The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by da_da071, 2022-06-08 07:16:24

สรุป64 1 ปอเนาะ

สรุป64 1 ปอเนาะ

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพัฒนา ก
ประจำปงี บประมำณ ๒๕๖๔

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพัฒนา ก
ประจำปีงบประมำณ ๒๕๖๔

คำนำ

จากนโยบาย ยุทธศาสตร์และจุดเน้นการดาเนินงาน ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖4 นโยบาย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นโยบายเฉพาะ การแปลงกระแสพระราชดารัสพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาไปสู่การปฏิบัติ การปฏิรูประบบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ
การปฏิรูประบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน รวมทั้งการเปล่ียนแปลงในด้านอื่น ๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ
สังคม การเมืองการปกครอง และสิ่งแวดล้อม ด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ของชุมชนโดยการจัดการเรียนรู้ที่
เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ จึงได้กาหนดทิศทางการดาเนินงาน เพื่อให้บริการกลุ่มเป้าหมายประชาชนที่อยู่นอก
ระบบโรงเรียน ในอันที่จะนาไปสู่การพัฒนาสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน ๔ รูปแบบ คือการศึกษาข้ันพื้นฐาน
การศึกษาเพ่ือพัฒนาอาชีพ การศึกษาเพ่ือพัฒนาทักษะชีวิต และการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมจัด
การศึกษาชมุ ชนเพอ่ื ม่งุ ให้เกดิ สงั คมแหง่ การเรยี นรู้และการศกึ ษาตลอดชวี ิต การดาเนนิ งานโดย ส่งเสริมและจัด
การศึกษาตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาคนให้มีความรู้และทักษะท่ีจาเป็นสาหรับการดารงชีวิตในสังคมปัจจุบัน เป็น
การเรียนรโู้ ดยบูรณาการองคค์ วามรูแ้ ละกระบวนการเรยี นรใู้ นชวี ติ ประจาวันเข้าด้วยกนั

จึงได้จัดทาเอกสารรายงานผลการดาเนินงานการจัดโครงการปรับภูมิทัศน์มุมเรียนรู้ศาสตร์พระราชาใน
สถาบันศึกษาปอเนาะอัลมูฮายีรีนและได้สรุปสาระสาคัญในภาพรวมของการดาเนินงาน เพ่ือเผยแพร่ผลงานการ
จัดกิจกรรม อันจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และภาคีเครือข่าย เพ่ือนาไปเป็นข้อมูลพ้ืนฐานในการ
พฒั นางานใหเ้ กดิ ประ โยชนแ์ ก่ประชาชนกล่มุ เป้าหมายได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพต่อไป

ผจู้ ดั ทา
นางสาวนิรดา เอ่ียมสอาด

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพฒั นา ข
ประจำปีงบประมำณ ๒๕๖๔

สำรบัญ

บทที่ ๑ บทนา หน้า

- ความเปน็ มาและความสาคัญของโครงการ ๑
- วัตถปุ ระสงค์ ๑
- เปา้ หมาย ๑
- งบประมาณ ๑
- ผรู้ บั ผดิ ชอบโครงการ ๒
- เครอื ขา่ ยที่เกย่ี วข้อง ๒
- ผลลัพธ์ ๒
บทที่ ๒ เอกสารท่ีเกยี่ วข้อง
- ความหมายของการปรบั ปรุง ๓
- ประโยชนข์ องการปรบั ปรุงกระบวนการ ๗
- ขั้นตอนของการดาเนนิ งานของQCC Six Sigma ๙
- ศาสตรพ์ ระราชา
บทที่ ๓ วิธีดาเนนิ การ ๑๑
- ขั้นการดาเนินโครงการ ๑๑
- ดชั นีตวั ชวี้ ดั ผลสาเร็จโครงการ ๑๒
บทท่ี ๔ ผลการดาเนนิ งาน ๑๕
บทที่ ๕ สรุปผลการดาเนินงาน ๑๕
- ความสาเรจ็ ของจัดโครงการ ๑๕
- ปัญหาและข้อเสนอแนะ

บรรณานุกรม
ภาคผนวก

- ภาพประกอบกิจกรรม
- โครงการ
- บนั ทึกขออนญุ าตจัดกจิ กรรม
- เอกสารขออนุมตั ิ

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพัฒนา ๑
ประจำปีงบประมำณ ๒๕๖๔

บทที่ 1
บทนำ

ความเปน็ มาและความสาคญั

ศาสตร์พระราชา คอื แนวทางการพฒั นาของในหลวงรชั กาลที่ 9 ทม่ี คี วามลุ่มลึก รอบด้าน

มองการณ์ไกล และเน้นความยั่งยืนยาวนาน ก่อนที่ประชาคมโลกจะตื่นตัวในเรื่องน้ี เป็นแนวทางการพัฒนาท่ี
มงุ่ ยกระดับคณุ ภาพชีวิต ของคนไทยทกุ หม่เู หล่า องคป์ ระกอบของศาสตร์พระราชา คือ การศึกษาและสุขภาพ
การเพม่ิ ผลติ ภาพการผลติ การ ค้นควา้ วิจยั การบริหารความเส่ียง การอนุรักษ์ธรรมชาติ และปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง แตล่ ะองคป์ ระกอบล้วนมีสว่ นชว่ ย ยกระดับคุณภาพชวี ติ ของทกุ ผูท้ ุกคน โดยเฉพาะ คนจนผูย้ ากไร้

หลักการทางาน ตามศาสตร์พระราชา เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เป็นวิธีการแห่งศาสตร์พระราชา
เพือ่ การพฒั นาท่ยี ่งั ยืน ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดลุ ยเดชทรงใช้เป็นวิธีการทรงงานมาตลอด
รัชสมัย ศาสตร์พระราชา มีนัยยะกว้างขวางมาก ศาสตร์แปลว่า ความรู้ที่เป็นระบบ เชื่อถือได้ผ่านการพิสูจน์
มาแลว้ ความรู้ของพระเจ้าแผ่นดนิ พระองคน์ ี้ มที งั้ ด้านทเ่ี ปน็ วทิ ยาศาสตร์ธรรมชาตมิ ที ัง้ วทิ ยาศาสตร์ประยุกต์มี
ท้ังสังคมศาสตร์ มีท้ังมานุษยวิทยา มนุษยศาสตร์ คือ มีทุกมิติ ถ้าเราติดตาม/ดูงานที่พระองค์ท่านทรงงานมา
มากว่า 70 ปีพระองคท์ รง ทาเป็นตัวอย่างมาให้ดูท้ังหมด 1,500 กว่าแห่ง มีทุกศาสตร์ มีทั้งจริยธรรมศาสตร์
ศาสนา มีทุกมิติ

สถาบันศึกษาปอเนาะอัลมูฮายีรีนเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตและเป็นศูนย์กลางใน
การศึกษาหาความรู้ เป็นสถานศึกษาที่บริการการศึกษาที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนในชุมชนมากที่สุด เป็นกลไก
สาคัญในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ตามความต้องการ
ตลอดเวลาตลอดชีวติ โดยมีรูปแบบและการจดั เนือ้ หาการศึกษาทตี่ รงตามความสนใจของผู้เรียนและสอดคล้อง
กบั สภาพปัญหาและวถิ ชี วี ติ ของชมุ ชน มีการนาเครือข่ายแหล่งการเรียนรู้ ภูมิปัญญา เป็นสถานท่ีท่ีให้ความรู้
ท้ังด้านการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และด้านพัฒนาสังคมชุมชน ในการจัดการเรียนรู้
เกี่ยวกับศาสตร์พระราชามีความสาคัญอย่างยิ่งในสถาบันศึกษาปอเนาะ จึงได้มีการปรับภูมิทัศน์มุมเรียนรู้
ศาสตร์พระราชาเพื่อเป็นการให้ความรู้ให้กับนักศึกษาในสถาบันศึกษาปอเนาะและประชาชนบริเวณใกล้เคียง
ใหไ้ ด้รบั ความรู้ความเขา้ ในเร่ืองศาสตรพ์ ระราชามากยิ่งขนึ้

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอเจาะไอร้อง เล็งเห็นถึง
ความสาคญั ในเร่ืองดงั กลา่ ว จึงได้จัดโครงการนี้ขึ้นเพ่ือปรับภูมิทัศน์มุมเรียนรู้ศาสตร์พระราชาเป็นส่งเสริมการ
เรียนรู้ในสถาบนั ศกึ ษาปอเนาะอลั มฮู ายีรีนตามความเหมาะสม

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพฒั นา ๒
ประจำปีงบประมำณ ๒๕๖๔

วัตถุประสงค์

๑. เพอ่ื ใหผ้ ้เู รียนมคี วามรู้ความเขา้ ใจศาสตรพ์ ระราชา สามารถนาความรู้ไปใชใ้ นการดาเนนิ ชวี ติ ได้
ตามศักยภาพ

๒. เพอื่ ปรบั ภูมทิ ัศน์สถาบนั ศึกษาปอเนาะใหเ้ ป็นมุมเรียนรู้ในเร่อื งศาสตร์พระราชาให้ดียิ่งขนึ้

เปา้ หมาย
เชิงปริมาณ

- สถาบันศึกษาปอเนาะอลั มฮู ายีรีน จานวน 1 แห่ง

เชิงคุณภาพ

- สถาบันศึกษาปอเนาะอัลมฮู ายีรนี มีมมุ เรยี นรู้เรื่องศาสตร์พระราชาท่ดี ีย่ิงข้นึ ผู้เรยี นมคี วามรู้
ความเขา้ ใจศาสตรพ์ ระราชา และสามารถนาความรู้ไปใช้ในการดาเนินชวี ิตไดต้ ามศักยภาพ

วงเงินงบประมาณ

เบิกจ่ายจากแผนงานงบประมาณ : บูรณาการขับเคล่ือนการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้
โครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อสันติสุขในพื้นท่ีจังหวัดชายแดนภาคใต้ กิจกรรมการศึกษาเพ่ือพัฒนาความ
มัน่ คง งบรายจ่ายอน่ื รหัสงบประมาณ 20002040D1700001 กิจกรรม 1 ปอเนาะ 1 โครงการพัฒนา
เป็นเงนิ จานวน 12,000 บาท (หนึง่ หมื่นสองพนั บาทถ้วน) ตามรายละเอยี ดดังตอ่ ไปน้ี

คา่ วัสดุ

๑. ค่าวสั ดใุ นการดาเนินโครงการปรับภมู ิทศั น์มุมเรียนรู้ศาสตร์พระราชาในสถาบันศึกษา
ปอเนาะอลั มูฮายีรนี

เปน็ เงนิ 12,000 บาท

รวมเป็นเงินทัง้ สน้ิ 12,000 บาท ( หน่ึงหมน่ื สองพันบาทถ้วน )

หมายเหตุ ถวั เฉลีย่ จ่ายตามที่จา่ ยจรงิ

ผรู้ ับผดิ ชอบโครงการ
นางสาวนริ ดา เอี่ยมสอาด ตาแหนง่ ครูอาสาฯปอเนาะ เบอร์โทรศพั ท์ 081-0991171

เครือขา่ ย
๑. อบต.บกู ิต
๒. ผนู้ าชุมชนและผ้นู าศาสนา
๓. โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตาบลบกู ิต

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพฒั นา ๓
ประจำปีงบประมำณ ๒๕๖๔

โครงการทเ่ี ก่ยี วข้อง
- โครงการจดั การศึกษาข้นั พื้นฐาน
- โครงการจดั การศึกษาต่อเน่ือง
- โครงการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย

ผลลัพธ์ (Outcome)
สถาบนั ศกึ ษาปอเนาะอลั มูฮายีรนี มีมมุ เรยี นรู้เรื่องศาสตร์พระราชาท่ีดยี ง่ิ ข้ึน ผ้เู รียนมคี วามรู้

ความเขา้ ใจศาสตรพ์ ระราชา และสามารถนาความรู้ไปใช้ในการดาเนนิ ชวี ิตไดต้ ามศักยภาพ

ดัชนชี ว้ี ัดผลสาเรจ็ ของโครงการ

๑. ตัวชี้วดั ผลผลิต (Output)

