โบราณ 10 อย่ย่ ย่ า ย่ าง ขขนนมมไไททยย สื่อสิ่งพิมพ์
1. บุหลันดั้นเมฆ ขนมบุหลันดั้นเมฆ หนึ่งในขนมชาววังหาทานยาก เป็นขนมสีฟ้าจากดอก อัญชันและตรงกลางเป็นสีเหลืองทำ จากไข่แดง ซึ่งนอกจากจะมีรสชาติหวาน หนึบอร่อยละมุนลิ้น ในสมัยก่อนบุหลันดั้นเมฆมักจะใช้เป็นขนมเสี่ยงทาย เกี่ยวกับการงาน โดยหากใครทำ ขนมบุหลันดั้นเมฆแล้วหยอดสีเหลืองตรง กลาง เมื่อนึ่งออกมาแล้วมีรูปทรงคล้ายดวงจันทร์แสดงว่าจะมีโชคดีเกี่ยวกับ การงาน แต่หากนึ่งออกมาแล้วรูปทรงไม่สวยแสดงว่าจะโชคไม่ดี สูตรลับในการทำ บุหลันดั้นเมฆให้อร่อย 1. นึ่งถ้วยตะไลเปล่าก่อนใส่ขนมนำ ถ้วยตะไลเปล่าที่ยังไม่ใส่ขนมไปนึ่งในลังถึง ก่อน เพื่อให้ไอน้ำ ที่ลอยขึ้นมาเคลือบถ้วยตะไลไว้จะทำ ให้ขนมไม่ติดถ้วย และที่ สำ คัญที่สุดเมื่อเทแป้งลงไปในถ้วยตะไลร้อนที่ผ่านการนึ่งแล้ว บริเวณแป้งรอบ นอกจะเริ่มสุกก่อนแล้วแป้งจะดูดน้ำ เข้าไป แล้วส่วนอื่นๆ จึงจะสุกตามไปด้วย นั่นนั่จะทำ ให้ขนมบุหลันดั้นเมฆมีรอยบุ๋มตรงกลางเพื่อให้ใส่ไข่แดงสีเหลืองตาม ลงไปได้อย่างพอดี 2. รอให้เย็นก่อนค่อยแกะขนมออกจากถ้วยตะไลเมื่อนึ่งขนมบุหลันดั้นเมฆสุก แล้วให้นำ ขนมทั้งถ้วยมาแช่ในน้ําเย็นไว้ เพราะจะทำ ให้แคะขนมออกจากถ้วย ได้ง่ายกว่าตอนถ้วยร้อนๆ และจะทำ ให้ขนมไม่ติดถ้วยตะไล ขนมชาววัง เป็นหนึ่งในขนมที่ต้องอาศัยความประณีตในกรรมวิธี ความละเอียด ละไมในการตกแต่ง และการบรรจงจัดวางที่ดึงเอกลักษณ์ของขนมชาววังให้มี ความโดดเด่น แน่นอนว่าขนมเหล่านี้กว่าจะทำ แต่ละชิ้นออกมาให้หน้าตาน่ารับ ประทานทาน ต้องใช้ทั้งความตั้งใจ และใช้เวลาในการฝึกฝนจนชำ นาญ ต้นกำ เนิดของขนมชาววังเกิดจากท้าวทองกีบม้า หรือมารี กีมาร์ ผู้เป็นหัวหน้า ห้องเครื่องต้นวิเสทในราชสำ นัก ได้ริเริ่มประดิษฐ์ขนมไทยที่ได้รับอิทธิพลจาก อาหารโปรตุเกส และต่อมาขนมไทยชาววังจึงกลายเป็นขนมที่รู้จักกันทั่วทั่ไป จน มามีการปรับนำ มาใช้ในพิธีต่างๆ โดยเฉพาะงานมงคล เพราะขนมชาววังมักจะ มีชื่อ และลักษณะของรูปร่างขนมที่จะช่วยเสริมศิริมงคล ในบทความนี้มาทำ ความรู้จักกับ 10 ขนมชาววัง พร้อมกับสูตรลับสูตรเด็ด เสริม
