The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by worawut.tu, 2020-08-29 01:17:11

Paradigm 2

งานมอบหมาย ครั้งที่ 2 (ชิ้นที่ 1) รายวิชา ปพส.601
ความหมายของกระบวนทัศน์ -------------------------
กระบวนทัศน์ หมายถึง กระบวนการคิดวิเคราะห์ วิธีคิด วิธีปฏิบัติ แนวการดาเนินชีวิต มีความแตกต่าง ตามความคิด ความเชื่อ พื้นฐานจิตใจ เพศ วัย สิ่งแวดล้อม การศึกษาอบรม และการตัดสินใจของแต่ละคน กระบวนทัศน์ไม่ใช่กระบวนการการตัดสินใจทันที แต่เป็นกระบวนการทาความเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ ตามปัจจัย ของแต่ละคน ที่จะนาไปสู่การตัดสินใจในอนาคต หรือตามความหมายของโทมัส คูน (Thomas S. Khun) ที่ให้ความหมายของกระบวนทัศน์ในเชิงวิทยาศาสตร์ว่า คือ “ตัวอย่างต่างๆ (กฎ ทฤษฎี การนาไปใช้และเครื่องมือ) ที่เป็นที่ยอมรับของการทางานด้านวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง” และในส่วนของ โจเอล อาร์เธอร์ บาร์เคอร์ (Joel Arthur Barker) ได้ให้ความหมายไว้ว่า “ชุดของกฎและกติกา ที่เป็นและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ทาหน้าที่สอง อย่างคือ (1) วางหรือกาหนดกรอบ (2) ทาหน้าที่บอกว่าควรจะประพฤติ ปฏิบัติอย่างไรภายในกรอบเพื่อให้เกิด ความสาเร็จและจะต้องมีการวัดความสาเร็จนั้นด้วย” นอกจากนี้ยังมีการยกตัวอย่างที่เข้าใจง่ายได้มากขึ้น คือ กีฬาทุกชนิดมีกระบวนทัศน์ของตนเอง ยกตัวอย่างกีฬาเทนนิส ซึ่งมีกรอบ กติกา กระบวนการที่จะต้องแก้ปัญหาให้ เกิดความสาเร็จและมีการใช้เครื่องมือที่เหมาะสมด้วย เพราะฉะนั้น ผู้คนแต่ละอาชีพ แต่ละบริบท ต่างก็มีกรอบ ของตัวเอง บางคนก็อยู่ในกรอบและปฏิบัติตามกติกาอย่างเคร่งครัดในกรอบของตน จนไม่สามารถยอมรับในความ แตกต่างจากตน ทาให้ขาดความคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) การคิดนอกกรอบ (Lateral Thinking) หรือขาด ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) หรือบางคนถึงแม้จะมีกรอบที่ชัดเจน แต่เมื่อมีการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ รอบตัว ก็อาจจะทาให้เกิดความคิดทะลุออกมาจากกรอบตัวเอง จนทาให้เกิดกระบวนทัศน์ใหม่ได้ หรือแม้กระทั่ง ที่คนบางกลุ่มที่อยู่ในบริบทเดียวกัน ก็ไม่จาเป็นต้องมีกระบวนทัศน์เหมือน อาจจะมีเหมือนหรือแตกต่างกันก็ สามารถเป็นไปได้
ในปัจจุบัน กระบวนทัศน์เรื่องต่างๆ ในสังคมที่เป็นกระบวนทัศน์เก่าได้กาลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงสู่ กระบวนทัศน์ใหม่ อาทิ เรื่องการดารงชีวิต โดยกระบวนทัศน์ใหม่มีเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นต้น แต่ในบางเรื่องที่กาลังเกิดปรากฎการณ์การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ขึ้น ที่เห็นและเป็นประเด็นมากที่สุดคือ กระบวนทัศน์ในเรื่องเศรษฐกิจที่ในอดีตจะอยู่ในกรอบของกลุ่มคนระดับผู้บริหารเท่านั้น หรือในเรื่องการกาหนด นโยบายด้านเศรษฐกิจ การดาเนินนโยบายที่เก่า ล้าหลังจึงเกิดปัญหาสะสม ทาให้ในปัจจุบันมีการพยายาม ปรับเปลี่ยนวิธีกาหนดนโยบายใหม่ๆ เพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ และเรื่องการเมืองที่ในอดีตเป็นเรื่องที่ถูก ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นอยู่พอสมควร แต่ปัจจุบันประชาชนทุกระดับ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับการศึกษา ก็สามารถที่จะสะท้อนปัญหา มีปากมีเสียง มีการแสดงออกทางความคิด มีความกล้าในการกล่าวถึงปัญหาและ สามารถเสนอความเห็นแบบตรงไปตรงมาได้ ทั้งนี้เรื่องการเมืองนั้น ซึ่งอยู่ในระหว่างการเริ่มต้นปรับเปลี่ยน กระบวนทัศน์ ทาให้เกิดความขัดแย้งกับแนวคิดกระบวนทัศน์เก่า ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาพิพาทต่างๆ หรือมีความ แย้งทางความคิด ดังตัวอย่างทีได้เห็นในปัจจุบัน
ดังนั้น ส่วนตัวมองว่า กระบวนทัศน์ในเรื่องต่างๆ ถ้าอยู่ในกรอบแนวคิดอย่างเคร่งครัด และยังสามารถ สร้างประโยชน์หรือเป็นสิ่งที่ถูกต้องแก่ส่วนรวม ก็ยังเป็นกระบวนทัศน์ที่มีคุณค่าและควรแก่การนาไปใช้ต่อ ในอนาคตได้ แต่ในส่วนกระบวนทัศน์ที่สามารถมองทะลุกรอบออกมา มองปรากฏการณ์ในรูปแบบที่สร้างสรรค์ สามารถสร้างเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ หรือสามารถสนับสนุนกระบวนทัศน์อื่นๆ ให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม ซึ่งอาจจะออกมาในรูปแบบของงานวิจัยและการปฏิบัติต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้ผิด หากแต่จะต้องใช้เวลาในการให้ สังคมทาความเข้าใจและเห็นประโยชน์ที่แท้จริงของกระบวนทัศน์ นั้น
-------------------------
ชื่อ : นายกฤต เอนกอุดมโชค รหัสนักศึกษา : 6330031128 รายวิชา : ปพส.601


ณชญาภา สินธนาเลิศ 6330031011
กระบวนทัศน หรือ Paradigm มาจากภาษากรีก ประกอบดวย 2 คํา คือ para แปลวา beside และ digm แปลวา ทฤษฎี คือ ชุดแนวความคิด ความเขาใจรับรู และการปฏิบัติ ที่มีรวมกันของคนกลุมหนึ่ง หรือชุมชน หนึ่ง และไดกอตัวเปนแบบแผน ของทัศนะอยางเฉพาะแบบเกี่ยวกับความจริง ซึ่งเปนพื้นฐานของวิถีในการจัดการ ตนเองของชุมชน จะทําหนาที่ 2 ประการ คือ 1.วางหรือ กําหนดกรอบ 2.บอกวิธีการปฏิบัติภายใตกรอบเพื่อให เกิดความสําเร็จ และวิธีการวัดความสําเร็จ ในภาษาไทย สํานักงานราชบัณฑิตยสถาน ไดใหความหมายคําวา กระบวนทัศน ไววา กรอบความคิดหรือแนวทางทั่วไปที่ใชในการมองโลก หรือหมายถึง ระบบคิด วิธีคิด หรือแบบ ของการคิดที่ใชเปนแนวในการศึกษาวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือเปนแนวในการจัดระบบในสังคม
ผูที่เริ่มตนแนวคิดเรื่องกระบวนทัศน คือ โธมัส ซามานูเอล คูนส แตไดนําเสนอเฉพาะบริบทของ วิทยาศาสตร ใหความหมายไววา “กระบวนทัศนคือการนําเอากลุมความเชื่อที่เกิดขึ้นใหม เขาไปในประชาคม วิทยาศาสตร จนแสดงออกมาในรูปการทําวิจัย ที่ผิดแผกไป ดังนั้น ความสําเร็จทางวิทยาศาสตรที่ไดรับการ ยอมรับ จนกลายมาเปนตัวแบบ แนวคิด คานิยม และความเชื่อในการมองปญหา และกําหนดวิธีแกปญหาของ ประชาคมวิทยาศาสตร ซึ่งเปนวิธีการที่แตกตางจากเดิม หรือกลาวโดยสรุป ก็คือการเปลี่ยนแปลงฐานเชื่อทาง วิทยาศาสตร ที่แตกตางจากเดิมนี้ กอใหเกิดความเปนสากล (Normal science) ซึ่งจะนําไปสูการกําหนด พฤติกรรมของประชาชนวิทยาศาสตรตอไป” แต ฟริตจอฟ คาปรา ไดเสนอเพิ่มเติมจากความหมายของ คูนส ไววา กระบวนทัศนหรือมุมมองใหมที่มีตอธรรมชาติ ที่เห็นวามีความเชื่อมโยงซอนกันอยูหลายระดับชั้นและเปนเครือขาย เชื่อมโยงกันทุกระบบชีวิต
นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการของไทยที่ไดใหความหมายของ “กระบวนทัศน” โดย โกมาตร จึงเสถียรทรัพย อธิบายไววา กระบวนทัศน หมายถึง "ทัศนะแมบท หรือ รากฐานของ วิธีคิดทั้งหมด เปนทัศนะพื้นฐานหรือรากฐาน ซึ่งสัมพันธเชื่อมโยงกับวิธีคิดตาง ๆ และ กําหนดวิธีคิดของมนุษยในลักษณะตาง ๆ กัน" และ ดร.เรวัต ตันตยานนท ไดใหความหมายของคําวา กระบวนทัศน ไววา “มุมมองเฉพาะที่มองไปยังปญญาหา หรือประเด็นี่สนใจประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ซึ่งเปนมุมมองที่เกิดจากชุดขอมูลเดียวกัน แตผูมองอาจมองเห็นภาพ หรือใหคําอธิบายกับชุดขอมูลนั้นแตกตางกัน ดวยการใชเหตุผลสนับสนุนที่แตกตางกัน” ทั้งนี้ยังไดกลาวเพิ่มเติมไว อีกวาความสําคัญของการสรางกระบวนทัศน คือปรากฏการณที่จะทําใหคนเกิดความสามารถในการแกปญหา เดิม ๆ ที่ไมเคยแกไขได เกิดเปนมุมมองใหมที่นําไปใชแกไขปญหานั้น ๆ ได ซึ่งเรียกวา การเปลี่ยนกระบวนทัศน หรือ Paradigm Shift
จากความหมายของ กระบวนทัศน ที่กลาวมาทั้งหมดขางตน เมื่อประมวลแลวอาจสรุปไดวา กระบวนทัศน หมายถึง ความเชื่อหรือความคิด ที่มีปจจัยมาจากพื้นฐานประสบการณตาง ๆ ของแตละบุคคลหรือ ชุมชนที่ประสบพบเจอ ในชวงเวลาใดเวลาหนึ่ง พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง มีการคิดแบบองครวม มีความสัมพันธเชื่อมโยง กันในทุกสิ่งที่มีผลกระทบตอชีวิต เพื่อใชในการกําหนดกรอบความคิด และวิธีในการปฏิบัติเพื่อไปสูผลสําเร็จ


