The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Wiwat., 2020-04-27 10:46:27

ศิลปะอยุธยา

ศิลปะอยุธยา

ศิลปะอยุธยา

ศ.ดร.สนั ติ เล็กสขุ ุม
ภาควิชาประวัติศาสตรศ ิลปะ คณะโบราณดคี

กรุงศรีอยธุ ยาไดร ับการสถาปนาขน้ึ ใน พ.ศ. ๑๘๙๓ และสิ้นสุดลงใน พ.ศ.๒๓๑๐ ชว งเวลาดงั กลา วเรียก
อยางสนั้ ๆ วา สมัยอยธุ ยา เชนเดียวกับเรียกงานชา งหลวงวา ศิลปะอยธุ ยา การที่อยธุ ยาอยใู นพน้ื ท่ีราบลมุ แมนํา้
เจา พระยาตอนลา ง จึงเหมาะแกก ารเกษตรกรรม และการมีเสนทางคมนาคมตดิ ตอกบั ดินแดนทงั้ ภายในและ
ภายนอกประเทศ อยุธยาจึงเปนชมุ ชนการคา สําคญั มีแมน้ําสายหลกั ทไ่ี หลมาจากหัวเมอื งทางเหนอื คือ แมนํา้ ปา
สัก แมน้ําลพบุรี และแมน าํ้ เจา พระยา โอบลอ มตวั เมืองเปนเกาะ แลวไหลไปทางใตออกสูอาวไทย อนั เปน เง่ือนไข
ทางภมู ิศาสตรทชี่ ว ยใหร าชธานีแหงใหมน้เี จรญิ ขึ้นอยางรวดเรว็

พื้นฐานของศลิ ปะอยธุ ยาเรม่ิ เดนชัดในชว งปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ วฒั นธรรมขอมท่ีจางลงแลวจาก
ลพบุรียังเปนแรงบันดาลใจสําคญั ของงานชางอยธุ ยา เชนเดยี วกับการเกีย่ วขอ งกับสุโขทยั และลานนา อนั เปน โยง
ใยในเครือขา ยวฒั นธรรมพกุ าม หรือประเทศพมาในปจจุบนั งานชางหลวงของอยุธยา คอื พระบรมเดชานภุ าพ
ของพระมหากษตั รยิ  พระบรมมหาราชวังอันมพี ระปราสาทเทวราชาของสวรรคช ั้นน้ีคือ พระอินทร พระมหากษตั รยิ 
ทรงเปนอคั รศาสนปู ถมั ภ งานชา งจึงเกดิ จากความศรทั ธาและคณุ ธรรมตามคําส่งั สอนในพุทธศาสนา จึงเปนสวน
เชื่อมโยงแบบแผนประเพณรี าชสาํ นักลงมาสสู ังคมระดับลางเปนลําดับ

การแบงชว งเวลาในศลิ ปะอยุธยา ไดส ะทอนปรากฏการณท างประวัติศาสตรความตอเนอ่ื งกับความ
เปลีย่ นแปลงควบคูเปนเหตุเปน ผลกันเสมอมา จงึ แบง ใหขาดกนั โดยสิ้นเชิงไมได แตเดมิ สมเด็จพระเจา บรมวงศ
เธอ กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพ ไดท รงแบง ไวเปน ๔ สมัย จากหลักฐานรูปแบบสถาปตยกรรม ตอ มาอาจารยตรี
อมาตยกุล ไดลดเหลือเพียงสามชว ง คอื ยคุ ตน ตง้ั แตร ัชกาลสมเด็จพระรามาธบิ ดที ี่ ๑ ถึงรชั กาลสมเด็จพระบรม
ไตรโลกนาถ ยคุ กลาง ตั้งแตรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดที ี่ ๒ ถึงรชั กาลสมเด็จพระเจาทรงธรรม และยุคปลาย
ตง้ั แตรชั สมยั สมเด็จพระเจาปราสาททองจนถึงเสียกรงุ ศรีอยธุ ยา

จิตรกรรม
จติ รกรรมสมยั อยุธยาก็เชนเดียวกบั งานชางแขนงอื่น ๆ ของชางหลวงในสมัยอยธุ ยาทใี่ ชจิตรกรรมเปน
เครือ่ งมอื หรือส่อื ทส่ี ําคัญสะทอ นใหเห็นถึงความศรทั ธา ความเช่ือในพระพุทธศาสนา ชางไดวาดไวบนผนังพระ
อุโบสถบาง พระวหิ ารบา ง หรือบนสมุดภาพ สขี องชางในสมยั อยุธยาจะเปนสีฝุนผสมกาวระบายเรียบ ตัดเสน ขอบ
และรายละเอียดของภาพ การตดั เสนแสดงความรสู กึ นึกคดิ ผานฝมืออนั ชาํ นาญ และแมน ยํา เปนทีป่ ระจกั ษมา
กอ นแลว ในสมัยสุโขทัย ดังภาพลายเสนทจ่ี ารลงบนแผนหินชนวนจํานนหนึ่งจากวดั ศรีชุด แตน า เสยี ดายท่ีงาน
ระบายสีตัดเสนในศลิ ปะสุโขทัยเหลือเพียงรอ งรอยวา ไดวาดภาพเรอื่ งราวของอดีตพทุ ธเจา แลเรื่องพุทธประวัตบิ าง
ตอน ดังนน้ั วิธกี ารทางจิตรกรรมและแรงบันดาลใจจากเร่ืองราวทางศาสนาของอยธุ ยาจงึ เก่ียวโยงกับศลิ ปะสโุ ขทัย



มากอน โดยไมตองกลา วถึงแรงบันดาลใจจากศลิ ปะอนั สบื เน่อื งจากวัฒนธรรมขอมซึง่ แทบไมมหี รอื ไมเ หลอื แม
หลักฐานท่แี สดงใหเหน็ วา มคี วามชํานาญหรือสันทัดในการงานชา งดา นนี้ ดวยหลักฐานที่มีอยนู อ ยมากของ
จติ รกรรมฝาผนังในศิลปะขอมสมัยเมืองพระนคร และจิตรกรรมฝาผนังรุน หลงั ในเขมรเองกเ็ ปน งานจิตรกรรมทม่ี ี
อายุราวคร่งึ แรกของพุทธศตวรรษท่ี ๒๒ และคงไดรับอิทธิพลไปจากงานจติ รกรรมสมัยอยธุ ยามากกวา

จติ รกรรมในชว งสมัยอยธุ ยาตอนตน เปนท่นี า เสียดายที่ไมม ีเหลอื ใหไ ดทาํ การศกึ ษาแลว นอกจากสาเหตุ
การเสียกรุงศรีอยธุ ยาที่วัดวาอารามตา ง ๆ ถูกทาํ ลายลงไปมาก และสว นที่เสียหายกอ นของอาคารก็คือหลังคา ซง่ึ
เปนหลังคาเคร่ืองไมม งุ กระเบอ้ื ง เม่อื หลังคาเสียหาย สิ่งที่ตามมาก็คอื การถูกทาํ ลายของจติ รกรรมภายในอาคาร
นนั่ เอง แตกย็ ังมีจิตรกรรมในยุคแรกหลงเหลอื ใหศกึ ษาได ซึ่งมกั จะเปนจิตรกรรมทีเ่ ขียนไวท่ผี นงั คูหาหรอื ผนังของ
กรปุ รางคตาง ๆ เชน จิตรกรรมฝาผนงั คูหาพระปรางคประจําทิศตะวนั ตกเฉยี งเหนือของพระปรางคประธานวัด
มหาธาตุ ที่ไดร บั การอนรุ ักษไ ว แตก็ดาํ เนินการภายหลังการจากชํารดุ เสียหายไปมากแลว ภาพเรอื นแกว บนผนัง
ตรงขา งประตทู างเขาสคู หู าที่วาดไวเ พื่อเปนฉากหลงั ของพระพทุ ธรูป คงเปนพระพทุ ธรูปหลอ ดวยสาํ รดิ จงึ ถูก
เคลื่อนยา ยออกไปโดยงา ย ทําใหไ มหลงเหลอื รองรอยของรปู แบบพระพทุ ธรปู ท่เี ปน พุทธประตมิ ากรรมสาํ คญั ท่ี
ประดิษฐานอยูภายในเรือนแกว ผนงั ดานซายคอื แถวพระอดีตพุทธเจาซึ่งเสด็จมาตรสั รบู นโลกน้ีตามลําดบั กัปกลั ป
อันเน่นิ นานจนนับไมได พระพทุ ธเจาสมณโคดมไดเ สวยพระอดตี ชาติตา ง ๆ เปนพระโพธสิ ตั ว บาํ เพ็ญบุญบารมอี ยู
ในสํานักของพระอดีตพุทธเจา เหลา นั้น กอ นเสด็จมาตรัสรูในยุคขอเรา ภาพเหลาพระอดตี พทุ ธเจา ดังกลา ว มี
จาํ นวน ๑๔ องค พระองคเรียงในแถวแนวนอนสามแถวจากตอนบนของผนงั คูหาลงมา แตละองคสลับดว ยพระ
พระสาวก สภาพจติ รกรรมทีล่ บเลือนเกือบหมดแลวของผนงั ตรงขา มยงั เหลอื เสนลาง ๆ ของแถวแนวนอน อนั แสดง
ถึงองคประกอบภาพแบบเดียวกนั และยอมหมายถงึ วา ผนังท่จี ติ รกรรมลบเลือนไปหมดแลว เคยมีภาพพระอดีต
พทุ ธเจาอกี ๑๔ พระองค รวมจํานวนพระอดีตพทุ ธเจา ๒๘ พระองค อนั เปนชุดทก่ี ลา วไวในคัมภรี พ ทุ ธวงศ

เรือนแกว จติ รกรรมฝาผนงั คูหาปรางคมมุ ตะวนั ตกเฉยี งเหนือ บนฐานไพทพี ระปรางค วดั มหาธาตุ
อยธุ ยา จิตรกรรมฝาผนงั ยุคตน รัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธริ าชที่ ๑ (ขนุ หลวงพระง่วั )



