The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ratchapolputchakarn, 2023-03-06 22:00:45

มาตรฐานงานก่อสร้างหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา

เล่มมาตรฐานงานช่างปี68 สมบูรณ์

คำนำ กองการช่าง กองบัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้จัดทำ “มาตรฐานงานก่อสร้าง หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา” เล่มนี้ขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการก่อสร้างเส้นทาง และการจัดหาน้ำกินน้ำใช้ ตลอดจนใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแผนงาน/โครงการประจำปี และการพิจารณา งานด้านการช่าง ให้กับหน่วยขึ้นตรงของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ที่เป็นแบบอย่างเดียวกัน และจากการ ตรวจติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนงาน/โครงการโดยผู้บังคับบัญชา ซึ่งได้มีข้อแก้ไข/ปรับปรุง รวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ กองการช่างฯ จึงได้รวบรวมจัดทำเป็นเอกสารและปรับปรุงให้ ทันสมัยเป็นปัจจุบัน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “มาตรฐานงานก่อสร้าง หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา” ที่ปรับปรุงขึ้นนี้ หน่วยขึ้นตรงของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพิจารณางานด้านการช่าง ในการเสนอความต้องการงบประมาณ การจัดทำแผนงาน/โครงการประจำปีได้เป็นอย่างดีหากมี ข้อเสนอแนะใด ๆ เพิ่มเติม อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงเอกสารฯ ฉบับนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น กองการช่างฯ ยินดีรับไว้พิจารณา โดยสามารถแจ้งข้อเสนอแนะได้ที่ กองการช่าง กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จักขอบพระคุณยิ่ง พันเอก เจษฎา เฟื่องฟู ผู้อำนวยการกองการช่าง กองบัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา


สารบัญ หน้า เจตนารมณ์ ผบ.นทพ. ๑ การก่อสร้างทางชนบท แนวทางการจัดทำแผนงาน/โครงการประจำปี ๓ นิยามศัพท์เฉพาะ ๔ มาตรฐานงาน ๙ งานติดตั้งเครื่องหมายจราจรสงเคราะห์ที่สำคัญ ๑๒ ประเภทผิวจราจรตามลักษณะการเชื่อมต่อ ๑๘ ข้อเน้นย้ำ/เงื่อนไข ๑๙ เอกสารประกอบคำของบประมาณ ๒ การจัดหาน้ำกินน้ำใช้ แนวทางการจัดทำแผนงาน/โครงการประจำปี ๒๒ นิยามศัพท์เฉพาะ ๒๕ มาตรฐานงาน - งานแหล่งน้ำผิวดิน ๒๗ - งานแหล่งน้ำใต้ดิน ๓๓ - งานระบบประปาและจัดหาน้ำสะอาด ๓๗ เอกสารประกอบคำของบประมาณ ๔๖ ภาคผนวก ผนวก ก (การก่อสร้างทางชนบท) - การกำหนดลักษณะงาน ๔๘ - ราคาต่อหน่วย (โดยประมาณ) ๔๙ ผนวก ข (การจัดหาน้ำกินน้ำใช้) - การกำหนดลักษณะงาน ๕๔ - ราคาต่อหน่วย (โดยประมาณ) ๕๖ - แบบบันทึกผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำผิวดินเพื่อใช้ในการอุปโภค ๖๑ - การเลือกระบบที่ใช้สำหรับงานบริการน้ำดื่ม ๖๒ - แบบบันทึกข้อมูล การเสนอของบประมาณงานขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล ๖๓ - แบบบันทึกข้อมูล การเสนอของบประมาณงานพัฒนาบ่อน้ำบาดาล ๖๔ ผนวก ค (ราคา สป.3 และค่าซ่อมบำรุง) ๖๕ ------------------------------------------------------------


ห น้ า | ๑ มาตรฐานงานก่อสร้าง หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา --------------------------------- เจตนารมณ์ผบ.นทพ. ๑. มีความจงรักภักดีและให้ความสำคัญสูงสุดในการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งยึดถือพระราชปณิธาน 5 ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นกรอบในการปฏิบัติงาน ๒. สนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสำคัญเร่งด่วนของชาติ ๓. พัฒนาประเทศ เป็นที่พึ่งของประชาชน ดูแลและสร้างโอกาส เพื่อพัฒนาให้เป็นพลเมืองและชุมชน ที่เข้มแข็ง มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ นโยบาย ผบ.นทพ. ด้านการช่าง ๑. ให้ความสำคัญกับการกำหนดรูปแบบการปฏิบัติงานก่อสร้างให้ถูกต้อง มีมาตรฐาน ตลอดจนรายละเอียดในการ จัดทำประมาณการของ นขต.นทพ. ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ ระเบียบ และคู่มือการจัดทำงบประมาณของ กรมบัญชีกลาง รวมทั้งการจัดทำเอกสารด้านการควบคุมงานก่อสร้างเพื่อเตรียมรับตรวจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๒. ยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างเส้นทาง และงานพัฒนาแหล่งน้ำของหน่วย ให้เป็นไปตามมาตรฐานด้าน การช่าง เช่นเดียวกับหน่วยงานอื่น ๓. ส่งเสริมการบริหารจัดการองค์ความรู้ในองค์กร (Knowledge Management) ในงานด้านการช่าง เป้าหมายการดำเนินการ กำหนดเป้าหมายของการพัฒนาใน ๓ กลุ่มงาน กลุ่มงานที่ ๑ เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ๑. สนับสนุนโครงการพระราชดำริและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่รับผิดชอบ อย่างเต็มขีดความสามารถ และสมพระเกียรติ ๒. น้อมนำแนวพระราชดำริ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาขยายผลสู่ประชาชนและชุมชนในพื้นที่ เป้าหมาย ๓. สร้างเกษตรกรต้นแบบการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ในพื้นที่เป้าหมาย โดยสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่ เข้าศึกษาดูงาน และประสานการดำเนินการพัฒนาตามแนวพระราชดำริกับหน่วยอย่างต่อเนื่อง ๔. จัดตั้งเครือข่ายภาคประชาชน และเกษตรกรผู้สนใจเข้าร่วมดำเนินการและสืบสานขยายผลการพัฒนา ตามแนวพระราชดำริในพื้นที่เป้าหมาย ๕. ดำเนินงานศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างต่อเนื่อง และมีเครือข่ายการเรียนรู้ในพื้นที่


ห น้ า | ๒ กลุ่มงานที่ ๒ พัฒนาศักยภาพของ คน ชุมชน พื้นที่ ให้เกื้อกูลต่อการผนึกกำลังป้องกันประเทศ ๑. พัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เป้าหมายตามแนวชายแดนหรือพื้นที่ที่มีปัญหาด้านความมั่นคง ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ตลอดจนสร้างโอกาสในการเข้าถึงการบริการขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ถนน น้ำบริโภค น้ำอุปโภค และน้ำเพื่อการเกษตร เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ ไม่ละทิ้งถิ่นฐาน มีความกินดีอยู่ดี ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีภูมิคุ้มกัน มีความมั่นคงแบบองค์รวม พร้อมที่จะเผชิญปัญหาในทุกมิติ ของความมั่นคง ๒. หมู่บ้าน/ชุมชนเร่งรัดพัฒนา อันดับ ๑ (หมู่บ้านล้าหลัง) และ อันดับ ๒ (หมู่บ้านปานกลาง) และหมู่บ้าน/ชุมชน ซึ่งอยู่ในสภาวะยากลำบากหรือจำเป็นต้องได้รับบริการ ตามหลักเกณฑ์ข้อมูลพื้นฐานระดับหมู่บ้าน (กชช. ๒ค) ในพื้นที่เป้าหมาย ได้รับการสนับสนุนแผนงาน/โครงการพัฒนา ๓. ราษฎรตกเกณฑ์ความยากจนตามข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ในพื้นที่เป้าหมายได้รับความช่วยเหลือ ๔. โครงการฟาร์มต้นแบบ กลุ่มงานที่ ๓ สนับสนุนการแก้ไขปัญหาสำคัญเร่งด่วนของชาติ ๑. ป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนํายุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินการแผนงาน/โครงการพัฒนา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความรัก ความสามัคคี และความอยู่ดีกินดี ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีทัศนคติที่ดี และพร้อมให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานของ บก.ทท. ๒. ดำเนินกิจกรรมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ส่งเสริมบทบาทการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาของภาคประชาชนและชุมชน ในการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน เพื่อสกัดกั้นการลักลอบค้ายาเสพติดในพื้นที่ ๓. มีการจัดทำแผนงาน/โครงการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติในพื้นที่ที่จังหวัดกำหนดขึ้นเพื่อป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยและภัยพิบัติซ้ำซากในระยะเร่งด่วน และระยะยั่งยืน ๔. มีการจัดตั้งเครือข่าย (เครือข่ายนักพัฒนา และผู้ประสานงานด้านการข่าว) จากผู้นำหมู่บ้าน/ชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ส่วนราชการ และประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อรายงานข่าวสาร การบูรณาการด้านการข่าว การแจ้งเตือน แลกเปลี่ยนข่าวสารเพื่อความมั่นคง และการจัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง


ห น้ า | ๓ กิจกรรมหลัก การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เป้าหมาย กิจกรรมรอง การก่อสร้างทางชนบท ๑.แนวทางการจัดทำแผนงาน/โครงการประจำปี ๑.๑ การรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์โครงข่ายถนนในพื้นที่ตำบลเป้าหมาย ๑.๑.๑ ศึกษาและเปรียบเทียบข้อมูลพื้นฐานระดับหมู่บ้าน (กชช. ๒ค) เพื่อจัดลำดับความ เร่งด่วนในการสนับสนุนให้กับหมู่บ้านที่มีคะแนนน้อยด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตัวชี้วัดเรื่องถนนของแต่ละหมู่บ้าน ๑.๑.๒ กำหนดพื้นที่สำคัญ เช่น ที่ตั้งอำเภอ/ตำบล (อบต.), ที่ตั้งหมู่บ้าน/ชุมชน, โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.), โรงเรียน, วัด, แหล่งรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร, แหล่งท่องเที่ยว, ตลาด, ที่ตั้งกลุ่มอาชีพ, การบริการ และพื้นที่ที่สำคัญอื่น ๆ ในตำบล ๑.๑.๓ การกำหนดความสำคัญและการใช้ประโยชน์เส้นทาง เช่น เส้นทางเชื่อมต่อจากตำบล ไปสู่ถนนสายหลัก, เส้นทางเชื่อมต่อจากหมู่บ้านไปตำบล, เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน, เส้นทางภายใน หมู่บ้าน, เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างตำบล และเส้นทางเข้าพื้นที่การเกษตร (พื้นที่ทำกิน) ตามลำดับ ๑.๒ การสำรวจพื้นที่ ๑.๒.๑ สำรวจเส้นทางในพื้นที่ว่าเป็นเส้นทางประเภท/ชนิดใด และสภาพเป็นอย่างไร ๑.๒.๒ การใช้ประโยชน์เส้นทาง ๑.๒.๒.๑ ด้านความมั่นคง เช่น เส้นทางยุทธวิธีตามแผนเผชิญเหตุ/แผนป้องกันประเทศ เส้นทางลาดตระเวน เส้นทางส่งกำลังบำรุง และเส้นทางอพยพพลเรือน ๑.๒.๒.๒ ด้านการพัฒนา เช่น ใช้เป็นเส้นทางเข้าสู่จังหวัด/อำเภอ/ถนนสายหลัก เป็น เส้นทางสัญจรหลักในตำบล ใช้เชื่อมต่อระหว่างตำบล/หมู่บ้าน เส้นทางภายในหมู่บ้าน สถานที่ราชการ โรงเรียน วัด และเส้นทางเข้าสู่พื้นที่การเกษตร (พื้นที่ทำกิน) ๑.๒.๓ ปริมาณการจราจร (แยกเป็นชนิดของยานพาหนะ) และจำนวนผู้รับประโยชน์โดยตรง/ ทางอ้อม ๑.๒.๔ พื้นที่ตั้งโครงการและพื้นที่ข้างทางเป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานหรือ กรรมสิทธิ์ของบุคคลใด ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์และดำเนินการขออนุญาตให้เรียบร้อย โดยมีเอกสารยืนยัน การอนุญาตให้ใช้พื้นที่เป็นหลักฐาน ๑.๒.๕ ตรวจสอบว่ามีส่วนราชการ/หน่วยงานใด มีแผนเข้าดำเนินการหรือไม่ ๑.๓ การพิจารณาให้การสนับสนุนแผนงาน/โครงการ ๑.๓.๑ กำหนดความเร่งด่วนในการสนับสนุนให้กับ เส้นทางเชื่อมต่อจากตำบลไปสู่ถนนสายหลัก, เส้นทางเชื่อมต่อจากหมู่บ้านไปตำบล, เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน, เส้นทางภายในหมู่บ้าน สถานที่ราชการ โรงเรียน วัด, เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างตำบล และเส้นทางเข้าพื้นที่การเกษตร (พื้นที่ทำกิน) ตามลำดับ ๑.๓.๒ กำหนดความเร่งด่วนในการสนับสนุนให้กับ งานปรับปรุงทาง, งานซ่อมทาง และการ สร้างทาง ตามลำดับ


ห น้ า | ๔ ๑.๓.๓ กรณีเส้นทางผ่านพื้นที่ลุ่มน้ำ ป่าสงวน และเขตอนุรักษ์ ต้องได้รับการอนุญาตเป็นเอกสาร ยืนยันจากหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ก่อนเสนอโครงการ ๑.๓.๔ หลีกเลี่ยงการเสนอขอรับการสนับสนุนแผนงาน/โครงการ ในเส้นทางที่ส่วนราชการอื่น มีแผนงานที่จะดำเนินการในช่วงใดช่วงหนึ่งของเส้นทาง ๑.๔ การพิจารณาให้การสนับสนุน กกล.ป้องกันชายแดน และ โรงเรียนตำรวจตระเวน ชายแดน ในพื้นที่รับผิดชอบของ สนภ.๑-๕ นทพ. ๑.๔.๑ สำรวจที่ตั้งของ กกล.ป้องกันชายแดน ในพื้นที่รับผิดชอบถึงระดับฐานปฏิบัติการ ๑.๔.๒ สำรวจที่ตั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในพื้นที่รับผิดชอบ ๑.๔.๓ รวบรวมข้อมูลสภาพทั่วไป, สภาพปัญหา, การสนับสนุนที่ผ่านมา และการร้องขอรับ การสนับสนุน ๒. นิยามศัพท์เฉพาะ ๒.๑ งานสร้างทาง หมายถึง งานที่มีการดำเนินการก่อสร้างเส้นทางใหม่ (เส้นทางเดิมเป็น ทางลำลอง, ทางเกวียน) ที่ยังไม่มีแนวเขตทาง ซึ่งต้องถากถาง ขุดตอไม้ (กำจัดต้นไม้, พุ่มไม้, ตอไม้, ขยะ, วัชพืช และสิ่งไม่พึงประสงค์ออกนอกเขตทาง) ขุดกรุยแนวทางก่อสร้างลึกไม่น้อยกว่า ๓๐ ซม. จากระดับดิน เดิม แล้วจึงถมดินคันทาง ลงวัสดุคัดเลือก ลงวัสดุชั้นรองพื้นทาง (ลูกรัง) ลงวัสดุชั้นพื้นทาง (หินคลุก) พร้อมบด ทับให้ได้มาตรฐาน และทำผิวจราจรตามชนิดและความหนาที่ได้ออกแบบไว้ แบ่งเป็น ๓ ประเภท ดังนี้ ๒.๑.๑ งานสร้างทางลาดยาง โดยยกคันทางสูงเฉลี่ย ๐.๓๐ ม. จากดินเดิม ลงวัสดุคัดเลือก หนา ๐.๒๐ ม. ลงวัสดุลูกรังหนา ๐.๒๐ ม. ลงหินคลุกหนา ๐.๒๐ ม. บดทับตามมาตรฐาน แล้วดำเนินการทำผิว จราจรลาดยาง ๒.๑.๒ งานสร้างทางคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยยกคันทางสูงเฉลี่ย ๐.๓๐ ม. จากดินเดิม ลงวัสดุ คัดเลือกหนา ๐.๒๐ ม. ลงวัสดุลูกรังหนา ๐.๒๐ ม. บดทับตามมาตรฐาน ลงวัสดุทรายหยาบอัดแน่นหนา ๐.๐๕ ม. ผิวจราจร ค.ส.ล. หนา ๐.๑๕ ม. ๒.๑.๓ งานสร้างทางลูกรัง โดยยกคันทางสูงเฉลี่ย ๐.๓๐ ม. จากดินเดิม ลงวัสดุคัดเลือกหนา ๐.๒๐ ม. ลงวัสดุลูกรังหนา ๐.๒๐ ม. บดทับตามมาตรฐาน ๒.๒ งานปรับปรุงทาง หมายถึง งานปรับปรุงเส้นทางเดิม เพื่อยกระดับมาตรฐานชั้นทาง แบ่งเป็น ๒ ประเภท ดังนี้ ๒.๒.๑ งานปรับปรุงจากทางลูกรังเป็นทางลาดยาง โดยลงวัสดุชั้นรองพื้นทาง (ลูกรัง) หนา ๐.๒๐ ม. ลงวัสดุชั้นพื้นทาง (หินคลุก) หนา ๐.๒๐ ม. บดทับตามมาตรฐาน แล้วดำเนินการทำผิวจราจรลาดยาง ๒.๒.๒ งานปรับปรุงจากทางลูกรังเป็นทางคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยลงวัสดุชั้นรองพื้นทาง (ลูกรัง) หนา ๐.๒๐ ม. บดทับตามมาตรฐาน ลงวัสดุทรายหยาบบดอัดแน่นหนา ๐.๐๕ ม. แล้วจึงดำเนินการทำ ผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก หนา ๐.๑๕ ม. ทั้งนี้ในงานปรับปรุงทางอาจมีการลงวัสดุคัดเลือกได้ตามสภาพความเสียหาย