ณชญาภา สินธนาเลิศ 6330031011
ซึ่งกระบวนทัศนนั้นก็สามารถเปลี่ยนแปลงไดตามกาลเวลา และสภาพแวดลอมที่เปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนกระบวนทัศนนั้น อาจจะเปนการปรับปรุงกระบวนทัศนเดิมจนเกิดเปนกระบวนทัศนใหม หรือเปลี่ยน กระบวนทัศนใหมทั้งหมด แตตองเปนเปลี่ยนไปสูสิ่งที่ดีขึ้นและเปนที่ยอมรับ ถึงจะเรียกวา การเปลี่ยนกระบวนทัศน หรือ Paradigm Shift
ที่มา :
สํานักงานราชบัณฑิตยสถาน [online] http://www.royin.go.th/?knowledges=%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0% B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C- %E0%B9%91%E0%B9%98- %E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99- %E0%B9%92%E0%B9%95
เรวัต ตันตยานนท 29 มีนาคม 2559 บทความของ กรุงเทพธุรกิจ [online] https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/637275
โธมัส ซามานูเอล คูนส หนังสือ The structure of scientific revolutions ในป 1996
คาปรา หนังสือ The web of life หนา 35
โกมาตร จึงเสถียรทรัพย มิติสุขภาพ : กระบวนทัศนใหมเพื่อสรางสังคมแหงสุขภาวะ ใน ป พ.ศ. 2545


รูปแบบเอกสารวิชาการ ปพส.601 ครั้งที่ 2 ชิ้นที่ 1
เรื่อง : กระบวนทัศน (Paradigm)
โดย : นางสาวณัฐทิตา แกมทับทิม รหัสนกั ศึกษา 6330031185
กระบวนทัศน (Paradigm)
การเปลี่ยนผานประเทศไทยมีการพัฒนาที่มีวิวัฒนาการมาอยางตอเนื่อง เปนสังคมพลวัตที่มีการ ปรับตัวตลอดเวลาตามกระแสโลก สังคมไทยไดเขาสูยุคกระบวนการยุคโลกาภิวัฒน มีมุมมองในการพัฒนาที่ เปลยี่ นไปตามยุคตามสมัย กระบวนการคนหาคําตอบโดยใชประเด็นปญหา แนวทางแกไข มาคิดวิเคราะหเพื่อ ทบทวนใหม นําไปสูการเขาใจถึงเหตุการณ ปรากฏการณหรือประเด็นนั้นๆและตองสอดคลองกับปจจุบันจึง อาจกลาวไดวาเปนกระบวนทัศนใหม ที่มาทดแทนหรือเสริมกระบวนทัศนเดิมใหมีความนาเชื่อถือมากขึ้น ซึ่ง กระบวนทัศนอาจแบงไดหลายมิติ และคานิยมทัศนคติอาจแตกตางกันไป เพื่อไมใหเกิดขอขัดแยงจึงตองหารือ หาจุดรวมตรงกลางเพื่อไดชุดความคิดที่ดีที่สุด
หากจะกลาวถึงปจจัยในการเปลี่ยนผานกระบวนทัศนเกาสูกระบวนทัศนใหมนั้นอาจมีหลายอยางท่ี สงผลตอการตัดสินใจเชน ความเชื่อ ทัศนคติ เพศ สังคม สิ่งแวดลอมที่เปนตัวกําหนดพื้นฐานวาพอใจในสิ่งใด เห็นตางเพราะเหตุใด โดยใชแนวคิดของกูบา (Guba, In Guba) ในการศึกษาความหมายในครั้งนี้โดยกลาววา “กระบวนทัศน (paradigm) หรือ ระบบความเชื่อพื้นฐาน(basic belief systems) นั้น เปนสิ่งที่มนุษยสราง ขึ้น (human constructions) และ ดังนั้น จึงมีความผิดพลาดและจุดออนขอบกพรอง เปนธรรมดา ซึ่งเปน ธรรมชาติที่ไมอาจหลีกเลี่ยงได” ทําใหการเปลี่ยนผานของกระบวนทัศนเกานั้นจะสามารถเปลี่ยนไดอยาง งายดาย ตองมีความเขาใจและตองเลือกวาจะรับหรือปฏิเสธกระบวนทัศนนั้นๆ มิไดเปนการตัดสินใจของฝาย ใดฝายหนึ่ง อาจแบงกระบวนทัศนตามความคิดเห็นของนักศกึ ษาไดด ังนี้
1. มิติดานการศึกษา สังคมสมัยกอน มีกระบวนทัศนวาการศึกษาไทยฝายชายมีสิทธิในการศึกษา เลาเรียน สวนฝายหญิงนั้นควรอยูบานทํางานบานงานเรือน แตปจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศนใหมวา การศึกษาไมวาเพศไหน เชื้อชาติอะไรสมควรที่ตองไดรบั การศึกษาอยางเทาเทียมกัน
2. มิติดานการเมือง กระบวนทัศนการมองเรื่องของการเมืองเปนสิ่งท่ีมีแตความรุนแรง แตอาจารย ชัยวัฒน สถาอานันท อาจารยคณะรัฐศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตรไดทําการศึกษาแนวคิดการปฏิบัติไร ความรุนแรง การขวางปาของระหวางเดินขวนคัดคาน รัฐถือวาเปนพฤติกรรมที่กอใหเกิดการรุนแรงแตหาก ขวางปาของระหวางเดินขบวนสนับสนุน รัฐบาลกลับมองวาไมใชการเกิดความรุณแรง จะเห็นไดวาวัฒนธรรม ทางการเมืองสมัยใหมจึงมุงเนนเพื่อกระบวนการยุติธรรมไมกอเกิดความรุนแรงแตรัฐสามารถสรา งความรุนแรง ที่เกิดจากการกระทําและคําพูดที่สงผลใหเกิดความรนุ แรงไดในภายภาคหนา
3. มิติของการพัฒนา อาจมองไดค อื มุมมอง ความเชื่อและเขาใจรวมถึงการมองเปนภาพจริงประจักษ ทุกสิ่งลวนเชื่อมโยงกัน ใชประโยชนซึ่งกันและกัน อาจเรียกอีกอยางวา องครวม เราไมควรยึดติดกับแนวคิด การพัฒนาแบบเดมิ ๆ ตองใหความสําคัญกับสิ่งที่เปนอยูคํานึงถึงสังคมและสิ่งแวดลอมเปนสวนใหญ หาแนวคิด


