The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่อง การแต่งกาย ๔ ภาค

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aom, 2021-11-30 04:35:13

เรื่อง การแต่งกาย ๔ ภาค

เรื่อง การแต่งกาย ๔ ภาค

เรอื่ ง การแต่งกาย ๔ ภาค

เสนอ

อาจารย์ ชุติมา ลม่ิ ศิลา

จดั ทำโดย

เดก็ ชายกอ้ งเกียรติ วดีศริ ศิ ักด์ิ เลขท่ี ๑
เด็กหญงิ กฤตภคั ตะนาวศรี เลขท่ี ๑๘
เดก็ หญิงฐติ ิภา มะลิวัลย์ เลขที่ ๒๕
เด็กหญงิ ปริตา เเซเ่ ล้ยี ง เลขที่ ๒๘
เดก็ หญงิ วรรณพร รถเเก้ว เลขท่ี ๓๕

ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๓/๕

รายงานน้ีเป็นสว่ นหนงึ่ ของรายวิชา ภาษาไทย ๖
รหสั วชิ า ท ๒๓๑๐๒

ภาคเรียนท่ี ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๓
โรงเรยี นพิชยั รตั นาคาร



รายงาน

เรอ่ื ง การแตง่ กาย ๔ ภาค

เสนอ

อาจารย์ ชุติมา ลมิ่ ศิลา

จดั ทำโดย

เดก็ ชายก้องเกียรติ วดศี ิรศิ ักดิ์ เลขท่ี ๑
เดก็ หญิงกฤตภคั ตะนาวศรี เลขที่ ๑๘
เด็กหญงิ ฐติ ภิ า มะลวิ ัลย์ เลขที่ ๒๕
เด็กหญิงปรติ า เเซเ่ ลี้ยง เลขที่ ๒๘
เด็กหญงิ วรรณพร รถเเกว้ เลขท่ี ๓๕

ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๓/๕

รายงานนี้เปน็ ส่วนหนง่ึ ของรายวิชา ภาษาไทย ๖
รหสั วิชา ท ๒๓๑๐๒

ภาคเรียนท่ี ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๔
โรงเรยี นพชิ ัยรตั นาคาร



คำนำ

รายงานเล่มนจ้ี ัดทำเพอื่ เป็นส่วนหน่งึ ของวิชาภาษาไทยรหัส ท ๒๓๑๐๒ ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี ๓/๕
เพื่อใหไ้ ด้ศกึ ษาความรู้ในเรื่องกายแตง่ กายสีภ่ าคและได้ศึกษาอยา่ งเข้าใจเพ่ือเปน็ ประโยชน์กับการเรยี นต่อไป

คณะผู้จดั ทำได้ศึกษาคน้ คว้า รวบรวมขอ้ มูลและเรยี บเรยี งออกมาเปน็ รายงานเลม่ นี้ ซึง่ ประกอบไป
ดว้ ยความหมายของการแตง่ กาย ประวัติของเครื่องแตง่ กาย ชุดประจำภาค การแต่งกายภาคกลาง ลกั ษณะ
การแตง่ กายภาคกลาง วัฒนธรรมการแต่งกายภาคกาย ชดุ ไทยเดมิ การแต่งกายภาคเหนือ ลักษณะการแตง่
กายของคนภาคเหนือ วัฒนธรรมการแต่งกายภาคเหนือ ท่ีมาของเครื่องแต่งกาย การเเต่งกายภาค
ตะวันออกเฉียงเหนอื (อสี าน) ลักษณะการแต่งกาย
การแต่งกายภาคใต้ ความหมายของเครอ่ื งแต่งกายภาคเหนือการแตง่ กายภาคใต้ ผา้ ทม่ี ชี ื่อเสียงของภาคใต้

รายงานเลม่ นีส้ ำเร็จลลุ ว่ งไดด้ ้วยความกรุณาและความอนุเคราะห์จาก อาจารย์ ชตุ ิมา ล่ิมศิลาทก่ี รุณา
สละเวลาอนั มีคา่ ใหค้ ำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่างๆ ตั้งแต่เร่มิ ตน้ จนสำเรจ็ เรียบร้อย คณะผจู้ ดั ทำ
ขอขอบพระคุณเปน็ อยา่ งสงู

คณะผู้จดั ทำหวงั ว่า รายงานเล่มนจ้ี ะเปน็ ประโยชน์กับผู้อ่าน หรือนกั เรยี น นกั ศึกษา ท่กี ำลงั หาข้อมูล
เร่อื งนี้อยหู่ ากมีขอ้ แนะนำหรือข้อผดิ พลาดประการใด คณะผจู้ ดั ทำขอน้อมรับไว้และขออภยั มา ณ ทน่ี ดี้ ว้ ย

คณะผ้จู ัดทำ
๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

สารบัญ จ

เรอ่ื ง หน้า

คำนำ ก
สารบัญ ข

ความหมายของการแต่งกาย ๑
ประวัติของเครอ่ื งแต่งกาย ๑
ชุดประจำภาค ๒
การแต่งกายภาคกลาง ๓

- ลักษณะการแตง่ กายภาคกลาง ๓
- วฒั นธรรมการแตง่ กายภาคกาย ๓
- ชุดไทยเดิม ๔

การแต่งกายภาคเหนอื ๖

- ลักษณะการแตง่ กายของคนภาคเหนือ ๖
- วฒั นธรรมการแตง่ กายภาคเหนือ ๗
- ทม่ี าของเครื่องแตง่ กาย ๘

