The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by min_loveb, 2022-09-30 05:38:18

บทที่ 1 เซลล์

บทที่ 1 เซลล์

หนงั สอื เรยี นรายวชิ า
หนว่ ยพนื้ ฐาน พ้นื วฐิทยาานศาสตร์ ม.1

ของสง่ิ มีชวี ติ

ตามมาตรฐานการเรียนร้แู ละตวั ชวี้ ัด
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560)
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

เรียบเรยี ง
พัชสุมินทร์ บุญรัก



คำนำ

หนงั สือเรยี นรายวิชาพ้นื ฐานวิทยาศาสตร์เรื่อง หน่วยพื้นฐานของสิง่ มีชีวติ สำหรบั นักเรียนระดับช้ัน
มัยมศึกษาปีที่ 1 ได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นสีอการเรียนประกอบการจัด กิจกรรมการเรียนรู้สาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์
หนังสือนี้ ประกอบไปด้วยเนื้อหาสาระ ใบกิจกรรม แบบทดสอบ และมีภาพประกอบที่ชัดเจน ตรงตาม
เน้อื หาเอกสารประกอบการเรียน

คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์เรื่อง หน่วยพื้นฐานของ
สิ่งมีชีวิต เล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนในการเรียนรู้ และสามารถนำผู้เรียนไปสู่จุดหมายตาม ศักยภาพ
เป็นผทู้ ี่มีคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ นำความรไู้ ปประยุกตใ์ ชใ้ น ชวี ิตประจำวันได้

พัชสมุ นิ ทร์ บุญรกั

สารบัญ ข

คำนำ หน้า
สารบัญ
แผนผัง ก

หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 1 การศกึ ษาเซลลด์ ้วยกล้องจลุ ทรรศน์ ค

1.1 ส่วนประกอบของเซลล์ของกลอ้ งจลุ ทรรศน์ 1
1.2 วิธีการใชก้ ล้องจุลทรรศน์
1.3 ข้อแนะนำในการใชก้ ล้องจุลทรรศน์ 3
1.4 ส่งิ มีชีวติ เซลลเ์ ดียวและสิ่งมีชีวติ หลายเซลล์ 5
1.5 กจิ กรรมท่ี 1.1 โลกใต้กลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ ปน็ อยา่ งไร 8
1.6 แบบฝึกหดั ท้ายบท 11
12
14

หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 2 โครงสรา้ งและหน้าที่ของเซลล์ 16

2.1 เซลล์พชื 19
2.2 เซลล์สัตว์ 20
2.3 กิจกรรมที่ 2.1 เซลลพ์ ชื และเซลล์สัตวแ์ ตกต่างกนั อย่างไร 24
2.4 แบบฝึกหดั ทา้ ยบท 26



แผนผงั สาระการเรยี นรู้

การศึกษาเซลล์ด้วย
กล้องจุลทรรศน์

หน่วยพนื้ ฐาน
ของส่งิ มีชวี ิต

โครงสรา้ งและหน้าที่
ของเซลล์

1

เรื่องที่ 1 การศึกษาเซลล์ดว้ ยกล้องจลุ ทรรศน์

มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด จดุ ประสงค์

สาระที่ ๑ วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ ม. 1/1เปรยี บเทียบรปู รา่ งลกั ษณะ 1. ใชก้ ลอ้ งจุลทรรศนใ์ ชแ้ สศกึ ษา
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบตั ขิ อง และโครงสร้างของเซลล์พชื และ เซลลแ์ ละโครงสร้างตา่ ง ๆภายใน
สิงมีชีวติ หนว่ ยพน้ื ฐานของส่ิงมีชวี ิต เซลล์สตั ว์รวมทงั้ บรรยายหนา้ ท่ี เซลล์
การลำเลยี งสารเขา้ และออกจาก ของผนงั เซลลเ์ ยอ่ื หมุ้ เซลลไ์ ซ 2. อธิบายการจัดระบบของ
เซลลค์ วามสัมพนั ธข์ องโครงสรา้ ง โทพลาซึมนวิ เคลียส แวคิวโอล ไม สิง่ มีชีวติ โดยเรม่ิ จากเซลล์
และหน้าทข่ี องระบบตา่ ง ๆ ของ โทคอนเดรยี และคลอโรพลาสต์ เนื้อเยื่อ อวยั วะ ระบบอวัยวะ
สัตวแ์ ละมนุษยท์ ่ีทำงานสมั พนั ธก์ ัน ม. 1/2 ใชก้ ล้องจลุ ทรรศน์ใช้แสง จนเป็นสง่ิ มชี วี ติ
ความสมั พนั ธข์ องโครงสรา้ งและ ศกึ ษาเซลลแ์ ละโครงสรา้ งตา่ ง ๆ
หน้าที่ของอวยั วะตา่ ง ๆ ของพืชท่ี ภายในเซลล์
ทำงานสมั พนั ธ์กัน รวมทง้ั นำความรู้
ไปใชป้ ระโยชน์

2

ภาพท่ี 1 กล้องจลุ ทรรศน์ ภาพท่ี 2 การใช้กล้องจุลทรรศน์

จากที่ทราบมาแล้วว่าธาตุประกอบด้วยหน่วยย่อยที่เล็กที่สุดที่แสดงสมบัติของธาตุ คือ อะตอม ส่วน
สิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือแม้แต่รา่ งกายของเรา ล้วนประกอบด้วยหน่วยพื้นฐานทีเ่ ล็กท่ีสุดท่ีแสดงสมบตั ิ
ของการมีชีวิต คือ เซลล์ ทุกส่วนของร่างกายประกอบไปด้วยเซลล์ เช่น แขน ประกอบไปด้วย เซลล์ผิวหนัง เซลล์
กล้ามเนื้อ เซลล์เม็ดเลือด เซลล์กระดูก และเซลล์อื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเซลล์ต่างชนิดกันอาจมีขนาดและ
รูปร่างลักษณะแตกต่างกนั แต่ส่วนใหญ่ มักมีขนาดเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นไดด้ ้วยตาเปล่า นักวิทยาศาสตร์
จึงไดค้ ดิ คน้ และพฒั นาเทคโนโลยีทช่ี ว่ ยให้มนษุ ย์ สามารถมองเหน็ สิ่งต่าง ๆ ทีม่ ีขนาดเลก็ เหลา่ นี้ โดยเร่ิมจากการใช้
แว่นขยายและต่อมาได้มีการประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ (microscope) ที่ช่วยขยายขนาดภาพของวัตถุขนาดเล็ก
ได้หลายเท่า ในปัจจุบันกล้องจุลทรรศน์มีหลายชนิด แต่ส่วนใหญ่ ที่ใช้ในการศึกษาเซลล์เบื้องต้นจะเป็นกล้อง
จุลทรรศนใ์ ชแ้ สง (light microscope) นกั เรียนคดิ ว่ากล้องจลุ ทรรศนใ์ ชแ้ สงนี้ ใช้ศึกษาเซลลไ์ ด้อยา่ งไร