ห น้ า | ๕ ๒.๓ งานซ่อมทาง หมายถึง งานซ่อมแซมเส้นทางที่ชำรุดเสียหายกลับคืนสภาพเดิม แบ่งเป็น ๓ ประเภท ดังนี้ ๒.๓.๑ งานซ่อมทางลูกรัง โดยลงลูกรังหนา ๐.๒๐ ม. บดทับตามมาตรฐาน ๒.๓.๒ งานซ่อมทางลาดยาง โดยขุดรื้อผิวจราจรเดิมที่เสียหายออก ลงหินคลุกหนาเฉลี่ย ๐.๑๐ ม. (โดยความหนาของชั้นวัสดุหินคลุก เมื่อดำเนินการแล้วต้องหนาไม่น้อยกว่า ๐.๒๐ ม.) บดทับตาม มาตรฐาน แล้วดำเนินการทำผิวจราจรลาดยาง ๒.๓.๓ งานซ่อมทางคอนกรีตเสริมเหล็ก (เสียหายเนื่องจากการทรุดตัวของชั้นพื้นทาง) โดยขุด รื้อผิวคอนกรีตเสริมเหล็กเดิมที่เสียหายออกจนถึงชั้นวัสดุลูกรัง ลงวัสดุลูกรังหนา ๐.๒๐ ม. บดทับตามมาตรฐาน ลงทรายหยาบบดอัดแน่นหนา ๐.๐๕ ม. แล้วดำเนินการทำผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็กหนา ๐.๑๕ ม. ๒.๔ โครงสร้างทาง ๒.๔.๑ วัสดุคัดเลือก หมายถึง วัสดุที่มีคุณภาพดีกว่าชั้นดินคันทาง ซึ่งนำมาใช้เสริมระหว่าง วัสดุคันทางและวัสดุรองพื้นทาง (ลูกรัง) หรือตามตำแหน่งชั้นอื่น ๆ ที่กำหนดไว้ในแบบ ๒.๔.๒ วัสดุรองพื้นทาง หมายถึง วัสดุลูกรังหรือมวลรวม (Soil Aggregate) ซึ่งนำมาเสริม บนชั้นดินคันทาง หรือชั้นวัสดุคัดเลือก


ห น้ า | ๖ ๒.๔.๓ วัสดุพื้นทาง หมายถึง วัสดุหินคลุก (หินโรงโม่) หรือ วัสดุที่เทียบเท่า (Soil Cement) ซึ่งมีขนาดคละกันสม่ำเสมอจากใหญ่ไปหาเล็กนำมาเสริมบนชั้นรองพื้นทาง (ลูกรัง) ๒.๕ งานผิวทางจราจร ๒.๕.๑ ผิวจราจรลูกรัง หมายถึง การก่อสร้างถนนผิวจราจรเป็นชนิดลูกรัง ที่ได้ทำการ ก่อสร้างต่อจากชั้นดินคันทางและชั้นวัสดุคัดเลือก ตามที่กำหนดไว้ในแบบรูป ๒.๕.๒ ผิวจราจร Asphalt Concrete หมายถึง การปูผิวจราจรด้วยวัสดุผสมที่ได้จากการ ผสมร้อนระหว่างมวลรวม (Aggregate) กับ แอสฟัลต์ซีเมนต์ ที่โรงงานผสม (Asphalt Concrete Mixing Plant) ๒.๕.๓ ผิวจราจร Cape Seal หมายถึง การทำผิวจราจรแบบ ๒ ชั้น ประกอบด้วยการทำผิว ชั้นแรกแบบ Single Surface Treatment และการทำผิวชั้นที่ ๒ โดยปูทับด้วย Slurry Seal อีก ๑ หรือ ๒ ชั้น ๒.๕.๔ ผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) หมายถึง การทำผิวจราจรเป็นชนิดคอนกรีต ที่ได้ทำการก่อสร้างต่อจากชั้นวัสดุคัดเลือกและชั้นรองพื้นทาง โดยมีชั้นทรายรองพื้นก่อนเทคอนกรีต พร้อม เสริมเหล็กเส้น/เหล็ก Wire Mesh ตามที่กำหนดไว้ในแบบรูป ๒.๖ การทดสอบวัสดุงานทาง ๒.๖.๑ การทดสอบความหนาแน่นของดิน (Density Test) หมายถึง การทดสอบหา ความหนาแน่นของดินที่บดอัดเรียบร้อยแล้วในสนามว่าได้ค่าต่าง ๆ ตามข้อกำหนดหรือไม่ ๒.๖.๒ California Bearing Ratio (CBR) หมายถึง วิธีการวัดค่าความต้านทานแรงเฉือน ของดิน ในสภาวะที่ดินถูกควบคุมความชื้นและความหนาแน่น ๒.๖.๓ Modified AASHTO หมายถึง การทดสอบตามแบบมาตรฐานของ สมาคมทางหลวง และการขนส่งแห่งสหรัฐอเมริกา (The American Association of State Highway and Transportation Officials) ๒.๗ งานคอนกรีตเสริมเหล็ก


ห น้ า | ๗ ๒.๗.๑ Contraction Joint หมายถึง รอยต่อเผื่อหดตามขวาง เป็นรอยต่อมีทิศทางขวาง (ตั้งฉาก) กับทิศทางการจราจร รอยต่อชนิดนี้มีไว้เพื่อควบคุมรอยแตก (Crack) ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการหดตัว (Shrinkage) ของคอนกรีต ทำได้โดยการเลื่อยผิวคอนกรีตให้เป็นร่อง ก่อนที่คอนกรีตจะแข็งตัวเต็มที่ เมื่อ คอนกรีตหดตัวแล้วเกิดรอยแตก รอยแตกจะถูกควบคุมให้เกิดขึ้นบริเวณรอยต่อ เนื่องจากที่รอยต่อผิวคอนกรีต มีความหนาต่ำกว่าที่อื่น เมื่อรอยต่อเกิดมีรอยแตกขึ้นมาแล้ว คอนกรีตจะสูญเสียการถ่ายแรงไป ดังนั้น จึงต้องมี เหล็กเดือย (Dowel Bar) เพื่อให้เกิดการถ่ายแรงจากแผ่นคอนกรีตไปสู่แผ่นคอนกรีตอีกแผ่นหนึ่งได้ โดยปกติ รอยต่อชนิดนี้จะก่อสร้างให้มีระยะห่างกัน ๑๐ ม. ๒.๗.๒ Construction Joint หมายถึง รอยต่อก่อสร้างตามขวาง เป็นรอยต่อที่เกิดขึ้นเมื่อ มีการหยุดพักการก่อสร้าง แล้วกลับมาก่อสร้างต่อรอยต่อชนิดนี้มีลักษณะคล้าย Contraction Joint ๒.๗.๓ Expansion Joint หมายถึง รอยต่อเผื่อขยายตามขวาง เป็นรอยต่อมีทิศทางขวาง (ตั้งฉาก) กับทิศทางการจราจร มีหน้าที่ป้องกันความเสียหายของถนนคอนกรีต เนื่องจากการขยายตัว (Expansion) เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น ที่รอยต่อจะมีเหล็กเดือยเพื่อถ่ายแรง เหล็กเดือยต้องหล่อลื่นที่ปลายข้างใด ข้างหนึ่ง และต้องมีพื้นที่ให้เหล็กเดือยเคลื่อนที่ไปมาได้โดยการติดตั้งปลอก (Cap) ไว้ที่ปลายเหล็กเดือย โดยปกติจะก่อสร้างทุก ๆ ระยะ ๙๐–๑๒๐ ม. (สำหรับถนนรับน้ำหนัก ๒๕ ตัน) และทุก ๆ ระยะ ๒๐๐–๒๕๐ ม. (สำหรับถนนรับน้ำหนัก ๑๕ ตัน)


ห น้ า | ๘ ๒.๗.๔ Longitudinal Joint หมายถึง รอยต่อตามยาว โดยทั่วไปการก่อสร้างจะไม่ทำการ เทคอนกรีตทีเดียวเต็มความกว้างของถนน แต่จะเทคอนกรีตกว้างทีละ ๑ ช่องจราจร ดังนั้นจึงทำให้เกิดรอยต่อ ระหว่างแผ่นคอนกรีตในทิศทางเดียวกับทิศทางการจราจร หรือตามยาว รอยต่อนี้ต้องถูกยึดติดกันเพื่อให้เกิด การถ่ายแรงที่สมบูรณ์โดยใช้เหล็กยึด (Tie Bar) ๒.๘ คำศัพท์ทั่วไป ๒.๘.๑ Plan & Profile หมายถึง ภาพแปลนแสดงแนวเส้นทาง & ภาพตัดทางยาว ๒.๘.๒ Cross Section หมายถึง ภาพตัดทางขวาง ๒.๘.๓ ADT หมายถึง ปริมาณการจราจรเฉลี่ยต่อวัน (รวมรถทุกประเภท) ๒.๘.๔ Slurry Seal หมายถึง ผิวทางที่มีส่วนผสมของมวลรวมกับแอสฟัลต์อิมัลชัน เพื่อฉาบ ลงบนชั้นทางใด ๆ ที่ได้เตรียมไว้แล้ว ๒.๘.๕ Prime Coat หมายถึง การลาดยางชนิดเหลว ลงบนพื้นทางที่เตรียมไว้และได้ ตบแต่งปรับปรุงถูกต้องตามแบบแล้ว เพื่อเป็นตัวยึดเหนี่ยวให้พื้นทางเชื่อมต่อกับผิวทางที่จะสร้างไว้ข้างบน และเพื่อป้องกันไม่ให้ความชื้นผ่าน ๒.๘.๖ Seal Coat หมายถึง ฉาบผิวทาง ๒.๘.๗ Fog Spray หมายถึง ลาดยางแอสฟัลต์อิมัลชัน ชนิด CSS-1 หรือ CSS-1h ที่ผสมน้ำ ในอัตราส่วน ๑ : ๑ ลงบนผิวทางชั้นแรก ด้วยอัตราไม่น้อยกว่า ๐.๖ ลิตรต่อตารางเมตร ๒.๘.๘ Leveling หมายถึง ปรับระดับผิวทาง ๒.๘.๙ Soil Cement Base หมายถึง ชั้นพื้นทางลูกรังผสมปูนซีเมนต์ ๒.๘.๑๐ Pavement Recycling หมายถึง การนำวัสดุชั้นทางเดิมมาปรับปรุงคุณภาพแล้ว นำมาใช้งานใหม่ โดยอาจเพิ่มวัสดุผสม เพื่อปรับปรุงขนาดคละและปริมาณ เช่น หิน ทราย หรือมวลรวมอื่น ๆ รวมถึงสารผสมเพิ่มอื่น ๆ เพื่อปรับปรุงคุณภาพ แล้วปิดทับด้วยผิวทางใหม่ ๒.๘.๑๑ Box Culvert หมายถึง ท่อลอดเหลี่ยม ค.ส.ล. เพื่อทำการระบายน้ำ ๒.๘.๑๒ Guard Rail หมายถึง ราวเหล็กกันตกบนทางโค้งหรือคอสะพาน เพื่อป้องกัน อันตราย ๒.๘.๑๓ Timber Barricade หมายถึง ราวขวางกั้นทำด้วยไม้เพื่อแจ้งเตือนและป้องกัน อันตรายบริเวณทางแยกต่าง ๆ


ห น้ า | ๙ ๒.๘.๑๔ ทางน้ำล้น (รถข้ามได้) หมายถึง เส้นทางข้ามลำน้ำเพื่อให้ยานพาหนะข้ามผ่านลำน้ำ ได้ โดยมีท่อลอด ค.ส.ล. เพื่อระบายน้ำลอดคันทาง และมีทางน้ำล้นเพื่อระบายน้ำล้นข้ามคันทาง ๓. มาตรฐานงาน ๓.๑ มาตรฐานการออกแบบถนนลาดยางผิวจราจร Cape Seal รับน้ำหนักบรรทุก ๒๕ ตัน ปริมาณการจราจรไม่เกิน ๑,๐๐๐ คัน/วัน ปริมาณรถบรรทุกหนักไม่เกินร้อยละ ๑๔ ตามแบบมาตรฐานของ กรมทางหลวงชนบท แบบเลขที่ ถน-๓๐๑/๖๑ ตารางความหนาของชั้นโครงสร้างทาง (ถนนลาดยางผิวจราจร Cape Seal) ดินเดิมหรือดินคันทาง (CBR) ปริมาณจราจร (ADT) (คันต่อวัน) วัสดุคัดเลือก (เมตร) วัสดุรองพื้นทาง (เมตร) วัสดุพื้นทาง (เมตร) ไม่น้อยกว่า ๔% ไม่เกิน ๑,๐๐๐ ๐.๒๐ ๐.๒๐ ๐.๒๐ ๓.๒ มาตรฐานการออกแบบถนนลาดยางผิวจราจร Asphalt Concrete รับน้ำหนักบรรทุก ๒๕ ตัน ปริมาณการจราจรไม่เกิน ๒,๕๐๐ คัน/วัน ปริมาณรถบรรทุกหนักไม่เกินร้อยละ ๑๘ ตามแบบมาตรฐาน ของ กรมทางหลวงชนบท แบบเลขที่ ถน-๓๐๓/๖๑ ตารางความหนาของชั้นโครงสร้างทาง (ถนนลาดยางผิวจราจร Asphalt Concrete) ดินเดิมหรือดินคันทาง (CBR) ปริมาณจราจร (ADT) (คันต่อวัน) วัสดุคัดเลือก (เมตร) วัสดุรองพื้นทาง (เมตร) วัสดุพื้นทาง (เมตร) ผิว Asphalt Concrete ไม่น้อยกว่า ๔% ไม่เกิน ๑,๗๕๐ ๐.๒๐ ๐.๒๐ ๐.๒๐ ๔ ซม. ไม่เกิน ๒,๕๐๐ ๐.๒๐ ๐.๒๐ ๐.๒๐ ๕ ซม. ๓.๓ มาตรฐานการออกแบบถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) ๓.๓.๑ ถนน ค.ส.ล. ภายในโรงเรียน ศาสนสถาน หรือพื้นที่ส่วนราชการอื่น มิได้นำมาใช้ ประโยชน์ในการเป็นเส้นทางสัญจรสาธารณะทั่วไป (ไม่ควรมีรถบรรทุกสัญจรเข้า-ออกเป็นประจำ) ความหนา ผิวทาง ๐.๑๒ ม. รองรับด้วยวัสดุลูกรังหนาไม่เกิน ๐.๒๐ ม. แบบเลขที่ กกช.๖๒๕๐๗ และ กกช.๖๒๕๐๘ ตารางความหนาของชั้นโครงสร้างทาง (ถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ชั้นพื้นทางลูกรัง) ดินเดิมหรือดินคันทาง (CBR) ปริมาณจราจร (ADT) (คันต่อวัน) วัสดุคัดเลือก (เมตร) วัสดุรองพื้นทาง (เมตร) ผิวทาง ค.ส.ล. (เมตร) ไม่น้อยกว่า ๔% ไม่กำหนด ไม่มี ไม่เกิน ๐.๒๐ ๐.๑๒ ๓.๓.๒ ถนน ค.ส.ล. ภายในหมู่บ้าน ความหนาผิวทาง ๐.๑๕ ม. รับน้ำหนักบรรทุก ๑๕ ตัน ปริมาณการจราจรไม่เกิน ๕๐๐ คัน/วัน (โดยมีปริมาณรถบรรทุกหนักไม่เกินร้อยละ ๑๐) รองรับด้วยวัสดุลูกรัง หนา ๐.๒๐ ม. ตามแบบมาตรฐานงานทางของ กรมทางหลวงชนบท แบบเลขที่ ถน-๒๐๑/๖๑


ห น้ า | ๑๐ ตารางความหนาของชั้นโครงสร้างทาง (ถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ชั้นรองพื้นทางลูกรัง) ดินเดิมหรือดินคันทาง (CBR) ปริมาณจราจร (ADT) (คันต่อวัน) วัสดุคัดเลือก (เมตร) วัสดุรองพื้นทาง (เมตร) ผิวทาง ค.ส.ล. (เมตร) ไม่น้อยกว่า ๔% ไม่เกิน ๕๐๐ ๐.๒๐ ๐.๒๐ ๐.๑๕ ๓.๓.๓ ถนน ค.ส.ล. ระหว่างหมู่บ้าน ความหนาผิวทาง ๐.๒๐ ม. ชั้นโครงสร้างพื้นทางหินคลุก รับน้ำหนักบรรทุก ๒๕ ตัน ปริมาณการจราจรไม่เกิน ๒,๕๐๐ คัน/วัน (โดยมีปริมาณรถบรรทุกหนักไม่เกินร้อยละ ๑๘) ตามแบบมาตรฐานงานทางของ กรมทางหลวงชนบท แบบเลขที่ ถน-๒๐๒/๖๑ ตารางความหนาของชั้นโครงสร้างทาง (ถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ชั้นพื้นทางหินคลุก) ดินเดิมหรือ ดินคันทาง (CBR) ปริมาณจราจร (ADT) (คันต่อวัน) วัสดุคัดเลือก (เมตร) วัสดุรองพื้นทาง (เมตร) วัสดุพื้นทาง (เมตร) ผิวทาง ค.ส.ล. (เมตร) ไม่น้อยกว่า ๔% ไม่เกิน ๒,๕๐๐ ๐.๒๐ ๐.๑๕ ๐.๑๕ ๐.๒๐ ๓.๔ มาตรฐานการออกแบบถนนลูกรัง รับน้ำหนักบรรทุก ๒๕ ตัน ปริมาณจราจรไม่เกิน ๕๐๐ คัน/วัน (โดยมีปริมาณรถบรรทุกหนักไม่เกินร้อยละ ๑๐) ตามแบบมาตรฐานงานทางของ กรมทางหลวงชนบท แบบ เลขที่ ถน-๔๐๑/๖๑ ตารางความหนาของชั้นโครงสร้างทาง (ถนนลูกรัง) ดินเดิมหรือดินคันทาง (CBR) ปริมาณจราจร (ADT) (คันต่อวัน) วัสดุคัดเลือก (เมตร) วัสดุลูกรัง (เมตร) ไม่น้อยกว่า ๔% ไม่เกิน ๓๐๐ ๐.๑๐ ๐.๒๐ ไม่เกิน ๕๐๐ ๐.๒๐ ๐.๒๐ ๓.๕ งานตีเส้นจราจร ให้วัดจากจุดกึ่งกลางถนน (Center Line) ไปยังขอบทางด้านซ้ายหรือขวา ให้ได้ความกว้างเท่ากับระยะครึ่งหนึ่งของความกว้างผิวจราจร โดยระยะดังกล่าวจะเป็นแนวกึ่งกลางของเส้น ขอบทางด้านซ้ายและขวา และให้คำนึงถึงความกว้างผิวจราจรและระยะขอบเพื่อการตีเส้น ข้างละ ๐.๒๐ ม. ทั้งด้านซ้าย-ขวา ตัวอย่าง เช่น ถนนลาดยางที่มีผิวจราจรกว้าง ๕.๐๐ ม. จะต้องก่อสร้างผิวจราจรลาดยางให้มี ความกว้าง ๕.๔๐ ม. ยกเว้นในกรณีงานตีเส้นขอบทางของถนน ค.ส.ล. จะตีเส้นขอบทางที่ขอบของถนน คอนกรีตเสริมเหล็กทั้งสองด้าน ส่วนเส้นแบ่งทิศทางจราจรให้ตีชิดกับรอยต่อตามยาว (Longitudinal Joint) ด้านใดด้านหนึ่งของถนน ตามแบบมาตรฐานงานทางของ กรมทางหลวงชนบท แบบเลขที่ จร-๒๐๓/๖๑