การเเตง่ กายภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ (อสี าน) ๑๑

- ลักษณะการแตง่ กาย ๑๑

การแต่งกายภาคใต้ ๑๓
๑๔
- ผ้าท่ีมีชอ่ื เสยี งของภาคใต้

บรรณานกุ รม



ความหมายของเครื่องแต่งกาย

คำวา่ “ เครอื่ งแต่งกาย “ หมายถึงส่งิ ทมี่ นุษยน์ ำมาใช้เปน็ เคร่อื งห่อหุ้มรา่ งกาย การแตง่ กายของ
มนุษยแ์ ต่ละเผา่ พันธุส์ ามารถค้นควา้ ได้จาก หลักฐานทางวรรณคดีและประวตั ิศาสตร์ เพื่อให้เป็นเคร่ืองช่วย
ช้ีนำให้รแู้ ละเขา้ ใจถงึ แนวทางการแต่งกาย ซ่ึงสะท้อนให้เห็นถึงสภาพของการดำรงชวี ติ ของมนุษยใ์ นยุคสมยั น้นั

ประวตั ขิ องเครอ่ื งแตง่ กาย

ในยคุ ก่อนประวัติศาสตร์ มนุษย์ใชเ้ ครอ่ื งหอ่ หุ้มร่างกายจากสิง่ ที่ได้มาจากธรรมชาติ เชน่ ใบไม้ ใบหญา้
หนังสัตว์ ขนนก ดิน สีตา่ งๆ ฯลฯ มนุษย์บางเผา่ พันธร์ุ ้จู กั การใชส้ ที ่ที ำมาจากต้นพืช โดยนำมาเขยี นหรือสัก
ตามรา่ งกายเพื่อใชเ้ ป็นเครื่องตกแตง่ แทนการใชเ้ ครื่องห่อหุ้มร่างกาย ต่อมามนษุ ย์มีการเรียนรู้ ถงึ วิธีท่จี ะ
ดัดแปลงการใชเ้ ครื่องห่อหมุ้ ร่างกายจากธรรมชาติใหม้ ีความเหมาะสมและสะดวกต่อการแตง่ กาย เชน่ มีการ
ผกู มดั สาน ถัก ทอ อดั ฯลฯ และมกี ารวิวัฒนาการเรื่อยมา จนถึงการรจู้ ักใชว้ ิธีตดั และเย็บ จนในทีส่ ดุ ได้กลาย
มาเปน็ เทคโนโลยีจนกระท่งั ถึงปัจจบุ ันน้ี



ชดุ ประจำภาค

ภาคกลาง ภาคใต้

ภาคอสี าน ภาคเหนอื



< การแตง่ กายภาคกลาง >

ลักษณะการแตง่ กายภาคกลาง

– ผชู้ าย สมัยก่อนการเปล่ยี นแปลงระบอบการปกครอง นยิ มสวมใส่โจงกระเบน สวมเส้ือสีขาว ตดิ
กระดมุ ๕ เมด็ ทเี่ รียกวา่ "ราชประแตน" ไวผ้ มส้ันข้างๆ ตัดเกรยี นถึงหนังศีรษะขา้ งบนหวีแสกกลาง
– ผหู้ ญงิ สมยั กอ่ นการเปลีย่ นแปลงระบอบการปกครอง นิยมสวมใส่ผ้าซ่นิ ยาวคร่ึงแข้ง หม่ สไบเฉยี ง
ตามสมยั อยธุ ยา ทรงผมเกล้าเปน็ มวยและสวมใสเ่ คร่ืองประดับเพื่อความสวยงาม

_________________________________________________________________
วัฒนธรรมการแต่งกายภาคกลาง

ตามธรรมดาคนไทยสมัยโบราณ ไมน่ ยิ มสวมเสื้อผา้ แม้แตเ่ วลาเขา้ เฝ้าพระเจา้ อย่หู ัว จงึ
ประกาศใหข้ ้าราชการสวมเสอื้ เข้าเฝ้า ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงสนบั สนนุ ให้มกี ารศึกษาภาษาอังกฤษ
และวฒั นธรรมตะวันตกข้ึน ในราชสำนัก จงึ เปล่ยี นแปลงเครื่องแต่งกายสตรี
โดย………
► ผหู้ ญงิ ผมเลิกไว้ผมปีก หันมาไวผ้ มยาวประบ่า การแต่งกาย นงุ่ ผ้าลายโจงกระเบน
เส้อื ผ่าอก แขนยาว หม่ แพร จบี ตามขวาง สไบเฉยี งทาบบนเส้อื อีกช้นั หน่ึง ถ้าอยบู่ ้านห่มสไบไม่สวม
เสอื้ เมื่อมงี านพิธีจึงนุง่ หม่ ตาด เครอ่ื งประดบั สร้อยคอ สร้อยตัว สรอ้ ยข้อมอื กำไล แหวน และ เข็ม
ขดั
►ผ้ชู าย ผมเลิกไว้ทรงมหาดไทย หนั มาไว้ผมยาวท้ังศรี ษะ ผมรองทรง พระมหากษัตริย์ และพวก
ราชทูตไทยจะแต่งตวั แบบฝรงั่ คือ สวมกางเกงใส่เส้ือนอกคอเปิด สวมรองเท้าคทั ชู



ชุดไทยเดมิ

ชุดไทยเดิมเปน็ เคร่ืองแต่งกายประจำชาตไิ ทย มีประวัตคิ วามเปน็ มาและเอกลกั ษณอ์ นั
ยาวนาน โดยสามารถแตง่ กายได้ทุกเพศทุกวัย โดยผ้ชู ายจะสวมเสอื้ ราชปะแตนหรือเสือ้ พระราชทาน
นงุ่ โจงกระเบน และสวมรองเทา้ สว่ นการแต่งกายของผูห้ ญิงจะห่มสไบหรือสวมเสือ้ ปดั และน่งุ ผา้ ถุง
หรือโจงกระเบน