สิง่ มีชวี ิตในภาพมี
กก่ี ลุ่ม อะไรบา้ ง

1.1 ส่วนประกอบของกลอ้ งจลุ ทรรศน์ 3

ภาพท่ี 3 สว่ นประกอบของกลอ้ งจลุ ทรรศน์ใชแ้ สง

หากต้องการสอ่ งเซลล์
เย่อื บุขา้ งแก้มจะใช้

เครอื่ งมอื อะไร

โครงสร้างโดยทั่วไปของกลอ้ งจุลทรรศนแ์ บบใชแ้ สงธรรมดา มสี ่วนประกอบดงั ภาพที่ 1 ดังน้ี คือ 4
1. สว่ นฐาน (base) คือสว่ นฐานที่วางติดกบั โต๊ะ มหี ลอดไฟฟา้ ติดอย่ทู ฐ่ี านกลอ้ งพร้อมสวิทช์ปดิ เปิด
2. สว่ นแขน (arm) คอื สว่ นทย่ี ึดติดระหวา่ งลำกล้องกบั สว่ นฐาน
3. ลำกล้อง (body tube) มีเลนส์ใกล้ตาติดอยู่ด้านบน ส่วนด้านล่างติดกับแผ่นหมุน ซึ่งมีเลนส์ใกล้วัตถุติดอยู่ บาง
กล้องมปี ริซึมตดิ อยูเ่ พื่อหกั เหแสงจากเลนส์ใกลว้ ัตถุใหผ้ า่ นเลนส์ใกลต้ า
4. แผ่นหมุน (revolving nosepiece) คือแผ่นกลมหมุนได้ มีเลนส์ใกล้วัตถุติดอยู่เพื่อหมุนเปลี่ยนกาลังขยายของ
เลนส์ตามความต้องการ
5. เลนส์ใกล้วัตถุ (objective lens) คือเลนส์ที่ติดอยู่บนแผ่นหมุน ตามปกติจะมี 3 หรือ 4 อัน แต่ละอันจะมีตัวเลข
แสดงกำลงั ขยายกำกับไว้ เชน่ x4, x10, x40 หรอื x100 เป็นตน้ ในกรณที ี่ใช้เลนส์ใกลว้ ัตถุกาลงั ขยาย x100 ต้องใช้
นำ้ มนั เปน็ ตวั กลางระหวา่ งเลนส์และวัตถจุ ึงจะเหน็ ภาพ
6. เลนส์ใกล้ตา (eyepiece lens) คือเลนส์ชุดท่ีอยู่ส่วนบนสุดของกลอ้ ง มีตัวเลขบอกกำลังขยายอยู่ทางด้านบน เช่น
x5, x10, หรือ x15 เป็นต้น บางกล้องมีเลนส์ใกล้ตาอันเดียว (monocular) บางกล้องมีเลนส์ใกล้ตา 2 อัน
(binocular) เลนส์ชุดนขี้ ยายภาพทเี่ กิดจากเลนส์ใกลว้ ตั ถุ ภาพที่เห็นมขี นาดขยาย เป็นภาพเสมอื นหัวกลบั และกลับ
ซ้ายเป็นขวากับวตั ถุ
7. วงล้อปรับภาพ (adjustment wheel) สำหรับปรับระยะห่างระหว่างวัตถุกับเลนส์ใกล้วัตถุ เพื่อปรับภาพให้
เห็นชัด ซึ่งระยะห่างที่ทาให้เห็นภาพชัด เรียกว่า ระยะการทำงานของกล้อง (working distance) หรือระยะโฟกัส
ของกล้อง วงลอ้ ดงั กลา่ วมี 2 ชนิด คือ ชนดิ ปรับภาพหยาบ (coarse adjustment wheel) ใช้ปรับระยะหา่ งระหวา่ ง
วัตถุกับเลนส์ใกลว้ ัตถชุ นิดกำลังขยาย 10 เท่าลงมา และชนิดปรบั ภาพละเอียด (fine adjustment wheel) ใช้ปรับ
ภาพใหช้ ัด เมื่อใชเ้ ลนสใ์ กลว้ ตั ถกุ ำลงั ขยายสูง 40 เทา่ ข้ึนไป
8. แท่นวางวัตถุ (stage) มีช่องตรงกลางสำหรับให้แสงผ่าน และใช้วางสไลด์แก้ว เป็นอุปกรณ์ที่เคลื่อนที่ได้
(mechanical stage) ด้วยการหมุนปุ่มบังคับ อุปกรณ์ดังกล่าวมีคลิปเกาะสไลด์ และมีสเกลบอกตำแหน่งของสไลด์
บนแท่นวางวัตถุ ฉะนั้นอุปกรณ์นี้จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเลื่อนสไลด์ไปทางขวา ซ้าย หน้า และหลังได้ใน
ขณะท่ตี ามองภาพในกลอ้ ง ช่วยให้หาภาพได้รวดเรว็ และมีสเกลบอกตำแหนง่ ของวตั ถบุ นสไลด์
9. คอนเดนเซอร์ (condenser) คอื ชดุ ของเลนส์ที่ทำหน้าท่ีรวมแสงให้มีความเข้มมากทสี่ ุด เพ่อื สอ่ งวัตถุบนสไลด์แก้ว
ให้สว่างที่สดุ มปี มุ่ ปรับความสูงตำ่ ของ condenser
10. ไอริสไดอะแฟรม (iris diaphragm) เป็นม่านปรับรูเปิดเพื่อให้แสงผ่านเข้า condenser และมีปุ่มสาหรับปรับ iris
diaphragm ใหแ้ สงผ่านเข้ามากนอ้ ยตามต้องการ
11. แหล่งกำเนิดแสง (light source) เป็นหลอดไฟฟ้าให้แสงสว่างติดอยู่ที่ฐานกล้อง มีสวิทช์เปิดปิด และมีสเกลปรับ
ปรมิ าณแสงสวา่ ง

1.2 วธิ ีการใชก้ ลอ้ งจุลทรรศน์แบบใช้แสง 5

ขั้นที่ 1 วางสไลดท์ ี่ตอ้ งการส่องบนแท่นวางสไลด์ เปิดไฟกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ควรใหจ้ ุดวงกลมของแสงอยตู่ รงกลาง
ใกลเ้ คยี งกบั บริเวณทต่ี ้องการส่องมากที่สดุ

ข้นั ท่ี 2 ปรบั ระยะหา่ งระหว่างตา สำหรับกล้องชนดิ 2 ตา ปรับหาระยะหา่ งระหว่างตา (Interpupillary distance)
และปรบั Diopter ทต่ี าข้างใดขา้ งหนงึ่ เพือ่ ใหร้ ะยะโฟกสั ที่เทา่ กนั

• ในกรณีผูใ้ ชง้ านสวมแวน่ ให้ทำการถอดแวน่ ออก กลอ้ งจลุ ทรรศนส์ ามารถปรับหาโฟกัสโดยไม่ต้องสวมแว่นได้

6

ขั้นที่ 3 ปรับโฟกัส หาระยะโฟกัสท่ชี ัดทสี่ ุด โดยเร่ิมจากเลนสว์ ัตถทุ ่ีขนาดกำลงั ขยายต่ำสดุ กอ่ น จากน้นั ค่อยเพิม่
กำลงั ขยายให้สงู ขนึ้ โดยปรบั ปมุ่ ปรับภาพหยาบ (Coarse adjustment knob)

• เนอื่ งจากเลนส์กำลงั ขยายต่ำสุดจะเปน็ เลนสท์ ี่เห็นภาพกวา้ งทีส่ ดุ ทำให้งา่ ยในการหาจุดที่จะสอ่ ง การเรมิ่
ทกี่ ำลงั ขยายสงู ทำให้มองเห็นไมค่ ลอบคลุมหรือทำให้ยากต่อการหาวตั ถุทจ่ี ะส่อง