รูปแบบเอกสารวิชาการ ปพส.601 ครั้งที่ 2 ชิ้นที่ 1
เรื่อง : กระบวนทัศน (Paradigm)
โดย : นางสาวณัฐทิตา แกมทับทิม รหัสนกั ศึกษา 6330031185
วิธีการใหมเพื่อตอบสนองความตองการ หากปรากฏการนั้นเกิดขึ้นแลวในอดีตแตเราไมอาจนําแนวทางพัฒนา ในอดีตมาแกไขปจจุบันได จะตองเกิดแนวคิดใหมที่ดีกวาเดิมเพื่อไมใหเกิดปรากฏการณนั้นซ้ําอีก
4. มิติดานสุขภาพ เปนการผสมผสานในทุกมิติ ทั้งรางกาย จิตวิญญาณ อารมณ สังคม ตองพิจารณา เปนรายบุคคลและตองไดรับการรักษาในทุกๆดานพรอมกันอาจไมใชเพียงแครักษาตามอาการทางกายภาพ ตองรักษาดานสภาพจิตใจเพื่อสรา งสมดลุ ใหกับชีวิต
มิติตางๆที่กลาวมานั้นไมสามารถตัดสินไดวาเปนความคิดเห็นที่ถูกหรือผิดเปนเพียงความคิดเห็น สวนตัวของนักศึกษาที่ผานกระบวนการคิดจาก มุมมองชีวิตที่ไดเ จอ หรือมีคานิยมที่ไดถูกปลูกฝงจากครอบครัว ไมเหมือนกัน เพราะทุกคนยอมเดินตามกระบวนทัศนที่เปนเหตุเปนผลเหมาะกับตัวเอง แตตองไมใหเกิดความ ขัดแยงกันทั้งสองฝายตองหาจุดสมดุลระหวางกันในปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศนในมิติตางๆ อยางเปนกลางที่สุด สงผลใหเกิดสังคมที่ดี มีกระบวนทัศนที่สามารถพัฒนาประเทศใหเกิดประโยชนตอ ประชาชนมากที่สุด
เอกสารอางอิง
กรุงเทพธุรกิจ. (2563). กระบวนทัศนความ(ไม)รุนแรงทางการเมือง : ประวัติศาสตรจะไมซ้ํา.
สืบคน จาก https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/547889 ดารุณี จงอุดมการณ. (2563). สุขภาพองครวม: วิธีวิทยาสูความอยูดีมีสุขของประชาชน
สืบคน จาก https://wesd.kku.ac.th/wp-content/uploads/2018/06/1301819654.pdf


นาย ธนากร บุญเกิด รหัส 6330031177 งานมอบหมายครั้งที่ 2 วิชา ปพส.601 กระบวนทัศน์ แนวคิด ทฤษฎีการพัฒนา
ประมวลความหมายกระบวนทัศน์ คําว่ากระบวนทัศน์นั้นได้มีผู้ที่ให้นิยามความหมายไว้แตกต่างกันมากมายทั้งในมมุองของวิทยาศาสตร์และ
สังคมศาสตร์ โดยรากศัพท์ของคําว่า กระบวนทัศน์ (Paradigm) ซึ่งมาจากภาษากรีก โดย para แปลว่า beside ส่วนdigmแปลว่าexamคําว่ากระบวนทัศน์หรอื Paradigmนั้นเป็นคําที่เริ่มรู้จกักันในวงการวิทยาศาสตร์โดย ในปีค.ศ.1962โทมัสเอส.คูหน์(ThomasS.Kuhn)ไดเ้ป็นผู้ทเี่รมิ่ต้นนําเสนอแนวคิดคําว่ากระบวนทัศน์ใน ผลงานชื่อ The Structure of Scientific Revolutions ซึ่งเป็นผลงานทีเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของ วิทยาศาสตร์ โดย คูหน์ ได้ให้นิยามคําว่ากระบวนทัศน์ไว้ว่า "กรอบแนวคิด (conceptual framework) หรือ โลก ทัศน์(worldview)ที่แตกต่างหลากหลายกันไปขึ้นอยกู่ับแต่ละชุมชนทางวิทยาศาสตร์(scientificcommunity)" นิยามดงักล่าวได้ก่อให้เกิดการถกเถียงทางวิทยาศาสตรม์ากมายเนื่องจากนิยามดงักล่าวจะเน้นไปที่ปจัจัยตัวบุคคล เป็นหลักคูหนม์องว่าหากนักวิทยาศาสตร์เปลี่ยนกระบวนทศัน์ใหม่ย่อมกอ่เกิดการวิจัยใหม่ๆการหาองค์ความรู้ ใหม่ๆตามมา ศ.นพ.ประสานต่างใจนายแพทยผ์เู้ชี่ยวชาญด้านพยาธิวิทยาและด้านปรัชญาวิทยาศาสตร์ท่านเป็นผทู้ี่มีความ สนใจวิทยาศาสตร์และศาสนา ท่านก็ได้ให้นิยามของ กระบวนทัศน์ ในหนังสือบุพนิมิตแห่งกระบวนทัศน์ใหม่ ในปี พ.ศ. 2545 ว่าหมายถึง “กระบวนทางความคิด ทางการรับรู้ ทางวิธีคิด และ การสะท้อนความคิด ให้เป็น ความหมายหรือใหม้ีคุณค่าของมนุษยชาติสําหรับดํารงอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง”ซึ่งเป็นนิยามที่ให้ความสําคัญกับ การรรับรู้ มุมมองและความคิดของตัวบุคคลในช่วงเวลาใดชว่ งเวลาหนงึ่
แม้แนวคิดดังกล่าวจะเริ่มต้นมาจากแวดวงวิทยาศาสตร์ แต่ยังส่งผลกระทบในสาขาสงั คมศาสตร์อีกด้วย โดย ฟริตจอฟ คาปร้า (Fritjof Capra) ได้ให้คํานิยามกระบวนทัศน์เชิงสังคมไว้ในผลงาน The Concept of Paradigm and Paradigm Shift (1986) ว่า "มโนทัศน์ (concepts) ค่านิยม (value) การรบั รู้ (perceptions) และ การปฏบิ ัติ (practices) ที่ชุมชน (community) หนึ่งมหี รือกระทําร่วมกัน ซงึ่ ก่อใหเ้ กิดวิสัยทัศน์ (vision) แห่งความเป็นจริง ที่เป็นพื้นฐานของการจัดระบบตนเองของชุมชนนั้น" ซึ่งเป็นนิยามที่มุมมองที่เกี่ยวข้องกับสังคม และชุมชนมากขึ้น
ดังนั้นหากนํานิยามคําว่ากระบวนทัศน์มารวบกันอาจหมายกระบวนการรบั รู้ กระบวนการคิด แนวคิด วิธีการปฏิบัติแบบแผนต่างๆที่ได้ปฎิบัติตอ่กันมาแต่ไม่ได้หมายถึงการทําเหมือนเดิมต่อกันมาเท่านั้นแต่กระบวน ทัศน์ยังจําเป็นต้องเชื่อมโยงถึงมิติต่างๆด้วย ซึ่งหากมองในแง่ของสงั คมอาจหมายถึงกรอบแนวความคิด การปฏิบัติ ต่างๆที่มรี่วมกันและเชื่อมโยงกันในสังคมซงึ่สง่ผลไปถึงเป็นสิ่งทกี่ําหนดพฤติกรรมของคนในสงัคมด้วยโดย กระบวนทัศน์นั้นมีหน้าทที่างสังคม2ประการได้แก่
1. วางและกําหนดกรอบในสงัคม
2. กําหนดพฤติกรรมต่างๆว่าควรปฏิบัติอย่างไร


โครงสร้างของกระบวนทัศน์นั้น จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบพื้นฐานได้แก่
1. ภววิทยา(Ontology)อะไรคือธรรมชาติของความรู้ความจรงิ 2.ญาณวิทยา(Epistemology)อะไรคือธรรมชาติของความสมัพันธ์ระหว่างผู้แสวงหาความรู้ความจรงิและ
ความรู้ความจรงิ นั้น
แตก่ระบวนการคิดวิธีการแบบแผนต่างๆนั้นย่อมไมส่ามารถคงอยู่ได้ตลอดกาลสถานการณ์ต่างๆบริบท แวดล้อมและยุคสมัยทเี่ปลี่ยนไปย่อมทําใหก้ระบวนทัศน์เกิดการเปลี่ยนแปลงเพอื่ให้เกิดกระบวนทัศน์ใหม่ที่ทันยุค ทันสมัย สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงซงึ่ การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ดังกล่าวเรียกว่า การเปลี่ยนผ่านกระบวน ทัศน์paradigmshiftซงึ่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ย่อมทําใหก้ระบวนทัศน์เก่าหายไป เหมอืนกับในอดีตที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์แล้วนํามาซึ่งการพฒันาองค์ความรู้ใหม่ๆ กระบวนการเปลี่ยนกระบวนทัศน์นั้นจะมีแบบแผน 2มิติ ได้แก่
1. มิติของกระบวนการที่เป็นพลวัตในบริบทที่แวดล้อม เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ โดยอาจเกิด การเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาเป็นกระบวนการทเี่กิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมกีารเชื่อมโยงกับสิ่งอื่นๆอยู่ตลอด 2. มิติของกระบวนการที่เกิดขึ้นในตน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการรบั รู้ เรียนรู้ของมนุษย์
ดังนั้นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่จะทําให้การรบัรู้มมุมองการมองโลกของเราเปลี่ยนไปเมอื่เรามอง ปรากฏการณ์ปัญหาต่างๆในมมุมองที่ต่างออกไปเราจะไดมุ้มมองที่ต่างออกไปเกิดความเข้าใจเกิดการรรับรู้ในสงิ่ ใหม่ๆ ซงึ่ อาจนําไปสู่การพัฒนา การแก้ปญั หาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าปจั จบุ ัน