ร้อยละ 100 ของ สถาบันศึกษาปอเนาะ ได้รับการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ศาสตร์พระราชา
เพ่ือเออ้ื ตอ่ การเรยี นรู้

๒. ตวั ชี้วัดผลลัพธ์(Outcome)

ร้อยละ 80 ของสถาบันศึกษาปอเนาะเป็นแหล่งเรียนรู้ศาสตร์พระราชา สามารถจัด
การศึกษา และจัดการเรียนรอู้ ยา่ งมคี ุณภาพ มคี วามพร้อมในการจดั การเรยี นรอู้ ย่างเหมาะสม

การติดตามและประเมนิ ผลโครงการ

- การสงั เกต - การสอบถาม
- การสัมภาษณ์ - แบบประเมนิ ความพึงพอใจ

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพฒั นา ๔
ประจำปีงบประมำณ ๒๕๖๔

บทท่ี 2
เอกสำรท่ีเก่ียวขอ้ ง

ควำมหมำยของกำรปรับปรงุ

การปรับปรุงกระบวนการเป็นสิ่งที่ต้องกระทาในงานบริหาร จัดการในระบบต่างๆ เช่น TQM, Six
Sigma Hoshin Planning เป็นต้น การปรับปรุงกระบวนการจะต้องมีผู้รับผิดชอบที่เป็น Process Owner
อย่างแท้จริง ด้วยเป็นบุคคลที่สาคัญอันจะทาให้กระบวนการ ได้รับการปรับปรุงอย่างจริงจัง หรือไม่ เพียงใด
การกระจายงานสามารถใช้ได้ท้ังงานของ Process Owner, การจัดทา Balance Scorecard และการจัดทา
ระบบคณุ ภาพต่างๆ การศกึ ษาและวเิ คราะหอ์ งค์การด้วยการวิเคราะห์ถงึ การกระจายงานด้วยเทคนิคต่างๆ เริ่ม
ด้วยการศึกษาลักษณะและคุณค่าของ การกระจายงานด้วยการเตรียมรายการต่างๆ เกี่ยวกับงานปฏิบัติและ
การปฏิบัติการต่างๆ เราจะต้องเรียนรู้ปัญหา หรือตรวจสอบถึงการกระจายงานใน ปัจจุบันและพัฒนาสิ่งท่ี
จะต้องปรับปรุง ทั้งเป็นเร่ืองสาคัญที่จะต้อง ทาความเข้าใจคุณค่าของการศึกษาถึงกลไกต่างๆ ของเทคนิคใน
การ กระจายงาน การปรับปรุงท่ีมุ่งเน้นการลอยแพคนและเปล่ียนแปลงแบบ ถอนรากถอนโคน แบบ Re-
engineering ซ่ึงให้ผลในระยะส้ัน ได้สร้าง ความเจ็บปวดและส่งผลต่อปัญหาระยะยาว ท่ีต้องหันมาปรับปรุง
กระบวนการเป็นหลัก ถือว่าเป็นบทเรียนท่ีต้องจดจาไว้ด้วย ความคิดพ้ืนฐานของการปรับปรุงกระบวนการ 1.
การทาความเข้าใจให้ทุกคนในองค์การรู้แจ้งถึงการ ปรับปรุงกระบวนการ 2. จัดทาการกระจายงานให้เห็น
กระบวนการในรูปของ รายการปฏิบัติการ 3. การเน้นย้าความสาคัญของกระบวนการเป็นหลัก 4. เช่ือมโยง
การพัฒนาคนเข้ากับการปรับปรุงกระบวนการ 5. นาการปรับปรุงกระบวนการเข้าไปพิจารณาในเร่ืองระบบ
คุณภาพตา่ งๆ หลกั การปรบั ปรุงกระบวนการ 6. ต้องทากระบวนการต่างๆ ยึดโยงกับเป้าประสงค์ของธุรกิจ 7.
กาหนดเป้าประสงค์ทางกลยุทธ์ เป็นเป้าหมายของความประการแรก การพัฒนาและการพัฒนาชุมชนมีความ
แตกต่างกันหลายประการ ทงั้ ในดา้ นแนวความคดิ ท่ีอยู่บนพ้ืนฐานความเชื่อ หลักการ รวมท้ังวิธีการต่าง ๆ การ
พฒั นาชุมชนอย่างเป็นทางการนั้นเปน็ ท้งั ศาสตร์และศิลป์เชิงสหวิทยาการ (Interdisciplinary) ซ่ึงมีพัฒนาการ
ทางวิชาการอย่างเป็นระบบไม่เกินหนึ่งศตวรรษท่ีผ่านมา การขาดทฤษฎีตลอดจนองค์ความรู้เชิงลึกท่ีมี
ลักษณะเฉพาะดา้ น ทาใหก้ ารพฒั นาชุมชนมีลกั ษณะทางวชิ าการที่เรียกว่า การพึ่งพาทางทฤษฎี (Theoretical
Dependency) ซ่ึงหมายถึง การเอาแนวคิด ทฤษฎี กระบวนการ วิธีการจากศาสตร์สาขาอื่น ๆ เช่น สังคม
วิทยา (Sociology) มานุษยวิทยา (Anthropology) การศึกษา (Education) รัฐศาสตร์ (Political Science)
เศรษฐศาสตร์ (Economics) จิตวิทยา (Psychology) และอ่ืน ๆ มาบูรณาการแนวคิดข้ึนมาใหม่ เง่ือนไข
ดังกล่าวทาให้ผู้ท่ีสนใจทางด้านการพัฒนาชุมชนจาเป็นท่ีจะต้องมีฐานความรู้ในศาสตร์สาขาต่าง ๆ รอบด้าน
หรือกล่าวอีกนัยหน่ึง ก็คือ ศาสตร์แห่งการพัฒนา ก็คือ บูรณาการหรือนวัตกรรมทางการศึกษาซ่ึงมุ่งหวังจะ
สร้างองค์รวมแห่งความรู้ให้แก่ผู้ท่ีมุ่งมั่นท่ีจะศึกษา อย่างไรก็ตาม ลักษณะการพึ่งพาทางทฤษฎีของวิชาการ
ทางด้านการพัฒนาน่ีเองท่ีทาให้การกาหนดแนวทางในการปฏิบัติมีจุดเน้นหนักแ ตกต่างกันออกไปตามพ้ืน
ฐานความรู้ ความเช่ือ แนวคิด ของผู้มีหน้าท่ีเก่ียวข้อง โดยเฉพาะอย่างย่ิง ผู้บริหารงานและผู้ที่มีหน้าท่ี
เก่ยี วข้องกับการศึกษาด้านการพัฒนา แต่อย่างน้อยที่สุด ในปัจจุบันนี้ ทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่า รากฐาน
ของการพัฒนาประเทศท่แี ท้จริงนั้น ควรจะยดึ คนรวมทัง้ สงิ่ แวดลอ้ มเปน็ ศนู ย์กลางแหง่ การพัฒนา

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพฒั นา ๕
ประจำปีงบประมำณ ๒๕๖๔

ประการทสี่ อง สังคมไทยน้ันมีประวัติศาสตร์ตลอดจนความเป็นมาอันยาวนาน ความเชื่อ บรรทัดฐาน
วัฒนธรรม รูปแบบการดาเนินชีวิตตลอดจนรูปแบบของพฤติกรรมทางสังคมถูกถ่ายทอดโดยขบวนการเรียนรู้
ทางสังคม (Socialization) จากบรรพบุรุษสู่คนรุ่นหลัง และยังปรากฏร่องรอยให้เห็นได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะ
เป็นวัฒนธรรมแห่งการยอมตาม (Passive Culture) ความสัมพันธ์แบบข้า-บ่าว ผู้อุปถัมภ์-ผู้รับอุปถัมภ์ ความ
เชอ่ื ในส่ิงศักดสิ์ ิทธิ์ ฤกษ์ยาม ผสี าง เทวดา ซึง่ เห็นได้อย่างดาษด่ืน

จรงิ อยู่ ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมท่ีถ่ายทอดมาจากบรรพบรุ ุษสู่คนยุกปัจจุบันบางอย่างจะวิจิตรงดงามเต็มไป
ด้วยคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ บางรูปแบบจะแฝงการสั่งสมภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) เอาไว้อย่าง
ลึกซงึ้ น่าภาคภูมิใจ แต่กลบั ไมป่ รากฏแนวคิดอันแหลมคมเพียงพอท่ีจะช้ีให้เห็นมิติด้านลบของวัฒนธรรมไทยท่ี
มอี ทิ ธพิ ลตอ่ การคาดคะเนสัมฤทธผิ์ ลหรอื ความลม้ เหลวของการพฒั นา การวิพากษ์เชิงกล่าวหาแนวคิดเสรีนิยม
วตั ถุนยิ มหรอื สังคมนิยม ตลอดจนการปฏิเสธไม่ยอมรับแนวความคิดท่ีมาจากตะวันตกโดยพยายามช้ีนาให้เชื่อ
ว่าความล้มเหลวของการพัฒนาประเทศ นับตั้งแต่เร่ิมดาเนินงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
มีสาเหตุใหญ่มาจากการนาเอาแนวคิด ทฤษฎีต่าง ๆ มาใช้โดยขาดการพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบถึง
ข้อตกลงเบ้ืองต้น เง่ือนไขรวมท้ังปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการนาเอาทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติ จึงมีลักษณะ
การมองปัญหาแบบอัตนิยม (Subjectivity) ชาตินิยม (Nationalism) วัฒนธรรมนิยม (Ethnocentrism) ซึ่ง
มักจะละเลยหรือมองข้ามความไม่รู้ ข้อบกพร่องตลอดจนความอ่อนแอทางปัญญาของตนเอง วิธีมองปัญหา
ดังกล่าวจะแตกต่างกับการวิเคราะห์ปัญหาในเอกสารชุดนี้ ซึ่งเน้นหลักการมองปัญหาแบบวัตถุประสงค์นิยม
(Objectivism) องค์รวมนิยม (Totalism) หลังสมัยใหม่นิยม (Post-Modernism) ซึ่งให้ความสาคัญกับการ
พิจารณาเชิงพิพากษ์ถึงสาเหตุแห่งความอ่อนแอและการด้อยพัฒนาทุกด้านของหน่วยการวิเคราะห์ อัน
หมายถึงชุมชนในว่าเกิดจากการครอบงา (Hegemony) การรุกราน (Penetration) ขบวนการติดต่อและ
ผสมผสานทางวัฒนธรรม (Acculturation & Assimilation) การพ่ึงพา การไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยว การ
แสวงหาผลประโยชน์จากผู้ท่ีอ่อนแอกว่า รวมทั้งการขูดรีด (Exploitation) อันเป็นพ้ืนฐานทางจิตวิทยาของ
สังคมมนษุ ย์ เนอ่ื งจาก การพัฒนาหรือการด้อยพฒั นา ความเข้มแข็งหรืออ่อนแอของสังคมใด ๆ ก็ตามน้ัน มิได้
มีความหมายในตัวเอง หากแต่เป็นความคิดเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Concept) ซึ่งขึ้นอยู่กับการ
เช่ือมโยงเปรียบเทียบกับสภาพแวดล้อมหรือสังคมอื่น โดยใช้กฎเกณฑ์ท่ีถูกกาหนดโดยกรอบแนวคิดของผู้คิด
ผ่านกระบวนการถ่ายทอดทางภาษาทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนขึ้นเป็นดัชนีช้ีวัด อาทิเช่น วัดความเข้มแข็ง
ของชุมชนใดชุมชนหน่ึง โดยการพิจารณาจากการเรียนรู้และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของคนในชุมชนหรือวัด
ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกจิ โดยใชร้ ายไดเ้ ฉลีย่ ต่อหัวของประชากรเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานเฉล่ีย เราไม่
สามารถจะเข้าใจความหมายของพัฒนาหรือด้อยพัฒนา ความเข้มแข็งหรืออ่อนแอ ความยั่งยืนหรือไม่ยั่งยืน
จากส่ิงใดได้ ถ้าหากไม่สามารถพิจารณาสัมพันธ์กับส่ิงท่ีใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ ซึ่งการเปรียบเทียบก็มักจะ
ถกู อทิ ธิพลของมติ ิทางด้านวัฒนธรรม การครอบงาทางด้านภาษาซึ่งเป็นส่ือในกระบวนการถ่ายทอดความรู้เข้า
มาเกยี่ วข้อง โดยเฉพาะความรสู้ ึกทางด้านชาตพิ ันธนุ์ ิยม (Ethnocentrism) ซึง่ เกิดจากการยดึ ติดว่า วัฒนธรรม
ของตนเองนั้นดีกว่า สูงกว่าวัฒนธรรมอ่ืน ที่น่าสังเกต ก็คือ แนวคิดเหล่าน้ีไม่สามารถก้าวพ้นไปจากความคิด
เชิงเปรียบเทียบ (Comparative Thought) กบั ศาสตรส์ าขาอื่นไดอ้ ยนู่ ่นั เอง กล่าวโดยสรุป ก็คือ วิธีคิดพ้ืนฐาน
ของการพัฒนาและการพัฒนาชุมชนน้ัน มีลักษณะเป็นวิธีคิดเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Thinking) ซ่ึง
สามารถจาแนกออกเป็นกลมุ่ ใหญ่ ๆ ไดอ้ ย่างนอ้ ย 6 กลุม่ ดังต่อไปน้ี คือ