วิธีทำ 1.ล้างทำ ความสะอาดถั่วถั่เขียวเราะเปลือกจนน้ำ ใสดี แช่น้ำ ½ ชั่วชั่โมง จากนั้นนำ ไปนึ่งอีก ½ ชั่วชั่โมงจนสุกดี 2.นำ ถั่วถั่เขียวเราะเปลือกนึ่ง กะทิ และน้ำ ตาลทรายไปปั่นให้ละเอียด นำ ใส่กระทะทอง กวนจนส่วนผสมแห้งและร่อนออกจากกระทะ พักให้เย็น ลงเล็กน้อย ตักส่วนผสมปั้นเป็นก้อนกลมขนาดประมาณ 1½ เซนติเมตร พักไว้ 3.ผสมแป้งข้าวเหนียวกับน้ำ ใบเตยคั้นข้น (หรือน้ำ ดอกอัญชัน) นวดให้ กระจายตัวดี ค่อยๆ ใส่น้ำ สะอาดลงไป นวดจนแป้งจับตัวกันดี และมี เนื้อสัมผัสประมาณดินน้ำ มันนุ่มๆ 4.หยิบแป้งมาปั้นเป็นก้อนกลมขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร แล้วแผ่ แป้งออก นำ ไส้ถั่วถั่ที่กวนไว้ใส่ตรงกลางหุ้มไส้ให้มิด คลึงให้กลม 5.วางขนมลงบนใบตองที่ทาด้วยน้ำ มัน จัดเรียงลงในลังถึง ฉีดน้ำ พรม บาง ๆ เพื่อช่วยให้เนื้อขนมนุ่ม นึ่งให้สุกดี ใช้เวลา 5 นาที 6.ผสมกะทิ เกลือ และแป้งข้าวเจ้าในหม้อ เคี่ยวให้ข้นขึ้น 7.จัดเสิร์ฟขนมพระพาย ราดด้วยหน้ากะทิ ขนมพระพายเป็นอีกหนึ่งขนมชาววังโบราณที่หาทานยากมาก เป็นขนมชาววังที่ทำ ไส้จากถั่วถั่กวน และห่อตัวแป้งด้วยแป้งข้าวเหนียวที่จะให้ความเหนียวนุ่ม ตัดความหวานด้วยน้ำ กะทิที่ให้รสชาติ เค็มและมัน ทำ ให้ได้รสชาติอร่อยแบบลงตัว ซึ่งในสมัยก่อนขนมพระพายเป็นขนมมงคลที่นิยมใช้ในงานแต่งงานเท่านั้น เพราะด้วยความ เหนียวนุ่มของขนมทำ ให้เปรียบเหมือนกับเป็นความรักที่เหนียวแน่นของความรักจากเจ้าบ่าวเจ้า สาวนั่นนั่เองค่ะ สูตรลับในการทำ ขนมพระพายให้อร่อย 2.ขนมพระพาย
3. ขนมเบื้อง ขนมเบื้อง ขนมเบื้องเป็นขนมชาววังที่ในสมัยนี้ยังได้รับความนิยม และหาทานได้ง่าย ใน สมัยก่อนความท้าทายของขนมเบื้องคือการละเลงแป้ง เพราะถือเป็นขั้นตอน สำ คัญที่จะทำ ให้ขนมเบื้องออกมาหน้าตาน่ารับประทาน และสวยงาม โดยขนม เบื้องมีทั้งไส้หวาน และไส้เค็ม สูตรลับในการทำ ขนมเบื้องให้อร่อย 1. ขนมเบื้องกรอบอร่อยด้วยน้ำ ปูนใส หลังจากใส่ส่วนผสมทำ แป้งอื่นๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วให้เปิดเครื่องตีแป้ง