ห น้ า | ๑๑ ๓.๕.๑ เส้นทางที่มีความกว้างผิวจราจรตั้งแต่ ๕ ม. ขึ้นไป กรณีมีไหล่ทาง จะต้องทำการ ตีเส้นจราจร ทั้งเส้นแบ่งทิศทางจราจรและเส้นขอบทาง ๓.๕.๒ เส้นทางที่มีความกว้างผิวจราจรตั้งแต่ ๕ ม. ขึ้นไป กรณีไม่มีไหล่ทาง จะต้องทำการ ตีเส้นจราจร ทั้งเส้นแบ่งทิศทางจราจรและเส้นขอบทาง (โดยผิวทางต้องมีขอบทางเพื่อการตีเส้นจราจร ข้างละ ๐.๒๐ ม.) ๓.๕.๓ เส้นทางที่มีความกว้างน้อยกว่า ๕ ม. ไม่ต้องทำการตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร แต่ต้อง ตีเส้นขอบทาง


ห น้ า | ๑๒ ๓.๖ ร่องระบายน้ำเปิดข้างทาง ๓.๖.๑ ร่องน้ำธรรมดา ความลึกของร่องน้ำ เมื่อวัดจากระดับหลังผิวจราจรถึงท้องร่องน้ำต้อง ไม่น้อยกว่า ๑.๒๐ ม. ๓.๖.๒ ร่องน้ำที่มีการดาด (Lining) ความลึกต้องไม่น้อยกว่า ๐.๕๐ ม. ๓.๖.๓ เมื่อความลึกของงานดินตัดมากกว่า ๕ ม. เหนือระดับรางระบายน้ำ (Side Ditch) และ ช่วงงานถมที่ลาดเชิงเขา (Side Hill Fill) ให้พิจารณาก่อสร้างรางระบายน้ำ ค.ส.ล. ๓.๗ งานติดตั้งเครื่องหมายจราจรสงเคราะห์ ที่สำคัญ ๓.๗.๑ หลักนำโค้ง คือ อุปกรณ์ที่ติดตั้งเพื่อช่วยให้ผู้ขับยานพาหนะสามารถมองเห็นแนว เส้นทางได้ดีในเวลากลางคืน หรือ ในขณะที่สภาพทัศนวิสัยไม่ดี จึงกำหนดให้ติดตั้งแถบสะท้อนแสงกับตัวหลัก นำโค้ง ตามแบบมาตรฐานงานทางของ กรมทางหลวงชนบท แบบเลขที่ จร-๓๐๒/๖๑ ๓.๗.๑.๑ การติดตั้งให้พิจารณาตามรายละเอียดต่อไปนี้ - บริเวณทางโค้งราบและทางโค้งตั้ง - บริเวณที่มีการเปลี่ยนความกว้างของผิวจราจร - บริเวณที่ต้องการนำทางเพื่อมิให้ยานพาหนะหลุดไปจากเส้นทาง ๓.๗.๑.๒ แนวทางในการติดตั้งหลักนำโค้ง การติดตั้งบริเวณทางโค้งของเส้นทางที่หน่วยฯดำเนินการก่อสร้าง / ปรับปรุง หรือ ซ่อมแซม ( กรณีเส้นทางเดิมไม่มีการติดตั้งไว้ ) ตารางระยะเครื่องหมายนำทางโดยใช้หลักนำโค้ง (GUIDE POST) รัศมีโค้ง (ม.) ระยะห่างของเครื่องหมาย นำทางตอนที่อยู่ในโค้ง (S) ระยะห่างของเครื่องหมายนำทางตอนที่อยู่นอกโค้ง ถึง ต้นโค้งและเลยจุดปลายโค้ง ช่วงที่ 1 (S1) ช่วงที่ 2 (S2) ช่วงที่ 3 (S3) 15 6 12 18 36 75 13 26 39 78 100 16 32 48 90 150 20 40 60 90 200 23 46 69 90


ห น้ า | ๑๓ 300 29 58 87 90 400 33 66 90 90 500 37 74 90 90 ๓.๗.๒ ราวกันอันตราย (Guard rail) คือ ราวเหล็กกันตกบนทางโค้ง หรือคอสะพานเพื่อ ป้องกันการเกิดอันตราย ส่วนใหญ่ทำจากเหล็กลูกฟูก ราวเหล็กมีลักษณะเป็นรูปตัดคล้ายตัวอักษร W ยึดติดอยู่ บนเสาเหล็กเป็นระยะห่างเท่า ๆ กัน และอาบสังกะสีเพื่อป้องกันสนิม เนื่องจากราวกันอันตรายที่ผลิตจากเหล็ก ลูกฟูก สามารถตัดให้งอเพื่อติดตั้งในทางโค้งรัศมีแคบ เมื่อถูกรถชนจะไม่ทำให้ยานพาหนะเกิดความเสียหายที่ รุนแรง ในบางกรณีจะมีการติดตั้งแผ่นสะท้อนแสง บนราวกันอันตรายเพื่อใช้นำทางแก่ผู้ขับขี่ในเวลา กลางคืน ซึ่งแผ่นสะท้อนแสงที่ใช้ติดตั้งบนราวกันอันตราย ให้มีมาตรฐานตาม มอก.๖๐๖ แผ่นสะท้อนแสง สำหรับควบคุมจราจร ตามแบบมาตรฐานงานทางของ กรมทางหลวงชนบท แบบเลขที่ จร-๓๐๕-๓๐๖/๖๑


ห น้ า | ๑๔


ห น้ า | ๑๕ ๓.๗.๓ แผงไม้กั้นบริเวณทางแยกรูปตัวที (Timber barricade) คือ ราวขวางกั้นทำด้วยไม้ ทาด้วยสีขาวสลับดำในแนวทำมุม ๔๕ องศา เฉียงลงด้านล่างซ้ายและเฉียงลงด้านล่างขวา เพื่อแจ้งเตือนและ ป้องกันอันตรายบริเวณทางแยก


ห น้ า | ๑๖ ๓.๗.๔ แนวทางการติดตั้งป้ายเครื่องหมายจราจรสงเคราะห์ ( ป้ายบังคับ/ป้ายเตือน ) ๓.๗.๔.๑ ระยะติดตั้งจากพื้นผิวจราจร หรือ ไหล่ทาง ควรมีระยะติดตั้งห่างจากขอบ ไหล่ทางไม่น้อยกว่า ๐.๖๐ ม. รายละเอียดตามภาพ ๓.๗.๔.๒ ระยะติดตั้งป้ายเตือน ให้อยู่ก่อนถึงจุดเริ่มที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการ ขับขี่ยานพาหนะ เช่น จุดเริ่มเลี้ยวโค้ง หรือ ทางแยก ฯลฯ ต้องติดตั้งก่อนถึงจุดดังกล่าว ไม่น้อยกว่า ๒๐๐ ม. ในกรณีเส้นทางในเขตเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น หรือ ในเขตชนบทที่ความเร็วโดยเฉลี่ยของการขับขี่ ยานพาหนะมีค่าไม่สูงมาก ( ไม่เกินกว่า ๓๐ กม./ชม. ) อาจพิจารณาระยะติดตั้งให้ลดลงได้ หรือ อาจพิจารณา ไม่ติดตั้งได้ทั้งนี้ให้เป็นไปตามคู่มือการติดตั้งป้ายจราจรของกรมทางหลวงชนบท พ.ศ. ๒๕๕๖ ๓.๗.๔.๓ ระยะติดตั้งป้ายบังคับที่สำคัญ ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ - ป้ายหยุดต้องติดตั้งใกล้บริเวณที่ต้องการให้รถหยุดเพื่อความปลอดภัย เช่น ทางแยก ทางร่วม - ห้ามติดตั้งป้ายหยุด ในทางแยกที่มีสัญญาณไฟจราจรอยู่แล้ว เนื่องจาก อาจสร้างความสับสนให้ผู้ใช้ยานพาหนะได้ - ตรงบริเวณทางแยก การติดตั้งป้ายหยุดให้ติดตั้งห่างจากขอบผิวจราจร ด้านใกล้ของเส้นทางด้านหน้า ไม่น้อยกว่า ๑.๒๐ ม. แต่ต้องไม่เกิน ๑๐ ม. เช่นเดียวกันกับ ทางข้าม (ทางม้า ลาย) ต้องติดตั้งก่อนถึงขอบทางข้าม ๑.๒๐ ม.


ห น้ า | ๑๗ ๓.๗.๒.๔ การติดตั้งป้ายโครงการ - ระยะการติดตั้งป้ายโครงการให้เป็นไปตามแบบหมายเลข กกช.๕๔๔๐๒ ในกรณีพื้นที่จำกัด หน่วยฯ สามารถปรับเปลี่ยนระยะและทิศทางได้ตามความเหมาะสม แต่ระยะห่างระหว่าง ขอบป้ายถึงขอบไหล่ทางต้องไม่น้อยกว่า ๐.๖๐ ม. - เครื่องหมายสัญลักษณ์กองบัญชาการกองทัพไทย ให้เป็นไปตามแบบ หมายเลข กกช.๖๕๔๐๑ เครื่องหมายสัญลักษณ์กองบัญชาการกองทัพไทย


ห น้ า | ๑๘ ๔. ประเภทผิวจราจรตามลักษณะการเชื่อมต่อ ๔.๑ เส้นทางเชื่อมต่อจากตำบลสู่ถนนสายหลัก ให้พิจารณาเป็น ถนนลาดยาง โดยหากไม่มี ข้อจำกัดด้านเขตทาง ควรให้มีไหล่ทางกว้างข้างละไม่น้อยกว่า ๑.๕๐ ม. (ตามมาตรฐานกรมทางหลวงชนบท) หรือ ตาม ความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่น ถนนลาดยางผิวจราจร Asphalt Concrete กว้างไม่น้อยกว่า ๕ ม. ไหล่ทางแบบ Cape Seal กว้างข้างละ ๑.๕๐ ม. ๔.๒ เส้นทางเชื่อมต่อจากหมู่บ้านไปตำบล ให้พิจารณาเป็น ถนนลาดยางผิวจราจร Cape Seal หรือถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ๔.๓ เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน ให้พิจารณาเป็น ถนนลาดยางผิวจราจร Cape Seal หรือถนน คอนกรีตเสริมเหล็ก หรือถนนลูกรัง ๔.๔ เส้นทางภายในหมู่บ้าน สถานที่ราชการ โรงเรียน วัด ให้พิจารณาเป็น ถนนลาดยางผิวจราจร Cape Seal หรือถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยพิจารณาขนาดความกว้างผิวจราจรตามสภาพพื้นที่ ๔.๕ เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างตำบล ให้พิจารณาเป็น ถนนลาดยางผิวจราจร Cape Seal หรือถนน คอนกรีตเสริมเหล็ก ๔.๖ เส้นทางเข้าสู่พื้นที่การเกษตร (พื้นที่ทำกิน) ให้พิจารณาเป็น ถนนลูกรัง โดยพิจารณาขนาด ความกว้างผิวจราจรตามความจำเป็นและเหมาะสมกับลักษณะพื้นที่ ตารางแสดงลักษณะการเชื่อมต่อและประเภทผิวจราจร ลำดับ ลักษณะการเชื่อมต่อ ประเภทผิวจราจร ลาดยาง ค.ส.ล. ลูกรัง ๑ เส้นทางเชื่อมต่อ ตำบล - เส้นทางสายหลัก - - ๒ เส้นทางเชื่อมต่อ หมู่บ้าน - ตำบล - ๓ เส้นทางเชื่อมต่อ หมู่บ้าน - หมู่บ้าน ๔ เส้นทางภายในหมู่บ้าน สถานที่ราชการ โรงเรียน วัด - ๕ เส้นทางเชื่อมต่อ ตำบล – ตำบล - ๖ เส้นทาง เข้าพื้นที่การเกษตร (พื้นที่ทำกิน) - -


ห น้ า | ๑๙ ๕. ข้อเน้นย้ำ/เงื่อนไข ๕.๑ ให้หน่วยสนามทำการทดสอบวัสดุ เพื่อออกแบบโครงสร้างทาง, การคัดเลือกวัสดุ เพื่อใช้ ในการก่อสร้าง, การหาความชื้นที่เหมาะสม เพื่อให้การบดอัดได้ความแน่นสูงสุด และการทดสอบความแน่น ของการบดอัด เพื่อควบคุมคุณภาพการก่อสร้างและเป็นการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติงานของหน่วย โดยให้ รายงานผลการทดสอบให้หน่วยเหนือทราบ (ช.พัฒนาฯ, นพค.ฯ รายงาน สนภ.ฯ) ๕.๒ เกณฑ์การพิจารณาอื่น ๆ ๕.๒.๑ หลีกเลี่ยงการสร้างทางตัดขวางลำน้ำที่มีกระแสน้ำไหลรุนแรง หรือตลิ่งสูงชัน ๕.๒.๒ ควรยกคันทางให้สูงกว่าระดับน้ำสูงสุดในรอบ ๑๐ ปีไม่น้อยกว่า ๓๐ ซม. ๕.๒.๓ ห้ามวางท่อลอดใต้ถนนทำมุมน้อยกว่า ๔๕ องศา กับแนวถนน ๕.๒.๔ ในกรณีที่เส้นทางต้องตัดผ่านที่ดินของผู้มีสิทธิ์ครอบครอง ให้ทำบันทึกข้อตกลง ให้เรียบร้อยก่อนดำเนินการ ๕.๒.๕ จำนวนและชนิดท่อระบายน้ำ ค.ส.ล. พิจารณาตามสภาพพื้นที่และมาตรฐานการวาง ท่อระบายน้ำ โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อระบายน้ำ ไม่น้อยกว่า ๐.๖๐ ม. ๕.๒.๖ ท่อลอดเหลี่ยม ค.ส.ล. ให้พิจารณาใช้ในกรณีลำน้ำกว้างไม่เกิน ๑๐ ม. และความลึก ไม่เกิน ๓.๕๐ ม. ๕.๒.๗ หลัก กม., หลักนำโค้ง, Guard Rail, Timber Barricade แบบถาวร, ป้ายบังคับ และ ป้ายเตือน ให้พิจารณาได้ตามความจำเป็นและมาตรฐานความปลอดภัย รายละเอียดให้เป็นไปตามแบบรูปและ ข้อกำหนด ดังนี้ - หลัก กม. ให้มีเฉพาะหลักที่เป็นจำนวนเต็ม ไม่ต้องนำเศษของ กม. มาคิด สำหรับ เส้นทางที่ก่อสร้างต่อเนื่องจากเส้นทางเดิมที่มีหลัก กม. อยู่แล้ว ให้นับต่อเนื่องจากเส้นทางเดิม ตามแบบ มาตรฐาน กกช. ๕๔๑๑๕ - หลักนำโค้ง ตามแบบมาตรฐานของกรมทางหลวงชนบท แบบเลขที่ จร-๓๐๒/๖๑ - Guard Rail ตามแบบมาตรฐานของกรมทางหลวงชนบท แบบเลขที่ จร-๓๐๕/๖๑ และ จร-๓๐๖/๖๑ - Timber Barricade ตามแบบมาตรฐานของกรมทางหลวงชนบท แบบเลขที่ จร-๓๐๘/๖๑ - ป้ายบังคับ และป้ายเตือน ตามแบบมาตรฐานของกรมทางหลวงชนบท แบบเลขที่ จร-๑๐๑/๖๑ ถึง จร-๑๐๘/๖๑ ๖. รายการค่าใช้จ่าย ๖.๑ ราคาหินคลุก ๖.๑.๑ กรณีจัดซื้อหินคลุก (แบบส่งถึงแหล่งงาน) ให้คิดราคาหินคลุกที่หน้าโรงโม่ รวมค่าขนส่ง ทั้งนี้จะต้องแนบใบเสนอราคาอย่างน้อย ๓ ราย พร้อมแผนผังสังเขป จากโรงโม่ที่ใกล้ที่สุดเป็น หลัก และระยะทางจากโรงโม่ถึงแหล่งงาน พร้อมที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์