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพฒั นา ๖
ประจำปงี บประมำณ ๒๕๖๔

1. แนวความคดิ แบบววิ ัฒนาการ (Evolution)
2. แนวความคิดแบบการเปลีย่ นแปลงทางสงั คมและวัฒนธรรม (Social & Cultural Change)
3. แนวคิดแบบเศรษฐศาสตรแ์ ละเศรษฐศาสตรก์ ารเมอื ง (Economics & Political Economy)
4. แนวคิดแบบการปฏิบัติการและการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Action & Social

Movement)
5. แนวคิดแบบความขัดแย้งทางสังคม (Social Conflict)
6. แนวคดิ แบบการพัฒนาชุมชน (Community Development)
7. กาหนดเป้าประสงค์ทางกลยทุ ธ์ เปน็ เป้าหมายของความสาเร็จ
8. กาหนดขั้นตอนวิธปี ฏบิ ัติในสายงานตา่ งๆ ให้ม่งุ ไปสู่เปา้ - หมายขององค์การ
9. กาหนดจุดมุ่งหมายของการปรบั ปรุงกระบวนการโดยยดึ ลกู คา้ เป็นหลัก
10. เปรยี บเทยี บผลสาเรจ็ ของผลสาเร็จขององค์การ โดยเทยี บ เคยี งกับองค์การชั้นนาอืน่
11. การบริหารกระบวนการต้องได้ Process Owner ท่ีมี Competency สูง เป็นหลกั ประกัน

ความสาเร็จคณุ ค่าของการศกึ ษาการกระจายงาน
12. การเรยี นรู้วิธีการ แตกภารกิจออกเป็นหนา้ ท่ีตา่ งๆ
13. นาหนา้ ทต่ี า่ งๆ กาหนดเป็นกจิ กรรมทีจ่ ะทาให้งานสาเร็จ
14. ใชป้ ระโยชนจ์ ากการแบ่งย่อยไปพจิ ารณาวา่ องค์การกาลังจะดาเนินไปอยา่ งไรและมสี ิ่งใด

จาเปน็ ต้องทา
15. กาหนดสงิ่ ท่จี ะต้องการทาใหช้ ัดเจน
16. ศกึ ษาองคก์ ารและปรบั ปรงุ สถานการณ์ในการทางาน

17. ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการปรับปรงุ สถานการณใ์ น การทางาน

18. จัดวธิ กี ารทีเ่ ป็นระบบในการศึกษาองคก์ ารของตน

19. ตอ้ งช่วยไม่ให้มกี ารปกปดิ ข้อมูล เพ่อื ใหก้ ารปรบั ปรงุ ต่างๆ สามารถทาได้

20. ศึกษาให้รู้ว่างานอะไรที่ไดท้ าไปจรงิ

21. ไดร้ ูว้ ่าใครเปน็ ผู้ทางานให้แกห่ น่วยงาน

22. ได้รู้ว่าใชเ้ วลาไปมากนอ้ ยเท่าใด

23. ได้ร้วู ่าการกระจายงานเกี่ยวข้องถงึ ข้อมลู อะไร

24. ช่วยให้การปรับปรงุ ต่างๆ สามารถทาไดง้ า่ ยขึน้ กระบวนการในการศกึ ษาการกระจายงาน

25. การตระเตรียมรายการงานปฏบิ ตั ิ

26. ตดั สินถึงส่งิ ทจ่ี ะตอ้ งกระทาในการปฏบิ ัติงาน

27. จัดทาผงั การกระจายงาน

28. ปรบั ปรงุ การกระจายงาน เทคนิคการศกึ ษาการกระจายงาน
29. ชใี้ ห้เห็นวา่ ผปู้ ฏิบัตงิ านทางานสูง หรอื ต่ากวา่ ทกั ษะของเขาเหล่าน้ัน

30. ชใ้ี ห้เหน็ เวลาทใี่ ชไ้ ปในลักษณะต่างๆ ของงาน

31. ชใ้ี ห้เห็นงานทไ่ี ดท้ าไปโดยไมจ่ าเปน็

32. ชี้ให้เหน็ ถึงผปู้ ฏิบัติงานต่างๆ ว่าทางานสมั พันธ์กนั หรือไม่

33. ชใ้ี หเ้ ห็นวา่ การกระจายงานจนมากไปทาใหบ้ างคนทางาน มากเกินไปและคนอนื่ ๆ ทางานนอ้ ยมาก

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพัฒนา ๗
ประจำปีงบประมำณ ๒๕๖๔

34. ชี้ให้เห็นการรับปริมาณงานของแต่ละคน ส่ิงที่จะเกิดข้ึนเม่ือไม่มีการแบ่งงานที่ถูกต้องในหมู่
พนกั งาน

35. ความไมเ่ ปน็ ธรรมในการใหท้ กุ คนมสี ว่ นร่วมในงาน
36. ขวญั กาลังใจของพนักงานลดลง
37. อาจเกิดอบุ ตั เิ หตุเพิ่มมากขน้ึ
38. พนักงานอาจเกิดความเกยี จครา้ น การทบทวนเทคนิคการกระจายงาน
39. ทบทวนการเรียนรู้วธิ กี ารสารวจงานทีจ่ ะต้องทาในทกุ ส่วน ขององค์การ
40. ทบทวนงานทจี่ ะตอ้ งทาของแต่ละคนซงึ่ จะทาใหง้ านสาเร็จ
41. ศึกษาการกระจายงานเป็นหนว่ ย แผนก และสาขา หรือ เปน็ กลมุ่ งาน
42. เรยี นรู้การทาผังกระจายงานจะทาให้เหน็ งานหลักท่ีทา เวลาทใี่ ชอ้ ยา่ งเกดิ ประสิทธผิ ล สง่ิ ทผ่ี ทู้ างาน

ทาใหภ้ ารกจิ บรรลุผล
43. เรียนรถู้ งึ การใช้ทักษะต่างๆ ท่เี หมาะสมและสัมพันธห์ รือ ไมส่ มั พนั ธก์ ับงานที่ไดม้ อบหมาย
44. ทบทวนความสมบรู ณ์ถกู ตอ้ งในข้อเทจ็ จรงิ ท่บี นั ทึกไว้
45. ทบทวนการปรับปรงุ ต่างๆ ท่ีชดั แจ้ง ซง่ึ ควรจะต้องทา
46. ทบทวนเง่ือนไขที่ได้มีการสังเกตและแก้ไขก่อนหนา้ นน้ั
47. ทบทวนตรรกในการเรยี นรู้ สิง่ ซง่ึ จะตอ้ งศึกษาละเอยี ดถงึ งาน เพื่อหาทางแก้ไขทดี่ ีทีส่ ดุ ง่ายที่สดุ และ

ปลอดภยั ท่สี ดุ การปรับปรุงวิธกี ารต่างๆ
48. จดั หาวิธกี ารที่ง่ายและดีกวา่ ในการทางาน
49. ระมดั ระวงั วิธีการทจ่ี ะทาให้งานสาเรจ็
50. ค้นหาระบบเพื่อศึกษาถงึ การทจ่ี ะทาให้งานสาเร็จ
51. การปรับปรุงวธิ กี ารตา่ งๆ ต้องมคี วามพยายามอย่างต่อเนอ่ื ง
52. ควรคิดถึงความคงที่ของการปรบั ปรงุ ตา่ งๆ และใช้ กระบวนการที่จะทาใหเ้ กดิ ผล
53. ระลึกว่าวธิ ีทางานที่ดีคือการทางานทใี่ ชเ้ วลาน้อย
54. วธิ ที ดี่ ีที่สดุ จะพบไดง้ ่ายจากการศึกษาทถี่ ูกต้องและ ระมัดระวัง ความรบั ผดิ ชอบในการปรับปรุง

วิธีการ
55. ตระหนกั อยู่เสมอว่าความรับผดิ ชอบเบอ้ื งตน้ ในการ ปรับปรงุ วิธีการ
56. ควรขอความช่วยเหลอื จากผ้ทู จ่ี ะให้ความช่วยเหลอื ได้ ทั้ง ผูบ้ ังคับบญั ชาท่ีเหนือขน้ึ ไป ผตู้ รวจสอบ
ผเู้ ช่ยี วชาญตา่ งๆ
57. ตระหนักรู้วา่ ทุกคนต้องการทางานในองคก์ ารซ่งึ ใชว้ ธิ กี าร ทางานที่ดี
58. ตระหนักร้วู า่ ผลประโยชน์จะเปน็ แรงกระตนุ้ ขวญั กาลงั ใจ ของคน
59. ตระหนักวา่ คนโดยท่ัวไปมีทัศนคตทิ ีด่ ีต่องานของเขา
60. ผลของการปรับปรุงวิธกี ารทีด่ ีจะชว่ ยลดตน้ ทุนดาเนนิ การ การคัดเลือกงานท่จี ะนา มาปรับปรุง
61. สงิ่ สาคญั ในการปรับปรงุ งานจะต้องมีการคดิ ท่ีเป็นตรรกะ
62. เร่ิมตน้ ดว้ ยการตั้งคาถามวา่ มีวธิ ีการอะไรทเี่ ราจะตอ้ ง ปรบั ปรงุ
63. ต้องพจิ ารณาอย่างรอบคอบในการเลอื กงานท่ีจะปรบั ปรงุ

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพัฒนา ๘
ประจำปงี บประมำณ ๒๕๖๔

64. ใชค้ วามพยายามม่งุ ตรงไปในการปรับปรุงงาน ท่จี ะเกิด ผลสงู สดุ
65. โปรแกรมการปรับปรงุ วิธีการจะแสดงใหเ้ ห็นงานท่มี ีความ จาเปน็ ตอ้ งปรับปรงุ มากท่สี ดุ
66. ควรจัดงานตา่ งๆ ทจี่ ะศึกษาไว้ในรายการลาดับก่อนหลังตามความสาคญั และความเร่งด่วน
67. ความถกู ต้องในการพจิ ารณา จดั ลาดับก่อนหลังเปน็ ส่งิ สาคญั ในการปรบั ปรงุ กระบวนการ
68. ควรคานึงถึง คน เงิน เคร่ืองจกั ร และเวลา
69. ควรคานึงถึงระยะเวลาทจี่ ะทาให้งานแล้วเสร็จ
70. ควรคานึงถงึ คนท่จี ะมาทางาน
71. ควรคานึงถึงทกั ษะทจี่ ะใช้ในงาน
72. ควรคานึงถงึ คณุ ภาพของงาน
73. ควรคานงึ ถงึ ความสูญเปล่าต่างๆ
74. ควรคานงึ ถงึ ลักษณะท่ีเป็นคอขวดในการทางาน
75. ควรคาถึงความเหน่ือยล้าของคน