ขั้นที่ 4 ปรับละเอียด เมื่อปรับภาพหยาบจนพอมองเห็นภาพให้ทำการปรับด้วยปุ่มปรับภาพแบบละเอียด (Fine
adjustment knob) ควบคกู่ บั การเล่ือนสไลด์

7

ขั้นที่ 5 ปรับปริมาณแสง โดยปรับที่ไดอะแฟรม (Diaphragm) ใต้แท่นวางสไลด์เพื่อควบคุมแสงในปริมาณที่
พอเหมาะ การลดความกวา้ งของไดอะแฟรมลงเม่ือกำลังขยายสงู ข้นึ

ขนั้ ที่ 6 ปรับกำลังขยายใหส้ ูงขนึ้ เม่อื ไม่ขนาดของวัตถุทส่ี ่องมีขนาดเล็กจนไม่สามารถมองเหน็ ไดใ้ ห้ปรบั กำลังขยาย
ใหส้ ูงขึ้น โดยเลนส์ 100X ควรใช้ Immersion Oil หยดลงบนกระจกปดิ สไลด์เพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น
ด้วย โดยใหเ้ ลนสส์ ัมผัสกับ Immersion Oil และกระจกปิดสไลด์

• สำหรับกำลังขยาย 40X และ 100X แนะนำให้ใช้การปรับโฟกัสเฉพาะปุ่มปรับละเอียดอย่างระมัดระวัง
เพราะการกระทบกันของสไลดแ์ ละเลนสส์ ามารถสรา้ งความเสียหายใหก้ บั เลนส์ได้

8

ข้นั ท่ี 7 เก็บทำความสะอาด เม่อื ใช้งานเสร็จใหเ้ ก็บโดยใชถ้ ุงคลุมหรือเกบ็ ไวใ้ นท่ีที่ไม่มีฝ่นุ และความช้นื ต่ำ โดยเช็ด
ทำความสะอาดด้วยกระดาษเชด็ เลนส์หรอื นำ้ ยาสำหรบั เช็ดเลนส์

ขอ้ แนะนำในการใชก้ ล้องจลุ ทรรศน์

• หา้ มปรบั ระยะภาพด้วยปุ่มปรับภาพหยาบขณะใชเ้ ลนส์ใกลว้ ตั ถุกำลังขยายขนาด 40 เท่า เพราะอาจ
ทำให้ เลนสใ์ กล้วตั ถุกระแทกสไลด์

• ใช้จานหมนุ เพ่ือเปลย่ี นกำลังขยายของเลนส์ใกลว้ ัตถุ โดยการหมุนจานหมุนให้เข้าที่ ซึ่งจะทำให้เลนส์
ใกล้วัตถุ ทม่ี ีกำลังขยายสงู ขนึ้ อยตู่ รงกับลำกลอ้ ง แลว้ จงึ ปรับระยะภาพโดยใช้ปุม่ ปรับภาพละเอยี ด

• ปรับเลนส์ใกล้วัตถุให้เป็นเลนส์ที่มีกำลังขยายต่ำสุดก่อนเปลี่ยนสไลด์หรือนำสไลด์ออก โดยไม่ต้อง
เล่อื นแทน่ วางวตั ถุ

• ทําความสะอาดกลอ้ งจลุ ทรรศน์ทุกครั้งเมื่อใช้งานเสร็จ

9

เกรด็ น่ารู้ แหลง่ กำเนิดแสงของกล้องจุลทรรศน์แบบใชแ้ สง

กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงบางรุ่นใช้แสง
ธรรมชาติ เป็นแหล่ง กำเนิดแสง สามารถปรับความ
สว่างของภาพ โดยปรับกระจกรับแสงให้หันหาแสง
เพื่อให้แสงสะทอ้ นเขา้ ลำกล้องเตม็ ท่ี

กล้องจุลทรรศน์สามารถใช้ในการศึกษาวัตถุที่มีขนาดเล็ก โดยการขยายภาพของวัตถุให้มีขนาดใหญ่และ
มองเห็น รายละเอียดได้ชัดเจนขึ้น กล้องจุลทรรศน์มีหลายชนิด ชนิดที่ใช้ในบทเรียนนี้เป็นกล้องจุลทรรศน์ใช้แสง
(light microscope) การทำงานของกล้องจุลทรรศน์ใช้แสงใชห้ ลักการเกี่ยวกับการสะท้อนแสงและการหักเหของ
แสง ภาพจากกล้องจุลทรรศน์ ใช้แสงเป็นภาพหัวกลับและกลับซ้ายเป็นขวา เช่น น จะเห็นเป็น 1 และเมื่อเลื่อน
สไลด์ที่มีวัตถุ ภาพที่เห็นจากกล้องจุลทรรศน์ ใช้แสงจะเคลื่อนไปในทิศทางตรงข้าม เช่น เลื่อนสไลด์ไปด้านขวา
ภาพจะเลื่อนไปด้านซ้าย การใช้และการดูแลรักษา กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงอย่างถูกวิธีจะทำใหส้ ามารถยืดอายุการ
ใชง้ านของกล้องได้

โดยท่ัวไปวัตถทุ มี่ นุษย์สามารถมองเห็นไดด้ ว้ ยตาเปลา่ นนั้ มีขนาดประมาณ 0.1 มิลลิเมตร หรือมีขนาดเล็ก
ประมาณฝ่นุ ผงหรือละอองเกสรดอกไมเ้ ท่าน้นั แตก่ ลอ้ งจุลทรรศน์ใชแ้ สงทำให้มนษุ ยส์ ามารถมองเห็นสง่ิ ตา่ ง ๆ ที่มี
ขนาดเลก็ มาก ทมี่ องไมเ่ ห็นด้วยตาเปลา่ เชน่ เซลล์พืช เซลล์สตั ว์ เซลล์ของส่งิ มชี ีวิตเซลลเ์ ดียว รวมถึงโครงสร้าง
บางอย่างภายในเซลล์

ภาพท่ี 4 มาตราสว่ นเปรยี บเทยี บขนาดของเซลล์ต่าง ๆ

10

จากการสังเกตสไลด์ถาวรของเนื้อเยื่อพืช เนื้อเยื่อสัตว์ และสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะ
พบว่าตัวอย่าง สิ่งมีชีวิตที่ศึกษาล้วนประกอบด้วยหน่วยย่อยที่มีลักษณะเป็นห้อง มีขอบเขตชัดเจน เรียกว่า เซลล์
(cell) และจากการที่ นักวิทยาศาสตรไ์ ด้ศึกษาสิง่ มีชีวิตจำนวนมากมายหลายชนิด ทำให้ได้หลักฐานเชิงประจักษท์ ี่
นำไปสู่การลงข้อสรุปว่าสิ่งมีชีวิต ทุกชนิดต่างประกอบด้วยเซลล์ นอกจากนี้เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลอง
โดยนำเซลล์มาเลี้ยงในสภาวะที่เหมาะสม พบว่า เซลล์ยังคงทำหน้าที่ต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตได้ ดังนั้นจึงสามารถ
กล่าวได้ว่าเซลล์เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดที่แสดงสมบัติ ของการมีชีวิตหรือเรียกได้ว่า เซลล์ คือ หน่วยพื้นฐานของ
สงิ่ มีชีวติ