ประมวลความหมายกระบวนทัศน์
ภาระงานมอบหมายครั้งที่ 2 รายวิชา ปพส.601 กระบวนทัศน์ แนวคิด ทฤษฎีการพัฒนา เขียนโดย นายธาวิน พิชญธานินกุล เลขประจําตัวนักศึกษา 6330031151
กระบวนทัศน์ (Paradigm) ตามนิยามของสํานักงานราชบัณฑิตยสภา หมายถึง กรอบความคิดหรือแนวทาง ทั่วไปที่ใช้ในการมองโลก หรือหมายถึง ระบบคิด วิธีคิด หรือแบบของการคิดที่ใช้เป็นแนวทางการศึกษาวิจัยเรื่องใดเรื่อง หนึ่ง เป็นกระบวนการการจัดระบบในสังคม
กระบวนทัศน์ ในความหมายทางวิทยาศาสตร์ คือ กรอบแนวคิด (Conceptual Framework) เป็นแนวทางที่ เป็นที่ยอมรับในการปฏิบัติเป็นแบบแผน มีการเชื่อมโยงรายละเอียดกันและระบุอย่างเฉพาะเจาะจงต่อไปได้ภายใต้ เงื่อนไขใหม่ที่เกิดขึ้น
กระบวนทัศน์ ในความหมายเชิงสังคม หมายถึง มโนทัศน์ แนวทางการปฏิบัติที่ชุมชนหนึ่งมีการตกลงกันและ ใช้ปฏิบัติร่วมกันเป็นพื้นฐานในการจัดระเบียบตนเองและชุมชน
กล่าวโดยสรุป กระบวนทัศน์ หมายถึง องค์ความรู้ แนวปฏิบัติจากแนวคิดทฤษฎีกลุ่มหนึ่งที่สอดคล้องกัน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ที่ใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ กระบวนทัศน์สามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ (ParadigmShift)เช่นสมัยก่อนคนไทยมีกระบวนทัศน์ว่าผู้ชายเป็นใหญ่เหนือผู้หญิงแต่ปัจจุบันเปลี่ยนกระบวนทศัน์ ใหม่ว่า ผู้หญิงและผู้ชายเท่าเทียมกัน จึงมีการแก้กฎหมายหลายฉบับให้สอดคล้องกับกระบวนทัศน์นั้น เป็นต้น
กระบวนทัศน์มีโครงสร้างหลัก 3 ส่วน คือ (1) ภววิทยา (Ontology) คือ ความรู้ หรือ ความจริง (2) ญาณวิทยา (Epistemology) คือ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้แสวงหาความจริงกับความจริง และ (3) วิธีวิทยา (Methodology) คือ วิธีการแสวงหาและตรวจสอบความรู้หรือความจริง
โดยธรรมชาติแล้ว กระบวนทัศน์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นการวิวัฒน์ต่อเนื่องตลอดเวลา เป็นพลวัต ตามการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยในสังคม ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนย้ายกระบวนทัศน์นี้มีแบบแผน (Pattern) เป็นมิติต่าง ๆ ได้ดังนี้คือ
(1) มิติในแง่กระบวนการที่เกิดขึ้นในคน
มนุษย์สามารถเข้าถึงความจริงของสรรพสิ่งต่าง ๆ ด้วยปัจจัยสองปัจจัยซึ่งเป็นหลักการคิดอย่างสร้างสรรค์คือ การใช้ความคิดถูกวิธี และ การชักจูงจากปัจจัยภายนอก เป็นข้อมูลข่าวสารจากผู้อื่นซึ่งแต่ละคนจะได้รับไม่เหมือนกัน ตามประสบการณ์และสิ่งรอบตัว โดยปัจจัยดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันผ่านกระบวนการเรียนรู้เป็นลําดับขั้นตอนดังนี้
ขั้นการรับรู้ >> ขั้นการสร้างมโนทัศน์ >> ขั้นการคิดอย่างมีวิจารณญาณ >> ขั้นเกิดญาณทัศนะ
PERCEPTION CONCEPTION CRITICAL THINKING INTUITION
(2) มิติในแง่กระบวนการที่เป็นพลวัตในบริบทแวดล้อม
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลาของมิติในแง่กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ที่เกิดขึ้นนี้จะผลักดันให้เกิด Paradigm Shift ขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อกระบวนทัศน์เดิมไม่สามารถเป็นแนวทางในการดํารงอยู่ ณ เวลาหนึ่ง ๆ ของมนุษย์ และสังคมนั้น ๆ อีกต่อไป กล่าวคือ กระบวนทัศน์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเป็นสภาวะไร้ระเบียบ (Chaos Stage)


มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงด้วยตัวของมันเอง (Self-Organizing System) จนเมื่อถึงจุดขีดสุดจะเป็น Paradigm Shift ทั้งนี้ Paradigm Shift มักมีกระบวนการตอบโต้ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเป็นลักษณะวงจรดังนี้คือ
- วงจรการโต้ตอบเชิงลบ (Negative Feedback Loop) เป็นวงจรที่ต้านการเปลี่ยนแปลงเพื่อพยายามรักษา สมดุลของของระบบแห่งกระบวนทัศน์ไว้
- วงจรการโต้ตอบเชิงบวก (Positive Feedback Loop) เป็นวงจรที่ทําให้เกิด Paradigm Shift เพราะเป็นการ เสริมความไร้ระเบียบ (Chaos) ต่อกระบวนทัศน์เดิมซึ่งมักเป็นลักษณะยกกําลัง (Exponential) วงจรการโต้ตอบเชิง บวกจะมีลักษณะอ่อนไหวต่อเงื่อนไขขั้นต้น (sensitivity to initial conditions) แม้เพียงเงื่อนไขปัจจัยเล็ก ๆ ก็ส่งผล เป็นตัวเร่งให้กระบวนทัศน์เข้าสู่ความซับซ้อนขึ้นในช่วงพื้นที่ (phase space)
ในช่วงแรกระบบยังมีเสถียรภาพสูงและคาดเดาได้ ในขอบเขตของตัวดึงวิถีแบบจุด* แบบวงจร** และแบบวง ห่วง*** ซึ่งเป็นลักษณะของวงจรการโต้ตอบเชิงลบ กล่าวได้ว่า ยังสามารถรักษาสมดุลของระบบได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระบบกระบวนทัศน์ที่เป็นระบบเปิด จึงมีปฏิสัมพันธ์กับบริบทสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นลักษณะ วงจรการโต้ตอบเชิงบวก ระบบได้รับผลกระทบต่อปัจจัยส่งผลทุกระดับจนเมื่อได้รับมากขึ้น จะเกิดเป็นสภาวะที่ระบบ ห่างไกลความสมดุล (far-from-equilibrium) จนถึงจุดที่ไม่สามารถรักษาสมดุลตนเอง จุดนี้เรียกว่า สภาวะไร้ระเบียบ ทั้งระบบ
ณ จุดปลายของสภาวะไร้ระเบียบ (The Edge of Chaos) นี้ถือเป็นจุดแพร่ (Bifurcation) ซึ่งทําให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงระบบกระบวนทัศน์เดิม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความบังเอิญ (chance) ที่จะส่งผลการเปลี่ยนแปลงการหักเห ทิศทางของระบบและตัวดึงวิถีแบบไร้ระเบียบ****ทกี่ําหนดเส้นทางการเปลี่ยนแปลงต่อไปนั่นหมายถึงกระบวนทัศน์ เดิมจะไม่สามารถใช้แก้ปัญหาหรือเป็นกรอบแนวคิดต่อไปได้ เกิดเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ในที่สุด
หมายเหตุ
* ตัวดึงวิถีแบบจุด (Point Attractor) ดึงดูดวิถีโคจร (trajectory) ของระบบสู่จุด ๆ หนึ่ง ในลักษณะเหมือนการแกว่ง ของลูกตุ้ม
** ตัวดึงวิถีแบบวงจร (Limit Cyclic Attractor) ดึงดูดวิถีโคจรเป็นวงกลมระหว่างจุด 2 จุด ต่อเนื่องเป้นพลวัต
*** ตัวดึงวิถีแบบวงห่วง (Torus Attractor) ดึงดูดวิถีโคจรในช่วงพื้นที่ (phase space) ของระบบระหว่างวงจร 2 วงจร ในลักษณะเหมือนห่วงยาง
**** ตัวดึงวิถีแบบไร้ระเบียบ (Chaotic Attracter) ดึงดูดวิถีโคจรในช่วงพื้นที่ของระบบในลักษณะโครงสร้างแบบเสี้ยว ส่วน (fractal) ที่มีแบบแผนที่เปลี่ยนแปลงได้เป็นพลวัต ซึ่งอาจมีลักษณะคล้ายคลึงกับแบบแผนเดิม