ประโยชน์ของการปรับปรงุ กระบวนการ
จะช่วยให้สถานการณ์ ในการทางานดีวันดีคืน การใช้การกระจายงานอาจเผชิญกับปัญหา เรื่อง
กาลังคนท่ีต้องเพ่ิมข้ึน หรือลดคนท่ีมีอยู่ ซึ่งเราสามารถใช้เทคนิค ของการจัด แจกงาน ช่วยในการแก้ปัญหา
เหล่าน้ัน ดว้ ยการปฏบิ ัติ ตามแผน และกระบวนการอนั จะทาให้มน่ั ใจไดว้ ่า การปรับปรงุ ต่างๆ

PDCA หัวใจสำคญั ของกำรปรับปรุงอยำ่ งตอ่ เนอ่ื ง

หลายคนคงเคยได้ยินคากล่าวทว่ี า่ “แผนดี มชี ยั ไปกวา่ คร่งึ ” ผูอ้ า่ นเห็นดว้ ยกบั คากล่าวน้ีหรือไม่
เกือบทกุ คนคงจะตอ้ งตอบวา่ เห็นดว้ ยแน่ๆ เพราะไม่ว่าจะทาอะไรกต็ าม หากมีการวางแผนไว้เป็นอยา่ งดี มกั มี
โอกาสบรรลุเป้าหมายได้มากกว่าทาโดยไม่มีการวางแผน หรือมีแผนที่ไม่เออ้ื ตอ่ การนาไปปฏิบตั ิได้
จรงิ อยา่ งไรกต็ ามการวางแผน ยงั ไมใ่ ช่คาตอบสดุ ท้ายของความสาเร็จ บอ่ ยครง้ั ทีม่ ักพบว่าแผนไดร้ บั การ
จัดทา และจดั เก็บเขา้ แฟ้ม สว่ นการดาเนินงานกท็ ากนั ไปตามสถานการณ์ หากเปน็ เช่นนแ้ี ล้ว ต่อให้มแี ผนทดี่ ี
เพียงใด แต่ไม่ถกู นาไปปฏิบตั ิ กเ็ ทา่ กับว่าโอกาสของความสาเร็จนั้นยงั อยูห่ ่างไกล

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพฒั นา ๙
ประจำปงี บประมำณ ๒๕๖๔

PDCA เป็นแนวคิดหนึ่ง ท่ีไมไ่ ดใ้ ห้ความสาคัญเพยี งแค่การวางแผน แต่แนวคิดนเ้ี น้นให้การ
ดาเนินงานเป็นไปอย่างมีระบบ โดยมเี ป้าหมายให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนอ่ื ง แนวคิด PDCA ไดร้ ับการ
พฒั นาขน้ึ เป็นครั้งแรกโดย Walter Shewhart ซึง่ ถอื เป็นผู้บุกเบิกการใชส้ ถติ สิ าหรบั วงการอตุ สาหกรรม และ
ตอ่ มาวงจร PDCA ได้เปน็ ทร่ี จู้ ักอย่างแพร่หลาย มากข้นึ เม่ือปรมาจารยด์ ้านการบรหิ ารคุณภาพ อยา่ ง
W.Edwards Deming ไดน้ ามาเผยแพร่ ให้เปน็ เครือ่ งมือสาหรับการปรับปรงุ กระบวนการ วงจรนจี้ ึงมีอกี ชื่อ
หน่ึงว่า “Deming Cycle”

มาถึงวนั นคี้ งไม่มีใครบอกวา่ ไมร่ จู้ กั วงจร PDCA หรอื Deming Cycle โดยเฉพาะในแวดวงของการ
ทางาน มกั จะมีการนา PDCA เข้ามาประยุกตใ์ ชท้ ้ังการทางานประจา และการปรับปรงุ งาน

โครงสร้างของ PDCA ประกอบดว้ ย
1) Plan คือ การวางแผน
2) DO คือ การปฏบิ ตั ิตามแผน
3) Check คอื การตรวจสอบ
4) Act คือ การปรับปรงุ การดาเนินการอยา่ งเหมาะสม หรือ การจัดทามาตรฐานใหม่ ซึ่งถือเปน็ พน้ื ฐานของ
การยกระดับคุณภาพ

ทุกคร้งั ทกี่ ารดาเนินงานตามวงจร PDCA หมนุ ครบรอบ ก็จะเปน็ แรงส่งสาหรับการดาเนินงานใน
รอบต่อไป และก่อใหเ้ กดิ การปรับปรุงอย่างต่อเน่ือง ดงั แสดงใน ภาพที่ 1

ภาพท่ี 1 แสดง วงจร PDCA กับการปรบั ปรงุ อย่างต่อเน่ือง
จากหลกั การของวงจร PDCA หากพิจารณาเทยี บกับหลายๆ เครอื่ งมอื หรือเทคนิคการปรบั ปรงุ
งานต่างๆ ท่ีไดร้ ับความนิยมอยา่ งแพร่หลายในปจั จบุ นั ไมว่ ่าจะเป็น เคร่ืองมือดา้ นคุณภาพอยา่ ง QCC
เครือ่ งมอื ที่ตอ้ งใชก้ ารวิเคราะหด์ ว้ ยสถิตขิ ั้นสงู อยา่ ง Six Sigma หรอื แม้แตเ่ คร่ืองมือทีเ่ น้นเร่ืองของการจดั การ
ความรูอ้ ยา่ ง KM พบว่า ลว้ นมพี ื้นฐานของแนวคิด PDCA ทั้งสิ้น ดังแสดงในภาพที่ 2

ภาพที่ 2 แสดงข้ันตอนการดาเนินงานของ QCC Six Sigma และ KM เทยี บกบั PDCA
จะเหน็ ไดว้ า่ ไมว่ ่าจะเป็นเครอ่ื งมอื พ้ืนฐานหรอื เคร่ืองมือระดบั สงู ที่มเี ป้าหมายมุ่งเน้นให้เกิดการ
ยกระดับ คุณภาพ ปรับปรุงและพฒั นาต่อยอดล้วนจาเป็นทจี่ ะต้องมีการดาเนนิ งานอยา่ งครบถ้วน ต้งั แต่ การ

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพฒั นา ๑๐
ประจำปงี บประมำณ ๒๕๖๔

วางแผน การปฏบิ ัติการตรวจสอบ และการทาให้เป็นมาตรฐานทั้งสิน้ เหตุผลกเ็ พราะจะทาให้การดาเนนิ งาน
เปน็ ไปอย่างมีระบบ ถกู ทศิ ทาง และหากพบปญั หา หรืออุปสรรคระหวา่ งทาง กจ็ ะรูต้ ัวได้ก่อน สามารถ
ปรับแกแ้ ละหาทางรบั มอื ได้ทัน เพอ่ื ใหส้ ามารถ บรรลุเปา้ หมายไดต้ ามต้องการและเป็นพ้ืนฐานทด่ี ขี องการต่อ
ยอดการปรับปรุง

อย่างไรก็ตาม การทากิจกรรมการเพ่ิมผลติ ภาพ หรือกิจกรรมปรับปรงุ งานเพ่อื ยกระดับคุณภาพ
งานภายในองคก์ รน้ัน ไมว่ ่าจะใช้เครือ่ งมือระดบั พ้นื ฐาน หรือระดับสูงก็ตาม ปัญหาส่วนใหญค่ อื การขาดการมี
สว่ นรว่ มของคนในองค์กร หรือเปน็ การทาทีย่ ังไม่ลงถงึ ระดับปฏบิ ตั ิการ และในหลายองคก์ ร มกั พบวา่ การ
ดาเนินงานขาดความต่อเน่อื ง ซ่งึ แนวทางหนึง่ ทีจ่ ะขจัดปญั หาทก่ี ล่าวมาน้ีให้หมดไปได้ คือ การวางระบบ
บริหารกจิ กรรมอยา่ งเหมาะสม ซ่งึ แน่นนอนทส่ี ุดว่าควรท่จี ะมกี ารดาเนินงานตามแนวทางของ PDCA ให้ครบ
วงจร เพราะจะทาให้การดาเนินงาน ตอบโจทย์ขององค์กรไดต้ รงจดุ สง่ ผลให้การดาเนนิ งานสอดคล้องกับ
ธรรมชาติของคนในองค์กร จากการวางแผนอยา่ งเหมาะสมดว้ ยการใช้ข้อมูลของสถานการณ์จรงิ และทสี่ าคญั
การดาเนนิ การไดร้ ับการเฝ้าติดตามอยา่ งเป็นระยะ ซ่ึงก็จะทาให้สามารถปรับแผน ให้สอดคลอ้ งกบั สถานการณ์
ได้ รวมถึงมีการสรุปบทเรยี นทีไ่ ด้หลงั จากจบโครงการ ทาใหส้ ามารถเรยี นรรู้ ูปแบบทเี่ หมาะสมสาหรับองคก์ ร
และนามาเป็นแนวทางในการดาเนนิ งานรอบใหม่ ซ่ึงจะทาให้กจิ กรรมการเพิ่มผลติ ภาพได้รับการพัฒนาและ
ยกระดับได้อย่างต่อเนอ่ื ง

ตารางท่ี 1 แสดงตวั อยา่ งของขนั้ ตอนการบรหิ ารกจิ กรรมการเพิ่มผลิตภาพภายในองค์กรตาม
แนวทางของ PDCA

การดาเนนิ การที่สอดคลอ้ งกบั แผนจะเป็นเส้นทางที่นาไปสู่ ความสาเร็จ และบรรลุตามเปา้ หมายทว่ี างไว้
ข้ันตอนการบริหารกิจกรรมการเพิ่มผลิตภาพท่ีดาเนินการสอดคล้องกับแนวทางของ PDCA นั้น จะเป็นไป
อยา่ งมรี ะบบ และครบถ้วน ซึ่งก็จะทาใหก้ ิจกรรมการเพ่ิมผลิตภาพมีความเหมาะสมกับองค์กร จากการท่ีมีการ
สารวจสถานการณ์ขององค์กรในประเด็นต่างๆ ไมว่ ่าจะเป็นดา้ นการผลิตหรือด้านบุคลากร เพื่อมาใช้เป็นข้อมูล

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพัฒนา ๑๑
ประจำปีงบประมำณ ๒๕๖๔

ป้อนเข้าสาหรับการวางแผนและกาหนดแนวทางการดาเนินงาน มีการตรวจสอบประเมินผลเป็นระยะทาให้
สามารถปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้ อีกท้ังยังมีการวิเคราะห์ผลสาเร็จของโครงการทาให้รู้ถึง
จุดอ่อน จุดแข็งของการดาเนินงาน และถือเป็นบทเรียนสาหรับการดาเนินงานต่อไป และตรงจุดน้ีเองที่จะทา
ให้สามารถยกระดับการปรับปรุงและพัฒนาได้จริง จึงมีโอกาสที่การพัฒนาต่อยอดจะเป็นไปอย่างเหมาะสม
และถูกทศิ ทาง

จะเหน็ ไดว้ า่ การดาเนนิ งาน ไม่วา่ จะเปน็ การปรบั ปรุงผา่ นเครื่องมือการเพ่ิมผลิตภาพ หรือการ
ปรับปรงุ คุณภาพ หรือแม้แตก่ ารบริหารกิจกรรมภายในองค์กร การวางแผนงานอย่างเหมาะสมจากการศกึ ษา
ข้อมูลท่ีเก่ียวข้องรอบดา้ น ถือเป็นจดุ เริม่ ต้นที่ดี และการดาเนนิ การทีส่ อดคลอ้ งกบั แผนจะเป็นเสน้ ทางทีน่ าไปสู่
ความสาเรจ็ และบรรลตุ ามเป้าหมายทว่ี างไว้ แต่กจ็ ะต้องมีการตรวจสอบความคบื หนา้ หรือปัญหาต่างๆ ท่ี
เกดิ ข้นึ เปน็ ระยะ เพอื่ ใหไ้ ด้ขอ้ มลู ทสี่ ามารถนามาใชใ้ นการปรบั แผนให้สอดคล้องกบั สถานการณไ์ ด้ และท่สี าคัญ
เม่อื การดาเนินงานเสรจ็ สน้ิ แต่ละครง้ั บทเรียนตา่ งๆ ท่ีได้รบั ก็ถอื เป็นสงิ่ สาคัญ หากได้มีการนามาทบทวน และ
สรุปข้อดี ข้อด้อย หรือ หาจุดปรบั ปรงุ เพือ่ ให้การดาเนินงานในรอบต่อไปทาได้ง่ายขน้ึ ไดผ้ ลลพั ธ์ที่ดขี ้ึน และ
ท่กี ลา่ วมาทง้ั หมดน้ี ก็คอื การดาเนินงานอยา่ งครบถ้วนตามแนวคดิ ของวงจร PDCA ซ่ึงถือเปน็ หัวใจสาคัญของ
การปรับปรุงอย่างต่อเน่อื ง