ชุดไทยของผหู้ ญงิ ประกอบด้วย
๑. สไบ เป็นผา้ ท่มี คี วามกว้างและบาง ใช้สำหรบั พาดจากไหลซ่ ้ายเฉียงลงทางขวาเพื่อปกปดิ ส่วนบน
ของรา่ งกาย มักจะนิยมใช้ในหม่ผู ู้หญงิ ไทย และยงั มีให้พบเหน็ ในผูห้ ญิงลาวและกัมพชู า
๒. ซิ่น เปน็ ผา้ น่งุ ของผหู้ ญงิ มีลักษณะท่ีแตกต่างกนั ไปตามทอ้ งถ่ิน ทั้งขนาด การนงุ่ และลวดลายบน
ผนื ผา้ มกี ารสวมใส่โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคอสี านของไทย
๓. ผ้านุ่ง เป็นเครื่องแตง่ กายที่มีลกั ษณะคล้ายกระโปรงยาว ใชป้ กปดิ ส่วนล่างของร่างกาย
๔. เสื้อปัด เปน็ เส้อื ท่ีนิยมสวมใส่โดยสตรใี นภาคเหนือของประเทศไทยและประเทศอ่นื ๆ ในทวปี เอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้
๕. โจงกระเบน เปน็ ผ้าน่งุ ท่ใี ช้ได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง ซ่ึงใชส้ วมใส่ในประเทศไทยและประเทศ
เพ่อื นบ้านเปน็ จำนวนมาก
๖. ราชปะแตน เป็นเคร่ืองแต่งกายชายไทย ประกอบด้วยเส้อื สูทสีขาว คอต้งั สูง และมกี ระดมุ หา้ เม็ด
โจงกระเบน สวมถงุ เท้ายาวถึงเข่า และรองเทา้ หุ้มส้น ถกู นำมาใชค้ รง้ั แรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว รัชกาลท๖่ี



การแต่งกายภาคกลาง

ชดุ ไทยเดิม (ชาย หญิง)



การแตง่ กายภาคเหนือ

ลกั ษณะการแตง่ กายของคนภาคเหนือ

การแตง่ กายเป็นส่งิ สำคญั สงิ่ หนึ่ง ทบ่ี ง่ บอกเอกลักษณ์ของคนแต่ละพื้นถิ่น สำหรับในเขตภาคเหนือหรือ
ดินแดนล้านนาในอดตี ปัจจุบันการแต่งกายแบบพ้ืนเมืองได้รบั ความสนใจมากข้ึน แตเ่ นื่องจากในท้องถ่นิ นี้มี
ผคู้ นหลากหลายชาตพิ นั ธอุ์ าศัยอยู่ เชน่ ไทยวน ไทล้ือ ไทเขิน ไทใหญ่ และอิทธพิ ลจากละครโทรทัศน์ ทำให้
การแต่งกายแบบพื้นเมืองมีความสับสนเกดิ ขน้ึ ดงั นั้นคณะทำงานทำนบุ ำรงุ ศลิ ปะวฒั นธรรม กลุ่ม
สถาบนั อุดมศกึ ษาภาคเหนือ จงึ ไดร้ ะบุข้อไม่ควรกระทำในการแต่งกายชุดพน้ื เมอื ง ของ “แมห่ ญงิ ลา้ นนา”
เอาไวว้ า่

๑. ไม่ควรใชผ้ ้าโพกศรี ษะ ในกรณีท่ีไมใ่ ชช่ ดุ แบบไทล้อื
๒. ไมค่ วรเสยี บดอกไม้ไหวจนเต็มศีรษะ
๓. ไม่ควรใชผ้ า้ พาดบ่าลากหางยาว หรือคาดเขม็ ขัดทบั และผ้าพาดทปี่ ระยกุ ต์มาจาก ผา้ ตีนซน่ิ และผา้
“ตงุ ” ไม่ควรนำมาพาด
๔. ตวั ซนิ่ ลายทางตง้ั เป็นซ่ินแบบลาว ไม่ควรนำมาต่อกบั ตนี จกไทยวน



วฒั นธรรมการแต่งกายภาคเหนือ

การแตง่ กายพน้ื เมอื งของภาคเหนือมีลกั ษณะแตกต่างกนั ไปตามเชอื้ ชาตขิ องกลมุ่ ชนคนเมือง
เนอ่ื งจากผู้คนหลากหลายชาติพันธ์ุอาศัยอยู่ในพื้นท่ซี ึ่งบง่ บอกเอกลกั ษณข์ องแต่ละพ้ืนถิน่

สำหรับหญิงชาวเหนือจะนุ่งผ้าซ่นิ หรือผ้าถงุ มีความยาวเกือบถึงตาตมุ่ ซง่ึ นิยมนุ่งท้งั สาวและคนแก่
ผา้ ถุงจะมีความประณตี งดงาม ตีนซ่ินจะมีลวดลายงดงาม สว่ นเสือ้ จะเปน็ เสอ้ื คอกลม มีสีสนั ลวดลายสวยงาม
อาจหม่ สไบทบั และเกลา้ ผม