ประมวลความหมาย “กระบวนทัศน”
จากการใหความหมายคําวา “กระบวนทัศน” ของนักวิชาการหลายทานมีมุมมองการใหนิยามที่ แตกตางกันออกไปตามสิ่งที่ตนเองคิดเห็น ประสบการณที่ไดรับจากการใชชีวิต การทํางานในสังคมผานความรู ความเขาใจ ซึ่งสามารถประมวลแยกตามคํานยิ ามได ดังนี้
1. กระบวนทัศนเชิงแนวคิดทฤษฎีเชนKuhn(1970,p.10)ไดใหความหมายวา“กรอบเคาโครงความคิด รูปแบบ และแนวทางการศึกษาตามแบบวิทยาศาสตรหรืออาจจะใชเรียกแบบงาย ๆ วา “กรอบเคาโครง ความคิดที่ใชในการศึกษา เปนตน
2. กระบวนทัศนเชิงแนวทางการนําไปปฏิบัติ เชน ติน ปรัชญพฤทธิ์ (2551, หนา 1-8) ไดใหความหมายวา “แผนที่ เข็มทิศ ลายแทงหรือเครื่องมือที่ชุมชนนักวิชาการนํามาใชเปนเครื่องมือในการบรรยาย อธิบาย และพยากรณปรากฏการณและพฤติกรรม ในชวงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ตราบที่ยังมีความแกรงหรือพลัง (vigor or force) ในการบรรยาย อธิบาย และพยากรณ แตถาความแกรงหรือพลังดังกลาวหมดลงและมี กระบวนทัศนใหมเขามาแขงขัน ชุมชนนักวิชาการก็จะหันไปใชกระบวนทัศนใหมเชนกัน
3. กระบวนทัศนเชิงวิจัยเชนกระบวนทัศนการวิจัยเปนชุดความเชื่อที่ผูวิจัยใชในการทําวิจัยตั้งแตเริ่มตนจน จบการวิจัย ซึ่งถูกสะทอนออกมาผานความคิด การกระทํา และคําพูดของผูวิจัย ความเชื่อน้ีอาจเปนสิ่งที่ แฝงอยู โดยที่ผูวิจัยเองก็อาจไมรูตัว เปนตน
4. กระบวนทัศนเชิงโครงสราง เชน อีกอน จี. กูบา (Egon G. Guba) เสนอทัศนะไวใน The Paradigm Dialog (ค.ศ.1990) วา กระบวนทัศน (paradigm) หรือระบบความเชื่อพื้นฐาน (basic belief systems) นั้น มีโครงสรางหลัก 3 ประการ คือ
- ภววิทยา (Ontology) อะไรคือ ธรรมชาติของความรูความจริง
- ญาณวิทยา (Epistemology) อะไรคือ ธรรมชาติของความสัมพันธระหวางผูแสวงหาความรูความ
จริงและความรูความจริง
- วิธีวิทยา (Methodology) ผูแสวงหาความรูความจริงควรจะแสวงหาความรูความจริงอยางไร
ภาพรวมของความหมายคําวา “กระบวนทัศน” เปนกระบวนการคิด กรอบแนวคิด แนวทาง วิธีการ ในการแกไขปญหาตาง ๆ จากการมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตผานมุมมองทางความคิด ประสบการณใน มิติทางวิทยาศาสตร มิติทางสังคม มิติทางสุขภาพ และยังสามารถใชกระบวนทัศนในการมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได ทุกเรื่องไมวาจะเปนเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ เทคโนโลยี ทั้งนี้ทุกความหมายที่ไดจากประมวล ขอมูลมีนัยยะสําคัญที่เช่ือมโยงกันและสงผลทําใหเกิดกระบวนการคิดที่ถูกพัฒนาจากการใหคํานิยาม ความหมาย
นานาสิริ สุวรรณบรู ณ เลขนักศึกษา 6330031144


ประมวลความหมาย “กระบวนทัศน”
จากการใหความหมายคําวา “กระบวนทัศน” ของนักวิชาการหลายทานมีมุมมองการใหนิยามที่ แตกตางกันออกไปตามสิ่งที่ตนเองคิดเห็น ประสบการณที่ไดรับจากการใชชีวิต การทํางานในสังคมผานความรู ความเขาใจ ซึ่งสามารถประมวลแยกตามคํานยิ ามได ดังนี้
1. กระบวนทัศนเชิงแนวคิดทฤษฎีเชนKuhn(1970,p.10)ไดใหความหมายวา“กรอบเคาโครงความคิด รูปแบบ และแนวทางการศึกษาตามแบบวิทยาศาสตรหรืออาจจะใชเรียกแบบงาย ๆ วา “กรอบเคาโครง ความคิดที่ใชในการศึกษา เปนตน
2. กระบวนทัศนเชิงแนวทางการนําไปปฏิบัติ เชน ติน ปรัชญพฤทธิ์ (2551, หนา 1-8) ไดใหความหมายวา “แผนที่ เข็มทิศ ลายแทงหรือเครื่องมือที่ชุมชนนักวิชาการนํามาใชเปนเครื่องมือในการบรรยาย อธิบาย และพยากรณปรากฏการณและพฤติกรรม ในชวงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ตราบที่ยังมีความแกรงหรือพลัง (vigor or force) ในการบรรยาย อธิบาย และพยากรณ แตถาความแกรงหรือพลังดังกลาวหมดลงและมี กระบวนทัศนใหมเขามาแขงขัน ชุมชนนักวิชาการก็จะหันไปใชกระบวนทัศนใหมเชนกัน
3. กระบวนทัศนเชิงวิจัยเชนกระบวนทัศนการวิจัยเปนชุดความเชื่อที่ผูวิจัยใชในการทําวิจัยตั้งแตเริ่มตนจน จบการวิจัย ซึ่งถูกสะทอนออกมาผานความคิด การกระทํา และคําพูดของผูวิจัย ความเชื่อน้ีอาจเปนสิ่งที่ แฝงอยู โดยที่ผูวิจัยเองก็อาจไมรูตัว เปนตน
4. กระบวนทัศนเชิงโครงสราง เชน อีกอน จี. กูบา (Egon G. Guba) เสนอทัศนะไวใน The Paradigm Dialog (ค.ศ.1990) วา กระบวนทัศน (paradigm) หรือระบบความเชื่อพื้นฐาน (basic belief systems) นั้น มีโครงสรางหลัก 3 ประการ คือ
- ภววิทยา (Ontology) อะไรคือ ธรรมชาติของความรูความจริง
- ญาณวิทยา (Epistemology) อะไรคือ ธรรมชาติของความสัมพันธระหวางผูแสวงหาความรูความ
จริงและความรูความจริง
- วิธีวิทยา (Methodology) ผูแสวงหาความรูความจริงควรจะแสวงหาความรูความจริงอยางไร
ภาพรวมของความหมายคําวา “กระบวนทัศน” เปนกระบวนการคิด กรอบแนวคิด แนวทาง วิธีการ ในการแกไขปญหาตาง ๆ จากการมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตผานมุมมองทางความคิด ประสบการณใน มิติทางวิทยาศาสตร มิติทางสังคม มิติทางสุขภาพ และยังสามารถใชกระบวนทัศนในการมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได ทุกเรื่องไมวาจะเปนเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ เทคโนโลยี ทั้งนี้ทุกความหมายที่ไดจากประมวล ขอมูลมีนัยยะสําคัญที่เช่ือมโยงกันและสงผลทําใหเกิดกระบวนการคิดที่ถูกพัฒนาจากการใหคํานิยาม ความหมาย
นานาสิริ สุวรรณบรู ณ เลขนักศึกษา 6330031144