ห น้ า | ๒๐ ๖.๑.๒ กรณีจัดซื้อหินคลุก (ใช้พาหนะของหน่วยขนย้ายเอง) สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ เมื่อรวมราคาหินคลุกที่หน้าโรงโม่ กับค่า สป.๓ ในการขนย้ายจนถึงแหล่งงานแล้ว ราคารวมเฉลี่ยต้องไม่สูงกว่า ราคาจัดซื้อตามข้อ ๖.๑.๑ โดยจะต้องแนบใบเสนอราคาหินคลุก พร้อมพิกัดที่ตั้งและแผนผังสังเขปจากโรงโม่ ถึงแหล่งงาน และตารางคำนวณค่า สป.๓ ที่ใช้ในการขนย้ายด้วย ๖.๑.๓ กรณีหินคลุกราคาสูง กรณีหน่วยใดจัดซื้อหินคลุกตามข้อ ๖.๑.๑ และ ๖.๑.๒ มีราคา สูง หน่วยฯ สามารถพิจารณาดำเนินการใช้ดินซีเมนต์(ตามมาตรฐาน) แทนการใช้หินคลุกเป็นชั้นพื้นทางได้ ทั้งนี้ให้พิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ปฏิบัติงาน ๖.๒ ราคาลูกรัง ๖.๒.๑ กรณีจัดซื้อลูกรัง (แบบส่งถึงแหล่งงาน) ให้คิดราคาลูกรังที่บ่อลูกรัง รวมค่าขนส่ง (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมพิกัดที่ตั้งของแหล่งวัสดุ และระยะทางจากบ่อลูกรังถึงแหล่งงาน โดยให้แนบ ใบเสนอราคาจากเจ้าของแหล่งวัสดุลูกรัง พร้อมลงนามรับรองความถูกต้อง ๖.๒.๒ กรณีที่จัดซื้อลูกรัง (ใช้พาหนะของหน่วยขนย้ายเอง) สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ เมื่อรวมราคาลูกรังที่บ่อลูกรัง กับค่า สป.๓ ในการขนย้ายจนถึงแหล่งงานแล้ว ราคารวมเฉลี่ยต้องไม่สูงกว่าราคา จัดซื้อตามข้อ ๖.๑.๑ โดยจะต้องแนบใบเสนอราคาจากเจ้าของแหล่งวัสดุลูกรัง พร้อมพิกัดที่ตั้งและแผนผัง สังเขปจากบ่อลูกรังถึงแหล่งงาน และตารางคำนวณค่า สป.๓ ที่ใช้ในการขนย้ายด้วย ๖.๓ ราคายางอิมัลชัน หรือ คัตแบก สำหรับการทำ Prime Coat, Tack Coat, Cape Seal ให้ดำเนินการจัดซื้อจากบริษัท/ห้างร้านที่ได้รับการรับรองจากผู้ผลิต โดยคิดราคารวมค่าขนส่งตามแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้จะต้องแนบใบเสนอราคาจากบริษัท/ห้างร้าน อย่างน้อย ๓ ราย ๖.๔ รายการวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ ให้หน่วยใช้ตามหลักเกณฑ์การประมาณการ หรือ การสืบราคา ในพื้นที่ พร้อมแนบใบเสนอราคาวัสดุก่อสร้างจากผู้จำหน่ายในพื้นที่ดำเนินการของโครงการ อย่างน้อย ๓ ราย ๖.๕ ราคา สป.๓ ใช้ราคาน้ำมันส่วนกลาง (บก.ทท. เป็นผู้กำหนด) ๗. เอกสารประกอบคำของบประมาณ ๗.๑ เอกสารประกอบการพิจารณางานทาง : ๗.๑.๑ แผนที่เส้นทางและจุดก่อสร้างสังเขป มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด (แสดงด้วยภาพถ่าย คู่กับจุดอ้างอิงถาวร) แต่ละจุดมีภาพสีประกอบ โดยกำหนดที่ตั้งเป็นพิกัด ๖ ตัว และพิกัดภูมิศาสตร์ (Latitude, Longitude) ลงบนแผนที่ ๑ : ๕๐,๐๐๐ หรือใหญ่กว่า ๗.๑.๒ รูปตัดตามยาว (Profile) และ แผนผังเส้นทาง (Plan) พร้อมจุดวางท่อ ๗.๑.๓ รูปตัดขวาง (Cross Section) ทุกระยะ ๕๐ ม. และทุกจุดที่มีการวางท่อ หรือจุด วิกฤตต่าง ๆ ๗.๑.๔ ผังบริเวณโดยสังเขป แสดงข้อมูลโครงการตามหลักเกณฑ์ที่ กกช.บก.นทพ. กำหนด - จุดเชื่อมต่อกับถนนหลักหรือถนนเดิมที่มีอยู่แล้ว - จุดเริ่มต้นจุดสิ้นสุด โดยกำหนดที่ตั้งเป็นพิกัด ๖ ตัวทั้งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด - จุดติดตั้งป้ายโครงการ, ป้ายห้าม, ป้ายเตือน, หลักกันโค้ง หรืองานประกอบอื่น ๆ


ห น้ า | ๒๑ - จุดติดตั้งหลัก กม. ของเดิมที่มีอยู่แล้ว และจุดติดตั้งหลัก กม. ที่จะเสนอขอใหม่ (ถ้ามี) ๗.๑.๕ ประมาณการงานก่อสร้างทาง ตามที่ กกช.บก.นทพ. กำหนด - แบบสรุปราคางานก่อสร้างทาง - แบบประเมินราคางานก่อสร้างทาง - แบบราคางานต่อหน่วย ๗.๑.๖ ประมาณการดินตัด-ดินถม ๗.๑.๗ รูปตัด/ข้อมูลลำน้ำแต่ละจุดที่ก่อสร้างท่อลอดเหลี่ยม ๗.๑.๘ บัญชีการวางท่อ ๗.๒ เอกสารประกอบการพิจารณางานก่อสร้าง หรือปรับปรุง/ซ่อมแซมอาคาร (ประกอบ แผนงาน ๐๒ และแผนงานโครงการพัฒนาและปรับปรุงที่ตั้งหน่วยฯ) ๗.๒.๑ แบบก่อสร้างอาคาร หรือ งานปรับปรุง/ซ่อมแซม อาคาร-สิ่งปลูกสร้าง ดังนี้ - แบบแปลน, รูปตัด, รูปด้าน, งานโครงสร้างวิศวกรรม, งานสถาปัตยกรรม และ แบบขยายของงานให้ครบถ้วน ๗.๒.๒ เอกสารใบเสนอราคาวัสดุก่อสร้าง จากผู้จำหน่ายในพื้นที่ดำเนินการของโครงการ อย่างน้อย ๓ ราย ๗.๒.๓ ภาพถ่าย บริเวณพื้นที่ก่อสร้าง/ปรับปรุงอาคาร หรือ ตามลักษณะการปฏิบัติงานของ หน่วยฯ ๗.๒.๔ ในกรณีหน่วยฯ ประสงค์ดำเนินการงานก่อสร้าง หรือปรับปรุง/ซ่อมแซมอาคาร แบบงานจ้างเหมา ขอให้หน่วยฯจัดทำเอกสารประกอบตามหลักเกณฑ์การคำนวณราคากลางงานก่อสร้าง อาคารของกรมบัญชีกลาง ดังนี้ - ประมาณการตามแบบ ปร.๔, ปร.๕ และ ปร.๖ - แบบก่อสร้าง - ใบเสนอราคาของวัสดุก่อสร้าง/ครุภัณฑ์ หรืออื่น ๆ ที่ไม่มีในเว็บไซต์รายการราคาวัสดุ ก่อสร้างของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดที่ตั้งโครงการ อย่างน้อย ๓ ราย - ราคาวัสดุก่อสร้าง/ครุภัณฑ์หรืออื่น ๆจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมบัญชีกลาง ------------------------------------------------------------


ห น้ า | ๒๒ กิจกรรมหลัก การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เป้าหมาย กิจกรรมหลัก การจัดหาน้ำกินน้ำใช้ในพื้นที่เป้าหมาย กิจกรรมรอง การจัดหาน้ำกินน้ำใช้ ๑.แนวทางการจัดทำแผนงาน/โครงการประจำปี ๑.๑ การรวบรวมข้อมูลแหล่งน้ำและวิเคราะห์แนวทางในการสนับสนุน ๑.๑.๑ ศึกษาและเปรียบเทียบข้อมูลพื้นฐานเพื่อจัดลำดับความเร่งด่วน โดยมีเกณฑ์พิจารณาดังนี้ ๑.๑.๑.๑ ข้อมูลพื้นฐานระดับหมู่บ้าน (กชช. ๒ค) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตัวชี้วัดเรื่อง น้ำดื่ม น้ำใช้ และน้ำเพื่อการเกษตร ด้านสภาพพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ตัวชี้วัดเรื่อง ผลผลิตจากการทำนา ผลผลิต จากการทำไร่ และผลผลิตจากการทำเกษตรอื่น ๆ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตัวชี้วัดเรื่อง คุณภาพน้ำ และด้านความเสี่ยงของชุมชนและภัยพิบัติ ตัวชี้วัดเรื่อง ความปลอดภัยจากภัยพิบัติ ๑.๑.๑.๒ ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ด้านสภาพแวดล้อม ตัวชี้วัดเรื่อง ครัวเรือนมี น้ำสะอาดสำหรับดื่มและบริโภคเพียงพอตลอดปี อย่างน้อยคนละ ๕ ลิตรต่อวัน และครัวเรือนมีน้ำใช้ เพียงพอตลอดปีอย่างน้อยคนละ ๔๕ ลิตรต่อวัน ๑.๑.๒ ศึกษาข้อมูลพื้นที่ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ ตามประกาศของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ดังนี้ ๑.๑.๒.๑ พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภค - บริโภคประจำปี ๑.๑.๒.๒ พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ๑.๑.๒.๓ พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซาก ๑.๑.๓ รวบรวมข้อมูลแหล่งน้ำในพื้นที่ ทั้งน้ำบริโภค/อุปโภค น้ำเพื่อการเกษตร พื้นที่ เขตชลประทาน พื้นที่ต้นน้ำ และแหล่งน้ำตามธรรมชาติอื่น ๆ ๑.๑.๔ รวบรวมข้อมูลพื้นที่ที่เกิดปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งซ้ำซาก ๑.๑.๕ กำหนดพื้นที่สำคัญ เช่น ที่ตั้งอำเภอ/ตำบล (อบต.), ที่ตั้งหมู่บ้าน/ชุมชน, โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.), โรงเรียน, วัด, การบริการ และพื้นที่ที่สำคัญอื่น ๆ ในตำบล ๑.๒ การสำรวจสภาพในพื้นที่ ๑.๒.๑ สำรวจสภาพแหล่งน้ำในพื้นที่ ทั้งน้ำบริโภค อุปโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ว่าสามารถ เก็บกักน้ำได้หรือไม่ อย่างไร แนวทางการนำน้ำไปใช้ประโยชน์ และมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการในพื้นที่ หรือไม่ ๑.๒.๒ การใช้ประโยชน์แหล่งน้ำเพื่อการประกอบอาชีพและสามารถสนับสนุนการปฏิบัติการ ทางทหาร ๑.๒.๒.๑ ด้านความมั่นคง เช่น แผนการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน และแผนป้องกัน ประเทศ (แนวฉากขัดขวาง และตำบลส่งกำลัง) ๑.๒.๒.๒ ด้านการพัฒนา เช่น ใช้เป็นน้ำบริโภค อุปโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ๑.๒.๓ พื้นที่และจำนวนผู้รับประโยชน์ ๑.๒.๔ พื้นที่ตั้งโครงการเป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานหรือกรรมสิทธิ์ของบุคคลใด ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์และดำเนินการขออนุญาตให้เรียบร้อย โดยมีเอกสารยืนยันการอนุญาตให้ใช้พื้นที่เป็น หลักฐาน ๑.๒.๕ ตรวจสอบว่ามีส่วนราชการ/หน่วยงานใด มีแผนเข้าดำเนินการหรือไม่


ห น้ า | ๒๓ ๑.๓ การพิจารณาให้การสนับสนุนแผนงาน/โครงการ ๑.๓.๑ วิเคราะห์แหล่งน้ำในพื้นที่ ทั้งน้ำบริโภค อุปโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ว่ามีปริมาณ เพียงพอต่อความต้องการในพื้นที่หรือไม่ โดยพิจารณาจากจำนวนประชากร และพื้นที่การเกษตรของพืช แต่ละชนิดว่าต้องการอย่างไร ๑.๓.๒ บูรณาการกับส่วนราชการ/หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในทุกมิติ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและมีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ๑.๓.๓ ประสานแผนเพื่อแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน เช่น ปัญหาอุทกภัย การขาดแคลนน้ำใน การบริโภค อุปโภค และภาคการเกษตร ๑.๓.๔ เชื่อมโยงและเกื้อกูลกับแผนงาน/โครงการพัฒนาช่วยเหลือประชาชนและงานเกษตร ผสมผสานตามแนวทางพระราชทานเศรษฐกิจพอเพียง ๑.๓.๕ เสนอขอรับการสนับสนุนแผนงาน/โครงการ โดยการวิเคราะห์สภาพปัญหาและความ ต้องการน้ำในแต่ละประเภท (บริโภค อุปโภค และการเกษตร) ในพื้นที่ได้อย่างเพียงพอ โดยไม่จำกัดสัดส่วน งบประมาณ ๑.๓.๖ ส่งเสริมให้ราษฎรจัดตั้งกลุ่มเพื่อดูแลการใช้ การบำรุงรักษา และบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ๑.๓.๗ กรณีแหล่งน้ำอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำ ป่าสงวน และเขตอนุรักษ์ ต้องได้รับการอนุญาตเป็น เอกสารยืนยันจากหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ก่อนเสนอโครงการ ๑.๓.๘ หลีกเลี่ยงการเสนอขอรับการสนับสนุนแผนงาน/โครงการ ที่ส่วนราชการอื่น มีแผนงานที่จะดำเนินการ ๑.๓.๙ งานแหล่งน้ำใต้ดิน พิจารณาเลือกงานขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลเป็นหลัก โดยมีงานขุดเจาะ บ่อน้ำตื้นมาสนับสนุนการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ๑.๔ การพิจารณาให้การสนับสนุน กกล.ป้องกันชายแดน และโรงเรียนตำรวจตระเวน ชายแดน ในพื้นที่รับผิดชอบของ สนภ.๑-๕ นทพ. ๑.๔.๑ สำรวจที่ตั้งของ กกล.ป้องกันชายแดน ในพื้นที่รับผิดชอบถึงระดับฐานปฏิบัติการ ๑.๔.๒ สำรวจที่ตั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในพื้นที่รับผิดชอบ ๑.๔.๓ รวบรวมข้อมูลสภาพทั่วไป สภาพปัญหา การสนับสนุนที่ผ่านมา และการร้องขอรับการ สนับสนุน ๑.๔.๔ พิจารณาสนับสนุนแผนงาน/โครงการประจำปี ร้อยละ ๕ - ๑๐ ของกรอบวงเงินที่ได้รับ จัดสรรเพิ่มเติม ในภาพรวมของ สนภ.นทพ. โดยให้ สนภ.นทพ. พิจารณาจัดสรรกรอบงบประมาณในภาพรวมของ สนภ.นทพ. ให้ นพค.สนภ.นทพ. ดำเนินการ ๑.๕ งานจัดหาแหล่งน้ำใต้ดิน ได้แก่ งานขุดเจาะบ่อน้ำตื้น บ่อน้ำบาดาล และการพัฒนาบ่อน้ำ บาดาล ให้ ช.พัฒนา สนภ.๑ - ๕ นทพ. ดำเนินการ ดังนี้ ๑.๕.๑ พิจารณาสนับสนุนแผนงาน/โครงการจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย ตำบลเป้าหมายหลัก และตำบลเป้าหมายรอง ของ นขต.สนภ.๑ - ๕ นทพ. และจากความต้องการเพิ่มเติมใน ภารกิจการปฏิบัติการจิตวิทยาและการประชาสัมพันธ์ของหน่วย โดยดำเนินการในลักษณะการกระจายทั่วพื้นที่ รับผิดชอบของ สนภ.๑ - ๕ นทพ. กำหนดกรอบงบประมาณไว้ ดังนี้ ๑.๕.๑.๑ งานขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ของกรอบวงเงินงานจัดหา แหล่งน้ำใต้ดิน สนภ.นทพ.


ห น้ า | ๒๔ ๑.๕.๑.๒ งานขุดเจาะบ่อน้ำตื้นและงานพัฒนาบ่อน้ำบาดาล รวมแล้วไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของกรอบวงเงินงานจัดหาแหล่งน้ำใต้ดิน สนภ.นทพ. ๑.๕.๒ พื้นที่ดำเนินการ และการจัดลำดับความเร่งด่วนตามกรอบงบประมาณที่ได้รับ ดังนี้ ๑.๕.๒.๑ พื้นที่เป้าหมายการพัฒนาของ นพค.สนภ.๑ - ๕ นทพ. เพื่อเสริมการปฏิบัติงาน ของ นพค.สนภ.๑ - ๕ นทพ. ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ๑.๕.๒.๒ พื้นที่ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ ตามประกาศของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในเขตรับผิดชอบของ สนภ.๑ - ๕ นทพ. ประกอบด้วย - พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภค – บริโภคประจำปี - พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร - พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซาก