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพัฒนา ๑๒
ประจำปงี บประมำณ ๒๕๖๔

ศำสตร์พระรำชำ

มีคากลา่ วถึง “ศาสตรพ์ ระราชา” มานานหลายปีทผ่ี า่ นมา เช่น ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนา
อยา่ งย่งั ยืน, ศาสตรพ์ ระราชาสู่การพฒั นาทยี่ ั่งยืน, ศาสตร์พระราชาจากภูผาสู่มหานที ซง่ึ ในตา่ งประเทศต่าง
ทราบว่าเป็นแนวคดิ ตามแนวพระราชดารขิ ององคพ์ ระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รชั กาลท่ี 9
ในความคดิ แวบหน่ึงคนไทยนี่ช่างโชคดี ท่เี จอปญั หาอะไร พระราชาของเราก็หาทางแกไ้ ขไวใ้ ห้ มคี าถามว่า
“คนไทยรู้จักศาสตร์ของพระราชาดีแคไ่ หน และเคยนาไปปฏบิ ตั กิ นั หรือยัง” มาเริม่ ตน้ ท่ีตัวเรา และต่อไปก็คน
รอบข้าง แลว้ ขยายออกวงกลางไปสู่สงั คมและประเทศชาติในทส่ี ดุ
ตวั อย่างปัญหาเช่น ทุกคร้งั ที่คนไทยมีปญั หา นา้ เสีย นา้ ทว่ มดินถล่ม ไฟปา่ พระองค์ท่านก็จะคดิ ศาสตร์มา
แกไ้ ข เม่อื ประเทศไทยฝนแลง้ พระองค์ทา่ นก็มศี าสตรใ์ นการทาฝนเทยี ม หรอื ฝนหลวง ท่เี รียกวา่ “ฟากฟ้าลง
ภูผา ผา่ นทุง่ นาส่มู หานที” เมื่อประชาชนชาวกทม.น้าทว่ ม พระองค์ทา่ นก็คดิ ศาสตร์ที่ช่ือวา่ โครงการแก้มลงิ ท่ี
คลองมักกะสัน เพ่ือแกไ้ ขปญั หา โครงการขุดคลองลัดโพธิ์ หรือ การแก้ไขปญั หาน้าเสีย ใช้ผกั ตบชวาที่เรียกว่า
“ใช้อธรรมปราบอธรรม” (The use of vice to defeat vice) และก็มีกังหันชัยพฒั นา เติมออกซิเจน
มีคาถามหน่ึงวา่ “ทาไมคนไทยรักพระราชาของเขาไดม้ ากขนาดยอมตายแทนได้” คาตอบกค็ ือพระราชา ทรง
หว่ งใยประชาชนของพระองค์ และทาเพือ่ บาบัดความทกุ ข์ทกุ อย่างของประชาชนตลอดระยะเวลาท่ที รง
ครองราชย์ กว่า 70 ปี จงึ เปน็ หนา้ ท่ีของคนไทยทต่ี ้องศกึ ษาศาสตรแ์ ห่งพระราชา และช่วยกันดาเนนิ การตาม
รอยพระบาท หรือ “การเดินตามรอยเทา้ พ่อ” ทต่ี อ้ งศึกษาแนวทาง ทีพ่ ระองค์ท่านได้ทรงงานและวางแนวทาง
หาหนทางแก้ไขปัญหาของประชาชนไว้ ทีท่ กุ คนรู้จักกนั ในนาม “ศาสตร์พระราชา” หรอื “ศาสตร์แห่ง
พระราชา”
ในแงแ่ นวคิด ปรัชญา และการปฏิบตั ิน้ัน “การรักพระราชาของเรา” นั้นกค็ ือการปฏิบตั บิ ูชาตามคาสอน หาก
คนไทยทุกคน ชว่ ยกันทา กันปฏิบตั ิ และขยายผลการปฏิบัติใหก้ ว้างขวาง จะยิง่ เกดิ ผลดีในการปฏบิ ตั ิ “เชิง
สญั ลกั ษณ์” มากข้ึน ที่ปกตเิ หล่าบรรดาข้าราชการและพสกนิกรทัว่ ไปทุกคนก็ได้ทากันอยู่แลว้ เช่น คาขวัญ
สโลแกน ท่เี ขยี นขึ้นปา้ ย ติดเส้อื ติดรถ ตา่ ง ๆ อาทิ “เราเกิด ในรชั กาลท่ี 9” ซึง่ เรียกรวมๆกันวา่ “ปฏบิ ัติ

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพฒั นา ๑๓
ประจำปีงบประมำณ ๒๕๖๔

บูชา” ช่วยกันทา สังคมกจ็ ะดียง่ิ ขึน้ การเขยี นให้ดูสวยดูดีดเู ทห่ ์ แต่ไมช่ ว่ ยกนั ทา ชว่ ยกนั ปฏิบตั ิ ก็จะไมเ่ รียกวา่
“รักพระองค์ท่านอย่างแท้จริง”

กำรนำหลักปรชั ญำของเศรษฐกจิ พอเพยี งไปประยุกตใ์ ชใ้ นกำรบรรลุเปำ้ หมำยกำรพัฒนำทีย่ ง่ั ยืน
เป็นเวลาเกอื บ 20 ปีที่คนไทยรจู้ กั “หลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง” ท่ี “พระบาทสมเดจ็

พระเจา้ อย่หู วั ภมู พิ ลอดุลยเดช” พระราชทานเปน็ แนวทางในการนาพาประเทศไทยให้ขา้ มพน้ วิกฤตเศรษฐกิจ
ครัง้ ใหญท่ ีเ่ กดิ ข้นึ เมือ่ ปี 2540 หรอื “วิกฤตตม้ ยากุ้ง” หรอื ชว่ งวิกฤตเศรษฐกจิ “ฟองสบูแ่ ตก” จนหลายภาค
ส่วนนอ้ มนาหลกั ปรชั ญานไี้ ปเปน็ แนวทางปฏิบัติ โดยอาจารย์ยักษ์ หรือ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกาธร ผู้เด็ดเดี่ยวตาม
รอยในหลวงใหเ้ ศรษฐกิจพอเพยี งเลี้ยงชีวิต ได้ศึกษาและเขียนเร่ืองเศรษฐกิจพอเพยี ง มาตลอดตั้งแต่ปี 2540
จวบจนทุกวนั นี้ ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี งไดร้ บั การนาไปประยกุ ต์ใช้อย่างแพร่หลาย ท้ังในภาคเกษตรกรรม
ธุรกิจ การจัดการทางเศรษฐกิจและส่งิ แวดล้อม และสถานศกึ ษา จนประสบความสาเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดย
“มูลนิธิม่นั พัฒนา” ที่จัดตง้ั ข้ึนเม่ือ 25 กรกฎาคม 2557
ศำสตรพ์ ระรำชำ...ศำสตรเ์ พอื่ กำรพัฒนำท่ียั่งยนื

สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ มีพระราชดารัส เม่ือปี 2554 ว่า “เปา้ หมายในการพฒั นาของ
พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว คอื ‘การพัฒนาทีย่ ง่ั ยนื ’ เพอ่ื ปรับปรงุ ชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยไม่ทาลาย
สิ่งแวดล้อม ใหค้ นมคี วามสุข โดยตอ้ งคานึงเรื่องสภาพภูมิศาสตร์ ความเชอ่ื ทางศาสนา เช้ือชาติ และภูมิหลงั
ทางเศรษฐกจิ สงั คม แม้ว่าวธิ ีการพฒั นามหี ลากหลาย แต่ท่ีสาคัญคือนกั พัฒนาจะต้องมีความรัก ความหว่ งใย
ความรับผิดชอบ และการเคารพในเพ่ือนมนุษย์ จะเห็นไดว้ ่าการพฒั นาเกีย่ วข้องกับมนุษยชาติ และเป็นเรอื่ ง
ของจิตใจ”

เมือ่ 28 ตุลาคม 2559 พลเอกประยุทธ์ จันทรโ์ อชา นายกรฐั มนตรี ได้กลา่ วในรายการ
“ศาสตรพ์ ระราชาสูก่ ารปฏิบัตอิ ย่างยั่งยืน” ในการพัฒนาเศรษฐกจิ ส่ยู ุคไทยแลนด์ 4.0 รวมทัง้ การพัฒนา
ประเทศเพื่อกา้ วเข้าสู่สงั คมโลกทงั้ ในระดบั ภูมิภาค และ ในระดบั โลก เพ่ือน้อมนาพระราชดารัสขององค์
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัว ภูมพิ ลอดลุ ยเดชทใ่ี ห้ “ประชาชนเป็นศูนยก์ ลาง” ของการพฒั นา มาเป็น
แนวทางในการดาเนินงาน เพ่ือไม่ให้เกิดความขัดแยง้ ในพ้ืนที่ ประชาชนมสี ว่ นรว่ ม และไดป้ ระโยชนจ์ ากการ
พฒั นาอย่างแท้จริง ให้มคี วาม อยดู่ ี กินดี

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพัฒนา ๑๔
ประจำปงี บประมำณ ๒๕๖๔

รฐั บาล ฯพณฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรไี ด้เชื่อมโยง “ศาสตร์พระราชา”ในเร่ืองหลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพยี ง (SEP - Sufficiency Economy Philosophy) กับเปา้ หมายการพัฒนาท่ีย่ังยนื (SDGs -
Sustainable Development Goals) ประสบความสาเรจ็ ในการสรา้ งความตระหนักและการยอมรบั ในเวที
ระหว่างประเทศในระดับหน่ึง ยกตวั อย่าง ได้แก่ (1) ศนู ยส์ าธติ สหกรณโ์ ครงการหุบกะพง เพ่ือแก้ปัญหาการ
ขาดนา้ กินและนา้ ใช้, การขาดทีด่ ินทากิน ซึ่งมีการส่งเสรมิ การใช้เทคโนโลยอี ยา่ งงา่ ย (2) ธนาคารอาหารเปน็
กิจกรรมจากกองทุนอาหารกลางวนั แบบย่งั ยืน ให้เด็กนักเรียนทกุ คนนาไปลงทุน เพอ่ื ประกอบอาชีพทา
การเกษตรและปศสุ ตั ว์ขนาดเล็ก (3) โรงเรียนพระดาบส จัดให้มีการสอนวชิ าชพี หลกั สตู ร 1 ปี มุง่ ใหส้ ามารถ
นาไปประกอบอาชีพได้จรงิ เสริมดว้ ยทกั ษะชวี ิต ใหส้ ามารถดารงตน ได้อยา่ งเหมาะสม (4) กงั หันชยั พฒั นา
เป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้า ลดกลิ่น นา้ ไมเ่ น่าเสยี เป็นทอี่ ยู่อาศัยของสัตวน์ ้าได้ (5) บรษิ ทั ประชารัฐ
รกั สามคั คี จากดั ดาเนนิ การตามรูปแบบ “วสิ าหกจิ เพื่อสงั คม” บนกลไก “ประชารัฐ”ทไ่ี มม่ ่งุ เนน้ ผลกาไรจาก
การประกอบการ โดยสรุปของ “ศาสตรแ์ ห่งพระราชา” ท่ีสาคัญเหลา่ น้ีกัน อาทิ

โครงกำรฝนหลวง จำกฟำกฟำ้ ลงภผู ำ ผำ่ นทุ่งนำสู่มหำนที
วธิ ที าฝนหลวงมอี ยู่ 3 ขั้นตอน คอื ข้ันตอนที่ 1 ก่อกวน คอื การดดั แปรสภาพอากาศหรือก้อน