จิตรกรรมฝาผนังทีส่ ําคัญมากในสมยั อยธุ ยาตอนตน อกี แหงหนึ่งก็คอื ที่พระปรางคประธานวัดราชบูรณะ
ยังอยใู นสภาพดีท่สี ดุ ของยุคตนอยุธยา ชางไดว าดไวบนผนงั ของกรบุ นของพระปรางคซง่ึ อยูถัดลงไปจากระดบั พ้ืน
ของคูหาปรางค และอกี กรหุ น่ึงถดั จากกรุบนลงไปอีก สําหรับจิตรกรรมของกรุบนท่ีผนงั ดา นใต และดานตะวันออก
สะทอ นใหเ ห็นถึงบทบาทของชาวจีนในราชสํานกั ขณะน้ัน ทม่ี บี ทบาทสาํ คญั เพราะภาพท่ีปรากฏภายในกรุเปน
ภาพบคุ คลในชดุ เครอื่ งแตงกายจีน ภาพขนุ นางจนี ผนังสองดา นตรงขา มเปนภาพเทวดาเหาะอยา งไทย แตก ม็ ี
สวนสะทอ นอิทธพิ ลศิลปะจีนอยดู ว ย เชนลกั ษณะมงกุฎของเทวดาเหลาน้ัน รวมทั้งภาพดอกไม กอนเมฆ ทม่ี ี
ประกอบอยูดวย

จิตรกรรมฝาผนังในกรุพระปรางค วัดราชบรู ณะ
จติ รกรรมท้งั ส่ีของผนังกรุถัดลงไป ประกอบดวยภาพพระอดตี พทุ ธเจา เรยี งรายในแถวบนสดุ สองแถวพัด
ลงมาแบง เปนชอ ง แตล ะชองวาดเฉพาะเหตกุ ารณส ําคัญในเรื่องพระพทุ ธประวัติ เปนภาพฉากเหตุการณตอน
เดียวเทา น้ัน กลา วคอื พระพุทธเจา เปนหลกั ขององคประกอบ บุคคลหรอื ฉากประกอบเรอื่ งมีอยูเ ทาที่จําเปนเพียง
เพอื่ ใหทราบวาเปนพุทธประวัตติ อนใดเทา นนั้ เชน ในสปั ดาหท ี่หกหลงั การตรัสรู พระพุทธองคป ระทบั ใตต นไม คร้ัง
น้นั ฝนฟา อากาศวปิ ริต พญานาคมุจลินข้ึนจากสระน้าํ ใกลบริเวณนั้นเพื่อปกปองพระองคจากอทุ กภัยในคร้ังนั้น
เมอื่ ความวิปรติ สงบลงพญานาคจงึ แปลงกายเปนมาณพนอยนัง่ ถวายอภวิ าทอยูเบอ้ื งหนา พระพุทธองค ชางวาด
ภาพพระพุทธองคประทับบนเรอื ซง่ึ มีหวั เปนพญานาคมจุ ลินท เบ้อื งหนา มีภาพมาณพแปลงกายจากพญานาค
มุจลินทน่งั พนมมอื การแสดงภาพพระพุทธองคในพระพุทธประวัตติ อนนี้แตกตา งจากที่นยิ มวาดหรอื ปนกนั ใน
ระยะตอ มาซ่งึ ทาํ เปน พระพทุ ธรปู นาคปรก



แถวถดั ลงมาเปน ภาพพระอสีติสาวก ก็คือ พระอริยสงฆ ๘๐ องค เขยี นไวผ นังละ ๒๐ องค แถวท่คี ่นั พื้นที

สว นลางเลา เร่ืองปรมั ปรากอนพทุ ธกาล คอื ชาดกในชดุ ๕๔๗ ชาติ หรอื เรารกู นั ทัว่ ไปในช่ือ พระโพธิสัตว ๕๕๐

ชาตินัน่ เอง แตเลอื กวาดไวไ ดประมาณ ๖๐ ชาติ คงเปนเพราะพ้ืนทีท่ ่ีจํากัด ชาดกแตล ะชาติแสดงเหตกุ ารณตอน

เดยี วในหน่งึ ภาพเชน กัน ในบรรดาชาติท่สี ามารถทําความเขา ใจ เชน มหาชนกชาดก ชา งวาดภาพนางมณีเมขลา

เหาะอุมมหาชนกโพธสิ ัตวข น้ึ มาจากมหาสมทุ ร อันเปนตอนสบื เน่ืองจากกอ นหนา น้ันวาเรอื สาํ เภาของมหาชนก

อับปาง มหาชนกเพียรวา ยนาํ้ จนเหนอื่ ยออน กอนนางมณีเมขลาจะมาชว ย

ภาพวาดจํากดั รายละเอียดใหม เี ฉพาะที่จาํ เปน เหมาะสมกับคําวา ภาพสญั ลกั ษณ มากกวาจะเปนภาพ

เลา เร่อื งอยา งแทจริง ผชู มภาพเชนน้ีจึงยอมตองรูเรอื่ งราวท่ีนาํ มาเปนหัวขอ ในการเขียนภาพ อยา งไรก็ตาม การ

เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังกรุดังกลาวคงเพอ่ื เปน พุทธบชู า เพราะเม่อื ชางเขียนเสร็จและบรรจุสมบัตอิ นั มีคาไว

แลว กรุกถ็ ูกปดตายหากคนรายไมลักลอบเขา ไปโจรกรรมของมีคาภายในกรพุ ระปรางคเ มอ่ื เดอื นกันยายน ๒๕๐๐

เราอาจจะยังไมไ ดรจู กั หลักฐานอนั มคี า นี้ แตก ็เชนเดยี วกันกับความเสียหายและคุณคา ทางประวตั ิศาสตร

โบราณคดี และศาสตรสาํ คัญอีกหลายสาขา เรียกไดวาเปนสหวทิ ยา ท่เี ราตอ งสญู เสียทง้ั วตั ถุ และความรูเหลา น้ัน

ความแคบของกรพุ ระปรางคทมี่ ีขนาด เพียงแค ๑.๔๐ เมตร เทา น้ัน คอื ขอ จาํ กัดอยางหนึ่งในการทํางาน

ของชา งเขยี นภาพ สขี าวใชล งพนื้ และวางเวนเปนรูปรางดวยการระบายสแี ดงเปน พนื้ หลัง สขี าวซ่ึงบัดนี้เปน สีขาว

หมน หรอื สีครมี จงึ เปน สขี องตวั ภาพมตี ดั เสนดวยสีดําหรอื สีแดง ผวิ เน้ือของตัวภาพบางแหงปด แผนทองคาํ เปลว

ตัดเสน ดว ยพกู ันท่แี สดงถึงการวาดอยา งรวดเรว็ ดว ยความชํานาญ โดยทีไ่ ดส าระสาํ คัญท้งั รปู รา งและรายละเอียด

สว นทีจ่ าํ เปน ของภาพ ศาสตราจารยศิลป พรี ะศรี แสดงความช่นื ชมในการใชพูกนั ท่กี ลา แมนยาํ และแนนอน ดว ย

ความม่นั ใจของชา งเขียนทีรับผดิ ชอบงานประดับฝาผนงั กรุแหง น้ี ทานกลาววา เสน ที่ไมถ ูกตองก็เขยี นลงไปใหม

โดยไมล งั เล และไมมีการลบเสนที่เขยี นแลวไมไ ดต งั้ ใจ การวาดเสนพูกันบนผนังโดยตรงเชน น้ีเปนงานที่จะกระทํา

กันไดเ ฉพาะบรรดาศลิ ปน ชั้นอาจารยท่มี คี วามรสู ึกทางจิตอนั สงู สง เทา นนั้

จิตรกรรมฝาผนังอกี แหงหนง่ึ ทม่ี ีความสําคัญไมน อ ยในยุคตน คือ จิตรกรรมฝาผนังทผ่ี นังคหู าพระปรางค

ประธาน วัดพระราม อยธุ ยา คงเขยี นข้ึนในราวปลายพุทธศตวรรษท่ี ๒๐ อันเปน ชวงเวลาภายหลังจากเรมิ่ สรา ง

วัดนใ้ี น พ.ศ.๑๙๑๒ ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระราเมศวร สภาพชาํ รุดจนนา วิตก แตกย็ งั เหลือภาพเหลา พระอดีต

พระพุทธเจาวาดไวดว ยขนาดท่ีคอ นขา งใหญเพราะพืน้ ทีผ่ นงั คหู ามีมาก ลวดลายท่ีชา งไดเ ขียนไวร ะหวางภาพพระ

อดีตพุทธเจา สอดคลอ งกับงานประดับในยุคเดยี วกัน แถวพระอดตี พทุ ธเจา ซึ่งชํารดุ มากยง่ิ กวา วาดตอ เน่ืองจาก

ผนังคูหามาท่ีผนงั ของมุขหลังคาทค่ี ลุมมขุ ชํารุดทลายลงมานานแลว ภาพเขยี นสว นนจี้ ึงจะหมดไปในไมชา

มาถงึ ชวงยุคกลางของอยธุ ยา จติ รกรรมฝาผนงั ในยคุ นมี้ ตี ัวอยางเหลืออยูนอยมาก หลักฐานทร่ี ะบายสีตดั

เสน บนแผนชิน เปนภาพแถวพระสงฆส าวกในทายืนพนมมอื นา เสยี ดายท่ีสจี างไปเกือบหมดแลว ภาพจติ รกรรม

ฝาผนังคูหาเจดียบางแหง ศาสตราจารยเฟอ หริพิทักษ ซง่ึ เปนชา งเขยี นฝมือเอกคนหน่งึ ไดเ คยคดั ลอกไวก อนจะ

ลบเลอื นเสียหายไปหมดแลว อยางสภาพในปจจุบนั งานทีท่ า นคัดลอกไวเกบ็ รักษาอยูท ่ีหอศลิ ป หรือ

พิพธิ ภัณฑสถานแหงชาติ หอศลิ ป กรมศิลปากร



ภาพเขยี นบนสมุดไทย ทวี่ าดข้นึ ในยุคกลางน้ี

ยังไมน ิยมปดทองประดับภาพ แตใชส ีสดใสกวาเกามาก

เร่ืองราวทเ่ี ขยี นนํามาจากวรรณคดไี ตรภูมิ ซงึ่ สะทอ น

โลกทัศนข องชาวพทุ ธเรือ่ งสัณฐานจกั รวาล มักเรยี กอีก

อยา งหนงึ่ วา สมดุ ภาพไตรภูมิ แตภาพพทุ ธประวัตแิ ละ

ภาพชาดกกว็ าดรวมอยูด วย การทสี่ มดุ ภาพเปน แผน พับ

ทบกนั อยางตอ เนื่อง เมื่อคลี่ออกดไู ดคราวละสองหนา

เทา กับเปนเงอื่ นไขของพื้นท่เี ขียนภาพ องคประกอบภาพ ภาพเขียนบนสมุดไทย

จึงแปลกไปจากภาพทว่ี าดประดับฝาผนงั

ในชวงอยุธยายคุ ปลาย จติ รกรรมบนผนังอุโบสถของวดั ในยคุ นี้ ในจังหวดั พระนครศรอี ยุธยา แทบไม