กระบวนทัศน* (Paradigm)
ในช%วงหลายทศวรรษที่ผ%านมา ตั้งแตม% ีการให9นิยามของคําว%า “กระบวนทัศนB” ของ โทมัส คูหBน (Thomas Kuhn) ในหนังสือ The Structure of Scientific Revolutions ในป^ ค.ศ. 1962 เรื่อยมาจนกระทั่งปfจจุบันท่ี กระบวนทัศนBกลายมาเปhนกรอบความคิดที่นํามาบริหารจัดการความรู9ในทุกศาสตรB เปhนวิธีการและมุมมองต%อ ปรากฏการณBที่แสดงความสัมพันธBของสิ่งต%าง ๆ นําไปสู%การวิจัยและการปฏิบัติเพื่อให9เข9าใจปรากฏการณB ประเด็น ปfญหา และแนวทางแก9ไข จนโทมัส คูหBน ได9รับการขนานนามว%า ผู9ชายเปลี่ยนวิถีการมองวิทยาศาสตรBของโลก (The man who changed to the way the world looked at science)1
นิยามความหมายของกระบวนทัศน* คําว%า Paradigm มีรากศัพทBมาจากภาษากรีก ซึ่ง para แปลว%า beside ส%วน digm แปลว%า ทฤษฎี โดยโทมัส คูหBน ได9ให9ความหมายไว9ว%า “กรอบแนวคิดหรือโลกทัศนBที่แตกต%าง หลากหลายกันไปขึ้นอยู%กับแต%ละชุมชนทางวิทยาศาสตรB” โดยมีนัยยะมากกว%าการสร9างกรอบความคิดเพื่อการ ทําซ้ํา แต%เปhนการสร9างความเชื่อมโยงและการระบุอย%างเฉพาะเจาะจงภายใต9เงื่อนไขใหม%ที่เกิดขึ้น ส%วนฟริตจอฟ คาปร9า (Fritjof Capra) นักฟÖสิกสBและนักทฤษฎีระบบได9นิยามกระบวนทัศนBเชิงสังคม (Social Paradigm) ว%าเปhน มโนทศั นB ค%านิยม การรับรู9 และการปฏิบัตทิ ชี่ ุมชนหนงึ่ มีร%วมกันซึ่งก%อให9เกิดวิสัยทัศนแB หง% ความเปhนจรงิ ในส%วนของ นักวิชาการในประเทศไทยนั้นก็ได9นิยามกระบวนทัศนBที่หลากหลาย โกมาตร จึงเสถียรทรัพยB นิยามไว9ว%า กระบวน ทัศนBคือ ทัศนะแม%บทหรือรากฐานของวิธีคิดทั้งหมด เปhนทัศนะพื้นฐานหรือรากฐานซึ่งเชื่อมโยงกับวิธีคิดและการ กําหนดวิธีคิดของมนุษยB เปhนต9น
โครสร@างของกระบวนทัศน* กระบวนทัศนBหรือระบบความเช่ือพื้นฐาน (Basic Belief Systems) นั้นมี โครงสร9างหลัก 3 ประการที่นําเสนอไว9โดยอีกอน จี กูบา (Egon G. Guba) ใน The Paradigm Dialog ในป^ ค.ศ. 1990 ประกอบด9วย
1) ภววิทยา (Ontology) เปhนการศึกษาเกี่ยวกับความมีอยู%จริงหรือสภาวะการดํารงอยู%จริงของสรรพสิ่ง คําถามที่สําคัญของภววิทยาคือธรรมชาติของความจริงหรือสิ่งที่มีอยู%คืออะไร เงื่อนไขของการเกิดขึ้นและดํารงอยู% ของสิ่งนั้นคืออะไร และความสัมพันธBระหว%างองคBประกอบของสิ่งนั้นเปhนอย%างไร ยกตัวอย%างของภววิทยาใน กระบวนทัศนBทางสังคมศาสตรB คือความเปhนจริงทางสังคมท่ีศึกษาอย%ู เช%น การมีอยู%ของโครงสร9างทางสังคม เงื่อนไขที่ทําให9มีการดํารงอยู%หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร9างทางสังคมคืออะไร และโครงสร9างทางสังคมมี ปฏิสมั พันธBกันอย%างไร เปhนต9น
1 John Naughton (2012) Thomas Kuhn: the man who changed the way the world looked at science https://www.theguardian.com/science/2012/aug/19/thomas-kuhn-structure-scientific-revolutions
นายนิรุตติ์ บ+านนบ เลขประจําตัวนักศึกษา 6330031169
1


นายนิรุตติ์ บ+านนบ เลขประจําตัวนักศึกษา 6330031169
2) ญาณวิทยา (Epistemology) คือความสัมพันธBของปรากฎการณBที่ศึกษากับตัวผู9ศึกษารวมถึงการศึกษา ความรู9และความเชื่อที่ได9รับการพิสูจนBว%าถูกต9องแล9ว คําถามหลัก ๆ ของญาณวิทยาคือ อะไรคือธรรมชาติของ ความสัมพันธBระหว%างผู9แสวงหาความรู9ความจริงและความรู9 อะไรคือแหล%งของความรู9 อะไรคือโครงสร9างและ ข9อจํากัดของความร9ู ทงั้ นี้ญาณวิทยาม%ุงค9นคว9าหาคําตอบว%ามนุษยBรู9ความจริงของโลกและชีวิตได9อย%างไร
3) วิธีวิทยา (Methodology) ผู9แสวงหาความรู9ความจริงควรแสวงหาความรู9ความจริงอย%างไร เกี่ยวข9อง กับตรรกะของการแสวงหาความรู9ในศาสตรBนั้น ๆ มีการตรวจสอบศักยภาพและข9อจํากัดของเทคนิคทางการศึกษา หรือระเบียบวิธีในการแสวงหาความร9ูในแต%ละสาขา เช%น วิธีการตั้งคําถาม วิธีการหาหลักฐาน และวิธีการวิเคราะหB ข9อมลู เปhนตน9
นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการบางท%าน เช%น โกมาตร จึงเสถียรทรัพยB วิเคราะหBกระบวนทัศนBในเชิงปรัชญาที่ ประกอบด9วยฐานคติพื้นฐาน 3 องคBประกอบคือ ภววิทยา (Ontology) จักรวิทยา (Cosmology) และญาณวิทยา (Epistemology) หรือโกศล ช%อผกา ที่วิเคราะหBโครงสร9างและเนื้อหาของกระบวนทัศนBว%ามี 2 มิติคือ มิติด9าน อภิปรัชญา (Metaphysical Dimension) และมิติด9านญาณวิทยา (Epistemological Dimension) ซึ่งทั้งสอง รูปแบบมีแนวคิดในการค9นหาความจริง ความสัมพันธB และวิธีการค9นหาความสัมพันธB ที่คล9ายคลึงและเกี่ยว เนื่องกัน
กระบวนการเปลี่ยนย@ายกระบวนทัศน* (Paradigm Shift) เปhนกระบวนการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช%นเดียวกับระบบอื่น ๆ ในธรรมชาติ โดยกระบวนการเปลี่ยนย9ายกระบวนทัศนBมีมิติของพลวัตการเปลี่ยนแปลงที่ แตกต%างกันอยู% 2 มิติ คือ 1) มิติของกระบวนการที่เปhนพลวัตในบริบทที่แวดล9อม ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อกระบวนทัศนB เดิมไม%สามารถแก9ปfญหาหรือตอบโจทยBกับมนุษยBได9 แม9บางครั้งมนุษยBอาจจะไม%ต9องการการเปลี่ยนแปลงนั้นก็ตาม และ 2) มิติของกระบวนการที่เกิดขึ้นในตนเองโดยมีกระบวนการเรียนรู9 4 ลําดับขั้นตอนด9วยกัน คือ การรับรู9 การ สร9างมโนทัศนB การคิดอย%างมีวิจารณญาณ และการคิดอย%างสร9างสรรคB
ทง้ั น้ี กระบวนทศั นใB นแตล% ะศาสตรBก็ย%อมมีรายละเอยี ดทแ่ี ตกตา% งกันออกไป โดยมีการเชื่อมโยงของแนวคิด หลักบนพื้นฐานของชุดความคิด กรอบความคิด และธรรมชาติขององคBความรู9เดียวกัน ซึ่งผ9ูศึกษาจําเปhนต9องทํา ความเข9าใจในแต%ละส%วนมากขึ้นในอนาคต
2


เอกสารอ@างอิง
ศ.พิเศษ ดร.จิรโชค วีระสย. (2555). ปรัชญาเชิงศาสตรB V การเปล่ียนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมและ การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศนB(ออนไลน)B.สบื ค9นเม่ือวันที่25สิงหาคม2563จาก http://www.phd.ru.ac.th/newszian/files/20121019_1410399902-21102555.pdf
เกษฎา ผาทองและวรวลญั ชB โรจนพล. (2562). กระบวนทัศนBการแสวงหาความรสู9 กู% ารวิจัย (ออนไลนB). สืบค9นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2563 จาก https://graduate.pkru.ac.th/images/doc/62/4_เกษฎา_ผา ทอง_63-78.pdf
บ9านจอมยุทธB.(2563).แนวคิดทางปรัชญา-สังคม-วิทยาศาสตรB(ออนไลน)B.สืบค9นเมื่อวันที่27สิงหาคม2563 จาก https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-2/paradigm/01.html
นายนิรุตติ์ บ+านนบ เลขประจําตัวนักศึกษา 6330031169
3