เกรด็ น่ารู้ การคน้ พบเซลล์

รอเบิร์ต ฮุก (Robert Hooke) นกั วทิ ยาศาสตร์ชาว
อังกฤษ เป็นผู้สังเกตเห็นเซลลใ์ นปี ค.ศ. 1665 (พ.ศ. 2208)
โดยเขาใช้ กล้องจุลทรรศน์สังเกตเปลือกไม้คอร์กที่ถูกเฉือน
เป็นแผ่นบาง ๆ และพบช่องว่าง มีลักษณะคล้ายห้องเล็ก ๆ
จึงเรียกว่า เซลล์ ในเวลาต่อมาได้มีการศึกษาเรื่องเซลล์
เพิ่มขึ้น จึงทราบว่าสิ่งที่ รอเบิร์ต ฮุก สังเกตก็คือผนังเซลล์
ของพชื ทีย่ ังคงเหลอื อยู่หลังจาก เซลลต์ ายแล้วน่ันเอง

ต่อมาในปี ค.ศ. 1674 (พ.ศ. 2217) อันโตนี วาน เลเวนฮุก (Antonie van Leeuwenhoek)
นักวทิ ยาศาสตร์ ชาวดัชต์ได้สงั เกตหยดน้ำภายใตก้ ล้องจลุ ทรรศน์ และพบเซลลท์ มี่ ีชวี ติ ของจลุ นิ ทรยี ์หลาย
ชนิด

11

1.3 ส2ิ่งม.3ีชกีวาิตรเซกำลจลัดเ์ ดขยี อวงแเสลียะอสอ่งิ กมทีชาีวงิตผหิวลหานยังเซลล์

ภาพท่ี 5 พารามเี ซียม ภาพที่ 6 ยูกลีนา

สิ่งมีชีวิตบางชนิดจัดเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ (multicellular organism) เช่น พืช สัตว์ เห็ด ซึ่ง
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ประกอบด้วยเซลล์หลายเซลล์ทำงานร่วมกันในกระบวนการต่าง ๆ เพื่อการดำรงชีวิต แต่ใน
สิ่งมีชีวิตบางชนิดที่เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว (unicellular organism) เช่น แบคทีเรีย พารามีเซียม ยูกลีนา ดัง
ภาพ 3.5 กระบวนการในการดำรงชีวิตต่าง ทั้งการย่อยอาหาร การกำจัดของเสีย และการสืบพันธุ์ จะเกิดข้ึน
ภายในเซลล์เพียงเซลล์เดียวเทา่ น้นั

กระดาษที่เราใชเ้ ขียนหนังสือ มเี ซลลเ์ ปน็ ส่วนประกอบหรอื ไม่ อย่างไร

จากท่ีทราบมาแลว้ วา่ ส่ิงมีชีวติ ทกุ ชนดิ มเี ซลล์เปน็ หนว่ ยพน้ื ฐาน นกั เรียนคิดวา่ เซลล์พืชและเซลล์สตั วม์ ี
รูปรา่ งลักษณะ เหมือนหรอื แตกต่างกนั หรอื ไม่ และโครงสรา้ งภายในของเซลลป์ ระกอบด้วยอะไรบ้าง

กิจกรรมท่ี 1.1 โลกใตก้ ล้องจุลทรรศนเ์ ป็นอยา่ งไร 12

จดุ ประสงค์ 1. สังเกตและอภิปราย เพื่อระบุส่วนประกอบและบรรยายหน้าท่แี ตล่ ะส่วนประกอบของ
กล้องจุลทรรศน์ใช้แสง
2. ฝึกปฏบิ ัติการใช้กล้องจุลทรรศนใ์ ชแ้ สงเพอื่ สังเกตเซลล์
3. สงั เกตเซลล์และนำเสนอหลกั ฐานเชิงประจกั ษเ์ กย่ี วกับลกั ษณะของเซลล์

วัสดุอุปกรณ์ 1. ปากกา 6. สไลด์ถาวรของเนื้อเย่ือสตั ว์
2. กระดาษท่ีมีตัว “น” 7. สไลดถ์ าวรส่ิงมชี ีวติ เซลล์เดยี ว
3. เทปใส 8. แวน่ ขยาย
4. สไลด์ 9. กล้องจลุ ทรรศนแ์ บบใช้แสง
5. สไลดถ์ าวรของเน้ือเยื่อพืช

วธิ ีการดำเนินกิจกรรม ตอนที่ 1 การใช้กล้องจุลทรรศน์ใชแ้ สง

1. สังเกตส่วนประกอบของกล้องจลุ ทรรศน์ใชแ้ สงและรว่ มกันอภปิ รายเกยี่ วกับหน้าท่ขี องส่วนประกอบ
2. ต่าง ๆ
3. อา่ นวธิ ีการใชก้ ลอ้ งจลุ ทรรศนใ์ ช้แสงจากข้อมลู ในหนงั สือเรียน
4. เขียนตัวอักษรขนาดเล็กบนกระดาษที่ตัดไว้ วางกระดาษบนสไลด์และปิดด้วยเทปใส สังเกตตัว

อักษรบนสไลดแ์ ละ บนั ทึกผลให้มีขนาดใกล้เคียงกับขนาดตวั อกั ษรบนสไลด์
5. สังเกตตวั อกั ษรโดยใชแ้ วน่ ขยาย บันทกึ ผลโดยการวาดภาพ และเขยี นบรรยายลักษณะของภาพ
6. สังเกตตัวอักษรโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงซึ่งใช้เลนส์ ใกล้วัตถุกำลังขยาย 4 เท่า จากนั้นปรับเป็น

กำลังขยาย 10 เท่า และ 40 เทา่ ตามลำดบั สงั เกตและบนั ทึกผลโดยการวาดภาพ และเขียนบรรยาย
ลกั ษณะของภาพ พรอ้ มระบุกำลังขยาย ของกล้องท่ีใช้
7. เปล่ียนใหเ้ ลนส์ใกล้วตั ถกุ ำลังขยาย 4 เทา่ อยตู่ รงกับวตั ถุ แล้วเล่ือนสไลดท์ ่ีมตี ัวอกั ษรไปทางซ้าย ขวา
บน และล่าง สังเกตการเปลี่ยนตำแหน่งของภาพและบันทึกผลโดยการ วาดภาพและเขียนบรรยาย
ลกั ษณะของภาพ

13

วิธีการดำเนินกจิ กรรม ตอนที่ 2 เซลลข์ องส่ิงมีชีวติ ต่าง ๆ

1. ใช้กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงสังเกตลักษณะของเซลล์พืชจากสไลด์ถาวรของเนื้อเยื่อพืช โดยใช้เลนส์ใกล้
วตั ถุกำลังขยาย 10 เทา่ สงั เกตและบันทึกผลโดยการวาดภาพ

2. ทำชำ้ ขอ้ 1 โดยใชส้ ไลดถ์ าวรของเนือ้ เย่ือสัตว์ และสไลด์ถาวรของส่ิงมชี ีวิตเซลลเ์ ดียว
3. นำภาพวาดท่บี ันทึกไดม้ าจดั แสดงและรว่ มกันอภิปรายเปรียบเทียบลกั ษณะทพี่ บของเซลล์พืช เซลล์สัตว์

และสงิ่ มชี ีวติ เซลล์เดียว

คำถามทา้ ยกจิ กรรม

4. ใช้กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงสังเกตลักษณะของเซลล์พืชจากสไลด์ถาวรของเนื้อเยื่อพืช โดยใช้เลนส์ใกล้
วตั ถุกำลงั ขยาย 10 เท่า สังเกตและบันทกึ ผลโดยการวาดภาพ