ด้วยความเร็วที่ต่ำ สุด และทยอยเทน้ำ ปูนใสลงไปทีละนิด เมื่อใส่หมดจึงค่อย ปรับเป็นความเร็วสูงสุดเพื่อให้ส่วนผสมเข้ากัน ซึ่งน้ำ ปูนใสจะช่วยให้ขนมเบื้อง ของเรากรอบอร่อย และกรอบได้นาน 2. อยากทานขนมเบื้องละเลงแป้งด้วยไฟกลางจะทำ ให้ได้แป้งทรง ละเลงแป้งลงบนเตา หรือกระทะด้วยไฟปานกลาง ขนมเบื้องที่ทรงสวยควรจะ ต้องเป็นรูปวงรีที่มีความยาวประมาณ 9 นิ้ว 3. ทาครีมเสร็จให้รีบโรยไส้ หลายคนอาจจะเคยมีปัญหาตัวไส้ขนมเบื้องทั้งหวาน และเค็มมักจะหลุดออก มาจากขนมเบื้อง สูตรลับของเราคือเมื่อละเลงครีมลงบนแป้งแล้วให้รีบโรยไส้ ทันที เพราะตัวครีมมีความเหนียวที่จะช่วยทำ ให้ไส้ยึดติดกันได้ดี
4. วุ้นกะทิ วุ้นกะทิ หากพูดถึงขนมชาววังคงจะไม่มีวุ้นกะทิคงไม่ได้ เพราะเป็นขนมชาววังที่ได้รับ ความนิยมตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยรสชาติที่อร่อย และสามารถ ดัดแปลงปรับเปลี่ยนทำ เป็นวุ้นได้อีกหลายรูปแบบ รวมถึงมีขั้นตอนวิธีการทำ ที่ ไม่ยาก ใช้วัตถุดิบไม่เยอะ สามารถทำ ทานเองได้ไม่ยาก ไปจนถึงทำ ขายก็เป็น ขนมชาววังที่ขายได้ดี สูตรลับในการทำ วุ้นกะทิให้อร่อย 1. แช่ผงวุ้นก่อนนำ ไปต้ม เพื่อให้วุ้นไม่คายน้ำ ปัญหาวุ้นคายน้ำ หรือหลังทำ เสร็จมีน้ำ ออกมาจากตัววุ้นทำ ให้ดูไม่น่าทาน สูตร ลับคือจะต้องแช่ผงวุ้นทิ้งไว้ในน้ำ ประมาณ 10-15 นาทีเพื่อให้วุ้นอิ่มน้ำ ก่อนที่ เราจะนำ ไปต้มในขั้นตอนถัดไป 2. เช็คผงวุ้นให้ดีว่าผงวุ้นละลายหมด เมื่อนำ วุ้นไปต้มด้วยไฟกลาง ก่อนยกลงจากเตาควรใช้ทัพพีเช็คว่ามีผงวุ้นติด ขึ้นมาตามทัพพีหรือไม่ หากไม่มีเศษผงวุ้นติดขึ้นมาตามทัพพีแสดงว่าผงวุ้น ของเราละลายดีแล้ว เพราะหากผงวุ้นละลายไม่หมดจะทำ ให้วุ้นของเราได้หน้า ไม่เนียนสวย และเมื่อทานอาจจะสัมผัสได้ถึงความสากจากผงวุ้น
