The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by อังค์ณิสา บุญกลิ่น, 2024-04-18 20:19:35

โครงการเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย 10.4

เอกสารเผยแพร่ 10.4

โครงการเสริมสร้างและป้องกัน การกระทำผิดวินัย ปีที่ ๑๐ (ครั้งที่ ๔/๒๕๖๗) สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มนิติการ


การเผยแพร่ความรู้เพื่อเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย ปีที่ ๑๐ (ครั้งที่ ๔) โครงการเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มนิติการ ๑


สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มนิติการ โครงการเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่ข้าราชการพลเรือน เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน วันจันทร์ที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๗ ๒


สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มนิติการ โครงการเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อวันเสาร์ที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีเฉลิม พระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และการพระราชพิธี ทรงบำเพ็ญพระราชกศลวิสาขบชาพทธศักราช๒๕๖๖ณวัดพระศรีรัตนตราสัญลักษณ์ งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ๓


สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มนิติการ โครงการเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ s ๒ ๔ ตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ พระบามสมเด็จพระจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ประกอบด้วยอักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. อยู่ตรงกลาง อักษร ว ใช้สีขาวนวล สีแห่งวันจันทร์วันพระบรมราชสมภพ ตามคติมหาทักษา อักษร ป ใช้สีเหลือง วันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมราชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ อักษร ร ใช้สีฟ้า วันพระราช สมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อยู่บนรูปทรงของเพชร อันหมายถึง พระปรมาภิไธย “มหาวชิราลงกรณ” เพชรสีขาบ (น้ำเงินแก่)อันเป็นสีของขัตติยกษัตริย์ ภายนอกกรอบของเพชร ประกอบด้วยแถบสีเขียว ซึ่งเป็นสีแห่งเดช วันพระบรมราชสมภพ ประดับด้วย เพชร ๗๒ เม็ด หมายถึง พระชนมพรรษา ๗๒ พรรษา เบื้องบนประดับ พระมหาพิชัยมงกุฎ แสดงถึงทรงเป็นพระราชาธิบดีโดยสมบูรณ์ เบื้องหลัง พระมหาพิชัยมงกุฎ ประดิษฐานพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร แสดงถึงพระบรม เดชานุภาพแผ่กระจายไปไกลทั่วทุกหนแห่ง เพื่อปกป้องคุ้มครองและ ช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ทั่วทั่งแผ่นดิน ยอดจงกลฉัตรประกอบรูป พรหมพักตร์ ดอกจำปาทองห้อยระบายชั้นล่างนพปฎลมหาเศวตฉัตร ๘ ดอก หมายถึง พระบารมีแผ่ไปทั่วทั้ง ๘ ทิศ เลข ๑๐ ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ หมายถึง พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑๐ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เบื้องล่าง ปลายแถบแพร เบื้องขวามีรูปคชสีห์กายสีม่วงชมพูประคองฉัตร ๗ ชั้น หมายถึง ข้าราชการฝ่ายทหาร เบื้องซ้ายมีรูปราชสีห์กายขาวประคองฉัตร ๗ ชั้น หมายถึง ข้าราชการฝ่ายพลเรือน ผู้ปฏิบัติราชการสนองงานแผ่นดิน เบื้องล่างประกอบด้วยลวดลายพญานาคกายสีเขียว อันแสดงถึงนักษัตร ปีมะโรงอันเป็นปีพระบรมราชสมภพ แพรแถบสีส้มขลิบทอง ซึ่งเป็นสีแห่งมูละ ของวันพระบรมราชสมภพ ภายในแพรแถบมีข้อความว่า “พระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗” ใต้อักษร พระปรามาภิไธย ประกอบด้วยตัวเลข ๗๒ หมายถึง พระชนมพรรษา ลวดลายเฟื่องอุบะและลวดลายดอกรวงผึ้ง ดอกไม้ประจำพระองค์มีสีทอง อันหมายถึง ความเจริญรุ่งเรืองของประชาชนและประเทศชาติ ผู้ออกแบบ นายวิริยะ ชอบกตัญญู


สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มนิติการ โครงการเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ ๕ The Royal Emblem for the Celebrations on the Auspicious Occasion, marking the 6th Cycle Birthday Anniversary of His Majesty the King 28th July B.E. 2567 (2 0 2 4 ) , depicts, in the certre, the Royal Cypher “ว .ป .ร.” of His Majestry King Maha Vajiralongkorn. The “ว.” Letter is in invory, representing the colour of Monday which id the day of birth of His Majesty according to the astrological system Mahathaksa. The “ ป ” letter is in yellow, marking the day of the birth of His Majesty King Bhumibol Adulyadej The Great and the “ร” letter is in blue, displaying the day of birth of Her Majesty Queen Sirikit The Queen Mother. All letters of the Cypher are enclosed in a diamond-shaped frame which denote the origin from which the royal name “Maha Vajiralongkorn” is derived. The background of the frame is in royal azure (dark blue), the colour of righteous kingship. The outer part of the diamond – shape is in green, the colour of the power and might of His Majesty’s day of birth, surrouned by 72 diamonds, which mark the number of His Majesty’s age of 72. On top of the Royal Cypher rests the Great Crown of Victory, signifying supreme Kingship. Standing tall behind the Great Crown of victory is the Great Umbrella of State, representing the extension in all directions yonder of His authority to protect and support His subjects all across the nation. At the top of the Great Umbrella of State is the lotus bud final showing the face Brahma. The lower tier of the Great Umbrella of state is decorated with right golden Champaca flowers, symbolizing the extensionin eight directions yonder of His writ. The number “10” in Thai numerals under the Great Crown of Victory represents King Rama X of the Chakri Dynasty. At the right end of the silk ribbon below the Royal Cypher Stands a pinkish – purple Kojasi, a mythicel creature with an elephant head and lion body, representing the Armed Forces holding up a Seven – tiered Umbrella. On the left end of the silk ribbon stands the white lion, Ratchasi, which represents the civil service holding a Seven – tiered Umbrella. Below the Royal Cypher is decorated with green King of Nagas, symbolizing the zodiac year of Dragon, the year of the birth of His Majesty. The orange ribbon trimmed with gold is the colour of stability and prosperity of the day of His Majesty’s birth. The inscription inside the ribbon say “ The Celebrations on the Auspicious Occasion of His Majesty the King’s 6th Cycle Birthday Anniversary 28th July B.E. 2567 (2024)” Beneath the crest is the number “7 2” in Thai numerals, the number of the King’s age. The yellow star flower Fueang Uba tassel incorporates the flower of His Majesty the King that signify prosperity for the nation and her people. Designed by Mr. Viriya Chobkatanyu ที่มา : สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ ของชาติ


สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มนิติการ โครงการเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อวันเสาร์ที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีเฉลิม พระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และการพระราชพิธี ทรงบำเพ็ญพระราชกศลวิสาขบชาพทธศักราช๒๕๖๖ณวัดพระศรีรัตนในหลวง พระราชินี เสด็จฯ ทรงสมโภช ‘พระพุทธไตรรัตนนายก’ ครบ ๗๐๐ ปี วัดพนัญเชิงเชิงวรวิหาร วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปทรงประกอบพิธีสมโภช “พระพุทธไตรรัตนนายก” ครบ ๗๐๐ ปี ณ วัดพ นัญ เชิงวรวิห าร อำเภ อพ ระน ครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย ข้าราชการ และประชาชน เฝ้าฯ รับเสด็จ จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จขึ้นพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทองทิศบูชา พระพุทธปฏิมา พระประธานพระอุโบสถ ทรงกราบ ทรงศีล ประธานสงฆ์ถวายศีล จากนั้น พ ระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้ว่าราชการจังหวัด พระนครศรีอยุธยา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลรายงาน และขอ พระราชทานกราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินไป ทรงประกอบพิธีสมโภช “พระพุทธไตรรัตนนายก” ๖ ต่อจากนั้น เสด็จออกจากพระอุโบสถไปยังพระวิหารพระพุทธ ไตรรัตนนายก เสด็จพระราชดำเนินไปยังแท่นพิธี “พระพุทธไตรรัตนนายก” ครบ ๗๐๐ ปี ทรงชักสายสูตรห่มผ้าทรงสะพักอักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. และอักษรพระนามาภิไธย ส.ท. “พระพุทธไตรรัตนนายก” ครบ ๗๐๐ ปี พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์ เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงจุดเทียนถวายเป็นพุทธบูชา ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูป เทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่งบูชาพระพุทธไตรรัตนนายก ทรงกราบ


สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มนิติการ โครงการเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ ๒ ๗ แล้วเสด็จออกจากพระวิหารพระพุทธไตรรัตนนายก ไปยังพระอุโบสถ ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก จากนั้น ทรงลงพระปรมาภิไธย และทรงลงพระนามาภิไธยบนแผ่น ศิลา แล้วเสด็จฯ ไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ ทรงลาพระสงฆ์ เสร็จแล้ว พระธรรมรัตนมงคล (แวว กตสาโร) เจ้าอาวาสวัดพนัญเชิงวรวิหาร เฝ้าฯ ถวายเงิน เพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย และถวาย พระพุทธไตรรัตนนายก ทองเหลือง ปิดทอง เหรียญพระพุทธไตรรัตนนายก ทองคำ และหนังสือประวัติวัดพนัญเชิงวรวิหาร พระนครศรีอยุธยา แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แล้วเสด็จออกจากพระอุโบสถ ไปยังศาลพระนางสร้อยดอกหมาก ทรงวางพวงมาลัย และทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่งสักการะ พระนางสร้อยดอกหมาก ทรงกราบ เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปยัง ศาลเทพเจ้ากวนอู ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ ท้ายที่นั่งสักการะเทพเจ้ากวนอู ทรงคม แล้วเสด็จอกจากศาลเทพเจ้ากวนอู ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ กลับกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ในปี ๒๕๖๗ นี้ พระพุทธไตรรัตนนายก มีอายุครบ ๗๐๐ ปี และเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยคณะสงฆ์ และ พุทธศาสนิกชน ได้ร่วมกันจัดพิธีสมโภชพระพุทธไตรรัตนนายก ครบ ๗๐๐ ปี ขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อความเป็นสิริมงคล แก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ที่มา : https://www.matichon.co.th/court-news/news_4504257


สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มนิติการ โครงการเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อวันเสาร์ที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีเฉลิม พระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และการพระราชพิธี ทรงบำเพ็ญพระราชกศลวิสาขบชาพทธศักราช๒๕๖๖ณวัดพระศรีรัตน“หนูลืมค่ะ ” นางสาวดำขำตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ธุรการ ๓ มีหน้าที่รับคืนเงินยืมทดรอง ราชการเพื่อนำส่งคืนคลังแต่หลงลืมส่งเงินยืมทดรองราชการ จำนวน ๕๒,๕๐๐ บาท โดยส่งล่าช้าเกินระยะเวลาที่กำหนด ให้ส่งคืน เนื่องจากต้องไปปฏิบัติราชการ ต่างจังหวัดหลายวัน โดยนางสาวดำขำ เข้าใจว่าตนเองส่งเงินคืนไปแล้ว ทั้งนี้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้นำเงินราชการไปใช้ส่วนตัว พฤติกรรมของนางสาวดำขำ ดังกล่าว เป็นการกระทำผิดวินัย อย่างไม่ร้ายแรง ฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ ตามมาตรา ๘๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ลงโทษ ตัดเงินเดือน จำนวน ๕% เป็นเวลา ๑ เดือน เกร็ดความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและกรณีตัวอย่างกระทำผิดวินัย “ส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมล่าช้า” นางสดใส หัวหน้าสถานีอนามัย มีหน้าที่ต้องนำส่งเงินสมทบกองทุน ประกันสังคม ทั้งส่วน ของนายจ้าง และส่วนของลูกจ้าง ภายใน ๑๕ วันของเดือน ณ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด แต่ไม่ได้นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุน ประกันสังคม ตามที่กฎหมายกำหนด โดยได้รวบรวมส่งครั้งละ ๕ - ๖ เดือน ครั้งสุดท้ายได้รวบรวมส่งครั้งเดียว จำนวน ๑๕ เดือน รวมเงินสมทบทั้งสิ้น เป็นจำนวน ๑๖,๙๒๒ บาท และรวมเงินเพิ่มทั้งสิ้นเป็นจำนวน ๑,๗๖๗ บาท ซึ่งการที่นางสดใส ละเลยต่อหน้าที่โดยการส่งเงินล่าช้าต้องจ่ายเงินเพิ่ม อีกร้อยละ ๒๐ นั้น นางสดใส เป็นผู้จ่ายเงินเพิ่มเอง พฤติการณ์ดังกล่าวของ นางสดใส เป็นการกระทำผิดวินัยฐานไม่ปฏิบัติราชการให้เป็นไป ตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ ตามมาตรา ๘๕ วรรคหนึ่ง แห่ง พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ (ปัจจุบันเป็น ความผิดตามมาตรา ๘๒ (๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑) ได้รับโทษ ภาคทัณฑ์ ๘ ที่มา : https://audit.dmh.go.th/manual/files/law_money.pdf


สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มนิติการ โครงการเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ กฎหมายน่ารู้ คดีปกครอง “จงใจละเมิด” พฤติการณ์ไปในทางทุจริต ... ต้องรับผิดเต็มจำนวน !? โดย นายปกครอง “เงินหลวง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้...ผู้ใดทำให้รัฐเสียหาย ผู้นั้นก็ต้อง รับผิดชอบ !” เป็นที่ทราบกันดีว่า ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ต้องยึดถือ และปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่ต้องระมัดระวัง รอบคอบ ไม่ประมาท เพราะหากพลาดพลั้งหรือจงใจทำให้ ราชการเสียหายก็อาจต้องรับผิดได้ทั้งทางวินัย ทางแพ่ง (ละเมิด) และทางอาญาด้วย หากเข้าองค์ประกอบความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ในส่วนความรับผิดทางละเมิดนั้น หากผลการสอบสวนข้อเท็จจริง ออกมาว่าเจ้าหน้าที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออยางร้ายแรง ก็จะต้องรับผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนให้แก่หน่วยงาน ตามส่วนความรับผิดของตน แต่หากเป็นกรณี ทุจริตอันถือเป็นการกระทำโดยจงใจนั้น ผู้กระทำการทุจริตจะต้องรับผิด เต็มจำนวนก่อน เป็นลำดับแรก กล่าวมาถึงตรงนี้ ... นายปกครองก็มีคดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่เป็นของหลวงมาพูดคุยกัน โดยเป็นเรื่องของเสมียนตราอำเภอ ซึ่งจัดทำเอกสาร ในการเบิก –จ่ายเงินค่าตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ไม่ตรงกับความเป็นจริง ทั้งในส่วนของการเบิก –จ่ายเกินหมู่บ้านที่ได้รับการจัดตั้งจัดทำเอกสารซํ้าหมู่บ้าน จัดทำเอกสารเกินวันที่ที่ได้รับแต่งตั้ง และเบิกจ่ายเงินให้แก่บุคคลผู้ไม่มีสิทธิ มาเป็นข้อเตือนใจให้แก่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเงินครับ เรื่องราวของคดีมีอยู่ว่า ... อธิบดีกรมการปกครองได้มีคำสั่งเรียกให้ ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงิน จำนวนกว่าห้าแสนบาท เนื่องมาจากเมื่อครั้งผู้ฟ้องคดี ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ๕ ในฐานะเสมียนตราอำเภอ ณ อำเภอ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่จัดทำและลงลายมือชื่อในเอกสารการเบิกจ่ายเงิน ค่าตอบแทนตำแหน่ง และเงินอื่น ๆ ให้แก่กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกํานัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฯ โดยเชื่อได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้จัดทำเอกสาร ดังกล่าวอันเป็นเท็จ มีการเพิ่มเติมและลงลายมือชื่อของบุคคลที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง ในเอกสารประกอบการเบิกจ่าย เพื่อขอเบิกจ่ายเงินส่วนเกินและนําเงินไปใช้ ประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งถือเป็นการกระทำโดยอาศัยโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการจงใจกระทำละเมิด อันเป็นเหตุให้กรมการปกครองได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งของอธิบดีฯ ที่เรียกให้ตนชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิด ทางละเมิด มีพฤติการณ์ไม่เป็นกลาง เข้าข้างผู้กล่าวหา ซึ่งมีความขัดแย้งกับตน วิธีการและแนวทางการสอบสวนไม่ถูกต้องเหมาะสม พยานบุคคลขาดความ น่าเชื่อถือ ไม่เป็นกลาง พยานเอกสารไม่ถูกต้อง เพราะมีการจัดทำเพิ่มเติม ภายหลัง ความเสียหายมีจำนวนมากกว่าความเป็นจริง หากตนได้ร่วมตรวจสอบ ๙


สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มนิติการ โครงการเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ เชื่อวาความผิดพลาดไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท และหากมีการจ่ายเงินเกินสิทธิ ก็จะต้องเรียกเงินส่งคืนคลังทันที ซึ่งบางรายการถูกเรียกเงินและส่งคืนคลังแล้ว บางรายการเป็นการพิมพ์ผิด ไม่เกิดความเสียหายแท้จริง บางรายการกำลัง ดำเนินการเรียกเงินคืน โดยตนถูกกลั่นแกล้งจากผู้บังคับบัญชา ทำให้ต้องรับผิดอย่างไม่เป็นธรรม จึงได้ยื่นฟ้องอธิบดีฯ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้เงินดังกล่าว คดีมีประเด็นปัญหาว่า ... คำสั่งของอธิบดีฯ ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน ให้แก่ทางราชการจำนวนกวาห้าแสนบาท ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ ? ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ค ว า ม รั บ ผิ ด ท างล ะ เมิ ด ได้ ดำเนิ น ก าร ส อ บ ส ว น ไป ต า ม ร ะ เบี ย บ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิด ของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยได้สอบสวนผู้ฟ้องคดีและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดจำนวนหลายราย และมีการตรวจสอบพยานเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเมื่อได้รายงานผลการสอบสวน ให้อธิบดีฯ พิจารณาแล้ว อธิบดีฯ ได้สั่งการ ให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมอีก ๒ ครั้ง โดยได้มีการสอบสวนพยานเพิ่มเติมอีก อันเป็นการสอบสวนพยานบุคคลครบถ้วนรอบด้านแล้ว ประกอบกับในกรณีนี้มีผู้ต้องรับผิดหลายคน โดยอธิบดีฯ ได้สั่งให้ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ รวมทั้งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีซึ่งเป็นข้าราชการ ระดับสูง ในฐานะผู้บังคับบัญชาในขณะเกิดเหตุตามข้อพิพาท รับผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้ด้วย และไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ ได้กระทำการสอบสวนไปโดยขาดความเป็นกลางแต่ประการใด จึงเชื่อตาม รายงานผลการสอบสวนของคณ ะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ ได้ว่า การดำเนินการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ ของทางราชการ ผู้ฟ้องคดีได้จัดทำเอกสารอันเป็นเท็จและลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร การรับเงิน พฤติการณ์จึงเป็นการกระทำ โดยอาศัยโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงถือได้ว่า เป็นการกระทำ โดยจงใจก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมการปกครอง อันเป็นการกระทำละเมิด ต่อกรมการปกครอง ตามมาตรา ๔๒๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า ... ผู้ฟ้องคดีจะต้องรับผิด ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แก่ทางราชการเป็นจำนวนเท่าใด ? ประเด็นนี้ศาลท่านเห็นว่าการกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว จะต้องคำนึงถึง ระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละ กรณีเป็นเกณฑ์ซึ่งในกรณีตามข้อพิพาท ปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการ พลเรือน ปฏิบัติราชการในตำแหน่งเสมียนตราอำเภอ มีหน้าที่ในการจัดทำบัญชี ถือจ่ายเงินงบ ป ระมาณ และเอกสารการรับ – จ่ายเงิน เพื่ อเบิ กจ่าย เป็นค่าตอบแทนตำแหน่งและเงินอื่น ๆ ให้แก่ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำ ตำบล สารวัตรกํานัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฯ โดยต้องปฏิบัติให้เป็นไปโดยชอบ ด้วยกฎหมายและด้วยความสุจริต แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้จัดทำบัญชีถือจ่ายการเบิก เงินงบประมาณให้ครบถ้วนตรงตามความเป็นจริงและเป็นปัจจุบัน และทำการ ปลอมแปลงเอกสาร ปลอมลายมือชื่อ ผู้เบิกเงิน – รับเงิน โดยผู้ฟ้องคดีได้เบิกเงิน งบประมาณ ตามหลักฐานดังกล่าวเกินจำนวนที่เป็นจริง แล้วนําไปใช้ เป็นประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นการกระทำทุจริต โดยอาศัยโอกาส ในการปฏิบัติหน้าที่ แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง ควรจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว เต็มจำนวน ตามมาตรา ๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิด ของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ๑๐


สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มนิติการ โครงการเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ ดังนั้น คำสั่งของอธิบดีฯ ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แก่ทางราชการ จำนวนกว่าห้าแสนบาท จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่ยกฟ้อง (คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.๑๒๐๓/๒๕๖๕) จากคดีดังกล่าวสรุปได้ว่า ... เสมียนตราอำเภอซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบ ในการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนตำแหน่งและเงินอื่น ๆ ให้แก่กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ ประจำตำบล สารวัตรกํานัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วย ผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ ต้องจัดทำบัญชีถือจ่ายการเบิกเงิน งบประมาณ ให้ครบถ้วนตรงตามความเป็นจริงและเป็นปัจจุบัน ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้อง ตามระเบียบกฎหมายและด้วยความสุจริต ทั้งนี้ หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าหน้าที่ดังกล่าวมีพฤติการณ์ อาศัยโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่แสวงหา ประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งถือเป็นการกระทำโดยจงใจ ให้หน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหายหน่วยงาน ของรัฐย่อมมีอำนาจตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิด ของเจ้าหน้าที่ฯ ในการออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนได้ซึ่งในกรณีเช่นนี้ศาลเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง ด้วยเหตุนี้จึงพึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เต็มจำนวนความเสียหาย ที่หน่วยงานของรัฐได้รับ ... นั่นเองครับ ! (สาม ารถศึกษ าความรู้ ที่ น่ าสน ใจเกี่ยวกับ คดีป กครองได้ที่ “ศูนย์การเรียนรู้ศาลปกครองออนไลน์”) ที่มา : https://bit.ly/บทความจงใจละเมิด ๑๑


สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มนิติการ โครงการเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่มา : https://www.facebook.com/pdpc.th ๑๒


สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มนิติการ โครงการเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ มีพฤติกรรมฉันชู้สาว... แม้ไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน ผิดวินัยร้ายแรงครับ ! โดย นายปกครอง คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. ๔๑/๒๕๖๑ พฤติการณ์การกระทำ ? ➢ ผู้บังคับบัญชา มีพฤติกรรมฉันชู้สาวกับผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีคู่สมรส ตามกฎหมายอยู่แล้ว แม้ไม่มีพยานหลักฐานชัดเจนว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศ ➢ มีการพูดคุยโทรศัพท์ติดต่อกันทั้งกลางวันและกลางคืน และการไป พักด้วยกันทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด ไม่ว่าจะพักในห้องเดียวกันหรือไม่ก็ตาม และจากถ้อยคำพยานผู้ร่วมงาน แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจในเรื่อง ชู้สาวของทั้งคู่ ➢ ได้ลงชื่อยอมรับสภาพเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันชู้สาว ต่อหน้า ผู้บังคับบัญชาที่เหนือขึ้นไป การกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง หลักกฎหมาย/บรรทัดฐานที่เกี่ยวข้อง ➢ การดำเนินการทางวินัยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์โดยปราศจากข้อสงสัย ถึงการกระทำความผิดเช่นในคดีอาญ า การมีพฤติกรรมฉันชู้สาวกับ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีคู่สมรสแล้ว แม้ไม่มีพยานหลักฐานชัดเจนว่ามีความสัมพันธ์ ทางเพศ เมื่อพิจารณาพยานแวดล้อม ประกอบกับเจ้าตัวได้ลงชื่อยอมรับสารภาพ ต่อผู้บังคับบัญชาที่เหนือขึ้นไป จึงถือได้ว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว อันเป็นความผิดวินัย อย่างร้ายแรง ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ “ข้าราชการ” อาชีพในฝัน เพราะนอกจากเป็นการทำงาน เพื่อประเทศชาติและประชาชนแล้ว ยังมีความมั่นคงในอาชีพ สำหรับตัว ข้าราชการเอง อย่างไรก็ตาม นอกจากจะต้องมุ่งมั่นปฏิบัติงานตามหน้าที่ให้ลุล่วง ไปด้วยดีแล้ว ข้าราชการ ก็ควรประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี ในสายตาของคนทั่วไปด้วยเช่นกัน ด้วยความประพฤติส่วนตัวบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่ง หน้าที่ราชการได้ เช่นเดียวกับอุทาหรณ์ที่นายปกครอง นำมาเสนอผู้อ่าน ในฉบับนี้เป็นกรณีของข้าราชการที่มีความประพฤติไม่รักษาเกียรติศักดิ์ ข องต ำแ ห น่งห น้ าที่ ราช การ ด้ วย มี พ ฤติ ก รรม ฉัน ชู้ สาวกั บ ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้มีสามีโดยชอบตามกฎหมายแล้ว โดยมูลเหตุนี้เกิดจาก... เมื่อขณะผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่ง ป ลัด เท ศ บ าล ได้ ถู กร้อ งเรี ย น ว่ า มี พ ฤติ ก ร รม ใน ท างชู้ ส า ว กับผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งมีครอบครัวแล้ว ภายหลังการสอบสวนทางวินัย สรุปได้ว่าผู้ฟ้องคดี กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง นายกเทศมนตรี จึงมี คำสั่งลงโทษ ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ๑๓


สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มนิติการ โครงการเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โดยอ้างว่าตนไม่ได้มีพฤติกรรมตามที่ถูกกล่าวหา และต่อมาได้นำคดีมาฟ้องขอศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งที่ลงโทษ ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้คือ ผู้ฟ้องคดีกระทำความผิดวินัย ร้ายแรง ตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ? ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่อผลสอบสวนของคณะกรรมการ สอบสวนสรุปว่า ผู้ฟ้องคดีมีพฤติกรรมความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับ ผู้ใต้บังคับบัญชาแม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าถึงขั้นมีความสัมพันธ์ทางเพศ หรือไม่ แต่การยอมลงชื่อรับสารภาพเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันชู้สาวของผู้ ฟ้องคดีต่อหน้านายกเทศมนตรี และจากถ้อยคำพยานถึงพฤติกรรมของผู้ ฟ้องคดีกับผู้ใต้บังคับบัญชาในระยะเวลา ๑๐ เดือน ที่มีการพูดโทรศัพท์ ติดต่อกันทั้งกลางวันและกลางคืน การไปพักในห้องเดียวกันหรือไม่ก็ตาม ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดของทั้งคู่ และจากถ้อยคำพยานเพื่อนร่วมงาน ผู้หญิงในที่ทำงานหลายปาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้ฟ้องคดีที่ไม่ น่าไว้วางใจในเรื่องชู้สาว และแม้จะอ้างว่าขณะเกิดเหตุพิพาทครอบครัวของ ทั้งสองฝ่ายอยู่ด้วยกันเป็นปกติสุข ก็ไม่อาจนำมาอ้างให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจาก ความผิดไปได้ เพราะผู้ฟ้องคดีในฐานะพนักงานเทศบาล ต้องรักษาชื่อเสียง ของตน และรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งข้าราชการของตน มิให้เสื่อมเสีย โดยไม่กระทำการใด ๆ อันได้ชื่อว่าประพฤติชั่ว ตามข้อ ๑๙ ของประกาศ คณะกรรมการพนักงานเทศบาล เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ ลงวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๕ เมื่อผู้ฟ้องคดีมีพฤติกรรมฉันชู้สาวกับหญิง ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ที่มีคู่สมรส ตามกฎหมายอยู่แล้ส แม้จะไม่มีพยานหลักฐานชัดเจนว่า มีความสัมพันธ์ทางเพศก็ตาม แต่การดำเนินการทางวินัยก็ไม่จำเป็นต้อง พิสูจน์โดยปราศจากข้อสงสัยถึงการกระทำความผิดดังเช่นในคดีอาญา จึงจะถือว่าเป็นความผิดวินัย ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง (คำพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. ๔๑/๒๕๖๑) ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุค กี่สมัน “ข้าราชการ” ก็ยังเป็นเสาหลักในการ สร้างสรรค์และพัฒนาประเทศ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่การงาน ตามที่ได้รับผิดชอบหรือความประพฤติส่วนตัว ข้าราชการก็ต้องปฏิบัติตน เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชนทั่วไปให้สมศักดิ์ศรี ของผู้ที่ได้ชื่อว่า … ข้าของแผ่นดิน ... ที่มา : https://www.admincourt.go.th/admincourt/site/flipbook/ebook50- Konrad/b011/index.html#p=105 ๑๔


สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มนิติการ โครงการเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ เรื่องน่ารู้...เกี่ยวกับพระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครอง ของหน่วยงานรัฐ บทความ ๙/๒๕๖๗ เรื่องนี้เป็นการขอหารือ กรณีมีหน่วยงานเอกชนและหน่วยงานรัฐ ขอข้อมูลส่วนบุคคล จากหน่วยงานรัฐที่ครอบครองข้อมูลส่วนบุคคลของ เจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อนำไปประกอบการวางแผนการดำเนินงานตามภารกิจ ของหน่วยงาน กรณีนี้จะขัดกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ในส่วนของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ อย่างไร หน่วยงาน A ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของ เจ้าหน้าที่รัฐ และข้อมูลของผู้สูงอายุที่อยู่ในระบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ได้ขอหารือ ๒ กรณี ดังนี้ ๑. หน่วยงาน B ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้มีหนังสือขอให้หน่วยงาน A จัดส่งข้อมูลเกี่ยวกับเลขประจำตัว ประชาชน ชื่อ นามสกุล วัน เดือนปีเกิดของลูกจ้างหน่วยงานรัฐ เพื่อนำไป ประชาสัมพันธ์เชิญชวนสมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ๒. หน่วยงาน C ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้ขอข้อมูลส่วนบุคคลของ ผู้สูงอายุที่อยู่ในระบบ เบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ เพื่อนำไปเป็นฐานข้อมูลตั้งต้น ในการจัดทำฐานข้อมูลผู้สูงอายุไทย และนำไปวางแผน การดำเนินงานด้านผู้สูงอายุ โดยหน่วยงาน A หารือว่าจะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้กับหน่วยงาน B และ หน่วยงาน C ได้หรือไม่ อย่างไร คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสาร ของราชการ ในคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการพิจารณาแล้ว มีความเห็น ดังนี้ กรณีตามข้อ ๑ การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้กับหน่วยงาน B ซึ่งเป็น นิติบุคคลเอกชน ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๐ นั้นอาจไม่สมควร เนื่องจาก หน่วยงาน B สามารถประชาสัมพันธ์ เชิญชวนลูกจ้างของรัฐโดยใช้ช่องทางการประชาสัมพันธ์แก่ผู้ที่สนใจ ผ่านหน่วยงานของรัฐ ในสังกัดให้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปได้ ไม่จำเป็นต้องนำข้อมูล ข่าวสารส่วนบุคคลจากหน่วยงาน A ที่ครอบครองไปเพื่อประชาสัมพันธ์โดยตรง กับลูกจ้างหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด กรณีตามข้อ ๒ หน่วยงาน C ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้ขอข้อมูล ข่าวสารส่วนบุคคลเพื่อนำไปเป็นฐานข้อมูลตั้งต้นในการจัดทำฐานข้อมูลผู้สูงอายุ ไทย และนำไปวางแผนการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพ การจัดสวัสดิการและการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุ อันเป็นการปฏิบัติตาม อำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน C หน่วยงาน A จึงสามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หน่วยงาน C เพื่อประโยชน์แก่ผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล โดยตรง การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าว จึงไม่เป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคล โดยไม่สมควร อย่างไรก็ดี คณะอนุกรรมการฯ มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า กรณีที่ หน่วยงาน A จะจัดส่งข้อมูลหรืออนุญาตให้หน่วยงาน C เชื่อมโยงข้อมูลที่อยู่ ในระบบควรทำข้อตกลงว่า หากหน่วยงาน C ได้ข้อมูลไปแล้วจะจัดเก็บข้อมูล และใช้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล โดยคำนึงถึงการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และมีหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บขอบเขตและข้อจำกัดในการเข้าถึง รวมทั้งรูปแบบ ของรายงานการใช้ และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลดังกล่าว ทั้งนี้ เป็นไป ตามมาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ๑๕


สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มนิติการ โครงการเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ มีข้อสงสัยการปฏิบัติและใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ ราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ หารือไปที่สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของ ราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โทร ๐ ๒๒๘๓ ๔๖๗๘ www.oic.go.th ตอบข้อหารือในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ ราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ (ที่ นร ๐๑๐๘/๒๘๘๐ ลงวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๑) นางสาววัชรา อ่อนละมุน นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ ส่วนส่งเสริมและ เผยแพร่สิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสาร “ข้อมูลโปร่งใส ราชการไทยไร้ทุจริต” ๑๖


โครงการเสริมสร้างและป้องกันการกระทำผิดวินัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มนิติการ


Click to View FlipBook Version