5. ทำช้ำข้อ 1 โดยใช้สไลดถ์ าวรของเน้อื เย่ือสัตว์ และสไลด์ถาวรของสงิ่ มีชีวิตเซลลเ์ ดียว
6. นำภาพวาดทบ่ี นั ทกึ ได้มาจดั แสดงและรว่ มกันอภิปรายเปรียบเทียบลักษณะทพ่ี บของเซลล์พืช เซลล์สัตว์

และส่ิงมชี วี ติ เซลล์เดยี ว
7. เม่ือเล่ือนวตั ถุไปทางซ้าย ขวา บน และลา่ ง ภาพท่เี หน็ จากกลอ้ งจลุ ทรรศนจ์ ะเปลีย่ นตำแหนง่ ไปอยา่ งไร
8. เมอื่ พบปญั หาขณะใช้กล้องจุลทรรศน์ เชน่ ไม่เหน็ ภาพ ภาพไมช่ ดั เจน ภาพทเ่ี หน็ มดื หรือสวา่ งเกนิ ไป

แแบบบบฝฝึกึกหหัดัดททา้ ้ายยบบทท 14

คำช้แี จง : ใหน้ กั เรยี นตอบคำถามลงในช่องวา่ งใหถ้ กู ต้อง

15

คำช้ีแจง : ให้นักเรียนระบหุ น้าทีข่ องส่วนประกอบกล้องจลุ ทรรศน์ ดงั ต่อไปนีใ้ ห้ถูกต้อง
1. เลนสใ์ กลต้ า ทำหน้าท…ี่ …………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. แขนกล้อง ทำหนา้ ท…ี่ ……………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. ปมุ่ ปรบั ภาพหยาบ ทำหนา้ ท่ี……………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. ปุม่ ปรบั ภาพละเอียด ทำหน้าที่…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. เลนสใ์ กลว้ ตั ถุ ทำหน้าที่…………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
6. แท่นวางวตั ถุ ทำหน้าท่ี…………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
7. ท่ีหนบี สไลด์ ทำหนา้ ท่ี……………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
8. แหล่งกำเนดิ แสง ทำหน้าท่ี………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

16

เรอ่ื งที่ 2 โครงสรา้ งและหนา้ ท่ขี องเซลล์

มาตรฐานการเรียนรู้ ตวั ช้ีวัด จดุ ประสงค์

สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ ม. 1/1เปรยี บเทยี บรปู รา่ งลกั ษณะ 1. ใช้กลอ้ งจลุ ทรรศน์ใช้แสศึกษา
มาตรฐาน ว ๑.๒ เขา้ ใจสมบตั ิของ และโครงสร้างของเซลลพ์ ืชและ เซลล์และโครงสร้างต่างๆ ภายใน
สิงมีชีวติ หน่วยพ้นื ฐานของสง่ิ มีชีวติ เซลลส์ ตั วร์ วมท้งั บรรยายหนา้ ท่ี เซลล์
การลำเลียงสารเข้าและออกจาก ของผนงั เซลลเ์ ย่ือหมุ้ เซลล์ไซ 2. อธบิ ายการจดั ระบบของ
เซลลค์ วามสมั พนั ธ์ของโครงสร้าง โทพลาซึมนิวเคลียส แวควิ โอล ไม ส่งิ มีชีวติ โดยเริม่ จากเซลล์
และหน้าทข่ี องระบบต่าง ๆ ของ โทคอนเดรยี และคลอโรพลาสต์ เนื้อเยื่อ อวัยวะ ระบบอวยั วะ
สตั ว์และมนุษยท์ ท่ี ำงานสมั พันธก์ นั ม. 1/2 ใช้กลอ้ งจลุ ทรรศนใ์ ช้แสง จนเปน็ สิ่งมชี ีวิต
ความสัมพนั ธ์ของโครงสรา้ งและ ศึกษาเซลล์และโครงสร้างตา่ ง ๆ
หนา้ ท่ีของอวยั วะต่าง ๆ ของพืชท่ี ภายในเซลล์
ทำงานสมั พันธก์ นั รวมทง้ั นำความรู้
ไปใชป้ ระโยชน์

17

สิ่งมีชีวิตมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีรูปร่างและรูปแบบการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน เช่น พืชสามารถ
สร้างอาหารเองได้ ส่วนสัตว์สร้างอาหารเองไม่ได้ต้องกินสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นอาหาร แต่ทั้งพืชและสัตว์นั้นต่างมี
เซลล์เปน็ หนว่ ยพนื้ ฐาน นกั เรียนคิดวา่ เซลลพ์ ชื และเซลลส์ ัตว์มีรปู รา่ งและโครงสร้างเหมือนหรือแตกต่างกัน
หรือไม่ รูปร่างและโครงสร้างเหล่านั้นส่งผลต่อ การทํางานของเซลล์และการดำรงชีวิตของพืชและสัตว์
อย่างไร

เขยี นสิง่ ทีร่ เู้ ก่ียวกับโครงสร้างและหนา้ ทีข่ องแต่ละโครงสรา้ งของเซลล์
ความสัมพันธร์ ะหว่าง รปู รา่ งกับหน้าที่ของเซลล์ และการจดั ระบบของส่ิงมีชีวิต

จากการสังเกตตัวอย่างเนื้อเยื่อพชื และเน้ือเย่อื สัตว์ พบว่าเซลล์พชื สว่ นใหญ่มีรูปร่างเหลยี่ ม ส่วนเซลล์สัตว์
มีรูปร่าง ค่อนข้างกลม นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าทั้งเซลล์พืชและเซลล์สตั ว์ต่างมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมือนกัน ได้แก่
เยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) ไซโทพลาซึม (cytoplasm) และนิวเคลียส (nucleus) ส่วนในเซลล์พืชจะพบ
โครงสรา้ งบางอย่าง ที่แตกต่างจากเซลล์สัตว์ คอื ผนงั เซลล์ (cell wall) และคลอโรพลาสต์ (chloroplast) ในเซลล์
พืชต่างชนิดกัน อาจพบโครงสร้างของเซลล์ต่างกัน เช่น เซลล์ของใบสาหร่ายหางกระรอกทำหน้าท่ีสงั เคราะห์ด้วย
แสง จึงพบคลอโรพลาสต์ เซลล์เยื่อหัวหอมแดงทำหน้าที่บุผิว ไม่ได้ทำหน้าที่สังเคราะห์ด้วยแสง จึงไม่พบคลอโรพ
ลาสต์

นอกจากนี้ ทัง้ เซลล์พืชและเซลลส์ ตั วย์ ังมอี อร์แกเนลล์ (organelle) ซง่ึ เปน็ โครงสร้างท่ที ำหน้าที่เฉพาะอยู่
ใน ไซโทพลาซมึ และมีความสำคญั ต่อการทำหนา้ ทใี่ นกิจกรรมตา่ ง ๆ ของเซลล์ ทำให้เซลล์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
เชน่ การหายใจ การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ การสังเคราะห์สาร ออรแ์ กเนลล์ท่ีเราสามารถสังเกตเห็นได้
จากกิจกรรม คอื คลอโรพลาสต์ นอกจากนีย้ งั มอี อรแ์ กเนลล์ชนิดอ่นื ท่ีไม่สามารถสงั เกตเหน็ จากกิจกรรม เช่น ไมโท
คอนเดรยี แวควิ โอล อย่างไรกต็ าม เราไมส่ ามารถสังเกตรายละเอียดของโครงสรา้ งบางส่วนภายใตก้ ล้องจุลทรรศน์
ใชแ้ สงได้