เมฆในขณะนัน้ เพื่อกระตนุ้ ให้มวลอากาศ ชน้ื ไหลพาข้นึ สเู่ บ้ืองบนอันเป็นการชกั นาไอนา้ หรืออากาศชนื้ เข้าสู่
กระบวน การเกิดเมฆ ขั้นตอนที่ 2 เลี้ยงใหอ้ ว้ น คือการดดั แปรสภาพอากาศเพื่อทาให้เมฆเจริญขึน้ จนมีขนาด
ใหญห่ นาแน่นและพร้อมท่ีจะตกลงมาเป็นฝน ขั้นตอนที่ 3 โจมตีคอื การดดั แปรสภาพอากาศทจ่ี ะกระต้นุ ให้เม็ด
ละอองเมฆปะทะชนกันแล้วรวมตัว เข้าดว้ ยกนั จนมขี นาดใหญ่ขึ้น ขณะเดียวกนั กเ็ ป็นการลดแรงไหลพาขึ้น
เบือ้ งบน เพื่อใหเ้ มด็ น้า มีขนาดใหญ่ตกลงสู่เบื้องลา่ งแลว้ เกิดเป็นฝนตกลงมาสูเ่ ป้าหมาย

ฝำยชะลอควำมชุ่มช้ืน( Check Dam) หรอื ฝำยแม้ว

ใช้วสั ดธุ รรมชาติท่ีหาง่ายในท้องถน่ิ เช่นก้อนหินและไมเ้ พ่ือก่อเป็นฝายขวางรอ่ งน้าหรือห้วย
เล็กๆทาหน้าท่ีกักกระแสนา้ ไว้ใหไ้ หลชา้ ลงและให้น้าสามารถซมึ ลงใตผ้ วิ ดนิ สรา้ งความชุ่มชื้นในบรเิ วณนนั้ อกี
ท้งั ยังช่วยดักตะกอนดนิ และทราย ไม่ใหไ้ หลลงสู่แหลง่ น้าเบื้องลา่ ง

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพัฒนา ๑๕
ประจำปีงบประมำณ ๒๕๖๔

แฝก
การปลกู หญ้าแฝกตามแนวระดบั เพื่อช่วยชะลอความชมุ่ ชืน้ ไวใ้ นดิน โดยรากของหญ้า แฝก

จะขยายออกดา้ นข้างเป็นวงเสน้ ผา่ ศูนยก์ ลางไมเ่ กิน 50 เซนตเิ มตรและจะแทงลงไป เป็นแนวลึกใตด้ ิน 1-3
เมตรแลว้ สานกันเป็นแนวกาแพงดูดซับความชุม่ ช้ืนใหแ้ ก่ผวิ ดนิ
ทฤษฎใี หม่

เป็นการสร้างแหล่งนา้ ขนาดเล็กบนผิวดนิ ในพื้นท่ีการเกษตรของเกษตรกรโดยแบ่ง ทดี่ นิ
สาหรับใช้ขุดเป็นสระเก็บน้าใหส้ ามารถใช้ทาการเกษตรได้ตลอดปีและสามารถ เล้ียงปลาไปพร้อมๆกัน
นอกจากนีบ้ ริเวณขอบสระยังสามารถใชป้ ลกู พืชผักสวนครัว ไดอ้ ีกด้วย

โครงกำรแกม้ ลงิ

หลักการของโครงการ คือเมอื่ เกดิ นา้ ทว่ มก็ขดุ คลองชักนา้ ให้ไหลมารวมกันเก็บไว้ ในแหล่งพัก
น้าแล้วจึงค่อยทาการระบายลงสู่ทะเลผ่านทางประตูระบายน้าในช่วงที่ ปริมาณน้าทะเลลดลง ขณะเดียวกันก็
สามารถสูบน้าออกจากคลองท่ีเป็นแก้มลิงลงสู่ ทะเลตลอดเวลาเพื่อท่ีน้าจากตอนบนจะได้ไหลลงมาได้เร่ือยๆ

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพัฒนา ๑๖
ประจำปงี บประมำณ ๒๕๖๔

และเมื่อใดก็ตามที่ ระดับน้าทะเลข้ึนสูงกว่าระดับน้าในคลองที่เป็นแก้มลิงก็ให้ปิดประตูระบายน้ากั้นไม่ให้น้า
ทะเลไหลยอ้ นกลับเขา้ มา

กำรใช้น้ำดไี ล่น้ำเสยี

เป็นการนาน้าคุณภาพดีจากแม่น้าเจ้าพระยาส่งเข้าไปไล่น้าเสียตามคลองใน เขตกรุงเทพฯ
และปริมณฑลได้แก่คลองบางเขน คลองบางซ่ือ คลองแสนแสบ คลองเทเวศร์และ คลองบางลาภูเพื่อช่วยลด
ปญั หา ความเน่าเสียของน้าในคลองต่างๆคล้ายกับ การ “ชักโครก”คือปิดและเปิดน้าให้ได้จังหวะตามเวลาน้า
ขึ้น-น้าลงหากน้าข้ึน สูงก็เปิดประตูน้าให้น้าดีเข้าไปไล่น้าเสียครั้นน้าทะเลลงก็เปิดประตูถ่ายน้าเสียออกจาก
คลองไปดว้ ย

กังหนั น้ำชยั พัฒนำ

กังหันชัยพัฒนา หรือ เครื่องกลเติมอากาศท่ีผิวน้าหมุนช้าแบบทุ่นลอย เป็นกังหันน้าเพื่อ
บาบัดน้าเสียด้วยวิธีการเติมอากาศ ทางานโดย การหมุนป่ัน เพื่อเติมอากาศให้น้าเสียกลายเป็นน้าดี สามารถ
ประยุกต์ใช้บาบัดน้าเสียจากการอุปโภคของประชาชน น้าเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งเพ่ิมออกซิเจน

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพฒั นา ๑๗
ประจำปงี บประมำณ ๒๕๖๔

ให้กับบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้าทางการเกษตร ใช้บาบัดน้าเสียที่เกิดจากชุมชนและอุตสาหกรรมลักษณะเป็น
เคร่ืองกลหมุนช้าแบบท่นุ ลอยเพอื่ ช่วยเตมิ ออกซิเจนทีผ่ ิวนา้

กำรบำบัดนำ้ เสยี โดยใชจ้ ุลินทรยี ์ 2 วิธี

วธิ ีที่ 1 การใชน้ า้ หมกั ชวี ภาพ โดยการใช้น้าหมักชีวภาพปริมาณ 1 ต่อ 500 ส่วนราดลงทั้งใน
นา้ ทง้ิ จากครวั เรอื น ตลาดสดฟาร์มปศุสตั วห์ รือโรงงานอตุ สาหกรรมเพื่อให้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย อินทรีย์สาร
ในแหล่ง น้านอกจากน้ีน้าหมักชีวภาพยังสามารถนาไปใช้ได้ดีในการปรับสภาพน้าในบ่อประมงทั้งบ่อเล้ียงกุ้ง
และปลาได้เป็นอย่างดี วิธีที่ 2 ลูกระเบิดจุลินทรีย์ เป็นการบาบัดและฟื้นฟูแหล่งน้าให้ดีข้ึนด้วยจุลินทรีย์
เช่นเดียวกับการใช้น้า หมักประกอบด้วยโคลนจากท้องน้า 50กิโลกรัม,ร้า 10 กิโลกรัม,ปุ๋ยอินทรีย์เม็ดหรือ ผง
50 กโิ ลกรัมและน้าหมักชีวภาพท่ีหมักจนได้ที่แล้ว 3 เดือนข้ึนไปโดยนาทุกอย่างมาผสมเข้าด้วยกันจนสามารถ
ปั้นเป็นก้อนขนาดเท่าลูกเปตองนาไปผ่ึงไว้ในท่ีร่ม จนแห้งสามารถนาไปบาบัดน้าได้โดยใช้ในอัตราส่วน 5
กโิ ลกรัมต่อนา้ 1 ลา้ นลติ ร หรือ 25 กโิ ลกรมั ต่อพื้นที่ไรท่ ั้งนข้ี ้นึ อยกู่ บั สภาพนา้ ทีเ่ น่าเสีย

“ศำสตร์พระรำชำ” ตำรำแห่งชวี ิต

ในหลวงรชั กาลท่ี 9 ทรงเปน็ พระมหากษตั รยิ ท์ ่ีนอกจากจะทรงด้วยทศพธิ ราชธรรมแล้ว ทรง
ยงั เปน็ พระราชาท่เี ป็นแบบอย่างในการดาเนนิ ชวี ติ และการทางานแกพ่ สกนิกรของพระองค์และนานาประเทศ
อีกดว้ ย ผู้คนต่างประจักษถ์ ึงพระอัจฉรยิ ภาพของพระองค์และมคี วามสานกึ ในพระมหากรณุ าธิคุณเปน็ ลน้ พ้น
อันหาท่ีสุดมิได้ ซงึ่ แนวคดิ หรือหลกั การทรงงานของในหลวงรชั กาลท่ี 9มคี วามน่าสนใจที่สมควรนามา
ประยกุ ตใ์ ช้กบั ชวี ิตการทางานเป็นอยา่ งยิง่ หากทา่ นใดตอ้ งการปฏิบัตติ ามรอยเบอ้ื งพระยคุ ลบาท ทา่ นสามารถ
นาหลกั การทรงงานของพระองคไ์ ปปรบั ใช้ให้เกิดประโยชนไ์ ด้ ดังนี้

หลักกำรทรงงำน ในหลวงรชั กำลท่ี 9

1. จะทาอะไรต้องศึกษาข้อมลู ให้เปน็ ระบบ

ทรงศึกษาข้อมลู รายละเอยี ดอย่างเปน็ ระบบจากข้อมลู เบ้ืองต้น ท้ังเอกสาร แผนที่ สอบถาม
จากเจา้ หน้าท่ี นักวชิ าการ และราษฎรในพื้นท่ใี ห้ได้รายละเอยี ดทีถ่ ูกต้อง เพื่อนาข้อมลู เหลา่ นน้ั ไปใชป้ ระโยชน์
ได้จรงิ อยา่ งถูกตอ้ ง รวดเรว็ และตรงตามเป้าหมาย

2. ระเบิดจากภายใน

จะทาการใดๆ ต้องเรมิ่ จากคนท่ีเก่ยี วข้องเสียก่อน ต้องสรา้ งความเขม้ แขง็ จากภายในใหเ้ กิด
ความเข้าใจและอยากทา ไม่ใช่การส่งั ใหท้ า คนไมเ่ ข้าใจก็อาจจะไม่ทาก็เป็นได้ ในการทางานน้นั อาจจะตอ้ งคยุ
หรอื ประชุมกบั ลกู น้อง เพื่อนร่วมงาน หรือคนในทมี เสียก่อน เพ่ือให้ทราบถึงเปา้ หมายและวิธีการต่อไป

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพฒั นา ๑๘
ประจำปีงบประมำณ ๒๕๖๔

3. แกป้ ัญหาจากจุดเล็ก

ควรมองปัญหาภาพรวมก่อนเสมอ แต่เมื่อจะลงมือแก้ปัญหาน้ัน ควรมองในส่ิงที่คนมักจะ
มองข้าม แล้วเริ่มแก้ปัญหาจากจุดเล็กๆ เสียก่อน เม่ือสาเร็จแล้วจึงค่อยๆ ขยับขยายแก้ไปเรื่อยๆ ทีละจุด เรา
สามารถเอามาประยุกต์ใช้กับการทางานได้ โดยมองไปที่เป้าหมายใหญ่ของงานแต่ละชิ้น แล้วเริ่มลงมือทาจาก
จุดเล็กๆ ก่อน ค่อยๆ ทา ค่อยๆ แก้ไปทีละจุด งานแต่ละชิ้นก็จะลุลวงไปได้ตามเป้าหมายท่ีวางไว้ “ถ้าปวด
หวั คิดอะไรไม่ออก ก็ต้องแก้ไขการปวดหวั นี้ก่อน มันไมไ่ ด้แกอ้ าการจริง แต่ต้องแก้ปัญหาที่ทาให้เราปวดหัวให้
ไดเ้ สียก่อน เพื่อจะให้อย่ใู นสภาพที่ดไี ด้…”