เหลอื อยูแลว มีเพยี งแหง เดียวทยี่ ังอยูในสภาพท่ียงั พอศึกษาไดบา งที่ตาํ หนกั พระพุทธโฆษาจารย วัดพทุ ไธสวรรย

เขยี นข้ึนราวกลางพุทธศตวรรษท่ี ๒๓ ปจ จุบันวดั นม้ี ภี กิ ษุประจาํ อยู สภาพชาํ รุดของจิตรกรรมฝาผนงั ไดร บั การ

ซอ มแซมเมอ่ื เกอื บสายไปแลว ภาพชาดกเร่ืองเตมยี กมุ ารยังอยใู นสภาพทีส่ ามารถศึกษาได พระโพธิสตั วเตมีย

โอรสของพระราชากาสกิ ราช เม่อื ทรงพระเยาวไ ดเห็นพระราชบดิ าทรงตัดสนิ ลงโทษประหารนักโทษ พระกมุ าร

โพธสิ ัตวไ มท รงปรารถนาพระราชภารกิจเม่อื ภายหนาพระองคตอ งสบื ทอดราชบัลลังกแทนพระราชบิดา พระกมุ าร

จงึ แสรง เปนหูหนวก ตาบอด และเปน ใบพูดไมไ ด พระราชบดิ ามารดาของพระองคจ ึงอดทนรกั ษาและทดสอบ

ความพิการนัน้ เร่อื ยมาโดยตลอดแตกไ็ มประสบผลสําเร็จ เชน ทดสอบโดยเอาชา งมาขู เอาไฟมาสุม แตพ ระเตมยี

กมุ ารกไ็ มไดแสดงอาการรับรู และยงั มีภาพสณั ฐานจักรวาลแสดงเขาพระสุเมรุ คอื แกนของจกั รวาล ลอมดวยเขา

สตั บริภัณฑ คือ เขาวงแหวนจดั วางสงู ลดหลั่นกันเปนลําดบั จากแกนออกไป แมจ ิตรกรรมดังกลาวจะอยใู นสภาพ

ชาํ รุดมาก แตก ็ยงั สังเกตไดวาชางใหค วามสนใจเร่อื งวงโคจรของพระอาทติ ยก ับพระจันทรดวย

วดั พุทไธสวรรย

สว นวดั ตา ง ๆ ที่อยนู อกเกาะเมอื งอยธุ ยา มีนอยวดั มากที่ยงั เหลือหลกั ฐานทางดา นจิตรกรรม หากยังมี
เหลอื อยกู ็เปนวดั ทีม่ ีพระภกิ ษุดแู ลรักษาเชนจติ รกรรมฝาผนงั อุโบสถหลงั เกาของวัดใหมประชุมพล วัดนี้เปน วัดที่
อยใู กลก ับปราสาทนครหลวงซ่ึงพระราชพงศาวดารระบุวา สมเด็จพระเจาปราสาททองใน พ.ศ.๒๑๗๔ โปรดเกลาฯ
ใหสรางหลงั จากทรงสง ชา งไปถายแบบปราสาทนครหลวง ซง่ึ กค็ ือประเทศกัมพูชาในปจจุบนั ชือ่ ปราสาทและชอ่ื



ตําบลจงึ เรียกตามทถี่ ายแบบมาและเหตุการณจ ากพงศาวดารฯ ไดใชประกอบการสนั นษิ ฐานกําหนดอายรุ ว มกับ
รูปแบบของจติ รกรรมของวัดใหมประชมุ พลดวย จิตรกรรมฝาผนังทีว่ ดั นี้วาดข้ึนราวครึ่งหลงั ของพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๒
วัดน้อี ยหู า งไปทางเหนือของอาํ เภอพระนครศรอี ยุธยาราว ๑๕ กโิ ลเมตร จิตรกรรมฝาผนังดา นซา ยของพระพุทธรปู
ประธาน บรเิ วณของพืน้ ท่ีเหนอื ชอ งหนาตา งเปน แถวภาพเจดียสลับดว ยภาพเทวดานั่งพนมมือ คุณภาพอันสงู ย่ิง
ของชา งอยทู ี่ทีทาอันงามสงาของภาพเทวดา การใชสแี ละตดั เสนหลากหลายดายรายละเอียดของภูษาอาภรณข อง
เทวดาเหลานั้น แถวเทวดาพนมมือนมสั การเจดียนับเปนเรอื่ งแปลก ชวนใหเชื่อวา เจดียเหลานน้ั คงเปนสญั ลักษณ
แทนเหลาพระอดีตพทุ ธเจา หากเปนดังท่เี ขาใจ จติ รกรรมฝาผนงั แหง น้ีกย็ อมเปนการคิดคนท่ีพเิ ศษกวา แหงอ่ืน

จติ รกรรมของผนงั ตรงขามและผนังทางดานหนา พระประธานไมเ หลอื อยูแลว เกิดจากหลังคารัว่ มานานป
กอ นท่กี รมศิลปากรจะเขาทําการบูรณะ ผนังดานหลงั พระประธานเปนภาพพระพุทธเจา ประทับภายในเรอื นแกว มี
พญานาคหลายหวั อยบู นยอดซุม คอื เรื่องหลังการตรสั รใู นสัปดาหทห่ี กของพระพทุ ธเจา พ้ืนหลงั ประกอบภาพ
ดงั กลาวไดรักบากรออกแบบพิเศษเปนภาพปา ละเมาะประกอบจากแนวตง้ั ซํ้า ๆ ของตนไม เลียนแบบธรรมชาติได
งามอยางนา ประหลาด สตั วเล็กใหญ เชน นก กระรอก แทรกอยูตามก่งิ กาน ชางและสัตวใ นอุดมคติ คอื ราชสีห
วาดไวทส่ี วนลา งของภาพ

งานจิตรกรรมฝาผนังนอกเมืองอยุธยากลับมีอยเู หลอื อยหู ลายแหง ในยคุ ตนน้ันยงั มีอยูท่ีผนงั คูหาปรางค
ประธานของวดั มหาธาตุ จังหวัดราชบุรี จิตรกรรมฝาผนังแหงน้ียอมผา นการบูรณะมาบา งแลวในอดีต แตคงไมไ ด
เปลี่ยนแปลงลกั ษณะสําคัญไปแตอยางใด พืน้ ท่ีของภาพเขียน คอื ผนังดานเหนอื ดา นตะวนั ตก และดานใต วาด
ภาพพระอดีตพทุ ธเจา เรยี งอยใู นแนวหลายแถว ต้ังแตย อดผนังลงมา จาํ นวนของอดีตพุทธเจา รวมแลว เกินจาก
จาํ นวน ๒๘ องค ซ่ึงคัมภรี พุทธวงศระบุพระนามไว จาํ นวนทีเ่ กินมายอมหมายถึงเหลา พระอดตี พทุ ธเจาที่เสด็จมา
ตรสั รูกอ นจํานวนท่ีระบุชอื่ ไวในคัมภรี พ ุทธวงศ แถวลางสุดซ่งึ เปนภาพพทุ ธประวตั ิสภาพชาํ รุดมาก วาดไวเ ปน
ชองภายในแถวสองของสวนลางผนังทัง้ ดานซา ยลานขวา สวนพื้นทข่ี อบขา งของดา นตะวันออกอนั เปนทางเขา สู
คหู า แตล ะขางวาดภาพพระพทุ ธองคในพระอริ ิยาบถลีลาซ่ึงลบเลือนมาก

หวั เมืองสําคญั จะผานออกสูชายฝงทะเล คือ บางกอกหรือกรุงเทพฯ ซง่ึ เคียงคูขนานกับธนบุรีโดยมแี มนํ้า
เจา พระยาคนั่ ความเจรญิ ในฐานะท่ีเปนเมอื งทามาอยา งนอ ยในยุคกลางยอ มมง่ั คั่งและมคี วามสาํ คัญเพียง
พอท่ีจะมีสาํ นักชางประจําอยู ผลงานทม่ี ชี อื่ เสียงของชางในยคุ ปลายคอื จิตรกรรมฝาผนงั ของอโุ บสถวดั ชองนนทรี
กรงุ เทพฯ มชี องหนา ตางเล็ก ๆ ทผี่ นงั ดา นขาง ดา นละสองชอ ง บานหนาตางประกบกนั เปนรูปคลายกลบี บัว คือ
สอบแหลมทีส่ ว นบน สอดคลองกับลักษณะทน่ี ิยมอยูในรัชกาลสมเด็จพระนารายณม หาราช

ภาพแถวพระอดตี พุทธเจา ไดรับความนิยมสบื ทอดมายังอุโบสถแหงน้ี วาดไวบนสดุ ของผนงั ท้งั สองขา ง
พระประธาน พนื้ ท่ีใตลงมาคอื ภาพเรือ่ งชาดก ตวั อยา งเรื่องมหาชนกชาดก ตอนท่นี างมณีเมขลาเหาะอมุ มหาชนก
วางไว ณ ชานเมืองมถิ ิลา ซ่งึ พระราชาของเมืองน้ันสวรรคตและไมม โี อรสสืบราชสมบตั ิ ชางไดใหความสาํ คัญเปน
พเิ ศษกับตอนเหลา ปโุ รหิตเส่ียงทายมา เทียมราชรถ มาหยุดท่มี หาชนกนอนอยู จึงอัญเชญิ ขึ้นเปนกษัตรยิ 

สว นหัวเมืองที่มชี อื่ เสียงในดา นงานชางโบราณ โดยเฉพาะจติ รกรรมฝาผนัง คือทีเ่ พชรบรุ ี จติ รกรรมฝา
ผนงั ของอโุ บสถวัดใหญสุวรรณาราม เปน หลกั ฐานสาํ คัญของงานชา งยุคปลาย เลา เร่ืองอิงประวัติศาสตรเก่ยี วกับ