5.อินทนิล ขนมอินทนิลเป็นขนมชาววังที่ทำ จากแป้งผสมกับความหอมที่ได้จากน้ำ ใบเตย และนำ ไปกวนจนเหนียว และปั้นเป็นก้อน พร้อมกับนำ มาทานคู่กับน้ำ กะทิที่ เพิ่มความหอมจากการอบควันเทียน ก่อนจะตบท้ายด้วยน้ำ แข็งที่ช่วยเพิ่ม ความอร่อยให้เย็นสดชื่น เมื่อทานจะให้รสชาติเหนียวนุ่ม หวานตัดเค็มแบบลงตัว และความหอมจากใบ เตยกับกะทิอบควันเทียนนปัจจุบันอาจจะหาทานได้ยากสักหน่อย แต่รับรองว่า เป็นอีกหนึ่งขนมชาววังที่ห้ามพลาดเพราะมีรสชาติละมุนกลมกล่อมให้ความ สดชื่นแน่นอน สูตรลับในการทำ ขนมอินทนิลให้อร่อย กลิ่นหอมมะลิอบควันเทียน ช่วยเพิ่มความอร่อย ในขั้นตอนการทำ น้ำ กะทิ นอกจากน้ำ ลอยดอกมะลิ และใบเตยจะช่วยเพิ่มกลิ่น หอมแล้ว ให้นำ กะทิมาอบควันเทียน โดยอบควันเทียนประมาณ 3-4 รอบ รอบ ละประมาณ 20 นาที หรือหากใครอยากให้กะทิหอมฟุ้งอบอวลมากยิ่งขึ้นก็ สามารถอบเพิ่มได้อีก เพราะจะยิ่งช่วยทำ ให้ขนมของเราน่าทานมากยิ่งขึ้นด้วย
6.ทองเอก ขนมสีเหลืองสวยที่ด้านบนมาพร้อมกับทองคำ เปลวที่ทองอร่าม แค่เห็นหน้าตา ภายนอกก็ดูสวยน่ารับประทานมากแล้วกับ “ขนมทองเอก” เป็นขนมชาววัง โบราณที่ในปัจจุบันยังหาทานได้ง่าย มักนิยมใช้ในงานมงคลต่างๆ เพราะทั้งชื่อ รูปทรง หน้าตาสวยงามของขนมนั้นมีความหมายดี นั่นนั่คือหมายถึงการเป็นเอก หรือเป็นที่หนึ่ง สูตรลับในการทำ ทองเอกให้อร่อย 1. ทำ อย่างใจเย็น ไม่อย่างนั้นไข่อาจสุกได้ ขนมทองเอกเป็นขนมที่ใช้ไข่แดงในการทำ ดังนั้นแล้วในขั้นตอนการนำ กะทิที่ ยกลงจากเตามาผสมกับไข่จะต้องรอให้กะทิอุ่นไปจนถึงเกือบเย็น และค่อยๆ ใส่ไข่ทีละฟองพร้อมคนให้เข้ากับกะทิด้วยความใจเย็นค่อยๆ ทำ เพราะหากใช้ กะทิที่ยังร้อน และเทไข่ใส่แบบรวดเดียวอาจจะทำ ให้ไข่สุกได้ 2. ใช้แป้งเย็นสนิทถึงจะขึ้นลายได้สวย ความน่าทานของขนมทองเอกคือมีหน้าตาสวยงามจากการใช้พิมพ์ลายสวย ดัง นั้นแล้วจึงถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำ คัญมาก สูตรลับของเราคือจะต้องรอให้แป้ง เย็นสนิทก่อนที่จะอัดลงไปในพิมพ์ ด้วยตัวแป้งที่ปริมาณพอดีไม่อัดแน่นจน เกินไปเพราะอาจจะทำ ให้ล้นขอบออกมา และจะต้องกดตัวแป้งลงบนพิมพ์ให้ แน่นมากพอถึงจะขึ้นลายได้สวย