สว่ นผชู้ ายนิยมนุ่งนุ่งกางเกงขายาวลกั ษณะแบบกางเกงขายาวแบบ ๓ สว่ น เรียกตดิ ปากวา่
"เตย่ี ว" "เต่ยี วสะดอ" หรือ "เตยี่ วกี" ทำจากผ้าฝา้ ย ยอ้ มสีน้ำเงินหรอื สีดำ และสวมเสื้อผ้าฝ้ายคอกลมแขนส้นั
แบบผา่ อก กระดุม ๕ เมด็ สีน้ำเงินหรือสีดำ ทเ่ี รยี กวา่ เส้ือม่อฮ่อม ชุดนี้ใสเ่ วลาทำงาน หรือคอจีนแขนยาว
อาจมผี ้าคาดเอว ผา้ พาดบา่ และมีผา้ โพกศีรษะ



ท่ีมาของเคร่ืองแตง่ กาย
ผา้ ซ่ิน หรือผ้าถุง เปน็ เครื่องแต่งกายของผูห้ ญิง ผา้ ทอเป็นผนื ด้วยมอื เปน็ ผืนยาวประมาณ ๒ เมตร

ใชน้ ุ่งโดยการพนั รอบตัวต้ังแต่เอวลงไป อาจตดั และเย็บก็ได้ มีใช้ในประเทศไทย ลาว พม่า มลี วดลายตา่ ง ๆ กัน
ภาษาไทยเรยี ก ผ้าถงุ หรอื ผ้าน่งุ

เสอื้ ม่อฮ่อม “ม่อฮ่อม” หรือ “หมอ้ ห้อม” หมายถงึ เสื้อผ้าท่ีทำจากผ้าฝา้ ย มสี นี ำ้ เงินเข้มที่ไดจ้ ากการ
ย้อมดว้ ยตน้ ห้อมในหม้อดนิ จึงเรยี กวา่ “หมอ้ ห้อม” ต่อมามีการเพย้ี นมาเปน็ "ม่อฮ่อม" หรอื "ม่อหอ้ ม" หมอ้
ห้อม จัดเปน็ เคร่ืองแตง่ กายพ้ืนบา้ นของไทย มาตั้งแต่ยุคไทลื้อในสิบสองปันนา ยุคของลาวในประเทศลาว และ
ยุคของไทล้านนา ทางภาคเหนือของไทย ชาวอสี านเรียกสีครามวา่ สีนลิ สหี มอ้ หรอื สีหม้อนลิ ชาวอสี าน
ตอนบนนยิ มนำไปย้อมผา้ และมดั เปน็ ลาย เรียกวา่ ผ้าย้อมคราม ผ้าสีครามลำ้ ค่าจากภมู ิปญั ญาบรรพบุรุษนี้
เป็นผ้าพื้นเมืองที่สำคญั ของจังหวัดแพร่ ซึง่ มีการถ่ายทอดมาหลายช่ัวอายุคน และแมว้ า่ จะมีวธิ กี ารเขียนได้
หลายแบบ เชน่ มอ่ ฮ่อม ม่อห้อม หม้อฮ่อมหม้อห้อม แต่ทุกคำลว้ นมีความหมายเดียวกัน คอื เส้ือผ้าที่มีสีคราม
ท่เี กิดจากภมู ิปัญญาช่างย้อม เป็นการใชผ้ ้าฝา้ ยท่ไี ด้จากการทอ ยอ้ มด้วยสีครามท่ีไดจ้ ากต้นหอ้ มหรอื ต้นคราม
ได้ผา้ มีสีเดยี วกนั ตลอดท้ังผนื การทำผา้ หม้อห้อมมีการทำสืบทอดกันมาหลายชว่ั อายคุ น ในการย้อมผา้ ชาวทงุ่
โฮง้ จงั หวดั แพร่ นำเอาสว่ นท่ีเปน็ ลำต้นและใบของตน้ หอ้ มมาหมกั ในหมอ้ ตามกรรมวิธีทส่ี บื ทอดกันมาแต่
โบราณ ทำใหไ้ ด้น้ำสีคราม แล้วนำมายอ้ มกับผา้ สีขาวใหเ้ ป็นผ้าคราม



" ลา้ นนา " ในปจั จุบันหมายถึงอาณาเขต ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยได้แก่ จังหวัด
เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพนู ลำปาง แพร่ นา่ น และแม่ฮ่องสอน การแตง่ กายพื้นเมืองของล้านนา จึง
หมายถึงการแต่งกายของชนกล่มุ ต่างๆ ท่ีอาศัยอยู่ในล้านนาในอดตี อาณาจักรลา้ นนาในบางยุคสมยั อาจ
ครอบคลุมไปถงึ รฐั ต่างๆ เชน่ สบิ สองปนั นา รฐั ฉาน เชยี งตุง เปน็ ตน้ ซง่ึ ตา่ งกเ็ คยมคี วามสมั พนั ธก์ นั มาชา้ นาน
ชนกลุม่ ใหญ่ที่สรา้ งสมอารยธรรมในลา้ นนากค็ ือ “ชาวไทยวน” ซง่ึ ปัจจุบนั เรียกตวั เองว่า “คนเมือง”
นอกจากนม้ี วี ฒั นธรรมกลุม่ ชนต่างๆ ผสมผสานกันได้แก่ ชาวไทลอ้ื ไทเขนิ ไทใหญ่(ไต) ชาวไทยวนในลา้ นนามี
วัฒนธรรมในการทอผา้ เพ่อื ใชส้ อยและแต่งกายเปน็ เอกลกั ษณม์ า แตโ่ บราณ จากหลักฐานดา้ นจติ รกรรมฝา
ผนงั วัดตา่ งๆ ในเชยี งใหม่และน่าน ในเชียงใหม่เชน่ วัดบวกครกหลวง วัดพระสิงห์วรวหิ าร และวัดปา่ แดด จติ ร
กรไดเ้ ขยี นไว้เป็นหลกั ฐานประะกอบกับการบันทกึ ของมิชช่นั นารี หรอื ผรู้ ู้ทีเ่ ล่าสบื ตอ่ กนั มา