การสรางวดั นี้มีอยวู า สงั ฆราชแหง อยธุ ยาในสมัยสมเด็จพระเจาเสือ ทานเปน ชาวเพชรบรุ ีไดม าปฏิสงั ขรณว ดั น้ี ซึ่ง
ปจ จุบนั จติ รกรรมท่วี ัดนีเ้ ปน ที่ยอมรบั ในดานความคิดและฝม ืออันยอดเย่ียมของสํานักชา งเพชรบุรีในยุคปลาย ผนัง
ดา นขางของวัดใหญส ุวรรณารามไมมชี องหนาตา ง จึงเปน เงอ่ื นไขใหชา งออกแบบงานจิตรกรรมของผนังดา นขาง
ใหเ ปน แถวนอนไดตลอดผนงั ไลเรียงจากตอนบนของผนงั ลงมา แตล ะแถวมีภาพอมนษุ ยน่ังพนมมอื นมสั การยนิ ดี
ในการตรัสรขู องพระพุทธเจา ซ่งึ หมายถงึ พระพุทธรปู ประธานนั่นเอง ภาพเหลานเี้ รียกวา ภาพเทพชมุ นุม ชางวาด
เทวดาระดบั สูง เชน เหลาพระพรหม เหลา พระอนิ ทร และผูม ีฤทธิร์ ะดับรอง ไดแ ก ยักษ อสรู พญานาค คนธรรพ
วทิ ยาธร โดยทตี่ า งน่ังแทรกเรียงเคยี งไหลกนั และกัน โดยไมมีการแบงชัน้ ฐานนั ดรวา สงู หรือต่ําในวาระพเิ ศษยงิ่ น้ัน
และจติ รกรรมฝาผนังที่สําคญั อีกแหงหนง่ึ อยูอ โุ บสถวดั เกาะแกวสทุ ธาราม แมจะดฝู ม อื เปนรองงานชางของวดั
ใหญสุวรรณาราม แตก็เปนเลศิ ในดา นความคดิ การออกแบบองคป ระกอบภาพท่ีเหมาะสมกบั พนื้ ท่ีของผนัง และ
การแสดงออกท่ีไมก ังวลตอ ความงามจนเกนิ ไป ทาํ ใหอ ารมณค วามรูส ึกของชางแสดงออกไดอยางชัดเจน

ประติมากรรม

ประตมิ ากรรมสมยั อยธุ ยาทีส่ าํ คัญจะเปน งานชางทีส่ รา งสรรคข ึน้ เน่อื งในพุทธศาสนาเปน สวนใหญ ไมวา

จะเปนพระพุทธรปู ทาํ จากศลิ า ปูนปน สําริด แกว เงิน และทองคาํ ลวดลายปนู ปน ประดบั ศาสนสถานใหเกดิ

ความงามเปน สริ มิ งคล งานไมแกะสลักตา ง ๆ รวมถึงประติมากรรทีท่ าํ จากวสั ดอุ น่ื ๆ ไดแก ตกุ ตาดนิ เผาเคลอื บ

เครือ่ งประกอบ ประดบั สถาปตยกรรม โดยเฉพาะพระพุทธรปู ทก่ี ลาวกันวา แหลง ท่ีพบพระพุทธรปู แบบ อูท องท่ี ๑

ซ่ึงสรา งขน้ึ กอ นการสถาปนาราชาธานกี รงุ ศรีอยธุ ยาไดพ บมากในเขตอาํ เภอสรรบรุ ี จงั หวดั ชยั นาท และจังหวัด

สุพรรณบรุ ี ลกั ษณะของพระพุทธรปู อูทองรุน แรกนคี้ ลายพระพุทธรูปที่เรยี กวา แบบลพบุรี คอื ยังมเี คา บางประการ

ของพระพทุ ธรูปแบบขอมอยูบาง คือ พักตรร ูปเหลย่ี ม ขนงตอกนั ดูคลา ยรปู ปกกา โอษฐหนา นลาฎกวา งมีไรศก

คาด เมด็ ศกเล็ก รศั มีรปู ดอกบัวตูม พระองคค รองจีวรแบบเฉียง ประทบั ขัดสมาธริ าบ ชายจวี รเปน แผน ใหญ ปลาย

ตัดตรง เปน กลมุ พระพุทธรูปทม่ี ีอายรุ าวพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๘-๑๙ และก็เปนรนุ ที่ ๒ สรา งขึ้นเรื่อยมาในสมัยราชธานี

อยธุ ยา และรนุ ท่ี ๓ ท่ีเปนลักษณะพระพุทธรูปทมี่ ีลักษณะของพระพทุ ธรปู แบบสุโขทยั ผสมผสานอยางเดน ชดั ซึง่

ประติมากรรมอูทองรุนที่ ๒ องคสาํ คญั ไดจดั แสดงอยูภ ายในพิพธิ ภัณฑถานแหงชาติ เจา สามพระยา คือ เศียร

พระพุทธรปู ขนาดใหญ หลอดวยสํารดิ ไดจ ากวัดธรรมิกราช พระพักตรร ปู เหล่ียม

นลาฎกวา ง มีขอบไรพระศก พระขนงรปู ปกกา แมจะไมม ีพระรศั มปี รากฏอยแู ลว

ซึง่ เชอ่ื ไดว าคงเปนรปู เปลว เปนแบบเดียวกับพระพทุ ธรูปขนาดใหญท ีว่ ดั พนัญเชิง

พระราชพงศาวดารฯ ระบวุ า สรา งกอ นสถาปนาอยุธยา ๒๖ ป และรปู แบบอทู อง

รุน ที่ ๓ มลี ักษณะศิลปะสุโขทยั เขามา รัศมเี ปลว และที่

ชายจีวรมีแฉกคลา ยเขี้ยวตะขาบ มฐี านแบบพิเศษ คอื เศียรพระพทุ ธรปู สาํ รดิ
แอน เวา เขาขา งในคลา ยลกั ษณะของฐานดอกบวั บาน วดั ธรรมิกราช

เรียกวา ฐานปท ม แตไ มมกี ารประดับกลีบบัว พระพุทธรูปแบบอูท องรนุ ๓ และพระพมิ พ

รูปพระลลี ามีความเกี่ยวขอ งอยางใกลชดิ กบั ศลิ ปะสุโขทัย และไดพบจํานวนมากในกรุ

พระพทุ ธรปู แบบอทู อง รนุ ๓ วัดมหาธาตุ ๗

ปรางคป ระธานวัดราชบูรณะ แสดงถงึ แบบอยา งทน่ี ยิ มในสมยั สรางวัด และขอ นาสังเกตประการหนึ่ง คอื การหลอ
โลหะในสมัยนน้ั คงมรี าคาสูงมาก การสรางพระดว ยสาํ ริดจาํ นวนมากคงสิน้ เปลืองเงินทองมาก จึงจําเปน ตองหลอ
ใหบาง จนกลา วกนั วา พระพุทธรูปอูทองมีเนือ้ บางราวกบั เปลอื กไข นอกจากจะหลอ จากสาํ ริดแลว การสรางพระ
ในยุคตน ยังนิยมสลกั จากหินทราย ดงั เชนพระพุทธรปู ท่วี ัดมหาธาตุ ทีย่ งั เหลือเต็มองค ซ่งึ มขี นาดใหญป ระดษิ ฐาน
ทางดานตะวนั ตกของปรางค กรมศลิ ปากรบรู ณะไวไดเปนองคสมบูรณ องคพระอยูในอริ ิยาบถประทับขัดสมาธิ
ราบบนฐานปท ม พระพักตรรูปไข พระขนงโกง ไมม ีไรพระศก รศั มรี ูปเปลว คอื ภาพรวมของพระพทุ ธรูปอูท องรุน ๓
สว นลวดลายสลกั หินในยุคตน เปนลกั ษณะพิเศษของงานชางสมัยอยธุ ยา ยงั คงปรากฏเคา ของลายประดิษฐแ บบ
ศลิ ปะขอมบาง แตไ ดปรบั ปรุงใหเขากับลวดลายทาํ นองจีนซึ่งเปนการเลยี นแบบธรรมชาติ เชน ลายพันธุพฤกษา มี
กิ่ง กา น ใบ ดอก เปนชอ หรือวงโคง หรือกรอบวงโคงสอดสานกัน และมีลักษณะลายทีน่ า ศึกษา คือสวนทอ่ี าจ
เก่ยี วของกับลวดลายแบบมุสลมิ แตการแพรห ลายของลายที่เก่ยี วของกบั พันธุพฤกษามีอยใู นดินแดนภาคกลาง
กอ นการสถาปนากรุงศรอี ยุธยาแลว ท้ังลายชอดอกไมท่ีปะปนอยูกับลายประดิษฐท สี่ ืบเนอ่ื งมาจากแบบขอม ปน
ดวยปนู ประดับปรางคพ ระศรีรตั นมหาธาตุ จังหวัดลพบรุ ี ลายวงโคงสอดสานเปนกรอบ ภายในมลี ายดอกทํานอง
พันธพุ ฤกษา ปรากฏเปนลายเสนจารลงบนแผนหนิ ประดับเพดานทางเดนิ ภายในผนงั ของวัดศรีชุม จงั หวดั สุโขทยั

ลายสลักหนิ จากวัดมหาธาตุ

ลวดลายยุคตน ยังปรากฏบนงานประดับอน่ื ทสี่ ําคัญคือ ลวดลายปนู ปนประดับปรางคใ นยคุ ตน เชน ลาย
กรวยเชิงประดับตอนลา งของเรือนธาตุ และลายเฟอ งอุบะประดบั ตอนบนของเรอื นธาตุทว่ี ัดสม ที่นับเปน แบบ
แผนงานชา งยุคตนและงานปูนปนประดับปรางคประธานวดั ราชบูรณะทไ่ี ดร ับการบูรณะไดช วยใหก ารเปรียบเทียบ
ความแตกตางจากลวดลายสมัยสรางไดเ ดน ชัด เชน ระเบยี บการแบง ลายภายในและลกั ษณะของลายแตละตวั
และเน้อื ปูนอันเกิดจากสวนผสมท่ีแตกตางกัน ก็ใชเปนหลักฐานประกอบได
คือ ลวดลายเดิมมกั มีสวนผสมของทรายละเอยี ด ผวิ ปูนเปนมนั ออกสขี าว
สว นที่เปนงานบรู ณะมสี ว นผสมของทรายหยาบ และผวิ ปูนหยาบ ออกสีขุน
หรือมกั มคี ราบดาํ เกาะอยู หรือลายในรูปกลีบบัวทแี่ สดงใหเ ห็นความแตกตาง
ของงานสมัยสรา งกบั งานสมยั บูรณะอยา งชดั เจน ซ่ึงลายชอภายในรปู กลีบบวั
ทีเ่ ปนลวดลายแบบเกา ของปรางคประธานนม้ี สี วนคลา ยคลึงกันกับลายดุนนูน
ประดบั ช้ินสว นปรางคจาํ ลองทองคาํ พบในกรปุ รางคอ งคเดียวกนั และยงั เปน
แบบเดียวกับลายสลักหินบางชิ้นจากใตฐานพระวิหารหลวง วัดมหาธาตุ