สรุปผลความเข้าใจในความหมาย แบบแผนของโครงสร้าง และกระบวนการเปลี่ยนย้ายกระบวนทัศน์ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ปพส.601 กระบวนทัศน์ แนวคิด ทฤษฎีการพัฒนา
โดย นางสาวสิทธินันท์ แสงเดชา รหัสนักศึกษา 6330031102 นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ วิทยลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์
กระบวนทัศน์ (Paradigm) คือ ทฤษฎี ชุดความคิด หรือทัศนะแม่บท เป็นส่วนที่สําคัญที่สุดของแผนการ กําหนดแนวทางนโยบายการขับเคลื่อนทั้งในระดับกลุ่มคน ชุมชน สังคม หรือแม้แต่ประเทศชาติ โดยบทบาทของ กระบวนทัศนน์ั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นแบบแผนในกระบวนการจัดการความคิดแนวทางปฏิบัติและแนวทางโน้ม น้าวจูงใจชนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเพื่อให้บรรลุตามเป้าประสงค์ การกําเนิดขึ้นของกระบวนทัศน์ใดกระบวนทัศน์หนึ่งมี พื้นฐานมาจากการวิเคราะห์มโนทัศน์ (Concepts) ค่านิยม (Values) ความเข้าใจรับรู้ (Perceptions) และการ ปฏิบัติ (Practice) ทเี่ ป็นภาพรวมของคนกลุ่มหนึ่งทคี่ าดว่ามีอิทธิพลต่อเป้าประสงค์นี้
ในอตีต มีกรอบภาพรวมของการกําหนดกระบวนทัศน์ที่หลากหลาย เมื่อสมัยเรเนซองและการปฏิวัติ อุตสาหกรรม โดยเรอเน เดการ์ต (René Descartes) บิดาแห่งเรขาคณิตวิเคราะห์ และ ไอแซก นิวตัน(Isaac Newton) ถูกยกย่องว่าเป็นนักคิด นักวิทยาศาสตร์ที่ให้ความชัดเจนแก่กระบวนทัศน์ในยุคนั้น ซึ่งได้แบ่งกายออก จากจิตอย่างเด็ดขาด และนิวตันก็มองสรรพสิ่งว่าเป็นก้อนดังเช่นลูกบิลเลียดที่เคลื่อนไหวกระทบกระทั่งกัน สัมพันธ์ กันแต่ภายนอก แม้ว่าจะนํามาใช้ได้จริงแต่ก็ยังเป็นการวิเคราะห์ที่หยาบกระด้าง ซึ่งเมื่อศึกษาลงรายละเอียดแล้ว วิทยาศาสตร์เก่านั้นยังคงมีความไม่จริง หรือมีความไม่สมบูรณ์ปรากฏอยู่ ต่อมาในยุคของควอนตัมฟิสิกส์ จาก แนวคิดทางควอนตัม การแบ่งภาคสสารออกเป็นชุด ๆ ที่สัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่ง เดียวหรือเป็นองค์รวม อาจมีสภาวะเป็นคลื่น เป็นสนามพลังงานทมี่ ีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับสนาม ข้อมูล ความจํา ที่ว่าง เวลา หรือตัวแปรใด ๆ ก็ได้ ก่อร่างกระบวนทัศน์ใหม่ที่ลึกลงไปในรายละเอียดกว่า วิทยาศาสตร์คลาสสิกมคีวามสัมพันธ์แบบเครือข่ายอันเป็นพลวัตจากภายในกายกับจิตเป็นหนึ่งเดียวกันไม่อาจแบ่ง แยกกันได้ โดยทั้งหมดจะไหลเลื่อนเคลื่อนไหวไปด้วยกัน เปลี่ยนแปลงสรรค์สร้างสิ่งใหม่ตลอดไป เป็นกระบวนการ ที่เรียกว่า วิวัฒนาการของธรรมชาติ จึงมีกลุ่มวิชาที่เกี่ยวกับพลังงานจิตและความรู้เร้นลับ ความรู้ที่แนบเนื่องกับ ศาสนา เช่น ศาสนาพุทธ ซึ่งมีอภิปรัชญาใหม่เป็นตัวเชื่อมความเป็นจริงกับเหตุและผลทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น อาจ กล่าวได้ว่ากระบวนทัศน์นั้นเกิดจาก ฐานคติ ทมี่ อี งค์ประกอบ 4 โครงสร้างพื้นฐานของความเป็นจริงและความ เป็นเหตุเป็นผล ได้แก่ ภาพทางกายภาพ คือบริบทและแบบแผนการปฏิบัติทเี่ ป็นผลมาจากแนวความคิด ค่านิยม การรับรู้ มีความแตกต่างผ่านตัวแปรสําคัญตามเพศ วัย สภาพแวดล้อม ฯลฯ ที่ทําให้เกิดความแตกต่างกันเป็น ปัจเจก ภาพทางความคิด กระบวนทางความนึกคิดที่หล่อหลอมขึ้นจากโครงสร้างต่าง ๆ ภายใน เช่น จิต ความคิด ความเชื่อ ศาสนา ศีลธรรม ฯลฯ ประกอบกบั อิทธิพลจากสิ่งเร้าต่าง ๆ ที่แวดล้อม ส่งผลไปสู่การกระทํา การกระทํา


นิยามความหมาย
กระบวนทัศน์ (Paradigm)
คาว่า “Paradigm” ปรากฏครั้งแรกใน The Structure of Scientific Revolutions ปีค.ศ. 1962 (พ.ศ. 2505) โดยโทมัส เอส. คูห์น (Thomas S. Kuhn : 1922-1966) เป็นงานความคิดที่มีอิทธิพลมากที่สุดชิ้นหนึ่งใน ครึ่งหลังศตวรรษที่ 20 ซึ่งว่า “Paradigm” ในภาษาอังกฤษนั้นมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ คาว่า para (beside) และ deigmo (example) แปลว่า รูปแบบที่ควรนามาเป็นตัวอย่าง และในความหมายดั้งเดิมหมายถึง แบบจาลอง (model) แบบแผน (pattern) หรือ ตัวอย่าง (example) ที่เป็นที่ยอมรับอันมีนัยยะว่า เป็นตัวอย่าง สาหรับการทาซ้า
โทมัส เอส. คูห์น ผู้ที่เริ่มต้นแนวคิดเรื่องกระบวนทัศน์ (Paradigm) นิยามคาว่า “กระบวนทัศน์” ในเชิง วิทยาศาสตร์ไว้ว่าหมายถึง ชุดของความคิดที่เชื่อมโยงทฤษฏีความรู้ สมมติฐาน และความสาเร็จต่างๆ ของความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างสากล กระทั่งเป็นตัวแบบ (แนวคิด ค่านิยม ความเชื่อ) ในการมองปัญหา และวิธีการแก้ปัญหาของชุมชน ซึ่งตามบริบทหนังสือของ คูห์น หมายถึง ชุมชนทางวิทยาศาสตร์ (Scientific community) งานวิจัยที่มีพื้นฐานอยู่บนความสาเร็จทางด้านวิทยาศาสตร์มาแล้วอาจมากกว่าหนึ่งครั้ง และได้รับ การยอมรับจากชุมชนทางวิทยาศาสตร์ในช่วงเวลาหนึ่ง ในฐานะที่เป็นตัวเสริมรากฐานสาหรับปฏิบัติการครั้งต่อไป งานวิจัยเหล่านี้ คูห์น เรียกว่า normal science หรือ normal research ซึ่งลักษณะของ normal science มีฐาน มาจากการปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์ที่มีลักษณะจาเพาะเจาะจงอันใดอันหนึ่ง เมื่อประสบความสาเร็จก็จะถูกนาหลัก วิธีการนั้นไปใช้กับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์อื่นๆ และในระยะต่อมาเมื่อปรากฏว่ากรอบความคิดชุดดังกล่าวไม่ สามารถอธิบายปรากฏการณ์ใหม่ๆ ได้ ก็จะเกิดการเปลี่ยนย้ายกระบวนทัศน์ (paradigm shift) หรือเกิดชุด ความคิด หรือ normal science อันใหม่ กลายเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ (new paradigm) ขึ้นมา เพื่อทาหน้าที่ไข ปัญหาต่างๆ แล้วชุมชนทางวิทยาศาสตร์ก็จะยึดถือมันเป็นแบบจาลองที่มีพลังอานาจ และดาเนินรอยตามบน หนทางนั้นอีกครั้งไปเรื่อยๆ
นักวิชาการผู้เคยร่วมอภิปรายกับคูห์น แสดงความเห็นว่าทัศนะของคูห์น การเปลี่ยนย้ายกระบวนทัศน์และ กระบวนทัศน์ใหม่ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในระดับแนวคิด ทฤษฏีย่อย หากเป็นการเปลี่ยนแปลงรากฐาน ความคิดอย่างถอนรากถอนโคน ดังจะเห็นได้ว่าคูห์นใช้คาว่า “ปฏิวัติ” (revolution) ในการเปลี่ยนแปลงแนวคิด ความเชื่อ ค่านิยมชุดใหม่ แบบพลิกฟ้าคว่าแผ่นดินเหมือนกับการปฏิวัติ อย่างไรก็ตาม คาว่า “กระบวนทัศน์ใหม่” (new paradigm) และการเปลี่ยนย้ายกระบวนทัศน์ (paradigm shift) ของคูห์นก็ได้รับความสนใจและมีอิทธิพล อย่างสูงต่อการเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ วิธีวิทยา (methodology) ของศาสตร์ต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์และ สังคมศาสตร์ในช่วงทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา ในขณะเดียวกันการขยายตัวอย่างกว้างขวางการศึกษาเกี่ยวกับ กระบวนทัศน์ของศาสตร์ต่างๆ ดังกล่าวนี้เองทาให้กระบวนทัศน์ถูกใช้และมีการนิยามความหมายไปอย่าง หลากหลายจนห่างไกลออกไปจากความคิดของคูห์นมากยิ่งขึ้น ซึ่งภายหลังการเสียชีวิตของคูห์นในปี 1996 (พ.ศ.
นางสาวนิษฐา ถาวรพันธ์ (6330031037) ปพส.601