18

ภาพที่ 7 เซลล์พืชและเซลลภ์ ายใตก้ ลอ้ งจุลทรรศน์ใช้แสง

19

เซลลพ์ ชื

ภาพท่ี 8 แบบจำลองเซลล์พชื

เยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) เป็นส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ กั้นส่วนที่อยู่ภายในเซลล์กับสิ่งแวดล้อม
ภายนอกเซลล์ มีลักษณะเป็นเยื่อบาง ๆ ประกอบด้วยสารประเภทพิตและโปรตีน เยื่อหุ้มเซลล์มีสมบัติเป็นเยื่อเลือก
ผ่าน (selectively permeable membrane หรือ semipermeable membrane) นั่นคือยอมให้สารบางชนิดผ่าน
ได้ เช่น น้ำ แก๊สออกซิเจน กรดไขมัน และไม่ยอมให้สารบางชนิดผ่านอย่างอิสระ เช่น น้ำตาลกลูโคส โปรตีน ซึ่ง
สมบตั นิ ช้ี ่วยในการควบคุมปริมาณและ ชนิดของสารทผ่ี า่ นเขา้ และออกจากเซลล์

ผนงั เซลล์ (cell wall) เปน็ สว่ นท่หี ่อห้มุ เซลล์ อย่ดู ้านนอกของเย่ือหมุ้ เซลล์ของเซลล์พชื เป็นโครงสร้างที่
ไม่พบใน เซลล์สัตว์ ผนังเซลล์มีเซลลูโลสเป็นส่วนประกอบหลักช่วยให้เซลล์พืชแข็งแรงและคงรูปอยู่ได้ ผนังเซลล์
มักจะยอมให้ สารสว่ นใหญผ่ า่ นเข้าและออกได้

20

นิวเคลยี ส (nucleus) มรี ูปร่างค่อนขา้ งกลม มีเย่ือหมุ้ นวิ เคลียสเปน็ สว่ นทีแ่ บง่ นิวเคลยี สออกจากไซ
โทพลาซึม เซลลท์ ว่ั ไปมีนวิ เคลยี สเพยี ง 1 นวิ เคลยี ส ภายในมสี ารพันธุกรรม ซึง่ กำหนดลกั ษณะทางพันธกุ รรมที่
สามารถถ่ายทอด จากพ่อแมไ่ ปส่ลู ูกได้ นิวเคลยี สมีหน้าท่ีควบคมุ การทำงานและกจิ กรรมต่าง ๆ ของเซลล์ เช่น การ
เจริญเติบโตของเซลล์ การสังเคราะห์สารภายในเซลล์

เซลล์สตั ว์

ภาพท่ี 9 แบบจำลองเซลล์สัตว์

ไซโทพลาซึม (cytoplasm) เป็นส่วนที่อยู่ภายในเซลล์ถัดจากเยื่อหุ้มเซลล์ มีลักษณะกึ่งเหลว
ประกอบดว้ ยน้ำ และสารตา่ ง ๆ เช่น น้ำตาล โปรตีน เป็นต้น ไซโทพลาซมึ เปน็ บริเวณที่มีกิจกรรมของเซลล์เกิดขึ้น
มากมาย ในไซโทพลาซึม มีออร์แกเนลล์ (organelle) ซึ่งเปรียบเหมือนกับอวัยวะของเซลล์ที่ทำหน้าท่ีต่าง ๆ ออร์
แกเนลล์มีหลายชนิดแต่ละชนิด มีโครงสรา้ งและหน้าที่เฉพาะแตกต่างกัน ซึ่งจะทำงานประสานกันในกระบวนการ
ต่าง ๆ ของเซลล์ ออรแ์ กเนลลท์ ี่ควรรู้จกั เบ้อื งตน้ ไดแ้ ก่ คลอโรพลาสต์ ไมโทคอนเดรีย แวคิวโอล

21

คลอโรพลาสต์ (chloroplast) เป็นออร์แกเนลล์ที่พบเฉพาะในเซลล์พืชและสาหร่ายบางชนิด มีรูปร่าง
กลมรี ภายในมีโครงสรา้ งท่มี ีลักษณะคลา้ ยถุงแบน ๆ เรยี งซ้อนกนั เปน็ กลุม่ และมสี ารสี (pigment) สเี ขียว เรยี กว่า
คลอโรฟิลล์ (chlorophyll) คลอโรพลาสตท์ ำหน้าทเี่ ก่ยี วกบั การสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพืช

ไมโทคอนเดรีย (mitochondria) เป็นออร์แกเนลล์ที่มีรูปร่างกลมรี ภายในมีเยื่อพับซ้อนกัน พบทั้งใน
เซลลพ์ ชื และเซลลส์ ตั ว์ ทำหนา้ ทสี่ ลายสารอาหารเพ่ือให้พลังงานซึ่งจะนำไปใช้ในกจิ กรรมต่าง ๆ ของเซลล์ เชน่ ใช้
ในการเจรญิ เตบิ โต การลำเลยี งสารบางชนิด

แวคิวโอล (Vacuole) เป็นออร์แกเนลล์ที่มีลักษณะเป็นถุงบรรจุสารต่าง ๆ พบทั้งในเซลล์พืชและเซลล์
สัตว์ แวควิ โอลในเซลลพ์ ชื มีขนาดใหญ่ ทำหน้าทเ่ี กบ็ สะสมนำ้ และสารตา่ ง ๆ ทพี่ ชื สรา้ งข้ึน เชน่ สารสี น้ำตาล กรด
และแร่ธาตุ รวมทั้งของเสียต่าง ๆ ที่เก็บไว้ในรูปผลึก ส่วนแวคิวโอลในเซลล์สัตว์มีขนาดเล็กกว่าและมีจำนวน
มากกวา่ ทำหนา้ ที่เกบ็ สะสมนํา้ และอาหาร

ร่างแหเอนโดพลาซมึ (Endoplasmic Reticulum, ER) แบ่งออกเป็นชนดิ ผิวเรียบและผิวขรุขระ ชนิด
ผิวเรียบ (Smooth Endoplasmic Recticulum, SER) จะไม่มีไรโบโซมเกาะ ทำหน้าที่สร้างไขมัน กำจัดสารพิษ
ส่วนชนิดผิวขรุขระ (Rough endoplasmic recticulum, RER) จะมีไรโบโซมเกาะอยู่ ทำหน้าที่สร้างโปรตีน และ
ส่งโปรตีนออกนอกเซลล์

ไรโบโซม (Ribosome) เป็นแหล่งสร้างโปรตีน และทำหน้าที่ส่งโปรตีนออกไปยังนอกเซลล์ มี 2 หน่วย
ย่อย ประกอบดว้ ยหน่วยใหญ่และหน่วยเลก็ แต่ละหน่วยจะมี Ribosomal RNA (rRNA)

เซนทริโอล (Centrioles) เปน็ ออร์แกเนลล์ท่ีไมม่ เี ยื่อหุ้ม มีลกั ษณะเป็นแทง่ รปู ทรงกระบอก ภายในกลวง
ประกอบด้วยหลอดเล็ก ๆ ที่เชื่อมต่อกัน เรียกว่า ไมโครทิวบูล (microtubule) เซนทริโอลมี DNA และ RNA
สามารถจำลองตัวเองและสร้างโปรตีนข้ึนเองได้ เซนทริโอลมีหนา้ ทีเ่ กี่ยวกับการแบ่งเซลล์ ส่วนไมโครทูบูลมีหนา้ ที่
ในการลำเลยี งสารในเซลล์ ใหค้ วามแข็งแรง และช่วยในการเคลอื่ นทขี่ องเซลล์