เครื่องทองจากกรุปรางควดั ราชบูรณะ และภาพลายเสน ดอกไมใ นรปู กลีบบัว

ประติมากรรมปนู ปน รปู บุคคลมตี ัวอยางเปนแถวพลแบก

ปน นูนสูง ประดับท่ผี นังกระเปาะของฐานไพทีดานใตของปรางค

ประธานวัดราชบรู ณะ พลแบกรูปรา งล่าํ สัน หวั หักหายไปแลว ทงั้

ส้ิน เขา ใจวาเปนยกั ษ เครอื่ งแตงกายทส่ี ําคัญ ไดแก กรองศอคือ

สรอยคอทเ่ี ปนแผง และเสนเชือกคาดไขวท ี่หนา อก แสดงถึงงาน

ในชา งยคุ ตน ท่ีมีอยูในศลิ ปะสุโขทัยมากอน และกอนหนา นั้นอกี ยกั ษแบก ปนู ปน ประดบั ฐานไพที
ก็มีปรากฏในศิลปะขอมไดพบท่ีคาดอกรปู ยักษ รูปทหารในฉากสงคราม ปรางคประธานวัดราชบูรณะ

งานแหงศรทั ธาของชา งอยธุ ยาอีกอยา งกค็ ือ การสรางพระพมิ พเพ่ือสืบทอดพระศาสนา พระพมิ พโลหะ

หลอจากแมพิมพเปนทน่ี ิยมมากในระยะแรก ดงั ท่ีกลา วมาแลววาพบมากในกรุปรางคประธาน วดั ราชบูรณะ ซึ่งมี

อยสู ามกรซุ อ นกันในแนวด่ิงลงไปจากพื้นคหู าของปรางค ปรางคป ระธานยอมสรา งขึ้นในคราวเดยี วกบั การสรางวดั

คอื ในป พ.ศ. ๑๙๖๗ การไดพบหลกั ฐานสําคัญและมคี าอยา งยง่ิ ภายในกรทุ ้งั สาม เกิดจากคนรา ยลกั ลอบเขาไป

ขนโบราณวัตถุอนั มีคา จาํ นวนมาก โดยร้อื ศลิ าแลงท่ีปูพ้นื คูหาปรางคและผา นลงไปทางชอ งน้นั การโจรกรรม

เกดิ ขึ้นเม่ือเดือนกันยายน ๒๕๐๐ หลกั ฐานมคี า ที่พบ เชน เครื่องราชปู โภค และสิง่ ของตาง ๆ ซ่ึงลว นแตทาํ ดวย

ทองคําประดับอัญมณี ยังมชี ิ้นสวนของปรางคจาํ ลองทําดวยทองคาํ เชน กัน บางลกั ษณะของลวดลายดุนนูนบน

เคร่อื งทอง หากกลา ววา เกยี่ วขอ งกับรสนิยมแบบจีน คงยอมรบั ไดง ายกวา แตหากต้ังขอสงั เกตถงึ อทิ ธิพลจาก

ศิลปะมุสลิม ซึ่งนาจะมสี ว นอยดู วย เชน ลวดลายประดับเขม็ ขัดหรือรดั พระองค หลักฐานอื่นท่ีแสดงถงึ

ความสมั พันธอ ยางใกลชิดกับชาวมุสลิมซง่ึ ไดพ บในกรุปรางควัดราชบรู ณะเชนกัน ไดแ ก จารกึ อกั ษรอาหรับบน

เหรยี ญทองระบุชื่อพระเจา ไซนลุ อาบดิ ีนแหงแควนกัษมีร หรอื แคชเมยี ร พระองคครองราชยร ะหวาง พ.ศ.๑๙๖๓-

๒๐๑๓ ทรงเปน พระมหากษัตริยร ว มรชั สมยั กับสมเดจ็ พระราชาธิราชที่ ๒ (เจาสามพระยา) ผสู รางวดั น้ี หลกั ฐาน

ทางดา นงานชางทองบางชนิ้ จึงจะชา งใหเห็นภาพความเกย่ี วโยงของชางมุสลมิ ในยุคตน อยุธยาไดช ดั เจนขึ้น ซง่ึ

เปนไปไดว าชางจนี ไดรับเอารปู แบบลวดลายจากศลิ ปะอิสลาม นาํ มาใชอ ยางแพรหลาย และทาํ ลวดลายตามอยา ง

ศิลปะมสุ ลมิ จากหลกั ฐานลวดลายอิสลามทีป่ รากฏบนเครื่องถว ยจีนทีเ่ ปนสินคา สง ออกไปขายยงั ประเทศดนิ แดน

ตะวนั ออกไกล และจากหนา ปกคมั ภรี อ ัลกรุ อา นท่เี ปนลวดลายสอดสานอนั เกดิ จากรอยสอดสานตัวอักษรกนั จงึ

เปน ไปไดวาการประดับลวดลายมสุ ลมิ และชางมสุ ลมิ นาจะมสี วนเกี่ยวของกบั งานชา งในกรุปรางคแ หงน้ี หรอื

ในชวงยคุ ตนของอยุธยา



ชิน้ สวนพระปรางค และเข็มขัด(รัด
พระองค) ทองคํา ทพี่ บจากกรปุ รางค

ประธาน วัดราชบรู ณะ

สว นพระพุทธรปู อยธุ ยาในยุคกลางท่ีสําคญั ไดแกพ ระพทุ ธรูป “มงคลบพติ ร” เปน พระพุทธรปู กอ อิฐถอื ปูน
และหุมดวยสาํ รดิ คงสรางขึ้นในสมัยพระเจาทรงธรรม องคพ ระขัดสมาธิราบ พระหัตถแ สดงปางมารวิชัย แมว า
ไดรับการบูรณะแลว แตยงั รกั ษาเคาเดมิ ตามท่ีปรากฏในภาพถา ยกอนการบูรณะ เคาพระพักตรม น เครื่องแตง
พระพักตรห า งจากสนุ ทรยี ภาพของพระพทุ ธรูปแบบสุโขทัยมามากพอใช คราวที่กรมศิลปากรบูรณะพระพุทธรูป
องคน้ี ไดพ บวา ภายในพระอรุ ะบรรจพุ ระพุทธรูปสาํ ริดหลายองค มีท้งั ขนาดยอ ม และขนาดเล็ก จัดเปนแบบอยา ง
พระพุทธรูปในยุคกลาง เชน พระพุทธรูปทรงเครือ่ งนอย คือ ทรงอาภรณเครื่องประดบั อยา งนอ ย บางองคสวม
เครอื่ งประดบั เพียงมงกุฎ บางองคสวมมงกฎุ กรองศอ ทับทรวง พาหรุ ดั ทองพระกร รดั ประคด ทองพระบาท
พระองคอยใู นอิรยิ าบถยืน พระกรขวายกขึ้นระดบั ศอก พระหัตถแบออกตง้ั ข้ึน พระกรซายทอดลงขา งพระวรกาย
เรยี กวา ปางประทานอภยั สบงมรี ดั ประคดคาดทับแถบดิง่ ที่เรียกวา แถบจีนหนานาง มงกฎุ มีกระบงั หนา เนน
กรอบพระพกั ตร ดานขางของกระบังหนาออกครบี เล็ก ๆ กลางพระเศยี รคือ รัดเกลาทรงกรวยส้ันครอบเกลาเกศา
แสดงวา อิทธิพลของพระพทุ ธรูปทรงเครื่องแบบลา นนา (ศิลปะเชยี งแสน) ซึ่งมมี ากกอนคงจะมีสวนเกี่ยวขอ งกบั
แบบอยางพระพทุ ธรูปของอยุธยายุคน้นั ดว ย นอกจากนี้ยังพบพระพุทธรูปแบบอ่ืนรวมดว ย คอื พระพทุ ธรูปแบบ
ศลิ ปะลานนา เปนพระพทุ ธรปู ครองจีวรหมเฉยี ง ชายสงั ฆาฏยิ าวจรดพระนาภี พระวรกายอวบอว นในพระอิริยาบถ
ขัดสมาธิเพชร ซึ่งเปนทคี่ ุน เคยกันมากอ นแลว ในหมูชา งลานนา แตแปลกในหมูชา งอยธุ ยา เชนเดียวกับพระหตั ถ
ปางมารวิชัย น้วิ พระหตั ถข วาที่วางพาดพระชงฆในลกั ษณะชี้นิ้วพระหัตถตรงลงเบ้ืองลาง ลกั ษณะนีแ้ ตกตางจาก
น้ิวพระหัตถข วามีลีลาท่ีเรียกวา กรีดนว้ิ อนั เปนสนุ ทรยี ภาพเฉพาะของพระพทุ ธรปู โดยทั่วไปในชว งเวลาน้นั จงึ
เปนไปไดวา การชี้น้ิวพระหัตถเ กย่ี วโยงกับลักษณะของพระพุทธรปู แบบลา นนาบางองคในพุทธศตวรรษท่ี ๒๑ ซ่ึง
ตนแบบยอ มมาจากศลิ ปะพมา อน่ึง พระพุทธรูปปางมารวิชยั ขดั สมาธิราบ พระวรกายทว ม พระพกั ตรอมิ่ ฐาน
ประดบั รปู แมพระธรณแี ละเหลา มารไวท ี่ฐาน อนั เปน การเพม่ิ เติมรายละเอยี ดของพุทธประวตั ิตอนน้ี กาํ หนดอายุ
ของพระพุทธรปู องคน้ไี วในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ โดยโยงความอวบอ่มิ เทียบกับพระพุทธรปู แบบลานนาเชนกัน

พระพทุ ธรูป พระพทุ ธรปู พระพทุ ธรปู พระพทุ ธรปู กลุม พระพทุ ธรูปท่พี บภายในพระอรุ ะ
อูทอง รุนที่ ๓ ทรงเครอ่ื งนอ ย พระมงคลบพติ ร สมยั อยุธยาตอนกลาง
สกลุ ชา งลา นนา สกุลชางนครศรีธรรมราช
๑๐