๑๐

ปจั จุบัน ชาวเชยี งใหมไ่ ดม้ ีการฟื้นฟวู ัฒนธรรมการแตง่ กายพื้นเมืองขึ้น ซงึ่ มหี ลายรปู แบบตามเผ่าพนั ธุ์
ของกลมุ่ ชนท่อี าศัยอยู่ในอาณาจักรลา้ นนาใน อดีต เปน็ การประยกุ ตร์ ปู แบบของเสือ้ ผา้ ในยคุ ดัง้ เดิมมาแตง่ โดย
พยายามรักษาความ เปน็ เอกลักษณ์ของชาวพ้ืนเมืองเชยี งใหมไ่ ว้ จึงไดม้ ีการพิจารณาให้ความเห็นชอบใน
รูปแบบการแต่งกายพื้นเมืองโดยคณะอนุกรรมการวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหมเ่ ม่ือปีพุทธศักราช ๒๕๓๔

๑๑

การแต่งกายภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื (อสี าน)

ลกั ษณะการแต่งกาย

ปัจจบุ ันประชากร วยั หน่มุ สาวจะแตง่ กายตามสมยั นิยมอย่างทีพ่ บเหน็ ในท่ีอ่นื ๆ ของประเทศ แต่ก็
สามารถหาชมการแตง่ กายของชาวอีสานแบบดั้งเดิมไดต้ ามหม่บู า้ นในชนบท ซง่ึ ประชากรส่วนใหญ่โดยเฉพาะ
คนเฒา่ คนแก่ยงั คงแตง่ กายแบบด้งั เดมิ

ผู้ชาย ส่วนใหญน่ ยิ มสวมเส้ือแขนส้ันสีเขม้ ๆ ท่ีเราเรยี กว่า “ม่อห่อม” สวมกางเกงสี เดียวกับเสื้อจรด
เขา่ นยิ มใช้ผา้ คาดเอวด้วยผา้ ขาวมา้

ผหู้ ญิง การแต่งกายสว่ นใหญ่นยิ มสวมใส่ผา้ ซิน่ แบบทอทง้ั ตัว สวมเสือ้ คอเปิดเลน่ สสี ัน หม่ ผา้ สไบเฉียง
สวมเครอ่ื งประดับตามข้อมือ ขอ้ เท้าและคอ

ชาวอสี านถือว่าการทอผ้าเป็นกจิ กรรมยามวา่ งหลังจากฤดกู ารทำนาหรอื วา่ งจากงานประจำอ่นื ๆ ใต้
ถนุ บา้ นแต่ละบ้านจะกางหูกทอผ้ากันแทบทุกครวั เรอื น โดยผู้หญิงในวัยตา่ งๆ จะสืบทอดกันมาผา่ นการจดจำ
และปฏิบตั จิ ากวยั เด็ก ทง้ั ลวดลายสีสัน การย้อมและการทอ ผ้าที่ทอดว้ ยมือจะนำไปใชต้ ัดเย็บทำเป็น
เคร่อื งนุ่งห่ม หมอน ทน่ี อน ผ้าหม่ และการทอผ้ายังเปน็ การเตรียมผ้าสำหรับการออกเรอื นสำหรับหญิงวยั สาว
ทงั้ การเตรียมสำหรับตนเองและเจ้าบา่ ว ทัง้ ยังเป็นการวัดถึงความเป็นกุลสตรี เปน็ แม่เหยา้ แมเ่ รอื น

การมัดย้อม ทำใหผ้ ้าท่ที อเกิดเปน็ ลวดลายสสี ันตา่ งๆ เอกลักษณ์อันโดดเดน่ ก็อยตู่ รงที่รอยซึมของสที ี่
วง่ิ ไปตามบรเิ วณของลวดลายทผี่ กู มดั และการเหล่ือมลำ้ ในตำแหน่งต่างๆ ของเสน้ ด้ายเม่ือถูกนำขึ้นก่ีในขณะท่ี
ทอลวดลายสสี นั อันวิจติ รจะไดม้ าจากความชำนาญของการผกู มัดและย้อมหลายคร้งั ในสีที่แตกต่าง ซง่ึ สบื ทอด
มาจากบรรพบุรษุ การทอผา้ มัดหมจ่ี ะมีแมล่ ายพืน้ ฐาน ๗ ลาย

๑๒

เคร่ืองจักสาน จากกรรมวิธที ี่ตอ้ งใชไ้ ม้เก็บนี้จึงเรยี กวา่ การเก็บขดิ มากกว่าที่จะเรียก การทอขิด
ผา้ ขดิ ที่นยิ มทอกันมีอยู่ ๓ ชนดิ ตามลักษณะประโยชนใ์ ช้สอยเปน็ หลกั คือ ผา้ ตีนซิน่ ผา้ หัวซน่ิ ผ้าแพรวา

ผ้าทท่ี อขึน้ จำแนก

ออก เปน็ ๒ ชนิด คือ
๑. ผ้าทอสำหรบั ใช้ในชีวติ ประจำวัน จะเปน็ ผา้ พื้นไม่มลี วดลายเพราะต้องการความทนทานจึงทอด้วยฝ้ายย้อม
สีตามต้องการ
๒. ผ้าทอสำหรบั โอกาสพเิ ศษ เช่น ใช้ในงานบญุ ประเพณีต่างๆ งานแต่งงาน งานฟ้อนรำ ผ้าทีท่ อจึงมกั มี
ลวดลายท่สี วยงามวิจติ รพิสดารมีหลากหลายสีสัน
ตวั อย่างเชน่