เซลลต์ ับเปน็ เซลล์ทม่ี ีการใช้พลงั งานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ดงั นนั้ ภายในเซลล์
ตบั จงึ ควรพบออรแ์ กนเนลล์ใดมากท่ีสุด

22

พืชและสัตว์แต่ละชนิดประกอบด้วยเซลล์หลายชนิด เซลล์แต่ละชนิดจะมีรูปร่างลักษณะที่มีความ
เหมาะสมกัเซลล์เมด็ เลือดแดงหนา้ ทข่ี องเซลล์น้นั

ภาพที่ 10 เซลล์ประสาท ภาพที่ 11 เซลลเ์ ม็ดเลือดแดง ภาพที่ 12 เซลล์อสจุ ิ
เเซซลลลล์ต์ ่าง ๆ ของสตั ว์

เซลลจ์ ากสว่ นตา่ ง ๆ ดงั ภาพด้านบน มรี ปู ร่างสัมพันธ์กับหน้าท่ขี องเซลลอ์ ยา่ งไร

รูปร่างลักษณะของเซลล์ต่าง ๆ ในสัตว์ มีความสัมพันธ์กับหน้าที่ของเซลล์นั้น ๆ เช่น เซลล์ประสาทส่วน
ใหญ่มีเส้นใย ประสาทเป็นเส้นแขนงยาว เพื่อนำกระแสประสาทไปยังเซลล์อื่น ๆ ที่อยู่ไกลออกไป เซลล์เม็ดเลือด
แดงมีรูปรา่ งกลมแบน ตรงกลางเซลล์ทั้งสองด้านเวา้ เข้าหากันเพราะไม่มีนิวเคลียส จึงช่วยเพิ่มพื้นทีใ่ นการลำเลยี ง
ออกซิเจนและทำให้เคลอ่ื นที่ ในหลอดเลือดได้ง่าย ส่วนเซลลอ์ สจุ ิมีหางช่วยในการเคลอื่ นทีไ่ ปหาเซลล์ไข่

ภาพท่ี 13 เซลลข์ นราก ภาพท่ี 14 เซลลใ์ นเน้ือเยอ่ื ลำเลียงน้ำ ภาพท่ี 15 เซลล์คุม
เซลล์จากสว่ นตา่ ง ๆ ของพืช

23

เกร็ดนา่ รู้ การคน้ พบเซลล์

ร่างกายของเราประกอบดว้ ยเซลลห์ ลายชนดิ แตล่ ะชนดิ มรี ูปรา่ งและหนา้ ที่แตกต่างกนั เมอ่ื
เซลล์เสยี หาย หรอื หมดอายุ จะมกี ารสร้างเซลล์ใหม่มาทดแทนโดยสเต็มเซลลห์ รือเซลลต์ ้นกำเนดิ ซ่งึ
เปน็ เซลลท์ ่สี ามารถเพ่มิ จำนวน และเปล่ียนแปลงไปเป็นเซลล์ชนิดอื่น ๆ ได้ สเตม็ เซลล์มีหลายชนดิ
เชน่ สเต็มเซลล์เมด็ เลอื ดบรเิ วณไขกระดูก สามารถเพ่ิมจำนวนและเปล่ยี นแปลงไปเปน็ เซลลเ์ ม็ดเลอื ด
แดง เซลล์เม็ดเลอื ดขาว และเกลด็ เลอื ดได้ ปัจจุบนั มกี ารวิจัยเพอ่ื นำสเต็มเซลลม์ าใช้ในการรกั ษาโรค
เชน่ โรคมะเรง็ เม็ดเลือดขาว โรคธาลสั ซเี มยี

การจัดระบบของเซลลไ์ ปเป็นร่างกายของสิ่งมชี ีวิตมีลำดับจาก หนว่ ยทีเ่ ลก็ ที่สุด
ไปเป็นหน่วยทใี่ หญ่ที่สดุ อยา่ งไร

การจดั ระบบร่างกายของส่ิงมีชวี ิต เรม่ิ จากเซลล์ ซ่ึงมจี ำนวนมากและมหี ลายชนดิ แต่ละชนิดอาจมีรูปร่าง
และหน้าที่ เหมือนหรือแตกต่างกัน เซลล์ที่มีรูปร่างและหน้าที่เหมือนกัน จะมีการรวมกลุ่มกันเพื่อทำหน้าที่อย่าง
เดียวกนั เรยี กกลมุ่ เซลล์ เหลา่ น้วี า่ เนื้อเยอ่ื (tissue) เชน่ เนอ้ื เย่อื บุผิว เนอื้ เยอื่ ประสาท เน้ือเย่ือกล้ามเน้ือ เน้ือเย่ือ
หลายชนิดจะมีการรวมกลุ่มกัน เกิดเป็นอวัยวะ (organ) ซึ่งมีรูปร่างลักษณะที่เหมาะสมกับการทำหน้าที่ เช่น
กระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ย่อยอาหาร โดยรับอาหารจากหลอดอาหารและส่งอาหารไปย่อยต่อที่ลำไส้เล็ ก
นอกจากนี้ยังมีอวัยวะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร อวัยวะเหล่านั้นจะทำงานประสานกันเป็นระบบอวยั วะ
(organ system) ระบบอวัยวะมีหลายระบบ นอกจากระบบ ย่อยอาหารแล้วยังมีระบบอื่น เช่น ระบบหายใจ
ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบขับถ่าย ระบบต่าง ๆ เหล่านี้จะดำเนินกิจกรรม อยู่ภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิต โดย
ทำงานสมั พันธ์กันเป็นผลให้สิ่งมชี วี ิต (organism) สามารถดำรงชวี ติ อยไู่ ด้

ตรวจสอบตนเอง

เขียนบรรยาย วาดภาพ หรือเขียนผังมโนทศั น์สิง่ ทไ่ี ดเ้ รยี นรจู้ ากบทนี้

24

กิจกรรมท่ี 2.1 โลกใต้กลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ ป็นอยา่ งไร

จุดประสงค์ สังเกต และรวบรวมหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์เพื่อบรรยายและเปรยี บเทียบรูปร่างลักษณะ
และโครงสร้าง ของเซลล์พืชและเซลล์สตั ว์

วัสดุอปุ กรณ์ 1. สาหร่ายหางกระรอก 7. ปากคบี
2. หอมหวั แดง 8. ใบมดี โกน
3. นำ้ 9. สไลดแ์ ละกระจกปิดสไลด์
4. สารละลายไอโอดนี ความเขม้ ข้น 1% 10. กลอ้ งจุลทรรศน์ใชแ้ สง
5. นำ้ เกลอื ความเขม้ ขน้ 0.85%
6. ก้านสำรี

วิธกี ารดำเนินกิจกรรม ตอนท่ี 1 เซลล์พืช

หวั หอมแดง
1. หยดนำ้ ลงบนสไลด์หยด
2. ใช้ปากคบี ลอกเย่ือด้านในของหัวหอมแดงออก ตัดเป็นช้นิ เล็ก ๆ แล้วคอ่ ย ๆ วางบนหยดน้ำบนสไลด์เพ่ือไม่ใหเ้ กิด