สว นพระพทุ ธรปู ในชวงยคุ ปลายของอยุธยา นิยมสรางพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ หมายถึง พระพุทธรปู ที่
ทรงเครื่องมากกวา พระพทุ ธรูปทรงเคร่อื งนอยทสี่ รา งกนั ในยุคกลาง พระพุทธรปู ทรงเคร่ืองใหญนิยมสรางกันทง้ั ใน
อริ ยิ าบถยนื แสดงปางประทานอภยั หรือถาเปนอิรยิ าบถน่งั พระหัตถแ สดงปางมารวิชัย แบบอยา งหรือตนแบบ
สาํ คัญของพระพทุ ธรูปทรงเคร่ืองใหญใ นยคุ ปลาย คอื พระพทุ ธรปู ทรงเคร่อื งใหญประทบั ขดั สมาธิ ปางมารวชิ ัย
จาํ นวน ๑๒ องค ประดิษฐานอยใู นเมรุทิศเมรมุ ุม วดั ไชยวัฒนาราม ทกุ องคช าํ รุดมากบางนอยบาง โดยรวมมี
รูปแบบพระพักตรค อ นขา งเสี้ยม พระขนงโกง โคง มาก เปลือกพระเนตรใหญ พระนาสกิ โดง งุมปลายเล็กนอย พระ
โอษฐอ ม่ิ คอนขางบาง เทียบไดกับพระพักตรพ ระพุทธรูปทรงเครื่องในอโุ บสถ วดั หนา พระเมรุ ซึง่ เช่ือกนั วา เปน
แบบอยา งเฉพาะของพระพักตรพระพุทธรปู ในรัชกาลสมเดจ็ พระเจาปราสาททอง

สาํ หรบั พระพุทธรปู ครองจีวรเฉียง ปนดว ยปูน ท่ปี ระดิษฐานเปนแถวเรียงรายภายในระเบียงคดของวัดไชย
วฒั นาราม พระเศยี รหกั หายไปทกุ องคแ ลว อาศยั ลกั ษณะสงั ฆาฎิที่ยาวลงมาจรดพระนาภี ชายสงั ฆาฎริ ปู แหลม
คลายกลีบบัวชลี้ งและตอ ปลาย โดยแยกหยักออกสองแฉก คือ ขอ สังเกตทางดา นแบบอยางที่สําคญั อยางหนงึ่
ขอ สังเกตท่พี ิจารณาประกอบ คอื ฐานพระพุทธรปู มสี ัดสว นสูงกวายคุ กอน ลักษณะพระพุทธรูปจากแหลง ท่ี
พิจารณาไดวา เปนแบบอยางในรัชกาลของสมเด็จพระเจาปราสาททอง ไดแ กพระพทุ ธรูปประธานและบางองคใน
อโุ บสถวัดชุมพลนิกายาราม อาํ เภอบางปะอิน อยุธยา

พระพุทธรูปทรงเครือ่ งใหญ ปนู ปน ประดษิ ฐานในเมรทุ ิศ
เมรุมุม(ซาย) พระเศยี ร ปนู ปน ทีเ่ หลือเพยี งพระพักตร
บางสวนของพระพุทธรปู ทรี่ ะเบยี งคด วัดไชยวัฒนาราม

พระพทุ ธรูปทรงเครื่องใหญ ประดิษฐาน
ภายในอุโบสถ วดั หนาพระเมรุ อยธุ ยา

๑๑

สถาปตยกรรม

สถาปต ยกรรมในสมัยอยธุ ยา สว นใหญถ ูกทําลายไปพรอ มกับการเสียกรุงศรีอยุธยา ครงั้ ที่ ๒ และพัง

เสียหายจากการขุดทําลายหาสมบตั ิมคี า ทาํ ใหก ารศึกษารปู แบบสถาปตยกรรมจําเปนตอ งศึกษาจากการวิเคราะห

ซากโบราณสถานท่ีเหลืออยู เพราะพระราชพงศาวดารก็ไมไ ดรายละเอียดเก่ียวกับงานชา ง ในแตละยคุ สมัยตางก็มี

ความนิยมตา งกัน อาจเกดิ จากคตินยิ มที่ปรับเปล่ยี นหรือจากความเหมาะสมทางดานพื้นที่ เมอื่ แรกสรา งวดั มกั จะ

กาํ หนดตําแหนงที่ตงั้ ของสิ่งกอ สรา งหลักกอน และส่งิ แวดลอมตามมาทีหลงั ประกอบกนั ในเกณฑส มมาตร คือ ใน

สดั สว นที่เทา กนั ของพ้ืนที่ โดยมีแกนสําคัญของวัดเปนหลกั ความสมดุลของพื้นท่ีในแนวราบยอมตอ งสมั พนั ธกบั

แนวตั้งของสิง่ กอ สรางดวย บรรยากาศอันศกั ดส์ิ ิทธข์ิ องศาสนสถานจึงชดั เจนขึ้น แตก็หาตัวอยา งท่สี มบรู ณไดยาก

เพราะการกอสรางเพ่ิมเตมิ ในระยะหลังทาํ ใหร ะเบยี บของพื้นท่ีเปล่ยี นไปจากเดมิ แตท่กี ลาวมานีไ้ ดเปด โอกาสให

เราสงั เกตความแตกตา งระหวางงานกอสรา งในระยะแรกกับงานสรางเพ่มิ เติมในระยะหลงั ทัง้ ทางดา นพ้ืนทแี่ ละ

แบบอยางของานชางที่ตา งยคุ สมัยกัน

แผนผังของวดั ในระยะแรก หรือยคุ ตน การวาง

ตําแหนงสงิ่ กอ สรา งหลกั ของวัดจะมีระเบียบเดน ชดั คือ

เจดียป ระธานซ่งึ นิยมสรา งทรงปรางค มีระเบยี งคด

ลอมรอบพื้นทเี่ ปนบริเวณโดยเฉพาะ หลงั คาระเบยี ง

เปนเคร่ืองไมมงุ กระเบ้อื ง จึงชาํ รุดพงั ทลายลงจนหมด

พระพทุ ธรูปซ่งึ อยเู รียงรายอยใู นระเบียงคด จึงชํารุด

เชน กัน พระพทุ ธรูปสลกั จากหินและอยูในสภาพดีจงึ

วดั มหาธาตุ อยธุ ยา ถูกเคล่อื นยายไปนานแลว ท่ปี นดวยปูนท่ีเหลอื อยูกอ็ ยู
(กอ นองคปรางคป ระธานพังทลายลงมา)

ในสภาพชาํ รุด ดานตะวนั ออกของระเบียงคด คอื วหิ ารหลวง ทายวิหาร

หลวงลาํ้ แนวระเบียงคดเขา มาในบริเวณของเจดียป ระธาน ดา นตะวันตก

ของระเบียงคด คือ อุโบสถ ดานหนา ของอุโบสถจึงอยูทางตะวันตก และ

มกั กอขนาดเล็กกวา วหิ ารหลวง ตวั อยา งเชน วัดมหาธาตุ ทีส่ รา งในราว

พ.ศ.๑๙๑๗ และวดั ราชบูรณะ สรางในสมยั สมเด็จพระบรมราชาธริ าช

ท่ี ๒ (เจาสามพระยา) ราวป พ.ศ.๑๙๖๗ วัดมหาธาตุ อยุธยา
การท่ีทา ยวิหารหลวงผา นระเบยี งคดเขา มาในบริเวณของเจดยี 

ประธานคงมนี ัยสําคญั แมในปจจุบนั ยังไมม คี ําอธบิ ายแนช ดั แตอยางนอยก็พอนึกถงึ ความสะดวกบางประการ

เชน เสร็จจากกิจพธิ ีทางศาสนาในพระวิหารหลวง หากจะเขาสูบ ริเวณของเจดียป ระธานกผ็ านไปทางประตูทา ย

วิหารได โดยไมตอ งกลบั ไปออกทางประตหู นา ของวิหารหลวงเพื่อยอ นไปเขา ทางประตรู ะเบียงคด บรรดา

สง่ิ กอสรา งอืน่ รวมทั้งเจดียบรวิ ารขนาดกลางและขนาดเล็กเรียงรายอยรู อบนอกของระเบียงคด ถัดออกมาจึงมี

กําแพงลอ มรอบขอบเขต หลายวดั คงมีคนู ้ําลอ มรอบเปนขอบเขตนอกสดุ ซงึ่ เปนแบบแผนของวดั ในราชธานสี ุโขทัย

๑๒

มากอ น ประโยชนข องคูนํ้านอกจากทางดานประโยชนใชสอยที่เปน รูปธรรมแลว ยงั นา จะเกย่ี วกับความเชอ่ื เร่อื ง

ขอบเขตอันศกั ด์ิสทิ ธ์ิ และแทนความหมายของสที ันดรสมุทรอันแวดลอ มเขาพระสเุ มรุซ่ึงเปน ศนู ยกลางจักรวาล

เจดียประธานของวดั เทยี บกบั พระศรีรัตนมหาธาตุ หมายถึงเจดียจ ุฬามณีซ่ึงสถิตบนยอดเขาพระสเุ มรุนัน่ เอง

เจดยี 

ในยุคตน เจดยี ประธานคอื ศนู ยก ลางความศักด์สิ ิทธ์ิประจาํ วัดกอ สรางทามกลางส่งิ กอสรา งอน่ื เชน วหิ าร

หลวง อุโบสถ เจดียบริวาร เจดียร าย ตอมาเม่ือสรา งวัดมขี นาดเล็กลงเปนลําดับ เจดยี ประธานก็กอ สรางเลก็ ลง

พรอมลักษณะตําแหนงที่เปลี่ยนแปลงไปในทส่ี ุด กอเจดียเพื่อประกอบอโุ บสถซ่งึ เปลี่ยนมามีความสาํ คัญแทน

เจดียถากอ กลวงก็มีผนงั หนา อิฐเปนวสั ดทุ ่นี ิยมใชก อ กันมาทุกยคุ ทกุ สมัย ศิลาแลงใชร วมอยูดวยในยคุ ตน โดยใช

กอเปนสวนฐาน วสั ดแุ ละวธิ ีกอ ที่แข็งแรง เจดียจงึ อยูในสภาพชาํ รดุ นอยกวา โบราณสถานชนิดอื่นความงามของ

เจดียท รงตา ง ๆ ยังสังเกตไดจากการซอ นตอเนอื่ งขององคป ระกอบลกั ษณะตาง ๆ ซ่ึงไดจงั หวะเปนสดั สวนซง่ึ กัน