ผา้ มัดหม่ี เปน็ วธิ กี ารสรา้ งลวดลายจากการย้อมสีเส้นฝา้ ยหรือไหมกอ่ นนำไปทอ โดยวางแผนออกแบบ
ลายแลว้ จงึ มดั และย้อมทำลวดลายด้วยวิธีการใชเ้ ชือกกล้วยหรอื เชือกฟางมดั เส้นด้ายบริเวณท่ีไม่ต้องการย้อมสี
เพอื่ ให้เป็นไปตามลวดลายที่ต้องการก่อนท่ีจะนำไปย้อมและทอ วธิ ีการ "มัด" เส้นดา้ ยท่ีเรยี กวา่ "หมี่" จึงเรียก
วิธกี ารนีว้ า่ มัดหมี่

ผา้ แพรวา นยิ มทอดว้ ยไหมทั้งผนื มสี สี นั ลวดลาย ท่หี ลากหลายนบั เปน็ ผา้ ไทยอีกรูปแบบหนง่ึ ท่ีได้
นับความนยิ มสงู ในหมู่ผ้นู ยิ มผา้ ไทยทัง้ ที่อยู่ในประเทศและตา่ งประเทศ

ผา้ โสร่ง เปน็ ผา้ นงุ่ สำหรับผู้ชาย ลักษณะของผา้ โสร่งจะทอด้วยไหมหรอื ฝ้ายมีลวดลายเป็นตาหมากรุก
สลับเส้นเลก็ ๑ คู่ และตาหมากรกุ ใหญส่ ลบั กนั กว้างประมาณ ๑ เมตร ยาว ๒ เมตร เย็บต่อกันเปน็ ผนื

ผา้ มัดหม่ี ผ้าแพรวา

๑๓

การแต่งกายภาคใต้

รปู แบบเครื่องนงุ่ หม่ ของภาคใตส้ ว่ นใหญ่คลา้ ยกบั ของมาเลเซียและอินโดนเี ซีย เพราะอยู่ในลกั ษณะ
อากาศแบบเดยี วกนั ในดา้ นการแต่งกายชาวใต้ใช้ผ้าหลายรูปแบบทง้ั ผ้าฝ้าย ผ้าแพร ผ้าเขียนลายเทยี น ผา้
มัด-ยอ้ ม แตผ่ า้ ทีม่ ชี อื่ ทีส่ ุดของภาคใต้คือผ้ายกท่ี ชาวบ้านปกั ษ์ใต้ทวั่ ไปแบบเดิมนยิ มนุ่งผ้าคลา้ ยผ้าขาวมา้ มีสี
แดง

การน่งุ ผ้าปาเต๊ะหรอื บาติกท่ีมีลวดลายสีสนั หลากหลายเป็นความนิยมในชว่ งหลัง จากการรับอิทธิพล
ของผา้ มาเลเซีย อนิ โดนีเซีย ชาวไทยมุสลิมภาคใตน้ ยิ มนงุ่ โสรง่ ท่มี ีความคล้ายกบั กับผา้ ข้าวม้าของทางภาค
อีสาน ผชู้ ายสว่ นใหญจ่ ะนยิ มน่งุ ผ้าโสร่งแต่ผูห้ ญิงจะนุ่งผา้ ปาเต๊ะหรือผ้าบาติก

การแตง่ กายนั้นจะแตกตา่ งกันในการใชว้ สั ดุ และรปู แบบโดยมเี อกลกั ษณ์ไปตามเชอื้ ชาติ ของผูค้ นท่ี
เข้ามาอย่อู าศัยในดินแดนอนั เกา่ แก่แหง่ นพ้ี อจำแนกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังน้ี

๑. กลมุ่ เชอ้ื สายจีน – มาลายู เรียกชนกลุม่ น้ีว่ายะหยา หรอื ยอนย่า เปน็ กลุม่ ชาวจีน เชอ้ื สายฮก
เกีย๊ นที่มาสมรสกบั ชนพืน้ เมืองเชอื้ สายมาลายู ชาวยะหยาจึงมีการแต่งกายอนั สวยงาม ท่ีผสมผสานรูปแบบของ
ชาวจนี และมาลายเู ขา้ ดว้ ยกนั อย่างงดงาม ฝ่ายหญงิ ใสเ่ ส้ือฉลุลายดอกไม้ รอบคอ,เอว และปลายแขนอยา่ ง
งดงาม นิยมนงุ่ ผา้ ซิน่ ปาเต๊ะ ฝ่ายชายยังคงแต่งกาย คลา้ ยรูปแบบจีนด้งั เดิมอยู่

๒. กลุ่มชาวไทยมสุ ลิม ชนดั้งเดิมของภาคใตน้ ับถือศาสนาอสิ ลาม และมีเชื้อสายมาลายู ยังคงแต่ง
กายตามประเพณีอนั เกา่ แก่ ฝ่ายหญิงมผี ้าคลุมศรี ษะ ใสเ่ สื้อผ้ามสั ลิน หรือลูกไมต้ ัวยาวแบบมลายูนุ่งซ่นิ ปาเต๊ะ
หรอื ซน่ิ ทอแบบมาลายู ฝา่ ยชายใสเ่ สอ้ื คอตง้ั สวมกางเกงขายาว และมีผ้าโสร่งผนื ส้ัน ทีเ่ รยี กว่า ผา้ ซองเก็ต
พนั รอบเอวถา้ อยู่ บ้านหรือลำลองจะใส่โสร่ง ลายตารางทอดว้ ยฝา้ ย และสวมหมวกถักหรือ เยบ็ ด้วยผ้า
กำมะหยี่