7.เสน่ห์จันทร์ อีกหนึ่งขนมไทยมงคลที่พบได้บ่อยไม่ต่างจากทอกเอก นั่นนั่คือ “เสน่ห์จันทร์” ที่มาในรูปทรงสีเหลืองอร่ามเป็นก้อนกลมคล้ายกับลูกจันทร์ผลไม้พื้นบ้านที่มี ผลสุกสีเหลือง มีกลิ่นหอมน่ารับประทาน ในสมัยก่อนคนโบราณจึงนำ ผลจันทร์ มาประยุกต์กลายเป็นขนมมงคล ส่วนด้านบนจะมีก้อนกลมเล็กๆ สีน้ำ ตาลจาก น้ำ ตาลปี๊บที่ถูกเอาไปอบควันเทียนจนหอม ซึ่งขนมจันทร์ถือเป็น 1 ใน 9 ขนมมงคลที่มีความหมายว่าเป็นคำ ที่มีสิริมงคล จะทำ ให้มีเสน่ห์มีคนมาหลงรัก จึงนิยมนำ มาใช้ในพิธีแต่งงาน สูตรลับในการทำ เสน่ห์จันทร์ให้อร่อย ปั้นให้ได้ก้อนกลมสวยด้วยขนาดที่พอดี ขนมเสน่ห์จันทร์ความน่ารับประทานคือจะต้องมีก้อนกลมสวยคล้ายกับลูก จันทร์ ดังนั้นแล้วการปั้นให้ได้ก้อนกลมเป็นเรื่องสำ คัญ โดยเราจะต้องปั้นส่วน ผสมให้เป็นก้อนกลมอยู่ที่ประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เซนติเมตร หลังจาก นั้นก็กดให้แบนลงเล็กน้อย เพื่อให้ได้ทรงสวย
8.ขนมหม้อตาล เชื่อว่าขนมหม้อตาลเป็นอีกหนึ่งขนมชาววังที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อ เพราะ ในสมัยนี้หาทานได้ยากมาก เพราะด้วยวิธีการทำ ที่มีขั้นตอนเยอะ สลับซับซ้อน จึงหาคนทำ ได้ยาก และในสมัยก่อนขนมหม้อตาลนิยมใช้ในพิธีงานแต่งจึงมีอีก ชื่อเรียกว่าขนมหม้อเงิน หม้อทอง ด้วยลักษณะของขนมหม้อตาลที่คล้ายกับ หม้อดินเผาขนาดเล็ก ด้านในจะมีสีสันต่างๆ ที่ได้จากน้ำ ตาลเคี่ยว โดยรสชาติ ของขนมหม้อตาลจะมีความกรอบตัดกับความหวานกำ ลังดี เรียกได้ว่าเป็นขนม ชาววังหายากที่น่ารับประทานมาก สูตรลับในการทำ ขนมหม้อตาลให้อร่อย 1. แป้งต้องไม่แห้งเกินไป เมื่อผสมแป้งสำ หรับใช้ทำ ตัวหม้อเสร็จเรียบร้อยแล้วให้นวดไปเรื่อยๆ จนเนื้อ ส่วนผสมเข้ากันดี แต่หากรู้สึกว่าเนื้อตัวแป้งแห้ง และร่วนเกินไป ให้เติมน้ำ ผสมลงไปในแป้ง และนวดจนเนื้อแป้งเข้าที่ดี 2. อบควันเทียนเพิ่มความหอมน่าทาน นำ ตัวหม้อของของขนมหม้อตาลที่สุกแล้ว ไปอบควันเทียนอย่างน้อย 1-2 ชั่วชั่โมง หรือหากมีเวลามากพอให้อบควันเทียนทิ้งไว้หนึ่งคืน เพราะจะทำ ให้ตัว แป้งมีกลิ่นหอมมากก่อนที่จะนำ ไปหยอดน้ำ ตาล