4. ทาตามลาดบั ข้ัน

เริ่มต้นจากการลงมือทาในส่ิงที่จาเป็นก่อน เมื่อสาเร็จแล้วก็เร่ิมลงมือส่ิงท่ีจาเป็นลาดับต่อไป
ด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง ถ้าทาตามหลักน้ีได้ งานทุกส่ิงก็จะสาเร็จได้โดยง่าย… ในหลวงรัชกาลท่ี 9
ทรงเร่ิมต้นจากสิ่งท่ีจาเป็นท่ีสุดของประชาชนเสียก่อน ได้แก่ สุขภาพสาธารณสุข จากนั้นจึงเป็นเร่ือง
สาธารณปู โภคขนั้ พืน้ ฐาน และส่ิงจาเป็นในการประกอบอาชีพ อาทิ ถนน แหล่งน้าเพื่อการเกษตร การอุปโภค
บริโภค เนน้ การปรับใชภ้ ูมปิ ัญญาท้องถ่นิ ทีร่ าษฎรสามารถนาไปปฏบิ ัตไิ ด้ และเกิดประโยชน์สูงสุด “การพัฒนา
ประเทศจาเป็นตอ้ งทาตามลาดบั ข้ัน ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็น
เบื้องตน้ ก่อน ใชว้ ิธกี ารและอุปกรณ์ท่ีประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เม่ือได้พื้นฐานท่ีม่ันคงพร้อมพอสมควร
สามารถปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจข้ันที่สูงขึ้นโดยลาดับต่อไป…” พระบรม
ราโชวาทของในหลวงรชั กาลที่ 9 เมอื่ วันท่ี 18 กรกฎาคม 2517

5. ภูมสิ ังคม ภมู ิศาสตร์ สงั คมศาสตร์

การพัฒนาใดๆ ต้องคานึงถึงสภาพภูมิประเทศของบริเวณนั้นว่าเป็นอย่างไร และสังคมวิทยา
เกี่ยวกับลักษณะนิสัยใจคอคน ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีในแต่ละท้องถิ่นท่ีมีความแตกต่างกัน “การพัฒนา
จะต้องเป็นไปตามภูมิประเทศทางภูมิศาสตรแ์ ละภมู ปิ ระเทศทางสังคมศาสตร์ ในสังคมวิทยา คือนิสัยใจคอของ
คนเรา จะไปบงั คับให้คนอนื่ คิดอยา่ งอื่นไมไ่ ด้ เราตอ้ งแนะนา เข้าไปดูว่าเขาต้องการอะไรจริงๆ แล้วก็อธิบายให้
เขาเขา้ ใจหลกั การของการพัฒนานก้ี ็จะเกิดประโยชน์อย่างยิง่ ”

6. ทางานแบบองคร์ วม

ใช้วิธคี ิดเพ่อื การทางาน โดยวิธคี ดิ อยา่ งองคร์ วม คอื การมองสิง่ ต่างๆ ทีเ่ กิดอย่างเปน็ ระบบ
ครบวงจร ทุกสิง่ ทุกอยา่ งมีมิติเชื่อมตอ่ กนั มองส่งิ ทเี่ กิดขึน้ และแนวทางแก้ไขอยา่ งเชื่อมโยง

7. ไม่ติดตารา

เมื่อเราจะทาการใดนนั้ ควรทางานอย่างยืดหยุ่นกับสภาพและสถานการณน์ ้นั ๆ ไม่ใชก่ ารยดึ
ตดิ อยูก่ ับแคใ่ นตาราวชิ าการ เพราะบางท่คี วามรทู้ ว่ มหวั เอาตัวไม่รอด บางครงั้ เรายึดติดทฤษฎมี ากจนเกนิ ไป
จนทาอะไรไม่ได้เลย ส่ิงที่เราทาบางคร้ังต้องโอบอ้อมต่อสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดลอ้ ม สังคม และจิตวทิ ยาดว้ ย

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพฒั นา ๑๙
ประจำปงี บประมำณ ๒๕๖๔

8. รจู้ กั ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสดุ

ในการพฒั นาและชว่ ยเหลือราษฎร ในหลวงรชั กาลท่ี 9 ทรงใชห้ ลักในการแกป้ ญั หาด้วยความ
เรยี บง่ายและประหยัด ราษฎรสามารถทาได้เอง หาไดใ้ นท้องถิ่นและประยกุ ตใ์ ช้สิ่งท่ีมีอยู่ในภูมิภาคนั้นมาแก้ไข
ปรบั ปรุง โดยไม่ต้องลงทุนสูงหรือใช้เทคโนโลยที ยี่ ุง่ ยากมากนัก ดังพระราชดารัสตอนหน่ึงว่า “…ให้ปลูกป่าโดย
ไม่ต้องปลกู โดยปลอ่ ยให้ข้ึนเองตามธรรมชาตจิ ะไดป้ ระหยดั งบประมาณ…”

9. ทาให้ง่าย

ทรงคดิ คน้ ดดั แปลง ปรับปรุงและแก้ไขงาน การพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดารไิ ปได้
โดยง่าย ไม่ยงุ่ ยากซับซ้อนและท่ีสาคัญอย่างยิ่งคือ สอดคล้องกบั สภาพความเป็นอยขู่ องประชาชนและระบบ
นเิ วศโดยรวม “ทาใหง้ ่าย”

10. การมสี ว่ นรว่ ม

ทรงเป็นนักประชาธปิ ไตย ทรงเปดิ โอกาสให้สาธารณชน ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับได้
มาร่วมแสดงความคิดเห็น “สาคัญที่สุดจะต้องหัดทาใจให้กว้างขวาง หนักแน่น รู้จักรับฟังความคิดเห็น
แม้กระทั่งความวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นอย่างฉลาดน้ัน แท้จริงคือ การระดมสติปัญญาละประสบการณ์อัน
หลากหลายมาอานวยการปฏิบัตบิ ริหารงานให้ประสบผลสาเรจ็ ทสี่ มบูรณ์นน่ั เอง”

11. ตอ้ งยึดประโยชนส์ ่วนรวม

ในหลวงรัชกาลท่ี 9 ทรงระลกึ ถึงประโยชนข์ องส่วนรวมเป็นสาคัญ ดังพระราชดารัสตอนหน่ึง
ว่า “…ใครต่อใครบอกว่า ขอให้เสียสละส่วนตัวเพื่อส่วนรวม อันน้ีฟังจนเบื่อ อาจราคาญด้วยซ้าว่า ใครต่อใคร
มาก็บอกว่าขอให้คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม อาจมานึกในใจว่า ให้ๆ อยู่เรื่อยแล้วส่วนตัวจะได้อะไร ขอให้คิดว่า
คนที่ให้เป็นเพื่อส่วนรวมนั้น มิได้ให้ส่วนรวมแต่อย่างเดียว เป็นการให้เพื่อตัวเองสามารถท่ีจะมีส่วนรวมที่จะ
อาศยั ได้…”

12. บรกิ ารทจี่ ุดเดยี ว

ทรงมีพระราชดาริมากว่า 20 ปีแล้ว ให้บริหารศูนย์ศึกษาการพัฒนาหลายแห่งท่ัวประเทศ
โดยใช้หลักการ “การบริการรวมที่จุดเดียว : One Stop Service” โดยทรงเน้นเรื่องรู้รักสามัคคีและการ
ร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันด้วยการปรบั ลดช่องว่างระหว่างหน่วยงานทเี่ ก่ยี วข้อง

13. ใชธ้ รรมชาติชว่ ยธรรมชาติ

พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยูห่ วั รชั กาลที่ 9 ทรงเขา้ ใจถงึ ธรรมชาตแิ ละต้องการให้ประชาชน
ใกล้ชิดกับทรัพยากรธรรมชาติ ทรงมองปัญหาธรรมชาตอิ ยา่ งละเอียด โดยหากเราตอ้ งการแกไ้ ขธรรมชาติ
จะต้องใชธ้ รรมชาตเิ ขา้ ช่วยเหลอื เราดว้ ย

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพฒั นา ๒๐
ประจำปงี บประมำณ ๒๕๖๔

14. ใชอ้ ธรรมปราบอธรรม

ทรงนาความจรงิ ในเร่ืองธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาเป็นหลักการแนวทางปฏิบัติ
ในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงสภาวะท่ีไม่ปกติเข้าสู่ระบบที่ปกติ เช่น การบาบัดน้าเน่าเสียโดยให้ผักตบชวา
ซ่งึ มีตามธรรมชาติใหด้ ูดซึมสง่ิ สกปรกปนเปื้อนในน้า

15. ปลูกป่าในใจคน

การจะทาการใดสาเรจ็ ตอ้ งปลูกจติ สานกึ ของคนเสยี ก่อน ต้องใหเ้ ห็นคุณค่า เหน็ ประโยชน์กบั
สง่ิ ท่ีจะทา…. “เจ้าหน้าทีป่ า่ ไม้ควรจะปลกู ต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แลว้ คนเหลา่ นนั้ กจ็ ะพากนั ปลูกต้นไม้ลงบน
แผ่นดนิ และจะรักษาต้นไม้ดว้ ยตนเอง”

16. ขาดทนุ คือกาไร

หลักการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ท่ีมีต่อพสกนิกรไทย “การให้” และ
“การเสียสละ” เป็นการกระทาอันมีผลเป็นกาไร คอื ความอย่ดู ีมสี ุขของราษฎร

17. การพ่งึ พาตนเอง

การพัฒนาตามแนวพระราชดาริ เพ่ือการแก้ไขปัญหาในเบ้ืองต้นด้วยการแก้ไขปัญหาเฉพาะ
หน้า เพื่อใหม้ ีความแขง็ แรงพอทีจ่ ะดารงชวี ิตได้ต่อไป แล้วข้ันต่อไปก็คือ การพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ใน
สังคมได้ตามสภาพแวดล้อมและสามารถ พง่ึ ตนเองได้ในทส่ี ดุ

18. พออย่พู อกนิ

ให้ประชาชนสามารถอยู่อย่าง “พออยู่พอกิน” ให้ได้เสียก่อน แล้วจึงค่อยขยับขยายให้มีขีด
สมรรถนะท่กี า้ วหนา้ ต่อไป

19. เศรษฐกิจพอเพียง

เป็นปรัชญาท่ีในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดารัสช้ีแนะแนวทางการดาเนินชีวิต
ให้ดาเนินไปบน “ทางสายกลาง” เพื่อให้รอดพ้นและสามารถดารงอยู่ได้อย่างม่ันคงและยั่งยืนภายใต้กระแส
โลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ซึ่งปรัชญานี้สามารถนาไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งระดับบุคคล องค์กร และ
ชมุ ชน

บทควำมทเ่ี กีย่ วข้อง : เดินตามรอยเท้าพ่อ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพฒั นา ๒๑
ประจำปงี บประมำณ ๒๕๖๔

20. ความซ่ือสัตย์สุจรติ จรงิ ใจตอ่ กัน

ผู้ท่ีมีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อย ก็ย่อมทาประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้
มากกวา่ ผู้ทีม่ คี วามรู้มาก แตไ่ ม่มีความสจุ ริต ไมม่ คี วามบริสทุ ธิ์ใจ

21. ทางานอย่างมคี วามสขุ

ทางานต้องมีความสุขด้วย ถ้าเราทาอย่างไม่มีความสุขเราจะแพ้ แต่ถ้าเรามีความสุขเราจะ
ชนะ สนกุ กับการทางานเพยี งเท่าน้ัน ถอื วา่ เราชนะแลว้ หรือจะทางานโดยคานึงถึงความสุขที่เกิดจากการได้ทา
ประโยชน์ใหก้ ับผ้อู น่ื ก็สามารถทาได้ “…ทางานกบั ฉัน ฉันไมม่ อี ะไรจะให้ นอกจากการมีความสุขร่วมกัน ในการ
ทาประโยชนใ์ หก้ ับผ้อู น่ื …”

22. ความเพียร

การเรมิ่ ต้นทางานหรือทาสิ่งใดน้นั อาจจะไม่ไดม้ ีความพร้อม ตอ้ งอาศยั ความอดทนและความ
มุ่งมน่ั ดงั เช่นพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” กษัตรยิ ์ผูเ้ พียรพยายามแม้จะไมเ่ หน็ ฝ่ังก็จะวา่ ยนา้ ตอ่ ไป เพราะ
ถา้ ไมเ่ พยี รว่ายก็จะตกเปน็ อาหารปู ปลาและไม่ได้พบกบั เทวดาท่ชี ่วยเหลือมิใหจ้ มนา้

