ยาว ความสูง หรือความหนาให้เป็นหน่วยวัดได้ทั้ง 2 ระบบ ได้แก่ ระบบเมตริก คือ มิลลิเมตร เซนติเมตร เมตร และระบบอิมพีเรียล คือ นิ้ว ฟุต นอกจากนี้ตลับเมตรยังมีอีกหลายรูปแบบให้ เลือกใช้งาน เช่น ตลับเมตรขนาดเล็ก/ขนาดใหญ่ หรือตลับเมตรสายวัดไฟเบอร์กลาส สายวัดสแตน เลส เป็นต้น ซึ่งแต่ละแบบมีคุณสมบัติในการใช้งานได้ดีแตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรเลือกรูปแบบตลับ เมตรให้เหมาะกับการใช้งาน รูปภาพที่ 2.37 ส่วนประกอบตลับเมตร ส่วนประกอบของตลับเมตร เคส (Case) เป็นโครงหรือกล่องที่ใช้สำหรับบรรจุสายวัดหรือเทปของตลับเมตรไว้ด้านในอย่างมิดชิด ซึ่งมีหลากหลายรูปทรงและหลายวัสดุให้เลือกใช้งาน เช่น โครงทำจากพลาสติก ABS เป็นวัสดุเกรด ทนทานต่อแรงกระแทก หรือโครงทำจากอะลูมิเนียมหล่อที่มีความทนทานสูง ตกไม่แตก เป็นต้น ยางกันลื่น (Rubber Grip) เป็นยางหุ้มตัวเคสตลับเมตรอีกที่มีทั้งแบบหุ้มบางส่วนและแบบหุ้มทั้งชื่น ช่วยให้จับถือกระชับ ไม่ลื่นหลุดขณะใช้งานแม้มีเหงื่อ ป้องกันแรงกระแทกตอนล่วงตกลงพื้นได้ และ ลดอาการเมื่อยล้าจากการใช้งานตลับเมตรเป็นนานได้อีกด้วย สายวัดหรือเทป (Blade / Tape) เป็นชิ้นส่วนที่นำไปใช้ทาบกับวัตถุสิ่งของหรือชิ้นงาน เพื่อหาค่าของ
40 ขนาดความยาว ความสูง ความกว้างหรือความลึกได้ โดยสายวัดหรือเทปของตลับเมตรทั่วไปเป็นแถบ โลหะ มีความหนาตั้งแต่ 0.10mm 0.13 mm หรือ 0.14 mm ซึ่งแต่ละขนาดมีความแข็งแรง ทนทาน และโค้งงอได้ดี อีกทั้งยังผ่านการเคลือบด้วยไนลอน เพื่อป้องกันการขีดข่วนและตัวเลขเลือนหาย และ เพิ่มต้านทานต่อการกัดกร่อนได้ดี ไม่เป็นสนิม และหลังใช้งานเสร็จจะม้วนกลับเข้าตลับด้วยสปริงทันที โดยไม่แตกหักเสียหาย สเกล (Scale)หรือแถบหน่วยการวัด เป็นหน่วยวัดความยาวที่ใช้สำหรับอ่านค่าและระบุขนาดชิ้นงาน หรือระยะทางต่างๆ โดยสเกลในตลับเมตรที่นิยมใช้งานกันเป็นหน่วยวัดสากล ซึ่งแบ่งออกได้ 2 มาตรฐาน คือ หน่วยวัดความยาวระบบเมตริก และหน่วยวัดความยาวระบบอิมพีเรียลหรือระบบ อังกฤษ ความยาวเทป / สายวัด (Case Length) เป็นความยาวของเทปหรือสายวัดที่บรรจุอยู่ภายในตลับ เมตร โดยความยาวสายวัดที่ใช้งานทั่วไปมีตั้งแต่ 1 เมตร ขึ้นไป ส่วนงานช่างก่อสร้างและงานช่างไม้จะ นิยมใช้ตลับเมตรที่มีความยาวตั้งแต่ 2 เมตร ขึ้นไปถึง 10 เมตร ปุ่มล็อก (Thumb Lock) ปุ่มล็อก เป็นปุ่มเลื่อนขึ้นลงสำหรับยึดและปลดล็อกเทปวัดให้ค้างอยู่ในค่า ความยาวที่ต้องการได้ ช่วยประหยัดเวลาทำงานได้ดี ยกตัวอย่างเช่น การวัดขนาดเพื่อกำหนด ตำแหน่งให้มีระยะห่างเท่าๆ กัน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปุ่มล็อกแบบอัตโนมัติที่ให้ความสะดวกในการ ทำงานมากขึ้น ตะขอเกี่ยว (End Hook)ตะขอเกี่ยว เป็นชิ้นส่วนสำหรับใช้ดึงเทปและเกี่ยวปลายสายเข้ากับขอบวัตถุ หรือชิ้นงานต่างๆ ที่ต้องการวัดให้ยึดอยู่กับที่ได้สะดวก โดยตะชอเกี่ยวทำจากเหล็กที่มีความแข็งแรง ทนต่อการใช้งาน ไม่บิดงอง่าย นอกจากนี้ยังมีชนิดที่ทำจากแม่เหล็กให้เลือกใช้งานอีกด้วย ช่องตะขอเกี่ยว (Hook Slot) ช่องตะขอเกี่ยว เป็นตำแหน่งที่ใช้สำหรับยึดปลายเทปของตลับเมตรกับ ชิ้นงานด้วยการเกี่ยวเข้ากับหัวตะปูหรือหัวสกรูได้ทันที ที่หนีบเข็มขัด (Belt Clip) ที่หนีบเข็มขัด เป็นชิ้นส่วนที่ติดตั้งอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งของตลับเมตร ซึ่งใช้ สำหรับยึดตลับเมตรเข้ากับเข็มขัด ช่วยให้พกพาได้สะดวกและหยิบใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น สายคล้องมือ (Wrist Strap) สายคล้องมือ สำหรับใช้คล้องข้อมือช่วยให้ทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้น และป้องกันตลับเมตรล่วงตกพื้นระหว่างใช้งานได้ และประยุกต์ใช้งานอื่นๆ ได้อีก เช่น แขวนเก็บเข้าที่ ได้ง่าย และใช้ห้อยกระเป๋าหรือห้อยเอว ช่วยให้พกพาสะดวกยิ่งขึ้น เครื่องหมายมาตรฐาน (Standard Mark) เครื่องหมายมาตรฐาน เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้ระบุเพื่อยืนยันว่า