ห น้ า | ๒๕ ๒. นิยามศัพท์เฉพาะ ๒.๑ แหล่งน้ำผิวดิน หมายถึง น้ำในบรรยากาศที่กลั่นตัวเป็นหยดน้ำและตกลง สู่ผิวโลก ไหลลงมา ขังตามแอ่งที่ต่ำ เช่น หนอง บึง แม่น้ำ ทะเล ทะเลสาบ เป็นต้น ๒.๑.๑ แหล่งน้ำ หมายถึง แหล่งน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ(หนอง บึง) หรือแหล่งน้ำที่ มนุษย์สร้างขึ้น (สระเก็บน้ำ อ่างเก็บน้ำ) ในที่นี้หมายรวมถึง แหล่งน้ำที่ไม่ใช่ลำน้ำ ๒.๑.๒ ลำน้ำ หมายถึง แหล่งน้ำผิวดินที่ไหลอยู่ในร่องน้ำ มีต้นกำเนิดมาจาก น้ำที่ไหลบน แผ่นดิน ในขณะที่ไหลกระแสน้ำหรือการไหลของลำน้ำบางส่วนอาจถูกกักอยู่บนผิวดินเป็นร่องน้ำ ที่ไหลจาก ต้นน้ำสู่ปากน้ำ (แม่น้ำ ลำธาร ห้วย คลอง) ๒.๒ ขุดลอก หมายถึง การขุด ดูด ตัก หรือการกระทำประการอื่นใด ที่เป็นการนำกรวด หิน ดิน ทราย ที่ทับถมอยู่ใต้แหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ (ลำน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง และแหล่งน้ำอื่น ๆ) ที่ตื้นเขินขึ้นมา บนพื้นดิน ๒.๓ แก้มลิง หมายถึง ลักษณะเป็นสระ บึง คลอง หรือที่ลุ่มที่ใช้เป็นพื้นที่ รับน้ำในฤดูน้ำหลาก ทำหน้าที่เป็นบึงพักน้ำก่อนระบายออกสู่แหล่งน้ำผิวดินในบริเวณใกล้เคียง ๒.๔ การเคลือบสระเก็บน้ำด้วยยางพารา หมายถึง การนำยางพาราในรูปแบบน้ำยางข้น มาผสม กับสารเคมี เพื่อปรับปรุงคุณภาพให้มีความแข็งแรง และทนต่อการเสื่อมสภาพ ให้เป็นน้ำยางคอมปาวด์สำหรับ ใช้เคลือบสระเก็บน้ำ โดยเสริมความแข็งแรงด้วยผ้าดิบ ๒.๕ น้ำใต้ดิน หมายถึง น้ำที่ซึมลงไปใต้ดินส่วนหนึ่งจะซึมอยู่ตามช่องว่างระหว่างเม็ดดิน เรียกว่า “น้ำในดิน” ในฤดูแล้งน้ำในดินอาจถูกแดดเผาให้ระเหยแห้งไปได้น้ำที่เหลือจะไหลซึมลงต่อไป สุดท้ายจะไปถูก กักเก็บไว้เรียกว่า “น้ำบาดาล” น้ำใต้ดินที่พบในชั้นกรวดทราย ที่มีการทับถมกันใหม่ ๆ ยังไม่กลายเป็นหิน หินปูนที่มีรอยร้าว และมีโพรงในหิน เราเรียกว่า “หินน้ำซึม” ซึ่งตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตน้ำบาดาลและ ความลึกของน้ำบาดาล พ.ศ.๒๕๕๔ ได้กำหนดให้ น้ำใต้ดินที่อยู่ลึกลงไปเกินกว่า ๑๕ เมตรเป็นน้ำบาดาล ในเขต น้ำบาดาลกรุงเทพมหานคร และเขตน้ำบาดาลจังหวัดทุกจังหวัดในราชอาณาจักรไทย ๒.๕.๑ บ่อน้ำบาดาล รูหรือปล่องที่เจาะลงไปถึงชั้นน้ำใต้ดิน ตามลักษณะของชั้นดินในพื้นที่ที่ มีความลึกมากกว่า ๑๕ ม. น้ำเหล่านั้นสามารถใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคได้จึงจะเรียกได้ว่าเป็น “บ่อน้ำ บาดาล” (พระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.๒๕๕๔) ๒.๕.๒ บ่อน้ำตื้น หมายถึง บ่อที่ขุดลึกลงไปต่ำกว่าระดับน้ำใต้ดิน โดยปกติจะมีความลึกไม่เกิน ๑๕ ม.จากระดับผิวดิน และมีความกว้างอยู่ระหว่าง ๐.๘๐-๒.๐๐ ม. สามารถนำน้ำที่ไหลซึมเข้ามาเพื่อใช้ในการ อุปโภคบริโภค ๒.๖ ฝายต้นน้ำ หรือฝายชะลอน้ำ เป็นการก่อสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำ หรือพื้นที่ชะลอการไหลของน้ำ ใกล้แหล่งต้นน้ำ ทำจากวัสดุที่หาได้ง่ายในพื้นที่เป็นหลัก ฝายต้นน้ำแบ่งออกเป็น ๓ แบบดังนี้ ๒.๖.๑ ฝายผสมผสาน หมายถึง ฝายที่สร้างจากไม้หลักทำเป็นกรอบล้อมรอบ ภายในกรอบ บรรจุวัสดุทางธรรมชาติที่หาได้ง่ายในพื้นที่ โดยทั่วไปนิยมสร้างบริเวณตอนบนของลำห้วยหรือร่องน้ำ ที่มีขนาด ความกว้างของลำห้วยประมาณ ๓-๕ ม. ลึกประมาณ ๐.๕-๑.๕ ม. แบ่งออกเป็น ๕ รูปแบบ คือ แบบคอกหมู, แบบไม้ไผ่, แบบกระสอบ, แบบลวดตาข่าย และแบบหินทิ้ง ๒.๖.๒ ฝายกึ่งถาวร หมายถึง ฝายที่ก่อสร้างด้วยหินเรียงแกน ดินเหนียว หรือหินทิ้งบรรจุ กล่องลวดตาข่าย หรือหินก่อ เป็นฝายที่มีความแข็งแรง ส่วนมากนิยมก่อสร้างบริเวณตอนกลาง และตอนล่าง


ห น้ า | ๒๖ ของลำห้วย หรือร่องน้ำ แบ่งออกเป็น ๔ รูปแบบ คือ แบบหินเรียงแกน ดินเหนียว, แบบลวดตาข่าย, แบบหิน ก่อ และแบบหินเรียงแกน ค.ส.ล. ๒.๖.๓ ฝายถาวร หมายถึง ฝายคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีความมั่นคงแข็งแรง โดยทั่วไปนิยม ก่อสร้างในพื้นที่ตอนล่างของลำห้วย หรือร่องน้ำ แบ่งออกเป็น ๒ รูปแบบ คือ ฝายคอนกรีตเสริมเหล็ก แบบที่ ๑ และแบบที่ ๒ ๒.๗ ฝาย/ทำนบ ตามรูปแบบมาตรฐาน ๒.๗.๑ ฝาย มข.๒๕๒๗ ฝายที่สร้างด้วยแบบก่อสร้างฝายน้ำล้น โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อปี ๒๕๒๗ ซึ่งเป็นแบบมาตรฐานฝายน้ำล้นที่ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน ๒.๗.๒ ฝายน้ำล้นรถข้ามได้ หมายถึง หมายถึง ฝายที่สร้างจากคอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อใช้ เป็นทางเชื่อมระหว่างทางสัญจร (รถยนต์/ยานพาหนะอื่น ๆ วิ่งข้ามได้) ในขณะเดียวกันน้ำที่สูงกว่าระดับสัน ฝายสามารถไหลผ่านได้ ๒.๗.๓ ทำนบกั้นน้ำ หมายถึง สิ่งที่สร้างขึ้นขวางทางน้ำ เพื่อกั้นไม่ให้น้ำไหลผ่านหรือข้ามไป เพื่อกักเก็บน้ำไว้เพื่ออุปโภค บริโภค ๒.๘ ระบบประปา หมายถึง ระบบการส่งน้ำทางท่อ ซึ่งควรมีการจัดวางตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อให้ ได้ประโยชน์ในการใช้งานและง่ายต่อการบำรุงรักษาหรือง่ายต่อการซ่อมแซม ๒.๙ ระบบผลิตประปา หมายถึง ระบบหรือกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำจากแหล่งน้ำดิบ เพื่อ ผลิตให้เป็นน้ำสะอาดตามหลักวิชาการ เพื่อส่งน้ำประปาไปยังระบจ่ายน้ำประปา โดยจ่ายน้ำทางท่อผ่านมาตร วัดน้ำ ๒.๑๐ ประปาภูเขา หมายถึง ระบบที่ใช้แหล่งน้ำดิบหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ จากภูเขาหรือพื้นที่สูง ซึ่งแหล่งน้ำอาจเป็นน้ำซับ หรือน้ำพุ โดยการสร้างฝายทดน้ำเพื่อยกระดับน้ำและอาจ ผ่านการกรองน้ำก่อนเข้า ระบบท่อส่งน้ำเพื่อส่งน้ำไปยังพื้นที่ใช้น้ำด้วยแรงโน้มถ่วง เพื่ออุปโภค-บริโภค หรือเพื่อการเกษตรกรรม


ห น้ า | ๒๗ ๓. มาตรฐานงาน ๓.๑ งานแหล่งน้ำผิวดิน ๓.๑.๑ งานขุดลอกลำน้ำ ๓.๑.๑.๑ งานถากถางพื้นที่ เป็นการเตรียมพื้นที่ด้านข้างลำน้ำให้เพียงพอสำหรับการ ปฏิบัติงานและวางคันดิน ๓.๑.๑.๒ การขุดลอกลำน้ำที่มีระยะทางยาว ให้หน่วยสำรวจรายละเอียดเกี่ยวกับ ค่าความต่างระดับของลำน้ำประกอบในการพิจารณา อาจพิจารณาสร้างฝายเก็บน้ำเป็นช่วงๆเพื่อการใช้ ประโยชน์ ๓.๑.๑.๓ การพิจารณาความลึกและการขยายลำน้ำให้พิจารณาจากปริมาณความ ต้องการใช้น้ำจากกิจกรรมต่าง ๆ ให้เพียงพอ ๓.๑.๑.๔ การขุดลอกขยายลำน้ำสามารถดำเนินการได้ โดยให้พิจารณาผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมหรือแนวเขตที่ดินสิ่งปลูกสร้าง และไม่ทำให้แนวรูปแบบลำน้ำเปลี่ยนไป ๓.๑.๑.๕ กรณีทำการขุดลอกลำน้ำเป็นช่วง (ไม่ตลอดช่วงลำน้ำ) การขุดขยายความ กว้างเพื่อการกักเก็บหรือเพิ่มการระบายน้ำนั้น ความกว้างที่จะทำการขุดลอก ณ จุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุดจะ ควรเท่ากับความกว้างเดิมของลำน้ำ เพื่อป้องกันกระแสน้ำกัดเซาะตลิ่ง งานขุดลอกลำน้ำ (ขุดขยาย) ๓.๑.๑.๖ ลำน้ำที่ทำการขุดลอกแล้วนั้น ต้องมีความกว้างท้องลำน้ำอย่างน้อย ๑ ม.


ห น้ า | ๒๘ ๓.๑.๑.๗ อัตราลาดของลำน้ำสำหรับงานขุดลอกโดยทั่วไปให้พิจารณาจากประเภท ของดิน โดยแนะนำ ดังนี้ ชนิดของดิน อัตราลาด หินปูน/หินดาดใต้ดิน ๑ : ๑ หินดินดาน ๑ : ๑.๕ ดิน/ดินกรวด ๑ : ๒ ดินทราย ๑ : ๓ ๓.๑.๑.๘ กรณีสภาพลำน้ำเดิมมีความกว้างหลายขนาด ควรจะแบ่งการขุดลอกเป็น ช่วง ตามขนาดความกว้างจริง เพื่อให้การคำนวณปริมาตรดินขุดเป็นไปตามจริง ๓.๑.๑.๙ กรณีที่มีการขุดลอก ความกว้างของปากลำน้ำตลอดความยาวแตกต่างกันไม่ มากนัก สามารถใช้ความกว้างเฉลี่ยได้ ๓.๑.๑.๑๐ ให้หน่วยพิจารณาพื้นที่ข้างลำน้ำเป็นหลัก ให้นำดินไปทำคันดินให้เกิด ประโยชน์สูงสุดก่อนจะพิจารณาทำการขนทิ้ง ในกรณีที่มีการขนดินทิ้งควรจะพิจารณาหาพื้นที่ทิ้งดินในบริเวณ ใกล้แหล่งงาน โดยให้ทำการสำรวจและตกลงเรื่องพื้นที่ทิ้งดินข้างลำน้ำให้เป็นที่เรียบร้อยก่อนเสนอโครงการ ๓.๑.๑.๑๑ ต้องได้รับความยินยอมจากราษฎรที่ใช้ประโยชน์พื้นที่ข้างลำน้ำที่จะขุด ลอกอย่างแน่ชัด ให้สามารถขุดลอกขยายหรือขุดต้นไม้ได้โดยต้องทำบันทึกข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ๓.๑.๑.๑๒ พิจารณาให้ความสำคัญของการขุดลอกลำน้ำ บริเวณพื้นที่หน้าฝาย เพื่อ การกักเก็บน้ำ ๓.๑.๑.๑๓ บริเวณที่เป็นสะพาน ท่อลอด ฝาย อาคารชลประทาน ให้เว้นระยะการขุด ลอกห่างจากโครงสร้างข้างละ ๑๕ ม. พร้อมทั้งปรับแต่งช่วงที่เว้นระยะการขุดลอกให้เรียบร้อย ๓.๑.๑.๑๔ การเช่าเครื่องจักรกลในการขุดลอกลำน้ำ ใช้กรณีเมื่อลำน้ำมีความกว้าง มากกว่าระยะเอื้อมขุดของรถขุดบนตลิ่งทั้งสองฝั่งซึ่งไม่สามารถขุดลอกครอบคลุมพื้นที่ท้องน้ำได้หรือลำน้ำมี ความกว้างเกินกว่า ๒๕ ม. และมีระดับน้ำเก็บกักมากพอ ให้พิจารณาการเช่าโป๊ะพร้อมรถขุดตักแขนยาวได้ ๓.๑.๒ งานขุดสระเก็บน้ำ/ขุดลอกแหล่งน้ำ ๓.๑.๒.๑ ความต้องการขนาดของสระหรือแหล่งน้ำที่จะดำเนินการ ใช้ข้อมูล ขนาด ของหมู่บ้าน จำนวนประชากร แหล่งกำเนิดน้ำ พื้นที่ดำเนินการ และการคำนวณประมาณความต้องการใช้น้ำ เป็นปัจจัยการกำหนดขนาดและความลึก โดยคิดจาก - ปริมาณความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค โดยกำหนดให้คิดอัตรา ความต้องการน้ำ (ลิตร/คน/วัน) ตามตารางด้านล่าง สำหรับการออกแบบการพัฒนาแหล่งน้ำโดยคิดระยะเวลา การใช้น้ำตลอดฤดูแล้งประมาณ ๖ เดือน (หรือ ๑๘๐ วัน)


ห น้ า | ๒๙ ประเภทชุมชน อัตราการใช้น้ำ (ลิตร/คน/วัน) ที่มา ชุมชนชนบท อย่างน้อย ๕๐ ข้อมูล จปฐ. ปี ๖๐-๖๔, กรมการพัฒนาชุมชน ชุมชนเมือง/เทศบาลตำบล ๑๑๐ กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน, พ.ศ.๒๕๔๔ เทศบาลขนาดเล็ก ๑๒๐ กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน, พ.ศ.๒๕๔๔ เทศบาลขนาดกลาง ๒๐๐ กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน, พ.ศ.๒๕๔๔ เทศบาลขนาดใหญ่ ๒๕๐ กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน, พ.ศ.๒๕๔๔ - ปริมาณความต้องการใช้น้ำเพื่อการเลี้ยงสัตว์ เป็นปริมาณน้ำกินน้ำใช้ของ การเลี้ยงสัตว์ซึ่งจะมีความแตกต่างกันในแต่ละชนิดของสัตว์เลี้ยง ตัวอย่างเช่น ชนิดสัตว์เลี้ยง อัตราการใช้น้ำ (ลิตร/ตัว/วัน) วัว-ควาย ๕๐ หมู ๒๐ เป็ด-ไก่ ๐.๑๕ - ปริมาณความต้องการใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูก ความต้องการใช้น้ำของพืช จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของพืช ระยะเวลาที่ปลูก และปัจจัยด้านอื่น ๆ สำหรับการใช้น้ำจากแหล่งน้ำจะ พิจารณาการปลูกผัก พืชไร่ สวน บริเวณรอบ ๆ แหล่งน้ำที่พัฒนาเท่านั้น และจะคิดอัตราการใช้น้ำเฉลี่ย ประมาณ ๑.๐๗ ลบ.ม./ไร่/ปี ๓.๑.๒.๒ อัตราลาดของสระเก็บน้ำ/แหล่งน้ำนั้น ให้พิจารณาจากสภาพของดินในพื้นที่ เป็นสำคัญ โดยแนะนำ ดังนี้ ชนิดของดิน อัตราลาด หินปูน/หินดาดใต้ดิน ๑ : ๑ หินดินดาน ๑ : ๑.๕ ดิน/ดินกรวด ๑ : ๒ ดินทราย ๑ : ๓ ๓.๑.๒.๓ การขุดสระเก็บน้ำให้หลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นเนิน/ที่สูง ซึ่งไม่มีทางน้ำไหลผ่าน หรือเก็บน้ำไม่ได้ เนื่องจากสภาพดินไม่อำนวย หรือร่องน้ำที่มีน้ำไหลแรงให้คำนึงถึงทางน้ำเข้า-ออก สภาพอุ้มน้ำของดิน ทั้งนี้ควรดำเนินการในพื้นที่สาธารณประโยชน์