23. รู้ รกั สามคั คี

 รู้ คอื รูป้ ญั หาและรู้วิธแี ก้ปัญหานนั้
 รัก คือ เม่ือเราร้ถู ึงปญั หาและวธิ ีแก้แลว้ เราต้องมคี วามรัก ท่จี ะลงมือทา ลงมือแกไ้ ขปญั หาน้ัน
 สามัคคี คือ การแก้ไขปัญหาต่างๆ ไมส่ ามารถลงมือทาคนเดียวได้ ต้องอาศัยความร่วมมือรว่ มใจกนั

ทีม่ า
: https://th.jobsdb.com, http://www.crma.ac.th, http://umongcity.go.th https://lifestyle.camp
us-star.com/knowledge/39678.html

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพัฒนา ๒๒
ประจำปงี บประมำณ ๒๕๖๔

บทท่ี 3
วิธดี ำเนินกำร

ขน้ั ตอนการดาเนนิ การโครงการ/กิจกรรม (จากโครงการ)
1. การวางแผน (Plan)

วางแผนการดาเนนิ งาน/ประสานเครอื ขา่ ย
2.การปฏิบตั ิ (Do)
ดาเนินงานตามโครงการปรบั ภมู ทิ ัศน์มมุ เรียนรู้ศาสตรพ์ ระราชาในสถาบนั ศึกษาปอเนาะอัลมูฮายรี ีน

3.การตรวจสอบ/ประเมนิ ผล(Check)
นิเทศ ติตามผลการดาเนนิ งาน

4. แนวทางการนาผลการประเมนิ ไปปรบั ปรงุ (Action)
สรุปและรายงานผล

ดชั นีตัวช้ีวัดผลสาเรจ็ โครงการ

ตัวช้ีวดั กำรติดตำมและประเมนิ ผลโครงกำร เครื่องมือทใ่ี ช้
- แบบสอบถาม
- ร้อยละ 100 ของ สถาบัน - การสงั เกต - แบบประเมิน
ศึกษาปอเนาะ ได้รับการพัฒนาแหล่ง
เรียนรู้ศาสตร์พระราชาเพื่อเอ้ือต่อการ
เรยี นรู้

- ร้ อ ย ล ะ 8 0 ส ถ า บั น ศึ ก ษ า
ปอเนาะอัลมูฮายีรีนมีมุมเรียนรู้เร่ือง
ศาสตร์พระราชาท่ีดีย่ิงขึ้น ผู้เรียนมี
ความรู้ความเข้าใจศาสตร์พระราชา
และสามารถนาความรู้ไปใช้ในการ
ดาเนินชีวติ ได้ตามศักยภาพ

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพฒั นา ๒๓
ประจำปงี บประมำณ ๒๕๖๔

บทที่ 4
ผลดำเนินงำน

ผลกำรดำเนนิ งำน
ตอนที่ 1 ข้อมลู ท่วั ไปของผ้เู ข้ารว่ มโครงการ

ตาราง ท่ี 1 จานวนและร้อยละผเู้ ขา้ ร่วมโครงการจาแนกตามเพศ

ที่ ปอเนาะ จานวน ร้อยละ

1. ขาย 39 78.00
22.00
หญงิ 11 100

รวม 50

จากตารางที่ 1 พบวา่ ผเู้ ข้าร่วมโครงการสว่ นใหญ่เปน็ เพศชาย คิดเปน็ ร้อยละ 78.00
ตารางท่ี 2 จานวนและร้อยละผู้เข่ารว่ มโครงการจาแนกตามอายุ

ท่ี อายุ จานวน ร้อยละ

1. 15 - -

2. 16 – 39 50 100

3. 40 - 59 - -

4. 60 - -

รวม 50 100

จากตารางที่ 2 พบว่า ผเู้ ข้ารว่ มโครงการส่วนใหญม่ ีช่วงอายุ 16 – 39 ปี คิดเปน็ ร้อยละ 100 ชว่ ง
อายุ 40 – 59 ปี คิดเป็นรอ้ ยละ - และช่วงอายุ 15 ปี คิดเปน็ ร้อยละ - ตามลาดบั
ตอนที่ 2 ความคดิ เหน็ ของผเู้ ข้ารว่ มโครงการ

การแปรผลการวิเคราะห์ข้อมูลท่ไี ด้รบั จากแบบสอบถาม ได้นาคะแนนทไ่ี ด้มาคานวณหา
คา่ เฉลี่ย เพื่อแปรผลข้อมูล โดยมเี กณฑ์ ดงั น้ี

คะแนนเฉลย่ี 4.50-5.00 หมายความวา่ ความพึงพอใจ/ความรคู้ วามเข้าใจ อยู่ในระดับมากท่ีสุด
คะแนนเฉลยี่ 3.50-4.49 หมายความวา่ ความพงึ พอใจ/ความรคู้ วามเข้าใจ อยู่ในระดับมาก
คะแนนเฉลี่ย2.50-3.49 หมายความวา่ ความพึงพอใจ/ความรู้ความเข้าใจ อยู่ในระดับปานกลาง
คะแนนเฉลี่ย1.50-2.49 หมายความวา่ ความพึงพอใจ/ความรู้ความเข้าใจ อยู่ในระดับนอ้ ย
คะแนนเฉลย่ี 1.50-1.49 หมายความว่า ความพึงพอใจ/ความร้คู วามเข้าใจ อยู่ในระดับน้อยท่ีสดุ

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพัฒนา ๒๔
ประจำปีงบประมำณ ๒๕๖๔

ตอนท่ี 2 ควำมคิดเห็นของผ้เู ขำ้ ร่วมโครงกำร
ตารางท่ี 3 จานวน คา่ เฉล่ยี ร้อยละ การนาไปใช้ผเู้ ข้ารว่ มโครงการ

ขอ้ ประเดน็ วัด ระดบั ความร้คู วามเข้าใจ คา่ เฉล่ีย ร้อย
ละ 5 43 21 4.93 93.54
4.90 90.32
1. การมีสว่ นรว่ มแสดงความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ 48 2 4.93 93.54
ในโครงการ 4.93 93.54
4.93 93.54
2.ความเหมาะสม และระยะเวลาในการดาเนินการ 47 3 4.90 90.32
ปรับปรุง 4.93 93.54

3.รปู แบบการปรับปรุงมีความเหมาะสม สอดคลอ้ งกบั 48 2 4.92 92.62
ธรรมชาติ และเป็นมติ รกับสิ่งแวดลอ้ ม

4. ความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์ของโครงการ ท่ี 48 2
เอ้ือต่อพืน้ ท่แี ละกิจกรรมตา่ งๆ

5. ความเรยี บรอ้ ย สวยงาม และเกิดสุนทรยี ภาพของ 48 2
พื้นที่ทีด่ ีกวา่ เดิม

6. การประชาสมั พนั ธโ์ ครงการ 47 3

7. ความพึงพอใจในภาพรวมของโครงการ 48 2

รวม

จากตารางท่ี 3 พบว่า ผเู้ ข้ารว่ มโครงการมีความพึงพอใจตอ่ โครงการ รปู แบบการปรบั ปรุงมคี วาม
เหมาะสม สอดคลอ้ งกับธรรมชาติ และเป็นมิตรกบั สง่ิ แวดล้อม และความเรยี บร้อย สวยงาม และเกิด
สนุ ทรยี ภาพของพืน้ ท่ที ด่ี ีกว่าเดิม คา่ เฉลี่ย 4.92 อยู่ในระดับ มากทส่ี ดุ คิดเป็นรอ้ ยละ 92.62 และพจิ ารณาเปน็

รายข้อความพึงพอใจของผ้เู ข้ารว่ มโครงการมีดงั นี้
1. การมสี ่วนรว่ มแสดงความคิดเหน็ และข้อเสนอแนะในโครงการ

คา่ เฉลยี่ 4.93 อยู่ในระดบั มากทส่ี ดุ รอ้ ยละ 93.54
2. ความเหมาะสม และระยะเวลาในการดาเนนิ การปรับปรุง

ค่าเฉลยี่ 4.90 อย่ใู นระดบั มากที่สดุ ร้อยละ 90.32
3.รปู แบบการปรบั ปรุงมคี วามเหมาะสม สอดคลอ้ งกบั ธรรมชาติ และเป็นมติ รกับส่ิงแวดล้อม

คา่ เฉล่ยี 4.93 อยใู่ นระดับ มากทีส่ ุด ร้อยละ 93.54

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพฒั นา ๒๕
ประจำปีงบประมำณ ๒๕๖๔

4. ความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์ของโครงการ ทเี่ อื้อต่อพนื้ ที่และกจิ กรรมต่างๆ
คา่ เฉลี่ย 4.93 อยใู่ นระดบั มากที่สุด ร้อยละ 93.54

5.ความเรียบรอ้ ย สวยงาม และเกิดสนุ ทรยี ภาพของ
ค่าเฉลี่ย 4.93 อยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ ร้อยละ 93.54

6.การประชาสัมพันธโ์ ครงการ
ค่าเฉลี่ย 4.90 อยู่ในระดบั มากที่สดุ รอ้ ยละ 90.32

7.ความพงึ พอใจในภาพรวมของโครงการ
ค่าเฉลีย่ 4.93 อยู่ในระดับ มากท่ีสุด รอ้ ยละ 93.54

โครงการ ๑ ปอเนาะ ๑ โครงการพฒั นา ๒๖
ประจำปงี บประมำณ ๒๕๖๔

บทท่ี 5
สรปุ ผลดำเนินงำน

ตอนท่ี 1 ความสาเรจ็ ของการจดั โครงการ ( )ไม่เปน็ ไปตามแผนเนื่องจาก
การดาเนินงาน ( ) ดาเนินการแล้ว

วัตถปุ ระสงค์ (  ) บรรลตุ ามวตั ถปุ ระสงค์ ดังนี้ ( ) ไม่บรรลตุ ามตวั ช้ีวัด
๑. เพ่ือพัฒนาสิง่ แวดล้อมบริเวณสถาบันศกึ ษา
ผลสัมฤทธต์ิ าม ปอเนาะ
ตัวชว้ี ดั ๒. เพื่อให้ผูเ้ รยี นในสถาบนั ศึกษาปอเนาะและ
บริเวณโดยรอบมคี วามรู้ มีทักษะการเข้าสังคม
และอยู่ร่วมกันอยา่ งสนั ตสิ ขุ
3. เพอ่ื พฒั นาแหล่งเรียนรู้ให้สามารถจัด
การศกึ ษาและจดั การเรียนรู้อยา่ งมีคุณภาพ
(  ) บรรลตุ ามตวั ช้ีวดั

- ร้อยละ ๑๐๐ ของสถาบนั ศึกษาปอเนาะอาเภอ
เจาะไอร้องมีการจัดโครงการ ๑ ปอเนาะ ๑
โครงการพฒั นา
- ร้อยละ 8๐ สถาบนั ศกึ ษาปอเนาะ มคี วาม

สะอาด รม่ รนื่ มีความเป็นระเบียบเรยี บร้อย มี

ภมู ิทศั น์และมมุ เรียนรูท้ ี่สวยงามทาให้ผเู้ รียนมี

สมาธแิ ละมีแรงจูงใจในการเรียนรู้และมสี อื่ พิมพ์

ทห่ี ลากหลายเพียงพอตอ่ การตอบสนองกบั ความ

ต้องการของผเู้ รียน

ตอนที่ 2 ปัญหาและข้อเสนอแนะ

- เป็นโครงการท่ดี ี ทาให้สถาบันศกึ ษาปอเนาะมสี ง่ิ แวดลอ้ มในบริเวณสถาบันศึกษาปอเนาะดขี ึน้
- ควรมีโครงการพฒั นาหลากหลายรูปแบบ

ภำคผนวก

ภำพกิจกรรม

ภำพกิจกรรม

ภำพกิจกรรม


Click to View FlipBook Version