๑๔

๓. กลุ่มชาวไทยพุทธ ชนพ้ืนบา้ น แตง่ กายคล้ายชาวไทยภาคกลาง ฝา่ ยหญงิ นิยมนุ่งโจงกระเบน หรอื
ผ้าซน่ิ ด้วย ผ้ายกอันสวยงาม ใส่เสื้อสีอ่อนคอกลม แขนสามส่วน ฝ่ายชายน่งุ กางเกงชาวเล หรอื โจงกระเบน
เชน่ กนั สวมเสอ้ื ผา้ ฝ้ายและ มีผ้าขาวมา้ ผกู เอว หรอื พาดบ่าเวลาออกนอกบ้านหรือไปงานพิธี

ผา้ ทม่ี ีชื่อเสียงของภาคใต้

• ผา้ ไหมพุมเรยี ง การทอผ้าพุมเรยี ง เป็นศลิ ปหตั ถกรรมพนื้ บ้านภาคใต้ของตำบลพุมเรียง
อำเภอไชยา จังหวัด สรุ าษฎร์ธานี โดยชาวไทยมสุ ลมิ

ประวัติ ผ้าพุมเรียง เป็นผ้ายกที่มีลวดลายสวยงามและมีเอกลักษณ์ คือ มีการทอยกดอกด้วยไหม หรอื
ด้ินเงิน ด้ินทอง ในสมยั โบราณจะมีการใชว้ ตั ถุดิบทง้ั ฝา้ ยและไหม โดยแบง่ ออกเปน็ ผา้ ท่ีใช้ในชวี ิตประจำวนั ทอ
โดยใชฝ้ า้ ย และผา้ ท่ีใช้ในงานหรอื พธิ กี ารต่างๆ จะทอโดยใช้ไหม

ประเภทและลวดลาย ประเภทของผ้าพมุ เรยี ง แบง่ เปน็ ๓ ประเภท คือ ผ้าทอพุมเรยี งประเภทผา้ ฝา้ ย
ผ้าไหมพุมเรียง และผา้ ไหมปนฝา้ ยลวดลายเกา่ ซง่ึ เป็นลายด้งั เดิม เช่น ลายยกเบด็ ลายดอกพกิ ุล ลายคชสหี ์
ลายราชสีห์ ลายครุฑ ลายกนิ รี ลายเทพพนม

๑๕

• ผ้ายกผ้ายกเมืองนคร เป็นช่ือเฉพาะ หมายถงึ ผ้าทอพื้นเมืองของจังหวดั นครศรธี รรมราชท่ี
สบื ตอ่ กนั มาแต่โบราณ เป็นผ้าท่ไี ด้รับการยกย่องมาแต่โบราณว่าสวยงามแบบอย่างผ้าช้นั ดี

ประวตั ิ เร่ิมทำกนั ในสมยั อยุธยาตอนปลาย หรือรัตนโกสนิ ทรต์ อนต้น วิธกี ารทอทสี่ ลบั ซับซอ้ นดว้ ย
ความพิถีพิถัน ประกอบกับวัสดุที่นำมาทอเปน็ สิง่ ที่สูงค่ามรี าคา จงึ ถอื ไดว้ ่าผา้ ยกเมืองนครเปน็ งานประณีตศิลป์
ชั้นเยีย่ มต้งั แต่รชั กาลสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หล้านภาลยั จนเป็นเอกลกั ษณ์ของการทอผ้ายกเมอื งนครท่ขี นึ้ ชื่อใน
เวลาต่อมา

ลวดลาย
๑) กลุ่มลายพันธ์ไุ ม้ เชน่ ลายดอกพิกุล ลายดอกพกิ ุลแก้ว ลายดอกพิกุลเถื่อน
๒) กลุม่ ลายสตั ว์ ได้แก่ ลายม้า ลายหางกระรอก ลายห่ิงห้อยชมสวน ลายแมงมุมก้านแยง่
๓) กล่มุ ลายเรขาคณิต ไดแ้ ก่ ลายเกลด็ พิมเสนทรงสี่เหลยี่ ม ลายเกล็ดพิมเสนรปู เพชรเจยี ระไน
๔) กลมุ่ ลายเบด็ เตล็ด

วิธีการทอ ๓ รูปแบบ
๑. กรวยเชงิ ซ้อนหลายช้นั
๒. กรวยเชิงขนานกบั รมิ ผา้
๓. กรวยเชิงช้นั เดียว

• ผา้ จวน เป็นผ้าทม่ี ลี ักษณะพิเศษเปน็ เอกลกั ษณ์เฉพาะที่ทอยาก มรี าคา และใช้เฉพาะใน
โอกาสพเิ ศษเท่านัน้

ประวตั ิ จากการที่มกี ารติดต่อและการคา้ ขายกับประเทศจนี และอนิ เดยี ชาวพ้นื เมอื งของปตั ตานี ที่
อาจจะมคี วามรใู้ นการทอผา้ อย่แู ล้วได้มกี ารรับและแลกเปลี่ยนวฒั นธรรม เกดิ การสรา้ งสรรสงิ่ ทอขนึ้ ใหม่ ผ้าทอ
ท้องถน่ิ แบบงา่ ยถูกแทนทด่ี ว้ ยกรรมวธิ ีมดั หมแ่ี ละทอแบบประณีต ท่ีมีรปู แบบท่เี รียกวา่ จวนตานี หรือผา้ ลมิ า
หรือผา้ ยกตานี