ห น้ า | ๓๐ ๓.๑.๒.๔ กรณีเป็นสระขนาดใหญ่ ๑๐๐,๐๐๐ ลบ.ม. ขึ้นไป ให้หน่วยพิจารณาเรื่องขีด ความสามารถของกำลังพล, เครื่องมือ, การปรนนิบัติบำรุง, การขนย้ายดิน, พื้นที่ทิ้งดิน และสภาพภูมิอากาศ (ฝน) ในห้วงเวลาดำเนินการ ๓.๑.๒.๕ เพื่อให้สระเก็บน้ำ/แหล่งน้ำต่าง ๆ ที่ทำการขุด/ขุดลอก มีการบริหารจัดการ น้ำที่เป็นระบบ ควรเลือกสระเก็บน้ำที่มีอาคารระบายน้ำเข้า-ออก อยู่เดิม หรือถ้าไม่มี ให้พิจารณาสร้างเพิ่มเติม โดยพิจารณาความเหมาะสมของอาคารระบายน้ำจากแบบ กกช.บก.นทพ. ก่อนเป็นหลัก ๓.๑.๒.๖ การพิจารณาขนาดของคันสระสำหรับงานขุดสระเก็บน้ำที่มีอาคารประกอบ (อาคารระบายน้ำเข้า – ออก และบันไดลงสระ) ตามแบบมาตรฐาน กกช.บก.นทพ. ให้พิจารณา ดังนี้ ขนาดสระ ขนาดคันสระ พื้นที่ตั้งแต่ ๔,๘๐๐ ตร.ม. ลงไป กว้าง ๓ ม. สูง ๑.๒ ม. พื้นที่มากกว่า ๔,๘๐๐ ตร.ม. ขึ้นไป กว้าง ๕ ม. สูง ๒ ม. ๓.๑.๒.๗ กรณีการสนับสนุนให้โรงเรียน ให้พิจารณาเรื่องอันตรายที่จะเกิดขึ้น กับนักเรียน จากขนาดและความลึกเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาจัดทำโครงการด้วย ๓.๑.๒.๘ ให้กำหนดพื้นที่เป็นขนาด (กว้างxยาว) หลีกเลี่ยงการกำหนดพื้นที่เป็นไร่ เพราะยากต่อการตรวจสอบ กรณีที่ไม่สามารถกำหนดให้เป็นขนาด (กว้างxยาว) ได้ ให้คำนวณพื้นที่ เป็นตารางเมตรและแนบแบบรูปการก่อสร้างด้วย พร้อมทั้งกำหนดลักษณะงานให้เป็นไปตามแบบก่อสร้างนั้น ๆ ๓.๑.๒.๙ การขุดลอกแหล่งน้ำทั่วไปใช้รถขุดตักที่อยู่บนตลิ่งทั้งสองฝั่ง ถ้าแหล่งน้ำมี ความกว้างมากให้ใช้อุปกรณ์เสริม เช่น เรือขุด โป๊ะพร้อมรถขุดตักแขนยาว การสูบน้ำออก หรือแหล่งน้ำ ดังกล่าวตื้นเขินและท้องพื้นแหล่งน้ำมีความมั่นคงเพียงพอสามารถรับน้ำหนักของเครื่องจักรขณะลงปฏิบัติงาน ได้ ๓.๑.๒.๑๐ ในกรณีที่หน่วยงานท้องถิ่นร้องขอดินที่จะนำไปทิ้ง ให้นำไปทิ้งในที่ตาม ร้องขอนั้น ให้หน่วยงานที่ร้องขอทำหนังสือพร้อมแนบหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาด้วย ๓.๑.๒.๑๑ งานขุดลอกแหล่งน้ำให้พิจารณาการวางดินที่คันคลองหรือคันสระเก็บน้ำ เป็นลำดับแรก ในกรณีที่มีการขนดินทิ้งควรพิจารณาหาพื้นที่ทิ้งดินในบริเวณใกล้แหล่งงาน โดยให้ทำการสำรวจ และตกลงเรื่องพื้นที่ทิ้งดินข้างลำน้ำให้เรียบร้อยก่อนเสนอโครงการ ๓.๑.๒.๑๒ งานขุดสระให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เขตป่าสงวน และพื้นที่ที่มีกรรมสิทธิ์ ครอบครองของเอกชน หากจำเป็นต้องได้รับการยินยอมให้ราษฎรใช้ประโยชน์ได้ และต้องแสดงหลักฐาน เป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเท่านั้น ๓.๑.๒.๑๓ การขุดสระน้ำใหม่ต้องสำรวจอย่างรอบคอบเพื่อให้มั่นใจว่าลักษณะดิน สามารถกักเก็บน้ำได้และไม่มีชั้นหินที่เป็นอุปสรรคต่อการขุด โดยสังเกตจากพื้นที่ใกล้เคียงว่ามีสระเก็บน้ำ ที่เก็บกักน้ำได้หรือไม่ และควรประสานขอข้อมูลด้านธรณีวิทยาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ๓.๑.๒.๑๔ การเช่าเครื่องจักรกลในการขุดลอกแหล่งน้ำ กรณีเมื่อแหล่งน้ำมีความกว้าง มากกว่าระยะเอื้อมขุดของรถขุดบนตลิ่งทั้งสองฝั่งไม่สามารถขุดลอกครอบคลุมพื้นท้องน้ำได้หรือแหล่งน้ำมี ความกว้างเกินกว่า ๒๕ ม. และมีระดับน้ำเก็บกักมากพอ ให้พิจารณาการเช่าโป๊ะพร้อมรถขุดตักแขนยาวได้


ห น้ า | ๓๑ ๓.๑.๓ งานก่อสร้างทำนบ นทพ. /ฝาย ๓.๑.๓.๑ ทำนบ นทพ. ตามแบบ กกช.54293 เป็นทำนบสำหรับกักเก็บน้ำ โดย ก่อสร้างปิดกั้นทางน้ำหรือก่อสร้างโอบเชิงลาดเขา/ลาดเนิน ก่อสร้างโดยถมดินบดอัดแน่นและมีทางระบายน้ำ อยู่ปลายด้านใดด้านหนึ่งตามความเหมาะสม เพื่อให้เกิดเป็นแหล่งน้ำที่จะนำไปใช้ประโยชน์ โดยมีข้อกำหนด เพิ่มเติมดังนี้ - ได้รับความเห็นชอบจากหน่วยราชการผู้รับผิดชอบดูแลพื้นก่อสร้างแล้ว โดยมีข้อมูล หลักฐานแสดงความต้องการเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ และปริมาณน้ำที่ได้หลังการก่อสร้างทำนบ โดยไม่กระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม และประชาชนโดยรอบแหล่งน้ำ - ความสูง และความยาวของทำนบไม่เกิน ๔ ม. และ ๔๐ ม. ตามลำดับ และปริมาณ น้ำสูงสุดจะต้องไม่ล้นข้ามทำนบ โดยมีการสร้างอาคารทางน้ำล้นเพื่อระบายน้ำมาทางท้ายน้ำได้ - ถ้าหากแหล่งน้ำ/ลำน้ำลึกมากกว่า ๓.๕๐ ม. และต้องการสร้างทำนบยาวมากกว่า ๔๐ ม. ต้องให้วิศวกรเชี่ยวชาญด้านชลศาสตร์ หรือวิศวกรชลประทานเป็นผู้ออกแบบ และกำหนดรายละเอียด ๓.๑.๓.๒ ฝาย เป็นงานก่อสร้างทำนบด้วยคอนกรีตหรือหินก้อนใหญ่กับคอนกรีต มีความคงทนถาวร โดยยอมให้น้ำไหลข้ามได้ ใช้สำหรับผันน้ำ ได้แก่


ห น้ า | ๓๒ ฝาย ค.ส.ล. แบบ มข.๒๕๒๗ มีหลักเกณฑ์และข้อควรพิจารณาสถานที่ก่อสร้าง ดังนี้ - ความสูงของสันฝายมี ๓ ขนาด คือ ๑ ม. ๑.๕ ม. และ ๒ ม. และความสูงของ สันฝายต้องไม่เกิน ๖๐% ของความลึกของลำน้ำ ถ้าต้องการกักเก็บน้ำมากขึ้นทำได้โดยใช้แผ่นไม้กั้น - ตัวฝายควรก่อสร้างบริเวณที่ลำน้ำแคบที่สุด (ถ้าเป็นไปได้) และกำหนดให้ความ กว้างของฝายเท่ากับความกว้างของลำน้ำ และไม่เกิน ๒๐ ม. และความยาวของฝาย เท่ากับ ๘ ม. เป็น มาตรฐาน - ลำน้ำค่อนข้างตรงในช่วงเหนือฝายขึ้นไปอย่างน้อย ๕๐ ม. และช่วงท้ายฝาย ลงมาอย่างน้อย ๕๐ ม. - ไม่มีกรวดหรือทรายในดินฐานราก เพื่อป้องกันการรั่วซึมของน้ำ ไม่มีก้อนหิน กระจัดกระจาย เพราะยากต่อการก่อสร้าง และควรให้ท้องน้ำแห้งไม่มีน้ำขังในช่วงการก่อสร้าง (ฤดูแล้ง) - เป็นสถานที่ที่สามารถเก็บน้ำได้มาก สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง และส่วนที่กักเก็บน้ำควรจะอยู่ในช่วงที่ชาวบ้านใช้ได้สะดวก - มีความสะดวกพอสมควรในการลำเลียงวัสดุก่อสร้าง ฝาย ค.ส.ล. แบบน้ำล้นผ่าน (รถข้ามได้) ใช้หลักเกณฑ์และข้อควรพิจารณาสถานที่ ทั่วไป เช่นเดียวกับ ฝาย ค.ส.ล. แบบ มข.๒๕๒๗ โดยต้องมีทางสัญจรเชื่อมต่อเข้าถึงตัวฝาย เพื่อที่สามารถใช้ เป็นทางสัญจรได้ในช่วงน้ำหลาก และจุดก่อสร้างต้องพิจารณาถึงความปลอดภัยของผู้ใช้ทางสัญจรที่เชื่อมต่อตัว ฝาย รวมทั้งให้พิจารณาถึงอัตราการไหลและปริมาณน้ำสูงสุดที่อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยต่อตัวฝาย - ลำน้ำขนาดเล็กที่มีความลึกไม่เกิน ๔ ม. และความกว้างไม่เกิน ๒๐ ม. - กำหนดให้ความกว้างสันฝายเท่ากับ ๔ ม. และ ๗ ม. ความยาวของฝายเท่ากับ ความกว้างของลำน้ำ และความสูงสันฝาย (กลางลำน้ำ) ไม่เกิน ๒.๕๐ ม.เป็นมาตรฐาน ฝายต้นน้ำลำธาร หรือฝายชะลอน้ำพอเพียงตามพระราชดำริคือ สิ่งก่อสร้างขวาง หรือกั้นทางน้ำ ซึ่งปกติมักจะกั้นลำห้วยลำธารขนาดเล็กในบริเวณที่เป็นต้นน้ำหรือพื้นที่ที่มีความลาดชันสูงให้ สามารถกักตะกอนอยู่ได้และหากช่วงที่น้ำไหลแรงก็สามารถชะลอการไหลของน้ำให้ช้าลง และกักเก็บตะกอน ไม่ให้ไหล ลงไปทับถมลำน้ำตอนล่าง ซึ่งเป็นวิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำได้มากวิธีการหนึ่ง ฝายต้นน้ำลำธารแบ่งเป็น ๓ ประเภท ๑. ฝายต้นน้ำลำธารแบบผสมผสาน หรือฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว สำหรับบริเวณตอนต้นน้ำ และลำน้ำ กว้าง ๓.๐ ม. ถึง ๕.๐ ม. ความสูงลำน้ำประมาณ ๑.๐ ม.


ห น้ า | ๓๓ ๒. ฝายต้นน้ำลำธารแบบกึ่งถาวร หรือฝายชะลอน้ำแบบกึ่งถาวร สำหรับบริเวณตอนกลางและตอนล่าง ของลำห้วย และลำน้ำกว้าง ๔.๐ ม. - ๖.๐ ม. ความสูงลำน้ำ ๑.๕ - ๒.๕ ม. ๓. ฝายต้นน้ำธารแบบถาวร หรือฝายชะลอน้ำแบบถาวร สำหรับบริเวณตอนล่างของลำห้วย และลำน้ำ กว้าง๔.๐ ม. - ๖.๐ ม. ความสูงลำน้ำ ๑.๕ - ๒.๕ ม. ๓.๒ งานแหล่งน้ำใต้ดิน การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในการอุปโภค - บริโภค ด้วยงานขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล และงานขุด เจาะบ่อน้ำตื้น โดยทำการวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติงานเพื่อให้ทราบปัญหาที่แท้จริง และได้แนวทางแก้ไขด้วยงาน แหล่งน้ำใต้ดิน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด งานขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล งานขุดเจาะบ่อน้ำตื้น ๓.๒.๑ งานขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล มีข้อกำหนดดังนี้ ๓.๒.๑.๑ ก่อนที่จะกำหนดจุดที่ตั้งบ่อน้ำบาดาล หน่วยจะต้องจัดชุดสำรวจโดยใช้ เครื่องมือสำรวจธรณีฟิสิกส์สำหรับสำรวจแหล่งน้ำที่มีอยู่ ทำการตรวจสอบว่าจุดที่ตั้งของบ่อน้ำบาดาลที่จะ เสนอเข้าโครงการมีปริมาณน้ำเพียงพอหรือไม่ ความลึกเท่าไร และข้อมูลการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลใกล้เคียงจาก กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ๓.๒.๑.๒ พื้นที่งานขุดเจาะบ่อบาดาล ควรเป็นไปตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ ของรัฐบาลและภายใต้กรอบอนุมัติแนวทางจัดทำแผนงาน/โครงการ ประจำปีของ นทพ. ในเรื่องการกำหนด พื้นที่ตำบลเป้าหมาย เว้นแต่มีความจำเป็นเร่งด่วน โดยได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการได้


ห น้ า | ๓๔ ๓.๒.๑.๓ พิจารณาพื้นที่ขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล โดยมุ่งเน้นที่ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ของพื้นที่ หรือเพื่อเป็นการสนับสนุนแหล่งน้ำต้นทุนที่มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ และมีความเชื่อมโยงใช้ประโยชน์ ร่วมกับแหล่งกักเก็บน้ำที่มีอยู่ เช่น อาคารเก็บน้ำ หอถัง หรือถูกบรรจุอยู่ในแผนงานก่อสร้างประจำปีของ นทพ. หรือส่วนราชการในพื้นที่ ตามลำดับ ๓.๒.๑.๔ พื้นที่การเจาะบ่อน้ำบาดาล ต้องไม่ซ้ำซ้อนกับข้อมูลการเจาะบ่อน้ำบาดาล ของ นทพ. ที่เคยเจาะมาแล้วในปีก่อนๆ ยกเว้นอาจอนุโลมให้ดำเนินการได้ดังนี้ - บ่อน้ำบาดาลเดิมมีปริมาณน้ำน้อยไม่เพียงพอ - เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มีระยะห่างระหว่างบ่อบาดาลไกลกัน - เป็นพื้นที่ในตำบลเป้าหมายที่กำหนด อาจจะอนุโลมให้ดำเนินการเจาะซ้ำซ้อนได้ ๓.๒.๑.๕ นำข้อมูลสถิติบ่อน้ำบาดาลในพื้นที่จากเว็บไซต์กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และข้อมูล ประชากรหมู่บ้านจากกระทรวงมหาดไทย (กชช.๒ค) มาประกอบแนวทางแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำของชุมชน ในพื้นที่ ๓.๒.๑.๖ ร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่กำหนดแนวทางหรือวิธีการใช้น้ำที่ได้จากการขุดเจาะบ่อ น้ำบาดาล เพื่อกระจายน้ำสู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ เช่น วางระบบท่อส่งน้ำ หรือจุดที่ตั้งในการกระจายน้ำ เป็น ต้น ๓.๒.๑.๗ วิเคราะห์ปริมาณน้ำที่ได้จากการขุดเจาะบ่อบาดาล รวมกับปริมาณน้ำที่มีจากแหล่ง น้ำต้นทุน (ถ้ามี) ว่าเพียงพอกับจำนวนประชากรที่ร้องขอหรือไม่ เพื่อได้ทราบขอบเขตการใช้น้ำได้เหมาะสม ๓.๒.๑.๘ พื้นที่ขุดเจาะต้องเป็นที่สาธารณประโยชน์ ถ้ามีผู้ครอบครองต้องมีหนังสือยืนยัน มอบให้เป็นสาธารณประโยชน์ หรือเอกสารยินยอมให้ราษฎรใช้ประโยชน์ ๓.๒.๑.๙ ในกรณีที่มีบ่อน้ำบาดาลที่ใช้การได้ในบริเวณใกล้เคียงตำแหน่งที่จะทำการเข้าเจาะ บ่อน้ำบาดาลนั้น กำหนดให้ระยะห่างระหว่างบ่อต้องไม่น้อยกว่า ๕๐ เมตร ๓.๒.๑.๑๐ หมู่บ้านหรือชุมชนที่ดำเนินการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลที่ติดตั้งเครื่องสูบน้ำไฟฟ้า จะต้องมีระบบไฟฟ้าเข้าถึงและปริมาณน้ำของบ่อบาดาลเพียงพอ ๓.๒.๑.๑๑ พิจารณาการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลประกอบการก่อสร้างถังเก็บน้ำแบบซีเมนต์ หรือถังเก็บน้ำแบบ พีอีหากไม่สามารถเชื่อมต่อกับถังเก็บน้ำในพื้นที่หรือระบบส่งน้ำได้ ๓.๒.๑.๑๒ ตรวจสอบเส้นทางในการเข้าไปยังจุดที่ตั้งบ่อน้ำบาดาลที่จะดำเนินการว่า รถเจาะ บ่อน้ำบาดาลสามารถเข้าพื้นที่ได้หรือไม่ ประเภทท่อที่เหมาะสมในการใช้งาน - ท่อ PVC ชั้น ๑๓.๕ มอก.๑๗-๒๕๓๒ เหมาะสมในกรณีที่มีชั้นน้ำจืด ทั้งที่มีชั้นน้ำเค็มแทรกสลับ และความลึก ไม่เกิน ๑๐๐ เมตร - ท่อ BS-M มอก.๒๗๗-๒๕๓๒ ประเภท ๒ เหมาะสมในกรณีที่มีชั้นน้ำจืด และไม่มีชั้นน้ำเค็มแทรกสลับ - ท่อ ASTM มอก.๒๗๗-๒๕๓๒ ประเภท ๔ เหมาะสมในกรณีที่มีชั้นน้ำจืด และมีชั้นน้ำเค็มแทรกสลับ