ถั่วถั่เขียวเลาะเปลือก 1+ 1/ 2 ถ้วยตวง น้ำ ตาลทราย 1 / 2 ถ้วยตวง กะทิ เกลือ 1 / 4 ช้อนชา นำ ถั่วถั่เขียวเลาะเปือกล้างทำ ความสะอาดจนกว่าสีของน้ำ จะเปลี่ยนเป็นสีใส สะอาด แช่ถั่วถั่เขียวเลาะเปลือกกับน้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 3 ชั่วชั่โมง จนถั่วถั่เขียวอิ่มน้ำ เพื่อให้ถั่วถั่เขียวนิ่มขึ้น นำ ถั่วถั่เขียวที่แช่จนนิ่มแล้วไปล้างทำ ความสะอาด และนำ ไปใส่ในหม้อนึ่ง โดยเว้นรูตรงกลางเพื่อให้มีรูระบายอากาศออก นึ่งนานประมาณ 15-20 นาที ด้วยไฟกลางจนกระทั่งทั่ถั่วถั่เขียวสุก นำ ถั่วถั่เขียวนึ่งสุกที่นิ่มแล้วไปปั่น โดยให้แบ่งปันหลายๆ รอบ เพื่อให้ถั่วถั่ กวนละเอียด ตามด้วยใส่น้ำ ตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง และเกลือป่น 1/4 ช้อนชา หัวกะทิ 1/2 ถ้วยตวง พร้อมกับปั่นส่วนผสมทั้งหมด ให้เข้ากัน อย่างละเอียด เมื่อไส้ละเอียดเนียนจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ให้เทส่วนผสมทั้งหมดลงใน กะทะด้วยไฟอ่อนๆ และหมั่นมั่กวนไส้เรื่อยๆ ประมาณ 1 ชั่วชั่โมง จนรู้สึกว่า เนื้อเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อกวนจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ให้ใช้ไม้พายยีๆ ตัวไส้ถั่วถั่กวน เพื่อให้ ระบายความร้อนได้เร็วขึ้น 9.ขนมชาววังขนานแท้อย่าง “ขนมลูกชุบ” ที่ในปัจจุบันยังเป็นขนมที่ยังได้รับ ความนิยม หาทานง่าย มีรสชาติอร่อยถูกปาก และมีหน้าตาที่น่ารับประทาน แม้ในปัจจุบันจะมีการปรับเปลี่ยนรูปทรงของขนมบ้างตามความสร้างสรรค์ของ คนทำ เพื่อให้ดูตามยุคสมัย และช่วยดึงดูดให้คนอยากรับประทานมากขึ้น แต่ เชื่อว่าขนมลูกชุบก็ยังมีรสชาติที่อร่อยเป็นเอกลักษณ์อยู่ทุกสมัยแน่นอน ลูกชุบเป็นขนมชาววังสมัยก่อนที่มีวัตถุดิบหลักดั้งเดิมเป็นอัลมอนด์ แต่เพื่อให้ เข้ากับประเทศไทยให้หาวัตถุดิบได้ง่ายขึ้นจึงปรับมาเป็นถั่วถั่เขียวแทน โดยลูก ชุบจะมีขั้นตอนการทำ 2 ขั้นตอน คือขั้นตอนการทำ ไส้ถั่วถั่กวน และขั้นตอนการ ทำ ตัววุ้นลูกชุบที่ทำ ได้ง่าย แต่ต้องมีสูตรลับถึงจะทำ ออกมาได้อร่อยค่ะ วิธีการทำ ลูกชุบ ขนมชาววัง ส่วนผสม : ทำ ไส้ถั่วถั่กวน 1. 2. 3. 4. 5. 6.