๑๖

ลวดลาย ผา้ จวนตานีมีเอกลกั ษณเ์ ฉพาะท่ีการออกแบบลวดลาย และสสี รรโดยมกี ารทอทั้งจาก เส้น
ไหมและ เส้นใยฝา้ ยและยกด้วยเสน้ เงนิ หรอื เส้นทอง ผา้ จวนตานจี ะมีแถบรว้ิ ลวดลายวางเปน็ แนวแทรกอยู่
ระหว่างผืนผา้ และชายผา้ ท้งั สองด้าน มีคำเรียกในภาษาพื้นถิ่นวา่ จวู าหรอื จวน ซง่ึ แปลวา่ รอ่ งหรอื ทาง จึงมชี ื่อ
ทเ่ี รียกผา้ ชนดิ น้อี ีกชื่อหนึง่ วา่ ผา้ ลอ่ งจวน

วิธีการทอ มีการทอลวดลายท้งั วิธกี ารทอแบบมัดหมี่ และทอแบบยกสอดดน้ิ เสริมในผืนผา้

• ผ้าบาเตะ๊
ประวตั ิ เชื่อว่ามีในประเทศอินเดยี มาก่อนแลว้ จึงแพรห่ ลายเขา้ ไปในประเทศอนิ โดนีเซยี บางคนกย็ งั เช่ือวา่
ผา้ บาตกิ เปน็ ของด้งั เดิมของประเทศอินโดนีเซยี และยนื ยนั ว่าศพั ท์ท่ีใชเ้ รียกเฉพาะในการเรียกวิธีการและ
ขนั้ ตอนในการทำผา้ บาตกิ นัน้ เปน็ ศัพทภ์ าษาอินโดนีเซยี
ลวดลาย มดี ว้ ยกัน ๓ ประเภท
๑. ผ้าปาเต๊ะลาสอ้ ม (Lasem Style) เปน็ ผา้ ปาเตะ๊ ที่ผลติ ในชวา ประเทศอนิ โดนเี ซยี นิยมเปน็ สนี ำตาล และสี
ส้มอิฐ ลวดลายส่วนใหญเ่ ปน็ ลายขวาง รปู ดอกไม้ และสัตวช์ นดิ ตา่ ง ๆ เช่น ปลา นก
๒. ผ้าปาเตะ๊ เมอื งไทร เป็นผา้ ปาเตะ๊ ท่ีไม่มที ้าย เขียนลวดลายดอกทงั้ ผนื มสี ามสดี ้วยกนั คือ สีดำ สขี าวนำเงิน
และสีขาวเขียว
๓. ผ้าพนั คอื ผา้ ปาเตะ๊ ท่มี คี วามยาวกวา่ ผา้ ปาเต๊ะปกติ วธิ กี ารนุ่งคือจะใชพ้ นั รอบตวั ลวดลายทนี่ ยิ มรปู ดอกไม้
รูปสตั ว์ชนดิ ตา่ ง ๆ เช่น ปลา นก

บรรณานกุ รม

การแตง่ กาย. (ม.ป.ป.). [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก : https://sites.google.com.
(วนั ทคี่ ้นข้อมลู : ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔) .

การแตง่ กาย ประเภทของการแตง่ กายของภาคใตแ้ ละประเภทของผา้ . (ม.ป.ป.). [ออนไลน์].
เขา้ ถงึ ได้จาก : https://sites.google.com. (วนั ทค่ี น้ ขอ้ มลู : ๒๐พฤศจิกายน ๒๕๖๔) .

ความหมายของผา้ ตา่ งๆ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://th.wikipedia.org.
(วนั ทค่ี ้นข้อมูล : ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔) .

ความหมายผา้ ซ่ิน. (ม.ป.ป.). [ออนไลน]์ . เขา้ ถึงไดจ้ าก : https://dict.longdo.com.
(วนั ท่ีคน้ ขอ้ มูล : ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔) .

ความหมายและประวตั ิการแต่งกาย. (ม.ป.ป.). [ออนไลน]์ . เข้าถงึ ได้จาก :
https://aooaoom.wordpress.com. (วันท่คี น้ ข้อมูล : ๒๐พฤศจิกายน ๒๕๖๔) .

ความหมายเสอื้ ม่อฮ่อม. (ม.ป.ป.). [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก : https://sites.google.com.
(วนั ที่ค้นข้อมลู : ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔) .

ประวตั ิ วิธีทอ ลวดลาย ของผ้าแต่ละชนดิ . (ม.ป.ป.). [ออนไลน]์ . เข้าถึงไดจ้ าก :
http://satun12345.blogspot.com. (วันท่ีค้นข้อมูล : ๒๐พฤศจิกายน ๒๕๖๔) .

ผา้ พนื้ เมืองและลักษณะการแตง่ กายของภาคอสี าน. (ม.ป.ป.). [ออนไลน์]. เข้าถึงไดจ้ าก :
https://sites.google.com. (วันทีค่ ้นข้อมูล : ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔) .

ลกั ษณะการแต่งกายของคนภาคเหนือ. (ม.ป.ป.). [ออนไลน์]. เขา้ ถึงได้จาก :
https://thainews.prd.go.th/. (วันทค่ี น้ ข้อมลู : ๒๐ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๔) .

วัฒนธรรมการแต่งกาย. (ม.ป.ป.). [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ได้จาก :
http://suwaibah002.blogspot.com. (วนั ที่คน้ ข้อมูล : ๒๐พฤศจิกายน ๒๕๖๔) .




Click to View FlipBook Version