และกนั อยา งเหมาะสม ซึ่งสะทอ นความคิดและภูมปิ ญ ญาชา ง ทีอ่ ธบิ ายดา นรปู ทรงสดั สวนของเจดยี  ซง่ึ โยงอยูกบั

ความศรทั ธาและคติทางศาสนา

เจดียทรงปรางค

เจดียท รงปรางมักเรียกกันสน้ั ๆ วา ปรางคท รงคลา ยฝก ขาวโพด

ของปรางคห รือเจดยี ทรงอ่ืนกต็ ามแบงตามแนวต้ังไดส ามสว น คอื สวนลาง

สวนกลาง และสว นบน เจดียทรงปรางคใ นยุคตน ยงั คงเหลือตวั อยา งท่ี

สมบูรณคือ ปรางคป ระธานวัดราชบรู ณะ กอ บนฐานไพที กค็ ือฐานที่รองรบั

สิ่งกอ สรางหลกั เชน เจดียป ระธานและสิ่งกอ สรางบรวิ ารเชนเจดยี ประจาํ มมุ

หรือเจดียราย มีมุขทางเขา สามทาง เรียกวา ตรีมขุ ยนื่ ออกทางดานตะวันออก

ของเรือนธาตุ แบบอยางสาํ คัญของมขุ อยูท่สี ันหลังคา คือ การประดบั ดวย

ทรงเจดียข นาดเลก็ เรียกวา เจดียย อด ซึ่งลักษณะน้ีไมพบกอนทป่ี ราสาท ปรางคราย วัดมหาธาตุ
แบบขอม จงึ นา สนใจเปนพิเศษวา แรงบนั ดาลใจจากศลิ ปะพมาแบบพุกาม

ซง่ึ มีแบบแผนในการประดบั เจดยี ยอดมากอน นา จะเก่ียวของอยูไ มโ ดยตรงก็โดยออ ม ปรางคป ระธานของวัดอืน่ ท่ี

สรางข้นึ กอนหนา ปรางคป ระธานวดั ราชบูรณะ ลวนไดรบั การบูรณะเปลยี่ นแปลงมากบา งนอ ยบางท้งั ในอดีตและ

ปจจุบนั เชน ปรางคประธานวัดพุทไธสวรรย ปรางคประธานวัดพระราม และปรางคป ระธานวดั มหาธาตุ องคห ลงั

นี้กอดว ยศลิ าแลง ทลายลงเหลือเพียงฐานตอขน้ึ เปนตอนลา งของเรอื นธาตุ ทีด่ านท้ังสข่ี องฐานกอ อฐิ น้ันตอ ย่ืน

ออกไป แสดงวาเคยเปน จัตรุ มุขมากอน นับวาเปน การผดิ แปลกไปจากแบบแผนของยุคตนทีก่ อ มขุ ยน่ื ไปเฉพาะ

ทางดานตะวนั ออก การบูรณะครง้ั สาํ คัญ เมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๖ ตรงกบั รชั กาลสมเด็จพระเจาปราสาททอง พระราช

พงศาวดารไดก ลา วไวถ ึงงานปรับปรุงเฉพาะทรวดทรงปรางค แมไมไ ดก ลา ววา ไดเพ่ิมเตมิ เปน ส่มี ุข แตนา คดิ ไดว า

คงเปนการเพม่ิ เติมในรัชสมัยของพระองคเอง สว นปรางคร ายที่มีอยหู ลายองคในวัดมหาธาตุ ไมมตี รีมขุ และผา น

การบรู ณปฏสิ งั ขรณม าแลวในอดตี รวมทัง้ การบูรณะของกรมศลิ ปากรดวย

๑๓

เจดียท รงระฆงั
เจดียท รงระฆงั เรยี กกันท่ัวไปวา “ทรงลงั กา” จากลักษณะทคี่ ลา ยระฆงั กลม อนั เปนองคประกอบหลักที่
เดนชดั ชว งเวลาตลอดสมัยอยุธยาไมมกี ารเปลีย่ นแปลงท่ีสําคญั นอกเหนือจากสดั สว นหรือลกั ษณะบางประการที่
คลคี่ ลายมาตามยคุ สมัย เจดียในยคุ ตนท่สี าํ คัญองคหน่ึงคือ เจดียประธานวดั แมน างปลมื้ จากรูปแบบของสิงห
ลอมที่เปน ฐานมีลักษณะคลายลวดลายประดบั แผงคอแบบเดียวกับลายรูปสามเหลี่ยมทีป่ รากฏบนชิ้นสว นทองคาํ
พระปรางคจ ําลองท่ีพบจากกรุพระปรางคว ดั ราชบูรณะ อยธุ ยา ท่ีแสดงถงึ งานชา งในชวงสมัยอยุธยาตอนตน และ
รูปแบบสิงหท่ีลกั ษณะคลายกับสิงหท่วี ัดธรรมิกราชที่เปน งานชา งในชวงอยธุ ยายคุ แรก รปู แบบเจดยี ทรงระฆงั ท่ี
สงตอ มาสูยุคกลางที่ปรากฏเดนชัด คอื เจดียส ามองค ท่ีเปนเจดียป ระธานวัดพระศรสี รรเพชญ สรางสมัยสมเด็จ
พระรามาธิบดีท่ี ๒ พ.ศ.๒๐๓๕ ทั้งสามองคม รี ูปแบบเหมือนกัน ลกั ษณะพิเศษอยทู ่สี วนกลาง มมี ุขยื่นออกทง้ั สที่ ิศ
สนั หลงั คามุขประดบั เจดยี ยอด มขุ ทศิ ตะวนั ออกเปนชองทางเขาสคู ูหาเจดยี  อีกสามมุขเปน ซุม จระนาํ ทเ่ี คยมี
พระพุทธรปู ประดิษฐานอยู สําหรบั การประดบั เจดียยอดไวท ส่ี นั หลังคามขุ มอี ยูกอ นแลวที่สันหลงั คาตรมี ุขปรางค
ประธานของวดั ในยุคตน และยังมเี จดียท รงระฆังทนี่ า สนใจท่สี รางในยคุ กลางกลุมหนง่ึ คอื เจดียประธาน วดั บาง
กะจะ เปนเจดียท รงระฆงั แบบลา นนาดว ย เจดยี ท รงนป้ี ระกอบดวยสวนลา งเปน ฐานเพม่ิ มมุ และตกแตง ดว ยฐาน
ลวดบวั แบบลานนา ฐานนร้ี องรับฐานอีกสามฐานในผงั กลมกอ นถงึ ทรงระฆงั ขนาดเล็ก

เจดยี ทรงระฆังกลม วดั แมนางปลื้ม เจดยี ทรงระฆังกลม วัดพระศรสี รรเพชญ

เจดียป ระธาน ทรงระฆังแบบลา นนา
วดั บางกระจะ

เจดยี ท รงสี่เหล่ยี มเพม่ิ มุม
เจดียท รงสี่เหลี่ยมเพมิ่ มุมเริ่มปรากฏขึ้นในยคุ กลาง โดยพัฒนาจากแบบอยางของเจดียท่ีมีอยูกอ นคอื
เจดียทรงระฆงั ทรงปรางค หรือทรงปราสาทยอด ซ่ึงเรามักเรียกวาการยอ มุมมากกวา เจดียท รงนี้เปนเจดยี ใน
แผนผังส่เี หล่ียมดานเทา โดยเพ่ิมมุมตัง้ แตฐานขน้ึ ไปที่ทรงระฆงั และเลยไปถงึ บลั ลังก ตอ จากนั้นขึน้ ผงั กลมดว ย
กรวยปลองไฉนและปลี ถือเปนงานสรางสรรคชั้นเยยี่ มของชา งอยธุ ยายุคกลาง ไดแ ก เจดียศรสี รุ ิโยทัย ซง่ึ มี
ลกั ษณะของการเพิม่ มุม โดยมุมประธานขนาดใหญ ขนาบขา งดว ยมมุ ยอยซ่ึงมีขนาดเล็กกวาเลก็ นอย คือ
แบบอยางที่ปรับปรงุ มาจากเรอื นธาตสุ ่ีเหลี่ยมเพ่ิมมุมของเจดียท รงปรางค มีเจดยี ยอดประดบั ท่สี ันหลังคาจัตุรมุข
หรอื มุขส่มี ขุ ซง่ึ ยื่นออกจากดานท้งั สี่ของเรือนธาตุ แมวาเจดยี ยอดจะมีรูปแบบอนั ควรเปนงานบูรณะในยุคปลาย

๑๔

แตระเบียบในการประดับมมี าต้งั แตย คุ ตน แลว เชน ที่หลงั คาตรมี ุขปรางคประธานวัดราชบูรณะ เหนือเรือนธาตุเปน
ฐานส่เี หล่ยี มเพ่ิมมมุ ซอ นลดหลั่นกันสามช้ัน อกี ช้ันหน่ึงอยบู นสุดนบั เปน บวั ปากระฆังรองรับทรงระฆังสเี่หลย่ี ม
เพมิ่ มมุ เชน กนั สว นเจดยี ป ระธานของวดั ภูเขาทอง ฐานสงู ลาดแบบฐานของเจดียแบบมอญ-พมา ซึ่งเปนกรณพี เิ ศษ
มมุ ที่เพิม่ ยังมีขนาดใหญสงั เกตไดชดั เจนจากเรอื นธาตุ มาลัยเถาอนั เปนลวดบัวชนิดหนง่ึ ซอ นตอเนอ่ื งขึ้นไปจนถึง
ทรงระฆงั สําหรับหลงั คาของจัตุรมขุ ไมม เี จดียยอดอาจเปนเพราะเลิกทาํ แลวหรอื เคยมอี ยู แตชํารดุ มากในคราว
บรู ณะครง้ั ใดครัง้ หน่ึงจึงงดไมทาํ เสยี