ผงวุ้นตรานางเงือก น้ำ เปล่า น้ำ ตาลทราย 1 / 2 ถ้วยตวง สูตรลับทำ ไส้ถั่วถั่กวนให้ได้ตามฉบับขนมชาววัง 1. นึ่งถั่วถั่เขียวต้องใช้ผ้าขาวบางรองเสมอ ใช้ผ้าขาวบางรองถั่วถั่เขียวไว้ก่อนที่จะวางลงในหม้อนึ่ง เพื่อไม่ให้เมล็ดถั่วถั่เขียว ร่วงไปตามร่องในหม้อ และจะทำ ให้หลังจากนึ่งเสร็จแล้ว สามารถนำ ออกมาได้ ง่ายขึ้นด้วย 2. ถั่วถั่เขียวต้องนิ่มทานง่าย หากต้องการให้ไส้ถั่วถั่กวนออกมานุ่มอร่อย หากแช่ถั่วถั่เขียวไว้นาน 3 ชม. อาจ จะยังนิ่มไม่เพียงพอ แนะนำ ให้แช่เพิ่มต่อได้ 3. กวนไส้ให้แห้ง เนียนไปเนื้อเดียวกัน เมื่อกวนไส้ แนะนำ ให้ใช้ไฟอ่อน ไม่ใช้ไฟแรง เพราะจะทำ ให้ถั่วถั่กวนเนื้อหยาบ เกินไป และเนื้อเนียนไม่สม่ำ เสมอ ส่วนผสม : ตัววุ้นลูกชุบ เพิ่มพิ่ความหอมหวาน ยิ่งยิ่น่าน่ทานมากขึ้นขึ้ แนะนำ ให้ให้ส่กส่ลิ่นลิ่ผสมอาหารกลิ่นลิ่มะลิลลิงไปในขั้นขั้ตอนเคี่ยคี่วส่วส่นผสมของตัวตัวุ้นวุ้ ลูกลูชุบชุ ลูกลูชุบชุปั้นทรงสวย ไม่ติม่ดติมือมื หากอยากปั้นลูกลูชุบชุให้ไห้ด้รูด้ปรูทรงที่สที่วย แนะนำ ให้ให้ช้น้ำช้น้ำมันมัพืชพืทามือมืเล็กล็น้อน้ยเพื่อพื่ ไม่ใม่ห้ไห้ส้ถั่ส้วถั่กวนติดติมือมืและไส้จส้ะนิ่มนิ่ขึ้นขึ้ทำ ให้ปั้ห้ปั้นได้รูด้ปรูทรงสวยง่าง่ยขึ้นขึ้ 1. ใส่ผส่งวุ้นวุ้ จำ นวน 2 ช้อช้นชา ลงแช่ใช่นน้ำ เปล่าล่ ประมาณ 10 นาที เพื่อพื่ให้วุ้ห้นวุ้ อิ่มอิ่น้ำ 2. หลังลัจากนั้นนั้ให้ตั้ห้ตั้งตั้หม้อม้ต้มต้น้ำ โดยใส่น้ำส่น้ำเปล่าล่ ประมาณ 2 ถ้วถ้ยตวง ตามด้วด้ยผงวุ้นวุ้ ที่ แช่จช่นอิ่มอิ่น้ำ แล้วล้และใส่น้ำส่น้ำตาลทรายประมาณ 1/2 ถ้วถ้ยตวงตามลงไป 3. ใช้ไช้ฟกลางเคี่ยคี่วจนส่วส่นผสมทั้งทั้หมดเข้าข้กันกัประมาณ 15 นาที และเพื่อพื่ไม่ใม่ห้วุ้ห้นวุ้ จับจั ตัวตัเป็นก้อก้น แนะนำ ให้เห้คี่ยคี่วไปเรื่อรื่ยๆ อย่าย่งสม่ำ เสมอในทิศทิทางเดียดีวกันกัจนกระทั่งทั่ น้ำ เดือดืดจึงจึคนต่อต่อีกอีประมาณ 2-3 นาที พร้อร้มเช็คช็ว่าว่ผงวุ้นวุ้ ของเราละลายดีหดีรือรืยังยั ด้วด้ยกระบวย หรือรืทัพทัพีที่พี ใที่ช้คช้นว่าว่ ไม่มีม่ผมีงติดติขึ้นขึ้มา และเมื่อมื่ผงวุ้นวุ้ ละลายดีแดีล้วล้ให้ปิห้ปิด ไฟ 4. พักพัวุ้นวุ้ ทิ้งทิ้ไว้ใว้ห้เห้ย็นย็ลงประมาณ 