ห น้ า | ๓๕ กฎหมายเกี่ยวกับงานขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ และมาตรการ ในทางวิชาการสำหรับการเจาะน้ำบาดาล และการยกเลิกเจาะน้ำบาดาล พ.ศ.๒๕๕๑ กำหนดไว้ดังต่อไปนี้ ๑. ช่างเจาะบ่อบาดาล เป็นผู้ควบคุมรับผิดชอบงานขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล จะต้องมีใบอนุญาต เจาะน้ำบาดาล และทำการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีความปลอดภัยต่อการอุปโภค บริโภค ๒. ช่างเจาะบ่อบาดาล หรือ วิศวกร หรือ นักธรณีวิทยา ต้องเป็นผู้ที่อธิบดีกรมทรัพยากร น้ำบาดาล ออกหนังสือรับรองให้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ๓. การเปลี่ยนตัวช่างเจาะบ่อบาดาลของหน่วยงานราชการ หรือองค์กรของรัฐ ได้รับ การยกเว้น แต่คงไว้ซึ่งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลกำหนด ๔. สถานที่เจาะบ่อบาดาลจะต้องไม่เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนของน้ำเสีย หรือสารเคมี ที่ไหลผ่านผิวดิน ที่สามารถซึมลงไปในบ่อ หรือข้างบ่อได้ ๕. ตำแหน่งของหลุมเจาะบ่อบาดาลจะต้องห่างจากชายคาไม่ต่ำกว่า ๑ ม. และห่างจาก ส้วมซึม หรือร่องระบายน้ำโสโครกไม่น้อยกว่า ๓๐ ม. ๖. กรณีจำเป็นไม่สามารถหลีกเลี่ยงพื้นที่ส้วมซึม และพื้นที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนน้ำเสีย ทางหน่วยปฏิบัติงานจะต้องชี้แจงวิธีการป้องกันการปนเปื้อนดังกล่าว ไม่ให้ไหลหรือซึมลงบ่อบาดาลได้ ๗. การเจาะบ่อบาดาลที่ลึกกว่า ๓๐ ม. การเจาะจะต้องใช้เครื่องเจาะที่มีต้นกำลังเป็น เครื่องจักรเท่านั้น ๘. เครื่องเจาะที่นำมาใช้เจาะบ่อบาดาลจะต้องมีอุปกรณ์สำหรับการผนึกข้างบ่อ (Seal) เพื่อป้องกันน้ำจากภายนอกไหลลงไปในชั้นน้ำบาดาลทางช่องว่างระหว่างท่อกรุกับผนังบ่อ ๙. ความลึกของบ่อบาดาลจะต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต ยกเว้นแต่ยังไม่เจอ ชั้นน้ำที่มีปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสม ๑๐. วัสดุที่ใช้อุดบ่อ หรือผนังข้างบ่อ ต้องเป็นดินเหนียวบริสุทธิ์ หรือปูนซีเมนต์เท่านั้น ๑๑. ช่องว่างเหนือกรวดกรุรอบ ๆ ท่อกรุบ่อ ต้องผนึกให้แน่น ป้องกันมิให้น้ำในชั้นที่อยู่เหนือ ท่อกรองน้ำไหลลงไปปนกับน้ำในชั้นที่อยู่ระดับเดียวกับท่อกรองน้ำ ๑๒. ในการเจาะน้ำบาดาลทุกครั้งจะต้องมีการเก็บตัวอย่างชั้นหิน ในทุก ๆ ระยะความลึก ๑ ม. ติดต่อกันไปตลอดความลึกของหลุมเจาะ ๑๓. ตัวอย่างดิน หรือหินในแต่ละชั้นที่เก็บได้ให้นำไปตาก และใส่กล่องที่เป็นช่อง ๆ พร้อม ป้ายระบุความลึกของแต่ละตัวอย่าง พร้อมใส่ถุงผ้า หรือถุงพลาสติก โดยติดป้ายบอกหมายเลขหลุมเจาะ แล้ว นำส่งพนักงานน้ำบาดาลประจำท้องที่ภายใน ๑๕ วัน นับตั้งแต่วันที่งานเจาะน้ำบาดาลบ่อนั้นสำเร็จ


ห น้ า | ๓๖ ๓.๒.๒ งานขุดเจาะบ่อน้ำตื้น - ขุดเจาะบ่อน้ำตื้นลึกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๘๐ หรือ ๑.๐๐ ม. ความลึก โดยประมาณ ๑๐ ม. พร้อมฝาปิดแบบเหล็กหรือแบบซีเมนต์ - พื้นที่การขุดเจาะบ่อน้ำตื้นต้องไม่ซ้ำซ้อนกับข้อมูลการเจาะบ่อน้ำตื้นของ นทพ. ที่ เคยเจาะมาแล้วในปีก่อน ๆ - สำรวจเส้นทางเข้าบ่อน้ำตื้นว่ารถขุดเจาะบ่อน้ำตื้นสามารถเข้าพื้นที่ได้หรือไม่ - สำรวจสภาพชั้นดินที่จะขุดเจาะบ่อน้ำตื้นว่าเหมาะสมที่จะขุดหรือไม่ - พื้นที่ขุดเจาะบ่อน้ำตื้นที่เหมาะสม คือสภาพดินเป็นดินปนทราย จึงจะสามารถขุดเจาะบ่อ น้ำตื้นได้ผล - หลีกเลี่ยงสภาพชั้นดินที่เป็นอุปสรรคในการขุดเจาะบ่อน้ำตื้น เช่น ลักษณะเป็นหิน แข็งและดินเหนียว - พื้นที่ขุดเจาะต้องเป็นที่สาธารณประโยชน์ ถ้ามีผู้ครอบครองต้องมีหนังสือยืนยันมอบ ให้เป็นสาธารณประโยชน์ หรือเอกสารยินยอมให้ราษฎรใช้ประโยชน์และเกิดประโยชน์ต่อชุมชนรอบพื้นที่บ่อ - การพิจารณาเสนอโครงการหมู่บ้านตามโครงการพระราชดำริเป็นความเร่งด่วน ลำดับแรก หมู่บ้านในตำบลชายแดนที่เป็นตำบลเป้าหมายประจำปีของหน่วย หรือหมู่บ้านที่ขาดแคลนน้ำ เป็น ความเร่งด่วนลำดับต่อไป - หากมีความจำเป็นที่ขอขุดเกิน ๑ บ่อ ให้พิจารณาถึงจำนวนประชากรผู้ใช้น้ำ ปริมาณ น้ำมีเพียงพอ หรือไม่มีบ่อน้ำบาดาล หรือมีระบบประปาหมู่บ้านอยู่แล้วหรือไม่ เพื่อเป็นองค์ประกอบในการ พิจารณาเสนอโครงการ ๓.๒.๓ งานพัฒนาบ่อน้ำบาดาล งานพัฒนาบ่อน้ำบาดาล เป็นการทำให้บ่อที่มีอยู่มีน้ำเพิ่มมากขึ้น ป้องกันไม่ให้ทราย ไหลเข้าอุดตันท่อ และมีอายุการใช้งานได้นานด้วยวิธีการเป่าล้างด้วยลม และซ่อมบำรุงท่อส่งน้ำ กำหนด แนวทางการพิจารณา ดังนี้ ๓.๒.๓.๑ ลำดับความเร่งด่วนในการกำหนดพื้นที่ทำการพัฒนาบ่อน้ำบาดาลให้ สอดคล้องกับการพื้นที่พัฒนาแหล่งน้ำอื่นๆ ภายใต้กรอบอนุมัติแนวทางจัดทำแผนงาน/โครงการ ประจำปีของ นทพ. แล้วจึงพัฒนาในพื้นที่อื่นมีความจำเป็น ๓.๒.๓.๒ งานพัฒนาบ่อน้ำบาดาลเป็นเพียงงานบำรุงรักษาประจำปี และสนับสนุน งานขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลซึ่งเป็นงานพัฒนาช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก จึงดำเนินการเท่าที่จำเป็นและไม่เกิน ขีดความสามารถของหน่วย ทั้งนี้ไม่ควรพัฒนาบ่อน้ำบาดาลเกิน ๕๐ บ่อต่อปี ยกเว้นกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน ๓.๒.๓.๓ บ่อน้ำบาดาลที่จะทำการพัฒนาครั้งแรก จะต้องมีอายุการใช้งานมากกว่า ๕ ปี และยังคงใช้การได้แต่ปริมาณน้ำลดต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ ของปริมาณน้ำที่เริ่มใช้งาน ๓.๒.๓.๔ การพัฒนาบ่อน้ำบาดาลครั้งต่อไป จะต้องมีระยะเวลาเกินกว่า ๒ ปี และมี ปริมาณน้ำลดต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ จากการพัฒนาบ่อน้ำบาดาลครั้งก่อนหน้านี้หรือปริมาณน้ำลดลงไม่เพียงพอต่อ การใช้น้ำของชุมชน ๓.๒.๓.๕ ลำดับความเร่งด่วนของบ่อน้ำบาดาลที่จะทำการพัฒนา โดยการสำรวจและ เก็บสถิติข้อมูลรายบ่อ ประกอบด้วย ปีที่ทำการเจาะบ่อน้ำบาดาล ปีที่เคยพัฒนาบ่อ ปริมาณน้ำที่ได้หลังจาก


ห น้ า | ๓๗ การทำการพัฒนาบ่อ ปริมาณน้ำที่ได้ในปัจจุบัน จำนวนครัวเรือนที่ได้รับความเดือดร้อน และหนังสือร้องขอการ พัฒนาบ่อจากหน่วยราชการหรือชุมชนที่ใช้บ่อบาดาลนั้น (ตามผนวก ข) ๓.๒.๓.๖ หน่วยสามารถทำการพัฒนาบ่อน้ำบาดาลของหน่วยงานราชการอื่นๆ ได้ เมื่อมีการร้องขอและต้องประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของพื้นที่ ๓.๓ งานระบบประปาและจัดหาน้ำสะอาด ๓.๓.๑ งานระบบประปาหมู่บ้าน ๓.๓.๑.๑ ระบบประปามาตรฐาน (หอถังสูง ขนาดความจุ ๑๐ ลบ. ม.) โดยมีเกณฑ์ ดังนี้ - สำหรับหมู่บ้านที่มีประชากรตั้งแต่ ๓๐ - ๑๒๐ ครัวเรือน (เกณฑ์ ประชากร ๓.๕ คน/ครัวเรือน, อัตราการใช้น้ำ ๑๒๐ ลิตร/คน/วัน) - บ่อบาดาลจะต้องมีปริมาณน้ำตั้งแต่ ๑๕ - ๔๐ แกลลอน/นาที หรือ ๕ ลบ.ม./ชม. (คิดจากเวลาทำงาน ๘ ชม.) - แหล่งน้ำดิบต้องมีปริมาณน้ำไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ ลบ.ม. - พื้นที่ก่อสร้างอย่างน้อยขนาด ๒๐ x ๒๐ ม. หรือ ๑๖ x ๒๕ ม. - ท่อประปาที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า ๑๐๐ มม. (๔ นิ้ว) ให้ ใช้ความลึกหลังท่อ ๐.๓๐ ม. สำหรับท่อ PVC ให้ใช้ความลึกหลังท่อ ๐.๖๐ ม. หอถังสูง ขนาดความจุ ๑๐ ลบ.ม.


ห น้ า | ๓๘ ๓.๓.๑.๒ ระบบประปามาตรฐานขนาดใหญ่ (หอถังสูง ขนาดความจุ ๒๐ ลบ.ม.) โดยมีเกณฑ์ ดังนี้ - สำหรับหมู่บ้านที่มีประชากรตั้งแต่ ๑๒๐ ครัวเรือนขึ้นไป (เกณฑ์ ประชากร ๓.๕ คน/ครัวเรือน, อัตราการใช้น้ำ ๑๒๐ ลิตร/คน/วัน) - บ่อบาดาลจะต้องมีปริมาณน้ำตั้งแต่ ๖๐-๘๐ แกลลอน/นาที หรือ ๑๐ ลบ.ม./ชม. (คิดจากเวลาทำงาน ๘ ชม.) - แหล่งน้ำดิบต้องมีปริมาณน้ำไม่น้อยกว่า ๔๐,๐๐๐ ลบ.ม. - มีพื้นที่ก่อสร้างอย่างน้อยขนาด ๒๕ x ๒๕ ม. หรือ ๒๐ x ๓๐ ม. หอถังสูง ขนาดความจุ ๒๐ ลบ.ม. ๓.๓.๒ ระบบผลิตน้ำประปาสำเร็จรูป ขนาด ๕ ลบ.ม./ชม. - ตามแบบ กกช.๕๔๒๔๒ ใช้ประกอบกับระบบประปา (หอถังสูง ขนาดความจุไม่น้อย กว่า ๑๐ ลบ.ม.) ซึ่งใช้น้ำดิบจากแหล่งน้ำผิวดิน ๓.๓.๓ ระบบผลิตน้ำประปาสำเร็จรูป ขนาด ๑๐ ลบ.ม./ชม. - ตามแบบ กกช.๕๔๒๓๒ ใช้ประกอบกับระบบประปา (หอถังสูง ขนาดความจุไม่น้อย กว่า ๒๐ ลบ.ม.) ซึ่งใช้น้ำดิบจากแหล่งน้ำผิวดิน ระบบผลิตประปาสำเร็จรูป ขนาด ๕ ลบ.ม. และ ๑๐ ลบ.ม. และ ไดอะแกรมการผลิต


ห น้ า | ๓๙ ๓.๓.๔ ระบบผลิตน้ำประปาสำเร็จรูป ขนาด ๕ ลบ.ม./ชม. (ระบบ Electrolysis) - ตามแบบ กกช.๖๔๒๐๗ ใช้ประกอบกับระบบประปา (หอถังสูง ขนาดความจุไม่น้อย กว่า ๑๐ ลบ.ม.) ซึ่งใช้น้ำดิบจากแหล่งน้ำผิวดินหรือน้ำใต้ดิน ๓.๓.๕ ระบบผลิตน้ำประปาสำเร็จรูป ขนาด ๑๐ ลบ.ม./ชม. (ระบบ Electrolysis) - ตามแบบ กกช.๖๔๒๐๘ ใช้ประกอบกับระบบประปา (หอถังสูง ขนาดความจุไม่น้อย กว่า ๒๐ ลบ.ม.) ซึ่งใช้น้ำดิบจากแหล่งน้ำผิวดินหรือน้ำใต้ดิน ระบบผลิตประปาสำเร็จรูป ขนาด ๕ ลบ.ม. และ ๑๐ ลบ.ม. (ระบบ Electrolysis) และ ไดอะแกรมการผลิต ๓.๓.๖ งานซ่อมบำรุงระบบผลิตน้ำประปาสำเร็จรูป เพื่อให้ปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำดื่ม เป็นไปตามมาตรฐาน และซ่อมบำรุงวัสดุอุปกรณ์ระบบผลิต รวมถึงโครงสร้างอาคารให้กลับคืนสภาพดังเดิม โดยมีเกณฑ์พิจารณาการซ่อมบำรุงดังนี้ ๓.๓.๖.๑ เป็นการซ่อมบำรุงระบบผลิตน้ำประปาสำเร็จรูปที่ นทพ. ได้สร้างไว้และส่ง มอบแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ปีและยังคงใช้การอยู่ ๓.๓.๖.๒ ระบบผลิตน้ำประปา และระบบผลิตน้ำดื่มที่ชำรุดเสียหายไม่สามารถผลิตน้ำ ได้ตามคุณภาพที่กำหนด ๓.๓.๖.๓ โครงสร้างอาคาร และระบบไฟฟ้าภายในชำรุดเสียหาย ส่งผลต่อการใช้งาน และความปลอดภัย


ห น้ า | ๔๐ ๓.๓.๗ โรงกรองกำจัดสนิมเหล็ก ใช้ประกอบกับระบบประปาหมู่บ้าน ใช้ได้เฉพาะน้ำบาดาล ที่ปนเปื้อนสนิมเหล็กเกิน ๐.๕ มก./ล. แต่ไม่เกิน ๑๐ มก./ล. - โรงกรองกำจัดสนิมเหล็ก ขนาด ๒.๕ ลบ.ม. เหมาะสำหรับหมู่บ้านที่มีผู้อยู่อาศัยไม่เกิน ๕๐ ครัวเรือน - โรงกรองกำจัดสนิมเหล็ก ขนาด ๕ ลบ.ม. เหมาะสำหรับหมู่บ้านที่มีผู้อยู่อาศัยตั้งแต่ ๕๑ - ๑๒๐ ครัวเรือน ๓.๓.๘ อาคารปรับปรุงคุณภาพน้ำ ใช้สำหรับปรับปรุงคุณภาพแหล่งน้ำใต้ดินที่นอกเหนือจาก การปนเปื้อนสนิมเหล็ก ให้ใช้วิธีปรับปรุงคุณภาพน้ำตามประเภทสารปนเปื้อน (เหล็กและแมงกานีส, ความ กระด้าง, ไนเตรท, ฟลูออไรด์ หรือสารหนู) ๓.๓.๙ งานประปาภูเขา - โดยทั่วไปจะใช้ท่อ PVC ชั้น ๑๓.๕ หรือท่อ HDPE เว้นบริเวณที่เดินท่อข้ามผ่านร่อง น้ำลำห้วย ให้พิจารณาใช้ท่อเหล็กอาบสังกะสีเท่าที่จำเป็น โดยก่อสร้างเสาค้ำแนวท่อให้มีความมั่นคงและ แข็งแรง - ต้องสำรวจข้อมูลที่แน่ชัดของทิศทางน้ำไหลต้นน้ำและปริมาณน้ำว่ามีปริมาณ เพียงพอ และต้องตรวจสอบคุณภาพน้ำก่อนเสนอโครงการ


ห น้ า | ๔๑ - เมื่อมีความแตกต่างของชั้นความสูงมากกว่า ๖๕ ม. ควรมีถังปรับแรงดัน ขนาด ๙ ลบ.ม. และ ควรมีประตูน้ำทุกระยะ ๑ กม. เพื่อสะดวกในการ ซ่อมบำรุง - การวางท่อจ่ายน้ำกรณีเป็นดินทั่วไป ควร ฝังลงดินอย่างน้อย ๓๐ ซม. เว้น พื้นที่เป็นหินหรือ ดินแข็งที่ไม่สามารถขุดด้วยเครื่องมือธรรมดาได้จึง ใช้การวางบนพื้นดิน - ระยะทางวางท่อไม่ควรเกิน ๑๐ กม. เว้น มีความจำเป็นหรือพิจารณาแล้วมีความ คุ้มค่า และจุดสิ้นสุดให้มีถังเก็บน้ำตามแบบ กกช.บก.นทพ. โดยให้พิจารณาก่อสร้าง หรือใช้น้ำให้เกิดประโยชน์ สูงสุด นอกจากท่อที่ต่อเข้าในระบบประปาสำหรับอุปโภค-บริโภคแล้ว ในส่วนของท่อน้ำล้นให้ดำเนินการ ต่อท่อเพื่อนำน้ำไปใช้เพื่อการเกษตร หรือระบายน้ำเข้าสู่สระน้ำ หรือแหล่งน้ำในพื้นที่ใกล้เคียง - เมื่อแนวท่อมีการเปลี่ยนระดับผ่านเนินสูง ให้พิจารณาติดตั้งประตูระบายอากาศ บริเวณแนวท่อช่วงที่ผ่านเนินสูง เพื่อระบายอากาศภายในท่อ ทำให้น้ำไหลสะดวกยิ่งขึ้น ๓.๓.๑๐ งานก่อสร้างถังเก็บน้ำฝน ฝ.๓๓ และ ฝ.๙๙ หลักเกณฑ์การเสนอโครงการ ควรคำนึงถึงองค์ประกอบ ดังนี้ - เป็นหมู่บ้านที่ขาดแคลนน้ำและไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล หรือ บ่อน้ำตื้น หรือเป็นหมู่บ้านประสบปัญหาภัยแล้ง หรือไม่มีระบบประปาหมู่บ้าน - พื้นที่ก่อสร้างที่เหมาะสมควรจะเป็นบริเวณพื้นที่เนิน และสามารถนำภาชนะ ไปรองรับน้ำได้ หรือสามารถจ่ายน้ำจากถังไปตามท่อได้ด้วยแรงดัน และระบบไฟฟ้าเข้าไปไม่ถึง - ฝ.๓๓ ให้ใช้ตามแบบมาตรฐานของ กกช.บก.นทพ. หมายเลข กกช.๕๔๒๕๕ มีขนาดพื้นที่ ๕ x ๙ ม. สำหรับชุมชนที่มีประชากรไม่เกิน ๑๕ ครัวเรือน