เจดยี ศรสี ุรโิ ยทยั เจดียป ระธานวดั ภเู ขาทอง

เจดยี ท รงเครื่อง
เจดียท รงเครื่องเปนรปู แบบทป่ี รากฏชดั เจนในชว งยุคกลาง มักกอไวเ ปนเจดยี ร าย มีขนาดเล็ก คําวา
ทรงเครื่อง นอกจากเปนเจดียทม่ี ีงานประดับตกแตงดวยงานปนู ปนมากวา เจดียแบบอ่นื ยังมีลักษณะทีส่ ําคัญ
นา สนใจ ก็คือ รปู แบบบางอยา งยมื มาจากเจดียทรงปราสาทยอด โดยที่เกย่ี วโยงอยูกบั เจดียทรงสี่เหลย่ี มเพม่ิ มมุ
อยางใกลช ิด ลกั ษณะสําคญั ของเจดียทรงเครอ่ื ง คอื ฐานสิงหซอนกันเปนชดุ เชน เดียวกบั ชุดฐานของเจดยี ท รง
ปรางคและเจดียทรงส่ีเหล่ียมเพิม่ มมุ ในยคุ เดยี วกนั สว นกลางบัวทรงคลุมมีอยูประจําเหนือชดุ ฐานสงิ หโดยรองรับ
องคร ะฆงั ในผงั กลมหรอื ในผังส่ีเหลี่ยมเพม่ิ มุมก็ตาม สว นยอดซ่งึ อยูเหนือทรงระฆัง อาจจะมีหรือไมมีบัลลงั ก
สีเ่ หล่ยี ม ตอข้ึนไปดวยบัวทรงคลมุ เถาและปลีเปนปลายยอด อนั เปนระเบียบท่ีมีอยูส วนเดียวกันของเจดียท รง
ปราสาทยอดเชนเดยี วกัน เชน เจดียท รงเครอื่ งที่วัดพุทไธสวรรย ตอ มาในชว งยคุ ปลาย องคระฆังกลมของเจดีย
ทรงเครอื่ งมรี ปู แบบแปลกไปคอื องคร ะฆงั บาง
องคมีร้ิวแนวต้ังประดบั อยู เชน เจดียรายทรง
เครอ่ื งวัดภเู ขาทอง แมมีแบบแผนทค่ี ลายคลึง
กับในชวงอยุธยากลาง แตส ิ่งท่ีทาํ ใหทราบวา
เปนการสรางในยุคปลาย คือ ขาสงิ หท่ีไดผ า น
การคลี่คลายมาแลว เชน เจดยี ร ายทรงเครือ่ ง
ท่จี ัดมหาธาตุ และวัดเชงิ ทา

เจดียทรงเคร่อื ง ๑๕

เจดยี ทรงปราสาทยอด

รปู แบบของเจดียทรงปราสาทยอดมีเรือนธาตทุ รงสเ่ี หล่ียมและตอยอดแหลม เกีย่ วโยงกับรูปแบบของเจดยี 

ทรงปราสาทยอดในศิลปะสุโขทยั เชน เจดยี บางองคใ นวัดเจดียวัดเจ็ดแถว ศรสี ัชนาลัย ซึ่งไดแ บบอยา งแพรหลาย

ลงมายังอยุธยา โดยท่ชี างอยุธยาไดผสมผสานบางสว นของเจดียของทอ งถ่ิน คอื เจดียทรงปรางคเขา ไวดว ยกนั คือ

สว นลาง ชดุ ฐานในผงั สี่เหลี่ยมเพ่ิมมุม ประกอบจากฐานบัวลกู ฟก ซอนกนั สองหรอื สามฐาน อนั เปนระเบียบของ

ฐานเจดยี ทรงปรางคของอยธุ ยา และฐานเจดียท รงปราสาทยอดของสโุ ขทัย สว นกลางคือเรือนธาตทุ รงส่ีเหล่ียม

เพ่มิ มุมอยางปรางคประดษิ ฐานพระพุทธรปู ไวในซมุ จระนําเหนือเรอื นธาตเุ ปน ช้ันซอนลดหลั่น บนมมุ ของช้ันซอ น

ประดับดวยกลบี ขนุน ซง่ึ มอี ยูท้งั ท่ีเจดียท รงปรางคข องอยุธยาและทรงปราสาทยอดของสโุ ขทยั ดว ย และสว นบนมี

อยใู หเหน็ อยูเฉพาะท่ีเจดยี ทรงปราสาทยอดแบบสุโขทัยเปนตนแบบ คอื ทรงระฆงั ตอตอ ยอดกรวย ตวั อยา งเจดยี 

ทรงปราสาทยอดในยุคตนมอี ยูท่เี จดียทรงปราสาทยอดประจํามมุ และประจําดา นวัดมหาธาตุ ตั้งอยบู นฐานไดที

เตี้ย ๆ ของปรางคมหาธาตุ สว นฐานท่ีเคยชาํ รุดมากไดร บั การบรู ณะโดยกรมศลิ ปากร เหลอื รองรอยของชดุ ฐานบวั

ลูกฟก สาํ หรับสวนทสี่ มบรู ณกวา คอื ยอด ประกอบดว ยทรงระฆงั ตอขน้ึ ไปดว ยทรงกรวยโดยไมม บี ัลลังกร ูปส่เี หลยี่ ม

ทรงกรวยคลมุ ดังกลาวเหลอื ซอนกันเพียงสามลกู อกี วดั หน่ึงทมี่ ีเจดยี ท รงปราสาทยอด คอื วดั พระราม เปน เจดีย

ประจํามมุ บนฐานไพทีของปรางคประธานสวนเจดียทรงปราสาทยอดในยุคกลางทส่ี รางกันราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑

มกี ารพฒั นารปู แบบอกี ระดับหนง่ึ ท่ีปรากฏที่เจดียร าย ซ่ึงกรมศลิ ปากรระบวุ า เปนเจดียห มายเลข ๒๖ ต้ังอยู

ทางดานตะวันตกนอกระเบียงคดของวัดพระราม องคประกอบ

ของเจดยี ทเี่ พิม่ ขึ้นคอื ฐานสิงหร องรบั เรอื นธาตุเหนอื ชัน้ ซอ น

ของเรอื นธาตุมบี ัวทรงคลุม คอื ทรงคลุมทขี่ ยายกวา งจนดู

คลายดอกบัวบาน ทาํ ไวร อบรบั ทรงระฆัง เหนอื ทรงระฆงั มี

บัลลงั กรปู ส่ีเหลย่ี มรองรับบัวทรงคลมุ เถา ซง่ึ ปจจุบันเหลือ

ลกู ลางสดุ เพียงลูกเดยี ว ความนยิ มเจดียท รงปราสาทยอด

ในยคุ ปลายเรมิ่ หมดไป แตมเี จดียท น่ี า สนใจองคห น่งึ คือ

เจดียรายภายในวดั ราชบรู ณะ ซงึ่ เหลอื เพียงบัวทรงคลุม ต้ังอยู

เหนอื ช้ันซอ น เชือ่ วา เหนอื บวั ทรงคลมุ นา จะเคยมสี วนยอด คือ

ทรงระฆังกลม ตอ ขนึ้ เปน บัลลงั กแ ละยอดทรงกรวยอนั ประกอบ เจดียทรงปราสาทยอด วัดราชบูรณะ
ดว ยบวั ทรงคลมุ เถาและปลี สําหรับสว นลางหรือฐานของเจดีย

องคน ้ี ซ่งึ ยังครบสมบูรณดพี อใช แสดงถึงการคลี่คลายมาเปนฐานสงิ หซ อ นกันสามฐาน อนั เปนแบบอยางของ

เจดียทรงอ่ืนที่สรางในยุคน้ี คอื ชุดฐานสิงหร องรับเรือนธาตุผอมบาง ตอเน่อื งขนึ้ มาเปนเรอื นธาตุ ซมุ จระนาํ ประจํา

ดานทง้ั สขี่ องเรือนธาตไุ มเหลือพ้ืนที่เพยี งพอสําหรับประดิษฐานพระพุทธรปู เชนเดียวกบั ปรางคยุคเดยี วกัน

ในยคุ ปลายอยุธยา ชว งรัชกาลสมเดจ็ พระเจา ปราสาททองแผนผังของวัดมีแบบใหม ๆ และเกิดความนิยม

สรางพระอุโบสถเปน หลักสําคัญของวดั ทาํ ใหว ิหารหลวงลดความสําคญั จากเดิม และมีขนาดลดลงตามไปดวย

๑๖

การเปลย่ี นแปลงน้ีคงเรม่ิ มาแลวกอ นรัชกาลของพระองค ดังเห็นไดจ ากวัดไชยวัฒนาราม สรา งในปแรกของรัชกาล
สมเด็จพรเจาปราสาททอง ราว พ.ศ.๒๑๗๓ และเปน วัดสุดทายท่ีมกี ารสรางปรางคข นาดใหญเปน เจดียประธาน
การเปลี่ยนแปลงท่ีเปนประเด็นที่นา สนใจ คือ ความสาํ คัญของเจดียประธานโดยนัยแหงศูนยก ลางของจักรวาลได
ลดลงอยา งรวดเร็วท้ังขนาดก็เลก็ ลงดวยในรัชกาลเดยี วกัน ดงั เจดียท รงส่ีเหลี่ยมเพม่ิ มุมสององค กอ ไวข นาดเลก็ ที่
วดั ชมุ พลนิกายาราม บางปะอนิ ซึง่ พระราชพงศาวดารฯ ระบุวา วดั นีส้ รา งขึ้นในรัชกาลน้ัน คือ ตวั อยา งของการ
เปลีย่ นแปลงท่ีไดเรม่ิ ตนขนึ้ แลว การสรางเจดียข นาดยอมลงคือแนวโนม สาํ คัญที่จะระบุไมไ ดชัดเจนอีกตอไปวา
เปน เจดียป ระธาน รวมทง้ั การกอเจดียขนาดยอมหรอื ขนาดเลก็ ไวคเู คียงกันทางดานหนาหรือทา ยอโุ บสถ ก็เปน
ความนิยมท่ีชดั เจนของยุคปลาย

วัดไชยวฒั นาราม เจดยี เพ่ิมมุม เมรุทิศ เมรรุ าย

อีกวัดหน่ึงในยุคปลายก็คือ วัดบรมพทุ ธาราม สรา งเม่ือรัชกาลสมเด็จ
พระเพทราชา ใน พ.ศ.๒๒๒๕ วดั น้ีเจดียขนาดกลางอยูสององคเหลือเพียงซาก
ฐาน องคหนงึ่ คงเปนเจดยี ทรงเคร่อื ง อีกองคหน่ึงเปน ทรงปรางคซง่ึ ทราบไดจาก
ยอดทท่ี ลายลงมากองอยทู ีพ่ ้ืน เจดียสององคนีเ้ รียงตอแนวไปทิศเหนืออนั เปน
ดานหนาของอุโบสถ

อุโบสถวัดบรมพุทธาราม และภาพลายเสน เจดียท างปรางค

๑๗


Click to View FlipBook Version