5 นาที เพื่อพื่ให้วุ้ห้นวุ้ เซ็ตซ็ตัวตั ขั้นขั้ตอนปั้นลูกลูชุบชุ 1. หลังลัจากไส้ถั่ส้วถั่กวนเย็นย็แล้วล้ ให้นำห้ นำไส้ถั่ส้วถั่กวนมานวดด้วด้ยมือมืเพื่อพื่ให้ไห้ส้มีส้เมีนื้อนื้เนียนีน และนุ่มนุ่ ขึ้นขึ้ 2. ใช้สีช้ผสีสมอาหาร 1 ฝาต่อต่น้ำ 2 ช้อช้นโต๊ะต๊ โดยสามารถปรับรัเปลี่ยลี่นได้ตด้ามความชอบ เข้มข้อ่ออ่นของสี 3. มาเริ่มริ่ปั้นลูกลูชุบชุโดยแบ่งบ่ลูกลูชุบชุเป็นก้อก้นๆ สามารถปั้นรูปรูได้ตด้ามต้อต้งการ ไม่ว่ม่าว่จะ รูปรูผักผัผลไม้ สัตสัว์ หรือรืรูปรูอื่นอื่ๆ ตามไอเดียดีได้เด้ลย 4. เมื่อมื่ปั้นเสร็จร็เสียสีบไม้ปม้ลายแหลม แล้วล้ให้นำห้ นำไปจุ่มจุ่ สีผสีสมอาหาร สูตสูรลับลัเพิ่มพิ่ความน่าน่กินกิ ให้ลูห้กลูชุบชุ
10.ได้ยินชื่อแล้วอย่าเพิ่งตกใจ เพราะหลายคนอาจจะคุ้นชื่อว่า “ไข่หงส์” ปัจจุบันมีการเปลี่ยนชื่อให้ดูน่าทานมากขึ้น ขนมไข่เหี้ยเป็นขนมที่มีมายาวนา นว่ากันว่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 เนื่องจากรัชกาลที่ 1 มีพระราชประสงค์จะ เสวยไข่เหี้ย แต่เนื่องจากไม่ใช่ฤดูวางไข่จึงมีคนคิดทำ ขนมไข่เหี้ยถวาย ซึ่งขนมไข่เหี้ย หรือไข่หงส์ในปัจจุบันทำ มาจากถั่วถั่เขียวที่มาโขลกกับพริกไทย และเกลือปั้นเป็นไข่แดง แล้วนำ แป้งข้าวเหนียวมาห่อแล้วจึงนำ ไปทอด จึงจะ ได้รสชาติที่กรอบอร่อยพร้อมกับความหวานตัดเค็มและกลิ่นหอมเผ็ดจากพริก ไทย เรียกได้ว่ามีหลายรสชาติในหนึ่งเดียว สูตรลับในการทำ ขนมไข่เหี้ยให้อร่อย 1. พักแป้งทิ้งไว้นาน ยิ่งทำ ให้ทอดแล้วน้ำ มันไม่กระเด็น เมื่อนวดแป้งจนเข้ากันแล้ว ให้พักแป้งทิ้งไว้อย่างน้อย 1 ชั่วชั่โมง หรือหากมี เวลาสามารถพักแป้งให้นานกว่านั้นได้ ขั้นตอนนี้สำ คัญมากเพราะจะทำ ให้แป้ง และตัวน้ำ ตาลผสานกันได้ดี ซึ่งจะทำ ให้เมื่อนำ ไปทอดแล้วเกิดน้ำ มันกระเด็นได้ น้อยมาก 2. ทอดให้ขนมไข่เหี้ยไม่ติดกัน และได้สีเหลืองสวย ให้ใช้น้ำ มันทาที่มือ และทาถาดของขนมก่อนนำ ไปทอด จะทำ ให้ขนมไม่ติดกัน โดยก่อนทอดให้เปิดไฟแรงจนกระทั่งทั่น้ำ มันร้อนจัด หลังจากนั้นให้ลดลงเป็น ไฟปานกลางจึงค่อยนำ ขนมไข่เหี้ยลงไป จะทำ ให้ได้ความร้อนที่พอดีจนกระทั่งทั่ ได้ขนมไข่เหี้ยสีเหลืองสวยน่าทาน