ที่ถูกตัดสินว่าดี/เลว/ถูก/ผิดในทางสังคมนั้นเกิดจากศีลธรรม และค่านิยมของสังคมที่พลเมืองต่างยอมรับและเห็น พอ้ งต้องกัน อดีตหรือประวัติศาสตร์ เช่น ความเชื่อพื้นฐาน ประเพณี ประสบการณ์ ฯลฯ ทอี่ าจเป็นจุดกําเนิดหรือ พลวัตพื้นหลังสําคัญที่เป็นเหตุให้เกิดผลทางการปฏิบัติและทางความคิด ความจริง กระบวนทัศน์ใหม่ในสังคม ปัจจุบันนิยามความเป็นจริงในโลกนี้ว่ามีมิติอื่น ๆ นอกเหนือจากกระบวนทัศน์เชิงวิทยาศาสตร์แบบกลไก กล่าวคือ มีมิติทางจิตวิญญาณและมิติความหมายของการมีชีวิตอยู่รวมอยู่ด้วย การมองเห็นและจัดความสัมพันธ์ของความ เป็นจริงเหล่านั้นว่าสิ่งต่าง ๆ นั้นสัมพันธ์กันอย่างไร ด้วยกฎเกณฑ์แบบไหน การมองความสัมพันธ์ในเชิงกลไกตาม กฎเกณฑ์ทางกายภาพ สิ่งที่ขาดหายไปคือมิติทางจิตวิญญาณ กล่าวคือ ความดี (จริยศาสตร์), ความงาม (สุนทรียศาสตร์) และความเข้าใจในรากฐานแห่งความเป็นมนุษย์ ซึ่งเคยมีมาในจักรวาลวิทยาแบบโบราณ เช่น ความจริงของการเกิด/แก่/เจ็บ/ตายนั้นเป็นวัฏจักรที่มนุษย์มิอาจก้าวข้ามผ่านไปได้ การรับรู้เรื่องการเดินทางครั้ง ใหม่ในโลกหลังความตายผ่านแนวความเชื่อทางศาสนา ลัทธิ เป็นต้น ในความเป็นมนุษย์มีญาณแห่งการับรู้ มี ปัญญา รู้จักตั้งคําถาม ค้นหาความจริง ก่อเกิดกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ผ่านมา ระยะหนึ่ง แล้วจึงเกิดญาณทัศนะ (Intuition) ขึ้นเป็นการโผล่ปรากฏ (Emergence) ของความรู้ความเข้าใจ เป็น กระบวนการทที่ ําให้เกิดการเปลี่ยนย้ายกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ในมิติของกระบวนการที่เกิดขึ้นในตน ส่วนอีกมิติหนึ่งคือ มิติของการเปลี่ยนย้ายกระบวนทัศน์จากกระบวนการที่เป็นพลวัตในบริบทที่แวดล้อม เป็น กระบวนการที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เช่นเดียวกับวัฏจักรในระบบธรรมชาติอื่น ๆ ที่เป็นระบบเปิด โดยมีการ ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอกตลอดเวลา ซึ่งทําให้กระบวนทัศน์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นพลวัตอย่าง ต่อเนื่อง กระบวนทัศน์ใหม่หนึ่ง ๆ จะเกิดขึ้นเมื่อกระบวนทัศน์เดิมไม่สามารถใช้แก้ไขปัญหาหรือตอบโจทย์ให้แก่ มนุษย์ในชุมชนหนึ่งเพื่อการดํารงอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งอีกต่อไปได้ กระบวนทัศน์ในฐานะที่เป็นระบบเปิดใน ธรรมชาตินั้นจะมีความไร้ระเบียบ (Chaos) เป็นพื้นฐาน ในขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มที่จะจัดตั้งระบบของตนเองขึ้น ตลอดเวลาในลักษณะของการจัดองค์กรตนเอง (Self-Organizing System) มักเกิดขึ้นในขณะที่กระบวนทัศน์เดิม นั้นเป็นระบบที่มีระเบียบและเสถียรภาพอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ที่ต่อเนื่องกันจะ ยังคงมีรากฐานคุณสมบัติจากกระบวนทัศน์เดิมอยู่ และเมื่อเวลาผ่านไปนานจนเกิดช่องว่างระหว่างกระบวนทัศน์ เก่าและกระบวนทัศนใ์หม่เมื่อนั้นกระบวนทัศนเ์ก่าจะเริ่มไร้เสถียรภาพเสื่อมและลดบทบาทลงไปในที่สุด
การตัดสินใจเลือกทิศทางของกระบวนการในแต่ละกระบวนทัศน์นั้นขึ้นอยู่กับพื้นฐานของความเชื่อ พนื้ฐานในการมองโลกแนวความคิดเมื่อใดที่กระบวนทัศน์เดิมจะดูเหมือนเป็นการนําพาเรา"เดินหน้าไปข้างหลัง" เราอาจจะต้องลอง "ถอยหลังไปข้างหน้า" เพื่อเดินหน้าหาแนวทางจากทัศนะอื่น กล่าวคือ ต้องลองเปลี่ยนย้าย กระบวนทัศนเ์ ดิมสู่กระบวนทัศน์ใหม่ที่จะนําพาเราไปสู่แนวทางอื่นที่บรรลุตามเป้าประสงค์ได้ดีที่สุด


2539) ฟริตจ๊อฟ คาปร้า (Fritjof Capra) เห็นว่า แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนทัศน์ใหม่และการเปลี่ยนย้ายกระบวน ทัศน์ซึ่งคูห์นได้เสนอมากกว่า 30 ปีแล้ว มีความจาเป็นที่จะต้องให้คานิยามใหม่ที่ขยายขอบเขตจากบริบททาง วิทยาศาสตร์มาสู่พื้นที่ทางสังคมอันกว้างใหญ่ โดยคาปร้าให้นิยาม “กระบวนทัศน์” ว่าคือ ชุดแนวคิด (concepts) ค่านิยม (values) การรับรู้ (perceptions) และการปฏิบัติที่มีร่วมกันของคนกลุ่มหนึ่งชุมชนหนึ่งที่ก่อตัวเป็นแบบ แผนของทัศนะเฉพาะแบบหนึ่งเกี่ยวกับความจริง (reality) ซึ่งวิธีการจัดระบบตนเองของชุมชนนั้นจะตั้งอยู่บน ทัศนะดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม กระบวนทัศน์ในความคิดของคาปร้านั้น ขยายพื้นที่ครอบคลุมปริมณฑลของสังคมทั้งหมด ไม่ใช่เพียงด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น หากเขาได้เชื่อมโยงให้เห็นว่ากระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์นั้น ได้ขยาย ปริมณฑลเข้าไปทุกพื้นที่ทางสังคม จนก่อตัวเป็นวัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต และระบบความคิดของคนในสังคม ทั้งหมด ดังนั้นกระบวนทัศน์ใหม่และการเปลี่ยนย้ายกระบวนทัศน์ของคาปร้าจึงเป็นการปฏิวัติทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ซึ่งมีกระบวนทัศน์แบบนิวตัน-เดสคาร์ตส์ เป็น normal science หรือวิทยาศาสตร์ กระแสหลักมากกว่า 2-3 ทศวรรษ
ส่วนในเรื่อง “การเปลี่ยนย้ายกระบวนทัศน์” (paradigm shift) นั้น พอล เอช เรย์ (Paul H. Ray) และ เชอรี่ อาร์ แอนเดอร์สัน (Sherry R. Anderson) อธิบายการเปลี่ยนย้ายกระบวนทัศน์ด้วยแนวคิดทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos Theory) ไว้ใน The Cultural Creatives : How 50 Million People are Changing the world (2000) ว่า การเปลี่ยนย้ายกระบวนทัศน์ เป็นกระบวนการพลวัตในบริบทที่แวดล้อม กล่าวคือ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น โดยธรรมชาติ เช่นเดียวกันกับระบบธรรมชาติอื่นๆ ที่เป็นระบบเปิดโดยมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา ซึ่ง ทาให้กระบวนทัศน์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นพลวัตอย่างต่อเนื่อง กระบวนทัศน์ใหม่หนึ่งๆ จะเกิดขึ้น เมื่อ กระบวนทัศน์เดิมไม่สามารถใช้แก้ไขปัญหาหรือตอบโจทย์ให้แก่มนุษย์ในชุมชนหนึ่ง เพื่อดารงอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งได้ อีกต่อไป
ฉะนั้น หากพิจารณากระบวนทัศน์บนกรอบความคิดของคูห์นและคาปร้า จะเห็นว่ากระบวนทัศน์ไม่ได้เป็น เพียงความเก่า - ใหม่ หรือเป็นการคิดใหม่ทาใหม่ในบางด้านบางเรื่อง และไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงอย่าง สิ้นเชิงในเรื่องต่างๆ ที่จะถือเป็นกระบวนทัศน์ใหม่เท่านั้น แต่คุณลักษณะสาคัญของกระบวนทัศน์ คือ การเป็น ทัศนะแม่บทที่มีอิทธิพลต่อการกาหนดแบบแผนการคิดและการปฏิบัติอื่นๆ ตามมา ซึ่งทัศนะแม่บทนี้ คือ ทัศนะที่ มนุษย์มีต่อสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก ทั้งเรื่องมนุษย์ เรื่องของสังคม และเรื่องของธรรมชาติ ส่วนการเปลี่ยนย้าย กระบวนทัศน์จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับรากหรือฐานคิด ระบบคุณค่า และโลกทัศน์ของบุคคลตามบริบท แวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยที่ “ความจริง” ยังคงเดิม แต่ทัศนะพื้นฐานที่บุคคลมีต่อความจริงนั้นเปลี่ยนไป โดย กระบวนทัศน์ใหม่อนุมานว่าบุคคลมองเห็น รับรู้ และเข้าใจความจริงของชีวิต สังคม และโลกมากขึ้น
นางสาวนิษฐา ถาวรพันธ์ (6330031037) ปพส.601


อ้างอิง
สิริลักษณ์ ยิ้มประสาทพร. (2548). กระบวนทัศน์ใหม่กับการเรียนรู้ของชุมชน (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข.
นางสาวนิษฐา ถาวรพันธ์ (6330031037) ปพส.601


Click to View FlipBook Version