ฟองอากาศ ระวังไม่ให้เนือ้ เยื่อพับซ้อนกนั และหยดสารละลายไอโอดีน 1 หยด บนเยื่อหัวหอมแดง
3. วางกระจกปิดสไลด์ทำมมุ ประมาณ 45 องศา กบั สไลดด์ ้านหนึ่ง ใชน้ ิว้ หัวแม่มอื และน้วิ ชี้ของมือซ้ายจบั ขอบกระจก

แลว้ เล่อื น กระจกปิดสไลด์ไปสมั ผัสกบั ขอบด้านนอกของหยดน้ำ มือขวาจบั เข็มเข่ียรองรับกระจกปิดสไลด์ไว้ แล้วค่อย ๆ
ลดเข็มเขยี ลง จนกระจกปิดสไลด์ปดิ ลงบนสไลดส์ นิท ระวงั อยา่ ให้มฟี องอากาศ ใช้กระดาษเยอ่ื แตะข้าง ๆ กระจกปดิ
สไลดเ์ พ่ือซบั ของเหลว ส่วนเกนิ ออก

4. นำสไลดต์ ัวอยา่ งไปสงั เกตด้วยกล้องจลุ ทรรศนใ์ ช้แสงกำลังขยายตา่ ง ๆ บันทกึ ผลโดยการวาดภาพหรือถา่ ยภาพ
5. เปรยี บเทยี บภาพท่ีบันทกึ ได้กบั ภาพโครงสรา้ งของเซลล์

25

สากร่ายหางกระกรอก
1. หยดนำ้ ลงบนสไลด์ 1 หยด
2. ใชป้ ากคีบเด็ดใบสาหร่ายหางกระรอกบรเิ วณใกลส้ ว่ นยอด 1 ใบ วางบนหยดน้ำบนสไลดป์ ิดด้วยกระจกปดิ สไลด์
3. นำสไลด์ตวั อย่างไปสงั เกตด้วยกล้องจุลทรรศนใ์ ช้แสง บันทกึ ผลโดยการวาดภาพหรือถ่ายภาพ
4. เปรยี บเทียบภาพทบ่ี นั ทึกได้กับภาพโครงสร้างของเซลล์

คำถามท้ายกจิ กรรม

1. เซลลพ์ ืชท้งั 2 ชนดิ มรี ปู รา่ งลักษณะเปน็ อยา่ งไร และมโี ครงสรา้ งอะไรบา้ ง
2. เซลลพ์ ชื ทัง้ 2 ชนดิ เหมือนหรือต่างกนั อยา่ งไร
3. จากกจิ กรรม สรปุ ไดว้ ่าอย่างไร

วิธีการดำเนินกจิ กรรม ตอนที่ 2 เซลล์สัตว์

เยอื่ บุขา้ งแก้ม
1. หยดน้ำเกลือความเข้มข้นร้อยละ 0.85 บนสไลด์ 1 หยด
2. ใชก้ า้ นสำลีทส่ี ะอาดขูดเบา ๆ ทดี่ า้ นในของกระพงุ้ แก้ม แล้วนำไปแตะลงบนหยดน้ำเกลือบนสไลด์
3. หยดสารละลายไอโอดีน 1 หยด บนสไลด์ แลว้ ปิดดว้ ยกระจกปดิ สไลด์
4. นำสไลด์ตวั อยา่ งไปสังเกตดว้ ยกล้องจลุ ทรรศน์ใช้แสง บันทึกผลโดยการวาดภาพหรือถา่ ยภาพ
5. เปรยี บเทียบภาพท่บี ันทึกได้กบั ภาพโครงสรา้ งของเซลลใ์ นภาพ 3.7 เพื่อระบุโครงสรา้ งของเซลลท์ ่พี บจากการ

สังเกต

คำถามท้ายกจิ กรรม

1. เซลลส์ ัตวม์ ีรูปร่างลกั ษณะเป็นอย่างไร และมโี ครงสรา้ งอะไรบ้าง
2. จากกจิ กรรม สรปุ ไดว้ ่าอย่างไร
3. จากกจิ กรรมทั้ง 2 ตอน สรุปได้วา่ อยา่ งไร

แแบบบบฝฝึกกึ หหัดัดททา้ ้ายยบบทท 26

1. สง่ิ มีชีวติ ในข้อใดไมใ่ ชส่ ่ิงมีชีวติ เซลลเ์ ดียว
ก. แมงกะพรุน
ข. พารามีเซยี ม
ค. ยกู ลีนา
ง. อะมบี า

2. เซลล์เม็ดเลือดแดงของสตั วเ์ ลี้ยงลูกดว้ ยน้ำนมไมม่ ีสว่ นประกอบใด
ก. ไรโบโซม
ข. นวิ เคลยี ส
ค. ไซโทพลาซึม
ง. เย่ือหุม้ เซลล์

3. ส่วนประกอบในขอ้ ใดพบแตใ่ นเซลลพ์ ชื
ก. ไซโทพลาซึม
ข. นิวเคลียส
ค. คลอโรพลาสต์
ง. เยื่อห้มุ เซลล์

4. ส่วนประกอบของเซลล์ส่วนใดที่ไม่พบในเซลลส์ ตั ว์
ก. เย่อื หมุ้ เซลล์
ข. ผนงั เซลล์
ค. ไซโทพลาซึม
ง. นิวเคลยี ส

5. ส่วนประกอบของเซลล์ส่วนใดเป็นแหล่งสรา้ งพลังงานใหแ้ กเ่ ซลล์
ก. นวิ เคลยี ส
ข. ไรโบโซม
ค. ไมโทคอนเดรยี
ง. เอนโดพลาสมิก

27

6. เซลลช์ นดิ ใดมอี ยใู่ นพชื ทกุ ชนดิ
ก. เซลลเ์ ม็ดเลือดแดง
ข. เซลลเ์ ยือ่ บขุ ้างแก้ม
ค. เซลล์กล้ามเนื้อ
ง. เซลลค์ ุม

7. ส่ิงใดเปน็ เกณฑ์การจำแนกสิ่งมชี ีวิตเซลล์เดียวกบั สง่ิ มชี ีวิตหลายเซลล์
ก. จำนวนเซลล์
ข. ขนาดของเซลล์
ค. รปู ร่างของเซลล์
ง. ส่วนประกอบของเซลล์

8. สิ่งมชี วี ิตเซลลเ์ ดยี วกับส่ิงมชี ีวติ หลายเซลลม์ ีสิง่ ใดท่เี หมอื นกัน
ก. ความแข็งแรงของเซลล์
ข. ส่วนประกอบพนื้ ฐานของเซลล์
ค. รปู ร่างของเซลล์
ง. ขนาดของเซลล์

9. สว่ นประกอบของเซลล์พืชสว่ นใดทีท่ ำหน้าที่คลา้ ยยาม
ก. ผนังเซลล์
ข. เยือ้ ห้มุ เซลล์
ค. นิวเคลียส
ง. ไซโทพลาซึม

10. เซลลข์ ้อใดทีไ่ ม่มีนิวเคลยี สเปน็ ส่วนประกอบ
ก. เซลล์ประสาท
ข. เซลล์เมด็ เลอื ดแดง
ค. เซลล์เยอ่ื บุขา้ งแกม้
ง. เซลลก์ ลา้ มเนือ้


Click to View FlipBook Version