ห น้ า | ๔๒ - ฝ.๙๙ ให้ใช้ตามแบบมาตรฐานของ กกช.บก.นทพ. หมายเลข กกช.๕๔๒๕๑ มีขนาดพื้นที่ ๑๑ x ๒๐ ม. สำหรับหมู่บ้านหรือชุมชนที่มีประชากรไม่เกิน ๕๒ ครัวเรือน ๓.๓.๑๑ งานติดตั้งระบบผลิตน้ำดื่ม หลักเกณฑ์ในการพิจารณาก่อสร้างระบบผลิตน้ำดื่ม ดังนี้ - เป็นหมู่บ้านที่ขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดสำหรับการบริโภคขนาดชุมชนไม่น้อยกว่า ๕๐ หลังคาเรือน เพราะจะทำให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุน - มีระบบประปาหมู่บ้านที่ใช้งานได้ จะเป็นประปาบาดาลหรือประปาผิวดินก็ได้ - ประชาชนมีความต้องการและสามารถบำรุงรักษาระบบได้ซึ่งควรให้มีการทำประชาคมและ ทำบันทึกข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร - กรณีที่ต่อน้ำประปาจากหมู่บ้านอื่นมาใช้ ต้องได้รับการยินยอมจากคณะกรรมการบริหาร ระบบประปา หลักเกณฑ์ในการเลือกขนาดระบบผลิตน้ำดื่ม ดังนี้ - ระบบผลิตน้ำดื่ม ขนาด ๕๐๐ ลิตร/ชม. เหมาะกับชุมชนขนาดตั้งแต่ ๕๐ - ๒๐๐ หลังคาเรือน หรือหมู่บ้านที่มีประชากรประมาณ ๒๕๐ – ๑,๐๐๐ คน - ระบบผลิตน้ำดื่ม ขนาด ๘๐๐ ลิตร/ชม. เหมาะกับชุมชนขนาดตั้งแต่ ๒๐๐ หลังคาเรือนขึ้นไป หรือหมู่บ้านที่มีประชากรตั้งแต่ ๑,๐๐๐ คนขึ้นไป หรือเพื่อใช้ผลิตน้ำดื่มเป็นผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์ (ผลิตจำหน่ายในชุมชนของตนเอง ซึ่งในกรณีที่จะผลิตจำหน่ายและขอ อย. จะต้องเพิ่มอุปกรณ์ และอาคารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด)


ห น้ า | ๔๓ โดยทั่วไปจะใช้ระบบ Softener แต่หากจะใช้ระบบ Reverse Osmosis (RO) โดยมีปัจจัย ที่นำมาประกอบการพิจารณา ดังนี้ - น้ำมีค่าปร ิ มา ณส ารล ะล าย ใน น้ ำท ั้ งห มด (Total Dissolved Solids, TDS) เกิน ๑,๐๐๐ มก./ลิตร แต่ไม่เกิน ๒,๐๐๐ มก./ลิตร - น้ำที่มีรสชาติกร่อยหรือเค็ม (แต่ TDS ต้องไม่เกิน ๒,๐๐๐ มก./ลิตร) เพราะ RO สามารถ ทำให้น้ำกร่อย เค็ม เป็นน้ำจืดได้ - ใช้ระบบ RO เมื่อไม่แน่ใจว่า แหล่งน้ำที่เราเอามาทำน้ำดื่มนั้นปนเปื้อน สารเคมี หรือ สารพิษ หรือโลหะหนักหรือไม่ ทั้งนี้ไม่ว่าแหล่งน้ำนั้นจะเป็นน้ำบาดาลหรือน้ำผิวดินก็ตาม - น้ำต้นทุนที่ใช้ผลิตน้ำดื่ม ควรเป็นน้ำที่ผ่านระบบผลิตน้ำสะอาดในเบื้องต้นมาแล้ว กรณี ประปาชนบทที่ไม่มีระบบผลิตน้ำสะอาด ก่อนที่จะทำระบบผลิตน้ำดื่ม จะต้องตรวจสอบคุณภาพน้ำต้นทุนว่าอยู่ ในเกณฑ์กำหนดจะต้องดำเนินการปรับปรุงคุณภาพน้ำให้เรียบร้อยก่อน เงื่อนไขการก่อสร้างระบบผลิตน้ำดื่ม คณะกรรมการหมู่บ้านหรือผู้นำหมู่บ้าน ต้องหาสถานที่ ที่เหมาะสม เพื่อติดตั้งระบบผลิตน้ำดื่ม โดยต้องมีลักษณะ ดังนี้ - เป็นอาคารสาธารณะ มีพื้นที่อย่างน้อย ๑๒ ตร.ม. มีความสูงอย่างน้อย ๒ ม. (เพื่อวางระบบ ผลิตน้ำดื่ม) มีหลังคาคลุม ไม่โดนแดด ไม่โดนฝน มีประตูหน้าต่างที่ป้องกันการโจรกรรมได้ซึ่งอาจต้องปรับปรุง เพิ่มเติม เพื่อให้อาคารมีความพร้อมและปลอดภัยต่อการใช้งานซึ่งหมู่บ้านต้องดำเนินการเอง - มีพื้นที่ด้านนอกอาคารอย่างน้อย ๒ x ๕ ม. หรือ ๑๐ ตร.ม. เพื่อวางถังเก็บน้ำ - มีระบบไฟฟ้าและน้ำประปา ที่จะต่อเข้ามาบริเวณห้องที่จะติดตั้งระบบผลิตน้ำดื่ม - มีบริเวณที่สามารถต่อจุดจ่ายน้ำให้ประชาชนมารับน้ำดื่มจากระบบผลิตน้ำดื่มนี้ได้หรือมี บริเวณให้บรรจุน้ำดื่มลงในภาชนะได้โดยสะดวก


ห น้ า | ๔๔ การจัดตั้งคณะกรรมการบริหารระบบน้ำดื่ม คณะกรรมการ ควรประกอบด้วย บุคคลต่าง ๆ อย่างน้อย ๓ คน ทำหน้าที่ของคณะกรรมการ ดังนี้ - บริหารกิจการระบบผลิตน้ำดื่มนี้ให้เกิดประโยชน์สูง - กำหนดอัตราค่าน้ำดื่มที่เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อนำรายได้มาบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าไส้กรองน้ำ ค่าผู้ดูแลบำรุงรักษาระบบ เป็นต้น - ล้างหรือเปลี่ยนไส้กรอง และสารกรอง รวมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้ได้น้ำดื่มสะอาดตลอดเวลา - กำหนดเวลาให้บริการจำหน่ายน้ำดื่ม และเก็บรักษาเงินที่ได้จากการจำหน่ายน้ำ อย่าง มีประสิทธิภาพ โปร่งใสตรวจสอบได้ - จัดประชุมอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง เพื่อชี้แจงผลการดำเนินการระบบผลิตน้ำดื่ม ให้ชุมชน ได้รับทราบ และรับฟังความเห็นในการดำเนินการ อันจะนำมาสู่การบริการที่ดีขึ้น - ส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคน้ำดื่มจากระบบผลิตน้ำดื่ม เพื่อทดแทนการดื่มน้ำจากระบบ ประปาโดยตรง หรือจากน้ำบ่อ ที่อาจไม่มีระบบการกรองและฆ่าเชื้อโรคที่ดีพอ - สร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในหมู่บ้านต้องมีส่วนร่วมโดยการช่วยกันจัดหา ติดตั้งอุปกรณ์ บางอย่าง หรือปรับปรุงสถานที่ เพื่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ และสามารถบำรุงรักษาเองได้ ๓.๓.๑๒ งานบริการน้ำดื่ม หมายถึง ระบบกรองน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภค/บริโภค โดย น้ำต้นทุนที่ใช้ผลิตน้ำดื่มควรเป็นน้ำที่ผ่านระบบผลิตน้ำสะอาดในเบื้องต้นมาแล้ว ผ่านระบบ RO หรือ Softener เพื่อให้ได้คุณภาพมาตรฐานในการใช้อุปโภคและบริโภค (เกณฑ์การเลือกใช้ระบบ RO หรือ Softener (ตามผนวก ข) ประกอบด้วย ๓.๓.๑๒.๑ อาคารบริการน้ำดื่ม เป็นอาคารที่ติดตั้งระบบการกรองน้ำ และเครื่อง ทำน้ำเย็นไว้ภายใน ประกอบด้วย ระบบ RO (แบบ กกช. ๖๔๒๐๓) และ ระบบ Softener (แบบ กกช. ๖๔๒๐๔) อัตราการผลิต ๒๕๐ ลิตร/ชม. โดยมีข้อพิจารณาประกอบ ดังนี้ - มีพื้นที่การก่อสร้างไม่น้อยกว่า ๕ x ๕ ม. - มีระบบไฟฟ้า-น้ำประปา อยู่ในบริเวณที่เชื่อมต่อได้ - เหมาะสำหรับโรงเรียนที่มีนักเรียนและครูรวมกันไม่เกิน ๕๐๐ คน - สำหรับโรงเรียนที่มีนักเรียนและครูรวมกันเกิน ๕๐๐ คน หรือเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มี อาคารเรียนแต่ละหลังอยู่ห่างไกลกัน ไม่สะดวก ต่อการใช้บริการเพียงจุดเดียว อาจพิจารณาให้เพิ่มอาคาร บริการน้ำดื่ม ได้ เพื่อความเหมาะสม


ห น้ า | ๔๕ ๓.๓.๑๒.๒ ชุดบริการน้ำดื่ม เป็นชุดที่ติดตั้งระบบการกรองน้ำ และ เครื่องทำน้ำเย็น สำหรับติดตั้งภายในอาคาร เช่น อาคารเรียน, วัด, ศาสนสถาน, มัสยิด หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เป็นต้น ประกอบด้วยชุดบริการน้ำดื่มระบบ RO (แบบ กกช.๖๔๒๐๕) และระบบ Softener (แบบ กกช.๖๔๒๐๖) โดย มีข้อพิจารณาประกอบ ดังนี้ - มีอาคารสถานที่เหมาะสมในการติดตั้งชุดบริการน้ำดื่ม ที่สามารถ กันแดดหรือกันฝนได้ - มีพื้นที่ในการติดตั้งชุดบริการน้ำดื่ม ไม่น้อยกว่า ๒.๖๐ x ๔.๑๐ ม. - การติดตั้งชุดบริการน้ำดื่ม ควรห่างจากผนังอย่างน้อย ๐.๘๐ ม. ๓.๓.๑๒.๓ งานซ่อมบำรุงงานบริการน้ำดื่ม เพื่อให้ปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำดื่ม เป็นไปตามมาตรฐาน และซ่อมบำรุงวัสดุอุปกรณ์ระบบผลิต รวมถึงโครงสร้างอาคารให้กลับคืนสภาพดังเดิม โดยมีเกณฑ์พิจารณาการซ่อมบำรุงดังนี้ ๓.๓.๑๒.๓.๑ เป็นการซ่อมบำรุงงานบริการน้ำดื่ม ได้แก่ อาคารบริการน้ำดื่ม และชุดบริการน้ำดื่มที่ นทพ. ได้สร้างไว้และส่งมอบแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ปี และยังคงใช้การอยู่แต่ไม่เต็ม ประสิทธิภาพของระบบผลิต ๓.๓.๑๒.๓.๒ ระบบผลิตน้ำดื่มชำรุดเสียหายไม่สามารถผลิตน้ำได้คุณภาพ ๓.๓.๑๒.๓.๓ โครงสร้างอาคาร และระบบไฟฟ้าภายในชำรุดเสียหาย ส่งผล ต่อการใช้งานและความปลอดภัย


ห น้ า | ๔๖ ๔. เอกสารประกอบคำของบประมาณ : นทพ.๐๕ ประมาณราคา และเอกสารประกอบ ๔.๑ งานแหล่งน้ำผิวดิน (งานขุดลอกแหล่งน้ำ/ลำน้ำ) ๔.๑.๑ แผนที่จุดก่อสร้างสังเขป มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด (แสดงด้วยภาพถ่ายคู่กับจุดอ้างอิง ถาวร) โดยกำหนดที่ตั้งเป็นพิกัด ๖ ตัว และพิกัดภูมิศาสตร์ (Latitude, Longitude) ลงบนแผนที่ ๑ : ๕๐,๐๐๐ หรือใหญ่กว่า ๔.๑.๒ แผนที่แสดงจุดทิ้งดิน พร้อมภาพถ่ายพื้นที่ ๔.๑.๓ แบบรายละเอียดของแหล่งน้ำหรือลำน้ำ ประกอบด้วย ผังบริเวณ ผังพื้น ภาพตัด ตามยาว ภาพตัดตามขวาง พร้อมตารางแสดงการคำนวณ ๔.๑.๔ ประมาณการ ตามแบบฟอร์มที่ กกช.บก.นทพ. กำหนด ประกอบด้วย - แบบสรุปราคางานพัฒนาแหล่งน้ำ - แบบประเมินราคางานพัฒนาแหล่งน้ำ - รายละเอียดการคำนวณราคางานต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) ๔.๑.๕ ภาพถ่ายบริเวณพื้นที่ปฏิบัติงาน ๔.๑.๖ แบบบันทึกข้อมูลการเสนอของบประมาณงานแหล่งน้ำผิวดิน (ตามข้อ ๔.๑.๑ ถึง ๔.๑.๕) ๔.๒ งานแหล่งน้ำใต้ดิน (งานขุดเจาะบ่อบาดาล, บ่อน้ำตื้น, พัฒนาบ่อ) ๔.๒.๑ แผนที่จุดก่อสร้างสังเขป มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด (แสดงด้วยภาพถ่ายคู่กับจุดอ้างอิง ถาวร) โดยกำหนดที่ตั้งเป็นพิกัด ๖ ตัว และพิกัดภูมิศาสตร์ (Latitude, Longitude) ลงบนแผนที่ ๑ : ๕๐,๐๐๐ หรือใหญ่กว่า ๔.๒.๒ ประมาณการงานขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล ตามแบบฟอร์มที่ กกช.บก.นทพ. กำหนด ประกอบด้วย - แบบสรุปราคากลางงานก่อสร้าง - แบบสรุปค่าก่อสร้าง - แบบสรุปค่าครุภัณฑ์จัดซื้อ - แบบแสดงรายการ ปริมาณงาน และราคา รายการก่อสร้างถังเก็บน้ำ ประกอบงาน ขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล ๔.๒.๓ ประมาณการงานขุดเจาะบ่อน้ำตื้น ตามแบบฟอร์มที่ กกช.บก.นทพ. กำหนด ประกอบด้วย - ค่าวัสดุงานขุดเจาะบ่อน้ำตื้น และฝาปิดบ่อ - รายละเอียดเกณฑ์การคิดค่า สป.๓ ปฏิบัติการ เครื่องมือช่างและยานพาหนะ ๔.๒.๔ ประมาณการงานพัฒนาบ่อน้ำบาดาล ตามแบบฟอร์มที่ กกช.บก.นทพ. กำหนด ประกอบด้วย - แบบสรุปราคากลางงานก่อสร้าง - แบบสรุปค่าก่อสร้าง - แบบแสดงรายการ ปริมาณงาน และราคา ๔.๒.๕ ใบเสนอราคา พร้อมคู่เทียบ


ห น้ า | ๔๗ ๔.๒.๖ ผังบริเวณโดยสังเขป, จุดเชื่อมต่อไฟฟ้า, แผนผังแสดงระยะเดินท่อ ในกรณีที่ไม่เอา ถังเก็บน้ำบ่อบาดาล ให้ใช้รูปแสดงว่าจุดนั้นมีที่เก็บน้ำ โดยแสดงข้อมูลโครงการตามหลักเกณฑ์ที่ กกช.บก.นทพ. กำหนด ๔.๒.๗ ภาพถ่ายบริเวณพื้นที่ปฏิบัติงาน ๔.๒.๘ แบบบันทึกข้อมูลการเสนอของบประมาณงานขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล และงานพัฒนาบ่อ น้ำบาดาล (ตามผนวก ข) ๔.๓ งานระบบประปาและจัดหาน้ำสะอาด (ระบบประปา/ระบบผลิตน้ำดื่ม/งานอาคารบริการ น้ำดื่ม) ๔.๓.๑ แผนที่จุดก่อสร้างสังเขป มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด (แสดงด้วยภาพถ่ายคู่กับจุดอ้างอิง ถาวร) โดยกำหนดที่ตั้งเป็นพิกัด ๖ ตัว และพิกัดภูมิศาสตร์ (Latitude, Longitude) ลงบนแผนที่ ๑ : ๕๐,๐๐๐ หรือใหญ่กว่า ๔.๓.๒ ผลตรวจคุณภาพน้ำ ๔.๓.๓ จำนวนผู้ได้รับประโยชน์ ๔.๓.๔ ประมาณการ ตามแบบฟอร์มที่ กกช.บก.นทพ. กำหนด ดังนี้ - รายการประมาณราคาค่าก่อสร้าง ๔.๓.๕ ผังบริเวณโดยสังเขป, แผนผังแสดงระยะเดินท่อ (สำหรับงานระบบประปาที่ขอ ท่อเพิ่มเติม) ๔.๓.๖ ภาพถ่ายบริเวณพื้นที่ปฏิบัติงาน, ภาพถ่ายแสดงระยะจุดเชื่อมต่อไฟฟ้าและน้ำต้นทุน ------------------------------------------------------------


Click to View FlipBook Version